คลังเก็บป้ายกำกับ: AWS

AWS เปิดตัว App2Container แปลงแอป Java/.NET เป็นคอนเทนเนอร์พาขึ้นคลาวด์ ทั้ง Kuberntes และ ECS

AWS เปิดตัวโปรแกรม App2Container โปรแกรมสำหรับแปลงแอป Java และ .NET ที่อาจจะรันบน VM ให้กลายเป็น แอปแบบคอนเทนเนอร์อัตโนมัติ พร้อมสร้างคอนฟิกสำหรับการย้ายแอปขึ้นคลาวด์ไม่ว่าจะเป็น Kubernetes หรือ AWS ECS

App2Container รองรับแอปแบบ ASP.NET (.NET 3.5 ขึ้นไป) ที่รันบน IIS 7.5 ขึ้นไป หรือแอป Java ทั้งที่รันบน JBoss, Apache Tomcat, Spring Boot, IBM WebSphere, Oracle WebLogic หรือเซิร์ฟเวอร์อื่น

การติดตั้งต้องมี AWS CLI ก่อนจึงติดตั้งได้ และหากต้องการติดต่อกับคลาวด์ AWS ก็ต้องมีคอนฟิก IAM เมื่อติดตั้งแล้ว App2Container สามารถหาแอป Java หรือ .NET ที่รันอยู่ในเครื่อง วิเคราะห์การทำงาน โปรแกรมจะแยกไฟล์ของแอปพลิเคชั่นออกมาแล้วสร้าง Dockerfile, อิมเมจของคอนเทนเนอร์, คอนฟิก ECS task, Kubernetes Deployment, CloudFormation template เรียกว่าหากทำงานได้ตามที่วางไว้ก็ย้ายขึ้นคลาวด์ได้ทันที

ที่มา – AWS Blog

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117283

บริการอีเมล HEY ใช้ AWS Spot Instance ร่วมกับ Kubernetes รับโหลดโปรดักชั่น ผู้ใช้ไม่รู้สึกแม้โดนปิดเซิร์ฟเวอร์

HEY ผู้ให้บริการอีเมลที่เพิ่งมีปัญหากับแอปเปิล เขียนบล็อกเล่าถึงการใช้คลาวด์ของบริษัท โดยการใช้ Spot Instance ของ AWS ที่มีค่าใช้ใช้งานเปลี่ยนไปตามปริมาณเครื่องคงเหลือของ AWS แต่ทาง HEY ก็ระบุว่ายังคงสามารถให้บริการโดยผู้ใช้อีเมลไม่รู้สึกอะไรแม้จะมีเครื่องถูกปิดไปตลอดเวลา

Spot Instance เป็นแนวทางการใช้เซิร์ฟเวอร์คงเหลือในศูนย์ข้อมูลของ AWS โดยผู้ใช้สามารถกำหนดราคาสูงสุดที่ยอมจ่าย และหากมีเครื่องคงเหลือทาง AWS จะทำเครื่องเหล่านั้นมาให้บริการโดยคิดค่าบริการจากเครื่องที่เหลือพอให้บริการและปริมาณผู้ใช้ Spot Instance เอง โดยทั่วไปแล้ว Spot Instance จะราคาถูกกว่าเครื่องแบบ On-Demand ตามปกติมาก ทาง HEY ระบุว่าส่วนต่างนั้นทำให้ Spot ราคาถูกกว่าการซื้อเซิร์ฟเวอร์แบบจองล่วงหน้า (Reserved Instance – RI) เสียอีก แถมไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าใดๆ ทำให้คุ้มที่จะเลือกทางนี้ แต่ข้อเสียคือทาง AWS สามารถดึงเครื่องแบบ Spot Instance คืนเมื่อใดก็ได้โดยแจ้งล่วงหน้าเพียงสองนาทีเท่านั้น บางครั้งเครื่องเพิ่งเปิดขึ้นมาแล้วโดนดึงกลับก็มี

No Description

โลโก้ AWS Spot Instance จากเว็บ EC2 Spot Workshops

เครื่องที่เป็น Spot Instance ของ HEY นั้นเป็นเครื่อง front-end และงาน asynchronous โดยไม่ได้ใช้งานกับฐานข้อมูลใดๆ ทั้ง SQL, Redis, หรือ Elasticsearch

ระบบรันบน Kubernetes โดย HEY รับมือกับเซิร์ฟเวอร์ที่อาจถูกปิด ด้วย AWS Node Termination Handler ที่เป็น DaemonSet สำหรับรับข้อมูลจาก AWS ว่ากำลังมีเครื่องใดถูกปิดไปบ้าง เมื่อ AWS แจ้งว่ากำลังปิดเครื่องใดก็จะให้ Kubernetes ย้ายโหลดออกจากเครื่องนั้นให้ทัน จากนั้นควบคุมขนาดคลัสเตอร์ Kubernetes ด้วย Cluster Autoscaler ส่วนหนึ่งของโครงการ Kubernetes ที่รองรับ Spot Instance ได้โดยแก้ไขเล็กน้อย

ข้อเสียของ Spot Instance คือเครื่องประเภทหนึ่งๆ อาจจะหมดจนไม่สามารถเปิดเครื่องใหม่ได้ ทาง HEY แนะนำว่าควรเตรียมพร้อมใช้เครื่องประเภทอื่นไว้ด้วย เช่นหากใช้เครื่อง C ที่เน้นประมวลผลเป็นหลักก็อาจจะต้องเตรียมพร้อมว่าหากต้องใช้เครื่อง M ที่เน้นหน่วยความจำหรือ T ที่เป็นเครื่องอเนกประสงค์ไว้ด้วย โดยเตือนว่า Cluster Autoscaler นั้นรับมือกับเครื่องไม่เท่ากันได้ไม่ดีนัก ควรใช้เครื่องขนาดเท่าๆ กันไว้

ที่มา – Signal v. Noise

from:https://www.blognone.com/node/117233

AWS Outpost เริ่มขายในไทยโดยร่วมกับพันธมิตร, ตัวเซิร์ฟเวอร์ใช้ไฟกระแสตรงทั้งหมด, กุญแจเข้ารหัสจะถูกทำลายเมื่อถอดเครื่องออก

เมื่อวานนี้ AWS Outpost เริ่มทำตลาดในประเทศไทย วันนี้ทาง AWS โดยคุณ Paul Chen, Head of Solutions Architect ASEAN ก็แถลงข่าวในประเด็นนี้เพิ่มเติม

Paul ระบุถึงสถาปัตยกรรมในตู้เซิร์ฟเวอร์ว่าเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดในตู้ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง โดยมีตัวแปลงไฟกระแสสลับไปยังกระแสตรงที่ศูนย์กลาง ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูง และลดจุดสร้างความเสียหาย (point of failure) จากเดิมที่ตู้เซิร์ฟเวอร์มักปล่อยให้เซิร์ฟเวอร์ทุกตัวมีตัวแปลงไฟจากกระแสสลับมาเป็นกระแสตรงสำหรับเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวกันเอง นอกจากนี้ภายในเซิร์ฟเวอร์ยังมีชิ้นส่วนที่เป็นระบบสำรอง (hot spare) เตรียมรองรับความเสียหายในอนาคต ตัวตู้เซิร์ฟเวอร์มีระบบตรวจจับการดัดแปลง โดยข้อมูลทั้งหมดในดิสก์จะถูกเข้ารหัสเอาไว้ และตัวเซิร์ฟเวอร์นั้นจะมีชิปเข้ารหัสอยู่ การถอดฮาร์ดแวร์ออกต้องไขกุญแจที่เป็นน็อตเพื่อถอดเซิร์ฟเวอร์ออกมาซึ่งจะทำลายชิปไปในตัวเพื่อไม่ให้อ่านข้อมูลได้

AWS Outpost มีสัญญาการใช้งาน 3 ปี อย่างไรก็ตาม Paul ระบุว่าเมื่อครบสัญญาแล้วลูกค้าจะมีทางเลือกว่าจะอัพเดตฮาร์ดแวร์ใหม่ตามรอบ หรือจะใช้งานต่อไปก็ได้ โดย AWS จะซัพพอร์ตต่อไป

การทำตลาดในช่วงแรกนี้ มีพันธมิตร 3 เข้าร่วม คือ TrueIDC, Dailitech, และ CAT

ที่มา – งานแถลงข่าวออนไลน์ AWS

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117177

Amazon Honeycode บริการสร้างแอพจากสเปรดชีตแนว VBA แต่ไม่ต้องเขียนโค้ดเลย

AWS เปิดตัว Amazon Honeycode บริการสำหรับพัฒนาแอปพลิเคชันง่ายๆ ที่มักใช้บ่อยในฝั่งธุรกิจ ผ่านอินเทอร์เฟซแบบลากแล้ววาง โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว (“ง่ายเหมือนกินน้ำผึ้ง” ประโยคที่ AWS ไม่ได้กล่าวไว้)

Amazon Honeycode จับตลาดการพัฒนาโปรแกรมแบบง่ายๆ (No-Code หรือ Low-code) ที่องค์กรมักต้องสร้างแอปพลิเคชันตอบโจทย์การใช้งานภายใน ดึงข้อมูลจากไฟล์สเปรดชีต ทำฟอร์มผ่านหน้าเว็บ ให้หัวหน้าอนุมัติเอกสาร ฯลฯ (หรือเรียกง่ายๆ คืองานที่เคยเขียนด้วย VBA ในอดีตนั่นเอง)

No Description

Honeycode เน้นกลุ่มผู้ใช้ที่มีประสบการณ์จากสเปรดชีต จึงออกแบบ UI ให้คล้ายกับการใช้สเปรดชีตมากที่สุด รองรับการนำเข้าข้อมูลแบบ CSV, มีเทมเพลตมาตรฐานสำหรับแอพที่ใช้งานบ่อยๆ (เช่น แบบสำรวจภายในองค์กร ตารางจดสินค้าคงคลัง การอนุมัติใบสั่งซื้อหรือ PO) โดยเป็นบริการแบบ SaaS ที่ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจระบบเบื้องหลัง เพราะ AWS จัดการให้ทั้งหมด

ฟีเจอร์ของหน้าจอออกแบบแอพจะคล้ายกับ IDE ยุคปัจจุบันที่มีระบบลากฟอร์มไปวาง มีระบบ automation ให้ทำงานอัตโนมัติตามเงือนไขที่กำหนด

No Description

No Description

No Description

แอพที่พัฒนาจาก Honeycode สามารถเป็นได้ทั้งเว็บแอพ (พร้อมระบบตรวจสอบตัวตนเพื่อนร่วมงาน) หรือบนอุปกรณ์พกพา Android/iOS โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งแอพ Honeycode Player ก่อนแล้วค่อยเปิดเข้ามายังแอพขององค์กร (แก้ปัญหาเรื่องการแจกจ่ายแอพผ่าน Play Store/App Store ที่มีข้อจำกัดเยอะ)

ตัวอย่างหน้าตาแอพ Tasks แบบง่ายๆ ที่สร้างด้วย Honeycode

No Description

Honeycode คิดราคาตามจำนวนแถว (row) ของข้อมูล โดยรุ่นทดลองใช้ฟรี จำกัดข้อมูลที่ 2,500 แถว และเพื่อนร่วมงาน 20 คน รุ่นถัดมาคิดราคา 19.99 ดอลลาร์ต่อเดือน รองรับข้อมูล 10,000 แถว เพื่อนร่วมงาน 20 คน (ถ้าต้องการเพิ่ม จ่ายเพิ่ม 9.99 ดอลลาร์ต่อคน)

คู่แข่งของ AWS มีบริการแบบ No-Code ลักษณะคล้ายๆ กันอยู่ก่อนแล้วคือ Google AppSheet และ Microsoft Power Apps

ที่มา – AWS Blog

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117141

AWS Outpost คลาวด์ตั้งในองค์กรขายในไทยแล้ว ราคาเริ่มต้น 7.7 ล้านบาท

Amazon ประกาศเพิ่มประเทศที่ให้บริการ AWS Outpost เซิร์ฟเวอร์คลาวด์สำหรับติดตั้งในองค์กรเพิ่มขึ้นอีก 9 ประเทศ จากเดิมที่จำกัดประเทศที่ใช้งานได้ต้องเป็นประเทศที่มีศูนย์ข้อมูล AWS อยู่เท่านั้น โดยเพิ่ม บราซิล, อินเดีย, อิสราเอล, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้, ไต้หวัน, และไทย ตรงตามที่ AWS ประเทศไทยเคยระบุมาก่อนหน้านี้

ตัว Outpost เป็นตู้เซิร์ฟเวอร์สำเร็จรูปที่จัดการภายในโดย AWS ทั้งหมด สำหรับองค์กรที่มีเงื่อนไขด้าน latency หรือติดกฎการคงข้อมูลไว้ในประเทศ แต่กระบวนการจัดการนั้งต้องเปิดทางให้ทาง AWS เข้าไปจัดการได้ และการสั่งงานต้องผ่านทางคอนโซลของ AWS อยู่ดี

ตัวเครื่องเริ่มต้นที่ m5.12xlarge (ซีพียู 48 คอร์ แรม 192GB) จำนวน 4 เครื่อง พร้อมสตอเรจขนาด 2.7TB ราคาแบบจ่ายครั้งเดียวในประเทศไทย 249,109.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7.7 ล้านบาท ไล่ไปจนถึง r5d.24xlarge จำนวน 10 เครื่อง พร้อมสตอเรจ 11TB ราคา 1,581,161.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 49 ล้านบาท โดยราคาจะต่างกันไปตามแต่ละประเทศ และมีตัวเลือกจ่ายรายเดือนทั้งหมดหรือจ่ายรายเดือนครึ่งเดียว

ลำพังตัวเซิร์ฟเวอร์ Outpost เองอาจจะไม่ได้ประโยชน์มากนัก แต่เมื่อติดตั้งแล้วจะทำให้องค์กรสามารถใช้บริการอื่น เช่น แพลตฟอร์มคอนเทนเนอร์ (ECS/EKS), ระบบฐานข้อมูล RDS, หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูล EMR ได้จากในศูนย์ข้อมูลขององค์กรเอง โดยบริการเหล่านี้ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไป

ที่มา – AWS

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117134

AWS เปิดตัว Snowcone คลาวด์จิ๋วหนัก 2.1 กิโลกรัม 2 ซีพียู แรม 4GB ค่าใช้งานวันละ 6 ดอลลาร์

AWS มีเซิร์ฟเวอร์สำหรับสั่งมาใช้งานแบบ edge computing ในชื่อตระกูล Snow เช่น Snowball เซิร์ฟเวอร์สตอเรจความจุ 50GB แต่น้ำหนักก็มากกว่า 20 กิโลกรัม วันนี้ทางบริษัทก็เปิดตัว Snowcone เซิร์ฟเวอร์ตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม

Snowcone มีซีพียูไม่ระบุรุ่นจำนวน 2 คอร์ แรม 4GB และสตอเรจ 8TB ตัวเครื่องในเคสแบบสมบุกสมบัน สามารถสร้างเครื่อง EC2 ได้ 3 ขนาด โดย snc1.medium จะกินทรัพยากรทั้งหมด

แนวทางการใช้งาน Snowcone เช่นการใช้เป็นเกตเวย์สำหรับส่งข้อมูลขึ้น AWS โดยอาจจะมีการประมวลผลบางส่วนก่อน เช่น การออกกองถ่ายและเซฟข้อมูลตลอดเวลา, การเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT และเครื่องจักรอุตสาหกรรม

ตอนนี้ Snowcone ยังเปิดให้สั่งเฉพาะในสหรัฐฯ ค่าใช้งานเริ่มต้น 60 ดอลลาร์ใช้งานได้ 5 วันเกินจากนั้นคิดวันละ 6 ดอลลาร์

ที่มา – AWS

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/116989

แอปหาคู่ 9 แอป ทำข้อมูลหลุดกว่า 845 GB รวมข้อความ-ภาพในแชต เพราะคอนฟิก S3 ผิด

นักวิจัยจาก vpnMentor เว็บไซต์เปรียบเทียบ vpn และลงข่าวข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต เปิดเผยว่าเข้าไปพบ AWS S3 bucket ที่คอนฟิกผิด และมีข้อมูลผู้ใช้แอปหาคู่ 9 แอป เช่น แนวเสี่ยหาเด็กเลี้ยงแบบ SugarD, หาคู่สำหรับผู้หญิงอายุเยอะกว่า CourgarD, แอปหาคู่เกย์สายหมี Gay Daddy Bear, แอปหาคู่ของคนที่เป็นโรคเริม Herpes Dating (อิหยังวะ) และอีกมากมาย ที่คาดว่ามีผู้พัฒนารายเดียวกัน

ข้อมูลที่หลุดประกอบไปด้วยรูปภาพแนว 18+ ข้อมูลการสนทนา ข้อมูลบัญชีธนาคาร ไฟล์บันทึกเสียง และข้อมูลที่ใช้ระบุตัวตนผู้ใช้ได้ มากว่า 845 GB จำนวนประมาณ 20 ล้านไฟล์ คาดมีข้อมูลของผู้ใช้ ราว 100,000 คน แต่ข้อมูลก็ถูกล็อกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังผู้ค้นพบแจ้งหนึ่งในเว็บไซต์ที่ข้อมูลหลุดไป

ที่มา – vpnMentor via The Register


ภาพจาก Shutterstock

from:https://www.blognone.com/node/116960

ศัตรูของศัตรูคือมิตร! Slack ลงนามเป็นพาร์ทเนอร์กับ AWS

Slack ประกาศลงนามเป็นพาร์ทเนอร์กับยักษ์ใหญ่อย่าง AWS ภายใต้ข้อตกลงกินระยะเวลาหลายปี ทำให้ AWS จะนำ Slack มาใช้งานภายในองค์กร แต่ยังไม่แน่ชัดว่าพนักงานกี่คนและกี่ส่วนงานบ้างที่จะใช้ หลังจากก่อนหน้านี้ Slack มี IBM เป็นลูกค้าองค์กรรายใหญ่ที่สุดอยู่

ขณะที่ฝั่ง Slack ที่ใช้ AWS อยู่แล้วก็จะพึ่งพิงกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบหลังบ้านกับ AWS มากยิ่งขึ้น เช่น Slack Calls จะใช้ Amazon Chime SDK, ใช้ระบบ EKM จาก AWS Key Management Service สำหรับเข้ารหัส, เชื่อมกับ AppFlow สำหรับถ่ายโอนข้อมูลระหว่าง Slack และ S3 หรือ Amazon Redshift เป็นต้น

ความร่วมมือครั้งนี้น่าจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังคู่แข่งของทั้ง 2 ค่ายอย่างไมโครซอฟท์โดยตรง (Azure + MS Teams) โดย Brad Armstrong รองประธานด้านธุรกิจของ Slack ให้สัมภาษณ์ว่า Slack ไม่เคยใช้คลาวด์ Azure มาก่อนและบริการส่วนใหญ่ของ Slack ก็รันอยู่บน AWS มานาน ดังนั้นในอนาคตจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ Slack จะไปใช้คลาวด์ของไมโครซอฟท์

ที่มา – Business Wire, The Verge

No Description

from:https://www.blognone.com/node/116750

Red Hat เปิดตัว Amazon Red Hat OpenShift แบบโฮสต์และบริหารโดย AWS

Red Hat ประกาศความร่วมมือกับ AWS เปิดตัว Amazon Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นการนำแพลตฟอร์ม OpenShift สำหรับจัดการ Kubernetes เชิงพาณิชย์ของ Red Hat ไปรันบน AWS โดยทั้งสองบริษัทร่วมกันบริหารและซัพพอร์ตให้ (ก่อนหน้านี้ AWS รัน OpenShift ได้อยู่แล้ว แต่ผู้ใช้ต้องจัดการระบบเอง)

ในแง่ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์คงไม่มีอะไรต่างจาก OpenShift เวอร์ชันปกติของ Red Hat แต่จุดขายหลักคือการทำงานร่วมกับระบบของ AWS เช่น การเรียกใช้งาน Auto Scaling เพื่อขยายจำนวนโหนดในระบบ และช่วยเปิดทางให้ลูกค้าองค์กรสามารถย้ายโหลดงานจาก OpenShift แบบ on-premise มารันบนเครื่องของ AWS ได้ด้วย

Red Hat ระบุว่าเริ่มเปิดทดสอบ Amazon Red Hat OpenShift แบบ early access ในเร็วๆ นี้ โดยยังไม่ระบุราคา

No Description

AWS ไม่ได้เป็นคลาวด์เจ้าแรกที่มี OpenShift ให้บริการ เพราะ Azure มีความร่วมมือแบบนี้กับ Red Hat ตั้งแต่ปี 2019 ส่วน Google Cloud ที่มีบริการคู่แข่งในตลาดเดียวกันอย่าง Anthos ยังไม่มี OpenShift ให้เลือกใช้งาน

Sathish Balakrishnan ผู้บริหารของ Red Hat ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่าข้อตกลงลักษณะนี้ เป็นสิ่งยืนยันว่า Red Hat ยังเป็นอิสระจาก IBM และสามารถมีความร่วมมือกับ AWS หรือ Azure ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ IBM Cloud ได้ด้วย

Red Hat ยังให้ข้อมูลว่าตอนนี้ OpenShift มีลูกค้าองค์กรมากกว่า 2,000 รายแล้ว

ที่มา – Red Hat

from:https://www.blognone.com/node/116379

AWS เปิดตัว cdk8s คอนฟิก Kubernetes เป็นโค้ดแบบเขียนโปรแกรม รองรับ JavaScript, TypeScript, และ Python

AWS เปิดตัวโครงการ Cloud Development Kit for Kubernetes (cdk8s) เฟรมเวิร์คสำหรับการแปลงโค้ดภาษาโปรแกรมที่นักพัฒนาคุ้นเคยมามาสร้างคอนฟิก YAML สำหรับ Kubernetes

ก่อนหน้านี้ AWS มีโครงการ CDK อยู่ก่อนแล้วแต่เป็นการสร้างคอนฟิกสำหรับ CloudFormation ของ AWS เอง ในรอบนี้ cdk8s จะสามารถใช้งานกับ Kubernetes ใดๆ ก็ได้

cdk8s จะทำให้ออปเจกต์ใน Kubernetes ที่ต้องเขียนคอนฟิกกลายเป็นคลาสในภาษาโปรแกรม กระบวนการสร้างคอนฟิกสามารถใส่เงื่อนไขต่างๆ ลงไปในโค้ด เช่นคลัสเตอร์สำหรับพัฒนามีขนาดเล็กกว่าโปรดักชั่น หรือคนละ namespace โดยตอนนี้รองรับออปเจกต์มาตรฐานของ Kubernetes เอง, CRD และมีแผนจะรองรับ Helm chart

โครงการอยู่ในระดับอัลฟ่า รองรับภาษา JavaScript, TypeScript, และ Python โดยเตรียมรองรับ Java, .NET และ Go ต่อไป

ที่มา – AWS Blog

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/116352