คลังเก็บป้ายกำกับ: ASUS

Review | รีวิว ASUS ZenBook 14 UX434F โน้ตบุ๊คไซต์เล็ก พร้อม ScreenPad สเปค Intel Gen 10 มีการ์ดจอแยก เริ่มต้น 26,990 บาท

เทรนด์สองหน้าจอนี่มีทั้งโน้ตบุ๊คและมือถือจริงๆ ซึ่งเจ้าตัว ASUS ZenBook 14 UX434F ก็เป็นโน้ตบุ๊คที่สองหน้าจอด้วยเช่นกัน โดยจอที่สองจะเป็นแบบ ScreenPad 2.0 ตัวใหม่ อัปเดตจากตัว ZenBook UX433 รุ่นเก่าให้ใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม บอดี้ตัวเครื่องก็มีขนาดเล็ก ขอบจอเรียกได้ว่าบางสุดๆ ทั้งสี่ด้าน สเปคก็ตีบวกมาใหม่ใช้ Intel Gen 10 รุ่นล่าสุดพร้อมมีการ์ดจอแยก MX250 ด้วย รีวิวการใช้งานจะเป็นไงบ้างไปดูกันครับ

สเปค ASUS ZenBook 14 UX434F

  • CPU : Intel Core i5-10210U / i7-10510U
  • GPU : On Board / NVIDIA GeForce MX250 (2GB GDDR5)
  • Ram : 8 GB LPDDR3 2133MHz On Board
  • Storage :  SSD m.2 PCIe 512GB 
  • Display : 14″ Full HD IPS 60 Hz, 100% sRGB
  • ScreenPad : 5.65” FHD+ Super IPS display
  • Interface : USB 3.1 Type A, USB 3.1 Type C, USB 2.0, HDMI, micro SD card, Headset 3.5 mm
  • Network : Wi-Fi 6 (802.11 ax), Bluetooth 5.0
  • WebCam : IR Camera
  • Size : 31.9 x 19.9 x 1.69 cm
  • Weight : 1.26 Kg
  • Warranty : 2 Years
  • Price : เริ่มต้น 26,990 บาท (i5) / 29,990 บาท (i5+MX250) / 35,990 บาท (i7+MX250) *รุ่นที่รีวิว

ดีไซน์ตัวเครื่อง


ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่ารุ่นที่ทีมงานได้มารีวิวในบทความนี้จะเป็น ASUS ZenBook 14 UX434F รุ่นท็อปสุดที่เป็นตัว i7-10510U พร้อมการ์ดจอแยก MX250 โดยสีที่ทีมงานได้มานั้นจะเป็นสีเงินทอง Icicle Silver วัสดุบอดี้ภายนอกเป็นโลหะทั้งหมด รับรองว่าแข็งแรงทนทานผ่านมาตรฐาน Military Grade ระดับ  MIL-STD-810G กันตก กันสั่น ความกดอากาศสูง และความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง


ฝาหลังตัวเครื่องจะดีไซน์แบบแนว Zen เช่นเดียวกับ ZenBook รุ่นอื่นๆ คือจะเป็นลายวงๆ เหมือนน้ำหยดลงแม่น้ำ มิติตัวเครื่องขนาดค่อนข้างเล็กเทียบเท่ากระดาษ A4  ดีไซน์ด้านหน้าตัวอันนี้พิเศษหน่อยคือมีการเซาะร่องตรงกลางไว้เพื่อสำหรับเอามือมาเปิดฝาพับเครื่องได้สะดวก ถัดมาที่ด้านหลังตัวเครื่องก็จะมีช่องระบายความร้อน 1 ช่อง พัดลม 1 ตัว และใช้แกนฝาพับแบบคู่กางได้สูงสุด 145° ด้วยกันครับ


นอกจากนี้ฝาหลังตัวเครื่องก็ดีไซน์มาเป็นแบบ ErgoLift ที่ช่วยยกแป้นพิมพ์ทำมุม 3° สังเกตว่าหน้าจอจะยาวลงมายกตัวเครื่องขึ้น ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการวางมือเวลาพิมพ์งาน การระบายความร้อน และการกระจายเสียงของลำโพงให้มีมิติมากขึ้น โดยลำโพงจะอยู่ด้านล่างซ้ายขวา

ทางด้านพอร์ตเชื่อมต่อตัวฝั่งด้านขวาจะมี Micro SD Card Reader, USB 2.0, Headset 3.5 mm และไฟแสดงสถานะสองจุด ส่วนทางด้านซ้ายก็จะมี รูเสียบสายชาร์จ, HDMI, USB 3.1 Type A และ USB 3.1 Type C นอกจากนี้ภายในกล่อง ASUS ZenBook 14 UX434F ก็ได้แถมสายแปลง USB to Lan มาให้ด้วยไม่ต้องไปหาซื้อแยก

มาดูที่ดีไซน์ด้านในตัวเครื่องกันบ้างจะเห็นว่าที่หน้าจอดีไซน์มาเป็นแบบขอบบางที่สี่ด้าน ซึ่งบางมากแทบจะไร้ขอบอยู่ล่ะ โดยตัวจอเป็นจอกระจก อาจจะมีแสงสะท้อนนิดหน่อยเวลาอยู่ที่แสงจ้า ตัวจอมีขนาด 14 นิ้ว พร้อม Webcam อยู่ตรงกลางด้านบน ซึ่งรองรับการใช้ IR Camera เพื่อปลดล็อคหน้าจอด้วย

คีย์บอร์ดตัวเครื่องก็ให้มาขนาดมาตรฐานไม่มี Numpad แต่สามารถใช้ ScreenPad ด้านล่างเป็น Numpad ได้ โดยแป้นพิมพ์เองการจัดวางเลเอาท์ต่างๆ มีไฟ Backlit ปรับได้ 3 ระดับ ที่ชอบเลยคือปุ่ม Shift ด้านขวาทำมาขนาดใหญ่ ใช้นิ้วก้อยกดได้ง่ายดี

การใช้งาน / ทดสอบประสิทธิภาพ

การใช้งานทั่วไปสำหรับ ASUS ZenBook 14 UX434F ไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลง ท่องเน็ต พิมพ์งาน แต่งรูป ทั้งหมดหมดนี้สามารถใช้งานได้ลื่นไหลแบบหายห่วง ใช้งานได้ทั้งสองหน้าจอสบายๆ โดยไม่มีติดขัด โยนหน้าต่างสลับไปมาได้ หน้าหลักเปิด Facebook หน้า SceenPad เปิด YouTube ได้พร้อมกัน ส่วนแป้นพิมพ์เด้งรับติดมือดี แต่รู้สึกว่าปุ่มระยะกดตื้นไปสักนิดอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ

ถัดมาดูการใช้งาน IR Camera อันนี้ก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานปกติ ปลดล็อคไว เปิดฝาเครื่องปุ๊บสแกนปั๊บไม่มีพลาด หรือถ้าใครไม่ชอบอยากใส่ Pin ธรรมดาก็ได้




คราวนี้มาดูการใช้งาน ScreePad ที่อัปเดตมาเป็นเวอร์ชัน 2.0 กันบ้าง จากที่ทดลองใช้ถือว่าทำได้ดีขึ้น จากรุ่น ZenBook Pro ตัวเก่า อาการค้าง แลคน้อยลง ติดมือมากยิ่งขึ้น โดยหลักๆ ที่สามารถใช้งานได้คือ ทำเป็น Numpad, ใช้เป็นคำสั่ง Quick Key กับโปรแกรมอื่นๆ, เขียน Handwriting, จอดูพรีเซนต์สไลด์ และใช้เปิดแอพต่างๆ เช่น Spotify ไว้คอยควบคุมเพลง

สเปคเครื่อง ASUS ZenBook 14 UX434F ใช้ซีพียูที่เป็น Intel Core i7-10510U ความเร็ว 1.80 – 4.90 Ghz แบบ 4 Core/ 8 Thread ขนาด 14 nm ค่า TDP 15w การ์ดจอแยกใช้เป็น NVIDIA GeForce MX250 (2GB GDDR5),  Ram 8GB LPDDR3 2133MHz และ SSD m.2 PCIe ให้มาขนาด 512GB

ผลทดสอบความเร็วของ SSD m.2 PCIe บนเครื่องด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ได้ค่า Read อยู่ที่ 1768.4 MB/s และ Write อยู่ที่ 975.5 MB/s ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของ PCIe ซึ่งครอบคลุมการทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้โดยไม่มีอาการหน่วง เปิดปิดเครื่องใช้เวลาแค่ไม่กี่วิ

ส่วนผลทดสอบ ASUS ZenBook 14 UX434F ในการเล่นเกม ทีมงานจะทดสอบโดยการเปิดจอ ScreenPad ดู Youtube พร้อมกับเล่นเกมไปด้วย ซึ่งเกมที่ทีมงานนำมาทดสอบคือเกม PUBG และ Dota 2 (เล่นบนความละเอียด Full HD) โดยได้ค่าเฟรมเรทดังนี้

  • PUBG ปรับ Lowest : เฟรมเรทเฉลี่ย 33FPS / ต่ำสุด 15FPS / สูงสุด 44FPS
  • Dota 2 ปรับ Best Looking : เฟรมเรทเฉลี่ย 42FPS / ต่ำสุด 21FPS / สูงสุด 56FPS

คราวนี้มาทดสอบซีพียูด้วยโปรแกรม Cinebench R20 กันบ้าง ซึ่งได้คะแนนอยู่ที่ 1097 pts ส่วนวัดแบบ Single Core จะได้คะแนน 420 pts ด้วยกันครับ

หลังจากที่ทดสอบเครื่อง ASUS ZenBook 14 UX434F ต่างๆ ไปทั้งหมดมาดูที่อุณหภูมิซีพียูและการ์ดจอของตัวเครื่องกันบ้าง โดยมีผลเป็นดังนี้ คือ

  • ซีพียู i7-10510U มีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 90 องศา
  • การ์ดจอ NVIDIA MX250 มีอุณหภูมิอยู่ที่ 77 องศา

ส่วนทางด้านระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ของ ASUS ZenBook 14 UX434F ให้ขนาดแบตมา 3-Cell 50Wh ทีมงานทดสอบโดยการต่อ WiFi ดู YouTube ปรับแสงหน้าจอ 2 ขีด ผลคือสามารถใช้งานได้สูงสุด 8 ชั่วโมง 48 นาทีด้วยกัน (ปิดจอ ScreenPad)

สรุป

ตลอดระยะเวลาการใช้งาน ASUS ZenBook 14 UX434F สามารถทำได้ดีในทุกๆ ด้าน เพราะด้วยสเปคที่สดใหม่เป็น Intel Gen 10 จะเอามาดูหนังฟังเพลง ท่องเน็ต แต่งรูป ทำงานเอกสารสบายๆ หรือจะเอามาเล่นเกมหนักๆ ก็พอเล่นได้บ้างในรุ่นที่มีการ์ดจอ NVIDIA MX250 การพกพาก็ทำได้สะดวกเครื่องและหัวชาร์จมีขนาดเล็กน้ำหนักเบา นอกจากนี้ภายในกล่องก็มีหัวแปลง USB to Lan และซองผ้าไว้ใส่เครื่องแถมมาให้ด้วย

ทางเรื่องวัสดุงานประกอบถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน ZenBook วัสดุภายนอกเป็นโลหะทั้งหมดแข็งแรงเรื่องนี้หายห่วง แต่เรื่องของการดีไซน์รูปลักษณ์อันนี้ยังคงเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไร อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเหมือนกัน ส่วนระยะการใช้งานแบตก็ถือว่าทำได้พอดีๆ ราว 8 ชั่วโมงกว่า ความร้อนตัวเครื่องก็ร้อนสุดอยู่ที่ 90 องศา สอบผ่านสบายๆ

ถัดมาสำหรับการใช้งาน ScreenPad ที่เพิ่มเข้ามาก็ถือว่าใช้งานจริงพอได้ แยกมาเปิดดู YouTube ระหว่างทำงานก็โอเค แต่ก็อยากให้มีขนาดจอที่กว้างกว่านี้อีกสักนิดกับลำโพงเสียงเบาไปหน่อย โดยส่วนตัวทีมงานชอบแบบ ScreenPad Plus ของ ZenBook Duo มากกว่า เพราะได้จอที่ใหญ่กว่าทำให้สามารถใช้งานได้ครอบคลุมมากกว่านั่นเอง

โดยรวมแล้วสำหรับ ASUS ZenBook 14 UX434F ก็ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คไซต์เล็กอีกรุ่นที่น่าจับจองมาใช้งานไม่น้อย ทุกอย่างดูลงตัว และมีจอ ScreenPad เพิ่มเข้ามาให้ใช้งานได้อีกหลากหลายไม่เหมือนใคร ซึ่งก็มีราคาเริ่มต้นเพียง 26,990 บาทเท่านั้นถือว่าไม่แพงเลยครับ

ข้อดี

  • มิติตัวเครื่องขนาดค่อนข้างเล็ก ความกว้างความยาวเท่าๆ กับกระดาษ A4
  • สเปคที่ใช้เป็น Intel Gen 10 รุ่นใหม่รองรับ WiFi 6
  • วัสดุบอดี้ภายนอกตัวเครื่องเป็นโลหะทั้งหมดแข็งแรงทนทาน
  • มีจอ ScreenPad เพิ่มเข้ามา ใช้งานเสมือนเป็นจอที่สองได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานจริงได้ 8 ชั่วโมงกว่า
  • น้ำหนักเบาเพียง 1.26 กิโล
  • มี Windows 10 แท้ในเปิดเครื่องใช้งานได้เลย

ข้อสังเกต

  • เสียงลำโพงแอบเบานิดนึง
  • จอ ScreenPad เล็กไปหน่อย อยากให้กว้างกว่านี้อีกสักนิด

from:https://droidsans.com/review-asus-zenbook-14-ux434f/

Review – ASUS ZenBook 14 UX434 โน้ตบุ๊คบางเบา ล้ำสุดๆ ด้วย ScreenPad 2.0 สเปก Core i Gen 10 + MX250

ASUS ZenBook 14 UX434 เป็นโน้ตบุ๊กบางเบาสเปก Intel Core i Gen 10 ที่เน้นความกะทัดรัด พกพาสะดวก ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊ค 2 จอสุดล้ำ ได้ดีไซน์ตัวเครื่องขอบจอบางเป็นมาตรฐาน จากการใช้หน้าจอแสดงผล 14″ ขอบบางแบบ NanoEdge ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงซึ่งทำให้ ZenBook รุ่นนี้กลายเป็นโน้ตบุ๊กมิติตัวเครื่องเทียบเท่าขนาด 13.3″ เท่านั้น เบาสุดเพียงแค่ 1.26 กิโลกรัม ส่วนตัวเครื่องก็บางเพียง 16.9 มิลลิเมตรเท่านั้นได้สเปก Core i Gen 10 ที่สดใหม่

โดดเด่นด้วย ScreenPad 2.0 กับหน้าจอที่สอง ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ เป็นหน้าจอที่สอง แบ่งเป็นสองสเปกคือ Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U ที่เป็น Core i Gen 10 + GeForce MX250 สำหรับ ASUS ZenBook 14 UX434 สนนราคาเริ่มแค่ 26,990 บาท ถึง 35,990 บาท สเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจด้วยแรม 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ในตัว ประกัน 2 ปีตามมาตรฐาน ASUS นับว่าถูกคุ้มมากๆ เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ ส่งผลให้เป็นสุดยอดโน้ตบุ๊คยุคใหม่เลยก็ว่าได้

from:https://notebookspec.com/review-asus-zenbook-14-ux434-core-i-gen-10/504307/

[รีวิว] ASUS ExpertPC D641MD คอมทำงานขนาดเล็ก สเป็คจัดเต็ม ต่อได้ 3 จอพร้อมกัน

ยังคงมีรีวิวต่อเนื่องสำหรับเครื่อง Commercial PC จาก ASUS ที่ต้องการบุกตลาดไทยภายใต้แบรนด์ ASUS ExpertPC โดยคราวนี้ทีมงาน TechTalkThai จะขอรีวิว ASUS ExpertPC D641MD ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นทำงานที่ถือว่าโดดเด่นมากจากการที่สามารถเชื่อมต่อจอได้มากถึง 3 จอในตัว และรองรับการอัปเกรดสเป็คให้กลายเป็นเครื่องแรงระดับ Workstation ได้เลย

ASUS ExpertPC D641MD: คอมพิวเตอร์รุ่นทำงานระดับมืออาชีพ ที่มาพร้อมกับการเชื่อมต่อ 3 จอได้ในตัว และพร้อมเพิ่มขยายสเป็คได้อย่างเต็มที่

Credit: ASUS

ASUS ExpertPC D641MD นี้ถือเป็น Commercial PC อีกรุ่นที่ออกแบบมาได้น่าสนใจมาก ด้วยแนวคิดคือการออกแบบเครื่อง PC ขนาดเล็ก เสียงเงียบ ที่เชื่อมต่อกับ Monitor ได้มากถึง 3 จอเป็นพื้นฐาน และรองรับการอัปเกรดสเป็คในส่วนของ CPU, RAM, SSD, HDD และ GPU เพิ่มขึ้นไปได้อีกเพื่อตอบโจทย์ประสิทธิภาพในระดับที่ต้องการได้หลากหลาย ทำให้สามารถนำไปปรับใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นมากทีเดียว

ASUS ExpertPC D641MD รองรับการใช้งาน CPU Intel Core i3/i5/i7 และสามารถติดตั้ง DDR4 RAM ได้สูงสุดถึง 64GB ด้วย 4 DIMM รวมถึงสามารถเลือกติดตั้ง 3.5″ HDD ได้จำนวน 2 ชุด ควบคู่ไปกับ M.2 SSD ความจุสูงสุด 512GB อีกหนึ่งชุดได้พร้อมกัน อีกยังสามารถเสริมการ์ดจอ NVIDIA GTX1050 DDR5 2GB และยังสามารถเสริม Intel Optane Memory Technology เข้าไปช่วยเร่งประสิทธิภาพของเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกได้

ด้วยการ์ดจอ On Board ของเครื่องนี้ที่ใช้ Intel UHD Integrated Graphics ที่แถมมาให้ในเครื่อง ก็สามารถเชื่อมต่อจอ Monitor พร้อมกันได้ถึง 3 จอแบบแสดงผลแยกกันได้ทันทีไม่ต้องมีการอัปเกรดใดๆ เพียงแต่ว่าแต่ละจอนั้นจะต้องเชื่อมต่อด้วย Interface ที่ต่างกัน ได้แก่ Display Port, VGA, HDMI ก็อาจทำให้การเลือกจอมาใช้งานนั้นลำบากอยู่เล็กน้อย แต่ก็เป็นข้อดีที่รองรับจอเก่าๆ ผ่าน VGA ได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับการเชื่อมต่อ Network ในเครื่องนี้มีพอร์ต LAN มาให้พร้อมใช้ และเช่นเดียวกับเครื่อง ASUS ExpertPC รุ่นก่อนหน้าที่เคยรีวิวไป เครื่องนี้สามารถติดตั้งการ์ดเสริมสำหรับเชื่อมต่อ WiFi มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.1 ได้ ทำให้การออกแบบด้านการเชื่อมต่อเครือข่ายของ PC มีความยืดหยุ่นขึ้น เพราะตัวเครื่องที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเพียงแค่ 6 กิโลกรัม และทำงานได้อย่างเงียบเชียบ ทำให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์ ทั้งใน Office, ทำเป็นเครื่องแสดง Dashboard หรือใช้ออกงานแสดงบูธต่างๆ ได้ตามต้องการ

อีกจุดเด่นหนึ่งคือ ASUS ExpertPC D641MD นี้ออกแบบตัวเครื่องมาให้สามารถเปิดมาซ่อมบำรุงรักษาหรืออัปเกรดได้แบบ Tool-less หรือไม่ต้องใช้เครื่องมือในการเปิด เพียงแค่หมุนสกรูด้านหลังเครื่อง ก็สามารถเปิดตัวเครื่่องออกมาได้ทันที และภายในเครื่องนั้นก็สามารถหมุนส่วนที่ใช้ติดตั้ง SSD/HDD ออกมาเพื่อเปลี่ยน Disk หรือเปลี่ยน Hardware ส่วนอื่นๆ ได้เลย

เช่นเดียวกันกับ ASUS ExpertPC รุ่นอื่นๆ ASUS ExpertPC D641MD เครื่องนี้ก็ผ่านมาตรฐานด้านความทนทาน MIL-STD-810G สำหรับใช้ในระดับการทหาร และยังมาพร้อมกับประกัน 3 Year Onsite Service : บริการซ่อมถึงที่ 3 ปี, 3 Year Global Warranty : รับประกัน 3 ปีทั่วโลก และ 1 Year Perfect Warranty : รับประกันอุบัติเหตุ 1 ปีรองรับอุบัติเหตุที่อาจเกิดโดยคาดไม่ถึงมาให้ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ASUS ExpertPC D641MD สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.asus.com/th/Commercial-Desktop/ASUS-ExpertPC-D641MD/ เลยครับ

แกะกล่อง ลองใช้ของจริง

รูปลักษณ์ภายนอกของ ASUS ExpertPC D641MD เครื่องนี้ถือว่าคล้ายคลึงกับ ASUS ExpertPC D3 และ D5 ที่เคยรีวิวไปก่อนหน้า แต่เครื่องนี้มีขนาดที่ค่อนข้างเล็กและเบาทีเดียวหากเทียบกันแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกเครื่องที่ดูสวยงามและทันสมัย

สำหรับการติดตั้งเครื่องนั้นก็ถือว่าใช้เวลาไม่นานมากนัก เพียงแค่ต่อจอที่มี Interface แตกต่างกันออกไปก็สามารถใช้งานแบบ 3 จอได้แล้ว แต่อาจจะต้องมีการเข้าไปปรับ Resolution การแสดงผลในบางจอบ้างเพื่อให้การแสดงผลถูกต้อง

หน้า Capture Screen จากทั้ง 3 จอพร้อมๆ กัน
ก่อนใช้งานอาจต้องมีการปรับความละเอียดหน้าจอและลำดับของจอบ้าง ซึ่งใน Windows 10 ก็สามารถทำได้ง่ายๆ อยู่แล้ว

สำหรับเครื่องที่ได้มาทดสอบในครั้งนี้ เป็นรุ่นที่มี CPU i7, RAM 8GB และมี Wi-Fi มาให้ แต่นอกนั้นไม่ได้มีการอัปเกรดใดๆ เพื่อให้สามารถทดสอบว่าด้วยสเป็คเท่านี้ที่ไม่ได้มีการเสริมการ์ดจอภายนอก เครื่องจะยังคงเชื่อมต่อ 3 หน้าจอได้อย่างมีประสิทธิภาพดีจริงหรือไม่นะครับ

ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้นอกจากเปิดใช้งาน Application และ Web Browser ทั่วๆ ไปแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เราจึงลองเปิดไฟล์ YouTube แบบ 4K แยกกัน 3 จอให้ทำงานพร้อมๆ กัน ซึ่งผลลัพธ์ก็คือสามารถทำได้โดยไม่ติดขัดแต่ประการใดเลยครับ ถ้าจะมีคลิปกระตุกบ้างก็เป็นเพราะเน็ตโหลดไม่ทัน ไม่ได้เป็นที่การแสดงผลเลย

ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่น่าประทับใจของ ASUS ExpertPC D641MD ก็มีดังต่อไปนี้ครับ

  • Interface หน้าเครื่องเยอะมาก สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย โดยนอกจากพอร์ต USB ปริมาณมากและช่อง 3.5 สำหรับหูฟังและไมโครโฟนแล้ว ก็ยังมีช่องสำหรับ IC Smart Card Reader และ SD Card Reader มาให้ด้วย

  • Interface ด้านหลังเครื่อง สามารถใส่การ์ด Wi-Fi ด้านบนได้ ทำให้ง่ายต่อการตั้งเสา ส่วนด้านล่างจะเน้นเรื่องการต่อจอกับการระบายความร้อนเป็นหลัก

  • สำหรับการเปิดฝาเครื่องแบบ Tool-less ก็ถือว่าทำได้ดี ถ้าเดิมสกรูขันไว้ไม่แน่นมากจนเกินไปก็ใช้มือหมุนออกมาได้เลย แต่ถ้าอยากจะขันแน่นๆ ก็สามารถใช้ไขควงหัวสี่แฉกหมุนย้ำเข้าไปได้ แต่ตอนจะเปิดฝาเครื่องก็ต้องใช้ไขควงด้วยเช่นกัน

    พอเปิดเครื่องออกมาแล้ว ก็จะพบกับช่องใส่ Disk ซึ่งหมุนเปิดออกมาได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ดึง Disk ออกมาเปลี่ยนได้ง่ายๆ และจัดการกับ Hardware ที่เหลือในเครื่องอย่างเช่น CPU, RAM ได้ด้วยครับ


  • ตัวเครื่องทำงานได้เงียบมาก ทั้งๆ ที่ต้องแสดงผลอย่างหนักในระหว่างทดสอบเปิดวิดีโอ 4K จำนวน 3 ไฟล์พร้อมๆ กัน

ก็ถือเป็น ASUS ExpertPC รุ่นที่ได้ทดสอบแล้วประทับใจดีครับ เพราะคน IT สมัยนี้ทำงานหลายๆ จอก็ถือว่าสะดวกไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานสาย Data หรือ Developer ที่อาจอยากได้หลายๆ จอเอาไว้ทำงานแยกกันง่ายๆ ในขณะที่สเป็คของเครื่องเองก็สามารถอัปเกรดให้สูงรองรับงานได้หลากหลาย แต่ยังคงมีขนาดที่เล็กจนไม่น่าเชื่อว่าจะอัปเกรดได้แรงถึงขนาดนี้และต่อได้ถึง 3 จอพร้อมกัน อีกทั้งการดูแลรักษาเองก็ยังค่อนข้างง่ายดีทีเดียว เรียกได้ว่าถ้ากำลังมองหาเครื่อง PC สำหรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพแรงๆ หรือแสดงผลเยอะๆ ก็ลองพิจารณา ASUS ExpertPC D641MD ดูได้ครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เครื่องขนาดเล็กมาก แต่สามารถอัปเกรดสเป็คแรงๆ ได้
  • ต่อได้ 3 จอพร้อมกัน ใช้งานได้จริง ไม่มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการแสดงผลในการใช้งานพิ้นฐาน
  • ดูแลรักษาง่าย เปิดเครื่องได้แบบ Tool-less

ข้อเสีย

  • การใช้ 3 จอจริงๆ จะติดตั้งลำบากเล็กน้อย เพราะต้องใช้ Interface ที่แตกต่างกันถึง 3 แบบในการเชื่อมต่อ ทำให้อาจลำบากตอนเลือกจอกับสายแปลงมาใช้อยู่บ้าง และต้องจัดการไม่ให้สายพันกันซักหน่อย แต่พอต่อเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าคุ้มดีครับ

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/commercial/

from:https://www.techtalkthai.com/asus-expertpc-d641md-review/

Review | รีวิว ROG Phone II มือถือเกมมิ่งระดับฮาร์ดคอร์ ที่ไม่ได้มีดีแค่เครื่องแรงอย่างเดียว (พร้อมเทียบเครื่องศูนย์ไทย VS รุ่นจีน Tencent)

ถึงแม้ว่ามือถือเกมมิ่งระดับฮาร์คอร์อย่าง ROG Phone II จะพึ่งได้ฤกษ์เข้ามาขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ แต่สเปค+ฟีเจอร์ต่างๆ ของมันเรียกได้ว่าแรงสุดๆ ทั้งการใช้งานทั่วไป รวมถึงการเล่นเกมกราฟฟิคโหดๆ แบบปรับสูงสุดได้สบาย…ซึ่งมือถือรุ่นนี้ก็ไม่ได้มีดีแค่เครื่องแรงเท่านั้น แต่ฟีเจอร์อื่นๆ ทั้งกล้องหลัง, ระบบเสียง, หน้าจอ, แบตเตอรี่ ยังอยู่ในระดับดีงามอีกด้วย

สำหรับรีวิว ROG Phone II เราจะเอาทั้งเครื่องที่จำหน่ายในประเทศไทย (12GB/512GB) มาเทียบกับเครื่องหิ้วจากจีนที่เป็น Tencent Version (8GB/128GB) ให้ดูด้วยว่าทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันตรงไหนบ้างครับ

มีอะไรในกล่อง ROG Phone II

กล่องของ ROG Phone II รุ่นที่ขายในบ้านเรา จะแตกต่างจากรุ่น Tencent อย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่กล่องเลย เพราะรุ่นที่ขายในบ้านเราจะเป็นกล่องแบบ 6 เหลี่ยมสุดเท่ที่ต้องเปิดด้วยการสไลด์กล่องด้านในขึ้นมา ส่วนอุปกรณ์ที่แถมมาในกล่องของรุ่นที่ขายในประเทศไทยจะมีทั้งหม้อแปลงชาร์จไว 30W, สายเคเบิลแบบ USB-C > USB-C, เคส และพัดลมระบายอากาศ Aero Active Cooler 2 ให้มาด้วยในกล่องเลย

แต่สำหรับรุ่น Tencent กล่องจะเป็นแบบสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ และอุปกรณ์ที่แถมมาก็จะมีแค่ที่ชาร์จ 18W, สายเคเบิล USB-A > USB-C และเคสใสเท่านั้น

ดีไซน์ตัวเครื่อง

ตัวเครื่อง ROG Phone II เรียกว่าเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นมือถือเกมมิ่งของแท้ เพราะไม่ได้มีการเน้นขอบจอบางเลย ยังคงมีขอบจอทั้ง 4 ด้านที่มีความหนาปกติ โดยเฉพาะขอบบน-ล่าง ที่หนากว่าเพื่อนเนื่องจากต้องวางลำโพงสเตอรีโอสุดกระหึ่มเอาไว้ พร้อมกับกล้องเซลฟี่นั่นเอง

พลิกกลับมาดูที่ฝาหลัง ก็จะเจอกับลวดลายที่ดูล้ำสไตล์เกมมิ่ง ด้านขวามือมีแถบเท่ๆ ที่มีสีต่างจากบริเวณอื่นเล็กน้อย และมีแถบสีส้มซึ่งเป็นตะแกรงสำหรับระบายอากาศภายในตัวเครื่อง

กล้องหลังของ ROG Phone II เป็นกล้องหลังคู่แนวนอน พร้อมแฟลช LED คู่ ที่มีการออกแบบรอบข้างแบบล้ำๆ อีกเช่นเคย

จุดเด่นที่สุดก็คือโลโก้ ROG ซึ่งเป็นไฟแบบ RGB เปล่งแสงออกมาเวลาเปิด X Mode เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกม ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนสี และจังหวะการกระพริบได้ด้วย

ดีไซน์ของ ROG Phone II ทั้งรุ่นที่ขายในไทยและรุ่น Tencent แทบจะเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว จะแตกต่างกันก็แค่แถบหลังเครื่องทางด้านขวา ซึ่งรุ่นในบ้านเราใช้วัสดุเป็นกระจก ส่วนรุ่น Tencent ใช้วัสดุเป็นโลหะแบบด้าน และด้านล่างเครื่องจะมีโลโก้บอกว่าเป็นรุ่น Tencent Games หรือรุ่นปกติ Republic of Gamers

ROG Phone II รุ่นที่ขายในบ้านเรา (ซ้าย) / ROG Phone II Tencent Edition (ขวา)

สเปค ROG Phone II

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) รีเฟรชเรท 120Hz รองรับการแสดงผล HDR
  • CPU : Snapdragon 855+
  • GPU : Adreno 640
  • RAM : 12GB (รุ่น Tencent 8GB)
  • ความจุ : 512GB UFS 3.0 (รุ่น Tencent 128GB)
  • กล้องหลัง : 48MP + 13MP
  • กล้องหน้า : 24MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, DTS:X Ultra 7.1, Hi-Res, วิทยุ FM, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • การเชื่อมต่อไร้สาย : WiFi 802.11a/b/g/n/ac (4×4 MIMO), BT 5.0, NFC
  • เซ็นเซอร์ : สแกนนิ้วบนหน้าจอ, Face recognition, Accelerator, E-Compass, Gyroscope, Proximity sensor, Hall sensor, Ambient light sensor, Ultrasonic sensors for AirTrigger II and grip press, Dual vibrators
  • แบตเตอรี่ : 6000 mAh รองรับชาร์จไว HyperCharge 30W

ประสิทธิภาพและการใช้งาน

ROG Phone II เป็นมือถือที่อัดสเปคมาให้ในระดับไฮเอนด์ของปี 2019 แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชิป Snapdragon 855+ ผ่านการ Overclock ให้มีความเร็วมากกว่าปกติอยู่ที่ 2.96GHz, RAM 12GB (Tencent 8GB), หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ที่ทำให้การอ่าน-เขียนข้อมูล รวมถึงการโหลดแอปต่างๆ เร็วปรู๊ดปร๊าดสุดๆ

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพด้วยแอป AnTuTu จะขอทดสอบ 2 ครั้ง คือตอนปิด X Mode และตอนเปิด X Mode เพื่อรีดประสิทธิภาพการทำงานนะครับ

ผลคะแนน AnTuTu ปิด X Mode / เปิด X Mode

 

ส่วนผลการวัดความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลด้วยแอป Androbench ก็ออกมาตามนี้ครับ

การเล่นเกมด้วย ROG Phone II ไม่ว่าจะรุ่น RAM 8GB หรือ 12GB เรียกว่าไม่ต้องห่วงเลย เพราะจากการทดสอบด้วยเกมสุดฮิตอย่าง ROV ก็สามารถปรับกราฟฟิคได้สุดทุกอย่าง เล่นได้แบบลื่นปรื๊ดๆ ตอนนัวๆ กันเฟรมเรทก็ไม่ลงไปต่ำกว่า 55 fps เลย

เกมกินสเปคอย่าง PUBG ก็ปรับได้สุดแบบไม่มีปัญหาอีกเช่นกัน

เกม Call of Duty Mobile ปรับไปสุดได้ที่ระดับ MAX เปิดเอฟเฟ็คท์จัดเต็มทุกอย่างทั้ง Ragdoll, Anti Aliasing, Bloom ฯลฯ ก็ไม่เจออาการกระตุกให้เห็นเลย

โหมดสำหรับเล่นเกม

ROG Phone II ไม่ใช่แค่มีสเปคแรงเท่านั้น แต่ยังมีฟีเจอร์ที่เน้นการเล่นเกมโดยเฉพาะอีกด้วย

X Mode

เมื่อเราเปิดฟีเจอร์นี้ปุ๊บไฟ RGB ด้านหลังเครื่องก็จะติดขึ้นมาทันที พร้อมกับหน้าตาของ UI ก็จะเปลี่ยนไปนิดหน่อย เพราะขอบของไอคอนแอปต่างๆ จะมีวงกลมสีแดงขึ้นมาให้เห็น ประมาณว่าตอนนี้เครื่องแรงสุดๆ พร้อมเล่นเกมได้หมดแล้ว ซึ่งโหมดนี้จะเป็นการหน่วยความจำทั้งหมดเพื่อมาลงที่เกมอย่างเดียว

เรายังสามารถเข้าไปตั้งค่าประสิทธิภาพการใช้งานต่างๆ ได้อีกไม่ว่าจะเป็นความเร็ว CPU, อุณหภูมิเครื่อง ฯลฯ หรือถ้าใช้พัดลมระบายอากาศ ก็ยังสามารถปรับแต่งความเร็วของพัดลมได้อีกต่างหาก

Game Genie

ปกติแล้วฟีเจอร์ Game Genie จะเปิดใช้งานอัตโนมัติเมื่อเราเข้าเกม โดยเราสามารถปัดขอบจอด้านซ้ายเข้ามาเพื่อเรียกแถบ Game Genie และตั้งค่าต่างๆ ทั้งการปิดแจ้งเตือนทุกชนิด, ล็อคระดับแสงสว่างหน้าจอ, เช็คข้อมูลเฟรมเรท, อุณหภูมิเครื่อง, ความเร็ว CPU ที่วิ่งอยู่ในขณะนั้น, อัดวิดีโอหน้าจอ ฯลฯ และยังมีฟีเจอร์อย่าง AirTriggers ที่แสนจะมีประโยชน์ให้เราได้เปิดใช้อีกด้วย

AirTriggers

ฟีเจอร์นี้จะทำงานร่วมกับปุ่มสัมผัสที่อยู่ตรงขอบเครื่องฝั่งที่มีปุ่ม Power + ปุ่มปรับเสียง โดย AirTriggers จะอยู่บริเวณหัว-ท้ายของเครื่อง ซึ่งการทำงานของทั้ง 2 ปุ่มนี้ เราสามารถเข้าไปตั้งค่าระหว่างเล่นเกมได้ ว่าเวลากดปุ่มทั้ง 2 นั้น จะเป็นการสัมผัสตรงส่วนไหนของหน้าจอ ยกตัวอย่างเวลาเล่นเกม Call of Duty เราก็ตั้งค่าให้ AirTriggers ด้านขวาคือการกดปุ่มยิงบนหน้าจอ ส่วนปุ่มด้านซ้ายคือการกดปุ่มเล็งบนหน้าจอ…ถ้าหากว่าหัดใช้ให้คล่องๆ แล้ว มันจะถนัดกว่าการกดปุ่มบนหน้าจอมากเลยล่ะ

AirTriggers

ตั้งค่า AirTriggers ลากวงสีแดง สีน้ำเงิน ไปไว้บริเวณที่เราต้องการให้กด

กล้อง ROG Phone II

ถึงแม้ว่า ROG Phone II จะเป็นมือถือที่เน้นประสิทธิภาพในการเล่นเกม แต่เรื่องกล้องก็ไม่ได้แย่เลย เพราะเป็นกล้องตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน Zenfone 6 นั่นเอง ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48MP (IMX586) + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 13MP แถมยังยกฟีเจอร์กล้องต่างๆ มาจาก Zenfone 6 เช่นกัน ไม่ว่าจะ Motion Tracking (ตามโฟกัสวัตถุแบบอัตโนมัติ) หรือ Night Mode

ROG Phone II สามารถถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 48MP แต่ในโหมดปกติจะใช้ระบบ Pixel Binning ที่จะรวมเอา Pixel 4 จุดเข้าเป็นจุดเดียว ทำให้เม็ดพิกเซลมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เก็บภาพในที่มืดได้ดีขึ้น และจัดการกับ Noise ได้ดีกว่า แต่ภาพที่ออกมาจะมีขนาดอยู่ที่ 12MP












โหมดหน้าชัดหลังเบลอ หรือ Portrait ถือว่าทำออกมาได้ดีพอใช้ แต่จะมีบางครั้งที่การตัดขอบวัตถุยังมีเอ๋อๆ ไปบ้าง






การถ่ายภาพในที่มืดด้วย Night Mode สามารถเร่งสีและเพิ่มรายละเอียดให้กับภาพได้ดีกว่าการใช้ AI เพื่อจำแนก Scene ตามปกติ แต่ในบางช็อตเหมือนยังเร่งสว่างไม่ได้เท่าเรือธงรุ่นอื่นๆ แต่รวมๆ ก็ถือว่าทำได้ดี








นอกจากนี้ Night Mode ยังใช้ร่วมกับเลนส์ Ultrawide ได้อีกด้วย ทำให้การถ่ายภาพมุมกว้างในที่มืดออกมาสว่างขึ้น แต่รู้สึกว่าจะจัดการกับ Noise ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ยิ่งมืดยิ่งเห็นวุ้น



การถ่ายวิดีโอ

กล้องหลังของ ROG Phone II ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K 60fps ซึ่งเรื่องของการกันสั่นนั้นตัว EIS จัดการกับการถ่ายวิดีโอออกมาได้ลื่นไหลจนน่าทึ่ง

กล้องเซลฟี่

ROG Phone II มากับกล้องเซลฟี่ความละเอียดสูง 24MP ที่ถ่ายได้สวยๆ อยู่เหมือนกัน แต่แปลกๆ อยู่หน่อยที่การปรับบิวตี้ทั้งสีผิว, หน้าใส, ตาโต, คางแหลม ฯลฯ จะมีให้ใช้เฉพาะในโหมด Portrait หรือหน้าชัดหลังเบลอเท่านั้น ในโหมดเซลฟี่ธรรมดาไม่มีอะไรให้ปรับเลย นอกจากเปลี่ยนฟิลเตอร์



ระบบเสียง

ROG Phone II มีลำโพงคู่สเตอรีโออยู่บริเวณหัว-ท้าย มาให้ ซึ่งลำโพงตรงหัวเครื่องเป็นลำโพงที่ใช้สำหรับ Media จริงๆ (ไม่ได้เป็นลำโพงที่ควบกับลำโพงสนทนาในมือถือบางรุ่น ทำให้เสียงออกมาไม่เท่ากัน) แถมแ่ละตัวยังมี Amplifier แยกอีกต่างหาก พลังเสียงของ ROG Phone II เรียกได้ว่าดังลั่นใช้ได้เลย แล้วไม่ได้ดังแบบไม่มีคุณภาพนะ แต่เสียงที่ได้ยังมีความตึ้บ และความใสอยู่พอประมาณเลยล่ะ หรือถ้ายังดังไม่พอก็มีโหมด Outdoor สำหรับการใช้งานในที่กลางแจ้งที่จะเร่งเสียงให้ดังมากขึ้นไปอีก แต่คุณภาพเสียงและรายละเอียดต่างๆ จะลดลงไปพอสมควร

และหากว่าใครยังคงใช้หูฟังแบบมีสายที่มีแจ็ค 3.5 มม. ก็ต้องถูกใจแน่นอน เพราะมือถือรุ่นนี้ยังคงมีรูหูฟังมาให้ด้วย ซึ่งเสียงที่ได้ก็เรียกว่าเด็ดดวงเลยล่ะ

แบตเตอรี่สุดอึด

ROG Phone II อัดแบตเตอรี่มาให้เต็มๆ ถึง 6000 mAh นับว่าเยอะที่สุดสำหรับเหล่ามือถือที่มีสเปคระดับไฮเอนด์ยุคนี้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าแบตให้มาเยอะขนาดนี้ การใช้งานต่างๆ ก็อึดตามขนาดแบตไปด้วย เพราะจากการทดลองใช้งานด้วยการใส่ซิม 4G สลับกับใช้ WiFi, เปิดหน้าจอแบบ 120Hz ไว้ตลอดเวลา, เล่นเกมบ้าง, ดู YouTube ไปราวๆ ชม. ครึ่ง, ถ่ายรูป + ถ่ายวิดีโอ ไปเกือบๆ ชม., เล่น FB ไปเกือบ ชม., เล่นเน็ตไปราว ชม. ครึ่ง รวมๆ แล้ว Scrren-on Time อยู่ที่ 6 ชม. กับอีก 10 นาที แบตเตอรี่ยังเหลืออยู่ที่ 23% หรือตามที่ระบบคำนวณให้ก็คือใช้ได้อีก 4 ชม. ครึ่งเลยทีเดียว เรียกว่าอึดแบบอึดจริงๆ ไม่ได้โม้ และถ้าหากว่าปรับรีเฟรชเรทให้ต่ำลงมาอีก ก็จะเพิ่มอายุการใช้งานได้อีกด้วย

ROG Phone II รองรับการชาร์จไวสูงสุดที่ระดับ 30W ซึ่งรุ่นที่ซื้อในบ้านเราจะแถมที่ชาร์จ 30W มาให้ในกล่องเลย (แต่สำหรับรุ่น Tencent จะให้ที่ชาร์จมาแค่ 18W เท่านั้น)

รองรับ Widevine L1 ดูหนัง Netflix แบบ HD

ROG Phone II ได้รับมาตรฐาน Widevine L1 ทำให้มันสามารถดูหนังจาก Netflix ได้แบบ HD หรือ HDR สบายๆ รวมถึง iflix หรือ YouTube ก็ยังดูแบบ FHD HDR ได้อีกด้วย

สรุปข้อแตกต่างของ ROG Phone II รุ่นปกติ กับรุ่น Tencent Edition

นอกจากราคาของ ROG Phone II ทั้ง 2 รุ่น จะแตกต่างกันเกือบเท่าตัวแล้ว ยังมีสเปค+ฟีเจอร์บางอย่าง ที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย โดยหลักๆ ก็จะมีตามตารางนี้เลยครับ

สเปค ROG Phone II
ROG Phone II Tencent Edition
หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) รีเฟรชเรท 120Hz รองรับการแสดงผล HDR AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) รีเฟรชเรท 120Hz รองรับการแสดงผล HDR
CPU Snapdragon 855+ Snapdragon 855+
GPU Adreno 640 Adreno 640
RAM 12GB 8GB
ความจุ 512GB 128GB
กล้องหลัง 48MP + 13MP 48MP + 13MP
กล้องหน้า 24MP 24MP
ระบบเสียง ลำโพงสเตอรีโอ, DTS:X Ultra 7.1, Hi-Res, วิทยุ FM, รูหูฟัง 3.5 มม. ลำโพงสเตอรีโอ, DTS:X Ultra 7.1, Hi-Res, วิทยุ FM, รูหูฟัง 3.5 มม.
การเชื่อมต่อ WiFi 802.11a/b/g/n/ac (4×4 MIMO), BT 5.0, NFC WiFi 802.11a/b/g/n/ac (2×2 MIMO), BT 5.0, NFC
เซ็นเซอร์ สแกนนิ้วบนหน้าจอ, Face recognition, Accelerator, E-Compass, Gyroscope, Proximity sensor, Hall sensor, Ambient light sensor, Ultrasonic sensors for AirTrigger II and grip press, Dual vibrators สแกนนิ้วบนหน้าจอ, Face recognition, Accelerator, E-Compass, Gyroscope, Proximity sensor, Hall sensor, Ambient light sensor, Ultrasonic sensors for AirTrigger II and grip press, Dual vibrators
แบตเตอรี่ 6000 mAh 6000 mAh
ของแถมในกล่อง พัดลมระบายอากาศ AeroActive Cooler, Aero Case, ที่ชาร์จไว 30W, สาย USB-C > USB-C เคสใส, ที่ชาร์จไว 18W, สาย USB-A > USB-C
โหมด WiGIG รองรับ ไม่รองรับ

ข้อเสียอีก 1 อย่างของเครื่อง Tencent ซึ่งเป็นเครื่องจีนก็คือ ต้องลงรอม Global เอาเอง ซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องการอัพเดทเฟิร์มแวร์ทาง OTA เพราะมันจะไม่มีการอัพเดทอัตโนมัติเหมือนเครื่องปกติ แต่จะต้องไปหาโหลดไฟล์อัพเดทมาลงเครื่องเพื่อกดอัพเดทเอาเอง ซึ่งอาจจะเสียงต่อการเครื่อง Brick ได้ หากทำไม่ถูกต้อง ส่วนอีกเรื่องนึงที่ถือเป็นเรื่องใหญ่คือ เวอร์ชั่น Tencent จะไม่มีการรับประกันจาก ASUS ศูนย์ไทยนั่นเอง และมีปัญหาในการโหลด Netflix จาก Playstore

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอ 120Hz ไหลลื่นสุดๆ ทั้งการใช้งานทั่วไป, ดูหนัง และเล่นเกม
  • เครื่องแรงหายห่วง ปรับสุดได้ทุกเกม
  • หน่วยความจำ UFS 3.0 เปิดแอปและเขียนอ่านข้อมูลได้เร็วปรู๊ดปร๊าด
  • ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเหมาะกับสายเกมเมอร์ แถมมีไฟ RGB ด้านหลัง (ความชอบส่วนตัว)
  • ลำโพงเสียงดังมาก และเสียงที่ได้จากหูฟังมีสายถือว่าโอเค
  • ถ่ายวิดีโอ 4K 60fps ได้ลื่นและนิ่งมาก
  • มีอุปกรณ์เสริมให้เลือกใช้มากมาย
  • มีปุ่ม AirTriggers เพิ่มความถนัดให้การเล่นเกม
  • ยังมีรูหูฟัง 3.5 มม. ให้อยู่
  • มีพอร์ท USB-C ที่ขอบเครื่องด้านข้างอีก 1 พอร์ท สำหรับเสียบชาร์จเวลาเล่นเกม
  • แบตเตอรี่อึดสุดๆ

ข้อติ

  • ตัวเครื่องหนักและหนา
  • เล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องร้อน ถ้าไม่ใช้กับพัดลมระบายอากาศ
  • หน้าจอยังมีขอบที่หนาอยู่ (ที่เค้าออกแบบมาให้ถือเล่นเกมง่าย)
  • ไม่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น
  • กล้องโหมดกลางคืนยังไม่สว่างเท่ากับเรือธงรุ่นอื่นๆ
  • อุปกรณ์เสริมราคาแพงเอาเรื่อง

ROG Phone II เป็นมือถือที่เรียกว่าอัดสเปคทุกอย่างมาให้ครบจริงๆ เรื่องความแรงในการใช้งานและการเล่นเกมนี่บอกได้เลยว่าหายห่วง เรื่องกล้องก็ถือว่าทำได้ดีในระดับนึง ถ้าหากเทียบว่ามันเป็นมือถือที่เน้นสเปคสำหรับเล่นเกมก็เรียกว่าถ่ายได้สวยดี (ส่วนการถ่ายวิดีโอนี่เข้าขั้นดีเลยนะ) แต่ถึงแม้ว่าสเปคมันจะดีขนาดไหน แต่ ROG Phone II ก็ไม่ใช่มือถือสำหรับคนทั่วไป เพราะฟีเจอร์ + สเปคบางอย่างที่ใส่มาให้ก็เกินความจำเป็นไปหน่อยสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป ยังมีเรื่องของดีไซน์และน้ำหนักที่อาจจะไม่ถูกใจบางคนด้วย (โดยเฉพาะสาวๆ) แต่ถ้าใครที่มองหามือถือเครื่องแรงสุดๆ แบตอึดมากๆ และไม่แคร์น้ำหนักเครื่อง ROG Phone II คือตัวเลือกที่เด็ดและครบเหมือนกัน

from:https://droidsans.com/review-rog-phone-ii-gaming-phone/

ASUS ROG Phone 2 เพิ่มรุ่น 1TB มาในสีดำ Gentleman Black ราคาราว 32,990 บาท

ASUS เปิดตัว ROG Phone 2 รุ่นความจุ 1TB พร้อม RAM 12GB มาในสีดำ Gentleman Black พร้อมวางจำหน่ายแล้วในไต้หวัน ราคา 32,990 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ หรือราว 32,990 บาท

นอกเหนือจากการเพิ่มความจุในตัว ROG Phone 2 รุ่น 1TB ยังคงใช้สเปกเดียวกับรุ่นความจุ 512GB โดยใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855 Plus พร้อมระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง จอแสดงผล AMOLED 10-bit HDR ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.59 นิ้ว ให้อัตราการรีเฟรชสูงถึง 120Hz/1ms กล้องคู่หลัง 48 ล้านพิกเซล กล้องเซลฟี่ 24 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ 6000mAh

รีวิว ROG Phone 2

ที่มา – Gizchina
https://www.flashfly.net/wp/276684

from:https://www.flashfly.net/wp/276684

[รีวิว] ASUS ExpertBook P3540 โน้ตบุ๊ครุ่น Commercial จอ 15.6″ สวยเรียบหรู แบตเตอรี่ทนสุด 16 ชั่วโมง

กลับมาอีกครั้งกับการรีวิว Commercial Notebook จาก ASUS ที่ขนหลายรุ่นมาให้ทีมงาน TechTalkThai ได้ทดลองใช้จริง แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการบุกตลาดภาคธุรกิจไทย โดยในครั้งนี้ทางทีมงาน ASUS ได้ส่ง ASUS ExpertBook P3540 ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นทำงานอีกหนึ่งรุ่น ที่มาพร้อมกับจุดเด่นคือ จอที่ใหญ่ถึง 15.6 นิ้ว, วัสดุที่สวยงาม, แบตเตอรี่ที่ทนทานสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง และการออกแบบมาให้ตอบรับต่อการใช้งานในภาคธุรกิจโดยเฉพาะนั่นเองครับ

ASUS ExpertBook P3540 โน้ตบุ๊ครุ่นสำหรับทำงานออฟฟิศทั่วไป จอใหญ่สบายตา

Credit: ASUS

เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ในตระกูล ASUS Expert ก่อนหน้าที่เคยรีวิวไป ASUS ExpertBook P3540 เองนี้ก็ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับการทำงานในออฟฟิศโดยเฉพาะ และยังคงแนวคิดเรื่องของความยืดหยุ่นที่เปิดให้ภาคธุรกิจเลือกใช้ Hardware ภายในได้หลากหลาย

ASUS ExpertBook P3540 รองรับการใช้งาน CPU Intel Core i3/i5/i7 และสามารถติดตั้ง RAM ได้ตั้งแต่ 4GB – 24GB รวมถึงสามารถเลือกติดตั้ง 500GB/1TB HDD ควบคู่ไปกับ 128GB/512GB SSD ได้พร้อมกัน ทำให้ในเชิงประสิทธิภาพเบื้องต้น ASUS ExpertBook P3540 สามารถรองรับงานได้หลากหลายเลยทีเดียว

ทางด้านการแสดงผลกราฟฟิก ASUS ExpertBook P3540 นี้สามารถเลือกใช้งานได้ทั้ง Integrated Intel UHD Graphics 620 และ NVIDIA® GeForce® MX110 (2GB GDDR5 VRAM) ตามแต่รุ่นที่สั่งซื้อ รองรับได้ทั้งการใช้งานในออฟฟิศทั่วไป และงานที่ต้องการการประมวลผลสำหรับกราฟฟิกที่สูงขึ้น

สำหรับหน้าจอนั้นก็จะมีขนาด 15.6 นิ้วที่อัตราส่วนแบบ 16:9 โดยสามารถเลือกความละเอียดได้ที่ขนาด 1366×768 ถึง 1920×1080 โดยจอจะเป็นแบบ Anti-Glare ทั้งหมด และสามารถเลือกรุ่นที่มองเห็นได้จากมุมกว้าง 178 องศาได้

การเชื่อมต่อเครือข่ายที่มากับ ASUS ExpertBook P3540 นี้ มีทั้งรุ่นที่รองรับเฉพาะ WiFi 5 (802.11ac) ไปจนถึงรุ่นที่รองรับ WiFi 6 (802.11ax) และมีพอร์ต RJ45 สำหรับเชื่อมต่อ LAN มาให้ในตัวเลย

ส่วนแบตเตอรี่ที่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายของ ASUS ExpertBook P3540 นี้ ทาง ASUS ระบุว่าจากการทดสอบสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 16 ชั่วโมง แต่ผลการทดสอบนั้นก็ทำการทดสอบกับเครื่องที่ใช้ CPU Intel Core i3, 4GB RAM, จอ HD และ 500GB SATA SSD โดยมีการตั้งค่าเฉพาะสำหรับการทดสอบ ดังนั้นหากใช้งานจริงนั้นแบตเตอรี่ก็อาจไม่ทนถึง 16 ชั่วโมง

น้ำหนักเริ่มต้นของตัวเครื่องนี้อยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม ถือว่าไม่หนักมากนักเมื่อเทียบกับ Notebook ที่มีจอขนาด 15 นิ้ว โดย ASUS ExpertBook P3540 นี้ยังผ่านการทดสอบมาตรฐาน MIL-STD 810G ซึ่งเป็นมาตรฐานความทนทานสำหรับการใช้งานทางการทหาร ดังนั้นหายห่วงเรื่องความทนทานได้เลย

ประกันที่มากับเครื่อง ASUS ExpertBook P3540 นี้จะเป็นแบบ 3 Year Onsite Service บริการซ่อมถึงที่ 3 ปี พร้อม 3 Year Global Warranty รับประกัน 3 ปีทั่วโลก และ 1 Year Perfect Warranty รับประกันอุบัติเหตุ 1 ปี เรียกได้ว่าจะใช้งานในไทยเองก็สบายใจ หรือจะนำไปใช้งานที่ต้องเดินทางก็หายห่วงได้เลย

ทั้งนี้ ทีมงาน ASUS เองก็ยังได้แจ้งมาด้วยว่าโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ยังมีคุณสมบัติที่ตรงตามรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของ สนทช. หรือ ICT/ MDES spec 62 ด้วย ดังนั้นหากหน่วยงานราชการแห่งใดสนใจก็สามารถมอง ASUS ExpertBook P3540 ไว้เป็นตัวเลือกหนึ่งในการจัดซื้อได้ครับ

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ASUS ExpertBook P3540 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.asus.com/th/Commercial-Laptops/ASUS-ExpertBook-P3540FA/ และ https://www.asus.com/th/Commercial-Laptops/ASUS-ExpertBook-P3540FB/ ครับ

แกะกล่อง ลองใช้ของจริง

อ่านสเป็คเบื้องต้นกันจบไปแล้วก็ได้เวลาสัมผัสของจริงบ้าง ตัวกล่องของ ASUS ExpertBook P3540 ถือว่าคล้ายกับ ASUS ExpertBook P1440 ที่เคยรีวิวกันไปก่อนหน้านี้ไม่น้อย ด้วยแนวคิดในการใช้กระดาษเป็นหลักและใช้พลาสติกให้น้อยที่สุด รวมถึงยังมีเมาส์แถมมาให้ใช้ด้วยเช่นกัน

แรกเริ่มที่ดึง ASUS ExpertBook P3540 ออกมาจากซอง ก็ถือว่าผิดคาดไม่น้อย เพราะจากที่เคยรีวิว ASUS ExpertBook P1440 ไปนั้น วัสดุภายนอกของเครื่อง ASUS ExpertBook P1440 นั้นมี Texture ของตนเองในแบบที่เป็นเส้นตรงแนวตั้งไล่ขึ้นไป ในขณะที่ ASUS ExpertBook P3540 นี้จะออกแนวเรียบๆ เป็นหลัก เรียกได้ว่าบางคนอาจเลือกใช้ ASUS ExpertBook P Series นี้จากสัมผัสภายนอกเลยก็เป็นได้ครับ ออกแบบมาคนละสไตล์เลย

ASUS ExpertBook P3540 นี้ถือว่าสวยมากทีเดียว ด้วยผิวเรียบที่จับแล้วเนียนลื่นสบายมือ และสีก็ถือว่าสวยอยู่ไม่น้อย ส่วนด้านล่างของเครื่องนั้นก็เป็นพลาสติกที่ดูทนทานมาก โดยรวมแล้วสัมผัสของเครื่องถือว่าสบายมือมากครับ

รายละเอียดอื่นๆ ของ ASUS ExpertBook P3540 เองก็น่าสนใจไม่น้อย หลังจากได้ลองใช้งานระยะหนึ่งแล้ว ก็ขอสรุปประเด็นสำคัญๆ เอาไว้ดังนี้ครับ

  • จอใหญ่ 15.6 นิ้ว ใช้ทำงานค่อนข้างสบายตาดีทีเดียว โดยน้ำหนักประมาณ 1.7 กิโลกรัมในจอใหญ่ขนาดนี้ก็ถือว่ากำลังดี ไม่หนักจนเกินไป ใช้เป็นคอมตั้งโต๊ะต่อจอนอกได้ และยกไปทำงานที่อื่นได้ไม่ลำบากนัก
  • จอสามารถกางออก 180 องศาแบนราบไปได้เลย เผื่อใช้ในการประชุมหรือพูดคุยงานกันได้สะดวกขึ้น
  • รุ่นที่ทดสอบเป็นรุ่นที่มาพร้อมกับ Integrated Intel UHD Graphics 620 ซึ่งทดลองเล่นวิดีโอขนาด 4K แล้วก็ถือว่าลื่นดี แต่ถ้าเปิดวิดีโอ 8K ขึ้นมาก็จะกระตุกอยู่เป็นระยะๆ แต่คิดว่าการใช้งานในออฟฟิศทั่วไปคงไม่ได้ใช้วิดีโอ 8K อยู่แล้วเลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
  • คีย์บอร์ดยังคงสัมผัสดีอยู่ แต่ ASUS ExpertBook P3540 เพิ่มแป้นพิมพ์ตัวเลขเข้ามาให้ด้วย ทำให้เวลาต้องพิมพ์ตัวเลขนั้นมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องเอื้อมมือไปด้านบนซ้ายของคีย์บอร์ดอย่างเดียวแล้ว แต่ด้านขวาสุดก็มี
  • เวลากางจอขึ้นมาเตรียมพร้อมใช้งานนั้น ตัวจอจะดันเครื่องให้ยกสูงขึ้นจากโต๊ะ เพื่อให้คีย์บอร์ดเอียงพอดีง่ายต่อการพิมพ์มากขึ้นด้วย
  • แป้นวางมือสัมผัสค่อนข้างดี มี Texture อีกแบบที่ไม่เหมือนด้านนอกเครื่อง ทำความสะอาดง่าย ส่วน Mousepad ก็ยังคงลื่นและตอบสนองได้เร็วดี เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องต่อเมาส์เลยก็ทำงานได้สบายๆ
  • มีช่องสำหรับสแกนลายนิ้วมือได้ รองรับการยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือ
  • แบตเตอรี่ที่โฆษณาว่าทดสอบได้สูงสุดถึง 16 ชั่วโมง สำหรับเครื่องนี้เมื่อชาร์จแบตเต็มที่แล้ว ระบบแสดงผลว่า 10 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็ด้วยสเป็คที่สูงกว่าสเป็คที่ใช้ทดสอบค่อนข้างมาก ก็ถือว่าแบตเตอรี่ระดับ 10 ชั่วโมงก็เพียงพอต่อการทำงานทั่วๆ ไปแล้ว
  • เครื่องที่ใช้ทดสอบเป็น HDD ขนาด 1TB ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าช้ามากนัก จะมีหน่วงนิดหน่อยตอนเปิดบาง Application แต่หลังจากเปิดขึ้นมาแล้วก็ใช้งานได้ราบรื่นดีไม่มีปัญหาอะไร
  • ตรงกล้อง Web Cam มีฝาให้เลื่อนเปิดปิดเองได้ สร้างความสบายใจในการใช้งานว่าเวลาประชุมภาพเราจะไม่หลุดออกไป มีเวลาให้เตรียมตัวแต่งตัวให้เรียบร้อยหรือปิดกล้องด้วยฝาไปเลยก็ได้

  • มีพอร์ตให้ใช้ครบดีมาก ทั้ง USB 3.1 Gen 1 Type-A, USB 3.1 Gen 1 Type-C, HDMI, VGA, RJ45 LAN, Kensington Lock แถมยังมี SD Card Reader มาให้ในตัวด้วยเลย

โดยรวมแล้วพอได้ลองใช้ ASUS ExpertBook P3540 เครื่องนี้ ก็ถือว่าค่อนข้างชอบทีเดียวครับ และถือเป็นเครื่องที่มีดีไซน์ฉีกออกจาก ASUS ExpertBook P1440 มากเลย ดังนั้นหากใครที่จะพิจารณานำ ASUS ExpertBook ไปใช้ในธุรกิจ ก็ขอแนะนำให้ลองขอทั้งสองรุ่นมาลองทดสอบเทียบกันดูก่อนครับ ว่าชอบสไตล์ไหนมากกว่ากัน

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เครื่องสวยแบบเรียบหรู สัมผัสสบายมือ
  • จอใหญ่ ใช้งานสบายตา น้ำหนักกำลังพอดี
  • อัปเกรดเครื่องได้ยืดหยุ่น เพียงพอกับหลายๆ งาน
  • มีพอร์ตให้พร้อมใช้งานดี ไม่ต้องมีหัวแปลงสายอะไรอีกเลย

ข้อเสีย

  • ยังไม่คุ้นกับ Layout Keyboard นัก ยังมีกดผิดบ้าง ต้องฝึกให้ชินก่อน
  • ปุ่มเปิดปิดอยู่ขวาบนสุด ถ้าไม่คุ้นอาจเผลอไปกดโดนได้บ้าง
  • แป้นพิมพ์ตัวเลขปุ่มเล็กไปหน่อย ต้องฝึกให้คล่องหากจะใช้งานบ่อยๆ

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/commercial/

from:https://www.techtalkthai.com/asus-expertbook-p3540-commercial-notebook-review/

ประกาศวันจัดงาน Commart Work 2019 สินค้าไอทีลดกระหน่ำ ช้อปกระจาย19-22 ธันวา นี้ ที่ไบเทคบางนา

งานเดียวที่รวบรวมสินค้าไอทีและเทคโนโลยี มีครบทุกตัวเลือกจบในที่เดียว ที่งาน Commart Work 2019 จัดโดย บมจ.เออาร์ไอพี ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรธุรกิจเข้าร่วมแสดงเทคโนโลยีภายในงานคับคั่ง อาทิ Advice,

Asus, Studio7, Dell, Epson, HomePro, The Power, Intel, IT City, J.I.B, Jaymart, Lenovo, MSI, SPVi, SPEED Computer, SVOA, Ascenti, AMD, CSC, dtac, ธนาคารออมสิน, ไทยเบฟ และเครดิตบูโร ขนขบวนสินค้า และโปรโมชั่นสุดร้อนแรง เอาใจนักช้อป โค้งสุดท้าย ก่อนสิ้นปี พร้อมส่งไฮไลท์เด็ดที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับคนไทยหัวใจดิจิทัลได้สัมผัสกับเทคโนโลยีสุดล้ำระดับมือโปรภายใต้แนวคิด “Upgrade your ideas ไอทีเวิร์ค ไอเดียว้าว!”  พบกัน 19 – 22 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 – 20.00 ณ EH 98 – 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “การจัดงาน Commart Work 2019 เราเตรียมพร้อมจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี โดยในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 52 โดยเชื่อมั่นว่าจะยังได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายไม่แพ้ครั้งไหน ๆ  ถึงแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม เพราะปัจจุบันผู้คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะในเรื่องของการประหยัดแรงงานและเวลา อีกทั้งด้านผู้ผลิตก็คิดค้นและสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมาตลอดทั้งปี เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในทุก ๆ ด้าน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดสินค้าไอทียังคงเติบโตในทิศทางที่ดี จึงทำให้งาน Commart Work 2019 จะเป็นการรวบรวมที่สุดของสินค้าไอทีตลอดปี 2019 จากทุกค่ายมาไว้ภายในงาน ผนวกกับการจัดงานในช่วงเดือนเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการซื้อหาของขวัญมอบให้ตัวเองและคนพิเศษ จึงเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางเชื่อมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้มาพบกันในจุดที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่เหมาะสม”

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า  “สำหรับแนวคิดการจัดงาน “ไอทีเวิร์ค ไอเดียว้าว!” เพื่อต้องการสื่อสารว่า เมื่อเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ฉะนั้นเมื่อเราเกิดมีไอเดียอะไรใหม่ ๆ เราสามารถที่จะสร้างสรรค์ไอเดียเหล่านั้นออกมาได้อย่างง่ายดายเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก ฉะนั้นแล้วเราต้องปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะคนทำงาน ที่กำลังจะถูก AI เข้ามาแทนที่ ภายในงานครั้งนี้ จึงมีไฮไลท์ความพิเศษที่เราเตรียมไว้เพื่อสร้างประสบการณ์ไอทีระดับมือโปรของการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่

  • Work Smart Zone : พบโซนพิเศษ GSB Future Banking ที่จะชวนทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์ธนาคารแห่งอนาคตและโลกสังคมไร้เงินสด พร้อมกิจกรรม เกมสุดสนุกแบบ Interactive ของรางวัลมากมาย สนับสนุนโดยธนาคารออมสิน
  • Top Tech & Trend 2020 : ต้อนรับปี 2020 กับการรวบรวมเทคโนโลยีสุดล้ำจากทุกค่ายในงานเดียว เสริมด้วยไอเดียเพื่อการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
  • Home electric Biggest Sales : ช้อปสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมโปรโมชั่นสุดร้อนจาก The Power by HomePro
  • COMMART Big Bonus : เพียงช้อปครบทุก 3,000 บาท มีสิทธิร่วมลุ้นรับรางใหญ่ อาทิ รถยนต์ Suzuki Celerio

นอกจากนี้ภายในงานก็ยังได้พบกับสินค้าไอที แกดเจ็ต อุปกรณ์เสริม พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากบัตรเครดิตมากมาย และเพื่อตอกย้ำความเป็น Eco Event ภายในงานเรายังมีกิจกรรมแจกถุงผ้า ที่สนับสนุนโดย Canon สำหรับใช้ช้อปปิ้งใส่สินค้าถือกลับบ้าน โดยไม่ต้องใช้ถุงพลาสติก พร้อมกันนี้ยังมีบริการยกของไปส่งถึงรถ หรือบริการจัดส่งถึงบ้านแบบ Delivery ภายในงานอีกด้วยครับ” นายพรชัย กล่าวปิดท้าย

งาน COMMART Work 2019

อย่าลืมมาพบกันที่งาน “Commart Work 2019” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 22 ธันวาคม 2562เวลา 10.00 น. – 20.00 น. ณ EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เข้าชมงานฟรี เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา ติดตามข่าวสารโปรโมชั่นและกิจกรรม หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.CommartThailand.com, www.facebook.com/CommartThailand, Line:@Commart, twitter.com/Commart

ข่าว: ประกาศวันจัดงาน Commart Work 2019 สินค้าไอทีลดกระหน่ำ ช้อปกระจาย19-22 ธันวา นี้ ที่ไบเทคบางนา มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/11/26/commart-work-2019.html