คลังเก็บป้ายกำกับ: BIG_DATA_AND_DATA_SCIENCE

SAS Webinar: ส่องอนาคตปี 2030: 5 เทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนา Customer Experience

SAS ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT และ Data Science เข้าฟังบรรยาย SAS Webinar เรื่อง “ส่องอนาคตปี 2030: 5 เทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนา Customer Experience” พร้อมอัปเดตแนวโน้มของผู้บริโภคและผู้ประกอบการล่าสุดในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้องค์กรสามารถเตรียมการด้าน Analytics ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2020 เวลา 14:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

พิเศษ!! เข้าฟังบรรยายพร้อมทำแบบสอบถาม ลุ้นรับ e-Voucher ของ Grab Food มูลค่า 200 บาท รวม 30 รางวัล

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ส่องอนาคตปี 2030: 5 เทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนา Customer Experience
ผู้บรรยาย: คุณวริทธิ สันธิเดช Business Advisory จาก SAS Software (Thailand)
วันเวลา: วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_Trg-wljMR2ywcFpUWpxwbA

ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ที่กำลังดำเนินอยู่ เราได้พบกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถือได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารผ่านแอปฯ การซื้อของออนไลน์ หรือแม้กระทั้งการทำงานและการเรียนจากที่บ้าน จากที่หลายๆ คนไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เมื่อถึงคราวที่มีเหตุบังคับให้ต้องใช้ ทุกคนก็สามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปแล้วทุกคนก็จะยังคงใช้เทคโนโลยีต่อไป

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยรับรู้ กลับกลายเป็นข้อมูลที่สามารถจับต้องได้ แนวโน้มของทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปสู่การที่มีข้อมูลมหาศาล คำถามคือ เราได้เตรียมพร้อมรับมือกับข้อมูลที่มีทั้งในอดีตและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วหรือยัง?

ภายใน Webinar นี้ SAS Software จะนำข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ของลูกค้าในปี 2030 จาก Futurum Research มาบรรยายให้ฟังว่า ผู้บริโภคจะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด และผู้ประกอบการรายอื่นๆ จะปรับตัวไปในทิศทางใดบ้าง รวมไปถึง 5 เทคโนโลยีสำหรับที่จะช่วยผลักดันการพัฒนา Customer Experience ให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เราสามารถเรียนรู้และปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/317289272730004/

from:https://www.techtalkthai.com/sas-webinar-experience-2030/

[Guest Post] เครือไทย โฮลดิ้งส์ รุกตลาด Data Analytics เปิดตัว “Sentrics” บริการวิเคราะห์ข้อมูล สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจยุคดิจิทัล

บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลัง PulseMetrics หนึ่งในผู้ให้บริการด้าน Data Analytics ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดตัว “Sentrics” บริการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเจาะพฤติกรรมผู้บริโภค ต่อยอดสู่ธุรกิจแห่งโลกอนาคต พร้อมออกแบบกลยุทธ์และดึงศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อองค์กร มั่นใจตอบโจทย์แบรนด์ยุคดิจิทัล เตรียมให้บริการตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

 

(ซ้าย ) นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), (ขวา) มร.เยน ชิน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เซ็นทริคส์ คอนซัลติ้ง จำกัด (Sentrics)     

 

นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากแนวโน้มของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการแข่งขันทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคและแบรนด์ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสร้างสรรค์แนวทางการดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน ตลอดจนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว จึงเกิดเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ และบริษัท PulseMetrics จำกัด พันธมิตรสำคัญ ลงนามความร่วมมือเปิดตัวบริษัท เซ็นทริคส์ คอนซัลติ้ง จำกัด (Sentrics) เพื่อดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการวิเคราะห์และวิจัยข้อมูล (Data Analytics and Research) ร่วมกัน ภายใต้แนวคิด “Business Value Creation”

“ปัจจุบันหลายๆ องค์กรได้ให้ความสำคัญกับ Big Data และการทำ Data Analytics มากขึ้น เพราะสามารถตอบโจทย์โลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบวินาทีต่อวินาที นับเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและมีบทบาทต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้มากที่สุด แต่ก็ยังมีองค์กรอีกมากมายที่ต้องการทีมงานและผู้เชี่ยวชาญช่วยผลักดันการใช้งานดาต้า ดังนั้น การลงทุนเปิดตัว Sentrics ในครั้งนี้นับเป็นการเติมเต็มความต้องการขององค์กรต่างๆ พร้อมสร้างมิติใหม่ให้กับวงการธุรกิจไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมหรือวงการใดก็มีโอกาสเข้าถึงและใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ทั้งกับแบรนด์และผู้บริโภคสูงสุด สามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีคุณค่าผ่านช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ถูกที่ ถูกเวลา และถูกเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน” นายโชติพัฒน์ กล่าว  

มร.เยน ชิน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เซ็นทริคส์ คอนซัลติ้ง จำกัด (Sentrics) กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ Data Analytics ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เกือบ 20 ปี เราเชื่อมั่นว่าการจับมือกับ บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ ในฐานะพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ด้านการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมีเครือข่ายทางธุรกิจครอบคลุมทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถผลักดันธุรกิจให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดย Sentrics จะทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลแบบ Customize สร้างความรู้จัก รู้ใจลูกค้า และเข้าใจธุรกิจของคู่ค้า เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้า บริการ และการตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภค รวมถึงแก้ปัญหาในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“หลักการทำธุรกิจของ Sentrics คือ การนำเทคโนโลยีด้าน AI มาจัดการข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กรแบบ customize เพื่อสร้าง Business Value ด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ ได้โดยตรง จึงช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ กระตุ้นยอดขาย ลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดความกังวลในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่ใช้บริการในภาวะที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เนื่องจาก Data Analytics จะทำให้คู่ค้าได้ทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นรู้ว่าจะทำอะไรเพื่อใคร และใช้ช่องทางใด เปรียบเหมือนการสร้างโอกาสให้แบรนด์และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและครองใจลูกค้า พนักงาน และคู่ค้าได้คุ้มค่าและยั่งยืนมากขึ้น” มร.เยน กล่าว

สำหรับธุรกิจและบริการของ Sentrics ประกอบด้วย การให้คำปรึกษาทางด้านธุรกิจ, การจัดการ วิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติและสร้างคุณค่าสู่องค์กรได้จริง

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและบริการของ บริษัท เซ็นทริคส์  คอนซัลติ้ง จำกัด (Sentrics Consulting Company Limited) ได้ที่อีเมล์ sarintorn.c@segroup.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/segroup-launched-sentrics-data-analytics-service/

IMC เปิดอบรม 3 หลักสูตร Big Data, Digital Transformation และ Data Science เริ่มเดือนกันยายนนี้

IMC Institute เปิดรับลงทะเบียน 3 หลักสูตรสำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการด้าน IT ได้แก่ Big Data Certification, Digital Transformation for Management และ Data Science Certification บรรยายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้ง IMC และวิทยากรรับเชิญภายนอก เนื้อหาประกอบด้วยทั้งการบรรยายและการทำ Workshop เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สมัครเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับองค์กรได้จริง

Digital Transformation for Management (35 hr.)

เทคโนโลยีดิจิทัล กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดคำว่า Digital Disruption ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของหุ่นยนต์ การเกิดขึ้นของบล๊อคเชน กระแสการแข่งขันจากการนำข้อมูลขาดใหญ่ (Big data) มาวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) นโยบายการผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบถึงการปรับตัวและความอยู่รอดของทุกอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น อุสาหกรรมค้าปลีก ค้าส่ง สิ่งพิมพ์ ขนส่ง บันเทิง การเงินการธนาคาร หรือแม้แต่ การศึกษา จนทำให้องค์กรต่างๆหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และกลับมาให้ความสำคัญกับการทบทวนปรับวางกลยุทธ์ใหม่ ปรับโครงสร้างองค์กร ปรับกระบวนการทำงาน ปรับวัฒนธรรมองค์กร สร้างตลาดใหม่ ทั้งนี้รวมกึงการวางแผนพัฒนาบุคคลากร เพื่อตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง เกิดความอยู่รอด และความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคดิจิทัล

หลักสูตร Digital Transformation Strategy จึงเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านในการที่จะ …

เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล

  1. เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าในการทำธุรกิจ และที่กำลังมาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจของท่าน ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฏหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  2. รับทราบกรณีศึกษาสำคัญอันเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับประยุกต์ใช้เพื่อการตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล
  3. สามารถกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร การสร้างวัฒนธรรมและการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันและก้าวทันภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
  4. สามารถที่จะติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล

Big Data Certification (120 hr.)

Big Data เป็นเทคโนโลยีที่กำลังกล่าวถึงกันอย่างมาก การที่ข้อมูลมีจำนวนมากขึ้นมหาศาล มีหลายรูปแบบ และการมีข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรต่างๆต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Information Infrastructure) มีการนำเทคโนโลยีใหม่เช่น Hadoop, Big data on Cloud เข้ามาจัดการข้อมูล และสร้างคุณค่าจากข้อมูลอย่างเช่นการทำ Big Data, Data Analytics, Data Science จนถึงการพัฒนา AI การก้าวสู่ยุค Digitalization องค์กรควรจะต้องมีการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้เข้าใจการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงมีความรู้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ หลักสูตร Big Data Certification เป็นหลักสูตร 120 ชั่วโมงที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงเรื่องของ Big Data มีความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ เข้าใจในเรื่องของ Business Intelligence และ Data Science ตลอดจนเรื่องรู้การทำ Big Data ตั้งแต่วางกลยุทธ์ จนถึงการทำ Predictive Analytics ด้วย Large-Scale Machine Learning การสอนในหลักสูตรนี้ประกอบไปด้วยการบรรยาย การทำ Workshop โดยจะมีการใช้เครื่องมือ Big Data ที่สามารถทำงานได้บนข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงการใช้งานบนระบบ Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ

Data Science Certification (120 hr.)

Data Science เป็นการค้นหา Pattern จากข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ โดยใช้ ข้อมูลขององค์กร บริษัทในปัจจุบันใช้ความสามารถทางด้าน Data Science ทำให้เกิดความได้เปรียบ ในการแข่งขัน (Competitive Advantage) เหนือกว่าคู่แข่ง

หลักสูตร Data Science Certification นี้เป็นการรวบรวม หลักสูตรหลายๆ หลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้ และการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ท่านได้สามารถ เรียนรู้ ศาสตร์ที่กำลังพัฒนาและปรับเปรียนตัวเองอย่างรวดเร็ว ท่านจะสามารถเข้าใจการใช้เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องเช่น Hadoop, Spark, NoSQL และ ภาษา R ที่จะทำให้ท่านมีความรู้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

หลักสูตร Data Science Certification เป็นหลักสูตร 120 ชั่วโมงที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงเรื่องของ Data Science ตลอดจน ความรู้ในการทำ Big Data ตั้งแต่วางกลยุทธ์ จนถึงการทำ Predictive Analytics ด้วย Large-Scale Machine Learning การสอนในหลักสูตรนี้ประกอบไปด้วยการบรรยาย การทำ Workshop โดยจะมีการติดตั้งใช้เครื่องมือ Big Data จริงๆที่สามารถทำงานได้ รวมถึงการใช้งานบนระบบ Cloud

ทางสถาบัน ไอเอ็มซี จึงได้รวบรวมวิทยากร และปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับ เทคโนโลยีที่มีเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ในหลากหลายมุมของการนำ Data Science ไปใช้ เป็นหลักสูตร 4 เดือน

from:https://www.techtalkthai.com/imc-big-data-dx-and-data-science-courses-2020/

[Video Webinar] Operationalizing Analytics – Turn Insight into Decision Faster by SAS

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย SAS Webinar เรื่อง “Operationalizing Analytics – Turn Insight into Decision Faster” เพื่อแนะนำเทคนิคและโซลูชันสำหรับนำ Analytics ไปใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียเวลาและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณธนาพนธ์ ตรีเลิศกุล Analytics Customer Advisory, SAS Software (Thailand) Co., Ltd.

หลายองค์กรสูญเสียเวลาและโอกาสไปกับกระบวนการนำ Analytics มาใช้งานจริง แน่นอนว่าทุกองค์กรต้องการนำผลลัพธ์ของการทำ Analytics ไปใช้งานเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ แต่เพราะกระบวนการที่มีความยุ่งยาก รวมถึงใช้เวลานานกว่าการวางโมเดลจะเสร็จสิ้น ระยะเวลาที่ล่วงเลยไปนี้ทำให้ผลลัพธ์ของการนำ Analytics มาใช้งานไม่ดีเท่าที่ควร จะดีกว่าไหมถ้าคุณมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดความยุ่งยากในการทำ Analytics และสามารถนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังบริหารจัดการและติดตามผลได้ดีกว่า เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรสูงสุด

หัวข้อการบรรยายใน Webinar นี้ประกอบด้วย

  • เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วยการวางโมเดลและ Business Rules ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • การบริหารจัดการโมเดลการวิเคราะห์ในระดับองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตัวอย่างการวางโมเดลไปยังแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องเขียนซอร์สโค้ด

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-operationalizing-analytics-turn-insight-into-decision-faster-by-sas/

[Video Webinar] บทบาทของ Analytics กับยุค New Normal โดย SAS

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย SAS Webinar เรื่อง “บทบาทของ Analytics กับยุค New Normal” พร้อมเรียนรู้ว่า Analytics จะช่วยให้เรารับมือกับวิกฤตครั้งถัดไปให้ดีมากยิ่งขึ้นอย่างไร ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณธนาพนธ์ ตรีเลิศกุล Analytics Customer Advisory, SAS Software (Thailand) Co., Ltd.

วิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ประชาชนทั่วไปและธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ในไทยจะเริ่มคลี่คลายไปบ้าง ผู้คนก็ยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนก่อนเกิดวิกฤตได้ จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่หรือ New Normal ในทุกๆ ด้านทั้งการใช้ชีวิตทั่วไป การศึกษา หรือการดำเนินธุรกิจ แล้วเราจะทำอย่างไรให้วิถีชีวิตใหม่นี้สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นภายหลังวิกฤต COVID-19

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจว่า Analytics จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรกับวิถีชีวิตใหม่ รวมไปถึงจะช่วยให้เราสามารถรับมือกับวิกฤตครั้งถัดไปได้ดีมากยิ่งขึ้นอย่างไร โดยหัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • ปัญหาและความท้าทายของธุรกิจในช่วง COVID-19
  • SAS Analytics ในยุค New Normal
  • แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุค New Normal
  • แชร์กรณีศึกษา: Location Network Analytics

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-analytics-in-the-new-normal-era-by-sas/

ปกป้องธุรกิจจาก Ransomware ภัยคุกคามยุค Digital ที่สร้างความเสียหายมหาศาลด้วย Veritas

Ransomware เป็นหนึ่งในภัยคุกคามในยุคดิจิตอลที่สร้างความเสียหายจำนวนมาก มีอัตราการขยายตัวมากที่สุดในปัจจุบัน จากสถิติพบว่าทุกๆ 11 วินาที จะมีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก Ransomware ทั้งที่บางธุรกิจเหล่านั้นมีการลงทุนระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ไว้อยู่แล้ว ในความเป็นจริงนั้น ไม่มีระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ใดที่จะสามารถป้องกันได้อย่าง 100% ส่วนที่ยังหลุดรอดมาได้แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะทำความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ธุรกิจได้ การมีระบบที่มารองรับเพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อนำมาช่วยบรรเทาความเสียหายจากภัยคุกคามเหล่านั้น ในกรณีที่ธุรกิจต้องประสบปัญหา

ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา มีธุรกิจในไทยจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจาก Ransomware โดยมี Server จำนวนมากใน Data Center ได้รับผลกระทบจนต้องหยุดให้บริการไป ในจำนวนนั้นเราพบว่ามีธุรกิจที่ไว้วางใจใช้ Veritas NetBackup และ NetBackup Appliance จาก G-Able โดยเราสามารถช่วยให้ลูกค้าเหล่านั้นนำระบบกลับมาใช้งานได้ตามปกติและลดความเสียหายของธุรกิจได้อย่างทันท่วงที ซึ่งตัว Veritas NetBackup Appliance เองมีกลไกการปกป้องตัวเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับสูงทำให้ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ซึ่งเป็นข้อมูลชุดสุดท้ายที่สามารถใช้งานได้ ได้รับความปลอดภัยการโจมตีจาก Ransomware ไปด้วย ทำให้สามารถนำข้อมูลกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

นอกจากนี้ Backup Strategy ก็มีความสำคัญไม่น้อย เช่น เรื่องของการเก็บข้อมูล Backup ไว้อย่างน้อย 2 ชุด แบ่งไว้ 2 สถานที่ ซึ่ง Veritas NetBackup เองก็มีความสามารถที่เรียกว่า Auto Image Replication (AIR) มาช่วยจัดการเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือการกำหนดสิทธิเข้าใช้ Backup Server อย่างเหมาะสม Veritas NetBackup ก็สามารถกำหนด Role Base Access (RBAC) ได้เช่นกัน

นอกจากจะเสริมระบบปกป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้แล้ว Veritas NetBackup ยังมีความสามารถอื่นๆอีกมากที่มาช่วยปกป้องข้อมูลจากภัยคุกคามด้านอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน โดย Veritas ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า APTARE IT Analytic ที่มาเสริมการบริหารจัดการระบบแบคอัพและ IT Infrastructure ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการระบบ Backup ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ในขณะที่ธุรกิจมีการขยายเติบโตขึ้น ระบบ IT Infrastructure ก็เติบโตตาม และมีความซับซ้อนและยุ่งยากเพิ่มขึ้นด้วย การบริหารจัดการระบบ Backup และ IT Infrastructure อื่นๆ จึงควรมีเครื่องมือที่สามารถช่วยให้คุณดูแลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

APTARE IT Analytics จะสามารถช่วยให้คุณบริหารระบบ Backup ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ทำให้ทราบว่ามีเครื่องไหนที่ไม่เคย Backup บ้าง หรือมีเครื่องไหนที่อยู่ในความเสี่ยง Backup ไม่สำเร็จต่อเนื่องกันหลายครั้ง เพื่อให้คุณสามารถทำการแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาใหญ่จะตามมา เพื่อช่วยให้องค์กรลดความเสียหายจากความเสี่ยงได้มากที่สุด

APTARE IT Analytic ยังสามารถช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์ IT อื่นๆ ได้แก่ Storage, SAN, Cloud ต่างๆ และ Virtualization ได้เกือบทุกผลิตภัณฑ์ หรือ Vendor ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ ทั้งยังสามารถตรวจสอบการทำงานแบบ End-to-end ได้ โดยการเชื่อมโยงข้อมูลการทำงานที่มีอยู่ในแต่ละอุปกรณ์เข้าด้วยกันและนำมาวิเคราะห์แสดงผล ด้วยเครื่องมืออัจฉริยะเพียงตัวเดียวคือ APTARE IT Analytic

G-Able คือบริษัทผู้นำด้าน IT แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลเพราะเราเข้าใจดีว่าทุกข้อมูลของทุกองค์กรล้วนมีความสำคัญต่อการเติบของธุรกิจ เราพร้อมร่วมร่วมต่อยอดธุรกิจ ลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และสร้างกำไรมหาศาลแก่องค์กรของคุณ

G-Able บริการให้คำปรึกษาไปจนถึงออกแบบระบบโครงสร้ำงพื้นฐานที่ตอบโจทย์ ความต้องการขององค์กรโดยเฉพาะและครบวงจร (One Stop Service) รวมไปถึงติดตั้งและดูแลเพื่อให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานนั้นให้มีความยั่งยืน เราจัดหาโซลูชันสำหรับการสำรองข้อมูลเพื่อตอบโจทย์เวิร์คโหลดที่แตกต่างกันและเตรียมพร้อมสำหรับพื้นฐานการปกป้องข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) หรือเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของระยะเวลาการกู้คืนระบบที่ยอมรับได้ (Recovery Time Objective: RTO) และปริมาณข้อมูลสูญหายในเวลาที่ยอมรับได้ (Recovery Point Objective: RPO)

G-Able พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้กับทุกธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนใจติดต่อ mongkol.m@g-able.com

from:https://www.techtalkthai.com/protect-your-business-from-ransomware-by-veritas/

G-Able ชวนวิเคราะห์ 5 จุดหลักของระบบ Infrastructure ในองค์กรด้วย Aptare IT Analytics™

Cloud Technology ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรในยุคปัจจุบันอย่างมาก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในองค์กร สภาพแวดล้อม IT ที่ซับซ้อนกว่าเดิมกำลังทำให้ทีม IT เผชิญความท้าทายอันยากลำบากกับการจัดการข้อมูล

ร่วมวิเคราะห์ Infrastructure ขององค์กรของคุณไปพร้อมกับ G-Able วันนี้ ด้วย 5 Steps จาก และ Aptare โซลูชั่นเดียวที่ตอบโจทย์และขจัดปัญหาเหล่านี้ ด้วยการช่วยวิเคราะห์ภายในข้อมูลของ Backup และ Storage ที่ใช้ในองค์กร เพื่อจัดการกับความเสี่ยงและวางแผนบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Step 1: เข้าใจความท้าทายในยุคปัจจุบัน

หากธุรกิจของคุณกำลังเติบโตและประสบความสำเร็จกว่าเมื่อก่อน เราขอแสดงความยินดีด้วย แต่ด้วยสภาพแวดล้อม IT ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ทีม IT ของคุณอาจเผชิญความท้าทายอันยากลำบากต่อไปนี้

Step 2: ตั้งคำถาม

วิธีจัดการความท้าทายเช่นนี้ที่ดีที่สุด คือเข้าใจว่าโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่แท้จริงของคุณเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการเริ่มต้น เราขอแนะนำให้ตั้งบางคำถามหรือทั้งหมดต่อไปนี้ ซึ่งแบ่งเป็นสามด้าน

Step 3: ประเมินทางเลือก

โซลูชันที่เหมาะสมเพื่อรับมือความท้าทายจากสภาพแวดล้อม IT อันหลากหลาย ต้องมีสิ่งต่อไปนี้

Step 4: เลือกความยืดหยุ่นพร้อมการคาดการณ์ในที่เดียว

APTARE IT Analytics เป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ระบบ IT โดยประเมินตามเวนเดอร์ เหมาะสำหรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดที่ใช้การได้ดีกับโซลูชันหน่วยเก็บ คลาวด์ และการสำรองข้อมูลต่างๆ ที่เป็นที่นิยม

APTARE ทำงานอย่างไร

สำหรับเรา APTARE IT Analytics คือสิ่งที่ขับเคลื่อนโดยสมองกล จัดการโดยมนุษย์ เพราะผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองไว้ด้วยกัน สิ่งนี้

  • ใช้การประมวลชุดข้อมูลที่ไม่ซับซ้อนและไม่ผ่านตัวกลาง เพื่อรวบรวมข้อมูลจากจุดข้อมูล 30,000 จุดที่ไม่ซ้ำกัน
  • ใช้อัลกอริธึมขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์และเทียบข้อมูล
  • มีการคาดการณ์การใช้งานอย่างครบวงจรผ่านคอนโซลเดียว

Step 5: เข้าใจการใช้ประโยชน์

ด้วยการคาดการณ์ของ APTARE IT Analytics ที่จะเจาะลึกโครงสร้างทั้งแบบระบบฮาร์ดแวร์และระบบเสมือน คุณจะได้รับประโยชน์ดังนี้

  • ปรับปรุงการใช้งาน ประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่น ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติงานได้จริง
  • ทำนายความล้มเหลวและลดความเสี่ยงต่อ SLAs ด้วยคำแนะนำเชิงรุก
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจสอบและการปฏิบัติตามข้อกำหนดการสำรองข้อมูล ด้วยรายงานสำเร็จรูปและฟีเจอร์ด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด
  • ลดความซับซ้อนของแนวทางหลายเวนเดอร์ ด้วยการวิเคราะห์และรายงานที่ครบถ้วนในที่เดียว

หากต้องการรับคำแนะนำว่า APTARE IT Analytics จะมีประโยชน์กับโครงสร้างพื้นฐาน IT ของคุณอย่างไรได้บ้าง โปรดติดต่อเราเพื่อนัดวันชมการสาธิตได้เลย

ดาวน์โหลดเอกสาร Infographic เพิ่มเติม

เกี่ยวกับ G-Able

G-Able คือผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างครบวงจร มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทางด้านการนำเสนอโซลูชันที่สามารถตอบสนอง ความต้องการขององค์กรธุรกิจ ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการปฏิรูปองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจทุกภาคส่วนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และก้าวสู่ความสำเร็จขององค์กรตามเป้าหมาย

G-Able พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้กับทุกธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนใจติดต่อ inquiry@g-able.com

from:https://www.techtalkthai.com/g-able-introduces-veritas-aptare-it-analytics/

SAS Webinar: Operationalizing Analytics – Turn Insight into Decision Faster

SAS ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT และ Data Science เข้าฟังบรรยาย SAS Webinar เรื่อง “Operationalizing Analytics – Turn Insight into Decision Faster” เพื่อแนะนำเทคนิคและโซลูชันสำหรับนำ Analytics ไปใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียเวลาและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ในวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2020 เวลา 10:30 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

พิเศษ!! เข้าฟังบรรยายพร้อมทำแบบสอบถาม ลุ้นรับ e-Voucher ของ Grab Food มูลค่า 200 บาท รวม 30 รางวัล

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Operationalizing Analytics – Turn Insight into Decision Faster
ผู้บรรยาย: คุณธนาพนธ์ ตรีเลิศกุล Analytics Customer Advisory, SAS Software (Thailand) Co., Ltd.
วันเวลา: วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_KtsMgEY6SoOx7XK3nxj94Q

หลายองค์กรสูญเสียเวลาและโอกาสไปกับกระบวนการนำ Analytics มาใช้งานจริง แน่นอนว่าทุกองค์กรต้องการนำผลลัพธ์ของการทำ Analytics ไปใช้งานเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ แต่เพราะกระบวนการที่มีความยุ่งยาก รวมถึงใช้เวลานานกว่าการวางโมเดลจะเสร็จสิ้น ระยะเวลาที่ล่วงเลยไปนี้ทำให้ผลลัพธ์ของการนำ Analytics มาใช้งานไม่ดีเท่าที่ควร จะดีกว่าไหมถ้าคุณมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดความยุ่งยากในการทำ Analytics และสามารถนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังบริหารจัดการและติดตามผลได้ดีกว่า เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรสูงสุด

หัวข้อการบรรยายใน Webinar นี้ประกอบด้วย

  • เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วยการวางโมเดลและ Business Rules ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • การบริหารจัดการโมเดลการวิเคราะห์ในระดับองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตัวอย่างการวางโมเดลไปยังแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องเขียนซอร์สโค้ด

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/290363715525894/

from:https://www.techtalkthai.com/sas-webinar-operationalizing-analytics-turn-insight-into-decision-faster/

Leadership Vision: New Normal Data-Driven Business บทสัมภาษณ์คุณสันติสุข ลิ้มปิติเจริญโชติ STelligence

ปี 2020 ที่ทุกธุรกิจและผู้ประกอบการทุกรายต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่คาดการณ์ไม่ได้นี้ การใช้ข้อมูลมาตัดสินใจในธุรกิจถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางภาวะนี้ ทิศทางการลงทุนด้าน Data ของธุรกิจองค์กรควรเป็นอย่างไร? หลักคิดในการตัดสินใจโครงการด้าน Data สำหรับธุรกิจในยามนี้มีอะไรบ้าง? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ในบทความ “Leadership Vision: New Normal Data-Driven Business” บทสัมภาษณ์คุณสันติสุข ลิ้มปิติเจริญโชติ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท STelligence จำกัด

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณสันติสุข ลิ้มปิติเจริญโชติ

บริษัท: STelligence

ตำแหน่ง: กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง

ประวัติโดยย่อ:

  • ปริญญาเอก Ph.D. candidate หลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (CUTIP) Technopreneurship and Innovation Management) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์บริหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้า เกียรตินิยมอันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำเร็จหลักสูตร IOD. การเป็นกรรมการระดับ Fellow เป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลาดกระบัง ธรรมศาสตร์ มหิดล ทางด้าน Data Analytic, Automation และ Transformation
  • บรรยายเรื่อง Digital Transformation กับ AI ให้กับตลาดหลักทรัพย์ สวทช. และกลุ่มธนาคารต่างๆ

ช่องทางการติดต่อ:

Website บริษัท: https://stelligence.com/
Facebook บริษัท: https://www.facebook.com/STelligence
เบอร์โทรติดต่อบริษัท: 02-024-6661
อีเมล์ติดต่อบริษัท: sales@stelligence.com

Q: การมาของ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างไรต่อทีม Data ภายในธุรกิจบ้าง

COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของลูกค้าในหลายเซ็กเตอร์ และกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุนในอนาคตของลูกค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลงทุน หรือตัดสินใจทำโครงการด้านดาต้านั้นน่าจะมีปริมาณลดลง และต้องการผลลัพธ์ที่เร็วขึ้น ดังนั้นผู้บริหาร หรือผู้ดูแลระบบ จึงต้องไตร่ตรองอีกครั้งว่าการลงทุน Data ที่เขากำลังทำอยู่นั้นหรือการลงทุนในอนาคต มีความสำคัญต่อธุรกิจในลำดับต้นๆหรือไม่ สามารถที่จะได้ความคุ้มค่า และสร้างโอกาสได้จริงๆ หรือไม่ องค์กรมี Culture ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของคนในองค์กรมากพอหรือไม่

สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้เริ่มนำมาใช้ Data Anlaytic แต่ผู้นำมีวิสัยทัศน์เรื่อง Data อยู่ก่อนแล้ว ก็จะเป็นโอกาสอันดีที่วิกฤตินี้จะทำให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นของการวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากหลายๆองค์กรคงมีประสบการณ์ที่จะต้องเรียกดูรายงานและการติดตามบ่อยขึ้น การใช้ Data Analytic ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ และมีข้อมูลสรุปที่สามารถตัดสินใจได้ทันที (Actionable) จะทำให้ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็น Business Users สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับ New Norm ได้

แต่หากธุรกิจใดที่ลงทุนกับ Data Analytics ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจได้ ก็น่าจะลองคิดใหม่ทำใหม่ มองหาสาเหตุของปัญหาว่าทำอย่างไรองค์กรถึงจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง เพราะทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา หรืออาจจะเลือกทางเลือกชะลอการลงทุน เพราะองค์กรยังไม่สามารถได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับที่ลงทุนไป และนำทรัพยากรมนุษย์ที่มีไปบริหารจัดการสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า

Q: โอกาสท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ในแง่ของการนำข้อมูลมาใช้ในธุรกิจ มีตัวอย่างใดบ้าง

ท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้ องค์กรต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลหลายส่วน ทั้ง Small Data ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ในองค์กรเช่นด้านการเงิน ด้านลูกหนี้ การวิเคราะห์กระแสเงินสด การบริหารต้นทุน หรือการหาข้อมูลจากภายนอกที่จำเป็นต่อธุรกิจซึ่งปัจจุบันมี website หรือ API ของ platform ต่างๆให้เข้าถึงได้มากขึ้น เช่นข้อมูลงบการเงินของคู่ค้า จำนวนพนักงาน social listening ถึงเทรนด์ต่างๆ หรือปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงรายวัน เช่น สภาพอากาศ อัตราแลกเปลี่ยน ข้อมูลรายอุตสาหกรรม ทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเช่น Lead Scoring, Credit Scoring, Demand Forecasting หรือทำงานร่วมกับ Marketing Automation เพื่อทำให้การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องให้ผู้บริหารสูงสุดเป็นผู้ตัดสินใจ เพื่อลดต้นทุน ควบคุมความเสี่ยง

นอกจากนั้น เรายังสามรถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ไปสร้าง New Product หรือ New Service เช่นการหาความต้องการของลูกค้า หรือการเข้าถึงลูกค้าที่ปรับตัวตาม New Normal ไปแล้วได้เร็วขึ้น เพราะรูปแบบสินค้าและบริการเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้แล้ว และคู่แข่งหรือคู่ค้า ก็อาจมีการปรับตัวส่งผลทางด้านบวกและด้านลบต่อเรา การมีข้อมูลและสังเกตุการเปลี่ยแปลงแบบรู้ Foresight จะทำให้เราวางแผนรับมือในอนาคตได้ในระยะยาว

Q: กลยุทธ์ที่ธุรกิจไทยสามารถเลือกใช้เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในจังหวะนี้คืออะไร

กลยุทธ์หลักๆ ปัจจุบันจะมี Cost Leadership, Differentiation และFocus แต่กลยุทธ์เหล่านี้มักใช้กับสภาวะที่เรารู้ตลาดที่แน่นอน มี Barrier to Entry ในธุรกิจของตนชัดเจน รู้เข้ารู้เรา แต่ในสภาวะนี้สิ่งที่เราไม่รู้ที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่ Supplier

ดังนั้นในมุมมองผมกลยุทธ์ในจังหวะนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือกิจกรรมภายนอก เช่นการหา partner ใหม่ที่จะนำพาเราไปสู่ตลาดใหม่ได้มากขึ้น โดย synergy จุดแข็งซึ่งกันและกัน โดย partner ควรมีลักษณะตัดสินใจเร็ว หากสำเร็จ Scale ได้เร็วเพื่อได้ประโยชน์จาก First Mover Advantage, 2. การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ Redefine Value Proposition และ Business Model โดยอาจใช้รูปแบบ Multi-sides Busines model มากขึ้น เพื่อเช้าถึงตลาดได้เร็วและสร้างคุณค่าได้ระยะยาวจาก Ecosystem .

ส่วนกลยุทธ์ภายในจะต้องกลับมาวิเคราะห์ Five Force Model คือ Bargaining power ที่เรามีต่อลูกค้า คู่ค้า สินค้าทดแทน คู่แข่ง และตัวเราเอง ใหม่เพราะ COVID ทำให้สภาพต่างๆ เปลี่ยนไปมาก และเราจะต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ละเอียดด้วย BCG Matrix เช่น เราจะต้องวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์บริการ หรือ Business Unit ว่ากลุ่มใดเป็น Cash Cow, Dogs, Start เพื่อปรับสัดส่วนการควบคุมต้นทุน การลงทุน การประเมิน market growth ใหม่ และประเมิน market share ใหม่ รวมถึงการหาธุรกิจใหม่เพื่อสร้างโอกาสหลัง COVID จากจุดแข็งและพันธมิตรที่เรามีทั้งหมด

Q: อุปสรรคที่ธุรกิจไทยจะต้องเผชิญในการนำ Data มาสร้างคุณค่าใหม่ๆ มีอะไรบ้าง

ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่องค์กรไม่มีข้อมูล ข้อมูลใดๆ จะเล็กขนาดใด ก็มีความสำคัญ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ดำเนินการเก็บ ประมวลผลและรายงานผลกันอยู่ด้วยรูปแบบเดิม แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือมุมมองต่อประโยชน์ที่จะได้จากข้อมูล หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการใช้ประโยชน์จาก 1 แหล่งในหลายมิติอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถจัดการทรัยากรด้านบุคลากร ด้านการจัดการลูกค้า และด้านต่างๆ ได้ดีขึ้นอย่างมาก ซึ่งจุดนี้ต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์และบริหารธุรกิจขั้นพื้นฐาน เช่นกฎ 80/20 เป็นต้น หลังจากนั้นองค์กรก็มักจะพบปัญหาเรื่องมี Data อยู่หลายแหล่ง กระจัดกระจาย องค์กรต้องรีบจัดการข้อมูลให้อยู่ในระบบ Digital Platform ที่ทุกคนที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ อาจจะยังไม่จำเป็นต้องรวมกันก็ได้ ให้แต่ละแผนกรับผิดชอบตัวชี้วัดทั้ง Leading Indicator และ Lacking Indicator ของตน หากทำส่วนนี้สำเร็จจึงสร้างทีมงานคอยบริหารจัดการข้อมูลหลายแหล่งให้สามารถดึงมาใช้ประโยชน์แบบองค์รวมกับแผนกที่เกี่ยวข้องกันใน Value Chain ของธุรกิจ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที มีระบบ Check and Balance

ในยุค COVID-19 นี้ที่จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี และมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างน้อย 1-2 ปีกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เราอยู่ในสถานการณ์ที่รอไม่ได้ ควรโฟกัสไปที่การวิเคราะห์นำประโยชน์จาก Data มาใช้เป็นลำดับแรก มากกว่าการมุ่งเน้นไปสร้างระบบ Data Warehouse ที่อาจต้องใช้เวลานาน การดึงข้อมูลมาใช้ให้รวดเร็วมากที่สุดเป็นสิ่งจำเป็น และไม่ควรกังวลว่าข้อมูลนั้นยังไม่สมบูรณ์ 100 % เพราะมันย่อมดีกว่าการที่เราไม่มีข้อมูลใดๆ เลย หรือหากเราเป็น business users ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจข้อมูลมากที่สุด มักจะทราบดีว่า ข้อมูลอยู่ในขอบเขตที่อาจมี Error ตรงจุดไหน และเราก็จะพอประเมินได้ว่า Error ที่เกิดขึ้นนั้น ควรแก้ไขจุดไหนเป็นลำดับแรก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดี โดยมี Concept ของการที่เราจะได้ผลลัพธ์จากการทำ Data Analytic ไม่ว่าจะเป็นกราฟ หรือ Dashboards หรืออื่นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจนำ Data มาใช้ได้ในทันที จากนั้นเมื่อองค์กรเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ประโยชน์ของ Data จึงเริ่มทำให้ข้อมูลเริ่มมีความถูกต้องมากขึ้นและมีการ update อย่าง real-time มากขึ้น หรือวางแผนในการทำ Data Management หรือ Data Catalog ให้องค์กรเป็น Data-Driven Organization

Q: เทคโนโลยีที่แนะนำให้ภาคธุรกิจได้เรียนรู้เบื้องต้นหรือศึกษาเอาไว้ในช่วงนี้ เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนและเตรียมตัวสำหรับอนาคต

ภาคธุรกิจควรศึกษาเรื่องของ Digital Technology และ Mind Set ใหม่ๆทั้งหลาย ไม่ว่าเป็นเรื่องของ Digital Marketing หรือ MARTECH (Marketing Technology) เพราะมันจะเป็นตัวช่วยทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องผ่านระบบคนกลาง หรือระบบสื่ออื่นๆ เหมือนก่อน ทำให้เราเห็น Feedback และเก็บข้อมูลจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เป็นเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ต่อมาควรจะศึกษาเรื่องการใช้ Technology ที่ช่วยในการ Automate หรือ Automation ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Software เขียน Workflow หรือว่าการเขียน Process ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพวก Application ต่างๆ ซึ่ง ถ้าพัฒนา Application อาจจะไม่ทันการณ์ อาจจะต้องใช้ Platform สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็น RPA หรือพวก Low Code Programming หรือเครื่องมือ Digital Platform ต่างๆ เพื่อทำให้การเชื่อมโยงทุกอย่างเป็นไปในระบบ Automation มากขึ้น การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องใช้ mindset เรื่องการยอมให้ล้มเหลวได้ การเรียนรู้เป็นการทดลอง ลองให้รู้ว่ามันไม่เวิร์ค หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในเวลาอันสั้น เพื่อให้เราได้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น Culture ต่างๆ ในองค์กรก็ควร Set Zero ใหม่ในช่วงนี้เพื่อให้เกิดการปรับตัว และรองรับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้

เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่อง Data Analytic เราสามารถที่จะเก็บข้อมูลจากหลากหลายเเหล่ง และสามารถวิเคราะห์แยกส่วนหรือรวมส่วนก็ได้ วิเคราะห์ได้ตั้งเเต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เราควรจะต้องฝึกบุคลากรให้มีทักษะการวิเคราะห์ที่แม่นยำ โดยเฉพาะหากเรามีทรัพยากรที่จำกัด เราควรรู้ข้อมูลสำคัญ สามารถจัดลำดับและเลือกแก้ไขทำในสิ่งที่อาจจะเกิดความเสี่ยงมากที่สุดก่อน เป็นต้น และในการหาลูกค้าหรือในการใช้ทรัพยากร ควรพัฒนาความสามารถให้สามารถวิเคราห์ได้ต่อยอดจาก Descriptive ไปสู่การ วิเคราะห์แบบ Diagnostic, Cluster Analysis หรือ Predictive ในอนาคต

Q: อนาคตหลังยุค COVID-19 ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร และ คนทำงานควรจะมีทักษะใดบ้าง

หลังยุคโควิด ทุกธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนไปในที่ทิศทางต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง แต่เดิมธุรกิจของประเทศไทยส่วนใหญ่ ก็จะมี Revenue Stream ไม่กี่ทาง เพราะฉะนั้นการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ การพึ่งพาคู่ค้าหรือ Product เพียงไม่กี่ตัว มันทำให้เราอยู่บนความเสี่ยง เเต่พอโควิดมามันทำให้คู่ค้าใหญ่ของเราอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง และมีการปรับตัว ระวังความเสี่ยงมากขึ้น หรือการปรับตัว New normal ต่างๆ ซึ่งคนจะไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าและบริการที่จุดซื้อเเล้ว และมีพฤติกรรมหรือกำลังซื้อที่ลดลง สินค้าเราก็อาจจะกลายเป็น Nice to have ไป เพราะฉะนั้นในเเง่ของการปรับตัว เราก็จะต้องหาเเหล่งรายได้ใหม่ๆ คิดสินค้าเเละบริการใหม่ๆ หรือหา Partner ใหม่ๆเพื่อที่จับกลุ่มกับกลุ่มตลาดใหม่ๆ โดยการลดความเสี่ยงไปด้วย เช่นการทำการตลาดร่วมกัน เอาจุดแข็งมาช่วยกัน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทดลองตลาดใหม่ๆ และหาความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาจจะเป็นโอกาสในอนาคต อย่าทำเองทุกอย่างเพราะจะไม่ทันการ

วิธีการอีกวิธีการหนึ่งที่เห็นผลเร็วกว่าการหาตลาดใหม่ คือการลดต้นทุน หรือการโฟกัส โดยเริ่มตั้งแต่การเข้าถึงลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำลง การที่ปรับโครงสร้างของต้นทุนต่างๆ ของบริษัท การวิเคราะห์และลดความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ทางตรง บางอย่างที่เคยซื้ออาจจะต้องเปลี่ยนเป็นเช่า หรือการเช่าสินทรัพย์ต่างๆ ที่เคยเช่าอยู่อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเช่าแบบแบ่งเวลา อย่างทรัพยากรมนุษย์ก็จะมี Concept ของ Gig Economy ก็คือว่าเราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำครับ พนักงานที่เรามีอาจจะเป็นพนักงานที่ไม่ได้ทำงานให้เราที่เดียว เเต่ทำงานให้เราเป็นชิ้นๆ และเราจ่ายเงินเมื่อต้องการผลของงานทำให้เรามีต้นทุนที่ลดลง

ส่วนเรื่องทักษะที่องค์กรต้องเตรียมตัว คือการปรับตัวครับ เรื่องใดที่เป็นจุดอ่อนเราควรปรับตัวไม่ให้เป็นจุดอ่อนครับ เช่น หลายๆคนบอกว่าภาษาอังกฤษ หรือ digital skill บางอย่าง เป็นจุดอ่อนถึงเวลาเเล้ว ที่จะต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้ เพราะการหางานใหม่ ท่านอาจจะต้องมี Skill ที่เหมาะสมกับงาน ท่านอาจจะต้องไปสู่ตลาดต่างประเทศ หรืออาจจะต้องมี ลูกค้า หรือคู่ค้าใหม่ ๆ ที่ต่างประเทศมากขึ้น เเทนที่อาจจะซื้อเเต่คนไทย รวมถึงเรื่องของ Mindset อย่าง Growth Mindset หรือ Outward Mindset การหาความต้องการและพัฒนาสินค้าใหม่ อย่าง Design Thinking เพราะว่าปัจจุบันนี้ หลายๆอย่าง AI อาจจะมาทำงานแทนให้เราได้ครับ เเต่เรื่องการสังเกต การสร้างสรรค์ การพัฒนาความสัมพันธ์ หรือการสร้างนวัตกรรม ที่จะยังเป็นจุดแข็งของมนุษย์ต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-new-normal-data-driven-business-by-santisook-limpiticharoenchot-stelligence/

เชิญร่วมงาน Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้าน Data และ Cloud Technology ล่าสุด รวมไปถึง Best Practices และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Data Management, Business Transformation และ AI & Analytics ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-day-online-asia-2020/