คลังเก็บป้ายกำกับ: ARUBA_NETWORKS

อรูบ้า จัดงานสัมมนาออนไลน์ Aruba Atmosphere 2021

อรูบ้า ได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ Aruba Atmosphere 2021 งานสัมมนาใหญ่ระดับโลกจาก Aruba ที่ลูกค้าในประเทศไทยจะได้พบกับผู้บริหารระดับสูงจาก Aruba ที่จะมาเผยวิสัยทัศน์ด้าน Data, AI และ Automation ในระบบเครือข่ายเพื่อรับการมาของ Edge ที่มี Solution ความปลอดภัยสูงสุด งานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านเครือข่ายระดับโลก งาน Aruba Atmosphere Digital ATMD’21 ภายใต้ธีมงาน “ Your Journey, Your Edge ” ที่จะส่งมอบเนื้อหาและประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ผ่านงาน Atmosphere Digital ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าไม่เพียงแค่เข้าใจถึงโอกาสในการรับรู้เทคโนโลยี่ใหม่ แต่ยังมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าองค์กรของลูกค้าในไทยสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

โดยมี Keynote คนสำคัญ คือ คุณ Keerti Melkote, Founder และ CEO ของ Aruba ซึ่งจะบรรยายภายใต้หัวข้อ “Your Journey, Your Edge : How Edge-to-Cloud Powers Transformation” นั่นคือบรรยายถึงการเดินทางในยุค Digital Transformation ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud นั้นสามารถช่วยได้และ Keynote คนถัดมาคือ คุณ Partha Narasimhan , Chief Technology Officer หรือ CTO จาก Aruba บรรยายภายใต้หัวข้อ “Define Your Edge Journey : Reach Your Destination with Aruba ESP” ซึ่งจะช่วยนิยามการเดินทางของ Edge ในแบบของเราเอง และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย Aruba ESP นอกจากนี้ภายใน Virtual Event นอกจากมีบรรยายจาก Keynote ต่างๆแล้ว ก็ยังมี Zone ต่างๆที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ ที่ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกชมได้ เหมือนอยู่ในงานสัมนาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น Innovation Zone โดย Aruba จะมีการ update innovation ให้ได้ศึกษากันมากกว่า 15 เรื่อง

คุณ Keerti Melkote, Founder และ CEO ของ Aruba

Aruba ประกาศการขยายความสามารถในการผสานด้านระบบความมั่นคงปลอดภัย และ ผลิตภัณฑ์ต่างๆให้ครอบคลุม Edge ไปจนถึง Cloud ภายใต้ Aruba ESP (Edge Services Platform) ได้แก่ การผสานแพลตฟอร์ม ClearPass Policy Manager สำหรับควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายเข้ากับแพลตฟอร์ม Aruba EdgeConnect SD-WAN หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า Silver Peak, การผสาน Aruba Threat Defense เข้ากับแพลตฟอร์ม EdgeConnect และการขยายระบบนิเวศของ Aruba ESP ให้สามารถรองรับพันธมิตรด้านระบบความมั่นคงปลอดภัยที่หลากหลายยิ่งขึ้นได้ เพื่อให้ลูกค้าระดับองค์กรขนาดใหญ่มีอิสระในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ดีที่สุดจากพันธมิตรเหล่านี้ ซึ่งรวมถึง Secure Access Service Edge (SASE) บนระบบ Cloud ได้อย่างอิสระตามต้องการ ด้วยความสามารถใหม่ของ Aruba ESP ที่ประกาศเปิดตัวในวันนี้จะทำให้องค์กรธุรกิจทำ Digital Transformation จาก Edge ไปจนถึง Cloud ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

คุณ David Hughes ผู้ก่อตั้งแห่ง Silver Peak และรองประธานอาวุโสแห่งธุรกิจ WAN ของ Aruba

องค์กรธุรกิจต่างต้องเผชิญกับความท้าทายนานับประการท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการเกิด New Normal ในเรื่อง “การทำงานได้จากทุกที่” ทำให้การเลือกใช้บริการบน Cloud ยิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เร่งให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงศูนย์ข้อมูลแบบเดิมและเครือข่ายที่มี MPLS และ VPN เป็นหัวใจสำคัญไปสู่สถาปัตยกรรม SASE แบบ Cloud-Native อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้องค์กรธุรกิจมีบริการระบบเครือข่ายที่มั่นคงปลอดภัยและเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ยังคงสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรได้อย่างทั่วถึง

ในขณะเดียวกัน การทำ Digital Transformation เองนั้นก็ได้ทำให้เกิดการใช้งานอุปกรณ์ IoT ภายในระบบเครือข่ายมากขึ้นอย่างมหาศาล เกิดเป็นความท้าทายใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ด้วยการใช้การรักษาความมั่นคงปลอดภัยจากบน Cloud เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เนื่องจากอุปกรณ์ IoT โดยมากนั้นไม่สามารถทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ใด ๆ เพิ่มเติมได้ ทำให้ฝ่าย IT ไม่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความมั่นคงปลอดภัยหรือปรับแต่งให้อุปกรณ์ทำการส่ง แทรฟฟิคไปยังบริการด้าน Cloud Security ได้ ดังนั้นแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบ Zero Trust จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้ที่ระบบเครือข่ายในระดับสาขา (WAN Edge) ด้วย

เพื่อให้องค์กรนั้นสามารถใช้งาน Cloud และทำ Digital Transformation ได้อย่างเต็มศักยภาพ องค์กรธุรกิจจึงต้องการ ระบบเครือข่ายในระดับสาขาที่ผสมผสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทั้งแบบ On-Premise และ Cloud เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเป็นระบบ SASE ที่ปกป้องผู้ใช้งานซึ่งทำการเชื่อมต่อไปยังบริการ SaaS และแพลตฟอร์ม Public Cloud ได้ ในขณะที่ยังคงปกป้องอุปกรณ์ IoT ได้ด้วย Zero Trust ที่ใช้การตรวจสอบยืนยันตัวตนเป็นหลัก โดยความสามารถในการเชื่อมผสานระบบใหม่ของ Aruba ESP ที่เปิดตัวมาในวันนี้ ลูกค้าองค์กรจะสามารถกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยในเชิงลึกตามการระบุยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่ Edge จนถึง Cloud เพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายมีความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงปกป้องผู้ใช้งานและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-atmosphere-2021-online-event/

Aruba ผนึก Microsoft Azure เร่งความเร็วการทำ Digital Transformation

Aruba และ Microsoft ได้ร่วมกันประกาศสองโซลูชั่นใหม่ที่จะทำให้องค์กรธุรกิจสามารถเร่งการทำ Digital Transformation จาก Edge ถึง Cloud ได้ด้วยการเสริมความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่าง Aruba ESP (Edge Services Platform) และ Microsoft Azure ให้ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น

โดยโซลูชั่นแรกที่ถูกประกาศเปิดตัวในงาน Microsoft Ignite 2021 คือ Aruba IoT Transport for Azure ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยให้อุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อมายัง Aruba Access Point (AP) และ Controller สามารถทำการสื่อสารรับส่งข้อมูลแบบสองทิศทางร่วมกับ Azure IoT Hub ได้ นอกจากนี้ Aruba ยังได้ประกาศเปิดตัว Aruba Central Cloud Management Platform ซึ่งทำงานอยู่บน Azure ทำให้โซลูชั่นระบบเครือข่ายที่บริหารจัดการผ่าน Cloud สำหรับองค์กรธุรกิจของ Aruba ที่ทำการบริหารจัดการอุปกรณ์มากกว่า 1 ล้านชิ้นอยู่แล้วนั้นสามารถใช้งานได้จาก Azure

อุปกรณ์ IoT ถือว่าเป็นหูและตาให้กับทุก ๆ ระบบโครงสร้างอัฉริยะ (Smart Facility) โดยเมื่ออุปกรณ์เหล่านี้ทำงานเชื่อมต่อกับระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Cloud-Native ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง ข้อมูลที่รวบรวมได้เหล่านี้จะยิ่งทวีมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นมีความสามารถที่จะตอบสนองต่อธุรกิจและระบบแอปพลิเคชั่นใด ๆ ที่ใช้ในโครงการ Smart Facility นั้น ๆ ยิ่งถ้าโครงการนั้นๆ มีการใช้งานอุปกรณ์ IoT มากขึ้นเท่าไหร่ การรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโครงการนั้น ๆ ผ่านอุปกรณ์ IoT จะยิ่งทวีคูณ และช่วยให้องค์กรธุรกิจได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์มากต่อองค์กรยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยรวมสามารถสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี การติดตั้งใช้งานระบบตรวจสอบและควบคุมการทำงานของ IoT ทั่วทั้งสถานที่ให้มีความคุ้มค่าและมั่นคงปลอดภัยนั้นเป็นความท้าทายสำคัญยิ่งอีกประการ เนื่องจากข้อมูลและแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นมีความหลากหลาย, มีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT รุ่นเก่าที่อาจไม่ได้ใช้งานโปรโตคอลมาตรฐาน, การปกป้องเส้นทางการรับส่งข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบที่อาจจะสูง เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้เป็นเพียงอุปสรรคบางส่วนที่องค์กรธุรกิจอาจพบได้ในขณะที่ทำโครงการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ทำงานใด ๆ ให้มีความทันสมัย

Aruba และ Microsoft ได้ร่วมมือทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาบริการ Aruba IoT Transport for Azure ซึ่งถือเป็นระบบแอปพลิเคชั่นแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้โดยเฉพาะ โดย Aruba IoT Transport for Azure เพิ่มประสิทธิภาพ Aruba ESP ให้มากยิ่งขึ้นโดยทำให้การรับส่งข้อมูลแบบสองทิศทางจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อผ่าน Aruba AP และ Controller เป็นไปได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากบริการและแอปพลิเคชั่นจำนวนมากที่อยู่บน Azure ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ Aruba IoT Transport for Azure ยังช่วยให้องค์กรไม่ต้องลงทุนกับ IoT Gateway, Server หรือแอปพลิเคชั่นอื่นเพิ่มเติม ทำให้สามารถลดความล่าช้าที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการรับส่งข้อมูลลงได้ โดยโซลูชั่นดังกล่าวนี้ยังสามารถช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ระบบและบริการทางด้าน IoT ได้ทันทีบนระบบของ Aruba ที่มีอยู่เดิม ช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการพัฒนาระบบขึ้นมาเองหรือการใช้โซลูชั่นใหม่ ๆ คุณสมบัติทั้งหมดเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาพื้นที่ของตนให้มีความทันสมัย, การรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ และการวิเคราะห์ข้อมูลองค์ความรู้เชิงลึกจากกระบวนการทางธุรกิจของตนเองได้อย่างเต็มที่

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-microsoft-azure/

เชิญร่วมสัมมนาฟรี : งาน Aruba Atmosphere Digital ATMD’21

กลับมาอีกครั้ง…..กับงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านเครือข่ายระดับโลก “Aruba Atmosphere Digital ATMD’21 ภายใต้ธีมงาน “ Your Journey, Your Edge ” ในวันที่ 28 เมษายน 2564 เวลา 09.30 – 12.00 น.

คุณจะได้สัมผัสกับเนื้อหาและประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ผ่านงาน Atmosphere Digital ช่วยให้คุณไม่เพียงแค่เข้าใจถึงโอกาส แต่ยังมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าคุณและองค์กรของคุณสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? รวมถึงของรางวัลมากมายสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเท่านั้น!!

“Your Journey, Your Edge” คือการเดินทางขององค์กรต่างๆ ท่ามกลางการปรับตัวมากมายในยุค Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง WAN หรือเรื่องของ Security ซึ่งไม่ว่าคุณจะตรงไหนของการเดินทางก็ตาม Aruba ก็จะคอยอยู่ที่นั่นเพื่อพาคุณไปยังจุดหมายปลายทาง

โดยมี Keynote คนสำคัญ คือ คุณ Keerti, Founder และ CEO ของ Aruba ซึ่งจะบรรยายภายใต้หัวข้อ “Your Journey, Your Edge : How Edge-to-Cloud Powers Transformation” นั่นคือพูดถึงการเดินทางในยุค Digital Transformation ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud นั้นสามารถช่วยคุณได้ และ Keynote คนถัดมาคือ คุณ Partha, Chief Technology Officer หรือ CTO จาก Aruba บรรยายภายใต้หัวข้อ “Define Your Edge Journey : Reach Your Destination with Aruba ESP” ซึ่งจะช่วยเรานิยามการเดินทางของ Edge ในแบบของเราเอง และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย Aruba ESP

นอกจากนี้ภายใน Virtual Event นอกจากมีบรรยายจาก Keynote ต่างๆแล้ว ก็ยังมี Zone ต่างๆที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกชมได้ เหมือนคุณอยุ่ในงานสัมนาจริงๆ

– ไม่ว่าจะเป็น Innovation Zone บอกเลยว่าโซนนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะ Aruba จะมีการ update innovation ให้ได้ศึกษากันมากกว่า 15 เรื่อง
– Airheads Community ที่รวบรวมข้อมูลจากเคสต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง
– หรือ AIRHEADS LOUNGE ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ทาง Aruba ขออุบไว้ก่อน ถ้าอยากรู้ต้องลงทะเบียนแล้วเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วยตัวคุณเอง

ผู้ที่สนใจ สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่ https://qrgo.page.link/byXRj พิเศษด้วยรางวัลมากมายจาก Aruba เพียงแค่

1 : ลงทะเบียน ภายในวันที่ 27 เมษายน และเข้าร่วมงาน ATMD’21 อย่างน้อย 1 session คุณจะได้รับ Grab Voucher มูลค่า 200 บาท ทันที!!

2 : หลังจบงาน ATMD’21 ทีมงานจะส่งอีเมล์ไปเพื่อร่วมกิจกรรม quiz ตามเนื้อหาบรรยาย ซึ่งผู้โชคดีที่ตอบคำถามถูกต้อง จะได้รับของรางวัล ท่านละ 1 รางวัล ซึ่งรางวัลนั้นประกอบด้วย Airpods Pro จำนวน 3 รางวัล, Garmin Vivo Watch จำนวน 3 รางวัล และรางวัลใหญ่ iPad Air จำนวน 1 รางวัล

แล้วพบกันที่งานนะคะ

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-atmosphere-digital-atmd/

Webinar : Cloud-Networking กับวิวัฒนาการอุดมศึกษาแบบ hybrid

Aruba และ LannaCom ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Cloud-Networking กับวิวัฒนาการอุดมศึกษาแบบ hybrid”

ในยุคที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แม้แต่สายการศึกษา ระบบเครือข่ายถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการรองรับและสนับสนุนให้ระบบการเรียนการสอน รวมไปถึงระบบบริหารจัดการในสถานศึกษาให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (เฉพาะหน่วยงานสถานศึกษาเท่านั้น) เชิญร่วม webinar กับเราในวันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2564 เวลา 14.00 – 15.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย
หัวข้อ: Cloud-Networking กับวิวัฒนาการอุดมศึกษาแบบ hybrid
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ผู้บรรยาย: คุณอนุสิทธิ์ รัชดาเลิศณรงค์ HPE Aruba และทีมงานจาก LannaCom
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน
ภาษา: ไทย

มาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Cloud เพื่อการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Aruba Central ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการของสถานศึกษาไปด้วยกัน

โดยการเข้าร่วมรับฟัง Webinar ซึ่งนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE Aruba และ LannaCom ที่พร้อมจะตอบทุกคำถามและข้อสงสัย และขอเปิดรับสมัครสำหรับผู้ที่สนใจในการทำงานของหน่วยงานสถานศึกษาเท่านั้น

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ https://event.lanna.co.th/register/aruba
โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-cloud-networking/

อรูบ้า ชี้แนวโน้มของเทคโนโลยีด้านเครือข่าย รวมถึงโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะมาตอบโจทย์ธุรกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ทาง Enterprise ITPro ได้เข้าร่วมสัมภาษณ์พิเศษ คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของทางอรูบ้า (บริษัทในเครือของ HPE) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจที่ได้มาแบ่งปันได้ได้ทราบกัน

คุณประคุณ ได้เปิดเผยว่า อรูบ้ามองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

1. การเกิดขึ้นของการทำงานแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า Hybrid Workforce
การทำงานของคนเราจะเปลี่ยนไปมากขึ้น จากการแพร่ระบาดของไวรัสทำให้คนทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ไวรัสเริ่มซาลง ผู้คนจะเริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเช่นเดิม หรือ Return to Office (RTO) ระบบเน็ตเวิร์กที่ดีจะต้องสามารถที่จะทำ location tracing กับ contact tracing ให้กับผู้ใช้ เพื่อยังคงสร้างความอุ่นใจในการดำเนินนโยบายป้องกันการระบาด อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไปในตัว ซึ่งอรูบ้ามีเทคโนโลยีในการจัดการประเด็นนี้อยู่แล้ว

2. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
คุณประคุณบอกว่าต่อไปนี้องค์กรจะต้องใช้แนวคิดแบบ Zero Trust Security คือ ต้องมีการตรวจสอบทุกจุด จะไม่ไว้วางใจอะไรง่าย เพื่อป้องกันปัญหาทางด้านไซเบอร์ที่จะตามมา เทคโนโลยีเน็ตเวิร์กของอรูบ้าจะมาพร้อมกับระบบซีเคียวริตี้ที่ต้องฝังไว้ในทุกส่วน นั่นทำให้องค์กรอุ่นใจได้ว่า พวกเขาจะมีระบบที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

3. ความพึงพอใจลูกค้าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญมากกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายเป็นส่วนสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือ User Experience ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างยิ่งในยุคใหม่นี้ ดังนั้นผู้ดูแลระบบไอทีก็ควรจะใส่ใจประเด็นนี้ และหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้ใช้งานด้วย

4. การนำ AI มาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น
ระบบอัตโนมัติจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม อรูบ้ามองว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะจัดการสิ่งต่างๆ บนเครือข่าย การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเข้ามาทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ระบบที่ซับซ้อนจะถูกจัดการได้ดีกว่าเดิม ทำให้รองรับกับงานด้านเครือข่ายอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุคทองของ Intelligent Edge
คุณประคุณได้กล่าวต่อไปถึงเรื่องโลกที่กำลังเดินทางสู่ยุคของ Intelligent Edge อีกด้วย โดยเขาชี้ว่า Intelligent Edge เข้ามาในช่วง 1- 2 ปีนี้ โดยเริ่มเห็น smart device มากขึ้น application ก็เปลี่ยนไป เช่น ถ้าจะซื้อทีวีก็จะเลือกที่ดู Youtube ได้ด้วย ดังนั้นก็จะต้องซื้อทีวีที่เป็น smart TV หรือพัดลมก็ต้องต่อ networkได้ เป็นต้น

เมื่อเราถามถึงโซลูชั่นของอรูบ้าว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจ
อรูบ้ามีโซลูชั่นที่น่าสนใจหลายอย่าง และที่เป็นไฮไลท์ที่จะมาตอบโจทย์การทำงานให้กับองค์กรธุรกิจ ก็คือ ตัว Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่มีองค์ประกอบด้วยกันหลักๆ อยู่สามประการ คือ

– Unified Infrastructure การบริหารจัดการทุกอย่างจะมาอยู่ที่ศูนย์กลางเดียวกันผ่านโซลูชั่น Aruba Central การทำงานเป็นเรื่องที่ง่ายมากว่าเดิม และสามารถรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
– Zero Trust Security โดยอรูบ้าจะเพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยในส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์ของตน เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเครือข่ายให้กับลูกค้า
– AIOps เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาช่วยบริหารจัดการให้ระบบทำงานได้อย่างอัตโนมัติ ลดภาระอันซับซ้อนของเครือข่ายไม่ว่าจะเป็น Wireless, Wire, LAN, WAN และอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

“Aruba ESP จะช่วยให้องค์กรสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม และตอบโจทย์กับเทคโนโลยีเครือข่ายยุคใหม่ที่จะช่วยให้ องค์กรสามารถพร้อมรับมือกับแนวโน้มทั้งสี่ประการข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” คุณประคุณ กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-network-esp/

อรูบ้า (Aruba) เผย 4 แนวโน้มหลักของระบบเครือข่ายในปี 2564 ที่ CIO ควรรู้

ปี 2564 นี้เริ่มต้นขึ้นด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างจากช่วงต้นปี 2563 ส่งผลให้บทบาทของระบบเครือข่ายและระบบ IT ได้กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางภัยโรคระบาดนี้ แต่สำหรับบางองค์กรอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดีสำหรับสถานการณ์นับจากนี้ไป CIO ต้องมองไปสู่อนาคตเพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์สำหรับโลกยุคหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

อรูบ้า (Aruba) มองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

  • การเกิดขึ้นของการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Workforce) และพัฒนาการต่อไปในระหว่างและหลังการแพร่ระบาด
  • บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
  • ความเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดการทำงานของระบบเครือข่าย จากระยะเวลาที่เครือข่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปสู่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ด้วยการวิเคราะห์ระบบเครือข่ายแบบองค์รวมในฐานะของส่วนหนึ่งภายใต้เทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งหมด
  • การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจาก LAN, WAN และ Cloud

การทำงานแบบไฮบริดที่จะคงอยู่ต่อไป

แม้จะมีความคืบหน้าในด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 แต่พนักงานในองค์กรหลายตำแหน่งอาจยังกลับเข้าทำงานได้ไม่เต็มที่จนกว่าจะถึงปลายปี 2564 และในบางธุรกิจอาจจะยังเข้ามาทำงานในสำนักงานไม่ได้เลย

หลังจากพูดคุยกับ CIO จากทั่วโลกสิ่งที่ชัดเจนก็คือ รูปแบบการทำงานจากระยะไกลจะยังคงอยู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเรื่องการเข้าใช้พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการเชื่อมต่อและระบบเครือข่าย

หลาย ๆ องค์กรคิดว่าการสร้างระบบทำงานจากระยะไกล (Remote Setups) จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวในช่วงที่อัตราการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขึ้นสูงเท่านั้น แต่การทำงานในลักษณะนี้กลับพัฒนามากขึ้น ไปสู่การทำงานแบบไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและอัจฉริยะมากขึ้น โดยพนักงานสามารถจะทำงานจากที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหน ๆ ก็ได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้

สำหรับ IT แล้ววิกฤตครั้งนี้นับว่ามีความท้าทายอย่างมาก แต่ก็กระตุ้นให้ CIO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ IT จะมีต่อธุรกิจ รวมถึงความรวดเร็วในการติดตั้งและใช้งานระบบใหม่ ๆ ซึ่งต้องดำเนินการได้แม้ในสถานการณ์ที่กดดัน

ตอนนี้ CEO รวมถึงผู้บริหารระดับสูง กำลังคิดถึงบทเรียนที่ได้รับจากการระบาดครั้งใหญ่นี้เพื่อให้ระบบเครือข่าย, ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และโครงการทางด้าน IT มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น

ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการที่ฝ่าย IT ได้เข้าไปมีบทบาทในการผลักดันการทำ Digital Transformationมากขึ้น รวมถึงยังมีส่วนในการเร่งแผนงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางความมั่นใจของพนักงานในองค์กรที่ต้องปรับตัวไปสู่ ความปรกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ได้นั่นเอง

มุมมองต่อความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด – จาก Endpoint ไปยัง the Edge ไปจนถึง the Cloud

ด้วยการเติบโตเต็มที่ของระบบคลาวด์และการขยายตัวของ Edge Networking ซึ่งมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาที่จุด Endpoint เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว – ทั้งหมดนี้ถูกเร่งขึ้นจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ IoT – วิธีการที่กำหนดและสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้ในขณะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบเครือข่าย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนเสริมของระบบ IT ในองค์กรอีกต่อไป

จากการเติบโตของสภาพแวดล้อมในการทำงานจากระยะไกลและการทำงานแบบไฮบริด เหล่า CSO และ CIO นั้น ต่างก็เรียกร้องหาแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อพิจารณาถึงหลักการออกแบบระบบครือข่ายในอดีตที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้นจะเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และออกแบบโครงสร้างระบบเครือข่ายที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งหมายถึงการที่ระบบโครงสร้างเครือข่ายและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจะเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

อย่างไรก็ดีแนวทางดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะโซลูชันด้านระบบเครือข่ายได้วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการแบ่งแยกส่วนของระบบเครือข่ายได้ในหลายระดับ ในขณะที่นโยบายนั้นก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเพิ่มความสามารถในการตั้งค่าการควบคุมการทำงานเฉพาะในเวลาและตำแหน่งที่จำเป็นเท่านั้น

โซลูชันสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Zero Trust จะยังคงเป็นแกนหลักของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบงานไอทีแบบเดิมที่ย้ายออกจาก Edge ไปสู่สภาพแวดล้อมระบบคลาวด์หรือ SaaS แทน รวมถึงมีการใช้งาน OT/IoT workloads เกิดขึ้นที่ Edge อย่างมากมาย

นอกจากนี้ด้วยการนำ 5G มาใช้ สถาปัตยกรรมเครือข่ายจะต้องต่อสู้กับปริมาณงานจากการประมวลผลแบบหลายช่องทางการเข้าถึงจาก Edge (Multi-Access Edge Compute: MEC) ทั้งแบบส่วนตัวและสาธารณะ ยิ่งต้องการวิธีคิดและการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำไปกว่าแนวคิดการรักษาความปลอดภัยแบบผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การออกแบบระบบเครือข่ายโดยยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง หรือ Zero Trust ที่ลงตัวที่สุดสำหรับวันนี้

ความพึงพอใจของผู้ใช้คือเป้าหมายสูงสุด

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านไอทีที่สำคัญ (Key IT Metrics) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน การทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการทำงานตามปกติประจำวัน (Metric Du Jour) คือการสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ ซึ่งในมุมมองของ CIO นั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน คือผลต่อผลกำไรของธุรกิจ

ขณะที่ทีมงานดูแลระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย พวกเขาต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้ใช้ปลายทาง และคาดหวังกับบริการและแอปพลิเคชันที่เลือกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นทีมงานดูแลระบบเครือข่าย ต้องปรับวิธีคิดและวิธีการทำงาน โดยแทนที่จะถามเพียงว่า อุปกรณ์ประเภทใดที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย พวกเขายังต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการเชื่อมต่อในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้ได้อีกด้วย

ที่สำคัญ ต้องมีเป้าหมายในการควบคุมดูแลระบบเครือข่ายไปพร้อมกับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ ด้วยการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม CIO จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับสภาพแวดล้อมไอทีให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ในที่สุด CIO ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าค่าพื้นฐานต่าง ๆ จากระบบเครือข่าย นั่นหมายถึงความพร้อมใช้งานของระบบเครือข่ายและประสิทธิภาพของการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านระบบเครือข่ายที่ผู้ใช้และผู้บริหารให้ความสำคัญ พวกเขาไม่ได้สนใจในความซับซ้อนของเครือข่ายว่าทำงานอย่างไร แต่พวกเขากังวลถึงประสบการณ์และความพึงพอใจจากการใช้งานแอปพลิเคชันประชุมทางไกลมากกว่า

นำระบบอัตโนมัติมาใช้จัดการการดำเนินงานของระบบเครือข่ายให้มากขึ้น

ความสามารถในการทำความเข้าใจกับความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้ได้นี้ ทำให้ระบบเครือข่ายอัตโนมัติเติบโตขึ้น แต่ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัตินั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เทียบเท่า สม่ำเสมอกันในทุกส่วนของระบบเครือข่ายทั้งหมด

เช่น ในศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ WAN หรือ LAN การนำระบบอัตโนมัติไปใช้จะง่ายและทำได้มากกว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงในศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่เกิดตามโครงสร้างลำดับชั้นโดยธรรมชาติของมัน ดังนั้นจึงง่ายต่อการทำความเข้าใจและจัดการผ่านสคริปต์ที่เขียนให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ

แต่ในทางกลับกัน Edge (ทั้ง LAN และ WAN) เป็นสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของ IT โดยสิ้นเชิง นั่นคือรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ประโยชน์จาก AI และ Machine Learning เพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีที่เกิดขึ้นและตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นในทันที การเติบโตของโซลูชันซึ่งมีองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่ Edge จะดีขึ้นอย่างมากในปี 2564 นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญในการรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับ API และเครื่องมืออัตโนมัติอื่น ๆ ซึ่งจะมอบประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกที่ผู้นำด้าน IT ต้องการ

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความสนใจในระบบเครือข่ายอัตโนมัติที่ Edge ในบรรดา CIO และผู้นำด้านไอที จากการสำรวจล่าสุดของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที 2,400 คนทั่วโลกพบว่า 35% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในระบบเครือข่ายที่ใช้ AI เนื่องจากพวกเขาแสวงหาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานโดยคล่องตัวและอัตโนมัติสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด

 ทำให้ปี 2564 ประสบความสำเร็จ

ในปี 2563 ธุรกิจและเศรษฐกิจได้รับการช่วยเหลือจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีการจัดการและรองรับผ่านเครือข่าย

ขณะนี้ในปี 2564 ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถช่วยให้ CIO และผู้นำด้านไอทีมีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบันและในอนาคต แม้ว่าการระบาดใหญ่นี้จะยังคงอยู่ หรือความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ตลอดจนวัฒนธรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ตาม มันจะสามารถช่วยให้ผู้นำด้านไอทีตั้งแต่ระดับบนลงล่างไปจนถึงตำแหน่งไอทีที่มีผลต่อการวางกลยุทธ์ประสบความสำเร็จ

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba

“สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย trend ทั้ง 4 ที่กล่าวมา สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทย ภาวะการระบาด ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ในช่วงวิกฤตินี้  อรูบ้าได้พัฒนาระบบเครือข่ายในส่วนของ แคมปัส ดาต้าเซ็นเตอร์ และ SD-WAN โดยคำนึงถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับ trend ของการใช้งาน รวมถึงความท้าทายทางการลงทุนในระบบเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานและดูแลระบบเครือข่ายจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้” กล่าวเสริมโดยคุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

บทความโดย : Partha Narasimhan, CTO of Aruba, a Hewlett Packard Enterprise company

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-technology-networking/

อรูบ้า เปิดตัวสวิตช์ CX 8360 และซอฟต์แวร์ Fabric Composer

ระบบเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม (Data Centre) นั้นถูกเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่พนักงานทำการเช็คอีเมล์บนสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ หรือสมาร์ททีวีของพวกเขา ระบบเครือข่ายนั้นมีแต่จะกระจายขยายตัวยิ่งขึ้นตามจำนวนของ IoT ที่นำมาใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจสนใจหรือปรับปรุงระบบ Hybrid Workplace อย่างต่อเนื่องเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับภัยโรคระบาดโคโรนาไวรัส กล่าวโดย Justin Chiah, ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไต้หวันและฮ่องกง (SEATH) ของ อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise Company

“การศึกษาหนึ่งที่เราได้จัดทำในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจจากข้อมูลที่มีอยู่ได้และคุณค่าเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นตามขีดความสามารถในการรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ที่ Edge” เขาระบุ “สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงขึ้นมาไม่ได้เลยหากขาดระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนมารองรับ”

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยมุมมองใหม่ที่เรามีต่อศูนย์ข้อมูล (Data Centre) และศูนย์รวมของข้อมูล (Centre of Data) นี้ แน่นอนว่าระบบเครือข่ายที่เป็นส่วนเชื่อมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งหมดขององค์กรต้องเปลี่ยนไปและ Aruba เราก็พร้อมที่จะตอบโจทย์ด้านระบบเครือข่ายสำหรับ Edge Computing และ Remote Working ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปี 2564 ด้วยโซลูชั่นใหม่ที่เราเปิดตัวมาทั้งหมดนี้ และเราก็พร้อมจะเข้าไปให้คำปรึกษากับทุกธุรกิจที่มีแผนจะปรับปรุงระบบเครือข่ายเพื่อรอบรับการเปลี่ยนแปลงอนาคตอันใกล้นี้”

ซอฟต์แวร์ประสานระบบและทำงานอัตโนมัติแบบ Software-Defined

ซอฟต์แวร์ Aruba Fabric Composer ที่เปิดตัวใหม่นี้จะจัดการกลุ่มของอุปกรณ์สวิตช์โดยอัตโนมัติให้ทำงานร่วมกันในโครงสร้างแบบ “Fabric” ซึ่งจะทำให้การทำงานและการแก้ไขปัญหาในแต่ละวันง่ายดายยิ่งขึ้น ซอฟต์แวร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานร่วมกับสวิตช์ Aruba CX ได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการสร้าง Fabric และการจัดการแอปพลิเคชันให้ดีที่สุด ท่ามกลางระบบแวดล้อมที่มีทั้งระบบ Virtualised, hyper-Converged และระบบประมวลผลพร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลจาก HPE

ระบบนี้เหมาะสมกับผู้ดูแลระบบไอทีที่มักจะต้องวุ่นวายกับการสร้างบริการไอทีที่ต้องทำด้วยตนเองและดูแลระบบที่แยกขาดจากกัน (Silo) หลาย ๆ ระบบทั้งในส่วนของระบบการประมวลผล การทำเวอร์ชวลไลเซชัน ระบบจัดเก็บข้อมูลและระบบเครือข่าย ผู้ดูแลระบบภาพรวมทางด้านไอที่อาจไม่ได้มีประสบการณ์ด้านระบบเครือข่ายในเชิงลึกมากนัก (เช่นผู้ดูแลเครื่องแม่ข่ายหรือ VM) จะสามารถสร้างและบริหารจัดการ Fabric ได้จากหน้าจอเดียว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างทรงพลังและง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจนกระทั่งวันนี้

การเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่นและครบวงจรสำหรับการใช้งาน Edge ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สวิตช์รุ่น Aruba CX 8360 จะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มขยายระบบเครือข่ายพื้นฐานให้ทำงานเป็นระบบเดียวกันและรองรับการบริหารจัดการผ่านคลาวด์ได้แบบครบวงจรทั้งเครือข่ายในส่วน Campus และสาขา รวมไปถึงศูนย์รวมข้อมูล (Centres of Data) ทั้งแบบดั้งเดิมและกำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ด้วยการใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่าย AOS-CX อันทรงพลังที่เป็นแบบ Cloud-Native ของ Aruba อุปกรณ์สวิตช์นี้ก็ได้รวมเอาความสามารถชั้นนำที่ใช้งานภายในศูนย์ข้อมูลเข้ากับระบบ Network Analytics Engine (NAE) ที่ฝั่งอยู่ภายในให้พร้อมใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ใด ๆ เพิ่มเติม

จากการเปิดตัวออกมาด้วยกัน 5 รุ่น สวิตช์ Aruba CX 8360 มีการเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงถึง 1/10/25/40/100 GbE โดยสวิตช์ตระกูลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการใช้งานภายในศูนย์ข้อมูลที่ต้องการสถาปัตยกรรมแบบ Spine-and-Leaf ที่มีประสิทธิภาพสูง และการใช้งานที่กลุ่มของศูนย์รวมข้อมูลแบบ Edge ที่เน้นเรื่องความคุ้มค่าแต่ต้องการปริมาณพอร์ตที่ไม่มากนัก

ผสานรวมระบบได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สุดท้าย Aruba ได้นำเสนอจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างจากผู้ผลิตที่เน้นเรื่องระบบเครือข่ายแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวด้วยการนำเสนอบริการไฮบริดคลาวด์จาก HPE GreenLake และ Infrastructure-as-a-Service เพื่อสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลายทั้งในแบบ On-Premises ซี่งเป็นการให้บริการแบบครบวงจรที่ Edge โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง การทำ Co-Location และการใช้งานภายในศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เทคโนโลยีระบบเครือข่ายของ Aruba ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับบริการใหม่ ๆ เหล่านี้ซี่งครอบคลุมถึง VM-as-a-Service, Container-as-a-Service และ SAP HANA-as-a-Service โดยลูกค้าที่ใช้งาน HPE GreenLake นั้นได้ให้ข้อมูลว่าสามารถนำเสนอบริการสู่ลูกค้าได้เร็วขึ้นถึง 75% ในขณะที่ยังคงริเริ่มติดตั้งใช้งานโครงการไอทีระดับนานาชาติที่มีความซับซ้อนได้

HPE Aruba Full Stack Integration

นอกเหนือจากทางเลือกในการใช้งานในแบบคลาวด์และแบบ as-a-service แล้ว ลูกค้ายังมีทางเลือกที่จะซื้อระบบ On-Premises พร้อมใช้ที่ผ่านการทดสอบร่วมกันแล้วโดย HPE และ Aruba สำหรับการใช้งานแบบดั้งเดิมซึ่งลูกค้าเป็นผู้บริหารจัดการเองได้ โดยระบบที่พร้อมใช้งานได้สำหรับโซลูชันศูนย์ข้อมูลไอทีที่ปรับแต่งได้นี้จะทำให้การให้บริการด้านไอทีรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น ในขณะที่ช่วยลดเวลา ความเสี่ยง และความเชี่ยวชาญที่ต้องการในการติดตั้งใช้งานโซลูชันที่มีความซับซ้อนลงได้

การผสานรวมระบบแบบใหม่นี้ครอบคลุมทั้งในส่วน Compute, Storage, HCI, HPC, Virtualisation และคลาวด์ที่หลากหลาย ซี่งรวมถึง HPE ProLiant DL/DX servers, HPE Apollo servers, HPE SimpliVity, HPE Nimble Storage dHCI, HPE Synergy, HPE Flex Superdome, HPE Cray EX supercomputers, Cray ClusterStor storage systems และโซลูชันที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างเช่น SAP HANA, VMware และ Nutanix

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-cx-8360/

Aruba เพิ่มระบบการสนับสนุน AWS Transit Gateway Connect ได้อย่างอัตโนมัติ

ในงาน AWS re:Invent 2020 ที่ผ่านมา Aruba ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม SD-WAN ซึ่งประกอบไปด้วย Aruba SD-Branch และโซลูชัน Silver Peak Unity EdgeConnect™ ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการมาเมื่อเร็วๆ นี้

โดยความสามารถดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำการตรวจสอบ, บริหารจัดการ และเชื่อมต่อสาขาไปยัง Amazon Web Services (AWS) ได้โดยอัตโนมัติจากศูนย์กลาง การผสานรวมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Aruba SD-WAN เข้ากับความสามารถใหม่อย่าง AWS Transit Gateway Connect นี้จะช่วยให้การดูแลรักษาและบริหารจัดการเครือข่ายง่ายดายขึ้นเป็นอย่างมาก และช่วยให้ลูกค้าสามารถกำหนดคุณภาพของการให้บริการและนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างทั่วถึงไปยังสาขาของบริษัทเมื่อเชื่อมต่อไปยัง Amazon Virtual Private Clouds (Amazon VPCs) โดยผู้ใช้งานที่สาขาจะได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ และประสบการณ์การใช้งานด้วยคุณภาพระดับสูง

เมื่อองค์กรธุรกิจมองหาวิธีการที่จะปรับปรุงระบบเครือข่ายให้ทันสมัยขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของการมีออฟฟิศทำงานที่กระจายอยู่หลายแห่ง และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พกพาและ Internet of Things (IoT) ธุรกิจเหล่านี้ย่อมต้องการแนวทางที่ง่ายดายที่จะติดตั้งใช้งาน, บริหารจัดการ และตรวจสอบการทำงานของระบบเครือข่ายที่สาขาซึ่งกระจัดกระจายอยู่หลายพื้นที่เพื่อให้มั่นใจถึงประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัย, การปฏิบัติตามข้อบังคับ และการให้บริการแอปพลิเคชันแก่ผู้งานได้

บริการ AWS Transit Gateway Connect ที่เปิดตัวมาใหม่นี้จะทำให้การผสานรวมระบบร่วมกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Aruba SD-WAN นั้นแนบชิดและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถติดตั้งใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการลง และพร้อมที่จะเข้าถึงข้อมูลชี้วัดเชิงประสิทธิภาพและข้อมูลการใช้งานเครือข่ายได้ดีขึ้น

ความสามารถใหม่ทางด้าน AWS Transit Gateway Connect สำหรับโซลูชัน Aruba SD-WAN นี้พร้อมให้ใช้งานแล้ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ https://www.arubanetworks.com/products/networking/sd-wan/

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-aws-transit-gateway-connect/

Aruba เปิดตัวซอฟต์แวร์บริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มาพร้อมสวิตช์รุ่นใหม่

Aruba ออกมาเผยโฉมซอฟต์แวร์ Orchestration ใหม่เอี่ยมที่มาพร้อมกับสวิตช์ที่เจาะตลาดผู้ใช้ที่กำลังมองการสร้างและรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Distributed โดยซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Aruba Fabric Composer จะช่วยบริหารจัดการเครือข่ายได้ง่ายขึ้นมาก

โดยเฉพาะเครือข่ายโครงสร้างแบบต้นไม้ (Leaf-and-Spine) จัดการสวิตช์ CX ที่กระจายแผ่ครอบคลุมได้ทั่วบริษัท รวมทั้งทำงานต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติบนสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทั้งเวอร์ช่วลไลเซชั่น ไฮเปอร์คอนเวอร์เจนต์ หรือระบบประมวลผลและสตอเรจของ HPE

Fabric Composer ทำงานในฐานะเวอร์ช่วลแมชชีน ทำให้ทีมงานด้านเน็ตเวิร์กไม่ต้องคอยตั้งค่าสวิตช์ CX ด้วยตนเอง อีกทั้งให้โฟลว์งานแบบอัตโนมัติ พร้อมมุมมองโฟล์วงานที่รองรับทั้งเน็ตเวิร์กแฟบริก สวิตช์ โฮสต์ และทรัพยากรอื่นๆ ด้วย

ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับสวิตช์ Aruba AOS-CX อีกทั้งรองรับระบบที่ไม่ใช่ของ HPE อย่างเช่น VMware vSphere, VMware NSX, Nutanix Prism และอื่นๆ อีกมากมาย เน้นการจัดการแฟบริกแบบอัตโนมัติ ครอบคลุมเครือข่ายทั้งระบบ

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-unveils-new-data-center-orchestration-software-switches/

Aruba ESP ผสานรวมระบบเครือข่ายสำหรับ IoT, IT และ OT เข้าด้วยกัน

อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือฮิวเลตต์แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ (NYSE: HPE) ได้ออกมาประกาศถึงการปรับปรุงครั้งใหญ่ของ Aruba ESP (Edge Services Platform) ที่ผนวกรวมเอาระบบเครือข่ายสำหรับ IoT, IT และ Operational Technology (OT) เข้าด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้งานสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

Aruba ESP คือแพลตฟอร์มแรกที่สามารถควบคุมการทำงานผ่านการโปรแกรมได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างข้อมูลแวดล้อม เช่น ข้อมูลระบุตัวตน, สถานที่, สถานะความมั่นคงปลอดภัย และแอปพลิเคชันที่กำลังใช้งานอยู่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ในการทำ AIOps ด้วยระบบถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์และแอปพลิเคชันจากพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีของอรูบ้านี้ ลูกค้าของอรูบ้าจึงสามารถรับรู้สถานะการทำงานเชิงลึก (Hyper-Aware) ของสภาพแวดล้อมที่ใช้ในการทำงานได้ และทำให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับต่อความต้องการของธุรกิจ, ผู้มาเยี่ยมชม และพนักงานที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา

ในทุกวันนี้ “โครงข่ายที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน” (Connected Facilities) นั้นสามารถรองรับได้เพียงการเชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับบริการด้านการควบคุมเพียงบางส่วนเท่านั้น ในขณะที่โครงข่ายที่สามารถรับรู้สถานะการทำงานเชิงลึก (Hyper-aware Facility) ได้นี้จะใช้ข้อมูลแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นโดย Aruba ESP เพื่อให้โครงข่ายสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้ใช้งานและสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยการผสานรวมเครือข่าย IoT, IT และ OT เข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์ม Aruba ESP และการรับรู้ถึงข้อมูลแวดล้อมอย่างครบถ้วนนี้ จึงทำให้โครงข่ายแบบ Hyper-aware Facility นี้ก็จะมีความปลอดภัยที่สูงขึ้น, สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่จะสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เหนือกว่าการเชื่อมต่อเพียงทั่วไป ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบเครือข่ายด้วยการใช้ Machine Learning

การปรับปรุงครั้งนี้ของ Aruba ESP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ Cloud-Native ซึ่งขับเคลื่อนโดย AI ได้ผนวกรวมเอาความสามารถในการรับรู้, การวิเคราะห์ และการตอบสนองต่อข้อมูลจากอุปกรณ์และข้อมูลแวดล้อมเอาไว้ด้วยกัน อุปกรณ์แอคเซสพอยท์ (Access Points) และสวิตช์ (Switches) ของอรูบ้าจะถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ IoT และ OT ที่สามารถรองรับการทำงานได้หลายโปรโตคอลเพื่อเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีในระบบนิเวศของอรูบ้าที่กำลังเติบโต โดยทั่วไปแล้วระบบใด ๆ ที่มีการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อรับข้อมูลหรือแสดงผล (I/O) นั้นสามารถใช้งานได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นระบบสำหรับใช้งานในสายการผลิตของโรงงานหรือระบบมัลติมีเดียในห้องของ CEO ตั้งแต่ระบบตรวจสอบการเว้นระยะทางสังคม, ระบบตรวจสอบเสียงปืน, อุปกรณ์ตรวจสอบการหมุนของเครื่องจักร ไปจนถึงระบบนำทางแขกผู้มาเยี่ยมชม โดยมีโซลูชันที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะสำหรับใช้งานในสถานศึกษา, องค์กรธุรกิจ, โรงพยาบาลและสาธารณสุข, โรงแรมและที่พักอาศัย, โรงงานอุตสาหกรรม, การผลิต, ธุรกิจค้าปลีก, การคมนาคมขนส่ง และหน่วยงานภาครัฐ

กรณีการใช้งาน (Use Cases) ของการรับรู้สถานการณ์ทำงานในเชิงลึกของของ Aruba ESP นี้ได้แก่ อาคารอัจฉริยะ, โรงงานอุตสาหกรรมและการผลิต และการใช้ Intelligent Edge สำหรับงานอื่น ๆ:

อาคารอัจฉริยะที่รับรู้ถึงสถานการณ์ทำงานในเชิงลึกสำหรับองค์กรธุรกิจ, สถานศึกษา, โรงพยาบาลและสาธารณสุข, โรงแรมและที่พักอาศัย, ธุรกิจค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ
– การควบคุมอาคารและการทำ Digital Twin – ด้วยการใช้ความสามารถของ AI ที่มีในระบบเพื่อสร้างโมเดลจำลองอย่างทันท่วงที (Real-Time Simulation Models) ที่เปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ถึงขั้นตอนต่าง ๆ ภายในอาคาร อรูบ้าได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีอย่างเช่น Microsoft Azure IoT เพื่อสร้างคู่แฝดดิจิทัลหรือโมเดลของซอฟต์แวร์ขึ้นมาเพื่อระบุถึงกระบวนการย่อยในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การแนะนำการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการตรวจสอบแนวโน้มของการใช้พลังงานที่จำเป็นต่อการปรับปรุงแก้ไขในเชิงรุก
– การตอบสนองและแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงทีโดยมีข้อมูลแวดล้อมประกอบ – ไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายใด ผู้ที่อยู่ภายในอาคารนั้นย่อมต้องการรับทราบถึงข้อมูลด้านความปลอดภัยในแบบทันท่วงที (Real-Time Safety Information) ส่งตรงมายังอุปกรณ์พกพา ในขณะที่ผู้ที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์นี้ก็จะต้องทำการสื่อสารอย่างต่อเนื่องถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ Aruba ESP ที่มาพร้อมกับโซลูชันจากพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างเช่น Critical Arc และ Patrocinium สามารถทำการสื่อสารไปยังผู้ที่อยู่ภายในอาคาร, แขกผู้มาเยี่ยมชม และพนักงานภายในอาคารได้ โดยมีการใช้เทคโนโลยีกราฟฟิก 4 มิติที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อให้ผู้ที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้สามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าผู้คนในพื้นที่ใดของอาคารกำลังประสบเหตุดังกล่าวอยู่บ้าง
– ต่อยอดจาก 5G อย่างไร้รอยต่อด้วย Wi-Fi – Aruba ESP เปิดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์สามารถต่อยอดระบบ 5G ให้ครอบคลุมภายในอาคารได้อย่างไร้รอยต่อและให้บริการ Wi-Fi Calling ได้ด้วยประสิทธิภาพในระดับกิกะบิตด้วยการใช้เทคโนโลยี Aruba Air Slice แนวทางนี้จะช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับผู้ใช้งานและสามารถเชื่อมต่อได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีการใช้งานเหล่านี้ กรุณาศึกษาเพิ่มเติมที่เอกสาร Designing hyper-aware smart buildings

โครงข่าย Hyper-aware Facility สำหรับอุตสาหกรรมที่รับรู้ถึงสถานการณ์ทำงานในเชิงลึก
– การเปลี่ยนจากการซ่อมบำรุงแก้ไขไปสู่การบำรุงรักษาล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ – การซ่อมบำรุงรักษาล่วงหน้าในประเด็นปัญหาที่ตรวจพบสามารถช่วยลดเวลาที่ต้องหยุดทำงาน และเพิ่มอัตราการใช้งานและประสิทธิภาพของทรัพย์สินที่มีอยู่ได้ โดยแนวทางนี้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาลงได้สูงสุดถึง 40% ด้วยการผสานการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ของพันธมิตรทางเทคโนโลยีอย่างเช่น Ability Smart Sensor จาก ABB ก็ทำให้ Aruba ESP รองรับการทำให้เซ็นเซอร์สำหรับเครื่องจักรสามารถตรวจสอบอุปกรณ์อย่างเช่นมอเตอร์, วาล์ว และปั๊มเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ ระบุปัจจัยที่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง, ปรับปรุงประสิทธิภาพ, ความมั่นคงทนทาน และเพิ่มความคุ้มค่าให้สูงยิ่งขึ้นได้

– ลดเวลาที่ใช้ในการซ่อมแซมด้วย Location Services – การเดินทางในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นอาจเป็นความท้าทายซึ่งทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพและอาจส่งผลต่อประเด็นด้านความปลอดภัยได้ นวัตกรรมจาก Aruba Meridian และ Aruba ESP สามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่โรงงานมีข้อมูลนำทางอย่างละเอียดในการเดินทางไปยังเป้าหมายปลายทางได้โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือจากพนักงานคนอื่น ๆ

– ตรวจสอบความปลอดภัยของบุคลากรและทรัพย์สิน – สำหรับสภาพแวดล้อมที่อาจเกิดเหตุระเบิดได้ ระบบรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยปกป้องพนักงานและแขกผู้มาเยี่ยมชม Aruba ESP ร่วมกับพันธมิตรทางเทคโนโลยีอย่าง Mobilaris สามารถนำเสนอระบบตรวจสอบสถานการณ์แบบ 3 มิติได้ด้วยการติดตามสถานที่ของผู้คนและทรัพย์สิน และยังสามารถทำงานร่วมกับระบบระบายอากาศอัตโนมัติ, ระบบควบคุมการเข้าออกในพื้นที่ และระบบนำทางบนยานพาหนะได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีการใช้งานเหล่านี้ กรุณาศึกษาเพิ่มเติมที่เอกสาร Designing hyper-aware industrial facilities

เพื่อให้การทำงานแบบอัตโนมัติที่จำเป็นต่อกรณีการใช้งานเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง Aruba AIOps จึงได้ใช้ AI และ Big Data เพื่อทำการปรับปรุง, ตรวจจับ, คัดแยก และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงทนทาน โดยเมื่อแหล่งกำเนิดข้อมูลจากระบบ IoT, IT และ OT มีจำนวนมากขึ้น การจำแนกแหล่งต้นตอของปัญหาหรือการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโครงสร้างพื้นฐานนั้นก็กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเป็นอย่างมาก Cloud AI ของอรูบ้าได้ทำการรวมข้อมูลชี้วัดการทำงานจากลูกค้ามากกว่า 65,000 รายและอุปกรณ์เครือข่ายมากกว่า 1 ล้านชุด พร้อมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ยาวนานกว่า 18 ปีเพื่อสร้างระบบ Supervised Learning ขึ้นมา Aruba ESP ได้สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาจากระบบ AI โดยมีความแม่นยำสูงกว่า 95% เพื่อช่วยปรับปรุงการสื่อสารและการตรวจสอบระบบ IoT, IT และ OT ให้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งภายในระบบโครงสร้าง Unified Infrastructure และ Zero Trust Security Framework ของ Aruba ESP นี้ก็มีระบบ Aruba AIOps ที่สามารถทำงานได้เหนือกว่าระบบตรวจสอบเครือข่ายหรือระบบที่ใช้ Machine Learning อย่างง่าย เรียกได้ว่า Aruba AIOps นี้คือจุดเปลี่ยนที่จะมาช่วยให้การทำงานของระบบเครือข่ายต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น และลดเวลาที่ต้องใช้ในการซ่อมบำรุงลง

นอกเหนือจากระบบโครงสร้าง Unified Infrastructure และ AIOps แล้ว Aruba ESP ก็ยังสามารถสร้างข้อมูลแวดล้อมที่จะทำให้ระบบเครือข่ายสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับธุรกิจองค์กรได้ โดย Zero Trust Security Framework จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ IoT ใดที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือเชื่อมต่อเครือข่ายได้จนกว่าจะมีความน่าไว้วางใจเพียงพอ แนวทางนี้มีการใช้งาน AI และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยกับผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยมากกว่า 130 ราย เพื่อทำความเข้าใจในเชิงลึกถึงแต่ละอุปกรณ์และบทบาทของอุปกรณ์นั้น ๆ เพื่อให้โครงข่าย Hyper-aware Facility สามารถผนวกรวมกิจกรรมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้

“เครื่องจักร, แอปพลิเคชัน และช่องทางการเชื่อมต่อนั้นมักถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับแต่ละแอปพลิเคชันทางด้าน IoT, IT และ OT ทำให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบเครือข่าย” คุณ Will Townsend ผู้ดำรงตำแหน่ง Senior Analyst แห่ง Moor Insights & Strategy กล่าวว่า “ผมได้ทำการวิเคราะห์ถึงการใช้ Aruba ESP และเชื่อว่าแพลตฟอร์มเชิงสถาปัตยกรรมที่มีการใช้งาน Unified Infrastructure, Zero Trust Security และ AIOps นี้จะช่วยลดความซับซ้อนลงได้ และช่วยเร่งให้เกิดกรณีการใช้งานของโรงงานอัจฉริยะและการรับรู้ถึงสถานการณ์ทำงานในเชิงลึก (Hyper-aware) เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งแบบโครงสร้างภายในองค์กรเองและบน Cloud”

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าวว่า “ในการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่ใช้ดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก องค์กรธุรกิจในประเทศไทยต้องการระบบเครือข่ายที่มีเสถียรภาพ Aruba ESP ตอบโจทย์นี้ด้วยแพลตฟอร์มที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็น Cloud-native ที่มีความปลอดภัยระดับ Zero Trust Security และสามารถโปรแกรมให้เรียนรู้และปรับตัวโดยอัตโนมัติได้ด้วย AIOps ที่ใช้ Big Data, AI และ Machine Learning โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลระบบ สามารถทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นและอุปกรณ์ต่างๆใน ecosystem ของพันธมิตรทางเทคโนโลยีของอรูบ้าได้ด้วย ทำให้เกิดการประสานระบบโครงข่าย IT เข้ากับ OT (Operational Technology) และ IoT โดยมี Hyper-Aware รับรู้สถานการณ์โดยรวมของสภาพแวดล้อมทั้งระบบ จึงปรับตัวให้มีเสถียรภาพ ความปลอดภัยและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงได้โดยอัตโนมัติ

Aruba ESP รองรับโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆได้ทุกธุรกิจของลูกค้าทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ Start-up ที่ต้องให้บริการเชิงดิจิทัลครบครันอย่างเช่น ระบบอาคารอัจฉริยะ ระบบสำนักงานดิจิทัล โรงแรม อพาร์ทเม้น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ที่พักคนชรา สนามกีฬาเป็นต้น และโรงงานอัจฉริยะสำหรับธุรกิจการผลิตและการจัดส่งที่ถูกต้องรวดเร็วด้วยระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ รวมถึงเมืองอัจฉริยะที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 อีกด้วย โดยทีมงาน Aruba ประเทศไทยพร้อมและยินดีอย่างยิ่งที่จะให้คำปรึกษาทุกท่านอย่างเต็มที่”

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-esp-iot-it/