คลังเก็บป้ายกำกับ: AUKEY

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินไม่มีใครขัด อัพเดทปี 2022

มีหูฟังตัดเสียงรบกวนติดกระเป๋าเอาไว้สักตัว ฟังเพลงโปรดได้เพลินๆ ไม่ต้องโดนเสียงแทรก!

tws cover

หูฟังตัดเสียงรบกวนในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนหาซื้อหูฟังตัดเสียงมาฟังเพลงได้ง่าย ซึ่งถ้าใครชอบฟังเพลงตอนเเดินทางให้เข้าบรรยากาศหรือฟังเพลงที่ชอบให้ได้อารมณ์และสมาธิตอนทำงานในออฟฟิศก็น่าจะชื่นชอบหูฟังนี้ไม่น้อย

Advertisementavw

ในตอนนี้ ถ้าจะหาหูฟังตัดเสียงดีๆ เอาไว้ทั้งฟังเพลงและโทรติดต่องานแล้วจะลงทุนซื้อของดีมาใช้จะได้อยู่กันยาวๆ ไม่ต้องเปลี่ยนอีกสักพักนั้น ในตอนนี้แบรนด์ชั้นนำผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ชั้นนำก็พากันเข็นหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนราคาหลักพันต้นถึงปลายออกมาให้เลือกหลากหลายรุ่นพร้อมอัดฟีเจอร์ล้ำสมัยมาให้อีกเพียบ

หูฟังตัดเสียงรบกวน

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนน่าโดน ตัดเสียงคม ฟังเพลงเพลิน

หากจำกันได้ ผู้เขียนเองก็เคยแนะนำหูฟัง True Wireless ไปเมื่อต้นปีที่แล้วพร้อมแนะนำวิธีเลือกหูฟัง True Wireless ด้วย แล้วในปี 2022 นี้จะมีหูฟังตัดเสียงรุ่นไหนน่าซื้อมาฟังเพลงบ้าง? ในบทความนี้ผู้เขียนมีรุ่นน่าสนใจมาแนะนำทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)
  2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)
  3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)
  4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)
  5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)
1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)

aukey

ถ้าพูดถึง AUKEY เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนน่าจะคิดถึงปลั๊กชาร์จไวหรือ Power Bank ที่ใส่ฟีเจอร์เด็ดๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกัน แต่หูฟังตัดเสียงรุ่น AUKEY EP-N6 รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา ส่วนไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากถึง 32 เดซิเบล ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz ใช้งานต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant รวมทั้งกันน้ำและฝุ่นระดับ IPX5 ด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้หูฟังตัดเสียงรบกวนดีๆ ไว้ใช้สักตัวอาจจะเริ่มจาก AUKEY รุ่นนี้ก่อนเลยก็ได้

สเปคของ AUKEY EP-N6
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนได้ 32 เดซิเบล
  • ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant
  • ราคา 2,290 บาท (AUKEY LazMall)
2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)

edifier tws nb2pro 01

หลังจากผลิตลำโพงคอมพิวเตอร์คุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว EDIFIER ก็เปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่น EDIFIER TWS NB2 PRO ที่ดีไซน์ดูสวยล้ำสมัยและรองรับ Game Mode ทำให้ดูหนังหรือเล่นเกมได้แล้วภาพกับเสียงไม่มีดีเลย์ ปรับตั้งค่าหูฟังได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect ที่มีให้โหลดไปใช้งานทั้งใน iOS, Android ส่วนการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตใช้เป็น Bluetooth 5.0 กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 ส่วนหูฟังติดตั้งไดรเวอร์ 10 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีโหมด Statial Sound ไมค์คู่พร้อมใช้ตัดเสียงรบกวน ENC และมี In-Ear Detection ถ้าถอดหูฟังออกแล้วเพลงจะหยุดเล่นอัตโนมัติ สามารถใช้ฟังเพลงแบบเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิน 25 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนใช้ได้ 9 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิ้น 32 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้ 2 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C ซึ่งถ้าใครเคยใช้ลำโพงของ Edifier แล้วมั่นใจคุณภาพเสียงของหูฟังตัวนี้ก็แนะนำให้ซื้อหูฟังนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Edifier TWS NB2 Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 มี Game Mode, ANC แบบ ENC
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนคู่พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ANC แบบ ENC
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้สุทธิ 25 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 9 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect
  • ราคา 2,490 บาท (425Degree)
3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)

huawei freebuds pro device switch 1

HUAWEI FreeBuds Pro รุ่นนี้แม้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่เปิดตัวมาสักพักแล้ว แต่จากสเปคและฟีเจอร์ที่ HUAWEI ใส่มาให้ใช้งานต้องถือว่ายังจัดเต็มไม่แพ้กับหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ๆ เลย เพราะทาง HUAWEI ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว มีโหมดตรวจจับเสียงภายนอกเพื่อตัดเสียงรบกวน เป็น ANC แบบไดนามิคและรองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันและกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ควบคุมและตั้งค่าโดยแอพฯ HUAWEI AI Life รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

ตัว HUAWEI FreeBuds Pro รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 ไดรเวอร์มีขนาด 11 มม. แบบไดนามิคพร้อมไมโครโฟนที่ HUAWEI ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้สบายๆ รองรับ Gesture Control เพื่อควบคุมเวลาฟังเพลงหรือเปิดปิดระบบตัดเสียงรบกวน สามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 4 ชั่วโมงเมื่อเปิดฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ถ้าปิดใช้งานได้นาน 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 30 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้หูฟังด้วยสาย USB-C หรือระบบชาร์จไร้สายก็ได้ จัดเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่ให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ HUAWEI FreeBuds Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 11 มม. 
  • ไมโครโฟนคู่ ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ HUAWEI AI Life
  • ราคา 3,890 บาท (Jaymart LazMall)
4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)

 

MJ503

Beats Studio Buds รุ่นนี้ถือเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนในเครือ Apple สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง iPhone และสมาร์ทโฟน Android โดยผู้เขียนได้ทดลองฟังเพลงด้วยหูฟังนี้มาก่อนหน้าแล้ว พบว่าเสียงของ True Wireless ตัวนี้มิติเสียงถือว่าดีกว่า Beats รุ่นก่อนๆ ในอดีตและไม่มีอาการเบสบวมแล้วและสเตจถือว่ากว้างกำลังดีอีกด้วย ด้านหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth Class 1 ติดตั้งไดอะแฟรมคู่เพื่อให้เสียงเพลงมีมิติและได้เสียงเคลียร์ฟังชัดกับไมค์แบบ Beamforming คู่ ช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ ANC หรือจะกดเพื่อเปิดให้เสียงภายนอกเข้าก็ได้ และข้อดีคือไมค์ของ Beats Studio Buds รุ่นนี้จะได้คุณภาพเสียงดีฟังชัดเจน ทำให้เวลาโทรติดต่องานก็สามารถพูดคุยกับคู่สนทนาปลายสายได้ชัดเจน ด้านการใช้งานสามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ถ้าปิดใช้ได้ 8 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังด้วยสาย USB-C และยังกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย 

สเปคของ Beats Studio buds
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth Class 1 ติดตั้งไมโครโฟน Beamforming ไว้ตัดเสียงรบกวน
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น
  • ไมโครโฟนคู่ พูดคุยเสียงฟังชัดเจนแบบ Beamforming
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 8 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C 
  • ราคา 5,500 บาท (Wemall Lazmall)
5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)

sony

Sony WF-1000XM4 รุ่นนี้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนภาคต่อของรุ่น WF-1000XM3 ที่ Sony เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ โดยทาง Sony จัดการลดขนาดของเคสชาร์จให้เล็กลงเล็กน้อยให้พกพาได้สะดวกแล้วใส่ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนมาให้แบบจัดเต็มเช่นเดิม ดดยฟีเจอร์เด่นของ WF-1000XM4 ได้แก่ระบบตัดเสียงรบกวน Digital ANC ที่ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction ตรวจจับการสั่นสะเทือนจากเสียงของเราเพื่อตัดเสียงภายนอกและให้เน้นให้เสียงพูดของเราฟังชัดเจน, มี DSEE Extreme ช่วยยกระดับเสียงเพลงให้คุณภาพเสียงดียิ่งขึ้น, ฟีเจอร์ Speak-to-Chat เมื่อคุยกับคู่สนทนาแล้วหูฟังจะหยุดเล่นเพลงชั่วคราวแล้วกลับมาเล่นเพลงต่อโดยอัตโนมัติและตั้งค่าการทำงานได้ด้วยแอพฯ Sony | Headphone Connect รองรับทั้ง Android และ iOS และกันน้ำกับฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะรองรับการเชื่อมต่อกับมือถือหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.2 โดยเชื่อมต่อแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android และพีซีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างรวดเร็ว ใช้ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz  รองรับ Google Assistant และ Alexa สามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ถ้าปิดจะใช้ได้ 12 ชั่วโมง รวมวนชาร์จในเคสจะใช้งานได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที สามารถชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังได้ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้ จัดว่าเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูงที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพเสียงแบบจัดเต็ม

สเปคของ Sony WF-1000XM4
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 แบบแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair
  • ไดรเวอร์หูฟังขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction
  • ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ Speak-to-Chat หยุดเล่นเพลงชั่วคราวเมื่อคุยกับคู่สนทนาและเล่นเพลงต่อเมื่อคุยเสร็จ
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 12 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • รองรับ Gesture Control กับ Google Assistant, Alexa
  • ราคา 8,990 บาท (Sony Thailand)

สรุปสเปค 5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินได้ใจไม่มีใครรบกวน

สายฟังเพลงที่กำลังมองหาหูฟังตัดเสียงรบกวนตัวใหม่หรือจะอัพเกรดจากตัวเดิมมาเป็นรุ่นสเปคเด็ด ตัดเสียงเทพสำหรับปี 2022 นี้ ต้องถือว่ามีตัวเลือกให้เลือกมากมายทีเดียว โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้ง 5 รุ่นถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังตัดเสียงรบกวน การเชื่อมต่อ ไดรเวอร์ ไมค์และการตัดเสียง แบตเตอรี่และการชาร์จ ราคา
AUKEY
EP-N6
Bluetooth 5.1
แยกการเชื่อมต่อหูซ้าย, ขวา
ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

MEMS
100 Hz – 10 kHz

Hybrid Active Noise Cancellation

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 22 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,290 บาท
Edifier TWS NB2 Pro Bluetooth 5.0

ดีเลย์ต่ำ มี Game Mode

ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

ไมโครโฟนคู่

มี ANC
แบบ ENC

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 25 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 9 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,490 บาท
HUAWEI FreeBuds Pro Bluetooth 5.2 ไดนามิค
11 มม.
ไมค์คู่ ปรับแต่งมาเพื่อถ่าย Vlog

ติดไมค์ 3 ตัวเพื่อตัดเสียงรบกวนและมี Bone Sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

3,890 บาท
Beats Studio Buds Bluetooth Class 1 ไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ไมค์ Beamforming คู่ ใช้สนทนาและตัดเสียงรบกวนได้ในตัว เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
5 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 8 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง

ชาร์จด้วย
USB-C

5,500 บาท
Sony
WF-1000XM4
Bluetooth 5.2

Google
Fast Pair

ไดรเวอร์ 6 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme

ไมค์พร้อมฟีเจอร์ Speak-to-Chat

Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1

Bone-conduction sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
8 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 12 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 60 นาที

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

8,990 บาท

จะเห็นว่าหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนั้นมีให้เลือกตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนหลักพันปลายและแต่ละรุ่นก็จะมีฟีเจอร์เด่นแตกต่างกันไป ถ้าใครต้องการเปลี่ยนหูฟังใหม่เอามาฟังเพลงตอนทำงานหรือระหว่างเดินทางก็เลือกจากทั้ง  5 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเลยก็ได้ หรือจะดูเป็นแนวทางแล้วไปลองเลือกที่ร้านขายหูฟังโดยเฉพาะแล้วทดลองฟังเพลงก่อนว่าหูฟังรุ่นที่เราสนใจเป็นแนวเสียงแบบที่เราชอบหรือไม่ค่อยตัดสินใจซื้อก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

tws 2 cover

tws cover

from:https://notebookspec.com/web/633343-5-anc-tws-for-music-lover

Review AUKEY Power Bank ที่ควรมีติดกระเป๋าให้อุ่นใจทั้ง 6 รุ่น ชาร์จมือถือก็ถนอมแบตด้วย Nanowire ชาร์จโน๊ตบุ๊คก็ไวทันใจ

AUKEY Power Bank คุณภาพพร้อมเทคโนโลยีจัดเต็ม ฟีเจอร์ล้น มี มอก. ครบถ้วน!

aukey powerbank

AUKEY Power Bank เองก็เป็นสินค้าอีกประเภทจาก AUKEY ผู้ผลิตอแดปเตอร์สำหรับสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊คคุณภาพสูงระดับโลกที่ใส่เทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานไฟฟ้ามาเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพการชาร์จแบตเตอรี่คืนให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะ Power Bank ซีรี่ส์ Basix, Sprint และรุ่นที่มีกำลังชาร์จสูงพอจะชาร์จโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ต USB-C ที่รองรับมาตรฐานการชาร์จ Power Delivery แล้ว เรียกว่าเป็น Power Bank ที่ควรมีติดกระเป๋าเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นเป็นอย่างมาก

Advertisementavw

โดยเฉพาะ Power Bank รุ่นใหม่ๆ ของทาง AUKEY เอง นอกจากฟีเจอร์นิรภัยทางไฟฟ้าพื้นฐานที่มีติดมาให้ ยังได้ฟีเจอร์ใหม่อย่าง Nanowire Technology จาก Amprius รวมทั้งได้รับ มอก. จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) การันตีคุณภาพและความมั่นใจให้ผู้ใช้ชาวไทยได้ใช้อย่างอุ่นใจแน่นอน

AUKEY Power Bank

สเปคของ AUKEY Power Bank ทั้ง 6 รุ่น

Aukey DSC09360

Aukey DSC09367
Aukey DSC09366

สินค้าซีรี่ส์ AUKEY Power Bank นั้น นอกจากใส่กล่องขาวเขียวพร้อมสกรีนภาพจุดเด่นของแบตสำรองรุ่นนั้นๆ เอาไว้ที่หน้ากล่องแล้ว ในกล่องจะมี Power Bank กับสาย USB-C to C หรือ USB-C to A แถมมาให้อีกเส้น โดยจุดเด่นและสเปคของแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์การใช้งาน โดยแต่ละรุ่นจะเป็นดังนี้

AUKEY PB-Y36 SPRINT GO Mini 10,000mAh PD Power Bank

Aukey DSC09361

AUKEY PB-Y36 SPRINT GO Mini 10,000mAh PD Power Bank รุ่นนี้เป็น AUKEY Power Bank ขนาดเล็กเน้นการพกพาง่าย ใช้แบตเตอรี่ในตัว Power Bank แบบเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ของ Tesla เหมาะจะใส่กระเป๋าไว้ชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมเช่นหูฟังและสมาร์ทว็อช รองรับฟีเจอร์ชาร์จกระแสไฟต่ำกว่า 60mA (LCCM) เพื่อถนอมอายุการใช้งาน มี Quick Charge 3.0 และฟีเจอร์ Built-in safeguards ป้องกันการชาร์จไฟเกินด้วย สเปคจะเป็นดังนี้

  • ความจุ – 10,000 mAh (37Wh) มีตัวเลขบอกความจุ Power Bank ชัดเจนที่ตัวแบตฯ
  • พอร์ตที่ติดตั้งมาให้ – แยกเป็น USB-C รองรับการชาร์จไว 18W PD และ LCCM ส่วน USB-A รองรับ Quick Charge 3.0
    • USB-C เป็นพอร์ต Input&Output ในตัว ใช้ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัว Power Bank หรือใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นได้ กำลังชาร์จสูงสุด 18 วัตต์ จ่ายไฟ 5V 3A, 9V 2A, 12V 1.5A
    • USB-A ใช้ชาร์จอุปกรณ์อื่นเท่านั้น รองรับ Quick Charge 3.0 จ่ายไฟ 5–6V 3A, 6–9V 2A, 9–12V 1.5A
  • อุปกรณ์ที่แนะนำให้ใช้ด้วย – iPhone รุ่นต่างๆ ที่รองรับการชาร์จไว 18W PD ตั้งแต่ iPhone 8 เป็นต้นไป โดยชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-50% ได้ภายใน 30 นาที
  • น้ำหนัก 195 กรัม

AUKEY PB-WL02 Basix Wireless Charging Power Bank 10,000 mAh

Aukey DSC09362

AUKEY PB-WL02 Basix Wireless Charging Power Bank 10,000 mAh เป็น AUKEY Power Bank รุ่นที่รองรับการชาร์จไร้สาย มี Nanowire Technology และ Built-in safeguard เป็นฟีเจอร์นิรภัยทางไฟฟ้ามาครบถ้วนให้ผู้ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนได้อย่างสบายใจ ตัวแบตเตอรี่มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi พร้อมขาตั้งสำหรับวางสมาร์ทโฟนให้ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ไปแล้วเรียนออนไลน์หรือดูหนังไปพร้อมกันได้ รองรับ Super Charge (SCP) โปรโตคอลการชาร์จสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ของ HUAWEI ได้หลากหลายรุ่น, USB Power Delivery 20W และ Quick Charge 3.0 สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่าให้มาครบถ้วนครอบคลุมหลากหลายอุปกรณ์

โดยแบตเตอรี่ของรุ่น PB-WL02 มีความจุ 10,000 mAh ซึ่งถ้าความจุนี้ยังไม่พอใช้งาน จะมีรุ่น AUKEY PB-WL03 20000mAh Basix Pro Wireless Power Bank ที่เป็นรุ่นแชร์ฟีเจอร์และสเปคร่วมกันแต่เพิ่มความจุเป็น 20000mAh ให้เลือกซื้อมาใช้งานได้ด้วย สรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

  • ความจุ – รุ่น PB-WL02 มีความจุ 10,000 mAh, PB-WL03 มีความจุ 20000mAh 
  • พอร์ตที่ติดตั้งมาให้ – USB-C กับ USB-A รองรับการชาร์จ Power Delivery 3.0 กำลังชาร์จ 18 วัตต์ รองรับการชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi มีขาตั้งวางมือถือ
    • USB-C เป็นพอร์ต Input&Output ในตัว ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นหรือชาร์จ Power Bank ได้ด้วย กำลังชาร์จอุปกรณ์อื่นสูงสุด 20 วัตต์ จ่ายไฟ 5V 3A / 9V 2.22A / 12V 1.5A ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ Power Bank ได้ 18 วัตต์ มาตรฐาน Power Delivery จ่ายไฟ 5V 3A / 9V 2A
    • USB-A เป็นพอร์ต Output ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นได้ กำลังชาร์จสูงสุด 18 วัตต์ จ่ายไฟตามมาตรฐาน Quick Charge 3.0 เป็น 5V 2.4A / 9V 2A / 12V 1.5A ส่วนมาตรฐานชาร์จ HUAWEI SCP กำลังชาร์จสูงสุด 22.5 วัตต์ จ่ายไฟ 4.5V 5A / 5V 4.5A
    • ชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi ได้ 5 / 7.5 / 10 วัตต์
  • อุปกรณ์ที่แนะนำให้ใช้ด้วย – สมาร์ทโฟนของ HUAWEI ที่รองรับโปรโตคอลชาร์จ SCP, iPhone 8 เป็นต้นไป, แท็บเล็ตที่รองรับการชาร์จไว USB-C 20W
  • น้ำหนัก 242 กรัม

AUKEY PB-Y39 15000mAh 18W PD

Aukey DSC09363

AUKEY PB-Y39 15000mAh 18W PD เป็น AUKEY Power Bank อีกรุ่นที่มีพอร์ตชาร์จและฟีเจอร์ชาร์จไฟกระแสต่ำกว่า 60 mA (LCCM) ติดตั้งมาให้เพื่อชาร์จสมาร์ทว็อชและหูฟัง True Wireless ได้ดีและไม่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมอายุเร็วเกินไป ให้ฟีเจอร์นิรภัยทางไฟฟ้าอย่าง Built-in safeguards ทำให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างปลอดภัย แบตเตอรี่ในตัวเป็นรุ่นใหม่แบบเดียวกับในรถ Tesla มีประสิทธิภาพสูงและมีตัวเลขความจุบอกที่ตัว Power Bank ชัดเจนด้วย

ด้านมาตรฐานการชาร์จแบตเตอรี่ของ AUKEY PB-Y39 จะรองรับ USB Power Delivery 3.0, Qualcomm Quick Charge 3.0 ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับสเปคจะเป็นดังนี้

  • ความจุ – 15,000 mAh มีตัวเลขบอกความจุ Power Bank ชัดเจนที่ตัวแบตฯ
  • พอร์ตที่ติดตั้งมาให้ – แยกเป็น USB-C รองรับการชาร์จไว 18W Power Delivery 3.0 และ LCCM, USB-A รองรับ Quick Charge 3.0 และ MicroUSB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้ Power Bank ได้ด้วย
    • USB-C เป็นพอร์ต Input&Output ในตัว ใช้ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัว Power Bank หรือใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นได้ กำลังชาร์จอุปกรณ์อื่นสูงสุด 18 วัตต์ มาตรฐาน Power Delivery 3.0 จ่ายไฟ DC 5V 3A, 9V 2A, 12V 1.5A ส่วนกำลังชาร์จแบตเตอรี่กลับเข้า Power Bank ได้ 18 วัตต์ มาตรฐาน Power Delivery 3.0 รับไฟ DC 5V 3A, 9V 2A
    • USB-A ใช้ชาร์จอุปกรณ์อื่นเท่านั้น กำลังชาร์จอุปกรณ์อื่นสูงสุด 18 วัตต์ มาตรฐาน Quick Charge 3.0 จ่ายไฟ DC 5–6V 3A, 6–9V 2A, 9–12V 1.5A
    • MicroUSB ใช้ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ Power Bank เท่านั้น รับไฟ 5V 2A
  • อุปกรณ์ที่แนะนำให้ใช้ด้วย – สมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ ที่รองรับการชาร์จไว 18 วัตต์ ได้แก่ iPhone 8 เป็นต้นไปและสมาร์ทโฟน Android ด้วย สามารถชาร์จแบตเตอรี่ 0-50% ได้ใน 30 นาทีเท่านั้น
  • น้ำหนัก 253 กรัม

AUKEY PB-Y35 45W Sprint Go Mini 20000mAh Power Delivery Power Bank

Aukey DSC09365

รุ่นต่อมาเป็น AUKEY Power Bank รหัส PB-Y35 45W Sprint Go Mini 20000mAh Power Delivery Power Bank ที่กำลังชาร์จสูงขึ้นเป็น 45 วัตต์ ใช้ชาร์จโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ต USB-C รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ USB Power Delivery และเครื่องเครื่อง Nintendo Switch ได้, มีฟีเจอร์ชาร์จไฟกระแสต่ำ LCCM สำหรับหูฟัง True Wireless และนาฬิกาสมาร์ทว็อชได้ แบตเตอรี่ภายในตัว AUKEY Power Bank เป็นแบบเดียวกับที่ติดตั้งไว้ในรถ Tesla 

โปรโตคอลการชาร์จรองรับ Qualcomm Quick Charge 3.0, USB Power Delivery กำลังชาร์จ 45 วัตต์และใส่ฟีเจอร์นิรภัยทางไฟฟ้ามาให้ ไม่ว่าจะป้องกันอุณหภูมิสูงเกิน, ชาร์จกระแสไฟเกินและป้องกันการใช้งานแล้วลัดวงจร รวมไปถึง Built-in safeguard ป้องกันการชาร์จแบตเตอรี่เกินด้วย ด้านสเปคจะเป็นดังนี้

  • ความจุ – 20000mAh (74Wh)
  • พอร์ตที่ติดตั้งมาให้ – พอร์ต USB- A x 2 ช่อง รองรับมาตรฐานการชาร์จ Quick Charge 3.0 ทั้งสองช่อง ส่วน USB-C รองรับ Power Delivery 3.0 เมื่อเสียบชาร์จทั้งสามพอร์ตพร้อมกันจะแชร์กำลังชาร์จเป็น USB-C 30 วัตต์ และ USB-A ทั้งสองช่องจะแชร์กำลังชาร์จ 18 วัตต์ (ราวช่องละ 9 วัตต์)
    • USB-C เป็นพอร์ต Input&Output ในตัว ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัว Power Bank หรือชาร์จให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วย กำลังชาร์จอยู่ที่ 30-45 วัตต์ มาตรฐาน Power Delivery 3.0 จ่ายไฟ DC 5V 3A, 9V 3A, 12V 3A, 15V 3A, 20V 2.25A
    • USB-A เป็นพอร์ต Output อย่างเดียว ใช้ชาร์จอุปกรณ์อื่นเท่านั้น โดยกำลังชาร์จอยู่ที่ 18 วัตต์แบบใช้งานช่องเดียวหรือแชร์ระหว่าง USB-A ทั้งสองช่อง มาตรฐานการชาร์จเป็น Quick Charge 3.0 จ่ายไฟ 5-6V 3A, 6–9V 2A, 9–12V 1.5A
  • อุปกรณ์ที่แนะนำให้ใช้ด้วย – สมาร์ทโฟนที่รองรับการชาร์จไวทั้ง Android หรือ iPhone ตั้งแต่ iPhone 8 เป็นต้นไป สามารถชาร์จแบตเตอรี่ 0-50% ได้ใน 30 นาที, ชาร์จแบตเตอรี่ให้เครื่อง Nintendo Switch และโน๊ตบุ๊คที่พอร์ต USB-C รองรับการชาร์จตามมาตรฐาน Power Delivery ได้
  • น้ำหนัก 360 กรัม

AUKEY PowerPlus Sprint 20,000 mAh PD 65W

Aukey DSC09364

ส่วนรุ่นใหญ่สุดที่กำลังชาร์จสูงพร้อมใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ที่พอร์ต USB-C รองรับ Power Delivery นั้น จะเป็น AUKEY Power Bank รุ่น PowerPlus Sprint 20,000 mAh PD 65W ที่กำลังชาร์จสูงถึง 65 วัตต์ ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้กับ MacBook Pro 13″, Nintendo Switch, iPad และอุปกรณ์อื่นๆ ได้สบาย รวมทั้งมีฟีเจอร์ LCCM สำหรับชาร์จไฟกระแสต่ำให้อุปกรณ์อย่างสมาร์ทว็อชหรือหูฟัง TWS เช่นเดียวกัน

ด้านฟีเจอร์นิรภัยจะมีระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร, ชาร์จไฟเกินและความร้อนเกินมาครบถ้วน และที่หน้าตัว Power Bank จะเขียนความจุแบตเตอรี่เอาไว้ชัดเจน ทำให้พกขึ้นเครื่องบินได้ และจุดเด่นเฉพาะ AUKEY Power Bank ตัวนี้ คือมี Exclusive Dynamic Detect ที่ตรวจจับและจัดการจ่ายกระแสไฟให้เพียงพอเมื่อต่ออุปกรณ์เข้ากับ Power Bank เกิน 2 ชิ้นขึ้นไป รองรับโปรโตคอลการชาร์จเป็น Quick Charge 3.0, Power Delivery จ่ายกระแส 65 วัตต์ด้วย ส่วนสเปคจะเป็นดังนี้

  • ความจุ – 20000mAh เขียนความจุแบตเตอรี่เอาไว้ชัดเจน
  • พอร์ตที่ติดตั้งมาให้ – แยกเป็น USB-C x 2 ช่อง รองรับโปรโตคอลการชาร์จ Power Delivery 3.0 กำลังชาร์จสูงสุด 65 วัตต์, Quick Charge 3.0 กำลังชาร์จสูงสุด 18 วัตต์ และ USB-A x 1 ช่อง รองรับ Quick Charge 3.0 กำลังชาร์จสูงสุด 18 วัตต์
    • USB-C พอร์ตแรกเป็น USB-C แบบรองรับ Input&Output ในตัว รองรับการชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ Power Bank สูงสุด 45 วัตต์ รับไฟ 5-20 โวลต์ ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วยมาตรฐาน Power Delivery 3.0 กำลังชาร์จสูงสุด 65 วัตต์ และปรับเป็น 45 วัตต์ เมื่อใช้พอร์ตอื่นชาร์จแบตเตอรี่พร้อมกัน จ่ายไฟ 5V 3A, 9V 3A, 12V 3A, 15V 3A, 20V 3.25A ส่วน USB-C อีกช่องเป็น Power Delivery 3.0 กำลังชาร์จ 18 วัตต์ จ่ายไฟ 15V 3A, 3V 2A, 12V 1.5A
    • USB-A เป็นพอร์ตใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นเท่านั้น กำลังชาร์จสูงสุด 18 วัตต์ ถ้าใช้ทั้ง 3 พอร์ตชาร์จแบตเตอรี่พร้อมกันจะแชร์กำลังชาร์จ 18 วัตต์ คู่กับพอร์ต USB-C ช่องที่ 2 จ่ายไฟ 5-6V 3A, 6-9V 2A, 9-12V 1.5A
  • อุปกรณ์ที่แนะนำให้ใช้ด้วย – สมาร์ทโฟนที่รองรับการชาร์จไวทุกรุ่นทั้ง iPhone, Android, แท็บเล็ต, Nintendo Switch, โน๊ตบุ๊คที่ USB-C เป็น Thunderbolt หรือรองรับการชาร์จไวตามมาตรฐาน Power Delivery
  • น้ำหนัก 370 กรัม

Nanowire Technology ใน AUKEY Power Bank เทคโนโลยีการชาร์จถนอมอายุแบตเตอรี่

nanowire

จากสเปคของ AUKEY Power Bank จะเห็นชื่อฟีเจอร์ Nanowire Technology ว่าคืออะไร และมีข้อดีอย่างไร ทำไม AUKEY ถึงนำมาใส่ Power Bank ของตัวเอง ซึ่งที่มาและข้อดีของ Nanowire Technology นี้จะมีที่มาและข้อดีดังนี้

เริ่มต้น Nanowire Technology เป็นการพัฒนานาโนซิลิกอนในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนให้มีความหนาแน่นยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปแล้วแบตเตอรี่ที่เป็น Nanowire จะมีปริมาณซิลิกอนหนาแน่นกว่า 10 เท่า ทำให้แบตเตอรี่ประจุพลังงานเอาไว้ในตัวได้มากขึ้นและช่วยให้อุปกรณ์ที่ชาร์จด้วยแบตเตอรี่ Nanowire มีอายุการใช้งานมากกว่าเดิม โดยทาง AUKEY เคลมไว้ว่านานขึ้นราว 8-10 เท่า ซึ่งเทคโนโลยีนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด, สหรัฐอเมริกา ก่อนจะปรับแต่งอีกครั้งในปี พ.ศ. 2554 แล้วเริ่มใช้งานจริงในปี พ.ศ. 2555 โดยจุดเด่นหลักของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เป็น Nanowire จะมี 3 ข้อ คือ

Screenshot 2021 03 05 at 12.04.52 PM

  1. เป็นซิลิกอนล้วน 100% – จากการวิจัยแบตเตอรี่ทั้งหมดแล้ว ซิลิกอนเป็นวัสดุที่เก็บประจุไฟฟ้าได้ดีและหนาแน่นที่สุด ทำให้แบตเตอรี่ที่ใช้ซิลิกอนล้วน 100% ให้พลังงานสูงเป็นพิเศษ และมวลซิลิกอนจะเรียงตัวกันแน่น ทำให้เก็บประจุไฟฟ้าเอาไว้ในตัวได้เยอะ
  2. เก็บประจุได้เยอะเป็นพิเศษและจ่ายกระแสได้ดี – เพราะ Nanowire นั้นทำให้ซิลิกอนเชื่อมกันโดยตรง ทำให้ไม่มีสารยึดเกาะอื่นๆ มาขวางทำให้กระแสไฟฟ้าไหลได้ดี ทำให้อัตราพลังงานแปลงเป็นกำลังไฟสูงและใช้งานได้ดี
  3. อายุการใช้งานดี – สำหรับเทคโนโลยี Nanowire 100% ของ Amprius จะมีอายุการใช้งานที่ดีและใช้งานได้หลายปีจากการทดลองใช้งานจริงในแล็บขององค์กรต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาและบริษัทอากาศยานอวกาศหลายๆ แห่งด้วย

สำหรับขนาดของ Nanowire จะมีความกว้างเพียง 100 นาโนเมตร เท่ากับขนาดของเซลล์เม็ดเลือดแดงมนุษย์ ยาวประมาณ 0.01 มม. เท่านั้น และใช้วิธีการเคลือบบเคมีแบบพิเศษที่เรียกว่าเฟสอีเล็กโทรไลต์แบบแข็ง (SEI) ทำให้ชาร์จแบตเตอรี่กลับเข้า Power Bank แล้วยังเก็บประจุได้ 80% ของแบตเตอรี่ได้เกิน 250 ครั้ง และทางผู้ผลิตอย่าง Amprius เองก็กำลังพัฒนาให้อายุการใช้งานยาวนานยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 3,000 ครั้งในอนาคตด้วย 

จะเห็นว่าข้อดีของเทคโนโลยี Nanowire ใน AUKEY Power Bank นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่นั้นยาวขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าใครซื้อมาใช้งานก็สามารถนำมาใช้งานต่อเนื่องได้หลายปี ก่อขยะอีเล็คทรอนิกส์น้อยลงอีกด้วย แม้ราคาจะสูงบ้างแต่ผลที่ได้กลับมานั้นถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน

ดีไซน์ของ AUKEY Basix Pro Series

Aukey DSC09368

Aukey DSC09369
Aukey DSC09370

AUKEY Power Bank รุ่น PB-WL02 Basix Wireless Charging Power Bank 10000mAh รุ่นนี้จะเป็นกล่องลูกฟูกแบบรักษ์โลก โดยตัวกล่องสีน้ำตาลด้านหน้าจะสกรีนชื่อรุ่นและหน้าตาของ Power Bank เอาไว้ด้านหน้ากล่องและเขียนรายละเอียดของ AUKEY Power Bank เอาไว้ด้านหลังรวมทั้งสกรีนโลโก้มาตรฐานอุตสาหกรรมต่างๆ เอาไว้

เมื่อกเปิดกล่องอกมาแล้ว ในกล่องจะมี Power Bank กับสาย USB-C to A ที่ลิ้นด้านในเป็นสีเขียวยาวประมาณ 15 เซนติเมตรแถมมา 1 เส้นให้ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ด้วย

Aukey DSC09371

Aukey DSC09372
Aukey DSC09373

สำหรับน้ำหนักเมื่อชั่งกับตาชั่งแล้ว เฉพาะตัว AUKEY Power Bank อย่างเดียวจะหนักที่ 351 กรัม เมื่อรวมกับสายชาร์จที่ได้มาในกล่องด้วย จะอยู่ที่ 363 กรัม นับว่าน้ำหนักของ Power Bank นี้ไม่มากไม่น้อยเกินไป พกพาใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนได้สะดวกไม่หนักเกินไปอย่างแน่นอน

Aukey DSC09375

Aukey DSC09378
Aukey DSC09379
Aukey DSC09380
Aukey DSC09381
Aukey DSC09376
Aukey DSC09377

ส่วนของดีไซน์รอบตัว AUKEY Power Bank ด้านหน้ารุ่น Basix Pro จะมีโลโก้ AUKEY พร้อมกับโลโก้รูปสายฟ้าที่เป็นโลโก้สื่อถึงจุดชาร์จไร้สายติดอยู่และมีลิ้นให้ดึงเปิดเพื่อวางสมาร์ทโฟนแล้วชาร์จไปดูหนังหรือเรียนออนไลน์ไปพร้อมกันได้ และมีก้านขาตั้งติดอยู่ด้านหลังตัว Power Bank สามารถกางออกแล้วตั้งมือถือได้เลย ซึ่งรองรับน้ำหนักสมาร์ทโฟนขนาด 6.1 นิ้วได้เป็นอย่างดี

ด้านขอบตัวเครื่องด้านบนจะมีปุ่มเปิดปิด Power Bank ติดอยู่ฝั่งขวามือ ถ้ากดตามปกติจะแสดงปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ในตัว ส่วนด้านล่างจะมีแต่ติ่งเขี้ยวสำหรับเกี่ยวเปิดตัวขาตั้งวางสมาร์ทโฟนอันเดียวเท่านั้น ส่วนฝั่งขวามือจะรวมพอร์ตและหน้าจอแสดงปริมาณแบตเตอรี่ในตัว Power Bank เอาไว้ สามารถเอาสายชาร์จมาต่อแล้วชาร์จได้เลย

Aukey DSC09400
Aukey DSC09386

ส่วนของพอร์ตที่ติดตั้งมา จะมี USB-A, USB-C อย่างละช่อง ถัดมาเป็นไฟแสดงสถานะการทำงานและหน้าจอแสดงปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ใน Power Bank เมื่อกดปุ่ม Power ที่อยู่ขอบบน จะเห็นแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เป็นตัวเลขดิจิตอล ทำให้ดูค่าต่างๆ ได้ง่ายไม่เหมือนกับ Power Bank รุ่นอื่นที่ใช้เป็นหลอด LED 3-4 หลอดเพื่อแสดงปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่

User Experience

Aukey DSC09388

Aukey DSC09390
Aukey DSC09398
Aukey DSC09393

ประสบการณ์การใช้งานครั้งนี้ ผู้เขียนได้นำ AUKEY Power Bank รุ่น PB-WL02 Basix Wireless Charging Power Bank 10,000 mAh กับ PowerPlus Sprint 20,000 mAh PD 65W ไปทดลองใช้งานจริงดู ซึ่งทั้งสองรุ่นจะมีจุดเด่นแตกต่างกัน โดย PB-WL02 จะเหมาะกับคนที่มีมือถือและอุปกรณ์เสริม เช่น แท็บเล็ตหรือหูฟัง True Wireless พกติดตัวไปไหนมาไหน โดยฟีเจอร์ชาร์จไร้สายถ้ามือถือเรารองรับการชาร์จไร้สายก็แค่เอามือถือหรือเคสหูฟัง True Wireless วางทาบแล้วชาร์จได้เลยและเอาพอร์ต USB-C, USB-A ชาร์จมือถือหรืออุปกรณ์เสริมได้ด้วย

ส่วน AUKEY PowerPlus Sprint 20,000 mAh ที่มีกำลังชาร์จ 65 วัตต์จะเหมาะกับคนที่มีเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Nintendo Switch และโน๊ตบุ๊คที่ USB-C เป็น Thunderbolt หรือรองรับการชาร์จแบบ Power Delivery ได้ ทำให้ตอนต้องไปทำงานหรือติดต่อธุระทั้งวันแล้วหาปลั๊กมาชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ไม่ได้ ก็ชาร์จด้วย Power Bank แทนได้สบายๆ ซึ่งทั้งชาร์จได้รวดเร็วต่อเนื่องแม้จะนั่งทำงานอยู่ก็ตาม แค่มีสาย USB-C ที่รองรับกำลังชาร์จสูงของ AUKEY สักเส้นเสียบชาร์จเข้ากับโน๊ตบุ๊คของเราก็พอแล้ว ไม่ต้องพกอแดปเตอร์เฉพาะรุ่นไปไหนมาไหนให้หนักกระเป๋าเลย

Aukey DSC09396

สำหรับ AUKEY PB-WL02 ที่ตัว Power Bank รองรับการชาร์จไร้สายและมีพอร์ต USB-C, USB-A สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนไปพร้อมกันได้จัดว่าเป็น Power Bank ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นจริง เพราะถ้าใครมีมือถือที่รองรับการชาร์จไร้สายเช่น iPhone 8 เป็นต้นไปและสมาร์ทโฟน Android ที่มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สาย ก็วางบนเครื่องหมายรูปสายฟ้าบนตัวพาวเวอร์แบงค์ได้เลย หรือถ้าต้องการนั่งดูคลิปหรือประชุมออนไลน์ไปพร้อมๆ กันก็กางขาตั้งรองสมาร์ทโฟนด้านหน้าและขาตั้งแบตเตอรี่ด้านหลังออกมาแล้ววางชาร์จไปได้เลย ซึ่งที่สมาร์ทโฟนนอกจากแข็งแรงรับน้ำหนักระดับ iPhone 12 หน้าจอ 6.1 นิ้วได้สบายๆ แล้ว ขาตั้งก็ทำมุมได้องศา มองเห็นภาพบนหน้าจอชัดเจนทีเดียว

และจากสเปค จะเห็นว่าการชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi จะชาร์จได้เร็วสุดที่ 10 วัตต์และถ้าชาร์จด้วย USB-A เข้าสมาร์ทโฟนอีกเครื่องจะเป็นชาร์จเร็วมีกำลังชาร์จ 18 วัตต์ ทำให้แบตเตอรี่ชาร์จกลับมาเต็มเร็วยิ่งขึ้น หรือจะเอาไปชาร์จอุปกรณ์เสริมอย่างหูฟัง True Wireless ในกระเป๋าก็สะดวกเพราะผู้เขียนลองชาร์จกับหูฟัง Sabbat X12 Pro ในกระเป๋าแล้วก็ใช้เวลาเพียงไม่นานแบตเตอรี่ก็เต็มพร้อมฟังเพลงต่อทันทีและถนอมแบตเตอรี่ด้วยฟีเจอร์ชาร์จกระแสต่ำ LCCM อีกด้วย จัดว่าโอเคมากและด้วย Nanowire Technology จึงไม่ต้องห่วงเรื่องว่าแบตเตอรี่ในตัว True Wireless จะเสื่อมสภาพไวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวผู้เขียนชอบ AUKEY Power Bank ลูกนี้เรื่องความสะดวกและมีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายในตัว แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าทาง AUKEY ให้สายชาร์จเป็น USB-C สองด้านแทนที่จะเป็น USB-C to A ให้ใช้ชาร์จไวและชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัว Power Bank ได้ด้วยจะดีมาก ส่วนพอร์ตชาร์จส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าเยอะเพียงพอใช้งานแล้วเพราะว่าถ้ากำลังชาร์จ 18 วัตต์และแชร์ชาร์จกันทั้ง USB-C, USB-A และ Qi ด้วย กำลังชาร์จจะไม่เพียงพอและกำลังไฟในตัวแบตเตอรี่หมดเร็วเกินไป แต่ความจุ 10,000 mAh ใน Power Bank จัดว่าให้มากำลังดีพอใช้งาน แนะนำให้ผู้ใช้ที่มีสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมซื้อมาติดกระเป๋าเอาไว้ได้เลย

Aukey DSC09365

ส่วนคนที่มีสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือพกเครื่องเกม Nintendo Switch ติดตัวไปไหนมาไหนบ่อยๆ แนะนำให้อัพเกรดมาเป็นรุ่น PowerPlus Sprint 20,000 mAh PD 65W ตัวนี้แทน เพราะกำลังชาร์จ 65 วัตต์จากพอร์ต USB-C ในตัว Power Bank นั้นมากพอชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คที่พอร์ต USB-C รองรับ Power Delivery หรือเป็น Thunderbolt ได้สบายๆ และ USB-A อีก 2 ช่องที่เหลือก็ใช้ชาร์จมือถือหรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆได้ด้วย เพราะว่าตัว Power Bank จะจัดสรรพลังงานให้ชาร์จโน๊ตบุ๊คได้เพียงพอแล้วแชร์กำลังชาร์จไปให้ USB-A ที่เหลือเพื่อใช้ชาร์จอุปกรณ์อื่นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้เขียนทดลองเอาไปใช้งานจริงแล้ว ต้องถือว่าตัว AUKEY Power Bank ตัวนี้จัดการการชาร์จได้ดีและพกง่ายไม่หนักมาก ไม่เป็นภาระตอนพกพาแบตเตอรี่สำรองก้อนนี้ไปไหนมาไหนเลย

ถ้าผู้ใช้คนไหนมีโน๊ตบุ๊คที่ชาร์จด้วยพอร์ต USB-C และมีอุปกรณ์เสริมหลายๆ ชิ้น ก็แนะนำให้ซื้อ AUKEY PowerPlus Sprint ตัวนี้ติดกระเป๋าเอาไว้ได้เลยเพื่อความอุ่นใจ ไม่ต้องกังวลเวลาเอาโน๊ตบุ๊คติดตัวไปทำงานต่อเนื่องหลายๆ ชั่วโมงแล้วหาปลั๊กมาชาร์จแบตเตอรี่ไม่ได้ ก็ใช้ Power Bank ลูกนี้คู่กับสาย USB-C ของ AUKEY ที่รับกระแสสูงได้ระดับ 100W สักเส้นก็ชาร์จโน๊ตบุ๊คของเราได้สบายๆ แล้ว และอาจจะหาสาย USB-A อีกเส้นติดไว้เผื่อชาร์จสมาร์ทโฟนด้วยก็ดีเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามมี 2 จุดที่ผู้เขียนต้องการชี้เป็นจุดสังเกตเผื่อทาง AUKEY จะนำไปออกแบบแล้วใส่ในรุ่นปรับปรุง คือ หน้าปัดแสดงระดับแบตเตอรี่ในตัว Power Bank แนะนำให้เปลี่ยนจากไฟ LED 4 ดวงเป็นหน้าจอแสดงปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือในตัว Power Bank แทน จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือได้ดีกว่า ส่วนพอร์ตที่ติดตั้งมาให้บนตัว Power Bank อาจจะเปลี่ยนเป็น USB-A x 1, USB-C x 2 ช่อง จะดีกว่า เพราะอุปกรณ์ในปัจจุบันนี้ค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางไปใช้ USB-C มากขึ้นแล้ว อาจจะคง USB-A เอาไว้ใช้กับอุปกรณ์เช่นหูฟัง True Wireless หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ยังใช้ USB-A อยู่ก็น่าจะเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามต้องถือว่านี่เป็นจุดสังเกตเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเน้นใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คเป็นหลักก็ถือว่าพอร์ตที่ให้มาก็เพียงพอแล้ว

สรุป – AUKEY Power Bank ที่แนะนำให้มีติดกระเป๋าเอาไว้

Aukey DSC09358

ถ้าใครคิดจะซื้อ Power Bank มาใช้งานสักรุ่นนั้น ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า AUKEY นั้นนอกจากผู้ใช้หลายคนจะเชื่อถือคุณภาพแล้ว ยังใส่ฟีเจอร์สำคัญที่เสริมเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่มาให้ครบถ้วน และทีเด็ดที่ไม่ควรมองข้าม คือ Nanowire Technology ในตัวแบตเตอรี่ที่ใช้ซิลิก้อนล้วน 100% ด้วย ทำให้แบตเตอรี่สำรองลูกนี้มีคุณภาพดีไว้ใจได้ไม่ต้องห่วงเรื่องเซลส์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพไวเกินไปด้วย

ส่วนเรื่องรุ่นที่แนะนำนั้น ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านเลือกตามฟีเจอร์ที่อยากใช้งาน อย่างเช่นเน้นว่าจะใช้ฟีเจอร์อะไรเป็นพิเศษ อย่างเช่นต้องการใช้ชาร์จไร้สายเป็นหลักอาจจะเลือกซื้อรุ่น PB-WL02 หรือเอารุ่น PowerPlus Sprint มาใช้ถ้ามีโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ต USB-C เป็น Thunderbolt หรือรองรับ USB Power Delivery จะได้ไม่ต้องคอยกังวลหาปลั๊กให้เหนื่อยและทำงานได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น

from:https://notebookspec.com/web/627231-review-aukey-power-bank

Review AUKEY PA-B7, PA-B3, PA-B1 ปลั๊กคุณภาพมาตรฐานเยอรมันเพื่อโน๊ตบุ๊คและสมาร์ทโฟนในกระเป๋า!

AUKEY PA-B7, PA-B3, PA-B1 ปลั๊กชาร์จไวทันใจ คุณภาพคับแก้ว ปลอดภัยไว้ใจได้

aukey cover

AUKEY PA-B7, PA-B3, PA-B1 เป็นอแดปเตอร์สำหรับสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊คคุณภาพสูงจาก AUKEY (อ่านว่า ออคีย์) บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊ค มีทั้งหัวปลั๊ก, สายชาร์จและหูฟัง True Wireless ให้เลือกซื้อ ซึ่งรหัสที่กล่าวไปข้างต้นคือปลั๊กสำหรับสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊คคุณภาพสูง รองรับการชาร์จเร็วให้แบตเตอรี่ของมือถือกลับมาเต็มในเวลาสั้นๆ น้ำหนักเบาพกพาสะดวก เรียกว่าถ้ามีโน๊ตบุ๊คกับสมาร์ทโฟนที่รองรับการชาร์จเร็วก็ควรมีปลั๊กนี้เอาไว้ใช้เพื่อความสะดวกในชีวิตเป็นอย่างมาก

Advertisementavw

สำหรับจุดเด่นที่หลายคนเชื่อถือในแบรนด์ออคีย์คงจะหนีไม่พ้นเรื่องระบบนิรภัยทางไฟฟ้า, ใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็ไม่ร้อนด้วยเทคโนโลยี OmniStack, ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊คและเครื่องเกมคอนโซลจนเต็มได้เร็ว, รองรับโปรโตคอลการชาร์จหลากหลายแบบรวมทั้งคุณภาพสินค้าก็ดีและขนาดของหัวปลั๊กก็เล็กพกพาสะดวก ไม่กินพื้นที่ในกระเป๋ามากเกินไป และถ้าใครใช้อุปกรณ์ของทาง Apple ทางออคีย์ก็ผ่านการรับรอง MFi เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงใช้กับ iPhone, iPad หรือแม้แต่ MacBook ของเราได้เป็นอย่างดีแน่นอน

AUKEY PA-B7

โดยเฉพาะผู้ใช้สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นที่ผู้ผลิตเริ่มไม่แถมหัวปลั๊กมาให้ในกล่องสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วเลือกขายแยกแทน ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าแทนที่จะซื้อปลั๊กจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนโดยตรงแล้วไม่ได้เป็น Fast Charge ก็คงไม่คุ้มค่า เพราะในระดับราคาเดียวกันก็มีปลั๊ก Fast Charge คุณภาพดีให้เลือกซื้อหลากหลายรุ่น หรือจะเพิ่มเงินสักนิดแล้วเลือกเป็นรุ่นที่กำลังชาร์จสูงขึ้น มีหัว USB-C ให้ชาร์จโน๊ตบุ๊คได้คู่กันด้วยก็เป็นตัวเลือกที่ดีและดูคุ้มค่า เพราะไม่ต้องซื้อปลั๊กหลายๆ ตัวแล้วมาหาช่องเสียบชาร์จให้วุ่นวายเลย

ถ้าใครเชื่อถือคุณภาพของแบรนด์ออคีย์แต่ยังสงสัยว่าถ้าจะซื้อปลั๊กมาใช้สักตัว จะเลือกเป็นปลั๊กรุ่นไหนสเปคไหนดีถึงจะเพียงพอใช้งาน ในบทความนี้จะรวมสเปคและรีวิวการใช้งานปลั๊กออคีย์รุ่นยอดนิยมให้ทุกคนได้เลือกซื้อกันได้ตรงโจทย์การใช้งานที่สุด

สเปคของ AUKEY PA-B7, PA-B3, PA-B1

Aukey DSC09406

สินค้าของออคีย์ปัจจุบันนี้สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ ผ่านทาง AUKEY Official Store บนเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์อย่าง Shopee ซึ่งมีปลั๊กและสินค้าต่างๆ ของทางบริษัทขายมากมายทีเดียว โดยผู้สนใจสามารถไปชมร้านค้าของทาง AUKEY ได้ที่นี่ ส่วนราคาสินค้า (ไม่รวมสายชาร์จ 100 วัตต์ในบทความนี้) จะเป็นดังนี้

  • AUKEY PA-B1 (พับขาปลั๊กไม่ได้) กำลังชาร์จ 20W ราคา 379 บาท
  • AUKEY PA-B1 Pro (พับขาปลั๊กได้) กำลังชาร์จ 20W ราคา 379 บาท
  • AUKEY PA-B3 Omnia Mix เป็นหัวปลั๊ก USB-A กับ USB-C อย่างละช่อง มีสีขาวหรือสีดำ กำลังชาร์จรวม 65W ราคา 1,250 บาท
  • AUKEY PA-B4 สีดำ พอร์ต USB-C x 2 ช่อง กำลังชาร์จรวม 65W ราคา 1,350 บาท
  • AUKEY PA-B7 มีสีขาวหรือสีดำ มีพอร์ต USB-A, USB-C อย่างละ 2 ช่อง กำลังชาร์จรวม 100W ราคา 2,090 บาท

Aukey DSC08733
Aukey DSC08728 1

สเปคของ AUKEY PA-B1 และ PA-B1 Pro จะใช้ชื่อรุ่นว่า Ultra Minima (Pro) แชร์สเปคร่วมกันระหว่างทั้งสองรุ่น ต่างกันแค่รุ่นธรรมดาจะพับขาปลั๊กไม่ได้ส่วนรุ่น Pro จะพับได้ โดยตัวปลั๊กมีน้ำหนัก 59 กรัม ต่อปลั๊กไฟบ้านเป็นไฟ AC 100-240V 50/60 Hz แปลงเป็นพอร์ต USB-C 5V 2.4A (4.8A Max) กำลังชาร์จสูงสุด 20 วัตต์ ใช้สายชาร์จต่อ iPhone หรือ Android ได้โดยตรง รองรับ MagSafe สำหรับ iPhone ด้วย

ฟีเจอร์นิรภัยและจุดเด่นของ Ultra Minima (Pro) นอกจากปลั๊กมีขนาดเล็กพกพาสะดวก มี OmniStack เทคโนโลยีลดความร้อนตัวปลั๊กตอนใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จ, Built-in safeguards ป้องกันปัญหาไฟรั่ว ไฟช็อต ความร้อนเกิน ชาร์จไฟเกิน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยตอนชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับตัวปลั๊กอยู่

Aukey DSC08736

ถัดมาเป็น AUKEY PA-B4 หรือมีชื่อรุ่นคือ Omnia Duo 65W โดยอแดปเตอร์รุ่นนี้จะเป็นปลั๊กแบบแกลเลี่ยมไนไตรท์ (GaN) ติดตั้งชิป Omnia GaN Chip เอาไว้เพื่อเพิ่มกำลังการชาร์จให้เร็วยิ่งขึ้น มีกำลังชาร์จ 65 วัตต์ รองรับการชาร์จทั้งโน๊ตบุ๊คและสมาร์ทโฟนพร้อมกัน โดย PA-B4 จะเป็นปลั๊ก USB-C x 2 ช่อง ส่วน PA-B3 ที่เป็นรุ่นคู่กันจะเป็น USB-C, USB-A อย่างละช่อง

สเปคของ PA-B4 รองรับการต่อไฟบ้าน AC 100-240V 50/60 Hz ออกเป็นพอร์ต USB-C x 2 โดย USB-C ช่องบนช่องเดียวจะเป็นไฟ DC 5V 3A, 9V 3A, 12V 3A, 15V 3A, 20V 3.25A ส่วน USB-C ช่องล่างเป็น DC 5V 2.4A, 9V 2A, 12V 1.5A กำลังชาร์จเมื่อต่อ USB-C เฉพาะช่องบนสูงสุด 65 วัตต์ ถ้าใช้คู่กันทั้งสองช่องจะแบ่งกำลังชาร์จเป็นช่องบน 45 วัตต์ และช่องล่าง 18 วัตต์ (ถ้าเป็น PA-B3 จะเป็น USB-A กำลังชาร์จ 12 วัตต์) เหมาะจะใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนกับโน๊ตบุ๊คพร้อมกัน น้ำหนัก 103.5 กรัม ส่วนฟีเจอร์นิรภัยทางไฟฟ้ามี Advance Multiple Level Protection System ป้องกันไฟรั่ว ไฟช็อต ความร้อนเกินและชาร์จไฟเกินติดตั้งมาให้

Aukey DSC09410

ด้านรุ่นใหญ่อย่าง AUKEY PA-B7 หรือชื่อรุ่น Omnia Mix 100W PD เป็นปลั๊กกำลังชาร์จ 100 วัตต์ แบบ GaNFast รองรับการชาร์จด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery 3.0 ทำให้ชาร์จโน๊ตบุ๊ค, สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมได้สูงสุด 4 ชิ้นพร้อมกัน โดยมีฟีเจอร์ Dynamic Detect เช็คและจัดการกำลังชาร์จให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ มีฟีเจอร์นิรภัย Built-in safeguards ป้องกันไฟรั่ว ไฟช็อต, ความร้อนเกินและชาร์จไฟเกินติดตั้งมาครบถ้วน

สเปคของปลั๊ก PA-B7 จะต่อไฟบ้าน AC 100-240V 50/60 Hz เช่นกัน ออกเป็น USB-C x 2 กับ USB-A x 2 ช่อง กำลังไฟ DC ที่พอร์ต USB-C ทั้งสองช่องเป็น 5V 3A, 9V 3A, 12V 3A, 15V 3A, 20V 5A กำลังชาร์จสูงสุด 100 วัตต์ ส่วน USB-A ทั้งสองช่องเป็น 5V 2.4A กำลังชาร์จสูงสุด 12 วัตต์ ส่วนการชาร์จเมื่อเสียบสาย USB เกิน 2 ช่องจะแยกเป็นดังนี้

  • USB-C + USB-A ได้ 65+12 วัตต์ (กำลังชาร์จรวม 77 วัตต์)
  • USB-C + USB-C ได้ 45+45 วัตต์ (กำลังชาร์จรวม 90 วัตต์)
  • USB-A + USB-A ได้ 12 วัตต์ แชร์กำลังชาร์จระหว่าง USB-A ทั้ง 2 ช่อง
  • USB-C + USB-C + USB-A ได้ 45+45+12 วัตต์ (กำลังชาร์จรวม 102 วัตต์)
    • ถ้าใช้งานครบทั้ง 4 ช่อง พอร์ต USB-C จะชาร์จเร็วตามมาตรฐาน USB-C PD แต่จะเฉลี่ยกำลังชาร์จทุกช่องรวมไม่เกิน 100 วัตต์

Aukey DSC09415

Aukey DSC09412
Aukey DSC09413

ส่วนสาย USB-C to C รุ่น Impulse Braided PD 100W ของออคีย์จะเป็นสายคุณภาพสูงที่ตัวสายหุ้มเคฟล่าร์เอาไว้เพื่อความปลอดภัย สามารถรองรับกำลังชาร์จได้สูงสุด 100 วัตต์ มีชิปคุมการจ่ายกำลังไฟและการทำงานเอาไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ถ้าใครใช้โน๊ตบุ๊คที่พอร์ต USB-C รองรับ Thunderbolt ด้วย จะรองรับการต่อหน้าจอแยกความละเอียดสูงสุด 4K ได้ ถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด 100 Gbps อีกด้วย เรียกว่าเป็นสายที่เหมาะกับการใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คร่วมกับอแดปเตอร์ของออคีย์ก็ได้ หรือซื้อไปใช้ต่อระหว่างโน๊ตบุ๊คกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เป็น USB Hub ก็ช่วยให้สะดวกและสายไฟไม่รกเกะกะเกินไป

ดีไซน์ของ AUKEY PA-B7, PA-B3, PA-B1

Aukey DSC08728 1

AUKEY Ultra Minima Pro (พับขาปลั๊กได้)

Aukey DSC08725
Aukey DSC08726
Aukey DSC08723
Aukey DSC08724

Aukey DSC08733 1

AUKEY Ultra Minima (พับขาปลั๊กไม่ได้)

Aukey DSC08729
Aukey DSC08731
Aukey DSC08730

ดีไซน์ของออคีย์ PA-B1 และ PA-B1 Pro หรือรุ่น Ultra Minima (Pro) จะเป็นปลั๊กขนาดเล็ก กำลังชาร์จ 20 วัตต์ ขนาดเล็ก มิติของตัวปลั๊กอยู่ที่ 58 x 44 x 25 มม. น้ำหนัก 59 กรัม เทียบแล้วขนาดเท่ากระปุกครีมอันเล็ก โดยรุ่น Ultra Minima จะพับขาปลั๊กไม่ได้เหมือนรุ่น Pro ที่พับขาปลั๊กเก็บได้ ซึ่งถ้าใครไม่เน้นพกปลั๊กติดตัวไปชาร์จสมาร์ทโฟนที่ออฟฟิศหรือ Co-Working space ก็ซื้อ PA-B1 ไปใช้งานก็ได้ แต่ถ้าใครพกปลั๊กไปไหนมาไหนแนะนำ PA-B1 Pro เพราะเวลาไม่ใช้งานก็พับขาปลั๊กเก็บป้องกันไม่ให้ขาปลั๊กแทงข้าวของชิ้นอื่นในกระเป๋าหรือโดนของชิ้นอื่นทับจนขาเบี้ยว

ด้านข้างจะสกรีนชื่อของแบรนด์ ส่วนฝั่งตรงข้ามขาปลั๊กจะเป็นหัวพอร์ต USB-C สีส้ม ซึ่งเป็นพอร์ตยอดนิยมสำหรับสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ส่วน iPhone รุ่นใหม่ๆ ก็จะแถมสาย Lightning to USB-C มาให้แล้ว (แต่ไม่มีปลั๊กมาให้) ก็ซื้อปลั๊กนี้พ่วงไปกับ iPhone เพื่อใช้ฟีเจอร์ชาร์จไวได้เลย และเมื่อเทียบราคาก็ถือว่าถูกและคุ้มค่าอย่างแน่นอน

Aukey DSC08736 1

Aukey DSC08734
Aukey DSC08735
Aukey DSC09409
Aukey DSC09408

ด้านออคีย์ PA-B4 (จำเป็นต้องถ่ายภาพแบบไม่แกะกล่องเพราะดีไซน์เป็นแบบฉีกเพื่อเปิด) หรือ Omnia Duo 65W จะมีมิติตัวปลั๊กอยู่ที่ 52 x 52 x 30 มม. น้ำหนัก 103.5 กรัม เป็นปลั๊กแบบพับขาปลั๊กได้และมีพอร์ต USB-C ติดตั้งมา 2 พอร์ตฝั่งตรงข้ามหัวปลั๊ก โดยทางออคีย์ดีไซน์ตัวกล่องเทียบระหว่างปลั๊ก Omnia Duo 65W กับปลั๊กมาตรฐานของ MacBook Pro โดยเคลมขนาดว่าตัวปลั๊กรุ่นนี้ของทางบริษัทจะมีขนาดเล็กกว่าปลั๊กของทาง Apple เองร่วม 50% ทีเดียว ส่วนรุ่น PA-B3 ที่เป็นรุ่นคู่กันจะเปลี่ยนพอร์ต USB-C อันล่างเป็น USB-A แทน

สำหรับปลั๊ก PA-B3 กับ PA-B4 (รุ่นในภาพด้านบน) จะรองรับมาตรฐานการชาร์จไว Power Delivery 3.0 ทำให้ชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คที่พอร์ต USB-C เป็น Thunderbolt ในตัวได้โดยเสียบสายชาร์จเข้ากับ USB-C ช่องบนได้ทันทีและกำลังชาร์จจะอยู่ที่ 65 วัตต์ แต่ถ้าเสียบ USB-C (หรือ USB-A) อีกช่องเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนด้วย จะแชร์กำลังชาร์จเป็น 45 กับ 18 วัตต์ (ส่วน PA-B3 ที่เป็น USB-A จะลดกำลังชาร์จเหลือ 12 วัตต์) ทำให้เราสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ไอทีในกระเป๋าของเราให้เต็มเร็วขึ้น เพราะชาร์จตามมาตรฐาน Power Delivery ทั้งสองช่อง เวลาไปไหนมาไหนก็พกปลั๊กตัวนี้ตัวเดียวกับสายชาร์จ 2 เส้น ไปด้วยก็ตัดปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ทิ้งได้เลย

หรือถ้าใครมีเครื่อง Nintendo Switch ก็ใช้ปลั๊กนี้ชาร์จแบตเตอรี่ได้เช่นกัน และทางออคีย์ได้เคลมไว้ด้วยว่าปลั๊กนี้ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้เร็วสุดในท้องตลาดอีกด้วย

Aukey DSC09416

Aukey DSC09419
Aukey DSC09418
Aukey DSC09420

ด้านรุ่นใหญ่สุดอย่างออคีย์ PA-B7 หรือ Omnia Mix 100W จะเป็นปลั๊กกำลังชาร์จสูง 100 วัตต์สำหรับชาร์จโน๊ตบุ๊คที่มี USB-C ที่รองรับ Power Delivery หรือเป็นพอร์ต Thunderbolt แต่ต้องใช้ปลั๊กที่กำลังชาร์จสูงอัดไฟเข้าแบตเตอรี่ โดยปลั๊กตัวนี้จะมีพอร์ต USB-C, USB-A อย่างละ 2 ช่อง มิติตัวปลั๊กอยู่ที่ 69.8 x 69.3 x 33 มม. น้ำหนักหน้าสเปคอยู่ที่ 223 กรัม ด้านข้างตัวปลั๊กจะมีชื่อโลโก้ของแบรนด์อยู่โดยทำเป็นร่องลึกเข้าไปและหวัปลั๊กเป็นแบบพับเก็บได้ ทำให้พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น

ข้อดีของปลั๊กตัวนี้ คือเรื่องกำลังชาร์จสูงที่ชาร์จโน๊ตบุ๊คที่ต้องการปลั๊กกำลังชาร์จสูงก็ต่อ USB-C ช่องบนสุดเพื่อชาร์จ 100 วัตต์เลยก็ได้ หรือถ้าใช้ MacBook หรือโน๊ตบุ๊คที่พอร์ต USB-C รองรับ Power Delivery เช่นโน๊ตบุ๊ค Intel Evo หรือ MacBook ก็ต่อชาร์จ USB-C ทั้งช่อง 1, 2 ได้ทันที โดยแชร์กำลังชาร์จ 45+45 วัตต์ได้เลย หรือชาร์จโน๊ตบุ๊คคู่กับสมาร์ทโฟนที่รองรับการชาร์จไวกำลังวัตต์สูงระดับ 45, 65 วัตต์ก็ได้ ทำให้ทั้งเราและเพื่อนสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ของตัวเองได้สะดวกขึ้น หรือถ้ามีสมาร์ทโฟน, หูฟัง True Wireless ก็ชาร์จด้วย USB-A เพื่อใช้กำลังชาร์จ 12 วัตต์ก็ได้ ทำให้เราไม่ต้องพกหัวปลั๊กหลายอันใส่กระเป๋าไปไหนมาไหน

Aukey DSC09425

อธิบายเพิ่มเติม คือพอร์ต USB-A ทั้ง 2 ช่อง ถัดลงมาจาก USB-C ที่มีกำลังชาร์จ 12 วัตต์ ถ้าชาร์จสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็จะเป็น Quick Charge 12 วัตต์ หรือถ้าชาร์จมือถือ 2 เครื่องพร้อมกัน ก็จะแชร์ระหว่างมือถือทั้งสองเครื่องโดยจ่ายไฟไม่เกิน 12 วัตต์ (ประมาณช่องละ 6 วัตต์) ซึ่งถ้าใช้งานคนเดียว อาจจะต่อชาร์จ USB-C ช่อง 1, 2 เข้ากับโน๊ตบุ๊คและสมาร์ทโฟน แล้วชาร์จอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น หูฟังด้วย USB-A ก็สะดวกเช่นกัน

Aukey DSC08727
Aukey DSC08732
Aukey DSC09435
Aukey DSC09436

น้ำหนักของปลั๊กแต่ละรุ่น เมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้วจะเป็นดังนี้

  • PA-B1 (Ultra Minima) น้ำหนักหน้าสเปค 59 กรัม เฉพาะตัวปลั๊ก 32 กรัม
  • PA-B1 Pro (Ultra Minima Pro) น้ำหนักหน้าสเปค 59 กรัม เฉพาะตัวปลั๊ก 36 กรัม
  • PA-B7 (Omnia Mix 100W) น้ำหนักหน้าสเปค 223 กรัม เฉพาะตัวปลั๊ก 206 กรัม เมื่อชั่งรวมกับสายชาร์จ Impulse Braided PD 100W อยู่ที่ 247 กรัม

ต้องถือว่าน้ำหนักปลั๊กของทาง AUKEY ทั้ง 3 รุ่นที่นำมาชั่งเทียบนั้นไม่หนักเกินไป สามารถพกใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนได้สะดวก ไม่ต้องพกปลั๊กเฉพาะของโน๊ตบุ๊คแต่เปลี่ยนเป็นปลั๊กกับสายชาร์จสำหรับชาร์จเครื่องก็เพียงพอแล้ว ช่วยลดน้ำหนักและจำนวนของในกระเป๋าได้ด้วย

User Experience

Aukey DSC09424

สำหรับการใช้งานนั้น ผู้เขียนได้ทดลองนำปลั๊ก AUKEY PA-B7 (Omnia Mix 100W) กับสายชาร์จ Impulse Braided PD 100W ไปใช้คู่กับสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊คส่วนตัวของผู้เขียนที่มีพอร์ต Thunderbolt และสมาร์ทโฟนของผู้เขียนที่รองรับการชาร์จไว 65 วัตต์ดู ว่าตัวปลั๊กเป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนแรกในเรื่องของน้ำหนักและการพกพา ต้องถือว่าน้ำหนัก 206 กรัมของ PA-B7 ถ้าเทียบกับปลั๊ก GaN หลายๆ รุ่นที่มีขายในปัจจุบันนั้นอยู่ระดับกลางๆ ไม่หนักไม่เบานัก ดังนั้นถ้าใครพกใส่กระเป๋าคู่กับโน๊ตบุ๊คและสมาร์ทโฟนไปทำงานก็ถือว่าไม่กินพื้นที่เท่าไหร่และขาปลั๊กก็สามารถพับเก็บได้ ก็ไม่ต้องกังวลว่าถ้าขาปลั๊กกางอยู่ตลอดเวลาจะถูกของชิ้นอื่นทับจนหักงอแล้วต้องหาที่เก็บให้เป็นพิเศษ สามารถใส่กระเป๋ารวมกับอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ ได้เลย ทำให้พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกมาก

Aukey DSC09431
Aukey DSC09434
Aukey DSC09430
Aukey DSC09427

เรื่องความเร็วในการชาร์จแบตเตอรี่ต้องถือว่าความเร็วและอุณหภูมิจัดว่าหายห่วง เพราะตอนนำไปใช้งานแล้วตัวปลั๊กนั้นเพียงแค่อุ่นๆ ให้รู้ว่าตอนนี้กำลังจ่ายพลังงานให้กับสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊คเครื่องที่เสียบปลั๊กชาร์จอยู่เท่านั้น นอกจากนี้ยังจัดการพลังงานและการชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ซึ่งถ้าสังเกตที่หน้าจอสมาร์ทโฟน (ภาพล่างขวา) จะเห็นว่ามือถือขึ้นคำว่า Charging rapidly และบอกระยะเวลาชาร์จจนเต็มว่าใช้เวลาอีกกี่นาที และต่อชาร์จคู่กับโน๊ตบุ๊คที่ USB-C รองรับ Thunderbolt หรือ Power Delivery ได้เลย ซึ่งตัวปลั๊กจะจัดสรรการจ่ายพลังงานเองโดยอัตโนมัติ ทำให้ชาร์จแบตเตอรี่มือถือและสมาร์ทโฟนไปพร้อมๆ กันแล้วใช้ทำงานไปด้วยได้สะดวกมาก นอกจากนี้ยังมีระบบจัดการพลังงานในตัว ทำให้ใช้เวลาชาร์จไม่นานก็ถอดปลั๊กยกไปใช้งานที่อื่นต่อได้ทันที

ด้านปลั๊ก PA-B1 และ PA-B1 Pro หรือรุ่น Ultra Minima (Pro) ที่กำลังชาร์จระดับ 20 วัตต์นั้น เรียกว่าเป็นปลั๊กที่เหมาะกับสมาร์ทโฟนที่รองรับ Quick Charge ระดับ 20-25 วัตต์ เช่นกลุ่ม iPhone, Samsung ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากที่ลองเอามาเสียบชาร์จแล้วต้องถือว่าปลั๊กนี้ถ้าซื้อมาใช้กับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตแทนที่จะซื้อปลั๊กจากผู้ผลิตโดยตรงนั้น ต้องถือว่าคุ้มค่าทีเดียว เพราะได้เรื่องกำลังชาร์จดีไม่นานแบตเตอรี่ก็เต็ม จะซื้อมาติดโต๊ะเป็นรุ่น PA-B1 หรือจะเผื่อพกไปไหนมาไหนก็เอา PA-B1 Pro ไปเลยก็ดีเช่นกัน

สรุป – ปลั๊ก USB คุณภาพที่ควรมีติดกระเป๋าหรือบ้าน ยังไงก็คุ้ม

Aukey DSC09405

โดยสรุปแล้ว ปลั๊กทั้งซีรี่ส์ของ AUKEY นั้นเรียกว่าเป็นปลั๊กจากผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมแบบ 3rd party ที่มีสินค้าคุณภาพให้เลือกหลากหลายอย่าง เช่นปลั๊กรุ่น AUKEY PA-B7, PA-B3, PA-B1 ที่ออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานผู้ใช้หลากหลายแบบ ตั้งแต่ซื้อไปใช้กับสมาร์ทโฟนสักรุ่นก็เริ่มต้นแค่ PA-B1 หรือขยับไปรุ่น PA-B3 หรือ PA-B7 สำหรับคนที่มีโน๊ตบุ๊ครองรับการชาร์จแบตเตอรี่ด้วย USB-C ตามมาตรฐาน USB Power Delivery ได้ แล้วไม่อยากพกปลั๊กเฉพาะรุ่นติดตัวไปไหนมาไหน ก็เลือกปลั๊กของออคีย์ไปใช้งานได้เลย

ซึ่งปลั๊กแต่ละรุ่นที่ได้รับมารีวิวนั้น จัดว่าเป็นปลั๊กคุณภาพที่ผู้เขียนแนะนำให้เลือกซื้อมาใช้กับโน๊ตบุ๊คหรือสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก และคุ้มค่ากว่าจะซื้อปลั๊กจากผู้ผลิตโดยตรงอย่างแน่นอน เพราะมูลค่าที่จ่ายไปเมื่อเทียบกันแล้ว ออคีย์นั้นดูคุ้มค่ากว่าอย่างเห็นได้ชัดและยังมีกำลังชาร์จสูงกว่าอย่างชัดเจนและมีฟีเจอร์นิรภัยทางไฟฟ้าติดตั้งมาครบถ้วน ป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร, การชาร์จแบตเตอรี่เกิน, ความร้อนเกินอย่างครบถ้วน เรียกว่าลงทุนซื้อมาใช้งานอย่างไรก็คุ้มค่าอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าถามว่าปลั๊กแต่ละรุ่นนั้นเหมาะกับอุปกรณ์แบบไหนก็จะแบ่งได้ดังนี้

  • PA-B1 (Pro) – สมาร์ทโฟนที่รองรับ Fast Charge ทั้ง iOS, Android
  • PA-B3 / PA-B4 – สมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊คที่รองรับการชาร์จไวและผู้ใช้มักชาร์จอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นพร้อมๆ กัน ไม่อยากพกปลั๊กแยกไปหลายชิ้น
  • PA-B7 – โน๊ตบุ๊คสายทำงานที่มีพอร์ต Thunderbolt แต่ต้องใช้ปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์ชาร์จไฟเข้าเครื่อง หรือคนที่มีอุปกรณ์หลายๆ ชิ้นติดตัว อย่างเช่นสมาร์ทโฟน, โน๊ตบุ๊ค, แท็บเล็ตหรือเครื่องเกมคอนโซล Nintendo Switch เป็นต้น

Aukey DSC09441

แต่ถ้าใครเช็คราคาอุปกรณ์เสริมเป็นประจำอาจจะรู้สึกว่าราคาของออคีย์นั้นจะค่อนข้างแพงกว่าแบรนด์อื่นๆ อยู่ระดับหนึ่ง แต่แลกกับคุณภาพที่ไว้ใจได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าใครอยากได้ปลั๊กคุณภาพไว้ใจได้ ใช้แล้วอุ่นใจและมี MFi จาก Apple มาการันตีอีกด้วย ถ้าใครมีอุปกรณ์หลากหลายชิ้นล่ะก็ จะซื้อออคีย์ดีๆ เอาไว้ใช้สักรุ่นก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/625848-review-aukey-pa-b7-pa-b3-pa-b1

7 สายชาร์จ Type-C ชาร์จมือถือหรือโน๊ตบุ๊คก็ไหว แป๊บเดียวแบตเต็ม เริ่ม 57 บาทเอง!

สายชาร์จ Type-C ตอนนี้หาได้ราคาไม่แพงมาก มีผู้ผลิตหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อกัน จะมีรุ่นไหนน่าโดนบ้างมาดู!

usb c cover

ตอนนี้จะโน๊ตบุ๊คหรือสมาร์ทโฟนก็พากันเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนสายชาร์จ Type-C กลายเป็นไอเท็มสำคัญในกระเป๋าของใครหลายๆ คนไปโดยปริยาย ซึ่งทั้งโอนไฟล์ได้เร็วและยังใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ ให้เต็มอย่างรวดเร็วด้วย เลยประหยัดเวลาชาร์จแล้วยังหาหัวปลั๊ก GaN (แกลเลี่ยมไนไตรท์) ที่มีขนาดเล็กและมีพอร์ตใช้ชาร์จหลายๆ อุปกรณ์พร้อมกันมาใช้งานได้อีกด้วย ก็ช่วยให้กระเป๋าคอมพิวเตอร์ของเราไม่หนักและพกไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้นมาก

ซึ่งปัจจุบันนี้สายชาร์จที่เป็นหัว USB-C to USB-C นั้น มีผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมชั้นทยอยเปิดตัวมาให้เลือกซื้อกันมากมายหลายแบรนด์ และมีสเปคให้เลือกหลากหลายทั้งแบบรับกำลังชาร์จได้ 60-100 วัตต์ และมีตัวเลือกว่าโอนไฟล์ได้ตามความเร็ว USB 2.0 หรือ 3.0 และยังมีส่วนของเทคนิคการผลิตและเสริมความแข็งแรงให้ตัวสายของผู้ผลิตแต่ละรายอีกด้วย

สายชาร์จ Type-C

แต่อย่างไรก็ตาม พอร์ต USB-C บนโน๊ตบุ๊คแต่ละรุ่นนั้น ถึงจะหน้าตาเหมือนกันแต่รายละเอียดเล็กน้อยจะแตกต่างกันไปหมด บางรุ่นอาจจะใช้โอนไฟล์ได้อย่างเดียว บางรุ่นอาจจะโอนไฟล์และต่อหน้าจอแยกได้ หรือรองรับทั้งชาร์จ, โอนไฟล์และต่อหน้าจอแยกได้แต่ยังเป็น USB-C แบบรองรับหลายฟังก์ชั่นอยู่ แล้วบางรุ่นก็เป็นพอร์ต Thunderbolt ก็มีเช่นกัน ซึ่งถ้าใครสงสัยว่าพอร์ต USB-C ที่โน๊ตบุ๊คของเรารองรับฟีเจอร์อะไรบ้าง สามารถอ่านในบทความ “แนะนำ 6 โน๊ตบุ๊คชาร์จ Type-C สเปคเริ่ม i5, Ryzen 5 งบ 30k” ที่ผู้เขียนได้เขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้เพื่อทำความเข้าใจได้เลย

7 สายชาร์จ Type-C น่าใช้ มีติดกระเป๋ายังไงก็เวิร์ค!

สำหรับผู้ใช้ที่โน๊ตบุ๊คหรือสมาร์ทโฟนเป็นพอร์ต USB-C แล้ว อยากได้สายชาร์จเส้นใหม่ไว้ใช้เป็นเส้นพกพาใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนให้ทนทาน หรือจะเอามาไว้ที่โต๊ะทำงานของตัวเองเพื่อโอนไฟล์ให้เร็วทันใจล่ะก็ ผู้เขียนมีสายชาร์จ Type-C คุณภาพดีจากแบรนด์ชั้นนำมาแนะนำทั้งหมด 7 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ 

  1. Eloop S53 (57 บาท)
  2. UGREEN USB-C to C (63 บาท)
  3. BASEUS USB-C to C 100W (149 บาท)
  4. CHOETECH USB-C to C 180cm (151 บาท)
  5. Orico Type-C To Type-C (169 บาท)
  6. Zmi AL303 (259 บาท)
  7. AUKEY Elite Kevlar USB-C to C (390 บาท)
1. Eloop S53 (57 บาท)

S53 1

สายชาร์จ USB-C to C เส้นแรกที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ เป็น Eloop S53 ความยาว 1 เมตร เป็นหัว USB-C ทั้งสองด้าน ตัวสายเป็นไนลอนถักที่แข็งแรงและยืดหยุ่นรวมทั้งหุ้มวัสดุป้องกันไฟไหมเอาไว้ จะพับงอสายสักหน่อยก็ไม่มีปัญหาหักกลางขาดใน ตัวสายรองรับการชาร์จ Protocol Quick Charge 3.0 และ 4.0 รองรับการจ่ายไฟได้สูงสุด 3A ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คหรือสมาร์ทโฟนหรือเอาไว้โอนไฟล์เข้าออกอุปกรณ์ต่างๆ ได้เลย ถ้าสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คของเราใช้พอร์ต USB-C ก็ซื้อสาย Eloop S53 เส้นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Eloop S53
  • สาย USB-C to C ความยาว 1 เมตร เป็นสายไนลอนถักและหุ้มวัสดุป้องกันไฟไหม้
  • รองรับการชาร์จ Protocol Quick Charge 3.0 และ 4.0 รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 3A
  • ใช้ชาร์จหรือโอนไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คที่เป็น USB-C ได้
  • ราคา 57 บาท (Chillgadget Official Shop Shopee)
2. UGREEN USB-C to C (63 บาท)

0faea498db269af49fca40de3a6af7d6

ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เสริมล่ะก็ ยังไงก็ต้องมีแบรนด์ UGREEN อย่างแน่นอน โดย UGREEN USB-C to C ที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเป็นสายความยาว 0.5 เมตร เนื้อยาง PVC แบบแบน ทำให้ม้วนเก็บเป็นวงกลมได้ง่าย ม้วนสายกลับไปมาได้สะดวก ด้านในสายหุ้มอลูมิเนียมฟอยล์เอาไว้ให้นำไฟฟ้าได้ดีและเพิ่มอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น โดยตัวสายรองรับการชาร์จผ่าน Protocol Quick Charge 4.0 กำลังไฟ 60 วัตต์ (20V 3A) ใช้โอนไฟล์ได้ความเร็วสูงสุด 480Mbps ตามมาตรฐาน USB 2.0 แต่ข้อสังเกตคือสายนี้จะไม่รองรับการต่อหน้าจอแยกเท่านั้น ซึ่งถ้าใครหาสายสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คหรือมือถือแล้วใช้โอนไฟล์ได้และพกพาง่ายล่ะก็ แนะนำเป็นสาย UGREEN เส้นนี้ได้เลย

สเปคของ UGREEN USB-C to C
  • สาย USB-C to C ความยาว 0.5 เมตร เป็นสาย PVC แบบแบน ด้านในสายหุ้มอลูมิเนียมฟอยล์เอาไว้ให้นำไฟฟ้าได้ดีและเพิ่มอายุการใช้งาน
  • รองรับการชาร์จ Protocol Quick Charge 4.0 รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 60 วัตต์ (20V 3A)
  • ใช้ชาร์จหรือโอนไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คที่เป็น USB-C ได้ด้วยความเร็ว 480Mbps (USB 2.0)
  • ราคา 63 บาท (UGREEN Official Shopee)
3. BASEUS USB-C to C 100W (149 บาท)

47174a00e8e9a5fc4b3378241420184c

ด้าน Baseus ก็มีสายชาร์จ Type-C ที่รับกระแสไฟได้สูงรวมทั้งเป็นสายไนลอนถักมีเคฟล่าร์ผสมอลูมิเนียมอัลลอยด์ยาว 1 เมตร พับงอได้เกิน 10,000 ครั้ง ดังนั้นถ้าใครพกสายชาร์จใส่กระเป๋าเอาไว้ชาร์จมือถือหรือโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ต USB-C Power Delivery หรือ Thunderbolt อยู่ล่ะก็ สายนี้เรียกว่าแข็งแรงทนทานไม่พังง่ายและในหัวพอร์ต USB-C ก็ติดตั้งชิปควบคุมกระแสไฟให้ชาร์จได้เร็วและปลอดภัย ไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าระหว่างชาร์จ รองรับกระแสสูงสุด 100 วัตต์ (20V 5A) และใช้โอนไฟล์ได้ความเร็วสูงสุด 480Mbps เท่ามาตรฐาน USB 2.0 ซึ่งถ้าใครหาสายชาร์จคุณภาพดีและรับกระแสได้สูง ใช้ชาร์จเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ต้องการกำลังชาร์จเกิน 100 วัตต์แล้วมีหัวปลั๊กแล้วล่ะก็ ผู้เขียนก็แนะนำให้ซื้อสาย Baseus เส้นนี้มาติดกระเป๋าคู่กับปลั๊ก GaN กระแสไฟสูงไว้เลย เชื่อว่ามีประโยชน์อย่างแน่นอน

สเปคของ BASEUS USB-C to C 100W
  • สาย USB-C to C ความยาว 1 เมตร เป็นสายไนลอนถักมีเคฟล่าร์ผสมอลูมิเนียมอัลลอยด์ ติดตั้งชิปควบคุมกระแสไฟให้ชาร์จได้เร็วและปลอดภัย
  • รองรับกำลังไฟสูงสุด 100 วัตต์ (20V 5A)
  • ใช้ชาร์จหรือโอนไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คที่เป็น USB-C ได้ด้วยความเร็ว 480Mbps (USB 2.0)
  • ราคา 149 บาท (Beyond Gadget)
4. CHOETECH USB-C to C 180cm (151 บาท)

12a162352f69d3bc6fa39e383ec7d4a6

CHOETECH เองก็มีสายชาร์จ Type-C ให้เลือกซื้อเหมือนกัน โดย CHOETECH USB-C to C ความยาว 180 ซม. เส้นนี้ นอกจากจะเป็นสายถักอลูมิเนียมแข็งแรงพิเศษ หักงอไม่มีปัญหาและจะเอามามัดก็ไม่หักขาดง่าย แล้วชิลด์สายเอาไว้แข็งแรงและหุ้มสายไฟในเส้นเอาไว้อีกชั้นเพื่อให้สัญญาณไฟเสถียรที่สุดพร้อมติดตั้งชิปคุมการโอนไฟล์และชาร์จแบตเตอรี่เอาไว้ที่หัวสาย USB-C ทำให้โอนไฟล์ได้เร็ว 5Gbps และชาร์จไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ ได้ รองรับกระแสไฟสูงสุด 100 วัตต์ (20V 5A) ทีเดียว ซึ่งถ้าใครหาสายชาร์จ Type-C ที่เป็นสายถักโลหะแข็งแรงใส่กระเป๋าพกไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆ ล่ะก็ แนะนำให้ดูสายของแบรนด์นี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ CHOETECH USB-C to C
  • สาย USB-C to C ความยาว 180 เซนติเมตร เป็นสายถักอลูมิเนียมแข็งแรงพิเศษ ชิลด์สายเอาไว้แข็งแรงและหุ้มสายภายในตัวเส้นเอาไว้อีกชั้น และหุ้มสายไฟในเส้นไว้อีกชั้น
  • รองรับกำลังไฟสูงสุด 100 วัตต์ (20V 5A)
  • ใช้ชาร์จหรือโอนไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คที่เป็น USB-C ได้ด้วยความเร็ว 5Gbps
  • ราคา 151 บาท (CHOETECH Thailand Official Shopee)
5. Orico Type-C To Type-C (169 บาท)

6de352556973039398812875d7e97d1d

แบรนด์ Orico ผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำเองก็มีสายชาร์จ Type-C ให้เลือกซื้อเช่นกัน โดยสายนี้ยาว 1 เมตร เป็นสายพลาสติก TPE และติดตั้งชิปคุมกระแสไฟเอาไว้ที่หัวพอร์ต USB-C โดยตัวชิปจะปรับกระแส, แรงดันให้เสถียรตลอดเวลาเพื่อไม่ให้กระแสไฟเกินแล้วทำให้อุปกรณ์ที่เสียบสายชาร์จเสียหายเร็ว รองรับการโอนไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์ได้ด้วยความเร็ว 480Mbps เท่ากับ USB 2.0 และรองรับกำลังไฟได้สูง 100 วัตต์ (20V 5A) ซึ่งถ้าใครหาสายกำลังชาร์จสูงๆ มาต่อกับปลั๊ก GaN แบบวางโต๊ะ (Desktop Charger) ล่ะก็ ผู้เขียนก็แนะนำสาย Orico เส้นนี้เลย

สเปคของ Orico Type-C to Type-C
  • สาย USB-C to C ความยาว 1 เมตร เป็นสายพลาสติก TPE ติดตั้งชิปคุมกระแสไฟเอาไว้ที่หัวพอร์ต USB-C โดยตัวชิปจะปรับกระแส, แรงดันให้เสถียรตลอดเวลา
  • รองรับรองรับกำลังไฟสูงสุด 100 วัตต์ (20V 5A)
  • ใช้ชาร์จหรือโอนไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คที่เป็น USB-C ได้ด้วยความเร็ว 480Mbps เท่ากับ USB 2.0
  • ราคา 169 บาท (Orico Thailand Official Shopee)
6. Zmi AL303 (259 บาท)

473c5d0e28aa98d9031ba6931dbcda12

Zmi เองก็เรียกว่าเป็นแบรนด์อุปกรณ์เสริมอย่างหัวปลั๊กและสายชาร์จที่ผู้ใช้หลายคนนิยมเลือกซื้อมาใช้งานกัน ซึ่งผู้เขียนก็เคยเลือกมาแนะนำในบทความสายชาร์จไอโฟนเมื่อก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแล้ว และครั้งนี้ผู้เขียนเลือกแนะนำเป็นรุ่น Zmi AL303 ที่เป็นสายชาร์จ Type-C ทั้ง 2 ฝั่งที่เลือกมาแนะนำมีความยาว 1 เมตร เป็นสายไนลอนถักแข็งแรง สามารถหักงอได้กว่า 10,000 ครั้ง มีตัวต้านทาน Thermister PTC ติดตั้งเอาไว้ช่วยคุมอุณหภูมิของตัวสายได้ดี รองรับ Protocol การชาร์จ USB Power Delivery 3.0 รับกำลังไฟได้สูงสุด 60 วัตต์ (20V 3A) และโอนไฟล์ได้ 480Mbps เท่ากับ USB 2.0 อีกด้วย ซึ่ง Zmi AL303 เส้นนี้จะเอาไปชาร์จมือถือระดับเรือธงที่ชาร์จไว 60 วัตต์หรือชาร์จโน๊ตบุ๊คที่พอร์ต USB-C รองรับการชาร์จแบบ Power Delivery หรือเป็น Thunderbolt ก็ได้สบายๆ

สเปคของ Zmi AL303
  • สาย USB-C to C ความยาว 1 เมตร เป็นสายไนลอนถักแข็งแรง สามารถหักงอได้กว่า 10,000 ครั้ง มีตัวต้านทาน Thermister PTC ติดตั้งเอาไว้ช่วยคุมอุณหภูมิของตัวสาย
  • รองรับการชาร์จ Protocol USB Power Delivery 3.0 รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 60 วัตต์ (20V 3A)
  • ใช้ชาร์จหรือโอนไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คที่เป็น USB-C ได้ด้วยความเร็ว 480Mbps (USB 2.0)
  • ราคา 259 บาท (Zmi Thailand Shopee)
7. AUKEY Elite Kevlar USB-C to C (390 บาท)

a6286204424ff19fdb6f2ddf749a3077

สายสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำเป็นแบรนด์ชั้นนำที่หลายคนไว้ใจอย่าง AUKEY รุ่น AUKEY Elite Kevlar USB-C to C ที่ยาว 2 เมตร และเป็นสายไฟเบอร์เคฟลาร์ด้านในกลางเส้น ส่วนข้อต่อระหว่างสายกับหัว USB-C ยังมีปลอกพลาสติกหุ้มยาวออกมาเพื่อป้องกันการหักระหว่างหัวพอร์ตกับสาย สามารถหักงอได้เกิน 50,000 ครั้ง ตัวสายหุ้มผ้า, พลาสติก TPE และคาร์บอนกราฟีนเพื่อความแข็งแรงเอาไว้ด้วย ส่วนตัวสายรองรับ Protocol การชาร์จเป็น Power Delivery และ Quick Charge 3.0 ในตัว รับกำลังไฟได้สูงสุด 60 วัตต์ (20V 3A) และโอนไฟล์ได้ด้วยความเร็ว 480Mbps เท่ากับ USB 2.0 ซึ่งถ้าใครมองหาสายชาร์จ Type-C ยาวๆ เอาไว้ต่อปลั๊กหรือ Power Bank สักเส้น เน้นทนทานเข้าว่าก็แนะนำว่าดู AUKEY เส้นนี้เอาไว้ใช้งานเลยจะดีที่สุด

สเปคของ AUKEY Elite Kevlar USB-C to C
  • สาย USB-C to C ความยาว 2 เมตร เป็นสายไฟเบอร์เคฟลาร์ด้านในกลางเส้นข้อต่อระหว่างสายกับหัว USB-Cมีปลอกพลาสติกหุ้มยาวออกมาป้องกันการหักระหว่างหัวพอร์ตกับสาย หักงอได้เกิน 50,000 ครั้ง ตัวสายหุ้มผ้า, พลาสติก TPE และคาร์บอนกราฟีน
  • รองรับการชาร์จ Protocol Power Delivery และ Quick Charge 3.0 รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 60 วัตต์ (20V 3A)
  • ใช้ชาร์จหรือโอนไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คที่เป็น USB-C ได้ด้วยความเร็ว 480Mbps (USB 2.0)
  • ราคา 390 บาท (AUKEY Thailand Official Shopee)

สรุปสเปคของสายชาร์จ Type-C ทั้ง 7 รุ่น

สำหรับใครที่อุปกรณ์รอบตัวเป็นพอร์ต USB-C จนหมดแล้ว และมองหาสายชาร์จดีๆ เอาไว้ต่อโอนไฟล์หรือชาร์จแบตเตอรี่สักเส้นนั้น จะเห็นว่ามีให้เลือกหลากแบบหลายวัสดุเลยทีเดียว ซึ่งถ้าสรุปสเปคและราคาจะเป็นดังนี้

สเปคสายชาร์จ Type-C วัสดุ, ความยาวและความเร็วโอนไฟล์ Protocol การชาร์จและกำลังไฟที่รับได้ ราคา
Eloop S53 USB-C to C
ความยาว 1 เมตร

สายไนลอนถักหุ้มวัสดุป้องกันไฟไหม้

ใช้โอนไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ได้

Protocol Quick Charge 3.0 และ 4.0

รองรับกำลังไฟสูงสุด 3A

57 บาท
UGREEN
USB-C to C
USB-C to C
ความยาว 0.5 เมตร

สาย PVC แบบแบน ด้านในสายหุ้มอลูมิเนียมฟอยล์

โอนไฟล์ได้เร็ว 480Mbps
(USB 2.0)

Protocol Quick Charge 4.0

รองรับกำลังไฟ
สูงสุด 60 วัตต์
(20V 3A)

63 บาท
BASEUS
USB-C to C 100W
USB-C to C
ความยาว 1 เมตร

สายไนลอนถักมีเคฟล่าร์ผสมอลูมิเนียมอัลลอยด์ ติดตั้งชิปควบคุมกระแสไฟ

โอนไฟล์ได้เร็ว 480Mbps
(USB 2.0)

รองรับกำลังไฟสูงสุด
100 วัตต์ (20V 5A)
149 บาท
CHOETECH USB-C to C USB-C to C
ความยาว 180 เซนติเมตร

สายถักอลูมิเนียมแข็งแรงพิเศษ ชิลด์สายเอาไว้แข็งแรงและหุ้มสายภายในตัวเส้นเอาไว้อีกชั้น

โอนไฟล์ได้เร็ว 5Gbps

รองรับกำลังไฟสูงสุด
100 วัตต์ (20V 5A)
151 บาท
Orico Type-C to Type-C USB-C to C
ความยาว 1 เมตร

สายพลาสติก TPE ติดตั้งชิปคุมกระแสไฟเอาไว้ที่หัวพอร์ต USB-C โดยตัวชิปจะปรับกระแส, แรงดันให้เสถียรตลอดเวลา

โอนไฟล์ได้เร็ว 480Mbps
(USB 2.0)

รองรับกำลังไฟสูงสุด
100 วัตต์ (20V 5A)
169 บาท
Zmi AL303 USB-C to C
ความยาว 1 เมตร

สายไนลอนถักแข็งแรง สามารถหักงอได้กว่า 10,000 ครั้ง มีตัวต้านทาน Thermister PTC ติดตั้งเอาไว้ช่วยคุมอุณหภูมิ

โอนไฟล์ได้เร็ว 480Mbps
(USB 2.0)

Protocol USB Power Delivery 3.0

รองรับกำลังไฟ
สูงสุด 60 วัตต์

259 บาท
AUKEY Elite Kevlar USB-C to C USB-C to C
ความยาว 2 เมตร

สายไฟเบอร์เคฟลาร์ด้านในกลางเส้นข้อต่อระหว่างสายกับหัว USB-Cมีปลอกพลาสติกหุ้มยาวออกมาป้องกันการหักระหว่างหัวพอร์ตกับสาย หักงอได้เกิน 50,000 ครั้ง ตัวสายหุ้มผ้า, พลาสติก TPE และคาร์บอนกราฟีน

โอนไฟล์ได้เร็ว 480Mbps
(USB 2.0)

Protocol Power Delivery และ Quick Charge 3.0

รองรับกำลังไฟ
สูงสุด 60 วัตต์

390 บาท

สุดท้ายเรื่องสายชาร์จ Type-C ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าถ้าจะซื้อ ก็แนะนำให้ซื้อเผื่อเอาไว้สัก 2 เส้น โดยเป็นสายแบบอ่อนไว้วางที่โต๊ะทำงานที่วางโน๊ตบุ๊คหรือเสียบชาร์จมือถือทุกคืนหนึ่งเส้น และอีกเส้นก็เป็นสายแบบแข็ง เน้นความทนทานแล้วพกใส่กระเป๋าเอาไว้ใช้ชาร์จตอนออกไปข้างนอกก็ดีเช่นกัน และเวลาซื้อสายชาร์จประเภทนี้ไม่ต้องคิดเสียดายเงินแล้วลงทุนซื้อสายดีๆ เอาไว้ใช้เลย เพราะอายุการใช้งานของสายชาร์จประเภทนี้จัดว่าทนทานใช้งานได้หลายปีอย่างแน่นอน


tab cover

live cover

usb plug cover new

from:https://notebookspec.com/web/613870-7-type-c-cable-you-should-have-in-bag

“ออคีย์” จัดแคมเปญ “AUKEY x 9.9 Super Shopping Day” มอบดีลสุดคุ้มช้อปปิ้งสินค้าไอทีคุณภาพแบบจัดเต็มบน Shopee Mall

เตรียมเงินให้พร้อมช้อปให้สุดอีกครั้งกับโปรโมชั่นลดจัดหนักจัดเต็มจาก ออคีย์ (AUKEY)  ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีคุณภาพจากประเทศเยอรมนี ที่ยกขบวนสินค้าไอทีราคาสุดคุ้ม

พร้อมเสิร์ฟในแคมเปญ “AUKEY x 9.9 Super Shopping Day” บนแพลตฟอร์ม shopee มากับส่วนลดสูงสุดถึง 90% เอาใจสาวกไอทีนักช้อป มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม ผ่านทางร้านค้า AUKEY Thailand Official Store ทาง Shopee Mall วันที่ 9 กันยายน 2564 วันเดียวเท่านั้น!

 

โดยทาง ออคีย์ (AUKEY)  จัดโปรโมชั่นโค้ดส่วนลดมากมายมอบให้เหล่านักช้อปได้รับความคุ้มค่าที่มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

–              โค้ดส่วนลด SSPBZJDYVY” เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 2,000 บาท ลดทันที 500 บาท

–              โค้ดจัดหนักช่วงเวลา 00.00 – 02.00 น. ทั้งโค้ดส่วนลด 50% เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 100 บาท ,โค้ดส่วนลด 20% เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 200 บาท

–              โค้ดจาก Shopee Mall ลดเพิ่มไปอีก 12% สูงสุด 1500 บาท เมื่อช้อปสินค้าขั้นต่ำ 1,000 บาท 

คุ้มค่าแบบทวีคูณเมื่อใช้พร้อมกัน 2 โค้ดส่วนลด มหกรรมลดครั้งยิ่งใหญ่ ออคีย์ (AUKEY) ขนทัพมาอย่างจัดเต็ม พร้อมด้วยโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมาย โดยแคมเปญจะเริ่มตั้งแต่เวลา 02.01 – 23.59 น. วันเดียวเท่านั้น ซึ่งมี กิจกรรม Flash Sale ลดทั้งร้านพิเศษตลอดทั้งวัน ให้ช้อปได้อย่างจุใจ อาทิเช่น

–              หูฟังบลูทูธ Hybrid Active Noise-Cancellation มี Transparency Mode คุยชัดด้วย 6 ไมค์ เบสแน่น มีมิติ ในราคาพิเศษมากๆ 1,990 บาท จากราคาปกติ 4,990 บาทเท่านั้น

–              หูฟังเกมส์มิ่ง รุ่นฮิต กันดีเลย์ aptX ตัดเสียงรบกวนด้วย cVc 8.0  พิเศษมากๆ เพียง 1,055 บาท เท่านั้น จากราคาปกติ 2,835 บาท

–              หัวชาร์จด่วน PD 100W GaNTech 4 ช่อง สามารถชาร์ตด่วน ไอแพด, แท็บเล็ต, Mac, Laptop, พิเศษสุด ๆ เพียง 1,790 บาทเท่านั้น

Aukey

และไม่เพียงแค่นั้น อุปกรณ์อื่น ๆ ออคีย์ (AUKEY)  ก็ยังมีส่วนลดที่คุ้มค่าด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็น สายชาร์จ, หัวชาร์จ ด่วน ไอโฟน, ไอแพด, ซัมซุง, แอนดรอยด์, Mac, และ Laptop เป็นต้น เหล่าเกมเมอร์หรือสายไอทีต้องห้ามพลาด

นอกจากโค้ดส่วนลดและกิจกรรม Flash Sale ทาง ออคีย์ (AUKEY) ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้เหล่านักช้อปได้เล่นสนุกกันเพื่อแลกรับส่วนลดและของรางวัลต่าง ๆ มากมาย เช่น กิจกรรมเกมส์ Spin&Win เกมส์หน้าร้านเล่นลุ้นรับรางวัลโค้ดส่วนลดสูงสุดเพิ่มได้อีก

จัดหนัก จัดเต็ม กับโปรบุฟเฟ่ต์เพิ่มความคุ้มค่า ซื้อแค่ 3 ชิ้น จ่ายเพียง 999 บาท, ซื้อ 2 จ่ายเพียง 1 ชิ้น หรือจะเป็น ซื้อชิ้นที่ 2 ลดเพิ่มอีก 9% ก็คุ้มค่า อีกทั้งกิจกรรมโปรโมชั่นลดกระหน่ำต้อนรับเดือนกันยายนกับสินค้าเริ่มต้นแค่ 9 บาท และสินค้าราคาพิเศษเพียง 999 บาท จากราคาปกติ 2,XXX บาท เรียกได้ว่ายกความคุ้มค่ามารอเสิร์ฟสาวกไอที ให้ช้อปกระหน่ำแบบถล่มถลาย ด้วยโปรโมชั่นราคาสุดช๊อค วันเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้เราก็ยังมีกิจกรรม Give away สำหรับ 100 ออเดอร์แรก รับสินค้าฟรีไปเลย เมื่อซื้อของในร้านครบ 3,500 บาท ช่วงเวลา 00.00 – 12.00 น. เท่านั้น หากใครไม่อยากพลาดข่าวสารและดีลโปรโมชั่นสุดคุ้มในแคมเปญ “AUKEY x 9.9 Super Shopping Day” 

สามารถติดตามข่าวสารร้านค้าได้ที่ AUKEY Thailand Official Store บน Shopee Mall ได้ที่ https://bit.ly/37gFWSX รับรองว่าคุ้มแน่นอนห้ามพลาดเด็ดขาดแล้วเจอกันในวันที่ 9.9.2021 วันนี้วันเดียวเท่านั้น!!

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/aukey-x-9-9-super-shopping-day/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=aukey-x-9-9-super-shopping-day

7 แบรนด์สายชาร์จไอโฟนคุณภาพดี มี MFi วางติดโต๊ะไม่ผิดหวัง! เริ่ม 107 บาท

สายชาร์จไอโฟนดีๆ จากแบรนด์ชั้นนำตอนนี้หาง่ายมีให้เลือกหลายแบรนด์เลย

iphone usb cover

เพราะไอโฟนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จึงมีแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าอีเล็กทรอนิกส์พากันทำสายชาร์จไอโฟนออกมาวางจำหน่ายกันอย่างต่อเนื่องหลากหลายรุ่น ตั้งแต่แบบสายชาร์จอย่างเดียวหรือจะเป็นสายพร้อมปลั๊กชาร์จไวก็มีให้เลือก ช่วยแก้ปัญหาที่ Apple ไม่แถมปลั๊กมาให้ในกล่องไอโฟนล็อตใหม่ด้วย และถึงลูกค้าบางคนจะมีหัวปลั๊กอันเก่าหรือเปลี่ยนมาชาร์จไร้สายแล้วก็ตาม แต่คนที่ปลั๊กหายหรือพังก็คงไม่ปลื้มเท่าไหร่ และสาย Lightning เดิมๆ ที่แถมมาในกล่องพอถึงเวลาก็เปื่อยยุ่ยจนหมดสภาพอีกด้วย

ดังนั้นถ้าใครห่วงว่าซื้อเครื่องมาแล้วสายจะพังเร็วอยากมีสายชาร์จเส้นสำรองเอาไว้ใช้ด้วยล่ะก็ ตอนนี้แบรนด์ชั้นนำก็มีสายคุณภาพราคาหลักร้อยขายมากมายและราคาต่อเส้นเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น และบางแบรนด์ก็ขายเป็นแพ็คเกจพร้อมปลั๊กอีกด้วย

สายชาร์จไอโฟน

แต่ก่อนจะซื้อสายชาร์จไอโฟนเส้นใหม่มาใช้ ถ้าอยากให้สายใช้งานได้ดี มีมาตรฐานไม่ต้องห่วงเรื่องไฟรั่วหรือชาร์จแล้วจ่ายไฟไม่เสถียรและพอต่อเข้าคอมแล้วรับส่งข้อมูลได้ด้วยนั้น ผู้เขียนแนะนำว่าตอนซื้อควรดูที่โลโก้ “Made for iPhone | iPad | iPod” หรือที่รู้จักกันว่า MFi ด้วย

apple mfi logos update 2018

โดยโลโก้นี้เป็นตัวการันตีคุณภาพว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เป็นอุปกรณ์ที่บริษัทอื่นนอกจาก Apple ผลิตขึ้นมาแล้วผ่านมาตรฐานใช้งานกับสินค้าของ Apple อย่าง iPhone, iPad และ iPod ได้อย่างแน่นอน โดยโปรแกรม MFi นั้นไม่ได้หมายถึงแต่สายชาร์จหรือปลั๊กอย่างเดียว แต่ทาง Apple วางกรอบ MFi เอาไว้กว้างถึง 4 อย่างด้วยกันคือ

  1. HomeKit – อุปกรณ์นั้นๆ ใช้คุมเครื่องใช้ในบ้าน อย่างหลอดไฟ, ประตูบ้านหรือเครื่องวัดอุณหภูมิ ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Apple และ Siri ได้ด้วย
  2. AirPlay audio – อุปกรณ์ชิ้นนั้นรองรับการแชร์เพลงจากอุปกรณ์ Apple ได้
  3. Find My – อุปกรณ์ชิ้นนั้นใช้หาของใช้ส่วนตัวที่ทำหายไปได้ด้วยแอพฯ Find My ได้ รวมทั้งรักษาความเป็นส่วนตัวของเจ้าของเครื่องด้วย
  4. CarPlay – เครื่องเสียงในรถยนต์รุ่นนั้นสามารถใช้งานกับ iPhone ของเราได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล และกราฟฟิคบนหน้าจอคุมการทำงานง่ายและทำให้ผู้ขับโฟกัสกับท้องถนนได้ดี

จะเห็นว่ากรอบของมาตรฐาน MFi นั้นรองรับอุปกรณ์หลากหลายแบบ ทำให้ใครที่อยากแต่งห้องหรือบ้านให้เป็น Apple ecosystem ก็เลือกซื้ออุปกรณ์ที่มีโลโก้นี้ติดเอาไว้มาใช้งานได้เลย และข้อดีของสายแบบ MFi คือ นอกจากจะได้มาตรฐานจากทาง Apple แล้ว ตัวสายสามารถชาร์จให้มือถือได้โดยตัวอุปกรณ์อย่างหัว Lightning ไม่เสื่อมหรือแบตเตอรี่เกิดเสียหายและร้อนเกินและไม่มีหน้าต่างแจ้งเตือนว่าตัวสายไม่ได้มาตรฐานและไม่เข้ากับมือถือเด้งแจ้งเตือนอย่างแน่นอน

7 แบรนด์สายชาร์จไอโฟนคุณภาพ น่ามีใส่กระเป๋าหรือเอาไว้หน้าคอม

สำหรับคนที่กำลังหาสายชาร์จไอโฟนเส้นใหม่อยู่แล้วไม่แน่ใจว่าแบรนด์ไหนน่าซื้อ แล้วสายจะดีไหมไว้ใจได้เปล่า? ในส่วนนี้ผู้เขียนได้เลือกแบรนด์ชั้นนำทั้ง 7 แบรนด์ที่ได้มาตรฐาน MFi ใช้ชาร์จและรับส่งข้อมูลจากไอโฟนเข้าออกคอมพิวเตอร์ได้ด้วย โดยสายที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำ ได้แก่

  1. Apple (690 บาท)
  2. Aukey (469-999 บาท)
  3. Baseus (107-155 บาท)
  4.  CHOETECH (231-340 บาท)
  5. UGREEN (217-399 บาท)
  6. Vention (229-399 บาท)
  7. ZMI (340-399 บาท)
1. Apple (690 บาท)

MD818

สำหรับสายชาร์จเส้นแรกที่เลือกมาแนะนำก็ต้องเป็นสาย Lightning to USB ทั้งแบบหัว USB-A และ USB-C ของทางค่ายเองอย่างแน่นอน เรียกว่าถ้าซื้อมายังไงก็ชาร์จได้อย่างแน่นอน โดยสาย Lightning ที่หัวข้างหนึ่งเป็น USB-A นั้นจะเป็นหัวชาร์จแบบเก่าที่ใช้มาหลายปีแล้วและยังเป็น USB 2.0 อยู่ ซึ่งใช้แค่ชาร์จหรือ Sync เครื่องเพื่อแบ็คอัพไอโฟนเข้ากับ iTunes ในคอมเท่านั้น ส่วนราคาความยาว 0.5-1 เมตรจะอยู่ที่ 690 บาททั้งคู่ ส่วน 2 เมตรเพิ่มเป็น 1,190 บาท โดยส่วนตัวผู้เขียนแนะนำว่าสายรุ่นนี้เหมาะกับไอโฟนรุ่นเก่าระดับ iPhone Xs ลงไป

ส่วนรุ่นที่หัวปลั๊กข้างหนึ่งเป็น USB-C จะเป็นหัวรุ่นใหม่ที่นอกจากจะรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วตามมาตรฐาน Thunderbolt 3 นอกจากใช้ Sync ข้อมูล iPhone, iPad เข้า MacBook ได้แล้ว ยังรองรับการชาร์จเร็วได้ตั้งแต่ 18-96 วัตต์ ขึ้นอยู่กับกำลังไฟของอแดปเตอร์ที่ต่อเข้ากับสายเส้นนี้ เรียกว่าชาร์จได้ตั้งแต่ไอโฟนไปจน MacBook เลยทีเดียว ซึ่งในกล่องไอโฟนล็อตใหม่ๆ จะเปลี่ยนเป็นสายประเภทนี้ความยาว 1 เมตรแล้ว โดยถ้าซื้อแยกจะอยู่ที่ 690 บาท แต่ถ้าเอาสายยาว 2 เมตร เผื่อระยะเอาไว้ระหว่างปลั๊กกับไอโฟนหรือ MacBook ล่ะก็ จะอัพราคาเป็น 1,290 บาท

สเปคของสาย Lightning to USB
  • สาย Lightning to USB มีแบบ USB-A กับ USB-C
  • สาย USB-A รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ความยาว 0.5, 1, 2 เมตร
  • สาย USB-C รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน Thunderbolt 3 รองรับกำลังไฟสูงสุด 96 วัตต์ ความยาว 1, 2 เมตร 
  •  ความยาว 0.5-1 เมตร ทั้ง USB-A และ C ราคา 690 บาท, สาย USB-A ยาว 2 เมตร ราคา 1,190 บาท, สาย USB-C ยาว 2 เมตร ราคา 1,290 บาท
  • สั่งซื้อได้ที่ Apple Thailand (USB-A / USB-C)
2. Aukey (469-999 บาท)

be713513ddb20bd1a4a36b1c6c60b6a3

นอกจาก Apple เองแล้ว จะมีสายชาร์จไอโฟนจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Aukey จากเยอรมนีให้เลือกซื้อด้วย โดยมีทั้งแบบ USB-A และ USB-C ให้เลือกและได้รับมาตรฐาน MFi จะชาร์จหรือโอนไฟล์กับพีซีของเราก็ทำได้แน่นอน ตัวสายทั้งสองรุ่นเป็นสายถักไนลอนแข็งแรงและไม่ขาดหรือหักง่าย ใช้ได้หลายปี นอกจากนี้ทางผู้ผลิตก็เคลมประสิทธิภาพไว้ด้วยว่าสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วกว่าสายมาตรฐานของ Apple ราว 10% อีกด้วย

สำหรับสาย Lightning to USB ที่หัวข้างหนึ่งเป็น USB-A จะมีคุณสมบัติอย่างที่พูดถึงไปข้างต้น แต่เลือกความยาวได้ 2 ระดับคือ 1.2 เมตร รุ่น CB-BAL3 หรือ 2 เมตร รุ่น CB-BAL4 ส่วนสเปคเป็นระดับเดียวกับสายจาก Apple ตามปกติ

239fcceb20e18e2fd399c604b98a9007

ส่วนถ้าใครใช้ iPhone 12 แล้วจะเอาอแดปเตอร์ชาร์จไวด้วย จะมีเซ็ตรวมปลั๊ก USB-C ขายในรุ่น PA-B1 Pro ที่ขายคู่กันทั้งสาย USB-C to Lightning กับปลั๊กสีขาวหรือดำ ชาร์จ Power Delivery 3.0 กำลังไฟ 20 วัตต์ หัวปลั๊กพับเก็บได้พกพาง่าย เอาสาย USB-C to C มาชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Nintendo Switch ได้ด้วย มีระบบป้องกันไฟรั่วไฟช็อต, ชาร์จไฟเกินและป้องกันความร้อนเกินในตัว ซึ่งถ้าปลั๊กไอโฟนที่บ้านเริ่มเก่าและไม่ค่อยดี ชาร์จเข้าบ้างไม่เข้าบ้างแนะนำให้ลงทุนซื้อตัวนี้มาใช้เลยจะจบกว่า

สเปคของสาย Aukey
  • สาย Lightning to USB มีหัว USB-A รุ่น CB-BAL3 หรือ ชุดปลั๊กพร้อมสาย USB-C
  • สาย USB-A รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ความยาว 1.2, 2 เมตร
  • สาย USB-C รับส่งข้อมูลและชาร์จไฟได้ รองรับกำลังไฟได้ราว 87 วัตต์ ความยาว 1 เมตร ขายพร้อมอแดปเตอร์กำลังชาร์จ 20 วัตต์ มีระบบป้องกันไฟรั่วไฟช็อต, ชาร์จไฟเกินและป้องกันความร้อนเกินในตัว
  • สาย USB-A ความยาว 1.2 เมตร ราคา 469 บาท, ยาว 2 เมตร ราคา 569 บาท
  • สาย USB-C ความยาว 1 เมตร พร้อมปลั๊ก 20 วัตต์ ราคา 999 บาท
  • สั่งซื้อได้ที่ AUKEY Thailand (USB-A / USB-C)
3. Baseus (107-155 บาท)

816473d6d319ac8df9840b33b00e7cff

ด้านสายชาร์จไอโฟนแบรนด์ชั้นนำอย่าง Baseus ก็มีทั้งสาย Lightning to USB-A และ USB-C ให้เลือกเช่นกันและราคาไม่แพงมาก โดยรุ่นที่เป็น Lightning to USB-A จะมี 4 สี เป็นสาย USB 2.0 รองรับการชาร์จไว กระแส 2.4A ตัวสายเป็นโลหะผสมสังกะสีและหุ้มด้านนอกด้วยผ้าโพลีเอสเตอร์ใช้ชาร์จเร็วได้ทั้ง iPhone, iPad และตัวสายมีระบบป้องกันการชาร์จไฟเกินด้วย นอกจากนี้ที่หัวสายยังอัพเกรดให้ปลายหุ้มพลาสติกยาวออกมาให้ยาวเพื่อป้องกันสายหักตรงข้อต่อได้ นอกจากนี้ตัวสายเวลาชาร์จแบตเตอรี่อยู่ และดับเองตอนแบตในเครื่องเต็มให้เจ้าของเครื่องรู้ด้วย

632f22551c0c34c1ff423241312f8f52

ส่วนสายแบบ USB-C จะยาว 1 เมตร รองรับการชาร์จไวได้ 20 วัตต์ ในหัวสายมีชิป Quick Charge ส่วนตัวสายเป็นโลหะสังกะสีกับลวดถักไนล่อนแข็งแรง แต่สายตัวนี้จะรับส่งข้อมูลได้เร็วเท่า USB 2.0 เท่านั้น แต่ก็ถือว่าเหมาะกับการเอาสายนี้มาชาร์จกับ Power Bank ที่มีหัว USB-C มาก เพราะตัวสายแข็งแรงไม่หักง่ายๆ พกไปไหนก็ทนทาน

สเปคของสาย Baseus
  • สาย Lightning to USB มีหัว USB-A หรือ USB-C
  • สาย USB-A รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ความยาว 1 เมตร กระแสไฟ 2.4A
  • สาย USB-C รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ชาร์จไว 20 วัตต์ ความยาว 1, 2 เมตร
  • สาย USB-A ความยาว 1 เมตร ราคา 107 บาท
  • สาย USB-C ความยาว 1 เมตร ราคา 128 บาท, 2 เมตร ราคา 155 บาท
  • สั่งซื้อได้ที่ Baseus Thailand (USB-A / USB-C)
4. CHOETECH (231-340 บาท)

ef3b1a748c6ce6a3dbdba7b93026baa2

ถ้าใครเลือกหาซื้อสายชาร์จไอโฟนออนไลน์กันเป็นประจำ อาจจะเห็นแบรนด์ CHOETECH ผ่านตากันเป็นระยะๆ ซึ่งแบรนด์นี้ก็เป็นของดีราคาไม่แพงมากและมี MFi เช่นกัน มีหัวสายแบบ USB-A ความยาว 1.8 เมตร เป็นสายเนื้อยาง TPE ใช้ชาร์จและโอนไฟลระหว่าง iPhone, iPad กับพีซีของเราได้ด้วย์ความเร็วเท่า USB 2.0 และใช้ชาร์จเร็วได้ด้วย โดยทางผู้ผลิตเคลมว่าชาร์จแบตให้ iPhone, iPad ได้เต็มเร็วกว่าสายมาตรฐานของ Apple 1.6 เท่าทีเดียว

8eab329f4a21b13e5b3bd888c6e74a3c

ส่วนสาย Lightning to USB-C รหัสรุ่น C94 จะเป็นสายไนล่อนถักยาว 1.2 เมตร รับกระแสสูงสุด 87 วัตต์หรือต่อกับพีซีก็ได้ ความเร็วโอนไฟล์จะเท่ากับสาย USB 2.0 และทำปลายหุ้มตัวสายป้องกันการหักกลางสายเอาไว้ ซึ่งทางผู้ผลิตเคลมการทดสอบเอาไว้ว่าทดลองหักพับงอสายร่วม 40,000 ครั้งในห้องทดลองแล้วว่าตัวสายยังใช้ชาร์จและโอนไฟล์ได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

สเปคของสาย CHOETECH
  • สาย Lightning to USB มีหัว USB-A หรือ USB-C
  • สาย USB-A รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ความยาว 1.8 เมตร
  • สาย USB-C รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ชาร์จไว 87 วัตต์ ความยาว 1.2 เมตร
  • สาย USB-A ความยาว 1 เมตร ราคา 231 บาท
  • สาย USB-C ความยาว 1.2 เมตร ราคา 340 บาท
  • สั่งซื้อได้ที่ CHOETECH Thailand (USB-A / USB-C)
5. UGREEN (217-399 บาท)

be8689d40b4350dead5f6a334512d3ad

UGREEN แบรนด์ราคาเข้าถึงง่ายขวัญใจใครหลายคนก็มีสายชาร์จไอโฟนทั้งแบบ Lightning to USB-A และ USB-C ให้เลือกเหมือนกัน โดยสาย USB-A จะมีชิป MFi ในตัวแล้ว รองรับกระแสได้ 2.4 แอมป์ เลือกความยาวได้ตั้งแต่ 0.5, 1, 1.5, 2 เมตร ขั้วสายมีปลอกพลาสติก TPE หุ้มป้องกันตัวสายหักตอนพับสายด้วย ส่วนความเร็วการรับส่งข้อมูลเทียบเท่า USB 2.0 ซึ่งข้อดีคือสาย UGREEN จะมีความยาวให้เลือกได้หลากหลายเท่ากับสายแท้ของ Apple เองแต่ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง

a17dd282a68984c4c5ea7dace4ac4665

ด้านสาย USB-C เองก็รองรับการชาร์จ Power Delivery ให้ iPhone ได้ จ่ายกระแสได้สูงสุด 36 วัตต์ ตัวสายเป็นไนลอนถักและหุ้มปลอกสายด้วยพลาสติก TPE เหมือนกัน ใช้โอนไฟลและชาร์จ iPhone, iPad ได้ เลือกความยาวได้ตั้งแต่ 25 ซม., 0.5, 1 เมตร ดังนั้นถ้าใครอยากได้สาย USB-C ไม่แพงและดีสักเส้น อาจจะเลือกเป็นสายจาก UGREEN ตัวนี้ไปเลยก็ดีเหมือนกัน

สเปคของสาย UGREEN
  • สาย Lightning to USB มีหัว USB-A หรือ USB-C
  • สาย USB-A รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ความยาว 0.5, 1, 1.5, 2 เมตร
  • สาย USB-C รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ชาร์จไว 36 วัตต์ ยาว 25 ซม., 0.5, 1 เมตร
  • สาย USB-A ความยาว 0.5 เมตร ราคา 217 บาท, 1 เมตร ราคา 246 บาท, 1.5 เมตร ราคา 280 บาท, 2 เมตร ราคา 296 บาท
  • สาย USB-C ความยาว 25 ซม. ราคา 360 บาท, 0.5 เมตร ราคา 390 บาท, 1 เมตร ราคา 399 บาท
  • สั่งซื้อได้ที่ UGREEN Thailand (USB-A / USB-C)
6. Vention (229-399 บาท)

eabbf427c7caebe5abcaf1d8c7524223

แบรนด์ Vention อาจจะไม่คุ้นหูชาวไทยเท่าไหร่ แต่แบรนด์นี้ทำสายเชื่อมต่อคุณภาพดีออกมาร่วม 10 ปีแล้ว และแบรนด์นี้ก็มีสายชาร์จไอโฟนให้เลือกซื้อทั้งแบบ USB-A ที่เป็นสายไนลอนกับโลหะถักพร้อมปลอกพลาสติก TPE คลุมขั้วสายป้องกันสายหักกลาง เชื่อมต่อพีซีแล้วโอนไฟล์ได้ด้วยความเร็ว USB 2.0 ได้ ส่วนกำลังชาร์จอยู่ที่ 2.4 แอมป์ เลือกความยาวได้ทั้ง 0.5, 1.5, 2 เมตร

069e7f19690f6cf018b66b66171787c5

 

ด้านสาย USB-C จะเป็นสายถักมีปลอกพลาสติก TPE เหมือนกับแบบ USB-A ใช้ต่อพีซีโอนไฟล์ได้ด้วยความเร็ว USB 2.0 เช่นกัน เลือกความยาวได้ตั้งแต่ 1, 1.5, 2 เมตร แต่รับกำลังชาร์จได้มากขึ้นเป็น 3 แอมป์ ทำให้ชาร์จอุปกรณ์อย่าง iPhone, iPad ได้เร็วกว่าเดิม ซึ่งถ้าใครใช้ปลั๊กที่มีหัวสาย USB-C หลายช่อง ก็เอาสาย Vention ไปต่อก็ชาร์จแบตให้เต็มได้เร็วไม่แพ้กันอย่างแน่นอน

สเปคของสาย Vention
  • สาย Lightning to USB มีหัว USB-A หรือ USB-C
  • สาย USB-A รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ความยาว 0.5, 1.5, 2 เมตร รับกระแส 2.4 แอมป์
  • สาย USB-C รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 รับกระแส 3 แอมป์ ความยาว 1, 1.5, 2 เมตร
  • สาย USB-A ความยาว 0.5 เมตร ราคา 229 บาท, 1 เมตร ราคา 259 บาท, 1.5 เมตร ราคา 299 บาท, 2 เมตร ราคา 369 บาท
  • สาย USB-C ความยาว 1 เมตร ราคา 269 บาท, 1.5 เมตร ราคา 329 บาท, 2 เมตร ราคา 399 บาท
  • สั่งซื้อได้ที่ Vention Thailand (USB-A / USB-C)
7. ZMI (340-399 บาท)

3b9270728e3510132aa0625b8f660077

อีกแบรนด์ที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง ZMI ก็มีสายชาร์จไอโฟนคุณภาพดเช่นกัน มีทั้งสาย Lightning to USB-A และ USB-C ให้เลือก โดยสาย USB-A จะเป็นสายยาว 1 เมตร เป็นสายไนลอน Polypropylene ถัก รับน้ำหนักได้ 50 กิโลกรัม ชาร์จได้ด้วยกำลังไฟ 3A รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็ว USB 2.0 เรียกว่าเหมาะกับคนที่ต้องการสายชาร์จไอโฟนที่แข็งแรง ไม่พังง่ายมากๆ

7b10f8f75ad908d81604742f72c7bad3

ส่วนใครที่ซื้อ iPhone มาแล้วจะเอาปลั๊กด้วย จะมีชุดปลั๊กพร้อมสาย Lightning to USB-C ให้เลือกด้วย โดยรองรับการชาร์จเร็วตามมาตรฐาน Power Delivery 3.0 ได้กระแส 20 วัตต์ มีระบบป้องกันไฟเกิน, ไฟฟ้าลัดวงจรและไฟกระชากในตัวด้วย ส่วนตัวสาย USB-C จะยาว 1 เมตร รับกระแสได้ 3 แอมป์ ตัวสายเป็นพบาสติก TPE ซึ่งทนและไม่ขาดง่าย รับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว USB 2.0 ถ้าเป็นสายรุ่น AL873 จะเป็นสายที่หัวพอร์ตทั้งสองข้างมีตุ่มแม่เหล็กติดอยู่ สามารถเอาไปแตะติดเอาไว้กับแถบแม่เหล็กเพื่อจับสายให้ไม่ตกหายหรือรกได้ด้วย

สเปคของสาย ZMI
  • สาย Lightning to USB มีหัว USB-A รุ่น AL803 หรือ ชุดปลั๊กพร้อมสาย USB-C
  • สาย USB-A รับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน USB 2.0 ความยาว 1 เมตร รับกระแสได้ 3 แอมป์
  • สาย USB-C รับส่งข้อมูลและชาร์จไฟได้ รองรับกระแสไฟ 3 แอมป์ ความยาว 1 เมตร ขายพร้อมอแดปเตอร์กำลังชาร์จ 20 วัตต์ มีระบบป้องกันไฟเกิน, ไฟฟ้าลัดวงจรและไฟกระชากในตัว
  • สาย USB-A ความยาว 1 เมตร ราคา 399 บาท
  • สาย USB-C ความยาว 1 เมตร พร้อมปลั๊ก 20 วัตต์ ราคา 599 บาท, แบบหัวปลั๊กพร้อมตุ่มแม่เหล็กราคา 699 บาท
  • สั่งซื้อได้ที่ ZMI Thailand (USB-A / USB-C)

สรุปสเปคของสายชาร์จไอโฟน 7 แบรนด์ รุ่นไหนดีรุ่นไหนโดน

จะเห็นว่าสายชาร์จไอโฟนนอกจาก Apple แล้ว ก็จะมีแบรนด์ผู้ผลิตรายอื่นให้เลือกซื้อมากมายทีเดียว และแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไปตามที่ผู้ผลิตปรับแต่งเข้าไปในตัวสายด้วย โดยสรุปสเปคได้ดังนี้

สเปคและความยาวของสายชาร์จไอโฟน สเปคสาย USB-A สเปคสาย USB-C ราคา
Apple รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0

ความยาว 0.5, 1, 2 เมตร

รับส่งข้อมูลมาตรฐาน Thunderbolt 3

ความยาว 1, 2 เมตร

USB-A, USB-C ความยาว 0.5-1 เมตร ราคา 690 บาท

USB-A ความยาว 2 เมตร ราคา 1,190 บาท

USB-C ความยาว 2 เมตร ราคา 1,290 บาท

Aukey รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0

ความยาว 1.2, 2 เมตร

รับกำลังไฟได้ 87 วัตต์

ความยาว 1 เมตร ขายพร้อมอแดปเตอร์กำลังชาร์จ 20 วัตต์

USB-A ความยาว 1.2 เมตร 469 บาท, ความยาว 2 เมตร ราคา 569 บาท

USB-C ความยาว 1 เมตร พร้อมปลั๊ก 20 วัตต์ ราคา 999 บาท

Baseus รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 กระแสไฟ 2.4 แอมป์

ความยาว 1 เมตร

รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 กระแสไฟ 20 วัตต์

ความยาว 1, 2 เมตร

USB-A ความยาว 1 เมตร ราคา 107 บาท

USB-C ความยาว 1 เมตร ราคา 128 บาท, 2 เมตร ราคา 155 บาท

CHOETECH รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0

ความยาว 1.8 เมตร

รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 กระแสไฟ 87 วัตต์

ความยาว 1.2 เมตร

USB-A ความยาว 1 เมตร ราคา 231 บาท

USB-C ความยาว 1 เมตร ราคา 128 บาท, 2 เมตร ราคา 155 บาท

UGREEN รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0

ความยาว 0.5, 1, 1.5, 2 เมตร

รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 กระแสไฟ 36 วัตต์

ความยาว 25 ซม., 0.5, 1 เมตร

USB-A ความยาว 0.5 เมตร ราคา 217 บาท, 1 เมตร ราคา 246 บาท, 1.5 เมตร ราคา 280 บาท, 2 เมตร ราคา 296 บาท

USB-C ความยาว 25 ซม. ราคา 360 บาท, 0.5 เมตร ราคา 390 บาท, 1 เมตร ราคา 399 บาท

Vention รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 รับกระแส 2.4 แอมป์

ความยาว 0.5, 1.5, 2 เมตร

รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 กระแสไฟ 3 แอมป์

ความยาว 1, 1.5, 2 เมตร

USB-A ความยาว 0.5 เมตร ราคา 229 บาท, 1 เมตร ราคา 259 บาท, 1.5 เมตร ราคา 299 บาท, 2 เมตร ราคา 369 บาท

USB-C ความยาว 1 เมตร ราคา 269 บาท, 1.5 เมตร ราคา 329 บาท, 2 เมตร ราคา 399 บาท

ZMI รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 รับกระแส 3 แอมป์

ความยาว 1 เมตร

รับส่งข้อมูลมาตรฐาน USB 2.0 กระแสไฟ 3 แอมป์

ความยาว 1 เมตร ขายพร้อมอแดปเตอร์กำลังชาร์จ 20 วัตต์

USB-A ความยาว 1 เมตร ราคา 399 บาท

USB-C ความยาว 1 เมตร พร้อมปลั๊ก 20 วัตต์ ราคา 599 บาท, แบบหัวปลั๊กพร้อมตุ่มแม่เหล็กราคา 699 บาท

โดยสรุปแล้ว จะเห็นว่าสายแต่ละแบบก็จะมีจุดแตกต่างกันเรื่องความยาวและพิเศษสักหน่อยที่สายของทาง Apple โดยตรงจะมีสเปคสูงกว่าแบรนด์อื่นระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวผู้เขียนเองแนะนำว่าถ้าจะซื้อสายชาร์จไอโฟนเอาไว้ใช้สักเส้น น่าเลือกสายถักเอาไว้พกติดตัวใช้ชาร์จมือถือได้ก็พอแล้ว ส่วนสายที่แถมมาพร้อมกันตอนซื้อเครื่องก็ต่อทิ้งเอาไว้ที่พีซีเครื่องประจำของเราเพื่อแบ็คอัพเครื่องไม่ให้สายเก่าและพังเร็วจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนสายกันบ่อยๆ


บทความที่เกี่ยวข้อง

keyboard cover

bt true cover

from:https://notebookspec.com/web/609165-7-recommend-iphone-charger-brand

การเลือกซื้ออุปกรณ์สำหรับการชาร์จเร็วให้กับ iPhone X, 8 และ 8 Plus

Fast Charge Set For Iphone X

คำถามสุดฮอตอีกเรื่องหนึ่งสำหรับผู้ใช้งาน iPhone X, iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ในเรื่อง Fast Charge หรือการชาร์จเร็วให้กับ iPhone นั้นจะต้องใช้อะแดปเตอร์ตัวไหนและใช้สายชาร์จแบบไหนกันนะถึงจะเหมาะ วันนี้ผมจะขอสรุปวิธีการง่ายๆ ให้ฟังกันครับ

iPhone, iPad รุ่นไหนรองรับการชาร์จเร็วผ่าน Power Delivery บ้าง?

อุปกรณ์ที่รองรับการชาร์จเร็วอย่างเป็นทางการจาก Apple ได้แก่

  1. iPhone 8 (สูงสุดประมาณ 15W)
  2. iPhone 8 Plus (สูงสุดประมาณ 15W)
  3. iPhone X (สูงสุดประมาณ 15W)
  4. iPad Pro 12.9-inch (2nd generation)
  5. iPad Pro 12.9-inch
  6. iPad Pro 10.5-inch

การเลือกซื้ออุปกรณ์สำหรับการชาร์จเร็วให้กับ iPhone X, 8 และ 8 Plus

iPhone รุ่นปี 2017 มาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จเร็วที่เรียกว่า Power Delivery เรียกย่อๆ ว่า PD ซึ่งอาศัยการส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าผ่านพอร์ต USB-C ดังนั้นหากสิ่งที่จำเป็น 2 สิ่งที่ต้องการในการทำให้ iPhone รุ่นที่รองรับนั้นชาร์จเร็วได้ประกอบด้วย

1. อะแดปเตอร์แบบ USB-C ที่มีเทคโนโลยี Power Deliveryapple 29w usb-c power adapter

อะแดปเตอร์ที่มาพร้อม Power Deliver สังเกตว่าต้องเป็นพอร์ต USB-C มีจำหน่ายทั้งจาก Apple และยี่ห้ออื่นๆ ก็สามารถใช้ได้ตามความต้องการ แนะนำว่าต้องเลือกจำนวน Watt ที่สูงๆ ถ้าของ Apple แนะนำว่าควรซื้อขนาด 29W ขึ้นไป ซึ่งจะซื้อจาก Apple โดยตรงหรือจะหายี่ห้ออื่นๆ ตามเว็บอย่าง Ebay, Amazon ฯลฯ ก็สุดแล้วแต่ แต่อย่างน้อยต้องดูยี่ห้อด้วยว่าผ่านคุณภาพมากน้อยแค่ไหน มีระบบการป้องกันมาให้หรือเปล่า ทั้งนี้แม้ว่า USB-C จะเป็นมาตรฐานสากลที่ใครๆ ก็ผลิตได้แต่ก็ไม่ควรเลือกยี่ห้ออะไรก็ได้ปบบสุ่มสี่สุ่มห้ามาใช้งาน ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้อุปกรณ์ของคุณเสียหายก็เป็นได้

จะซื้ออุปกรณ์มาใช้ทั้งทีควรเลือกของแท้จากผู้ผลิตและเลือกสินค้าที่ได้รับมาตรฐาน

USB-C Charger จาก Aukey

2. สายชาร์จ USB-C to Lightning

สายชาร์จ USB-C to Lightning สำหรับการเชื่อมต่อจากอะแดปเตอร์ PD เข้า iPhone ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี สำหรับสายที่เป็นทางการนั้นมีเพียง Apple เท่านั้นที่ผลิตออกมาจำหน่าย สำหรับสายจากยี่ห้ออื่นนั้นทาง Apple ยังไม่เปิดลิขสิทธิ์ MFI ของรุ่นนี้ออกมา ดังนั้นหากเห็นสาย USB-C to Lightning ยี่ห้ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ของ Apple ให้รู้ไว้เลยว่า “สายเลียนแบบ”

Apple ผลิตออกมาขาย 2 ความยาวได้แก่ 1 และ 2 เมตร ราคาอยู่ที่ 890 และ 1,300 บาทตามลำดับ (ชี้เป้าซื้อสายนี้ที่ Bananastore ของ Com7 ได้ส่วนลดด้วย 1 เมตรราคา 850 บาท ส่วน 2 เมตรราคา 1,240 บาท)

Usb C To Lightning Cable Apple

สามารถสั่งซื้อได้ผ่านเว็บของ Apple หรือตัวแทนจำหน่ายที่เป็นทางการเช่น Studio7, BaNANA, iStudio ฯลฯ

เมื่อมีครบแล้วทั้ง 2 อย่างก็พร้อมสำหรับการชาร์จไฟแบบเร็วให้ iPhone เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่บอกว่าชาร์จเร็วนั้นเร็วแค่ไหน?

เร็วกว่าอะแดปเตอร์ที่แถมมาในกล่องประมาณ 3 เท่า (5W vs. 15W) โดยหากใช้ชุดที่แนะนำมานี้ชาร์จไฟให้ iPhone X, 8, 8 Plus นาน 30 นาทีจะได้แบตเตอรีประมาณ 48-50% ตามกราฟด้านล่าง ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะสำหรับการประจำกำลังไฟให้ iPhone แบบเร่งด่วน

Iphone X Iphone 8 Fast Charging Study 1

แล้วแอดมินใช้ชุดไหนอยู่สำหรับการชาร์จเร็ว?

Iphone X Fast Charge Set 7916

ชุดที่ผมเลือกใช้คือ สายชาร์จ USB-C to Lightning แท้จาก Apple และอะแดปเตอร์ Anker(ตัวนี้สั่งจากเว็บ amazon) ตัวที่อยู่ในรูปด้านล่าง ชุดนี้กำลังไฟ 30W สามารถชาร์จเร็วให้ iPhone ผ่าน USB-C ได้แล้ว พอร์ตดังกล่าวยังชาร์จ MacBook Pro 2016 ได้ด้วย ยังๆ ยังไม่พอมันยังมาพร้อม USB-A อีก 4 ช่อง เอาไว้ชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มได้อีกถือว่าคุ้มเลย ข้อเสียอย่างเดียวคือมันใหญ่แต่ส่วนตัวแล้วขอบนะซื้อ 1 ได้ถึง 3 พกอันเดียวชาร์จยกแก๊งไปเลย

สำหรับที่ไทยก็ลองหาดูว่ามียี่ห้อไหนที่มีขายแบบนี้บ้างลองเปรียบเทียบราคาและคุณภาพดูนะครับ ซื้อยี่ห้อที่ได้มาตรฐานหน่อยจะได้ไม่เป็นภาระในภายภาคหน้า

สำหรับบทความนี้คงฝากไว้แค่เท่านี้ก่อนไว้เดี๋ยวต่อไปจะแนะนำเรื่องแท่นชาร์จไร้สายให้ได้ทราบกันในโอกาสต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

from:https://www.iphonemod.net/how-to-buy-adapter-and-cable-for-iphone-fast-charge.html

อุปกรณ์ชาร์จเร็วที่ดีที่สุดสำหรับ iPhone 8 และ iPhone X จะเป็นของ Apple หรือจากผู้ผลิตอื่น?

fast-charger-for-iphone

iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X รองรับการชาร์จเร็ว หรือ Fast Charge ซึ่งช่วยให้ iPhone รุ่นใหม่ สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 – 50% ในเวลาเพียง 30 นาที แต่ต้องซื้ออุปกรณ์ชาร์จเร็วแยกต่างหาก โดยอุปกรณ์มาตรฐานของ Apple ประกอบไปด้วย USB-C Power Adapter ขนาด 29 วัตต์ ราคา 1,700 บาท และสาย USB-C to Lightning Cable ยาว 1 เมตร ราคา 890 บาท

aukey-fast-charger-for-iphone

รวมแล้วต้องจ่ายเพิ่ม 2,590 บาท เพื่อให้ได้อุปกรณ์ชาร์จเร็วของ Apple แต่ก็มีทางเลือกอื่นที่ประหยัด และสามารถใช้งานทดแทนกันได้ อย่าง Anker 30W PowerPort และ Aukey 29W Amp Duo USB Wall Charger อย่างไรก็ตาม ควรใช้สาย USB-C to Lightning Cable จาก Apple เพื่อความปลอดภัยและให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

anker-fast-charger-for-iphone

เว็บไซต์ 9to5mac ได้นำอุปกรณ์ชาร์จเร็วทั้ง 3 จาก Apple, Anker และ Aukey มาทดสอบกับ iPhone 8 รุ่น 64GB โดยเปิดโหมด Airplane ปิดแอพพลิเคชั่นทั้งหมด ยกเว้นแอพ Timer โดยปรับความสว่างของจอแสดงผลไว้ที่ 50% และได้ผลลัพธ์ออกมาดังนี้…

fast-charger-for-iphone-compare

จะเห็นว่าอุปกรณ์ชาร์จเร็วทั้ง 3 ค่าย ไม่ได้ให้ผลที่แตกต่างกันมากนัก ในเวลาชาร์จ 30 นาที อุปกรณ์ชาร์จจาก Apple ให้ระดับแบตเตอรี่มากที่สุด แต่ก็เว้นช่องห่างเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ถ้าคุณสามารถซื้ออุปกรณ์ชาร์จเร็วจาก Anker และ Aukey ได้ในราคาที่ถูกกว่า ก็จะช่วยคุณประหยัดเงินไปได้ แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของ MacBook หรือ MacBook Pro รุ่นใหม่ล่าสุด บางทีคุณอาจมี USB-C Power Adapter จาก Apple อยู่แล้ว

ที่มา – 9to5mac

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=195269

[Review] Aukey KM-G3 คีย์บอร์ดเล่นเกมแบรนด์เยอรมันดีไซน์เรียบหรูพร้อมไฟ RGB สุดอลังในราคา 2,140 บาท

แบรนด์ Aukey เป็นแบนรด์ที่ไม่ค่อยคุ้นหูนักซึ่งแบรนด์นี้มาจากเมืองเบียร์ประเทศเยอรมันโดยสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ชาร์จไฟ/สายชาร์จไฟเป็นหลักซึ่งในไทยก็มีสินค้าที่ว่าวางจำหน่ายเหมือนกันแต่ล่าสุด Aukey ได้เผยโฉมสินค้าใหม่ที่เป็นคีย์บอร์ดสำหรับเล่นเกมออกมาในชื่อรุ่น KM-G3 เรียบร้อยแล้ว

au

สำหรับคีย์บอร์ด KM-G3 ก็จะเป็นคีย์บอร์ดแบบ Mechanical ออกแบบมาเพื่อเล่นเกมเป็นหลักโดยทาง Aukey ได้บอกว่ามันมีจุดเด่นตรงที่ราคาถูกมีฟังก์ชั่นการใช้งานง่ายเป็นหลักพร้อมกับมีไฟ RGB เน้นความสวยงามด้วย ดังนั้นในวันนี้เราจะมาดูกันว่าคีย์บอร์ดจากเยอรมันตัวนี้จะมีประสิทธิภาพดีเหมือนกับที่ว่าไว้หรือไม่

 

กล่องแพจเกจ

aukey-km-g3-box-front

มาเริ่มกันที่ตัวกล่องบรรจุกันเลยที่มาในกล่องสีขาวดูสะอาดตา ด้านหน้าจะเผยโลโก้หน้าตาและชื่อรุ่นของสินค้า

aukey-km-g3-box-back

ส่วนด้านหลังก็จะมีรายละเอียดอีกเล็กน้อยอยู่ตรงกลางซึ่งโดยรวมแล้วตัวกล่องดูเรียบแต่มีสไตล์ดูดีมากทีเดียวครับ

aukey-km-g3-in-the-box

เมื่อแกะกล่องออกมาก็จะพบกับตัวคีย์บอร์ด+สายไฟพร้อมกับหนังสือคู่มือการใช้งานและใบประกันสินค้าสามอย่างเน้น ๆ

 

ภายนอก

aukey-km-g3-font

มาดูที่ตัวคีย์บอร์ดกันเริ่มด้วยฟ้อนท์ตัวอักษรที่ออกแบบมาค่อนข้างล้ำสมัยและเป็นเอกลักณ์เฉพาะตัวมากแต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีปัญหาเล็กน้อยในการอ่านตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวจะอ่านยากสักหน่อยแม้โดยรวมจะดูสะอาดตาเป็นระเบียบก็ตาม

aukey-km-g3-f1-f4

พอมาดูด้านบนก็จะพบว่ามีการจัดแบ่งกลุ่มของปุ่ม F1-F12 เป็นหมวดหมู่ชัดเจนโดยที่ F1-F4 จะเป็นปุ่มปรับแต่งเกี่ยวกับเสียงได้แก่ F1 เปิด Optical Drive , F2 ลดเสียง , F3 เร่งเสียง และ F4 ปิดเสียง แต่ต้องกดปุ่ม Fn ร่วมด้วยและถ้าเป็นโหมด Gaming ปุ่มทั้ง 4 จะเป็นการปรับสีปุ่มของคีย์บอร์ดครับซึ่งต้องกดปุ่ม Fn ร่วมด้วยเหมือนกัน

aukey-km-g3-f5-f8

ปุ่ม F5-F8 จะเกี่ยวกับมัลติมีเดียโดยที่ปุ่ม F5 จะเล่นย้อนกลับ , F6 เล่นไปข้างหน้า , F7 หยุดชั่วคราว (Pause) และ F8 หยุด (Stop) ใช้ปุ่ม Fn ร่วมด้วย

aukey-km-g3-f9-f12

ส่วนปุ่ม F9-F12 จะเป็นทางลัดเข้าโปรแกรมต่าง ๆ ได้แก่ F9 เข้า E-Mail ของเรา , F10 ไปที่ Homepage , F11 ไปที่ My Computer และ F12 เรียกโปรแกรมเครื่องคิดเลขครับและเหมือนเดิมทั้งหมดจะต้องกดปุ่ม Fn ร่วมด้วยครับ

aukey-km-g3-indicators

ส่วนแผงปุ่มตัวเลขด้านขวามือก็จะปกติตามมาตรฐานที่สังเกตว่าด้านบนจะมีแถบไฟแสดงสถานะเวลาเปิด Num Lock / Caps Lock

aukey-km-g3-windows-lock

และเมื่อย้ายมาดูฝั่งซ้ายมือด้านล่างเราก็จะเห็นปุ่ม Windows Lock ให้ด้วยครับซึ่งต้องใช้ปุ่ม Fn กดช่วย

aukey-km-g3-led-control

ส่วนแผงปุ่มตรงนี้จะมีฟังค์ชั่นย่อย MR จะหมายความว่าเป็นปุ่ม Macro Record ครับและปุ่ม M1 กับ M2 ก็จะเป็นชื่อมาโคร ส่วนปุ่มอื่น ๆ ที่ต้องใช้ปุ่ม Fn ช่วยก็จะมีปุ่ม Print Screen (PS)+Fn จะเปิด/ปิดไฟ LED , INS+Fn จะแสดงโหมด LED 8 แบบ และ Del+Fn จะแสดงสีต่าง ๆ ของปุ่ม

aukey-km-g3-led-profile-1

ถ้ากด Fn+HM จะเป็นการกำหนดสีของปุ่มแต่ละปุ่มได้ว่าต้องการให้เป็นสีอะไรบ้างเช่นในรูปที่กำหนดปุ่ม T , U , P เป็นสีแดง , น้ำเงิน , เขียว ตามลำดับ

aukey-km-g3-switches

มาถึงส่วนสำคัญที่สุดกันบ้างกับสวิทช์ปุ่มที่ใช้บริการของ Outemu Blue สีฟ้าสดใสเป็นสวิทช์ที่ผลิตโดย Gaote Corp. หรือเป็นร่างโคลนของ Cherry MX แต่ว่าคุณสมบัติของมันกลับแตกต่างกันครับโดยมันจะเป็นสวิทช์ 2 จังหวะมีเสียง “คลิก” เมื่อกดแต่ให้น้ำหนักการกดน้อยกว่าของ Cherry MX พอสมควร

aukey-km-g3-keycaps

ถึงอย่างนั้นด้วยวัสดุปุ่มที่เป็นพลาสติกเวลากดจึงให้เสียงที่ดังนิดหน่อยแต่ก็เงียบกว่า MX Green เมื่อนำไปใช้งานจริงก็พบว่ามันอยู่ในเกณฑ์พอรับได้ไม่ดีเลิศแต่ก็ไม่แย่เกินไปและคีย์บอร์ดตัวนี้จุดเด่นของมันจะอยู่ที่แสงไฟมากกว่าตัวสวิทช์ดังนั้นการที่มันมีประสิทธิภาพเช่นนี้ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ

aukey-km-g3-usb

aukey-km-g3-cable

หัวเชื่อมต่อ USB บริเวณที่จับจะออกแบบได้สวยงามปลอดภัยหรือจะเป็นสายไฟที่ทำจากยางผสมพลาสติกมีขนาดผอมบางเล็กน้อยแต่ก็ไม่มากจนรู้สึกว่ามันจะขาดได้ง่าย ๆ มองดูแล้วปลอดภัยหายห่วง

aukey-km-g3-profile

การออกแบบแต่ละแถวก็จะเป็นมาตรฐานเหมือนกับคีย์บอร์ด Mechanical ทั่วไปที่เน้นความสบายของนิ้วมือในการกดปุ่มหรือการวางมือบนคีย์บอร์ดและช่วยให้พิมพ์เร็วกว่าคีย์บอร์ดปกติ

aukey-km-g3-back

เมื่อจับมันพลิกด้านหลังก็จะพบกับแผ่นกันลื่นด้านล่างทั้งซ้ายขวาแต่เมื่อดูด้านบนก็จะเจอกับแผ่นขาตั้งพับเปิด-ปิดได้แม้มันจะมีขนาดใหญ่ไปสักหน่อยแต่ก็ให้ความรู้สึกมั่นใจได้ดีทีเดียว

 

ไดรเวอร์และประสิทธิภาพ

เป็นความสะดวกสบายง่าย ๆ ของ Aukey เพราะคีย์บอร์ดตัวนี้จะไม่มีไดรเวอร์หรือซอฟต์แวร์เสริมเข้ามาครับแต่เราจะได้พบกับฟีเจอร์ไฟ RGB ที่เป็นของยอดฮิตที่ติดมากับคีย์บอร์ดเกมมิ่งแทบทุกตัวและเรามาดูกันครับว่าใน Aukey KM-G3 มันจะสำแดงประสิทธิภาพไฟแบบไหนมาบ้าง

เริ่มต้นกันด้วยเอฟเฟ็กต์ที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักครับกับเอฟเฟ็กต์สไตล์เหมือนงูเลื้อยไปมาพร้อมกับสีสันของปุ่มแต่ละปุ่มที่แต่ละสีเจ็บ ๆ ทั้งนั้น

ความเจ๋งของคีย์บอร์ดตัวนี้ก็คือโหมด Reactive โดยที่ปุ่มมันจะแสดงสีตอบโต้กับมือที่เรากดด้วยดังรูปด้านล่างถ้าหากเราเอามือไปกดปุ่มไหนสีสันก็จะกระจายออกไปเป็นแรงกระเพื่อม

หรืออีกแบบถ้าหากเรารูดปุ่มไปมาสีสันของปุ่มกดก็จะวิ่งไล่ตามดังนี้

เมื่อเปิดไฟห้องให้สว่างพร้อมกับเปิดไฟคีย์บอร์ดด้วยก็จะพบว่าสีสันที่ออกมาไม่แสบตามากเท่าไหร่

aukey-km-g3-led-profile-2

จัดว่าดีต่อสุขภาพสายตาของผู้ใช้มากทีเดียวครับ

 

สรุป

pressshot

รวมแล้ว KM-G3 อาจจะไม่ใช่คีย์บอร์ดที่ดีเลิศมากที่สุดแต่มันก็ช่วยตอบสนองอะไรหลายอย่างได้ดีมีฟังค์ชั่นการใช้งานที่ครบเครื่องสะดวกสบาย สวิทช์ปุ่มกดที่ออกแบบมาทั้งเล่นเกมก็ได้ใช้พิมพ์งานก็ไม่เลวร้าย การออกแบบที่ดูเรียบง่ายแต่เรียบหรูมีไฟ RGB พร้อมลูกเล่นแพราวพราวแถมราคาของมันเพียงแค่ $60 หรือ 2,140 บาทซึ่งถือว่าถูกมากทีเดียว (ซื้อทาง Amazon)

au2

อย่างไรก็ตมข้อเสียของมันก็จะอยู่ที่การไม่มีโปรแกรมเสริมเพื่อเพิ่มลูกเล่นกับปุ่มมาโครที่น้อยไปแต่ถ้าไม่แคร์ในจุดนี้ Aukey KM-G3 เป็นคีย์บอร์ดจากเยอรมันที่ดีมากตัวหนึ่งเลยล่ะครับ

 

Specifications

km

Score: 8.5/10

ที่มา: Techpowerup

from:https://notebookspec.com/aukey-km-g3-review/376346/

รีวิวอะแดปเตอร์ชาร์จไฟหลายช่อง USB เสียบต่อพร้อมกันทีละหลายอุปกรณ์ จะซื้อตัวไหนดี?

เคยมั้ยครับ? เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด นอนรีสอร์ทหรือโรงแรม แล้วต้องเจอปัญหาในห้องมีปลั๊กไฟมาให้เสียบแค่ 1-2 ช่อง แถมบางทีก็ให้มาในมุมอับ จะเสียบหรือจะต่อพ่วงอะไรก็ลำบาก เราก็เป็นพวกมีของเล่นเพียบ โทรศัพท์ x2, แท็บเลตx 1, กล้อง x1, คอม x1, Powerbank x1 นี่ยังไม่รวมของเพื่อนร่วมห้องอีกนะ ต้องพกอะแดปเตอร์เยอะแยะ จะไปเสียบยังไงให้พอ ถ้าเจอปัญหาเดียวกัน มาลองดูของที่จะแนะนำ + รีวิวชิ้นนี้เลยครับ

อุปกรณ์ชิ้นนี้สำหรับหลายๆคนน่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรอะไรแล้วเพราะเริ่มแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวก็หามาใช้ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว จนตอนนี้หลายๆคนเห็นก็เริ่มสรรหามาใช้ตามๆกันหมดกับเจ้า Multi USB Port Adapter หรืออแดปเตอร์หลายรู (ไม่รู้ว่ามันมีชื่อกลางเรียกว่าอะไรนะ ขอเรียกมันว่า MUP Adapter ละกัน)
โทรศัพท์ x2, กล้อง x2, Powerbank x1 = MUP Adapter ตัวเดียวอยู่
 

ปัญหานี้เป็นอะไรที่หลายๆคนมีเสมอ เวลาจะซื้อของที่เหล่าแบรนด์ใหญ่ไม่ได้ทำออกมาขาย เพราะหลายๆชิ้นก็ดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ส่วนมากก็ถามเพื่อน หรือหาข้อมูลตามเน็ตกัน ซึ่งสำหรับเจ้า Adapter หัวชาร์จ USB หลายหัวนี้ก็น่าจะมีขายกันอยู่หลายยี่ห้อหลายราคาพอสมควร 

เกณฑ์การเลือกซื้อ Travel Adapter ที่ส่วนตัวใช้เลือกนะครับ

  1. มี USB หลายช่อง มากกว่าหรือเท่ากับอุปกรณ์ที่มี (เผื่อแผ่คนอื่นด้วย)

  2. จ่ายไฟแต่ละช่องได้เท่ากัน ไม่แชร์ไฟ (บางชิ้นมี 2 ช่องบอกว่าจ่ายไฟ 2A เมื่อใช้งานจริงไฟจ่ายแชร์กันเหลือช่องละ 1A เท่านั้น ทำให้ชาร์จช้า)

  3. มีฟีเจอร์ Quick Charge (สำหรับคนใช้ iPhone อาจจะไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ แต่สำหรับคนใช้ Android จำเป็นอยู่ เพราะทำให้ชาร์จไฟเร็วขึ้นมาก)

  4. ผลิตภัณฑ์-งานประกอบดูน่าเชื่อถือ (ดูว่าใช้แล้วมันไม่น่าจะไม่ระเบิด ทำเครื่องเสียหาย ถ้ามีรีวิวหรือขายต่างประเทศ ได้รับคำชมมาก่อนก็จะยิ่งโอเค)
 
เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Quick Charge สักหน่อย ปัจจุบันนี้โทรศัพท์แอนดรอยด์ในท้องตลาดหลายๆรุ่นจะมีฟีเจอร์ Quick Charge กันมาหมดแล้วเพื่อลดระยะเวลาในการชาร์จจาก 3-4 ชม. เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว แต่ละยี่ห้อก็จะมีชื่อเรียกวิธีเรียกที่แตกต่างกันออกไป แต่มาตรฐานกลางที่มักจะใช้เรียกกันก็คือ Quick Charge ของทาง Qualcomm เองนั่นแหละ ซึ่งจ่ายไฟ 9V2A ถึง 12V2A ต่างกันไป ทำให้แม้ว่าต่างยี่ห้อต่างรุ่นกัน แต่ถ้ารองรับการชาร์จที่ไฟประมาณนี้ก็มักจะใช้ Quick Charge ที่มากับ MUP Adapter ได้เหมือนกันหมดนะ
 
จากที่เคยมีประสบการณ์ใช้งานมา จะเคยโอเคและประทับใจกับ 2 ยี่ห้อนี้ คือ Anker กับ Aukey เลยขอเลือกเอามาแนะนำให้เอาไปใช้กันดู ทั้งคู่ก็สามารถใช้งานได้ดีไม่แพ้กันเลย เอาไปเสียบใช้งานได้ตามโรงแรมรีสอร์ทได้สบายๆ และเอาไปใช้ที่ประเทศแถบยุโรปก็ได้ครับ เพราะหัวปลั๊กเป็นแบบกลมเนี่ยแหละ ไปดูสเปคของมันกันครับ
 

Anker PowerPort+ 6

  • รองรับ Quick Charge 2.0

  • จ่ายไฟสูงสุด 54W

  • ช่อง USB 5 Ports (1x QC 2.0, 4x USB)

  • รองรับไฟ 100 – 240V

  • จ่ายไฟ 12V/1.5A, 9V/2A, 5V/2A

  • ราคา หาได้ตั้งแต่ 700 – 1400 บาท

Anker PowerPort 5 USB-C

  • ไม่มี Quick Charge 2.0

  • ช่อง USB Type-C x2 จ่ายไฟสูงสุด 5V3A

  • ช่อง USB x4 จ่ายไฟสูงสุด 5V8A (2.4max ต่อพอร์ท)

Aukey

  • รองรับ Quick Charge 2.0

  • จ่ายไฟสูงสุด 54W

  • ช่อง USB 5 Ports (1x QC 2.0, 4x USB)

  • รองรับไฟ 100 – 240V

  • จ่ายไฟ 12V/1.5A, 9V/2A, 5V/2A

  • แถมสาย 20AWG Micro USB Cable

  • ราคา หาได้ตั้งแต่ 700 – 1400 บาท

 ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า Adapter ควรจะเลือกใช้แบบที่มีสายต่อไปยังปลั๊กที่ผนังนะครับ อย่าซื้อแบบที่เสียบตรงมานะครับ เพราะเคยลองคือตรงหัวมันแตกหักง่ายมากเลย และใช้งานลำบากกรณีที่บางโรงแรมหรือรีสอร์ทเค้าซ่อนปลั๊กเอาไว้ลึกๆครับ

แบบนี้ไม่เวิร์ค อาจจะถูกกระแทกจนแตกหักเสียหายได้ง่าย

นอกจากนี้ก็อยากจะขอแนะนำตัว Quick Charge สำหรับเสียบใช้ในรถเอาไว้อีกอย่างนะ สะดวกและเวิร์คดีมากเลยล่ะ ^^

ก่อนหน้านี้ถ้าอยากซื้อ Anker หรือ Aukey จะหายากหน่อย แต่เดี๋ยวนี้จะง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะมากแล้ว เห็นใน LAZADA ก็มีขายกันเต็มไปหมด ยังไงก็ไปลองชอปปิ้งเลือกซื้อกันดูเอานะครับ สำหรับเพื่อนคนไหนที่ใช้แบรนด์ไหน รุ่นอะไร ที่นอกเหนือจากสองตัวนี้แล้วสามารถมาแนะนำได้นะครับ แต่ของดบอกชื่อร้านค้านะ เพื่อป้องกันการมาเนียนโฆษณาครับ ^^

from:http://droidsans.com/review-multi-port-usb-adapter