คลังเก็บป้ายกำกับ: ARTIFICIAL_INTELLIGENCE

ทรัมป์ประกาศแผนหนุนการพัฒนา AI เต็มที่ เพื่อให้อเมริกาเป็นผู้นำด้าน AI ต่อไป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศแผน American AI Initiative ที่มุ่งหวังให้หน่วยงานรัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยลงทุน AI เป็นลำดับแรก และเพื่อให้มั่นใจว่า นวัตกรรม AI ที่ยอดเยี่ยมจะมาจากผู้สร้างเทคโนโลยีในสหรัฐฯ

5 ปัจจัยสำคัญของแผนการ American AI Initiative คือ สนับสนุนการวิจัยระยะยาว ให้นักวิจัยในสหรัฐฯสามารถเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลกลางมากขึ้น, ปรับปรุงผลลัพธ์การทำงานของ AI, เตรียมกำลังคนให้พร้อม มีทักษะ AI เพื่องานในอนาคต รวมทั้งสนับสนุนการศึกษา STEM (วิทยาศาสตร์,เทคโนโลยี,วิศวกรรมและคณิตศาสตร์) ในภาคการศึกษา, สถาบันด้านเทคโนโลยีควรกำหนดไกด์ไลน์สำหรับการพัฒนา AI ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งมาตรบานความปลอดภัย

และข้อสุดท้าย ที่น่าจะเป็นเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือ ปกป้องความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี AI ของอเมริกาให้คงอยู่ต่อไป ท่ามกลางสมครามการค้า จีน สหรัฐที่กำลังระอุ ยังมีเรื่องของความเป็นผู้นำเทคโนโลยีที่อเมริกาเป็นผู้นำมาตลอดนั้น กำลังถูกท้าทายโดยเทคโนโลยีจีน

อย่างไรก็ตาม ในแผนการพูดถึงหลักการภาพรวมเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงเม็ดเงินลงทุนแต่อย่างใด

No Description
ภาพจาก White House

ที่มา – White House

from:https://www.blognone.com/node/108093

โฆษณา

IBM เตรียมปล่อยบริการ AI แบรนด์ Watson ให้ใช้งานบนคลาวด์ใด ๆ ก็ได้

IBM ประกาศเตรียมปล่อยบริการ AI ภายใต้แบรนด์ Watson ให้ระบบคลาวด์อื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการใช้งานแพลตฟอร์ม Watson มากขึ้น

Ruchir Puri ซีทีโอและหัวหน้าฝ่ายสถาปัตยกรรมของ IBM Watson ระบุว่า ลูกค้าต่างก็ต้องการใส่ AI เข้ากับแอพพลิเคชั่นเพราะว่าข้อมูลของลูกค้านั้นกระจายอยู่หลาย ๆ ที่ ทั้งคลาวด์ส่วนตัวหรือสาธารณะ และปัจจุบันผู้ให้บริการ AI ต่างก็พยายามล็อกเข้ากับการอิมพลีเมนต์ที่เฉพาะเจาะจงและไม่เหมาะสมในการใช้งานกับไฮบริดคลาวด์

ดังนั้น IBM จึงตัดสินใจนำ Watson ให้บริการบนคลาวด์ใด ๆ ก็ได้ โดยการรันผ่านระบบ IBM Cloud Private ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของ IBM เองในการรัน Watson โดยในช่วงต้นจะเริ่มโฟกัสไปที่ Watson Assistant และ Watson OpenScale ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงในกลุ่ม Watson ก่อน จากนั้นจะค่อย ๆ ทยอยนำส่วนที่เหลือมาลงแพลตฟอร์มในปีนี้

นอกจากนี้ IBM ยังเปิดตัว Watson Machine Learning Accelerator เพื่อนำ GPU clustering สมรรถนะสูงมาใช้งานกับ Power Systems และ X86 เพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพ AI สูงขึ้นอีก 10 เท่า และ IBM Business Automation Intelligence with Watson เพื่อให้ภาคธุรกิจนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับแอพพลิเคชั่นเพื่อการ automate งานต่าง ๆ ตั้งแต่งานทั่วไปจนถึงงานที่ซับซ้อนได้

ที่มา – TechCrunch

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108086

สตาร์ทอัพจีนทำแอพที่มี AI อยู่เบื้องหลัง ช่วยตรวจการบ้านคณิตศาสตร์ให้นักเรียน

การบ้าน นอกจากจะเป็นหน้าที่ของนักเรียนต้องทำแล้ว อาจเป็นความเหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าของผู้ตรวจที่ต้องตรวจการบ้านนักเรียนทุกคน ล่าสุด สตาร์ทอัพจีน Yuanfudao ที่ทำเรื่องการศึกษาออนไลน์ได้สร้างแอพพลิเคชั่นช่วยตรวจการบ้านคณิตศาสตร์ โดยมีพลัง AI ช่วยงานอยู่เบื้องหลัง และสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงถ่ายรูปเข้าไปในแอพ

แอพ Xiaoyuan Kousuan ของ Yuanfudao ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศจีนตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ทางบริษัทยังอ้างด้วยว่าได้ตรวจสอบปัญหาทางคณิตศาสตร์เฉลี่ย 70 ล้านข้อต่อวัน Li Xin ผู้ร่วมก่อตั้ง Yuanfudao บอกว่า ในการตรวจสอบปัญหาเกือบ 100 ล้านครั้งทุกวัน บริษัทต้องทำความเข้าใจรูปแบบของความผิดพลาดของนักเรียนเวลาเจอโจทย์ต่างๆ

Yuanfudao ถือเป็นบริษัททำบทเรียนออนไลน์ในจีนที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีน และยังมี Tencent ลงทุนด้วย

No Description
ภาพจาก Yuanfudao

ที่มา – SCMP

from:https://www.blognone.com/node/108059

IBM วิจัย AI วิเคราะห์ Big Data ป้องกันปัญหาไฟดับด้วยข้อมูลหลากหลาย

ปัญหาเรื่องต้นไม้เจริญเติบโตในบริเวณทางเดินสายไฟฟ้าและทำให้สายไฟขาดนั้นเป็นปัญหามาตรฐานที่ทำให้เกิดเหตุไฟดับซึ่งหลากหลายประเทศพบเจอ ทาง IBM จึงได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่มาหลากหลาย เพื่อนำมาวิเคราะห์ได้ว่าสายไฟเส้นใดในแต่ละพื้นที่จะมีความเสี่ยงที่จะขาดจากการที่มีต้นไม้เจริญเติบโตรายรอบได้บ้าง

Credit: ShutterStock.com

ระบบดังกล่าวนี้จะใช้ AI ประมวลผลข้อมูลที่รวบรวมมาจากภาพถ่ายดาวเทียม, Drone, ภาพถ่ายทางอากาศ, Sensor ของอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเติม และข้อมูลสภาพอากาศเพื่อช่วยให้เหล่าธุรกิจด้านพลังงานสามารถติดตามได้ว่าสายส่งพลังงานไฟฟ้าของตนเองที่มีความยาวและกระจายตัวเป็นพื้นที่กว้างนั้น จุดใดมีความเสี่ยงได้บ้าง

นอกจากการนำมาใช้ติดตามสายไฟที่อาจจะขาดได้แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังสามารถช่วยติดตามความเสถียรของระบบจ่ายไฟฟ้าในภาพรวม, ติดตามและป้องกันการเกิดเพลิงป่า และการบริหารจัดการกรณีที่เกิดเหตุวาตภัยได้อีกด้วย

เทคโนโลยีนี้ถูกสร้างขึ้นโดยต่อยอดจากเทคโนโลยี PAIRS Geoscope ของทีม IBM Research ที่มีการรับข้อมูลมากกว่า 10TB ในแต่ละวันมารวบรวมเอาไว้ และมีการให้บริการข้อมูลกว่า 15 ล้านครั้งให้แก่เหล่านักวิจัยกว่า 4,000 คนใน 80 ประเทศทั่วโลกในเวลานี้ และเมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปผสานรวมกับ AI ก็ทำให้ IBM สามารถนำเสนอโซลูชันดังกล่าวผ่านทางระบบ Hybrid Cloud ของตนเองเพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างคุ้มค่าและชาญฉลาดยิ่งขึ้น

ที่มา: https://sg.channelasia.tech/article/657195/new-ibm-tech-aims-prevent-power-outages/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-ai-could-reduce-power-outage-issue/

ทำไมประเทศพัฒนาแล้วถึงได้หวงข้อมูลส่วนตัวกันนักหนา? มาทำความรู้จักทุนนิยมในโลกเทคโนโลยี 2019

การเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มรูปชนิดที่เทคโนโลยี อุปกรณ์สื่อสาร สมาร์ทโฟน หรืออินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอยู่ในทุกๆกิจวัตรของเรานั้น กลายเป็นประเด็นหลักที่โลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และสำหรับภาคธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นของเล่นใหม่ สู่การเป็นเครื่องมือกระแสหลักชนิดที่ธุรกิจใดไม่ใช้เทคโนโลยี ธุรกิจนั้นถือว่าล้าหลัง และแน่นอนว่าผู้สร้างผลผลิตทางข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กับภาคธุรกิจก็คือผู้บริโภคอย่างเราๆนี่เอง…

ข้อมูลส่วนตัว ขุมทรัพย์ล้ำค่าของบริษัทเทคโนโลยี ที่เราให้ไปแบบไม่ระวังตัว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวเรื่องการนำเอาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจจำนวนมาก ไม่ว่าจะโดยการได้รับอนุญาตโดยปริยายคือเรากดยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการบางอย่างแบบไม่ระวังตัว (นึกภาพว่าเรานั่งเล่นควิซยอดฮิตบน Facebook อย่าง “คุณ…ในอีก 5 ปีข้างหน้า” 😀 ) หรือบางทีก็ไม่ได้อนุญาตเลยเสียด้วยซ้ำอย่างที่มีข่าวลือกันโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา ถึงขนาดว่า โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ตบางรายมีการให้ลูกค้ารายใหญ่เข้าถึงฐานข้อมูลที่ถูกย่อยและแปลความมาจาก กล่องข้อความแชทส่วนตัว 😯 ที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมของผู้บริโภครายบุคคลกันเลยทีเดียว จนเป็นเรื่องเป็นราวชนิดที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกต้องผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปขึ้นศาลเพื่อตอบคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศต่อความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล

เคยมั๊ย… เวลาที่เราเม้าท์มอยกันสนุกปากกับเพื่อนๆ ถึงสินค้าและบริการต่างๆ เสื้อผ้าสุดชิค สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิป และกลับบ้านไปเราเปิด Facebook หรือ Instagram ขึ้นมาไถดูเต็มไปด้วย ads ของสินค้าที่เราเพิ่งพูดถึงมาหยกๆ หรือเว็บไซต์จองโรงแรมตามจุดหมายปลายทางยอดฮิตราวกับว่า ตาวิเศษรู้ หูวิเศษได้ยิน มีคนดลบันดาลให้เราต้องเสียตังค์  สะดวกเกิ๊น!  😎 

จาก Data-Driven Economy สู่ Surveillance Capitalism

อันที่จริงในส่วนของ Data-Driven Economy นั้นไม่ใช่คำศัพท์ใหม่แต่อย่างใด เพราะการจัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการบริหารและธุรกิจนั้นมีมานานเกินครึ่งทศวรรษแล้วด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าในปัจจุบันมันกลายมาเป็นทุกส่วนของชีวิตเราทุกคนไปแล้ว มันเป็นมากกว่าแค่การจัดทำฐานข้อมูล แต่เราเข้าสู่ยุคของการประยุกต์ใช้ขั้นสุดของนวัตกรรมทางข้อมูลที่มาเป็นคอมโบเซ็ตอย่าง การจัดเก็บข้อมูลขนาดมหึมาที่เป็นระบบกว่าที่ประวัติศาสตร์เคยมี (Big Data) ซึ่งมาพร้อมกับ การเรียนรู้ ประมวล และดำเนินการอันรวดเร็วแบบยังไม่มีจุดสิ้นสุดของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence และ Machine Learning) โดย 2 องค์ประกอบหลักของนวัตกรรมทางข้อมูลนี้ทำให้เราได้พบกับคำศัพท์ใหม่แกะกล่อง 2019 กับคำว่า “Surveillance Capitalism” หรือ “ทุนนิยมบนการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล” (จริงๆแล้วคำศัพท์นี้ถูกบัญญัติเอาไว้ครั้งแรกตั้งแต่ 2014 นะแต่เพิ่งได้รับการพูดถึงในวงกว้างก็ตอนนี้นี่ล่ะ)

มันคือทุนนิยมที่ทำงานในรูปแบบของตัวแปรทางข้อมูลที่ถูกย่อยแยกและสกัดมาแล้วอย่างแยบยล – Shoshana Zuboff | นักทฤษฎีศาสตร์ทางธุรกิจและสังคม

สำหรับคำว่า Surveillance เราอาจจะคุ้นหูคุ้นตากันอยู่บ้างเพราะโดยปกตินั้นจะหมายความถึง การสอดส่องตรวจการ เช่น Surveillance System หรือ Surveillance Camera ก็คือระบบตรวจการหรือกล้องวงจรปิดที่จะจับตาดูเราทุกฝีก้าวนั่นเอง! พอถูกคุณ Shoshana นำเอามารวมไว้กับคำว่าทุนนิยม (Capitalism) นิยามให้เข้าใจกันง่ายขึ้นอาจเรียกได้ว่ามันคือ “การสร้างเม็ดเงินชนิดไม่รู้จบ โดยอาศัยการเข้าถึงข้อมูลและคุณลักษณะทุกรูปแบบของผู้บริโภครายบุคคล” นั่นเอง  😕

เทคโนโลยีแห่งข้อมูล… ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไปแล้ว

หากสงสัยว่ามันสำคัญอะไรนักหนากับการที่บริษัทเทคโนโลยีจะก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตเราถึงขนาดที่ต้องสร้างความตระหนักให้ผู้อ่านเห็นว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของเราพวกเรามีความสำคัญมากสักแค่ไหนกับคำว่า “ทุนนิยม” เราลองนึกดูว่า การเข้าถึงข้อมูลอะไรก็ได้ในชีวิตประจำวันของเรามันง่ายขึ้นมากน้อยแค่ไหนหากเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว และถ้ามองในแง่มูลค่าของเงินล่ะก็ลองหาคำตอบกันดูว่า 10-15 ปีก่อนหน้านี้ เรามีบริษัทยักษ์ใหญ่ในแง่มูลค่า 5 อันดับแรกของโลกที่วนเวียนอยู่ในกลุ่มพลังงาน อุตสาหกรรมหนัก สินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อเทียบกับวันนี้ที่ 5 อันดับแรกของโลกประกอบไปด้วย Microsoft, Apple, Google, Amazon, และ Facebook ยังไงล่ะ ซึ่งบริษัทพวกนี้ล้วนใช้วิทยาการขั้นสูงสุดของ Information Technology เข้ามาเกี่ยวข้องในทำการรายได้มหาศาลจากผลิตภัณฑ์และบริการของตนทั้งสิ้นนั่นเอง

แล้วรายได้มหาศาลที่ว่าสร้างมาจากอะไรน่ะหรอ… ก็สร้างมาจากการที่ยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีพวกนี้ล้วนเข้าถึงข้อมูลของเราละเอียดชนิดที่ว่า เราชอบทำอะไร เรามีไลฟ์สไตล์แบบไหน เรามีสถานภาพทางการเงินอย่างไร เราชอบฟังเพลงหรือดูหนังแนวไหน เรากำลังมีความรู้สึกแบบใดกับชีวิต และฐานข้อมูลมหึมานี้ระบุได้แม้กระทั่งอนาคตของเราว่า เราจะทำอะไรต่อไป เราเข้าคูหาแล้วมีโอกาสกาเบอร์ไหนมากที่สุดในวันเลือกตั้ง (ทั้งๆที่บางทีเราเองยังไม่แน่ใจเลยเสียด้วยซ้ำ) และแน่นอนว่าข้อมูลพวกนี้ ระบุอนาคตได้แม่นยำเสียยิ่งกว่า Quiz “คุณ… ในอีก 5 ปีข้างหน้า” เป็นไหนๆ  :mrgreen:

แต่ความพีคที่สุดนอกเหนือจากรายได้มหาศาล คือเมื่อบริษัทเหล่านี้เมื่อสามารถระบุพฤติกรรมไลฟ์สไตล์และทำนายอนาคตของเราได้แล้ว ก็จะสามารถปั่นหัวปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราได้เช่นกัน ลองนึกภาพเวลาเราไถฟีดเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์แล้วเห็นคนที่คิดเหมือนกับเราเยอะๆ เราก็จะเข้าใจว่าคนส่วนมากคิดแบบเดียวกัน ซึ่งจะเพิ่มความมั่นใจต่อเรื่องนั้นๆให้มากขึ้นไปได้ ทั้งที่ในความจริงแล้วมันเป็นเพียงอัลกอริทึ่มแสดงผลของบริษัทเหล่านั้นที่ทำขึ้นมาเพื่อทำให้เรารู้สึกดี เห็นข้อมูลที่เราอยากเห็นเวลาใช้บริการก็เท่านั้นเอง แต่ถ้ามองอีกมุมคือถ้าเค้าต้องการจะเปลี่ยนความคิดของเรา การที่เค้าพยายามขึ้นข้อมูลต่างๆบนฟีดให้มาก แสดงความคิดที่เค้าต้องการจะฝังเข้าไปในหัวของเรา ก็จะสามารถทำได้เช่นเดียวกันนั่นเอง

ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลของเรา = แหล่งทำเงินที่ใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้

อย่างที่เราพอจะทราบกันอยู่แล้วว่ายักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีของโลก ณ วันนี้ ล้วนแล้วแต่มีรายได้ไม่ส่วนนึงก็ส่วนใหญ่มาจากระบบโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มีมูลค่าสูงเสียยิ่งกว่ายุคที่โทรทัศน์คือแหล่งบันเทิงหลักของทุกครอบครัว เพราะการทำโฆษณาในรูปแบบดิจิทัลอย่างที่ทุกวันนี้ทำกันนั้น มันไม่จำเป็นต้องกระจาย ไม่จำเป็นต้องเยอะ เพียงแต่มันต้องตรงเป้าหมาย และวิธีการที่ธุรกิจกลุ่มนี้ทำให้ได้มาซึ่งการแยกประเภทของผู้บริโภคที่ตรงตามเป้าหมายเสมอก็เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากการเก็บ รวบรวม ประมวล แบ่งประเภททางคุณลักษณะและพฤติกรรมของพวกเราทุกคน ในทุกๆกิจวัตรของเราหรือแม้กระทั่งเราแค่เอานิ้วโป้งปัดหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อไถและกดไลค์เพื่อนๆผ่านสังคมออนไลน์ไปวันๆก็ตามที การันตีให้ตรงนี้เลยว่าพวกเรากำลังถูกจับตาดูในเกือบทุกๆการเคลื่อนไหวของชีวิตเลยก็ว่าได้เว้นแต่ว่า คุณจะไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ ไม่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเลยตลอดช่วงชีวิตของคุณต่อจากนี้ไปอะไรทำนองนั้น…

ผู้บริโภคอาจเป็นเหยื่อของนวัตกรรมทางข้อมูล… ?

อันที่จริงมีสิ่งที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าและเรากำลังจะได้พบเจอกันไม่เร็วก็ช้ากันทุกๆคนอย่างแน่นอนก็คือ “การกำหนดพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคโดยใช้สื่อกระตุ้นที่ผ่านการประมวลมาอย่างแยบยลผ่านนวัตกรรมทางข้อมูลแล้วว่า ผู้บริโภคคนไหนต้องใช้อะไรไปกระตุ้นให้มีความต้องการซื้อหรือใช้บริการใดๆตามความประสงค์ของผู้จัดการข้อมูลหรือเจ้าของแพลตฟอร์มประชาสัมพันธ์นั้นๆ” ขออนุญาติแปลภาษาไทยเป็นภาษาไทยให้เพื่อนๆสมาชิกชาว DroidSans ที่อาจจะยังไม่ตระหนักได้เห็นภาพกันดังนี้…

สมมุติว่าเราเป็นคนที่คลั่งไคล้ในป้าย SALE เอามากๆ และเรากำลังมีความต้องการอยากได้ เครื่องฟอกอากาศ หรือ หน้ากากกันฝุ่น PM2.5 ชั้นดีที่ขาดตลาดกันอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ เสิร์จหาเท่าไหร่ก็ไม่มีของต้องผ่านการ pre-order รอราวๆ 1 เดือนเท่านั้น แต่ปรากฏว่าเช้าวันหนึ่งเราเปิดสมาร์ทโฟนคู่ใจขึ้นมาไถหน้า feed ของ Facebook เพื่อส่องชีวิตเพื่อนๆตามปกติ แต่เราดันไถผ่าน ads ชิ้นโตขนาดครึ่งจอสมาร์ทโฟนพร้อมข้อความสุดลึกซึ้งใจความว่า เครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ ของแท้ประกันศูนย์ ลดไปเลย 50% สั่งแล้วส่งฟรีแถมได้ของใน 2 วันไม่ต้องรอนาน… ถามว่าเราจะสั่งหรือไม่ แน่นอนว่าเรารู้กันดีอยู่แก่ใจ สั่งสิครับ รออะไรล่ะจังหวะนี้ โดยไม่ทันได้คิดว่าของชิ้นมันแท้จริงหรือเป็นเพียงการหลอกลวงซะด้วยซ้ำ 😈 

แน่นอนว่ารัฐบาลจากหลายๆประเทศทั่วทุกมุมโลกก็เริ่มศึกษาแนวทางการจัดการกับการเข้าถึงข้อมูลประเภทนี้ของผู้บริโภคเพื่อเตรียมรับมือกันแล้ว ว่าควรมีขอบเขตอะไรแค่ไหนอย่างไร เพื่อรักษาสิทธิ์ส่วนบุคคลเอาไว้ และเข้าควบคุมจัดการไม่ให้การใช้ประโยชน์รูปแบบนี้มันมากเกินไปจนริดรอนความเป็นส่วนตัวทางข้อมูลของผู้บริโภค อย่างที่เมื่อเร็วๆนี้ถึงกับต้องมีการไล่สอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงกันอยู่ถึงขนาดที่ว่า ผู้จัดการข้อมูลเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงหรือตัดสินผลการเลือกตั้งประธานธิบดี หรือ ผลการลงประชามติของชาติมหาอำนาจตะวันตกได้เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีทางข้อมูลขั้นสูงที่ว่ากันนี้เพื่อทำ “Marketing” ฟังดูล้ำ แต่มันก็น่ากลัวอยู่ไม่น้อย ถ้าวันใดวันนึง เราอาจตกเป็นเหยื่อของ Marketing ที่ว่านี้เสียเอง และเมื่อมองกลับมายังประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ถูกนำมาพูดถึงเลยแม้แต่น้อย แต่ซ้ำร้ายถูกนำเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการปั่นหัวประชาชนสำหรับคนระดับบริหารกันไปเสียอีก โดยการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้มั่นใจได้ว่าเราจะได้เห็นสงครามข้อมูลข่าวสาร และการนำข้อมูลส่วนตัวมาเล่น ผ่านสังคมออนไลน์กันเพียบ ขึ้นอยู่กว่าคุณจะ “รู้” หรือ “ไม่รู้” ก็เท่านั้น

อ่านกันสักนิดก่อนคลิก “ยอมรับ” ข้อตกลงและเงื่อนไขในทุกๆบริการ…

อันที่จริง สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดในฐานะผู้บริโภคที่ต้องการปกป้องและสงวนสิทธิ์ของการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเราเอาไว้ให้ได้บ้างก็พอมีหนทางเบื้องต้นที่เราเองก็ทราบกันดีอยู่แก่ใจว่า ในทุกๆบริการออนไลน์ การสมัครสมาชิก การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของทุกๆระบบปฏิบัติการ มันมีสิ่งที่เราละเลยกันจนชินเหมือนเป็นแค่จุดคลิกให้มันผ่านๆไปก็คือ

เราควรจะอ่านข้อตกลงและเงื่อนไขของการให้บริการให้ดีเสียก่อนว่า เรากำลังจะกดยินยอมแก่ผู้ให้บริการทั้งหลายพวกนี้ เข้าถึงข้อมูลอะไรของเราบ้าง ขออนุญาตใช้ไมโครโฟนหรือกล้องถ่ายรูปเราหรือไม่ ขอเข้าถึงกล่องข้อความต่างๆรึเปล่า อ่านเถอะครับ อ่านสักนิด ก่อนที่จะกดยอมรับกันไปเพียงแค่เพราะว่ามันยาว…

อ้างอิง: Financial Times | The GuardianMILFORD ASSET MANAGEMENT

from:https://droidsans.com/tech-worlds-on-surveillance-capitalism/

จีนพัฒนา AI จับทุจริตคอร์รัปชั่นได้ 8,721 ราย แต่บางหน่วยงานกลับขอยกเลิกใช้งาน

South China Morning Post ได้ออกมารายงานถึงระบบ AI สำหรับตรวจจับทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในจีน ที่เปิดใช้งานมาเป็นเวลากว่า 6 ปี และจับเจ้าหน้าที่ทุจริตได้ 8,721 ราย แต่ปัจจุบันนี้กลับมีบางหน่วยงานของจีนที่ประกาศขอเลิกใช้งานระบบดังกล่าว

Credit: ShutterStock.com

ระบบ AI ดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นของจีนที่เรื้อรังมานาน โดยโครงการนี้ริเริ่มในปี 2012 ด้วยความร่วมมือระหว่าง Chinese Academy of Sciences และ Chinese Communist Party ซึ่งหนึ่งในนักวิจัยได้ออกมาเผยชื่อของระบบ AI นี้ว่า Zero Trust

Zero Trust นี้ทำงานโดยการวิเคราะห์ฐานข้อมูล Big Data ที่เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งส่วนของการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ, ครอบครัว และเพื่อนในจีน โดยนอกจากระบบจะสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลปิดของหน่วยงานรัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลางมากกว่า 150 ฐานข้อมูลได้แล้ว ก็ยังมีการตรวจสอบบัญชีการเงิน, การซื้อขายรถยนต์, การซื้อขายหรือโอนอสังหาริมทรัพย์, การสร้างหรือทุบทำลายบ้านหรืออาคาร ไปจนถึงภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้มาใช้วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล, พฤติกรรมของบุคคล และแนวโน้มว่าเจ้าหน้าที่คนใดกำลังมีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายทุจริตหรือไม่ และทำการแจ้งเตือนเพื่อให้เกิดการสอบสวนต่อไป

โครงการนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์แรกเริ่มเพื่อค้นหาแนวโน้มของเจ้าหน้าที่ที่อาจมีพฤติกรรมทุจริต และทำการยับยั้งก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย ซึ่งสุดท้ายแล้วหลังจากมีการสอบสวนรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นคนตัดสินในแต่ละกรณีไป ไม่ได้ให้ AI จัดการทั้งหมด แต่อาศัยข้อมูลกับการแจ้งเตือนของระบบเป็นส่วนประกอบเท่านั้น โดยระบบ Zero Trust ได้ถูกนำมาใช้ในเมืองและเขตเพียงแค่ 30 แห่ง ซึ่งนับเป็นเพียงแค่ 1% ของทั้งประเทศเท่านั้น แต่ระบบนี้ก็กลับสามารถจับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำทุจริตได้มากถึง 8,721 รายตั้งแต่ปี 2012 ที่ระบบเริ่มต้นใช้งานมา

อย่างไรก็ดี บางพื้นที่เองก็ได้เริ่มขอยกเลิกการใช้งานระบบดังกล่าว เพราะระบบนี้สร้างความตึงเครียดและกดดันในการทำงานและการใช้ชีวิตของเจ้าหน้าที่ภาครัฐเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องความคลุมเครือว่าจริงๆ แล้วระบบ AI ดังกล่าวควรจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่, ครอบครัว และเพื่อนมากถึงขนาดนั้นโดยไม่มีกฎหมายรับรองหรือไม่ อีกทั้งการตัดสินหรือแนะนำจากระบบ AI เองในหลายกรณีก็ไม่สามารถอธิบายถึงที่มาได้ เสมือนว่าระบบนั้นทำงานแบบ Black Box แบบเต็มตัว

จีนนั้นมีการนำ AI ไปใช้ช่วยงานภาครัฐอย่างหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระบบเสมียน AI ที่ช่วยศาลอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินคดีความได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น, ระบบผู้ช่วย AI เพื่อรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ไปจนถึงระบบ AI ที่มีชื่อว่า 206 ที่เป็นผู้ช่วยนักกฎหมายในการบันทึกบทสนทนาหรือนำเสนอหลักฐานต่างๆ ที่กำลังถูกกล่าวถึงในศาลเพื่อให้การตัดสินเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น

ที่มา: https://futurism.com/the-byte/china-ai-corruption, https://www.scmp.com/news/china/science/article/2184857/chinas-corruption-busting-ai-system-zero-trust-being-turned-being

from:https://www.techtalkthai.com/chinese-anti-corruption-ai-works-so-well-but-some-will-stop-using-it/

Shadow Art เกม AI รับตรุษจีนบน Google Doodle เป็นผลงานบริษัทคนไทย bit.studio

คนที่เข้าหน้าเว็บ Google Search ช่วงนี้คงเห็นเกมต้อนรับตรุษจีนชื่อ Shadow Art ที่ใช้กล้องหน้าตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือและวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อทำเป็นรูปสัตว์ตามปีนักษัตรในปฏิทินจีน

ที่น่าสนใจคือผลงานนี้เป็นฝีมือของคนไทยนี่เอง นั่นคือ bit.studio บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านอินเทอร์แอคทีฟ ซึ่งหลายคนอาจรู้จักในฐานะผู้ให้บริการสวนสนุก bit.playground ที่ EmQuartier นั่นเอง

เทคนิคเบื้องหลัง Shadow Art คือการใช้ Tensorflow.js หรือ TensorFlow เวอร์ชันจาวาสคริปต์ เพื่อรัน machine learning ในเว็บเบราว์เซอร์

ใครที่ยังไม่เคยเล่นก็สามารถลองได้ที่ Shadow Art

ที่มา – Google Thailand Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107948