คลังเก็บป้ายกำกับ: BEATS

Beats Fit Pro หูฟังตัดเสียงรบกวน ANC สั่งซื้อได้แล้วที่ Apple Store Online ราคา 7,300 บาท

24 ม.ค. 65, Beats Fit Pro หูฟังไร้สาย ตัดเสียงรบกวน ANC […] More

from:https://www.iphonemod.net/beats-fit-pro-available-apple-store-online.html

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินไม่มีใครขัด อัพเดทปี 2022

มีหูฟังตัดเสียงรบกวนติดกระเป๋าเอาไว้สักตัว ฟังเพลงโปรดได้เพลินๆ ไม่ต้องโดนเสียงแทรก!

tws cover

หูฟังตัดเสียงรบกวนในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนหาซื้อหูฟังตัดเสียงมาฟังเพลงได้ง่าย ซึ่งถ้าใครชอบฟังเพลงตอนเเดินทางให้เข้าบรรยากาศหรือฟังเพลงที่ชอบให้ได้อารมณ์และสมาธิตอนทำงานในออฟฟิศก็น่าจะชื่นชอบหูฟังนี้ไม่น้อย

Advertisementavw

ในตอนนี้ ถ้าจะหาหูฟังตัดเสียงดีๆ เอาไว้ทั้งฟังเพลงและโทรติดต่องานแล้วจะลงทุนซื้อของดีมาใช้จะได้อยู่กันยาวๆ ไม่ต้องเปลี่ยนอีกสักพักนั้น ในตอนนี้แบรนด์ชั้นนำผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ชั้นนำก็พากันเข็นหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนราคาหลักพันต้นถึงปลายออกมาให้เลือกหลากหลายรุ่นพร้อมอัดฟีเจอร์ล้ำสมัยมาให้อีกเพียบ

หูฟังตัดเสียงรบกวน

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนน่าโดน ตัดเสียงคม ฟังเพลงเพลิน

หากจำกันได้ ผู้เขียนเองก็เคยแนะนำหูฟัง True Wireless ไปเมื่อต้นปีที่แล้วพร้อมแนะนำวิธีเลือกหูฟัง True Wireless ด้วย แล้วในปี 2022 นี้จะมีหูฟังตัดเสียงรุ่นไหนน่าซื้อมาฟังเพลงบ้าง? ในบทความนี้ผู้เขียนมีรุ่นน่าสนใจมาแนะนำทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)
  2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)
  3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)
  4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)
  5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)
1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)

aukey

ถ้าพูดถึง AUKEY เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนน่าจะคิดถึงปลั๊กชาร์จไวหรือ Power Bank ที่ใส่ฟีเจอร์เด็ดๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกัน แต่หูฟังตัดเสียงรุ่น AUKEY EP-N6 รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา ส่วนไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากถึง 32 เดซิเบล ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz ใช้งานต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant รวมทั้งกันน้ำและฝุ่นระดับ IPX5 ด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้หูฟังตัดเสียงรบกวนดีๆ ไว้ใช้สักตัวอาจจะเริ่มจาก AUKEY รุ่นนี้ก่อนเลยก็ได้

สเปคของ AUKEY EP-N6
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนได้ 32 เดซิเบล
  • ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant
  • ราคา 2,290 บาท (AUKEY LazMall)
2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)

edifier tws nb2pro 01

หลังจากผลิตลำโพงคอมพิวเตอร์คุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว EDIFIER ก็เปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่น EDIFIER TWS NB2 PRO ที่ดีไซน์ดูสวยล้ำสมัยและรองรับ Game Mode ทำให้ดูหนังหรือเล่นเกมได้แล้วภาพกับเสียงไม่มีดีเลย์ ปรับตั้งค่าหูฟังได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect ที่มีให้โหลดไปใช้งานทั้งใน iOS, Android ส่วนการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตใช้เป็น Bluetooth 5.0 กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 ส่วนหูฟังติดตั้งไดรเวอร์ 10 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีโหมด Statial Sound ไมค์คู่พร้อมใช้ตัดเสียงรบกวน ENC และมี In-Ear Detection ถ้าถอดหูฟังออกแล้วเพลงจะหยุดเล่นอัตโนมัติ สามารถใช้ฟังเพลงแบบเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิน 25 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนใช้ได้ 9 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิ้น 32 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้ 2 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C ซึ่งถ้าใครเคยใช้ลำโพงของ Edifier แล้วมั่นใจคุณภาพเสียงของหูฟังตัวนี้ก็แนะนำให้ซื้อหูฟังนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Edifier TWS NB2 Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 มี Game Mode, ANC แบบ ENC
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนคู่พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ANC แบบ ENC
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้สุทธิ 25 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 9 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect
  • ราคา 2,490 บาท (425Degree)
3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)

huawei freebuds pro device switch 1

HUAWEI FreeBuds Pro รุ่นนี้แม้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่เปิดตัวมาสักพักแล้ว แต่จากสเปคและฟีเจอร์ที่ HUAWEI ใส่มาให้ใช้งานต้องถือว่ายังจัดเต็มไม่แพ้กับหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ๆ เลย เพราะทาง HUAWEI ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว มีโหมดตรวจจับเสียงภายนอกเพื่อตัดเสียงรบกวน เป็น ANC แบบไดนามิคและรองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันและกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ควบคุมและตั้งค่าโดยแอพฯ HUAWEI AI Life รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

ตัว HUAWEI FreeBuds Pro รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 ไดรเวอร์มีขนาด 11 มม. แบบไดนามิคพร้อมไมโครโฟนที่ HUAWEI ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้สบายๆ รองรับ Gesture Control เพื่อควบคุมเวลาฟังเพลงหรือเปิดปิดระบบตัดเสียงรบกวน สามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 4 ชั่วโมงเมื่อเปิดฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ถ้าปิดใช้งานได้นาน 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 30 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้หูฟังด้วยสาย USB-C หรือระบบชาร์จไร้สายก็ได้ จัดเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่ให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ HUAWEI FreeBuds Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 11 มม. 
  • ไมโครโฟนคู่ ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ HUAWEI AI Life
  • ราคา 3,890 บาท (Jaymart LazMall)
4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)

 

MJ503

Beats Studio Buds รุ่นนี้ถือเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนในเครือ Apple สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง iPhone และสมาร์ทโฟน Android โดยผู้เขียนได้ทดลองฟังเพลงด้วยหูฟังนี้มาก่อนหน้าแล้ว พบว่าเสียงของ True Wireless ตัวนี้มิติเสียงถือว่าดีกว่า Beats รุ่นก่อนๆ ในอดีตและไม่มีอาการเบสบวมแล้วและสเตจถือว่ากว้างกำลังดีอีกด้วย ด้านหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth Class 1 ติดตั้งไดอะแฟรมคู่เพื่อให้เสียงเพลงมีมิติและได้เสียงเคลียร์ฟังชัดกับไมค์แบบ Beamforming คู่ ช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ ANC หรือจะกดเพื่อเปิดให้เสียงภายนอกเข้าก็ได้ และข้อดีคือไมค์ของ Beats Studio Buds รุ่นนี้จะได้คุณภาพเสียงดีฟังชัดเจน ทำให้เวลาโทรติดต่องานก็สามารถพูดคุยกับคู่สนทนาปลายสายได้ชัดเจน ด้านการใช้งานสามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ถ้าปิดใช้ได้ 8 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังด้วยสาย USB-C และยังกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย 

สเปคของ Beats Studio buds
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth Class 1 ติดตั้งไมโครโฟน Beamforming ไว้ตัดเสียงรบกวน
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น
  • ไมโครโฟนคู่ พูดคุยเสียงฟังชัดเจนแบบ Beamforming
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 8 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C 
  • ราคา 5,500 บาท (Wemall Lazmall)
5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)

sony

Sony WF-1000XM4 รุ่นนี้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนภาคต่อของรุ่น WF-1000XM3 ที่ Sony เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ โดยทาง Sony จัดการลดขนาดของเคสชาร์จให้เล็กลงเล็กน้อยให้พกพาได้สะดวกแล้วใส่ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนมาให้แบบจัดเต็มเช่นเดิม ดดยฟีเจอร์เด่นของ WF-1000XM4 ได้แก่ระบบตัดเสียงรบกวน Digital ANC ที่ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction ตรวจจับการสั่นสะเทือนจากเสียงของเราเพื่อตัดเสียงภายนอกและให้เน้นให้เสียงพูดของเราฟังชัดเจน, มี DSEE Extreme ช่วยยกระดับเสียงเพลงให้คุณภาพเสียงดียิ่งขึ้น, ฟีเจอร์ Speak-to-Chat เมื่อคุยกับคู่สนทนาแล้วหูฟังจะหยุดเล่นเพลงชั่วคราวแล้วกลับมาเล่นเพลงต่อโดยอัตโนมัติและตั้งค่าการทำงานได้ด้วยแอพฯ Sony | Headphone Connect รองรับทั้ง Android และ iOS และกันน้ำกับฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะรองรับการเชื่อมต่อกับมือถือหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.2 โดยเชื่อมต่อแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android และพีซีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างรวดเร็ว ใช้ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz  รองรับ Google Assistant และ Alexa สามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ถ้าปิดจะใช้ได้ 12 ชั่วโมง รวมวนชาร์จในเคสจะใช้งานได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที สามารถชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังได้ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้ จัดว่าเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูงที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพเสียงแบบจัดเต็ม

สเปคของ Sony WF-1000XM4
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 แบบแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair
  • ไดรเวอร์หูฟังขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction
  • ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ Speak-to-Chat หยุดเล่นเพลงชั่วคราวเมื่อคุยกับคู่สนทนาและเล่นเพลงต่อเมื่อคุยเสร็จ
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 12 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • รองรับ Gesture Control กับ Google Assistant, Alexa
  • ราคา 8,990 บาท (Sony Thailand)

สรุปสเปค 5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินได้ใจไม่มีใครรบกวน

สายฟังเพลงที่กำลังมองหาหูฟังตัดเสียงรบกวนตัวใหม่หรือจะอัพเกรดจากตัวเดิมมาเป็นรุ่นสเปคเด็ด ตัดเสียงเทพสำหรับปี 2022 นี้ ต้องถือว่ามีตัวเลือกให้เลือกมากมายทีเดียว โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้ง 5 รุ่นถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังตัดเสียงรบกวน การเชื่อมต่อ ไดรเวอร์ ไมค์และการตัดเสียง แบตเตอรี่และการชาร์จ ราคา
AUKEY
EP-N6
Bluetooth 5.1
แยกการเชื่อมต่อหูซ้าย, ขวา
ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

MEMS
100 Hz – 10 kHz

Hybrid Active Noise Cancellation

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 22 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,290 บาท
Edifier TWS NB2 Pro Bluetooth 5.0

ดีเลย์ต่ำ มี Game Mode

ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

ไมโครโฟนคู่

มี ANC
แบบ ENC

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 25 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 9 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,490 บาท
HUAWEI FreeBuds Pro Bluetooth 5.2 ไดนามิค
11 มม.
ไมค์คู่ ปรับแต่งมาเพื่อถ่าย Vlog

ติดไมค์ 3 ตัวเพื่อตัดเสียงรบกวนและมี Bone Sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

3,890 บาท
Beats Studio Buds Bluetooth Class 1 ไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ไมค์ Beamforming คู่ ใช้สนทนาและตัดเสียงรบกวนได้ในตัว เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
5 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 8 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง

ชาร์จด้วย
USB-C

5,500 บาท
Sony
WF-1000XM4
Bluetooth 5.2

Google
Fast Pair

ไดรเวอร์ 6 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme

ไมค์พร้อมฟีเจอร์ Speak-to-Chat

Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1

Bone-conduction sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
8 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 12 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 60 นาที

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

8,990 บาท

จะเห็นว่าหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนั้นมีให้เลือกตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนหลักพันปลายและแต่ละรุ่นก็จะมีฟีเจอร์เด่นแตกต่างกันไป ถ้าใครต้องการเปลี่ยนหูฟังใหม่เอามาฟังเพลงตอนทำงานหรือระหว่างเดินทางก็เลือกจากทั้ง  5 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเลยก็ได้ หรือจะดูเป็นแนวทางแล้วไปลองเลือกที่ร้านขายหูฟังโดยเฉพาะแล้วทดลองฟังเพลงก่อนว่าหูฟังรุ่นที่เราสนใจเป็นแนวเสียงแบบที่เราชอบหรือไม่ค่อยตัดสินใจซื้อก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

tws 2 cover

tws cover

from:https://notebookspec.com/web/633343-5-anc-tws-for-music-lover

Beats ประกาศ Beats Fit Pro เปิดจองพร้อมกันทั่วโลก 24 ม.ค., ขาย 28 ม.ค. 2022 นี้

เปิดจอง 24 ม.ค. นี้! Beats ประกาศว่าหูฟัง Beats Fit Pro […] More

from:https://www.iphonemod.net/beats-announce-beats-fit-pro-pre-order-24jan22.html

เปิดตัว Beats Studio Buds รุ่น Limited Edition ต้อนรับปีขาลในประเทศจีน

Beats by Dre ประกาศเปิดตัว Bests Studio Buds หูฟัง Earbuds รุ่น Limited Edition ต้องรับปีขาลในประเทศ โดยในรุ่น Limited Edition นั้นจะมีความแตกต่างจากรุ่นเดิมตรงที่ในรุ่นนี้จะเป็นสีแดงทั้งอันและมีลวดลายของเสืออยู่บนตัวหูฟังและเคส

ส่วนเรื่องสเปกของรุ่น Limited Editon นั้นก็เหมือนกับตัว Bests Studio Buds ตัวเดิมทุกประการ จะต่างก็เพียงแค่สีและลวดลายของ Bests Studio Buds เพียงเท่านั้น โดยจุดเด่นของรุ่นนนี้ก็คือเป็น Earbuds แบบ True Wireless, มีฟีเจอร์ Noise Canceling และสามารถใชงานต่อเนื่องได้ถึง 8 ชม. ส่วนราคาก็อยู่ราว ๆ 5,XXX เท่ากับรุ่นปกติเลย 

Bests Studio Buds รุ่น Limited Editon จะขายเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น และเริ่มสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันในวันที่ 1 มกราคม 2022 ใครที่ชื่นชอบแบรนด์นี้หรืออยากซื้อมาสะสมก็ห้ามพลาดเด็ดขายเลย

ข่าว: เปิดตัว Beats Studio Buds รุ่น Limited Edition ต้อนรับปีขาลในประเทศจีน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/beats-unveils-limited-edition-studio-buds/

Beats Studio Buds ออกรุ่นพิเศษต้อนรับปีเสือ ผลิตจำนวนจำกัด

แอปเปิลเปิดตัวหูฟังไร้สาย Beats Studio Buds รุ่นพิเศษ เพื่อต้อนรับการเข้าสู่ปีเสือ โดยกล่องชาร์จและหูฟังเป็นสีแดง พิมพ์ลวดลายสีทองแบบลายเสือ สินค้าเริ่มขายตั้งแต่ 1 มกราคม 2022 เป็นต้นไป ราคาในจีนตั้งไว้ที่ 1,099 หยวน ซึ่งเป็นราคาที่เท่ากับหูฟัง Studio Buds ปกติ

หูฟัง Beats Studio Buds เปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายน มีตัวเลือก 3 สี คือ แดง ดำ ขาว ราคาขายในไทยบน Apple Store อยู่ที่ 5,500 บาท รองรับการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ (ANC) เวลาการฟังนานสูงสุด 8 ชั่วโมง รองรับ Hey Siri กันน้ำ IPX4 และอื่น ๆ

ยังไม่มีรายละเอียดว่าหูฟังรุ่นนี้จะมีจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่

ที่มา: MacRumors

alt="Beats Studio Buds"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/126473

7 หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตเพื่อชีวิตแอคทีฟ ได้แบรนด์ชั้นนำไปใช้คุ้มๆ เริ่ม 3,990 บาท

หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตจากแบรนด์ชั้นนำ ตอนนี้มีรุ่นน่าสนใจให้เลือกเพียบ!

tws 2 cover

หูฟัง True Wireless เรียกว่าเป็นหูฟังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน จากการที่ไม่มีสายมารบกวนรุงรังตอนทำกิจกรรมอะไร และมีดีไซน์ทั้งแบบเฮดโฟนที่เคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ หรือรุ่นที่ราคาไม่แพงมากไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้หูฟังไร้สายดีๆ เอาไว้ฟังเพลงแล้ว เรียกว่ามีหลายเรทราคาให้เลือกซื้อกันและมีหลากหลายดีไซน์อีกด้วย

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม หูฟัง True Wireless ก็จะมีประเภทที่ออกแบบมาเพื่อสายสปอร์ตโดยเฉพาะ มีสเปคและดีไซน์เน้นเรื่องกันน้ำและฝุ่นเป็นพิเศษและหลายๆ รุ่นจะออกแบบให้มีก้านหรือจุกยางเพื่อป้องกันการหลุดตอนขยับออกท่าทางหนักๆ ได้เต็มที่โดยที่หูฟังไม่กระเด็นลงไปกองอยู่กับพื้นจนหูฟังเสียหายอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังกันน้ำและฝุ่นและมี IP Rating กำกับเอาไว้เพื่อบอกว่าหูฟังตัวนี้กันน้ำกันฝุ่นได้ดีระดับไหนได้ด้วย ซึ่งถ้าใครเป็นสายออกกำลังกายตบเท้าเข้ายิมหรือวิ่งสวนสาธารณะบ่อยๆ ก็น่าลงทุนซื้อเอาไว้ใช้ฟังเพลงมากๆ และยังใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

หูฟัง True Wireless

7 หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตสุดแจ่มแนะนำให้โดนเอาไว้ฟังเพลงตอนฟิตกล้าม!

สำหรับสายสปอร์ตที่กำลังหาหูฟังไร้สายเอาไว้ฟังเพลงตอนออกกำลังกายและเอาไว้ฟังเพลงเวลานั่งทำงานก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันล่ะก็ ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ลงทุนซื้อของดีแบรนด์ชั้นนำเอาไว้ใช้เลย ถึงจะแพงสักหน่อยแต่ก็ทนทานและใช้งานได้หลายปี และผู้ผลิตเองก็ใส่ฟีเจอร์ดีๆ เอาไว้ให้ใช้อีกเพียบ โดยหูฟัง True Wireless ทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะมีดังนี้ 

  1. Jabra Elite Active 75t (3,990 บาท)
  2. Skullcandy PUSH ULTRA (4,990 บาท)
  3. Jaybird Vista (5,590 บาท)
  4. Sony WF-SP800N (5,990 บาท)
  5. Bose Sport Earbuds (8,900 บาท)
  6. Beats Powerbeats Pro (8,900 บาท)
  7. Klipsch T5 II (8,990 บาท)
1. Jabra Elite Active 75t (3,990 บาท)

jabra

Jabra Elite Active 75t เป็นหูฟังไร้สายสำหรับสายสปอร์ตรุ่นแรกที่ทั้งราคาไม่แพงแต่สเปคดีน่าสนใจที่ใส่ฟีเจอร์น่าสนใจเอาไว้ให้หลายอย่าง ไม่ว่าจะระบบตัดเสียงรบกวนภายนอก, กันน้ำและฝุ่นได้ดีระดับ IP57, ติดตั้งไมโครโฟนเอาไว้ 4 ตัวเพื่อให้โทรคุยสายได้ดีฟังชัดเจน ควบคุมและตั้งค่าตัวหูฟังไร้สายของ Jabra ได้ด้วยแอพฯ Jabra Sound+ ส่วนคุณภาพเสียงเรียกว่าทำได้ดี ทั้งเสียงใสเบสกระชับอิมแพ็คหนักแน่น เสียงแหลมดีและสเตจกว้างกำลังน่าฟัง

การเชื่อมต่อของ Jabra Elite Active 75t ใช้ Bluetooth 5.0 รองรับสูงสุด 8 อุปกรณ์ ควบคุมด้วยการกดปุ่มโลโก้ที่หูฟัง รองรับ Google Assistant และ Siri ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation) กดสลับให้เสียงจากสภาพแวดล้อมภายนอกลอดเข้ามาได้ มีไมโครโฟน 4 ตัวแบบ MEMS รองรับความถี่ 100 Hz – 10 kHz มีฟีเจอร์ Wind noise  protection ลดเสียงลมลอดเข้าไมค์ของหูฟังได้ ใช้งานต่อเนื่องได้ 5.5 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C และการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi (ชี่) นับเป็นหูฟัง True Wireless สำหรับคนที่รักการออกกำลังกายและนำไปใช้คุยติดต่องานได้ดีอีกด้วย

สำหรับข้อดีหลักๆ ของหูฟัง Jabra Elite Active 75t ตัวนี้ หลักๆ แล้วคือเรื่องไมโครโฟนเสียงคมชัด เอาไว้โทรติดต่อได้ดี, รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 8 อุปกรณ์ จึงใช้ต่อทั้งมือถือ/แท็บเล็ต/โน๊ตบุ๊คได้พร้อมๆ กัน และมีฟีเจอร์ตัดเสียงได้ด้วย ส่วนข้อสังเกตคือเมื่อเทียบกับหูฟังรุ่นอื่นแล้วยังเป็น IP57 ขณะที่รุ่นอื่นเป็น IP67 หรือ IPX4 แล้ว

สเปคของ Jabra Elite Active 75t
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 สูงสุด 8 อุปกรณ์ ตั้งค่าด้วยแอพฯ Jabra Sound+
  • รองรับ Google Assistant และ Siri
  • ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation)
  • ติดตั้งไมโครโฟนเอาไว้ 4 ตัว แบบ MEMS รองรับความถี่ 100 Hz – 10 kHz มีฟีเจอร์ Wind noise  protection
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP57
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5.5 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C และการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi (ชี่)
  • ราคา 3,990 บาท (Munkong Gadget Shopee Mall
ข้อดีและข้อสังเกตของ Jabra Elite Active 75t
ข้อดี ข้อสังเกต
1. เสียงไมค์คมชัด โทรติดต่องานได้ดี 1. IP Rating ยังเป็น IP57 เท่านั้น แบรนด์อื่นเป็น IP67 หรือมากกว่านี้แล้ว
2. รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 8 อุปกรณ์  
3. มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน  
2. Skullcandy PUSH ULTRA (4,990 บาท)

skullcandy

Skullcandy PUSH ULTRA เป็นหูฟัง True Wireless แบบมีก้านล็อคด้านหลังใบหู เวลาขยับตัวเร็วๆ ตอนออกกำลังกายก็ไม่หลุดง่ายและยังกันน้ำและฝุ่นระดับ IP67 ตัดปัญหาเรื่องเหงื่อและฝุ่นทำให้หูฟังช็อตและมีปัญหาไปได้เลย นอกจากนี้ยังใช้แอพฯ ของ Skullcandy ควบคุมและตั้งค่าหูฟังได้โดยตรงทั้งใน Play Store และ App Store นอกจากนี้ยังรองรับแอพฯ Tile เอาไว้ตามหาตอนหูฟังข้างใดข้างหนึ่งหล่นหายหรือวางลืมเอาไว้ได้อีกด้วย

สเปคของ Skullcandy PUSH ULTRA จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย Bluetooth 5.0 รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ปรับ Equalizer ได้ 3 แบบ มีไมโครโฟนและปุ่มเพิ่มลดเสียงหูฟังติดอยู่ที่ตัวหูฟังทั้งสองด้าน แบตเตอรี่ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 6 ชั่วโมง รวมการชาร์จในเคสแล้วสุทธิ 40 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วยสาย USB-C ที่แถมมาในกล่องหรือชาร์จไร้สายก็ได้เช่นกัน นับเป็นหูฟังรุ่นที่น่าสนใจอีกรุ่นสำหรับคนรักการฟังเพลงไปออกกำลังกายไปมาก

ข้อดีของ Skullcandy ตัวนี้คือแบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 40 ชั่วโมงและรองรับ Tile เอาไว้ตามหาหูฟังข้างที่ตกหายได้ง่ายๆ แค่โหลดแอพฯ มาติดตั้งในเครื่องเท่านั้น ส่วนข้อสังเกตคือยังรองรับการชาร์จด้วย USB-C อย่างเดียว ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย

สเปคของ Skullcandy PUSH ULTRA
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 สูงสุด 8 อุปกรณ์ ตั้งค่าด้วยแอพฯ Skullcandy
  • ไดรเวอร์รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ปรับ Equalizer ได้ 3 แบบ
  • ติดตั้งไมโครโฟนเอาไว้ใช้โทรคุยงานได้ รวมทั้งปุ่มเพิ่มลดเสียงที่ตัวหูฟัง
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP67
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 40 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C และการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi (ชี่)
  • ราคา 4,990 บาท (Mercular)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Skullcandy PUSH ULTRA
ข้อดี ข้อสังเกต
1. แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 40 ชั่วโมง 1. รองรับการชาร์จด้วย USB-C อย่างเดียว ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
2. รองรับ Tile เอาไว้ตามหาหูฟังข้างที่ตกหายได้ง่าย  
3. รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 8 อุปกรณ์  
3. Jaybird Vista (5,590 บาท)

jaybird2

Jaybird Vista เป็นหูฟัง True Wireless รุ่นที่สื่อต่างประเทศชื่นชมเรื่องดีไซน์การเข้ากับหู, ความแข็งแรงทนทานและกันน้ำกับฝุ่นดีระดับ IPX7 เรียกว่าเป็นหูฟังที่เกิดมาเพื่อสายสปอร์ตมาก ส่วนคุณภาพเสียงเรียกว่าดีหายห่วงเพราะสามารถปรับ Equalizer ได้สะดวกด้วยแอพฯ Jaybird ซึ่งโหลดจาก Play Store และ App Store ได้เลย นอกจากนี้ในแอพฯ ของ Jaybird ยังมีฟีเจอร์ค้นหาหูฟังข้างที่ตกหายได้อีกด้วย

ตัวหูฟัง Jaybird Vista รองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 ได้เลย ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ให้เสียงระดับ 16-bit ที่คุณภาพเสียงคมชัดยิ่งขึ้น ติดตั้งไมโครโฟนแบบ MEMS แบบ Omni-directional ให้รับเสียงได้หลายทิศทาง แบตเตอรี่ในตัวใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 6 ชั่วโมง รวมชาร์จด้วยเคสของตัวหูฟังสุทธิ 16 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 5 นาที ฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใครต้องการหูฟังดีๆ เอาไว้ฟังเพลงและเล่นกีฬาได้ด้วย แนะนำดู Jaybird ตัวนี้ไว้ได้เลย

ข้อดีหลักๆ คือหูฟัง Jaybird Vista ติดตั้งไดรเวอร์ที่ให้ระดับเสียง 16-bit มาในตัว ทำให้ฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งขึ้น และรองรับการชาร์จไว 5 นาที ฟังได้ 1 ชม. ส่วนข้อสังเกตคือระยะเวลาใช้งานรวมสูงสุดทำได้แค่ 16 ชม. เท่านั้น

สเปคของ Jaybird Vista
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 ตั้งค่าด้วยแอพฯ Jaybird
  • ไดรเวอร์รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ให้เสียงระดับ 16-bit
  • ติดตั้งไมโครโฟนแบบ MEMS แบบ Omni-directional 
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX7
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 16 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C ชาร์จไว 5 นาที ฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
  • ราคา 4,990 บาท (Mercular Shopee Mall)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Jaybird Vista
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ติดตั้งไดรเวอร์ที่ให้ระดับเสียง 16-bit ให้คุณภาพเสียงดี 1. ระยะเวลาใช้งานรวมสูงสุดเพียง 16 ชม. เท่านั้น
2. รองรับการชาร์จไว 5 นาที ฟังได้ 1 ชม.  
4. Sony WF-SP800N (5,990 บาท)

sony 1

หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมผู้เขียนถึงเลือก Sony WF-SP800N มาแนะนำแทน Sony WF-1000XM4 ที่ได้เรื่องการฟังเพลงแบบเน้นๆ มากกว่า นั่นเพราะ Sony WF-SP800N ออกแบบมาเพื่อคนชอบออกกำลังกายมากกว่า มี IP55 ว่าทนน้ำและฝุ่นได้แน่นอน, มีฟีเจอร์ Google Fast Pair และฟีเจอร์เสียงอย่าง EXTRA BASS ให้เสียงเบสแน่นสะใจยิ่งขึ้น, Adaptive Sound Control ปรับเสียงในหูฟังให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติและ 360 Reality Audio จำลองเสียงตอนฟังเพลงให้มีมิติและสมจริง สามารถตั้งค่าหูฟังได้ด้วยแอพฯ Sony Headphones Connect ได้เลยทั้ง Android, iOS

สเปคของ Sony WF-SP800N ตัวนี้จะเชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.0 ใช้ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. มี Digital Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ รองรับ Google Assistant, Siri, Alexa ติดตั้งไมค์สำหรับโทรศัพท์มาให้ในตัว ส่วนแบตเตอรี่ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง ถ้าเปิดตัดเสียงรบกวน ส่วนปิดเสียงรบกวนอยู่ได้ 13 ชั่วโมง เมื่อนำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุดรวม 26 ชั่วโมงทีเดียว แต่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่คืนด้วย USB-C เท่านั้น ซึ่งถ้าใครชื่นชอบการฟังเพลงและออกกำลังกายทั้งคู่ หูฟัง True Wireless ของ Sony รุ่นนี้จัดว่าน่าสนใจมาก

ข้อดีของหูฟัง Sony WF-SP800N ตัวนี้ จะเด่นเรื่องตัดเสียงรบกวนและใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 9 ชั่วโมง และมีฟีเจอร์เสริมคุณภาพเสียงของตัวหูฟังเป็นพิเศษ แต่จุดสังเกตหลักๆ คือเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ยังรับแต่ USB-C เท่านั้น

สเปคของ Sony WF-SP800N
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 ตั้งค่าด้วยแอพฯ Sony Headphones Connect
  • รองรับ Google Assistant, Siri และ Alexa
  • ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. มี Digital Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้
  • ติดตั้งไมโครโฟนสำหรับโทรศัพท์ได้ด้วย
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP55
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 9-13 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 26 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C
  • ราคา 5,990 บาท (Sony Thailand)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Sony WF-SP800N
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 9-13 ชั่วโมง ถือว่านานมาก 1. การชาร์จแบตเตอรี่ยังรับแต่ USB-C เท่านั้น
2. ใส่ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนและฟีเจอร์เสริมคุณภาพเสียงมาให้หลายอย่าง  
5. Bose Sport Earbuds (8,900 บาท)

bose

ถ้าเรื่องฟังเพลงด้วยออกกำลังกายด้วย Bose ก็มีหูฟัง True Wireless รุ่น Bose Sport Earbuds มาเอาใจคอสปอร์ต ตั้งค่าหูฟังได้ง่ายๆ ด้วยแอพฯ Bose Music app โหลดได้จาก Google Play Store หรือ App Store ก็ได้ รองรับ Touch control แตะตัวหูฟังเพื่อสั่งการได้, กันน้ำและเหงื่อระดับ IPX4, มีฟีเจอร์ Spotify Tab แตะแล้วเรียกแอพฯ Spotify ขึ้นมาเล่นเพลงได้ทันที และรองรับการเชื่อมต่อมากสุด 7 อุปกรณ์ทีเดียว

Bose Sport Earbuds รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.1 มีฟีเจอร์ Volume-optimized และ Active EQ ให้คุณภาพเสียงตอนฟังเพลงดียิ่งขึ้นกับไมโครโฟนแบบ Beam-forming ใช้โทรและรับสาย ให้เสียงคมชัดทั้งสองฝั่ง มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนและฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 5 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสด้วยจะฟังเพลงได้นานสุด 10 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จเร็ว 15 นาทีฟังเพลงได้ 2 ชั่วโมงอีกด้วย ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C ได้เลย ซึ่งถ้าใครหาหูฟัง True Wireless เน้นเรื่องคุณภาพเสียงเป็นหลักล่ะก็ แนะนำให้ดู Bose ตัวนี้เอาไว้ได้เลย

ข้อดีของ Bose Sport Earbuds จัดว่าเน้นเรื่องการฟังเพลงระหว่างออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี มีฟีเจอร์ Spotify Tab, รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 7 อุปกรณ์, ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้อีก 2 ชั่วโมง และไมค์แบบ Beam-forming แต่ข้อสังเกตคือระยะเวลาใช้งานรวมนานสุด 10 ชั่วโมงเท่านั้น

สเปคของ Bose Sport Earbuds
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 รองรับสูงสุด 7 อุปกรณ์ ตั้งค่าด้วยแอพฯ Bose Music app
  • ไดรเวอร์มีฟีเจอร์ Volume-optimized และ Active EQ ให้คุณภาพเสียงตอนฟังเพลงดียิ่งขึ้น
  • ติดตั้งไมโครโฟนสำหรับโทรศัพท์ได้ด้วย
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX4
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 10 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C
  • ราคา 8,900 บาท (Mercular)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Bose Sport Earbuds
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ฟีเจอร์ Spotify Tab เรียกแอพฯ Spotify ขึ้นมาฟังเพลงได้ไม่ต้องกดมือถือ 1. ระยะเวลาใช้งานรวมนานสุด 10 ชั่วโมงเท่านั้น
2. รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 7 อุปกรณ์  
3. ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้อีก 2 ชั่วโมง  
6. Beats Powerbeats Pro (8,900 บาท)

beats

Beats Powerbeats Pro นับเป็นหูฟัง True Wireless สายสปอร์ตแบบเน้นๆ สำหรับเจ้าของ iPhone นั่นเพราะนอกจากจับคู่กับ iPhone ได้ง่ายและเร็วด้วยชิป Apple H1 แล้ว ยังได้คุณภาพเสียงที่ดีและใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ร่วมกับ iPhone ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย หรือถ้าใครจะเอาไปใช้กับ Android ก็ได้ ส่วนจุดเด่นหลักๆ ของหูฟัง True Wireless ตัวนี้ คือฟีเจอร์ Find My ของระบบ Apple Ecosystem ที่ถ้าหูฟังหายหรือหาไม่เจอสักข้างหนึ่งก็กดตามหาได้ง่ายๆ กันน้ำและเหงื่อระดับ IPX4 และดีไซน์แบบมีก้านล็อคใบหู ทำให้ตอนออกกำลังกายออกท่าทางเยอะก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

การเชื่อมต่อของหูฟังตัวนี้จะใช้ Bluetooth Class 1 ส่วนไดรเวอร์จะเป็นแบบไดนามิคพร้อมีระบบตัดเสียง (noise isolation) ติดตั้งไมโครโฟนแบบ beam-forming และมีเซนเซอร์จับท่าทางการขยับและพูดของผู้ใช้ให้คุณภาพเสียงดีและตัดเสียงรบกวนได้ รองรับ Siri และ Voice assistant อื่นๆ อีกด้วย สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้นานสุด 24 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ Fast Fuel ชาร์จ 5 นาทีฟังเพลงต่อได้อีก 1.5 ชั่วโมง ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่จะชาร์จผ่านสาย Lightning to USB-A เข้าที่ตัวเคส ซึ่งส่วนตัวถ้าใครใช้มือถือเป็น iPhone แล้วรักการออกกำลังกาย แนะนำให้ดู Beats ตัวนี้เป็นหลักมากกว่า AirPods Pro มาก

ข้อดีแบบเน้นๆ ของ Beats Powerbeats Pro จะโดดเด่นมากเมื่อใช้งานกับ iPhone คือการจับคู่ที่รวดเร็ว ตามหาหูฟังข้างที่หายด้วยแอพฯ Find my ได้เลย ไมค์แบบ Beam-forming พร้อมเซนเซอร์จับการขยับของร่างกายและชาร์จเร็ว 5 นาทีฟังได้ 1.5 ชั่วโมง แต่ข้อสังเกตคือใช้สายชาร์จเฉพาะอย่าง Lightning to USB-A และราคาค่อนข้างสูงถึงสูงมาก

สเปคของ Beats Powerbeats Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth Class 1 รองรับการทำงานกับ Apple Ecosystem จับคู่ด้วย Apple H1
  • ไดรเวอร์แบบไดนามิค มีระบบตัดเสียง (noise isolation) 
  • ติดตั้งไมโครโฟนแบบ beam-forming และมีเซนเซอร์จับท่าทางการขยับและพูดของผู้ใช้
  • รองรับ Siri และ Voice assistant อื่นๆ ใช้งานกับสมาร์ทโฟน Android ได้ด้วย
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX4
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 9 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย Lightning to USB-A มีฟีเจอร์ Fast Fuel ชาร์จ 5 นาทีฟังเพลงต่อได้อีก 1.5 ชั่วโมง
  • ราคา 8,900 บาท (Apple Thailand)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Beats Powerbeats Pro
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ถ้าใช้งานกับ iPhone ใช้แอพฯ Find my ตามหาหูฟังข้างที่หายได้ 1. ใช้สายชาร์จเฉพาะอย่าง Lightning to USB-A
2. ไมค์แบบ Beam-forming พร้อมเซนเซอร์จับการขยับของร่างกาย 2. ราคาค่อนข้างสูงถึงสูงมาก
3. ชาร์จเร็ว 5 นาทีฟังได้ 1.5 ชม.  
7. Klipsch T5 II (8,990 บาท)

klipsch

Klipsch T5 II ดูหน้าตาแล้วถึงจะเหมือนกับหูฟังสายฟังเพลงเป็นหลัก แต่สื่อต่างประเทศหลายเจ้าที่ทดสอบหูฟังตัวนี้แล้วก็แนะนำหูฟัง True Wireless ตัวนี้ให้สายสปอร์ตเอาไว้ฟังเพลงตอนออกกำลังกายเช่นกัน เนื่องจากใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง, ให้คุณภาพเสียงที่ดีถึงดีมากยังกันน้ำและฝุ่นระดับ IP67, มี Transparency mode ให้เสียงจากสภาพแวดล้อมเข้าหูฟังได้ รองรับ Google Assistant และ Siri ทั้งคู่ และควบคุมตั้งค่าหูฟังผ่านทางแอพฯ Klipsch Connect จะโหลดผ่าน Play Store หรือ App Store ได้ทั้งหมด นอกจากนี้เคสหูฟังยังเป็นอลูมิเนียมทั้งตัว สวยงามดูดีมาก

สเปคของหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 กับเสาสัญญาณ Signal-boost ทำให้เชื่อมต่อสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ได้ดีขึ้น ติดตั้งไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 5 มม. กับไดอะแฟรมคุณภาพสูงมาให้พร้อมไมค์แบบ beam-forming 4 ตัว ทำให้เวลาโทรคุยกับคู่สนทนาจะได้ยินเสียงชัดเจน มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนตอนใช้งาน cVc 8.0 รองรับการแตะควบคุมที่ตัวหูฟัง ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมงและรวมกับการชาร์จในเคสจะใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่กลับให้หูฟังด้วย USB-C เท่านั้น ซึ่งถ้าใครชอบออกกำลังกายแต่เรื่องเสียงเพลงก็ต้องดีไม่แพ้กัน แนะนำให้ดู Klipsch T5 II ไว้เลย

จุดเด่นของ Klipsch T5 II ตัวนี้ คือมีเสาสัญญาณ Signal-boost ทำให้สัญญาณ Bluetooth ดีขึ้น, มีไมค์ Beam-forming 4 ตัว พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียง cVc 8.0 และใช้งานรวมได้นานสุด 24 ชั่วโมง แต่ข้อสังเกตคือยังรองรับการชาร์จเฉพาะสาย USB-C เท่านั้น

สเปคของ Klipsch T5 II
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 มีเสาสัญญาณ Signal-boost ตั้งค่าด้วยแอพฯ Klipsch Connect
  • รองรับ Google Assistant และ Siri
  • ไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 5 มม. กับไดอะแฟรมคุณภาพสูง 
  • ติดตั้งไมโครโฟนแบบ beam-forming 4 ตัว มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน cVc 8.0
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP67
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C 
  • ราคา 8,990 บาท (425 Degree)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Klipsh T5 II
ข้อดี ข้อสังเกต
1. มีเสาสัญญาณ Signal-boost ทำให้สัญญาณ Bluetooth ดีขึ้น 1. รองรับการชาร์จเฉพาะสาย USB-C เท่านั้น
2. มีไมค์ Beam-forming 4 ตัว พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียง cVc 8.0  
3. ใช้งานรวมได้นานสุด 24 ชั่วโมง  

สรุปสเปค 7 หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตน่าโดน

จะเห็นว่าหูฟัง True Wireless สำหรับสายสปอร์ตนั้น แม้จะราคาสูงก็ตาม แต่ข้อดีและฟีเจอร์เด่นก็อัพเกรดขึ้นมาให้อีกหลายอย่าง และบางรุ่นก็ให้เสียงคุณภาพดีทีเดียว ซึ่งถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟัง True Wireless การเชื่อมต่อและแอพฯ ไดรเวอร์และไมโครโฟน การกันน้ำและฝุ่น ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ Voice Assistant ราคา
Jabra Elite Active 75t Bluetooth 5.0

Jabra Sound+

ไดรเวอร์ 6 มม. มี ANC

ไมค์ 4 ตัว แบบ MEMS
มีตัดเสียงลมแทรกไมค์

IP57 5.5 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 24 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C หรือไร้สาย

Google Assistant

Siri

3,990 บาท
Skullcandy PUSH ULTRA Bluetooth 5.0

แอพฯ Skullcandy

ไดรเวอร์แบปรับ EQ ได้ 3 แบบ

มีไมค์พร้อมใช้งาน

IP67 6 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 40 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C หรือไร้สาย

4,990 บาท
Jaybird Vista Bluetooth 5.0

แอพฯ Jaybird

ไดรเวอร์รองรับเสียงระดับ 16-bit

ไมค์แบบ MEMS แบบ Omni-directional

IPX7 6 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 16 ชม.

ชาร์จไว 5 นาที ฟังเพลงได้ 1 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

4,990 บาท
Sony
WF-SP800N
Bluetooth 5.0

Sony Headphones Connect

6 มม. มี Digital Noise Cancelling

มีไมค์พร้อมใช้งาน

IP55 9-13 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 26 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

Google Assistant

Siri

Alexa

5,990 บาท
Bose Sport Earbuds Bluetooth 5.1

Bose Music app

ไดรเวอร์มี Volume-optimized และ Active EQ

มีไมค์พร้อมใช้งาน

IPX4 5 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 10 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

8,900 บาท
Beats Powerbeats Pro Bluetooth Class 1

รองรับการทำงานกับ Apple Ecosystem

ไดรเวอร์ไดนามิคพร้อมระบบตัดเสียง (Noise Isolation)

ไมโครโฟนแบบ beam-forming และมีเซนเซอร์จับท่าทางการขยับ

IPX4 9 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาที ฟังได้ 1.5 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย Lightning to USB-A

Siri

Voice assistant อื่นๆ

8,900 บาท
Klipsch T5 II Bluetooth 5.0 มีเสาสัญญาณ Signal-boost

แอพฯ Klipsch Connect

ไดรเวอร์ไดนามิค 5 มม. กับไดอะแฟรมคุณภาพสูง

ไมโครโฟนแบบ beam-forming 4 ตัว มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน cVc 8.0

IP67 8 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 24 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

Google Assistant

Siri

8,990 บาท

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลายๆ คนที่เห็นราคาหูฟัง True Wireless สายสปอร์ตแล้วอาจจะรู้สึกว่าราคาแพงไปหารุ่นที่ราคาถูกกว่านี้มาใช้ดีกว่า แต่ส่วนตัวผู้เขียนเองอยากเชียร์ให้ลงทุนซื้อหูฟังดีๆ เอาไว้ใช้งานไปเลยจะดีที่สุด เนื่องจากหูฟังสักตัวหนึ่งจะอยู่กับเราไปอย่างน้อยก็ 2-3 ปี เป็นอย่างต่ำๆ ซึ่งถ้าฟังแล้วเสียงของหูฟังแบรนด์นั้นถูกใจ ทำให้เรามีความสุขระหว่างออกกำลังกายและช่วยให้เราโฟกัสกับการออกกำลังกายหรือเอาไปฟังระหว่างทำงานต่อเนื่องได้นานขึ้นก็จัดว่าคุ้มแน่นอน และปัจจุบันนี้ก็ยังมีระบบผ่อนชำระผ่านทางบัตรเครดิตหรือเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เจ้าต่างๆ ได้อีก จึงไม่ต้องทุ่มเงินทั้งก้อนเพื่อซื้อของชิ้นเดียวอีกต่อไป ค่อยๆ จ่ายไปเดือนละนิดละหน่อยจนเสร็จแล้วได้ใช้หูฟังดีๆ ผู้เขียนก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

อย่างไรก็ตาม หูฟังและเสียงเพลงก็เป็นสิ่งของที่เกี่ยวกับรสนิยมของแต่ละคนเสมอ ดังนั้นก่อนจะซื้อก็แนะนำให้ลองหาหูฟังรุ่นนั้นๆ มาฟังเพลงที่เราชอบดูก่อน ว่าไดรเวอร์และบุคลิคเสียงของหูฟังรุ่นนั้นๆ ถูกจริตการฟังเพลงของเราหรือเปล่า ถ้าถูกใจก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าไม่ก็ไม่ต้องรีบมาก ค่อยๆ หาตัวที่ถูกใจแล้วค่อยจ่ายเงินซื้อทีเดียวเลยจะดีที่สุด และไม่ต้องเสียเงินหลายๆ รอบอีกด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

asus vivobook cover

pccase cover

androidtv cover

from:https://notebookspec.com/web/623857-7-sport-true-wireless-earbuds

สรุปหูฟัง Apple, Beats รุ่นรองรับฟีเจอร์เสียง : ตัดเสียงรบกวน, Spatial Audio, Dolby Atmos และอื่น ๆ

Apple เปิดตัวฟีเจอร์เสียงใหม่ ๆ อย่างเช่นการตัดเสียงรบก […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-and-beats-model-support-apple-audio-feature-update-nov-2021.html

เปรียบเทียบสเปก Beats Fit Pro, Beats Studio Buds และ Powerbeats Pro

Apple เปิดตัวหูฟัง Beats Fit Pro เป็นหูฟัง In-ear ที่น่ […] More

from:https://www.iphonemod.net/beats-fit-pro-beats-studio-buds-powerbeatspro-compare.html

เปิดตัว Beats Fit Pro มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ราคา $199 ยังไม่ขายในไทย

1 พ.ย. 2021, Beats ในเครือ Apple ได้เปิดตัวหูฟังรุ่นใหม […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-announce-beats-fit-pro.html

6 หูฟังบลูทูธทรงเฮดโฟน เสียงแจ่มฟังเพลงมันส์สะใจ เริ่มแค่ 2,890 บาท

หูฟังบลูทูธยุคนี้เสียงดีสเปคเด็ดจัดเต็มมีให้เลือกหลายแบรนด์มาก แต่จะมีรุ่นไหนน่าเล่นบ้างนะ?

bt headphone cover

หูฟังบลูทูธในตอนนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงผู้เขียนเองก็เปลี่ยนมาใช้งานหูฟังนเพราะไม่ต้องมีปัญหาเรื่องสายหูฟังรกรุงรังและยังใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงอีกด้วย นอกจากนี้เทคโนโลยี Bluetooth ในปัจจุบันนี้ก็ได้รับการพัฒนาอย่าต่อเนื่องจนคุณภาพเรียกว่าดีไม่แพ้กับการฟังเพลงแบบต่อสายหูฟัง 3.5 มม. อีกด้วย

และในตอนนี้ แบรนด์หูฟังชั้นนำของโลกหลายๆ แบรนด์ก็หันมาทำหูฟังไร้สายประเภทนี้ออกมาเรื่อยๆ มีสเปคและระดับราคาหลากหลายเรทให้เลือก ซึ่งถ้าหูฟังตัวเก่าของใครที่ใช้ไปมาแล้วกำลังโทรมได้ที่จนต้องเปลี่ยนแล้วคิดว่าจะซื้อของดีให้จบทีเดียวไปเลย ตอนนี้เราก็สามารถหาซื้อหูฟังเหล่านี้ได้ในระดับราคาพันต้นๆ ไปจนตัวเด็ดระดับเรือนหมื่นได้เลย ส่วนถ้าใครสงสัยว่าเรื่องเทคโนโลยีและสเปคของหูฟังเหล่านี้ว่ามีอะไรอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านในบทความ “5 หูฟัง True Wireless สเปคแจ่มเสียงดี ลงทุนแล้วใช้ได้หลายปี” ที่ผู้เขียนได้ทำเอาไว้ก่อนหน้านี้เพื่อหาข้อมูลได้เลย

หูฟังบลูทูธ

6 หูฟังบลูทูธ เสียงแจ่มจากแบรนด์ชั้นนำ แนะนำให้โดน

ถ้าตอนนี้หูฟังใครกำลังเก่าได้ที่หรือว่าที่มีอยู่ยังไม่ถูกใจ อยากย้ายมาใช้หูฟังแบบมีสายล่ะก็ ณ ตอนนี้เราสามารถหาหูฟังบลูทูธคุณภาพดีจากแบรนด์ชั้นนำราคาช่วงหลักพันต้นๆ มาฟังเพลงได้แล้ว และเรื่องคุณภาพเสียงเรียกว่าดีหายห่วงเพราะไดรเวอร์หูฟังมีขนาดใหญ่ฟังเพลงได้อรรถรสอย่างแน่นอน แค่อาจจะเลือกหาสไตล์เสียงที่เข้ากับสไตล์เพลงที่เราชอบก็เพียงพอแล้ว โดยผู้เขียนได้เลือกหูฟังมาแนะนำในบทความนี้ทั้งหมด 6 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. Skullcandy Hesh 3 (2,890 บาท)
  2. Saramonic SR-BH600 (3,490 บาท)
  3. JBL Live 500BT (5,990 บาท)
  4. audio-technica ATH-ANC700BT (4,490 บาท)
  5. Beats Solo3 (7,200 บาท)
  6. Sony WH-1000XM4 (11,990 บาท)
1. Skullcandy Hesh 3 (2,890 บาท)

skull

แบรนด์ Skullcandy เรียกว่าเป็นแบรนด์ที่คนชอบฟังเพลงและเล่นหูฟังมาสักพักน่าจะคุ้นหูกัน จนบางคนรักระดับเป็นแบรนด์ในใจเลยทีเดียว โดยรุ่นที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ จะเป็นรุ่น Skullcandy Hesh 3 ที่นอกจากราคาจะไม่แพงมากแล้ว คุณภาพเสียงเรียกว่าไว้ใจได้และอาจจะถูกใจใครหลายๆ คน รวมทั้งมีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ติดตั้งมาให้และพับก้านหูฟังเก็บได้สะดวกและรองรับการสั่งงาน Siri, Google Assistant, Alexa ด้วยหูฟังนี้ได้เลย

สเปคของหูฟังบลูทูธตัวนี้จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ของเราผ่านทาง Bluetooth 5.0 พร้อมปุ่มควบคุมและไฟแสดงสถานะการทำงานติดตั้งมาให้ที่ตัวหูฟังเลย แบตเตอรี่เป็นลิเธียมไอออน (Li-ion) ฟังเพลงแบบเปิดตัดเสียงรบกวนได้นานสุด 22 ชั่วโมง ถ้าปิดจะฟังได้นาน 30 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 10 นาทีฟังเพลงต่อได้อีก 4 ชั่วโมง ด้วยสาย USB-C ถ้าชาร์จจนเต็มใช้เวลา 2 ชั่วโมง ส่วนค่า Frequency response อยู่ที่ 20 Hz – 20 kHz และมีประกันการใช้งานดูแลอีก 1 ปีเต็มด้วย เรียกว่าเป็นตัวแรกที่ราคาไม่แพงและค่าตัวน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับคนหาหูฟังบลูทูธดีๆ ไว้ฟังเพลงสักตัว

สเปคของ Skullcandy Hesh 3
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 เท่านั้น
  • ค่า Frequency response อยู่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • มีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation
  • รองรับการสั่งงาน Siri, Google Assistant, Alexa
  • ฟังเพลงแบบเปิดตัดเสียงรบกวนได้นานสุด 22 ชั่วโมง ถ้าปิดจะฟังได้นาน 30 ชั่วโมง
  • ชาร์จไว 10 นาทีฟังเพลงได้ 4 ชั่วโมง ด้วยสาย USB-C ถ้าชาร์จจนเต็มใช้เวลา 2 ชั่วโมง
  • ราคา 2,890 บาท (Power Buy)
2. Saramonic SR-BH600 (3,490 บาท)

SR BH600 Wireless Active Noise Cancelling Headphones 2

รุ่นต่อมาที่ราคาไม่แพงเกินไปแต่คุณภาพเสียงก็ถือว่าไว้ใจได้และหลายๆ คนน่าจะชื่นชอบกันอย่าง Saramonic SR-BH600 ที่เป็นหูฟังบลูทูธที่สลับไปต่อฟังเพลงผ่านแจ็คหูฟัง 3.5 มม. ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation อีกด้วย รวมทั้งรองรับการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกันและสลับไปมาระหว่างอุปกรณ์ได้ง่ายอีกด้วย

ด้านสเปคของหูฟังตัวนี้จะติดตั้งไดรเวอร์คุณภาพสูงแบบเน้นเสียงเบสขนาด 40 มม. มาให้ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ผ่านทาง Bluetooth 5.0 ที่รองรับโปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HSP, HFP, CVC ทั้งหมด และใช้แจ็คหูฟัง 3.5 มม. ก็ได้ ส่วน Audio format รองรับ SBC, AAC ทั้งคู่ ค่า Frequency response 20 – 20 kHz มีแบตเตอรี่ในตัวขนาด 400 mAh สามารถสแตนด์บายในโหมด Bluetooth ได้ 33-65 ชั่วโมง ส่วนระยะเวลาใช้งานจะแยกเป็น 3 ระดับดังนี้

  1. ฟังเพลงผ่าน Bluetooth และเปิดตัดเสียงรบกวน (ANC) จะฟังเพลงได้ 12 ชั่วโมง
  2. ฟังเพลงผ่าน Bluetooth แต่ปิดตัดเสียงรบกวน (ANC) ฟังเพลงได้ 16 ชั่วโมง
  3. ถ้าเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มม. และเปิดตัดเสียงรบกวน (ANC) จะฟังเพลงได้ 40 ชั่วโมง

ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มจะต้องชาร์จผ่าน MicroUSB และใช้เวลา 2.5 ชั่วโมงจนกว่าแบตเตอรี่จะเต็ม จัดว่าเป็นหูฟังบลูทูธที่รองรับการเชื่อมต่อหลากหลายแบบและคุณภาพงานประกอบและเสียงถือว่าไม่ควรมองข้ามรุ่นหนึ่ง ซึ่งถ้าใครหาหูฟังดีๆ เอาไว้ใช้งานก็ดูรุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Saramonic SR-BH600
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 หรือสายหูฟัง 3.5 มม. ก็ได้ รองรับโปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HSP, HFP, CVC
  • ค่า Frequency response อยู่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • มีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation
  • ฟังเพลงแบบเปิดตัดเสียงรบกวนได้นานสุด 16 ชั่วโมง ถ้าปิดและฟังผ่านสายหูฟังจะฟังได้นาน 40 ชั่วโมง
  • ชาร์จด้วยสาย MicroUSB ชาร์จจนเต็มใช้เวลา 2.5 ชั่วโมง
  • ราคา 3,490 บาท (Mercular)
3. JBL Live 500BT (5,990 บาท)

JBL LIVE500BT Product Image Regular Fold Black 17834 X1

คอคนฟังเพลงและเสียงเบสแน่นสะใจ หลายๆ  คนน่าจะคิดถึงแบรนด์ JBL “James B. Lansing Sound, Incorporated” อย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากลำโพงคุณภาพเสียงดีที่หลายคนเลือกซื้อไปฟังเพลงแล้ว หูฟังบลูทูธเองก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างเช่น JBL Live 500BT รุ่นที่เลือกมาแนะนำก็น่าสนใจไม่แพ้กันกับหูฟังรุ่นอื่นที่เลือกมาแนะนำเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้เรียกว่าน่าสนใจทีเดียว โดยไดรเวอร์มีขนาดใหญ่ 50 มม. เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 4.2 รองรับโปรไฟล์ A2DP V1.3, AVRCP V1.5, HFP V1.6, HSP V1.2 ค่า Frequency response 18 Hz – 20 kHz สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 33 ชั่วโมง แม้จะเปิด ANC อยู่ก็ตาม และชาร์จเพียง 2 ชั่วโมงแบตเตอรี่ก็เต็ม รองรับการชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้อีก 2 ชั่วโมง สามารถกดเรียก Siri, Google Assistant, Alexa ได้ มีปุ่มควบคุมการทำงานติดตั้งอยู่ที่หูฟัง และมีฟีเจอร์ TalkThru สามารถคุยกับคู่สนทนาได้เลยโดยไม่ต้องถอดหูฟังออกก็ได้ เวลาไม่ใช้งานก็สามารถพับหูฟังเก็บได้ด้วย เรียกว่าเป็นหูฟังไร้สายคุณภาพดีที่ผู้เขียนแนะนำให้ลงทุนซื้อมาใช้งานเลย

สเปคของ JBL Live 500BT
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 4.2 รองรับโปรไฟล์ A2DP V1.3, AVRCP V1.5, HFP V1.6, HSP V1.2
  • ค่า Frequency response อยู่ที่ 18 Hz – 20 kHz
  • มีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation กับ TalkThru สามารถคุยกับคู่สนทนาได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง
  • สามารถกดเรียก Siri, Google Assistant, Alexa ได้
  • ฟังเพลงแบบเปิดตัดเสียงรบกวนได้นานสุด 33 ชั่วโมง และชาร์จไว 15 นาทีฟังได้ 2 ชั่วโมง
  • ราคา 5,990 บาท (Mercular)
4. audio-technica ATH-ANC700BT (4,490 บาท)

ath anc700btbk 012

ถ้าเรื่องฟังเพลงล่ะก็ หูฟังที่คนรักเสียงเพลงชอบและเลือกมาฟังเพลงเป็นประจำก็ต้องมีหลุดชื่อ audio-technica กันบ้างแน่นอน โดยรุ่นที่น่าสนใจและส่วนตัวผู้เขียนเองก็เห็นเพจแนะนำโปรโมชั่นสินค้าราคาถูกเลือกมาแนะนำกันอยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นรุ่น audio-technica ATH-ANC700BT รุ่นนี้ที่นอกจากคุณภาพเสียงจะเป็นระดับ Hi-res ตัดเสียงได้ดีงามด้วยเทคโนโลยี QuietPoint Active Noise Cancellation แล้ว ตัวหูฟังยังรองรับ Touch control ทำให้ควบคุมได้ง่ายและพับเก็บได้สะดวกอีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 40 มม. มาให้ รองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 4.1 รองรับ Codec ครบทั้ง aptX, AAC, SBC และโปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP  หรือจะต่อสายหูฟัง 3.5 มม. เพื่อฟังเพลงก็ได้ ส่วนค่า Frequency response ก็ทำได้ละเอียดระดับ 5 Hz – 40 kHz ทีเดียว ดังนั้นเรื่องความถี่เสียงจัดว่าหายห่วงแน่นอน ส่วนระยะเวลาใช้งานถ้าเป็น Bluetooth ถ้าเปิด ANC จะฟังได้ 25 ชั่วโมง และปิดก็จะเพิ่มเป็น 30 ชั่วโมง แต่ถ้าต่อสายหูฟัง 3.5 มม. แล้วเปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะฟังได้นานถึง 45 ชั่วโมงทีเดียว ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% จะต่อด้วยสาย MicroUSB และใช้เวลาชาร์จ 5 ชั่วโมง ถ้าใครเป็นสายฟังเพลงเน้นๆ ต้องการหูฟังเสียงดีได้อรรถรสล่ะก็ audio-technica ก็น่าลงทุนไม่น้อยเลย

สเปคของ audio-technica ATH-ANC700BT
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 4.1 รองรับโปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP ส่วน Codec รับครบทั้ง aptX, AAC, SBC หรือสายหูฟัง 3.5 มม.
  • ค่า Frequency response อยู่ที่ 5 Hz – 40 kHz
  • มีระบบตัดเสียงรบกวน QuietPoint Active Noise Cancellation พร้อม Touch control ควบคุมการทำงานของหูฟังได้
  • ฟังเพลงผ่าน Bluetooth เปิดตัดเสียงรบกวนได้ 25 ชั่วโมง ถ้าปิดจะได้ 30 ชั่วโมง แต่ถ้าต่อสายหูฟังแล้วเปิดตัดเสียงรบกวนได้ 45 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มใน 5 ชั่วโมงผ่านสาย MicroUSB
  • ราคา 4,490 บาท (Munkong Gadget Shopee)
5. Beats Solo3 (7,200 บาท)

solo3 pdp p03

ชื่อชั้นของหูฟัง Beats by Dre ที่ปัจจุบันนี้อยู่ในเครือเดียวกับ Apple แล้ว เป็นใครก็ต้องนึกถึงหูฟังสายเสียงเบสแบบเน้นๆ อย่างแน่นอน และเมื่ออยู่ในเครือของ Apple แล้ว ใครที่เอาไปใช้กับอุปกรณ์ iDevice ทั้งหลายก็มีชิป Apple W1 ที่ใช้จับคู่ระหว่างอุปกรณ์ Apple และจัดการเรื่องสัญญาณ Bluetooth ให้มีประสิทธิภาพดีสุดเสมออีกด้วย หรือถ้าใครจะเอาไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รุ่นอื่นๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน

ด้านสเปคของหูฟังตัวนี้จะเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 4.0 ควบคุมการทำงานด้วยชิป Apple W1 ทางเดียว และใช้เรียก Siri ขึ้นมาสั่งงานได้สะดวกมาก พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้และพับเก็บได้สะดวก ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 40 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จเร็ว Fast Fuel เพียงชาร์จผ่านสาย MicroUSB เพียง 5 นาทีก็ฟังเพลงต่อได้อีก 3 ชั่วโมงยาวๆ สำหรับอุปกรณ์ iDevice ของ Apple รุ่นที่รองรับแนะนำให้อัพเดทเป็น macOS Sierra, iOS 10, watchOS 3 หรือซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นใหม่กว่าเพื่อให้เชื่อมต่อและทำงานได้ดีที่สุดด้วย ซึ่งถ้ใครรู้สึกว่าเสียงเพลงของหูฟังซีรี่ส์ AirPods ยังไม่โดนใจนัก ก็หันมาหา Beats Solo3 ตัวนี้ก็ดีเช่นกัน

สเปคของ Beats Solo3
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 4.0 ควบคุมการเชื่อมต่อและจับคู่กับอุปกรณ์ Apple ด้วย Apple W1
  • รองรับการทำงานและเรียก Siri ขึ้นมาใช้งานได้ดี แนะนำให้อัพเดท OS เป็น macOS Sierra, iOS 10, watchOS 3 หรือใหม่กว่า
  • มีระบบตัดเสียงรบกวนติดตั้งมาให้
  • ฟังเพลงได้นานสุด 40 ชั่วโมง มี Fast Fuel ชาร์จผ่านสาย MicroUSB เพียง 5 นาที ฟังเพลงได้ 3 ชั่วโมง
  • ราคา 7,200 บาท (Apple Thailand)
6. Sony WH-1000XM4 (11,990 บาท)

sony

ถ้าเป็นหูฟังบลูทูธหรือเรื่องเกี่ยวกับเสียงเพลง อย่างไรก็ต้อมี Sony ให้เลือกอย่างแน่นอน โดยหูฟังบลูทูธรุ่นที่ไม่ควรมองข้าม คุณภาพเสียงดีและตัดเสียงรบกวนได้โดดเด่นไม่พ้กับหูฟัง TWS อีกรุ่นของทางค่ายเลย โดยรุ่นที่เลือกมาแนะนำเป็น Sony WH-1000XM4 ที่เล่นเสียงคุณภาพสูงระดับ Hi-Res และระบบอัพเกรดคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น DSEE Extreme ติดมาให้ ควบคุมการทำงานของหูฟังด้วย Touch control และมีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ยังมีฟีเจอร์ Quick Attention ให้เสียงของสิ่งแวดล้อมเข้ามาในหูฟังได้โดยไม่ต้องถอดหูฟังออก นอกจากนี้ยังรองรับ Google Assistant, Alexa แบบครบถ้วนด้วย

สเปคของหูฟังนี้จะติดตั้งไดรเวอร์อลูมิเนียมเคลือบ LCP คอยล์ CCAW ขนาด 40 มม. มาให้ มีค่า Frequency response 4 – 40 kHz รองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 รองรับโปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP หรือสายหูฟัง 3.5 มม. และมี NFC สำหรับจับคู่หูฟังกับมือถือแบบรวดเร็ว สามารถตั้งค่าเสียงและจับคู่ได้ด้วยแอพฯ Sony | Headphones Connect ที่โหลดใน Google Play Store หรือ App Store มาใช้งานได้เลย รองรับโปรไฟล์เสียง SBC, AAC, LDAC ซึ่งเป็นโปรไฟล์เสียงคุณภาพสูง ส่วนระยะเวลาใช้งาน ถ้าเปิดตัดเสียงรบกวนจะฟังได้ 30 ชั่วโมง ถ้าปิด 38 ชั่วโมง และชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C เต็มใน 3 ชั่วโมงเท่านั้น เรียกว่าเป็นหูฟังบลูทูธคุณภาพสูงที่ถึงราคาสูงก็ตามแต่คุณภาพที่ได้ก็สมราคามาก ดังนั้นถ้าใครคิดจะลงทุนซื้อหูฟังตัวนี้มาฟังเพลงก็ถือว่าคุ้มและน่าสนใจมาก

สเปคของ Sony WH-1000XM4
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0, สายหูฟัง 3.5 มม. และจับคู่อย่างรวดเร็วได้ด้วย NFC ตั้งค่าเสียงและการทำงานด้วยแอพฯ Sony | Headphones Connect โหลดใน Google Play Store หรือ App Store มาติดตั้งได้เลย
  • รองรับ Bluetooth โปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP รองรับโปรไฟล์เสียง SBC, AAC, LDAC
  • ค่า Frequency response 4 Hz – 40 kHz
  • มีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation กับฟีเจอร์ Quick Attention, คุมการทำงานแบบ Touch control, รองรับการทำงานร่วมกับ Google Assistant, Alexa ด้วย
  • เปิด ANC ฟังเพลงได้นานสุด 30 ชั่วโมง ปิดแล้วได้ 38 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทาง USB-C เต็มใน 3 ชั่วโมง
  • ราคา 11,990 บาท (Sony Thailand)

สรุปสเปคหูฟังบลูทูธ 6 รุ่นน่าโดน จัดแล้วจบฟังเพลงฟิน

สำหรับคนที่วางแผนว่าจะหาหูฟังบลูทูธตัวใหม่มาฟังเพลง และได้อ่านจุดเด่นของหูฟังรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำแล้ว จะเห็นว่าแต่ละแบรนด์ก็มีราคาต่างกันไปตามฟีเจอร์ที่ใส่เข้ามาให้ใช้งาน หากเอาสเปคมากางเทียบกันแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังบลูทูธ การเชื่อมต่อและฟีเจอร์พิเศษ Frequency response Assistant
ที่รองรับ
ระยะเวลา
ใช้งาน
ราคา
Skullcandy Hesh 3 Bluetooth 5.0

Active Noise Cancellation

20 Hz – 20 kHz Siri

Google Assistant

Alexa

เปิดตัดเสียงรบกวนฟังได้ 22 ชั่วโมง

ปิดตัดเสียงรบกวน 30 ชั่วโมง

ชาร์จไว 10 นาที ฟังเพลงได้ 4 ชั่วโมง

2,890 บาท
Saramonic
SR-BH600
Bluetooth 5.0

สายหูฟัง 3.5 มม.

Active Noise Cancellation

20 Hz – 20 kHz เปิดตัดเสียงรบกวนฟังได้ 16 ชั่วโมง

ปิดตัดเสียงรบกวนและฟังผ่านสายหูฟังได้ 40 ชั่วโมง

3,490 บาท
JBL Live 500BT Bluetooth 5.0

Active Noise Cancellation

TalkThru สามารถคุยกับคู่สนทนาได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง

18 Hz – 20 kHz Siri

Google Assistant

Alexa

เปิดตัดเสียงรบกวนฟังได้ 33 ชั่วโมง

ชาร์จไว 15 นาทีฟังได้ 2 ชั่วโมง

5,990 บาท
audio-technica ATH-ANC700BT Bluetooth 4.1

สายหูฟัง 3.5 มม.

QuietPoint Active Noise Cancellation

Touch control

5 Hz – 40 kHz เปิดตัดเสียงรบกวน ฟังผ่าน Bluetooth ได้ 25 ชั่วโมง

ปิดตัดเสียงรบกวนได้ 30 ชั่วโมง

ต่อสายหูฟังและเปิดตัดเสียงรบกวนได้ 45 ชั่วโมง

4,490 บาท
Beats Solo3 Bluetooth 4.0

มีระบบตัดเสียงรบกวน

Siri ฟังเพลงได้นานสุด 40 ชั่วโมง

Fast Fuel ชาร์จ 5 นาที ฟังได้ 3 ชั่วโมง

7,200 บาท
Sony
WH-1000XM4
Bluetooth 5.0

สายหูฟัง 3.5 มม.

Active Noise Cancellation

ฟีเจอร์ Quick Attention

Touch control

คุมการทำงานด้วยแอพฯ Sony | Headphones Connect

4 Hz – 40 kHz Google Assistant

Alexa

เปิดตัดเสียงรบกวน ฟังผ่าน Bluetooth ได้ 30 ชั่วโมง

ปิดตัดเสียงรบกวนได้ 38 ชั่วโมง

11,990 บาท

สุดท้าย การเลือกหูฟังใหม่สักตัว นอกจากเรื่องสเปคก็ยังมีเรื่องบุคลิคและสไตล์เสียงให้เราเลือกอีกด้วย ซึ่งเรื่องสไตล์เสียงนั้นจัดเป็นเรื่องปัจเจกของแต่ละคนว่าชอบฟังเพลงแบบไหน ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็แนะนำให้ลองหาหูฟังรุ่นนั้นๆ มาฟังก่อนตัดสินใจซื้อก่อนจะดีที่สุด หรือถ้าวางใจแบรนด์ไหนแล้วคิดว่าไม่ต้องฟังก็ได้ ซื้อมาใช้เลยเพราะเสียงดีแน่ๆ ไม่ต้องคิดมากจะลองซื้อมาใช้แบบเสี่ยงดวงกันดูก็น่าสนุกเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

asus ex cover

macbook pro cover

styluscover

from:https://notebookspec.com/web/619645-6-bluetooth-headphone-for-music-lover