คลังเก็บป้ายกำกับ: ASEAN

กสิกรไทย คาดปีหน้าส่งออกไปเพื่อนบ้านไม่เติบโต แถมเวียดนามไม่ง้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

มุมมองจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นั้นมองว่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ในปีหน้าจะยังหดตัวต่อเนื่องจากปีนี้ สาเหตุหลักๆ มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กดดันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ท่าเรือแหลมฉบัง Thailand Port Container
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย นั้นมองว่า การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งปี ในปี 2562 จะหดตัว 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกในปีหน้ามีแนวโน้มจะเผชิญความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้น​หลังจากที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้หดตัวถึง 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนค่าและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ถ้าหากไม่นับรวมการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำ การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในช่วง 9 เดือนแรกของปียังสามารถเติบโตที่ 0.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงอย่างมากจากการเติบโตที่ 10.8% ในปีก่อนหน้า โดยอุปสงค์ที่ชะลอลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยัง CLMV นั้นชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพม่าและลาวที่เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมาก ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ

ทางด้านของการบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกสูง และส่งผลให้การบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่อ่อนแรงลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าทุนของไทยไปยัง CLMV ชะลอลงตามไปด้วย อีกทั้ง สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านชะงักงันตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้การส่งออกของเวียดนามชะลอตัวลง

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามการค้าก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เวียดนามลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

มองปีหน้ายังแย่อยู่

สำหรับมุมมองปี 2563 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในปี 2563 จะหดตัวต่อเนื่องที่ 2.0% ท่ามกลางอุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่มีทิศทางลดลง และคาดว่าสงครามการค้าที่น่าจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2564 จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งหลักของการค้าโลกและส่งผลกระทบต่ออุปสงค์โลกให้ชะลอตัวลง

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะยังคงมีโมเมนตัมชะลอลงอย่างต่อเนื่อง และบั่นทอนเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไปโดยอุปสงค์ภายในประเทศอาเซียนที่อ่อนแรงจะส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะงักงัน ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงลบที่เพิ่มสูงขึ้น

การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซีย น่าจะชะลอลงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของลาว พม่า และอินโดนีเซีย น่าจะมีความเปราะบางมากที่สุด ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของเวียดนามและกัมพูชาน่าจะยังคงพอมีแรงขับเคลื่อนให้ยังเติบโตไปได้ แต่เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาน่าจะยังคงกดดันอุปสงค์ของเวียดนามและกัมพูชาให้ชะลอลงต่อไป

ที่มา – บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-forecasts-th-export-2020-to-clmv-decline-2-percent-effect-from-slow-growth/

ส่งเบียร์ก็มา! Grab ร่วมกับไฮเนเก้น ทำบริการส่งเบียถึงบ้าน เริ่มที่สิงคโปร์ก่อน

Grab และไฮเนเก้นประกาศยุทศาสตร์ความร่วมมือใหม่ให้บริการเจาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแถลงการณ์ความร่วมมือระบุว่า ไฮเนเก้นจะใช้ประโยชน์จากบริการด้านอาหารการจัดส่งและการชำระเงินของ Grab เพื่อตอบสนองความต้องการด้านโลจิสติกส์ ถือเป็นการขยายช่องทางที่ผลิตภัณฑ์ไฮเนเก้นจะไปถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น

ลูกค้าที่อายุถึงเกณฑ์สามารถสั่งเบียร์ไฮเนเก้นผ่าน Grabfood ซึ่งไฮเนเก้นจะส่งโปรโมชั่นให้ลองชิมเครื่องดื่มใหม่ๆ ผ่านแคมเปญส่งเสริมการขาย

บริการใหม่นี้จะเริ่มเปิดตัวในสิงคโปร์และเวียดนามในสิ้นเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะขยายบริการไปยังตลาดอื่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์, ไทย, พม่าและกัมพูชา นอกจากนี้ ไฮเนเก้นจะทำร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Grab ด้วย

No Description
ภาพประกอบจาก Grab ประเทศไทย

ที่มา – Tech in Asia

from:https://www.blognone.com/node/111970

Jollibee เชนร้านอาหารจากฟิลิปปินส์ ซื้อกิจการ Coffee Bean & Tea Leaf มูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ

Jollibee เชนร้านอาหารใหญ่สุดในประเทศฟิลิปปินส์ ประกาศเข้าซื้อกิจการเชนร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Coffee Bean & Tea Leaf ด้วยมูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ

Coffee Bean & Tea Leaf
ภาพจาก Shutterstock

เชนร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Coffee Bean & Tea Leaf ได้เจ้าของใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อ Jollibee เจ้าของเชนร้านอาหารรายใหญ่สุดในฟิลิปปินส์ได้ประกาศซื้อกิจการด้วยมูลค่าทั้งหมดประมาณ 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะทำให้ยอดขายของ Jollibee เติบโตอีก 26%

โดย Jollibee จะจ่ายเงินในการซื้อกิจการมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนผ่านบริษัทย่อยในสิงคโปร์ เพื่อถือหุ้น 80% ใน Coffee Bean & Tea Leaf ขณะที่พาร์ตเนอร์ในประเทศเวียดนามของ Jollibee อย่าง Viet Thai International จะถือในส่วนที่เหลือ ขณะที่เม็ดเงินอีก 250 ล้านเหรียญสหรัฐจะจ่ายตามมาทีหลัง

ข้อมูลล่าสุดในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา Coffee Bean & Tea Leaf มีสาขาทั้งหมด 1,189 สาขาใน 27 ประเทศกระจายไปใน สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย รวมไปถึงสาขาในประเทศไทยด้วย โดยสาขากว่า 3 ใน 4 ของจำนวนทั้งหมดเป็นสาขาแฟรนไชส์

Tony Tan Caktiong ซึ่งเป็นประธานของ Jollibee ได้กล่าวว่าการซื้อกิจการของ Coffee Bean & Tea Leaf จะทำให้เป้าหมายของบริษัทที่ต้องการติด 1 ใน 5 กิจการเชนร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเขามีทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 102,000 ล้านบาท ติดอันดับมหาเศรษฐีของ Forbes อันดับ 6 ของประเทศฟิลิปปินส์

การซื้อกิจการครั้งนี้จะเห็นว่าเชนร้านกาแฟเริ่มเป็นที่สนใจในการซื้อกิจการอีกรอบ โดยในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นการซื้อสิทธิ์ในการบริหาร เช่น ร้าน Starbucks ในประเทศไทย หรือแม้แต่ Coca Cola เข้าซื้อกิจการของ Costa Coffee รวมไปถึง Nestle ที่ลงทุนในร้านกาแฟอย่าง Blue Bottle ด้วย

ที่มาRappler, ABS-CBN, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/philippines-jollibee-to-acquire-coffee-bean-and-tea-leaf-for-350-million-usd/

เป้าใหม่ ทรัมป์มีโอกาสเล่นงานเวียดนามเป็นรายต่อไป หลังได้ดุลการค้าจากสหรัฐโตขึ้นถึง 40%

เวียดนามกำลังจะกลายเป็นเป้าใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐ หลังจากที่ตัวเลขดุลการค้ากับสหรัฐยังโตถึง 40% หลังจากประเทศแห่งนี้นั้นคาดว่าจะเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงของสงครามการค้า

Vietnam เวียดนาม
ภาพจาก Shutterstock

ตัวเลขล่าสุดไตรมาสที่ 1 เวียดนามนั้นได้ดุลการค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงถึง 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หลังจากบรรดาบริษัทต่างๆ ย้ายโรงงานจากจีนไปเวียดนามเพื่อใช้เป็นฐานการส่งออก ซึ่งอาจทำให้เวียดนามอาจกลายเป็นเป้าใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

ศุลกากรของประเทศเวียดนามได้รายงานว่า เวียดนามได้ดุลการค้าจากสหรัฐสูงมากถึง 1,590 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขาดดุลกับสหรัฐที่ 43 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าที่เติบโตถึง 7.2% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยประเทศที่ส่งออกเพิ่มมากที่สุดใน 6 เดือนแรกของปีคือ สหรัฐอเมริกา รองลงมาคือเกาหลีใต้

ในช่วงที่ผ่านมาเวียดนามเป็นประเทศที่คาดว่าจะเป็นผู้ชนะของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา เนื่องจากอยู่ใกล้ประเทศจีน รวมไปถึงเป็นประเทศที่ไม่มีปัญหาได้ดุลการค้ากับสหรัฐสูงมาก ทำให้บริษัทต่างๆ รวมไปถึงบริษัทจีนต่างทยอยย้ายฐานการผลิต นอกจากนี้ล่าสุดยังมีการเซ็นข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ทำให้เวียดนามยิ่งเป็นประเทศที่เนื้อหอมมากที่สุดในอาเซียน

เดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐได้กล่าวถึงประเทศเวียดนามก่อนที่จะเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ว่า “เวียดนามได้ประโยชน์จากสหรัฐอย่างมาก มากกว่าจีนเสียด้วยซ้ำ” ทำให้ผู้นำเวียดนามรับปากว่าจะทำให้การค้าในเวียดนามเสรีและยุติธรรม เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามซ้ำรอยจีน และยังรวมไปถึงการซื้อสินค้าของสหรัฐ เช่น เครื่องบินของ Boeing ฯลฯ

ยังรวมไปถึงเรื่องของค่าเงินดองของเวียดนามที่นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้เน้นกำชับอย่างมาก เนื่องจากเวียดนามถือเป็น 1 ในประเทศที่สหรัฐจับตามองเรื่องของการควบคุมค่าเงิน เนื่องจากได้ดุลการค้ากับสหรัฐ และมีการซื้อพันธบัตรของสหรัฐด้วย

จากบทวิเคราะห์ของ Capital Economics ได้จัดทำโมเดลทางเศรษฐกิจจำลองขึ้นมา ถ้าหากประธานาธิบดีสหรัฐได้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากเวียดนามที่อัตราภาษี 25% จะทำให้รายได้จากการส่งออกเวียดนามลดลงทันที 25% ซึ่งเทียบได้กับการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามที่ 1%

ที่มาBloomberg, Quartz, The Edge Markets

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-maybe-trump-s-next-trade-war-target-after-trade-surge/

เศรษฐกิจสิงคโปร์ไตรมาส 2 โตเพียงแค่ 0.1% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ผลจากส่งออกแย่กว่าคาด

GDP ไตรมาส 2 ของสิงคโปร์เติบโตเพียงแค่ 0.1% ทำให้เกิดความกังวลถึงเศรษฐกิจในเอเชียที่กำลังจะทยอยประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ว่าสัญญาณของเศรษฐกิจในเอเชียอาจย่ำแย่กว่าคาด

Singapore
ภาพจาก Unsplash

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ ได้รายงานตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสิงคโปร์ในไตรมาส 2 ว่าเติบโตเพียงแค่ 0.1% เท่านั้น แย่กว่านักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.1% และยังเป็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดตั้งแต่หลังวิกฤติการเงินปี 2009

หลังจากตัวเลข GDP ของสิงคโปร์ออกมา ทำให้เกิดความกังวลถึงเศรษฐกิจในเอเชียที่กำลังจะทยอยประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ว่าสัญญาณของเศรษฐกิจในเอเชียอาจย่ำแย่กว่าคาด

โดยภาคการส่งออกของสิงคโปร์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตัวเลขการส่งออกติดลบ 6% ต่อจากในไตรมาสที่ 1  ขณะที่ตัวเลขอื่นๆ เช่น ภาคการก่อสร้างยังเติบโต 2.2% ภาคบริการโต 1.2% โดยมุมมองจาก Selena Ling นักวิเคราะห์จากธนาคาร OCBC ได้ให้มุมมองว่า สิ่งที่เธอกังวลมากที่สุดในตอนนี้คือเรื่องของการจ้างงานที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ย่ำแย่

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความกังวลจากนักวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์กำลังจะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) หลังจากที่สภาวะการค้าทั่วโลกลดลงจากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังไม่สามารถหาทางออกได้ แม้ว่าจะมีการกลับมาเจรจาแล้วก็ตาม

สำหรับตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจสิงคโปร์ในปีนี้ ธนาคารกลางสิงคโปร์ หรือ MAS คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วง 1.5% ถึง 2.5% ซึ่งหลังจากตัวเลขในไตรมาส 2 ออกมา ทำให้คาดว่าธนาคารกลางสิงคโปร์อาจต้องใช้นโยบายทางการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง

มุมมองของ ANZ มองว่าจะมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนตุลาคม แต่ทางด้าน ING มองว่าธนาคารกลางสิงคโปร์น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการพิจารณานโยบายการเงินเดือนตุลาคมด้วยซ้ำ

ที่มาChannel News Asia, Reuters, บทวิเคราะห์จาก ING

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-gdp-q2-2019-growth-0-1-percent-10-years-lowest/

4 เรื่องที่คุณควรรู้ ตลาดหุ้นของไทยยังน่าสนใจหรือไม่ เทียบข้อมูลกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในอาเซียน

Brand Inside รวบรวมข้อมูลตลาดหุ้นจาก 4 ประเทศในอาเซียนว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจลงทุนต่อไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ

ภาพจาก Shutterstock

หุ้นไทยสู้ตลาดหุ้นอื่นๆ ในอาเซียนได้หรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจในช่วงที่ผ่านมา Brand Inside รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายที่ โดยมีข้อมูลว่าผลตอบแทนของไทยและเพื่อนบ้านตอนนี้เป็นยังไงเมื่อเทียบกับในเอเชีย รวมไปถึงอัตราเจริญเติบโตของกำไร รวมไปถึง P/E ว่าตลาดหุ้นไทยถูกหรือแพง เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

Note: ผู้เขียนไม่ขอนับตลาดหุ้นของเวียดนามเนื่องจากอยู่ในประเภท Frontier Market ซึ่งแตกต่างกับ 3-4 ประเทศในอาเซียนที่นับเป็น Emerging Markets ด้วยกัน

ผลตอบแทนในช่วงทีผ่านมาของตลาดหุ้นไทยไม่น้อยหน้าที่ไหนในอาเซียน จะเป็นรองแค่ผลตอบแทน MSCI Asia ex Japan เท่านั้น ขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านโดยเฉพาะมาเลเซียให้ผลตอบแทนที่แย่มาก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะหนี้ของรัฐบาลที่ยังกดดันเศรษฐกิจมาเลเซียอยู่

ด้านความถูกแพง โดยดูจาก P/E นั้น ล่าสุดหุ้นไทยถือว่าแพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี แต่ถ้าหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วตอนนี้หุ้นไทยแพงกว่าอินโดนีเซียไปแล้ว และแพงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียนเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเอเชีย (ซึ่งกดดันโดยหุ้นจีนที่มี Valuation ที่ถูก)

ขณะที่คาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นไทยในปี 2019 นี้อาจไม่สวยสดใสเท่าไหร่นัก แต่คาดว่าหุ้นไทยจะกลับมาในปี 2020 ขณะที่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์นั้นคาดว่ากำไรในปีนี้จะเติบโตสูงสุด รองลงมาคืออินโดนีเซีย ขณะที่ไทยตามหลังเป็นอันดับ 3 แต่ขณะที่มาเลเซียนั้นกำไรของ Bursa Malaysia ยังกลับมาไม่ได้

อีกชาร์ตที่น่าสนใจคือสัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากเป็นนักลงทุนสำคัญที่จะพาดัชนีให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้ ซึ่งฟิลิปปินส์นำมาเป็นอันดับ 1 ขณะที่ไทยเราตามมาเป็นอันดับ 2 ขณะที่มาเลเซียถึงแม้สภาวะตลาดไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่สัดส่วนนักลงทุนชาวต่างชาติกลับสูสีกับอินโดนีเซีย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/asean-chart-comparisons-thailand-is-to-expensive-or-not/

เวียดนามเตรียมตรวจบริษัทต่างชาติใช้เป็นทางผ่านส่งออก เตรียมผ่อนผันทำประกันค่าเงิน

รัฐบาลเวียดนามเตรียมเอาจริงบริษัทที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่านสำหรับการส่งออก หลังจากที่สหรัฐได้ขึ้นภาษีเหล็กจากเวียดนาม

Vietnam Container Port
ภาพจาก Shutterstock

เหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจัดการตรวจสอบรวมไปถึงสามารถจัดการเหล่าบริษัทที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่านของการส่งออกสินค้า หลังจากที่สหรัฐได้จับตามมองรวมไปถึงได้ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจากเวียดนามเกิน 400% หลังจากตรวจพบว่ามีบริษัทจากเกาหลีใต้และไต้หวันใช้วิธีนำเข้าสินค้าเข้ามาแล้วแปรรูปเพียงเล็กน้อยแล้วส่งออกไปที่สหรัฐ

ก่อนหน้านี้เวียดนามเคยถูก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ตั้งข้อสงสัยว่าเวียดนามอาจกลายเป็นแหล่งที่บริษัทจีนนำสินค้าส่งเข้ามาที่เวียดนามก่อนที่จะใช้เวียดนามส่งออกไปยังสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าจากสหรัฐ นอกจากนี้เวียดนามยังมีชายแดนที่ใกล้กับจีน ทำให้การขนส่งสินค้าทำได้ง่ายดาย

นอกจากนี้เวียดนามเองกำลังหาทางที่จะผ่อนคลายให้สามารถทำประกันความเสี่ยงค่าเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลค่อนข้างเข้มงวดในการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน ปัจจุบันข้อมูลจาก State Street Global Advisors  ค่าเงินดองของเวียดนามมีปริมาณซื้อขายวันละประมาณ 300 ถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาค่าเงินดองได้อ่อนค่าไปแล้ว 10% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีเวียดนามได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหาทางที่จะไม่ให้เวียดนามตกอยู่ในรายชื่อประเทศที่มีโอกาสแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งเงื่อนไขประกอบไปด้วย

  • ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากกว่า 3%
  • การค้าของประเทศนั้นเกินดุลสหรัฐหรือไม่
  • มีการซื้อเงินหรือพันธบัตรของสหรัฐ มูลค่าเกินจำนวน 2% ของ GDP ประเทศในปีนั้นหรือไม่

นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่พยายามสื่อสารกับฝั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐในข้างต้นด้วย

ที่มาYahoo News, Nasdaq

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-curb-fraudulently-mislabeled-products-for-exports-and-ease-for-hedging/