คลังเก็บป้ายกำกับ: ASUS

แนะนำ 10 โน้ตบุ๊คสายทำงาน น้ำหนักเบา สเปคดี อัปเดตปลายปี 2020 งบ 12,000 – 20,000 บาท

ต้องบอกก่อนว่าปี 2020 นี้ถือเป็นปีที่ตลาดโน้ตบุ๊คบ้านเราขายดีกันจริง ๆ จากสถานการณ์โควิทที่ทำให้ใครหลายคนต้อง Work From Home และเรียนออนไลน์กันอยู่บ้าน ทำให้โน้ตบุ๊คหลาย ๆ รุ่นของหมดไม่ค่อยจะมีสต๊อกกัน ซึ่งในบทความนี้เองทีมงานจะมาอัปเดต 10 โน้ตบุ๊คสายทำงานประจำปลายปี 2020 กันว่าจะมีรุ่นไหนน่าซื้อมาใช้งานกันบ้างมาดูกันครับ

1. HP 15s-gu0001AX

ในช่วงงบหมื่นต้น ๆ HP 15s ก็ยังถือเป็นรุ่นที่ให้สเปคและความคุ้มมาให้มากที่สุดรุ่นหนึ่งอยู่ตั้งแต่ต้นปี โดยคราวนี้จะเป็นรหัสใหม่ gu0001AX ที่มีการ์ดจอแยกเพิ่มเข้ามาให้ด้วย จุดเด่นของรุ่นนี้คือมาพร้อมหน้าจอใหญ่พาเนล SVA ให้มุมมองที่คมชัดใกล้เคียง IPS แถมมีพอร์ต SD Card ตัวเต็มมาให้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คไว้ใช้ทำงานเอกสาร ท่องเว็บ ดูหนังฟังเพลง แต่งภาพเบา ๆ หรือเอามาใช้เรียนออนไลน์ก็ไหว ในช่วงงบประมาณที่ถูกที่สุดแบบไม่ต้องอัปเกรดอะไรเพิ่มครับ

สเปคเบื้องต้น HP 15s-gu0001AX

  • CPU :  AMD Athlon 3150U (2C/4T)
  • GPU : AMD Radeon 620 (2GB GDDR5)
  • Ram : 8 GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256 GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล SVA
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 4.2
  • Size : 35.85 x 24.2 x 1.99 cm
  • Warranty : 2 ปี
  • Weight : 1.69 Kg
  • OS : Windows 10
  • Price : 12,900 บาท

2. Lenovo IdeaPad 3 14IIL05

มาดูทางด้าน Lenovo กับซีรีส์ IdeaPad 3 รหัส 14IIL05-81WD009QTA ที่เป็นกลุ่มโน้ตบุ๊ครุ่นเริ่มต้นราคาประหยัดรุ่นใหม่ โดยคราวนี้มาพร้อมซีพียู Intel Core i3 Gen 10 รุ่นล่าสุด สเปคต่าง ๆ ถือว่าให้มาค่อนข้างลงตัว น้ำหนักเบา มีพอร์ต SD Card ตัวเต็ม อีกทั้งจุดเด่นรุ่นนี้คือมีฝาปิดกล้องเว็บแคมมาให้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอ 14 ราคาประหยัดพกพาสะดวกในงบไม่สูงมาก

สเปคเบื้องต้น Lenovo IdeaPad 3 14IIL05

  • CPU :  Intel Core i3-1005G1 (2C/4T)
  • GPU : Intel UHD Graphics (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256 GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล TN
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 32.71 x 24.10 x 1.99 cm
  • Weight : 1.5 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 12,990 บาท

3. Huawei MateBook D15

ยังคงความคุ้มต่อเนื่องลากยาวมาตั้งแต่ต้นปีสำหรับเจ้า Huwaei MateBook D15 ถึงแม้ว่าสเปคอาจจะเก่าตกรุ่นไปแล้ว แต่ในเรื่องของความคุ้มค่าบอกเลยก็ถือว่าไม่แพ้ใคร ทั้งในเรื่องของงานประกอบวัสดุต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้ดีเกินราคา บอดี้โลหะ, มีปุ่มสแกนลายนิ้วมือ, ชาร์จไฟผ่าน USB-C PD, หน้าจอ IPS, กล้อง Webcam Pop-up, ความจุเยอะมีทั้ง SSD และ HDD ในตัว เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คทำงานจอใหญ่ ความจุเยอะๆ แต่ก่อนบอกรุ่นนี้ไม่มีแป้น Numpad มาให้นะครับ

สเปคเบื้องต้น Huawei MateBook D15

  • CPU :  AMD Ryzen 5 3500U (4C/8T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 8 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256 GB + HDD 1TB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS 
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 35.78 x 22.99 x 1.69 cm
  • Weight : 1.62 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 14,990 บาท (ราคาปกติ 17,990 บาท ใส่คูปองลดได้อีก 3,000 บาท)

อ่านรีวิวได้ที่ : https://droidsans.com/review-huawei-matebook-d15

4. Lenovo ThinkPad E15-20T8S02700

เห็นแว้บแรกแล้วตกใจเลยทีเดียวที่ได้เห็นโน้ตบุ๊คซีรีส์ ThinkPad มือหนึ่งในราคาต่ำกว่าสองหมื่นบาทกับตัว E15-20T8S02700 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับ AMD Ryzen 4000 Series สถาปัตยกรรม 7nm สเปคต่างๆ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา ให้มาค่อนข้างครบ จุดเด่นของ ThinkPad แน่นอนว่าก็คือในเรื่องของงานประกอบที่แข็งแรงทนทานขึ้นชื่อ มี USB-C DP+PD ใช้ชาร์จไฟต่อจอแยกได้ และมีจุดแดง TrackPoint ที่ใช้ควบคุมเมาส์ บอกเลยว่าใครที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊คสายทนๆ ถึกๆ ต้องโดนแล้วละ (รุ่นนี้ไม่แถม Windows 10 มาให้นะ)

สเปคเบื้องต้น Lenovo ThinkPad E15-20T8S02700

  • CPU :  AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล TN
  • Connection : WiFi 6 802.11ax, Bluetooth 5.1
  • Size :  36.50 x 24.00 x 1.89 cm
  • Weight : 1.7 Kg
  • Warranty : 1 ปี
  • OS : Dos
  • Price : 17,900 บาท

5. ASUS X515JA-EJ093T

มาดูที่แบรนด์ ASUS กันบ้างสำหรับตัว X515JA-EJ093T ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ดีไซน์บอดี้ตัวเครื่องเรียบง่าย มีปุ่ม Numpad ตัวเลขมาให้ สเปคต่างๆ ก็แรงขึ้นมาอีกขึ้น โดยเจ้าเครื่องนี้จะใช้ซีพียูเป็น Intel Gen 10 ตัว Core i5 เพียงพอต่อการทำงานทั่วไปหรือจะเอามาเล่นเกมกราฟิกไม่หนักมากก็พอไหว เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอใหญ่ที่ใช้ทำงานหนักขึ้นมาอีกระดับครับ

สเปคเบื้องต้น ASUS X515JA-EJ093T

  • CPU :  Intel Core i5-1035G1 (4C/8T)
  • GPU : Intel UHD Graphics (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512 GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 4.1
  • Size : 36.02 x 23.49 x 1.99 cm
  • Weight : 1.8 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 17,900 บาท

6. HP Pavilion x360 14-dw0095TU

คราวนี้มาดูทางด้านโน้ตบุ๊ค 2-in-1 ที่เป็นจอสัมผัสกันบ้าง สำหรับตัวเริ่มต้นที่อยากจะแนะนำเลยคือเจ้า HP Pavilion x360 14 รหัส dw0095TU ซึ่งจะมาพร้อมกับ Intel Gen 10 และแถมปากกา Stylus มาให้ในกล่องไม่ต้องไปหาซื้อแยกเพิ่ม จุดเด่นของรุ่นอีกอย่างคือมาพร้อมกับพอร์ต USB-C DP+PD ที่สามารถชาร์จไฟหรือต่อจอแยกเพิ่มได้ อีกทั้งยังมีช่องเสียบ SD Card ตัวเต็มให้ด้วยนะ เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอสัมผัสสเปคครบเครื่องไม่ราคาไม่สูงเกินจนเกินไปครับ

สเปคเบื้องต้น HP Pavilion x360 14-dw0095TU

  • CPU :  Intel Core i3-1005G1 (2C/4T)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS รองรับการสัมผัส
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 4.2
  • Size : 32.40 x 22.10 x 1.87 cm
  • Weight : 1.61 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 18,900 บาท

7. Lenovo IdeaPad 3 15-IIL05

มาต่อกันที่ Lenovo IdeaPad 3 15-IIL05 รหัส 81WE00YYTA ที่เป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานดีไซน์มินิมอล จอใหญ่ มี Numpad สเปคต่างๆ ลงตัวครบทุกความต้องการที่สำคัญมาพร้อมกับ Office Home & Student 2019 แท้ติดเครื่องมาเลยใช้งานได้ถาวร  เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่สเปคแรงขึ้นมาอีกระดับ เน้นจอใหญ่จอสวย และใช้ทำงานเอกสาร Word, Excel และ PowerPoint เป็นหลัก

สเปคเบื้องต้น Lenovo IdeaPad 3 15-IIL05

  • CPU : Intel Core i5-1035G1 (4C/8T)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512 GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 36.22 x 25.34 x 1.99 cm
  • Weight : 1.85 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10 + Office H&S 2019
  • Price : 18,900 บาท

8. ASUS VivoBook 14 D413IA

ต่อมาดูที่ตัว ASUS VivoBook 14 รหัส D413IA-EB249TS ที่อัปเกรดดีไซน์สเปคหน้าตาใหม่หมด งานประกอบต่างๆ ดูดีเรียบหรูขึ้น จุดเด่นของรุ่นนี้เลยคือปุ่ม Enter จะทำเป็นไฮไลท์สีเขียวไว้ ซึ่งสเปคตัวรุ่นนี้จะมาพร้อมกับ AMD Ryzen 4000 Series ใหม่ล่าสุด พร้อมกับมี Office Home & Student 2019 แท้แถมมาให้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คไซต์เล็กน้ำหนักเบาที่สเปคแรงแบบพอทำงานหนักๆ ได้บ้าง

สเปคเบื้องต้น ASUS Vivobook D413IA-EB249TS

  • CPU : AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 6 802.11ax, Bluetooth 5.0
  • Size : 32.40 x 21.50 x 1.83 cm
  • Weight : 1.4 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS :Windows 10 + Office H&S 2019
  • Price : 19,900 บาท

9. Lenovo IdeaPad Flex 5 14ARE05

ถัดมาดูโน้ตบุ๊ค 2-in-1 อีกรุ่นที่น่าสนใจกันบ้างกับ Lenovo IdeaPad Flex 5 รหัส 14ARE05-81X200CFTA ดีไซน์บอดี้ตัวเครื่องถือว่าทำออกมาดูสวยกะทัดรัดใช้ได้ สเปคตัวเครื่องก็สดใหม่แรงขึ้นมาอีกขั้นกับ AMD Ryzen 4000 Series จะเอามาเล่นเกมเบาๆ ก็พอได้ รวมถึงตัวเครื่องมีที่เปิด-ปิดชัตเตอร์กล้องเว็บแคมมาให้ด้วยเพื่อความปลอดภัยเป็นส่วนตัว รวมถึงมีปากกา Stylus แถมมาให้เลยไม่ต้องซื้อเพิ่ม เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอสัมผัสที่สเปคแรงขึ้นมาอีกระดับ

สเปคเบื้องต้น Lenovo IdeaPad Flex 5 14ARE05

  • CPU : AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS รองรับการสัมผัส
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 32.1 x 21.7 x 2.08 cm.
  • Weight : 1.5 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 20,900 บาท

10. ASUS VivoBook S15 D533IA

ปิดท้ายด้วย ASUS VivoBook 15 รหัส D533IA-BQ014TS ที่สเปคและดีไซน์ต่างๆ จะเหมือนกับรุ่น VivoBook 14 ก่อนหน้านี้เลย เพียงแต่จะเพิ่มขนาดหน้าจอและ Numpad มาให้ด้วย โดยตัวเครื่องจะมีฝาหลังให้เลือกถึง 4 สีด้วยกันคือ ขาว, เขียว, ดำ และ แดง สำหรับสเปคตัวนี้จะมาพร้อมกับ AMD Ryzen 4000 Series และมี Office Home & Student 2019 แท้ด้วยเช่นกัน เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอใหญ่ไว้สำหรับทำงานทั่วๆ ไป หรือจะเอามาทำงานตัดต่อเล่นเกมเบาๆ ก็พอไหวครับ

สเปคเบื้องต้น ASUS VivoBook S15 D533IA

  • CPU : AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 6 802.11ax, Bluetooth 5.0
  • Size : 35.98 x 23.38 x 1.61 cm.
  • Weight : 1.8 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS :Windows 10 + Office H&S 2019
  • Price : 20,900 บาท

สำหรับ 10 โน้ตบุ๊คสายทำงานในช่วงราคา 12,000 – 20,000 บาทที่ทีมงานแนะนำครั้งนี้หวังว่าจะถูกใจเพื่อนๆ กันนะครับ โดยถ้าหากเพื่อนคนไหนอยากจะแนะนำรุ่นอะไรเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัยอะไรอยากสอบถามก็สามารถคอมเมนต์ด้านล่างกันได้เช่นกันครับ

ตอนนี้ทาง Droidsans มีเพจ คอมคร้าบ เพิ่มออกมาเป็นเรื่องคอมโดยเฉพาะ ทั้ง FaceBook และ YouTube ฝากกด Like กด Subscribe กันด้วยนะครับผม

Facebook : https://www.facebook.com/comcraft.ds
YouTube : https://www.youtube.com/c/comcraftds

from:https://droidsans.com/notebook-buyer-guide-end-2020-working-lightweight/

ASUS Commart Xtreme 2020 พร้อมแนะนำโปรโชั่น Notebook รุ่นน่าซื้อ สเปกทำงานเล่นเกม ดีไซน์เฉียบ ของแถมพรีเมียมจัดเต็ม

ASUS Notebook ขนมาขายมาจัดโปรโมชั่นในงาน Commart Xtreme 2020 กันมากมาย นำทัพมาโดยสเปก Intel Core i Gen 11 ที่มาใน VivoBook และ ZenBook และ AMD Ryzen 4000 หลากหลายรุ่น รองรับทั้งความบางเบา ดีไซน์พรีเมียม สเปก Gaming หรือฟีเจอร์ล้ำๆ ประกอบไปด้วย

VivoBook, ZenBook, TUF Gaming F15 / A15 / A17, ROG Strix G15 GL542, Zephyrus G14 GA401 สนนราคาเริ่มต้นที่หมื่นบาทเท่านั้น โดยมีของแถมหลากหลาย มูลค่าสูงสุดกว่าหมื่นบาททีเดียว สำหรับรุ่นท็อปสุดอย่าง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 (GX550)

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 25

อีกทั้ง Gaming Notebook ตระกูล TUF ที่เน้นความแรงคุ้มค่า สเปก Ryzen 4000H และ ROG Zephyrus G14 รุ่นใหม่ก็มีเข้ามา พร้อมแถม Office 2019 แท้ๆ หรือ ROG Strix รุ่นล่าสุด ไฟ RGB จัดเต็ม ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ตัวแรงประสิทธิภาพสูง ใช้การ์ดจอรุ่นใหม่ GeForce GTX / RTX และระบบระบายความร้อนที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น อีกรุ่นที่เจ๋งเน้น ในงาน Commart 2020 ต้องมากันในได้ งานจัดขึ้นที่ ไบเทค บางนา ช่วงวันที่ 26 – 29 พฤศจิกายน

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 23

โดยประกัน ASUS Notebook เป็นแบบมาตรฐานระยะเวลา 2 ปีแบบทั่วโลก เคลมผ่านร้าน 7-11 ได้ทั่วประเทศ หรือจะส่งศูนย์ปกติก็ได้ พร้อมปีแรกมีประกันอุบัติเหตุตามาตรฐาน ASUS ในโน๊ตบุ๊คทุกรุ่น อีกทั้งบางรุ่นอย่าง ZenBook ยังได้ประกันแบบ On-site Service 3 ปีด้วย บทความนี้เราจะมาแนะนำ Notebook รุ่นน่าซื้อ สเปกทำงานเล่นเกม ดีไซน์เฉียบ ของแถมพรีเมียมจัดเต็ม

โดยในงาน Commart 2020 ครั้งนี้ สามารถต่อลดราคาจากป้ายได้อีก บางรุ่นลด 1,000 บาท / 2,000 บาทขึ้นไป หรือซื้อผ่าน Shopee ลดไป 1,500 บาท / ซื้อผ่าน Lazada ลดไปอีก 1,600 บาท ในแต่ละร้านอาจจะมีของแถมที่แตกต่างกันออกไป นอกจากโปรโมชั่นหลักจาก ASUS

ASUS VivoBook Series : S413/S513/D433/D533

ASUS VivoBook Series รุ่นใหม่ล่าสุดใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม “Tiger Lake” สถาปัตยกรรมขนาด 10nm SuperFin Willow Cove ที่แรงลื่นทรงพลังยิ่งกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ พร้อมมี AI เข้าช่วยไปอีกขั้น ทั้งทำงานและความบันเทิงดีขึ้น ดีไซน์สวยด้วยหน้าจอ 14″ / 15.6″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD

มีความบาง 17.9 ม.ม. และเบาเพียง 1.4 ก.ก. / 1.6 ก.ก. วัสดุเป็นโลหะอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ให้ความพรีเมียมดูดีเกินราคา เจาะตลาดนักเรียนนักศึกษา รวมไปถึงคนวัยทำงานที่ยังหนุ่มสาวเป็นหลัก สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ อีกทั้งได้โปรแกรม Office 2019 : Word / Excel / Power Point มาด้วยฟรีๆ

สำหรับ ASUS VivoBook Series  เครื่องนี้ได้รับการออกแบบที่เหมือนกับรุ่นสเปก Core i Gen 10 ซึ่งแม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เน้นการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่แล้ว สเปคเน้นประสิทธิภาพที่มากว่า มาพร้อมกับความแตกต่างและสีสันไม่ซ้ำใครแน่นอน โดดเด่นด้วยสีสันหลากหลาย และได้ปุ่ม Enter key ไฮไลท์สีเหลือง

มีตัวเลืก Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 การ์ดจออนชิปเป็น Intel Iris Xe ประสิทธิภาพดีขึ้นไปอีก หรือมรุ่นการ์ดจอแยก MX350 ด้วย ได้แรมขนาด 4GB / 8GB และ SSD 512GB มี Windows 10 แท้ ส่วนประกันเป็นประกัน 2 ปี + ประกันอุบัติเหตุ 1 ปีตามมาตรฐานของ ASUS

ASUS VivoBook Series มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ดูทันสมัยยิ่งขึ้น สเปคคุ้มๆที่จะมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่และสีสันใหม่ โดดเด่นด้วย 6 สี 6 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น สีดำ (Indie Black), สีแดง (Resolute Red), สีเขียว (Gaia Green), สีขาว (Dreamy White), สีทอง (Hearty Gold), และสีเงิน (Transparent Silver)

โดยมี AMD Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U เป็นตัวเลือก สถาปัตยกรรม Zen 2 โค้ดเนม Renoir (เรนัวร์) มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ที่แรงขึ้นมากๆ และร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิป Radeon 6 / 7  ได้แรม 8GB DDR4 Bus 3200MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 12

  • Core i3–1115G4 / Iris UHD Graphic / RAM 4GB / SSD 512GB / จอ 14″ IPS / Office แท้ ราคา 15,990 บาท
  • Core i5-1135G7 / Iris Xe Graphic / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 14″ IPS / Office แท้ ราคา 22,990 บาท
  • Core i5-1135G7 / GeForce MX350 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 14″ IPS / Office แท้ ราคา 24,990 บาท
  • Core i7-1165G7 / Iris Xe Graphic / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 14″ IPS / Office แท้ ราคา 26,990 บาท
  • Core i5-1135G7 / Iris Xe Graphic / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS / Office แท้ ราคา 23,990 บาท
  • Core i7-1165G7 / GeForce MX350 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS / Office แท้ ราคา 29,990 บาท
  • Ryzen 5 4500U / Radeon 6 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 14″ IPS / Office 2019 ราคา 19,990 บาท
  • Ryzen 7 4700U / Radeon 7 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 14″ IPS / Office 2019 ราคา 19,990 บาท
  • Ryzen 5 4500U / Radeon 6 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS / Office 2019 ราคา 20,990 บาท
  • Ryzen 7 4700U / Radeon7 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS / Office 2019 ราคา 23,990 บาท
  • Ryzen 7 4700U / Radeon 7 / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS / Office 2019 ราคา 25,990 บาท

vivobook 14 15

ASUS ZenBook 14 UX425

ASUS ZenBook 14 UX425 เป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 สายทำงานบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 13.9 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.17 กก. เท่านั้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนทั้งหมด โดยมาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต

อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 90% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 20 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 8

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ซึ่งในตอนนี้มีสเปกเดียวคือ Intel Core i5-1135G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิปใหม่ Intel Iris Xe Graphics ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 8GB LPDDR4X Bus 3200 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนลเกรดสูง IPS สีสันสวยงามมุมมองกว้าง 

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย สนนราคาเพียง 27,990 บาท ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย แต่ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G military-grade standard มาอยู่แล้ว 

  • Core i5-1135G7 / Iris Xe / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 14″ IPS ราคา 27,990 บาท

zenbook14

ASUS TUF Gaming F15 FX506 ราคา 27,990 – 34,990 บาท

ASUS TUF Gaming F15 FX506 รุ่นใหม่ปลายปี 2020 เพิ่มเข้ามาอีกสเปกแล้ว สำหรับ Gaming Notebook สเปก Intel Core i Gen 10H มาพร้อมกับชิปประมวลผล Core i5-10300H หรือ Core i7-10870H ตัวแรงพิเศษยิ่งกว่า โดยจับคู่มากับการ์ดจอแยกตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti ประสิทธิภาพพอตัว จัดว่าเป็นรุ่นที่ราคาถูกสุดในตลาดด้วยกับสเปกนี้ 

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 ได้รับการอัพเดทจาก ASUS TUF Gaming Series รุ่นก่อนๆ โดยนอกจากการตีบวกยัดสเปคจัดเต็มแน่นเอียดในราคาสุดคุ้ม เพียง 34,990 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วนนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณ 35,000 บาทก็ว่าได้

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 24

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมเครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้น เป็นเครื่องขายจริงจากทางร้าน IT City ส่วนสเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 Bus 2933MHz และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาให้ด้วย

ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz ให้ภาพลื่นไหลสบายตา พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0

ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

  • Core i7-10870H / GTX 1650 Ti / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS 144Hz ราคา 34,990 บาท
  • Core i5-10300H / GTX 1650 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS 144Hz ราคา 27,990 บาท

tuf f15

ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 ราคา 25,990 – 43,990 บาท

เป็นอีกหนึ่ง Gaming Notebook ที่หลายคนรอคอยมาอย่างแท้จริง อย่าง ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 ที่เป็นหน้าจอ 15.6″ / 17.3″ ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H ตัวแรงสุดๆ อย่าง Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ด้วยเทคโนโลยีการผลิต 7nm (Renoir) จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti / RTX 2060 ประสิทธิภาพสูง

ต่อยอดความสำเร็จมาจาก ASUS TUF Gaming FX505 รุ่นปีก่อน ที่ประสบความเร็จเป็นอย่างดี โดยนอกจากการตีบวกยัดสเปคจัดเต็มแน่นเอียดในราคาสุดคุ้มเหมือนเดิม เริ่มต้นเพียง 25,990 บาท ถึง 39,990 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วน นับว่าเป็นว่าที่ Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณ 2x,xxx – 3x,xxx บาท จนไปถึง 40,000 บาทต้นๆ ทีเดียว

ส่วนสเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB – 16GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ – 17.3″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz มีเทคโนโลยี Adaptive Sync ให้ภาพลื่นไหลไม่ฉีกขาด

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 11

รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0

พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และโปรแกรม Office 2019 : Word / Excel / Power Pont ใช้งานได้ทันที ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 19

  • Ryzen 5 4600H / GTX 1650 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ / Office ราคา 25,990 บาท
  • Ryzen 5 4600H / GTX 1650 Ti / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ / Office ราคา 27,990 บาท
  • Ryzen 7 4800H / GTX 1650 Ti / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ / Office ราคา 30,990 บาท
  • Ryzen 7 4800H / GTX 1660 Ti / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ / Office ราคา 33,990 บาท
  • Ryzen 7 4800H / RTX 2060 / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ 15.6″ / Office ราคา 38,990 บาท
  • Ryzen 9 4900H / RTX 2060 / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ 15.6″ / Office ราคา 38,990 บาท
  • Ryzen 7 4800H / GTX 1650 / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ 17.3″ / Office ราคา 33,990 บาท
  • Ryzen 9 4900H / GTX 1660 Ti / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ 15.6″ / Office ราคา 43,990 บาท

tuf a15 a17

ASUS ROG Zephyrus G14 GA401

การมาของ ASUS ROG Zephyrus G14 GA401 นับว่าเป็นการเขย่าวงการ Notebook เป็นอย่างมาก จากการที่เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 14″ ที่ทรงพลังจริงๆ และแรงล้ำไม่ซ้ำใคร ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นรุ่นหน้าจอ 14″ ที่แรงที่สุดในโลกเท่านั้น ด้วยการมาของสเปกชิปประมวลผลให้ล่าสุดจาก AMD อย่าง Ryzen 4000 Series สูงสุดเป็น Ryzen 9 4900HS

ประกอบกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti / RTX 2060 Max-Q ที่แรงเหนือกว่า Gaming Notebook รุ่นปีก่อนพอตัว รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน สำคัญคือฝาหลัง AniMe Matrix ที่เป็นไฟ LED ปรับแต่งได้นี่แหละ

สำหรับสเปก ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมสายบางเบาแนวใหม่ ด้วยขนาดหน้าจอ 14″ ที่ปกติเราไม่ค่อยได้เห็นกัน ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส HS ที่ค่า TDP 35W ในเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ที่ร้อนน้อยลงไปอีกแต่ประสิทธิภาพแรงขึ้นเป็นอย่างมาก

ที่สำคัญคือรองรับแรมมาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz ที่ติดตั้งมาแล้วสูงสุด 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุสูงสุด 1TB ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติก็จะมีความลื่นไหลแน่นอน เทียบกับรุ่นรุ่นก่อนๆ ก็เหนือชั้นกว่าด้วย

จุดเด่นที่ต้องพูดถึงนอกจากดีไซน์สวยเฉียบของ ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix  ก็คือความบางที่ 17.9 – 19.9 มิลลิเมตร ขอบจอบางเฉียบ พกพาสะดวกด้วยความเบาของเครื่องเพียง 1.6 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง การเชื่อมต่อก็ครบครันทั้งไร้สายและมีสาย รองรับการชาร์จผ่านทาง USB PD

ไฮไลน์ก็คือได้หน้าจอคุณภาพสูง ที่ค่าขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100% ได้ Refresh Rate ที่ 120Hz แน่นอนว่าด้วยการมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 จากทาง Microsoft ก็ช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานดึงมาได้สูงสุด มานับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ก็ว่าได้

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 9

  • Ryzen 5 4600HS / GTX 1650 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ IPS 120Hz ราคา 29,900 บาท
  • Ryzen 5 4600HS / GTX 1650 / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ IPS 120Hz / Office ราคา 33,900 บาท
  • Ryzen 5 4600HS / GTX 1650 Ti / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ IPS 120HS / AniMe Matrix ราคา 36,900 บาท
  • Ryzen 7 4800HS / GTX 1650 Ti / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ IPS 120Hz / AniMe Matrix / Office ราคา 37,990 บาท
  • Ryzen 7 4800HS / GTX 1660 Ti / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ IPS 120Hz / AniMe Matrix / Office ราคา 42,990 บาท
  • Ryzen 7 4800HS / RTX 2060 Max-Q / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ IPS 120Hz / AniMe Matrix / Office ราคา 49,990 บาท
  • Ryzen 9 4900HS / RTX 2060 Max-Q / RAM 32GB / SSD 1TB / จอ IPS QHD / AniMe Matrix / Office ราคา 54,990 บาท

rog g14

ASUS ROG Strix G15 GL542 / G17 GL742 ราคา 28,990 – 54,990 บาท

ASUS ROG Strix G15 GL542 / G17 GL742 เป็น Gaming Notebook ที่มีสเปกอัพเดทเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H เน้นความคุ้มค่าและฟีเจอร์ที่มากกว่า โดดเด่นด้วยไฟคีย์บอร์ด RGB พร้อม Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง ที่เราสามารถปรับแต่ได้

นอกจากนี้ยังมาพร้อมความสดใหม่ด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับสารโลหะเหลว (liquid metal) จากทาง Thermal Grizzly เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผล แทนการใช้ซิลิโคนนำความร้อนแบบปกติ

สำหรับ ASUS ROG Strix G15 GL542 / G17 GL742 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมจอ 15.6″ / 17.3″ สเปกระดับบนในราคาคุ้มค่า ได้ชิปประมวลผลตัวแรง Intel Core i5-10300H / Core i7-10750H พร้อมด้วยการ์ดจอประสิทธิภาพสูงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti / RTX 2060 / RTX 2070

ได้แรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 Bus 2933MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB อีกทั้งได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz แบบผิวด้าน ให้สีสันการแสดงผลในเกณฑ์ดีน่าประทับใจอย่างที่สุดทั้งเล่นเกมหรือทำงาน

ASUS Promotion Commart Xtreme 2020 18

ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot , SD Card Reader, RJ-45, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2)

แน่นอนว่าได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันทีตั้งแต่เปิดเครื่องในครั้งแรก กับราคาเพียง 28,990 – 54,990 บาท ที่บอกได้เลยไม่แพงเลย ถ้าดูจากสเปกและฟีเจอรที่ติดตั้งมาให้แล้ว โดยได้ประกัน 2 ปี ที่สามารถเคลมผ่าน 7-11 ได้ ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุด้วย

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Strix G15 / GL542 / G17 GL742 เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางตัวเครื่องมิติเล็กกระชับทั้ง 3 ด้าน คือ บน ซ้ายและขวา พร้อมตัดกล้องเว็บแคมออกไป มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 / 2.85 กิโลกรัม มีความบางสุดที่ 21~25.8 มิลลิเมตร

เรียกได้ว่าโดยรวมมาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบ ได้รับ DNA เต็มๆ มาจาก ASUS ROG Strix รุ่นก่อน ซึ่งมีความพิเศษสุดๆ คือได้ทาง BMW Designworks Group มาร่วมออกแบบด้วย เห็นได้ชัดจากชุดระบายความร้อนด้านหลังที่เป็นครีบคล้ายกับเสื้อสูมมอเตอร์ไซต์จาก BMW เรียกได้ว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้น

  • Core i5-10300H / GTX 1650 Ti / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS 144Hz ราคา 28,990 บาท
  • Core i7-10750H / GTX 1650 Ti / RAM 8GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS 144Hz ราคา 34,990 บาท
  • Core i7-10750H / GTX 1660 Ti / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS 144Hz ราคา 37,990 บาท
  • Core i7-10750H / RTX 2060 / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ 15.6″ IPS 144Hz ราคา 42,990 บาท
  • Core i7-10750H / RTX 2060 / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ 17.3″ IPS 144Hz ราคา 44,990 บาท
  • Core i7-10750H / RTX 2070 / RAM 16GB / SSD 512GB / จอ 17.3″ IPS 144Hz ราคา 49,990 บาท
  • Core i7-10875H / RTX 2060 / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ 17.3″ IPS 144Hz ราคา 49,990 บาท
  • Core i7-10875H / RTX 2070 / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ 17.3″ IPS 144Hz ราคา 54,990 บาท

rog g15 g17

from:https://notebookspec.com/web/550262-asus-commart-xtreme-2020-pro-notebook

Asus เปิดตัว ZenBook พร้อม Intel Core 11th Gen สองรุ่น เริ่ม 30,990 บาท

Asus เปิดตัว ZenBook รุ่นใหม่สองรุ่น คือ Asus ZenBook Flip S และ Asus ZenBook 14 Ultralight ทั้งสองรุ่นมาพร้อมซีพียู Intel Core 11th Gen และมาตรฐาน Intel Evo มีรายละเอียดดังนี้

Asus ZenBook Flip S โน้ตบุ๊ก 2-in-1 หน้าจอ OLED 4k ขนาด 13.3 นิ้วแบบสัมผัส หนา 13.9 มม. น้ำหนัก 1.2 กิโลกรัม

หน้าจอแสดงสีมาตรฐาน DCI-P3 ได้ 100% ผ่านมาตรฐาน VESA DisplayHDR 500 True Black-certified สีดำสนิท คอนทราสท์อยู่ที่ 1,000,000:1 มี ASUS Pen แถมมากับตัวเครื่อง

สเปกภายในดังนี้

  • ซีพียู Intel Core i7-1165G7
  • จีพียู Intel Iris Xe
  • แรม LPDDR4X 16GB
  • SSD 1TB (PCIe Gen 3 x4)
  • กล้อง IR รองรับ Windows Hello
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • พอร์ต Thunderbolt 4 (Type-C) สองพอร์ต, USB 3.2 Gen 1 Type-A หนึ่งพอร์ต และ HDMI หนึ่งพอร์ต
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ 10 ชั่วโมง ชาร์จระบบ PD ผ่านพอร์ต USB Type-C
  • Windows 10 Home + Microsoft Office Home & Student 2019

ZenBook Flip S (UX371EA-HL003TS) วางจำหน่ายวันที่ 25 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ในราคา 55,990 บาท

No Description

รุ่นที่สอง Asus ZenBook 14 Ultralight โน้ตบุ๊กรูปทรงมาตรฐาน หน้าจอ IPS ขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด FHD แสดงผลมาตรฐานสี sRGB ได้ 100% มีสองสเปก แยกเป็นสองรหัส คือ UX435EAL และ UX435EGL ซึ่งได้มาตรฐาน Intel Evo (ประหยัดไฟ, ชาร์จไว, ตื่นเร็ว) ทั้งสองรุ่น สเปกภายในแต่ละรุ่นมีดังนี้

ZenBook 14 Ultralight (UX435EAL)

  • ซีพียู Intel Core i5-1135G7
  • จีพียู Intel Iris Xe
  • แรม LPDDR4X 8GB
  • 512GB PCIe SSD
  • กล้อง IR รองรับ Windows Hello
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • พอร์ต Thunderbolt 4 (Type-C) สองพอร์ต, USB 3.2 Gen 1 Type-A หนึ่งพอร์ต และ HDMI 2.0 หนึ่งพอร์ต และมี MicroSD card reader
  • น้ำหนัก 980 กรัม
  • Windows 10 Home + Microsoft Office Home & Student 2019

ZenBook 14 Ultralight (UX435EGL)

  • ซีพียู Intel Core i7-1165G7
  • จีพียู Geforce MX450
  • แรม LPDDR4X 16GB
  • 512GB PCIe SSD
  • กล้อง IR รองรับ Windows Hello
  • รองรับ Wi-Fi 6
    -พอร์ต Thunderbolt 4 (Type-C) สองพอร์ต, USB 3.2 Gen 1 Type-A หนึ่งพอร์ต และ HDMI 2.0 หนึ่งพอร์ต และมี MicroSD card reader
  • น้ำหนัก 990 กรัม
  • Windows 10 Home + Microsoft Office Home & Student 2019

ทั้งสองสเปก พร้อมวางจำหน่ายเดือนธันวาคม 2563 ในราคาดังนี้

  • รุ่น Core i5-1135G7 + Intel Iris Xe + แรม 8GB (UX435EAL) ราคา 30,990 บาท
  • รุ่น Core i7-1165G7 + MX450 + แรม 16GB (UX435EGL) ราคา 38,990 บาท

No Description

ที่มา – จดหมายประชาสัมพันธ์

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/119771

รีวิว ASUS TUF Gaming F15 FX506 สเปก Intel Core I7-10875H + GTX 1650 Ti จอ IPS 144Hz แรงถูกคุ้มสุดในตลาด

ASUS TUF Gaming F15 FX506 รุ่นใหม่ปลายปี 2020 เพิ่มเข้ามาอีกสเปกแล้ว สำหรับ Gaming Notebook สเปก Intel Core i Gen 10H มาพร้อมกับชิปประมวลผล Core i7-10875H ตัวแรงพิเศษยิ่งกว่า โดยจับคู่มากับการ์ดจอแยกตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ประสิทธิภาพพอตัว จัดว่าเป็นรุ่นที่ราคาถูกสุดในตลาดด้วยกับสเปกนี้ 

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 ได้รับการอัพเดทจาก ASUS TUF Gaming Series รุ่นก่อนๆ โดยนอกจากการตีบวกยัดสเปคจัดเต็มแน่นเอียดในราคาสุดคุ้ม เพียง 34,990 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วนนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณ 35,000 บาทก็ว่าได้

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Top 1

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมเครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้น เป็นเครื่องขายจริงจากทางร้าน IT City ส่วนสเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz ให้ภาพลื่นไหลสบายตา พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook ยุคใหม่อย่างแท้จริง โดยใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H ซึ่งได้เทคโนโลยีในการผลิตสถาปัตยกรรม Comet Lake H ส่งผลให้แรงขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ รวมถึงจัดว่าเป็นตัวท็อปสุดของ Core i7 ในตลาดตอนนี้อีกด้วย (แรงเป็นรองเพียง Core i9 เท่านั้น) พร้อมทั้งทำงานด้วยความเร็ว 2.30 – 5.10GHz โดยเป็นแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ที่รองรับทุกการประมวลผลได้ดีและสเถียรที่สุด

พร้อมด้วยสเปกการ์ดจอ Gaming ยุคใหม่อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ที่สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่ตอบสนองเยี่ยมยอดกว่า จากการใช้แรมการ์ดจอเป็น 4GB GDDR6 สามารถดูได้จากผลการทดสอบเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook สเปกเดิมๆ มาก พร้อมแรม 16GB DDRR4 Bus 2933 MHz แบบ Dual Channel และ SSD M.2 อีก 512GB ซึ่งเหลือเฟือในการใช้งานพื้นฐาน

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 11

อีกทั้ง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ดีไซน์ใช้สีสัน Bonfire Black มีผิวสัมผัสที่แตกต่างจาก ฝาหลังจอแบบใหม่สีสัน Fortress Gray ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมแบบอลูมิเนียมอัลลอยด์ทั้งชิ้นพร้อมโลโก้ TUF Gaming บริเวณกึ่งกลาง และหมุดยึดสี่มุม ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและเรียบหรูในเวลาเดียวกัน ตัดกับการออกแบบรูปสี่เหลี่ยมคางหมูตรงกลางของฝาทำให้เกิดรูปแบบหกเหลี่ยม

โดดเด่นกว่ารุ่นทั่วไปด้วยการได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด และตัวคีย์บอร์ดก็ตอบสนองพร้อมความทนทานที่เยี่ยมยอด ซึ่งปกตินี้หาได้ยากใน Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 49

อีกทั้งได้หน้าจอพาเนล IPS ที่สีสันสวยงาม และเที่ยงตรงระดับกลางๆ (ถ้าไม่ได้เอาไปใช้งานด้านสีสันจริงจังมากก็ยอมรับได้อยู่) พร้อมรองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ก็ถือว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลภาพไม่ฉีกขาด ร่วมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ด้วยแบตยาวนานกว่า Gaming Notebook รุ่นก่อนหน้า ที่สำคัญคือจัดการอุณหภูมิได้ดีด้วย จากเทคโนโลยีการระบายความร้อนที่ดีและเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 ถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่คุ้มค่าจัดเต็ม ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คเล่นเกมสเปก Intel Core i Gen 10H ในตลาด เหมาะกับนักเรียนนักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการครบจบในเครื่องเดียวกับช่วงราคาที่ไม่สูงจนเกินไป รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงด้วย แต่ได้ความน่าซื้อมาใช้งานแบบรอบด้านอย่างที่หาได้ไม่ได้ใน Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ กับช่วงราคานี้

จุดเด่น

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจตามสไตล์ TUF Gaming งานประกอบแน่นวัสดุดี
  • ขอบหน้าจอบางพิเศษ มิติเทียบเท่ารุ่น 14″ ตัวเครื่องเบา 2.3 กิโลกรัม
  • ประสิทธิภาพดีเยี่ยมด้วยชิปประมวลผล Core i7-10875H การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti
  • แรมขนาด 16GB Bus 2933MHz ที่ 8GB x 2 แถว เพียงพอต่อการใช้งานและเล่นเกม
  • ติดตั้ง SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อมอัพเกรด SSD M.2 / SSD 2.5″ ได้ภายหลัง
  • ประสิทธิภาพในการทำงานหนักๆ และเล่นเกม 3 มิติได้อย่างลื่นไหล รวมถึงมีโหมด Turbo ด้วย
  • ได้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพดี พร้อมรองรับ 144 Hz ลื่นไหลกว่า 60 Hz เดิมๆ
  • คีย์บอร์ดมีไฟ RGB All Zone พร้อมมีซอฟต์แวร์มาช่วยปรับแต่ง
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าไม่ร้อนจนเกินไป
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 7 ชั่วโมง
  • ได้มาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่า Wi-Fi 5 AC 
  • มีความทนทานระดับ Military Grade น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้
  • มาพร้อม Windows 10 ใช้งานได้ทันที และซอฟต์แวร์ที่ดี
  • ประสบการณ์ใช้งานดีเยี่ยม ประทับใจมาก เมื่อเทียบกับราคา
  • ประกัน 2 ปี ส่งศูนย์ พร้อมฝากส่งเคลม 7-11 และมีประกันอุบติเหตุ 1 ปี

ข้อสังเกต

  • หน้าจอ IPS ขอบเขตสีอยู่ในระดับกลางๆ ถ้าได้ sRGB ระดับ 90% + จะเยี่ยมยอดมาก
  • ตัวเครื่องจะไม่มี SD Card Reader 

Specification

ASUS TUF Gaming F15 FX506 จะมีจำหน่ายอยู่เพียงสเปกเดียวเท่านั้น ซึ่งเน้นความคุ้มค่าแต่ว่าแรงลื่น ได้ชิปประมวลผลตัวแรงเป็น Intel Core i7-108750H (2.30 GHz, 16 MB L3 Cache, up to 5.10 GHz) ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) พร้อมที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ไว้ด้วย ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 Bus 2933 MHz สองแถว โดยสามารถอัพเกรดได้สูงสุด 32GB 

โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS เกรดคุณภาพดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลอย่างที่สุดด้วย รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0

พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว (คล้ายใน ROG) ส่วนการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย

อุ่นใจจัดเต็ม จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานการรับประกันของทาง ASUS ปกติ สนนราคาของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 รุ่นสเปกที่นำมารีวิวอยู่ที่ 34,990 บาท จัดว่าคุ้มค่าไม่แพงเลย (บางหน้าร้านจะขายถูกว่าราคากลาง)

Hardware / Design

ดีไซน์ ASUS TUF Gaming F15 FX506 มีความโดดเด่นเรื่องการออกแบบสไตล์ Fortress Gray ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมแบบอลูมิเนียมอัลลอยด์ทั้งชิ้นขึ้นรูปได้อย่างสวยงามทนทาน ดูแล้วดุดันแตกต่างจาก ASUS TUF Gaming A15 FA506 อย่างในเรื่องของขอบหน้าจอบาง Slim Bezel Nano-Edge

นั่นก็ทำให้ตัวเครื่องมิติโดยรวมมีความเล็กกระทัดรัดลง แม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีความใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนๆ มาก ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 54

จัดได้ว่าเป็น Notebook ที่สเปกแรง แต่น้ำหนักไม่หนักจนเกินไป พกพาสะดวก มีความทนทานระดับ Military Grade (MIL-STD-810H) ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้

อีกทั้งดีไซน์การออกแบบของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 เรียกได้ว่ายกระดับกว่ารุ่นก่อนหน้านี้มาแบบเหนือชั้น ด้านหลังตัวเครื่องออกแบบให้มีช่องระบายความร้อนแบบไม่มีอะไรมากั้นเพราะดีไซน์ฝาหลังเว้นเอาไว้ พร้อมด้วยสองช่องขนาดใหญ่ด้านหลัง ฟินระบายความร้อนเป็นสีทองแดง การันตีเรื่องของการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม

ฝาด้านล่างตัวเครื่องเป็นพลาสติกโพลีเมอร์ผสมซิลิคอนคาไบด์ สินแร่ที่มักถูกใช้ผสมกับวัสดุอื่นๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มคุณสมบัติการทนทานต่อความร้อน พบได้ในเบรก/คลัทช์ของรถยนต์ และแผ่นเซรามิกในเสื้อเกราะกันกระสุน

นอกจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานน่าเหลือเชื่อ ฝาด้านล่างยังถูกออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งอีกขั้น ด้วยรูปทรงหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง (Honeycomb) ที่บริเวณช่องระบายความร้อน

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 41

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของระบบระบายความร้อนก็ใช้ระบบ Scenario Profiles และ Self-Cleaning Cooling ที่สามารถปรับเร่งรับได้ พร้อมมี Anti-Dust Tunnel สำหรับเป่าฝุ่นออกมาให้อีกด้วย จัดเต็มจริงๆ ให้มาครบไม่มีกั๊ก

ส่วนของคีย์บอร์ดจะให้ไฟ RGB แบบ All Zone ปุ่ม WASD ทำไฮไลท์ไว้ สามารถรองรับการกดได้ 20 ล้านครั้ง Travel Key 1.8 mm การวางเลเอาท์จะเหมือนกับคีย์บอร์ดแยกจริงๆ อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ 

ส่วนด้านในจะเป็นพลาสติกแบบมีลวดลายคล้ายโลหะปัดเสี้ยนให้สัมผัสผิวไม่เรียบ ที่นอกสายสวยงามแล้วคือเป็นลายนิ้วมือได้ยาก นับว่าเป็รอะไรที่น่าประทับใจมากๆ ทั้งภายนอกและภายใน ที่ดูแล้วลงตัวกว่ารุ่นก่อนหน้าไปอีกขั้น

ทางด้านพับตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้เป็นแบบบานพับคู่วัสดุเป็นพลาสติกแข็งแรง พร้อมมีการตัดช่องเป็น V-Sharp ช่วงให้อากาศไหลผ่านได้ดีขึ้น และมีช่องระบายอากาศด้านบนคีย์บอร์ดเพิ่มเข้ามา นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของสติ๊กเกอร์ฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึง Core i5 / NVIDIA GeForce 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 47

โดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุนั้น ทำได้ดีเยี่ยมสมการรอคอยของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่ทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ ที่ไม่ใช่แค่แรง

แต่แข็งแรงทนทาน ระบบระบายความร้อนดี ขอบจอต้องบางเฉียบ ยกให้เป็น Gaming Notebook ราคาคุ้มค่าที่ให้ฟีเจอร์แน่นๆ แน่นอน ให้ความแตกต่างชัดเจน เชื่อได้ว่าหลายคนที่เป็น Gamer น่าจะชื่นชอบรูปลักษณ์แนวนี้กัน

ที่ผ่านมาสำหรับ ASUS TUF Gaming Series นับว่าเป็น Gaming Notebook ที่ดีมากๆ ได้ทั้งความคุ้มค่า ประสิทธิภาพความแรง แบบที่หลายๆ อย่างยกมาจากรุ่นพี่ ROG เลย แต่มาในราคาที่ไม่แพง สามารถจับต้องได้ง่าย โดยที่ผ่านมาเราเห็นกันมาแล้ว อย่าง ASUS TUF Gaming FX505 ซึ่งเป็นตัวแรงยอดนิยมสุดๆ

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 9
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 13
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 20
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 27
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 26
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 33
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 38
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 42
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 60

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 มาพร้อมไฟ RGB Auraโดยเป็นแบบ All Zone  ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ผ่านทางซอฟต์แวร์ ได้หลากหลายรูปแบบ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของตระกูล ASUS TUF Gaming ที่คีย์บอร์ดมีไฟ RGB ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับรุ่นพี่ ROG เลย

คีย์บอร์ดที่แฝงไว้ด้วยคาแรคเตอร์ของความเป็น Gaming ด้วย 4 ปุ่ม WASD ที่เกมเมอร์คุ้นเคยเสริมความโดดเด่นสวยงาม สามารถสังเกตได้ง่าย จากการที่ปุ่มมีความขาวใส โดยวางนิ้วบนปุ่มได้อย่างรวดเร็ว พร้อมมีแป้นตัวเลข Numpad ใช้งานกันได้สะดวกเช่นเคย

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 21

ตัวปุ่มกดแบบ Chiclet Switches ที่มีระยะห่างระหว่างปุ่ม 1.8 มม. ปุ่มโค้ง 0.25 มม. รองรับ N-key Rollover และแยกปุ่มลูกศรชัดเจน รวมถึง Numpad ก็มีมาให้เพื่อความสะดวกในการใช้งานได้แบบแป้นพิมพ์ Full Size ด้วยเช่นกัน ส่วนของทัชแพดที่มีขนาดพอเหมาะพอดีกับตัวเครื่อง ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบแยกปุ่มออกมาชัดเจน และทำไฮไลท์ที่มุมเข้ากับตัวเครื่องโดยรวมได้เป็นอย่างดี

Screen / Speaker

ASUS TUF Gaming F15 FX506 มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบ ทั้งขอบด้านข้างและด้านบน ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) พาเนลเป็น IPS คุณภาพดี มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare รวมๆ ทั้งสีสันความคมชัดแล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

เหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปหรือการเล่นเกมก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงยังเป็นหน้าจอ 144Hz ทำให้ใช้งานเล่นเกม FPS ฉากเคลื่อนไหวเร็วๆ ได้อย่างลื่นไหลกว่าหน้าจอทั่วไปที่แค่ 60Hz รวมๆ แล้ว ถือว่าดีกว่ามาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 ทั่วไปมากทีเดียว

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 1

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพสูงกว่า TN จึงได้ทำการทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite

พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 6
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 7
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 5

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 60% และ AdobeRGB 45% ดูจากที่เส้นสีของหน้าจอจะเป็นสีเขียวและสีแดง เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับกลางๆ ค่อนไปทางดี ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 220 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพหน่อยก็ทำได้ดีเช่นกัน

s1 5
s2 5
s3 5

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่ 220 cd/m2 แต่สำหรับช่องแถวกลางด้านซ้ายขวาและกลางบนจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 10% ที่ถือว่าค่อนข้างเยอะ ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 3.5 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 46
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 44
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 45

ลำโพงของตัวเครื่อง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ใช้เป็นแบบ Stereo แบบช่องเสียงออกสี่ทิศทาง ให้เสียงดังขึ้น 1.8 เท่า และเบสที่ลึกกว่าเดิม 2.7 เท่า พร้อมจำลองเสียงแบบ 7.1 แชแนลผ่านการเชื่อมต่อหูฟัง ระบบเสียง DTS:X ทำให้มีเสียงดังฟังชัด มีน้ำหนัก ถือว่าเอามาเล่นเกมฟังเพลงได้ดีกว่ามาตรฐาน Gaming Notebook ทั่วไปพอตัว ช่องลำโพงถูกออกแบบมาอย่างแนบเนียน อยู่ด้านใต้ตัวเครื่องมุมซ้ายขวา ช่วยแก้ปัญหาสำหรับบางคนที่เวลาพิมพ์งานข้อมืออาจจะไปปิดช่องลำโพงทำให้เสียงออกไม่เต็มที่ได้

Connector / Thin And Weight

ด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ก็จัดว่าครบครันดีขึ้น ซึ่งเครื่องนี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ครบถ้วนใช้ได้เลยทีเดียว โดยตัวพอร์ตเกือบทั้งหมดจะอยู่ด้านซ้ายมือตัวเครื่อง มีทั้ง USB 3.2 Gen2 Type-C จำนวน 1 พอร์ตโดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 

พร้อมมี USB 3.2 Type-A (Gen 2) จำนวน 2 พอร์ต, พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, LAN RJ45 และ HDMI ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวา และ USB 2.0 Type-A จำนวน 1 พอร์ต ไว้เชื่อมต่อเมาส์เป็นหลัก โดยตัวเครื่องจะไม่มี SD Card Reader เหมือนรุ่นก่อนหน้า

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 29

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่า Wi-Fi 5 AC ถึง 3 เท่า ได้ความเร็วและสเถียรที่ดีขึ้น รองรับการใช้งานได้แบบสบายๆ ส่วนขนาดของตัวเครื่อง 359.8 x 256 x 22.8 ~24.7 มม. น้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม ถือว่าอยู่ในเกณ์ที่ดี และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 180 W น้ำหนักเบา เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2 กิโลกรัมกลางๆ ซึ่งสำหรับหนุ่มๆ ก็พกพาไปไหนมาไหนได้สบายๆ แน่นอน

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 36
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 37
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 51

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง ASUS TUF Gaming A15 FX506 เพื่อทำการอัพเกรดนั้นทำง่ายมากเพียงแกะน็อตออกทุกตัวแล้ว โดยมุมนึงจะมีสกรูแบบพิเศษหนึ่งตัวที่จะช่วยให้การเข้าถึงการอัพเกรดเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เพียงไขน็อตทุกตัว จะมีอยู่ 1 ตัวที่มุมตัวเครื่อง ที่เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกมาได้เลย จากการที่มันจะเปิดแง้มขึ้นมาอัตโนมัติ

เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีพัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัว แบบ 3 ทิศทาง พร้อมระบายความร้อนที่มี Self-Cleaning Cooling ที่อยู่ในชุดฟินสีทองแดง หมดกังวลเรื่องฝุ่นที่ติดตรงครีบระบายความร้อนจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 3 เส้นขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 62

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นแผ่นสีดำ สีเทาแปะติดไว้อยู่ในหลายๆ ส่วนเพื่อกันไฟฟ้าสถิต และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดคือมีช่องใส่ SSD M.2 NVMe PCIe สรุปคือเราสามารถติดตั้ง SSD M.2 NVMe PCIe ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ที่จัดว่าดีกว่าหลายๆ รุ่นในตลาด

และรองรับการเพิ่ม HDD/SATA 2.5″ SATA 3 ที่เราอัพเกรดได้ภายหลัง โดยตัวเครื่องได้ให้น็อตมาให้ 4 ตัวในกล่อง ส่วนหน่วยความจำแรมติดตั้งมาเต็มแล้วทั้ง 2 ช่อง เป็น 8GB x 2 ที่กรณีจะอัพเกรดเพิ่มจำเป็นต้องถอดออกก่อนนั่นเอง เช่นอาจจะใส่เป็น 16GB + 8GB หรือ 16GB + 16GB ก็ได้

Performance / Software

สำหรับ ASUS TUF Gaming F15 FX506 มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นยอดนิยมของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 10H อย่าง Intel Core i7-10875H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ  ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง ซึ่งจัดว่าแรงกว่าในรุ่น Core i7-10750H หรือ Core i5-10300H ไปอีกระดับ

โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.30 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 5.10 GHz เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Buss 2933MHz แบบ 8GB x 2 แถว ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ แล้ว แต่ถ้าให้แนะนำอยากให้อัพเกรดเป็น 16GB 

c1 6.   c2 5

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics 630 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น โดยมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX GTX 1650 Ti ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GeForce GTX 1650 รุ่นก่อนหน้า

จากที่สเปกภายในได้รับการอัพเกรดขึ้น เห็นได้ชัดจากแรมการ์ดจอจะเป็น 4GB GDDR6 แทนที่รุ่นก่อนที่เป็น 4GB GDDR5 เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook บางเบา ร้อนน้อยกว่าแต่ก็แรงไม่แพ้กัน เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 6.   g2 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูง เป็นที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าพอตัว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยกเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (แต่ออนชิปคือตัวเดิมนะ)

เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก สมกับเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H จริงๆ

cine15 5.   cine20 5

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยใชเป็นแบรนด์ Intel ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็

จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1987 MB/s และเขียนที่ 978 MB/s ที่เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว

ssd 7

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,188 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GTX 1650 Ti ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว

pc10 5

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยประมาณ 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

game test 4

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว

ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 4GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าประทับใจอยู่

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด 

แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป ยิ่งถ้าเทียบกับ Gaming Notebook สเปกก่อนหน้าทั้งส่วนของ AMD Ryzen หรือ Intel Core i จะเห็นว่าแรงกว่าเดิมมากๆ

และด้วยพาเนล IPS แบบ 144Hz ทำให้เกมมีความลื่นไหลกับฉากที่เคลื่อนไหวเร็วๆ เวลาที่เราปรับให้ปล่อยเฟรมเรทสูงๆ แบบสุดๆ หมดปัญหาภาพฉีก หรือภาพกระตุกไปเลย แต่นั่นก็ต้องอยู่กับตัวเกมด้วยว่าขับเฟรมเรทได้แค่ไหน ถ้าเกมกินสเปกหนักๆ อาจไม่เห็นผลมากนักกับความลื่นไหล หรือเอาจริงๆ สำหรับเกมสไตล์ MOBA แค่ 60 FPS นิ่งๆ ก็เอาอยู่ หรือถ้าอยากให้วิ่ง 144Hz ก็จะปรับกราฟิกของเกมลงมาต่ำๆ หน่อย

นอกเหนือจากนี้ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบร อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์

am

ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่าง MyASUS ที่ไว้คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ

my

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS TUF Gaming F15 FX506 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวเกือบๆ 7 ชั่วโมงทีเดียว

เรียกได้ว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้ระยะเวลาที่มากกว่าที่คาดเอาไว้ ซึ่งจากการทดสอบล่าสุดพบว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวกว่า Gaming Notebook ทั่วไปจริงๆ ในสเปกนี้ อย่างไรก็ตามเวลาใช้งานจริงโดยปรับความสว่างหน้าจอและเสียงให้อยู่ในระดับที่มากกว่านี้ จะทำให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาใช้งานยาวนานได้สั้นกว่าเป็นไปได้

batt2

สำหรับอุณหภูมิเมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลและการ์ดจอจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 30 องศาเซลเซียส แน่นอนว่าในการใช้งานทั่วไปด้วยการใช้โหมด Windows แทบจะไม่รู้ว่าพัดลมหมุนเลย จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ

เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ซึ่งทั้งหมดนี้ดูผ่านทางซอฟต์แวร์ Hardware Monitor รุ่นล่าสุด เพื่อดูว่าชิปประมวลผล CPU / การ์ดจอ GPU ว่าจะร้อนที่สุดเย็นที่สุดเท่าไรในการใช้งานจริงๆ

temp 4

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องสำหรับชิปประมวลผล CPU อยู่ที่ไม่เกิน 92 – 97 องศาเซลเซียส ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างเย็นทีเดียว ถ้าเทียบความแรงที่ได้ ส่วนที่เป็นการ์ดจอจะอยู่ที่ 74 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยดูผ่านทาง Hardware Monitor นับว่ามีความเย็นพอตัว

ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่เปิดฟีเจอร์ Turbo พร้อมเพิ่มรอบพัดลมอัตโนมัติ จากการที่มีพัดลม 2 ตัว แต่ก็ไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้อย่างไม่น่าเป็นห่วง ด้วยการทำงานด้วยชุดระบายความร้อนของ ASUS TUF Gaming Series

Conclusion / Award

จาการที่สัมผัสและใช้งานจริงๆ ของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ทั้งการเล่นเกมหลากหลายเกม รวมไปถึงทำงานและความบันเทิงดูหนังฟังเพลง บอกได้อย่างเต็มปากเลยว่า ASUS ทำออกมาได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า ทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่ล้ำหน้า ขอบจอบาง น้ำหนักเบา มีไฟคีย์บอร์ด RGB งานประกอบและวัสดุที่เยี่ยมยอด

พร้อมความต่างที่ดีกว่าคือเรื่องความทนทาน ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้น สเปคประสิทธิภาพสูง ที่สำคัญคือได้หน้าจอพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้สีสันที่ดีระดับกลางๆ อีกทั้งลื่นไหลสบายตา และมี Windows 10 และซอฟต์แวร์ Armory Crate มาให้พร้อมใช้งานด้วย 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 56

ด้วยการรวมตัวของใหม่อย่าง Intel Core i7-108750H ที่มีความแรงประสิทธิที่ดี ไม่เหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่สำคัญความร้อนก็ควบคุมได้ดีขึ้น พร้อมด้วยการ์ดจอ GeForce GTX 1650 Ti และแรมขนาด 16GB แรงลื่นทันทีไม่ต้องอัพเกรด อีกทั้งยังมี SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แบบความเร็วสูงกลางๆ มาให้พร้อมใช้งาน ครบครันกับการใช้งาน

สมกับเป็น Gaming Notebook มีความเป็น TUF Gaming ที่ไม่ใช่แค่สวยงามดุดัน แต่เน้นประสิทธิภาพต่อราคาที่คุ้มค่า อีกทั้งมีความสเถียรรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกมจริงจังด้วย เชื่อได้ว่าตอบสนองคนรุ่นใหม่อย่าง นักเรียน นักศึกษา คนทำงานแน่นอน 

เรื่องของการออกแบบที่ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ทำได้ดีมาก ฉีกรูปแบบเดิมๆ ออกไป ด้วยดีไซน์สไตล์ TUF Gaming ที่เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ แต่มีมิติตัวเครื่องเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 14″ แบบเดิมๆ ที่ดูดุดันจริงจังเกินราคา บวกกับฟีเจอร์อย่างคีย์บอร์ดมีไฟแบบพิเศษ

ด้วยปุ่ม WASD เป็นแบบโปร่งแสงโดดเด่น ​ระบบเสียงคุณภาพดีเยี่ยม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 6:55 ชั่วโมง ที่สำคัญเครื่องนี้มีระบบป้องกันฝุ่น Self-Cleaning Cooling พร้อมระบบระบายความร้อนจัดเต็ม เพื่อการใช้งานที่ยาวนานและต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับตระกูล ROG เข้าไปอีกขั้น

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 48

ปิดท้าย ASUS TUF Gaming F15 FX506 เทียบกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นในตลาดตอนนี้ที่ขายๆ กันอยู่ ในช่วงราคา 35,000 บาท ก็ต้องยอมรับว่า น่าสนใจจริงๆ นอกจากได้ชิปประมวลผลที่แรงขึ้นกว่าเดิม การ์ดจอที่แรงลื่น ทำให้เล่นเกมได้ลื่นกว่าแล้ว

ความร้อนก็ไม่ร้อนจนรบกวนการทำงานเลย ที่แม้ไม่มี SD Card Reader มาให้ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน ก็ยังเป็นอะไรที่รับได้อยู่ เพราะสามารถซื้ออุปกรณ์มาทดแทนได้ เมื่อเทียบประสิทธิภาพต่อราคา และฟีเจอร์อื่นๆ ที่ได้มา 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 57

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ASUS TUF Gaming F15 FX506 สเปคเป็น Intel Core i7-10875H + NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti + 16GB + SSD M.2 NVMe PCIe 512GB + มี Windows 10 แท้ ซึ่งทดสอบการใช้งานเล่นเกมจริงแล้วแรงกว่า Gaming Notebook รุ่นก่อนๆ ทั้ง AMD Ryzen / Intel Core i รุ่นก่อนมากๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี ส่วนการใช้งานทั่วไปนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ หรือเล่นเกมก็ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ IPS 144Hz แบบนี้

award new performance 

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ TUF Gaming โน๊ตบุ๊คสายคุ้มค่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม ที่สำคัญคือขอบจอบาง ทำให้มิติตัวเครื่องใกล้เคียงพวกจอ 14″ แถมน้ำหนักเบาแค่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ที่สำคัญคือดีไซน์ให้ความสวยงามดูทนทานกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด จากการใช้สีสันเป็น Fortress Gray ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมแบบอลูมิเนียมอัลลอยทั้งชิ้น

NBS award 7 Design

Best Durability

ASUS TUF Gaming F15 FX506 มีงานประกอบที่เรียบร้อยสวยงาม ที่สำคัญยังได้เรื่องของความทนทานระดับ Military Grade ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาเราจะหาความทนทานระดับ Military Grade ได้ก็พวก Ultrabook ราคาแพงเท่านั้น แต่สิ่งนี้ ASUS จัดเต็มมาให้เลย สำหรับ Gaming Notebook ช่วงราคา 35,000 บาท นับว่ามีความใจเป็นอย่างมาก มากกว่าแบรนด์อื่นๆ ชัดเจน

award new Durability

from:https://notebookspec.com/web/548762-review-asus-fx506-i7-10875h-gtx-1650-ti

รีวิว ASUS TUF Gaming F15 FX506 สเปก Intel Core I7-10870H + GTX 1650 Ti จอ IPS 144Hz แรงถูกคุ้มสุดในตลาด

ASUS TUF Gaming F15 FX506 รุ่นใหม่ปลายปี 2020 เพิ่มเข้ามาอีกสเปกแล้ว สำหรับ Gaming Notebook สเปก Intel Core i Gen 10H มาพร้อมกับชิปประมวลผล Core i7-10870H ตัวแรงพิเศษยิ่งกว่า โดยจับคู่มากับการ์ดจอแยกตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ประสิทธิภาพพอตัว จัดว่าเป็นรุ่นที่ราคาถูกสุดในตลาดด้วยกับสเปกนี้ 

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 ได้รับการอัพเดทจาก ASUS TUF Gaming Series รุ่นก่อนๆ โดยนอกจากการตีบวกยัดสเปคจัดเต็มแน่นเอียดในราคาสุดคุ้ม เพียง 34,990 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วนนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณ 35,000 บาทก็ว่าได้

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Top 1

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมเครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้น เป็นเครื่องขายจริงจากทางร้าน IT City ส่วนสเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz ให้ภาพลื่นไหลสบายตา พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook ยุคใหม่อย่างแท้จริง โดยใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-10870H ซึ่งได้เทคโนโลยีในการผลิตสถาปัตยกรรม Comet Lake H ส่งผลให้แรงขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ รวมถึงจัดว่าเป็นตัวรองท็อปของ Core i7 ในตลาดตอนนี้อีกด้วย  พร้อมทั้งทำงานด้วยความเร็ว 2.20 – 5.0GHz โดยเป็นแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ที่รองรับทุกการประมวลผลได้ดีและสเถียรที่สุด

พร้อมด้วยสเปกการ์ดจอ Gaming ยุคใหม่อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ที่สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่ตอบสนองเยี่ยมยอดกว่า จากการใช้แรมการ์ดจอเป็น 4GB GDDR6 สามารถดูได้จากผลการทดสอบเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook สเปกเดิมๆ มาก พร้อมแรม 16GB DDRR4 Bus 2933 MHz แบบ Dual Channel และ SSD M.2 อีก 512GB ซึ่งเหลือเฟือในการใช้งานพื้นฐาน

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 11

อีกทั้ง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ดีไซน์ใช้สีสัน Bonfire Black มีผิวสัมผัสที่แตกต่างจาก ฝาหลังจอแบบใหม่สีสัน Fortress Gray ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมแบบอลูมิเนียมอัลลอยด์ทั้งชิ้นพร้อมโลโก้ TUF Gaming บริเวณกึ่งกลาง และหมุดยึดสี่มุม ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและเรียบหรูในเวลาเดียวกัน ตัดกับการออกแบบรูปสี่เหลี่ยมคางหมูตรงกลางของฝาทำให้เกิดรูปแบบหกเหลี่ยม

โดดเด่นกว่ารุ่นทั่วไปด้วยการได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด และตัวคีย์บอร์ดก็ตอบสนองพร้อมความทนทานที่เยี่ยมยอด ซึ่งปกตินี้หาได้ยากใน Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 49

อีกทั้งได้หน้าจอพาเนล IPS ที่สีสันสวยงาม และเที่ยงตรงระดับกลางๆ (ถ้าไม่ได้เอาไปใช้งานด้านสีสันจริงจังมากก็ยอมรับได้อยู่) พร้อมรองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ก็ถือว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลภาพไม่ฉีกขาด ร่วมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ด้วยแบตยาวนานกว่า Gaming Notebook รุ่นก่อนหน้า ที่สำคัญคือจัดการอุณหภูมิได้ดีด้วย จากเทคโนโลยีการระบายความร้อนที่ดีและเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 ถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่คุ้มค่าจัดเต็ม ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คเล่นเกมสเปก Intel Core i Gen 10H ในตลาด เหมาะกับนักเรียนนักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการครบจบในเครื่องเดียวกับช่วงราคาที่ไม่สูงจนเกินไป รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงด้วย แต่ได้ความน่าซื้อมาใช้งานแบบรอบด้านอย่างที่หาได้ไม่ได้ใน Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ กับช่วงราคานี้

จุดเด่น

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจตามสไตล์ TUF Gaming งานประกอบแน่นวัสดุดี
  • ขอบหน้าจอบางพิเศษ มิติเทียบเท่ารุ่น 14″ ตัวเครื่องเบา 2.3 กิโลกรัม
  • ประสิทธิภาพดีเยี่ยมด้วยชิปประมวลผล Core i7-10870H การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti
  • แรมขนาด 16GB Bus 2933MHz ที่ 8GB x 2 แถว เพียงพอต่อการใช้งานและเล่นเกม
  • ติดตั้ง SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อมอัพเกรด SSD M.2 / SSD 2.5″ ได้ภายหลัง
  • ประสิทธิภาพในการทำงานหนักๆ และเล่นเกม 3 มิติได้อย่างลื่นไหล รวมถึงมีโหมด Turbo ด้วย
  • ได้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพดี พร้อมรองรับ 144 Hz ลื่นไหลกว่า 60 Hz เดิมๆ
  • คีย์บอร์ดมีไฟ RGB All Zone พร้อมมีซอฟต์แวร์มาช่วยปรับแต่ง
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าไม่ร้อนจนเกินไป
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 7 ชั่วโมง
  • ได้มาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่า Wi-Fi 5 AC 
  • มีความทนทานระดับ Military Grade น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้
  • มาพร้อม Windows 10 ใช้งานได้ทันที และซอฟต์แวร์ที่ดี
  • ประสบการณ์ใช้งานดีเยี่ยม ประทับใจมาก เมื่อเทียบกับราคา
  • ประกัน 2 ปี ส่งศูนย์ พร้อมฝากส่งเคลม 7-11 และมีประกันอุบติเหตุ 1 ปี

ข้อสังเกต

  • หน้าจอ IPS ขอบเขตสีอยู่ในระดับกลางๆ ถ้าได้ sRGB ระดับ 90% + จะเยี่ยมยอดมาก
  • ตัวเครื่องจะไม่มี SD Card Reader 

Specification

ASUS TUF Gaming F15 FX506 จะมีจำหน่ายอยู่เพียงสเปกเดียวเท่านั้น ซึ่งเน้นความคุ้มค่าแต่ว่าแรงลื่น ได้ชิปประมวลผลตัวแรงเป็น Intel Core i7-10870H (2.20 GHz, 16 MB L3 Cache, up to 5.0 GHz) ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) พร้อมที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ไว้ด้วย ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 Bus 2933 MHz สองแถว โดยสามารถอัพเกรดได้สูงสุด 32GB 

โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS เกรดคุณภาพดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลอย่างที่สุดด้วย รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0

พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว (คล้ายใน ROG) ส่วนการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย

อุ่นใจจัดเต็ม จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานการรับประกันของทาง ASUS ปกติ สนนราคาของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 รุ่นสเปกที่นำมารีวิวอยู่ที่ 34,990 บาท จัดว่าคุ้มค่าไม่แพงเลย (บางหน้าร้านจะขายถูกว่าราคากลาง)

Hardware / Design

ดีไซน์ ASUS TUF Gaming F15 FX506 มีความโดดเด่นเรื่องการออกแบบสไตล์ Fortress Gray ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมแบบอลูมิเนียมอัลลอยด์ทั้งชิ้นขึ้นรูปได้อย่างสวยงามทนทาน ดูแล้วดุดันแตกต่างจาก ASUS TUF Gaming A15 FA506 อย่างในเรื่องของขอบหน้าจอบาง Slim Bezel Nano-Edge

นั่นก็ทำให้ตัวเครื่องมิติโดยรวมมีความเล็กกระทัดรัดลง แม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีความใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนๆ มาก ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 54

จัดได้ว่าเป็น Notebook ที่สเปกแรง แต่น้ำหนักไม่หนักจนเกินไป พกพาสะดวก มีความทนทานระดับ Military Grade (MIL-STD-810H) ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้

อีกทั้งดีไซน์การออกแบบของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 เรียกได้ว่ายกระดับกว่ารุ่นก่อนหน้านี้มาแบบเหนือชั้น ด้านหลังตัวเครื่องออกแบบให้มีช่องระบายความร้อนแบบไม่มีอะไรมากั้นเพราะดีไซน์ฝาหลังเว้นเอาไว้ พร้อมด้วยสองช่องขนาดใหญ่ด้านหลัง ฟินระบายความร้อนเป็นสีทองแดง การันตีเรื่องของการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม

ฝาด้านล่างตัวเครื่องเป็นพลาสติกโพลีเมอร์ผสมซิลิคอนคาไบด์ สินแร่ที่มักถูกใช้ผสมกับวัสดุอื่นๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มคุณสมบัติการทนทานต่อความร้อน พบได้ในเบรก/คลัทช์ของรถยนต์ และแผ่นเซรามิกในเสื้อเกราะกันกระสุน

นอกจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานน่าเหลือเชื่อ ฝาด้านล่างยังถูกออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งอีกขั้น ด้วยรูปทรงหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง (Honeycomb) ที่บริเวณช่องระบายความร้อน

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 41

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของระบบระบายความร้อนก็ใช้ระบบ Scenario Profiles และ Self-Cleaning Cooling ที่สามารถปรับเร่งรับได้ พร้อมมี Anti-Dust Tunnel สำหรับเป่าฝุ่นออกมาให้อีกด้วย จัดเต็มจริงๆ ให้มาครบไม่มีกั๊ก

ส่วนของคีย์บอร์ดจะให้ไฟ RGB แบบ All Zone ปุ่ม WASD ทำไฮไลท์ไว้ สามารถรองรับการกดได้ 20 ล้านครั้ง Travel Key 1.8 mm การวางเลเอาท์จะเหมือนกับคีย์บอร์ดแยกจริงๆ อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ 

ส่วนด้านในจะเป็นพลาสติกแบบมีลวดลายคล้ายโลหะปัดเสี้ยนให้สัมผัสผิวไม่เรียบ ที่นอกสายสวยงามแล้วคือเป็นลายนิ้วมือได้ยาก นับว่าเป็รอะไรที่น่าประทับใจมากๆ ทั้งภายนอกและภายใน ที่ดูแล้วลงตัวกว่ารุ่นก่อนหน้าไปอีกขั้น

ทางด้านพับตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้เป็นแบบบานพับคู่วัสดุเป็นพลาสติกแข็งแรง พร้อมมีการตัดช่องเป็น V-Sharp ช่วงให้อากาศไหลผ่านได้ดีขึ้น และมีช่องระบายอากาศด้านบนคีย์บอร์ดเพิ่มเข้ามา นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของสติ๊กเกอร์ฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึง Core i5 / NVIDIA GeForce 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 47

โดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุนั้น ทำได้ดีเยี่ยมสมการรอคอยของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่ทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ ที่ไม่ใช่แค่แรง

แต่แข็งแรงทนทาน ระบบระบายความร้อนดี ขอบจอต้องบางเฉียบ ยกให้เป็น Gaming Notebook ราคาคุ้มค่าที่ให้ฟีเจอร์แน่นๆ แน่นอน ให้ความแตกต่างชัดเจน เชื่อได้ว่าหลายคนที่เป็น Gamer น่าจะชื่นชอบรูปลักษณ์แนวนี้กัน

ที่ผ่านมาสำหรับ ASUS TUF Gaming Series นับว่าเป็น Gaming Notebook ที่ดีมากๆ ได้ทั้งความคุ้มค่า ประสิทธิภาพความแรง แบบที่หลายๆ อย่างยกมาจากรุ่นพี่ ROG เลย แต่มาในราคาที่ไม่แพง สามารถจับต้องได้ง่าย โดยที่ผ่านมาเราเห็นกันมาแล้ว อย่าง ASUS TUF Gaming FX505 ซึ่งเป็นตัวแรงยอดนิยมสุดๆ

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 9
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 13
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 20
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 27
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 26
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 33
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 38
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 42
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 60

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 มาพร้อมไฟ RGB Auraโดยเป็นแบบ All Zone  ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ผ่านทางซอฟต์แวร์ ได้หลากหลายรูปแบบ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของตระกูล ASUS TUF Gaming ที่คีย์บอร์ดมีไฟ RGB ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับรุ่นพี่ ROG เลย

คีย์บอร์ดที่แฝงไว้ด้วยคาแรคเตอร์ของความเป็น Gaming ด้วย 4 ปุ่ม WASD ที่เกมเมอร์คุ้นเคยเสริมความโดดเด่นสวยงาม สามารถสังเกตได้ง่าย จากการที่ปุ่มมีความขาวใส โดยวางนิ้วบนปุ่มได้อย่างรวดเร็ว พร้อมมีแป้นตัวเลข Numpad ใช้งานกันได้สะดวกเช่นเคย

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 21

ตัวปุ่มกดแบบ Chiclet Switches ที่มีระยะห่างระหว่างปุ่ม 1.8 มม. ปุ่มโค้ง 0.25 มม. รองรับ N-key Rollover และแยกปุ่มลูกศรชัดเจน รวมถึง Numpad ก็มีมาให้เพื่อความสะดวกในการใช้งานได้แบบแป้นพิมพ์ Full Size ด้วยเช่นกัน ส่วนของทัชแพดที่มีขนาดพอเหมาะพอดีกับตัวเครื่อง ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบแยกปุ่มออกมาชัดเจน และทำไฮไลท์ที่มุมเข้ากับตัวเครื่องโดยรวมได้เป็นอย่างดี

Screen / Speaker

ASUS TUF Gaming F15 FX506 มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบ ทั้งขอบด้านข้างและด้านบน ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) พาเนลเป็น IPS คุณภาพดี มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare รวมๆ ทั้งสีสันความคมชัดแล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

เหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปหรือการเล่นเกมก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ รวมไปถึงยังเป็นหน้าจอ 144Hz ทำให้ใช้งานเล่นเกม FPS ฉากเคลื่อนไหวเร็วๆ ได้อย่างลื่นไหลกว่าหน้าจอทั่วไปที่แค่ 60Hz รวมๆ แล้ว ถือว่าดีกว่ามาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 ทั่วไปมากทีเดียว

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 1

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพสูงกว่า TN จึงได้ทำการทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite

พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 6
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 7
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 5

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 60% และ AdobeRGB 45% ดูจากที่เส้นสีของหน้าจอจะเป็นสีเขียวและสีแดง เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับกลางๆ ค่อนไปทางดี ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 220 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพหน่อยก็ทำได้ดีเช่นกัน

s1 5
s2 5
s3 5

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่ 220 cd/m2 แต่สำหรับช่องแถวกลางด้านซ้ายขวาและกลางบนจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 10% ที่ถือว่าค่อนข้างเยอะ ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 3.5 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 46
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 44
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 45

ลำโพงของตัวเครื่อง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ใช้เป็นแบบ Stereo แบบช่องเสียงออกสี่ทิศทาง ให้เสียงดังขึ้น 1.8 เท่า และเบสที่ลึกกว่าเดิม 2.7 เท่า พร้อมจำลองเสียงแบบ 7.1 แชแนลผ่านการเชื่อมต่อหูฟัง ระบบเสียง DTS:X ทำให้มีเสียงดังฟังชัด มีน้ำหนัก ถือว่าเอามาเล่นเกมฟังเพลงได้ดีกว่ามาตรฐาน Gaming Notebook ทั่วไปพอตัว ช่องลำโพงถูกออกแบบมาอย่างแนบเนียน อยู่ด้านใต้ตัวเครื่องมุมซ้ายขวา ช่วยแก้ปัญหาสำหรับบางคนที่เวลาพิมพ์งานข้อมืออาจจะไปปิดช่องลำโพงทำให้เสียงออกไม่เต็มที่ได้

Connector / Thin And Weight

ด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ก็จัดว่าครบครันดีขึ้น ซึ่งเครื่องนี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ครบถ้วนใช้ได้เลยทีเดียว โดยตัวพอร์ตเกือบทั้งหมดจะอยู่ด้านซ้ายมือตัวเครื่อง มีทั้ง USB 3.2 Gen2 Type-C จำนวน 1 พอร์ตโดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 

พร้อมมี USB 3.2 Type-A (Gen 2) จำนวน 2 พอร์ต, พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, LAN RJ45 และ HDMI ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวา และ USB 2.0 Type-A จำนวน 1 พอร์ต ไว้เชื่อมต่อเมาส์เป็นหลัก โดยตัวเครื่องจะไม่มี SD Card Reader เหมือนรุ่นก่อนหน้า

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 29

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่า Wi-Fi 5 AC ถึง 3 เท่า ได้ความเร็วและสเถียรที่ดีขึ้น รองรับการใช้งานได้แบบสบายๆ ส่วนขนาดของตัวเครื่อง 359.8 x 256 x 22.8 ~24.7 มม. น้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม ถือว่าอยู่ในเกณ์ที่ดี และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 180 W น้ำหนักเบา เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2 กิโลกรัมกลางๆ ซึ่งสำหรับหนุ่มๆ ก็พกพาไปไหนมาไหนได้สบายๆ แน่นอน

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 36
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 37
ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 51

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง ASUS TUF Gaming A15 FX506 เพื่อทำการอัพเกรดนั้นทำง่ายมากเพียงแกะน็อตออกทุกตัวแล้ว โดยมุมนึงจะมีสกรูแบบพิเศษหนึ่งตัวที่จะช่วยให้การเข้าถึงการอัพเกรดเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เพียงไขน็อตทุกตัว จะมีอยู่ 1 ตัวที่มุมตัวเครื่อง ที่เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกมาได้เลย จากการที่มันจะเปิดแง้มขึ้นมาอัตโนมัติ

เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีพัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัว แบบ 3 ทิศทาง พร้อมระบายความร้อนที่มี Self-Cleaning Cooling ที่อยู่ในชุดฟินสีทองแดง หมดกังวลเรื่องฝุ่นที่ติดตรงครีบระบายความร้อนจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 3 เส้นขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 62

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นแผ่นสีดำ สีเทาแปะติดไว้อยู่ในหลายๆ ส่วนเพื่อกันไฟฟ้าสถิต และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดคือมีช่องใส่ SSD M.2 NVMe PCIe สรุปคือเราสามารถติดตั้ง SSD M.2 NVMe PCIe ได้ 2 ตัวพร้อมกัน ที่จัดว่าดีกว่าหลายๆ รุ่นในตลาด

และรองรับการเพิ่ม HDD/SATA 2.5″ SATA 3 ที่เราอัพเกรดได้ภายหลัง โดยตัวเครื่องได้ให้น็อตมาให้ 4 ตัวในกล่อง ส่วนหน่วยความจำแรมติดตั้งมาเต็มแล้วทั้ง 2 ช่อง เป็น 8GB x 2 ที่กรณีจะอัพเกรดเพิ่มจำเป็นต้องถอดออกก่อนนั่นเอง เช่นอาจจะใส่เป็น 16GB + 8GB หรือ 16GB + 16GB ก็ได้

Performance / Software

สำหรับ ASUS TUF Gaming F15 FX506 มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นยอดนิยมของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 10H อย่าง Intel Core i7-10870H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ  ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง ซึ่งจัดว่าแรงกว่าในรุ่น Core i7-10750H หรือ Core i5-10300H ไปอีกระดับ

โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.20 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 5.0 GHz เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Buss 2933MHz แบบ 8GB x 2 แถว ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ แล้ว แต่ถ้าให้แนะนำอยากให้อัพเกรดเป็น 16GB 

c1 6.   c2 5

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics 630 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น โดยมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX GTX 1650 Ti ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GeForce GTX 1650 รุ่นก่อนหน้า

จากที่สเปกภายในได้รับการอัพเกรดขึ้น เห็นได้ชัดจากแรมการ์ดจอจะเป็น 4GB GDDR6 แทนที่รุ่นก่อนที่เป็น 4GB GDDR5 เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook บางเบา ร้อนน้อยกว่าแต่ก็แรงไม่แพ้กัน เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 6.   g2 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูง เป็นที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าพอตัว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยกเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (แต่ออนชิปคือตัวเดิมนะ)

เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก สมกับเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10870H จริงๆ

cine15 5.   cine20 5

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยใชเป็นแบรนด์ Intel ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็

จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1987 MB/s และเขียนที่ 978 MB/s ที่เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว

ssd 7

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,188 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล Intel Core i7-10870H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GTX 1650 Ti ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว

pc10 5

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยประมาณ 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

game test 4

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว

ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 4GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าประทับใจอยู่

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด 

แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป ยิ่งถ้าเทียบกับ Gaming Notebook สเปกก่อนหน้าทั้งส่วนของ AMD Ryzen หรือ Intel Core i จะเห็นว่าแรงกว่าเดิมมากๆ

และด้วยพาเนล IPS แบบ 144Hz ทำให้เกมมีความลื่นไหลกับฉากที่เคลื่อนไหวเร็วๆ เวลาที่เราปรับให้ปล่อยเฟรมเรทสูงๆ แบบสุดๆ หมดปัญหาภาพฉีก หรือภาพกระตุกไปเลย แต่นั่นก็ต้องอยู่กับตัวเกมด้วยว่าขับเฟรมเรทได้แค่ไหน ถ้าเกมกินสเปกหนักๆ อาจไม่เห็นผลมากนักกับความลื่นไหล หรือเอาจริงๆ สำหรับเกมสไตล์ MOBA แค่ 60 FPS นิ่งๆ ก็เอาอยู่ หรือถ้าอยากให้วิ่ง 144Hz ก็จะปรับกราฟิกของเกมลงมาต่ำๆ หน่อย

นอกเหนือจากนี้ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบร อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์

am

ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่าง MyASUS ที่ไว้คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ

my

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS TUF Gaming F15 FX506 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวเกือบๆ 7 ชั่วโมงทีเดียว

เรียกได้ว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้ระยะเวลาที่มากกว่าที่คาดเอาไว้ ซึ่งจากการทดสอบล่าสุดพบว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวกว่า Gaming Notebook ทั่วไปจริงๆ ในสเปกนี้ อย่างไรก็ตามเวลาใช้งานจริงโดยปรับความสว่างหน้าจอและเสียงให้อยู่ในระดับที่มากกว่านี้ จะทำให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาใช้งานยาวนานได้สั้นกว่าเป็นไปได้

batt2

สำหรับอุณหภูมิเมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลและการ์ดจอจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 30 องศาเซลเซียส แน่นอนว่าในการใช้งานทั่วไปด้วยการใช้โหมด Windows แทบจะไม่รู้ว่าพัดลมหมุนเลย จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ

เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ซึ่งทั้งหมดนี้ดูผ่านทางซอฟต์แวร์ Hardware Monitor รุ่นล่าสุด เพื่อดูว่าชิปประมวลผล CPU / การ์ดจอ GPU ว่าจะร้อนที่สุดเย็นที่สุดเท่าไรในการใช้งานจริงๆ

temp 4

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องสำหรับชิปประมวลผล CPU อยู่ที่ไม่เกิน 92 – 97 องศาเซลเซียส ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างเย็นทีเดียว ถ้าเทียบความแรงที่ได้ ส่วนที่เป็นการ์ดจอจะอยู่ที่ 74 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยดูผ่านทาง Hardware Monitor นับว่ามีความเย็นพอตัว

ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่เปิดฟีเจอร์ Turbo พร้อมเพิ่มรอบพัดลมอัตโนมัติ จากการที่มีพัดลม 2 ตัว แต่ก็ไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้อย่างไม่น่าเป็นห่วง ด้วยการทำงานด้วยชุดระบายความร้อนของ ASUS TUF Gaming Series

Conclusion / Award

จาการที่สัมผัสและใช้งานจริงๆ ของ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ทั้งการเล่นเกมหลากหลายเกม รวมไปถึงทำงานและความบันเทิงดูหนังฟังเพลง บอกได้อย่างเต็มปากเลยว่า ASUS ทำออกมาได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า ทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่ล้ำหน้า ขอบจอบาง น้ำหนักเบา มีไฟคีย์บอร์ด RGB งานประกอบและวัสดุที่เยี่ยมยอด

พร้อมความต่างที่ดีกว่าคือเรื่องความทนทาน ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้น สเปคประสิทธิภาพสูง ที่สำคัญคือได้หน้าจอพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้สีสันที่ดีระดับกลางๆ อีกทั้งลื่นไหลสบายตา และมี Windows 10 และซอฟต์แวร์ Armory Crate มาให้พร้อมใช้งานด้วย 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 56

ด้วยการรวมตัวของใหม่อย่าง Intel Core i7-10870H ที่มีความแรงประสิทธิที่ดี ไม่เหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่สำคัญความร้อนก็ควบคุมได้ดีขึ้น พร้อมด้วยการ์ดจอ GeForce GTX 1650 Ti และแรมขนาด 16GB แรงลื่นทันทีไม่ต้องอัพเกรด อีกทั้งยังมี SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แบบความเร็วสูงกลางๆ มาให้พร้อมใช้งาน ครบครันกับการใช้งาน

สมกับเป็น Gaming Notebook มีความเป็น TUF Gaming ที่ไม่ใช่แค่สวยงามดุดัน แต่เน้นประสิทธิภาพต่อราคาที่คุ้มค่า อีกทั้งมีความสเถียรรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกมจริงจังด้วย เชื่อได้ว่าตอบสนองคนรุ่นใหม่อย่าง นักเรียน นักศึกษา คนทำงานแน่นอน 

เรื่องของการออกแบบที่ ASUS TUF Gaming F15 FX506 ทำได้ดีมาก ฉีกรูปแบบเดิมๆ ออกไป ด้วยดีไซน์สไตล์ TUF Gaming ที่เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ แต่มีมิติตัวเครื่องเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 14″ แบบเดิมๆ ที่ดูดุดันจริงจังเกินราคา บวกกับฟีเจอร์อย่างคีย์บอร์ดมีไฟแบบพิเศษ

ด้วยปุ่ม WASD เป็นแบบโปร่งแสงโดดเด่น ​ระบบเสียงคุณภาพดีเยี่ยม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 6:55 ชั่วโมง ที่สำคัญเครื่องนี้มีระบบป้องกันฝุ่น Self-Cleaning Cooling พร้อมระบบระบายความร้อนจัดเต็ม เพื่อการใช้งานที่ยาวนานและต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับตระกูล ROG เข้าไปอีกขั้น

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 48

ปิดท้าย ASUS TUF Gaming F15 FX506 เทียบกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นในตลาดตอนนี้ที่ขายๆ กันอยู่ ในช่วงราคา 35,000 บาท ก็ต้องยอมรับว่า น่าสนใจจริงๆ นอกจากได้ชิปประมวลผลที่แรงขึ้นกว่าเดิม การ์ดจอที่แรงลื่น ทำให้เล่นเกมได้ลื่นกว่าแล้ว

ความร้อนก็ไม่ร้อนจนรบกวนการทำงานเลย ที่แม้ไม่มี SD Card Reader มาให้ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน ก็ยังเป็นอะไรที่รับได้อยู่ เพราะสามารถซื้ออุปกรณ์มาทดแทนได้ เมื่อเทียบประสิทธิภาพต่อราคา และฟีเจอร์อื่นๆ ที่ได้มา 

ASUS TUF Gaming F15 FX506 i7 10875H Review 57

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS TUF Gaming F15 FX506 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ASUS TUF Gaming F15 FX506 สเปคเป็น Intel Core i7-10870H + NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti + 16GB + SSD M.2 NVMe PCIe 512GB + มี Windows 10 แท้ ซึ่งทดสอบการใช้งานเล่นเกมจริงแล้วแรงกว่า Gaming Notebook รุ่นก่อนๆ ทั้ง AMD Ryzen / Intel Core i รุ่นก่อนมากๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี ส่วนการใช้งานทั่วไปนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ หรือเล่นเกมก็ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ IPS 144Hz แบบนี้

award new performance 

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ TUF Gaming โน๊ตบุ๊คสายคุ้มค่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม ที่สำคัญคือขอบจอบาง ทำให้มิติตัวเครื่องใกล้เคียงพวกจอ 14″ แถมน้ำหนักเบาแค่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ที่สำคัญคือดีไซน์ให้ความสวยงามดูทนทานกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด จากการใช้สีสันเป็น Fortress Gray ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมแบบอลูมิเนียมอัลลอยทั้งชิ้น

NBS award 7 Design

Best Durability

ASUS TUF Gaming F15 FX506 มีงานประกอบที่เรียบร้อยสวยงาม ที่สำคัญยังได้เรื่องของความทนทานระดับ Military Grade ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาเราจะหาความทนทานระดับ Military Grade ได้ก็พวก Ultrabook ราคาแพงเท่านั้น แต่สิ่งนี้ ASUS จัดเต็มมาให้เลย สำหรับ Gaming Notebook ช่วงราคา 35,000 บาท นับว่ามีความใจเป็นอย่างมาก มากกว่าแบรนด์อื่นๆ ชัดเจน

award new Durability

from:https://notebookspec.com/web/548762-review-asus-fx506-i7-10870h-gtx-1650-ti

พรีวิว ASUS ZenBook 14 UX435 / Flip S13 UX371 สเปค Intel Core i Gen 11 ประสิทธิภาพสูง เบาสุดไม่ถึงโล จอ OLED 4K

ASUS ZenBook เตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่กันอีกแล้ว กับการมาของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่างในรุ่น ASUS ZenBook 14 UX435 ที่เป็นโน้ตบุ๊คบางเบาหน้าจอ 14″ ที่เบาไม่ถึง 1 กิโลกรัม และ ASUS ZenBook S13 UX371 ซึ่งเป็น 2-in-1 Notebook สุดพรีเมียมหรูหรา ได้จอเป็น OLED ที่ดีที่สุด  

โดยพื้นฐานของ ZenBook จะเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ความพรีเมียม ทั้งในเรื่องวัสดุและฟีเจอร์ ซึ่งเป็น Ultrabook ได้แฟลตฟอร์ม Intel EVO ที่ใช้ได้ทั้งงานและความบันเทิง หลักๆ แล้วมีมิติค่อนข้างบางตามเอกลักษณ์ของซีรีส์ แต่ออกแบบด้านใต้โน๊ตบุ๊คและการระบายความร้อนได้รับการปรับปรุงใหม่ 

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 32

ในแง่ของประสิทธิภาพด้านการชิปประมวลผลมาพร้อม Intel Core i Gen 11 Tiger Lake และมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphic รุ่นใหม่ตัวแรงมาในตัว พร้อมกับตัวเลือกการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 รุ่นใหม่มาให้ด้วย ที่สำคัญได้การรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรก Perfect Warranty ด้วย ในบทความนี้เราจะมาพรีวิวทั้ง 2 รุ่นกันก่อน ที่เดี๋ยวอีกไม่นานได้พบรีวิวตัวเต็มกันแน่นอน 

พรีวิว ASUS ZenBook 14 UX435

ASUS ZenBook 14 UX435 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาสเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่เน้นความกะทัดรัด พกพาสะดวก ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค 2 จอสุดล้ำ ได้ดีไซน์ตัวเครื่องขอบจอบาง จากการใช้หน้าจอแสดงผล 14″ ขอบบางแบบ NanoEdge ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงซึ่งทำให้ ZenBook รุ่นนี้กลายเป็นโน๊ตบุ๊คมิติตัวเครื่องเทียบเท่าขนาด 13.3″ เท่านั้น เบาสุดเพียงแค่ 980 กรัม ส่วนตัวเครื่องก็บางเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น

โดดเด่นด้วย NumberPad 2.0 ที่เป็นแป้นตัวเลข ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ สเปกอื่นๆ ก็คาดว่าน่าสนใจด้วยหน่วยความจำแรมแรม 8GB พร้อมที่เป็นข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ในตัว นับว่าถูกคุ้มมากๆ เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ ส่งผลให้เป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คยุคใหม่เลยก็ว่าได้ กับราคาคาดการณ์ที่ 2x,xxx บาทขึ้นไป 

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 15

ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G Military-Grade มาอยู่แล้ว วัสดุเป็นลิเธียมอัลลอยด์ที่ดีกว่าอลูมิเนียมอัลลอยด์ รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 17 ชั่วโมงตามที่ทาง ASUS เคลมไว้

ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello ที่สะดวกและง่ายกว่าการกรอกรหัสผ่านแบบเดิมๆ ตัวลำโพง ASUS ZenBook 14 UX435 เป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว ระบบเสียง Harman/Kardon ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 16
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 17
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 18
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 19
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 21
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 22

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่หรูหราบางเบา แต่ก็ยังมาพร้อมความคุ้มค่าทำให้ ASUS ZenBook 14 UX425 มีความบางเบาที่สุด โดยบางเพียง 14.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 980 กรัม สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว

แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey ให้ความหรูหราพรีเมียมไม่เหมือนใคร 

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 23

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของ ASUS ZenBook 14 UX435 ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 3 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 135 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ซึ่งมุม 3 องศาที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่าด้วยฟีเจอร์บานพับเดียวนี้ ทำให้การใช้งานดีขึ้นทั้ง 3 ด้านเลย

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 24
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 25
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 26

ASUS ZenBook 14 UX435 ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คบางเบา ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.1 Type-A จำนวน 1 พอร์ต ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว โดดเด่นด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้วย

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมี HDMI มาให้ ส่วนช่องอ่าน micro-SD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง ซึ่งการเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรแบบปกติ และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็กเป็นหัว USB-C กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้ว คาดว่าน่าจะมีหนักราวๆ 1.2 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว

พรีวิว ASUS ZenBook Flip 13 UX371

ASUS ZenBook Flip 13 UX371 นับว่าเป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพจากเทคโนโลยี OLED หน้าจอยังได้รับรองตามมาตรฐาน PANTONE Validated สำหรับความเป็นที่สุดในเรื่องความแม่นยำของสี พร้อมรองรับ HDR ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่จะเน้นความแรงลื่น สเปกใหม่สุดๆ

พร้อมดีไซน์ดูหรูหราสวยงาม  โดยเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา มีปากกา ASUS Active Pen มาด้วย ลำโพงยังเป็น Harman/Kardon เสียงดีชัดเจน อีกทั้งติดตั้ง IR 3D Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ที่สำคัญได้มี ASUS NumberPad 2.0 ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 3

งานประกอบก็เป็นแบบ Unibody ที่แทบจะไร้รอยต่อเลยทีเดียว วัสดุเป็นโลหะตลอดทั้งตัวเครื่อง เลือกใช้สีสันเป็น Jade Black และขอบตัวเครื่องใช้เป็น Red Copper ด้านหลังมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพงจากการเสริมความมันวาวตามสไตล์ของ ZenBook ส่วนขอบด้านหน้าก็ทำมิติเพื่อให้เปิดจอได้ง่าย อีกทั้งตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ

ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งาน ASUS ZenBook Flip 13 UX371 เครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ครบเครื่องสุดๆ โดดเด่นด้วยหน้าจอ OLED ที่แสดงผลภาพได้เหนือชั้นกว่าพาเนล IPS 

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 7
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 2
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 6
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 5
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 8
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 1

ในส่วนของเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift 360° แบบ 2 แกน ซึ่งเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอที่ 135 องศาขึ้นไปจะช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้น

จากการที่มีบานพับแบบพิเศษ โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง ที่หากเรากางหน้าจอมากกว่านั้นก็จะรองรับการใช้งาน Multi-Mode อื่นๆ เรียกได้ว่าฟีเจอร์นี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อนบน 2-in-1 Notebook พร้อมดีไซน์ที่ดูสวยวามหรูหรา

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 4

ซึ่งบานพับ ErgoLift 360° ที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย แน่นอนว่าบานพันนี้มีกลไกแบบฟันเฟืองโลหะที่มีความแม่นยำพร้อมความทนทาน จากการทดสอบใช้งานได้ถึง 20,000 ครั้งด้วยกัน

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 10
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 9
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 12
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 13
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 14
ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 11

ASUS ZenBook Flip S13 UX371 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet แน่นอนว่ารองรับการใช้งาน ASUS Active Pen ด้วย รองรับแรงกดหลายระดับ ซึ่งทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น

นอกจากนี้ใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่มีช่องระบายอากาศให้เห็นเลย สำหรับ ASUS ZenBook Flip S13 UX371 ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ซึ่งไม่ว่าจะกางหน้าจอแบบไหนก็จะไม่บังลมจากช่องระบายความร้อนเลย ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของคีย์บอร์ด ASUS ZenBook Flip S13 UX371 ติดตั้งคีย์บอร์ดเป็นปุ่มพลาสติกสีเดียวกับตัวเครื่องสกรีนตัวอักษรสีเทา มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือตัดขอบมน ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ได้ดีกว่าไม่มี ปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่ขอบเครื่องด้านซ้ายตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก

ASUS ZenBook Core i Gen 11 Preview 35

ไว้มีโอกาสเราจะมาพูดถึงสเปกขายจริงราคาขายจริง และรีวิวตัวจริงของ ASUS ZenBook 14 UX435 / Flip S13 UX371 สเปค Intel Core I Gen 11 Tiger Lake กันอีกที รอติดตามกันได้เลย เร็วๆ นี้แน่นอน 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/547006-preview-zenbook-14-ux434-flip-s13-ux371

รีวิว ASUS ZenBook 14 UX425 สเปก Intel Core i Gen 11 การ์ดจอออนชิป Iris Xe ตัวแรง เบา 1.17 โล ฟีเจอร์แน่นมาก ได้ Microsoft Office แท้ ราคา 27,990 บาท

ASUS ZenBook 14 UX425 เป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 สายทำงานบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 13.9 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.17 กก. เท่านั้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนทั้งหมด โดยมาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต

อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 90% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 20 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 61

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ซึ่งในตอนนี้มีสเปกเดียวคือ Intel Core i5-1135G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิปใหม่ Intel Iris Xe Graphics ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 8GB LPDDR4X Bus 3200 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนลเกรดสูง IPS สีสันสวยงามมุมมองกว้าง 

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย สนนราคาเพียง 27,990 บาท ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย แต่ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G military-grade standard มาอยู่แล้ว 

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาที่ได้สเปก Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมาพร้อมความแรงที่มากขึ้นและพลัง AI ช่วยทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ  อาทิ Word, Excel, Power Point หรือ Photoshop / Premiere Pro ที่ทำให้งานที่เราทำนั้นลื่นไหลและไวกว่าเดิม อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงการ์ดจอแยก ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานแน่นอน

ได้หน้าจอขนาด 14″ บนมิติตัวเครื่อง 13.3″ ทำให้เล็กกระทัดรักพกพาสะดวก ที่สำคัญเครื่องยังเบาเพียง 1.17 กิโลกรัม และตัวเครื่องบางสุดที่ 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือ Co Working Space อย่างแท้จริง รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello ที่สะดวกและง่ายกว่าการกรอกรหัสผ่านแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 10

ที่นอกจากได้เรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ที่ดีแล้ว ยังได้ตัวเครื่องที่พรีเมียมหรูหรา โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ MIL-STD-810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าพกพาไปใช้งานไปไหนมาไหนเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเครื่องก็ไม่พังง่ายแน่นอน  พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันเท่าที่ตัวเครื่องจะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตัดช่องต่อหูฟังออกไป แต่ก็ยังดีมีสายแปลงแถมมาให้ด้วย สำหรับราคาก็คุ้มค่ามากๆ เพียง 27,990 บาทเท่านั้น 

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 24

จุดเด่น

  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 13.3″
  • น้ำหนักเบากแค่ 1.17 กิโลกรัม บางสุด 13.9 มิลลิเมตร วัสดุเครื่องคุณภาพสูงทั้งตัว
  • ดีไซน์พิเศษบานพับ ErgoLift Hinge ช่วยให้ใช้งานดีขึ้น ในหลายๆ ส่วน
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% sRGB
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย เทคโนโลยี Nano Edge บางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • ใช้งานจริงลื่นไหลด้วย Intel Core i Gen 11 Tiger Lake การ์ดจอ Iris Xe Graphics
  • ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ 
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง
  • มาพร้อม 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • มาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดธรรมดาเป็นปุ่มกดตัวเลข LED
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 – 18 ชั่วโมง
  • อแดปเตอร์เป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว ใช้สะดวกพกพาง่าย
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ 1 แรก เคลมผ่าน 7-11 ได้
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่างซองเคสใส่เครื่องและสายแปลง USB-C to หูฟัง 3.5 ให้ทันที
  • ราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพดี เมื่อเทียบรุ่นก่อนๆ 

ข้อสังเกต

  • มีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป 
  • หน่วยความจำเป็นแบบฝังบอร์ดมาเลย และไม่รองรับการอัพเกรด 
  • ความเร็วจากการทดสอบ SSD มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับกลางๆ

Specification

ASUS ZenBook 14 UX425 มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i5-1135G7 ราคา 27,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic  ได้แรม 8GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB 

Asus ZenBook 14 UX425EA

หน้าจอขนาด 14″ เป็นพาเนล IPS ความละเอียด Full HD แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้  ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ ไปเลยตรงจุดนี้

มีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง Thunderbolt 4 (USB 3.2 Type-C), USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่ารุ่นก่อน 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด การรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ ASUS ที่สามารถส่งเคลมผ่านทาง 7-11 ได้ รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย (Perfect Warranty) หน้าสเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook 14 UX425 ได้ตามนี้เลย 

*** คาดว่าสเปก Intel Core i7-1165G7 + RAM 16GB จะตามมาภายหลัง 

Hardware / Design

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่หรูหราบางเบา แต่ก็ยังมาพร้อมความคุ้มค่าทำให้ ASUS ZenBook 14 UX425 มีความบางเบาที่สุด โดยบางเพียง 13.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 1.17 กิโลกรัม สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 34

โดย ASUS ZenBook 14 UX425 วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey ให้ความหรูหราพรีเมียมไม่เหมือนใคร พร้อมรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบโค้งมน รวมไปถึงด้านในอย่างตัวอักษรคีย์บอร์ด มีความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้น กับราคาก็ไม่แพงด้วยจากการที่สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5 Gen 11 และ Iris Xe Graphics ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนๆ

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 46

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของ ASUS ZenBook 14 UX425 ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 150 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ซึ่งมุม 3 องศาที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่าด้วยฟีเจอร์บานพับเดียวนี้ ทำให้การใช้งานดีขึ้นทั้ง 3 ด้านเลย

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 59

ฝาหลังเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง ASUS ZenBook 14 UX425 ที่ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียม พร้อมโลโก้ ASUS ตามมาตรฐานที่มีรัศมี Zen ที่เป็น DNA สำหรับขอบตัวเครื่องมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพง ส่วนด้านในก็จะเป็นอลูมิเนียมแบบด้านที่ดูหรูหราไม่แพ้ด้านนอกทีเดียว นอกจากนี้ใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่มีช่องระบายอากาศให้เห็นเลยในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งตัวเครื่อง ASUS ZenBook 14 UX425 เอง ก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งาน ASUS ZenBook 14 UX425 เครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาหรูหราซึ่งมิติตัวเครื่องเทียบเท่ากับกระดาษ A4 เท่านั้นเอง

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 51

ในส่วนของชุดบันเดิลที่ให้กับ ASUS ZenBook 14 UX425 มีทั้งในส่วนของซอฟต์เคสที่ดูดีลงตัวกับเครื่อง อีกทั้งได้ตัวแปลง USB-A to LAN RJ45 มาให้ใช้งานได้ทันที ตอบโจทย์คนที่ต้องการหรือจำเป็นใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบสาย LAN อยู่เช่นตามที่ทำงานรวมไปถึงองค์กรต่างๆ โดดเด่นด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไฟ ที่เป็นมาตรฐาน USB-C แบบ USB PD

ทำให้ในการใช้งานร่วมกับตัวเครื่องได้สะดวกสบาย เพราะเราสามารถนำอแดปเตอร์นี้ไปชาร์จมือถือรุ่นใหม่ๆ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้แทบทั้งหมด อาทิ กล้องดิจิตอล หรือ Power Bank นับได้ว่า ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นการมาของ Intel Notebook หน้าจอ 14″ สายทำงานบางเบาที่ครบเครื่อง มีดีที่สเปกแรงลื่น ราคาคุ้มค่า ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ยืนยันได้เลยว่า ASUS ใส่ใจในการออกแบบ รายละเอียด เพื่อการรองรับใช้งานจริงของคนรุ่นใหม่จริงๆ 

Keyboard / Touchpad

ปุ่มคีย์บอร์ดของ ASUS ZenBook 14 UX425 มีขนาดใหญ่เป็นสีเดียวกับตัวเครื่อง จัดว่าอยู่ในขนาดพอตัวเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 14″ ทำให้พอมีพื้นที่เว้นว่างบ้าง โดยมีระยะการกดที่ 1.4 มิลลิเมตร ซึ่งให้สัมผัสในการกด การเด้งของปุ่มที่ดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด

ส่วนไฟ LED ที่คีย์บอร์ดก็จะเป็นสีขาวตัวอักษรเป็นสีขาวเข้ากัน พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ซึ่งสามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 17

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ มาก เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องโดยรวมที่มีเล็กกระทัดรัดถือว่าจัดเต็มเรื่องของการใช้งานจริง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกโดยเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีการเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเมาส์มาต่อเพิ่มเลยก็ว่าได้

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ASUS ZenBook 14 UX425 มีแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 13
ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 14
ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 16

Screen / Speaker

หน้าจอของ ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นจอด้าน แบบขอบบางทั้ง 4 ด้าน ให้ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดระดับสูง ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามสมจริงทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ ตามสไตล์ NanoEdge Display โดยให้พื้นที่หน้าจอถึง 90% เป็นหน้าจอแสดงผล มาพร้อมกับ TÜV Rheinland certified eye care ได้รับการยอมรับจาก TÜV Rheinland ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกในการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณท์ต่างๆ ช่ายถนอมสายตา และป้องกันแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา

ทำให้ไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป การเปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้า รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน 

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 57

พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

s1 1
s3 1
s2 1

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ ASUS ZenBook 14 UX425 ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite  โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 90% และ AdobeRGB ที่ 67% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีที่สูง รองรับการทำงานที่เน้นกราฟิก หรืองานด้านการถ่ายได้ระดับมืออาชีพ

ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับกลางๆ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในที่ต่างๆ ได้แบบสบายๆ ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.0 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2020 นี้ เมื่อเทียบกับราคายิ่งจัดว่าคุ้มค่า

ตัวลำโพง ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว ระบบเสียง Harman/Kardon ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ ASUS SonicMaster ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ

พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า เมื่อกางบานพับจอแบบ ErgoLift ออกมา ฐานเครื่องก็จะยกขึ้นเพื่อให้เสียงจากลำโพงสะท้อนกับพื้นเพิ่มมิติของทิศทางเสียง  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 9
ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 26
ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 27

Connector / Thin And Weight

ASUS ZenBook 14 UX425 ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คบางเบา ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.1 Type-A จำนวน 1 พอร์ต (น่าจะให้มาสักสอง) ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว โดดเด่นด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้วย 

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 42

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมี HDMI มาให้ ส่วนช่องอ่าน micro-SD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง อย่างไรก็ตามเป็นครั้งแรกที่ทาง ASUS เลือกตัดช่องเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป แต่ก็ยังดีที่มีตัวแปลงสาย USB-C to 3.5mm มาให้ด้วย อย่างไรก็ตามเป็นได้ต้องหาซื้อ USB-C Hub มาเพิ่มเติมก็จะดีมากๆ 

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 53

ขนาดของตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.17 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็ก กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.3 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 14″ รุ่นก่อนๆ แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.5 กิโลกรัมขึ้นไปแน่นอน  ซึ่ง ASUS ZenBook 14 UX425 ตอบสนองในเรื่องของการพกพาใส่กระเป๋าไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

Performance / Software

ASUS ZenBook 14 UX425 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 1.   c2 1

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 1

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 1.   cine20 1

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1877 MB/s และเขียนที่ 895 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับมาตรฐานที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี

ssd 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,611 คะแนน (ใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีก) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

PCMark 10

ทดสอบเกมสำหรับ ASUS ZenBook 14 UX425 สเปก Intel Core i Gen 11 ได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 8GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 41 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 25 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 59 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 41 รวมไปถึงเกมกินสเปกอย่าง PUBG เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง

game test 1

ASUS ZenBook 14 UX425 เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผลอีกด้วย

alt

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4000 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 15 – 18 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ

ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟกลับคืนให้กับแบตเตอรี่ 0 ไปจนถึง 60% ในเวลาเพียง 49 นาที ทำให้เครื่องกลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย

BatteryMon

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ล่าสุดได้ทดสอบดูผ่านทางโปรแกรม Hardware Monitor โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 96 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 – 27 องศาเซลเซียส

เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS ZenBook 14 UX425 เครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบางสุดๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีในระดับที่เราไม่ต้องกังวลแล้ว

โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนท่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook

temp3

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง ASUS ZenBook 14 UX425 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล ZenBook ได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพจากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake โดยมี Intel Iris Xe Graphics ที่ทั้งแรงขึ้นพร้อมมี AI ช่วยทำงานส่งเสริมประสบการณ์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาระดับสูงของทาง ASUS ที่ทุกคนต่างในการยอมรับ

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 20

ทางด้านราคา ASUS ZenBook 14 UX425 ถือว่าเป็นที่สุดของความคุ้มค่า สนนราคาที่ 27,990 บาท ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องฟีเจอร์ที่ครบเครื่องมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง NumberPad 2.0 และ 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello อีกทั้งด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบและมีหน้าจอขนาด 14″ แต่มิติรูปทรง น้ำหนัก มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊ค 14″ ทั่วไป ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.17 กิโลกรัมและบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีความทนทานมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 35

เอาเป็นว่า ASUS ZenBook 14 UX425 สมแล้วที่จะเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คบางเบาในราคาคุ้มค่า แต่ก็จัดเต็มทุกๆ อย่าง ที่โดดเด่นเลยก็คือ มาตรฐาน Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ตที่ดีที่สุด จากการที่สเปกเป็น Intel Core i Gen 11 พร้อมชูนวัตกรรม ErgoLift ของคีย์บอร์ดที่ทำมุม 2.5 องศา ช่วยให้การพิมพ์งานง่ายกว่าเคย พร้อมระบายความร้อนดีขึ้น ระบบเสียงดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ชิปประมวลผล แรม SSD และโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย ส่วนข้อสังเกตอาจมีบ้างอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 21

สรุปแล้ว ASUS ZenBook 14 UX425  ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ในช่วงราคานี้ เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคา 27,990 บาท การรับประกันก็ตามมาตรฐานของ ASUS ที่อัพเกรดเป็นมาตรฐานประกันแบบ 3 ปี On-site Service ซ้อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงในปีแรกแค่เราลงทะเบียนก็จะได้ประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง Perfect Warranty แล้วด้วย

ASUS ZenBook 14 UX425 Core i Gen 11 Review 58

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ZenBook 14 UX425  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านของพกพา ก็คือขนาดที่กะทัดรัด เบาแค่ 1.17 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่ง ASUS ZenBook 14 UX425 ตอบโจทย์การใช้งานสาย Mobility ได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเฉียบ ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุที่ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐานระดับกองทัพ ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความทนทานได้เลย ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 – 18 ชั่วโมงอีกด้วย เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปด้วยเลย หรือจะพกไปก็เล็กมากๆ

award new mobility

Best Ultrabook

ฟีเจอร์โดยรวมของ ASUS ZenBook 14 UX425 เป็น Ultrabook มีความโดดเด่นเรื่องหน้าจอขอบบางแบบ NanoEdge ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14 นิ้ว ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน ให้มิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม  ไปจนถึงบานพับ ErgoLift ที่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานได้เป็นอย่างดี รายละเอียดรอบนอกเครื่องดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา (Pine Grey) ที่หรูหราพรีเมียม

award new best Ultrabook

Best Value

แม้ ASUS ZenBook 14 UX425 จะเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาพกพาสะดวก แต่ราคาก็จัดว่าไม่แพงเลยประมาณสองหมื่นบาทกลางๆ เท่านั้น บอกว่าเป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ด้วยราคาขาย 27,990 บาท ที่มาพร้อมสเปคอย่าง Intel Core i Gen 11 รวมถึงมีแรม 8GB LPDDR4x 4266 MHz และที่เก็บข้อมูลมาตรฐานแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB แถมมีสแกนใบหน้า 3D IR Camera และฟีเจอร์อื่นๆ จัดเต็ม เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาเหมาะกับการใช้งานทั่วไปเน้นหลากหลาย ดีไซน์ก็พรีเมียม แถมได้ Office แท้ เรียกได้ว่าหาได้ยากสำหรับโน๊ตบุ๊คแบบนี้ ที่สำคัญประกันยังมีระยะถึง 3 ปี On-site + Perfect Warranty ในปีแรก เราจึงมอบรางวัล Best Value ไปให้เลยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

from:https://notebookspec.com/web/546236-review-asus-zenbook14-ux425-corei-gen11

REVIEW | รีวิว ROG Phone 3 มือถือเกมมิ่ง 5G ตัวท็อป พร้อมฟีเจอร์เอาใจคอเกมสุดฤทธิ์

ปีนี้เรียกว่าเป็นปีที่ดุเดือดจริงๆ สำหรับตลาดมือถือเกมมิ่งที่แต่ละค่ายต่างก็งัดลูกไม้เจ๋งๆ มาสู้กันอย่างเต็มที่ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ ASUS ROG Phone 3 มือถือเกมมิ่ง 5G ที่มากับสเปคแรงสุดของปี 2020 ทำให้มันเล่นเกมมือถือแบบปรับกราฟิกสูงสุดได้ทุกเกมแบบไม่มีอาการงอแงให้เห็น รวมถึงฟีเจอร์เด็ดๆ ที่เคยมีอยู่ใน ROG Phone 2 รุ่นที่แล้วก็ล้วนได้รับการอัปเกรดให้สมกับเป็นมือถือรุ่นใหม่ ส่วนจะมีอะไรบ้าง…มาดูกันเลยจ้า

ROG Phone 3 ที่เรามารีวิวในคราวนี้ เป็นตัวท็อปสุดที่จำหน่ายในประเทศไทย มากับชิป Snapdragon 865+, RAM 12GB และความจุ 512GB ส่วนอีกรุ่นที่วางขายด้วยกันเป็น ROG Phone 3 Strix Edition ที่ถูกลดสเปคลงมาเล็กน้อยเป็น Snapdragon 865, RAM 8GB ความจุ 256GB ครับ

สเปค ROG PHONE 3

  • หน้าจอ : OLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (1080×2340) รีเฟรชเรท 144Hz รองรับ HDR10+
  • CPU : Snapdragon 865+
  • GPU : Adreno 650
  • RAM : (LPDDR5) 12GB
  • ความจุ : (UFS 3.1) 512GB
  • กล้องหลัง :
    • Wide 64MP (f/1.8) พร้อมระบบโฟกัส PDAF
    • Ultra-wide 13MP (f/2.4)
    • Macro 5MP (f/2.0)
  • กล้องหน้า : 24MP (f/2.0)
  • ระบบเสียง : ลำโพงคู่สเตอริโอ แบบแม่เหล็ก 7 ชิ้น, Diract HD, ไมโครโฟน 4 ตัว ASUS Noise Reduction Technology, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • การเชื่อมต่อ : WiFi 802.11a/b/g/n/ac/ax, 2×2 MIMO, Dual-band 2.4GHz/ 5GHz, BT 5.1, NFC
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint sensor (ใต้จอ), face recognition, accelerometer, e-compass, gyroscope, proximity sensor, hall sensor, ambient-light sensor, ultrasonic sensors for AirTrigger 3, grip press
  • แบตเตอรี่ : 6,000 mAh รองรับชาร์จไว 30W
  • ระบบ : Android 10 ครอบด้วย ROG UI
  • ขนาด / น้ำหนัก : 171 x 78 x 9.85 มม. / 240 กรัม

มีอะไรในกล่อง ROG PHONE 3

ภายในกล่องของ ROG Phone 3 รุ่นที่ขายในบ้านเราก็จะให้มาแบบครบๆ เลย ทั้ง Aero Case, พัดลมระบายอากาศ Aero Active 3, ที่ชาร์จ 30W, สายชาร์จ และที่เพิ่มเข้ามาก็คือตัวแปลง USB-C > แจ๊ค 3.5 มม. เนื่องจากรุ่นนี้ตัดรูหูฟังทิ้งไปแล้วนะจ๊ะ

ดีไซน์ตัวเครื่องที่แทบไม่ต่างจากเดิม

ROG Phone 3 ยังคงมีดีไซน์ที่แทบจะไม่ต่างจาก ROG Phone 2 เลย ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดเท่าเดิมที่ 6.59 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจอแบบปกติที่ไม่ได้เจาะรู ไม่ได้มี Notch และขอบก็ไม่โค้งด้วย ทำให้ขอบจอด้านบน-ล่าง ยังคงมีความหนาพอสำหรับวางกล้องเซลฟี่ และลำโพงสเตอรีโอ 2 ตัว

พลิกกลับมาดูที่ฝาหลัง ก็จะเจอกับลวดลายที่ดูล้ำสไตล์เกมมิ่งที่ต้องบอกเลยว่าเหมือนเดิมเกือบเป๊ะๆ ด้านขวามือมีแถบเท่ๆ แต่คราวนี้ไม่มีช่องระบายอากาศแล้ว ส่วนขอบเครื่องด้านซ้ายมีพอร์ต USB-C อีก 1 หนึ่งพอร์ตเพิ่มขึ้นมาสำหรับเสียบอุปกรณ์เสริม หรือเสียบชาร์จเวลาเล่นเกมในแนวนอน

พอร์ต USB-C ด้านข้างเครื่องสำหรับเสียบอุปกรณ์หรือชาร์จไฟ (มีจุกยางให้)

และที่เปลี่ยนไปอีกอย่างคือแถบกล้องหลังที่ยาวขึ้น เพราะมีกล้องเพิ่มมาเป็น 3 ตัวนั่นเอง และโมดูลจะนูนขึ้นมามากกว่ารุ่นเดิมเยอะเลย

โมดูลกล้องหลังที่นูนออกมาค่อนข้างมาก (จากเดิม ROG Phone 2 ที่เป็นระนาบเดียวกับตัวเครื่องไปเลย)

ทำให้ต้องคอยระวังนิดนึงเวลาเอาไปวางหงายจอขึ้น เพราะกล้องอาจไปขูดกับพื้นเป็นรอยเอาได้ แต่พอใส่เคสแล้วระดับของโมดูลกล้องจะพอดีกัน หมดห่วงเรื่องไปขูดอะไรเข้าได้

นอกจากนี้ไฟ RGB ที่เป็นโลโก้ ROG ด้านหลังเครื่อง คราวนี้สามารถเปิดทิ้งเอาไว้เท่ๆ ได้ตลอดเวลา จากเดิมที่ไฟจะติดเฉพาะตอนที่เปิด X Mode เท่านั้น

ใครอยากเท่เปิดไฟ RGB ทิ้งไว้ได้ตลอดเวลาก็ย่อมได้

จากการใช้งานจริง ถ้าใครไม่ชอบใส่เคสจะเจอปัญหานิดนึงคือตัวเครื่องด้านหลังมีความลื่นมากๆ จะเอาไปวางตรงไหนก็ต้องระวังนิดนึง เพราะหากพื้นที่วางมีความเอียง เครื่องจะค่อยๆ ไหลแบบไม่รู้ตัว (เกือบหล่นหลายทีมาก ทั้งจากโซฟา, อ่างล้างหน้า หรือแม้แต่กระเป๋ากางกาง) ทางแก้ก็ง่ายๆ แค่ใส่เคสที่แถมมานั่นแหละ

ใส่เคสซะ ถ้าไม่อยากให้เครื่องลื่นไถลไปไหนต่อไหนแบบไม่รู้ตัว

อีกอย่างคือเรื่องน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก ถ้าคนไม่เคยใช้มือถือจอใหญ่ๆ มาก่อน จะรู้สึกทันทีว่ามันหนักกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ซึ่งก็มาจากแบตเตอรี่ที่ให้มาแบบมโหระทึกถึง 6000 mAh นั่นเอง ใครที่พกมือถือรุ่นนี้ในกระเป๋ากางเกง เวลาวิ่งหรือเดินเร็วๆ จะรู้สึกได้เลยว่ามันแกว่งตีขาพลั่กๆ ตลอด

 

หน้าจอรีเฟรชเรทสูง 144Hz

หน้าจอของ ROG Phone 3 ถูกอัปเกรดขึ้นมาให้รองรับรีเฟรชเรทได้สูงสุดถึง 144Hz ถ้าหากเอาไปเทียบกับมือถือรุ่นอื่นๆ ที่มีจอรีเฟรชเรท 60-90Hz จะเห็นความแตกต่างแบบสุดๆ เพราะจอ 144Hz จะเนียนตามากๆ เวลาไถหน้าจอเร็วๆ ตอนเล่นเน็ต หรือเล่นเกมที่รองรับหน้าจอรีเฟรชเรทสูง และแน่นอนว่าถ้าเปิดไว้ที่ 144Hz ตลอดเวลา มันก็จะกินแบตมากกว่าเดิม

หรือจะเปิดโหมด Auto เอาไว้ เพื่อให้เครื่องคอยสลับค่ารีเฟรชเรทอัตโนมัติเมื่อใช้งานแอปต่างๆ ทำให้ช่วยประหยัดแบตขึ้นได้อีก หากเราเข้าแอปที่ไม่จำเป็นต้องใช้ค่ารีเฟรชเรทสูงๆ

รองรับ HDR

หน้าจอของ ROG Phone 3 ยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR ทำให้สามารถดูคอนเทนท์ในรูปแบบดังกล่าวได้ทั้งจาก YouTube และ Netflix

ประสิทธิภาพเครื่องสุดทรงพลัง

แน่นอนว่าแค่ชิป Snapdragon 865+ ก็ต้องแรงสุดๆ จนเล่นเกมในปัจจุบันได้ทุกเกมแบบไม่มีอาการกระตุก หรือเฟรมเรทร่วงให้หงุดหงิดหัวใจ รวมถึงการทำงานอื่นๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ด้วย RAM ที่ให้มาเหลือๆ ถึง 12GB จะสลับแอปไปมาก็เร็วปรู๊ดปร๊าด นอกจากนี้ยังมี X Mode ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องให้สูงขึ้นไปได้อีก โดยการทดสอบประสิทธิภาพด้วยแอป 3DMark และ Geekbench ออกมาได้ตามนี้

ทดสอบด้วย 3DMark ปิด X Mode (ซ้าย) / เปิด X Mode (ขวา)

คะแนนเฉลี่ยแรงเป็นอันดับ 1 ของแอป 3DMark

ทดสอบด้วย Geekbench ปิด X Mode (ซ้าย) / เปิด X Mode (ขวา)

ส่วนหน่วยความจำที่ใช้เป็นแบบ UFS 3.1 ก็แน่นอนว่าเร็วปรู๊ดปร๊าดแบบไม่ผิดหวัง จะเขียนข้อมูล จะอ่านข้อมูล ย้ายไฟล์ ฯลฯ ก็เร็วรวดพรวดพราด ทดสอบด้วยแอป Androbench ได้ผลออกมาตามนี้

ส่วนการเล่นเกมต่างๆ ที่มีกราฟิก 3D โหดๆ ทั้งพวก PUBG, Call of Duty, ROV, LOL Wild Rift หรือจะเป็นเกมกินสเปคอย่าง Genshin Impact แน่นอนว่าปรับไปจนถึงขั้นสุดได้สบายแฮ รวมไปถึงตอนเล่นเกมก็ลื่นปรื๊ดดด ไม่มีกระตุกเลยล่ะ หรือใครจะเปิด X Mode ช่วยอีกแรงก็ได้ (จริงๆ จะเปิดหรือไม่เปิดก็ลื่นเหมือนกันอะนะ)

LOL Wild Rift ปรับได้สุดทุกอย่าง จะนัวกันทั้งทีม จะปล่อย Ulti พร้อมกันเฟรมเรทก็อยู่ที่ 59-60fps ตลอด

PUBG ปรับสุดทุกอย่างก็เล่นได้ลื่นปรื๊ด

เกมกราฟิกงามๆ Kenshin Impact ก็ปรับสุดได้แบบไม่มีปัญหา

ฟีเจอร์สำหรับเล่นเกม

ฟีเจอร์ต่างๆ สำหรับการเล่นเกมของ ROG Phone 3 ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าปุ่ม, ปรับรีเฟรชเรท, การล็อคความสว่างจอ, การล้าง RAM, การอัดหน้าจอ, ดู FPS, ดูอุณหภูมิเครื่อง ฯลฯ สามารถเข้าได้โดยการปัดหน้าจอทางซ้ายออกมา เมื่อตอนที่เราอยู่ในเกม

แถบตั้งค่าฟีเจอร์เกมต่างๆ

Shoulder Button ที่เจ๋งกว่าเดิม

เป็นมือถือเกมมิ่งทั้งที จะแต่สเปคแรงเฉยๆ มันก็จะธรรมดาเกินไปหน่อย มือถือรุ่นนี้ก็เลยใส่ฟีเจอร์สำหรับเล่นเกมล้ำๆ มาให้ด้วย โดยตรงบริเวณขอบเครื่องซ้าย-ขวา ด้านบน จะมีปุ่มที่ทำงานคล้ายกับ Shoulder Button ของคอนโทรลเลอร์เกม ซึ่งเราตั้งค่าได้ว่าจะให้การกดปุ่มนั้น กลายเป็นการกดหน้าจอตรงไหน ก็จะคล้ายๆ กับที่มีใน ROG Phone 2 นั่นแหละ (การตั้งค่าปุ่มให้กดเลือกที่ AirTriggers)

จะตั้งให้เป็นปุ่มกดเดี่ยวๆ ก็ได้

แต่คราวนี้มันล้ำกว่าเดิมเพราะเราสามารถแยกปุ่ม Shoulder ดังกล่าว ให้กลายเป็น 4 ปุ่ม (Dual partition buttons) ด้วยการแยกตำแหน่งแตะ อย่างเช่นปุ่มด้านขวา เมื่อแบ่งออกเป็น 2 ส่วน แตะบริเวณค่อนมาทางขวาจะเป็นการยิง แตะบริเวณค่อนมาทางซ้ายจะเป็นการบรรจุกระสุน หรือปุ่ม Shoulder ด้านซ้าย ถ้าแตะบริเวณค่อนมาทางซ้ายจะเป็นการเล็ง แตะบริเวณค่อนทางขวาจะเป็นก้ม

จะตั้งแยกให้กลายเป็น 4 ปุ่ม ก็สุดยอด (Dual partition buttons)

เขย่าเครื่องแทนการกดปุ่ม

ถ้าการตั้งค่าปุ่มต่างๆ ยังไม่พอ เรายังสามารถตั้งให้การเขย่าเครื่อง (Motion control) กลายเป็นการกดบนหน้าจอบริเวณไหนก็ได้ ยกตัวอย่างเกม PUBG เลือกให้การเขย่าเครื่อง เท่ากับการกดปุ่มหมอบ เมื่อเราเล่นเกมอยู่แล้วต้องการนอนซุ่มอยู่ในพงหญ้า ก็แค่เขย่าเครื่องเท่านั้น ตัวละครก็จะหมอบลงทันที พอจะยืนก็เขย่าเครื่องอีกครั้ง

เปิดศูนย์เล็งถาวร

เกมประเภท FPS หรือ TPS เมื่อเข้าสู่โหมดซูมหรือเล็งด้วยศูนย์ปืน เป้าเล็ง (Crosshair) บนหน้าจอจะหายไป แต่เราสามารถเปิดเองได้จากตัวเครื่องโดยตรงด้วยการปัดแถบ Game Genie ด้านซ้ายแล้วเลือกที่ Crosshair เพื่อเปิดศูนย์เล็งแบบถาวรบนหน้าจอ

เปิดศูนย์เล็งเองได้ จะปรับขนาด ปรับสี ชอบแบบไหนก็เลือกเอาเลย

เสียบไฟตรงโดยไม่ชาร์จแบตเตอรี่ เพื่อลดความร้อน และถนอมแบต

ในแถบ Game Genie มีตัวเลือก Bypass charging สุดล้ำให้ใช้กันอีกด้วย ฟีเจอร์นี้จะเปิดได้ก็ตอนที่เราเสียบสายชาร์จไว้ ซึ่งความสามารถของมันก็คือจะส่งไฟจากสายชาร์จไปที่เครื่องโดยตรงแบบไม่ผ่านแบตเตอรี่ก่อน ทำให้ตัวเครื่องไม่เกิดความร้อนจากการชาร์จไฟและการเล่นเกมไปพร้อมๆ กัน แถมยังช่วยถนอมแบตเตอรี่ไปอีกด้วย เรียกว่าเด็ดสุดจริงๆ สำหรับฟีเจอร์นี้

กล้องเซลฟี่ และกล้องหลังที่เพิ่มมาเป็น 3 ตัว

ROG Phone 3 ได้รับการอัปเกรดกล้องหลังเข้าเป็น 3 ตัว (จากรุ่นก่อนที่มีแค่ 2) โดยเพิ่มกล้อง Macro เข้ามาให้สำหรับการถ่ายวัตถุในระยะใกล้มากๆ ส่วนกล้องหลักก็เพิ่มความละเอียดเป็น 64MP ทำให้การถ่ายภาพและการถ่ายวิดีโอโดยรวมของมือถือรุ่นนี้ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร จะมีข้อตินิดหน่อยสำหรับการถ่ายมุม Ultra Wide จะสังเกตได้ชัดเจนว่าขอบภาพเบี้ยว และทำให้สัดส่วนเพี้ยนไปเลย



















การถ่ายวิดีโอ ROG Phone 3 ยังคงทำได้ค่อนข้างน่าพอใจเลย สำหรับระบบกันสั่นที่เรียกว่านิ่ง และสมูทสุดๆ แถมคราวนี้ยังสามารถถ่ายได้ที่ระดับ 8K อีกต่างหาก แต่ว่ามันกินพื้นที่สุดๆ วิดีโอ 8K ความยาว 1 นาที จะกินไปราวๆ 1GB เลยทีเดียว

สำหรับกล้องเซลฟี่ยังคงมีความละเอียดเท่าเดิมที่ 24MP มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ และบิวตี้ให้ตามปกติ




ระบบเสียงสุดกระหึ่ม

ROG Phone 3 ยังคงใช้ลำโพงคู่สเตอรีโอด้านหน้าอยู่เช่นเดิม ซึ่งความดังความกระหึ่มก็ยังคงประสิทธิภาพเอาไว้ได้ตามเคย ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ไม่จำเป็นต้องหาลำโพงนอกมาเสียบเลย ใช้แค่ลำโพงของมันเองก็ดังเหลือเฟือแล้ว แถมยังมีโหมด Outdoor สำหรับการใช้งานในที่กลางแจ้งที่จะเร่งเสียงให้ดังมากขึ้นไปอีก (โหมดนี้คุณภาพเสียงและรายละเอียดต่างๆ จะลดลงไปพอสมควร) แต่น่าเสียดายที่คราวนี้ ROG Phone 3 ตัดรูหูฟัง 3.5 มม. ทิ้งไปซะแล้ว ถ้าใครอยากใช้หูฟังมีสายก็ต้องต่อกับตัวแปลงที่แถมมาให้นะครับ

รูหูฟัง 3.5 มม. หายไปแล้วจ้า

แต่ถ้าใครจะเล่นเกมไปด้วย แล้วเสียบหูฟังไปด้วย เจ้าพัดลมระบายความร้อน Aero Active 3 ก็มีรูหูฟัง 3.5 มม. ให้มาด้วยนะ

พัดลม Aero Active 3 มีรูหูฟัง 3.5 มม.

แบตเตอรี่ที่ยังอึดเหมือนเดิม

อีกหนึ่งจุดเด่นของมือถือรุ่นนี้ที่ยังคงเดิมก็คือแบตเตอรี่อึดๆ ที่จัดมาให้แบบเต็มเหนี่ยวถึง 6000 mAh ถ้าตั้งจอรีเฟรชเรทแบบ Auto ใช้งานปกติ เล่นเน็ต, เล่นเกม, ฟังเพลง, ดูคลิปผ่าน YouTube, ถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ รับรองว่าอยู่ได้เกินวันสบายๆ ยิ่งปรับรีเฟรชเรทให้ต่ำลงมาที่ 60-90Hz ก็จะยิ่งเพิ่มอายุการใช้งานได้มากขึ้นไปอีก

ส่วนระบบชาร์จไวของมือถือรุ่นนี้ ยังคงให้มาเท่าเดิมที่ 30W ซึ่งเอาจริงๆ ก็ถือว่าเร็วเพียงพอแล้ว อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ เพราะปกติเป็นคนที่เสียบชาร์จก่อนนอนทุกคืนอยู่แล้ว จะชาร์จช้า หรือชาร์จไว ก็เลยไม่ค่อยมีผลซักเท่าไหร่

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอรีเฟรชเรท 144Hz ลื่นปรื๊ด เนียนตาสุด
  • สเปคแรงหายห่วง ใช้งานทั่วไปได้ทุกอย่าง เล่นเกมปรับกราฟิกสุดได้ทุกเกม
  • ลำโพงเสียงดังมาก คุณภาพเสียงโอเค
  • กล้องหลังคุณภาพดีสำหรับมือถือเกมมิ่ง
  • ถ่ายวิดีโอเนียน และนิ่ง
  • ปุ่ม AirTriggers ที่เพิ่มลูกเล่นมากขึ้น ถูกใจคอเกมแน่นอน
  • แบตเตอรี่อึดมาก
  • ระบบจ่ายไฟตรง Bypass Charging มีประโยชน์ ใช้งานได้จริง
  • มีพอร์ต USB-C ข้างเครื่องทำให้ชาร์จไปเล่นไปได้ถนัด
  • มีอุปกรณ์เสริมให้ใช้เพียบ

ข้อสังเกต

  • ดีไซน์แทบไม่ต่างจากรุ่นที่แล้ว (ROG Phone 2)
  • ตัวเครื่องน้ำหนักเยอะ (240 กรัม)
  • ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. แล้ว
  • ไม่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น
  • โมดูลกล้องนูนออกมาจากตัวเครื่องค่อนข้างเยอะ
  • ระบบชาร์จไวยังอยู่ที่ 30W
  • อุปกรณ์เสริมราคาโหดเอาเรื่อง

ASUS ROG Phone 3 ยังคงความเป็นมือถือเกมมิ่งสเปคโคตรโหด ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ต่างๆ สำหรับการเล่นเกมอย่างแท้จริง แถมเรื่องกล้องก็ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมพอตัวเลย…เอาจริงๆ ก็ถือว่ามีกล้องที่คุณภาพใช้ได้สำหรับมือถือเกมมิ่ง ถ่ายรูปทั่วไปได้แบบไม่เห่ย ส่วนการถ่ายวิดีโอก็ยังคงมาตรฐานเอาไว้ได้น่าประทับใจทั้งคุณภาพของภาพและระบบกันสั่นที่ดีจนน่าแปลกใจ
แน่นอนว่ามันเป็นมือถือเกมมิ่ง ก็เลยอาจจะไม่เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมเป็นหลัก เพราะฟีเจอร์เจ๋งๆ ที่ให้มาจะไร้ประโยชน์ทันที แถมตัวเครื่องก็ค่อนข้างใหญ่ หนา และหนัก สาวๆ อาจจะไม่ชอบใจตรงส่วนนี้ก็ได้

รวมๆ แล้ว ROG Phone 3 ดูเหมือนจะเป็นมือถือรุ่นอัปเกรดจาก ROG Phone 2 ขึ้นมาอีกขั้น ในเรื่องชิป, กล้อง, รองรับ 5G และฟีเจอร์เกมเล็กๆ น้อยๆ ส่วนตัวคิดว่าใครที่เป็นเจ้าของ ROG Phone 2 อยู่แล้ว และยังไม่ต้องการใช้ 5G ขนาดนั้น จะรอข้ามไปเล่น ROG Phone 4 ก็ยังได้ครับ แต่ถ้าใครที่อยากลองสัมผัสมือถือเกมมิ่งระดับเทพล่ะก็…แนะนำว่าจัดได้เลย เพราะรุ่นนี้ให้มาครบเครื่องจริงๆ ครับ

from:https://droidsans.com/review-rog-phone-3-monster-specs-5g-gaming-phone/

รีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 สเปก i7-10875H + RTX 2070 Super Max-Q ที่สุดของนวัตกรรม Gaming Notebook สองหน้าจอ ราคา 89,900 บาท

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ทำให้ ASUS ปฏิวัติวงการ Gaming Notebook ในปี 2020 อีกครั้งและอีกครั้ง ซึ่งจัดว่าเป็นรุ่นพี่ใหม่สุดล้ำที่สุดของตระกูล ROG โดดเด่นด้วยสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 20 Series Super พร้อมจัดเต็มด้วยฟีเจอร์มากมายได้ความล้ำหน้าไม่เหมือนใคร

แต่ที่เป็นจุดเด่นที่สุดก็คือนวัตกรรมหน้าจอที่สอง ROG ScreenPad Plus ที่ถูกยกมาจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX581 ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการเล่นเกมและทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ มีความพิเศษที่เมื่อกางหน้าจอหลักขึ้นมา จอที่สองก็ยกตัวให้สูงยิ่งขึ้นทำให้ได้มุมมองใช้งานลงที่สุด

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Top 1

สำหรับบทความนี้เราจะมาทำการีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 รุ่นขายจริงสเปกรองท็อปชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H การ์ดจอ RTX 2080 Super Max-Q ได้ RAM 16GB พร้อม SSD 1TB / จอ 15.6″ IPS 300Hz ราคาล่าสุด 89,900 บาท ที่ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจสุดๆ เพราะเป็น Gaming Notebook ทรงใหม่รุ่นใหม่ที่ไม่เคยมาก่อนใน ASUS

จากการที่ผสานนวัตกรรมจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX581 ซึ่งเป็น Notebook สายทำงานระดับมืออาชีพ กับ ASUS ROG Zephyrus Series ที่เป็น Notebook เล่นเกมสายจริงจังตัวจริง ที่ทุกๆ คนยอมรับและรู้จักกันเป็นอย่างดี ที่จะมีรายละเอียดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 อย่างไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

VDO Review

NBS Verdict

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เป็น Gaming Notebook สเปกเทพสุดๆ หน้าจอขนาด 15.6″ ระดับสูง 4K sRGB 100% (หรือ Full HD 300Hz) + หน้าจอที่สอง ROG ScreenPad Plus โดยทำงานร่วมกันอย่างลงตัวสุดๆ นอกจากนี้ยังได้เรื่องของระบบระบายความร้อน AAS Plus amplifies airflow ที่ให้อากาศไหลเวียนได้ดีขึ้นกว่า 30%

อีกทั้งทั้งทำงานร่วมกับซิลิโคนนำความร้อนขั้นเทพอย่าง Liquid Metal จากทาง Thermal Grizzly ที่เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการความร้อน ที่ก่อนหน้านี้เคยใช้ใน ASUS ROG Mothership GZ700 ไปแล้ว ในส่วนของไฟ RGB คีย์บอร์ด, ระบบเสียง, และการเชื่อมต่ออื่นๆ ก็จัดเต็มที่สุด สมกับเป็นหนึ่งในที่สุดของ Gaming Notebook ปี 2020 จริงๆ

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 92

จุดเด่นของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ที่เหนือกว่า Gaming Notebook กลุ่มคุ้มค่าก็คือ ได้ความเป็น ROG ที่พรีเมียมที่สุดในตลาด เน้นประสบการณ์เล่นเกมที่สุดยอด พร้อมฟีเจอร์ที่ไม่เหมือนใคร ประสิทธิภาพดีลื่นไหล พอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน อย่างที่หาใน Gaming Notebook ราคาทั่วไปไม่ได้ ตอลโจทย์สำหรับคนเล่นเกมจริงจัง พร้อมการทำงานมืออาชีพในตัว 

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 89

จุดเด่น

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจตามสไตล์ ROG รุ่นใหม่ปี 2020 พร้อมงานประกอบแน่นวัสดุดี
  • ติดตั้งหน้าจอที่สอง ROG ScreenPad Plus เพิ่มประสบการณ์ใช้งานโน๊ตบุ๊คเล่นเกมได้เหนือชั้น
  • ประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H ที่แรงกว่า Core i7-10750H
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2070 Super Max-Q ขับเคลื่อนหน้าจอ 300Hz ได้ดีเยี่ยม
  • แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz (8GB x2) เพียงพอต่อการใช้งาน อัพได้สูงสุด 24 GB
  • ติดตั้ง SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB รองรับการเพิ่มอีก 1 ตัวทันที 
  • ได้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 300Hz 
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าเย็น ไม่ร้อนจนเกินไป
  • พอร์ตการเชื่อมต่อครบครันทั้ง Thunderbolt 3 ที่รองรับทั้งต่อจอและชาร์จไฟผ่าน USB-PD
  • การเชื่อมต่อไร้สายดีที่สุดด้วย Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.1
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 5 ชั่วโมง
  • มีซอฟต์แวร์ Armory Crate มาช่วยปรับแต่งการใช้งาน
  • มาพร้อม Windows 10 ใช้งานได้ทันที
  • ประสบการณ์ใช้งานดีเยี่ยม ประทับใจมาก ทั้งเล่นเกมหรือทำงาน
  • ได้อุปกรณ์เสริมทันทีอย่างกล้องเว็บแคม และอแดปเตอร์เสริมที่เป็น USB-C ทันที 
  • ประกัน 2 ปี ส่งศูนย์ พร้อมฝากส่งเคลม 7-11 และมีประกันอุบติเหตุ 1 ปี

ข้อสังเกต

  • ไม่มี SD Card Reader ไว้เชื่อมต่อกับการ์ดกล้องดิจิตอล

Specification

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ที่ได้รับมารีวิวนั้นเป็นสเปกขายจริงกับราคาล่าสุดที่ 89,900 บาท โดยใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 10H ในรุ่น Core i7-10875H ทำงานที่ความเร็ว 2.30 – 5.10 GHz แบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ซึ่งให้ความแรงและ Core การทำงานที่มากกว่า i7-10750H

ทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสูงรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Super Max-Q (8GB GDDR6) เป็นตัวแรงเริ่มต้นของ RTX Series สนับสนุนประสิทธิภาพในการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกมได้ดีเยีย่มแรมมาตรฐานเป็น DDR4 Bus 3200MHz ขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่เหลือเฟือกับทุกๆ การใช้งาน

Asus ROG Zephyrus Duo 15 GX550 spec

มีหน้าจอขนาด 15.6″ มาตรฐานความละเอียด Full HD พิกเซล พาเนล IPS คุณภาพสูง ค่าขอบเขตสี 100% Adobe RGB โดยมี Refresh Rate ที่ 300Hz พร้อมหน้าจอที่สองขนาดใหญ่โตระดับ 14.1″ แได้ความละเอียดเป็น 3840 x 1100 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วและปากกา ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน

ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง Hi-Res ติดตั้งมาพร้อมด้วย ESS Sabre HiFi DAC พร้อมด้วยกล้องเว็บแคมแบบแยกและมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ที่ตัวเครื่อง ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง Thunderbolt 3, USB 3.1 Type-A  และ LAN RJ45, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth V5.1 และ Wi-Fi 6 AX ได้ Windows 10

สำหรับการรับประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี สามารถเคลมฝากผ่านร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุ 1 ปีแรก เพียงแค่ลงทะเบียนในเว็บไซต์เท่านั้น และมีอีกสเปกที่แรงกว่าคือ Core i9-10980HK / GeForce RTX 2080 Super Max-Q / RAM 32GB / SSD 2TB / หน้าจอ 4K UHD กับราคาล่าสุด 129,900 บาท

Hardware / Design

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ดูเป็น Gaming Notebook ที่ได้รับ DNA จาก ASUS ROG มาอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีน้ำหนักเบาทเพียง 2.4 กิโลกรัม และเนื่องด้วยมีขอบจอที่ค่อนข้างบาง ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพาสะดวกสบายในระดับที่รับได้

แม้จะไม่ได้เบาที่สุดๆ แต่ได้ฟีเจอร์จัดเต็มแบบไร้คู่แข่ง เพราะในตลาดตอนนี้แนวคิดหน้าจอที่สองขนาดใหญ่โตระดับ 14.1″ แบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น ได้ความละเอียดเป็น 3840 x 1100 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วและปากกา แบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 2

ซึ่งการออกแบบของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 มีตวามทันสมัยและเรียบง่ายมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของมุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบมุมเป็นเหลี่ยม มิติโดยรวมเป็นแบบสี่เหลี่ยมตัดขอบสวยงามให้ผิวสัมผัสที่ดีอารมณ์ซีรีส์ StudioBook ลักษณะสีเงินพร้อมสลับด้วยสีดำลงไปที่ไม่เหมือนใคร

ส่วนวัสดุงานประกอบจะเป็นอลูมิเนียมเกรดสูงทั้งหมด สำหรับตำแหน่งของคีย์บอร์ดที่แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน จากการที่เลื่อนชุดแป้นคีย์บอร์ดมาไว้ด้านล่างสุด และขยับในส่วนของทัชแพดออกไปด้านข้าง จากการที่ด้านบนเหนือคีย์บอร์ดได้มีการติดตั้ง ROG ScreenPad Plus เอาไว้นั่นเอง

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 41

ตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องวัสดุจะเป็นอลูมิเนียมทั้งหมด ซึ่งโลหะเกรดนี้มีความแข็งแรงมากกว่าโลหะอัลลอยธรรมดาแสดงถึงความเอาใจใส่ในรายละเอียดของการดีไซน์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝาหลัง ตัวเครื่องด้านในและใต้ตัวเครื่อง

ทำให้มีทั้งความแข็งแรในด้านดีไซน์ฝาหลังใช้ลวดลายเป็นแนวทะแยงแบ่งครึ่งพร้อมโลโก้ ASUS ROG ติดตั้งไปทางด้านขวา รวมถึงแกนพับหน้าจอขนาดใหญ่ดูแข็งแรงทนทานสุดๆ เลยทีเดียว พร้อมเว้นช่อง V-Shaped ทำให้ไม่บังช่องระบายความร้อนด้านหลัง

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 28

เมื่อมีจอที่สองเกินขึ้น สำหรับ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ก็ได้มีการวางตำแหน่งของคีย์บอร์ดที่แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน จากการที่เลื่อนชุดแป้นคีย์บอร์ดมาไว้ด้านล่างสุด และขยับในส่วนของทัชแพดออกไปด้านข้าง

ทำให้บริเวณด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีพื้นที่ไว้ติดตั้ง ROG ScreeenPad Plus ซึ่งจริงๆ นั้นทาง ASUS ได้ติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบจัดเต็มเอาไว้ด้วยด้านล่าง โดยมีช่องขนาดใหญ่ทำหน้าที่ดูดลมเย็นลงไปให้ผ่านทางฮีต์ไปป์ เรียกได้ว่างานประณีตละเอียดดีจริงๆ

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 39
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 48
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 68
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 34
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 27
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 24
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 19
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 9
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 62

Keyboard / Touchpad

โดยแป้นพิมพ์ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีการออกแบบมาให้ปุ่มมีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือ เป็นแบบ Chiclet มีระยะยุบ 1.4 มิลลิเมตร พร้อมความโค้งของปุ่มรับเข้ากับนิ้ว ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น สัมผัสนุ่ม มีระยะห่างของปุ่มกำลังพอดี แน่นอนว่ามี พร้อมไฟ Per-key RGB จัดเต็ม

โดยพัฒนาและออกแบบมาให้ ASUS ROG โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 4

ดีไซน์ทัชแพดแบบ NumberPad นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิก โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดีรวมไปถึงปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็มีความนุ่มและเด้งรับได้น่าประทับใจ การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก นอกเหนือจากนั้นทัชแพดยังสามารถเปลี่ยนไปใช้งานในรูปแบบของปุ่ม NumPad ได้ ซึ่งตรงจุดนี้นั้นถือว่า ASUS สามารถที่จะใช้พื้นที่ได้อย่างมีประโยชน์ที่สุด

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 5
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 6
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 7
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 8
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 10
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 11

Screen / Speaker

หน้าจอแสดงผลของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 มีขนาด 15.6″ แบบขอบจอบางพิเศษที่ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงแบบด้าน Anti-glare สำหรับการเล่นเกมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วย Refresh Rate สูงสุด 300Hz/3ms รองรับการแสดงค่าสีตามมาตรฐาน sRGB ใกล้เคียง 100% ให้ทุกการเล่นเกมคมชัด สมจริง ไร้อาการภาพเบลอและฉีกขาด และยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย

แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน พร้อมเลือกตัดกล้องเว็บแคมออกไปเลย แต่ในส่วนของบันเดิลอุปกรณ์ก็ให้ในส่วนของกล้องเว็บแคม ROG แบบแยกมาด้วย ซึ่งเราสามารถเลือกที่จะติดตั้งขอบหน้าจอด้านบนของตัวเครื่องทันที หรือจะวางแยกผ่านทางแท่นวางก็สามารถทำได้เหมือนกัน รวมไปถึงจะใส่ขาตั้งกล้องแยกไปเลยก็ทำได้ด้วย 

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 60

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 67
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 65
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 21

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ ASUS ROG Strix Scar 17 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพสูง จึงได้ทำการทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับที่ดีมากๆ ใกล้เคียง 100% sRGB ส่วนอีกมาตรฐานคือ 71% AdobeRGB ที่เคลมเอาไว้จริงๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมขวาล่างเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 300 cd/m2 แต่สำหรับช่อมุมขวาบนจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 12% เท่านั้น ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

s1 8
s2 8
s3 8

ตัวลำโพง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว x 4W ระบบเสียง ESS + Hi-Res Audio พร้อมด้วย Smart AMP ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ Nahimic Sonic Studio ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า พูดเลยว่ามีโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นที่ทำเสียงออกมาดีได้ขนาดนี้  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 49
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 50
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 51

ROG ScreenPad Plus

หน้าจอ ROG ScreenPad Plus ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เป็นพาเนล IPS แบบด้าน รองรับการทัชสกรีน บนความคมชัดระดับ 4K ที่ 3840 x 1100 พิกเซล  อันเป็นเอกลักษณ์ของ ASUS ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินและใช้งานจอภาพทั้งสองบนโน๊ตบุ๊คหนึ่งเครื่องได้อย่างเต็มความสามารถ

หน้าจอสัมผัสขนาดอัตราส่วน 32:9 เหนือคีย์บอร์ดเพิ่มเนื้อที่การทำงานของจอภาพ ในขณะที่ยังคงรูปแบบโน๊ตบุ๊ค โดยหน้าจอ ROG ScreenPad Plus จะเอียงขึ้นมา 13 องศาเอง เมื่อเราเปิดฝาหน้าจอหลักขึ้นมา เรียกได้ว่าทำได้แบบแข็งแรงทนทานด้วย

โดยสามารถใช้งานจอ ScreenPad Plus ได้เสมือนเป็นจอแสดงผลที่สองของ Windows 10 ใช้แสดงภาพ หรือใช้ฟังก์ชั่นต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดเวลาผู้ใช้ด้วยซอฟท์แวร์ ScreenXpert ซึ่งช่วยให้การใช้งานหลายๆหน้าต่างและแอพลิเคชั่นเป็นเรื่องง่าย

รวมถึงปุ่มลัดคอนโทรลอย่าง App Switcher, ViewMax และ App Navigator ที่สามารถใช้งานโต้ตอบข้ามหน้าจอระหว่างหน้าจอหลัก และ ScreenPad Plus ผู้ใช้สามารถเริ่มโหมดการทำงานเปิดโปรแกรมหลายโปรแกรมได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียว

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 13

นอกจากนี้ยังสามารถลากแอพพลิเคชั่น, แถบเครื่องมือ หรือเมนูไปยังจอ ScreenPad Plus เพื่อลดความยุ่งเหยิงของหน้าจอหลัก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น กลุ่มครีเอเตอร์สามารถเชื่อมต่อเครื่องมือในการทำงาน เช่น ตัวอย่างวีดีโอ. การควบคุมไทม์ไลน์, รหัสวินโดวส์

หรือพาแนลเสียงเข้ากับ ROG ScreenPad Plus เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างลื่นไหลมากที่สุด และเมื่อใช้งานแอพลิเคชั่นทางด้านโซเชียลบน ROG ScreenPad Plus ก็ยังช่วยให้สามารถติดตามข่าวสารและตอบข้อความได้ทันทีในขณะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องสลับหน้าต่างไปมา

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 14
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 15
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 16
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 17
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 18
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 55
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 57
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 54
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 58

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ตมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 พอร์ต, และพอร์ต Thunderbolt 3 อีก 1 พอร์ต รองรับการ DisplayPort 1.4 และ USB PD ในตัว

พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ แยกออกจากกันขนาด 3.5 มิลลิเมตร อย่างละช่อง, HDMI และช่องเสียบอแดปเตอร์ ปิดท้ายด้วย LAN RJ45 ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) พร้อมอัตราการรับ-ส่งข้อมูลที่เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 44

ส่วนการพกพาเองก็ถือว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 มีน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วตัวอื่นๆ ที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานที่สูงเหมือนกันถือว่าหนักและหนากว่าเล็กน้อย ที่รับได้อยู่จากฟีเจอร์ล้ำๆ มากมาย แต่ก็โดดเด่นกว่าก็คือมิติตัวเครื่องเล็กลงมาก

อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมในเรื่องการพกพาไปไหนมาไหน ก็พอที่จะใส่กระเป๋าและเอาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ไม่ยากเย็นอะไร อีกทั้งได้อแดปเตอร์ทั้งในส่วนของใช้งานหลักจ่ายไฟที่ 240W ไว้สำหรับเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ และได้แบบ USB-C ขนาด 65W มาให้ด้วยอันนี้ก็ไว้ใช้งานกรณีที่เน้นการพกพาเป็นหลัก 

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 32
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 47
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 61

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เพื่อทำการอัพเกรดนั้นทำง่ายมากเพียงแกะน็อตออกทุกตัว โดยจะมีมุมอยู่ 1 ตัวเด้งขึ้นมา ทำให้ช่วยเราแกะง่ายยิ่งขึ้น เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดยภายในตัวเครื่อง ติดตั้งซิลิโคนแบบโลหะเหลวซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดทำให้อุณหภูมิของชิปประมวลผล CPU ลดลง

ขณะเดียวกัน พัดลมคู่ที่มีใบพัด n-Blade มากถึง 83 ใบ เพิ่มอัตราการไหลเวียนของอากาศ พร้อมทั้งยังมีโมดูลระบายอากาศที่ขับฝุ่นออกจากระบบและทำความสะอาดตัวเอง และจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 6 เส้น เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 71

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นแผ่นสีดำ สีเทาแปะติดไว้อยู่ในหลายๆ ส่วนเพื่อกันไฟฟ้าสถิต และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดคือมีช่องใส่ SSD M.2 NVMe มาให้อีก 1 ช่อง โดยเดิมๆ ให้มาแล้ว 1 สล็อตอยู่แล้ว ที่ความจุ 1TB ซึ่งก็ว่างอยู่อยู่ 1 สล็อตนั่นเอง

ส่วนแรมจากสเปกคือขนาด 16GB โดยมีเพียงสล็อตเดียว ซึ่งใส่มาแล้ว 8GB เพราะแรม 8GB ติดเครื่องมาเป็นแบบฝั่งบอร์ดจากที่เป็น Gaming Notebook บางเบานั่นเอง  อีกทั้งไม่รองรับการใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5″ เหมือนกับตัวทั่วไป ซึ่งก็เป็นปกติและเป็นอะไรที่รับได้

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 74
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 76
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 77
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 72
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 81
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 82

Performance / Software

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นยอดนิยมของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i7-10875H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่ารุ่นยอดนิยมอย่าง Core i7-10750H ที่ใช้กันในหลายแบรนด์ ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง

โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.30 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 5.10 GHz เป็นซีพียูแบบ 8 Core 16 Threads มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ใช้งานลื่นไหลทันทีแบบสบายๆ

c1 10.   c2 8

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics 630 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น โดยมีการ์ดจอแยกตัวแรงระดับบนอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Super Max-Q

ที่ต้องบอกว่าแรงเทียบเท่าระดับพีซีแบบสบายๆ และแรงกว่า RTX 2070 รุ่นก่อนแบบรู้สึกได้จากการที่สามารถขับเฟรมเรทได้ลื่นไหล โดยเป็นรอง RTX 2070 Super ตัวปกติเพียงเล็กน้อย พร้อมมีฟีเจอร์อย่างที่ใน RTX Series มี ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 11. g2 5

พร้อมกันนั้นยังมาเทคโนโลยี“ Ray Tracing” ที่สามารถแสดงผลการติดตามแสงของวัตถุ และสภาพแวดล้อมในแบบเรียลไทม์ ระหว่างกระบวนการเรนเดอร์กราฟิกสามารถคำนวณการสะท้อน และหักเหแสงได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมทั้งแสง และเงาทางกายภาพ

ทำให้เกมนั้นสมจริงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว เหนือชั้นกว่าการ์ดจอ RTX 20 Series ก่อนหน้านี้ทีเดียว ที่ไม่ใช่แค่ลื่นไหลแต่สวยสมจริงยิ่งกว่าด้วย

 ci15.   ci20

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูง เป็นที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าพอตัว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยกเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (แต่ออนชิปคือตัวเดิมนะ)

เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก สมกับเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H จริงๆ

ssd 8

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจมากๆ บนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3416 MB/s และเขียนที่ 2845 MB/s ซึ่งถ้าใครอยากเพิ่มความจุของที่เก็บข้อมูลก็สามารถอัพเกรดใส่ SSD M.2 ได้อีกตัวด้วย

pc 5

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,092 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ

และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมมีการ์ดจอแยกอย่าง RTX 2070 Super Max-Q ร่วมกับชิปประมวลผลตัวแรงจัดกับ Core i7-10875H ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปมากพอสมควร ระดับเทียบเท่า Desktop ไปแล้ว ฉะนั้นการใช้งานพื้นฐานหรือทำงานหนักๆ สอบผ่านได้สบายๆ

game test 1

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ สำหรับ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) บทความละเอียด Full HD จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 80 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H ที่สามารถรีดพลัง RTX 2070 Super Max-Q ออกมาได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับยังใช้แรม 16GB DDR4 Bus 3200MHz รวมไปถึง SSD NVMe PCIe ความจุ 1TB ก็ส่งผลช่วยด้วย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง Resident Evil 3 Remake / GTA V / Battlefield V/ FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ

เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว แม้การทดสอบจะไม่ได้เปิด DLSS / Ray Tracing ที่ RTX Series รองรับ ก็ให้ภาพสวยงามไม่แพ้กัน แถมไม่กินทรัพยากรเครื่องเพิ่มเติมด้วย ส่งผลให้ค่าเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 80 – 90 ขึ้นไป

เกมออนไลน์กินสเปกน้อยลงมาอย่าง DOTA 2 / Overwatch รวมไปถึง PUBG ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซลเช่นกัน ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน

ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 100 ขึ้นไปตลอด ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แบบไร้กังวล

as

นอกเหนือจากนี้ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบร อาทิ

ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์ ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต 

my

นอกจากนี้ทาง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (เปิดเครื่องมาเจอเลย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง

รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญยังเลือกเชื่อมต่อกับมือถือสมาร์ทโฟนผ่านทางซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว พร้อมเปิดเครื่องทิ้งไว้ยาวๆ 

โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าทีเดียว ดังนั้นเวลาใช้งานจริงโดยปรับความสว่างหน้าจอและเสียงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะทำให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาใช้งานยาวนานน้อยกว่านี้ ถือว่าใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกที่ใกล้เคียงกัน

batt 7

ที่สำคัญยังเป็น Gaming Notebook ที่รองรับ USB Power Delivery (พอร์ตทางขวาของตัวเครื่อง ฟอร์มคือ USB-C) ทำให้ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 สามาถชาร์จไฟจากอุปกรณ์สำรองไฟภายนอกได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องปลั๊กไฟอีกต่อไป รองรับระบบชาร์จเร็วที่สามารถชาร์จไฟกลับให้กับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นได้โดยมีกำลังไฟสูงสุดถึง 3A

และยังสามารถพกพาไปทำงานได้ทุกวันด้วยอแดปเตอร์ 65W ขนาดเล็กซึ่งบันเดิลมาแล้ว ได้ความเบาและสะดวกสบายยิ่งกว่า หรือแม้แต่ใช้ Power Bank ที่รองรับในการใช้ USB Power Delivery ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

temp c

สำหรับอุณหภูมิของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 30 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ซึ่งทั้งหมดนี้ดูผ่านทางซอฟต์แวร์ Core Temp เพื่อดูว่าชิปประมวลผล CPU ว่าจะร้อนที่สุดเย็นที่สุดเท่าไรในการใช้งานจริงๆ

temp g

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องสำหรับซีพียู อยู่ที่ไม่เกิน 89 องศาเซลเซียส ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างเย็นทีเดียวถ้าเทียบความแรงที่ได้จากรุ่นก่อนๆ ส่วนที่เป็นการ์ดจอจะอยู่ที่ 75 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยดูผ่านทาง Hardware Monitor นับว่ามีความเย็นพอตัว

จากที่เป็นการ์ดจอรุ่นใหม่ ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่เปิดฟีเจอร์ Turbo  พร้อมเพิ่มรอบพัดลมเป็น 6,000 รอบต่อวินาที จากการที่มีพัดลม 2 ตัว แต่ก็ไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้อย่างไม่น่าเป็นห่วง

Conclusion / Award

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 นั้นถือว่าเป็น Gaming Notebook สายนวัตกรรม สำหรับการเล่นเกมเน้นความล้ำหน้าไม่ซ้ำใคร พร้อมรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยการพกพาที่สะดวกสบาย ต่อยอดมาจากรุ่นปีก่อนๆ ซึ่งยังมีกลิ่นอายที่คล้ายกับ ZenBook Pro Duo 15 แต่ก็ได้มีการปรับรูปลักษณ์ภายนอกในหลายๆ ส่วนให้เหนือชั้นกว่า พร้อมหน้าจอที่สองที่ดีเยี่ยม สามารถใช้งานได้จริง โดยมีน้ำหนักแค่ 2.4 กิโลกรัมเท่านั้น อีกทั้งยังมีความบางตัวเครื่องเพียง 20 มิลลิเมตรเท่านั้น

ที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถที่จะใช้งานได้ในระยะยาวโดยน่าจะรองรับกับเกมใหม่ๆ 2 – 3 ปีนี้ได้อย่างสบาย โดยเรื่องดีไซน์ก็มีข้อสังเกตุเล็กๆ น้อยๆ จากการที่ขอบหน้าจอบางมากๆ ทำให้ทาง ASUS เลือกตัดกล้องเว็บแคมออกไป แต่ก็ได้แก้ไขด้วยการบันเดิลอุปกรณ์กล้องเว็บแคมแบบแยก ที่ตั้ง สาย USB มาให้เลย รวมไปถึงยังมีอแดปเตอร์ USB-PD 65W มาให้ พร้อมใช้งานพกพาด้วยเลย

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 90

แน่นอนว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 เป็นการมาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i7-9750H ที่เป็น Core i Gen 10H บนแรม DDR4 Bus  3200MHz ที่ขนาด 16GB และการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Super Max-Q รวมไปถึงมีสเปกที่แรงกว่านี้อย่าง Core i9-10980HK + RTX 2080 Super Max-Q ให้เลือกด้วย สำคัญคือควบคุมความร้อนได้แบบมีเสถียรภาพผ่านชุดระบายความร้อน ROG Intelligent Cooling

ที่ร่วมกับการติดตั้ง Liquid Metal (Thermal Grizzly Conductonaut) ทำให้แม้สเปกจะจัดเต็มเหมือน Gaming Notebook เครื่องหนาๆ หนักๆ ก็สามารถจัดการควบคุมอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี พร้อมใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างน่าประทับใจ ที่ยาวนานกว่า 5 ชั่วโมงในการใช้งานทั่วไป เรียกได้ว่าเล่นเกมก็ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ส่วนเอาไปใช้งานพกพานอกสถานที่ก็ตอบสนองพอได้อยู่ ตอบโจทย์คนที่ต้องการสุดยอด Gaming Notebook ปี 2020 สาย Gamer / Steamer / Content Creator อย่างแท้จริง

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 Review 95

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ดูเป็น Gaming Notebook ที่ได้รับ DNA จาก ASUS ROG มาอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีน้ำหนักเบาทเพียง 2.4 กิโลกรัม และเนื่องด้วยมีขอบจอที่ค่อนข้างบาง ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพาสะดวกสบาย แม้จะไม่ได้เบาที่สุดๆ แต่ได้ฟีเจอร์จัดเต็มแบบไร้คู่แข่ง เพราะในตลาดตอนนี้แนวคิดหน้าจอที่สองขนาดใหญ่โตระดับ 14.1″ ได้ความละเอียดเป็น 3840 x 1100 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง รองรับการทัชสกรีนแบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น 

JCVSeJpA

Best Performance

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 สเปคเป็น Intel Core i7-10875H + NVIDIA GeForce RTX 2070 Super Max-Q + จอ IPS 300Hz  ขอบหน้าจอบาง + แรม 16GB + SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB + มี Windows 10 แท้ แถมได้การรับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกอีกด้วย ในราคา 89,900 บาท ที่สำคัญได้ความเป็น ROG Zephyrus ที่พรีเมียม บางเบา เรียกได้ว่าคุ้มค่าจนหาตัวจับได้อยากทีเดียว สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ แต่รุ่นนี้เน้นการแสดงผลภาพดีมาก ทั้งทำงานหรือเล่นเกมก็สมบูรณ์แบบ

award new performance

Best Graphic

สุดทางจริงๆ สำหรับหน้าจอแสดงผลของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 GX550 ที่เป็นหน้าจอ IPS ขนาด 15.6″ บนความละเอียด Full HD ระดับสูง sRGB 100% 300Hz พร้อมจอที่สอง ROG ScreenPad Plus เป็นพาเนล IPS แบบด้าน ซึ่งใช้งานหน้าจอของเราสมบูรณ์แบบด้วยเพิ่มที่ในการใช้งานที่มากขึ้น เพิ่มสเกลหรือจะปรับให้เป็น Native เพื่อพื้นที่การทำงานก็ทำได้ ที่สำคัญทำให้เราเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานโน๊ตบุ๊คแบบเดิมๆ ไปตลอดกาล กับหน้าจอที่สองที่ทำอะไรได้มากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปหน้าจอเดียวที่เคยมาทั้งหมด

award new Graphic

from:https://notebookspec.com/web/541920-review-asus-rog-zephyrus-duo15-i7-2070

ASUS เปิดตัว ZenBook และ VivoBook โน้ตบุ๊ค Intel Gen 11 (Tiger Lake) ตัวแรกในไทย เริ่มต้น 15,990 บาท

มาเร็วกว่าที่คิดสำหรับโน้ตบุ๊คที่ใช้ซีพียู Intel Gen 11 (Tiger Lake) ที่มาพร้อมการ์ดจอออนบอร์ดสุดแรงอย่าง Xe Graphic ซึ่งในบ้านเรา ASUS ถือเป็นแบรนด์แรกที่เปิดตัวมาและพร้อมจำหน่ายทันที โดยมีสองซีรีส์ด้วยกันคือ VivoBook และ ZenBook ราคาเริ่มต้นเพียง 15,990 บาทเท่านั้น แถม Windows 10 + Office H&S 2019 ฟรี รายละเอียดสเปคและราคาแต่ละรุ่นจะเป็นไงบ้างมาดูกันครับ

ASUS VivoBook S413 / S533

เริ่มต้นด้วยมาดูซีรีส์ ASUS VivoBook รุ่นเล็กกันก่อนแน่นอนว่ามาพร้อมกับซีพียู Intel Gen 11 (Tiger Lake) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รหัส 2 ขนาดด้วยกันคือ S413 จะเป็นจอ 14 นิ้ว และ S533 คือจอ 15.6 นิ้ว นั่นเอง สำหรับบอดี้ดีไซน์เครื่องจะออกแบบมาแนวเงียบง่าย วัสดุเป็นกึ่งพลาสติกกึ่งโลหะ ขอบหน้าจอบาง และที่โดดเด่นกว่าใครเลยคือปุ่ม Enter ที่ทำการไฮไลท์เรืองแสงเป็นสีๆ ไว้ด้วย

ทางด้านพอร์ตเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบทั้ง USB 3.1 type C, USB 3.1 Type A, USB 2.0 x2, HDMI, Lan, Headset 3.5mm และ microSD Card Reader แอบเสียดายที่ตัวเครื่องไม่ได้ให้ชาร์จ USB-C PD มากับ พอร์ต USB ยังคงเป็น 2.0 อยู่บางช่อง

ถัดมาดูที่น้ำหนักตัวเครื่องกันบ้างสำหรับ ASUS VivoBook S413 จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.4 กิโลกรัม ส่วน ASUS VivoBook S533 จะอยู่ที่ 1.8 กิโลกรัมด้วยกัน ก็ถือว่าปกติไม่ได้หนักจนเกินไป พกพาไปไหนมาไหนก็สะดวก โดยมีให้เลือกถึง 6 สีด้วยกันคือ สีทอง, ดำ, ขาว, เขียว, แดง และ เงิน ครับ

สเปคเบื้องต้น ASUS VivoBook S413 / S533

  • CPU : Up to 11th Gen Intel Core i7 processor
  • GPU : Up to Intel Iris Xe Graphics
  • Display : 14” and 15.6”, FHD IPS-level panel
  • Ram : Up to 8 GB DDR4
  • Storage: 512GB M.2 PCIe SSD
  • OS: Windows 10 Home and Pre-installed Microsoft office Home & Student 2019

ราคา ASUS VivoBook S413 / S533

  • VivoBook S413 จอ 14″
    • i3-1115G4 + Ram 4GB ราคา 15,990 บาท
    • i5-1135G7 + Ram 8GB ราคา 22,990 บาท
    • i7-1165G7 + Ram 8GB ราคา 26,990 บาท
  • VivoBook S533 จอ 15.6″
    • i5-1135G7 + Ram 8GB ราคา 23,990 บาท

ASUS ZenBook UX425

อีกรุ่นที่เปิดตัวมาคือ ASUS ZenBook UX425 โน้ตบุ๊คสายทำงานดีไซน์พรีเมียม ที่คราวนี้ปรับปรุงทั้งสเปค และดีไซน์ออกมาใหม่หมดจด พร้อมยัดฟีเจอร์ต่างๆ มาอีกเพียบ โดยวัสดุภายนอกเป็นตัวเครื่องเป็นโลหะทั้งหมด  เรื่องงานประกอบบอกเลยว่าแข็งแรงทนทานแน่นอน อีกทั้งยังได้หน้าจอขอบบาง 14 นิ้ว ขอบเขตสี 100% sRGB อีกด้วย

ด้านน้ำหนักตัวเครื่อง ASUS ZenBook UX425 รุ่นนี้เบาเพียง  1.17 กิโลกรัมเท่านั้น แถมมีความหนาเครื่องเพียง 13.9 ม.ล. เบาบางกว่าใคร ถึงแม้จะบางเบาขนาดนี้ ทาง ASUS เองก็เคลมเรื่องการใช้งานแบตเตอรี่ว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 15 ชั่วโมงด้วยกัน และมีฟีเจอร์ชาร์จไวที่สามารถชาร์จ 49 นาทีได้แบตถึง 60%

ทางด้านพอร์ตเชื่อมต่อถือว่าเป็นรุ่นแรกในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ที่มาพร้อมกับพอร์ต Thunderbolt 4 โดยให้มาถึง 2 พอร์ตด้วยกัน มี HDMI, USB 3.2 type A, และ microSD Card Reader แต่สังเกตว่าตัวเครื่องนี้จะโดนตัดรูเสียบหูฟัง 3.5 mm ออกไป ทำให้ใครที่ใช้หูฟังมีสายอยู่คงต้องใช้สายแปลงเพิ่มกันเอาเอง

สเปคเบื้องต้น ASUS ZenBook UX425

  • CPU : Intel Core i5-1135G7
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • Display : 14″ FHD IPS-level panel 100% sRGB
  • Ram : 8 GB LPDDR4X
  • Storage: 512GB M.2 PCIe SSD
  • OS: Windows 10 Home and Pre-installed Microsoft office Home & Student 2019

ราคา ASUS ZenBook UX425

  • i5-1135G7 + Ram 8GB ราคา 26,990 บาท

**ZenBook UX425 ตอนนี้มีจำหน่ายสเปคเดียว สีเทา Pine Grey สีเดียว

เรียกได้ว่าถ้าใครจะซื้อโน้ตบุ๊คสายทำงานรุ่นใหม่ตอนนี้ คงต้องหันมามอง Intel Gen 11 (Tiger Lake) กันบ้างแล้วละ เพราะจากที่เท่าทีมงานได้ทดสอบมาบอกเลยว่าตัว Xe Graphic ความแรงนี่พอๆ กับการ์ดจอแยกอย่าง NVDIA MX250 / MX350 กันเลยทีเดียว สามารถเอาไปเล่นเกมเบาๆ อย่าง DOTA 2, CSGO ปรับกลางได้ FPS เฉลี่ย 40-60 สบายๆ เลยครับ

 

ที่มา : ASUS

from:https://droidsans.com/asus-zenbook-vivobook-intel-gen-11/