คลังเก็บป้ายกำกับ: ASEAN

อินโดนีเซียเตรียมเป็นจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานผลิตออกจากจีน บริษัทชื่อดังตบเท้าลงทุนเพียบ

เมื่ออินโดนีเซียขอเป็นหมุดหมายสำคัญในการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างๆ ออกจากประเทศจีน นอกจากนี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยังสั่งให้ดูแลบริษัทเหล่านี้ให้ดี และเขาจะไม่พลาดเรื่องนี้เหมือนปีที่ผ่านมา

Jokowi Indonesia President ประธานาธิบดี อินโดนีเซีย
โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กำลังสำรวจพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ – ภาพจาก Shutterstock

อินโดนีเซียเตรียมเป็นเป้าหมายอีกแห่งของบริษัทอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน จากเรื่องของ COVID-19 และสงครามการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ ล่าสุดมี 7 บริษัทจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม Batang ที่ตั้งอยู่ในเกาะชวา โดยมูลค่าการลงทุนล่าสุดอยู่ที่ราวๆ 850 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 27,274 ล้านบาท

สำหรับ 7 บริษัทที่ย้ายการผลิตนั้นมีบริษัทชื่อดังจากเกาหลีใต้ เช่น LG Electronic จากเกาหลีใต้ ผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์อย่าง Denso และ Panasonic ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า จากประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตยางรถยนต์จากไต้หวันอย่าง Kenda Tire ฯลฯ ซึ่ง 7 บริษัทที่กำลังก่อสร้างโรงงานจะสร้างตำแหน่งงานให้ชาวอินโดนีเซียมากสุดถึง 30,000 ตำแหน่ง

ในปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียเสียบริษัทไปกว่า 33 ที่สนใจย้ายฐานการลงทุนมาที่อินโดนีเซีย แต่ท้ายที่สุดบริษัทเหล่านี้กลับเลือกประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในอาเซียนแทน

โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้กล่าวว่า ปีนี้มีบริษัทกว่า 119 บริษัทที่สนใจย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ และเขาเองไม่อยากสูญเสียบริษัทเหล่านี้ไปให้กับประเทศเพื่อนบ้าน และเขาเองจะไม่พลาดเหมือนปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเองยังกล่าวกับหัวหน้าของ BKPM องค์กรที่ส่งเสริมการลงทุน (คล้ายกับ BOI ของไทย) ว่า ให้ดูแลบริษัทที่สนใจเข้ามาลงทุนที่อินโดนีเซียให้ดีที่สุด

ไม่เพียงแค่นั้น ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้กล่าวว่า ถ้าหากบริษัทเหล่านี้ต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซธรรมชาติ การขอใช้ที่ดิน อะไรที่ทำให้อินโดนีเซียเพิ่มขีดความสามารถที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตมาที่อินโดนีเซียได้ ให้บอกได้ทันที

ขณะที่ Bahlil Lahadalia  หัวหน้าของ BKPM ได้กล่าวว่า หลังจากนี้ถ้าหากบริษัทต่างๆ ต้องการลงทุนในอินโดนีเซียในนิคมอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจัดทำพื้นที่ ก็ไม่ต้องทำเรื่องขอใช้ที่ดิน เพราะรัฐบาลจะดูแลในเรื่องนี้ให้ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ทำให้อินโดนีเซียสามารถแข่งขันกับเวียดนามได้ทันที

โดยในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทกว่า 17 แห่งที่ได้สัญญาว่าจะย้ายฐานการผลิตมาประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุนรวมกันทั้งสิ้นราวๆ 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา – Jakarta Globe, Valid News (ภาษาอินโดนีเซีย)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-hub-after-covid-19-and-trade-war-is-indonesia-with-38-billion-usd-invest-commitment/

GDP เวียดนาม ไตรมาส 2 ยังโต 0.36% แม้ COVID-19 จะป่วนเศรษฐกิจก็ตาม

เศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตเล็กน้อยที่ 0.36% หลังจากมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่นายกของเวียดนามเองก็คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้มากถึง 4-5%

Vietnam เวียดนาม
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลเวียดนามได้รายงานตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ของปี 2020 เติบโตที่ 0.36% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าประเทศเวียดนามจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีมาตรการปิดเมืองแล้วก็ตาม แต่เศรษฐกิจของเวียดนามก็ยังไม่อยู่ในสภาวะถดถอยตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าในไตรมาสนี้ เศรษฐกิจจะถดถอยอยู่ที่ประมาณ -0.9% ก็ตาม

ขณะที่เฉลี่ยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจเวียดนามโต 1.81% เท่านั้น ถือว่าเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งถือว่ามีการเริ่มเก็บสถิติเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยภาคธุรกิจบริการและส่งออกได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ยังได้ภาคการเกษตรและการก่อสร้างที่ยังผลักดันให้เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสนี้ยังเติบโตได้

นายกรัฐมนตรีของเวียดนามได้กล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ของเวียดนามจะอยู่ราวๆ 4-5% และมองว่าเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติจะยังเข้ามา จากปัจจัยของการย้ายฐานการผลิต รวมไปถึงการย้ายโรงงานเพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่การผลิตหลัง COVID-19

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป้าหมายของรัฐบาลเวียดนามคือผลักดันเศรษฐกิจปีนี้ให้เติบโตได้ 6.8% และในปี 2019 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเวียดนามถือว่าเป็น 1 ในประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกากับจีน

ที่มา – Nasdaq, Nhan Dan, Rappler

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-gdp-q2-still-growth-0-36-percent-but-slowest-since-1991-from-covid-29-june-2020/

มาเลเซียทำข้อตกลงข้ามแดนกับสิงคโปร์ยุค COVID-19 ล่าสุดชวนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ทำ Travel Bubble

มาเลเซียทำข้อตกลงข้ามแดนกับสิงคโปร์ยุค COVID-19 โดยจะอนุญาตให้ประชาชนถือใบผ่านแดนสิงคโปร์ระยะยาวสามารถเดินทางข้ามไปมา 2 ประเทศนี้ได้ นอกจากนี้มาเลเซียยังมีแผนที่จะให้ประชาชนในอาเซียนเดินทางข้ามประเทศได้ด้วย

Causeway Singapore สิงคโปร์
Johor-Singapore Causeway 1 ในทางเชื่อมสู่ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย – ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลของมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ทำข้อตกลงที่จะให้ประชาชนทั้ง 2 สามารถเริ่มข้ามแดนไปมาได้แล้ว โดยข้อตกลงดังกล่าวจะให้ชาวมาเลเซียที่ถือใบผ่านแดนสิงคโปร์ระยะยาวที่มีธุรกิจหรือทำงานที่สิงคโปร์ สามารถข้ามแดนไปมาระหว่างกันได้ ขณะเดียวกันยังมีการทำเลนพิเศษสำหรับการติดต่อด้านธุรกิจหรือเรื่องสำคัญระหว่างประชาชน 2 ประเทศด้วย

สำหรับการข้ามผ่านแดนจะมีเงื่อนไขการตรวจเช็คสุขภาพของประชาชนที่เดินทางข้ามแดนของสิงคโปร์และมาเลเซียด้วย ขณะเดียวกันทั้ง 2 ประเทศยังเตรียมหารือข้อตกลงที่จะให้ประชาชนเดินทางข้ามไปมาอย่างอิสระหลังจากนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียได้กล่าวว่า สำหรับประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียยังได้กล่าวเสริมว่าการทดลองเรื่องนโยบายข้ามแดนกับสิงคโปร์ถือว่าเป็นการทดลองก่อนที่จะนำผลที่ได้ไปใช้กับประเทศอื่นๆ หลังจากนี้

ขณะเดียวกันมาเลเซียเองเตรียมที่จะทำ Travel Bubble กับบรูไน และล่าสุดเตรียมชักชวนให้ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทำ Travel Bubble ด้วย หรือประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีการแพร่เชื้อ COVID-19 ภายในประเทศเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 28 วัน

สำหรับ Travel Bubble คือมาตรการที่แต่ละประเทศ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศหรือเป็นกลุ่มประเทศสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันเหล่านี้ได้อย่างเสรี เนื่องจากประเทศหรือกลุ่มประเทศมีการจัดการผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศได้ดีพอๆ กัน

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีแผนการที่จะให้ประชาชนในอาเซียนสามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้อย่างอิสระ เพื่อที่จะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างกัน หลังจากที่ประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยไอเดียข้างต้นดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากสุลต่านบรูไน รวมไปถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เป็นอย่างดี

ที่มา – New Strait Times, Malaymail, Free Malaysia Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/malaysia-singapore-cross-boder-green-lane-also-travel-bubble-with-au-nz-soon-28-june-2020/

Lazada เปลี่ยน CEO ใหม่อีกรอบ สื่อคาดเพราะคู่แข่งแข็งแกร่ง บนสภาพการแข่งขันดุเดือด

“ลาซาด้า” เปลี่ยนหัวเรือใหม่อีกครั้ง โดยได้ผู้บริหารของลาซาด้าในประเทศอินโดนีเซียอย่าง Chun Li ขึ้นมาดูแล ขณะที่ CEO คนเก่าจะขึ้นไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษของ แดเนียล จาง นายใหญ่ของ อาลีบาบา แทน

Lazada ลาซาด้า
ภาพจาก Shutterstock

Lazada ได้มีการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่อีกครั้ง โดยแต่งตั้ง Chun Li เป็น CEO ของกลุ่มแทน Pierre Poignant มีผลในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยสำนักข่าว Reuters รายงานว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาจากเรื่องประสิทธิภาพของตัวองค์กรเองที่อยู่ในสภาวะกดดันจากคู่แข่งอย่าง Shopee แพลตฟอร์มคู่แข่งที่บริษัทแม่นี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง Tencent

หลังจากนี้ Pierre จะกลายเป็นที่ปรึกษาพิเศษของ Daniel Zhang ซึ่งเป็น CEO ของ Alibaba โดยเขาเองเป็นผู้ก่อตั้ง Lazada มาตั้งแต่ปี 2012 ก่อนที่จะมาเป็น CEO อีกครั้งในปี 2018 ทดแทน Lucy Peng ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานของ Lazada

สำหรับ Chun Li นั้น มีประสบการณ์ทำงานที่ PayPal และ eBay โดยตัวเขาเองได้เข้าทำงานที่ Alibaba ในช่วงปี 2014 ได้เป็นผู้บริหารสูงสุดด้านเทคโนโลยีของแผนก B2B ก่อนที่จะมาดูแล Lazada ของประเทศอินโดนีเซีย

ยักษ์ใหญ่ E-commerce จากจีนอย่าง Alibaba ได้ซื้อหุ้นของ Lazada สัดส่วน 90% ในช่วงปี 2016 จาก Rocket Internet ด้วยมูลค่าถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมาบริษัทได้รายงานว่ามีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มนี้มากถึง 70 ล้านคน

ที่มา – Alizila, CNBC 

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lazada-change-ceo-again-chun-li-26-june-2020/

Tencent ชนะการประมูลซื้อกิจการ iflix คาดรุกธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งในอาเซียนเต็มรูปแบบ

Tencent ได้ประกาศซื้อกิจการของ iflix แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอจากประเทศมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าหลังจากนี้ Tencent อาจเปลี่ยนชื่อใช้แพลตฟอร์ม WeTV

ไอฟลิกซ์ iflix Video Streaming วิดีโอ สตรีมมิ่ง
ภาพจาก Shutterstock

สื่อต่างประเทศหลายๆ แห่งได้รายงานว่า Tencent ประกาศว่าได้เข้าซื้อกิจการของ iflix แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งของประเทศมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่มีการเปิดเผยมูลค่าเข้าซื้อกิจการแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีคาดการณ์ว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีนรายนี้เตรียมที่จะรุกแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งในอาเซียนอย่างเต็มตัว

เว็บไซต์ Business Times ของสิงคโปร์ ได้รายงานว่า คู่แข่งที่เข้าประมูลการซื้อกิจการของ iflix แข่งกับ Tencent คือกลุ่มบริษัทจากประเทศออสเตรเลีย Crown Media & Entertainment ซึ่งทีมผู้บริหารของบริษัทเคยร่วมงานกับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง News Corp มาแล้ว

ก่อนหน้านี้ iflix ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก ในปี 2018 บริษัทเหลือเงินสดในบัญชีเพียงแค่ 12.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัทเองเคยมีแผนที่จะ IPO เพื่อระดมทุน ก่อนที่จะพับแผนลงไปเนื่องจากสภาวะตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา จนท้ายที่สุดต้องเริ่มหาผู้สนใจซื้อกิจการต่อ

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวของเว็บไซต์ Variety ได้กล่าวว่า หลังจาก Tencent ซื้อ iflix ไปด้วยเม็ดเงินไม่สูงมากนักเพียงแค่หลักสิบล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และหลังจากนี้จะใช้ชื่อ iflix ไปอีกสักระยะหนึ่ง คาดว่าไม่ต่ำกว่า 6-12 เดือน ทางด้านพนักงานที่ทำงานอยู่ปัจจุบันจะไม่โดนปลดออกแต่อย่างใด รวมไปถึง CEO คนปัจจุบันอย่าง Marc Barnett

หลังจากนี้คาดว่า Tencent เองน่าจะเปลี่ยนชื่อ iflix และเน้นแพลตฟอร์ม WeTV อย่างเต็มตัว

ข้อมูลล่าสุดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา iflix มีผู้ใช้งานทั่วอาเซียนอยู่มากกว่า 25 ล้านราย โดยแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งจากมาเลเซียรายนี้เคยมีผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ลงทุนในบริษัทอย่างน้อย 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทด้านสื่อจากสหรัฐอเมริกาอย่าง Liberty Global และ Hearst Corporation

ที่มา – Mashable, Rappler

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tencent-winner-bidding-iflix-and-going-to-sea-vdo-streaming-wetv-after-25-june-2020/

นายกฯ สิงคโปร์ ชี้ “จีนไม่สามารถเป็นผู้นำด้านความมั่นคงเหมือนสหรัฐ จากกรณีทะเลจีนใต้”

มุมมองของนายกรัฐมตรีสิงคโปร์เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน โดยชี้ประเด็นสำคัญคือจีนไม่สามารถเป็นผู้นำด้านความมั่นคงเหมือนสหรัฐได้ จากกรณีทะเลจีนใต้ และหลายๆ ประเทศเองไม่ต้องการที่จะเลือกข้าง

Lee Hsien Loong ลี เซียนลุง นายกสิงคโปร์
ภาพจาก Shutterstock

นิตยสาร Foreign Affairs ได้ตีพิมพ์บทความของ ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ โดยในบทความดังกล่าวนั้นผู้นำสิงคโปร์ได้มีมุมมองเรื่องของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-จีน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ และได้ชี้ประเด็นสำคัญว่า แม้ว่าจีนจะเพิ่มกำลังทหารในทะเลจีนใต้มากขึ้น แต่จีนไม่สามารถเป็นผู้นำด้านความมั่นคงทดแทนสหรัฐได้ เนื่องจากประเทศต่างๆ รอบทะเลจีนใต้มีความอ่อนไหวกับเรื่องนี้อย่างมาก

ในบทความที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เขียนยังอธิบายถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผ่านมาว่าสหรัฐมีกองเรือที่ 7  ซึ่งเป็นกองเรือที่มีความสามารถและทรงพลังมากที่สุดในโลกนั้นได้สนับสนุนเรื่องความปลอดภัยในทะเลจีนใต้ ทำให้เกิดการเดินเรือได้อย่างเสรี มีความปลอดภัยทางด้านการค้า ส่งผลต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจของเอเชียเติบโตมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ยังได้ชี้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียในช่วงที่ผ่านมาเกิดได้จากสหรัฐ เพราะสหรัฐเองเป็นผู้นำในเรื่องการเปิดกว้าง การผสานสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการเป็นผู้นำโลกผ่านกฎระเบียบต่างๆ และยังได้สนับสนุนเรื่องความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนในทวีปเอเชียเองมีบริษัทจากสหรัฐมากมายที่ได้เข้ามาลงทุน

สำหรับเศรษฐกิจจีนช่วงที่หลายสิบปีผ่านมาการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอยู่ภายใต้ สันติภาพแบบอเมริกัน (Pax Americana) มาโดยตลอด นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เองยังได้ยกคำพูดของ เติ้ง เสี่ยวผิง ในเรื่องนโยบายจีนก่อนหน้านี้คือ “ปกปิดความแข็งแกร่ง และรอเวลา” ซึ่งจีนในช่วงพัฒนาประเทศนั้นไม่ได้มีความคิดที่จะขึ้นมาเทียบเคียงกับสหรัฐด้วยซ้ำ เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเดียว

เขายังชี้ว่าประเทศในอาเซียนเองในช่วงที่ผ่านมามีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ แถมยังรักษาความสัมพันธ์แนบแน่นกับสหรัฐและประเทศพัฒนาอื่นๆ ผ่านความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น การประชุม East Asia Summit ในปี 2005 เป็นต้น

แต่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังชี้ว่าเวลาผ่านไป การพัฒนาต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นของจีน ทำให้จีนเองก็ต้องการมีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น ลี เซียนลุง ได้ชี้ว่าจีนในยุคหลังแทบไม่ได้นำคำพูดของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่กล่าวในข้างต้นมาเป็นนโยบายเลยด้วยซ้ำ และที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าจีนได้ยึดครองพื้นที่ในทะเลจีนใต้และมีการเสริมกำลังทหาร ทำให้เกิดความอ่อนไหวและกังวลจากประเทศรอบๆ ทะเลจีนใต้ และทำให้เกิดความไม่ไว้ใจจีน

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์นี้คล้ายกับเหตุการณ์ที่จีนได้สนับสนุนกลุ่มคอมมิวนิสต์ในช่วงยุคก่อนปี 1980 ที่สร้างความกังวลให้กับประเทศต่างๆ รวมไปถึงความไม่ไว้ใจคนเชื้อสายจีนในประเทศต่างๆ ว่าจีนเองมีอิทธิพลกับกลุ่มคนเหล่านี้หรือไม่

ทางด้านของสหรัฐนั้น นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มองว่าความไม่แน่นอนของสหรัฐหลังจากส่วนแบ่งในเศรษฐกิจโลกที่ลดลง ประเด็นในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงรวมไปถึงสันติภาพจะยังมีต่อหรือไม่หลังจากนี้ และจากนโยบาย “America first” ยิ่งทำให้เกิดความคลุมเครือมากขึ้น

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังได้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาชี้ว่าประเทศต่างๆ ไม่ต้องการที่จะเลือกว่าจะเข้าข้างจีน หรือเข้าข้างสหรัฐ และสิ่งที่เกิดขึ้นจะสร้างอันตรายโดยเฉพาะกับประเทศเล็กๆ อย่าสิงคโปร์ทันที

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-pm-opinion-about-us-china-tension-and-south-china-sea-8-june-20/

นายกมาเลเซียตั้ง CEO ของ Petronas ขึ้นคุม Malaysia Airlines แก้วิกฤติสายการบินขาดทุน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แต่งตั้ง CEO ของ Petronas ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานของ Malaysia Airlines โดยหวังว่าประสบการณ์กว่า 37 ปีของเขาจะช่วยพาสายการบินฝ่าวิกฤติไปได้

Malaysia Airlines มาเลเซีย แอร์ไลน์
ภาพจาก Shutterstock

Muhyiddin Yassin นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย แต่งตั้ง Wan Zulkiflee Wan Ariffin ประธานและ CEO ของ Petronas บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของมาเลเซีย เป็นประธานของ Malaysia Airlines ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้หวังว่าประสบการณ์การทำงานของอดีต CEO ของ Petronas จะสามารถที่จะช่วยให้สายการบินผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้

สำหรับ Wan Zulkiflee Wan Ariffin นั้นมีตำแหน่งสูงสุดขององค์กรคือ CEO ของ Petronas เป็นเวลา 5 ปี แต่ถ้าหากนับเวลาการทำงานของเขาที่ Petronas นั้นเขาเองมีอายุงานมากถึง 37 ปีเลยทีเดียว โดยตำแหน่งเริ่มต้นของเขาในองค์กรคือวิศวกร

การบริหารงานของเขาเองได้พาองค์กรผ่านช่วงยากลำบาก เช่น ราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ Petronas ต้องปรับกลยุทธ์องค์กรครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การปรับลดพนักงาน ลดค่าใช้จ่าย รวมไปถึงลดเม็ดเงินลงทุนของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นงบสำรวจและขุดเจาะ ฯลฯ

ขณะเดียวกันการรับตำแหน่งใหม่ที่ Malaysia Airlines ถือเป็นงานท้าทายตัวเขาเองไม่น้อย เนื่องจากสายการบินแห่งชาติของมาเลเซียรายนี้ต้องพบกับความยากลำบากจากธุรกิจที่ขาดทุนจนทำให้รัฐบาลต้องนำสายการบินออกจากตลาดหลักทรัพย์กลับมาเพื่อฟื้นฟูกิจการ และล่าสุดสายการบินยังพบกับผลกระทบจาก COVID-19 เหมือนกับสายการบินอื่นๆ

Wan Zulkiflee Wan Ariffin จะเข้าทำงานที่ Malaysia Airlines มีผลวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ที่มา – Malay Mail, Business Standard

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/malaysia-pm-appointed-petronas-ceo-to-malaysia-airlines-chairman-7-june-2020/

Facebook และ PayPal ลงทุนใน GoJek มองโอกาสเติบโตในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย

Facebook และ PayPal สองบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐ ได้ลงทุนใน Gojek แพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศอินโดนีเซีย ชี้ว่ายังมีโอกาสเติบโตจากผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงการเข้าถึงบริการทางการเงิน

Gojek Indonesia
ภาพจาก Shutterstock

Facebook และ PayPal ได้ประกาศลงทุนใน Gojek บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีแพลตฟอร์มบริการไม่ว่าจะเป็นบริการเรียกรถ การส่งอาหาร ฯลฯ และยังเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตไว ที่กำลังขยายธุรกิจไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย

สำหรับผู้ให้บริการ Social Network รายใหญ่ของโลกได้ให้เหตุผลในการลงทุนกับ Gojek ว่า การลงทุนครั้งนี้จะช่วยให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยในอินโดนีเซีย ผ่านแพลตฟอร์ม Whatsapp และยังช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเหล่านี้สามารถเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ 2 บริษัทเทคโนโลยีได้มองตรงกันว่า การเข้าถึงด้านการเงินของประชากรอินโดนีเซียยังถือว่าน้อยมาก และในตัวแพลตฟอร์มของ Gojek เองก็ยังมีบริการด้านการเงิน เช่น บริการจ่ายเงิน บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Wallet ในชื่อ GoPay ให้ลูกค้าของ Gojek สามารถซื้อสินค้าจากผู้ให้บริการอื่นๆ ได้ทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ Facebook เองพึ่งจะลงทุนใน Jio ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของอินเดีย และยังเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น ค้าปลีก บริการทางด้านความบันเทิง ฯลฯ

Andre Soelistyo ซึ่งเป็น CEO ของ Gojek ได้กล่าวว่า การลงทุนของ 2 บริษัทช่วยทำให้เพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของบริษัท นั่นคือการทำให้ธุรกิจเข้าถึงโลกดิจิทัลได้มากขึ้น และยังทำให้ลูกค้าของ Gojek หลายล้านคนเข้าถึงบริการและประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ดีการลงทุนของ 2 บริษัทครั้งนี้ไม่ได้บอกมูลค่าของการลงทุนแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ Gojek มีผู้ลงทุนรายใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Tencent รวมไปถึงสถาบันการเงินจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi UFJ เป็นต้น

ที่มา – Facebook, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-and-paypal-investment-on-gojek-indonesia-and-view-about-small-business-and-financial-services/

เจ้าของ Jewel Changi ปรับกลยุทธ์ใหม่ เปิดตัว E-commerce และบริการส่งอาหารในสิงคโปร์

Capitaland เจ้าของห้างดังหลายๆ แห่งในสิงคโปร์ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ โดยเปิดบริการ E-commerce รวมไปถึงบริการส่งอาหาร

Jewel Changi Singapore
ภาพจาก Shutterstock

CapitaLand เจ้าของห้างดังในสิงคโปร์ ได้ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอีกรอบ โดยเปิดตัว E-commerce และบริการส่งอาหารตามบ้าน หลังจากที่สิงคโปร์อยู่ในช่วงการปิดเมือง หรือที่รัฐบาลสิงคโปร์เรียกว่า Circuit Breaker สำหรับบริการดังกล่าวนี้ CapitaLand เชื่อว่าจะสามารถเติมเต็มบริการให้กับลูกค้า รวมไปถึงเพิ่มเติมช่องทางขายให้ผู้เช่าที่เป็นทั้งเจ้าของร้านอาหารและผู้ค้ารายต่างๆ

Chris Chong กรรมการผู้จัดการธุรกิจค้าปลีกของ CapitaLand ได้กล่าวว่า ในช่วง Circuit Breaker กลยุทธ์การให้บริการช่องทางการขายที่หลากหลายได้แสดงให้เห็นว่ามีความสำคัญกับธุรกิจค้าปลีกในสิงคโปร์อย่างมาก ในฐานะที่ CapitaLand เป็นผู้ให้บริการห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ เราจึงต้องการที่จะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการจากร้านค้าและร้านอาหารที่เป็นผู้เช่าของห้างได้มากกว่าเดิม

โดยบริการนั้นจะมีชื่อว่า eCapitaMall ซึ่งเป็น E-commerce และ Capita3Eats เป็นบริการส่งอาหาร โดยลูกค้าจะสามารถสั่งสินค้าในร้านต่างในห้างของ CapitaLand และสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะรับสินค้าภายในห้างหรือจัดส่งที่บ้าน ขณะที่บริการส่งอาหารก็สามารถสั่งให้ไปส่งที่บ้านได้หรือมารับที่ในห้างหรือบริการสั่งล่วงหน้าก็ได้

บริการดังกล่าวจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ขณะที่บริการสั่งสินค้าหรืออาหารแล้วรับภายในห้างนั้น CapitaLand คาดว่าจะให้บริการในช่วงไตรมาส 3 นี้ หลังจากรัฐบาลสิงคโปร์ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ หลัง
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด COVID-19

สำหรับ CapitaLand เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของสิงคโปร์ มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศสิงคโปร์ หรือ Temasek ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของห้างในสิงคโปร์กว่า 18 แห่ง โดยห้างที่มีชื่อเสียงของบริษัท เช่น ION Orchard และ Plaza Singapura บนถนนออร์ชาร์ด หรือแม้แต่ Jewel Changi ห้างใหม่ที่ตั้งอยู่บนสนามบินชางงี

ที่มา – Capitaland

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sg-capitaland-new-strategy-open-e-commerce-also-food-delivery-after-covid-19/

CPALL ได้สิทธิ์เปิดแฟรนไชส์ 7-Eleven ในประเทศกัมพูชา 30 ปี

บมจ. ซีพี ออลล์ ได้สิทธิ์ในการเปิดร้าน 7-Eleven ที่ประเทศกัมพูชาแล้ว มีระยะสัญญาอยู่ที่ 30 ปี ต่อสัญญาได้อีก 2 รอบ รอบละ 20 ปี

7-Eleven Thailand เซเว่น อีเลฟเว่น
ภาพจาก Shutterstock

บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทย่อยทางอ้อมที่บริษัทได้ถือหุ้น สัดส่วน 100% เข้าทำสัญญาแฟรนไชส์กับหลักสำหรับการดำเนินกิจการ 7-Eleven ในประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว โดยได้ระยะเวลา 30 ปี และสามารถต่อสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 20 ปี

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 บริษัทได้แจ้งความเคลื่อนไหวในการเจรจาทำความตกลงเพื่อการเข้าทำสัญญาแฟรนไชส์หลักสำหรับลงทุนจัดตั้งและดำเนินการร้าน 7-Eleven ในประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว และ กัมพูชา  โดยบอร์ดบริหารของบริษัทได้อนุมัติให้เจรจาและตกลงดำเนินการในเรื่องนี้

ปัจจุบันประเทศกัมพูชามีประชากรราวๆ 15 ล้านคน ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2018 นั้นอยู่ที่ 7.5% ขณะที่ปี 2019 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.1% ทำให้หลายๆ บริษัทในประเทศไทยสนใจที่จะไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้น

มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด มีมุมมองว่า ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในกัมพูชายังขยายตัวได้อีกมาก และเป็นกลยุทธ์ที่หนุนการเติบโตในระยะยาว แม้ว่าอาจขาดทุนในช่วงปีแรกๆ ที่ขยายธุรกิจ ปัจจุบันร้านสะดวกซื้อในประเทศกัมพูชามี Circle K ที่เริ่มขยายธุรกิจในปี 2018 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cpall-receive-license-to-open-7-eleven-on-cambodia-30-years-may-7-2020/