คลังเก็บป้ายกำกับ: ASUS

รวมศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คทุกยี่ห้อในไทย ฉบับอัพเดทปี 2021

ก่อนจะซื้อโน๊ตบุ๊คมาใช้งานสักเครื่องหนึ่ง นอกจากสเปคแล้วหลายคนก็ต้องหาข้อมูลว่าศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คแบรนด์นั้น ๆ ให้บริการดีหรือเปล่าและรอเคลมสินค้านานหรือทำงานเร็วตามเว็บบอร์ดหรือโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างแน่นอน จะได้รับรู้ประสบการณ์ตรงจากผู้ใช้ด้วยกันว่าแบรนด์นั้น ๆ ให้บริการดีและรวดเร็วหรือไม่อย่างไร

ปัจจุบันนี้หลายแบรนด์ก็มีวิธีการดูแลหลังการขายและการส่งซ่อมที่ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยให้ลูกค้าที่อุดหนุนสินค้าของทางบริษัทสามารถรับบริการดูแลเครื่องได้สะดวกขึ้นเรื่อย ๆ โดยในบทความนี้รวมวิธีการส่งเคลมโน๊ตบุ๊คแบรนด์ต่าง ๆ ฉบับง่ายและรวดเร็วให้เพื่อน ๆ ได้ใช้บริการกัน

ศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คมีปัญหาก็ยกเข้าศูนย์ให้เขาดูแลกันไป

ก่อนยกเครื่องไปศูนย์บริการโน๊ตบุ๊ค เตรียมของให้พร้อมด้วย

90346545 3802603603115134 2161290511862726656 o
อุดหนุนใครมาก็กลับไปร้านนั้นเลยก็ได้ ง่ายดีเหมือนกันก็แค่นานหน่อย

อันที่จริงการเคลมโน๊ตบุ๊คแต่ละแบรนด์นั้นเราสามารถนำเครื่องของเราไปส่งเคลมหน้าร้านที่เราซื้อเครื่องมาเลยก็ได้ แต่ก็จะเสียเวลาเนื่องจากทางหน้าร้านต้องทำตามขั้นตอนการรับเคลมสินค้าตามขั้นตอนและนโยบายของทางบริษัท ซึ่งอาจต้องผ่านไปตามขั้นตอนกว่าจะถึงศูนย์รับซ่อมของแบรนด์นั้น ๆ ซึ่งก็จะกินเวลาพอควรทีเดียว แต่ถ้ามีประกันแบบ Onsite Service ก็จะช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยากส่วนนี้ไปได้มาก

สำหรับการส่งเคลมหรือซ่อมโน๊ตบุ๊คของแบรนด์ต่าง ๆ ด้วยตัวเองนั้น นอกจากจะไปศูนย์บริการสาขาหลักแล้ว เราก็สามารถส่งเคลมกับผู้ให้บริการรายอื่นที่ได้รับสิทธิ์ให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทยได้ด้วย ซึ่งสิ่งของสำคัญห้ามลืมทุกครั้งเวลาจะนำเครื่องไปเคลม คือ

  1. โน๊ตบุ๊คเครื่องที่มีปัญหา – เพื่อส่งเครื่องให้ช่างนำไปซ่อมและแก้ปัญหาที่เราเจอ
  2. ปลั๊กของโน๊ตบุ๊ค – สำหรับปลั๊กให้เตรียมเอาไปในกรณีที่เครื่องมีปัญหากับการชาร์จแบตเตอรี่เข้าเครื่อง เพื่อให้ช่างเช็คได้ว่าปัญหาที่เกิดนั้นมาจากตัวปลั๊กหรือช่องเสียบปลั๊กของตัวเครื่องนั้น ๆ กันแน่
  3. ใบเสร็จที่ซื้อสินค้า – เพื่อยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นจริง และเป็นเครื่องที่ขายในประเทศไทย แต่บางครั้งผู้ให้บริการก็เช็คจาก Serial Number ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ ได้เช่นกัน

รวมศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คทุกแบรนด์ในไทย

สำหรับศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คที่รวบรวมมาในบทความนี้จะเน้นเป็นแบรนด์หลักที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยมีเบอร์โทรศัพท์, เว็บไซต์ และวิธีเคลมที่ง่ายสุดที่แนะนำให้ทำ เพื่อช่วยประหยัดเวลาการนำเครื่องไปเคลมด้วย โดยแต่ละแบรนด์ คือ

  1. Apple
  2. ASUS
  3. Acer
  4. Dell
  5. HP
  6. Huawei
  7. Lenovo
  8. MSI
Apple

iCare K Village Sukhumvit2

สำหรับสินค้าของ Apple นั้นจะมีแบ่งหน้าร้านเป็น 3 กลุ่ม ตามผู้จำหน่ายสินค้า 3 เจ้าหลัก คือ iCare ของ Studio 7 เจ้าของเดียวกับ Banana IT, iServe ของ Copperwired เจ้าของ iStudio by copperwired กับ U-Store บางสาขา, iCenter ของ SPVi เจ้าของ iStudio ที่เราติดปากกัน ซึ่งเราสามารถนำ MacBook, iPhone, iPad เข้าไปใช้บริการได้ นอกจากนี้ Apple ยังมีหน้าเว็บไซต์สำหรับให้บริการช่วยดูแลปัญหาการใช้งานและเบอร์โทรติดต่อศูนย์ด้วย

โดยทั้งสามเจ้าหลักนี้เป็นผู้ให้บริการซ่อมสินค้าที่ Apple ให้การรับรองเป็น Authorised Service Provider หรือผู้ให้บริการซ่อมอย่างเป็นทางการ โดยเราสามารถนำสินค้าเข้าไปเคลมซ่อมได้ถ้ายังมีประกัน AppleCare อยู่ โดยมีศูนย์หลักให้บริการดังนี้

iCare สาขากรุงเทพฯ

สำหรับ iCare เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 11:00-20:00 น. ทุกสาขา โดยสาขากรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ จะมีแนะนำตามรายชื่อด้านล่างนี้ ส่วนผู้ใช้ที่อยู่จังหวัดอื่นสามารถคลิกดูจังหวัดของตัวเองได้ที่ลิ้งค์นี้

 

  • iCare สาขา ศูนย์การค้าเทสโก้โลตัส ปิ่นเกล้า โทร. 0643022878 
  • iCare สาขา ศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์ค ศรีนครินทร์ โทร. 0819091115
  • iCare สาขา ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สุราษฏร์ธานี โทร. 0643022878
  • iCare สาขา ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ชลบุรี โทร. 038053931, 0953727488

iserve 07

iServe

ด้าน iServe จะมีให้บริการตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ โดยมีเวลาเปิดช่วง 10:00-11:00 น. และปิดให้บริการเวลา 21:00-20:00 น. ซึ่งสามารถเช็คสาขาที่ให้บริการทั้งหมดได้ที่นี่ และในลิ้งค์สามารถแจ้งนัดหมายเข้ารับบริการได้ด้วย

  • iServe สาขา Amarin Plaza ชั้น 3 เปิด 10:00-21:00 น. โทร. 026522324-5
  • iServe สาขา Sena Fest ชั้น G เปิด 11:00-21:00 น. โทร. 020872070
  • iServe สาขา Park Ventures Ecoplex ชั้น 2 เปิด 10:00-20:00 น. โทร. 021082252
  • iServe สาขา The Circle Ratchapruk เปิด 10:00-22:00 น. โทร. 028638700-1
icenter

สำหรับ iCenter ที่หน้าเว็บไซต์จะมีรายการค่าซ่อมแซมสินค้าทั้งหมดให้ผู้ใช้สามารถเช็คเพื่อเตรียมค่าใช้จ่ายเข้ารับบริการก่อนได้ พร้อมข้อมูลโปรโมชั่นบัตรเครดิตและรายชื่อศูนย์บริการทั้งหมดของทางบริษัทให้เลือกดูได้ และมีสาขาให้บริการอยู่หลายแห่ง ซึ่งสาขาหลัก ๆ ได้แก่

  • iCenter สาขาแจ้งวัฒนะ เปิด 11:00-20:00 น. โทร. 0953725592, 028353993-4
  • iCenter สาขาจีทาวเวอร์ ถ.พระราม 9 เปิด 10:00-20:00 น. ถ้าเป็นวันศุกร์-อาทิตย์ ปิด 21:00 น. โทร. 0953725558, 021174903-4
  • iCenter สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ชั้น 1 เปิด 11:00-20:00 น. โทร. 0953725557, 052020866
  • iCenter สาขาศูนย์การค้า Passione (แหลมทองพลาซ่า) ชั้น 2 โทร. 0953725530, 038010909
ASUS

CH Service 1

ศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของ ASUS นั้นจะมีอยู่ทั่วประเทศและเข้ารับบริการได้ง่ายมากแบรนด์หนึ่ง ซึ่งเราสามารถค้นหาศูนย์บริการของ ASUS ใกล้บ้านเราได้จากหน้าเว็บไซต์โดยตรง โดยแยกเป็น ASUS Royal Club ซึ่งทาง ASUS เป็นผู้ให้บริการโดยตัวเองและ Authorized Service Center หรือผู้ให้บริการรายย่อยที่ได้รับการรับรองจาก ASUS เอง

  • ASUS Royal Club ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ (ชั้น 2) เลขที่ห้อง 004-005 เปิด 10:00-19:00 น. 
  • ซินเน็ค นครราชสีมา 1135/7-8 ถ.สุรนารายณ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิด 08:30-17:30 น. โทร. 044271365
  • ศูนย์บริการเอซุส ฟิวเจอร์อิเล็คโทรนิคส์ เซอร์วิส 68/104 (อาคารพาณิชย์เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์) ถ.รัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี โทร. 099-2874457-59
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮเทค คอมพิวเตอร์ แอนด์ เน็ตเวอร์ค 144/1 ถ.กรมหลวงชุมพร ต.ท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร โทร. 077507172

นอกจากนี้ยังสามารถส่งเคลมได้ตามร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศไทยอีกด้วย โดยอ่านรายละเอียดการส่งเคลมสินค้าได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการศูนย์บริการของวีเซิร์ฟพลัสเพื่อเคลมสินค้าได้ด้วยเช่นกัน โดยเช็คสาขาใกล้บ้านได้ที่นี่

Acer

ศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของ Acer จะมีอยู่ 10 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นศูนย์ในกรุงเทพฯ 3 แห่ง คือ สาขาพระราม 3, เซียร์ รังสิต, ฟอร์จูนทาวน์ และ 7 แห่งอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัด ซึ่งสาขาต่างจังหวัดจะอยู่ที่ชลบุรี, เชียงใหม่, พิษณุโลก, ขอนแก่น, นครราชสีมา, สงขลา และภูเก็ต โดยมีสาขาหลัก ๆ ดังนี้ ส่วนรายละเอียดแต่ละสาขาอ่านได้ที่นี่

สำหรับเบอร์โทรศัพท์ใช้เบอร์ร่วมกันคือ โทร. 021539655 เป็นเบอร์โทรขอคำปรึกษาด้านเทคนิคและขอรับบริการนอกสถานที่ ส่วนเช็คสถานะการซ่อมเคลมหรือข้อมูลทั่วไป โทร. 021539600

  • สำนักงานใหญ่ สาขาพระราม 3 ถนนนางลิ้นจี่ เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-18:00 น. 
  • สาขาเซียร์ รังสิต เปิดทุกวัน เวลา 10:30-19:00 น. 
  • สาขาเชียงใหม่ 161/38-39 ม.4 ต. หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-18:00 น.
  • สาขาหาดใหญ่ ถ.ปุณณกัณฑ์ ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-18:00 น.
Dell

dell

สำหรับศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คอย่างเป็นทางการของ DELL จะใช้บริการดูแลของ Synnex ซึ่งเราสามารถใช้เช็คข้อมูลรับประกันได้ด้วย ส่วนการส่งซ่อมเครื่องสามารถใช้วิธีการจองคิวออนไลน์ได้ด้วยที่ลิ้งค์นี้ แต่จะรองรับเพียงสาขาเซียร์ รังสิต, ซีคอนสแควร์, IT Mall ฟอร์จูนทาวน์ และ สนง.ใหญ่ ถ.สุคนธสวัสดิ์ เท่านั้น โดยสาขาทั้งหมดของ Synnex สามารถเช็คได้ที่ลิ้งค์นี้ ส่วนสาขาหลักตามหัวเมืองใหญ่จะมีดังนี้

  • สนง.ใหญ่ SYNNEX 433 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวง/เขตลาดพร้าว กทม. เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-18:00 น. ส่วนวันเสาร์ให้บริการเฉพาะวันเสารที่ 2 ของเดือนเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 09:00-15:30 น. โทร. 025538888
  • SYNNEX สาขาเชียงใหม่ ที่ K Park Business Center เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-18:00 น. ส่วนวันเสาร์ให้บริการเฉพาะวันเสารที่ 2 ของเดือนเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 09:00-15:30 น. โทร. 053284023, 0909805317
  • SYNNEX สาขานครราชสีมา 179/31 ซ.มิตรภาพ 4 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-18:00 น. ส่วนวันเสาร์ให้บริการเฉพาะวันเสารที่ 2 ของเดือนเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 09:00-15:30 น. โทร. 044271365, 044922808-9
  • SYNNEX สาขาหาดใหญ่ 119 ซ.10 ถ.เพชรเกษม ตำบล/อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-18:00 น. ส่วนวันเสาร์ให้บริการเฉพาะวันเสารที่ 2 ของเดือนเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 09:00-15:30 น. โทร. 074895039,  0909805305

นอกจากนี้ Dell ยังมีบริการ Dell Premium Support ที่รองรับซีรี่ส์ Inspiron, XPS, G Series และ Alienware อีกด้วย โดยจะมีเจ้าหน้าที่มาให้บริการถึงที่แบบ On-site Service ในอีก 1 วันทำการถัดไป โดยสามารถอ่านรายละเอียดในบทความนี้ของทาง Notebookspec ได้

HP

Pavilion Family Epic Entertainment Desktop

ศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของ HP จะสามารถเช็คได้ที่หน้าเว็บไซต์ของ HP โดยจะรวมโน๊ตบุ๊คสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (Consumer PC) กับโน๊ตบุ๊คธุรกิจ (Business PC) และปริ้นเตอร์ (DesignJet) เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งสามารถหาได้โดยกรอกรหัสไปรษณีย์และกำหนดรัศมีที่เราต้องการ ซึ่งระบบจะกำหนดขั้นต่ำเอาไว้ที่ 50 กม. และเราสามารถตั้งค่าเพิ่มได้ตามต้องการอีกด้วย โดยสาขากรุงเทพและหัวเมืองใหญ่จะมีดังนี้

  • HP Repair Center สาขาพระราม 3 เลขที่ 905 พระราม 3 ซอย 49 โทร. 0628753470
  • HP Service Center สาขาระยอง 267/87-88 ถ.สุขุมวิท ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง โทร 038608736
  • HP Service Center สาขาเชียงใหม่ 184/2-3 ถ.ช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร.053281175
  • HP Service Center สาขาหาดใหญ่ 4 ซอย 15/1 ถ.เพชรเกษม ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โทร.074234205

นอกจากนี้เจ้าของโน๊ตบุ๊ค HP ยังเข้าศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของวีเซิร์ฟพลัส สาขาต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยคลิกอ่านสาขาทั้งหมดได้ที่นี่

Huawei

7bc9f4a8 73ba 404a a02b 2cceea71d4b9

สำหรับผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของ Huawei MateBook รุ่นต่าง ๆ ก็มีศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของ Huawei ที่ใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนในค่าย ซึ่งครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่หลายแห่งทีเดียว โดยเราสามารถเลือกดูศูนย์บริการที่อยู่ใกล้บ้านเราได้ที่ลิ้งค์นี้

  • สาขาไอทีมอลล์ ฟอร์จูน ทาวน์ ชั้น 2 เปิดให้บริการเวลา 11:00-20:00 น. โทร. 0956203011
  • สาขาเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ ชั้น 5 เปิดให้บริการเวลา 10:30-19:30 น. โทร. 020644000
  • สาขาเชียงใหม่ 300/3 ถ.มณีนพรัตน์ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ. เชียงใหม่ โทร. 0909805938, 0909036093
  • สาขาสุราษฎร์ธานี 141/119 ถ.กาญจนวิถี ต.บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โทร. 077212932-3, 0909805173
Lenovo

Screenshot 2021 02 23 162252

ศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของ Lenovo นั้น หลัก ๆ แล้วจะใช้วิธีการส่งเคลมกับร้านที่ขายสินค้าให้กับเราโดยตรง หรือจะส่งไปเคลมที่ศูนย์บริการเลอโนโว โดย วีเซิร์ฟพลัสก็ได้ ซึ่งมีให้บริการครอบคลุมตามหัวเมืองใหญ่เช่นกัน ได้แก่

  • ศูนย์บริการ Lenovo โดยวีเซิร์ฟพลัส อาคารฟอร์จูนทาวน์
    • ชั้น 3 โทร. 026410154-55 ต่อ 301
    • ชั้น 4 โทร. 026410154-55 ต่อ 401-407
  • สาขาพันธุ์ทิพย์พลาซ่า โทร. 026566054, 026566037
  • สาขาร่มเกล้า โทร. 026669600

สำหรับสาขาต่างจังหวัดมีสาขาหาดใหญ่, สุราษฎร์ธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, ระยอง, พิษณุโลก, เชียงใหม่ ทั้งหมดสามารถคลิกอ่านได้ที่นี่ ส่วนเจ้าของเครื่อง Lenovo ที่เครื่องมีปัญหาและต้องการส่งเคลมเครื่องและไม่แน่ใจว่าเครื่องของเราเข้าเงื่อนไชการเคลมหรือไม่สามารถอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้

MSI

contact us banner 1

ศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของ MSI จะมีอยู่ 2 สาขาในประเทศไทยด้วยกัน คือ สาขาราษฎร์บูรณะที่ทาง SVOA ให้บริการ กับสาขาของไอที ซิตี้ ที่ตึกพันธุ์ทิพย์พลาซา ประตูน้ำ ซึ่งถ้าต้องการเคลมซ่อมโน๊ตบุ๊คของ MSI ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ แนะนำให้ไปพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำจะสะดวกกว่า โดยที่อยู่และเบอร์โทรของทั้งสองสาขานี้ คือ

  • สาขา SVOA 131 ถนนราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8:30-17:30 น. โทร. 028492777
  • สาขา อาคารพันธุ์ทิพย์พลาซา ชั้น 5-6 (ไอที ซิตี้) เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10:30-20:00 น. โทร. 026565030

นอกจากนี้ผู้ใช้โน๊ตบุ๊คของ MSI สามารถเลือกหาศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คของ MSI ได้ที่ลิ้งค์นี้ด้วย

จะเห็นได้ว่าแต่ละแบรนด์จะมีสาขาและวิธีการเช็คศูนย์ให้บริการของตนเองแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตามก่อนจะนำโน๊ตบุ๊คของเราเข้าศูนย์บริการโน๊ตบุ๊คเพื่อซ่อมหรือเคลม ขอแนะนำให้โทรติดต่อศูนย์ที่เราต้องการเข้าใช้บริการเสมอเพื่อเช็คว่าทางศูนย์พร้อมให้บริการเราหรือไม่ เพื่อประหยัดเวลาและไม่ต้องไปเสียเที่ยวเปล่าอีกด้วย

from:https://notebookspec.com/web/578745-all-laptop-service-center-in-thailand

Review | รีวิว ASUS ExpertCenter D300TA คอมเซ็ตออฟฟิศสุดคุ้ม สเปค Intel Gen 10 ปรับแต่งได้ ประกัน Onsite 3 ปี เริ่มต้น 11,505 บาท

ถ้าใครกำลังมองหาอยากจะซื้อคอมสักเครื่องด้วยงบหมื่นต้นๆ แต่ไม่รู้จะซื้อตัวไหนดี จะประกอบคอมเองก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง ส่วนตัวแนะนำซื้อคอมเซ็ตก็ดูเป็นทางออกที่ดีไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะ ASUS ExpertCenter D300TA ที่เป็นคอมเซ็ตรุ่นใหม่ มาพร้อมกับซีพียู Intel Core i3-10100 รุ่นใหม่ 4 Core/8 Thread และประกันซ่อมฟรีถึงบ้าน Onsite 3 ปี ในราคาเริ่มต้นเพียง 11,505 บาทเท่านั้น

สเปค ASUS ExpertCenter D300TA รุ่นที่รีวิว

  • CPU : Intel Core i3-10100 (4C/8T, 3.6-4.3 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce GT 710 2GB GDDR5 (Optional)
  • RAM : 4GB DDR4 Bus 3200
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256GB + HDD 512GB
  • PSU : 200W 80+ Bronze
  • OS : Windows 10 Pro (Optional)
  • Weight : 7 Kg
  • Size : 16.00 x 38.00 x 35.50 cm
  • Warranty : Onsite 3 ปี + ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุ
  • อุปกรณ์ภายในกล่องมี Mouse, Keyboard และตัวรับสัญญาณ WiFi

ดีไซน์

สำหรับคอมเซ็ต ASUS ExpertCenter D300TA ดีไซน์ตัวเครื่องก็จะไม่ได้แตกต่างจากคอมสำนักงานหรือออฟฟิศเท่าไร ทรงสี่เหลี่ยมกะทัดรัด วัสดุงานประกอบเป็นโลหะเกรดดีแข็งแรงทนทาน พร้อมผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ของอุตสาหกรรม แบบเดียวกับกองทัพสหรัฐฯ MIL-STD-810G  เครื่องทนทานของวัสดุสบายใจได้เลย

ในเรื่องของพอร์ต I/O เชื่อมต่อต่าง ๆ ก็มีมาให้เยอะแบบจัดเต็มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งรุ่นที่ทีมงานรีวิวเองก็มีการ์ดจอแยกมาให้ ทำให้สามารถต่อได้สูงสุดถึง 5 จอด้วยกัน มีทั้งพอร์ต VGA, HDMI และ DVI ครบทุกแบบ ส่วนพอร์ตเชื่อมต่ออื่น ๆ USB 3.0, USB 2.0, LAN, Audio 3.5 mm ก็มีมาให้ตามมาตรฐานปกติ รวมถึงมีการ์ด WiFi ใส่เพิ่มมาให้ด้วย (สามารถใส่เพิ่มทีหลังได้)

การอัปเกรดตัวเครื่องก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแกะฝาหลังฝั่งซ้ายตัวเครื่องออก ไขน็อต 2 ตัว ก็สามารถแกะออกมาได้แล้ว โดยตัวเครื่องจะสามารถใส่ RAM ได้ 2 Slot, HDD 3.5″ ได้ 2 ลูก, SSD m.2 ได้ 1 แถว, PCIe 3 x16 ใส่การ์ดจอ 1 แถว และ PCIe 3 x1 อีก 1 แถวด้วยกัน

การใช้งาน

สเปคของ ASUS ExpertCenter D300TA จะออกแบบมาสำหรับใช้งานพื้นฐานทั่วไป รองรับการใช้ได้ Windows 10 Pro สามารถเลือกสเปคได้ ซึ่งเปิดเครื่องมาพร้อมใส่งานได้ทันที มีคีย์บอร์ด เมาส์แถมมาให้ด้วยในกล่อง สามารถใช้งานทำงานเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเว็บ หรือจะใช้งานตกแต่งรูปภาพก็ทำได้สบายๆ

ซีพียูตัวเครื่องมาพร้อมกับขุมพลัง Intel Core i3-10100 แบบ 4 Core/ 8 Thread ประสิทธิภาพก็ถือว่าใช้งานทั่วไปครอบคลุมทุกอย่าง จะใช้งานหนักก็พอไหว แต่สำหรับผู้ที่ต้องการสเปคเพื่อตอบโจทย์การทำงานที่เพิ่มขึ้น ก็ยังสามารถเลือกสเปค Core i5 และ Core i7 เพิ่มเติมได้ด้วย

นอกจากนี้ตัวเครื่องที่รีวิวมีการ์ดจอแยก NVIDIA GT 710 ติดมาให้ด้วย ทำให้พอสามารถเอามาเล่นเกมออนไลน์พอได้บ้าง จากรูปคือทีมงานทดสอบเล่นเกม DOTA 2 ปรับความละเอียด Full HD กราฟิกแบบ Medium ก็สามารถเล่นเฟรมเรทอยู่ที่ราว ๆ 35-50 FPS ครับ (หรือสามารถเลือกสเปคแบบไม่มีการ์ดจอก็ได้ สำหรับคนที่ต้องการใช้งานทั่วไป)

ถัดมาในเรื่องของโซลูชั่นด้านความปลอดภัยแน่นอนว่า ExpertCenter D300TA ออกแบบสำหรับใช้งานเชิงธุรกิจ จึงได้มีชิป TPM เพื่อเสริมระบบความปลอดภัย เก็บรักษาคีย์ที่ใช้เข้ารหัสข้อมูลไว้ในฮาร์ดแวร์ ช่วยให้อุปกรณ์โดนเจาะได้ยากขึ้น รวมถึงมี ตัวควบคุมตัวควบคุมการเปิด-ปิดการใช้งานพอร์ต USB และ Kensington Lock ไว้ล็อคตัวเครื่องกันคนขโมยอุปกรณ์ด้านในออกไป

ส่วนออฟฟิศไหนที่ยังใช้แผ่นซีดีอยู่เจ้า ASUS ExpertCenter D300TA ก็ยังคงมีไดรฟ์ DVD มาให้ ไม่ต้องไปหาซื้อแยก อีกทั้งตัวเครื่องมีความจุมาให้ทั้ง SSD และ HDD ธรรมดา ทำให้สามารถเปิด-ปิด เครื่องและโปรแกรมได้รวดเร็ว และไม่ต้องกังวลผลว่าความจำจะเต็มเร็วอีกด้วย โดยรวมแล้ว D300TA รุ่นนี้ถือเป็นคอมเซ็ตสำหรับออฟฟิศที่น่าซื้อมาใช้งานมากเลยทีเดียวครับ

สรุป

จากที่ทีมงานได้ทดลองใช้งานมาสำหรับ ASUS ExpertCenter D300TA ถ้าพูดกันตามตรงสเปคความแรงโดยรวมในช่วงราคานี้ความแรงอาจจะสู้ประกอบคอมเองไม่ได้ แต่สิ่งที่คอมเซ็ตให้มากกว่าคอมประกอบรุ่นอื่นคือเรื่องของการรับประกันที่หากตัวเครื่องมีปัญหาก็สามารถเรียกช่างมาซ่อมถึงบ้านได้ทันที 3 ปี ในขณะที่ถ้าเป็นคอมประกอบต้องมานั่งยกนั่งเคลมส่งร้านทีละชิ้นเสียเวลา

นอกจากนี้อุปกรณ์ภายในกล่องก็แถมมาให้ทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดครบเซ็ต รวมถึงสามารถปรับแต่งสเปคเพิ่มเติมได้เลยจากโรงงานว่าจะเอาซีพียูอะไร RAM เท่าไร  เพิ่ม Windows 10 ตัวไหนได้ตามที่ใจเราต้องการ บอกเลยว่าเจ้า ASUS ExpertCenter D300TA เครื่องนี้เหมาะแก่การซื้อมาใช้งานเป็นคอมเซ็ตองค์กรที่สุดรุ่นหนึ่ง ณ เวลานี้เลยครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ : https://www.asus.com/th/Displays-Desktops/Tower-PCs/ExpertCenter/ExpertCenter-D3-Tower-D300TA

from:https://droidsans.com/review-asus-expertcenter-d300ta/

เผยภาพเรนเดอร์ทางการ ASUS ROG Phone 5 มาพร้อมฝาหลังแบบ Dot Matrix ใหม่

หลังจากที่ ASUS ปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว ROG Phone 5 เกมมิ่งสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ ล่าสุดมีภาพเรนเดอร์ทางการเผยออกมาให้ขมกันแล้ว และยังเป็นสมาร์ตโฟนที่มีระบบเสียงที่ดีที่สุดในตอนนี้จาก DxOMark อีกด้วย

ASUS ROG Phone 5

DxoMark เว็บไซต์วัดผลคะแนนประสิทธิภาพสมาร์ทโฟนเจ้าดังได้ทำการทดสอบระบบเสียงของ ASUS ROG Phone 5 พร้อมเผยภาพเรนเดอร์ทางการ โดยด้านหน้ามาพร้อมหน้าจอแสดงผลไร้รอยบาก พร้อมติดตั้งกล้องเซลฟี่ที่มุมขวาด้านบน และมีช่องลำโพงคู่สเตอริโอ

ส่วนด้านหลังเป็นฝาหลังกระจก สังเกตว่าจะไม่มีส่วนของโมดูล Active cooling แบบรุ่นเก่าแล้ว โดยมีหน้าจอแบบ Dot matrix ที่สามารถเปลี่ยนสีและเปลี่ยนภาพได้ พร้อมติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 64 ล้านพิกเซล และไฟแฟลช LED อยู่ในโมดูลดีไซน์เหมือนรุ่นก่อน

ขณะที่ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง และด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ด ส่วนสีแดงๆ ที่อยู่ด้านล่างคาดว่าเป็นตำแหน่งของพอร์ต USB-C พอร์ตที่ 2 สำหรับชาร์จไฟเวลาถือใช้งานแนวนอน

ในส่วนของคะแนนทดสอบประสิทธิภาพระบบเสียง Audio ของ ROG Phone 5 ซึ่งทดสอบโดบ DxOMark โดยทำคะแนนรวมได้ 79 คะแนน เป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้ เหนือกว่า Xiaomi Mi 10 Pro ที่ได้ 76 คะแนน และ ROG Phone 3 และ HUAWEI Mate 20X ที่ได้ 75 คะแนนเท่ากัน

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกของ ASUS ROG Phone 5 ตามที่ผ่านการรับรองจาก TENAA จะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 144Hz, ใช้ชิปเซ็ท Qulacomm Snapdragon 888 จับคู่กับ RAM สูงสุด 16GB และหน่วยความจำภายใน 512GB และใช้แบตเตอรี่ความจุ 6,000mAh รองรับการชาร์จเร็ว 65W

ที่มา : Playfudroid

from:https://www.mobileocta.com/asus-rog-phone-5-official-render-images-revealed/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=asus-rog-phone-5-official-render-images-revealed

[รีวิว] ASUS ExpertCenter D300TA เครื่อง Tower PC สำหรับทำงานรุ่นเล็กสุดที่สเป็คไม่เล็กเลย

กลับมาอีกครั้งกับการรีวิว Commercial PC จากทีมงาน TechTalkThai กันนะครับ โดยในปี 2021 นี้เครื่องแรกที่เราได้มารีวิวกันก็คือ ASUS ExpertCenter D300TA เครื่อง Commercial PC แบบ Tower ใน Generation ล่าสุดที่เป็นรุ่นเล็กสุดในตระกูล รองรับได้ทั้งการใช้งานเอกสารทั่วไป ไปจนถึงงานกราฟฟิกที่ต้องการสเป็คแรงๆ ด้วยการอัปเกรด Hardware ได้อย่างยืดหยุ่นนั่นเองครับ

ASUS ExpertCenter ตระกูลใหม่ของ Commercial PC จาก ASUS ที่ใช้หน่วยประมวลผล 10th Gen Intel® Core™

ก่อนจะเข้าสู่ตัวรีวิวขออนุญาตเล่าถึงแบรนด์ย่อย ASUS ExpertCenter ที่จะเป็นชื่อสำหรับใช้เรียก Commercial PC ของ ASUS ในรุ่นล่าสุดกันก่อนครับ โดยแบรนด์ย่อยนี้จะมาแทน ASUS ExpertPC และ ASUSPRO ที่เคยใช้มาในอดีตนั่นเอง

ใน ASUS ExpertPC นี้จะมีการแบ่งรุ่นย่อยอีก ได้แก่รุ่น D3, D5, D7 และ D9 ซึ่งจะเรียงตามระดับของประสิทธิภาพสูงสุดจากเล็กไปใหญ่นั่นเองครับ และแต่ละรุ่นย่อยก็จะมี Form Factor หรือการรองรับการอัปเกรดที่แตกต่างกันออกไป โดยทุกรุ่นนี้จะใช้หน่วยประมวลผล 10th Gen Intel® Core™ ทั้งหมด

ASUS ExpertCenter D300TA: Commercial PC ในแบบ Tower รุ่นเล็กสุดในตระกูล ExpertCenter

Credit: ASUS

ASUS นั้นยังคงรักษาสไตล์การออกแบบเครื่อง Commercial PC รุ่นเล็กสุดเอาไว้เช่นเดิม โดย ASUS ExpertCenter D300TA นี้ก็ยังคงมีเอกลักษณ์เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง ASUS ExpertPC D3 รุ่นก่อนหน้า คือถึงแม้จะเป็นรุ่นเล็กสุด แต่ก็ยังสามารถอัปเกรด Hardware ให้มีประสิทธิภาพสูง รองรับงานใหญ่ๆ ได้สบายๆ อยู่เช่นเคย ด้วยการรองรับ Hardware ดังนี้

  • CPU: Intel Pentium, Celeron, Core i3/i5/i7 โดยรองรับรุ่นสูงสุดคือ Intel® Core™ i7-10700 Processor 2.9 GHz (16M Cache, up to 4.8 GHz, 8 cores)
  • RAM: DDR4 รองรับสูงสุด 64GB
  • Disk: รองรับสูงสุด 4TB HDD + 1TB SSD
  • GPU: เลือกได้ระหว่าง NVIDIA® GeForce® GT710 2GB DDR5 : 1x DVI, 1x D-SUB, 1x HDMI หรือ NVIDIA® GeForce® GTX1650 4GB DDR6 : 1x DP, 1x DVI, 1x HDMI
  • LAN: RJ45 Gigabit Ethernet
  • WLAN: Wi-Fi 5 (802.11ac) + Bluetooth 5.0/4.2
  • OS: เลือกได้ระหว่าง Windows 10 Pro, Windows 10 Home, Endless หรือไม่ติดตั้ง OS มาเลยก็ได้
  • Power Supply: ประหยัดไฟด้วยมาตรฐาน 80 PLUS Bronze

จะเห็นได้ว่ารุ่นใหม่นี้มีการอัปเกรดสเป็คสูงสุดที่รองรับจากรุ่นก่อนมาพอสมควรทั้งในส่วนของ CPU, RAM, Disk และ GPU ดังนั้นสำหรับหลายๆ ธุรกิจที่ถึงแม้จะมี Workload ที่ต้องใช้งานหลากหลายรูปแบบ แต่ด้วย ASUS ExpertCenter D300TA รุ่นเดียวนี้ ก็สามารถเลือกปรับแต่งสเป็คภายในให้แตกต่างกันเพื่อรองรับงานได้อย่างหลากหลาย

ตัว Mainboard ที่ใช้ภายในรุ่นนี้ ทาง ASUS ก็ออกแบบมาเพื่อให้มีความทนทาน รองรับการใช้งานแบบ 24×7 ได้แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กสุด อีกทั้งยังมีการใช้ Solid Capacitor ทั้งหมด ทำให้การทำงานของระบบโดยรวมนั้นมีความทนทานเหนือกว่า Mainboard ทั่วไปยิ่งขึ้นไปอีก

ในแง่ของการเชื่อมต่อ ตัวเครื่องนี้ให้พอร์ตสำหรับใช้งานทั่วๆ ไปมาอย่างครบถ้วน และมีพอร์ตหน้าเครื่องสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างสะดวก

Credit: ASUS

การออกแบบภายนอกของตัวเครื่องนี้ก็ยังคงถือว่าคล้ายคลึงกับเดิม คือเน้นความเรียบหรู และใช้สีดำเพื่อให้ดูสุภาพเรียบร้อยเหมาะกับการใช้ทำงาน

เช่นเคย ASUS ExpertCenter D300TA ก็ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐาน MIL-STD  810G สำหรับใช้ในการทหารได้ ซึ่งมาตรฐานนี้ก็มีการทดสอบทั้งการสั่นสะเทือน, การกระแทก, การทนความชื้น, การทนความร้อน และการทนความเย็นอย่างครบถ้วน

ในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย ตัวอุปกรณ์มีการรองรับ Trusted Platform Module (TPM) สำหรับจัดเก็บรหัสผ่านและกุญแจเข้ารหัส, มี Kensington Security Slot และ Padlock Slot สำหรับป้องกันการถูกเคลื่อนย้าย รวมถึงยังสามารถควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลและการเชื่อมต่อผ่าน USB ได้ด้วยโซลูชันของ ASUS เอง

สำหรับการรับประกัน ตัวเครื่องมาพร้อมกับประกัน Onsite Service 3 ปี, ประกัน Global Warranty ครอบคลุม 83 ประเทศทั่วโลกอีก 3 ปี  และยังมีประกันอุบัติเหตุสำหรับปีแรกที่ใช้งานให้

ราคาเริ่มต้นของรุ่นนี้ที่ติดตั้ง 10th Gen Intel Core i3 จะอยู่ที่ประมาณ 11,000 – 12,000 บาท โดยสามารถปรับแต่งสเป็คได้ตามต้องการ และราคาก็จะขึ้นอยู่กับสเป็คที่เลือกนั่นเอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ASUS ExpertCenter D300TA สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/385EKnf

เลือกใช้หน่วยประมวลผล Intel ให้เหมาะสมกับงานและงบประมาณ

ASUS ExpertCenter D300TA นี้เปิดให้เราสามารถเลือกใช้ CPU จาก Intel ได้หลายรุ่นพอสมควร ได้แก่

  • Intel® Core™ i7-10700 Processor 2.9 GHz (16M Cache, up to 4.8 GHz, 8 cores)
  • Intel® Core™ i5-10500 Processor 3.1 GHz (12M Cache, up to 4.5 GHz, 6 cores)
  • Intel® Core™ i5-10400F Processor 2.9 GHz (12M Cache, up to 4.3 GHz, 6 cores)
  • Intel® Core™ i5-10400 Processor 2.9 GHz (12M Cache, up to 4.3 GHz, 6 cores)
  • Intel® Core™ i3-10100 Processor 3.6 GHz (6M Cache, up to 4.3 GHz, 4 cores)
  • Intel® Pentium® G6400 Processor 4.0 GHz (4M Cache, up to 4.0 GHz, 2 cores)
  • Intel® Celeron® G5900 Processor 3.4 GHz (2M Cache, up to 3.4 GHz, 2 cores)

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Intel Core i3-10100 นี้ก็ถือว่าประสิทธิภาพดีมากเพียงพอสำหรับการใช้ทำงานทั่วๆ ไปแล้ว แต่หากต้องการพลังประมวลผลที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นสำหรับรองรับการใช้ Application เฉพาะทาง ก็อาจพิจารณารใช้ Intel Core i5 หรือ i7 แทน ในขณะที่ถ้าหากต้องการเน้นเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่ได้ใช้เครื่องทำอะไรมากไปกว่าการทำเอกสารเล็กน้อยหรือใช้บริการ Cloud ทั่วๆ ไป ก็อาจพิจารณาใช้ Intel Celeron หรือ Intel Pentium แทนได้ครับ

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

จบการแนะนำเทคโนโลยีเบื้องต้นไปแล้ว ก็ได้เวลาแกะกล่องใช้งานจริงกันดู ซึ่งตัวเครื่องถึงแม้ว่าจะใช้เคส Tower ใหญ่ขนาด 20 ลิตร แต่น้ำหนักก็ถือว่าไม่หนักมาก ด้วยน้ำหนักรวมประมาณ 7 กิโลกรัม เรียกได้ว่าก็พอยกติดตั้งคนเดียวไหวได้สบายๆ

สัมผัสแรกที่พบได้เลยก็คือถึงแม้ตัวเครื่องจะมี Texture ที่มองด้วยตาแล้วคล้ายๆ รุ่นก่อนหน้า แต่พอสัมผัสด้วยมือแล้วจะพบว่างานละเอียดกว่าเดิมมาก ดูแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าก็สวยกว่าเดิมขึ้นมาพอสมควรครับ

ตัวด้านหลังเครื่องเองก็ยังมาพร้อมกับพอร์ตสำหรับต่อ External Wi-Fi Antenna เหมือนเดิม ตรงนี้ก็ถือว่าสะดวกดี เพราะสามารถเลือกติดตั้งเสาสัญญาณในจุดที่ต้องการได้ด้วยตนเอง ส่วนการเปิดฝาเครื่องมาจัดการกับ Hardware ข้างในนั้นสามารถใช้ไขควงมาตรฐานขันเข้าไปได้เลย ไม่ได้เป็นแบบ Tool-less Design อย่างรุ่นที่สูงกว่า

จุดที่รู้สึกว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ดีคือการที่ยังคงมีพอร์ต COM และ Parallel ให้ใช้งาน ดังนั้นสำหรับธุรกิจที่ยังคงมีอุปกรณ์เก่าๆ ซึ่งต้องอาศัยพอร์ตเหล่านี้ในการเชื่อมต่อก็สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องหาหัวแปลงกันอีก แต่ Windows 10 จะรองรับอุปกรณ์พวกนี้ได้มั้ยก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องไปจัดการกันอยู่ครับ

สเป็คของเครื่องที่ได้มาทดสอบในครั้งนี้มีดังนี้

  • CPU: Intel Core i3-10100 @ 3.6GHz (4 Cores/8 Threads)
  • RAM: 4GB
  • Disk: 256GB SSD + 500GB HDD
  • GPU: NVIDIA GeForce GT710 2GB DDR5

เรียกได้ว่าเป็นการทดสอบการใช้ RAM ในขนาดที่เล็กที่สุด แต่ใส่ SSD เพื่อเร่งความเร็วก็ว่าได้ ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจครับว่าด้วยสเป็คแบบนี้ จะใช้ทำงานจริงกันได้หรือเปล่า คราวนี้ก็ได้เวลาลองเปิดเครื่องใช้งานจริงกันแล้วครับ ขอรีวิวประสบการณ์การใช้งานจริงดังนี้ครับ

  • ตอนบูทเครื่องถือว่าทำได้ค่อนข้างเร็ว ด้วยพลังจาก SSD
  • ตัวเครื่องพร้อมใช้งานได้เลยด้วย Driver ที่ติดตั้งมาให้ครบถ้วนหมดแล้ว
  • พอ Windows 10 รันสิ่งต่างๆ ตอน Start เสร็จหมดแล้ว ก็พบว่าตัวเครื่องก็ถือว่าเร็วดีถ้าไม่ได้เปิดหลายแอปพร้อมๆ กันมากนัก ตอนไม่เปิดแอปอะไรเลยใช้ RAM อยู่ที่ 2.3GB ก็เรียกได้ว่ายังพอมี RAM เหลือให้ใช้ทำงานอย่างอื่นได้อยู่ เปิด Browser หรือ Microsoft Office ทำงานได้สบายๆ
  • สำหรับการทดสอบดูคลิป 1060p ก็ถือว่าทำได้สบายๆ ดูคลิปได้ลื่นดี ถ้าเปิด Task Manager มาดูประสิทธิภาพแล้วจะเห็นว่า CPU ใช้เพียง 4% และใช้ GPU เพียง 5% เท่านั้น ส่วน RAM ก็ขึ้นไม่เยอะ
  • ในการลองใช้งานจริงไปเรื่อยๆ นั้นก็พบว่าด้วยสเป็คที่ใช้ทดสอบนี้ ถ้าไม่ได้ใช้งานอะไรมากแค่เช็คเมล์ พิมพ์เอกสาร เชื่อมต่อ Printer ก็ถือว่าเหลือเฟือครับ แต่ถ้าหากมีบางจังหวะที่ต้องใช้งานหนักๆ หน่อยเช่นเปิด Browser ที่กิน RAM มากๆ หรือมี Windows Update หรืองานอื่นๆ ที่ต้องใช้ RAM เยอะหน่อย จะมีคอขวดที่ RAM ทันที ดังนั้นก็แนะนำว่าถ้าไม่อยากให้เครื่องหน่วงมากนักในจังหวะนี้ อัปเกรด RAM เป็นซัก 8GB ก็จะอุ่นใจกว่าครับ แต่ถ้าไม่ซีเรียส RAM 4GB ก็ถือว่ายังใช้ทำงานได้ครับ ส่วน CPU ตัวนี้ไม่เป็นประเด็นเลย ถ้าไม่ทำ Load Test ลงไปเองก็ไม่มีปัญหาเลยครับ
  • GPU ได้ใช้เฉพาะตอนที่ดูคลิปหรือแสดงผลอะไรบ้างเท่านั้น ดังนั้นจริงๆ ถ้าไม่ได้ต้องใช้การดูคลิปก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ครับ
  • ตัวเครื่องทำงานค่อนข้างเงียบทีเดียว ก็เหมือนกับเครื่องรุ่นพี่ก่อนหน้าที่เคยทดสอบของ ASUS ครับ
  • พอร์ตด้านหน้าที่ให้มาถือว่าพอต่อการใช้งาน แต่ขาด USB-C ไปทำให้ต้องใช้สายแปลงหรือหัวแปลงอยู่บ้างครับ
  • ตัวเครื่องด้านในเปิดมาดูแล้วก็ถือว่าจัดสายได้เข้าใจง่าย ถ้าต้องอัปเกรดอะไรเองเพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ

สำหรับผมโดยรวมแล้วถือว่า ASUS ExpertCenter D300TA นี้เป็นเครื่องระดับ Entry Level ที่พร้อมจะอัปเกรดให้รองรับงานใหญ่ๆ ภายในออฟฟิศได้สบายๆ ถ้าไม่นับงานการทำ AI Inference หรืองานตัดต่อวิดีโอหนักๆ ก็เรียกได้ว่าถ้าธุรกิจองค์กรไหนกำลังถึงช่วงที่ต้องจัดซื้อเครื่อง PC ใหม่มาทดแทนของเก่าตามรอบอายุการใช้งาน ASUS ExpertCenter D300TA ก็เป็นอีกรุ่นที่น่าลองขอราคาไปพิจารณาจัดซื้อดูครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เครื่องดูสวยงามดี สุภาพเรียบร้อยเหมาะกับการใช้ทำงาน เครื่องใหญ่แต่ไม่หนัก วางที่พื้นหรือบนโต๊ะก็ได้
  • พัดลมเสียงเงียบ ใช้ในออฟฟิศได้ไม่รบกวน
  • ใส่ SSD เพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการใช้ทำงานได้ แม้ RAM จะไม่สูงมากนักก็ยังทำงานได้เร็วอยู่
  • ลง Windows 10, Driver และ Microsoft Office มาให้ครบแล้ว ใส่ License ของ Office แล้วใช้ทำงานได้เลย
  • มีพอร์ตเก่าๆ มาให้ครบ ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์รุ่นเก่าที่เคยใช้งานอยู่ได้

ข้อเสีย

  • เครื่องใหญ่ไปหน่อย แต่ก็เป็นขนาดมาตรฐานของเครื่อง Tower
  • ไม่มีพอร์ต USB-C แต่ก็ใช้สายหรือหัวแปลงเอาได้
  • RAM 4GB เล็กไปหน่อย แนะนำให้อัปเกรดเป็น 8GB จะใช้กับ Windows 10 ได้วางใจขึ้น

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/business/

from:https://www.techtalkthai.com/asus-expertcenter-d300ta-entry-tower-pc-for-business-review/

Asus ROG Phone 5 เรือธงเกมมิ่ง เตรียมเปิดตัว 10 มีนาคมนี้

เหมือนว่าเดือนหน้าจะเป็นเดือนแห่งการเปิดตัวมือถือจริงๆ เพราะล่าสุด Asus ก็เป็นอีกหนึ่งเจ้าที่ออกมาประกาศว่าจะนำ ROG Phone 5 มือถือเรือธงภาคต่อจาก ROG Phone 3 มาเปิดตัวในวันที่ 10 มีนาคมที่จะถึงนี้ คาดมาพร้อมสเปคจัดเต็มเหมือนเดิม แต่ดีไซน์ตัวเครื่องอาจเหมือนเดิม

แม้ว่าหน้าเว็บของ Asus จะไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าวันที่ 10 มีนาคม 2021 นี้จะมีสินค้าตัวไหนมาเปิดตัว แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าสินค้าดังกล่าวน่าจะเป็น ROG Phone 5 ที่มีข่าวลือออกมาหนาหูมากๆ ในช่วงที่ผ่านมา แถมเดือนหน้ายังถือเป็นเทศกาลเปิดตัวมือถืออีกต่างหาก ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่ Asus จะเลือกเคาะวันเปิดตัว ROG Phone 5 เป็นวันนั้น

สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆ ก็ข้ามจาก ROG Phone 3 ไป ROG Phone 5 เลย แล้วรุ่นที่ 4 หายไปไหน? โดยเมื่อวานที่ผ่านมา ทาง Asus เพิ่งออกมาคอนเฟิร์มว่า ปีนี้เขาจะข้ามไปเลข 5 เลย เพราะเลข 4 ถือว่าไปพ้องเสียงกับคำว่า ตาย ในภาษาจีนนั่นเอง

สเปค Asus ROG Phone 5 (อย่างไม่เป็นทางการ)

  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดและค่ารีเฟรชเรทยังไม่ถูกเปิดเผย
  • ชิปเซ็ต Snapdragon 888
  • RAM 8GB / 16GB
  • หน่วยความจุยังไม่ถูกเปิดเผย
  • กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียดสูงสุด 64MP
  • กล้องหน้ายังไม่ถูกเปิดเผย
  • รองรับ 5G
  • แบตเตอรี่ 6,000 mAh รองรับระบบชาร์จไว 65W
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11

ในส่วนดีไซน์ตัวเครื่องของ ROG Phone 5 ตรงนี้ก็เคยมีภาพหลุดเครื่องจริงออกมาทีนึงแล้ว โดยรวมๆ เหมือนว่าจะมาคล้ายๆ กับ ROG Phone 3 เลย แต่เหมือนว่าขอบจอจะบางลง อีกทั้งฝาหลังจะมีหน้าจอเล็กๆ สำหรับเอาไว้แสดงผลการแจ้งเตือนต่างๆ ด้วย

โดย Asus จะจัดงานเปิดตัวสินค้าใหม่ (ที่คาดว่าคือ ROG Phone 5 นี่แหละ) ในวันที่ 10 มีนาคม 2021 เวลา 1 ทุ่มตรงตามเวลาท้องถิ่นไต้หวัน หรือ 2 ทุ่มตามเวลาประเทศไทย

 

ที่มา: GSMArena

from:https://droidsans.com/asus-rog-phone-5-launch-date-confirmed/

รีวิว ASUS ZenBook 13 UX325 จอ OLED 13.3″ ดีที่สุด สเปก i5-1135G7 แรงลื่นพกพาสะดวก ได้ Office แท้ ประกัน 3 ปี On-site ราคาคุ้ม 28,990 บาท

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 Tiger Lake สายทำงานบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ ราคาถูกที่สุด โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 13.9 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.11 กก. เท่านั้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์การพกพาแต่รองรับการใช้งานรอบด้าน มาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน

โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต โดยมีราคาเพียง 28,990 บาท อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 88% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 19 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร 

ASUS ZenBook 13

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ซึ่งในตอนนี้มีสเปกเดียวคือ Intel Core i5-1135G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิปใหม่ Intel Iris Xe Graphics ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 8GB ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนล OLED สีสันสวยงาม ขอบเขตดีที่สุดในราคาใกล้เคียงกัน

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย แต่ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G military-grade standard มาอยู่แล้ว

NBS Verdict

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาจอดีจอสวยที่สุดจากการที่เป็นพาเนล OLED ซึ่งดีกว่า IPS แน่นอน ได้สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Core i5-1135G7 เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ซึ่งมาพร้อมความแรงที่มากขึ้นและพลัง AI ช่วยทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ อาทิ Word, Excel, Power Point หรือ Photoshop / Premiere Pro ที่ทำให้งานที่เราทำนั้นลื่นไหลและไวกว่าเดิม

อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงการ์ดจอแยก ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน อีกทั้งยังได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่ากว่า 4,299 บาท รวมไปถึงได้ประกันเทพๆ อย่าง 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก กับราคาเพียง 28,990 บาท นับว่ามีความคุ้มค่าน่าซื้อมากๆ 

ASUS ZenBook 13

ได้หน้าจอขนาด 13.3″ ทำให้เล็กกระทัดรักพกพาสะดวก ที่สำคัญเครื่องยังเบาเพียง 1.11 กิโลกรัม และตัวเครื่องบางสุดที่ 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือ Co Working Space อย่างแท้จริง รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello ที่สะดวกและง่ายกว่าการกรอกรหัสผ่านแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook 13

ที่นอกจากได้เรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ที่ดีแล้ว ยังได้ตัวเครื่องที่พรีเมียมหรูหรา โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ MIL-STD-810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าพกพาไปใช้งานไปไหนมาไหนเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเครื่องก็ไม่พังง่ายแน่นอน  อีกทั้งยังได้ Numper Pad 2.0 แป้นตัวเลขที่ทัชแพดทำให้ใช้งานสะดวก พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันเท่าที่ตัวเครื่องจะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตัดช่องต่อหูฟังออกไป แต่ก็ยังดีมีสายแปลงแถมมาให้ด้วย 

ASUS ZenBook 13

จุดเด่น ASUS ZenBook 13 UX325

  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ จัดว่าเป็น รุ่นที่จอดีจอสวยที่สุดในรุ่นที่ใกล้เคียงกัน
  • น้ำหนักเบากแค่ 1.11 กิโลกรัม บางสุด 13.9 มิลลิเมตร วัสดุเครื่องคุณภาพสูงทั้งตัว
  • ดีไซน์พิเศษบานพับ ErgoLift Hinge ช่วยให้ใช้งานดีขึ้น ในหลายๆ ส่วน
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% sRGB
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย เทคโนโลยี Nano Edge บางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • ใช้งานจริงลื่นไหลด้วย Intel Core i Gen 11 Tiger Lake การ์ดจอ Iris Xe Graphics
  • ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ 
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง
  • มาพร้อม 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • มาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดธรรมดาเป็นปุ่มกดตัวเลข LED
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง
  • อแดปเตอร์เป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว ใช้สะดวกพกพาง่าย
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่างซองเคสใส่เครื่องและสายแปลง USB-C to หูฟัง 3.5 ให้ทันที
  • ราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพดี เมื่อเทียบรุ่นก่อนๆ 

ข้อสังเกต ASUS ZenBook 13 UX325

  • มีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป 
  • หน่วยความจำเป็นแบบฝังบอร์ดมาเลย และไม่รองรับการอัพเกรด 
  • น่าจะเบาได้มากกว่านี้อีกหน่อย เพราะเบากว่ารุ่น 14″ เพียง 600 กรัม

Specification

ASUS ZenBook 13 UX325 มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i5-1135G7 ราคา 28,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic  ได้แรม 8GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB 

ASUS ZenBook 13 UX325

หน้าจอขนาด 13.3 เป็นพาเนล OLED ความละเอียด Full HD แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้  ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ ไปเลยตรงจุดนี้

มีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง Thunderbolt 4 (USB 3.2 Type-C), USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่ารุ่นก่อน 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด การรับประกัน 3 ปี On-site Service รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย (Perfect Warranty) หน้าสเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook 14 UX425 ได้ตามนี้เลย 

ASUS ZenBook 13 UX325 ราคา 28,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD OLED 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 1

Hardware / Design

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่หรูหราบางเบา จอดีที่สุดในตลาดด้วยพาเนล OLED แต่ก็ยังมาพร้อมความคุ้มค่าทำให้ ASUS ZenBook 13 UX325 มีความบางเบาที่สุด โดยบางเพียง 13.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 1.11 กิโลกรัม สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันมากกว่าแบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน

ASUS ZenBook 13 UX325

วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey พร้อมรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบโค้งมน รวมไปถึงด้านในอย่างตัวอักษรคีย์บอร์ด มีความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้น กับราคาก็ไม่แพงด้วยจากการที่สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5 Gen 11 และ Iris Xe Graphics ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนๆ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 29

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 150 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ซึ่งมุม 3 องศาที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่าด้วยฟีเจอร์บานพับเดียวนี้ ทำให้การใช้งานดีขึ้นทั้ง 3 ด้านเลย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ฝาหลังเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียม พร้อมโลโก้ ASUS ตามมาตรฐานที่มีรัศมี Zen ที่เป็น DNA สำหรับขอบตัวเครื่องมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพง ส่วนด้านในก็จะเป็นอลูมิเนียมแบบด้านที่ดูหรูหราไม่แพ้ด้านนอกทีเดียว ให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งตัวเครื่องก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานตัวเครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาหรูหราซึ่งมิติตัวเครื่องเทียบเท่ากับกระดาษ A4 เท่านั้นเอง

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 40

ในส่วนของชุดบันเดิลที่ให้กับ ASUS ZenBook 13 UX325 มีทั้งในส่วนของซอฟต์เคสที่ดูดีลงตัวกับเครื่อง อีกทั้งได้ตัวแปลง USB-A to LAN RJ45 มาให้ใช้งานได้ทันที ตอบโจทย์คนที่ต้องการหรือจำเป็นใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบสาย LAN อยู่เช่นตามที่ทำงานรวมไปถึงองค์กรต่างๆ โดดเด่นด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไฟ ที่เป็นมาตรฐาน USB-C แบบ USB PD

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 58

ทำให้ในการใช้งานร่วมกับตัวเครื่องได้สะดวกสบาย เพราะเราสามารถนำอแดปเตอร์นี้ไปชาร์จมือถือรุ่นใหม่ๆ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้แทบทั้งหมด อาทิ กล้องดิจิตอล หรือ Power Bank นับได้ว่า ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นการมาของ Intel Notebook หน้าจอ 14″ สายทำงานบางเบาที่ครบเครื่อง มีดีที่สเปกแรงลื่น ราคาคุ้มค่า ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ยืนยันได้เลยว่า ASUS ใส่ใจในการออกแบบ รายละเอียด เพื่อการรองรับใช้งานจริงของคนรุ่นใหม่จริงๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 22
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 21
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 8
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 5
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 26
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 36
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 45
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 46
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 47

Keyboard / Touchpad

ปุ่มคีย์บอร์ดของ ASUS ZenBook 14 UX425 มีขนาดใหญ่เป็นสีเดียวกับตัวเครื่อง จัดว่าอยู่ในขนาดพอตัวเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 14″ ทำให้พอมีพื้นที่เว้นว่างบ้าง โดยมีระยะการกดที่ 1.4 มิลลิเมตร ซึ่งให้สัมผัสในการกด การเด้งของปุ่มที่ดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด

ส่วนไฟ LED ที่คีย์บอร์ดก็จะเป็นสีขาวตัวอักษรเป็นสีขาวเข้ากัน พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ซึ่งสามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ มาก เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องโดยรวมที่มีเล็กกระทัดรัดถือว่าจัดเต็มเรื่องของการใช้งานจริง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกโดยเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีการเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเมาส์มาต่อเพิ่มเลยก็ว่าได้

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ASUS ZenBook 14 UX425 มีแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 18
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 19
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 20

Screen / Speaker

หน้าจอของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นจอด้าน แบบขอบบางทั้ง 4 ด้าน ให้ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ที่ดีกว่า IPS ในทุกๆ ด้าน ให้ภาพคมชัดด้วยอัตราการตอบสนองที่เร็วถึง 0.2 ms สวยงามสมจริงทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ ตามสไตล์ NanoEdge Display โดยให้พื้นที่หน้าจอถึง 88% เป็นหน้าจอแสดงผล มาพร้อมกับ TÜV Rheinland certified eye care ช่วยถนอมสายตา และป้องกันแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา นอกจากนี้ยังได้รับการตรวจสอบความถูกต้องของสีจาก PANTONE Validated

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 7

ทำให้ไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป การเปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น โดยสามารถกางหน้าจอได้สูงสุดที่ 150 องศา ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้า รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง

อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 9
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 10
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 54

พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

s1 5
s2 5
s3 5

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite  โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% และ AdobeRGB ที่ 99% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีที่สูง รองรับการทำงานที่เน้นกราฟิก หรืองานด้านการถ่ายได้ระดับมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 350 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับกลางๆ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในที่ต่างๆ ได้แบบสบายๆ ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.5 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2021 นี้ เมื่อเทียบกับราคายิ่งจัดว่าคุ้มค่า

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว 2W x 2 ระบบเสียง Harman/Kardon ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ ASUS SonicMaster ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ

พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า เมื่อกางบานพับจอแบบ ErgoLift ออกมา ฐานเครื่องก็จะยกขึ้นเพื่อให้เสียงจากลำโพงสะท้อนกับพื้นเพิ่มมิติของทิศทางเสียง  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 52
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 51
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 53

Connector / Thin And Weight

ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คบางเบา ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต (น่าจะให้มาสักสอง) ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว โดดเด่นด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้วย 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 42

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมี HDMI มาให้ ส่วนช่องอ่าน micro-SD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง อย่างไรก็ตามเป็นโมเดลตัวเครื่องที่ทาง ASUS เลือกตัดช่องเชื่อมต่อหูฟังแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป (เหมือนกับ ASUS ZenBook 13 UX425 รุ่นหน้าจอ 14″) แต่ก็ยังดีที่มีตัวแปลงสาย USB-C to 3.5mm มาให้ด้วย อย่างไรก็ตามเป็นได้ต้องหาซื้อ USB-C Hub มาเพิ่มเติมก็จะดีมากๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ขนาดของตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.11 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็ก กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.3 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 13″ รุ่นก่อนๆ แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัมขึ้นไปแน่นอน  ซึ่ง ASUS ZenBook 14 UX425 ตอบสนองในเรื่องของการพกพาใส่กระเป๋าไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 56
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 57
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 55

ASUS ZenBook 13 UX325 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 5.   c2 5

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 5.   g2 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 5.   cine20 5

 

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1877 MB/s และเขียนที่ 895 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับมาตรฐานที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี

ssd 5 

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,611 คะแนน (ใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีก) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

pc10 4

ทดสอบเกมได้เฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 8GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 43 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 21 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 67 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 20 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง

game

ASUS ZenBook รุ่นนี้เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผลอีกด้วย

my 1

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ตัวเครื่องเป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4200 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ19 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ พร้อมกับลดแสงและเสียงเหลือ 10%

ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟกลับคืนให้กับแบตเตอรี่ 0 ไปจนถึง 60% ในเวลาเพียง 49 นาที ทำให้เครื่องกลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย

batt 4

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ล่าสุดได้ทดสอบดูผ่านทางโปรแกรม Hardware Monitor โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 91 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 – 27 องศาเซลเซียส

เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบางสุดๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีในระดับที่เราไม่ต้องกังวลแล้ว

temp 4

โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนท่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook

Conclusion / Award

จัดว่าโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง ASUS ZenBook 13 UX325 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล ZenBook ได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าจอ OLED ที่ดีที่สุด และราคาถูกที่สุดในตลาด พร้อมดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ ความทนทานที่ยอดเยี่ยมเหนือชั้นมากกว่า มาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีความทนทานมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน

รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพจากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake โดยมี Intel Iris Xe Graphics ที่ทั้งแรงขึ้นพร้อมมี AI ช่วยทำงานส่งเสริมประสบการณ์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาระดับสูงของทาง ASUS ที่ทุกคนต่างในการยอมรับ กับค่าตัว ASUS ZenBook 13 UX325 ถือว่าเป็นที่สุดของความคุ้มค่า สนนราคาที่ 27,990 บาท

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 17

 ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องฟีเจอร์ที่ครบเครื่องมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง NumberPad 2.0 และ 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello อีกทั้งด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบและมีหน้าจอขนาด 13.3″ แต่มิติรูปทรง น้ำหนัก มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊ค 13.3″ ทั่วไป เทียบเท่ากระดาษ A4 เลยก็ว่าได้ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.11 กิโลกรัมและบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการทดสอบตาม

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 14

เอาเป็นว่าสมแล้วที่จะเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คบางเบาได้หน้าจอ OLED ในราคาคุ้มค่า แต่ก็จัดเต็มทุกๆ อย่าง ที่โดดเด่นเลยก็คือ มาตรฐาน Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ตที่ดีที่สุด จากการที่สเปกเป็น Intel Core i Gen 11 พร้อมชูนวัตกรรม ErgoLift ของคีย์บอร์ดที่ทำมุม 3 องศา ช่วยให้การพิมพ์งานง่ายกว่าเคย

พร้อมระบายความร้อนดีขึ้น ระบบเสียงดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ชิปประมวลผล แรม SSD และโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย ส่วนข้อสังเกตอาจมีบ้างอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่

ASUS ZenBook 13 UX325

สรุปรีวิว ASUS ZenBook 13 UX325  ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ในช่วงราคานี้ เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคา การรับประกันก็ตามมาตรฐานของ ASUS ที่อัพเกรดเป็นมาตรฐานประกันแบบ 3 ปี On-site Service ซ้อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงในปีแรกแค่เราลงทะเบียนก็จะได้ประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง Perfect Warranty แล้วด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 62

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ZenBook 13 UX325  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านของพกพา ก็คือขนาดที่กะทัดรัด เบาแค่ 1.11 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานสาย Mobility ได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเฉียบ ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุที่ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐานระดับกองทัพ ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความทนทานได้เลย ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมงอีกด้วย เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปด้วยเลย หรือจะพกไปก็เล็กมากๆ

NBS award 4 Mobility

Best Design

ฟีเจอร์โดยรวมของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ มีความโดดเด่นในทุกๆ มิติ  อีกทั้งได้เป็น OLED คุณภาพสูงให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน ให้มิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม  ไปจนถึงบานพับ ErgoLift ที่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานได้เป็นอย่างดี รายละเอียดรอบนอกเครื่องดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา (Pine Grey) ที่หรูหราพรีเมียม

NBS award 7 Design

Best Value

จัดเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาพกพาสะดวก แต่ราคาก็จัดว่าไม่แพง จัดว่าคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ด้วยราคาขาย 28,990 บาท ที่มาพร้อมสเปคอย่าง Intel Core i Gen 11 รวมถึงมีแรม 8GB LPDDR4x 4266 MHz และที่เก็บข้อมูลมาตรฐานแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB แถมมีสแกนใบหน้า 3D IR Camera และฟีเจอร์อื่นๆ จัดเต็ม เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาเหมาะกับการใช้งานทั่วไปเน้นหลากหลาย ดีไซน์ก็พรีเมียม แถมได้ Office แท้ เรียกได้ว่าหาได้ยากสำหรับโน๊ตบุ๊คแบบนี้ ที่สำคัญประกันยังมีระยะถึง 3 ปี On-site + Perfect Warranty ในปีแรกด้วย

award new value

from:https://notebookspec.com/web/577796-review-asus-zenbook-13-ux325-oled-i5g11

ASUS ยืนยันชื่อ ROG Phone 5 คือเกมมิ่งโฟนรุ่นใหม่ และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 10 มีนาคมนี้

เป็นข่าวมาสักระยะหนึ่งแล้วสำหรับ ROG Phone รุ่นใหม่ภาคต่อของ ROG Phone 3 ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วว่าจะข้ามไปใช้ชื่อรุ่นว่า ROG Phone 5 เพราะเลข 4 เป็นเลขไม่เป็นมงคลสำหรับคนเอเชียเชื้อสายจีน ล่าสุดทาง ASUS ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะใช้ชื่อ ROG Phone 5

ROG Phone 5

บัญชี Weibo อย่างเป็นทางการของ ROG gaming phone ได้โพสต์ข้อความยืนยัน ROG Phone รุ่นใหม่จะใช้ชื่อรุ่นว่า ROG Phone 5 และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเป็นพาร์ทเนอร์ 3 ปีระหว่าง ASUS กับ Tencent คาดว่าน่าจะได้เห็น ROG Phone 5 Tencent Edition รุ่นพิเศษด้วย

ในส่วนสเปกของ ROG Phone 5 ที่ผ่านการรับรองจาก TENAA คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 144Hz, ใช้ชิปเซ็ท Qulacomm Snapdragon 888 จับคู่กับ RAM สูงสุด 16GB และหน่วยความจำภายใน 512GB และใช้แบตเตอรี่ความจุ 6,000mAh รองรับการชาร์จเร็ว 65W

ทั้งนี้ คาดว่า ROG Phone 5 จะมี 2 เวอร์ชั่นด้วยกันโดยรุ่นหนึ่งจะมีหน้าจอแสดงผลขนาดเล็กที่ด้านหลังเครื่อง ขณะที่อีกรุ่นจะมาพร้อมฝาหลัง LED Dot เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ 

อัปเดตล่าสุด ทาง ASUS ได้เปิดหน้า Landing Page ยืนยันเปิดตัว ASUS ROG Phone 5 อย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะจัดงานในวันที่ 10 มีนาคม 2021 ที่ไทเป ประเทศไต้หวัน เวลา 19.00 น., ที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เวลา 12.00 น. และที่นิวยอร์ค วันที่ 9 มีนาคม 2021 เวลา 6.00 น.

ที่มา : Gsmarena

from:https://www.mobileocta.com/asus-confirms-the-name-of-the-rog-phone-5-is-the-new-gaming-phone/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=asus-confirms-the-name-of-the-rog-phone-5-is-the-new-gaming-phone

[Review] ASUS V241 จอ SRGB 100% Intel Gen 11 ราคา 24,990 บาท

ถ้าไม่จำเป็นต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหน การเลือกซื้อ All-In-One PC มาใช้ทำงานในออฟฟิศก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน นอกจากประหยัดพื้นที่ก็มีดีไซน์สวยงามด้วย เช่น ASUS V241 เครื่องนี้ก็เป็นพีซออลอินวันดีไซน์สวยเกินราคา ถ้าวางเอาไว้ในออฟฟิศก็ดูดีไม่แพ้กับ All-In-One จากแบรนด์ชั้นนำบริษัทอื่นเลยและงานประกอบก็เรียบร้อยดูแข็งแรงอีกด้วย

เชื่อว่าผู้ใช้ทั่วไปอาจจะเคยเห็นพีซีประเภทนี้ผ่านตาอยู่เป็นระยะ ๆ แต่อาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับโน๊ตบุ๊คนัก แต่จุดเด่นของ AIO คือขนาดหน้าจอใหญ่กว่า ช่วยให้มีพื้นที่ใช้เปิดคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้นรวมทั้งการออกแบบให้ช่องระบายความร้อนมีขนาดใหญ่กว่าเดิม ช่วยให้ทำงานประมวลผลกราฟฟิคและงานที่ใช้ทรัพยากรตัวเครื่องหนัก ๆ สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและประสิทธิภาพยังเสถียรเท่าเดิม รวมไปลูกเล่นงานดีไซน์ที่ซ่อนอยู่ในมุมต่าง ๆ ของ AIO ก็ทำให้ตัวเครื่องดูน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกด้วย

ASUS V241

โดยเฉพาะคนทำงานกราฟฟิคดีไซน์ประจำออฟฟิศต่าง ๆ ที่ไม่ต้องพกโน๊ตบุ๊คออกไปพบลูกค้าและเจ้าของบริษัทที่กำลังวางแผนจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์จากคอมพิวเตอร์แบบเคสประกอบสำเร็จรูปกับหน้าจอเป็น AIO แบบนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากเช่นกัน เพราะนอกจากจะไม่กินพื้นที่แล้ว ดีไซน์ยังสวยงามให้ออฟฟิศดูโมเดิร์นยิ่งกว่าเดิมอีกมาก

NBS Verdict

ASUS V241EAK-BA010TS นั้นเป็นพีซี AIO งานประกอบแน่นหนาแข็งแรงและสเปคดีเพียงพอต่อการใช้ทำงานต่าง ๆ ด้วยซีพียู Intel รุ่นที่ 11 รหัส Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz มีการ์ดจอแบบออนบอร์ดเป็น Intel Iris Xe Graphics สำหรับประมวลผลและเข้ารหัสไฟล์วิดีโอความละเอียด 4K และพอจะใช้เล่นเกมสามมิติบางประเภทพอได้ รวมทั้งติดตั้งแรมความจุ 8GB DDR4 กับฮาร์ดดิสก์สองลูก แบ่งเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home (64 bit) และ Microsoft Office Home & Student 2019 ติดตั้งมาจากโรงงาน ซึ่งเปิดมาแล้วพร้อมใช้งานทันทีกับฮาร์ดดิสก์เพื่อบันทึกข้อมูลอย่างเดียวอีก 1TB 7200RPM กับระบบเสียง ASUS SonicMaster ติดตั้งลำโพงเบส DTS Audio ให้เสียงจากลำโพงดังและมีมิติโดดเด่นยิ่งขึ้น ตั้งค่าด้วยซอฟท์แวร์ให้เข้ากับสื่อที่กำลังชมอยู่ได้ด้วย

ASUS Vivo AiO V241E Review 2

ส่วนจุดเด่นหลักอย่างหน้าจอ NanoEdge ของ AIO เครื่องนี้นอกจากจะดีไซน์ให้ขอบหน้าจอบางเฉียบเพียง 2 มิลลิเมตร และมีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง (Screen-to-Body ratio) สูงถึง 88% แล้ว ยังเป็นหน้าจอ sRGB 100% พาเนล IPS แบบ Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนระหว่างใช้งานไม่ให้รบกวนสายตาอีกด้วย ซึ่งสเปคนี้ราคา 24,990 บาท จัดว่าเพียงพอต่อการทำงานกราฟฟิคต่าง ๆ หรือซื้อไว้เป็นพีซีกลางประจำบ้านสักเครื่องหนึ่งก็ดีเช่นกัน

หากใครคิดว่าสเปค Intel Core i5-1135G7 นั้นเกินจำเป็นเพราะจะซื้อไว้ทำงานทั่วไป เช่น งานเอกสารและทะเบียน ก็มีตัวเลือกเป็นรุ่น ASUS V241EAK-BA060T ติดตั้งซีพียู Intel Core i3-1115G4 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 4.1GHz การ์ดจอ Intel UHD Graphics ถอดฮาร์ดดิสก์จานหมุน 1TB 7200RPM กับ Microsoft Office Home & Student ออกไปเพิ่มความจุ SSD M.2 NVMe เป็น 512GB แทน แล้วลดราคาเหลือ 17,990 บาท ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ASUS Vivo AiO V241E Review 4

นอกจากนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยของ ASUS V241 เครื่องนี้ก็มีให้ครบครัน ทั้งระบบป้องกัน BIOS โดยการตั้ง User กับ Password, รักษาความปลอดภัยฮาร์ดดิสก์, เฟิร์มแวร์ TPM (Trusted Platform Module) สำหรับป้องกันการเจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลได้อีกด้วย ช่วยให้ข้อมูลสำคัญใน AIO เครื่องนี้ไม่ถูกขโมยไปง่าย ๆ และมีพอร์ต Kensington Lock สำหรับล็อคตัวเครื่องอีกด้วย

จุดเด่น
  • หน้าจอ NanoEdge พาเนล IPS แบบ Anti-Glare กันแสงสะท้อน ขนาด 23.8 นิ้ว มีค่า sRGB 100% เหมาะกับการใช้ทำงานกราฟฟิค ให้สีสันแม่นยำ
  • ติดตั้งซีพียู Intel รุ่นที่ 11 รหัส Intel Core i5-1135G7 มาให้ มีประสิทธิภาพดีตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
  • มี Windows 10 Home และ Microsoft Office Home & Student 2019 พร้อมใช้งาน ไม่ต้องซื้อหรือหาโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์มาใช้งาน
  • ระบบรักษาความปลอดภัยครบเครื่องทั้งระบบป้องกัน BIOS, ฮาร์ดดิสก์และ TPM, Kensington Lock
  • ระบบเสียง ASUS SonicMaster กับลำโพงเบส DTS Audio ให้เสียงดี ปรับแต่งด้วยซอฟท์แวร์ให้เข้ากับสื่อที่กำลังชมอยู่
  • มีพอร์ตใช้งานค่อนข้างครบครัน มี HDMI 1.4b x 2 ช่อง สำหรับต่อหน้าจอเสริมได้พร้อมกันมากสุด 3 ตัว
  • ซอฟท์แวร์ MyASUS รวมการปรับแต่งระบบการใช้งาน, การอัพเดทไดรเวอร์และ BIOS และแจ้งปัญหาการใช้งานของ ASUS V241 เอาไว้ ใช้งานได้ง่าย
  • ดีไซน์ตัวเครื่องแข็งแรงเรียบง่าย บานพับหน้าจอสามารถปรับองศาในมุมก้มและเงยได้มั่นคง ฐานจอแข็งแรงมั่นคง
ข้อสังเกต
  • ไม่มีพอร์ต USB Type-C แม้ว่า Intel Core รุ่นที่ 11 รองรับพอร์ต Thunderbolt 3, 4 อยู่แล้ว อย่างน้อยควรมี 1 พอร์ตเพื่อรับส่งข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น
  • ไม่มีช่องอ่าน SD Card Reader ต้องต่อผ่านตัวแปลงเพื่อใช้รับส่งข้อมูล
  • การจัดสเปคฮาร์ดดิสก์ดูไม่สมดุลย์นัก เห็นว่าควรให้รุ่นราคา 17,990 บาท ได้ใช้ M.2 SSD ความจุ 256GB กับฮาร์ดดิสก์ 1TB และรุ่น 24,990 บาท ได้ M.2 SSD 512GB
รีวิว ASUS V241EAK-BA010TS (24,990 บาท)

Specification

ASUS Vivo AiO V241E Review 5

ASUS V241EAK-BA010TS เป็น AIO ประสิทธิภาพสูงพร้อมกับหน้าจอคุณภาพดี ติดตั้งซีพียู Intel รุ่นที่ 11 และมีรหัส V241EAK-BA060T เป็นรุ่นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ทำงานออฟฟิศเป็นหลักเท่านั้น โดยแชร์สเปคต่าง ๆ ร่วมกันแต่มีรายละเอียดสเปคบางส่วนแตกต่างกันบ้างดังนี้

รุ่น / สเปค V241EAK-BA060T V241EAK-BA010TS
CPU Intel Core i3-1115G4
แบบ 2 คอร์ 4 เธรด
ความเร็ว 4.1 GHz
Intel Core i5-1135G7
แบบ 4 คอร์ 8 เธรด
ความเร็ว 2.4-4.2 GHz
การ์ดจอ Intel UHD Graphics Intel Iris Xe Graphics
RAM 8GB DDR4
ฮาร์ดดิสก์ SSD M.2 NVMe 512GB SSD M.2 NVMe 256GB
+
Harddisk SATA 1TB 7200RPM
หน้าจอ หน้าจอ 23.8 นิ้ว พาเนล IPS
ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล)

sRGB 100%

พอร์ต

ขอบล่างหน้าจอ
กุญแจ Kensington Lock x 1
ช่องหูฟัง 3.5 มม. x 1
USB 2.0 Type-A x 1

ด้านหลังเครื่อง
USB 3.2 Gen 1 Type-A x 4
HDMI 1.4b x 2
LAN RJ45 Realtek x 1
ช่องปลั๊กไฟ DC x 1

เชื่อมต่อไร้สาย
Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac (Gigabit WiFi)
Bluetooth 5.0 2*2

ระบบรักษาความปลอดภัย

– ระบบป้องกันการบูต BIOS ด้วย User และ Password
– ป้องกัน HDD ด้วย User และ Password
– Kensington Lock
– เฟิร์มแวร์ TPM (Trusted Platform Module)

กล้อง Webcam 720p HD
ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home (64 bit) Windows 10 Home (64 bit)
+
Microsoft Office Home & Student 2019
ราคา 17,990 บาท 24,990 บาท

สำหรับทั้งสองรุ่นจะมีส่วนต่างกันอยู่ 7,000 บาท เป็นค่า ซีพียู, ฮาร์ดดิสก์, Microsoft Office แต่ถ้านับการใช้งานทั่วไปจะไม่เห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ยกเว้นจะใช้ทำงานประมวลผลหนัก ๆ เช่นการตัดต่อวิดีโอเป็นต้น

สเปคของ ASUS V241EAK-BA060T (17,990 บาท)
สเปคของ ASUS V241EAK-BA010TS (24,990 บาท)

Hardware / Design

ASUS Vivo AiO V241E Review 1 1

ASUS Vivo AiO V241E Review 25
ASUS Vivo AiO V241E Review 26
ASUS Vivo AiO V241E Review 27

ASUS V241 Series นั้นเป็น All-In-One PC ดีไซน์เรียบง่ายดูดี โดยตัวเครื่องดีไซน์ให้ฐานมีด้านหน้าใหญ่กว้างและด้านหลังมีขนาดเล็กเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวเครื่องได้อย่างดี สามารถพับองศาหน้าจอให้เงยขึ้นหรือก้มลงได้ด้วยมือเดียวและไม่มีอาการก้านบานพับหลวมเลย

ASUS Vivo AiO V241E Review 47
รูปทรงขาตั้งตามตัวอักษรจีน 人 แปลว่า มนุษย์

ASUS Vivo AiO V241E Review 43
ASUS Vivo AiO V241E Review 33
ASUS Vivo AiO V241E Review 37

ส่วนขาตั้งตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียมหล่อชิ้นเดียวไม่มีส่วนต่อ ซึ่งเนื้อสัมผัสแน่นและแข็งแรงมากเหมือน AIO ที่ราคาสูงกว่า และเมื่อลองดูใต้ฐานของเครื่องจะเห็นว่ามีส่วนที่แตะพื้นเพียงส่วนที่เป็นยางดำสองเส้นตรงส่วนบนและล่างเท่านั้น แต่ตอนใช้งานจริงเรียกว่าไม่มีอาการโยกคลอนไม่มั่นคงแม้แต่น้อย ถือว่าการออกแบบขาตั้งของ ASUS V241 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีมาก

ASUS Vivo AiO V241E Review 46

ASUS Vivo AiO V241E Review 35
ASUS Vivo AiO V241E Review 36

 

ส่วนขอบด้านข้างของตัวเครื่องจะมีความหนาระดับหนึ่งและเป็นทรงโค้งเพื่อติดตั้งชิ้นส่วนภายในเครื่องเอาไว้ พื้นผิวของฝาหลังเป็นพลาสติกสีดำพื้นไม่เรียบเหมือนพื้นผิวฝาหลังของโน๊ตบุ๊ค ASUS บางรุ่น โดยสัมผัสนั้นจับติดมือง่ายช่วยให้พับหน้าจอเงยขึ้นหรือก้มลงได้ดีและเวลาต้องการยกเครื่องย้ายไปไหนมาไหนก็จับได้มั่นคงไม่หลุดมือง่าย ๆ

Screenshot 2021 02 18 170013

ดีไซน์ตัวเครื่อง ASUS V241 จัดว่าสวยเรียบหรู การันตีด้วยรางวัล COMPUTEX d&i awards 2017 by iF ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับสินค้าไอทีที่ดีไซน์สวยงามและดูดีที่สุดในงาน COMPUTEX ปีนั้น ดังนั้นถ้าบ้านหรือบริษัทไหนต้องการพีซีเพื่อความบันเทิงดีไซน์สวยก็จัดว่าเป็นเครื่องที่เหมาะมากทีเดียว

Keyboard Mouse Bundle & External DVD Drive

ASUS Vivo AiO V241E Review 45

ASUS Vivo AiO V241E Review 21
ASUS Vivo AiO V241E Review 52

ภายในแพ็คเกจของ ASUS V241 จะมีอุปกรณ์เสริมสามชิ้น คือ คีย์บอร์ดกับเมาส์ไร้สายที่เชื่อมต่อด้วย USB Receiver ชิ้นเดียวกันและไดรฟ์ DVD-RW เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 3.0 Type-A ซึ่งจัดว่ามีให้ใช้งานครบถ้วนไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเลย

ยกเว้นถ้าต้องการอุปกรณ์เสริม เช่น ต้องการหูฟังแบบเฮดโฟนต่อผ่านพอร์ต USB เป็นต้น ส่วนอะแดปเตอร์สำหรับจ่ายไฟเป็นแบบสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดเล็กเท่าของโน๊ตบุ๊ค จ่ายไฟได้ 90 วัตต์

ASUS Vivo AiO V241E Review 21 1

ตัวแป้นคีย์บอร์ดจะเป็นแบบ Full Size Keyboard พร้อม Numpad เป็นคีย์บอร์ดแบบ Rubber-dome แยกปุ่มชัดเจนเหมือนปุ่มคีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊ค ส่วนระยะกดจะสูงกว่าแป้นของโน๊ตบุ๊คเกือบ 2 เท่า แต่ปุ่มกดนุ่มทำให้พิมพ์ใช้ทำงานได้ทั้งวันโดยไม่เมื่อยง่าย ๆ และรับส่งสัญญาณระหว่างตัว USB Receiver ได้รวดเร็ว ตัวแป้นคีย์บอร์ดใช้ถ่าน AAA x 3 ก้อน

ASUS Vivo AiO V241E Review 17
ASUS Vivo AiO V241E Review 19
ASUS Vivo AiO V241E Review 22

เมาส์ไร้สายของ ASUS V241 เครื่องนี้ดีไซน์เรียบง่าย มีปุ่มกด 3 ปุ่ม ได้แก่ คลิกซ้าย, ขวา และคลิกตรงลูกเลื่อนเมาส์ เซนเซอร์ Optical ไฟสีแดงใช้ถ่าน AA x 1 ก้อน เพื่อจ่ายพลังงาน และมีช่องสำหรับเก็บ USB Receiver อยู่ในตัว ส่วนวิธีการเปิดเมาส์จะต้องเอาเล็บเกี่ยวตัวเขี้ยวสปริงใต้เมาส์เข้าหาเซนเซอร์และงัดเล็กน้อยเพื่อถอดแผ่นรองใต้เมาส์ออกมา มีจุดสังเกตคือทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดจะไม่มีสวิตช์เปิดปิดการทำงานเหมือนคีย์บอร์ดและเมาส์ไร้สายยี่ห้ออื่น อาจจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่เร็วกว่ายี่ห้ออื่นอยู่บ้าง

ASUS V241

ดีไซนเมาส์เป็นแบบเรียบออกแบนแต่ส่วนหน้าเมาส์ฝั่งปุ่มคลิกซ้ายขวาจะลาดลงเล็กน้อย ทำให้การจับเมาส์แบบ Palm Grip และ Fingertip Grip ทำได้ดี แต่คนจับแบบ Claw Grip อาจรู้สึกว่าท้ายเมาส์ไม่โด่งเท่าไหร่ เวลาลากเมาส์ไปมาแล้วท้ายเมาส์อาจขยับไปมาไม่มั่นคงนัก เมื่อทดสอบค่า DPI ด้วยเว็บไซต์ Mouse Sensitivity แล้ว ได้ค่า DPI ราว 400 DPI จัดว่าไม่เร็วไม่ช้าเกินไปสำหรับเมาส์ของ AIO ที่ออกแบบมาใช้ทำงานเป็นหลัก

สำหรับเมาส์และคีย์บอร์ดจัดว่าเป็นเซ็ตที่ทำออกมาได้ดีเพียงพอต่อการใช้ทำงานทั่วไป ถ้าเน้นใช้ทำงานก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้รุ่นอื่นเลยก็ได้เช่นกัน

Screen / Speaker / Webcam

ASUS Vivo AiO V241E Review 12

หน้าจอของ ASUS V241EAK-BA010TS เครื่องนี้เป็นหน้าจอ NanoEdge ขอบบางเพียง 2 มม. เป็นจอ Anti-Glare ป้องกันแสงสะท้อนขนาด 23.8 นิ้ว พาเนล IPS มีมุมมองกว้าง 178 องศา ความละเอียด Full HD มีค่า sRGB 100% อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง (Screen-to-Body ratio) 88% เป็นหน้าจอคุณภาพดีเหมาะกับงานด้านสีสันและกราฟฟิคมาก

ASUS Vivo AiO V241E Review 6
ASUS Vivo AiO V241E Review 7
ASUS Vivo AiO V241E Review 10
ASUS Vivo AiO V241E Review 11
ASUS Vivo AiO V241E Review 8

จากการทดสอบใช้งานจริง หน้าจอให้สีสันสวยงามคมชัดมากและมองเห็นได้จากหลายมุม ไม่ว่าจะจากฝั่งซ้ายหรือขวารวมทั้งมุมมองจากด้านบนลงมาก็สามารถมองเห็นสีสันบนหน้าจอได้อย่างสวยงามและไม่มีอาการสีเพี้ยน เมื่อทดสอบใช้แสงแฟลชจากสมาร์ทโฟนส่องที่หน้าจอจำลองการใช้งานปกติแล้วแสงจากดวงอาทิตย์กระทบหน้าจอ พบว่าพื้นผิวหน้าจอกันแสงสะท้อน Anti-Glare ไม่มีปัญหาแสงสะท้อนใส่ดวงตาระหว่างใช้งานเลย จึงสามารถเลือกวาง ASUS V241 เครื่องนี้เอาไว้มุมไหนของออฟฟิศก็ได้โดยไม่ต้องกังวลปัญหาแสงสะท้อน

monitor rating 1

color gamut 1
luminance brightness 100

หน้าจอของ ASUS V241 หลังจากทดสอบด้วย Spyder5Elite แล้ว จัดว่าน่าประทับใจมากและได้ขอบเขตสีกว้างใกล้เคียงกับที่เคลมเอาไว้โดยมีค่า sRGB 98% ส่วนค่า AdobeRGB สูงถึง 73% จัดว่าอยู่ในระดับดีกว่ามาตรฐาน เมื่อเปิดความสว่างสูงสุด 100% จะมีค่าความสว่างเกือบ 200 nits ซึ่งมีความสว่างอยู่ในระดับมาตรฐานของพีซี AIO และโน๊ตบุ๊คหลายรุ่นในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าใช้งานในอาคารหรือห้องคอนโดมิเนียมก็จัดว่าสว่างเพียงพอใช้งานแล้ว

เมื่อวัดค่าความสว่างของหน้าจอโดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เพื่อวัดว่าส่วนไหนสามารถแสดงความสว่างออกมาได้มากสุด จะเห็นว่าจุดสว่างสุดนั้นแสดงค่าเป็น 0% จะอยู่ตรงมุมบนขวามือ ส่วนกลางหน้าจอและส่วนกลางขวามือเป็น 1% ซึ่งถือว่าสว่างดีใช้ได้

จุดสังเกต คือ ช่องตรงกลางขอบบนและขอบล่างหน้าจอจะมีค่าความสว่าง 9% และ 8% ซึ่งจะมีความสว่างน้อยกว่าส่วนอื่น ๆ และมุมล่างซ้ายของหน้าจอจะมีค่าความสว่าง 15% ถือเป็นส่วนที่สว่างน้อยกว่าส่วนอื่น ๆ ของหน้าจอ ดังนั้นถ้าทำงานแต่งภาพแต่งสีควรระวังและเลี่ยงส่วนมุมล่างซ้ายที่เป็นส่วนสว่างน้อยสุดของหน้าจอ ส่วนคะแนนรวมทำได้ 4 คะแนน ถือว่าอยู่ในระดับดีไล่เลี่ยกับหน้าจอสำหรับทำงานสร้างสรรค์หลายรุ่น

ASUS Vivo AiO V241E Review 14

ASUS Vivo AiO V241E Review 15
ASUS Vivo AiO V241E Review 13

ส่วนของลำโพง ASUS SonicMaster จะอยู่ตรงขอบล่างของหน้าจอ แถบเดียวกับที่ติดตั้งกล้อง Webcam เอาไว้ โดยเป็นแผงรังผึ้งยาว เนื้องานเรียบร้อยสวยงาม เป็นลำโพงแบบสเตอริโอพร้อมฟีเจอร์ปรับแต่งโทนเสียงได้ใน Equalizer ด้วย

เสียงและการปรับ Equalizer ของ ASUS V241 จะรวมอยู่ในโปรแกรม DTS Audio Processing สามารถเลือกเปิดปิดการปรับแต่งแนวเสียงได้ตามชอบ ส่วนค่าเสียงพื้นฐานจะแบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ Music, Movies, Games และ Custom Audio ให้เจ้าของเครื่องปรับแต่งรายละเอียดเสียงได้ว่าต้องการให้เสียง Stereo เป็นแบบไหน ทั้ง Wide, In-front และ Traditional รวมทั้งเพิ่มค่า Enhancements ได้อีกด้วย

dts mode
Screenshot 2021 02 17 140125
Screenshot 2021 02 17 140137

นอกจากนี้เรายังปรับ Equalizer ได้ตรงมุมบนขวามือ ปรับเสียงได้ 5 แถว ส่วนการทดสอบฟังเสียงโดยเปิดเพลงและตั้งค่า Preset เป็น Music เพื่อทดสอบเสียงลำโพง ASUS SonicMaster ของ ASUS V241 นั้น เสียง Stereo จัดว่าดังและชัดเจน เหมาะสำหรับการใช้งานดูหนังฟังเพลงทั่วไป โทนเสียงจะออกแหลมหน่อย ๆ และมีเบสอยู่ระดับหนึ่ง แต่พอทดลองฟังเพลงเน้นเบสแล้วถือว่าพอมีเบสอยู่บ้างแต่ยังขับออกมาไม่เต็มที่นัก

ASUS Vivo AiO V241E Review 16

ส่วนกล้อง Webcam ความละเอียด 720p HD ตรงขอบล่างของหน้าจอกับไมโครโฟนอีกสองตัว ซึ่งเน้นเรื่องการใช้งานทั่วไปเช่นการประชุมหรือติดต่อกับอีกฝ่ายเท่านั้น แต่มีจุดสังเกตคือ เมื่อเปิดกล้องแล้วมุมกล้องจะเป็นมุมมองแบบเฉียงขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจาก AIO หรือโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งกล้อง Webcam เอาไว้ตรงขอบบนของหน้าจอแล้วจะได้เป็นภาพมุมมองตรงหน้า

อย่างไรก็ตามมุมกล้องไม่เป็นปัญหาต่อการใช้งานมากนัก ซึ่งตอนใช้ประชุมหรือติดต่อกันทางออนไลน์อาจจะรู้สึกแปลกตาไปบ้างเท่านั้น ซึ่งถ้าไม่ชอบมุมกล้องนี้อาจจะหาสิ่งของมารองใต้ฐานขาตั้งให้ตัวพีซีสูงขึ้นสักเล็กน้อยก็ได้

webcam

เมื่อทดลองถ่ายภาพและอัดวิดีโอด้วยแอพฯ Camera ของ Windows 10 ถือว่าภาพและคลิปที่ถ่ายด้วยกล้องและไมโครโฟนของ ASUS V241 นั้นมีคุณภาพอยู่ในระดับใช้งานได้และเหมาะจะใช้ประชุมออนไลน์และพอใช้เปิดกล้อง Live Stream ได้อยู่บ้างเช่นกัน

ด้านเสียงจากไมโครโฟนก็มีคุณภาพดี ส่วนเสียงพูดจากการลองถ่ายคลิปก็มีความตรงและแม่นยำไม่มีอาการเสียงคนพูดเพี้ยนเป็นเสียงคนอื่น รวมทั้งสามารถตัดเสียงรบกวนเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวได้ดีพอควรและจะเน้นโฟกัสเสียงพูดของคนหน้าเครื่องเป็นหลัก

Connector / Heat / Noise

ASUS Vivo AiO V241E Review 28

ASUS Vivo AiO V241E Review 29
ASUS Vivo AiO V241E Review 30

พอร์ตการเชื่อมต่อของ ASUS V241 จะแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน คือด้านหลังหน้าจอและขอบล่างของหน้าจอฝั่งขวามือ โดยตรงกลางด้านหลังหน้าจอจะติดโลโก้ ASUS ทำจากสแตนเลสเอาไว้ตรงกลางด้านหลังหน้าจอ ฝั่งด้านล่างซ้ายมือเป็นสติกเกอร์ต่าง ๆ กับปุ่มเปิดเครื่อง เมื่อกดอีกครั้งจะเป็นการล็อคหน้าจอตัวเครื่องได้เหมือนสมาร์ทโฟน

ASUS Vivo AiO V241E Review 32

สำหรับพอร์ตด้านหลังเครื่องจากซ้ายมือ จะมี HDMI 1.4b อยู่ 2 ช่อง ติดอยู่ตรงฝั่งซ้ายและขวาของแถบ USB 3.2 Gen1 Type-A x 4 ช่อง ถัดมาขวามือเป็นพอร์ต LAN RJ45 Realtek กับช่องต่ออะแดปเตอร์ DC อีกหนึ่งช่อง สำหรับจ่ายกระแสไฟเข้าตัวเครื่อง

ASUS Vivo AiO V241E Review 39
ASUS Vivo AiO V241E Review 42

ขอบล่างซ้ายมือของตัวเครื่องจากขวามือเป็น USB 2.0 Type-A, ช่องหูฟัง 3.5 มม. และปุ่มเปิดเครื่องอีกหนึ่งปุ่ม ส่วน Kensington Lock จะอยู่ตรงขอบล่างของหน้าจอฝั่งซ้ายมือ สามารถใช้สายล็อคโน๊ตบุ๊คมาล็อคเครื่องเอาไว้เพื่อป้องกันการถูกขโมยได้ด้วย

สำหรับพอร์ตของ ASUS V241 เครื่องนี้ถือว่ามีค่อนข้างครบและมากเพียงพอการใช้งานทั่วไปแล้ว แต่จุดสังเกตสำคัญ คือ ตัวเครื่องไม่มีพอร์ต USB-C Thunderbolt และช่องอ่าน SDXC Card Reader ติดตั้งเอาไว้แม้ซีพียูจะรองรับการรับส่งข้อมูลด้วย Thunderbolt ด้วยตัวเองแล้วก็ตาม รวมทั้งไม่มี SDXC Card Reader ติดตั้งมา อาจจะทำให้ช่างกล้องหรือคนที่ต้องโอนไฟล์ใน SD Card เข้าออกคอมพิวเตอร์อยู่บ่อย ๆ ต้องซื้อตัวอ่าน SD Card แบบเชื่อมต่อด้วยพอร์ต USB มาใช้เพิ่มด้วย ซึ่งทั้งสองพอร์ตนี้ควรมีพอร์ตละ 1 ช่องเป็นอย่างน้อย

ASUS Vivo AiO V241E Review 40
ASUS Vivo AiO V241E Review 41

สำหรับช่องระบายอากาศของ ASUS V241 จะเป็นแถบช่องที่เว้นเอาไว้ด้านใต้เครื่อง ช่วยระบายอากาศได้ดี เวลาใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนหรือพัดลมดังขึ้นมาระหว่างใช้งานเลย ยกเว้นตอนใช้เครื่องนี้ตัดต่อวิดีโอหรือเล่นเกมสามมิติที่กินทรัพยากรเครื่องหนัก ๆ เท่านั้น ถึงจะมีเสียงพัดลมให้ได้ยินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ดังจนรบกวนการใช้งานของเราเลย ดังนั้นเราสามารถใช้ AIO เครื่องนี้ทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

Performance / Software

CPU Z
ram

ASUS V241 เครื่องนี้ติดตั้งซีพียู Intel สถาปัตยกรรม Tiger Lake-U แบบ 10 nm SuperFin รหัส Intel Core i5-1135G7 เป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz พร้อม L3 Cache 8 MB มีประสิทธิภาพสูงพร้อมใช้ทำงานกราฟฟิคต่าง ๆ ได้อย่างดี แรมออนบอร์ดมีความจุ 8GB DDR4 ซึ่งมากพอจะใช้ทำงานกราฟฟิคและงานทั่วไปได้อย่างแน่นอน

GPU Z
gpu sensor

ด้านกราฟฟิคการ์ดออนบอร์ดของเครื่องนี้จะเป็น Intel Iris Xe Graphics ของซีพียู Intel Core i5 ตัวนี้ มีความเร็วสูงสุดที่ 1.3 GHz ใช้แสดงผลกราฟฟิคความละเอียดสูงสุดได้ระดับ 4K และรองรับ DirectX 12.1 และ OpenGL 4.6 ดังนั้นโปรแกรมหรือเกมสามมิติไหน ๆ ก็รันด้วยการ์ดจอออนบอร์ดตัวนี้ได้อย่างแน่นอน

CrystaDiskMark 7

ส่วนของฮาร์ดดิสก์ในเครื่องจะมีอยู่ 2 ตัว คือ Samsung M.2 NVMe รุ่น MZVLQ256HAJD-0000 ความจุ 256GB เป็นไดรฟ์ C:\ ที่ใช้ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 เอาไว้ เมื่อทดสอบแล้วมีความเร็ว Read ที่ 1774.72 MB/s ส่วน Write อยู่ที่ 967.78 MB/s ทำให้เปิดงานที่เซฟเอาไว้, รัน Benchmark, ติดตั้งโปรแกรมต่าง ๆ ได้เร็วและเปิดโปรแกรมใหญ่ ๆ ใช้เวลาสั้น ๆ เท่านั้น

hdd tune

ฮาร์ดดิสก์อีกลูกเป็นแบบจานหมุนของ Seagate Barracuda ความจุ 1TB ความเร็ว 7200RPM เมื่อทดสอบความเร็วด้วยโปรแกรม HD Tune Pro แล้วมีความเร็วระหว่าง 164-196 MB/s ไล่เลี่ยกับฮาร์ดดิสก์จานหมุนทั่วไป แต่ถ้าสังเกตจากกราฟจะเห็นว่าการอ่านเขียนข้อมูลทำได้ค่อนข้างเสถียรและไม่เห็นเส้นกราฟตกลงมาเลย จัดว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีคุณภาพลูกหนึ่ง ซึ่งจากการทดลองโอนย้ายไฟล์เข้าออกตัวฮาร์ดดิสก์ดูก็ทำงานได้ดีและต่อเนื่อง ไม่เกิดอาการอืดลงหรือค้างเลย จัดว่ามีประสิทธิภาพดีทั้งการใช้งานจริงและการ Benchmark

แม้ในสเปคจะเห็นว่า Samsung M.2 NVMe จะมีพื้นที่น้อยเพียง 256GB แต่ก็มีฮาร์ดดิสก์ Seagate Barracuda 1TB 7200RPM มาเสริม ก็ช่วยลดปัญหาเรื่องพื้นที่ในเครื่องเต็มได้ดียิ่งขึ้น โดยแนะนำให้บริหารพื้นที่โดยติดตั้งโปรแกรมสำคัญขนาดใหญ่เอาไว้ใน M.2 และเอาโปรแกรมอื่น ๆ และเซฟไฟล์งานเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์แทน ก็จะลดปัญหาพื้นที่ M.2 น้อยจนไม่พอใช้งานได้ 

และจากการทดลองใช้ดูพบว่า SSD ของ Samsung สามารถโหลดเปิดปิดโปรแกรมและเขียนอ่านไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราสามารถใช้ ASUS V241 เครื่องนี้ทำงานเอกสารทั่วไปได้สบาย ๆ รวมทั้งเปิดโปรแกรมทำงานกราฟฟิคและแต่งภาพต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น AIO รุ่นนี้จึงเหมาะจะเอามาใช้งานในออฟฟิศเป็นอย่างมาก

CINEBENCH R15
Cinebench r20

ส่วนการทดสอบด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15 นั้นได้ OpenGL 74.29 fps ส่วน CPU 883 cb และคะแนน Single Core 203 cb กล่าวคือสามารถใช้ทำงานเรนเดอร์กราฟฟิคสามมิติและอนิเมชั่นต่าง ๆ ได้โดยไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน พอทดสอบเรนเดอร์แล้ว ASUS V241 นั้นสามารถทำงานได้ลื่นไหลดีทีเดียว

ส่วน CINEBENCH R20 จะได้คะแนน CPU 2030 pts ถ้าเป็น Single Core จะอยู่ที่ 518 pts จากผลคะแนนทั้งหมดนี้จะเห็นว่าตัว Intel Core i5-1135G7 นั้นมีประสิทธิภาพสูงมากพอจะใช้ทำงานกราฟฟิคต่าง ๆ ได้ดีอย่างแน่นอน

3dmark

การทดสอบกราฟฟิคด้วยโปรแกรม 3DMark Time Spy นั้นถือว่าตัวการ์ดจอแยก Intel Iris Xe Graphics นั้นสามารถใช้งานได้ระดับหนึ่ง คะแนนรวมที่ 1,001 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ทั่วไปเมื่อใช้กราฟฟิคการ์ดออนบอร์ดทดสอบกับโปรแกรมนี้ และถ้าสังเกตในตัวกราฟจะเห็นว่าตัวกราฟทำงานได้ค่อนข้างเสถียรแม้บางช่วงจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นบ้างจนกราฟชันขึ้นก็ตาม แต่ถือว่ายังทำงาน 3 มิติได้ระดับหนึ่งเท่านั้น

PCMark 10

สำหรับโปรแกรม PCMARK 10 ที่ใช้ทดสอบการใช้งานพีซีทำงานออฟฟิศ ทดสอบเปิดโปรแกรม, ทำ Video Call, เข้าออกเว็บไซต์และทำงานกับโปรแกรม Word processing ต่าง ๆ จะได้ออกมา 4,611 คะแนน ถือว่าเป็นคะแนนในระดับสูงเพียงพอจะใช้ทำงานออฟฟิศต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหลแน่นอน ส่วนเรื่องของ

benchmark chart

เมื่อทดลองเล่นเกมด้วยการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics บนหน้าจอความละเอียด Full HD ตั้งกราฟฟิคทุกเกมอยู่ในระดับต่ำสุดแล้ว ตัว ASUS V241 เครื่องนี้ถือว่าพอใช้เล่นเกมออนไลน์ เช่น Genshin Impact และ DotA 2 ได้อยู่ แต่เวลาที่เข้าฉากที่มีรายละเอียดมาก ๆ เช่นละอองน้ำ, เปลวไฟ หรือใบไม้เยอะ เฟรมเรทอาจจะตกลงมาบ้าง

ส่วนเกมสามมิติอย่าง Far Cry 5, Resident Evil 3 อยู่ในระดับพอจะเล่นได้ แต่ภาพจะหน่วงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ Resident Evil 3 อาจเป็นเพราะมีแรมให้การ์ดจอดึงมาใช้ไม่เพียงพอ ด้านของ PUBG มีข้อสังเกตสำคัญ คือ ถ้าเปิดเกมเล่นโดยไม่ปรับ Hardware Settings หัวข้อ TaskFirst เป็น Games แล้ว ตัวเกมจะมีปัญหาที่ค่า Latency จะสูงมากจนเล่นไม่ได้ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาอาจจะใช้สาย LAN เพื่อเล่นเกมออนไลน์จะดีที่สุด

thumbnail japan 8k 60fps youtube status for nerd

ด้านความบันเทิงได้ทดสอบเปิดคลิป Japan 8K 60fps บน YouTube และปรับความละเอียดสูงสุดที่ 4K เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการเปิดวิดีโอความละเอียดสูงของซีพียู Intel Core i5-1135G7 และความสามารถในการรับส่งข้อมูลของ Intel Wireless-AC 9560 160MHz ว่ารับส่งข้อมูลด้วยมาตรฐาน Wi-Fi 5 Gigabit WiFi ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องว่าสามารถรับส่งข้อมูลได้ลื่นไหลหรือเปล่า

ผลงานของ ASUS V241 เครื่องนี้จัดว่าอยู่ในระดับดี สามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องและมีการโหลดคลิปล่วงหน้าเอาไว้ทำให้ไม่เกิดอาการกระตุกหรือค้างระหว่างการใช้งานเลย ดังนั้น ASUS AIO เครื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานด้านการทำงานและความบันเทิงอย่างแน่นอน

1 2

2 2
3 2

ส่วนของโปรแกรม MyASUS เป็นโปรแกรมสำหรับปรับแต่งและเช็คตัวเครื่องแบบสำเร็จรูปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งใช้ตั้งค่าและอัพเดทซอฟท์แวร์ตัวเครื่องได้ง่าย ๆ เพียงเปิดเข้าที่โปรแกรมนี้เท่านั้น โดยหน้าแรกของ MyASUS จะรวมการเช็คค่าต่าง ๆ เช่น Blue screen error, Hardware diagnostic รวมไปถึงทางลัดเข้าการตั้งค่าต่าง ๆ รวมทั้งเลือกหมวดหมู่การตั้งค่าได้ที่แถบฝั่งซ้ายมือ

สำหรับแถบที่สองรูปหูฟังจะเป็น Customer Support สำหรับติดต่อแจ้งปัญหาการใช้งานกับทาง ASUS และแถบที่สามรูปแว่นขยายคือ System Diagnosis เพื่อเช็คปัญหาการตั้งค่าต่าง ๆ ในตัวเครื่อง ซึ่งครอบคลุมเป็นอย่างมากและใช้งานง่ายเพียงคลิกคำว่า Checkup เท่านั้น

4.1
4.2
4.3

แถบที่ 4 รูปวงกลมเป็น Software Update ช่วยให้ผู้ใช้อัพเดทส่วนต่าง ๆ ทั้งไดรเวอร์และ BIOS ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ถ้ามีส่วนไหนต้องอัพเดทก็จะขึ้นเป็นเครื่องหมายจุดสีแดงให้เรากดอัพเดท

5 1

ส่วนของ Hardware Settings จะใช้ปรับแต่งพัดลม, การทำงาน, เปิดหรือปิด Tru2Life รวมถึงการตั้งค่า TaskFirst ใช้ปรับแต่งว่าต้องการให้ Wi-Fi ของ ASUS V241 ให้ความสำคัญกับการใช้งานส่วนไหนก่อน มีตัวเลือกคือ Productivity and Communication, Multimedia Streaming, Games, Screen Extender 

6
7

ส่วน 2 หน้าสุดท้ายเป็น AppDeals หรือ App Store ของ ASUS กับฟีเจอร์ Link to MyASUS

Perks and Target user

ASUS Vivo AiO V241E Review 23

สำหรับจุดเด่นและกลุ่มเป้าหมายของ ASUS V241 Series เป็นกลุ่มคนทำงานกราฟฟิคดีไซน์และช่างภาพที่ได้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอ sRGB 100% และหลังจากทดสอบด้วย Sypder5Elite แล้วได้ค่าสีใกล้เคียงกับที่เคลมเอาไว้สามารถใช้อ้างอิงสีและแต่งภาพได้ดี แต่เนื่องจากมีสเปคแยกเป็นสองรุ่นย่อย ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าทั้งสองรุ่นจะมีกลุ่มเป้าหมายดังนี้

  • BA060T (Intel Core i3-1115G4) – เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปและพนักงานออฟฟิศ เน้นเรื่องใช้ทำงานเอกสารเป็นหลัก ใช้ทำงานเอกสารและงานทั่วไป เพราะประสิทธิภาพของ Intel Core i3-1115G4 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด สามารถใช้ทำงานกลุ่มนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ใช้ทำงานกราฟฟิตและแต่งภาพได้ระดับหนึ่ง
  • BA010TS (Intel Core i5-1135G7) – เหมาะกับทีมงานออกแบบกราฟฟิคและตัดต่อวิดีโอ เพราะประสิทธิภาพของ Intel Core i5-1135G7 สามารถรองรับงานกลุ่มนี้ได้สบาย ๆ และใช้ทำ Animation ต่าง ๆ ได้อีกด้วย แต่ควรย้ายงานที่ทำเสร็จแล้วไปใส่ในฮาร์ดดิสก์ของ Seagate เสมอเพื่อไม่ให้ M.2 SSD เต็มเร็ว

ถ้าเทียบกับคู่แข่งที่สเปคระดับไล่เลี่ยกันจะมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกัน คือ Acer Aspire C24 กับ HP Pavilion 24 ซึ่งมีสเปคไล่เลี่ยกัน สำหรับสเปคโดยย่อของทั้งสองรุ่น คือ

Acer Aspire

Acer Aspire C24 : Intel Core i5-1035G1, NVIDIA GeForce MX130 2GB GDDR5, RAM 8GB DDR4, SSD M.2 NVMe 512GB, หน้าจอ 23.8 นิ้ว Full HD, Windows 10 Home

HP Pavilion 24

HP Pavilion 24 : AMD Ryzen 5 4500U, AMD Radeon RX Vega 8, RAM 8GB DDR4, SSD M.2 NVMe 256GB + 1TB HDD 7200RPM, หน้าจอ 23.8 นิ้ว Full HD, Windows 10 Home

รุ่น / สเปค ASUS V241 Acer Aspire C24 HP Pavilion 24
CPU Intel Core i5-1135G7 Intel Core i5-1035G1 AMD Ryzen 5 4500U
กราฟฟิคการ์ด Intel Iris Xe Graphics NVIDIA GeForce MX130 AMD Radeon RX Vega 8
RAM 8GB DDR4 8GB DDR4 8GB DDR4
HDD M.2 NVMe 256GB

HDD 1TB 7200RPM

SSD M.2 NVMe 512GB M.2 NVMe 256GB

1TB HDD 7200RPM

Monitor 23.8″ FHD
Anti-Glare
IPS Panel

100% sRGB

23.8″ FHD 23.8″ FHD
ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home (64 bit)

Microsoft Office Home & Student 2019

Windows 10 Home (64 bit) Windows 10 Home (64 bit)
ราคา 24,990 บาท 22,900 บาท 19,900 บาท

เมื่อเทียบสเปคกันแล้วจะเห็นว่า ASUS V241 แม้จะเป็นรุ่นราคาแพงสุดในกลุ่มก็ตาม แต่การเพิ่มเงินมาราว 2,000-5,000 บาทนั้น ได้หน้าจอ sRGB 100% กับ Microsoft Office Home & Student 2019 รวมไปถึงซีพียู Intel Core รุ่นที่ 11 ถือว่าค่าตัวที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแลกกับโปรแกรมแท้สำหรับใช้ทำงานและหน้าจอคุณภาพสูงก็ดูคุ้มค่าเช่นกัน

Conclusion / Award

ASUS Vivo AiO V241E Review 3

สำหรับ ASUS V241 เครื่องนี้ถือเป็นพีซี All-In-One คุณภาพดีทั้งงานประกอบที่เรียบร้อย ดีไซน์ที่เรียบง่ายและแข็งแรง ขาตั้งสามารถรับน้ำหนักตัวเครื่องและปรับองศามุมของหน้าจอได้ง่าย เพราะตัวบานพับแข็งแรงดีและไม่มีอาการหลวมเลยแม้แต่น้อย และขาตั้งของตัวเครื่องที่ดีไซน์เป็นตัวอักษรจีนก็ดูดีมีเอกลักษณ์และใช้งานได้จริง

ASUS Vivo AiO V241E Review 8

สเปคภายในตัวเครื่องที่ใช้ Intel Core i5-1135G7 กับฮาร์ดดิสก์แบบ M.2 SSD ของ Samsung ความจุ 256GB และฮาร์ดดิสก์ Seagate Barracuda 1TB 7200RPM ก็สามารถใช้ทำงานและเปิดโปรแกรมขนาดใหญ่กินทรัพยากรมากได้เป็นอย่างดี และการ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics ก็มีประสิทธิภาพดีพอใช้แต่งภาพและตัดต่อวิดีโอได้ และหน้าจอ Full HD พาเนล IPS ได้รับการรับรองความแม่นยำสี sRGB 100% ก็แสดงสีสันบนหน้าจอได้แม่นยำและสวยงาม จึงตอบโจทย์คนทำงานกราฟฟิคได้เป็นอย่างดี

นอกจาก Windows 10 Home (64 bit) แล้วก็มี Microsoft Office Home & Student 2019 ติดตั้งมาให้ในเครื่องพร้อมใช้งานทันที เรียกว่ากดเปิดเครื่องแล้ว Sign in แล้วตั้งค่าให้เรียบร้อย ASUS V241 เครื่องนี้ก็พร้อมติดตั้งโปรแกรมและใช้ทำงานได้ทันที ช่วยให้เริ่มใช้ทำงานได้สะดวกขึ้นมาก

ด้านความบันเทิงอย่างลำโพง ASUS SonicMaster กับระบบปรับแต่งเสียงจาก DTS ก็ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้โหมดเสียงได้ตามต้องการและปรับแต่ง Equalizer ได้ นอกจากนี้ MyASUS ก็ช่วยให้เจ้าของเครื่องแจ้งปัญหาเคลม, อัพเดทซอฟท์แวร์และไบออสและตั้งค่าตัวเครื่องในส่วนต่าง ๆ ได้ง่าย โดยคลิกเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

Award

สำหรับรางวัลที่ ASUS V241 เครื่องนี้ได้รับคือ

Best Design

การออกแบบตัวเครื่องที่เรียบง่ายสวยงามและขอบหน้าจอ NanoEdge ที่บางเฉียบจนแทบไม่มีขอบจอ ทำให้สายตาแทบไม่สนใจขอบหน้าจอเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งขาตั้งตัวเครื่องดีไซน์แข็งแรงเรียบง่ายทำจากอลูมิเนียมหล่อชิ้นเดียวก็สามารถรองรับน้ำหนักตัวเครื่องได้ดีและไม่มีอาการโยกหลวมเลยแม้แต่น้อย และการันตีด้วยรางวัล COMPUTEX d&i awards 2017 by iF อีกด้วย

ดังนั้น ASUS V241 เครื่องนี้จึงเหมาะกับรางวัล Best Design จากทาง Notebookspec โดยไม่ต้องสงสัย ซึ่งนอกจากจะใช้ทำงานแล้วก็ยังเป็นเครื่องตกแต่งในออฟฟิศได้อย่างดีอีกด้วย

NBS award 7 Design

 

Best Multimedia

รางวัล Best Multimedia นั้น เพราะลำโพงสเตอริโอ ASUS SonicMaster กับระบบปรับแต่งเสียงของ DTS Audio นั้นช่วยเพิ่มอรรถรสตอนรับชมสื่อต่าง ๆ ได้ครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งตั้งค่า Equalizer และทำโปรไฟล์เสียงส่วนตัวเอาไว้ใช้งานได้ด้วย ซึ่งเสียงจากลำโพงสองตัวของ ASUS V241 ถือว่ามีคุณภาพดีและเสียงดังทีเดียว

award new multi media

from:https://notebookspec.com/web/577137-review-asus-v241-srgb-100-intel-11th

ASUS x Microsoft Webinar: การจัดการอุปกรณ์ในองค์กรให้ง่ายขึ้น ด้วยฟีเจอร์ Windows Autopilot ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่ ! [23 ก.พ. 2021]

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง ASUS x Microsoft Webinar ในหัวข้อเรื่อง “การจัดการอุปกรณ์ในองค์กรให้ง่ายขึ้น ด้วยฟีเจอร์ Windows Autopilot ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่ !” เพื่อเรียนรู้ถึงแนวทางที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการอุปกรณ์ PC และ Notebook ของพนักงานท่ามกลางการทำงานแบบ Hybrid Work ทั้งจากที่ทำงานและที่บ้านของพนักงาน โดยใช้เครื่องมือจาก Microsoft และ ASUS พร้อมลงลึกรายละเอียดสำหรับ Windows Autopilot ที่จะช่วยให้การจัดการอุปกรณ์เหล่านี้เป็นไปได้อย่างง่ายดายผ่านระบบ Cloud ในวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

หัวข้อ: Windows Autopilot จะปฏิวัติวิธีการปรับใช้งานอุปกรณ์ใหม่ๆ ในองค์กรของคุณ
ผู้บรรยาย: คุณ Sahassa Inthaiwong ตำแหน่ง OEM Channel Executive Southeast Asia จาก Microsoft (Thailand) Limited และคุณ Phakpoom Phonwan ตำแหน่ง Commercial Product Manager จาก ASUS (Thailand) Limited
วันเวลา: วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://zoom.us/webinar/register/WN_uKvyNNsKRfmzXCh1_UQO5A

ขณะนี้คุณสามารถส่งมอบอุปกรณ์ Windows 10 Pro แบบใหม่กับผู้ใช้ของคุณได้โดยตรง ด้วยการคลิกเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง อุปกรณ์จะเปลี่ยนสถานะตัวเองให้พร้อมใช้งานสำหรับธุรกิจได้อย่างเต็มที่ พร้อมยังช่วยลดเวลาการทำงาน ที่ผู้ใช้ของคุณจะได้รับและใช้งานอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่ Windows Autopilot จะช่วยลดต้นทุนการปรับใช้งานอุปกรณ์ Windows 10 Pro ได้อย่างมาก แต่ยังมอบประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์สำหรับผู้ใช้ และการทำงานไอทีที่ง่ายขึ้น

ร่วมรับฟังรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Live Webinar พร้อมลุ้นรับของรางวัล ลำโพงบลูทูธ JBL Go 2

การเข้าร่วมชม Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน ASUS และ Microsoft ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่  https://zoom.us/webinar/register/WN_uKvyNNsKRfmzXCh1_UQO5A โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/asus-x-microsoft-webinar-deploy-and-manage-your-pc-and-notebook-via-cloud-with-windows-autopilot/

แนะนำ 5 กล้องสตรีมเกม สเปคดีจบในตัวสำหรับเกมเมอร์อยากไลฟ์

จะไลฟ์สตรีมสักครั้งจะเป็นไลฟ์นั่งพูดคุยหรือเล่นเกม นอกจากเกมแล้วก็ต้องมีคอมพิวเตอร์สเปคแรง ๆ และกล้องสตรีมเกมสเปคดีที่จับหน้าเราได้สวย ๆ จะได้เห็นท่าทางและการแสดงออกในกล้องของเราได้ชัดเจนและได้ภาพไหลลื่น จะได้ไม่ขัดตาคนดูและช่วยเพิ่มยอดติดตามและแชร์ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

คำถามสำคัญคือ เมื่อบริษัทผลิตอุปกรณ์คอมต่างผลิตกล้องเว็บแคมออกมาขายหลากหลายราคาแถมสเปคก็แตกต่างกันจนไม่รู้ว่าจะซื้อตัวไหนไปใช้งานดี จะซื้อตัวที่ถูก ๆ ไปใช้งานก่อนแล้วค่อยซื้อตัวใหม่สเปคดีกว่านี้มาใช้ก็เสียเงินซ้ำซ้อน แล้วถ้าจะซื้อตัวคุณภาพดีไปเลยก็เลือกไม่ถูกเพราะมันก็มีหลากหลายรุ่นด้วย ดังนั้นครั้งนี้เราจะมาดูวิธีการเลือกกล้องเว็บแคมสเปคดีราคาไม่แพงเอาไว้ใช้สตรีมเกมกัน

กล้องสตรีมเกม
จะสตรีมเกมก็ดี จะไลฟ์นั่งคุยก็โอเคแค่มีกล้องดี ๆ สักตัวนึง

เลือกกล้องสตรีมเกมยังไงดี?

c922 feature 6 desktop
กล้องดี ๆ ไม่แพงก็หาซื้อได้ไม่ยาก มีสองตัวก็มีลูกเล่นเยอะขึ้นด้วย

จริง ๆ แล้วการหากล้องมาใช้สตรีมเกมนั้นมีตัวเลือกหลากหลายมากตั้งแต่กล้องถ่ายภาพ SLR แล้วต่อเข้าคอมพิวเตอร์, กล้องหลังสมาร์ทโฟน แต่ที่ตั้งค่าได้ง่ายและมีลูกเล่นเยอะสุดก็ต้องยกให้กล้องเว็บแคมที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ รวมทั้งเชื่อมต่อได้ง่ายเพราะมีสาย USB อยู่ในตัว เพียงแค่แกะกล่อง ติดขอบจอแล้วก็เสียบพอร์ต USB ที่เครื่อง จากนั้นก็ตั้งค่าโปรแกรมสักหน่อยก็พร้อมใช้งาน

แต่ก่อนจะได้ทำขั้นตอนที่ว่ามาก็ต้องผ่านการทำการบ้านกันก่อนว่าตกลงแล้วกล้องเว็บแคมตัวไหนมีสเปคไหน น่าซื้อหรือปล่อยเอาไว้ไม่ซื้อกลับบ้านดีกว่า? ซึ่งหลักการดูสเปคเพื่อเลือกจะมีดังนี้

จะเห็นว่ากล้องความละเอียด 1080p ได้ภาพคมกว่า ไหน ๆ จะซื้อก็เอาให้คุ้มเลย

  1. ความละเอียดของกล้อง ในกลุ่มกล้องเว็บแคมที่ใช้สตรีมเกมจะมีหลายความละเอียดตั้งแต่ 480p, 720p, 1080p และ 4K ที่มีความละเอียดสูงสุดในตอนนี้ ถ้าเราจะซื้อกล้องเว็บแคมมาใช้สตรีมเกม ก็ควรเลือกที่ความละเอียดขั้นต่ำ 720p เพราะความละเอียดจะเป็นระดับ HD แล้ว ส่วนความละเอียดระดับแนะนำคือ 1080p หรือ 4K ไปเลยเพราะนอกจากสตรีมเกมแล้วก็ยังเอาไปใช้ถ่ายคอนเทนต์อื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย

  2. คุณภาพของเลนส์ กล้องสตรีมเกมจะมีทั้งเลนส์แบบพลาสติกและเลนส์กระจก ซึ่งผู้ผลิตจะระบุเอาไว้ในหน้าสเปคอยู่แล้วว่ากล้องสตรีมเกมตัวนี้ใช้เลนส์แบบไหน ซึ่งเลนส์กระจกตอนถ่ายแล้วจะได้คุณภาพภาพดีกว่า

  3. มุมมองของกล้องกว้างแค่ไหน? – มุมกล้องยิ่งกว้างยิ่งทำให้เรามีพื้นที่เล่นอะไรได้มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นกำลังไลฟ์อยู่แล้วเราต้องการหยิบอุปกรณ์ประกอบฉากขึ้นมาด้วยก็จะไม่หลุดเฟรมหรือต้องถอยห่างจากหล้องมากเกินไปด้วย โดยเรื่องมุมมองกว้างแคบจะต้องดูในหน้าสเปคของกล้องเว็บแคมรุ่นนั้น ๆ ว่ามีค่า FoV (Field of View) กว้างเท่าไหร่ ซึ่งในตอนนี้มีตั้งแต่ 65 องศาไปจน 93 องศา ให้เลือก และบางรุ่นยังเลือกปรับองศาให้กว้างออกหรือแคบเข้าได้ด้วย

  4. เฟรมเรทของกล้อง – เฟรมเรทยิ่งมากยิ่งทำให้ท่าทางของเราตอนสตรีมเกมอยู่ไหลลื่นยิ่งขึ้น โดยเฟรมเรทนั้นจะมีตั้งแต่ 24 เฟรมต่อวินาทีสำหรับกล้องสตรีมเกมบางรุ่น ซึ่งไม่แนะนำแล้วเพราะภาพที่ได้บนหน้าจอจะไม่ลื่นเท่าที่ควร ดังนั้นเฟรมเรทขั้นต่ำควรเริ่มที่ 30 fps หรือถ้าให้ดีสุดควรเลือกที่เฟรมเรท 60 fps จะทำให้ภาพจากเว็บแคมลื่นไหลที่สุด

  5. ภาพที่ได้ตอนใช้ในห้องที่มีแสงน้อย – เรื่องของแสงก็เป็นส่วนสำคัญที่จะตัดสินว่ากล้องชัดหรือไม่ชัดได้ด้วย นั่นเพราถ้ามีแสงน้อยไปนอกจากจะมืดแล้วภาพก็จะมัวเพราะ Noise หรือจุดรบกวนในภาพจะชัดจนภาพออกมาไม่สวย ซึ่งกล้องเว็บแคมบางรุ่นก็จะมีหลอดไฟช่วยให้ Noise ลดลงไปได้ แต่เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการหาโคมไฟมาเพิ่มก็ได้

  6. ลูกเล่นอื่น ๆ – สำหรับกล้องเว็บแคมยุคนี้ก็ฟีเจอร์ใหม่ ๆ เสริมเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งการจับโฟกัสได้เร็ว, เลือกใช้เลนส์คุณภาพสูงระดับเดียวกับกล้องถ่ายภาพ, ปรับแสงอัตโนมัติ ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าใส่ฟีเจอร์อะไรลงมาบ้าง และเราสามารถเช็คได้ที่หน้าเว็บไซต์ของกล้องรุ่นนั้น ๆ

5 กล้องสตรีมเกมแนะนำ ลงทุนทีเดียวจบ!

best webcams for streaming Main

ตอนนี้ในตลาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้นมีกล้องเว็บแคมตั้งแต่ราคาถูกเพียงไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงกล้องตัวหลักหมื่น ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงขนาดนั้นก็ได้เช่นกัน เพราะในช่วงราคาหลักพันคุณภาพดีก็มีให้เลือกซื้ออยู่หลายรุ่นทีเดียว โดยรุ่นแนะนำในบทความนี้ ได้แก่

  1. ASUS ROG Eye (2,290 บาท)
  2. Razer Kiyo (3,690 บาท)
  3. Logitech C922 Pro Stream (3,990 บาท)
  4. AVerMedia Live Streamer CAM 513 (6,590 บาท)
  5. Logitech Brio Ultra HD Pro (6,990 บาท)
1. ASUS ROG Eye (2,290 บาท)

h732 e1613379488831

ASUS ROG Eye เป็นเว็บแคมสำหรับสตรีมเกมที่ดีไซน์เล็กพกพาง่าย สามารถติดมันเอาไว้กับขอบหน้าจอของโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ก็ได้ง่าย ๆ และเลนส์ของ ROG Eye ก็เป็นกระจก Blue glass ติดตั้ง WDR technology ป้องกันแสงอินฟาเรดและปรับแสงเข้ากล้องไม่ให้สว่างจ้าเกินไป และปรับรูรับแสงอัตโนมัติอีกด้วย

ความละเอียดของกล้องอยู่ที่ 1080p 60 fps พร้อม Autofocus ทำให้จับโฟกัสใบหน้าของเราได้เร็วและแม่นยำ ตอนสตรีมเกมแล้วกล้องจะจับหน้าให้ชัดอยู่เสมอ เมื่อใช้งานกับโปรแกรมจำพวก Facerig จะจับการขยับของใบหน้าได้แม่นยำ มี Auto AE ทำให้หน้าสว่างขึ้น ตัวกล้องติดตั้งไมโครโฟน Beamforming เอาไว้ 2 ตัว ทำให้ตอนอัดเสียงและพูดคุยทั่ว ๆ ไปสามารถเก็บเสียงได้ดี ตัวกล้องจะเชื่อมต่อด้วยสาย USB 2.0 ใช้งานกับ Windows และ macOS ได้ด้วย

สำหรับ ASUS ROG Eye นั้นถือว่าเป็นกล้องสตรีมเกมรุ่นเริ่มต้นที่ใช้งานได้ทั้ง Windows และ macOS พร้อมกับไมโครโฟนอีกสองตัวและมีฟีเจอร์ที่จัดว่าครบครันทีเดียว ถ้าเน้นเอาไว้สตรีมเกมและไลฟ์เป็นหลักก็ถือว่าสเปคดีครบถ้วนรุ่นหนึ่ง

สเปคของ ASUS ROG Eye

  • ความละเอียด 1080p 60 fps
  • กล้องมี Autofocus จับโฟกัสใบหน้าได้เร็วและมี Auto AE ปรับแสงให้ใบหน้าดูสว่างขึ้น
  • ไมโครโฟนแบบ Beamforming x 2 ตัว สำหรับอัดเสียงของเจ้าของเครื่อง
  • เชื่อมต่อด้วย USB 2.0
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 7, macOS
  • ราคา 2,290 บาท (JIB)
2. Razer Kiyo (3,690 บาท)

สตรีมเกม

Razer Kiyo เป็นกล้องเว็บแคมแนะนำเช่นกันแม้จะเปิดตัวมาสักพักแล้วก็ตาม แต่ก็ยังน่าใช้และลูกเล่นก็จัดว่าดีทีเดียวเพราะตัวกล้องติดไฟวงเอาไว้ ช่วยตัดปัญหาตอนใช้งานในที่แสงน้อยแล้วเกิด Noise ในรูปรูปภาพขึ้นมารบกวน โดยวิธีการติดเข้ากับตัวหน้าจอจะเป็นการเกี่ยวเข้ากับขอบส่วนบนของหน้าจอด้วยตัวถ่วงที่ฐานของกล้องเว็บแคมได้เลย

ตัวกล้องของ Razer Kiyo มีความละเอียดอยู่ที่ 1080p 30 fps ซึ่งเพียงพอต่อการ์สตรีมเกมแล้ว แต่ถ้าปรับความละเอียดลงเป็น 720p จะได้เฟรมเรท 60 fps ทำให้ภาพที่ได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น ตัวกล้องมีความละเอียด 4 ล้านพิกเซล เป็นเลนส์กระจกเมื่อใช้ถ่ายภาพนิ่งจะมีความละเอียด 2688×1520 พิกเซล มุมมองกว้าง 81.6 องศา มี Autofocus ช่วยให้โฟกัสหน้าของผู้ใช้ได้แม่นยำเสมอ อัดวิดีโอจะได้ไฟล์แบบ YUY2/MJPEG หรือ H.264 รองรับการเชื่อมต่อด้วยสาย USB 2.0 ตั้งค่าได้ด้วย Razer Synapse 3 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 7 ขึ้นไป

หลายคนอาจจะเทียบระหว่าง Razer Kiyo กับ ASUS ROG Eye ว่าควรซื้อรุ่นไหนมาใช้มากกว่า ถ้าในห้องมีความสว่างพอควรและเน้นภาพลื่นระดับ 60 fps ฝั่ง ASUS ก็เป็นตัวเลือกที่น่าใช้กว่า แต่ถ้าในห้องมีแสงไม่มากนักก็ควรเลือกเป็น Razer แทน

สเปคของ Razer Kiyo

  • ความละเอียด 1080p 30 fps หรือ 720p 60 fps
  • ตัวกล้องมีความละเอียด 4 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพนิ่งได้ความละเอียด 2688×1520 พิกเซล
  • มุมมองกว้าง 81.6 องศา
  • กล้องมี Autofocus จับโฟกัสใบหน้าได้เร็ว
  • อัดวิดีโอจะได้ไฟล์แบบ YUY2/MJPEG หรือเลือกเป็น H.264 ก็ได้
  • เชื่อมต่อด้วย USB 2.0
  • ตั้งค่าตัวกล้องได้ด้วยโปรแกรม Razer Synapse 3
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 7 ขึ้นไป
  • ราคา 3,690 บาท (JIB)
3. Logitech C922 Pro Stream (3,990 บาท)

c922 feature 2

Logitech C922 Pro Stream จัดเป็นกล้องสตรีมเกมน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง พร้อมกับฟีเจอร์ที่เหมาะกับสตรีมเมอร์ที่สตรีมเกมเป็นประจำได้แก่การปรับโฟกัสอัตโนมัติและแต่งสีให้เหมาะสม, มีไมโครโฟนไว้อัดเสียงพูดของเราสองตัวแบบ Omni-directional ได้เสียงเป็นแบบสเตอริโอและตัดฉากพื้นหลังให้เราแบบ Green screen ได้ และออกแบบมารองรับโปรแกรมใช้สตรีมเกม อย่าง XSplit Broadcaster, OBS แล้ว

สเปคของ Logitech C922 Pro Stream จะมีความละเอียดของกล้องสูงสุดที่ 1080p 30 fps และปรับลงมาเป็น 720p 60 fps ก็ได้เช่นกัน ตัวเลนส์เป็นกระจกและเก็บภาพได้กว้าง 78 องศา และมี Autofocus ช่วยให้จับภาพได้คมชัดระหว่างสตรีมเกมอีกด้วย รองรับการเชื่อมต่อด้วย USB 2.0 Type-A ใช้งานกับ Windows 7, macOS และ Chrome OS ได้ด้วย ส่วนสิทธิ์พิเศษเมื่อซื้อ C922 คือจะได้ใช้งาน XSplit Broadcaster premium ฟรี 3 เดือนด้วย

สำหรับ Logitech C922 ถือเป็นตัวมีฟีเจอร์เน้นให้สตรีมเมอร์ใช้สตรีมเกมเป็นหลักรุ่นหนึ่ง ไม่ว่าจะปรับแต่งมารองรับกับ XSplit Broadcaster, OBS แล้ว รวมทั้งการตัดฉากหลังให้เวลาใช้งาน ทำให้ไม่ต้องหาฉากเขียวมาติดตั้งให้เสียเวลา

สเปคของ Logitech C922 Pro Stream

  • ความละเอียด 1080p 30 fps หรือ 720p 60 fps
  • มุมมองกว้าง 78 องศา
  • กล้องมี Autofocus จับโฟกัสใบหน้าได้เร็ว
  • ไมโครโฟนสเตอริโอแบบ Omni-directional
  • มีฟีเจอร์ตัดฉากหลังให้ ไม่ต้องซื้อฉากเขียวมาตั้งไว้ข้างหลัง
  • เชื่อมต่อด้วย USB 2.0
  • โปรแกรม XSplit Broadcaster และ OBS รองรับแล้ว และได้สิทธิ์ใช้ XSplit Broadcaster premium ฟรี 3 เดือน
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 7 ขึ้นไป, macOS, Chrome OS
  • ราคา 3,990 บาท (JIB)
4. AVerMedia Live Streamer CAM 513 (6,590 บาท)

PW513 features1 e1613385139387

AVerMedia Live Streamer CAM 513 สำหรับสตรีมเมอร์และ YouTuber หลาย ๆ คนน่าจะเคยอุดหนุน Capture Card ทั้งเวอร์ชั่นติดตั้งในเครื่องหรือเป็นกล่องแยกเอาไว้ใช้อัดคลิประหว่างเช่นเกมกันมาบ้างแล้ว ซึ่งกล้องสตรีมเกมจาก AVerMedia ตัวนี้จะมี Sony Exmor ฝังเอาไว้ในตัวเซนเซอร์ ทำให้ภาพที่ได้สวยและคมชัดทีเดียว นอกจากนี้ยังปรับก้านกล้องด้านซ้ายมือลงมาปิดเลนส์ได้อีกด้วย

สเปคของ AVerMedia Live Streamer CAM 513 ใช้กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ Sony Exmor R มีค่า f/2.8 มีความละเอียดสูงสุด 4K 30 fps (3840×2160 พิกเซล) และปรับลงมาเป็น 1080p 60 fps ได้ มีมุมมองกว้างสุดที่ 94 องศา ทำให้มุมมองตอนสตรีมเกมหรืออัดคลิปกว้างเป็นพิเศษอีกด้วย ส่วนโหมดวิดีโอรองรับแบบ MJPEG, UYVY เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 3.0 Type-A รองรับการทำงานร่วมกับ Windows 10, macOS

สำหรับกล้องสตรีมเกมจาก AVerMedia ตัวนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่สเปคดีน่าลงทุนมากรุ่นหนึ่ง เพราะสามารถอัดคลิปความละเอียด 4K 30 fps ได้ จึงสามารถใช้งานได้อีกหลายปีทีเดียว ส่วนเลนส์มุมกว้าง 94 องศา ก็ช่วยให้เก็บภาพได้กว้างขึ้น จึงเหมาะจะใช้ถ่ายทั้ง Vlog และสตรีมเกมได้ทั้งคู่ทีเดียว แต่จุดสังเกตคือกล้องตัวนี้จะเป็น Fix focus ระยะใกล้สุดได้เพียง 10 เซนติเมตรเท่านั้น

สเปคของ AVerMedia Live Streamer CAM 513

  • ความละเอียด 4K 30 fps หรือ 1080p 60 fps
  • กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ Sony Exmor R 4K CMOS f/2.8
  • มุมมองกว้าง 94 องศา
  • Fix focus ระยะใกล้สุด 10 เซนติเมตรเท่านั้น
  • เชื่อมต่อด้วย USB 3.0 Type-A
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 10, macOS
  • ราคา 6,590 บาท (JIB)
5. Logitech Brio Ultra HD Pro (6,990 บาท)

brio banner desktop

Logitech Brio Ultra HD Pro เป็นกล้องสตรีมเกมฟีเจอร์จัดเต็มและมีกล้องอินฟาเรดสำหรับสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อค Windows 10 ทำงานกับ Windows Hello ได้ ถ้าตั้งค่าความละเอียด 720p จะมีค่าเฟรมเรทสูงถึง 90 fps ซึ่งถ้าเรากำลังสตรีมเกมแล้วย่อเป็นกรอบเล็กมุมหน้าจอแล้วใช้กล้องตัวนี้ก็จะทำให้ภาพตัวเราลื่นไหลยิ่งขึ้น และมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนติดตั้งไว้กับฉากปิดเลนส์ที่ผู้ใช้เลือกใส่หรือถอดได้ตามต้องการด้วย

สเปคของ Logitech Brio จะมีความละเอียดสูงสุด 4K 30 fps ถ้าปรับเป็น 1080p จะเลือกได้ระหว่าง 30 หรือ 60 fps ส่วน 720p จะได้สูงสุด 90 fps ทีเดียว ตัวเลนส์เป็นกระจกและเป็นออโต้โฟกัสอีกด้วย ส่วนมุมมองภาพกว้างสุด 90 องศา ปรับเป็น 78 และ 65 องศาได้ รองรับการทำ Digital Zoom 5 เท่า ไม่มีวงแหวนแสงแต่มีฟีเจอร์ RightLight 3 พร้อม HDR ช่วยทำให้ภาพคมชัดและสว่างยิ่งขึ้นในสภาพแสงต่าง ๆ อีกด้วย ส่วนการเชื่อมต่อรองรับ USB 3.0 รองรับการทำงานร่วมกับ Windows 7 ขึ้นไป, macOS, Chrome OS

สำหรับ Logitech Brio Ultra HD Pro นั้น มีสเปคเหลือเฟือสำหรับการสตรีมเกม แต่นอกจากสตรีมเกมแล้วก็มีฟีเจอร์เด็ดอย่างการเป็นกล้องสแกนใบหน้าให้กับพีซีของเราได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครมีงบประมาณพอลงทุนก็ควรมองรุ่นนี้เอาไว้ใช้งานเช่นกัน

สเปคของ Logitech Brio Ultra HD Pro

  • ความละเอียด 4K 30 fps / 1080p 30, 60 fps / 720p 30, 60, 90 fps
  • ปรับมุมมองความกว้างได้ 3 ระดับคือ 90, 78, 65 องศา
  • Autofocus สามารถทำ Digital Zoom ได้ 5 เท่า
  • RightLight 3 พร้อม HDR ช่วยปรับภาพให้คมชัดและสว่างเหมาะสมกับสภาพแสงต่าง ๆ
  • มีกล้องอินฟาเรดสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อค Windows 10 ทำงานกับ Windows Hello
  • มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและฉากปิดเลนส์ที่ถอดและใส่ได้ด้วยตัวเอง
  • เชื่อมต่อด้วย USB 3.0 Type-A
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 7, macOS, Chrome OS
  • ราคา 6,990 บาท (JIB)

สรุป – เลือกกล้องสตรีมเกมตัวไหนดี?

สำหรับกล้องสตรีมเกมแนะนำในบทความนี้จะมีหลายรุ่นและแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกัน โดยสเปคของทั้ง 5 รุ่น จะมีดังนี้

รุ่น / สเปค ASUS ROG Eye Razer Kiyo Logitech C922 Pro Stream AVerMedia Live Streamer CAM 513 Logitech Brio Ultra HD Pro
ความละเอียด 1080p 60 fps 1080p 30 fps

720p 60 fps

1080p 30 fps

720p 60 fps

4K 30 fps

1080p 60 fps

4K 30 fps

1080p 30, 60 fps

720p 30, 60, 90 fps

โฟกัส Autofocus Autofocus Autofocus Fix focus
ระยะใกล้สุดที่ 10 ซม. เท่านั้น

Autofocus

Digital Zoom ได้ 5 เท่า

เชื่อมต่อ

USB 2.0
Type-A

USB 2.0
Type-A
USB 2.0
Type-A
USB 3.0
Type-A
USB 3.0
Type-A
ระบบปฏิบัติการ Windows 7

macOS

Windows 7 Windows 7 ขึ้นไป

macOS

Chrome OS

Windows 10

macOS

Windows 7 ขึ้นไป

macOS

Chrome OS

จุดเด่น ราคาถูกสุด ความละเอียด 1080p 60 fps มีวงแหวนแสง ลดปัญหาแสงไม่เพียงพอแล้ว Noise ขึ้น มีฟีเจอร์ตัดฉากหลังให้ ไม่ต้องซื้อฉากเขียวมาตั้งไว้ข้างหลัง

ไมโครโฟนสเตอริโอ

ปรับแต่งมารองรับ XSplit, OBS แล้ว

กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
เซนเซอร์ Sony Exmor R 4K CMOS
กล้องหน้าอินฟาเรด รองรับการสแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง

RightLight 3 พร้อม HDR ใช้ปรับแสงให้เข้ากับสภาพแสงแบบต่าง ๆ

ปรับมุมมองความกว้างได้ 3 ระดับคือ 90, 78, 65 องศา

ราคา 2,290 บาท 3,690 บาท 3,990 บาท 6,590 บาท 6,990 บาท

สำหรับกล้องสตรีมเกมแต่ละรุ่นนั้นก็จะมีราคาและจุดเด่นของตัวเอง ดังนั้นการเลือกซื้อกล้องสตรีมเกมดี ๆ สักตัวนอกจากซื้อตามงบประมาณแล้วก็ควรเลือกแบรนด์ชั้นนำคุณภาพดีไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเงินหลายรอบและมีฟีเจอร์ให้ใช้งานครบครันอีกด้วย และถ้าเราติดตามโปรโมชั่นร้านค้าต่าง ๆ อยู่อย่างต่อเนื่องก็อาจจะได้ราคาที่ถูกกว่าป้ายลงไปอีกด้วย

from:https://notebookspec.com/web/576957-5-good-webcam-for-live-streaming-game