คลังเก็บป้ายกำกับ: ASUS

Review ASUS ExpertBook L1 โน๊ตบุ๊คพอร์ตแน่น อัพเกรดได้เต็มที่ ค่าตัวแค่ 14,790 บาท

ASUS ExpertBook L1 นับเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานพอร์ตแน่นน่าใช้รุ่นหนึ่ง อัพเกรดได้เพียบ

asus ex cover

ASUS ExpertBook L1 อาจจะไม่ได้คุ้นหูผู้ใช้ทั่วไปนัก นั่นเพราะว่าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ ASUS ออกแบบมาตอบโจทย์ผู้ใช้เน้นเรื่องงานธุรกิจและความคงทนเป็นหลัก และที่เด่นเป็นพิเศษคือฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องที่ทาง ASUS ให้มาแบบครบเครื่องตั้งแต่ตัวสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่อง, ชิป TPM 2.0 ป้องกันการเจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลและรองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้ มี Webcam Shield แบบเลื่อนสไลด์แล้วปิดกล้องได้เลยและติดตัวล็อค Kensington Lock เอาไว้ให้ใช้แม่กุญแจเฉพาะล็อคตัวเครื่องเอาไว้เพื่อความปลอดภัย เรียกว่าเกิดมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานโดยเฉพาะ

อีกจุดที่ไม่ควรมองข้าม คือ ASUS ExpertBook นั้นอัพเกรดตัวเครื่องได้ง่ายแค่ขันน็อตออกมาแล้วจะเพิ่มแรม เปลี่ยน SSD แบบ M.2 NVMe หรือเติม 2.5″ SATA III SSD เข้าไปอีกตัวเพื่อเซฟงานเพิ่มก็ได้ ทำให้ไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมไปทำงานให้เยอะแยะ นอกจากนี้ยังมีพอร์ตเชื่อมต่อระดับที่เยอะครบเครื่อง ระดับที่เชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับทำงานต่างๆ ได้สบายๆ ไม่ต้องพึ่งอแดปเตอร์เสริมเลยก็ได้

ASUS ExpertBook L1

NBS Verdict

ASUS

นับว่า ASUS ExpertBook L1 เป็นโน๊ตบุ๊คที่เกิดมาตอบโจทย์คนทำงานอย่างแท้จริง ยิ่งคนที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปพรีเซนต์งานเป็นประจำหรือมีงานต้องแบ็คอัพเอาไว้ในเครื่องเยอะแล้วต้องการอัพเกรดตัวเครื่องให้เซฟงานได้มากๆ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานอย่างแน่นอน และยังให้สเปคมาในระดับที่ถือว่าพร้อมทำงานออฟฟิศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การดีไซน์ยังเอื้อการทำงานด้วย ErgoLift Hinge ที่ยกตัวเครื่องขึ้นให้แป้นคีย์บอร์ดเฉียงแล้วพิมพ์งานได้สะดวกกว่าดีไซน์มาตรฐานอย่างชัดเจน และยังผ่านการทดสอบความแข็งแรง MIL-STD 810H อีกด้วย

อีกจุดสำคัญนอกจากเรื่องความปลอดภัยที่ให้มาครบเครื่อง ด้านของพอร์ตเชื่อมต่อที่ติดมาให้ใช้งานก็เรียกว่ามาแบบครบเครื่องและรองรับอุปกรณ์หลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งอแดปเตอร์เสริมเลย จะใช้ต่อโปรเจคเตอร์หรือหน้าจอเสริมก็ง่าย โอนไฟล์ไวทันใจด้วย USB-C ที่ติดตั้งมาให้ด้วย ทำให้โอนไฟล์ขนาดใหญ่เข้าออกเครื่องได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอนานเกินไปอย่างแน่นอน

กลับกัน ในจุดสังเกตที่ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมเผื่อผู้ใช้ที่สนใจหาโน๊ตบุ๊คสายทำงานรุ่นนี้มาใช้งานจะมีจุดสังเกตหลักๆ คือแรมออนบอร์ดที่ ASUS ติดตั้งมาให้ใช้มีเพียง 4GB เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครจะใช้ทำงานจริงจังก็ควรเพิ่มแรมไป 8-12GB จะได้มีแรมเอาไว้ประมวลผลและทำงานได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น และหน้าจอของตัวโน๊ตบุ๊คเองจัดว่าไม่ค่อยสว่างเท่าที่ควรและขอบเขตสีไม่กว้างมากนัก ดังนั้นไม่แนะนำให้เอาไปแต่งสีทำงานอาร์ตเท่าไหร่ ซึ่งถ้าใครไม่ได้เน้นเรื่องงานอาร์ตมากนักก็ไม่มีปัญหา

จุดเด่นของ ASUS ExpertBook L1
  1. พอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอให้มาเยอะจุใจ ยังมี VGA Port ติดมาให้ใช้ต่อโปรเจคเตอร์หรือจอเสริม
  2. ซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด มีประสิทธิภาพที่ถือว่าค่อนข้างดี ตอบโจทย์การทำงานออฟฟิศได้ไม่มีปัญหา
  3. อัพเกรดตัวเครื่องได้ง่าย แค่ขันน็อตออกแล้วแกะรอบตัวเครื่องออกก็อัพเกรดได้เลย แถมงานประกอบก็ถือว่าแข็งแรงแน่นหนาอีกด้วย
  4. รองรับการอัพเกรดแรมสูงสุด 32GB ทำให้มีโปรแกรมมีพื้นที่ประมวลผลการทำงานได้มากขึ้น
  5. ผ่านการทดสอบความแข็งแรง MIL-STD 810H การันตีความแข็งแรงของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี
  6. ดีไซน์ตัวเครื่องเรียบร้อยและบาลานซ์น้ำหนักทั้งตัวเครื่องได้ดี ทำให้พกเครื่องหนัก 1.5 กิโลกรัม ถ้ารวมอแดปเตอร์จะอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม จึงไปไหนมาไหนได้สะดวก
  7. ดีไซน์ ErgoLift Hinge ช่วยให้พิมพ์งานบนแป้นคีย์บอร์ดตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น
  8. สามารถกางหน้าจอได้ราบ 180 องศา ทำให้แชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูได้สะดวก
  9. มีอแดปเตอร์ต่อฮาร์ดดิสก์ 2.5″ SATA III แถมมาให้ในกล่อง ใช้เพิ่มพื้นที่เซฟงานในตัวเครื่องได้
  10. ให้ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยมาครบเครื่องทั้งที่สแกนลายนิ้วมือ, ตัวสไลด์ปิดกล้องหน้า, ชิป TPM 2.0 และ Kensington Lock
  11. มีตัวเลือกเป็นรุ่นขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้ว สำหรับคนที่ต้องการตัวเครื่องขนาดใหญ่หน่อย
ข้อสังเกตของ ASUS ExpertBook L1
  1. ให้แรมออนบอร์ดมาเพียง 4GB เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างน้อยสำหรับยุคปัจจุบันนี้ แนะนำให้อัพเกรดเพิ่มความจุไป 8-12GB
  2. คุณภาพและความสว่างของหน้าจอถือว่าอยู่ระดับทั่วๆ ไป แค่พอใช้งานได้ไม่เหมาะกับการทำภาพแต่งสีนัก
  3. พอร์ต USB-C ยังรองรับแต่การโอนไฟล์เข้าออกเครื่องเท่านั้น ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องหรือต่อหน้าจอแยกไม่ได้
  4. ไม่มีช่อง SD หรือ microSD card reader ติดตั้งมาให้

Review ASUS ExpertBook L1

Specification

main

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 L1400CDA ที่ได้รับมาทดสอบจะเป็นรุ่นราคาไม่แพงเข้าถึงได้ง่าย รองรับการอัพเกรดตัวเครื่องเพิ่มแรมและ SSD ได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์และพอร์ตต่างๆ มาแบบครบเครื่องเพื่อเอื้อกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปุ่ม Power ที่ทาง ASUS ทำเป็นปุ่มสแกนลายนิ้วมือทำให้รักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

สเปคของเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz มาให้และใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ในตัวซีพียูเพื่อประมวลผลภาพและกราฟฟิคต่างๆ ใช้ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB และติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมใช้งานและรองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้อีกด้วย ส่วนแรมออนบอร์ดในเครื่องมีความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS และมีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, VGA, HDMI, RJ45 LAN, ช่องหูฟัง 3.5 มม. ติดตั้งมาให้ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.45 กิโลกรัม จัดว่าเป็นสเปคตัวเครื่องระดับเริ่มต้นที่ใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปได้อย่างแน่นอน

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 L1400CDA
  • ซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • แรมออนบอร์ดความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, VGA, HDMI, RJ45 LAN, ช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.45 กิโลกรัม
  • ราคา 14,790 บาท (JIB)

Hardware & Design

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS

สำหรับดีไซน์ตัวเครื่องของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ จะเน้นเรื่องความเรียบง่ายไม่หวือหวา แต่ใส่รายละเอียดการออกแบบไว้ในส่วนต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว โดยดีไซน์ตัวเครื่องเป็นแบบบานพับมาตรฐานแต่ใส่ฟีเจอร์ ErgoLift Hinge ซึ่งเวลากางหน้าจอออกแล้ว ขอบล่างของฝาหลังจะกลายเป็นฐานยกตัวเครื่องขึ้น ช่วยให้คนที่พิมพ์งานด้วยคีย์บอร์ดของตัวโน๊ตบุ๊คเองสามารถพิมพ์ได้สะดวกกว่าตัวเครื่องแบบราบไปกับพื้น

ถ้าสังเกตที่ด้านหลังตัวเครื่อง จะเห็นว่าขอบด้านล่างนั้นไม่ได้สัมผัสกับพื้นตรงๆ โดย ASUS ได้ติดชิ้นพลาสติกยื่นออกมาเล็กน้อยช่วยดันขอบล่างของตัวเครื่องเอาไว้เล็กน้อย ช่วยให้ตัวเครื่องไม่มีหรือมีรอยน้อยลง นอกจากนี้ยังปิดช่องระบายอากาศที่อยู่ขอบบนของตัวเครื่องเอาไว้ให้ดูสวยงามเรียบร้อยอีกด้วย

ASUS
ASUS

จะเห็นว่าเมื่อกางหน้าจอใช้งานตามปกติ จะเห็นแต่ฝาหลังของตัวเครื่องพร้อมโลโก้ ASUS สีเงินติดอยู่ตรงกลางอย่างเดียว ส่วนสีของ ASUS ExpertBook L1 จะมีเพียงสีเดียวคือสีดำที่ออกเหลือบน้ำเงินกรมท่า ซึ่งเป็นสีที่ดูเรียบง่ายและเรียบร้อยในเวลาเดียวกัน จึงพกเครื่องไปพรีเซนต์งานได้โดยไม่ขัดเขิน

ด้านใต้ตัวเครื่องจะเห็นว่า ASUS ทำช่องนำอากาศเย็นเข้าเครื่องเป็นช่องเล็กๆ 2 ช่อง แยกเป็นช่องใหญ่ที่สกรีนตัวอักษรสะท้อนแสงแบบเงาเป็นคำว่า ExpertBook เอาไว้ และช่องเล็กที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกเล็กน้อย มีขอบยางรองด้านใต้เครื่องอีก 4 มุม และลำโพงที่สองฝั่งซ้ายขวาด้านล่าง และอยู่ใต้ข้อมือของเราเวลาวางเครื่องใช้งานตามปกติ และจะเห็นว่ามีขาฐานหน้าจอติดเอาไว้ตรงขอบบนตัวเครื่อง ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ทำให้หน้าจอสามารถกางได้มากกว่าปกติ

ASUS

ดังนั้นเมื่อกางหน้าจอสุดสุดแล้ว จะเห็นว่า ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะสามารถกางหน้าจอได้ราบ 180 องศาติดไปกับพื้นเลย ทำให้เราสามารถแชร์ให้เพื่อนเห็นหน้าจอของโน๊ตบุ๊ตเครื่องนี้ได้รอบตัวโดยไม่ต้องหันโน๊ตบุ๊คกลับไปมา ทำให้แชร์หน้าจอให้คู่สนทนาเห็นได้ง่ายยิ่งขึ้น จัดเป็นดีไซน์ที่มีประโยชน์และเอื้อต่อการทำงานได้เป็นอย่างดี

ASUS
ASUS

ส่วนขอบด้านล่างของตัวเครื่องจะมีส่วนตัดเว้นเอาไว้ให้ผู้ใช้กางหน้าจอได้สะดวกขึ้น สามารถใช้ปลายเล็บเกี่ยวขอบหน้าจอแล้วดึงเปิดขึ้นได้เลยและวิธีนี้เมื่อเปิดแล้วตัวเครื่องจะไม่กระดกตามนิ้วขึ้นมา แต่วิธีอื่นอาจจะมีโอกาสที่ตัวเครื่องจะกระดกตามได้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ถือว่าเป็นการออกแบบที่ช่วยให้ผู้ใช้เปิดเครื่องได้สะดวกขึ้น

Screen & Speaker

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS

หน้าจอของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ดีไซน์แบบ NanoEdge Display ให้ขอบหน้าจอสองด้านบางเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องให้มากขึ้นเป็น 84% ทำให้ผู้ใช้มองเห็นคอนเทนต์บนหน้าจอได้มากยิ่งขึ้นแต่ไม่ต้องดีไซน์ตัวเครื่องไม่ต้องใหญ่มาก แต่จะเห็นว่าขอบด้านบนตัวเครื่องจะหนาอยู่นิดหน่อยเพื่อให้ติดตั้งกล้อง Webcam เอาไว้ได้ด้วย

gamut 2

brightness 2
bright zone 1
accuracy 1
sum 1

ด้านขอบเขตสีหน้าจอของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ เมื่อวัดด้วย Spyder5Elite แล้ว จะมีขอบเขตสีหน้าจอ 57% sRGB, 43% AdobeRGB และ 43% DCI-P3 ซึ่งถือว่าอยู่ระดับทั่วไปแค่พอใช้งานได้เท่านั้น และความสว่างของหน้าจอเมื่อเปิดความสว่างจนสุด 100% แล้ว อยู่ที่ 109.7 nits ซึ่งจากการใช้งานจริงต้องถือว่าค่อนข้างมืดไปบ้างเมื่อเทียบกับหน้าจอโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่เคยทดสอบและใช้งานมา

พอแบ่งวัดความสว่างของหน้าจอเป็นตาราง 9 ช่องแล้ว จะเห็นว่านอกจากตรงกลางหน้าจอที่ค่าความสว่างลดลง 0% หรือถือว่าสว่างที่สุดแล้ว ส่วนอื่นของหน้าจอจะมีความสว่างลดลงเกิน 10% ทั้งหมด จึงไม่แนะนำให้ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้แต่งภาพหรือทำงานอาร์ตนัก และคะแนนเฉลี่ยของหน้าจอนี้จะได้เพียง 2 จาก 5 คะแนน ซึ่งถ้า Spyder5Elite ตัวนี้วัดผลหน้าจอได้เช่นนี้ แนะนำให้ต่อหน้าจอแยกเพื่อทำงานอาร์ตไปเลยจะดีที่สุด

ASUS
ASUS

ด้านตัวกล้อง Webcam ตรงขอบบนหน้าจอจะมีความละเอียดระดับ HD พร้อมติดตั้งไมโครโฟนมาให้ 2 ตัวพร้อมฟีเจอร์ AI noise-cancelling หรือฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนด้วย AI ทำให้เวลาประชุมออนไลน์หรือติดต่องานสามารถพูดคุยกับคู่สายได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เวลาไม่ได้ใช้งาน Webcam แล้วก็มี Webcam Shield ติดตั้งมาให้สไลด์ปิดกล้องหน้าได้เพื่อความเป็นส่วนตัวและป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีแฮ็คกล้องเข้ามาได้ด้วย

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนของลำโพงตัวเครื่องจะติดตั้งมาให้ 2 ตัว ด้านใต้เครื่อง และต้องถือว่าเสียงเมื่อเปิดความดัง 100% แล้วถือว่าดังกำลังดี ได้ยินชัดเจน ส่วนเนื้อเสียงจะเหมาะกับการฟังเพลงป็อบ ร็อคทั่วๆ ไปได้ และเสียงของนักร้องจะเด่นตีคู่กับเสียงเครื่องดนตรี แต่เบสของลำโพงตัวนี้ถือว่าอยู่ในระดับธรรมดาระดับที่พอมีเบสให้ได้ยินอยู่บ้าง แต่ถ้าชอบฟังเพลงแนว EDM เน้นเสียงเบสแล้วอยากให้ฟังเพลงได้อารมณ์ยิ่งขึ้น จะขอแนะนำให้ต่อลำโพงแยกที่มีดอกลำโพงใหญ่กว่านี้ไปเลยจะได้มิติเสียงที่ดีกว่า

Keyboard & Touchpad & Peripheral

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ด้านคีย์บอร์ดของ ASUS ExpertBook L1 ตัวนี้จะเป็นคีย์บอร์ดดีไซน์แบบ Tenkeyless เลย์เอ้าท์แบบ ANSI ส่วนขนาดของปุ่มบนคีย์บอร์ดเป็นไซซ์มาตรฐานแต่ปุ่ม F1-F12 จะมีขนาดเล็กเพื่อประหยัดพื้นที่และเป็นคีย์บอร์ดที่ไม่มีไฟ LED Backlit ดังนั้นเวลาพิมพ์งานในที่แสงน้อย คนที่ต้องหันมามองแป้นคีย์บอร์ดบ้างอาจจะพิมพ์งานได้ติดขัดบ้าง

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าทาง ASUS เองก็จัดการ Mapping ปุ่มบนคีย์บอร์ดรวมกับปุ่ม Function hotkey สำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานเอาไว้ได้ดี ไม่ต่างกับโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ในหมวดหมู่นี้ จะเห็นว่าปุ่มลูกศรก็จะรวมชุดปุ่ม Page Up, Page Down, Home, End เอาไว้ให้ใช้ และมีปุ่ม Fn Lock ติดตั้งมาให้โดยกด Fn+Esc เพื่อสลับระหว่างการกดปกติเป็น Function hotkey แล้วกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะเป็น F1-F12 ให้กลายเป็นกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะใช้ Function hotkey ได้

สัมผัสตอนพิมพ์งานด้วยแป้นคีย์บอร์ด จัดว่าเป็น Rubberdome ปุ่มตื้นตอบสนองเร็วและตัวปุ่มค่อนข้างอ่อน ถ้าใครเป็นคนที่ชอบแป้นพิมพ์ที่ใช้แรงกดน้อยๆ ตอบสนองไวๆ ก็น่าจะชอบสัมผัสตอนพิมพ์งานด้วยคีย์บอร์ดนี้พอควร

ASUS

อีกจุดที่ผู้เขียนชอบ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้เป็นพิเศษ คือทาง ASUS ใส่ปุ่มสแกนลายนิ้วมือเอาไว้ที่ปุ่ม Power ด้วย ช่วยให้เราปลดล็อคตัวเครื่องได้สะดวกรวดเร็ว แค่ตั้งรหัสผ่านตัวเครื่องเอาไว้ให้เรียบร้อยก็สแกนลายนิ้วมือแล้วใช้ปลดล็อคเครื่องได้เลย ซึ่งฟีเจอร์นี้ส่วนตัวผู้เขียนอยากให้เป็นฟีเจอร์พื้นฐานของโน๊ตบุ๊คทุกรุ่นในปัจจุบันเลย เพราะมันสามารถปลดล็อคเครื่องได้สะดวกไม่เสียเวลาพิมพ์รหัสผ่านและได้ประโยชน์เรื่องความปลอดภัย, ความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นมาก

ASUS
ASUS

ที่ปุ่ม F1-F12 ของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ยังรวม Function hotkey เอาไว้เช่นเดิม ถ้าใช้งานตามปกติไม่กด Fn Lock เอาไว้ ถ้าจะกด F1-F12 ต้องกด Fn ค้างเอาไว้ก่อน ถ้าต้องการสลับกันสามารถกด Fn Lock ให้สลับเลเยอร์กันได้เลย ส่วน Function hotkey ที่ ASUS Mapping มาให้จะมีดังนี้

  • F1-F3 – ปิดเสียง, ลดและเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4-F5 – ลดหรือเพิ่มแสงสว่างบนหน้าจอ
  • F6 – ล็อคการทำงานทัชแพด
  • F8 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอหลักและเสริม
  • F9 – ปุ่ม Lock ตัวเครื่องเหมือนกดปุ่ม Windows+L
  • F10 – ปุ่มปิดการทำงานของกล้อง Webcam
  • F11 – ปุ่มเรียกคำสั่ง Snipping Tool มาแคปภาพหน้าจอ
  • F12 – ปุ่มเรียกซอฟท์แวร์ MyASUS

นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Function สำหรับสั่งเปิดปิดไมค์ตัวเครื่องติดตั้งแยกมาให้โดยเฉพาะถัดไปจาก F12 พร้อมกับปุ่ม Function จำเป็นอื่นๆ อีกด้วย แต่เสียดายที่ ASUS ไม่ได้ Mapping Function ให้ปุ่ม F7 เอาไว้ เพราะปกติแล้วที่ Function Hotkey จะมีปุ่ม Airplane Mode ใส่มาให้ด้วย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็อยากแนะนำว่าถ้ามีการปรับปรุงโมเดลนี้เพิ่มเติมก็อยากให้ ASUS จัดการเพิ่มฟังก์ชั่นนี้มาด้วย หรืออาจจะใส่เป็น Function สั่งเปิดปิดเสาสัญญาณ Wi-Fi มาให้ก็ดีเหมือนกัน

ASUS

ด้านทัชแพดที่อยู่ระหว่างที่วางข้อมือตอนพิมพ์นั้น จะมีขนาดปานกลางไม่ใหญ่มากและดีไซน์ซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้ จะเห็นว่าขอบฝั่งซ้ายจะอยู่เท่ากับขอบซ้ายของ Spacebar และไปจบที่ฝั่งขวาของปุ่ม Alt ขวามือ จัดว่ามีขนาดกำลังพอใช้งาน รองรับ Gesture control ของ Windows 10 ครบถ้วนและเวลาวางมือเพื่อพิมพ์งานแล้ว อุ้งมือฝั่งขวาอาจจะเหลื่อมเกยอยู่บนขอบทัชแพดเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องทัชแพดลั่นระหว่างใช้งานอย่างแน่นอนและตอบสนองได้รวดเร็วดีอีกด้วย

ASUS

ASUS
ASUS

นอกจากนี้ ASUS ยังแถมเมาส์ไร้สายที่เชื่อมต่อด้วย USB Wireless มาให้ในกล่อง 1 ตัว ใช้ถ่าน AA หรือถ่านไฟฉายขนาดที่ใช้งานกันทั่วไป 1 ก้อนก็ใช้ทำงานได้เลยไม่ต้องซื้อเมาส์เพิ่ม ส่วนการตอบสนองถือว่าทำงานได้ดีเท่ากับเมาส์ไร้สายระดับราคา 500 บาทหลายๆ รุ่นทีเดียว ซึ่งถ้าใครไม่ได้ตั้งมาโครเมาส์เอาไว้ใช้ทำงานอะไรโดยเฉพาะ อาจจะใช้เมาส์แถมของ ASUS นี้ไปเลยก็ได้

Connector / Thin & Weight

ASUS

ASUS
ASUS

น้ำหนักตัวเครื่องที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้ที่หน้าสเปคบนเว็บไซต์นั้น จะอยู่ที่ 1.75 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักของตัวเครื่องรวมกับชุดอแดปเตอร์ที่แถมมาพร้อมกัน และเมื่อชั่งแยกชิ้นด้วยตาชั่งดิจิทัลแล้ว จะเห็นว่าเฉพาะตัวเครื่องอย่างเดียวหนักเพียง 1.47 กิโลกรัมเท่านั้น และอแดปเตอร์ที่ 262 กรัม ต้องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วที่เบาพกพาง่ายรุ่นหนึ่งเลย ถ้าจะพกทั้งเครื่องและปลั๊กไปไหนมาไหนก็ไม่หนักเกินไป

ASUS
ASUS

ส่วนความหนาตัวเครื่อง จากหน้าสเปคจะอยู่ที่ 1.94 ซม. และด้านหน้ากับหลังของตัวเครื่องจะดูเรียบร้อยไม่มีดีไซน์อะไรเป็นพิเศษ และไม่มีไฟแสดงสถานะตัวเครื่องติดเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องเลย เนื่องจาก ASUS ย้ายไฟแสดงสถานะนั้นไปไว้ขอบเครื่องฝั่งขวามือแทน

ASUS
ASUS

พอร์ตเชื่อมต่อของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ จะเรียงแถวเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องฝั่งซ้ายและขวามือเป็นหลัก โดยมีพอร์ตดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องเสียบปลั๊กไฟชาร์จแบตเตอรี่, USB-C รองรับการถ่ายโอนไฟล์อย่างเดียว, VGA Port, HDMI 1.4, USB-A 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – ไฟ LED แสดงสถานะตัวเครื่อง 3 ดวง, ช่องหูฟัง 3.5 มม., USB 2.0, RJ45 LAN, Kensington Lock

จากพอร์ตทั้งหมด จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ให้พอร์ตมาครบเครื่องทีเดียว ระดับที่พอร์ต VGA ที่ใช้งานกับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น โปรเจคเตอร์หรือหน้าจอรุ่นเก่าบางรุ่น หรือแม้แต่ RJ45 LAN ที่โน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่เน้นเรื่องความบางเบามักจะตัดทิ้งไปก็ยังใส่มาให้ด้วย

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีร่องรอยของพอร์ต SD หรือ microSD card reader ติดตั้งมาให้ใช้โอนไฟล์เลย ไม่อย่างนั้นจะถือว่าพอร์ตมาแบบครบเครื่องมาก ดังนั้นถ้าใครต้องโอนไฟล์จากการ์ดทั้งสองประเภทนี้เข้าเครื่อง ก็ต้องใช้ตัว microSD card reader ต่อเข้ากับ USB ของตัวเครื่องแทน 

Inside & Upgrade

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนการแกะเครื่องอัพเกรดก็ถือว่าอัพเกรดได้ง่ายมากๆ เพียงแค่ขันน็อต Philips head หรือน็อตหัวแฉกบวกด้านใต้ตัวเครื่องทั้งหมด 10 ตัวออก แล้วเอาการ์ดแข็งไล่รอบตัวเครื่องให้ตัวเครื่องคลายออกก็เปิดฝาอัพเกรดเครื่องได้เลย ส่วนเคล็ดลับการเปิดฝาแนะนำว่าให้เริ่มจากขอบล่างตัวเครื่อฝั่งลำโพงโดยเอาเล็บงัดเล็กน้อยก่อนสอดการ์ดเข้าไปแล้วไล่ไปจนรอบตัวทั้งสองฝั่ง แล้วพอไปถึงขาฐานหน้าจอด้านบน ให้สอดนิ้วแล้วค่อยๆ ดึงขึ้นพร้อมกันทั้งสองฝั่งจะทำให้เขี้ยวที่เกี่ยวกับฝาตัวเครื่องด้านในหลุดออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้น

ส่วนด้านในตัวเครื่อง จะเห็นว่า ASUS ออกแบบวางชิ้นส่วนภายในเครื่องเอาไว้ได้เรียบร้อย โดยเมนบอร์ดหลักจะอยู่ฝั่งขวามือและมีบอร์ดเล็กสำหรับชุดพอร์ตฝั่งขวามือแยกเอาไว้ที่ฝั่งซ้ายในภาพและคั่นกลางด้วยช่องว่างสำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วได้และมีชุดอแดปเตอร์อัพเกรดแถมมาให้ในกล่องตอนซื้อเครื่องด้วย ส่วนขอบด้านล่างของตัวเครื่องเป็นก้อนแบตเตอรี่ขนาด 42 Wh วางตัวยาวทั้งแถบ

ที่เมนบอร์ดหลักของตัวเครื่อง จะเห็นว่ามีฮีตไปป์ทองแดงสองเส้น เดินแนวจากซีพียู AMD ไปยังพัดลมโบลวเวอร์ที่วางเอาไว้ตรงกลางแล้วเป่าออกด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งถ้าใช้งานตามปกติอย่างการเปิดเว็บไซต์หาข้อมูล, เขียนงานหรือดูหนังฟังเพลงเรียกว่าไม่มีเสียงรบกวนเลย นอกจากนี้จะเห็นว่า ASUS รวมการ์ดและพอร์ตอัพเกรดเอาไว้ตรงกลางโซนเดียวกันทั้งหมด โดยรองรับ SSD แบบ M.2 NVMe อยู่ 1 ตัว และช่องอัพเกรดแรมอีก 1 ช่อง โดยรองรับแรมจุสุด 32GB ทีเดียว และมีการ์ด Wi-Fi ของ Intel ติดตั้งเอาไว้อีกหนึ่งตัวด้วย

ASUS

ASUS
ASUS

นอกจากอัพเกรดแรมหรือเปลี่ยน M.2 NVMe SSD ในเครื่องได้ตามปกติแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ ASUS ExpertBook L1 ที่มีกันทุกรุ่น คือมีช่องอัพเกรดเพิ่ม 2.5″ SATA III แถมมาให้พร้อม Harddisk tray อีกหนึ่งตัวพร้อมสายแพและน็อตแบบครบเครื่อง ซึ่งถ้า M.2 NVMe SSD ในเครื่องมีความจุไม่พอใช้ก็แกะซองมาใส่ฮาร์ดดิสก์แล้วเติมเข้าเครื่องได้เลย โดยที่หน้ากล่อง HDD tray จะสกรีนภาพวิธีการทำทีละขั้นตอนมาให้ครบถ้วน ส่วนหัวต่อสายแพนั้นจะอยู่ฝั่งขวาล่างใกล้กับหัวปลั๊กของแบตเตอรี่ในเครื่อง

โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าการแถมตัว Harddisk tray มาให้ในแพ็คเกจสินค้าเลยก็ถือเป็นข้อดีอีกข้อที่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากแนะนำให้ ASUS แถมและติดหัวอแดปเตอร์นี้เอาไว้บนเมนบอร์ดของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่มีช่องว่างพอใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วได้ให้หมด จะได้เป็นส่วนเสริมให้ผู้ใช้ได้อัพเกรดเพิ่มความจุในเครื่องได้ง่ายๆ อาจจะเพิ่มราคาขายขึ้นไปอีกนิดหน่อยก็น่าจะไม่มีปัญหากับเรื่องนี้นัก

Performance & Software

ASUS

cpu1
ram 1

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 ถ้าอิงจากหน้าสเปคบนเว็บไซต์ จะเห็นว่ามีตัวเลือกทั้ง AMD Athlon Silver 3050U, AMD Ryzen 3 3250U แบบเครื่องที่ได้รับมาทดสอบและรุ่นสูงสุดเป็น AMD Ryzen 5 3500U ซึ่งถือว่าประสิทธิภาพสูงพอทำงานหนักๆ ได้สบายๆ

ด้านซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องนั้น ต้องถือว่าเป็นรุ่นเริ่มต้นที่สเปคจัดว่าใช้ได้ รองรับการทำงานเอกสาร, เข้าเว็บไซต์และดูหนังฟังเพลงต่างๆ ได้อย่างแน่นอน และตัวซีพียูก็รองรับชุดคำสั่งต่างๆ อย่างครบถ้วน มีค่า TDP 15 วัตต์ ต้องถือว่าใช้พลังงานไม่เยอะมากนัก ทำให้ใช้งานได้นานระดับหนึ่ง

ส่วนแรมในเครื่องเป็นแบบออนบอร์ด ความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz อัพเกรดเพิ่มความจุได้สูงสุด 32GB ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าถ้าจะใช้งานทั่วไปอย่างทำงานหรือดูหนังฟังเพลงก็อัพเกรดไป 8GB ก็โอเคแล้ว หรือถ้าใช้รุ่น Ryzen 5 แล้วต้องใช้ Microsoft Excel ที่มีจำนวน Cell เยอะๆ อาจจะซื้อแรม 16GB มาใส่ให้แรมในเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 20GB ก็ได้เช่นกัน

vega3

ด้านการ์ดจอจะเป็นการ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ที่ติดตั้งอยู่ในซีพียูเหมาะจะใช้งานทั่วไปเท่านั้น ไม่แนะนำให้นำไปเล่นเกม แต่ก็รองรับ DirectX 12, OpenGL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน 

device mgr 2
about
display

ด้านสเปคชิ้นส่วนภายในเครื่อง จาก Device Manager จะเห็นว่า ASUS ExpertBook L1 นอกจากรองรับการสแกนลายนิ้วมือและมีชิป TPM 2.0 แล้ว ตัว M.2 NVMe SSD แบบ OEM ในเครื่องจะเป็นรุ่น WDC PC SN530 SDBPNPZ-256G-1002 ซึ่งเป็นรหัส OEM ของ WD Blue SN550 ที่หลายคนนิยมซื้อมาอัพเกรดเครื่องกัน ดังนั้นถ้าความจุนี้มากเพียงพอแล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนแต่ไปเพิ่ม 2.5″ SATA III SSD เข้าไปแทนดีกว่า ส่วนชิปสำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Intel AX200 เป็นชิป Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ MU-MIMO, Intel vPro และ OFDMA และเป็นเสา 2*2 รองรับ Bluetooth 5.0 ด้วย

crystal

สำหรับ WDC SN530 รุ่น OEM ของ WD Blue SN550 ตัวนี้ จากหน้าสเปคจะมีความเร็ว Sequential Read 2,400 MB/s และ Sequential Write 950 MB/s และพอทดสอบด้วย CrystalDiskMark จะเห็นว่าความเร็ว Sequential Read และ Sequential Write นั้นได้เท่ากับที่เคลมเอาไว้ตรงหน้าสเปคเลยทีเดียว ส่วนถ้าใครคิดว่าความจุ 256GB ยังไม่มากพอใช้งาน อาจจะอัพเกรดไปเป็น WD Blue SN550, Kingston A2000 ความจุ 500GB ให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นก็ได้

r15 1
r20 1

ด้านการทดสอบด้วย CINBENCH R15 และ CINEBENCH R20 เพื่อเช็คประสิทธิภาพของซีพียูว่าสามารถใช้เรนเดอร์ 3D CG ได้ลื่นไหลหรือไม่ จะเห็นว่าผลการทดสอบของฝั่ง R15 จะได้คะแนน OpenGL 22.95 fps และ CPU 294 cb เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แค่พอเปิดดูได้ แต่ไม่แนะนำให้เอามาใช้ทำงานสายนี้นัก และ R20 ที่เน้นทดสอบประสิทธิภาพของตัวซีพียูเลย จะเห็นว่าได้คะแนน CPU เพียง 605 pts เท่านั้น เป็นตัวยืนยันชัดเจนว่า ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ไม่ใช่เครื่องที่ตอบโจทย์สำหรับงานสายกราฟฟิคนัก

3dmark

ด้านการทดสอบ 3D Mark ตัวโปรแกรมเลือกตัว Benchmark มาเป็น Sky Diver ที่เอามาใช้ทดสอบประสิทธิภาพของกราฟฟิคการ์ดออนบอร์ดโดยเฉพาะ และ AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ในซีพียูนั้นทำคะแนนรวมไปได้ 2,326 คะแนน

ซึ่งถึงจะได้คะแนนระดับที่ดูใช้ได้ แต่การ์ดจอออนบอร์ดรุ่นนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อการเล่นเกม ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมดูแล้ว พบว่าการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นนี้เพียงแค่พอเปิดได้ แต่ระหว่างเล่นเกมก็ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร

pcmark10 1

ส่วน PCMark 10 ที่ทดสอบว่าตัวเครื่องสามารถใช้ทำงานออฟฟิศได้ดีหรือเปล่า โดยจำลองการเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสาร, ประชุมออนไลน์ขึ้นมาและสลับไปเรื่อยๆ แล้ววัดเป็นผลคะแนน ซึ่งคะแนนเฉลี่ยของ ASUS ExpertBook L1 ตัวนี้ ทำไปได้ 2,793 คะแนน ซึ่งหลายคนอาจจะกังขาอยู่บ้างว่าคะแนนระดับนี้สามารถใช้ทำงานได้ดีหรือเปล่า

ถ้าพิจารณาแยกเป็นแต่ละหัวข้อเลย จะเห็นว่าคะแนน Essential ที่เป็นหมวดการใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดโปรแกรม, ประชุมออนไลน์และเปิดเว็บไซต์ ทำได้ 6,153 คะแนน ส่วน Productivity ที่ทดสอบด้านการทำไฟล์ Excel และพิมพ์งานด้วยซอฟท์แวร์ Word processing ทำได้ 5,194 คะแนน ซึ่งถ้าใครใช้งานเอกสารและประชุมออนไลน์ก็ถือว่าทำได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่จุดที่ ASUS ExpertBook L1 ยังแค่พอใช้ได้แต่ไม่แนะนำนัก คือการทำ Digital Content Creation อย่างการแต่งภาพ, ตัดต่อวิดีโอ จะทำได้แค่ 1,851 คะแนนเท่านั้น

affinity 2

และการ Benchmark ด้วย Affinity ที่เป็นโปรแกรมตัดต่อแต่งภาพเหมือนกับ Adobe Photoshop แล้ว จะเห็นว่าคะแนนการตัดต่อแต่งภาพของ AMD Ryzen 3 3250U ตัวนี้จะไม่ค่อยสูงนัก อาจจะอยู่ระดับแค่พอทำได้เท่านั้น โดยเฉพาะในส่วนของคะแนนด้าน GPU อย่าง Raser (Single GPU) จะทำได้แค่ 523 คะแนน และ Combined (Single GPU) จะทำได้แค่ 494 คะแนนเท่านั้น ซึ่งถือว่าอาจจะพอแต่งภาพในกรณีจำเป็นได้ แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้เป็นงานหลักเท่าไหร่ เพราะโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะเด่นในแง่เป็นเครื่องสำหรับทำงานออฟฟิศทั่วไปเป็นหลัก

Battery & Heat & Noise

ASUS

แบตเตอรี่ในตัว ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะเป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน (Li-ion) ขนาด 42Wh ความจุ 3,640 mAh (Typical) / 3,550 mAh (Rated) โดยตัวแบตเตอรี่จะวางตัวเป็นแนวยาวที่แถบที่วางข้อมือใต้ตัวเครื่อง

battmon 2

ซึ่งความจุนี้ เมื่อนำมาทดสอบตามมาตรฐานของทาง Notebookspec โดยเปิดเสียงลำโพงเพียง 10% ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุดและใช้โหมดประหยัดพลังงานแล้วดูคลิปความยาว 30 นาทีผ่านทาง Microsoft Edge แล้ว ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะใช้งานได้นานสุดที่ 10 ชั่วโมง 32 นาที ซึ่งถือว่าใช้งานต่อเนื่องได้นานระดับหนึ่งเลย ดังนั้นถ้าพกเครื่องไปติดต่องานนอกสถานที่หรือเข้าประชุมเป็นเวลานานๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางคัน

hwmonitor 1

ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนระบบระบายความร้อนของตัวเครื่องจะดึงอากาศเย็นจากด้านใต้เครื่องเข้ามาแล้วระบายออกทางฮีตซิ้งค์ที่เป่าลมร้อนออกที่ขอบบนตัวเครื่อง และตอนผู้เขียนทดสอบประสิทธิภาพตัวเครื่องด้วยโปรแกรม Benchmark ที่รีดประสิทธิภาพของตัวเครื่องก็จะได้ยินเสียงพัดลมดังขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับดังจนรบกวนการใช้งาน และอุณหภูมิที่ได้เมื่อวัดด้วย CPUID HWMonitor จะอยู่ที่ 46-81 องศา และเฉลี่ยที่ 58 องศาเซลเซียส ต้องถือว่าอุณหภูมิที่เกิดขึ้นตอนใช้โปรแกรมทดสอบตัวเครื่องรันทำงานหนักๆ ก็ไม่มีปัญหา และตอนใช้งานจริงเสียงพัดลมก็ถือว่าเบาหรือไม่มีเสียงเลยด้วยซ้ำหากไม่รันงานหนักๆ

User Experience

ASUS

ในแง่ประสบการณ์การใช้ ASUS ExpertBook L1 ทำงานดู นับว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับคนทำงานทั้งแบบนั่งออฟฟิศและคนที่พกเครื่องติดตัวไปประชุมหรือบรีฟงานกับลูกค้าก็ได้ เพราะถึงหน้าสเปคจะบอกว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีขนาด 14 นิ้วก็ตาม แต่มิติและการออกแบบต้องถือว่าดูเล็กและเบาจนบางครั้งรู้สึกว่าถือเครื่องขนาด 13 นิ้วอยู่เลย และระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ที่ทำได้ 10 ชั่วโมง 30 นาที ก็ถือว่าไว้ใจพกพาไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องมีอแดปเตอร์เลยก็ได้

ฝั่งของคนที่ต้องนั่งพิมพ์งานหน้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน ต้องถือว่าดีไซน์ ErgoLift Hinge ที่ยกตัวเครื่องให้เฉียงขึ้นทำให้วางมือพิมพ์งานได้สะดวกและไม่เมื่อยมือด้วย ส่วนของพอร์ตที่ให้มาก็มีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทำให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้เยอะและหลากหลายแบบดีด้วย อาจจะขาดแค่ SD card reader อีกอย่างเดียวก็จะครบเครื่องแล้ว แต่เท่าที่ ASUS ติดตั้งมาให้ ก็ถือว่าได้มาเยอะเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว

ASUS

ส่วนของคนที่กำลังสงสัย ว่า AMD Ryzen 3 3250U ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องเฉพาะการทำงานทั่วไปแล้ว ต้องถือว่าเดิมๆ ติดเครื่องกับแรม 4GB ออนบอร์ดนั้น สามารถใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสารทั่วไปได้อย่างแน่นอน ไม่มีปัญหาเรื่องหน่วงช้าอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครเอาไปทำงาน, ไปเรียนออฟหรือออนไลน์ก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้างานที่ทำเป็นไฟล์ Excel ที่มีจำนวน Cell ข้อมูลเยอะ หรือเปิดเบราเซอร์หลายๆ แท็บพร้อมกัน แนะนำว่าควรอัพเกรดแรมไปขั้นต่ำ 8GB หรือมากกว่านั้นเพื่อให้มีพื้นที่เผื่อเอาไว้สักหน่อยจะได้ไม่เจอปัญหาหน่วงจากแรมไม่พอใช้งาน และในแพ็คเกจยังมีเมาส์ไร้สายของ ASUS แถมมาด้วย เลยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมมากนัก ยกเว้นคนที่ต้องการเมาส์ที่มีระบบมาโครเพื่อเซ็ตปุ่มทางลัดพิเศษเอาไว้ใช้งานกับโปรแกรมหนึ่งเป็นพิเศษก็ค่อยซื้อเพิ่มเติมก็ได้ แต่ของแถมที่ติดมากับกล่องนั้นต้องถือว่า ASUS ให้มาเยอะพร้อมเริ่มใช้งานได้เลย

Conclusion & Award

ASUS

สุดท้ายแล้ว ถ้าใครเป็นคนที่หาโน๊ตบุ๊คสายทำงานและมีโจทย์หลักว่าต้องมีพอร์ตเชื่อมต่อหลากหลาย เพราะต้องเอาไปต่ออุปกรณ์หลากหลายแบบเพื่อทำงานหรือพรีเซนต์ล่ะก็ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจรุ่นหนึ่ง นอกจากนี้ยังอัพเกรดเพิ่มแรม, SSD ในเครื่องได้พร้อมมีอุปกรณ์สำหรับอัพเกรดแถมมาในกล่องด้วย ต้องถือว่าเป็นเครื่องที่ตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มคนทำงานได้ดีรุ่นหนึ่ง และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยให้มาแบบครบเครื่อง ทั้งระบบสแกนลายนิ้วมือ, TPM 2.0, Kensington Lock เรียกว่าเสริมความเป็นส่วนตัวและรักษาความปลอดภัยทั้งกายภาพและดิจิตอลของเครื่องนี้ได้ดีเลย

นอกจากนี้ เรื่องการดีไซน์น้ำหนักและมิตัวเครื่องนั้น ต้องถือว่า ASUS นั้นทำให้ ExpertBook L1 เครื่องนี้สวยและดูดี และตัวเครื่องเวลาพกพาหรือหยิบเครื่องไปไหนมาไหน ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีขนาดเครื่องเล็กกว่า 14 นิ้ว เวลาใช้งานจริงพกพาไปไหนมาไหนก็รู้สึกพกพาง่ายมากอีกด้วย

ASUS

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะขาดพอร์ต SD หรือ microSD card reader และควรอัพเกรดแรมในตัวเครื่องเพิ่มเติมด้วยถ้าใช้งานหนักแล้ว ก็มีเรื่องประสิทธิภาพของการ์ดจอออนบอร์ดที่อยู่ระดับใช้งานได้ แต่ไม่แนะนำให้เอาไว้ทำงานแต่งภาพหรือเอาไปเล่นเกม เพราะก็ไม่ใช่โจทย์งานของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าโจทย์การใช้งานคือการพกพา ทำงาน อัพเกรดเครื่องได้และราคาไม่แพงเกินไป ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากรุ่นหนึ่ง

award

award new mobility

Best Mobility

โน๊ตบุ๊คที่น้ำหนักเครื่องราว 1.47 กิโลกรัม รวมอแดปเตอร์แล้วหนักราว 1.75 กิโลกรัมนั้น เรียกว่าหาได้ทั่วๆ ไปในท้องตลาด ณ ตอนนี้ แต่จุดที่ทำให้ ASUS ExpertBook L1 ได้รางวัล Best Mobility นั้น คือเรื่องการบาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่อง, การออกแบบมิติตัวเครื่องที่ทำให้ตัวเครื่องขนาด 14 นิ้วดูเล็กเหมือนเครื่องขนาด 13 นิ้วหรือเล็กกว่านั้น ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้พกติดตัวไปไหนมาไหนได้ง่ายมาก

award new value

best value

ในแง่ Best Value จากมุมของผู้เขียน นอกจากพอร์ตด้านข้างตัวเครื่องที่ให้มาแบบครบเครื่องพร้อมใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมหรือหัวแปลงมาเสริมให้เสียเงินเพิ่ม อัพเกรดแรมได้สูงสุด 32GB และมีอแดปเตอร์สำหรับเสริม 2.5″ SATA III SSD เอาไว้เซฟงานเพิ่มเติมได้ด้วย เรียกว่าถ้ามองลึกๆ แล้วถือว่าคุ้มค่าครบเครื่องมาก

from:https://notebookspec.com/web/618973-review-asus-expertbook-l1

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี 7 รุ่น น่าใช้ แยกตามจุดเด่น เริ่มแค่ 20,990 บาท

ถ้ามองหาโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ตอนนี้ไม่ใช่แค่สเปคอย่างเดียว แต่มาดูที่จุดเด่นไปเลยดีกว่า

laptop2021 cover

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2021 นั้น ต้องถือว่ามีทั้งรุ่นน่าสนใจและรุ่นที่เด่นเป็นดาวค้างฟ้าที่ผู้ใช้หลายๆ คนยังตามหาอยู่ให้เลือกซื้อกันหลากหลายรุ่นทีเดียว โดยเฉพาะปลายปีนี้ผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คแต่ละแบรนด์ก็พากันเปิดตัวโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ ที่สเปคดีและคอนเซปท์น่าสนใจออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าใครมีงบประมาณพอซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่สักเครื่อง ตอนนี้ก็ถือว่าน่าสนใจมาก

ซึ่งถ้าคำถามคือจะซื้อรุ่นไหนดี ส่วนตัวผู้เขียนที่มักถูกคนรอบตัวถามเช่นนี้บ่อยๆ ก็อยากแนะนำโน๊ตบุ๊คไปตามจุดเด่นจุดขายให้เลือกซื้อโดยไม่กำหนดด้วยเรทราคา แต่เน้นรุ่นที่ดีสุดตามโจทย์หลักที่ตั้งใจเอาไว้ไปเลย เวลาซื้อเครื่องมาใช้งานจะได้ตอบโจทย์ตรงใจที่สุดไม่ต้องติดใจกับอาการ “ไม่สุด” อย่างที่ใครหลายคนอาจจะเคยเจอนั่นเอง

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี

7 โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี แบบแยกตามจุดเด่นให้เลือกไปใช้

จากก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้เลือกแนะนำโน๊ตบุ๊คตามระดับราคากับกลุ่มผู้ใช้โดยเฉพาะไปเป็นระยะๆ แต่ถ้าเลือกไปตามจุดเด่นของโน๊ตบุ๊คและแยกเป็นประเภทที่ผู้ใช้มักถามหาบ่อยๆ แล้ว โจทย์โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีของผู้เขียนจะจำกัดรุ่นตามจุดเด่นได้ทั้งหมด 7 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. ได้ความสดใหม่ ใช้ Windows 11 – Acer Aspire Vero AV15 (20,990 บาท)
  2. เอาเครื่องเบาสเปคคุ้มๆ หน่อย – Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 (22,900 บาท)
  3. หน้าจอคุณภาพดีเพื่อสายอาร์ต – ASUS Vivobook 15 OLED (26,990 บาท)
  4. ตัวเบาเท่าแท็บเล็ตต้องรุ่นนี้ – Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 (30,990 บาท)
  5. เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคดีอัพได้ – ASUS TUF Gaming F15 (33,990 บาท)
  6. อยากเล่นเกมปรับสุดมารุ่นนี้ – Acer Nitro 5 AN515 (49,990 บาท)
  7. RTX 3080 ที่แรงและคุ้มสุด – Lenovo Legion 7 16ACHG6 (77,900 บาท)
1. ได้ความสดใหม่ ใช้ Windows 11 – Acer Aspire Vero AV15 (20,990 บาท)

20211013 225918 c

ถ้าถามหาความสดใหม่กับบทความโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีล่ะก็ มีโน๊ตบุ๊คของ Acer ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานอย่าง Acer Aspire Vero AV15 โน๊ตบุ๊คสายทำงานรุ่นใหม่ที่บอดี้ทำจากพลาสติกผ่านการใช้งานรีไซเคิล (PCR) และติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 มาให้ตั้งแต่เปิดเครื่อง ไม่ได้เป็นการอัพเกรดจาก Windows 10 อีกด้วย เรียกว่าสดใหม่ที่สุดในนาทีนี้และซอฟท์แวร์ในเครื่องยังติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานและมีระบบสแกนลายนิ้วมือติดมาให้ใช้ด้วย

สเปคเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5 GHz สถาปัตยกรรม Intel Tiger Lake รุ่นหใม่ล่าสุด ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7 ใส่ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home กับโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมใช้งานทันที มีแรมในตัว 8GB DDR4 บัส 3200 MHz มีช่องอัพเกรดแรมติดตั้งมาให้ 1 ช่อง ติดตั้งหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มีพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.0 อีกด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น เรียกว่าถ้าใครอยากได้โน๊ตบุ๊คสายทำงานที่สเปคสดใหม่ที่สุดในตอนนี้ ก็แนะนำให้ดูรุ่นใหม่นี้ได้เลย

สเปคของ Acer Aspire Vero AV15
  • ซีพียู Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.8 กิโลกรัม
  • ราคา 20,990 บาท (ราคากลาง)
2. เอาเครื่องเบาสเปคคุ้มๆ หน่อย – Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 (22,900 บาท)

20210710 222254 c 1

ถ้าอยากได้เครื่องเบาพกง่ายสักหน่อย แต่สเปคก็แรงไม่น้อยหน้าใครล่ะก็ Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 รุ่นนี้จัดว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะน้ำหนักตัวเพียง 1.41 กิโลกรัม แต่สเปคก็จัดว่าคุ้มค่าและมีระบบสแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องติดตั้งมาให้ใช้อีกด้วย เรียกว่าให้มาครบเครื่องพร้อมใช้งาน บอกเลยว่าเป็นรุ่นที่น่าใช้อีกรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเป็นส่วนตัวเลยในบทความโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3 GHz เป็นซีพียูแบบประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ส่วนการ์ดจอเป็นออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics มี 7 คอร์ ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home และโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้ใช้แบบครบถ้วน มีแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz และหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS พร้อมพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2, USB-C 3.2, HDMI อย่างละ 1 พอร์ต เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.41 กิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้นคนที่อยากได้โน๊ตบุ๊คสเปคแรงและน้ำหนักเบาพกง่ายด้วย แนะนำให้ดู Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 เครื่องนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Lenovo IdeaPad 3 14ALC6
  • ซีพียู AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics มี 7 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2, USB-C 3.2, HDMI อย่างละ 1 พอร์ต
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.41 กิโลกรัม
  • ราคา 22,900 บาท (Advice, JIB)
3. หน้าจอคุณภาพดีเพื่อสายอาร์ต – ASUS Vivobook 15 OLED (26,990 บาท)

20211013 122754 c

ถ้าโจทย์โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีเน้นว่าต้องได้รุ่นหน้าจอสีสันแม่นยำ สวยและได้รับการการันตีคุณภาพสี Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 ในระดับราคาไม่เกิน 30,000 บาท อย่างไรก็ต้อง ASUS VivoBook 15 OLED ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ ให้เลือก นับแล้วถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ทาง ASUS ติดตั้งหน้าจอพาเนลคุณภาพดีเกินตัวมาให้ใช้ ซึ่งผู้ที่สนใจรายละเอียดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่

ซีพียูของรุ่นที่เลือกมาแนะนำเป็น Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel Iris Xe Graphics G7 ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมใช้ในตัว ส่วนแรมเป็นแบบออนบอร์ดความจุ 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED คุณภาพสูง ติดตั้งพอร์ต USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 รองรับการเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0 ด้วย ส่วนตัวเครื่องหนักที่ 1.8 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครต้องทำงานสายอาร์ตอยู่บ่อยๆ แล้วโฟกัสเรื่องสีสันสวยงามและแม่นยำเป็นหลักล่ะก็ ASUS รุ่นนี้จัดว่าเด่นแบบไม่ควรมองข้ามเลย

สเปคของ ASUS VivoBook 15 OLED
  • ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED
  • มีพอร์ต USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.8 กิโลกรัม
  • ราคา 26,990 บาท (Advice, JIB)
4. ตัวเบาเท่าแท็บเล็ตต้องรุ่นนี้ – Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 (30,990 บาท)

20210515 161300 c

ถ้าถามว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีแล้วอยากได้เครื่องที่เบาสุดๆ เท่าที่โน๊ตบุ๊คสักเครื่องจะเบาได้ ผู้เขียนเห็นว่า Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 เครื่องนี้ที่น้ำหนักตัวยังไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัมดี แต่สเปคและงานประกอบเรียกว่าเนี๊ยบมากสมกับเป็นมาตรฐานญี่ปุ่น และดีไซน์ก็ดูเรียบหรูใช้ได้ ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ มีแรมออนบอร์ดมา 8GB LPDDR4x บัส 4266 MHz หน้าจอมีขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูง ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.1 กับ USB-C 3.1 อย่างละ 2 ช่องและ HDMI x 1 ช่อง การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0 และตัวเครื่องเบาเพียง 980 กรัมเท่านั้น เรียกว่าเบาจนเทียบเท่ากับแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งแต่งานประกอบและบอดี้ตัวเครื่องจัดว่าแข็งแรงทีเดียว

สเปคของ Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928
  • ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 4266 MHz
  • หน้าจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB-A 3.1 กับ USB-C 3.1 อย่างละ 2 ช่องและ HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 980 กรัม
  • ราคา 30,990 บาท (JIB)
5. เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคดีอัพได้ – ASUS TUF Gaming F15 (33,990 บาท)

20210903 032918 c

ถ้าอยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีและคุ้มเงิน อัพเกรดเพิ่ม SSD และแรมได้ด้วยล่ะก็ ASUS TUF Gaming F15 เครื่องนี้จัดว่าน่าสนใจมาก เพราะมีช่องของแรมและ SSD อย่างละ 2 ช่องทีเดียว และสเปคก็ถือว่าแรงระดับเล่นเกม AAA ในปัจจุบัน ที่ความละเอียด Full HD ปรับกราฟฟิคไว้ที่ High ได้เลย ส่วนผู้ที่สนใจสามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่

สเปคของรุ่นที่เลือกมาแนะนำเป็น Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz จับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6 ใส่ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมแรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว มีความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz ส่วนพอร์ตมี USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 พอร์ต เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.2 ได้ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมาเล่นเกมแทนที่จะประกอบเกมมิ่งพีซีแล้วตัดความกลุ้มเรื่องการ์ดจอราคาแพงไปเลยจะเริ่มจากรุ่นนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน

สเปคของ ASUS TUF Gaming F15
  • ซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 2.3 กิโลกรัม
  • ราคา 33,990 บาท (Advice, JIB, TopValue)
6. อยากเล่นเกมปรับสุดมารุ่นนี้ – Acer Nitro 5 AN515 (49,990 บาท)

20210529 021512 c 1

สำหรับคนที่มีงบซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้วคิดว่าโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีถึงจะเล่นเกม AAA ปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดได้บนความละเอียด Full HD, QHD ล่ะก็ ควรดู Acer Nitro 5 AN515 รุ่นนี้ที่ติดตั้งการ์ดจอแยกตัวแรงมาให้ในตัว และถ้าใครเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมงล่ะก็ Nitro 5 Series เองก็ระบายความร้อนตอนเล่นเกมได้ดีไม่แพ้กับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน

สเปคเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i7-11800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.3-4.6 GHz จับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6 พร้อม SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 Home ติดตั้งมาให้ในตัวพร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอหลักมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz พร้อมพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.2 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครหาคิดอยู่ว่าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีในงบประมาณครึ่งแสนแล้วได้สเปคแรงคุ้ม เล่นเกม AAA ได้อีกหลายปีไม่ต้องเปลี่ยนให้เสียเงินบ่อยๆ รุ่นนี้เรียกว่าน่าสนใจมาก

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515
  • ซีพียู Intel Core i7-11800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.3-4.6 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 2.2 กิโลกรัม
  • ราคา 49,990 บาท (JIB)
7. RTX 3080 ที่แรงและคุ้ม – Lenovo Legion 7 16ACHG6 (77,900 บาท)

20210405 114907 c

สุดท้ายเรียกว่าเป็นดาวค้างฟ้าถ้ากำลังมองหาอยู่ว่าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ก็ต้องยกให้ Lenovo Legion 7 16ACHG6 รุ่นนี้ไปโดยไม่ต้องสงสัย เพราะนอกจากสเปคจะแรงหายห่วงเพราะใช้การ์ดจอรุ่นแรงสุดของ NVIDIA แล้ว ยังได้หน้าจอความละเอียดสูงที่รองรับ 100% sRGB, Dolby Vision, HDR 400, AMD FreeSync, NVIDIA G-SYNC อย่างครบถ้วนอีกด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่

สเปคของตัวเครื่องถือว่าจัดเต็มสุดๆ ด้วยซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6 GHz จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2 ตัว ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ ส่วนแรมมีความจุ 32GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 16.1 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165 Hz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 3 และ HDMI x 1 พอร์ต ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม เรียกว่าเป็นดาวค้างฟ้าถ้าถามหาว่าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ซึ่งสเปคเรียกว่าแรงและเปิดเกม AAA ความละเอียดสูงได้หลายปีแน่นอน

สเปคของ Lenovo Legion 7 16ACHG6
  • ซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2
  • แรม 32GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 16.1 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 3 และ HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 2.5 กิโลกรัม
  • ราคา 77,900 บาท (Advice)

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีทั้ง 7 รุ่น

โดยสรุปสเปคของโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีทั้ง 7 รุ่นเป็นตารางจะเป็นดังนี้

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ซีพียู, การ์ดจอ SSD, RAM หน้าจอ พอร์ตและการเชื่อมต่อ ระบบปฏิบัติการ ราคา
Acer Aspire
Vero AV15
Intel Core
i5-1155G7

Intel Iris Xe Graphics G7

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD IPS
USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows
11 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

20,990 บาท
Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 AMD Ryzen 7 5700U

AMD Radeon Graphics มี 7 คอร์

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

14 นิ้ว
FHD IPS
USB 2.0

USB-A 3.2

USB-C 3.2

HDMI
อย่างละ 1 พอร์ต

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

22,900 บาท
ASUS VivoBook 15 OLED Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics G7

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD OLED
USB 2.0 x 2

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

26,990 บาท
Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics G7

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB LPDDR4x
บัส 4266 MHz

13.3 นิ้ว
FHD IPS
USB-A 3.1 x 2

USB-C 3.1 x 2

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home 30,990 บาท
ASUS TUF Gaming F15 Intel Core
i5-11400H

NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

Windows 10 Home 33,990 บาท
Acer Nitro 5 AN515 Intel Core
i7-11800H

NVIDIA GeForce RTX 3070

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

16GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home 49,990 บาท
Lenovo Legion 7 16ACHG6 AMD Ryzen 9 5900HX

NVIDIA GeForce RTX 3080

M.2 NVMe
ความจุ 1TB x 2

32GB DDR4
บัส 3200 MHz

16.1 นิ้ว WQXGA IPS

Refresh Rate 165 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 3

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home 77,900 บาท

ถึงจะเห็นสเปคทั้งหมดแล้ว แต่จริงๆ แล้วโน๊ตบุ๊คเครื่องหนึ่งก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเน้นเรื่องความคุ้มมาก, น้ำหนักเบาหรือมีความสดใหม่ล้ำสุดในกลุ่มโน๊ตบุ๊คด้วยกันในปัจจุบันนี้ ซึ่งโจทย์การเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่สักเครื่องของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปตามเป้าหมายของการใช้งาน แต่อย่างไรผู้เขียนก็คิดว่ารุ่นที่เลือกมาเป็นรุ่นเด่นในด้านต่างๆ จากมุมของผู้เขียนเองเท่านั้น แต่ก็มีรุ่นอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันให้เลือกอยู่อีกมากมายอย่างแน่นอน ดังนั้นอาจจะใช้รุ่นในบทความนี้เป็นแนวทางแล้วเลือกซื้อหรือจะเลือกตามที่แนะนำไปก็ดีเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

logitech cover 1

laptop cover

asus cover

from:https://notebookspec.com/web/584101-7-recommended-laptop-in-late-2021

Review ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS รุ่นเรือธงตัวท็อปกับค่าตัวแสนสอง แรงไม่ต้องสืบ!

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS ตัวแรงระดับเรือธง แรงจนเกมมิ่งพีซีบางเครื่องต้องยอม!

rog cover

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS ถ้านับแล้วถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงรุ่นแรงสุดขีดจนเทียบชั้นเกมมิ่งพีซีสเปคแรงได้สบายๆ หรือบางคนอาจจะเรียกว่า Desktop replacement laptop ก็ไม่ผิดนัก ซึ่งรหัส GX551QS ตัวนี้เรียกว่าเป็นรุ่นใหม่ภาคต่อจาก ROG Zephyrus Duo 15 SE รุ่นหน้าจอ 4K 120 Hz ที่ทางเว็บไซต์เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นจะนับรุ่นนี้เป็นไมเนอร์เชนจ์ก็ไม่ผิด และก็ยังคงความแรงจัดเต็มเอาไว้เหมือนเดิมเพื่อให้เกมเมอร์ที่อยากเล่นเกมให้สนุก ปรับกราฟฟิคให้เต็มพิกัดก็ทำได้แล้วเล่นเกมได้อย่างมีความสุขได้เลย

ด้านดีไซน์ของตัวเครื่องที่เป็นหน้าจอคู่ได้แก่หน้าจอหลักกับหน้าจอทัช ROG ScreenPad Plus ที่ต่อยอดจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX582 ทาง ASUS เองก็นำยังติดตั้งไว้ให้ใช้ในเครื่องนี้แบบครบถ้วน รวมทั้งระบายความร้อน AAS+ ที่ ASUS ประกอบมาให้ก็ช่วยระบายความร้อนระหว่างเล่นได้ดี เรียกว่าเกมเมอร์ที่มีงบประมาณมาลงกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแรงๆ สักตัว น่าจะชื่นชอบเครื่องนี้ไม่น้อยเลย

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE

นอกจากนี้ ด้านสเปคที่อัพเดทซีพียูให้เป็นรุ่นใหม่สเปคแรงขึ้นอย่าง AMD Ryzen 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 กับแรม 32GB (16+16GB) DDR4 บัส 3200 MHz แล้วอัพเกรดไปได้สูงสุด 48GB และ SSD แบบ M.2 NVMe 1TB และยังใส่ได้ 2 ช่องนั้น ต้องถือว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ตัวใหม่นี้แรงสุดขั้วเพื่อเกมเมอร์จริงๆ 

NBS Verdict

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07865

 

ในยุคนี้ที่การ์ดจอแยกสักตัวหายากและราคาแพงเท่ากับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงๆ สักตัวแล้ว การเปลี่ยนจากการ์ดจอสักตัวอาจจะแพงกว่ามาซื้อ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE รุ่นใหม่ที่ราคาขาย ณ ปัจจุบันนี้อยู่ที่ 199,990 บาท นั้น ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคแรงระดับ Desktop replacement สักตัวเอาไว้เล่นเกมโดยไม่ต้องประกอบคอมให้เหนื่อยแล้ว ยังมีประกันตัวเครื่องคอยดูแลถึงบ้าน แค่ต่อหน้าจอแยกความละเอียดสัก QHD ก็เล่นเกมได้อย่างมีความสุขแล้ว และคุณภาพงานประกอบเองก็ถือว่าอยู่ในระดับพรีเมี่ยม เรียกว่านอกจากสเปคจะแรงฟังก์ชั่นจะเลิศงานประกอบก็สมตัวอีกด้วย

ด้านของ ROG Intelligent Cooling ที่ดึงอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อนในตัวเครื่องผ่านทางช่องว่างด้านใต้หน้าจอ ROG ScreenPad Plus เอง ก็ถือว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาด ที่ทำให้ชิ้นส่วนภายในไม่ร้อนเกินไป และเมื่อจับคู่กับระบบระบายความร้อน Liquid Metal จาก Thermal Grizzly ยิ่งทำให้เกมเมอร์สามารถเล่นเกมได้อย่างเต็มอิ่มต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงสบายๆ นอกจากนี้ลำโพง Dolby Atmos เองก็ช่วยให้ฟังเพลงได้อารมณ์ ฟังเพลงได้เพลิดเพลินสมราคาค่าตัวเป็นอย่างมาก เรียกว่าด้านความบันเทิงทั้งหมดนั้นไม่มีข้อกังขาเลย

แต่จุดที่ขอนับเป็นจุดสังเกตหลักๆ ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ หลักๆ คือการอัพเกรดตัวเครื่องในรุ่นใหม่ล่าสุดถูกเปลี่ยนเป็นน็อต Torx หัวเล็ก ทำให้ผู้ใช้แกะตัวเครื่องเองได้ลำบากขึ้น ถ้าต้องการอัพเกรดเพิ่มแรมให้สุดที่ 48GB เท่าที่โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้รับไหวก็ควรยกไปหาช่างที่ศูนย์บริการเป็นผู้จัดการให้จะดีกว่า และอีกส่วนคือหน้าจอของตัวเครื่องปรับความละเอียดลงจาก 4K 120 Hz เหลือแค่ 1080p 300 Hz เรียกว่ายอมลดความละเอียดลงแต่เพิ่มค่า Refresh Rate ให้สูงขึ้นแทน ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนเองคิดว่าก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก อาจจะต่อหน้าจอแยกความละเอียดสูงขึ้นแล้วเล่นเกมก็ได้เหมือนกัน และกล้อง Webcam ยังต้องต่อแยกผ่านพอร์ต USB อยู่ เพราะขอบหน้าจอบางเท่ากันทั้ง 3 ด้าน และยังไม่มีระบบสแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ ดังนั้นเวลาจะเล่นเกมก็ต้องพิมพ์รหัสผ่านเช่นเดิม

จุดเด่นของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS
  1. ติดตั้ง AMD Ryzen 9 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานและเล่นเกมได้เป็นอย่างดี
  2. การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 มาให้ ปรับกราฟฟิคตอนเล่นเกม AAA ในระดับสูงสุดได้สบายๆ
  3. หน้าจอความละเอียด Full HD ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB มี Pantone Validated
  4. หน้าจอแยก ROG ScreenPad Plus เป็นหน้าจอเสริมที่รองรับการทัชบนหน้าจอ ช่วยให้ใช้งานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
  5. สเปคแรงแบบไม่ต้องอัพเกรดก็ได้ มีแรม 32GB และ SSD แบบ M.2 NVMe 1TB อีก 2 ช่อง ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมเล่นเกมทันที
  6. ทัชแพดออกแบบให้สลับโหมดเป็น Numpad ได้ จะทำงานหรือเล่นเกมก็สะดวก
  7. ระบบเสียงเป็น Dolby Atmos ติดตั้งลำโพงหลัก 4 วัตต์ 2 ตัว กับ Tweeter กำลังขับ 2 วัตต์อีก 2 ตัว ให้มิติเสียงที่น่าประทับใจ
  8. พอร์ต USB-C รองรับการต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort และรองรับการชาร์จแบตเตอรี่มาตรฐาน USB Power Delivery แต่ต้องใช้อแดปเตอร์ 100 วัตต์ชาร์จ
  9. พอร์ตเป็น HDMI 2.0b อีก 1 ช่อง รวมแล้วต่อหน้าจอแยกเพื่อเล่นเกมได้สูงสุด 2 จอแยกและ 1 จอโน๊ตบุ๊ค
  10. ได้ประกัน On-site service 3 ปี ช่วยดูแลตัวเครื่องเมื่อมีปัญหา
ข้อสังเกตของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS
  1. ถ้าต้องการอัพเกรดตัวเครื่องควรยกไปให้ศูนย์บริการอัพเกรดใหม่ เนื่องจากตัวเครื่องใช้หัวน็อต Torx แบบเล็กพิเศษ
  2. หน้าจอหลักลดความละเอียดจาก 4K 120 Hz ลงมาเหลือ 1080p 300 Hz 
  3. ถ้าต้องประชุมออนไลน์หรือไลฟ์สตรีมเกม ยังต้องต่อ Webcam แยกอยู่
  4. ยังไม่มีระบบสแกนใบหน้าหรือนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่อง

รีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS

Specification

rog

สเปคของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ จัดว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคแรงสุดของทาง ASUS ซึ่งแรงระดับทดแทนเกมมิ่งพีซีได้สบายๆ พร้อมฟีเจอร์เด่นๆ ครบเครื่องทั้ง ROG ScreenPad Plus และลำโพง Dolby Atmos คุณภาพเสียงดีขึ้นและมีกล้อง Webcam ของ ASUS แถมมาให้ใช้งานอีกด้วย

สเปคเครื่องนี้จะอัพเดทจากรุ่นก่อนหน้านี้ โดยใช้ซีพียู AMD Ryzen 9 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.8 GHz จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 มีแรม 16GB GDDR6 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2 ตัว ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมอัพเดทเป็น Windows 11 ได้ทันที มีแรมในเครื่อง 32GB DDR4 บัส 3200 MHz เป็นแรมออนบอร์ดและ SO-DIMM อย่างละ 1 ตัว อัพเกรดได้สูงสุด 48GB ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 300 Hz และหน้าจอทัช ROG ScreePad Plus ขนาด 14.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD ทำมุม 13 องศา เมื่อกางหน้าจอเครื่องขึ้นมาใช้งาน ส่วนการเชื่อมต่อมีพอร์ต USB-A 3.2 Gen 2 x 3, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับการต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery, RJ45 LAN x 1, MicroSD Card Reader x 1, HDMI 2.0b x 1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. x 1 ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1 เรียกว่าสเปคนั้นแรงหายห่วง พร้อมเล่นเกมและทำงานหนักๆ ได้อย่างแน่นอน

สเปคของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE
  • ซีพียู AMD Ryzen 9 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.8 GHz
  • การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 มีแรม 16GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2 ตัว
  • แรม 32GB DDR4 บัส 3200 MHz รองรับสูงสุด 48GB
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 300 Hz
  • หน้าจอทัช ROG ScreePad Plus ขนาด 14.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 Gen 2 x 3, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับการต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery, RJ45 LAN x 1, MicroSD Card Reader x 1, HDMI 2.0b x 1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. x 1
  • การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home รองรับการอัพเดทเป็น Windows 11
  • ราคา 119,990 บาท (ASUS Thailand Official Shopee Mall)

Hardware & Design

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07870

สำหรับดีไซน์ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ เรียกว่าเป็นบอดี้ดีไซน์เกมมิ่งแบบ 2 หน้าจอ ติดตั้งหน้าจอสัมผัส ROG ScreenPad Plus ที่ยกจากสาย ZenBook ของทางค่ายมาติดตั้งไว้เป็นหน้าจอที่สอง ทำให้เวลาทำงานแล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งานก็สามารถแยกฟังก์ชั่นที่ต้องการใช้หน้าจอสัมผัสควบคุม เช่น Timeline ของการตัดต่อวิดีโอหรือฟังก์ชั่นควบคุมของโปรแกรมแต่งเสียงหรือ DJ มาแตะสัมผัสตรงนี้ได้ หรือถ้าเป็นสตรีมเมอร์ก็สามารถเอาหน้าจอแชตและหน้าต่างมอนิเตอร์โปรแกรมสตรีมมิ่งที่ตรงนี้ได้ทันที

เมื่อมองหน้าตรง จะเห็นว่าตัวเครื่องระหว่างหน้าจอหลักและ ROG ScreePad Plus ที่ยกตัวขึ้น 13 องศาจะวางตัวต่อเนื่องกันโดยมีขอบหน้าจอด้านล่างเป็นแนวคั่นกลางเอาไว้ เมื่อดูหน้าตรงจะเห็นว่าตัวเครื่องดูใหญ่อลังการกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วหลายๆ รุ่นอย่างชัดเจน

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07872

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07937 1
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07930
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07877 1
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07957

เมื่อมีหน้าจอ ROG ScreePad Plus ติดตั้งเข้ามาด้วย แถบคีย์บอร์จึงต้องเลื่อนลงมาด้านล่างจนติดขอบล่างแล้วย้ายเอาตัวทัชแพดไปไว้ด้านข้างขวามือแทน ซึ่งหน้าจอเสริมตัวนี้จะยกตัวด้วยระบบกลไกง่ายๆ ซึ่ง ASUS ออกแบบเป็นเหมือนขาโต๊ะพับที่พอพับหน้าจอลง ขาโลหะจะนอนราบแล้วชักหน้าจอให้เรียบติดเป็นระนาบเดียวกับคีย์บอร์ดและดันตัวหน้าจอขึ้นเวลากางหน้าจอ เป็นการออกแบบง่ายๆ แต่แข็งแรงทีเดียว และทาง ASUS ก็ติดสติกเกอร์เตือนผู้ใช้ไม่ให้เอาอะไรไปขัดตรงช่องนี้ของตัวเครื่องเพื่อป้องกันความเสียหายด้วย

พอมองลอดเข้าไป จะเห็นว่าด้านใต้หน้าจอเสริมของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะมีลำโพงหลัก 2 ตัวติดตั้งเอาไว้ ส่วนลำโพง Tweeter อีกสองตัวจะอยู่ขอบตัวเครื่องด้านบนสุดที่ต่อขาฐานหน้าจอเข้ากับตัวเครื่องขนาบด้านข้างไฟแสดงสถานะทั้ง 3 ดวงไว้ ส่วนช่องว่างด้านใต้ ROG ScreePad Plus ตัวนี้จะเป็นช่องรับลมเข้าหลักคู่กับช่องด้านใต้ตัวเครื่องด้วย เพื่อช่วยให้อุณหภูมิในเครื่องไม่ร้อนเกินไป

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07881

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07886
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07931
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07882
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07885

ส่วนดีไซน์ด้านหลังเครื่องจะคงเอกลักษณ์สไตล์ ROG เอาไว้ โดยดีไซน์ให้ฝาหลังเครื่องเป็น 2 ลวดลาย คือลายจุดแบบเกมมิ่งตัดเฉียงด้วยพื้นเรียบพร้อมโลโก้ ROG ส่วนขอบด้านล่างสกรีนคำว่า Republic of Gamer เอาไว้เหนือช่องตัดเว้นระหว่างขาฐานจอทั้งสองฝั่ง โดยทาง ASUS ตัดเว้นเอาไว้เพื่อให้เสียบสายเข้าพอร์ตด้านหลังเครื่องได้สะดวกและไม่ติดกับขอบหน้าจอด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07959

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07859
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07860

ตอนพับหน้าจอตามปกติแล้ว ส่วนขอบบนสุดของตัวเครื่องที่ ROG ScreePad Plus บังเอาไว้ จะเป็นลายฉลุจุดเหมือนกับฝาหลังของตัวเครื่อง ติดไฟแสดงสถานะ 3 ดวงเอาไว้และมีลำโพง Tweeter ขนาบไว้ 2 ด้านด้วยกัน ซึ่งไฟทั้ง 3 ดวงมีไฟแสดงสถานการทำงานของตัวเครื่อง, ไฟแสดงการชาร์จแบตเตอรี่และไฟแสดงการทำงานของฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07887

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07888
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07893
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07889
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07890

จากด้านบนที่ดูอลังการแล้วด้านใต้ตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ดีไซน์ให้ความรู้สึกเหมือนยานอวกาศยิ่งขึ้นด้วยแนวเส้นช่องลมเข้าที่เป็นเส้นยาวแนวเฉียงเหมือนเส้นความเร็วในภาพยนตร์ มีปุ่มยางรองใต้เครื่องติดเอาไว้ 6 จุด โดยตัวปุ่มยางด้านหลังใกล้กับช่องระบายความร้อนจะสูงกว่าด้านหน้า เพื่อยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นและโน้มมาหาผู้ใช้เล็กน้อยแล้วช่วยให้โซนกรอบสี่เหลี่ยมคางหมูที่มีพอร์ตหลังเครื่องติดตั้งอยู่ติดกับพื้น 

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07876

องศาการกางหน้าจอหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เวลาดันไปจนสุดแล้วจะกางได้ราว 130 องศา และตัว ROG ScreenPad Plus จะยกตัวขึ้นราว 13 องศาด้วยกัน ซึ่งระยะการกางระดับนี้จะวางเล่นเกมบนโต๊ะทำงานตามปกติก็ได้ หรือถ้ามีแท่นวางโน๊ตบุ๊คมาเสริมแล้วต่อหน้าจอแยกเพื่อเล่นเกมด้วย ก็สามารถจัดหน้าจอให้ได้องศาที่เรามองเห็นได้ง่ายขึ้น

ในส่วนของดีไซน์รอบตัวเครื่องแล้ว จะเห็นว่าบอดี้และการออกแบบทั้งหมดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE รุ่นใหม่นี้ยังใช้บอดี้เหมือนกับรุ่นก่อนหน้า ที่ประสิทธิภาพการทำงานและระบายความร้อนยังทำได้ดีไม่มีปัญหา ดังนั้นจุดที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของสเปคเป็นหลัก

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07960

ส่วนอุปกรณ์เสริมที่ทาง ASUS ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่องกับอแดปเตอร์หลักที่กำลังจ่ายไฟสูงแล้ว จะมีอแดปเตอร์รองขนาดพกพาที่ชาร์จเข้าทางพอร์ต USB-C ได้, ROG Eye กล้องหน้าความละเอียด 1080p 60 fps และที่วางข้อมือยางเอาไว้ซัพพอร์ตข้อมือตอนวางมือลงคีย์บอร์ดแล้วเล่นเกม ทำให้ไม่ต้องเกร็งข้อมือมากเกินไป

Screen & Speaker

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07915

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07916
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07917
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07919
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07940

หน้าจอขนาด 15.6 นิ้วที่เป็นหน้าจอหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้มีมีความละเอียด Full HD พาเนล IPS และค่า Refresh Rate 300 Hz ซึ่งถือว่าลื่นมากทีเดียว และเป็นหน้าจอ Anti-glare ป้องกันแสงสะท้อนเข้าดวงตา ส่วนดีไซน์เป็น NanoEdge Display ที่ขอบหน้าจอบางทั้ง 3 ด้านและมีขอบล่างหนาอยู่ส่วนหนึ่งพร้อมเขียนชื่อรุ่นเอาไว้ว่า ROG Zephyrus แต่จุดสังเกตหลักของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตระกูล ROG หลายๆ รุ่นคือ มักไม่มีกล้อง Webcam ติดตั้งเอาไว้ตรงขอบหน้าจอส่วนบน แต่ให้กล้อง Webcam แยกมาอีกตัวแทน

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07966

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07964
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07962
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07967
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07968
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07969
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07973
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07970
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07971

กล้องหน้าที่แถมมาให้ในกล่องของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะเป็น ROG Eye ที่ความละเอียดกล้อง 1080p 60 fps เชื่อมต่อด้วยพอร์ต MicroUSB tp USB-A หนึ่งเส้น และมีอแดปเตอร์ทรงสามเหลี่ยมสำหรับต่อกับขาตั้งกล้องให้จัดมุมกล้องบนโต๊ะทำงานได้ ไม่ต้องเอาตัว ROG Eye ไปหนีบไว้กับขอบบนของหน้าจอตลอดก็ได้ ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นข้อดีและจุดสังเกตไปพร้อมๆ กัน คือถ้าเอาความสะดวกไม่ต้องการต่ออุปกรณ์เสริมหลายชิ้นก่อนประชุมออนไลน์ก็อาจจะอยากให้เป็น Webcam แบบฝังเอาไว้บนขอบบนหน้าจอเลย แต่ถ้าจะสตรีมเกมด้วยแล้วอยากจัดมุมวางกล้องให้ตัวเองได้ด้วย ROG Eye ก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานเช่นกัน

gamut 1

brightness 1
bright zone
accuracy
sum
Didplay 1
Didplay 2

ส่วนขอบเขตสีของหน้าจอที่ ASUS เคลมเอาไว้ว่าเป็นหน้าจอ Pantone Validated แล้ว มีขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB พอทดสอบด้วย Spyder5Elite แล้ว ผลจากการทดสอบขอบเขตสีบนหน้าจอจะได้ 92% sRGB, 71% AdobeRGB และ 72% DCI-P3 เทียบแล้วถือว่าขอบเขตสีบนหน้าจอนี้กว้างใกล้เคียงกับที่ทางผู้ผลิตเคลมเอาไว้ ดังนั้นถ้าเอาไปทำงานด้านสีสันต้องถือว่าทำผลงานได้ดีไล่เลี่ยกับที่เคลมเอาไว้

ความสว่างของหน้าจอนี้อาจจะน้อยไปบ้างที่ 192 nits ซึ่งถ้านั่งทำงานกลางแจ้งที่ร้านกาแฟอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ แต่ถ้าเล่นเกมในห้องหรือทำงานตามปกติก็ถือว่าสว่างกำลังดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่จุดสังเกตคือพอแบ่งพื้นที่เป็นตาราง 9 ช่องเพื่อวัดความสว่างแยกโซนกันจะเห็นว่าส่วนขอบบนของหน้าจอจะมีความสว่างน้อยลงที่ 10-15% ซึ่งถือว่าเป็นโซนที่ค่อนข้างมืด แต่ส่วนกลางไปจนถึงล่างของหน้าจอจะอยู่ที่ 0-9% ดังนั้นถ้าใครทำงานอาร์ตเวิร์คหรือแต่งภาพก็แนะนำว่าให้ดึงภาพมาอยู่โซนกลางหน้าจอลงไปจะดีกว่า เพื่อลดโอกาสปรับแสงสีผิดพลาดได้ ส่วนความแม่นยำสีที่ Spyder5Elite วัดได้ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 1.39 นับว่าค่า Delta-E <2 ดังนั้นเรื่องความแม่นยำสีถือว่าไว้ใจได้เลย

สรุปคะแนนสีสันบนหน้าจอหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ คะแนนรวมจะได้ 4 เต็ม 5 คะแนน และถ้าดูแยกเป็นส่วนๆ จะเห็นว่าหน้าจอนี้เด่นที่ Tone Response, Contrast เป็นหลัก ซึ่งได้สูงถึง 5 คะแนนเต็ม ถัดลงมาเป็น Gamut และ Color Accuracy ที่ได 4.5 คะแนน ดังนั้นถ้าใครเล่นเกมและหาโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงไว้ทำงานและเล่นเกมได้ทั้งคู่ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้จัดว่าแรงหายห่วงอย่างแน่นอน

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07921

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07922
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07927
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07929
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07928

ถัดมาที่หน้าจอเสริม ROG ScreenPad Plus ที่อยู่เหนือคีย์บอร์ดถัดลงมาจากหน้าจอหลักมีขนาด 14.1 นิ้ว ความละเอียด 1920×550 พิกเซล เป็นหน้าจอทัชสกรีนพร้อมแถบฟังก์ชั่นฝั่งซ้ายของหน้าจอ โดยรวมฟังก์ชั่นการตั้งค่าหน้าจอหลักและหน้าจอเสริมเอาไว้โดยละเอียดและฟังก์ชั่นทางลัดต่างๆ เอาไว้ทั้งหมด และยังสั่งเปิดปิดการทำงานคีย์บอร์ดโดยการกดคำสั่งบนหน้าจอนี้ก็ได้ รวมทั้งตั้งคำสั่งทางลัดเรียกจากหน้าจอนี้ได้เหมือนกัน

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07925
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07924

 

การใช้งานหน้าจอเสริมตัวนี้ก็ถือว่าง่ายมาก โดย ASUS จะตั้งค่าให้ ROG ScreenPad Plus ตัวนี้เป็นหน้าจอล่างที่อยู่ถัดลงมา สามารถใช้งานได้สะดวกและลากเอาหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานควบคู่กันมาไว้ที่หน้าจอเสริมแล้วใช้นิ้วแตะเลือกและคุมโปรแกรมต่างๆ ได้สะดวกเหมือนใช้โน๊ตบุ๊คจอทัชสกรีนปกติได้เลย โดยถ้าโปรแกรมไหนมีฟังก์ชั่นแถบควบคุมที่ใช้นิ้วแตะเลือกได้สะดวกกว่าอย่างโปรแกรม DJ หรือโปรแกรมตัดต่อวิดีโอก็เอามาวางที่หน้าจอเสริมนี้ก็จะใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07877

ลำโพงของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะติดตั้งมาให้ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน แยกเป็นลำโพงหลัก 4 วัตต์ 2 ตัว ติดตั้งไว้ใต้หน้าจอ ROG ScreenPad Plus และ Tweeter กำลังขับ 2 วัตต์ อีก 2 ตัว ติดตั้งไว้ที่ขอบตัวเครื่องด้านบนขนาบกับไฟแสดงสถานะตัวเครื่อง โดยเสียงลำโพง Dolby Atmos ถือว่าเป็นลำโพงของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่คุณภาพเสียงน่าประทับใจ ในแง่การฟังเพลงนั้นใช้ฟังได้ทุกแนวไม่ว่าจะป็อบ ร็อค แจ๊ส และอื่นๆ โดยเฉพาะเสียงเพลงแนว EDM ต้องถือว่าทำได้ดี เสียงเบสเล่นออกมาชัดเจนและมีแรงปะทะกำลังพอดีไม่เยอะจนล้น สามารถดูหนังฟังเพลงด้วยลำโพงติดโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้สบายๆ ไม่ต้องพึ่งลำโพงแยกเลยก็ได้

ด้านการเล่นเกมก็ต้องถือว่าลำโพงตัวนี้สามารถแบ่งแยกทิศทางเสียงในเกมได้ดีทีเดียว จากการเล่นเกมผ่านทางลำโพงต้องถือว่าตัวลำโพงจำลองทิศทางเสียงได้ดี โดยเฉพาะเกมแนวเอาตัวรอดหรือ FPS สามารถแบ่งทิศทางเสียงปืนหรือระเบิดได้อย่างดีทีเดียว ดังนั้นถ้าใครอยากเล่นเกมแบบสบายๆ ไม่ต่อหูฟังก็เล่นเกมแล้วใช้ลำโพงตัวเครื่องเลยก็ได้

Keyboard & Touchpad

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07898

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07894
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07895
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07897

คีย์บอร์ดของ ASUS ROG Zephyrus  Duo 15 SE เมื่อมองเผินๆ จะเป็นดีไซน์แบบ Tenkeyless แต่ก็ยังมีทัชแพดติดตั้งเอาไว้ให้ใช้ สามารถสลับระหว่างทัชแพดหรือ Numpad บนตัวทัชแพดเอง จากภาพจะเห็นว่าเนื้อที่ส่วนบนของตัวเครื่องที่ควรติดตั้งคีย์บอร์ดกลายเป็น ROG ScreenPad Plus ไปแล้ว ตัวคีย์บอร์ดก็เลยเลื่อนพื้นที่ลงมาจนติดขอบตัวเครื่องด้านล่างสุดแทน ส่วนไฟ RGB บนคีย์บอร์ดเป็น Aura Sync Lighting ซึ่งปรับแสงสีหรือเปิดปิดได้ด้วยปุ่มบนคีย์บอร์ดหรือจะจัดการผ่านโปรแกรม Armoury Crate ในตัวเครื่องก็ได้ แล้วเลือกเอฟเฟคไฟได้หลากหลายแบบอีกด้วย

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07974

 

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07953
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07950
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07977

ซึ่งการดีไซน์ให้ตัวคีย์บอร์ดเลื่อนลงมาจนอยู่ขอบล่างสุดแล้ว เวลาวางมือลงบนคีย์บอร์ดเพื่อเล่นเกม ส้นมือจะนาบกับพื้นโต๊ะแล้วตอนเล่นกมก็ต้องโก่งนิ้วขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้กดปุ่ม W, A, S, D บนนคีย์บอร์ดได้สะดวกขึ้น แต่ส่วนนี้ทาง ASUS แก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการแถมที่รองข้อมือมาให้ในกล่องด้วย เวลาเล่นเกมแล้วก็ไม่ต้องโก่งนิ้วและไม่เกร็งนานเกินไปด้วย ส่วนขอบตัวเครื่องจะยกขอบขึ้นมาเล็กน้อย เวลาพับหน้าจอแล้วบานหน้าจอจะไม่ติดกับปุ่มบนคีย์บอร์ดโดยตรงด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07903
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07904
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07926
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07908

คีย์บอร์ดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะเป็นปุ่มระยะกดสั้น ทำให้ตอนเล่นเกม FPS หรือเกมที่ต้องออกคำสั่งเร็วๆ สามารถกดแล้วรัวปุ่มได้ มี N-key rollover กับ anti-ghosting ที่เป็นฟีเจอร์สำคัญของคีย์บอร์ดเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในปัจจุบัน ซึ่งจากการลองเล่นเกม FPS แล้ว ต้องถือว่าการตอบสนองของปุ่มบนคีย์บอร์ดทำงานได้เร็วทันใจมาก

ส่วนเรื่องของรายละเอียดดีไซน์ต่างๆ บนคีย์บอร์ด ก็นับว่า ASUS ยังเก็บรายละเอียดส่วนต่างๆ เอื้อกับสไตล์การใช้งานของเกมเมอร์เหมือนเดิม ทั้งปุ่ม Spacebar อสมมาตรที่ฝั่งซ้ายจะหนากว่าเพื่อให้แม่โป้งยังอยู่ในระยะกดของปุ่ม, มีตุ่ม Marking เอาไว้ที่ปุ่ม W ซึ่งเป็นปุ่มแรกที่เกมเมอร์วางนิ้ว และการสกรีนตัวปุ่มจะใช้ฟ้อนท์เดียวกันกับซีรี่ส์เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คภายในค่าย ด้านไฟ RGB จะลอดตัวอักษรขึ้นมาและเรืองที่ขอบข้างปุ่มด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07907
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07906

ด้านปุ่ม Function ที่เกี่ยวกับการเล่นเกม ถ้ากด Fn+Windows key จะเป็นการล็อคปุ่ม Windows ไม่ให้ทำงานเวลามือเผลอไปโดนตอนเล่นเกม, ย้ายปุ่ม Print Screen มาไว้ระหว่าง Alt กับ Ctrl ขวามือ และปุ่มลูกศรที่อยู่ข้างๆ กันถ้ากด Fn ค้างเอาไว้จะคุมไฟ RGB บนคีย์บอร์ดทั้งหมด โดยขึ้นลงใช้เพิ่มลดแสงและซ้ายขวาเอาไว้ปรับแพตเทิร์นของไฟว่าจะให้เป็นสีหรือเอฟเฟคแบบไหน ซึ่งส่วนนี้ปรับแต่งโดยละเอียดได้ในซอฟท์แวร์ Armoury Crate ได้ด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07905

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07947
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07945
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07946

แต่ปุ่มที่ ASUS จัดการ Mapping มาเป็นพิเศษให้กับ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะมีทั้งหมด 3 ปุ่ม เรียงอยู่เหนือทัชแพด ซึ่งจากซ้ายมือที่เป็นโลโก้ ROG จะใช้เรียกซอฟท์แวร์ Armoury Crate ออกมาใช้งาน ถัดมาเป็นปุ่มคุมหน้าจอ ROG ScreenPad Plus โดยตั้งได้ทั้งเปิด, ปิด, ซ่อนหน้าจอนี้ก็ได้

สุดท้ายก่อนปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง เป็นปุ่มสลับโหมดของปุ่มลูกศรจากขึ้นลงซ้ายขวาตามปกติ ให้ปุ่มขึ้นลงเป็น Page Up, Page Down ส่วนซ้ายเป็น Home และขวาเป็น End ซึ่งการ Mapping ปุ่มแล้วสลับโหมดไปมาได้ด้วย ก็ทำให้ผู้ใช้เลือกโหมดการใช้งานได้สะดวก ไม่ติดอยู่กับรูปแบบการใช้งานเดิมๆ รวมทั้งประหยัดพื้นที่บนคีย์บอร์ดไปได้มากทีเดียว

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07909
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07911

ปุ่ม F1-F12 เองก็จะรวมกับ Function Hotkey ซึ่งถ้ากดตามปกติจะเป็น F1-F12 ถ้ากด Fn ค้างเอาไว้ก่อนจะเป็น Function Hotkey อย่างที่ ASUS ตั้งค่าเอาไว้ โดยแต่ละปุ่มจะทำงานดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดและเพิ่มเสียง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมโครโฟน
  • F5 – ปุ่มปรับโหมดของตัวเครื่อง สลับระหว่าง Silent, Performance และ Turbo
  • F6 – ปุ่มเรียกโปรแกรม Snipping Tool
  • F7-F8 – ปุ่มลดและเพิ่มความสว่างบนหน้าจอ
  • F9 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าการเชื่อมต่อหน้าจอหลักและเสริม
  • F10 – ปุ่มเปิดหรือปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – ปุ่ม Sleep mode
  • F12 – ปุ่ม Airplane mode

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07899
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07900
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07912

ส่วนทัชแพดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ฝั่งขวามือของคีย์บอร์ดจะเป็นดีไซน์แบบแป้นแข็งและแยกปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้ด้านล่างและตัวปุ่มจะนุ่มกดง่ายเหมือนปุ่มสวิตช์ของอุปกรณ์ไฮเทคหรือเครื่องบินรบสักรุ่นหนึ่ง รองรับ Windows 10 Gesture Control ตามปกติ

ฟังก์ชั่นพิเศษที่ต้องพูดถึง คือถ้าแตะค้างที่มุมบนซ้ายที่เป็นไอคอนรูปทัชแพดกับ Numpad ค้างเอาไว้ จะสลับจากทัชแพดธรรมดาเป็น Numpad ได้ด้วย ซึ่งความเร็วการตอบสนองเรียกว่าเหมือนกดเครื่องคิดเลขในแอพฯ บนสมาร์ทโฟนเลย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า Numpad เช่นนี้มีประโยชน์และน่านำมาใส่ในโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันทั้งหน้าจอ 14 และ 15.6 นิ้ว เพราะทำให้คนที่ต้องทำงานกับตัวเลขบ่อยๆ แล้วต่อเมาส์แยกอยู่แล้ว สามารถกดพิมพ์ตัวเลขได้ง่ายขึ้นด้วย จัดเป็นการออกแบบแป้นทัชแพดให้ทำงานได้อเนกประสงค์ขึ้นมาก

Connector / Thin & Weight

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07932
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07935
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07936

พอร์ตของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะแบ่งอยู่ 2 ฝั่งของตัวเครื่องข้างๆ ตัวคีย์บอร์ด ให้ตัวเครื่องด้านใต้ ROG ScreenPad Plus เป็นช่องระบายอากาศ โดยพอร์ตทั้งสามฝั่งจะมีดังนี้

  • ด้านซ้ายจากซ้ายมือ – MicroSD Card reader, ช่องเสียบปลั๊ก, ช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • ด้านขวาจากซ้ายมือ – USB-A 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery แต่ต้องใช้ปลั๊ก 100 วัตต์ถึงจะชาร์จได้ และต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort ได้ด้วย
  • ด้านหลังตัวเครื่องจากซ้ายมือ – พอร์ต LAN RJ45, USB-A 3.2 Gen 2, HDMI 2.0b

สำหรับพอร์ตรอบตัวเครื่อง ต้องถือว่าทาง ASUS ยังให้มาครบเครื่องและเอาพอร์ตที่ไม่ได้ถอดเข้าออกบ่อยๆ ไปติดตั้งไว้ด้านหลังเครื่องเลย ทำให้จัดสายไฟได้สะดวกมาก แต่ก็ยังน่าเสียดายว่า ASUS ยังไม่ได้ขยายพอร์ต MicroSD Card reader ให้เป็น SD Card reader ไซซ์มาตรฐาน แต่ก็ถือว่ายังมีพอร์ตหลักๆ ที่ต้องการใช้งานติดต้งมาให้ครบถ้วนอยู่ และถ้าพอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอน้อยไปไม่พอใช้ก็ต่อจาก USB-C ออกมาก็ได้ด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07856

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07857
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07858
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07961
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07963

ด้านน้ำหนักของตัวเครื่องและอแดปเตอร์ เมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอบแล้ว จะเห็นว่าเฉพาะ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะหนัก 2.5 กิโลกรัม ส่วนอแดปเตอร์ที่กำลังชาร์จสูงที่ควรต่อตอนเล่นเกมจะหนัก 962 กรัมหรือเกือบหนึ่งกิโลกรัมทีเดียว ส่วนอแดปเตอร์เสริมตัวเล็กที่ต่อผ่านพอร์ต USB-C จะหนัก 371 กรัมเท่านั้น

ด้านของปลั๊กทั้งสองตัวที่ติดมากับ ASUS Zephyrus Duo 15 SE ตัวนี้ ถ้าดูแล้วจะเห็นว่าทาง ASUS เตรียมเอาไว้ให้ใช้แยกงานกันอย่างชัดเจน ถ้าวางเครื่องไว้ที่บ้านเพื่อเล่นเกมเป็นหลักก็เอาอแดปเตอร์ตัวกำลังชาร์จสูงต่อเครื่องได้เลย แต่ถ้าจะทิ้งปลั๊กไว้ออฟฟิศสักตัวหรือออกนอกสถานที่ในยามจำเป็นก็ใช้เป็นอแดปเตอร์ตัวเล็กแทน ทำให้กระเป๋าเราไม่หนักและใช้งานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกลุ้มเรื่องแบตเตอรี่ไม่พอใช้งานได้เลย

ถ้าใครใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นเครื่องหลักแทนเกมมิ่งพีซีที่บ้านและเอาไปออฟฟิศเพื่อทำงานด้วย ก็เอาอแดปเตอร์ทั้งสองตัวนี้กระจายไว้ที่ออฟฟิศกับที่บ้านได้เลย และถ้าต้องไปติดต่องานและทำธุระ ก็เอาอแดปเตอร์ตัวรองติดกระเป๋าไปได้เลย

Performance & Software

CPU Z
Ram

สเปคของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้เรียกว่าเป็นตัวแรงสุดจากทาง ASUS ซึ่งถึงบอดี้ภายนอกจะคล้ายกับรุ่นก่อนหน้านี้แต่สเปคภายในจัดว่าดีขึ้น เช่นซีพียูจาก AMD Ryzen 9 5900HX จะอัพเกรดมาเป็น AMD Ryzen 9 5980HX สถาปัตยกรรม AMD Zen 3 แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.8 GHz ซึ่งประสิทธิภาพตอนใช้เล่นเกมหรือทำงานกับโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องหนักๆ ก็จัดการได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน และตัวซีพียูก็รองรับชุดคำสั่งหลักๆ อย่างครบถ้วนอีกด้วย

ด้านแรมในตัวเครื่องเป็นแบบ Dual-channel ขนาด 32GB DDR4 บัส 3200 MHz แบ่งเป็นออนบอร์ด 16GB กับแบบแรมแผ่น SO-DIMM อีก 16GB รวมเป็น 32GB รองรับการอัพเกรดได้สูงสุด 48GB ซึ่งถ้าใครเอาไปตัดต่อคลิปวิดีโอหรือทำงานกราฟฟิคหนักๆ ผู้เขียนแนะนำว่าอัพเกรดให้เต็มที่ไปเลยจะดีที่สุด ส่วนคนที่เล่นเกมอย่างเดียวแล้วใช้งานโปรแกรมทั่วๆ ไปก็ไม่ต้องอัพเกรดก็เล่นเกมใช้งานได้สบายๆ

GPU Z 1

การ์ดจอในเครื่องยังเป็นรุ่นตัวท็อปจาก NVIDIA รุ่น NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 ความเร็ว 1,645 MHz รองรับ OpenCL, CUDA, DirectCompute, DirectML, Ray Tracing, PhysX, OpenGL 4.6 ครบถ้วน ซึ่งนอกจากจะเล่นเกมบนหน้าจอตัวเครื่องได้ไหลลื่นและได้ภาพสวยงามแล้ว ถ้าต่อพอร์ต HDMI 2.0b ออกไปหน้าจอแยกความละเอียด QHD แล้วเล่นเกม ก็คาดหวังความสวยงามจากภาพได้เลย

ด้านประเภทของการ์ดจอจากการค้นหาข้อมูลแล้ว ซีรี่ย์ NVIDIA GeForce RTX 3000 นั้นจะไม่มีการแบ่งฝั่งว่ารุ่นไหนเป็น Max-Q, Max-P อย่างชัดเจน แต่จากหน้าสเปคของทาง ASUS เอง จะระบุการบูสต์ประสิทธิภาพของการ์ดจอเอาไว้ว่าถ้าใช้งานในโหมดปกติ จะทำงานที่ 115 วัตต์ แต่ถ้าเปลี่ยนโหมดเป็นเกมมิ่งด้วยการกด Fn+F5 เป็น Performance แล้ว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะทำ Dynamic Boost ให้การ์ดจอใช้พลังงาน 130 วัตต์ เร่งประสิทธิภาพตอนทำงานหรือเล่นเกมให้ดีขึ้น

device mgr 1

เมื่อเช็คภายในเครื่องด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่าทาง ASUS เองก็ให้สเปคตัวเครื่องมาแบบจัดเต็มมาก ทั้ง SSD แบบ M.2 NVMe รุ่น Samsung MZVL21T0HCLR-00B00 หรือ Samsung PM9A1 เป็น M.2 NVMe ความจุ 1TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 จำนวน 2 ตัว เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ของ MediaTek MT7921 รองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย และมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาในตัว ดังนั้นถ้าใครอยากอัพเดท Windows 10 Home ในเครื่องให้เป็น Windows 11 ก็สามารถโหลดตัวอัพเดทมาอัพเดทตัวเครื่องได้เลย

CINEBENCH R15
CINEBENCH R20

พอทดสอบการเรนเดอร์ 3D CG ด้วย CINEBENCH R15 และ CINEBENCH R20 แล้ว ถ้าดูจากคะแนนโดยรวมต้องถือว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่งคะแนนที่ได้จาก CINEBENCH R15 ในส่วน OpenGL จะทำได้ 150.93 fps และ CPU 2401 cb ซึ่งจัดว่าสูงระดับหายห่วง ถ้าเอาไปทำงานกราฟฟิคต่างๆ เรียกว่าแรงหายห่วงแน่นอน

ด้าน CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบประสิทธิภาพของตัวซีพียูอย่างเดียว ได้ CPU 5602 pts ในแง่ประสิทธิภาพแล้ว จัดว่าพลังประมวลผลของ AMD Ryzen 9 5980HX ตัวนี้มีให้ใช้งานเหลือเฟือ ซึ่งถ้าใครเอาไปทำ 3D CG เรียกว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

CrytalDiskMark

ด้านประสิทธิภาพของ M.2 NVMe ของ Samsung PM9A1 นั้น ตามหน้าสเปคแล้วจะรับส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 แต่เนื่องจากตัว AMD ยังรับส่งข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 อยู่ ดังนั้นความเร็วที่ได้ก็จะอยู่สูงสุดตามที่อินเตอร์เฟสนี้รองรับ พอวัดด้วย CrystalDiskMark แล้ว ความเร็ว Sequential Read จะอยู่ที่ 3,496 MB/s และ Sequential Write อยู่ที่ 3,514 MB/s ซึ่งถือว่าควาามเร็วเขียนอ่านข้อมูลนั้นเร็วเต็มที่เท่าที่ PCIe 3.0 x4 สามารถทำได้แล้ว ดังนั้น M.2 NVMe ในเครื่องนี้เรียกว่าไม่ต้องอัพเกรดก็ได้ เพราะว่าประสิทธิภาพตอนทำงานนั้นเหลือเฟือแล้ว

3DMark Time Spy smol

ด้าน 3D Mark Time Spy ที่ทดสอบประสิทธิภาพเครื่องตอนเล่นเกมที่เป็นงานหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ที่ผู้เขียนปรับเป็นโหมด Performance แล้ว ต้องนับว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เล่นเกม AAA ในปัจจุบันนี้ได้ทุกเกมได้สบายๆ อย่างแน่นอน ด้วยผลคะแนนรวม 11,196 คะแนน และถ้าแยกส่วนกัน CPU score จะทำได้ 10,100 คะแนนและ Graphics score 11,415 คะแนน ถ้าให้เทียบแล้ว ก็สามารถใช้เล่นเกมต่อไปได้อีก 3-4 ปีอย่างแน่นอน

PCMark 10

ด้านโปรแกรม Benchmark สำหรับสายทำงานอย่าง PCMark 10 ทำคะแนนเฉลี่ยรวมไปได้ 7,121 คะแนน จัดว่าแรงหายห่วงไม่มีปัญหาใดๆ เลย โดยเฉพาะคะแนนส่วน Essential ที่เป็นการเปิดโปรแกรมและประชุมงานออนไลน์ที่กวาดคะแนนไป 10,477 คะแนน ถัดลงมาที่ Digital Content Creation ที่เกี่ยวกับการตัดต่อแต่งภาพก็จัดไปถึง 9,814 คะแนน ปิดด้วย Productivity ที่ 9,531 คะแนน เรียกว่าเป็นเครื่องการันตีได้ดีว่าถ้าเอาไปทำงานไม่ว่าจะตัดต่อคลิปหรือแต่งภาพก็ทำได้ไหลลื่นสุดๆ ไม่มีปัญหาเลย

affinity 1

อีกการทดสอบจาก Affinity Photo ที่เป็นโปรแกรมแต่งภาพประเภทเดียวกับ Adobe Photoshop เมื่อรัน Benchmark แล้ว จะเห็นว่าคะแนนของกราฟฟิคการ์ดในส่วนของ Raster (Single GPU) และ (Multi GPU) นั้นจะทำคะแนนได้สูงมากระดับ 4,000 คะแนน รวมทั้งการทดสอบ Combined (Single) และ (Multi GPU) ก็ทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมมากในช่วงเกือบ 4,000 คะแนน เช่นกัน

จากการทดสอบตัวเครื่องในแง่การทำงานมาทั้งหมดแล้ว ถือว่าในแง่การทำงานอาร์ตเวิร์คต่างๆ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้สามารถทำงานได้ไหลลื่นไม่มีปัญหาหน่วงหรือช้ามารบกวนแน่นอน เนื่องจากซีพียูและการ์ดจอนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในโน๊ตบุ๊ครุ่นปัจจุบันนี้เลย ซึ่งถ้าสตรีมเมอร์คนไหนต้องการเอาไป Live stream เล่นเกมแล้วตัดต่อคลิปไฮไลต์อัพโหลดขึ้น YouTube ก็ไม่ต้องห่วงเลย นอกจากนี้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ต่างๆ ก็สามารถเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้ทำงานได้เลยเช่นกัน

rog duo 15 se

ในฐานะที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวท็อปของทางค่ายแล้ว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เอง ก็ทำผลงานการเล่นเกมบนหน้าจอตัวเครื่องระดับ Full HD ค่า Refresh Rate 300 Hz ได้น่าประทับใจมาก โดยการทดสอบนี้ผู้เขียนปรับเป็นโหมด Performance และปรับกราฟฟิคในเกมระดับสูงสุดทั้งหมดเท่าที่เกมนั้นเปิดให้ตั้งค่าได้ด้วย

ผลที่ได้จะเห็นว่าเฟรมเรทเฉลี่ยในกราฟแท่งสีเหลืองนั้น ทำเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้เกิน 60 เฟรมต่อวินาทีทั้งหมด รวมถึง SCUM ที่ถึงจะอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาตัวเกมก็ยังรีดเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้ 74 เฟรมต่อวินาที นอกจากนี้เกมสาย FPS หรือ Third-person shooting อย่าง PUBG ก็สามารถรีดเฟรมเรทได้สูงเกินร้อยเฟรมทั้งหมด โดยเฉพาะ Resident Evil Village ที่ผู้เขียนปรับกราฟฟิคไประดับสูงสุดก็รีดเฟรมเรทได้สูงมากเช่นกัน แต่จุดสังเกตคือเกม DotA 2 ที่ผู้เขียนปรับกราฟฟิคในเกมระดับสูงสุดทุกอย่างแล้ว เฟรมเรทยังติดล็อคอยู่ที่ช่วง 121 เฟรมต่อวินาทีเท่านั้น แต่ถ้านับที่พลังการทำงานของ NVIDIA GeForce RTX 3080 แล้ว เฟรมเรทของ DotA 2 นั้นสามารถรีดไปได้สูงกว่านี้อย่างแน่นอน

เมื่อเฟรมเรทและประสิทธิภาพของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE นั้นสูงระดับนี้แล้ว ส่วนตัวผู้เขียนก็แนะนำว่าถ้าอยากเล่นเกมให้ได้อรรถรสยิ่งขึ้น ก็แนะนำให้ต่อหน้าจอแยกความละเอียด QHD ค่า Refresh Rate สูงระดับ 144 Hz เข้าไปสักตัว จะได้เล่นเกมให้มีอรรถรสยิ่งขึ้นและยังได้เฟรมเรทตอนเล่นเกมในระดับสูงช่วงร้อยเฟรมอย่างแน่นอน เรียกว่าซื้อเครื่องเดียวทำหน้าที่แทนเกมมิ่งพีซีที่บ้านได้อย่างแน่นอน

Battery & Heat & Noise

battmon 1

สำหรับแบตเตอรี่ขนาด 89 Wh ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ต้องถือว่าให้มาเยอะ แต่เมื่อซีพียูกับการ์ดจอเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงทั้งคู่ก็อาจจะใช้งานได้นานระดับหนึ่งแต่ไม่เท่ากับรุ่นที่เน้นเรื่องระยะเวลาใช้งานเป็นหลัก แต่เมื่อทดสอบตามมาตรฐานเว็บไซต์โดยปิดหน้าจอ ROG ScreenPad Plus สลับโหมดเป็น Silent และเปิดโปหมดประหยัดพลังงาน ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุดและเสียงเหลือ 10% แล้วดูคลิป YouTube ความยาว 30 นาทีด้วย Microsoft Edge แล้ว BatteryMon แจ้งว่าแบตเตอรี่ 89 Wh สามารถใช้งานได้นานสุดที่ 3 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น

ในฐานะที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้ว ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ระดับร่วม 4 ชั่วโมงเช่นนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่พบเห็นได้เป็นปกติ แต่อาจจะน้อยกว่ารุ่นที่ใช้การ์ดจอระดับ RTX 3050, RTX 3060 เล็กน้อย แต่ก็แลกกับประสิทธิภาพที่เหนือกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นถ้าใครใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นเครื่องหลักทั้งทำงานและเล่นเกมก็ควรพกอแดปเตอร์ติดกระเป๋าเอาไว้ใช้งานเสมอ จะได้ทำงานและเล่นเกมได้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน

 

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07937

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07892
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07891
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07880

ด้านระบบระบายความร้อน Liquid Metal จาก Thermal Grizzly จับคู่กับ AAS Plus ที่ช่วยเสริมระบบประสิทธิภาพการะระบายความร้อนให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยดึงลมเข้าทางช่องด้านใต ROG ScreenPad Plus และด้านใต้เครื่องเข้าพัดลมโบลวเวอร์ 2 ตัวเพื่อระบายความร้อนออกช่องระบายอากาศ 4 ตัวรอบเครื่อง เวลาใช้งานตามปกติอย่างการดูหนังฟังเพลงเรียกว่าไม่มีเสียงพัดลมระบายอากาศดังขึ้นมารบกวนเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าเปลี่ยนเข้าโหมด Performance หรือ Turbo แล้วเล่นเกมจะได้ยินเสียงพัดลมระบายความร้อนทำงานอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ถึงกับรบกวนหรือเสียอรรถรสเวลาเล่นเกมอย่างแน่นอน

heat

ส่วนอุณหภูมิด้านในตัวเครื่องตอนทดลองเล่นเกมแล้ววัดด้วย CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิของซีพียูเฉลี่ยและต่ำสุดที่ 88 องศาเซลเซียส และสูงสุด 91 องศา ส่วนชิ้นส่วนอื่นอย่าง SSD อยู่ที่ช่วง 57-62 องศา ส่วนการ์ดจออยู่ช่วง 61-71 องศาเซลเซียสเท่านั้น ต้องถือว่าระบบระบายความร้อนและ Liquid Metal ในตัวเครื่องก็สามารถจัดการระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี

จากการใช้งานจริงถือว่าเรื่องความร้อนในเครื่องอาจจะดูสูงนิดหน่อย แต่ตอนเล่นเกมกลับไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนแผ่ขึ้นมาที่มือตอนเล่นเกมเลยแม้แต่น้อย ไม่มีอาการตัวเครื่องลดประสิทธิภาพการทำงานลงเพราะอุณหภูมิสูงเกินแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นเรื่องอุณหภูมิระหว่างใช้งานนั้นถือว่าไม่ต้องเป็นห่วงและไว้ใจประสิทธิภาพของ Liquid Metal และ AAS Plus ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

User Experience

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07864

จากการทดลองใช้งานและเล่นเกมด้วย ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE แล้ว จัดว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ตตัวแรงระดับ Desktop replacement จริงจังเครื่องหนึ่ง ระดับที่ถ้าไม่อยากรอการ์ดจอแยกราคาตกแล้ว ก็ขายแยกชิ้นส่วนเอาทุนมาร่วมซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปต่อหน้าจอแยกแล้วเล่นเกมเลยก็ได้ เพราะพลังของซีพียู, การ์ดจอและ SSD แบบ M.2 NVMe ในเครื่องที่ทาง ASUS ประกอบมาให้ใช้งานนั้นจัดว่าอยู่ในระดับดีที่สุดในท้องตลาดตอนนี้แล้ว ระดับที่ไม่ต้องอัพเกรดก็แรงเหลือเฟืออีกด้วย

ถ้าเทียบกัน ต้องถือว่าประสิทธิภาพด้านเล่นเกมของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้โดดเด่นนำสเปคด้านอื่นมาก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองเป็นคนเล่นเกมเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อทดลองเล่นเกมด้วย ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ดูแล้ว ต้องนับว่าประสิทธิภาพของมันดีไม่มีที่ติและเปิดกราฟฟิคในเกมได้อย่างสวยงามจัดเต็มเท่ากับการประกอบเกมมิ่งพีซีแรงๆ สักเครื่องมาเล่นเกมเลย หากมีงบประมาณสำหรับประกอบเกมมิ่งพีซีในยุคนี้อยู่ก้อนหนึ่งแล้ว แต่ราคาของการ์ดจออย่างเดียวแพงเกินรับไหวและพอรวมกับชิ้นส่วนอื่นในเครื่องแล้วราคาดีดตัวสูงมาจนไล่เลี่ยหรือเท่ากับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ล่ะก็ ส่วนตัวจะแนะนำให้เอาเงินมาลงกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้แล้วต่อหน้าจอเสริมดีๆ สักตัวไปเลยก็เล่นเกมได้สบายๆ ใช้งานง่ายและมีบริการหลังการขายครบเครื่องในตัวแบบไม่ต้องไล่เช็คหรือถอดชิ้นส่วนเคลมแยกทีละชิ้นก็ได้

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07958

ด้านความอเนกประสงค์ของตัวเครื่องก็ถือว่าน่าประทับใจ เพราะหน้าจอ ROG ScreenPad Plus ที่ติดตั้งมาให้และเป็นหน้าจอทัชสกรีนด้วย ทำให้เราเอาโปรแกรมเสริมตอนเล่นเกมอย่าง Discord หรือเอาหน้าพาเนลของโปรแกรมตัดต่อและอื่นๆ ที่ใช้นิ้วแตะสั่งงานได้สะดวกกว่ามาไว้ที่หน้าจอเสริมนี้จะทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นนอกจากเกมเมอร์แล้ว คอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็เหมาะจะเอาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก

Conclusion & Award

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07875

สรุปแล้ว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ต้องถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงสุดระดับเรือธงที่ทำมาเอาใจเกมเมอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่หาโน๊ตบุ๊คที่แรงที่สุดมาเล่นเกมและทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าลงทุนเพื่อเครื่องนี้ไปครั้งเดียวก็เอาไปเล่นเกม AAA ปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดได้ยาวหลายปีแน่นอน และถ้าให้ดี ผู้เขียนก็แนะนำให้ต่อหน้าจอแยกความละเอียด QHD เข้าไปอีกตัวเพื่อเล่นเกมบนหน้าจอความละเอียดสูงให้ภาพคมชัดขึ้นแต่ก็ยังได้เฟรมเรทเฉลี่ยในระดับสูงเช่นเดิมอย่างแน่นอน

ถ้าสเปคแรงแล้ว ระบบระบายความร้อน Liquid Metal จาก Thermal Grizzly เองก็ทำออกมาได้ดี ต่อให้เล่นเกมและ Live stream ต่อเหนื่องหลายชั่วโมงก็ได้สบายๆ ยิ่งถ้าใครเป็นสายฟาร์มเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมงไม่มีพักก็ไม่มีปัญหาและไม่มีความร้อนแผ่ขึ้นมืออย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่เน้น Live stream ก็มีกล้อง Webcam “ROG Eye” พร้อมอแดปเตอร์เอาไว้ต่อกับขาตั้งกล้องเพื่อปรับมุมภาพให้เข้ากับที่เราต้องการแถมมาให้ในแพ็คเกจ เรียกว่าพร้อมใช้งานทุกอย่างและสเปคก็แรงแบบไม่ต้องอัพเกรดแล้วก็ได้

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07874

แต่จุดสังเกตหลักๆ อย่างความละเอียดหน้าจอที่ลดลงมาเหลือ Full HD แต่ Refresh Rate สูงระดับ 300 Hz แทนที่จะเป็น 4K 120 Hz เหมือนในรุ่นก่อนหน้านี้ที่ได้รีวิวไป ต้องเรียกว่าเป็นจุดครึ่งทางที่บางคนอาจจะชอบหรือรู้สึกติดใจก็ได้ ซึ่งถ้าใครเน้นที่อยากได้ภาพในเกมไหลลื่นมากๆ โดยเฉพาะเกมแนว FPS ที่ภาพเปลี่ยนต่อเนื่องรวดเร็วและ Input Lag น้อย น่าจะชอบรุ่นจอ Full HD Refresh Rate 300 Hz มากกว่า แต่ถ้าใครเน้นภาพสวยงามเป็นใจความและภาพลื่นระดับหนึ่งก็โอเคแล้ว น่าจะสนใจจอ 4K 120 Hz มากกว่าอย่างแน่นอน แต่รุ่นนี้ก็มีทางแก้อย่างการต่อหน้าจอแยกผ่าน HDMI 2.0b ที่รองรับความละเอียด 4K 60 Hz แทน ก็ได้ภาพสวยคมชัดเหมือนกัน

ส่วนระบบสแกนลายนิ้วมือก็เป็นฟีเจอร์ที่อยากให้ ASUS ติดตั้งมาให้โน๊ตบุ๊คทุกรุ่นเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยไม่ต้องแยกว่าเป็นซีรี่ส์ไหน เพราะช่วยให้ล็อคอินตัวเข้า Windows มาใช้งานได้สะดวกกว่าพิมพ์รหัสผ่านมาก ดังนั้นถ้าใครเห็นว่าจุดสังเกตทั้ง 2 จุดนี้ ดูจะน่าติดใจอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่แรงสุดโต่งระดับที่แทนเกมมิ่งพีซีหลายๆ รุ่นได้สบายๆ ดังนั้นถ้าใครดีดลูกคิดรางแก้วแล้วคิดว่าราคาประกอบเกมมิ่งพีซีสักเครื่องดูจะไม่คุ้มค่าหรือเพิ่มอีกนิดหน่อยไปเอาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแรงๆ สักตัวแล้วพกไปทำงานหรือเล่นเกมที่ไหนก็ได้ล่ะก็ นี่คือรุ่นที่ดีและใหม่ที่สุดที่ ASUS มีให้คุณเลือกซื้อ ณ ตอนนี้ และได้ฟีเจอร์ในเครื่องดีสมค่าตัวอย่างแน่นอน

Award

award new multi media

Best multimedia

Best Multimedia ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ยกให้กับลำโพง Dolby Atmos ที่ให้เสียงมีมิติคมชัด แยกทิศทางได้ดีเหมือนลำโพงคุณภาพดีชุดหนึ่งที่เอามาต่อกับคอมพิวเตอร์แล้วดูหนังหรือเล่นเกมก็ดีคุ้มค่าตัว เรียกว่าได้อรรถรสตอนดูหนังและเล่นเกมอย่างเต็มที่แน่นอน ซึ่งถ้าใครชอบเล่นเกมเปิดลำโพงเป็นประจำก็น่าจะชื่นชอบลำโพงของเครื่องนี้แน่นอน

award new Gaming

Best Gaming

ในฐานะเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธงของ ASUS ที่ใส่ทั้ง AMD Ryzen 9 5980HX กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080, SSD แบบ M.2 NVMe 1TB x 2 ตัวและแรม 32GB ต้องถือว่าเป็นสเปคที่แรงแบบไร้ข้อกังขา ไม่ต้องอัพเกรดไม่ต้องทำอะไร แค่เปิดเครื่องแล้วลงเกมที่อยากเล่นแล้วสนุกที่หน้าจอหลักหรือจอ QHD จากนั้นปรับกราฟฟิคให้สุดก็เล่นเกมได้มันส์เต็มอิ่มอย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/618237-review-asus-rog-zephyrus-duo-15-se

Review ASUS VivoBook 15 OLED จอคุณภาพการันตีด้วย Pantone และ VESA DisplayHDR สเปคแรงทำงานลื่น!

ASUS VivoBook 15 OLED หน้าจอนี้การันตีสีสันแม่นยำสวยสดสะใจระดับที่ฝ่ายอาร์ตต้องยิ้ม

asus cover

ในหมู่โน๊ตบุ๊คที่เน้นผู้ใช้ทั่วไปและคนทำงาน งานประกอบและดีไซน์สวยและมีเอกลักษณ์สักหน่อยก็มี ASUS VivoBook 15 OLED มาเป็นตัวเลือกน่าสนใจทั้งด้านดีไซน์ตัวเครื่องที่ดูเรียบร้อยแต่ก็ไม่เรียบจนเกินไปด้วยปุ่ม Enter กรอบสีเหลืองสว่างสดใสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำซีรี่ส์นี้ ซึ่งความเรียบง่ายแต่มีอะไรนี้พาให้ VivoBook Series ได้รับรางวัล reddot winner 2020 จาก Red Dot Design Award งานประกวดการออกแบบดีไซน์สินค้าระดับโลกมาช่วยการันตีสไตล์และความสวยงามของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ถึงจะเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ตั้งราคาให้เข้าถึงและซื้อมาใช้งานได้ง่าย แต่ก็ต้องถือว่า ASUS VivoBook เองก็ใส่สเปคและชิ้นส่วนให้แบบจัดเต็ม ยิ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดตัวนี้ที่หน้าจอเป็น OLED ขอบบาง NanoEdge Display และเป็นหน้าจอระดับ Cinema-grade แล้วได้การันตีคุณภาพหน้าจอ Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 เรียบร้อยแล้ว รองรับ Wi-Fi 6 และอัพเกรดแรมกับ SSD แบบ M.2 NVMe ในเครื่องได้ด้วย ก็ต้องถือว่าทาง ASUS ก็จัดเต็มเอาใจผู้บริโภคมากทีเดียว

ASUS Vivobook 15
NBS Verdict

ASUS AMOLED DSC06853

จุดเด่นของ ASUS VivoBook 15 OLED อย่างไรก็ต้องเป็นหน้าจอ OLED กับกรอบหน้าจอบางเฉียบ “NanoEdge Display” ที่ผ่านการรับรอง Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 มาช่วยการันตีคุณภาพสีบนหน้าจอแล้ว ซึ่งพาเนลคุณภาพสูงที่เอามาติดตั้งให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีจุดเด่นเรื่องขอบเขตสีบนหน้าจอต้องถือว่าสวยสดใส, ขอบเขตสีกว้างและแม่นยำ สามารถเอาไปแต่งภาพทำสีได้เป็นอย่างดี ถือเป็นเหตุผลแรกที่ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้น่าสนใจมาก

ข้อดีต่อมาคือเรื่องดีไซน์ที่ดูเรียบร้อยแต่ก็มีเอกลักษณ์ในตัวเอง โดยเฉพาะปุ่ม Enter สีเหลืองที่เห็นเด่นชัดเจน เป็นเอกลักษณ์ตกทอดมาของสาย VivoBook ไม่ว่าจะปิดหรือเปิดไฟ LED Backlit บนคีย์บอร์ด ก็เห็นเด่นชัดเจน มองแล้วแยกออกในทันที นอกจากนี้ทาง ASUS ยังใส่ใจรายละเอียดการออกแบบในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเว้นขอบตัวเครื่องด้านหน้าเอาไว้เล็กน้อยให้ใช้นิ้วเกี่ยวเปิดหน้าจอได้ง่ายขึ้น, ติดยางรองใต้เครื่องเป็นตุ่มขนาดใหญ่เพื่อป้องกันฝาล่างของตัวเครื่องขูดกับพื้นโดยตรงและช่วยเว้นระยะห่างจากพื้นขึ้นขึ้นมาให้พัดลมดึงอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อนได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วที่น้ำหนักเบามากๆ รุ่นหนึ่ง

แต่จุดสังเกตของ ASUS VivoBook รุ่นใหม่ คือ พอร์ต USB-C ที่ติดตั้งมาให้จะใช้โอนไฟล์เข้าออกตัวเครื่องได้อย่างเดียว ไม่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ตามมาตรฐาน USB Power Delivery และต่อหน้าจอเสริมไม่ได้แล้ว และรุ่นที่ได้รับมาทดสอบก็ไม่รองรับการสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่อง ทำให้ต้องพิมพ์รหัสผ่านเพื่อปลดล็อคเครื่องอย่างเดียว ซึ่งฟังก์ชั่นรักษาความปลอดภัยนี้ทางผู้ผลิตควรติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์พื้นฐานได้แล้ว และจุดสังเกตอื่นๆ คือหน้าจอ OLED นั้นค่อนข้างกินพลังงานแบตเตอรี่พอควร ดังนั้นถ้าใครต้องเอาไปทำงานหรือเรียนยาวๆ หลายชั่วโมงอาจจะต้องเตรียมปลั๊กเฉพาะของเครื่องใส่กระเป๋าไปด้วย

จุดเด่นของ ASUS Vivobook 15 OLED
  1. ตัวเครื่องขนาด 15.6 นิ้ว แต่น้ำหนักเบาพกพาง่าย เพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น
  2. หน้าจอ OLED ให้สีสันที่สวยสดใสและสว่างถึง 300 nits ใช้งานในที่แจ้งได้ดี
  3. ขอบเขตสีกว้างและแม่นยำช่วยให้ทำงานด้านสีสันได้ดี ค่า Delta-E <2 ได้ Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 ด้วย
  4. ซีพียู Intel Core i5-1135G7 มีประสิทธิภาพดีและประหยัดพลังงาน ทำงานกับโปรแกรมที่กินทรัพยากรได้ดี
  5. พัดลมและระบบระบายความร้อนทำงานเสียงเบา แม้จะเปิดโปรแกรมหนักก็ไม่ดังรบกวนสมาธิระหว่างทำงาน
  6. มีช่องแรมเสริมติดตั้งมาให้ 1 ช่อง ทำให้ผู้ใช้เพิ่มแรมให้เหมาะกับการใช้งานยิ่งขึ้น
  7. สามารถกด Fn+F เพื่อปรับประสิทธิภาพการทำงานได้ ว่าจะเป็นโหมดใช้งานปกติหรือเน้นประสิทธิภาพให้สูงขึ้น
  8. ติดตั้ง Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้ สามารถ Sign in แล้วใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเงินซื้อโปรแกรมเพิ่ม
  9. มีไฟ LED Backlit ติดตั้งมาให้ในคีย์บอร์ด ทำให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้สะดวกขึ้น
ข้อสังเกตของ ASUS Vivobook 15 OLED
  1. พอร์ต USB-C ใช้โอนไฟล์ได้เท่านั้น ไม่รองรับการชาร์จแบบ USB Power Delivery เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ที่ชาร์จได้
  2. ไม่มีฟีเจอร์สแกนนิ้วหรือใบหน้าติดตั้งมาให้ ซึ่งหลายๆ แบรนด์ใส่มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานแล้ว
  3. หน้าจอ OLED ยังใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เยอะพอควร ทำให้ใช้งานได้นานสุดราว 8 ชั่วโมง

รีวิว ASUS VivoBook 15 OLED

Specification

vivobook

สเปคของ ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องที่ได้รับมาทดสอบนั้น จะเป็นรุ่นที่เด่นเรื่องพาเนลหน้าจอ OLED ที่ให้สีสันสดใสและมีขนาด 15.6 นิ้ว พร้อม Numpad และปุ่ม Enter กรอบสีเหลืองซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซีรี่ส์นี้ ดังนั้นจะพกไปทำงานหรือเรียนก็ถือว่าไม่หวือหวาและดูเรียบร้อยดีมาก

สเปคเครื่องที่ได้รับมาทดสอบเป็นซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel Iris Xe Graphics มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมใช้งาน แรมเป็นแบบออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz มีช่องแรมให้อัพเกรดเพิ่มได้อีก 1 ช่อง ส่วนหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ที่ให้สีสันสดสวยงามระดับ Cinema-grade แล้วได้ Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth ด้วย จัดว่าให้สเปคและพอร์ตมาเพียงพอพร้อมใช้งานในทันทีและจบในตัวเนื่องจากมี Microsoft Office แท้ติดตั้งมาให้ด้วย

สเปคของ ASUS VivoBook 15 OLED
  • ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel Iris Xe Graphics
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ระดับ Cinema-grade ได้ Pantone Validated
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • ราคารอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก ASUS Thailand

Hardware & Design

ASUS AMOLED DSC06851

ASUS AMOLED DSC06894
ASUS AMOLED DSC06892
ASUS AMOLED DSC06896
ASUS AMOLED DSC06866

การออกแบบตัวเครื่อง ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้ต้องถือว่าทางบริษัททำดีไซน์ดูเรียบง่ายแบบโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไป เลือกสีตัวเครื่องได้ 3 สีตามรสนิยม คือ สีดำทั้งตัว, สีเงินที่ตัวเครื่องและฝาหลังและกรอบหน้าจอสีดำ, ฝาหลังสีทองตัวเครื่องสีเงินกับกรอบหน้าจอสีดำ แต่จะมีเอกลักษณ์ร่วมกันตรงปุ่ม Enter ขอบเหลืองประจำตระกูล VivoBook โดยรวมแล้วดีไซน์ตัวเครื่องเป็นแบบมาตรฐานเหมือนโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่เน้นความคุ้มและสร้างความแตกต่างในส่วนของสเปคมากกว่า

ส่วนรายละเอียดการออกแบบรอบตัวเครื่องจะมีการเก็บงานแล้วออกแบบเอื้อให้ผู้ใช้ใช้งานได้สะดวกขึ้น เช่น ขอบด้านหน้าตัวเครื่องที่ตัดเว้นให้เอานิ้วเกี่ยวแล้วกางหน้าจอขึ้นมาใช้งานได้ง่าย พอกางหน้าจอแล้วฝาหลังตัวเครื่องจะเลยลงไปปิดก้านบานพับด้านหลังจนเห็นแต่ฝาหลังเครื่องอย่างเดียว ทำให้ด้านหลังเครื่องดูสวยงามเรียบร้อยขึ้น

ASUS AMOLED DSC06901

ด้านของก้านบานพับตัวเครื่องจะเป็นแบบก้านบานพับเส้นเดียวเดินแนวยาวตลอดหน้าเครื่องแล้วต่อปลายทั้งสองฝั่งเอาไว้กับขาฐานจอด้านในตัวเครื่อง ซึ่งดีไซน์บานพับหน้าจอแบบนี้ช่วยให้บานพับแข็งแรงไม่โยกคลอนง่ายและเสริมยางเส้นเอาไว้รอบกรอบหน้าจอเพื่อซัพพอร์ตหน้าจอเวลาพับลงมาแล้วจะไม่ติดกับตัวเครื่องเกินไป เวลาพับหน้าจอเร็วๆ กรอบพลาสติกก็ไม่กระแทกตัวเครื่อง

ASUS AMOLED DSC06848

ฝาหลังตัวเครื่องจะดีไซน์เรียบง่ายและเป็นฝาหลังตามสีที่เลือก ที่แนวขอบด้านบนจะเป็นเส้นพลาสติกแนวยาวแยกชิ้นให้ดีไซน์ดูไม่เรียบจนเกินไป มีโลโก้สีเงินพร้อมชื่อรุ่น “ASUS VivoBook” ติดไว้ตรงกลางฝั่งขวามือของฝาหลังเครื่อง

ASUS AMOLED DSC06862

ตัวบานหน้าจอเวลากางจนสุดแล้วจะกางได้ราว 130 องศา ไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คที่เป็นแบบฝาพับ Clamshell design หลายๆ รุ่น สามารถกางหรือหุบหน้าจอให้เข้ากับองศาการมองเห็นของเราได้ง่ายทั้งตอนที่วางบนโต๊ะทำงานหรือแท่นวางโน๊ตบุ๊ค ก็สามารถปรับองศาหน้าจอให้เข้ากับการมองเห็นของเราได้สะดวก

ASUS AMOLED DSC06832
ASUS AMOLED DSC06833

ด้านใต้ตัวเครื่องนั้นจะดูเรียบๆ มีช่องระบายอากาศขนาดเล็กทางฝั่งซ้ายมือที่เจาะเอาไว้ตรงเมนบอร์ดเพื่อดึงอากาศเย็นเข้าเครื่องแล้วเป่าออกด้วยพัดลมโบลวเวอร์ ASUS Aerodynamic IceBlades ที่ ASUS ออกแบบใบพัดเองแล้วเคลมว่าช่วยให้ระบายอากาศและลดความร้อนในตัวเครื่องตอนใช้งานหนักได้ดี โดยพัดลมจะเป่าลมร้อนออกทางฮีตซิ้งค์ทางฝั่งขวามือเหนือแป้นคีย์บอร์ด และเจาะช่องสำหรับลำโพงเอาไว้อีก 2 ช่องซ้ายขวาและมีตุ่มยางรองใต้เครื่องทรงกลมอีก 4 ลูก เพื่อป้องกันด้านใต้ตัวเครื่องสัมผัสกับพื้นโต๊ะโดยตรง

สำหรับการล็อคฝาใต้เครื่องจะเป็นน็อตแฉกบวก (Philips head) จำนวน 10 ตัวขันล็อคเอาไว้ สามารถใช้ไขควงแบบที่หาซื้อได้ทั่วไปขันออกแล้วเปิดฝาเพิ่มแรมหรือเปลี่ยน SSD ได้เลย ส่วนวิธีคลายล็อคฝาหลังให้ใช้ปิ๊กกีตาร์เสียบเข้าซอกเหนือน็อตมุมเครื่อง แล้วรูดไล่ตามขอบมาเรื่อยๆ จะแกะได้ง่ายกว่าเสียบที่กรอบด้านข้างตัวเครื่องมาก

Screen & Speaker

ASUS AMOLED DSC06867

ASUS AMOLED DSC06868
ASUS AMOLED DSC06870
ASUS AMOLED DSC06871
ASUS AMOLED DSC06872

ส่วนหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ของ ASUS VivoBook 15 OLED จะเป็นหน้าจอขอบบาง “NanoEdge Display” ผ่านการรับรอง Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 แล้ว โดย ASUS ดีไซน์กรอบหน้าจอด้านข้างสองฝั่งให้บางเป็นพิเศษ ส่วนขอบบนล่างก็จะบางกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปเล็กน้อย โดยทางบริษัทเคลมไว้ว่าดีไซน์นี้จะทำให้ Screen-to-body ratio เพิ่มขึ้นเป็น 85% และยังมีกล้อง Webcam ติดตั้งมาให้ตรงขอบบนของหน้าจอพร้อมไมค์สำหรับประชุมหรือเรียนออนไลน์ได้เลย

ด้านการใช้งานจริง ถือว่าสีสันและความสว่างของหน้าจอ OLED สว่างและสดและสว่างกว่าหน้าจอพาเนล IPS, TN มาก เหมาะกับคนที่ชอบหน้าจอสีสันสดใสเป็นพิเศษ จะใช้ทำงานหรือดูหนังก็ได้ดีทั้งคู่และยังได้ภาพบนหน้าจอที่สวยงาม ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ปรับความสว่างลงที่ 50-70% ก็พอแล้ว เนื่องจากความสว่างมากกว่านี้ สีบนหน้าจอพาเนล OLED จะสว่างเกินไปจนออกแสบตามากกว่า

gamut

brightness
monitor zone
delta e
monitor rating

เมื่อทดสอบหน้าจอด้วย Spyder5Elite เพื่อวัดขอบเขตและความแม่นยำของสีแล้ว หน้าจอพาเนล OLED ของ ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้จะได้ขอบเขตสีกว้างระดับ 100% sRGB, 99% AdobeRGB, 92% DCI-P3 จัดว่าขอบเขตสีนั้นกว้างระดับเทียบเท่าหน้าจอของโน๊ตบุ๊คสำหรับครีเอเตอร์หลายๆ รุ่นเลยทีเดียว ถือว่าพาเนล OLED ของ VivoBook เครื่องนี้มีคุณภาพสูงดีจริง และนอกจากนี้ยังได้รับการการันตีคุณภาพหน้าจอ Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600อีกด้วย

ส่วนของความสว่างหน้าจอที่ตัว Spyder5Elite วัดได้ที่ความสว่าง 100% อยู่ที่ 321 nits ซึ่งถือว่าสว่างมากระดับที่ถือว่าเหลือเฟือตอนเปิดคอมทำงานในอาคารสำนักงาน ซึ่งใช้เพียง 200 nits ก็สว่างเพียงพอมองเห็นชัดเจนแล้ว และถ้าดูในตารางจะเห็นว่าความสว่างที่ 75% ที่วัดได้ 194 nits ก็ถือว่าสว่างเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้วและไม่แสบตาเกินไปอีกด้วย

ส่วนความสว่างเมื่อวัดเป็นตาราง 9 ช่องแล้ว จะเห็นว่าความสว่างทั่วทั้งหน้าจอถือว่าเสมอและไล่เลี่ยกันตลอดทั้งหน้าจอที่ 0-6% ไม่มีกรอบหรือโซนไหนที่ตัว Spyder วัดแล้วความสว่างลดจนเห็นเลขหลักสิบเลย จึงถือได้ว่าหน้าจอพาเนล OLED ของ ASUS VivoBook ตัวนี้มีคุณภาพดีมากระดับที่ถ้าเอาไปแต่งภาพหรือทำสีระดับช่างกล้องก็ไม่มีปัญหาไม่ต้องระวังโซนไหนบนหน้าจอเป็นพิเศษ ส่วนความแม่นยำสีบนหน้าจอหรือค่า Delta-E นั้น เฉลี่ยแล้ว <2 ซึ่งถือว่าแม่นยำเทียบชั้นกับหน้าจอโน๊ตบุ๊คสำหรับครีเอเตอร์หลายๆ รุ่นเลยทีเดียว จึงใช้หน้าจอนี้ทำงานภาพ, ไกด์สี แต่งรูปได้สบายๆ

ส่วนคะแนนรวมเฉลี่ยจาก Spyder5Elite จะอยู่ที่ 4 เต็ม 5 คะแนน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงในกลุ่มโน๊ตบุ๊คเน้นคุ้มค่าและราคาไม่แพงเกินไป โดยจุดเด่นของหน้าจอนี้ได้แก่ Gamut, Contrast จะได้เต็ม 5 คะแนน ลดลงมาเป็น Tone Response, Luminance Uniformity, Color Uniformity, Color Accuracy ที่ได้ 4.5 คะแนน นับได้ว่าหน้าจอนี้ทำคะแนนเฉลี่ยเกาะกลุ่มอยู่ในระดับสูงเลยทีเดียว

ASUS AMOLED DSC06847
ASUS AMOLED DSC06846
ASUS AMOLED DSC06840
ASUS AMOLED DSC06841

ด้านลำโพงของตัวเครื่องที่ปรับแต่งเสียงโดย Harman/Kardon จะเป็นลำโพง 2 ตัวที่ติดตั้งเอาไว้ด้านใต้เครื่อง ก็นับว่าเสียงเพลงที่ได้จากลำโพงนั้นอยู่ในระดับกลางๆ แต่เด่นเรื่องเสียงใสและเสียงนักร้องเป็นหลัก จึงเหมาะกับการฟังเพลงแนวแจ๊สและป็อบมาก แต่เบสเรียกว่ามีแค่ระดับแค่พอมีให้พอใช้งานและไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ ซึ่งถ้าใครเน้นฟังเพลงแนว EDM หรือร็อคที่เสียงเครื่องดนตรีหนักและเน้นเบสเป็นพิเศษ ควรต่อลำโพงแยกไปเลยจะดีกว่า

Keyboard & Touchpad

ASUS AMOLED DSC06873

ASUS AMOLED DSC06876
ASUS AMOLED DSC06877
ASUS AMOLED DSC06874
ASUS AMOLED DSC06875

คีย์บอร์ดที่ติดมากับ ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้เป็นแบบ Full-size พร้อมแป้น Numpad แยกเอาไว้ฝั่งขวามือของตัวเครื่อง แล้วรวมปุ่ม Power เอาไว้กับชุดคีย์บอร์ดเป็นปุ่มมุมบนขวาบนสุด แล้วคั่นเอาไว้ด้วยปุ่มเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ทั้งบวก, ลบ, คูณและหาร แล้วทางซ้ายค่อยต่อด้วยปุ่ม Function อื่นๆ ซึ่งดีไซน์นี้ถ้าใครใช้งานชุด Numpad บ่อยๆ ช่วงแรกๆ ระหว่างปรับตัวต้องสักหน่อย เพราะอาจจะมีโอกาสมือลั่นไปกดผิดจากเครื่องหมายหารเป็นกดปิดเครื่องได้ด้วย

การออกแบบและ Mapping คีย์บอร์ด ต้องถือว่าทาง ASUS เองก็จัดกลุ่มปุ่ม Function ต่างๆ ได้ดี มีการรวมคำสั่งที่เป็นประเภทเดียวกันอย่างชุดลูกศรขึ้นลงซ้ายขวารวบเป็น Page up, Page down, Home, End และเพิ่มคำสั่งที่น่าจะได้ใช้งานบ่อยอย่างกด Fn+Enter ของชุด Numpad ก็เรียกเครื่องคิดเลขของ Windows 10 ขึ้นมาใช้งานได้ทันที ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าทาง ASUS จัดการ Mapping ปุ่มคีย์บอร์ดของ ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้มาได้ดีทีเดียว

ASUS AMOLED DSC06882

ASUS AMOLED DSC06885
ASUS AMOLED DSC06884

ถ้าใครถนัดใช้งาน F1-F12 แบบกดตรงๆ ไม่อยากกด Fn ค้าง สามารถกด Fn+Esc ให้สลับปุ่ม Function Hotkey กับ F1-F12 ตามปกติได้ด้วย พอกดสลับแล้วบนหน้าจอจะมีหน้าต่างแสดงการสลับการทำงานระหว่างปุ่ม F1-F12 หรือ Function Hotkey แสดงขึ้นมาบนหน้าจอด้วย

ASUS AMOLED DSC06965
ASUS AMOLED DSC06962
ASUS AMOLED DSC06963

ด้านของไฟ LED Backlit ของ ASUS VivoBook 15 OLED จะเป็นไฟสีขาวปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ทำงานแบบ Toggle พอเพิ่มความสว่างไปเรื่อยๆ จนสุดแล้วไฟจะดับแทน และจุดเด่นของคีย์บอร์ดตัวนี้คือปุ่ม Enter กรอบและตัวอักษรสีเหลืองที่จะสว่างตัดกับไฟสีขาวของทั้งคีย์บอร์ด ซึ่งคีย์บอร์ดมีไฟ LED Backlit นั้นถือว่าเป็นฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์ทีเดียว ซึ่งเมื่อมีไฟเรืองบนคีย์บอร์ดก็ช่วยให้พิมพ์งานในที่แสงน้อยได้สะดวกขึ้นมาก

ASUS AMOLED DSC06881
ASUS AMOLED DSC06880
ASUS AMOLED DSC06879

ด้าน Function Hotkey บนคีย์บอร์ดที่ปุ่ม F1-F12 นั้น ทาง ASUS จะจัดการ Mapping มาเต็มทุกปุ่ม เน้นฟังก์ชั่นที่ใช้งานเป็นประจำ โดยแต่ละปุ่มได้แก่

  • F1-F3 – ปิด, ลด, เพิ่มเสียงลำโพง
  • F4-F5 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F6 – ล็อคการทำงานของทัชแพด
  • F7 – ปรับความสว่างของไฟ LED Backlit บนคีย์บอร์ด
  • F8 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าหน้าจอหลักและหน้าจอแยก
  • F9 – ปุ่มล็อคหน้าจอให้กลับไปหน้าล็อคอินเหมือนกด Windows+L
  • F10 – ปุ่มเปิดปิดการทำงานกล้อง Webcam
  • F11 – ปุ่มเรียกคำสั่ง Snipping Tool
  • F12 – ปุ่มเรียกโปรแกรม MyASUS สำหรับตั้งค่าตัวเครื่องและติดต่อศูนย์บริการ

ถัดจาก F12 เป็นต้นไป จะเป็นปุ่ม Print screen, Insert, Delete คั่นด้วยปุ่มเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ก่อนจะถึงปุ่ม Power ที่มุมบนขวามือ ซึ่งการเซ็ตรวมกลุ่มเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์เอาไว้เป็นกลุ่มก้อนสี่เหลี่ยม ไม่ได้เอามาตั้งแนวรอบ Numpad นั้นช่วยให้เราหาเครื่องหมายได้ถูกและง่าย ยิ่งถ้าใช้งานจนคล่องก็ยิ่งทำงานสะดวกขึ้นไปอีก

เรื่องสัมผัสเวลาพิมพ์ต้องถือว่าปุ่มคีย์บอร์ดของ ASUS VivoBook 15 OLED ทำระยะกดมาสั้น ตอบสนองไวจนใช้นิ้วกดเบาๆ ก็ทำงานทันที จากความรู้สึกแล้วถือว่าระยะกดตื้นเกือบเท่ากับคีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ผู้เขียนเคยรีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งคีย์บอร์ดประเภทนี้ตอบโจทย์คนที่ชอบคีย์บอร์ดระยะกดสั้นและเสียงเบาอย่างแน่นอน

ASUS AMOLED DSC06887

สำหรับทัชแพดที่ติดตั้งเอาไว้ตรงโซนที่วางข้อมือของตัวเครื่อง จะเห็นว่าดีไซน์ออกเป็นทรงสี่เหลี่ยมเกือบเป็นทรงจตุรัส เดินกรอบสีเงินเอาไว้เรียบร้อยแล้วดีไซน์ซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้และรองรับ Gesture Control ของ Windows 10 ด้วย ส่วนการออกแบบวางตัวแป้นทัชแพดถือว่า ASUS เลือกตำแหน่งได้ดี เวลาวางมือพิมพ์งานแล้วโคนแม่โป้งจะไม่พาดลงขอบทัชแพด ไม่เกิดอาการคลิกหลอนรบกวนการทำงานเลย

Connector / Thin & Weight

ASUS AMOLED DSC06893
ASUS AMOLED DSC06897

ด้านพอร์ตเชื่อมต่อทั้งหมดของตัวเครื่องจะติดตั้งไว้แค่ฝั่งซ้ายและขวามือของ ASUS VivoBook 15 OLED เท่านั้น โดยแยกฝั่งคือทางซ้ายเป็น USB 2.0 x 2 และมีไฟแสดงสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนฝั่งขวามือไล่จากซ้ายเป็น MicroSD card reader, ช่องหูฟัง 3.5 มม., USB-C 3.2 Gen 1, USB-A 3.2 Gen 1, HDMI 1.4 และปิดด้วยช่องต่อปลั๊กของตัวเครื่อง

ในแง่ของพอร์ต USB ด้านข้างตัวเครื่องนั้น ในส่วนนี้ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าทาง ASUS ยังไม่ได้ใส่เป็นพอร์ต USB 3.0 ทั้งหมดแถมยังมี USB 2.0 ติดมาให้ 2 พอร์ต หากนับในแง่การใช้งานก็ถือว่าใช้โอนไฟล์หรือต่อเมาส์คีย์บอร์ดได้ตามปกติ แต่จริงๆ แล้วควรเปลี่ยนมาใช้ USB 3.0 ที่โอนไฟล์ได้รวดเร็วกว่าเป็นพอร์ตมาตรฐานประจำเครื่องได้แล้ว หรือถ้าต้องการใส่พอร์ต USB 2.0 ก็ควรมีเพียง 1 พอร์ตเอาไว้ต่อเมาส์ก็พอ

ส่วนพอร์ต USB-C ด้านขวาเครื่องก็ใช้รับส่งข้อมูลได้อย่างเดียว ไม่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ตามมาตรฐาน USB Power Delivery และต่อหน้าจอแยกไม่ได้ ผิดกับ ASUS VivoBook รุ่นก่อนหน้านี้ที่พอร์ต USB-C รองรับการชาร์จตามมาตรฐาน USB Power Delivery ด้วย ต้องถือว่าทาง ASUS ก็ยังมีอาการกั๊กของกับพอร์ต USB-C อยู่บ้าง ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าถ้าทาง ASUS ออกรุ่นย่อยหรือรุ่นอัพเดทมา ก็อยากให้ใส่เป็น USB-C แบบรองรับการต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ได้ในตัว ถ้าให้ดีอาจจะทำให้พอร์ตรองรับ Thunderbolt ไปเลย เพราะ Intel รุ่นที่ 11 รองรับพอร์ตนี้อยู่แล้ว และจะกลายเป็นจุดขายเด่นของ ASUS VivoBook แล้วนำหน้าคู่แข่งหลายๆ แบรนด์ได้สบายๆ

ASUS AMOLED DSC06898
ASUS AMOLED DSC06899
ASUS AMOLED DSC06831
ASUS AMOLED DSC06830

สำหรับมิติตัวเครื่องเมื่อวัดความหนาด้วยเวอร์เนียดิจิตอลแล้ว ด้านหน้าเครื่องจะหนาราว 18.5 มม. และส่วด้านหลังหนาขึ้นเล็กน้อยเป็น 18.9 มม. จัดว่าตัวเครื่องค่อนข้างบางกว่าโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วหลายๆ รุ่น สามารถพกใส่กระเป๋าแบบเป้หรือสะพายข้างไปทำงานหรือเรียนได้สบายๆ ไม่หนาเทอะทะจนเบียดของใช้ชิ้นอื่นในกระเป๋าอย่างแน่นอน

ASUS AMOLED DSC06826

ASUS AMOLED DSC06828
ASUS AMOLED DSC06827

ส่วนของน้ำหนักรวมที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้ที่หน้าสเปคจะหนัก 1.8 กิโลกรัม แต่เมื่อชั่งแยกชิ้นด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้ว เฉพาะตัวเครื่องจะหนัก 1.54 กิโลกรัม อแดปเตอร์เบาเพียง 166 กรัม รวมแล้วสุทธิที่ 1.71 กิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้นจะพกเครื่องพร้อมอแดปเตอร์ใส่กระเป๋าเป้ไปก็ไม่มีปัญหาและไม่หนักถ่วงหลังและไหล่เกินไปอย่างแน่นอน

Inside & Upgrade

ASUS AMOLED DSC06835

ASUS AMOLED DSC06843
ASUS AMOLED DSC06844
ASUS AMOLED DSC06842

การอัพเกรดภายใน ASUS VivoBook 15 OLED หลังจากขันน็อตด้านใต้ตัวเครื่องออกจนหมดแล้ว ให้เอาปิ๊กกีตาร์หรือการ์ดแข็งๆ สักใบมาเสียบตรงช่องว่างตรงขาฐานหน้าจอฝั่งหนึ่งแล้วไล่ขอบไปเรื่อยๆ จนรอบตัวถึงจะแกะฝาใต้เครื่องได้ แต่ข้อดีคือน็อตที่ขันอยู่ใต้เครื่องนั้นเป็นไซซ์เดียวกัน ไม่มีตัวที่ยาวหรือสั้นกว่าเป็นพิเศษ ทำให้เวลาขันน็อตเข้าออกก็ไม่ต้องกังวลเรื่องช่องขันน็อตมากนัก

ข้างในเครื่อง จะเห็นว่าเมนบอร์ดของ ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้แบ่งครึ่งเครื่องเป็นส่วนของเมนบอร์ดกับแบตเตอรี่และพัดลมระบาอากาศเอาไว้ชัดเจน และคาดว่าเพราะ Intel Core i5-1135G7 ตอนใช้งานตามปกติก็ไม่ได้ร้อนอะไรมากจึงมีฮีตไปป์เดินตรงเส้นเดียวจากซีพียูไปซิ้งค์แล้วเป่าด้วยพัดลมระบายความร้อนเลย ส่วนด้านล่างจะมีช่องใส่ 2.5″ SATA SSD ที่เว้นว่างเอาไว้กับแบตเตอรี่ความจุ 42Wh (3,853 mAh Typical / 3,550 mAh Rated) อีกหนึ่งลูก สำหรับจ่ายพลังงานให้เครื่องนี้

ASUS AMOLED DSC06837

ASUS AMOLED DSC06838
ASUS AMOLED DSC06845
ASUS AMOLED DSC06839

พอมาโฟกัสตามจุดต่างๆ จะเห็นว่าทาง ASUS จัดพื้นที่เมนบอร์ดเอาไว้ได้เรียบร้อย แยกสัดส่วนชิ้นส่วนต่างๆ ไว้ชัดเจน จากซ้ายมือจะเป็น SSD แบบ M.2 NVMe กับช่อง RAM SO-DIMM สำหรับอัพเกรดเพิ่มจากที่บัดกรีออนบอร์ดเอาไว้แล้ว ถ้าอ้างอิงจากหน้าสเปคของ ASUS แล้ว โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะอัพเกรดแรมเพิ่มได้สูงสุด 16GB ซึ่งถือว่าเยอะเพียงพอใช้ทำงานและเปิดเบราเซอร์เพื่อทำงานหลายๆ หน้าจอได้สบายๆ ส่วนด้านขวาสุดใกล้กับพัดลมโบลวเวอร์เป็นการ์ด Wi-Fi 6 และ Bluetooth 5.0

แต่จุดสังเกตของ ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้หลักๆ แล้ว คือการเว้นพื้นที่ด้านข้างแบตเตอรี่ให้พอใส่ 2.5″ SATA SSD ได้ แต่ไม่มีหัว SATA III กับ Bracket ติดตั้งมาให้ ทำให้คนที่ต้องการเพิ่มความจุฮาร์ดดิสก์ในเครื่องต้องใช้วิธี Clone Windows จาก M.2 NVMe ตัวเก่าไปใส่ตัวใหม่แทน ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เขียนสังเกตเห็นในโน๊ตบุ๊ค ASUS หลายๆ รุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเกมมิ่งหรือสายทำงานก็ตาม ไม่อย่างนั้นก็เพิ่มขนาดของแบตเตอรี่ให้เยอะขึ้นจนกลบพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ส่วนนี้ไปเลยก็จะดีกว่า

Performance & Software

ASUS AMOLED DSC06890

cpu z1
cpu z ram

สเปคของ ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้ ใช้เป็น Intel Core รุ่นที่ 11 แล้ว โดยรุ่นที่ได้รับมาทดสอบติดตั้ง Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz เป็นซีพียูประสิทธิภาพดี สามารถรันโปรแกรมที่กินทรัพยากรในตัวเครื่องได้สบายๆ รองรับชุดคำสั่งต่างๆ ครบถ้วน และประหยัดพลังงานอีกด้วย โดยค่า TDP ของซีพียูอยู่ที่ 28 วัตต์เท่านั้น

แรมในเครื่องจะบัดกรีติดเมนบอร์ดมาให้ 1 ตัวแล้ว มีความจุ 8GB DDR4 บัส 3200 MHz และมีช่องสำหรับใส่แรม SO-DIMM อีกหนึ่งช่องด้วยกัน อัพเกรดเพิ่มความจุได้สูงสุด 16GB หากจะอัพเกรดก็ซื้อแรมอีก 1 แถวมาเติมแล้วใช้งานได้เลย

gpu z

การ์ดจอในเครื่องจะเป็นการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics ในตัวซีพียู Intel โดยรองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่งหลักๆ ทั้ง OpenCL, DirectCompute, DirectML, Vulkan, OpenGL 4.6 ครบถ้วน ดังนั้นถ้าเอามาทำงานแต่งภาพต่างๆ ก็จัดว่าทำได้สบายๆ แน่นอน

device mgr

ด้านชิ้นส่วนต่างๆ ที่ ASUS เลือกมาประกอบให้ ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้ จะมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาให้ รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้อย่างแน่นอน ส่วน SSD เป็น M.2 NVMe รุ่น OEM จากทาง Intel รหัส INTEL SSDPEKNW512G8 กับการ์ด Wi-Fi ของทาง MediaTek Wi-Fi 6 รุ่น MT7921 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่ ASUS เลือกใช้กับโน๊ตบุ๊คสายเกมมิ่งและสายทำงานหลายๆ รุ่น

as ssd

หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นกับรหัส INTEL SSDPEKNW512G8 ซึ่งเป็นรหัส OEM ของ M.2 NVMe รุ่น Intel SSD 660p ของ Intel โดยตัว NAND Flash เป็น QLC ซึ่งความเร็วสูงสุดที่ Intel เคลมไว้ตรงหน้าสเปคจะได้ Sequential Read 1,500 MB/s และ Sequential Write 1,000 MB/s และเมื่อวัดด้วย AS SSD แล้ว Sequential Read ได้ 1,342.35 MB/s และ Sequential Write 633.08 MB/s ซึ่งถือว่าสูงระดับหนึ่ง

ถ้าใช้งานทั่วๆ ไปก็ถือว่า SSD ตัวนี้ทำงานได้ไม่ช้าเกิน แต่ใครอยากอัพเกรดให้เร็วขึ้นจะหา SSD ที่เป็น PCIe 3.0 รุ่นที่ทำงานได้เร็วกว่านี้อย่าง WD Black SN750, WD Blue SN550, Kingston A2000 หรือ Samsung 980 มาใส่ก็จะทำงานได้เร็วกว่านี้อย่างแน่นอน

ookla

ด้านของ MediaTek MT7921 จะรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax แบบ Dual-band 2*2 และ Bluetooth 5.0 ในตัว ซึ่ง ASUS เลือกมาติดตั้งในโน๊ตบุ๊คสายเกมมิ่งและรุ่นทำงานหลายๆ รุ่น และพอต่อ Wi-Fi 5 GHz และทดสอบด้วย Ookla แล้ว ความเร็วที่วัดได้คือ Download 454.16 Mbps และ Upload 306.64 Mbps ซึ่งจัดว่าเร็วมากไม่แพ้ชิป Intel Wi-Fi ที่นิยมติดตั้งในโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นเลย เวลาใช้งานจริงก็สามารถเปิดเว็บ, ดูคลิปและใช้งานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหา

r15
r20

เมื่อทดสอบกับโปรแกรม CINEBENCH R15 และ CINEBENCH R20 ที่ทดสอบการเรนเดอร์โมเดล 3D CG ว่า Intel Core i5-1135G7 สามารถทำงานได้ดีหรือไม่ โดยฝั่งของ R15 ที่ทดสอบทั้งความลื่นไหลตอนเรนเดอร์และซีพียูแล้ว จะได้คะแนน OpenGL 64.18 fps และ CPU 824 cb ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้ทำกราฟฟิค 3 มิติได้อย่างแน่นอน

ส่วน CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบพลังการเรนเดอร์ของ CPU ตรงๆ จะได้คะแนน 2056 pts ซึ่งถือว่าแรงระดับไล่เลี่ยกับซีพียูซีรี่ส์ประสิทธิภาพสูงของ Intel ได้เลยทีเดียว ดังนั้นถ้านับในเรื่องการทำงานล่ะก็ Intel Core i5-1135G7 ตัวนี้สามารถทำงานตัดต่อคลิปและแต่งภาพทำสีได้สบายๆ แน่นอน

3d

ถัดมาในส่วนการทดสอบ 3DMark Time spy เพื่อทดสอบการเล่นเกมแล้ว จะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ยจบที่ 770 คะแนน และถ้าแยกคะแนนเป็นส่วนๆ แล้วจะเห็นว่าคะแนนซีพียูนั้นทำได้สูงถึง 2228 คะแนน แต่การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics จะทำได้แค่ 691 คะแนนเท่านั้น ซึ่งบอกได้ชัดเจนว่า ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้ ไม่เหมาะกับการเล่นเกม AAA นัก

กล่าวถึงการทดสอบการเล่นเกมด้วย ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้ให้ผู้ใช้ที่สงสัยว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สามารถเล่นเกมได้หรือไม่ ถ้าโดยรวมแล้วผู้เขียน ไม่แนะนำนัก โดยเฉพาะเกมระดับ AAA แม้จะปรับกราฟฟิคต่ำสุดแล้ว ผู้เขียนยังเจออาการภาพกระตุกเสี้ยววินาทีอยู่เป็นระยะ ถึงจะอัพเดทไดรเวอร์ใดๆ จนเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดและเล่นเกมออนไลน์อย่าง Genshin Impact, DotA 2 หรือแม้แต่ Valorant ก็ยังเจอปัญหานี้อยู่เช่นเดิม ซึ่งจุดที่ต้องยอมรับ คือการ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics นั้นไม่ตอบโจทย์ด้านการเล่นเกมเท่าไหร่ แต่จะเก่งเรื่องการทำงานเป็นหลัก แต่ส่วนตัวถ้าอยากเล่นเกม 8-bit นิดหน่อยก็ยังพอเล่นได้อยู่

pcmark10

ด้านเล่นเกมอาจจะไม่โดดเด่น แต่พอวัดด้วย PCMark 10 แล้วได้คะแนนเฉลี่ยที่ 4,465 คะแนน ก็ถือว่า ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้สามารถใช้ทำงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยจะเด่นเรื่องใช้งานทั่วไป (Essential) อย่างการเปิดเว็บ ถัดลงมาเป็นการทำงานออฟฟิศทั่วไปอย่างการพิมพ์เอกสารหรือไฟล์ Excel ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน และเมื่อมี Microsoft Office Home & Student 2019 แถมมาให้ในเครื่องก็ยิ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานอย่างแน่นอน ที่ตามหลังหน่อยจะเป็น Digital Content Creation อย่างการแต่งภาพตัดต่อคลิปที่อาจจะเทียบกับ 2 อย่างแรกไม่ได้ แต่ก็ยังพอทำเนาใช้งานได้ระดับหนึ่ง

จริงๆ แล้วถ้าไล่จากหน้าสเปคจะเห็นว่ามีรุ่นที่มีการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX350 ให้เลือกซื้อด้วย ดังนั้นถ้าใครใช้งานทั่วไปอาจจะซื้อรุ่นที่เป็นการ์ดจอออนบอร์ดของ Intel ก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องทำงานแต่งภาพตัดต่อวิดีโอด้วยล่ะก็ แนะนำให้หารุ่นมีการ์ดจอแยกไปเลยจะครบเครื่องสุด

affinity

ถัดมาพอทดสอบกับโปรแกรม Affinity Photo ว่า ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้ ใช้แต่งและตัดต่อภาพได้ดีหรือไม่ จะเห็นว่าคะแนนในส่วนของ Single CPU, Single GPU จะทำคะแนนออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะ Vector (Single CPU) เอง จะได้ 333 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับที่ทำงานกับไฟล์แบบ Vector ได้สบายๆ ส่วนของ Raster (Single GPU) ด้วย Intel Iris Xe Graphics เอง จะทำได้ 1,241 คะแนน จัดว่าอยู่ระดับที่ดีทีเดียว ดังนั้นถ้าเป็นงานแต่งภาพทั่วๆ ไป ก็ถือว่า Intel Core i5-1135G7 ก็จัดการเรนเดอร์ทำงานต่างๆ ได้แน่นอน 

home

asus promotion
custom1
custom2
custom3
custom4
customer support
link to myASUS 2

สุดท้ายซอฟท์แวร์ MyASUS ในเครื่องนั้นจะเป็นซอฟท์แวร์แบบตั้งค่าตัวเครื่องแบบรอบด้านต่างๆ โดยละเอียด ซึ่งรวมเอาไว้ที่เดียวและมี Dashboard รวมสถานะการทำงานของโน๊ตบุ๊คเอาไว้แบบครบเครื่อง ส่วนแท็บด้านข้างจะมีคำสั่งต่างๆ ให้เลือกได้ โดยมี

  • Link to MyASUS – สำหรับเชื่อมต่อกับไอดี MyASUS ของเรา
  • Customization – ตั้งค่าการทำงานและโหมดต่างๆ ของตัวเครื่องโดยละเอียด
  • ASUS Promotion – รวมโปรโมชั่นที่ทาง ASUS จัดให้ผู้ใช้เลือกซื้อได้
  • Customer Support – สำหรับติดต่อ, แจ้งปัญหาและนัดซ่อมโน๊ตบุ๊คได้ด้วย

Battery & Heat & Noise

ASUS AMOLED DSC06866

ส่วนการระบายความร้อน ตัวเครื่องจะมีช่องระบายความร้อนจุดเดียว คือช่องเหนือคีย์บอร์ดหน้าก้านบานพับหน้าจอ ซึ่งถ้าดูจากภายในแล้วจะเห็นว่าทาง ASUS เอาฮีตซิ้งค์มาติดไว้ตรงนี้และเดินฮีตไปป์มาเส้นเดียว ซึ่งหลายคนอาจจะกังวลว่า Intel Core i5-1135G7 รวมกับการทำงานของชิ้นส่วนอื่นๆ ในตัวเครื่องแล้ว มันจะร้อนขึ้นมาจนถึงมือของผู้ใช้หรือรบกวนการทำงานหรือเปล่า ในส่วนนี้จากการทดลองใช้งานจริงตามสถานการณ์จริงแล้ว ถือว่าตัดปัญหาเรื่องความร้อนทิ้งไปได้เลย เนื่องจากตัวเครื่องตอนใช้งานทั่วไปตามปกติจัดว่าเย็นเสมอตลอดการใช้งาน

hwmonitor

สำหรับความร้อนในตัวซีพียูที่ติดชุดระบายความร้อนกับฮีตไปป์หนึ่งเส้น พอใช้ FurMark บังคับรีดความร้อนสูงสุดออกมาว่า ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้มีอุณหภูมิสูงสุดกี่องศา แล้วจะเห็นว่าอุณหภูมิที่แสดงใน CPUID HWMonitor นั้นจะเย็นสุด 38 องศา และร้อนสุดที่ 93 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิที่วัดจากซอฟท์แวร์นั้นจะดูสูงอยู่บ้างแต่ถ้าใช้งานจริงต้องถือว่า Intel Core i5-1135G7 นั้นจัดการอุณหภูมิได้เป็นอย่างดีและไม่ร้อนจนแผ่ขึ้นมารบกวนระหว่างทำงานเลย ดังนั้นถ้าใครซื้อเครื่องไปใช้งานตามปกติล่ะก็ ไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนเลยก็ได้

battmon

ส่วนของแบตเตอรี่ความจุ 42 Wh ที่ติดตั้งเอาไว้ใน ASUS VivoBook 16 OLED เมื่อนำมาทดสอบระยะเวลาใช้งานตามมาตรฐานเว็บไซต์โดยลดความสว่างหน้าจอ, ปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด, ลดเสียงลำโพงให้ดังสุดเพียง 10% ก่อนจะดูคลิปบน YouTube เป็นเวลา 30 นาทีด้วย Microsoft Edge แล้ว จะเห็นว่า VivoBook 15 เครื่องนี้ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมง 17 นาที ซึ่งอาจจะดูน้อยสักหน่อยถ้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน

ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ทำให้เครื่องนี้ใช้งานได้ 8 ชั่วโมงคือหน้าจอ OLED คุณภาพสูงที่ติดตั้งมาให้ซึ่งโดดเด่นเรื่องหน้าจอที่สีสันจะสวยสดเป็นพิเศษแล้ว ยังได้ขอบเขตสีบนหน้าจอกว้างและได้รับการรับรอง Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 อีกด้วย ซึ่งถ้าเป็นพาเนลตามปกติก็จะใช้งานได้นานกว่านี้อย่างแน่นอนแต่ในฐานะที่เป็นพาเนล OLED ต้องถือว่า ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้ทำได้ดีแล้ว

User Experience

ASUS AMOLED DSC06855

ASUS VivoBook 15 OLED ในแง่การใช้งานจริงแล้ว ต้องถือว่าเรื่องการพกพาเครื่องไปไหนมาไหนนั้นไม่มีปัญหาแน่นอน โดยเฉพาะคนที่เอากระเป๋าเป้ใส่โน๊ตบุ๊คยิ่งไม่มีปัญหาแน่นอน เนื่องจากน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม พอรวมอแดปเตอร์เป็น 1.7 กิโลกรัมแล้ว เรียกว่าเบากว่าโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วจากแบรนด์คู่แข่งหลายๆ รุ่นทีเดียว หรือใครที่ชอบใช้กระเป๋าสะพายข้างแบบผู้เขียนก็พกไปได้ไม่หนักไหล่เกินไปจนปวดเมื่อยอย่างแน่นอน และความหนาราว 18 มม. ก็ไม่เบียดพื้นที่ในกระเป๋าจนใส่ของชิ้นอื่นไม่ได้ ดังนั้นในแง่การพกพาจัดว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนของการใช้งาน เรียกว่าสเปคเดิมๆ ที่เป็น Intel Core i5-1135G7 กับ SSD M.2 NVMe 512GB และแรมออนบอร์ดเดิมๆ 8 GB นั้น ถือว่าจัดสเปคมากำลังดี กำลังตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันอย่างการเปิดเว็บ, ดูหนังแต่งภาพฟังเพลงอย่างแน่นอน อาจจะมีเรื่องแบตเตอรี่ที่จะใช้งานได้นานสุดราว 8 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใครรู้ว่าต้องไปทำธุระที่ไหนนานๆ มีประชุมยาวหรือจะนั่งออฟฟิศทั้งวันก็ควรพกอแดปเตอร์ไปด้วยจะได้ทำงานยาวๆ ได้อย่างอุ่นใจ และยิ่งใครเป็นสายทำงานออฟฟิศน่าจะโอเคกับการที่ ASUS ใส่ License ของ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมใช้งานในเครื่อง เพียงเปิดโน๊ตบุ๊คแล้ว Sign in จากนั้นก็เปิดไฟล์งานมาทำต่อได้เลย ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟท์แวร์เพิ่มให้เสียเงินก็ได้

ASUS AMOLED DSC06857

ด้านหน้าจอ OLED ที่ติดตั้งมาให้ ต้องถือว่าเป็นหน้าจอที่สีสันดีและสดมาก ระดับที่ปรับความสว่างลงไปต่ำสุดก็ยังมองเห็นภาพได้รางๆ ระดับหนึ่ง ไม่ได้ดับจนมืดไปเหมือนหน้าจาอ IPS บางรุ่น ส่วนความสว่างหน้าจอนั้นผู้เขียนขอย้ำและแนะนำให้เปิดความสว่างเพียง 50-80% ก็พอแล้ว เนื่องจากความสว่าง 300 nits และสีสันที่สดถึงระดับที่เรียกว่าแสบตาได้เลย ซึ่งถ้าใช้งานในอาคารก็ลดความสว่างหน้าจอลงมาหน่อยจะใช้งานได้สบายตายิ่งขึ้น

ส่วนคนที่คิดถึงการอัพเกรดตัวเครื่อง อย่างแรกที่แนะนำให้เริ่มต้นทำได้เลยคือซื้อแรม 8GB มาอัพเกรดตัวเครื่องเพิ่มหน่อย จะได้ไม่มีปัญหาเวลาเปิดหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน และถ้าคิดว่า M.2 NVMe SSD ในเครื่องมีความจุน้อยหรือว่าเปิดโปรแกรมได้ไม่ทันใจ ก็ค่อย Clone Windows 10 ในเครื่องไปใส่ M.2 NVMe SSD อันใหม่ที่จะอัพเกรดแล้วถอดใส่ได้เลย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำว่าถ้าอัพเกรดทั้งที อาจจะเพิ่มความจุในเครื่องเป็น 1TB แล้วเอา M.2 NVMe ของ Intel ไปใส่กล่องแล้วทำเป็น SSD ไว้เซฟงานต่อก็ดีเหมือนกัน

Conclusion & Award

ASUS AMOLED DSC06856

สุดท้ายแล้ว สำหรับ ASUS VivoBook 15 OLED ถือเป็นรุ่นที่อัพเกรดพาเนลหน้าจอให้มีคุณภาพดีจนได้ Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 การันตีคุณภาพสีสันและขอบเขตสีบนหน้าจอเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าใครเป็นสายทำงานอาร์ตเวิร์คต่างๆ หรือต้องทำงานที่ซีเรียสกับเรื่องสีสันและความแม่นยำของสีบนหน้าจอเป็นพิเศษล่ะก็ นี่คือโน๊ตบุ๊คที่ตอบโจทย์ได้ตรงคำถามนี้เป็นอย่างมาก และมีหน้าจอโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่มี VESA DisplayHDR เช่นนี้อีกด้วย

ในแง่ประสิทธิภาพการใช้งาน ก็ไว้ใจซีพียู Intel Core รุ่นที่ 11 ได้เลย แม้โปรแกรมนั้นจะกินทรัพยากรเครื่องหนักสักหน่อยก็สามารถทำงานได้เป็นอย่างดี รวมทั้งจัดการพลังงานได้สบายๆ แม้จะจับคู่กับโน๊ตบุ๊คที่ใช้พาเนลหน้าจอคุณภาพสูและใช้พลังงานเยอะสักหน่อยก็ยังพอใช้งานต่อเนื่องได้ทั้งวันอย่างแน่นอน

ASUS AMOLED DSC06858

ซึ่งถ้ายอมรับข้อสังเกตเรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อที่ ASUS ยังดูกั๊กอยู่บ้างเลยดูยังไม่สุดเท่าที่ควรก็ตาม แต่ถ้าใครยอมรับได้และเน้นว่าได้หน้าจอคุณภาพสูงมากมาใช้และไม่มีปัญหาว่าพอร์ตที่ติดตั้งมาด้านข้างเครื่องยังมีพอร์ตรุ่นเก่าๆ ผสมอยู่ ก็นับว่า ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้เป็นโน๊ตบุ๊คที่น่าจริงๆ ยิ่งถ้าเป็น Account Executive ที่ขายงานโฆษณากับลูกค้าเป็นประจำ แล้วต้องเอาภาพขึ้นหน้าจอโน๊ตบุ๊คเพื่อพรีเซนต์งาน ก็ยืดอกบอกลูกค้าได้เลยว่าสีสันที่เห็นบนหน้าจอของ ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้ทั้งแม่นยำและเที่ยงตรงเชื่อถือได้แน่นอน

award

NBS award 4 Mobility

Best mobility

โน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6 นิ้ว หลายๆ รุ่น มักจะมีน้ำหนักตัวเครื่องราว 1.7-2 กิโลกรัมขึ้นไป บางคนอาจจะไม่อยากพกไปไหนเพราะหนักและไม่สะดวก มีไม่กี่รุ่นที่น้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องจะลงมาเหลือแค่ 1.5 กิโลกรัม และถึงรวมอแดปเตอร์แล้วก็ ยังหนักราว 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น ถือได้ว่า ASUS VivoBook 15 OLED เครื่องนี้เป็นโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วที่พกพาง่ายและเหมาะกับรางวัล Best Mobility เป็นอย่างมาก

award new multi media

best multimedia

เครื่องการันตีคุณภาพหน้าจอ OLED ของ ASUS VivoBook 15 OLED ตัวนี้ อย่าง Pantone Validated และโดยเฉพาะ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 ที่มีโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นที่ได้รับการการันตีระดับนี้ ถือเป็นการการันตีคุณภาพขอบเขตและความแม่นยำของสีสันบนหน้าจอได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องสงสัยว่าพาเนลหน้าจอนี้จาก ASUS มีคุณภาพดีระดับใด ดังนั้นสายอาร์ตและคนทำงานด้านศิลป์ก็น่าจะชอบและได้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอนี้อย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/617254-review-asus-vivobook-15-oled

6 กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คไซซ์ใหญ่ ใส่โน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ไม่หวั่น ใส่ของลงกระเป๋าได้เพียบ! เริ่ม 999 บาท

กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คไซซ์ใหญ่สำหรับสายเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องโต หรือจะใส่ไซซ์เล็กลงมาแต่เติมอุปกรณ์เสริมจัดเต็มก็ได้เหมือนกัน

bag cover

กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คที่เราหาซื้อได้ทั่วไปในร้านค้าก็มักเจอแต่ขนาดมาตรฐานอย่าง 13-16 นิ้ว ที่เป็นขนาดมาตรฐานที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้งานกันเท่านั้น แต่บางคนที่ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่หรือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค อาจจะเจอปัญหาว่าหากระเป๋ามาใส่เครื่องไม่ได้หรือใส่แล้วปิดปากกระเป๋าแทบไม่ลงและบางทีอาจจะเกิดอุบัติเหตุที่เราคิดไม่ถึงก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ดีแน่นอน

ดังนั้นถ้าใครพกโน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ๆ ไปไหนมาไหนเป็นประจำแล้วกำลังมองหากระเป๋าใบใหญ่ๆ เอาไว้ใส่เครื่องและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อยู่ล่ะก็น ตอนนี้ก็มีผู้ผลิตที่ทำกระเป๋าโน๊ตบุ๊คไซซ์ดังกล่าวออกมาให้เลือกซื้อกันหลายแบรนด์และราคาก็ไม่แพงเกินไปอีกด้วย

กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊ค

ส่วนถ้าใครที่อยากหากระเป๋าโน๊ตบุ๊คใบใหม่มาแทนใบเก่า หรืออยากได้ข้อมูลและวิธีการเลือกแบบง่ายๆ ได้กระเป๋าดีๆ ไปใช้งาน ผู้เขียนได้ทำบทควาแนะนำเอาไว้ก่อนหน้านี้ให้เลือกอ่านกัน ได้แก่ “แนะนำกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คแบบเป้ 6 ใบ ใส่ของได้แบบจัดเต็ม เริ่ม 270 บาทเอง!” และ “5 กระเป๋า notebook น่าใช้พร้อมวิธีเลือก ฉบับปี 2021!” ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมในบทความทั้ง 2 บทความนี้ก่อนได้

6 กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คไซซ์ใหญ่ ใส่เครื่องโตๆ ได้สบาย แนะนำให้ซื้อ

สำหรับคนที่หากระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คขนาดใหญ่ไว้ใช้งาน ในตอนนี้แบรนด์เกมมิ่งเกียร์, ผู้ผลิตกระเป๋าชั้นนำก็มีให้เลือกซื้อเช่นกัน และข้อดีของกระเป๋าไซซ์ใหญ่ก็คือเราสามารถใส่โน๊ตบุ๊คที่มีขนาดเล็กกว่านิดหน่อยก็ได้สบายๆ และก็ใส่แท็บเล็ตกับหนังสือและอื่นๆ ได้สบายๆ โดยกระเป๋าใบที่เลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. Mark Ryden 17″ (999 บาท)
  2. ASUS ROG BP4701 Gaming Backpack (1,490 บาท)
  3. Dell Gaming Backpack (55.99 ดอลลาร์ หรือราว 1,900 บาท)
  4. Targus Voyager II 17.3″ (1,950 บาท)
  5. Lenovo Legion 17-inch Armored Backpack II (2,519 บาท)
  6. UAG Standard Issue 24-liter backpack (2,650 บาท)
1. Mark Ryden 17″ (999 บาท)

MR

กระเป๋าใบแรกที่เลือกมาแนะนำกัน จะเป็นแบรนด์ที่ผู้เขียนเลือกซื้อมาใช้อยู่ (แต่เป็นรุ่นอื่น) อย่าง Mark Ryden โดยเป็นรุ่น Mark Ryden 17″ ที่นอกจากกระเป๋าจะมีขนาดใหญ่ใส่โน๊ตบุ๊ค 17 นิ้วได้ ใช้ซิป SBS ที่แข็งแรงไม่เสียง่ายๆ กับผ้า Oxford มีช่องใส่ของหลัก 3 ช่อง และมีช่องแยกใส่การ์ดและแท็บเล็ตขนาดเล็กก็ได้และตัวกระเป๋าก็ขยายให้กว้างขึ้นได้จากความจุ 26 เป็น 38 ลิตรได้ด้วย เรียกว่าใส่ทั้งโน๊ตบุ๊คและของได้สบายๆ ดังนั้นถ้าใครต้องเดินทางไปประชุมงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศเป็นระยะๆ กระเป๋าใบนี้ก็น่าสนใจมาก ส่วนฟีเจอร์พิเศษที่ไม่เหมือนใคร คือด้านนอกของกระเป๋ามีช่อง USB สำหรับเสียบชาร์จมือถือได้และในตัวกระเป๋ามีช่องที่ใส่ชุดกันฝนแบบ Built-in มาให้ใช้อีกด้วย

สเปคของ Mark Ryden 17″
  • กระเป๋าโน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้ว ซิป SBS แข็งแรงไม่เสียง่าย เนื้อผ้า Oxford
  • ความจุกระเป๋า 26 ลิตร รูดขยายความจุเพิ่มเป็น 38 ลิตรได้
  • มีช่องใส่ของหลัก 3 ช่อง และช่องใส่การ์ดกับแท็บเล็ตด้านหน้ากระเป๋า
  • กระเป๋ามีช่อง USB ชาร์จแบตเตอรี่ให้มือถือได้ และเสื้อกันฝนที่ติดมากับกระเป๋าด้วย
  • ราคา 999 บาท (Mark Ryden Official Shop)
2. ASUS ROG BP4701 Gaming Backpack (1,490 บาท)

0fb37220b5765cdd9f1a0bcde6d09519

กระเป๋าใบที่สองที่เลือกมาแนะนำ จะเป็น ASUS ROG BP4701 Gaming Backpack จากแบรนด์คอมพิวเตอร์ชั้นนำ โดยตัวกระเป๋าจะเป็นแบบใส่ของจากด้านบน (Top load bag) โดยใช้วิธีม้วนปิดปากกระเป๋าแล้วเสียบคลิปล็อคเอาไว้ สามารถใส่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คและอุปกรณ์เสริมอย่างหูฟังและเมาส์ได้สบายๆ ตัวกระเป๋าเป็นผ้า Polyester กันน้ำ มีช่องใส่ของ 3 ช่อง คือด้านบน, ช่องซิปหน้าและด้านข้างอีก 2 ช่อง ใส่โน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้วได้สบายๆ ซึ่งถ้าใครชื่นชอบกระเป๋าทรงใส่ของจากด้านบนทางเดียวจะซื้อเป้ ASUS ใบนี้ไปใช้ก็ดูเท่ดีทีเดียว และราคาก็ไม่แพงมากด้วย

สเปคของ ASUS ROG BP4701 Gaming Backpack
  • กระเป๋าโน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้ว แบบใส่ของจากด้านบน (Top load bag)
  • เนื้อผ้า Polyester มีคุณสมบัติกันน้ำและละอองน้ำได้
  • มีช่องใส่ของหลัก 1 ช่องบน มีช่องซิปหน้าและด้านข้างอีก 2 ช่อง
  • ราคา 1,490 บาท (technocom.official Shopee)
3. Dell Gaming Backpack (55.99 ดอลลาร์ หรือราว 1,900 บาท)

dell

ถ้าเป็นกระเป๋าโน๊ตบุ๊คไซซ์ใหญ่สักใบ Dell เองก็มี Dell Gaming Backpack รหัส GM1720PM ให้เลือกซื้อด้วย โดยดีไซน์ของกระเป๋าจะเป็นแบบใส่ของจากด้านบน (Top load bag) เช่นเดียวกัน แต่ตัวกระเป๋าจะใช้วิธีรูดซิปเปิดฝาด้านบนไม่ได้ม้วนแล้วเอาคลิปล็อคกระเป๋าแบบ ASUS โดยตัวกระเป๋ามีความจุสูง ใส่โน๊ตบุ๊ค 17.3 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆ, แท็บเล็ตและคีย์บอร์ดได้สบายๆ โดยตัวกระเป๋าเป็นผ้ากันน้ำและมีตัวผ้ากันฝาแยกพิเศษสำหรับคลุมกระเป๋าอีกชั้น ส่วนช่องใส่ของจะมีด้านบนแยก 2 ช่อง คือช่องหลักและช่องใส่ของเสริมที่อยู่ด้านบนช่องหลักอีกทีหนึ่ง มีช่องสอดร่มและขวดน้ำด้านข้างกระเป๋าทั้งสองฝั่งและช่องซองหน้าสำหรับใส่สมุดโน๊ตได้ด้วย ส่วนด้านหลังกระเป๋าจะมีฟองน้ำเสริมซัพพอร์ตหลังและช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดียิ่งขึ้น เรียกว่าถ้าใครชอบพกโน๊ตบุ๊คและอุปกรณ์เสริมไปไหนมาไหนเยอะๆ แนะนำให้ซื้อกระเป๋า Dell ใบนี้ใบเดียวเอาอยู่แน่นอน

สเปคของ Dell Gaming Backpack
  • กระเป๋าโน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้ว แบบใส่ของจากด้านบน (Top load bag)
  • เนื้อผ้ามีคุณสมบัติกันน้ำและละอองน้ำได้ พร้อมตัวคลุมกันฝน
  • มีช่องใส่ของด้านบนเป็นช่องหลัก 1 ช่องและช่องซ้อนบนช่องหลักอีก 1 ช่อง มีช่องซิปหน้าและด้านข้างอีก 2 ช่อง
  • เสริมฟองน้ำด้านหลังกระเป๋าช่วยซัพพอร์ตหลังและระบายอากาศ
  • ราคา 55.99 ดอลลาร์ หรือราว 1,900 บาท (Dell USA)
4. Targus Voyager II 17.3″ (1,950 บาท)

df191586f08e6651937283e2c8c971b7

ด้านแบรนด์ผู้ผลิตกระเป๋าชั้นนำอย่าง Targus เองก็มีกระเป๋าโน๊ตบุ๊คไซซ์ใหญ่ ใส่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คและอุปกรณ์เสริมได้แบบจัดเต็มอย่าง Targus Voyager II 17.3″ โดยทางบริษัทเองก็ออกแบบตัวกระเป๋าให้บาลานซ์น้ำหนักได้เป็นอย่างดีและจัดการเสริมฟองน้ำให้ซัพพอร์ตหลังและระบายอากาศได้ดีและสายบ่าก็ช่วยบาลานซ์ไม่ให้หนักไหล่เกิน รวมทั้งดีไซน์ให้มีฮู้ดปิดหัวกระเป๋าเพื่อป้องกันขโมยแล้วมีผ้าคลุมกระเป๋าเอาไว้กันฝนอีกด้วย โดยตัวกระเป๋าเป็นผ้าไนลอนเนื้อแข็งแรง มีความจุสูงสุด 28 ลิตร มีช่องซิปใส่ของ 3 ช่อง และซองด้านข้างกระเป๋าทั้งสองฝั่งสำหรับสอดขวดน้ำกับร่มได้ด้วย ซึ่งกระเป๋าใบนี้จัดว่าเหมาะกับผู้ใช้ที่แบกโน๊ตบุ๊คขนาดใหญ่ไปไหนมาไหนมาก และขึ้นชื่อว่า Targus แล้ว เรื่องความทนทานและไว้ใจได้เรียกว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

สเปคของ Targus Voyager II 17.3″
  • กระเป๋าโน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้ว เนื้อผ้าไนลอน ความจุ 28 ลิตร
  • มีช่องซิบ 3 ช่องพร้อมฮู้ดป้องกันขโมย ซองหน้ากระเป๋ากับช่องด้านข้างกระเป๋า 2 ช่อง
  • เสริมฟองน้ำด้านหลังกระเป๋าช่วยซัพพอร์ตหลังและระบายอากาศ
  • มีผ้าคลุมป้องกันฝนและละอองน้ำแถมมาให้
  • ราคา 1,950 บาท (CHI CHANG Computer)
5. Lenovo Legion 17-inch Armored Backpack II (2,519 บาท)

lenovo

ส่วนกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คดีไซน์เกมมิ่งจาก Lenovo จะมี Lenovo Legion 17-inch Armored Backpack II ที่ดีไซน์เรียบแต่เท่และแข็งแรงไปพร้อมกันด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นดีไซน์กระเป๋าเป้มาตรฐาน ใส่โน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้วได้ ใช้ผ้า Polyester ผสมกับพลาสติก PU ปิดด้วยแผ่นพลาสติก EVA ด้านหน้าเพื่อป้องกันการกระแทกและมีฟองน้ำป้องกันโน๊ตบุ๊คบุเอาไว้ในกระเป๋าอย่างดีอีกด้วย ส่วนตัวกระเป๋าแยกเป็น 2 ช่อง สำหรับใส่โน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะกับช่องใส่อุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์เสริมอีกช่อง มีซองซิปหน้าสำหรับใส่ของใช้กระจุกกระจิกได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังบุฟองน้ำซัพพอร์ตหลังด้วย เรียกว่ากระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คของ Lenovo ตัวนี้ก็น่าสนใจและปกป้องโน๊ตบุ๊คของเราได้ดีอย่างแน่นอน

สเปคของ Lenovo Legion 17-inch Armored Backpack II
  • กระเป๋าโน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้ว ผ้า Polyester ผสมพลาสติก PU ปิดพลาสติก EVA
  • มีช่องซิบ 3 ช่อง แยกเป็นช่องโน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะ, ช่องใส่อุปกรณ์เสริมและช่องของจุกจิกหน้ากระเป๋า
  • เสริมฟองน้ำด้านหลังกระเป๋าช่วยซัพพอร์ตหลังและระบายอากาศ
  • แผ่นพลาสติก EVA ช่วยเสริมความปลอดภัยสำหรับของที่กระแทกเข้ากระเป๋าไม่ให้โดนโน๊ตบุ๊ค
  • ราคา 2,519 บาท (Lenovo Thailand)
6. UAG Standard Issue 24-liter backpack (2,650 บาท)

uag

สุดท้ายเป็นกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คที่พ่วงเป็นสายเดินทางไปในตัวกับ UAG Standard Issue 24-liter backpack เรียกว่าเป็นตัวดีไซน์เรียบๆ แต่สวยมีเอกลักษณ์ของตัวเองแล้วได้ความแข็งแรงทนทานและออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ให้เข้ากับร่างกาย, กันน้ำ และทนทานตามสไตล์ UAG นอกจากนี้ยังมีช่องสำหรับใส่ของใช้ได้หลากหลายช่องอีกด้วย โดยกระเป๋าจะดีไซน์เป็นแบบใส่ของจากด้านบน (Top load bag) ความจุ 24 ลิตร ใส่โน๊ตบุ๊คขนาด 15-16 นิ้วได้ เนื้อผ้าสังเคราะห์กันน้ำ แข็งแรงไม่ขาดง่าย ซึ่งนอกจากช่องใส่ของหลักด้านบนแล้ว ยังมีช่องใส่อุปกรณ์เสริมด้านข้าง 2 ช่องและช่องสอดด้านหน้าอีกช่อง นอกจากนี้ยังมีช่องสำหรับใส่โน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะอีกช่องหนึ่งด้วย ซึ่งถ้าใครอยากได้กระเป๋าดีๆ ทนๆ ใส่ของใช้และโน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ได้สบายๆ ล่ะก็ แนะนำให้ดู UAG ใบนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ UAG Standard Issue 24-liter backpack
  • กระเป๋าโน๊ตบุ๊คขนาด 15-16 นิ้ว เนื้อผ้าไนลอน ความจุ 24 ลิตร
  • มีช่องซิบ 5 ช่อง แยกเป็นช่องหลัก, ช่องเก็บของซ้ายและขวา, ช่องด้านหน้าและช่องใส่โน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะอีกหนึ่งช่อง
  • ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ให้แบกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนได้โดยไม่ล้าเกินไป
  • ใช้ผ้าสังเคราะห์ กันน้ำแข็งแรงไม่ขาดง่าย
  • ราคา 2,650 บาท (BaNANA)

สรุปสเปคกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊ค 6 รุ่นน่าใช้น่าโดน ใส่ของจุใจ!

สำหรับสเปคของกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คทั้ง 6 รุ่นนั้น จะแตกต่างกันเรื่องดีไซน์และเนื้อผ้าเป็นหลัก ว่าผู้ผลิตจะออกแบบกระเป๋าของตัวเองอย่างไร ซึ่งถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊ค วัสดุกระเป๋า, ความจุ, จำนวนช่องและเนื้อผ้า ขนาดของโน๊ตบุ๊ค จุดเด่น ราคา
Mark Ryden 17″ เนื้อผ้า Oxford

ซิป SBS

ความจุ 26-38 ลิตร

มีช่องใส่ของ
รวม 3 ช่อง

17.3 นิ้ว มีช่อง USB ใช้ชาร์จมือถือได้

มีเสื้อกันฝนติดมาในกระเป๋า

999 บาท
ASUS ROG BP4701 Gaming Backpack เนื้อผ้า Polyester กันน้ำและฝุ่นได้

ทรงแบบใส่ของ
จากด้านบน

มีช่องใส่ของ
รวม 3 ช่อง

17.3 นิ้ว 1,490 บาท
Dell Gaming Backpack เนื้อผ้ากันน้ำ

ทรงแบบใส่ของจากด้านบน พร้อมที่คลุมกันฝน

มีช่องใส่ของ
รวม 4 ช่อง

17.3 นิ้ว เสริมฟองน้ำซัพพอร์ตหลังและช่วยระบายอากาศ 55.99 ดอลลาร์
หรือราว 1,900 บาท
Targus
Voyager II 17.3″
เนื้อผ้าไนลอน

ทรงกระเป๋าซิปแยกช่อง

ความจุ 28 ลิตร

มีช่องใส่ของ
รวม 6 ช่อง

17.3 นิ้ว เสริมฟองน้ำซัพพอร์ตหลังและช่วยระบายอากาศ

แถมผ้าคลุมกระเป๋ากันฝน

1,950 บาท
Lenovo Legion 17-inch Armored Backpack II เนื้อผ้า Polyester ผสม PU ปิดพลาสติก EVA

ทรงกระเป๋าซิปแยกช่อง

มีช่องใส่ของ
รวม 5 ช่อง

17.3 นิ้ว เสริมฟองน้ำซัพพอร์ตหลังและช่วยระบายอากาศ

แผ่นพลาสติก EVA ป้องกันของกระทบกระเป๋าแล้วกระแทกโดนโน๊ตบุ๊ค

มีช่องสำหรับใส่โน๊ตบุ๊คโดยเฉพาะ

2,519 บาท
UAG Standard Issue 24-liter backpack เนื้อผ้าสังเคราะห์ กันน้ำและแข็งแรง

ทรงแบบใส่ของ
จากด้านบน

มีช่องใส่ของ
รวม 5 ช่อง

15-16 นิ้ว ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ 2,650 บาท

สำหรับคนที่คิดว่าจะซื้อกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คเอาไว้ใช้งานสักใบ ส่วนผู้เขียนเห็นว่านอกจากดีไซน์ที่สำคัญแล้ว ก็มีเรื่องวัสดุและฟีเจอร์พิเศษที่ควรโฟกัสด้วย ว่ากระเป๋าแต่ละใบนั้นออกแบบมาตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานของเราหรือไม่ มีช่องใส่ของเพียงพอกับสไตล์การใช้งานของเราหรือเปล่า ซึ่งถ้ากระเป๋าใบนั้นตรงตามโจทย์การใช้งานของเราแล้ว แม้ราคาจะสูงระดับหลักพันก็ตาม ผู้เขียนก็ยังแนะนำให้ลงทุนซื้อไว้ใช้งานเลย เพราะกระเป๋าดีๆ นอกจากจะทำให้เราพกของใช้ได้เยอะและปกป้องโน๊ตบุ๊คของเราได้แล้ว ยังทนทานใช้งานได้นานหลายปีจนเกินคุ้มอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

gaming laptop cover

win11 cover

from:https://notebookspec.com/web/617910-6-big-size-laptop-backpack

7 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 เพื่อเกมเมอร์ เล่นเกม AAA ลื่น อัพเดทครึ่งหลังปี 2021

โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท เรทราคานี้หารุ่นไปเล่นเกมได้เลย!

gaming laptop cover

หลังจากแนะนำโน๊ตบุ๊คสายทำงานไปในบทความเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว ฝั่งของเกมเมอร์ที่อยากเล่นเกมก็มีเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท ให้เลือกอยู่ และในระดับราคานี้ก็ได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce หรือ AMD Radeon ให้เลือกซื้อมาเล่นเกมได้ แล้วยังปรับกราฟฟิกตอนเล่นเกม AAA ได้ดีอีกด้วย

 ในช่วงราคา 30000 บาท ตอนนี้จะมีตัวเลือกหลักๆ คือ NVIDIA GeForce GTX 1650 กับ AMD Radeon RX 5500M หรือ 5600M ให้เลือก ซึ่งถึงการ์ดจอจะตกรุ่นไปบ้างแล้ว แต่ถ้าเทียบเรื่องประสิทธิภาพตอนเล่นเกมหรือเอามาทำงานเรนเดอร์กราฟฟิค 3D CG ต้องถือว่าทำได้ดีและคาดหวังประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่าตระกูล GeForce MX Series หรือ Radeon RX Vega อย่างแน่นอน

โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000

ด้านของประสิทธิภาพตอนเล่นเกม ต้องถือว่าการ์ดจอทั้งสองรุ่นนี้เป็นรุ่นสเปคดีที่ราคากำลังปรับตัวถูกลงเรื่อยๆ แต่ประสิทธิภาพยังดี เล่นเกมบนความละเอียดระดับ Full HD ยังลื่นแล้วเฟรมเรทที่ได้ก็อยู่ในช่วง 60 fps ได้เลย

จากคลิปการทดสอบเล่นเกมจะเห็นว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 ยังปรับกราฟฟิคระดับ Medium-High ความละเอียดจอ Full HD แล้วเฟรมเรทยังเกาะอยู่ช่วง 60 fps ได้สบายๆ

ส่วนการ์ดจอค่ายแดง AMD Radeon RX 5500M เอง เมื่อเทียบกับ NVIDIA GeForce GTX 1650 แล้ว ถือว่าแรงไม่แพ้กัน และบางเกมที่มีเทคโนโลยีในเกมรองรับฝั่ง AMD มากกว่า ก็อาจจะทำเฟรมเรทได้ดีกว่าอีกด้วย

ดังนั้นถ้าใครกำเงิน 30000 บาทเอาไว้เป็นงบซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาทำงานและเล่นเกม ก็คาดหวังได้เลยว่าตอนนี้ ผู้บริโภคอย่างเรายังมีตัวเลือกรุ่นดีราคาลดรอเราอยู่อีกหลายรุ่นด้วยกัน ทั้งรองรับการอัพเกรดและเล่นเกม AAA ได้อีก 2-3 ปีแน่นอน นอกจากนี้ถ้ายังพอเพิ่มงบประมาณจาก 30000 บาทที่ตั้งเอาไว้ได้อีกสักนิดหน่อย จะหาเกมมิ่งคีย์บอร์ด, เมาส์เกมมิ่งและหน้าจอแยกดีๆ สักตัวมาต่อเพิ่มอีกหน่อย ก็ไม่ต้องประกอบเกมมิ่งพีซีแล้วมานั่งกลุ้มกับราคาการ์ดจอแยกเลยก็ได้เช่นกัน

7 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 ติดการ์ดจอเพื่อเกมเมอร์

เกมเมอร์ที่เปลี่ยนใจจากประกอบเกมมิ่งพีซีแล้วหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท แล้วมีการ์ดจอแยกเอาไว้เล่นเกมหรือทำงานอยู่ ในช่วงครึ่งหลังปี 2021 นี้เรียกว่ามีรุ่นน่าสนใจที่ราคาไม่แพงเลยให้เลือกอยู่ถึง 7 รุ่นด้วยกัน ซึ่งรุ่นที่เลือกมาแนะนำได้แก่

  1. Lenovo Legion 5 15ARH05 (27,900 บาท)
  2. MSI GF75 Thin 10SC-079TH (27,990 บาท)
  3. HP Victus Gaming 16 (28,990 บาท)
  4. Acer Nitro 5 AN515 (29,990 บาท)
  5. DELL Inspiron G5SE (29,990 บาท)
  6. MSI Bravo 15 A4DDR (29,990 บาท)
  7. ASUS TUF Gaming Dash F15 (29,900 บาท)
1. Lenovo Legion 5 15ARH05 (27,900 บาท)

20200615 125646 c

ถ้าให้เลือกเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คไว้ใช้งานและเล่นเกมสักเครื่อง แล้วอยากได้เครื่องที่นอกจากสเปคคุ้มแล้ว ใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมงเครื่องต้องเย็นด้วย ก็ต้อง Lenovo Legion 5 รุ่นนี้ที่ถึงจะมีรุ่นใหม่ที่ติดการ์ดจอ GeForce RTX Series มาแล้ว แต่รุ่นนี้ก็ยังจัดว่าน่าสนใจและยังอัพเกรดเครื่องเพิ่ม SSD และ RAM ได้ด้วย

ซีพียูของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ยังเป็น AMD Ryzen 5 4600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.0-4.0 GHz ซึ่งความแรงถือว่ายังหายห่วง ส่วนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6 ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 Home มาพร้อมลงเกมและโปรแกรมได้ครบถ้วน ส่วนแรมยังอยู่ 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้อัพเกรดไป 16GB จะดีที่สุด ส่วนหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มีค่า Refresh Rate ที่ 144 Hz ส่วนการเชื่อมต่อมีพอร์ต USB-A 3.2 x 4, USB-C 3.2 x 1, HDMI, RJ45 LAN แบบครบถ้วน ส่วนการต่ออินเตอร์เน็ตรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0 ด้วย ดังนั้นถ้าใครชื่นชอบแบรนด์ Lenovo ล่ะก็ จะเริ่มจากรุ่นนี้ก็ดีเช่นกัน

สเปคของ Lenovo Legion 5 15ARH05
  • ซีพียู AMD Ryzen 5 4600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.0-4.0 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 4, USB-C 3.2 x 1, HDMI, RJ45 LAN
  • รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 27,900 บาท (JIB)
2. MSI GF75 Thin 10SC-079TH (27,990 บาท)

20200709 112850 c

สำหรับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท ก็ยังมี MSI ให้เลือกซื้อเช่นกัน และเป็นรุ่นสเปคดีน่าสนใจ หน้าตาเรียบร้อยพกไปออฟฟิศแล้วหน้าตาไม่หวือหวาเกินไป อย่าง MSI GF75 Thin 10SC-079TH ตัวนี้ที่น้ำหนักเบาเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-10500H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5 GHz เรียกว่าเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงของสถาปัตยกรรม Comet Lake จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6 และ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 Home ติดตั้งมาให้ในเครื่อง ส่วนแรมอยู่ที่ 8GB DDR4 บัส 2666 MHz ด้านของหน้าจอมีขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz พร้อมพอร์ตใช้งานครบเครื่องทั้ง USB-A 3.1 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI, RJ45 LAN รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1 จัดว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาทที่ยังแรง ทำงานไหลลื่นอย่างแน่นอน

สเปคของ MSI GF75 Thin 10SC-079TH
  • ซีพียู Intel Core i5-10500H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 2666 MHz
  • หน้าจอ 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.1 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI, RJ45 LAN
  • รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 27,990 บาท (JIB)
3. HP Victus Gaming 16 (28,990 บาท)

20210718 002750 c

ถ้าอยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาทแล้วบอดี้เป็นรุ่นใหม่หน่อยของ HP จะมี HP Victus Gaming 16 ให้เลือกซื้อ ซึ่งดีไซน์ตัวเครื่องนั้นจะเป็นเหมือนเอา HP Pavilion Gaming มาปรับแต่งและทำให้ดูเคร่งขรึมสวยงามยิ่งขึ้นและเพิ่มโปรแกรม OMEN Gaming Hub และรายละเอียดส่วนอื่นๆ ด้วย แล้วสเปคถือว่าไม่แพ้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท รุ่นอื่นในบทความนี้เลย

ซีพียูที่ติดตั้งมาให้ เป็น AMD Ryzen 5 5600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.2 GHz กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6 ใส่ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 Home มาให้ มีแรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 16.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ส่วน Refresh Rate อยู่ที่ 144 Hz ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อที่ตัวเครื่องมี USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI, RJ45 LAN และรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.2 อีกด้วย ดังนั้นใครเป็นแฟนคลับโน๊ตบุ๊คของ HP ล่ะก็ อาจจะหันมามอง HP Victus Gaming 16 รุ่นใหม่นี้ก็น่าสนใจเช่นกัน

สเปคของ HP Victus Gaming 16
  • ซีพียู AMD Ryzen 5 5600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.2 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 16.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI, RJ45 LAN
  • รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 28,990 บาท (Advice)
4. Acer Nitro 5 AN515 (29,990 บาท)

20210529 021512 c

พูดถึงเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาทเมื่อไหร่ ก็ต้องมี Acer Nitro 5 Series เข้ามาให้เลือกเช่นกัน โดยรุ่นที่แนะนำเป็น Acer Nitro 5 AN515 ที่นอกจากจะเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมงเครื่องก็ยังเย็น ซีพียูก็เป็นตัวแรงที่ใช้งานได้ทุกโปรแกรมเล่นทุกเกมได้สบายๆ ด้วย

สเปคเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz ซึ่งเป็นตัวแรงของสถาปัตยกรรม Tiger Lake ทีเดียว จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6 และ SSD แบบ M.2 NVMe 512GB พร้อม Windows 10 Home และแรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz และยังอัพเกรดเครื่องเพิ่มแรมกับ SSD ได้ง่ายๆ ด้วย หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz พร้อมพอร์ตใช้งานหลักครบเครื่องทั้ง USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1 ที่เป็นพอร์ต Thunderbolt, HDMI, RJ45 LAN รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1 และจุดเด่นของรุ่นนี้เลย คือคีย์บอร์ดเป็นไฟ RGB อีกด้วย เรียกว่าตอบโจทย์คนหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท ได้ดีทีเดียว

สเปคของ Acer nitro 5 AN515
  • ซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1 เป็นพอร์ต Thunderbolt, HDMI, RJ45 LAN
  • รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 29,990 บาท (JIB)
5. DELL Inspiron G5SE (29,990 บาท)

20210715 223712 c

DELL เองก็มีเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท ให้เลือกเหมือนกัน แม้จะไม่เด่นเท่ากับสายทำงานของทางบริษัทก็ตาม แต่ DELL Inspiron G5SE เครื่องนี้ที่แรงและอัพเกรดเพิ่มแรมได้ ส่วนของสเปคก็ถือว่าแรงเอาใจสายแดง AMD เต็มที่อีกด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจรายละเอียดสามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งค์นี้

สเปคเครื่องนี้ถือว่าแรงจัดเต็มด้วยซีพียุ AMD Ryzen 9 4900H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.4 GHz กับการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 5600M แรม 6GB GDDR6 ซึ่งจัดว่าแรงหายห่วง ใส่ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มีแรม 16GB DDR4 บัส 2933 MHz จัดว่าแรงไม่ต้องอัพเกรดแล้วก็ได้ ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120 Hz ส่วนพอร์ตที่ตัวเครื่องมี USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.1 x 1, HDMI x 1, RJ45 LAN รองรับ Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac กับ Bluetooth 5.1 อีกด้วย ต้องถือว่า DELL Inspiron G5SE ตัวนี้คุ้มมากเพราะมี Microsoft Office มาให้ใช้งานแบบครบๆ ไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือต้องอัพเกรดเครื่องเลย แค่เปิดเครื่องก็ใช้งานได้ทันที

สเปคของ DELL Inspiron G5SE
  • ซีพียู AMD Ryzen 9 4900H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.4 GHz
  • การ์ดจอ AMD Radeon RX 5600M แรม 6GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 2933 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120 Hz
  • มีพอร์ต USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.1 x 1, HDMI x 1, RJ45 LAN
  • รองรับ Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • ราคา 29,990 บาท (Advice, JIB)
6. MSI Bravo 15 A4DDR (29,990 บาท)

20200516 123326 c

ส่วนของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท จาก MSI จะมีให้เลือกอีกรุ่นหนึ่ง คือ MSI Bravo 15 A4DDR รุ่นนี้ที่เป็น AMD ทั้งซีพียูและการ์ดจอ ส่วนตัวเครื่องก็ถือว่าเบาทีเดียว เพราะน้ำหนักอยู่ที่ 1.96 กิโลกรัมเท่านั้น เรียกว่าเบาพกพาง่ายและหน้าตาก็ดูดี เล่นเกม AAA ยุคนี้ได้สบายๆ ซึ่งถ้าใครสนใจรายละเอียดเครื่องนี้สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่

สเปคของตัวเครื่องนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen 7 4800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.9-4.2 GHz จับคู่กับการ์ดจอ AMD Radeon RX 5500M แรม 4GB GDDR6 กับ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB และติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ ส่วนแรมมีความจุ 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี Refresh Rate 144 Hz พร้อมพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2, HDMI, RJ45 LAN รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1 ได้ด้วย เรียกว่าสเปคของเครื่องนี้ก็แรงไม่แพ้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาทที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA อย่างแน่นอน แต่ได้ความพกพาสะดวกเป็นทุนและจุดเด่นแทน

สเปคของ MSI Bravo 15 A4DDR
  • ซีพียู AMD Ryzen 7 4800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.9-4.2 GHz
  • การ์ดจอ AMD Radeon RX 5500M แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2, HDMI, RJ45 LAN
  • รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 29,990 บาท (JIB)
7. ASUS TUF Gaming Dash F15 (29,900 บาท)

20210128 175714 c

สุดท้ายยกให้กับแบรนด์ชื่อดังกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นที่หลายๆ คนอาจจะกำลังตามหาอย่าง ASUS  TUF Gaming Dash F15 ที่ดีไซน์เรียบง่ายดูดีแต่เล่นเกมก็ลื่นไหล ด้านจุดเด่นคือมีพอร์ต Thunderbolt และอัพเกรดการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แล้ว ดังนั้นเรื่องความแรงและการเชื่อมต่อนั้นเรียกว่าอเนกประสงค์มาก ส่วนถ้าใครสนใจรายละเอียดเครื่องรุ่นนี้สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียูเป็น Intel Core i5-11300H แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 3.1-4.4 GHz จับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6 กับ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ใช้งาน ส่วนแรมเป็นออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz มีช่องสำหรับอัพเกรดแรมอีก 1 ช่อง ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz ส่วนของพอร์ตมี USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1 เป็น Thunderbolt, HDMI, RJ45 LAN รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 ด้วย ซึ่งถ้าใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท หน้าตาเรียบหรูไม่หวือหวามากและทำงานได้ดีด้วยล่ะก็ แนะนำให้ดู ASUS รุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ ASUS  TUF Gaming Dash F15
  • ซีพียู Intel Core i5-11300H แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 3.1-4.4 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1 เป็น Thunderbolt, HDMI, RJ45 LAN
  • รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 29,900 บาท (JIB)

สรุปสเปคเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท 7 รุ่น รุ่นยังแรงเล่นเกมเพลิน!

จะเห็นว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท ในตอนนี้มีรุ่นดีๆ ให้เลือกหลากหลายรุ่นและเครื่องก็แรงระดับที่พร้อมเล่นเกม AAA หรือทำงาน 3D CG ได้สบายๆ ซึ่งถ้าสรุปสเปคแล้วจะได้ตารางดังนี้

สเปคเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท ซีพียู,
การ์ดจอ
SSD, RAM หน้าจอ การเชื่อมต่อ ระบบ
ปฏิบัติการ
ราคา
Lenovo Legion 5 AMD Ryzen 5 4600H

NVIDIA GeForce GTX 1650

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 4

USB-C 3.2 x 1

HDMI

RJ45 LAN

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

27,900 บาท
MSI GF75 THIN Intel Core i5-10500H

NVIDIA GeForce GTX 1650

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 2666 MHz

17.3 นิ้ว
FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.1 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI

RJ45 LAN

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

27,990 บาท
HP Victus Gaming 16 AMD Ryzen 5 5600H

NVIDIA GeForce GTX 1650

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

16.1 นิ้ว
FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI

RJ45 LAN

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

28,990 บาท
Acer Nitro 5 AN515 Intel Core i5-11400H

NVIDIA GeForce GTX 1650

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1 เป็นพอร์ต Thunderbolt

HDMI

RJ45 LAN

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

29,990 บาท
DELL Inspiron G5SE AMD Ryzen 9 4900H

AMD Radeon RX 5600M

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

16GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว FHD IPS

Refresh Rate 120 Hz

USB 2.0 x 2

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.1 x 1

HDMI

RJ45 LAN

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.1

29,990 บาท
MSI Bravo 15 A4DDR AMD Ryzen 7 4800H

AMD Radeon RX 5500M

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 2

HDMI

RJ45 LAN

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

29,990 บาท
ASUS TUF Gaming Dash F15 Intel Core i5-11300H

NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1 เป็น Thunderbolt

HDMI

RJ45 LAN

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

29,900 บาท

ดังนั้นถ้าใครกำลังจะหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 30000 บาท เอาไว้เล่นเกมสักเครื่องล่ะก็ อาจจะเริ่มจากรุ่นเหล่านี้ที่สเปคดีราคาลงกลุ่มนี้ไปใช้งานก็ดี เพราะเรื่องความแรงต้องถือว่า NVIDIA GeForce GTX 1650 กับ AMD Radeon RX 5500M, 5600M ยังถือว่าแรงเพียงพอ ตอบโจทย์ได้อีก 2-3 ปีด้วย หรือถ้าใครมีงบเกินกว่านี้ไปอีกนิดหน่อยราว 35,000 บาท จะลดมาซื้อเครื่องกลุ่มนี้ไปแล้วเอาเงินส่วนต่างไปอัพเกรดอุปกรณ์เสริมอย่างเกมมิ่งคีย์บอร์ด, เกมมิ่งเมาส์และหูฟังเจ๋งๆ สักเซ็ตเอาไว้ใช้ตอนทำงานหรือเล่นเกม จะยิ่งช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

win11 cover

laptop cover

logitech cover 1

from:https://notebookspec.com/web/617128-7-gaming-laptop-under-30000

6 โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 สเปคดีราคาน่าคบ เอาใจคนทำงาน

โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาท สเปคเอาใจคนทำงาน ตอนนี้มีให้เลือกหลายรุ่นแถมยังแรงหายห่วงเลย!

laptop cover

โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาทในตอนนี้ จากมุมของผู้เขียนเองเห็นว่าเป็นโน๊ตบุ๊คกลุ่มที่สเปคและราคาดีน่าคบหามาก เพราะถ้าใครมีเงินสำหรับเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่ในระดับนี้ล่ะก็ คาดหวังได้เลยว่าซีพียูที่ติดตั้งมาในเครื่องจะต้องมี Intel Core i3 หรือ AMD Ryzen 5 ขึ้นไปได้เลย รวมทั้งบางรุ่นก็ได้แรมมาถึง 16GB ก็เอาเงินที่เหลือจากซื้อเครื่องไปซื้ออุปกรณ์เสริมอย่าง External Harddisk หรือเมาส์ดีๆ สักตัวก็เวิร์คเหมือนกัน

สำหรับโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาทในบทความนี้ จะรวมรุ่นน่าสนใจที่ยังหาซื้อได้ สเปคดีและมีฟีเจอร์น่าสนใจอย่างเช่นระบบสแกนลายนิ้วมือมาให้เลือกซื้อโดยจะมีทั้งแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์น้องใหม่แต่สเปคน่าสนใจราคาคุ้มค่ามาให้เลือกกันในบทความนี้เลย

โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000

6 โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 เอาใจคนทำงานที่อยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊ค

โน๊ตบุ๊คทั้ง 6 รุ่นในงบประมาณ 20,000 บาท ที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ จะโฟกัสไปทางโน๊ตบุ๊คสายเอาใจคนทำงานให้ได้เครื่องสเปคดีราคาไม่แพงไปใช้งานกัน โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำในบทความนี้จะมีทั้งหมด 6 รุ่น คละกันในกลุ่มแบรนด์ชั้นนำและมีแบรนด์น้องใหม่สเปคดีราคาคุ้มมาให้เลือกด้วย โดยรุ่นที่เลือกมาแนะนำได้แก่

  1. HUAWEI MateBook D 15 (16,990 บาท)
  2. DELL Inspiron 3505 (18,490 บาท)
  3. Acer Aspire 5 A515 (18,990 บาท)
  4. ASUS X515JA-EJ506T (18,990 บาท)
  5. Lenovo IdeaPad 3 15ALC6 (18,990 บาท)
  6. HP Pavilion x360 (19,900 บาท)
1. HUAWEI MateBook D 15 (16,990 บาท)

Matebook D15 f

HUAWEI MateBook D 15 ตัวนี้ที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำนั้นจะเป็นรุ่นเริ่มต้นราคาไม่แพง ทำให้งบเหลือเอาไปซื้อเมาส์, ฮาร์ดดิสก์แยกเอามาเสริมการทำงานได้ แต่ฟีเจอร์และสเปคต้องถือว่าน่าสนใจทีเดียว ไม่ว่าจะกล้องหน้าที่ดีไซน์รวมเอาไว้กับโซนคีย์บอร์ด, ระบบสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power และยิ่งใครใช้สมาร์ทโฟน HUAWEI อยู่ก็มีโปรแกรม HUAWEI Share สำหรับคุมการทำงานของสมาร์ทโฟนผ่านทางโน๊ตบุ๊คได้และรองรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB-C แบบ USB Power Delivery จึงใช้ปลั๊กที่กำลังชาร์จ 45 วัตต์ขึ้นไปชาร์จเครื่องได้ทันที

สเปคของรุ่นที่เลือกมาแนะนำเรียกว่าแรงกำลังดี โดยซีพียูเป็น Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1 GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel UHD Graphics 620 เป็นตัวประมวลผลกราฟฟิคทั้งหมดของตัวเครื่อง มี SSD แบบ M.2 NVMe 256GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ในตัว ส่วนแรมติดตั้งมา 16GB DDR4 บัส 2666 MHz หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 1.51 กิโลกรัม ซึ่งสเปคเช่นนี้ ผู้เขียนสามารถพูดได้เต็มปากกว่าเพียงพอสำหรับการทำงานออฟฟิศทั่วไปหรือเอาไปใช้เรียนออนไลน์ก็ไหวแน่นอน ส่วนเงินที่เหลือจะเอาไปหาเมาส์ดีๆ หรือ External Harddisk มาเซฟงานก็เวิร์คมากๆ 

สเปคของ HUAWEI MateBook D 15
  • ซีพียู Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel UHD Graphics 620
  • SSD แบบ M.2 NVMe 256GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 2666 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.51 กิโลกรัม
  • ราคา 16,990 บาท (JIB)
2. DELL Inspiron 3505 (18,490 บาท)

Inspiron 3501 mint f

DELL Inspiron 3505 รุ่นนี้เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 ที่ฟีเจอร์หวือหวาไม่เยอะเท่าคนอื่น แต่คนที่ต้องทำงานกับตัวเลขเป็นประจำน่าจะชอบที่คีย์บอร์ดเป็นแบบ Full-size พร้อม Numpad ติดมาให้พิมพ์ตัวเลขได้สะดวกขึ้น และสเปคก็ถือว่าแรงและราคาไม่แพงเกินไปอีกด้วย

สเปคของ DELL รุ่นนี้ก็ถือว่าแรงใช้ได้ทีเดียว โดยติดตั้งซีพียูรุ่น AMD Ryzen 5 3500U แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.1-3.7 GHz มาให้ ใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์ มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมแรม 8GB DDR4 บัส 2400 MHz ส่วนหน้าจอ 15.6 นิ้ว มีความละเอียด Full HD พาเนล IPS เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และรองรับ Bluetooth 5.0 อีกด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.96 กิโลกรัม ซึ่งจากหน้าสเปคนี้เรียกว่าเปิดเครื่องแล้วจัดการล็อคอิน Microsoft Account แล้วก็พร้อมใช้งานได้เลย ส่วนถ้าใครทำงานกับไฟล์ Excel ที่มีขนาดใหญ่ตัวเลขเยอะอาจจะเพิ่มแรมเป็น 16GB ให้มีพื้นที่เพิ่มสักหน่อยก็เพียงพอแล้ว

สเปคของ DELL Inspiron 3505
  • ซีพียู AMD Ryzen 5 3500U แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.1-3.7 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 2400 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.96 กิโลกรัม
  • ราคา 18,490 บาท (JIB)
3. Acer Aspire 5 A515 (18,990 บาท)

20210721 015804 c

ถ้าหาโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาท เน้นความคุ้มเข้าว่า ผู้เขียนก็อยากแนะนำให้ดู Acer เอาไว้ใช้งานสักเครื่อง โดยรุ่นแนะนำในระดับราคานี้จะเป็น Acer Aspire 5 A515 ซีรี่ส์ถูกและคุ้มแต่อัพเกรดเพิ่ม SSD และแรมได้สบายๆ รวมทั้งมี Numpad ให้ใช้พิมพ์ตัวเลขได้สะดวกขึ้นอีกด้วย

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0 GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์ ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 Home มาให้ มีแรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz สามารถอัพเกรดแรมเพิ่มความจุเข้าไปได้ ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 และรองรับ Bluetooth 5.1 อีกด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.76 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถ้าใครอยากได้โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาท เน้นความคุ้มเข้าว่าล่ะก็แนะนำให้ดู Acer Aspire Series เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Acer Aspire 5 A515
  • ซีพียู AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.76 กิโลกรัม
  • ราคา 18,990 บาท (JIB)
4. ASUS X515JA-EJ506T (18,990 บาท)

20210906 044931 c

ถ้าถามหาโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 ของ ASUS ก็จะมี ASUS X515JA-EJ506T ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คซีรี่ส์ X ของ ASUS ที่เน้นความคุ้มค่า วางตัวเป็นคู่แข่งของ Acer Aspire series อย่างชัดเจน โดยจุดเด่นของซีรี่ส์นี้ นอกจากราคาคือมีพอร์ตสำคัญติดตั้งมาให้ใช้ครบถ้วนทั้ง USB-A, USB-C, HDMI, microSD card reader และยังอัพเกรดแรมและ SSD ได้ด้วย

สเปคของเครื่องที่เลือกมาแนะนำใช้ซีพียู Intel Core i5-1035G1 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 1.0-3.6 GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics สำหรับประมวลผลภาพและวิดีโอ มี SSD แบบ M.2 NVMe 512GB จับคู่กับ Intel Optane 32GB ติดตั้งมาเสริมการทำงานให้ SSD ตัวหลัก ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ มีแรมออนบอร์ดมาให้ 8GB DDR4 บัส 3200 MHz และมีช่องให้อัพเกรดเพิ่มแรมได้ 1 ช่อง ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และรองรับ Bluetooth 4.1 ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าใครชื่นชอบแบรนด์ ASUS แล้วอยากได้โน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงมากไว้ใช้งานก็แนะนำ ASUS X515A ตัวนี้ให้เลือกดูกันได้เลย

สเปคของ ASUS X515JA-EJ506T
  • ซีพียู Intel Core i5-1035G1 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 1.0-3.6 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel UHD Graphics
  • SSD แบบ M.2 NVMe 512GB จับคู่กับ Intel Optane 32GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 4.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.8 กิโลกรัม
  • ราคา 18,990 บาท (JIB)
5. Lenovo IdeaPad 3 15ALC6 (18,990 บาท)

20210710 222254 c

โน๊ตบุ๊คอีกแบรนด์ที่อัดฟีเจอร์และสเปคมาเต็มเครื่องอย่าง Lenovo จะมี Lenovo IdeaPad 3 15ALC6 เป็นรุ่นแนะนำ โดยฟีเจอร์ที่ผู้เขียนคิดว่าโดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาทรุ่นอื่นๆ คือทาง Lenovo ติดตั้งระบบสแกนใบหน้ามาให้ ทำงานร่วมกับ Windows Hello ได้ด้วย ทำให้ปลดล็อคเครื่องมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0 GHz ส่วนการ์ดจอเป็นออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์ ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB มาให้พร้อม Windows 10 Home ส่วนแรมเป็นออนบอร์ด ความจุ 8GB DDR4 บัส 3200 MHz และมีช่องสำหรับเพิ่มแรมในเครื่องอีก 1 ช่องด้วย ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล TN ซึ่งถ้าในแง่การใช้งานแม้จะมีขอบเขตการมองเห็นไม่กว้างเท่ากับ IPS ก็ตาม แต่ก็ใช้งานได้ดีแน่นอน ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และรองรับ Bluetooth 5.0 ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.65 กิโลกรัม และถ้าดูสเปคโดยรวมแล้ว ผู้เขียนขอแนะนำให้ดูรุ่นนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากระบบสแกนใบหน้าที่ทำงานกับ Windows Hello นั้นทำให้ผู้ใช้ปลดล็อคเครื่องมาทำงานได้สะดวกและรวดเร็วมาก

สเปคของ Lenovo IdeaPad 3 15ALC6
  • ซีพียู AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล TN
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.65 กิโลกรัม
  • ราคา 18,990 บาท (JIB)
6. HP Pavilion x360 (19,900 บาท)

20210210 115501 c

HP Pavilion x360 นั้นจะเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คแบบพับหน้าจอกลับ 360 องศาได้เป็นอย่างมากและงานประกอบต้องถือว่าแข็งแรงและเรียบร้อย และหน้าจอยังเป็นทัชสกรีน ทำให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่จุดสังเกตสำหรับผู้ใช้ที่สนใจเครื่องรุ่นนี้ คือ มันไม่สามารถอัพเกรดสเปคได้เท่านั้น แต่ถ้าใช้งานทั่วไปเช่นงานออฟฟิศหรือดูหนังฟังเพลงก็ถือว่าเหลือเฟือแน่นอน

สเปคเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู Intel Core i3-1115G4 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.7-4.1 GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics Xe G4 ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB พร้อม Windows 10 Home พร้อมใช้งานในตัว มีแรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอทัชมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เชื่อมต่ออินเตอร์ด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.0 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.61 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครหาโน๊ตบุ๊คแบบพับตัวเครื่องกลับเป็นแท็บเล็ตได้ล่ะก็ HP Pavilion x360 ตัวนี้ก็น่าสนใจ และประสิทธิภาพดีพอใช้ทำงานเอกสารและเปิดเว็บหลายแท็บได้สบายๆ แน่นอน

สเปคของ HP Pavilion x360
  • ซีพียู Intel Core i3-1115G4 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.7-4.1 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel UHD Graphics Xe G4
  • SSD แบบ M.2 NVMe 256GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอทัชขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.61 กิโลกรัม
  • ราคา 19,900 บาท (JIB)

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาท สเปคดีเอาใจคนทำงาน

สำหรับโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาท ทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำนั้น ในเรื่องประสิทธิภาพการทำงานทั่วไปจัดว่าแรงหายห่วงแน่นอน ซึ่งถ้าสรุปสเปคโดยละเอียดจะเป็นดังนี้

สเปคโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20000 บาท ซีพียู, การ์ดจอ SSD, RAM หน้าจอ การเชื่อมต่อ, ระบบปฏิบัติการ ราคา
HUAWEI MateBook D 15 Intel Core i3-10110U

Intel UHD Graphics 620

M.2 NVMe 256GB

16GB DDR4 บัส 2666 MHz

15.6 นิ้ว ความละเอียด
Full HD
พาเนล IPS
Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home

16,990 บาท
DELL Inspiron 3505 AMD Ryzen 5 3500U

AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์

M.2 NVMe 512GB

8GB DDR4 บัส 2400 MHz

15.6 นิ้ว ความละเอียด
Full HD
พาเนล IPS
Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

18,490 บาท
Acer Aspire 5 A515 AMD Ryzen 5 5500U

AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์

M.2 NVMe 512GB

8GB DDR4 บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว ความละเอียด
Full HD
พาเนล IPS
Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home

18,990 บาท
ASUS X515JA-EJ506T Intel Core i5-1035G1

Intel UHD Graphics

M.2 NVMe 512GB

Intel Optane 32GB

8GB DDR4 บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว ความละเอียด
Full HD
พาเนล IPS
Wi-Fi 5

Bluetooth 4.1

Windows 10 Home

18,990 บาท
Lenovo IdeaPad 3 15ALC6 AMD Ryzen 5 5500U

AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์

M.2 NVMe 512GB

8GB DDR4 บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว ความละเอียด
Full HD
พาเนล TN
Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

18,990 บาท
HP Pavilion x360 Intel Core i3-1115G4

Intel UHD Graphics Xe G4

M.2 NVMe 256GB

8GB DDR4 บัส 3200 MHz

14 นิ้ว ความละเอียด
Full HD
พาเนล IPS
Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

19,900 บาท

สุดท้ายหลังจากเลือกโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ต้องการได้แล้ว ผู้เขียนก็แนะนำให้เอาเงินที่เหลือจากการซื้อโน๊ตบุ๊คไปหาอุปกรณ์เสริมอย่างเมาส์ดีๆ, External Harddisk ความจุสูง ฯลฯ เสริมเอาไว้สักหน่อยจะช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

keyboard cover

mousemat cover

from:https://notebookspec.com/web/616342-6-laptop-in-2021-under-20000

รีวิว ASUS M3200 all-in-one คอมตั้งโต๊ะที่ตอบโจทย์ทุกการทำงาน เริ่มต้นวันได้ทันใจด้วย SSD M.2 512GB และ Windows 10 Home ในตัว

ยุคนี้การทำงาน คืบคลานเข้ามาในทุกพื้นที่ของชีวิต การทำงานอยู่บ้าน อาจทำให้การแบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนเป็นไปได้ยาก และทำให้เวลาทุกขณะมีค่า ไม่ว่าจะเป็นวินาที นาที หรือชั่วโมง ซึ่ง ASUS M3200 คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบ all-in-one จะเข้ามาตอบโจทย์ ช่วยทุ่นเวลาการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นจากบ้าน หรือในออฟฟิศได้อีกต่อ

No Description

สเปกแรง เร็วทุกงาน

ASUS M3200 ใช้ซีพียู Ryzen 3 5300U ซีพียูประหยัดพลังงาน 4 แกน 8 เธรดของ AMD สัญญาณนาฬิกาสูงสุด 3.85GHz ที่เพิ่งเปิดตัวไปช่วงต้นปี 2021 และแรม DDR4 8GB แบบ SO-DIMM การใช้ซีพียูประหยัดพลังงานช่วยเรื่องความร้อนและเสียง ในขณะที่แรม 8GB ถือว่าตามมาตราฐานสำหรับงานทั่วไป

สตอเรจเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 Home ที่จะช่วยให้การเปิดเครื่อง เปิดไฟล์เอกสาร ภาพ หรือวิดีโอต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์จานหมุนทั่วไป ประหยัดเวลาชีวิตได้อีกมาก

No Description

แค่เปิดกล่อง เสียบสาย พร้อมใช้งานทันที

ASUS M3200 มาพร้อมเม้าส์และคีย์บอร์ดไร้สายในกล่อง ตัวเมนบอร์ดซีพียูและแรม รวมอยู่ในมอนิเตอร์ขนาด 21.5 นิ้ว ความละเอียด FullHD 1920×1080 พิกเซล จะประชุมวิดีโอคอล หรือเรียนออนไลน์ผ่านแอปไหนก็หมดห่วง ด้วยกล้องหน้าความละเอียด HD 720p และลำโพงในตัว รองรับการเชื่อมต่อ WiFi5 และ Bluetooth 5.0

นอกจากนี้แค่เปิดเครื่องก็พร้อมทำงานทันที ไม่ต้องหาซื้อซอฟต์แวร์มาลงเพิ่มให้ยุ่งยาก เพราะ ASUS M3200 นอกจากจะมาพร้อมกับ Windows 10 Home แล้ว ยังมาพร้อมกับ Microsoft Office Home & Student 2019 ให้ใช้งานตลอดอายุเครื่องอีกด้วย

No Description

แข็งแรง ทนทาน ประหยัดพื้นที่

ตัวเครื่องเรียบหรู มาพร้อมขาตั้งอะลูมิเนียมหล่อแบบชิ้นเดียว เสริมความมั่นคง และอีกจุดได้เปรียบของคอมพิวเตอร์แบบ all-in-one คือเมื่อไม่ต้องใช้พื้นที่ในการวางเคส ก็ทำให้สามารถวางเอกสาร อุปกรณ์อื่น หรือมีพื้นที่ให้น้องแมวนั่งเล่นบนโต๊ะได้อีกด้วย

เม้าส์และคีย์บอร์ดที่ให้มาเป็นแบบไร้สาย คุณภาพใช้พิมพ์งานได้ดี มีข้อดีคือทำให้โต๊ะดูเรียบร้อย ไม่แกะกะ พร้อมแต่งสวย นำไปโชว์ในกลุ่มจัดโต๊ะทำงานได้แบบเต็มที่

หน้าจอขอบบาง แสดงผลสี sRGB 100%

หน้าจอขนาด 21.5 นิ้วเป็นหน้าจอ LCD ความสว่างสูงสุด 200nits ความละเอียด FullHD แบบ NanoEdge ขอบบาง อัตราส่วนหน้าจอต่อเครื่อง 87% แสดงผลมาตรฐานสี sRGB ได้ 100% จะแต่งรูป หรือวาดภาพก็สะดวก ไมโครโฟนบนหน้าจอมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนด้วย AI แบบสองทาง ช่วยให้ประชุมและเรียนออนไลน์ได้แบบหายห่วง

No Description

พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน

ASUS ให้พอร์ตเชื่อมต่อมาครบครันทั้งด้านข้างและด้านหลัง โดยด้านข้างมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และพอร์ต USB 2.0 Type-A และ Kensington lock เพิ่มความปลอดภัยเมื่อต่อสาย

พอร์ตสำหรับต่อไฟ DC อยู่ด้านหลัง พร้อมพอร์ต USB 3.2 Gen 1 Type-A ที่มีมาให้ถึง 4 พอร์ต ต่อเชื่อมอุปกรณ์ได้เหลือเฟือ มีพอร์ตสาย LAN และ HDMI out 1.4 ต่อจ่อแยกเพิ่มเติมได้อีกถ้าพื้นที่แสดงผลไม่พอ

No Description

หายห่วงด้วยประกันจาก ASUS

ASUS M3200 มาพร้อมประกันบริการซ่อมถึงที่ 3 ปี (Local On-site Service) และประกันอุบัติเหตุ 1 ปีเต็ม (Perfect Warranty) ไม่ว่าจะน้ำหก น้องแมววิ่งผ่าน หรือเครื่องค้าง ทีมบริการก็พร้อมดูแลเสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะเรียนหรือทำงานไม่ทัน

สรุป

ASUS M3200 เป็นคอมพิวเตอร์ all-in-one อีกรุ่นที่เน้นความสะดวกเรียบง่ายในการใช้งาน ที่แค่เปิดกล่อง เสียบสาย ก็ใช้งานได้ทันที เพราะมาพร้อม Windows 10 Home และ Microsoft Office Home & Student 2019

แถมซีพียู Ryzen 3 5300U และ SSD 512GB ก็ช่วยการันตีอีกต่อว่าการใช้งานจะทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีสะดุด ข้อได้เปรียบของการเป็นคอมพิวเตอร์ all-in-one และมาพร้อมเม้าส์และคีย์บอร์ดไร้สาย ยังทำให้ไม่กินพื้นที่ และไม่มีสายเกะกะรกตา เมื่อวางบนโต๊ะทำงานในบ้านอีกด้วย ถือเป็นคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานและเรียนออนไลน์ ที่น่าจะช่วยประหยัดเวลาชีวิตได้อีกมาก โดยรุ่นนี้ที่มาพร้อมกับ Microsoft Office Home & Student 2019 จะมีราคาอยู่ที่ 21,990 บาท

No Description

from:https://www.blognone.com/node/124980

ก้าวสู่โลกเกมเมอร์ IKEA เปิดตัวเฟอร์นิเจอร์เกมมิ่งชุดใหญ่ ร่วมออกแบบกับ ROG

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ IKEA จับมือกับ ASUS ROG เปิดตัวเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์เสริมสำหรับชาวเกมเมอร์ชุดใหญ่ หลังประกาศความร่วมมือกันเมื่อ 1 ปีที่แล้ว และวางขายสินค้าบางชิ้นในตลาดจีนไปก่อนแล้ว

IKEA บอกว่านี่เป็นก้าวแรกของบริษัทสู่ตลาดเกมมิ่ง เป้าหมายคือการสร้างสินค้าที่ราคาไม่แพง ประสิทธิภาพดี และมีของครบครัน บริษัทเลือกจับมือกับ ASUS ROG เพราะรู้เรื่องเกมมิ่งเป็นอย่างดี

สินค้าสายเกมมิ่งของ IKEA จะมีทั้งหมด 6 แบรนด์ย่อยคือ UPPSPEL, LÅNESPELARE, MATCHSPEL, GRUPPSPEL, UTESPELARE, HUVUDSPELARE โดยแบรนด์ UPPSPEL เป็นการออกแบบร่วมกับ ROG ส่วนแบรนด์อื่นๆ เป็น IKEA ทำเอง

ตัวอย่างสินค้ามีตั้งแต่เก้าอี้เกมมิ่ง โต๊ะปรับระดับได้ ฐานรองเคสพีซีพร้อมล้อเลื่อน ตู้ลิ้นชักใส่ของ แท่นวางสายเมาส์ ไปจนถึงอุปกรณ์อย่างหมอนรองคอ หมอนกอดที่แกะออกมาเป็นเสื้อหนาวได้ ฯลฯ สินค้าจะเริ่มวางขายทั่วโลกในเดือนตุลาคม 2021

ที่มา – IKEA

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/124824

ของมันต้องมี ! IKEA จับมือ ROG เปิดตัวเฟอร์นิเจอร์สำหรับเกมเมอร์

IKEA เปิดตัวชุดเฟอร์นิเจอร์ที่สำหรับเกมเมอร์ที่ได้ร่วมกันออกแบบกับ Republic of Gamers หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ROG มีทั้งโต๊ะ เก้าอี้ หมอนรองคอ และอื่น ๆ รวมถึงไฟ RGB กะพริบวิบวับที่เอาไปติดแล้วจะต้องเข้าชุดกับเมาส์และคีย์บอร์ดอย่างแน่นอน โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมศกนี้ที่สหรัฐอเมริกา ส่วนจะมีเข้ามาขายในไทยรึเปล่านั้น คงต้องรอดูกันอีกที

บริษัทฯ กล่าวว่า เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ ช่วยให้สามารถเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น อาการปวดหลังหรือปวดข้อมือจากการนั่งและจับเมาส์เป็นระยะเวลานาน ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอุปกรณ์เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกบางส่วนที่ IKEA ทำออกมาสำหรับจัดระเบียบสิ่งของบนโต๊ะด้วย อาทิ ลิ้นชักขนาดเล็ก ที่วางแก้วน้ำ และแท่นแขวนหูฟัง เป็นต้น

เพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจเกมมิงเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA สามารถเข้าไปรับชมกันได้ที่เว็บไซต์โดยตรงได้เลยครับ (คลิก)

from:https://droidsans.com/ikea-x-rog-gaming-furniture/