คลังเก็บป้ายกำกับ: ARUBA

เชิญร่วมงาน Webinar เรื่อง “Bringing the Cloud Experience to the Edge”

HPE Aruba และ Ricoh ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Bringing the Cloud Experience to the Edge” มาร่วมเรียนรู้ประสบการณ์ Wi-Fi6 ที่คุณอาจจะยังไม่คุ้นเคย พร้อมกับมิติใหม่แห่งการทำ Network Monitoring ด้วย Aruba UXI จาก Ricoh ที่จะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายได้แบบไร้ขีดจำกัด

เชิญร่วม webinar กับเราในวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2564 เวลา 10.30 – 12.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย
หัวข้อ: Bringing the Cloud Experience to the Edge
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2564 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ผู้บรรยาย: HPE Aruba และ Ricoh
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน
ภาษา: ไทย

Aruba และ Ricoh ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ว่าสามารถต่อยอดธุรกิจได้อย่างไร บริษัทฯจึงดูแลและให้ความมั่นใจในบริการ (service assurance) เพื่อส่งมอบระบบเครือข่ายที่ดีที่สุด ที่สำคัญต้องง่ายในการดูแลรักษา และมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายแก่ผู้ใช้ในยุคดิจิทัล

โดยในงาน webinar จะกล่าวถึง 2 หัวข้อหลัก ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน นั่นคือ
• Network Monitoring
• และ Technology Wi-Fi 6

Aruba User Experience หรือ Aruba UXI คือโซลูชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมการทำ Network Monitoring และ IT Monitoring แบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ของผู้ดูแลระบบแต่ไม่ได้ใส่ใจประสบการณ์ของผู้ใช้งาน มาสู่การทำ User Experience Monitoring ที่มุ่งเน้นในเรื่องการตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆ ในมุมประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับโดยตรง พร้อมข้อมูลวิเคราะห์แก้ไขปัญหาอย่างละเอียด ด้วยการผสานเทคโนโลยี Sensor, Cloud และ AI เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ Aruba ซึ่งเป็นผู้นำทางด้าน Wi-Fi Technology ซึ่งใช้เทคโนโลยี 802.11ax (Wi-Fi 6) รวมทั้งนวัตกรรมด้านความปลอดภัย การจัดการการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด และเสริมพลังให้ระบบทำงานด้วยระบบอัตโนมัติซึ่งสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการ ให้กับผู้ใช้รวมถึงองค์การต่างๆอีกด้วย

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ https://arubanetworks.zoom.us/webinar/register/WN_OTSLkK7jTEWLG8i8-jmE5A

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/webinar-bringing-the-cloud-experience-to-the-edge/

เชิญร่วมสัมมนาฟรี : งาน Aruba Atmosphere Digital ATMD’21

กลับมาอีกครั้ง…..กับงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านเครือข่ายระดับโลก “Aruba Atmosphere Digital ATMD’21 ภายใต้ธีมงาน “ Your Journey, Your Edge ” ในวันที่ 28 เมษายน 2564 เวลา 09.30 – 12.00 น.

คุณจะได้สัมผัสกับเนื้อหาและประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ผ่านงาน Atmosphere Digital ช่วยให้คุณไม่เพียงแค่เข้าใจถึงโอกาส แต่ยังมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าคุณและองค์กรของคุณสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? รวมถึงของรางวัลมากมายสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเท่านั้น!!

“Your Journey, Your Edge” คือการเดินทางขององค์กรต่างๆ ท่ามกลางการปรับตัวมากมายในยุค Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง WAN หรือเรื่องของ Security ซึ่งไม่ว่าคุณจะตรงไหนของการเดินทางก็ตาม Aruba ก็จะคอยอยู่ที่นั่นเพื่อพาคุณไปยังจุดหมายปลายทาง

โดยมี Keynote คนสำคัญ คือ คุณ Keerti, Founder และ CEO ของ Aruba ซึ่งจะบรรยายภายใต้หัวข้อ “Your Journey, Your Edge : How Edge-to-Cloud Powers Transformation” นั่นคือพูดถึงการเดินทางในยุค Digital Transformation ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud นั้นสามารถช่วยคุณได้ และ Keynote คนถัดมาคือ คุณ Partha, Chief Technology Officer หรือ CTO จาก Aruba บรรยายภายใต้หัวข้อ “Define Your Edge Journey : Reach Your Destination with Aruba ESP” ซึ่งจะช่วยเรานิยามการเดินทางของ Edge ในแบบของเราเอง และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย Aruba ESP

นอกจากนี้ภายใน Virtual Event นอกจากมีบรรยายจาก Keynote ต่างๆแล้ว ก็ยังมี Zone ต่างๆที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกชมได้ เหมือนคุณอยุ่ในงานสัมนาจริงๆ

– ไม่ว่าจะเป็น Innovation Zone บอกเลยว่าโซนนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะ Aruba จะมีการ update innovation ให้ได้ศึกษากันมากกว่า 15 เรื่อง
– Airheads Community ที่รวบรวมข้อมูลจากเคสต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง
– หรือ AIRHEADS LOUNGE ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ทาง Aruba ขออุบไว้ก่อน ถ้าอยากรู้ต้องลงทะเบียนแล้วเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วยตัวคุณเอง

ผู้ที่สนใจ สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่ https://qrgo.page.link/byXRj พิเศษด้วยรางวัลมากมายจาก Aruba เพียงแค่

1 : ลงทะเบียน ภายในวันที่ 27 เมษายน และเข้าร่วมงาน ATMD’21 อย่างน้อย 1 session คุณจะได้รับ Grab Voucher มูลค่า 200 บาท ทันที!!

2 : หลังจบงาน ATMD’21 ทีมงานจะส่งอีเมล์ไปเพื่อร่วมกิจกรรม quiz ตามเนื้อหาบรรยาย ซึ่งผู้โชคดีที่ตอบคำถามถูกต้อง จะได้รับของรางวัล ท่านละ 1 รางวัล ซึ่งรางวัลนั้นประกอบด้วย Airpods Pro จำนวน 3 รางวัล, Garmin Vivo Watch จำนวน 3 รางวัล และรางวัลใหญ่ iPad Air จำนวน 1 รางวัล

แล้วพบกันที่งานนะคะ

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-atmosphere-digital-atmd/

อรูบ้า ชี้แนวโน้มของเทคโนโลยีด้านเครือข่าย รวมถึงโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะมาตอบโจทย์ธุรกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ทาง Enterprise ITPro ได้เข้าร่วมสัมภาษณ์พิเศษ คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของทางอรูบ้า (บริษัทในเครือของ HPE) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจที่ได้มาแบ่งปันได้ได้ทราบกัน

คุณประคุณ ได้เปิดเผยว่า อรูบ้ามองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

1. การเกิดขึ้นของการทำงานแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า Hybrid Workforce
การทำงานของคนเราจะเปลี่ยนไปมากขึ้น จากการแพร่ระบาดของไวรัสทำให้คนทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ไวรัสเริ่มซาลง ผู้คนจะเริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเช่นเดิม หรือ Return to Office (RTO) ระบบเน็ตเวิร์กที่ดีจะต้องสามารถที่จะทำ location tracing กับ contact tracing ให้กับผู้ใช้ เพื่อยังคงสร้างความอุ่นใจในการดำเนินนโยบายป้องกันการระบาด อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไปในตัว ซึ่งอรูบ้ามีเทคโนโลยีในการจัดการประเด็นนี้อยู่แล้ว

2. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
คุณประคุณบอกว่าต่อไปนี้องค์กรจะต้องใช้แนวคิดแบบ Zero Trust Security คือ ต้องมีการตรวจสอบทุกจุด จะไม่ไว้วางใจอะไรง่าย เพื่อป้องกันปัญหาทางด้านไซเบอร์ที่จะตามมา เทคโนโลยีเน็ตเวิร์กของอรูบ้าจะมาพร้อมกับระบบซีเคียวริตี้ที่ต้องฝังไว้ในทุกส่วน นั่นทำให้องค์กรอุ่นใจได้ว่า พวกเขาจะมีระบบที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

3. ความพึงพอใจลูกค้าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญมากกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายเป็นส่วนสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือ User Experience ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างยิ่งในยุคใหม่นี้ ดังนั้นผู้ดูแลระบบไอทีก็ควรจะใส่ใจประเด็นนี้ และหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้ใช้งานด้วย

4. การนำ AI มาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น
ระบบอัตโนมัติจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม อรูบ้ามองว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะจัดการสิ่งต่างๆ บนเครือข่าย การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเข้ามาทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ระบบที่ซับซ้อนจะถูกจัดการได้ดีกว่าเดิม ทำให้รองรับกับงานด้านเครือข่ายอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุคทองของ Intelligent Edge
คุณประคุณได้กล่าวต่อไปถึงเรื่องโลกที่กำลังเดินทางสู่ยุคของ Intelligent Edge อีกด้วย โดยเขาชี้ว่า Intelligent Edge เข้ามาในช่วง 1- 2 ปีนี้ โดยเริ่มเห็น smart device มากขึ้น application ก็เปลี่ยนไป เช่น ถ้าจะซื้อทีวีก็จะเลือกที่ดู Youtube ได้ด้วย ดังนั้นก็จะต้องซื้อทีวีที่เป็น smart TV หรือพัดลมก็ต้องต่อ networkได้ เป็นต้น

เมื่อเราถามถึงโซลูชั่นของอรูบ้าว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจ
อรูบ้ามีโซลูชั่นที่น่าสนใจหลายอย่าง และที่เป็นไฮไลท์ที่จะมาตอบโจทย์การทำงานให้กับองค์กรธุรกิจ ก็คือ ตัว Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่มีองค์ประกอบด้วยกันหลักๆ อยู่สามประการ คือ

– Unified Infrastructure การบริหารจัดการทุกอย่างจะมาอยู่ที่ศูนย์กลางเดียวกันผ่านโซลูชั่น Aruba Central การทำงานเป็นเรื่องที่ง่ายมากว่าเดิม และสามารถรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
– Zero Trust Security โดยอรูบ้าจะเพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยในส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์ของตน เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเครือข่ายให้กับลูกค้า
– AIOps เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาช่วยบริหารจัดการให้ระบบทำงานได้อย่างอัตโนมัติ ลดภาระอันซับซ้อนของเครือข่ายไม่ว่าจะเป็น Wireless, Wire, LAN, WAN และอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

“Aruba ESP จะช่วยให้องค์กรสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม และตอบโจทย์กับเทคโนโลยีเครือข่ายยุคใหม่ที่จะช่วยให้ องค์กรสามารถพร้อมรับมือกับแนวโน้มทั้งสี่ประการข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” คุณประคุณ กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-network-esp/

[Guest Post] อรูบ้า (Aruba) เผย 4 แนวโน้มหลักของระบบเครือข่ายในปี 2564 ที่ CIO ควรรู้

โดย Partha Narasimhan, CTO of Aruba, a Hewlett Packard Enterprise company

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

 

ปี 2564 นี้เริ่มต้นขึ้นด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างจากช่วงต้นปี 2563 ส่งผลให้บทบาทของระบบเครือข่ายและระบบ IT ได้กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางภัยโรคระบาดนี้ แต่สำหรับบางองค์กรอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดีสำหรับสถานการณ์นับจากนี้ไป CIO ต้องมองไปสู่อนาคตเพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์สำหรับโลกยุคหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

อรูบ้า (Aruba) มองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

 

  • การเกิดขึ้นของการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Workforce) และพัฒนาการต่อไปในระหว่างและหลังการแพร่ระบาด
  • บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
  • ความเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดการทำงานของระบบเครือข่าย จากระยะเวลาที่เครือข่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปสู่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ด้วยการวิเคราะห์ระบบเครือข่ายแบบองค์รวมในฐานะของส่วนหนึ่งภายใต้เทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งหมด
  • การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจาก LAN, WAN และ Cloud

 

การทำงานแบบไฮบริดที่จะคงอยู่ต่อไป

แม้จะมีความคืบหน้าในด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 แต่พนักงานในองค์กรหลายตำแหน่งอาจยังกลับเข้าทำงานได้ไม่เต็มที่จนกว่าจะถึงปลายปี 2564 และในบางธุรกิจอาจจะยังเข้ามาทำงานในสำนักงานไม่ได้เลย

หลังจากพูดคุยกับ CIO จากทั่วโลกสิ่งที่ชัดเจนก็คือ รูปแบบการทำงานจากระยะไกลจะยังคงอยู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเรื่องการเข้าใช้พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการเชื่อมต่อและระบบเครือข่าย

หลาย ๆ องค์กรคิดว่าการสร้างระบบทำงานจากระยะไกล (Remote Setups) จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวในช่วงที่อัตราการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขึ้นสูงเท่านั้น แต่การทำงานในลักษณะนี้กลับพัฒนามากขึ้น ไปสู่การทำงานแบบไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและอัจฉริยะมากขึ้น โดยพนักงานสามารถจะทำงานจากที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหน ๆ ก็ได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้

สำหรับ IT แล้ววิกฤตครั้งนี้นับว่ามีความท้าทายอย่างมาก แต่ก็กระตุ้นให้ CIO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ IT จะมีต่อธุรกิจ รวมถึงความรวดเร็วในการติดตั้งและใช้งานระบบใหม่ ๆ ซึ่งต้องดำเนินการได้แม้ในสถานการณ์ที่กดดัน

ตอนนี้ CEO รวมถึงผู้บริหารระดับสูง กำลังคิดถึงบทเรียนที่ได้รับจากการระบาดครั้งใหญ่นี้เพื่อให้ระบบเครือข่าย, ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และโครงการทางด้าน IT มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น

ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการที่ฝ่าย IT ได้เข้าไปมีบทบาทในการผลักดันการทำ Digital Transformationมากขึ้น รวมถึงยังมีส่วนในการเร่งแผนงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางความมั่นใจของพนักงานในองค์กรที่ต้องปรับตัวไปสู่ ความปรกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ได้นั่นเอง

 

มุมมองต่อความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด – จาก Endpoint ไปยัง the Edge ไปจนถึง the Cloud

ด้วยการเติบโตเต็มที่ของระบบคลาวด์และการขยายตัวของ Edge Networking ซึ่งมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาที่จุด Endpoint เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว – ทั้งหมดนี้ถูกเร่งขึ้นจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ IoT – วิธีการที่กำหนดและสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้ในขณะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบเครือข่าย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนเสริมของระบบ IT ในองค์กรอีกต่อไป

จากการเติบโตของสภาพแวดล้อมในการทำงานจากระยะไกลและการทำงานแบบไฮบริด เหล่า CSO และ CIO นั้น ต่างก็เรียกร้องหาแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อพิจารณาถึงหลักการออกแบบระบบครือข่ายในอดีตที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้นจะเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และออกแบบโครงสร้างระบบเครือข่ายที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งหมายถึงการที่ระบบโครงสร้างเครือข่ายและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจะเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

อย่างไรก็ดีแนวทางดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะโซลูชันด้านระบบเครือข่ายได้วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการแบ่งแยกส่วนของระบบเครือข่ายได้ในหลายระดับ ในขณะที่นโยบายนั้นก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเพิ่มความสามารถในการตั้งค่าการควบคุมการทำงานเฉพาะในเวลาและตำแหน่งที่จำเป็นเท่านั้น

โซลูชันสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Zero Trust จะยังคงเป็นแกนหลักของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบงานไอทีแบบเดิมที่ย้ายออกจาก Edge ไปสู่สภาพแวดล้อมระบบคลาวด์หรือ SaaS แทน รวมถึงมีการใช้งาน OT/IoT workloads เกิดขึ้นที่ Edge อย่างมากมาย

นอกจากนี้ด้วยการนำ 5G มาใช้ สถาปัตยกรรมเครือข่ายจะต้องต่อสู้กับปริมาณงานจากการประมวลผลแบบหลายช่องทางการเข้าถึงจาก Edge (Multi-Access Edge Compute: MEC) ทั้งแบบส่วนตัวและสาธารณะ ยิ่งต้องการวิธีคิดและการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำไปกว่าแนวคิดการรักษาความปลอดภัยแบบผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การออกแบบระบบเครือข่ายโดยยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง หรือ Zero Trust ที่ลงตัวที่สุดสำหรับวันนี้

 

ความพึงพอใจของผู้ใช้คือเป้าหมายสูงสุด

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านไอทีที่สำคัญ (Key IT Metrics) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน การทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการทำงานตามปกติประจำวัน (Metric Du Jour) คือการสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ ซึ่งในมุมมองของ CIO นั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน คือผลต่อผลกำไรของธุรกิจ

ขณะที่ทีมงานดูแลระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย พวกเขาต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้ใช้ปลายทาง และคาดหวังกับบริการและแอปพลิเคชันที่เลือกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นทีมงานดูแลระบบเครือข่าย ต้องปรับวิธีคิดและวิธีการทำงาน โดยแทนที่จะถามเพียงว่า อุปกรณ์ประเภทใดที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย พวกเขายังต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการเชื่อมต่อในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้ได้อีกด้วย

ที่สำคัญ ต้องมีเป้าหมายในการควบคุมดูแลระบบเครือข่ายไปพร้อมกับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ ด้วยการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม CIO จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับสภาพแวดล้อมไอทีให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ในที่สุด CIO ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าค่าพื้นฐานต่าง ๆ จากระบบเครือข่าย นั่นหมายถึงความพร้อมใช้งานของระบบเครือข่ายและประสิทธิภาพของการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านระบบเครือข่ายที่ผู้ใช้และผู้บริหารให้ความสำคัญ พวกเขาไม่ได้สนใจในความซับซ้อนของเครือข่ายว่าทำงานอย่างไร แต่พวกเขากังวลถึงประสบการณ์และความพึงพอใจจากการใช้งานแอปพลิเคชันประชุมทางไกลมากกว่า

นำระบบอัตโนมัติมาใช้จัดการการดำเนินงานของระบบเครือข่ายให้มากขึ้น

ความสามารถในการทำความเข้าใจกับความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้ได้นี้ ทำให้ระบบเครือข่ายอัตโนมัติเติบโตขึ้น แต่ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัตินั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เทียบเท่า สม่ำเสมอกันในทุกส่วนของระบบเครือข่ายทั้งหมด

เช่น ในศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ WAN หรือ LAN การนำระบบอัตโนมัติไปใช้จะง่ายและทำได้มากกว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงในศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่เกิดตามโครงสร้างลำดับชั้นโดยธรรมชาติของมัน ดังนั้นจึงง่ายต่อการทำความเข้าใจและจัดการผ่านสคริปต์ที่เขียนให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ

แต่ในทางกลับกัน Edge (ทั้ง LAN และ WAN) เป็นสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของ IT โดยสิ้นเชิง นั่นคือรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ประโยชน์จาก AI และ Machine Learning เพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีที่เกิดขึ้นและตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นในทันที การเติบโตของโซลูชันซึ่งมีองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่ Edge จะดีขึ้นอย่างมากในปี 2564 นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญในการรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับ API และเครื่องมืออัตโนมัติอื่น ๆ ซึ่งจะมอบประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกที่ผู้นำด้าน IT ต้องการ

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความสนใจในระบบเครือข่ายอัตโนมัติที่ Edge ในบรรดา CIO และผู้นำด้านไอที จากการสำรวจล่าสุดของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที 2,400 คนทั่วโลกพบว่า 35% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในระบบเครือข่ายที่ใช้ AI เนื่องจากพวกเขาแสวงหาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานโดยคล่องตัวและอัตโนมัติสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด

 

ทำให้ปี 2564 ประสบความสำเร็จ

ในปี 2563 ธุรกิจและเศรษฐกิจได้รับการช่วยเหลือจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีการจัดการและรองรับผ่านเครือข่าย

ขณะนี้ในปี 2564 ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถช่วยให้ CIO และผู้นำด้านไอทีมีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบันและในอนาคต แม้ว่าการระบาดใหญ่นี้จะยังคงอยู่ หรือความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ตลอดจนวัฒนธรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ตาม มันจะสามารถช่วยให้ผู้นำด้านไอทีตั้งแต่ระดับบนลงล่างไปจนถึงตำแหน่งไอทีที่มีผลต่อการวางกลยุทธ์ประสบความสำเร็จ

“สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย trend ทั้ง 4 ที่กล่าวมา สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทย ภาวะการระบาด ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ในช่วงวิกฤตินี้  อรูบ้าได้พัฒนาระบบเครือข่ายในส่วนของ แคมปัส ดาต้าเซ็นเตอร์ และ SD-WAN โดยคำนึงถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับ trend ของการใช้งาน รวมถึงความท้าทายทางการลงทุนในระบบเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานและดูแลระบบเครือข่ายจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้” กล่าวเสริมโดยคุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

 

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-4-networking-trends/

อรูบ้า (Aruba) เผย 4 แนวโน้มหลักของระบบเครือข่ายในปี 2564 ที่ CIO ควรรู้

ปี 2564 นี้เริ่มต้นขึ้นด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างจากช่วงต้นปี 2563 ส่งผลให้บทบาทของระบบเครือข่ายและระบบ IT ได้กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางภัยโรคระบาดนี้ แต่สำหรับบางองค์กรอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดีสำหรับสถานการณ์นับจากนี้ไป CIO ต้องมองไปสู่อนาคตเพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์สำหรับโลกยุคหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

อรูบ้า (Aruba) มองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

  • การเกิดขึ้นของการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Workforce) และพัฒนาการต่อไปในระหว่างและหลังการแพร่ระบาด
  • บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
  • ความเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดการทำงานของระบบเครือข่าย จากระยะเวลาที่เครือข่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปสู่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ด้วยการวิเคราะห์ระบบเครือข่ายแบบองค์รวมในฐานะของส่วนหนึ่งภายใต้เทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งหมด
  • การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจาก LAN, WAN และ Cloud

การทำงานแบบไฮบริดที่จะคงอยู่ต่อไป

แม้จะมีความคืบหน้าในด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 แต่พนักงานในองค์กรหลายตำแหน่งอาจยังกลับเข้าทำงานได้ไม่เต็มที่จนกว่าจะถึงปลายปี 2564 และในบางธุรกิจอาจจะยังเข้ามาทำงานในสำนักงานไม่ได้เลย

หลังจากพูดคุยกับ CIO จากทั่วโลกสิ่งที่ชัดเจนก็คือ รูปแบบการทำงานจากระยะไกลจะยังคงอยู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเรื่องการเข้าใช้พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการเชื่อมต่อและระบบเครือข่าย

หลาย ๆ องค์กรคิดว่าการสร้างระบบทำงานจากระยะไกล (Remote Setups) จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวในช่วงที่อัตราการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขึ้นสูงเท่านั้น แต่การทำงานในลักษณะนี้กลับพัฒนามากขึ้น ไปสู่การทำงานแบบไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและอัจฉริยะมากขึ้น โดยพนักงานสามารถจะทำงานจากที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหน ๆ ก็ได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้

สำหรับ IT แล้ววิกฤตครั้งนี้นับว่ามีความท้าทายอย่างมาก แต่ก็กระตุ้นให้ CIO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ IT จะมีต่อธุรกิจ รวมถึงความรวดเร็วในการติดตั้งและใช้งานระบบใหม่ ๆ ซึ่งต้องดำเนินการได้แม้ในสถานการณ์ที่กดดัน

ตอนนี้ CEO รวมถึงผู้บริหารระดับสูง กำลังคิดถึงบทเรียนที่ได้รับจากการระบาดครั้งใหญ่นี้เพื่อให้ระบบเครือข่าย, ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และโครงการทางด้าน IT มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น

ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการที่ฝ่าย IT ได้เข้าไปมีบทบาทในการผลักดันการทำ Digital Transformationมากขึ้น รวมถึงยังมีส่วนในการเร่งแผนงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางความมั่นใจของพนักงานในองค์กรที่ต้องปรับตัวไปสู่ ความปรกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ได้นั่นเอง

มุมมองต่อความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด – จาก Endpoint ไปยัง the Edge ไปจนถึง the Cloud

ด้วยการเติบโตเต็มที่ของระบบคลาวด์และการขยายตัวของ Edge Networking ซึ่งมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาที่จุด Endpoint เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว – ทั้งหมดนี้ถูกเร่งขึ้นจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ IoT – วิธีการที่กำหนดและสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้ในขณะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบเครือข่าย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนเสริมของระบบ IT ในองค์กรอีกต่อไป

จากการเติบโตของสภาพแวดล้อมในการทำงานจากระยะไกลและการทำงานแบบไฮบริด เหล่า CSO และ CIO นั้น ต่างก็เรียกร้องหาแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อพิจารณาถึงหลักการออกแบบระบบครือข่ายในอดีตที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้นจะเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และออกแบบโครงสร้างระบบเครือข่ายที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งหมายถึงการที่ระบบโครงสร้างเครือข่ายและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจะเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

อย่างไรก็ดีแนวทางดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะโซลูชันด้านระบบเครือข่ายได้วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการแบ่งแยกส่วนของระบบเครือข่ายได้ในหลายระดับ ในขณะที่นโยบายนั้นก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเพิ่มความสามารถในการตั้งค่าการควบคุมการทำงานเฉพาะในเวลาและตำแหน่งที่จำเป็นเท่านั้น

โซลูชันสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Zero Trust จะยังคงเป็นแกนหลักของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบงานไอทีแบบเดิมที่ย้ายออกจาก Edge ไปสู่สภาพแวดล้อมระบบคลาวด์หรือ SaaS แทน รวมถึงมีการใช้งาน OT/IoT workloads เกิดขึ้นที่ Edge อย่างมากมาย

นอกจากนี้ด้วยการนำ 5G มาใช้ สถาปัตยกรรมเครือข่ายจะต้องต่อสู้กับปริมาณงานจากการประมวลผลแบบหลายช่องทางการเข้าถึงจาก Edge (Multi-Access Edge Compute: MEC) ทั้งแบบส่วนตัวและสาธารณะ ยิ่งต้องการวิธีคิดและการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำไปกว่าแนวคิดการรักษาความปลอดภัยแบบผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การออกแบบระบบเครือข่ายโดยยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง หรือ Zero Trust ที่ลงตัวที่สุดสำหรับวันนี้

ความพึงพอใจของผู้ใช้คือเป้าหมายสูงสุด

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านไอทีที่สำคัญ (Key IT Metrics) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน การทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการทำงานตามปกติประจำวัน (Metric Du Jour) คือการสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ ซึ่งในมุมมองของ CIO นั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน คือผลต่อผลกำไรของธุรกิจ

ขณะที่ทีมงานดูแลระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย พวกเขาต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้ใช้ปลายทาง และคาดหวังกับบริการและแอปพลิเคชันที่เลือกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นทีมงานดูแลระบบเครือข่าย ต้องปรับวิธีคิดและวิธีการทำงาน โดยแทนที่จะถามเพียงว่า อุปกรณ์ประเภทใดที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย พวกเขายังต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการเชื่อมต่อในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้ได้อีกด้วย

ที่สำคัญ ต้องมีเป้าหมายในการควบคุมดูแลระบบเครือข่ายไปพร้อมกับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ ด้วยการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม CIO จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับสภาพแวดล้อมไอทีให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ในที่สุด CIO ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าค่าพื้นฐานต่าง ๆ จากระบบเครือข่าย นั่นหมายถึงความพร้อมใช้งานของระบบเครือข่ายและประสิทธิภาพของการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านระบบเครือข่ายที่ผู้ใช้และผู้บริหารให้ความสำคัญ พวกเขาไม่ได้สนใจในความซับซ้อนของเครือข่ายว่าทำงานอย่างไร แต่พวกเขากังวลถึงประสบการณ์และความพึงพอใจจากการใช้งานแอปพลิเคชันประชุมทางไกลมากกว่า

นำระบบอัตโนมัติมาใช้จัดการการดำเนินงานของระบบเครือข่ายให้มากขึ้น

ความสามารถในการทำความเข้าใจกับความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้ได้นี้ ทำให้ระบบเครือข่ายอัตโนมัติเติบโตขึ้น แต่ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัตินั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เทียบเท่า สม่ำเสมอกันในทุกส่วนของระบบเครือข่ายทั้งหมด

เช่น ในศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ WAN หรือ LAN การนำระบบอัตโนมัติไปใช้จะง่ายและทำได้มากกว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงในศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่เกิดตามโครงสร้างลำดับชั้นโดยธรรมชาติของมัน ดังนั้นจึงง่ายต่อการทำความเข้าใจและจัดการผ่านสคริปต์ที่เขียนให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ

แต่ในทางกลับกัน Edge (ทั้ง LAN และ WAN) เป็นสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของ IT โดยสิ้นเชิง นั่นคือรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ประโยชน์จาก AI และ Machine Learning เพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีที่เกิดขึ้นและตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นในทันที การเติบโตของโซลูชันซึ่งมีองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่ Edge จะดีขึ้นอย่างมากในปี 2564 นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญในการรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับ API และเครื่องมืออัตโนมัติอื่น ๆ ซึ่งจะมอบประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกที่ผู้นำด้าน IT ต้องการ

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความสนใจในระบบเครือข่ายอัตโนมัติที่ Edge ในบรรดา CIO และผู้นำด้านไอที จากการสำรวจล่าสุดของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที 2,400 คนทั่วโลกพบว่า 35% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในระบบเครือข่ายที่ใช้ AI เนื่องจากพวกเขาแสวงหาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานโดยคล่องตัวและอัตโนมัติสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด

 ทำให้ปี 2564 ประสบความสำเร็จ

ในปี 2563 ธุรกิจและเศรษฐกิจได้รับการช่วยเหลือจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีการจัดการและรองรับผ่านเครือข่าย

ขณะนี้ในปี 2564 ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถช่วยให้ CIO และผู้นำด้านไอทีมีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบันและในอนาคต แม้ว่าการระบาดใหญ่นี้จะยังคงอยู่ หรือความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ตลอดจนวัฒนธรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ตาม มันจะสามารถช่วยให้ผู้นำด้านไอทีตั้งแต่ระดับบนลงล่างไปจนถึงตำแหน่งไอทีที่มีผลต่อการวางกลยุทธ์ประสบความสำเร็จ

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba

“สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย trend ทั้ง 4 ที่กล่าวมา สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทย ภาวะการระบาด ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ในช่วงวิกฤตินี้  อรูบ้าได้พัฒนาระบบเครือข่ายในส่วนของ แคมปัส ดาต้าเซ็นเตอร์ และ SD-WAN โดยคำนึงถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับ trend ของการใช้งาน รวมถึงความท้าทายทางการลงทุนในระบบเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานและดูแลระบบเครือข่ายจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้” กล่าวเสริมโดยคุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

บทความโดย : Partha Narasimhan, CTO of Aruba, a Hewlett Packard Enterprise company

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-technology-networking/

Aruba ClearPass ได้รับรางวัล Cyber Catalyst Designation ติดต่อกันเป็นปีที่สอง

อรูบ้า ประกาศในวันนี้ว่า Aruba ClearPass ซึ่งเป็นโซลูชันด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยการควบคุมการเข้าถึงด้วยการระบุตัวตนได้รับการยอมรับความสามารถในการลดความเสี่ยงโดยบริษัทประกันภัยชั้นนำระดับโลกตามโครงการ Cyber Catalyst(SM) ที่ริเริ่มขึ้นโดย Marsh ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำระดับโลกในการเป็นนายหน้าประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

Cyber Catalyst by Marsh(SM) เป็นโครงการการประเมินความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ซึ่งบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมจะประเมินผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามโครงการนี้โดยอิสระเพื่อบ่งชี้ (Identify) ผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเชื่อได้ว่ามีความสามารถในการลดความเสี่ยงทางไซเบอร์

โครงการ Cyber Catalyst ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดในการเลือกผลิตภัณฑ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และช่วยให้ลูกค้านำเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบตามโครงการนี้มาทำการพิจารณาเพื่อปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขเกี่ยวกับนโยบายการประกันภัยไซเบอร์จากบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ ผลิตภัณฑ์ Aruba ClearPass ร่วมกับ Aruba Policy Enforcement Firewall (PEF) ซึ่งเคยได้รับรางวัล Cyber Catalyst(SM) Designation ในปี 2019 มาแล้ว ปีนี้นับเป็นครั้งที่สองติดต่อกันที่โซลูชันความมั่นคงปลอดภัยของ Aruba ได้รับรางวัลนี้อีกครั้ง ขณะนี้ทั้ง ClearPass และ PEF ต่างได้รับรางวัล Cyber Catalyst Designation แล้ว ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่ามีโซลูชันการควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายที่ใช้ข้อมูลระบุตัวตนแบบบูรณาการซึ่งเป็นรากฐานสำหรับการทำตามเฟรมเวิร์ก Zero Trust และ Security Access Service Edge (SASE)

“องค์กรในปัจจุบันล้วนอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของ Digital Transformation โดยไม่เพียงแต่มุ่งเน้นที่ความยืดหยุ่นทางธุรกิจและประสิทธิภาพในการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วย การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่ายสมัยใหม่จะต้องสามารถรองรับกลุ่มผู้ใช้และอุปกรณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและเพิ่มมากขึ้น” Carlos Gómez Gallego ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีแห่งภูมิภาค APJ ของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “การที่ Aruba ClearPass และ Aruba PEF ได้รับการยอมรับว่ามีการออกแบบเป็นไปตาม Cyber Catalyst ทำให้ลูกค้าของเรามั่นใจได้ว่าการพัฒนามุ่งสู่ Edge (Edge Evolution) ของพวกเขาจะมีความมั่นคงปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎระเบียบและนโยบายความมั่นคงปลอดภัยที่เข้มงวด”

“สำหรับประเทศไทยที่การทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาหรือ Hybrid Workplace ได้กลายเป็น New Normal ไปแล้วนั้น โจทย์สำคัญไม่ได้มีเพียงแค่จะทำให้ระบบเครือข่ายนั้นเชื่อมโยงผู้บริหารและพนักงานทุกคนเข้าด้วยกันได้อย่างไร แต่ยังมีเรื่องของการปกป้องให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยบนระบบเครือข่ายที่แต่ละคนใช้งานอยู่ด้วย” คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “การได้รับรางวัลในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าโซลูชัน Aruba ClearPass สามารถตอบโจทย์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายและผู้ใช้งานขององค์กรธุรกิจได้เป็นอย่างดี ด้วยการทำงานแบบ Zero Trust ที่จะตรวจสอบตัวตนของอุปกรณ์และผู้ใช้ทั้งหมดที่จะเชื่อมต่อเข้ามาบนเครือข่ายก่อนจะอนุญาตให้เข้าใช้ พร้อมทั้งสอดส่องหาพฤติกรรมที่ผิดปกติเพื่อคอยปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ClearPass ผนวกกับผลิตภัณฑ์ของ Aruba ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ เราจึงมีความพร้อมเป็นอย่างสูงที่จะสร้าง Cybersecurity ให้แก่ทุกองค์กรในประเทศไทย”

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-clearpass-cyber-catalyst-designation/

อรูบ้า เปิดตัวสวิตช์ CX 8360 และซอฟต์แวร์ Fabric Composer

ระบบเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม (Data Centre) นั้นถูกเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่พนักงานทำการเช็คอีเมล์บนสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ หรือสมาร์ททีวีของพวกเขา ระบบเครือข่ายนั้นมีแต่จะกระจายขยายตัวยิ่งขึ้นตามจำนวนของ IoT ที่นำมาใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจสนใจหรือปรับปรุงระบบ Hybrid Workplace อย่างต่อเนื่องเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับภัยโรคระบาดโคโรนาไวรัส กล่าวโดย Justin Chiah, ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไต้หวันและฮ่องกง (SEATH) ของ อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise Company

“การศึกษาหนึ่งที่เราได้จัดทำในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจจากข้อมูลที่มีอยู่ได้และคุณค่าเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นตามขีดความสามารถในการรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ที่ Edge” เขาระบุ “สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงขึ้นมาไม่ได้เลยหากขาดระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนมารองรับ”

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยมุมมองใหม่ที่เรามีต่อศูนย์ข้อมูล (Data Centre) และศูนย์รวมของข้อมูล (Centre of Data) นี้ แน่นอนว่าระบบเครือข่ายที่เป็นส่วนเชื่อมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งหมดขององค์กรต้องเปลี่ยนไปและ Aruba เราก็พร้อมที่จะตอบโจทย์ด้านระบบเครือข่ายสำหรับ Edge Computing และ Remote Working ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปี 2564 ด้วยโซลูชั่นใหม่ที่เราเปิดตัวมาทั้งหมดนี้ และเราก็พร้อมจะเข้าไปให้คำปรึกษากับทุกธุรกิจที่มีแผนจะปรับปรุงระบบเครือข่ายเพื่อรอบรับการเปลี่ยนแปลงอนาคตอันใกล้นี้”

ซอฟต์แวร์ประสานระบบและทำงานอัตโนมัติแบบ Software-Defined

ซอฟต์แวร์ Aruba Fabric Composer ที่เปิดตัวใหม่นี้จะจัดการกลุ่มของอุปกรณ์สวิตช์โดยอัตโนมัติให้ทำงานร่วมกันในโครงสร้างแบบ “Fabric” ซึ่งจะทำให้การทำงานและการแก้ไขปัญหาในแต่ละวันง่ายดายยิ่งขึ้น ซอฟต์แวร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานร่วมกับสวิตช์ Aruba CX ได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการสร้าง Fabric และการจัดการแอปพลิเคชันให้ดีที่สุด ท่ามกลางระบบแวดล้อมที่มีทั้งระบบ Virtualised, hyper-Converged และระบบประมวลผลพร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลจาก HPE

ระบบนี้เหมาะสมกับผู้ดูแลระบบไอทีที่มักจะต้องวุ่นวายกับการสร้างบริการไอทีที่ต้องทำด้วยตนเองและดูแลระบบที่แยกขาดจากกัน (Silo) หลาย ๆ ระบบทั้งในส่วนของระบบการประมวลผล การทำเวอร์ชวลไลเซชัน ระบบจัดเก็บข้อมูลและระบบเครือข่าย ผู้ดูแลระบบภาพรวมทางด้านไอที่อาจไม่ได้มีประสบการณ์ด้านระบบเครือข่ายในเชิงลึกมากนัก (เช่นผู้ดูแลเครื่องแม่ข่ายหรือ VM) จะสามารถสร้างและบริหารจัดการ Fabric ได้จากหน้าจอเดียว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างทรงพลังและง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจนกระทั่งวันนี้

การเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่นและครบวงจรสำหรับการใช้งาน Edge ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สวิตช์รุ่น Aruba CX 8360 จะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มขยายระบบเครือข่ายพื้นฐานให้ทำงานเป็นระบบเดียวกันและรองรับการบริหารจัดการผ่านคลาวด์ได้แบบครบวงจรทั้งเครือข่ายในส่วน Campus และสาขา รวมไปถึงศูนย์รวมข้อมูล (Centres of Data) ทั้งแบบดั้งเดิมและกำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ด้วยการใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่าย AOS-CX อันทรงพลังที่เป็นแบบ Cloud-Native ของ Aruba อุปกรณ์สวิตช์นี้ก็ได้รวมเอาความสามารถชั้นนำที่ใช้งานภายในศูนย์ข้อมูลเข้ากับระบบ Network Analytics Engine (NAE) ที่ฝั่งอยู่ภายในให้พร้อมใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ใด ๆ เพิ่มเติม

จากการเปิดตัวออกมาด้วยกัน 5 รุ่น สวิตช์ Aruba CX 8360 มีการเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงถึง 1/10/25/40/100 GbE โดยสวิตช์ตระกูลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการใช้งานภายในศูนย์ข้อมูลที่ต้องการสถาปัตยกรรมแบบ Spine-and-Leaf ที่มีประสิทธิภาพสูง และการใช้งานที่กลุ่มของศูนย์รวมข้อมูลแบบ Edge ที่เน้นเรื่องความคุ้มค่าแต่ต้องการปริมาณพอร์ตที่ไม่มากนัก

ผสานรวมระบบได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สุดท้าย Aruba ได้นำเสนอจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างจากผู้ผลิตที่เน้นเรื่องระบบเครือข่ายแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวด้วยการนำเสนอบริการไฮบริดคลาวด์จาก HPE GreenLake และ Infrastructure-as-a-Service เพื่อสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลายทั้งในแบบ On-Premises ซี่งเป็นการให้บริการแบบครบวงจรที่ Edge โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง การทำ Co-Location และการใช้งานภายในศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เทคโนโลยีระบบเครือข่ายของ Aruba ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับบริการใหม่ ๆ เหล่านี้ซี่งครอบคลุมถึง VM-as-a-Service, Container-as-a-Service และ SAP HANA-as-a-Service โดยลูกค้าที่ใช้งาน HPE GreenLake นั้นได้ให้ข้อมูลว่าสามารถนำเสนอบริการสู่ลูกค้าได้เร็วขึ้นถึง 75% ในขณะที่ยังคงริเริ่มติดตั้งใช้งานโครงการไอทีระดับนานาชาติที่มีความซับซ้อนได้

HPE Aruba Full Stack Integration

นอกเหนือจากทางเลือกในการใช้งานในแบบคลาวด์และแบบ as-a-service แล้ว ลูกค้ายังมีทางเลือกที่จะซื้อระบบ On-Premises พร้อมใช้ที่ผ่านการทดสอบร่วมกันแล้วโดย HPE และ Aruba สำหรับการใช้งานแบบดั้งเดิมซึ่งลูกค้าเป็นผู้บริหารจัดการเองได้ โดยระบบที่พร้อมใช้งานได้สำหรับโซลูชันศูนย์ข้อมูลไอทีที่ปรับแต่งได้นี้จะทำให้การให้บริการด้านไอทีรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น ในขณะที่ช่วยลดเวลา ความเสี่ยง และความเชี่ยวชาญที่ต้องการในการติดตั้งใช้งานโซลูชันที่มีความซับซ้อนลงได้

การผสานรวมระบบแบบใหม่นี้ครอบคลุมทั้งในส่วน Compute, Storage, HCI, HPC, Virtualisation และคลาวด์ที่หลากหลาย ซี่งรวมถึง HPE ProLiant DL/DX servers, HPE Apollo servers, HPE SimpliVity, HPE Nimble Storage dHCI, HPE Synergy, HPE Flex Superdome, HPE Cray EX supercomputers, Cray ClusterStor storage systems และโซลูชันที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างเช่น SAP HANA, VMware และ Nutanix

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-cx-8360/

Aruba เปิดสวิตช์ CX 8360 และซอฟต์แวร์ Fabric Composer เพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายจากศูนย์ข้อมูลไปสู่กลุ่มของศูนย์รวมข้อมูล

การที่พนักงานทำงานกระจายกันอยู่คนละสถานที่ในทุกวันนี้ ได้สร้างข้อมูลใหม่ ๆ ขึ้นมาที่ส่วนปลายของระบบเครือข่าย (Edge) มากยิ่งขึ้น โดยเกิดจากทุกผู้คน  ทุกอุปกรณ์ และทุกสิ่ง (Things) ที่ต่างล้วนเชื่อมต่อเข้ากับโลกดิจิทัลด้วยกันทั้งสิ้น  ภายในอีกไม่กี่ปีถัดจากนี้องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่จะต้องรองรับทางเลือกในการรับส่งข้อมูลอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ Edge อีกด้วย

ซึ่งจะครอบคลุมข้อมูลจากระบบแพลตฟอร์มที่มีเครื่องตั้งอยู่ในสำนักงาน (On-Premises)  ใน Co-Location และบนระบบคลาวด์ระบบงาน (Workloads) ต่างๆจะถูกประมวลผลมากยิ่งขึ้นโดยครอบคลุมบนทุกกลุ่มของศูนย์รวมข้อมูล (Centres of data) ที่เชื่อมต่อถึงกันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและความรวดเร็วที่องค์กรธุรกิจต้องการในยุคสมัยแห่งคลาวด์

อย่างไรก็ตามฝ่ายไอทีขององค์กรธุรกิจส่วนมากยังคงไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของความต้องการในการเชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อจัดการกับข้อมูลเหล่านี้   ทุกวันนี้ระบบ Edge ที่ประกอบไปด้วยหน่วยประมวลผลและระบบจัดเก็บข้อมูลที่ทำงานแยกขาดจากกัน (Silo) ยังคงเชื่อมต่อกันผ่านสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ไม่ได้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน  และมีรูปแบบการดูแลรักษาที่ยากต่อการบริหารจัดการจากศูนย์กลาง (Centralised Management)   ยากต่อการทำให้ทุกส่วนสอดประสานกัน (Orchestration)  

และยังยากต่อการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยและการตรวจสอบการทำงาน (Visibility) ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรธุรกิจซึ่งเกิดการขยายตัวจากเพียงในพื้นที่อาคารขององค์กรไปสู่บ้านของพนักงาน (Extended Enterprise)    ในขณะที่การเชื่อมต่อระหว่าง Edge นั้นได้พัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นด้วยเทคโนโลยีอย่างเช่น SD-WAN และ SASE อย่างต่อเนื่อง แต่การดูแลรักษาข้อมูลที่ Edge นั้นก็ยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ที่พนักงานคนใดคนหนึ่งอาจต้องการบริหารจัดการระบบงานของตนที่กระจายตัวอยู่ในหลายสถานที่และในหลายอุปกรณ์

“ ระบบเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม (Data Centre) นั้นถูกเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่พนักงานทำการเช็คอีเมล์บนสมาร์ทโฟน  สมาร์ทวอทช์ หรือสมาร์ททีวีของพวกเขา ระบบเครือข่ายนั้นมีแต่จะกระจายขยายตัวยิ่งขึ้นตามจำนวนของ IoT ที่นำมาใช้งานมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจสนใจหรือปรับปรุงระบบ Hybrid Workplace อย่างต่อเนื่องเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับภัยโรคระบาดโคโรนาไวรัส ” กล่าวโดย Justin Chiah, ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไต้หวันและฮ่องกง (SEATH) ของ อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise Company

“การศึกษาหนึ่งที่เราได้จัดทำในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจจากข้อมูลที่มีอยู่ได้ และคุณค่าเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นตามขีดความสามารถในการรวบรวม ประมวลผล  จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ที่ Edge” เขาระบุ “สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงขึ้นมาไม่ได้เลยหากขาดระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนมารองรับ”

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าวเพิ่มเติมว่า “ ด้วยมุมมองใหม่ที่เรามีต่อศูนย์ข้อมูล (Data Centre) และศูนย์รวมของข้อมูล (Centre of Data) นี้  แน่นอนว่าระบบเครือข่ายที่เป็นส่วนเชื่อมผสานเทคโนโลยี่และนวัตกรรมทั้งหมดขององค์กรต้องเปลี่ยนไป  และ Aruba เราก็พร้อมที่จะตอบโจทย์ด้านระบบเครือข่ายสำหรับ Edge Computing และ Remote Working ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปี 2564   ด้วยโซลูชั่นใหม่ที่เราเปิดตัวมาทั้งหมดนี้ และเราก็พร้อมจะเข้าไปให้คำปรึกษากับทุกธุรกิจที่มีแผนจะปรับปรุงระบบเครือข่ายเพื่อรอบรับการเปลี่ยนแปลงอนาคตอันใกล้นี้”

การมีแนวทางเชิงสถาปัตยกรรมใหม่นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยสถาปัตยกรรมดังกล่าวนี้จะต้องมี Edge เป็นศูนย์กลาง  รองรับการทำงานร่วมกับคลาวด์และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล   ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้ดูแลระบบไอทีก็ต้องการประสบการณ์คลาวด์ในรูปแบบใหม่ที่รองรับทั้งระบบศูนย์ข้อมูลแบบเดิม  การใช้สถานที่ร่วมกับผู้อื่น (Co-location) หรือ Edge ในรูปแบบดิจิทัลใหม่  ที่มีทั้งความง่ายดาย  รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัย โดยสามารถใช้งานได้ด้วยการคิดค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นตามการใช้งานจริง

โซลูชันระบบเครือข่ายใหม่เพื่อขับเคลื่อน “Centres of Data” ในแบบ Edge-to-Cloud

วันนี้ Aruba ได้ประกาศเปิดตัวโซลูชันใหม่ที่จะช่วยให้การจัดการด้านไอทีง่ายดายยิ่งขึ้น ช่วยเร่งความเร็วในการนำเสนอบริการใหม่ และทำให้การติดตั้งระบบไอทีมีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้นด้วยองค์ประกอบสามส่วน ดังนี้:

  • ซอฟต์แวร์จัดการแบบอัตโนมัติตัวใหม่สำหรับสวิตช์ Aruba CX ที่จะนำประสบการณ์เสมือนการจัดการคลาวด์มาสู่ Data Centre Edge ช่วยให้การนำเสนอบริการมีความง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • สวิตช์ Aruba CX รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น เหมาะสม และรองรับการบริหารจัดการผ่านคลาวด์ ซี่งครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่เครือข่ายแบบ Edge ไปจนถึง Data Centre แบบดั้งเดิม
  • โซลูชันพร้อมใช้งานจาก HPE และพันธมิตร ที่ได้รวมเอาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล, ระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายเข้าไว้ด้วยกันเพื่อช่วยลดเวลา, ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นทางด้านระบบไอทีสำหรับ Centres of Data ที่จะเกิดขึ้น

ระบบประสานและอัตโนมัติแบบ Software-Defined

ซอฟต์แวร์ Aruba Fabric Composer ที่เปิดตัวใหม่นี้จะจัดการกลุ่มของอุปกรณ์สวิตช์โดยอัตโนมัติให้ทำงานร่วมกันในโครงสร้างแบบ “Fabric” ซึ่งจะทำให้การทำงานและการแก้ไขปัญหาในแต่ละวันง่ายดายยิ่งขึ้น ซอฟต์แวร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานร่วมกับสวิตช์ Aruba CX ได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการสร้าง Fabric และการจัดการแอปพลิเคชันให้ดีที่สุด ท่ามกลางระบบแวดล้อมที่มีทั้งระบบ Virtualised, hyper-Convereged และระบบประมวลผลพร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลจาก HPE

Aruba

ระบบนี้เหมาะสมกับผู้ดูแลระบบไอทีที่มักจะต้องวุ่นวายกับการสร้างบริการไอทีที่ต้องทำด้วยตนเองและดูแลระบบที่แยกขาดจากกัน (Silo) หลาย ๆ ระบบทั้งในส่วนคอมพิว (Compute)   การทำเวอร์ชวลไลเซชั่น  ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) และระบบเครือข่าย   ผู้ดูแลระบบภาพรวมทางด้านไอที่อาจไม่ได้มีประสบการณ์ด้านระบบเครือข่ายในเชิงลึกมากนัก (เช่นผู้ดูแลเครื่องแม่ข่ายหรือ VM) จะสามารถสร้างและบริหารจัดการ Fabric ได้จากหน้าจอเดียว  ทำให้สามารถทำงานได้อย่างทรงพลังและง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจนกระทั่งวันนี้

การเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่นและครบวงจรสำหรับการใช้งาน Edge ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สวิตช์รุ่น Aruba CX 8360 จะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มขยายระบบเครือข่ายพื้นฐานให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน และ รองรับการบริหารจัดการผ่านคลาวด์ได้แบบครบวงจรทั้งเครือข่ายในส่วน Campus และสาขา รวมไปถึง  ศูนย์รวมข้อมูล (Centres of Data) ทั้งแบบดั้งเดิมและกำลังจะเกิดขึ้นใหม่   ด้วยการใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่าย AOS-CX อันทรงพลังที่เป็นแบบ Cloud-Native ของ Aruba อุปกรณ์สวิตช์นี้ก็ได้รวมเอาความสามารถชั้นนำที่ใช้งานภายในศูนย์ข้อมูลเข้ากับระบบ Network Analytics Engine (NAE) ที่ฝั่งอยู่ภายในให้พร้อมใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ใดๆ เพิ่มเติม

Aruba CX 8360 Switch Series

จากการเปิดตัวออกมาด้วยกัน 5 รุ่น สวิตช์ Aruba CX 8360มีการเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงถึง 1/10/25/40/100GbEโดยสวิตช์ตระกูลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการใช้งานภายในศูนย์ข้อมูลที่ต้องการสถาปัตยกรรมแบบ Spine-and-Leafที่มีประสิทธิภาพสูง และการใช้งานที่กลุ่มของศูนย์รวมข้อมูลแบบ Edgeที่เน้นเรื่องความคุ้มค่าแต่ต้องการปริมาณพอร์ตที่ไม่มากนัก   รุ่นของ Aruba CX 8360 Switch Series

ผสานรวมระบบได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สุดท้าย Aruba ได้นำเสนอจุดเด่นที่สร้างความแตกต่างจากผู้ผลิตที่เน้นเรื่องระบบเครือข่ายแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวด้วยการนำเสนอบริการไฮบริดคลาวด์จาก HPE GreenLake และ Infrastructure-as-a-Service เพื่อสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลายทั้งในแบบ On-Premises  ซี่งเป็นการให้บริการแบบครบวงจรที่ Edge โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง การทำ Co-Location และการใช้งานภายในศูนย์ข้อมูล (Data Centre)  เทคโนโลยีระบบเครือข่ายของ Aruba ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับบริการใหม่ ๆ เหล่านี้ซี่งครอบคลุมถึง VM-as-a-Service  Container-as-a-Service และ SAP HANA-as-a-Service โดยลูกค้าที่ใช้งาน HPE GreenLake นั้นได้ให้ข้อมูลว่าสามารถนำเสนอบริการสู่ลูกค้าได้เร็วขึ้นถึง 75% ในขณะที่ยังคงริเริ่มติดตั้งใช้งานโครงการไอทีระดับนานาชาติที่มีความซับซ้อนได้

HPE Aruba Full Stack Integration

นอกเหนือจากทางเลือกในการใช้งานในแบบคลาวด์และแบบ as-a-service แล้ว ลูกค้ายังมีทางเลือกที่จะซื้อระบบ On-Premises พร้อมใช้ที่ผ่านการทดสอบร่วมกันแล้วโดย HPE และ Aruba สำหรับการใช้งานแบบดั้งเดิมซึ่งลูกค้าเป็นผู้บริหารจัดการเองได้ โดยระบบที่พร้อมใช้งานได้สำหรับโซลูชันศูนย์ข้อมูลไอทีที่ปรับแต่งได้นี้จะทำให้การให้บริการด้านไอทีรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น

ในขณะที่ช่วยลดเวลา ความเสี่ยง และความเชี่ยวชาญที่ต้องการในการติดตั้งใช้งานโซลูชันที่มีความซับซ้อนลงได้   การผสานรวมระบบแบบใหม่นี้ครอบคลุมทั้งในส่วน Compute, Storage, HCI, HPC, Virtualisation และคลาวด์ที่หลากหลาย ซี่งรวมถึง HPE ProLiant DL/DX servers, HPE Apollo servers, HPE SimpliVity, HPE Nimble Storage dHCI, HPE Synergy, HPE Flex Superdome, HPE Cray EX supercomputers, Cray ClusterStor storage systems และโซลูชันที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างเช่น SAP HANA, VMware และ Nutanix

เร่งการทำ Digital Transformation ของคุณให้เร็วยิ่งขึ้น

การคิดเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรม  ก้าวล้ำนำยุคสมัย และนอกกรอบจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปเมื่อองค์กรธุรกิจเปลี่ยนจาก “ทำตามสิ่งที่เคยทำมาก่อน” ไปสู่โลกของ Edge-to-Cloud  ที่กลุ่มของศูนย์รวมข้อมูล (Centres of Data) นั้นเชื่อมต่อถึงกันและจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังให้กับแอปพลิเคชันและโซลูชันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งจะส่งผลให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจนั้นดียิ่งขึ้น

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

สวิตช์ตระกูล Aruba CX 8360, Aruba Fabric Composer และระบบผสานรวมกับพันธมิตรพร้อมให้บริการแล้ววันนี้ ในขณะที่ HPE GreenLake Hybrid Cloud และโซลูชันสำเร็จรูปอื่นๆ จะพร้อมให้บริการได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2021 เป็นต้นไป

ราคา MSRP สำหรับ Aruba Fabric Composer จะเริ่มต้นที่ US$3,875 ต่อสวิตช์รุ่น CX แต่ละชุดต่อปี

ราคา MSRP สำหรับสวิตช์ Aruba CX 8360 จะเริ่มต้นที่ US$18,995 (24x10GbE)

ข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันระบบเครือข่ายศูนย์ข้อมูลของ Aruba กรุณาเยี่ยมชมที่:

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Edge Study ของ Aruba กรุณาเยี่ยมชมที่:

from:https://www.mobileocta.com/aruba-launches-the-cx-8360-switch-and-fabric-composer-software/

Aruba เพิ่มระบบการสนับสนุน AWS Transit Gateway Connect ได้อย่างอัตโนมัติ

ในงาน AWS re:Invent 2020 ที่ผ่านมา Aruba ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม SD-WAN ซึ่งประกอบไปด้วย Aruba SD-Branch และโซลูชัน Silver Peak Unity EdgeConnect™ ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการมาเมื่อเร็วๆ นี้

โดยความสามารถดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำการตรวจสอบ, บริหารจัดการ และเชื่อมต่อสาขาไปยัง Amazon Web Services (AWS) ได้โดยอัตโนมัติจากศูนย์กลาง การผสานรวมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Aruba SD-WAN เข้ากับความสามารถใหม่อย่าง AWS Transit Gateway Connect นี้จะช่วยให้การดูแลรักษาและบริหารจัดการเครือข่ายง่ายดายขึ้นเป็นอย่างมาก และช่วยให้ลูกค้าสามารถกำหนดคุณภาพของการให้บริการและนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างทั่วถึงไปยังสาขาของบริษัทเมื่อเชื่อมต่อไปยัง Amazon Virtual Private Clouds (Amazon VPCs) โดยผู้ใช้งานที่สาขาจะได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ และประสบการณ์การใช้งานด้วยคุณภาพระดับสูง

เมื่อองค์กรธุรกิจมองหาวิธีการที่จะปรับปรุงระบบเครือข่ายให้ทันสมัยขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของการมีออฟฟิศทำงานที่กระจายอยู่หลายแห่ง และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พกพาและ Internet of Things (IoT) ธุรกิจเหล่านี้ย่อมต้องการแนวทางที่ง่ายดายที่จะติดตั้งใช้งาน, บริหารจัดการ และตรวจสอบการทำงานของระบบเครือข่ายที่สาขาซึ่งกระจัดกระจายอยู่หลายพื้นที่เพื่อให้มั่นใจถึงประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัย, การปฏิบัติตามข้อบังคับ และการให้บริการแอปพลิเคชันแก่ผู้งานได้

บริการ AWS Transit Gateway Connect ที่เปิดตัวมาใหม่นี้จะทำให้การผสานรวมระบบร่วมกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Aruba SD-WAN นั้นแนบชิดและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถติดตั้งใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการลง และพร้อมที่จะเข้าถึงข้อมูลชี้วัดเชิงประสิทธิภาพและข้อมูลการใช้งานเครือข่ายได้ดีขึ้น

ความสามารถใหม่ทางด้าน AWS Transit Gateway Connect สำหรับโซลูชัน Aruba SD-WAN นี้พร้อมให้ใช้งานแล้ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ https://www.arubanetworks.com/products/networking/sd-wan/

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-aws-transit-gateway-connect/

Aruba เปลี่ยนการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายจากสาขาของธุรกิจไปยัง AWS ให้เป็นอัตโนมัติ ด้วยการสนับสนุน AWS Transit Gateway Connect

ในงาน AWS re:Invent 2020  อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือฮิวเลตต์แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ (NYSE: HPE) ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม SD-WAN ซึ่งประกอบไปด้วย Aruba SD-Branch และโซลูชัน Silver Peak Unity EdgeConnect™ ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการมาเมื่อเร็วๆ นี้

โดยความสามารถดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำการตรวจสอบ, บริหารจัดการ และเชื่อมต่อสาขาไปยัง Amazon Web Services (AWS) ได้โดยอัตโนมัติจากศูนย์กลาง การผสานรวมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Aruba SD-WAN เข้ากับความสามารถใหม่อย่าง AWS Transit Gateway Connect นี้จะช่วยให้การดูแลรักษาและบริหารจัดการเครือข่ายง่ายดายขึ้นเป็นอย่างมาก และช่วยให้ลูกค้าสามารถกำหนดคุณภาพของการให้บริการและนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างทั่วถึงไปยังสาขาของบริษัทเมื่อเชื่อมต่อไปยัง Amazon Virtual Private Clouds (Amazon VPCs) โดยผู้ใช้งานที่สาขาจะได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ และประสบการณ์การใช้งานด้วยคุณภาพระดับสูง

Aruba

เมื่อองค์กรธุรกิจมองหาวิธีการที่จะปรับปรุงระบบเครือข่ายให้ทันสมัยขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของการมีออฟฟิศทำงานที่กระจายอยู่หลายแห่ง และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พกพาและ Internet of Things (IoT) ธุรกิจเหล่านี้ย่อมต้องการแนวทางที่ง่ายดายที่จะติดตั้งใช้งาน, บริหารจัดการ และตรวจสอบการทำงานของระบบเครือข่ายที่สาขาซึ่งกระจัดกระจายอยู่หลายพื้นที่เพื่อให้มั่นใจถึงประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัย, การปฏิบัติตามข้อบังคับ และการให้บริการแอปพลิเคชันแก่ผู้งานได้ บริการ AWS Transit Gateway Connect ที่เปิดตัวมาใหม่นี้จะทำให้การผสานรวมระบบร่วมกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Aruba SD-WAN นั้นแนบชิดและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถติดตั้งใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการลง และพร้อมที่จะเข้าถึงข้อมูลชี้วัดเชิงประสิทธิภาพและข้อมูลการใช้งานเครือข่ายได้ดีขึ้น

“ในการบริหารจัดการการเชื่อมต่อไปยัง AWS องค์กรธุรกิจนั้นมีทางเลือกที่หลากหลายและสามารถสร้างสมดุลให้กับความต้องการของตนเองได้ตามประเภทของแอปพลิเคชันที่ใช้งานและสถานที่ที่ผู้ใช้งานอยู่” คุณ Mayumi Hiramatsu รองประธานฝ่าย Amazon EC2 Networking แห่ง Amazon Web Services, Inc.กล่าว “การประกาศถึงการผสานระบบระหว่าง Aruba และ AWS Transit Gateway Connect ในวันนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกับกับทีม Aruba อย่างต่อเนื่องของเราเพื่อทำให้การทำงานด้านไอทีเป็นระบบมากขึ้นและทำให้ลูกค้าที่มีร่วมกันของเรานั้นสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างธุรกิจให้เติบโตและการทำ Digital Transformation ได้ท่ามกลางยุคสมัยคลาวด์”

ความเร็ว ความมั่นคงปลอดภัย และความง่ายดายนั้นคือประโยชน์ของการผสานระบบระหว่าง Aruba และ AWS Transit Gateway โดยความสามารถใหม่ใน AWS Transit Gateway Connect นั้นจะสามารถสร้างประโยชน์ได้หลากหลายประการ ได้แก่:

  • ทำให้ฝ่ายไอทีมีผลงานที่มากขึ้นโดยทำงานน้อยลง: เนื่องจาก AWS Transit Gateway Connect ที่เปิดตัวมาใหม่นี้จะช่วยให้การเชื่อมต่อไปยังสาขาเป็นไปได้แบบอัตโนมัติ ด้วยการเชื่อมต่อแต่ละสาขาเข้ากับ AWS Transit Gateway ที่อยู่ใกล้ที่สุดให้แบบอัตโนมัติ ทำให้ทีมไอทีไม่จำเป็นต้องทำการตั้งค่า Routing ด้วยตนเองสำหรับแต่ละ VPC ละสามารถบริหารจัดการทราฟฟิกและขั้นตอนการทำงานได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้งานนั้นสัมผัสได้ว่าประสิทธิภาพและความมั่นคงทนทานของแอปพลิเคชันนั้นสูงขึ้น และท้ายที่สุดก็ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย
  • เชื่อมต่อแบบ Branch-to-Cloud ได้แบบอัตโนมัติสำหรับระบบขนาดใหญ่: ความสามารถ, การทำงานแบบอัตโนมัติ และการจัดการแบบรวมศูนย์ของระบบ SD-WAN ระดับองค์กรนั้นได้ส่งมอบประสบการณ์ในการดูแลรักษาระบบที่เชื่อมต่อระหว่าง VPC ในรูปแบบเดียวกันเมื่อใช้ AWS Transit Gateway เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ทำให้ประหยัดเวลาและทรัพยากรในการทำงานลงได้ นอกจากนี้ AWS Transit Gateway ก็ยังทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมผสานระหว่าง Cloud-to-Cloud ภายในระบบเครือข่ายทั่วโลกของ AWS เพื่อเชื่อมต่อไปยัง Amazon VPC หลายแห่งใน AWS Region ที่หลากหลาย และทำให้การเชื่อมต่อสำหรับแต่ละสาขานั้นมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
  • ลดเวลาที่ใช้ในการติดตั้งระบบเครือข่ายที่สาขาด้วยขั้นตอนการทำงานที่ครบวงจรและการตรวจสอบชั้นสูง: ระบบ Virtual Appliance ของ Aruba Virtual Gateways และ Silver Peak Unity EdgeConnect ร่วมกับระบบบริหารจัดการ SD-WAN แบบรวมศูนย์นั้นทำให้ลูกค้าสามารถเชื่อม SD-WAN Fabric ที่มีอยู่เข้ากับ AWS ได้อย่างง่ายดาย

Verisk Analytics, Inc. ผู้ให้บริการชั้นนำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลที่ให้บริการลูกค้าในอุตสาหกรรมประกัน,  พลังงาน และการเงินทั่วโลก เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริษัทนวัตกรรมที่มีวิสัยทัศน์แบบ All-Cloud โดย Verisk ได้วางสถาปัตยกรรมของระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรของตนให้มีการใช้แนวทาง Cloud-Native เพื่อส่งมอบประสบการณ์ของผู้ใช้งานที่ไร้รอยต่อและทันสมัยให้กับพนักงานและลูกค้าของตนเอง ด้วยการใช้โซลูชัน Aruba SD-WAN ร่วมกับ AWS Transit Gateway ก็ทำให้ Verisk สามารถควบรวมเทคโนโลยีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายให้อยู่รวมกันให้ระบบ SD-WAN เดียวที่ทำงานร่วมกันได้แบบอัตโนมัติ และย้ายระบบแอปพลิเคชันและระบบงานทั้งหมดขึ้นสู่ AWS ส่งผลให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ สามารถตรวจสอบระบบเครือข่ายได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น และยังทำให้ Verisk สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มหาศาลจากการลดขนาดของศูนย์ข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ลงได้

“ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของเราต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจของเรา และการย้ายไปสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบคลาวด์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในทิศทางที่ถูกต้อง” คุณ Sophie Twu ผู้จัดการด้านระบบวิศวกรรมเครือข่ายแห่ง Verisk กล่าว “การเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้ มีช่องทางสำรอง และการบริหารจัดการจากศูนย์กลางได้สำหรับ Gateway, Switch และ Access Point ทั้งหมดพร้อมความสามารถในการติดตั้งอุปกรณ์ที่สาขาของบริษัทได้นี้ล้วนเป็นประโยชน์จากการผสานโซลูชันระหว่าง AWS และ Aruba เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับความสามารถในการผสานรวมระบบล่าสุดที่รวมเทคโนโลยีของ Aruba เข้ากับความสามารถใหม่อย่าง AWS Transit Gateway Connect และเรารู้สึกว่าสิ่งนี้ยังมีโอกาสที่จะทำให้การติดตั้งและบริหารจัดการระบบเครือข่ายของเราและการเชื่อมต่อสาขาของเราเข้ากับ AWS ให้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นไปอีก”

การเข้าซื้อกิจการของ Silver Peak ในช่วงก่อนหน้าของปีนี้ได้ทำให้ลูกค้าของเราที่กำลังมองหาหนทางในการก้าวไปสู่สถาปัตยกรรม Cloud-First และผู้ที่กำลังทำสิ่งเดียวกันนี้อยู่มีอีกทางเลือกหนึ่ง โดยระบบ Silver Peak Unity EdgeConnect SD-WAN Edge Platform ก็สามารถทงานร่วมกับ AWS Transit Gateway Network Manager ได้ ทำให้ผู้บริหารจัดการเครือข่ายสามารถสร้างหน้าจอกลางที่รวมเอาข้อมูลจากทุกสาขาและทุกการเชื่อมต่อระหว่าง AWS และบริษัทของตนเองเข้าไว้ด้วยกันได้ ทำให้สามารถตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเครือข่าย, เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และข้อมูลชี้วัดเชิงการทำงานได้ และนำไปสู่การส่งมอบคุณภาพเชิงประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้งาน

“องค์กรธุรกิจที่ทันสมัยในทุกวันนี้ต้องการความเร็ว ความยืดหยุ่น และความง่ายดายในการเพิ่มขยายระบบเพื่อปรับตัวให้เข้ากับความต้องการทางธุรกจได้อย่างรวดเร็ว และในหลายครั้งคลาวด์ก็คือคำตอบ” คุณ Alan Weckel ผู้ก่อตั้งและหัวหน้านักวิเคราะห์แห่ง 650 Group กล่าว “Aruba ยังคงร่วมมือกับ AWS อย่างต่อเนื่อง และด้วย Silver Peak ที่เข้ามาเสริมในตอนนี้ ก็ทำให้มีโอกาสอย่างมหาศาลสำหรับลูกค้าของ AWS ที่ต้องการใช้พลังของคลาวด์อย่างเต็มที่ ในขณะที่ยังคงมั่นใจได้ในการเชื่อมต่อจากสาขาที่มีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย โดยไม่ต้องเผชิญกับความซับซ้อนที่เดิมทีนั้นเคยเจอในการใช้งานและบริหารจัดการกับ VPC ที่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง”

ความสามารถใหม่ทางด้าน AWS Transit Gateway Connect สำหรับโซลูชัน Aruba SD-WAN นี้พร้อมให้ใช้งานแล้ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ https://www.arubanetworks.com/products/networking/sd-wan/

ข้อมูลเพิ่มเติม:

อรูบ้า (Aruba)  บริษัทในเครือฮิวเลตต์แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

อรูบ้า (Aruba)  บริษัทในเครือฮิวเลตต์แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์คือผู้นำระดับโลกทางด้านโซลูชันระบบเครือข่ายอัจฉริยะสำหรับ Edge-to-Cloud ที่มั่นคงปลอดภัยซึ่งใช้ AI ในการเปลี่ยนระบบเครือข่ายให้เป็นอัตโนมัติ และยังใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และทางเลือกในการใช้งานแบบ as-a-service ก็ทำให้อรูบ้าได้ใช้แนวทางแบบ Cloud-Native ในการช่วยให้ลูกค้าสามารถตอบ์โจทย์ด้านการเชื่อมต่อ, ความมั่นคงปลอดภัย และความต้องการทางด้านการเงินได้ทั้งสำหรับการใช้งานในทั่วทั้งองค์กรธุรกิจ, สาขาของธุรกิจ, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากระยะไกล โดยครอบคลุมทั้งการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบมีสาย, เครือข่ายแบบไร้สาย และเครือข่าย WAN

ถ้าหากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ https://www.arubanetworks.com/ โดยสำหรับการอัปเดตข่าวสารแบบทันท่วงที กรุณาติดตามที่ Twitter และ Facebook และสำหรับการพูดคุยเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการเชื่อมต่อเครือข่ายทุกที่ทุกเวลาและผลิตภัณฑ์ของอรูบ้า กรุณาเยี่ยมชม Airheads Social ที่ https://community.arubanetworks.com/

from:https://www.mobileocta.com/aruba-automates-networking-from-business-branches-to-aws-with-support-for-aws-transit-gateway-connect/