คลังเก็บป้ายกำกับ: ARTIFICIAL_INTELLIGENCE

[ไม่ยืนยัน] ซัมซุงเตรียมเปิดศูนย์วิจัย AI เพิ่มอีก 2 ประเทศ หลังนักวิจัยยังไม่เข้าเป้า

สำนักข่าว The Korea Herald อ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของซัมซุง ระบุว่าบริษัทเตรียมเปิด Samsung Research หรือศูนย์พัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพิ่มอีก 2 แห่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเยอรมนีในปีนี้ จากเดิมที่มีอยู่ 7 แห่งทั่วโลก ซึ่งสาเหตุของการเปิดศูนย์ในหลายประเทศเป็นเพราะเรื่องของการแข่งขันจ้างงาน

ก่อนหน้านี้ซัมซุงเคยประกาศแผนการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ในสาขาต่างๆ อย่างน้อย 1,000 คน ภายในปี 2020 พร้อมกับเปิดศูนย์วิจัย ซึ่งปีที่ผ่านมาซัมซุงเปิดศูนย์วิจัย 6 แห่ง ได้แก่ Silicon Valley, Cambridge, Toronto, Moscow, New York และ Montreal

ซึ่งศูนย์วิจัยในแต่ละประเทศจะวิจัยเทคโนโลยีแตกต่างกันไป เช่น ศูนย์ที่ Silicon Valley จะเน้นไปที่ความสามารถด้านปฏิสัมพันธ์ของ AI ขณะที่ศูนย์ที่ Cambridge จะเน้นพัฒนาด้าน data intelligence และการใช้ AI วิเคราะห์และตรวจจับอารมณ์, ศูนย์ที่ Moscow และ Montreal เน้นด้าน Machine Learning, ศูนย์ที่ Toronto เน้นวิจัยด้านการทำความเข้าใจภาพ (Visual Understanding) และ New York เน้นพัฒนาด้านหุ่นยนต์

โดยแต่ละศูนย์มีเป้าหมายที่จะมีนักวิจัยอย่างน้อย 100 คน ซึ่งศูนย์ที่ Cambridge ยังมีนักวิจัยไม่ถึง 50 คน

อย่างไรก็ตามฝ่ายสื่อสารของซัมซุงไม่ได้ยืนยันข่าวนี้ โดยระบุว่าบริษัทเปิดกว้างในการตั้งศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์ในทุกที่ที่สามารถหานักวิจัยคุณภาพได้

ที่มา : The Korea Herald, ภาพจาก Samsung

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107560

Advertisements

อนาคต 4 ประการของโซลูชั่นด้านการ Monitoring สถานะระบบในปี 2019

เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านไอทีมากมาย รวมถึงในโลกของระบบตรวจสอบหรือ Monitoring ด้วย
ที่ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านไอทีในองค์กรต่างๆ มีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่า สร้างปัญหาในการเลือกเฟ้นเครื่องมือสำหรับตรวจสอบสถานะระบบต่างๆ เพื่อให้สามารถรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลออกมาให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น ตัวเจ้าหน้าที่เองก็จำเป็นต้องมีทักษะและความสามารถมากขึ้นเพื่อไล่ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้ทัน ดังนั้น โซลูชั่นด้านมอนิเตอริ่งแบบครบวงจรจึงเริ่มเข้ามาเติมเต็มความต้องการดังกล่าว และนี่ก็ถึงเวลาที่ควรจะมีนวัตกรรมใหม่มาช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้นในปีใหม่นี้ อันได้แก่

1. ระบบมอนิเตอริ่งที่ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยอัลกอริทึมชั้นสูงและกลไกแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เข้ามาบุกตลาดระบบตรวจสอบสถานะจำนวนมาก เนื่องจากช่วยให้วิศวกรตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นจากข้อมูลประสิทธิภาพและการส่งมอบบริการและแอพพลิเคชั่นที่แม่นยำและรอบด้าน

2. ระบบมอนิเตอริ่งที่ใช้แมนชีนเลิร์นนิ่ง

ก่อนหน้านี้เทคโนโลยี AI ยังจูนไม่ค่อยติดกับข้อมูลหลากหลายประเภทที่ได้รับจากระบบตรวจสอบด้านไอทีเท่าไร โดยมักถูกนำไปใช้ประมวลผลข้อมูลพวกภาพ, วิดีโอ, และเสียงมากกว่า แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาโซลูชั่นที่ลงตัวมากขึ้น และคาดว่าภายในอีกสามปีข้างหน้า แมชชีนเลิร์นนิ่งจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมโลกของโซลูชั่นมอนิเตอริ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้ามาแทนที่การจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในที่สุด ทำให้บริษัทไม่ต้องลงทุนด้านบุคลากรมากเกินจำเป็นอีกต่อไป

3. APM จะถูกลดบทบาทลง

แม้จะไม่หายไปเสียทีเดียวสำหรับเครื่องมือจัดการประสิทธิภาพแอพพลิเคชั่นหรือ APM นั้นเคยมีบทบาทสำคัญมากในการตรวจสอบประสิทธิภาพการให้บริการส่วนหน้าบ้านที่รองรับลูกค้าหรือ Front-End โดยเฉพาะเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ใช้งานดีมากน้อยแค่ไหน แต่ในอนาคตแม้ APM จะยังไม่หนีหายไปไหน แต่องค์กรต่างๆ จะหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลหลังบ้านแทนหรือ Back-End ซึ่งนอกเหนือความครอบคลุมของระบบ APM โดยเฉพาะการยกระดับความเร็วการประมวลผลข้อมูล

4. จะมีโซลูชั่นใหม่ที่ถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

จากเทรนด์การย้ายทุกอย่างขึ้นคลาวด์นั้น หลายบริษัทมองแค่ย้ายแอพเดิมทั้งดุ้นขึ้นไปโดยไม่ได้ปรับแต่งให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบใหม่ จนเกิดช่องว่างด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ดังนั้นต่อจากนี้คาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เหล่านี้มากขึ้น

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/4-predictions-monitoring/

ไมโครซอฟท์จับมือร้านค้ารายใหญ่ทำดิจิทัลโซลูชั่น มีแววเป็นคู่แข่ง Amazon Go

ไมโครซอฟท์เผยได้ร่วมมือกับ Kroger ร้านค้าปลีกรายใหญ่ ทำดิจิทัลโซลชั่นสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ โดยใช้พลังจาก Microsoft Azure เตียมเปิดทดลองใช้งานในร้านค้าที่ Monroe ใน Ohio และ Redmond ใน Washington

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่จะได้เห็นคือ ใช้ EDGE™ Shelf แทนการใช้ป้ายกระดาษบอกราคาและโปรโมชั่น โดยหน้าจกที่ชั้นวางจะให้ข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลโภชนาการอาหารด้วย ทำงานเชื่อมต่อกับแอพ Scan, Bag, Go® ของ Kroger เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้ ตัว EDGE™ Shelf ยังอาจเพิ่มรายได้โฆษณาให้ร้านค้าได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย สามารถบอกสถานะสินค้าหมดได้เรียลไทม์ผ่านแอพ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาสินค้า เช่นถ้าสินค้าหมด ลูกค้าจะได้รู้

เทคโนโลยียังช่วยลดเวลาการทำงานเวลาต้องตรวจสอบสต็อกสินค้า Microsoft Azure สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากวิดีโอ ดูว่าสินค้าชั่นไหนหมด พนักงานจะได้เติมสินค้าได้เร็ว

No Description

ที่มา – ไมโครซอฟท์

from:https://www.blognone.com/node/107418

ฟินแลนด์ทำโครงการให้คนเข้ามาเรียนรู้ AI ขั้นพื้นฐาน เจาะกลุ่มคนทุกวัย ทุกอาชีพ

ฟินแลนด์อาจไม่ใช่หนึ่งในรายชื่อผู้นำเทคโนโลยี แต่ฟินแลนด์มีนโยบายด้านเทคโนโลยีที่น่าจับตามองอย่างมาก คือความพยายามในการเทรนความรู้และการใช้งาน AI ขั้นพื้นฐานให้กับประชากรทุกเพศทุกวัย เริ่มต้นจากคน 1% ของประเทศ (ราว 55,000 คน) และค่อยๆ ขยายจำนวนไปเรื่อยๆ

Mika Lintilä รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของฟินแลนด์กล่าวว่า เทียบกับมหาอำนาจเทคโนโลยีอย่างจีน และสหรัฐฯ ฟินแลนด์ไม่มีอะไรไปสู้ แต่ฟินด์แลนด์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำระดับโลกในการประยุกต์ใช้ AI

No Description
ภาพจาก Elements of AI

เดิมทีโครงการเรียนรู้ AI เริ่มจากมหาวิทยาลัยร่วมมือกันกับเอเจนซี่การตลาด ผู้ริเริ่มโครงการคือ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ

ทางมหาวิทยาลัยร่วมมือกับเอเจนซี่เพื่อให้การเรียนรู้ AI เข้าถึงคนวงกว้างจริงๆ ไม่ใช่แค่นักเรียนนนักศึกษาแต่ต้องเป็นคนทำงาน คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการไอที ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2018 มีบริษัทราว 250 แห่งประกาศจะเข้าร่วมการเรียนรู้ดังกล่าว เช่น ผู้ผลิตกระดาษเพื่อการก่อสร้าง Stora Enso ให้คำมั่นที่จะอบรม AI ให้พนักงาน 1,000 คน บริษัทไอที Elisa และ Nokia กล่าวว่าพวกเขาจะฝึกอบรมพนักงานทั้งหมดของพวกเขา จนกระทั่งรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้น่าสนใจและก็ส่งคนในรัฐบาลมาร่วมเรียนด้วยหนึ่งในคนที่จบการศึกษา AI ขั้นพื้นฐานในเดือนกันยายนที่ผ่านมาคือ Jaana Partanen หมอฟันวัย 59 ปี

การให้ประชาชนเข้าเรียนรู้ AI เป็นส่วนหนึ่งของแผนการให้ฟินด์แลนด์เป็นผู้นำการใช้ AI เมื่อเดือนตุลาคม 2017 ฟินด์แลนด์เป็นชาติแรกในยุโรปที่นำกลยุทธ์การเรียนการสอนแบบ AI มาใช้และคาดหวังว่าประชากร 1 ล้านคนจะได้ปรับปรุงทักษะ AI

ที่มา – Politico

from:https://www.blognone.com/node/107409

Google เผย Google Assistant จะไปอยู่บนอุปกรณ์ครบ 1 พันล้านชิ้นภายในสิ้นเดือน

รอบปีที่ผ่านมา Google รุกหนักอย่างมากทั้งในแง่การตลาดและการขยายจำนวนอุปกรณ์ที่รองรับ Google Assistant ล่าสุด Google ระบุอย่างเป็นทางการแล้วว่า อุปกรณ์ที่รองรับ Google Assistant น่าจะครบ 1 พันล้านชิ้นภายในสิ้นเดือนนี้ หลังตัวเลขอยู่ที่ราว 500 ล้านชิ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน

ขณะที่จำนวนผู้ใช้ (active user) ก็โตขึ้นกว่า 4 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา ทว่าไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด ส่วนหนึ่งเพราะ Google เองก็เพิ่มภาษาและประเทศที่รองรับอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดตัวเลขอยู่ที่ 30 ภาษาและ 80 ประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 8 ภาษาและ 14 ประเทศเมื่อปีก่อน

Google Assistant ไปขนาดนี้แล้ว เหลืออย่างเดียวคือหวังว่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ จะเร่งขยายตลาดตามมาด้วย

ที่มา – The Keyword

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107404

ไมโครซอฟท์จดสิทธิบัตรอุปกรณ์รับคำสั่งเสียงสั่งงานผู้ช่วยอัจฉริยะได้ แม้กระซิบเบาๆ

ทุกวันนี้คนใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะกันมาก เช่น ส่งเสียงบอกให้ผู้ช่วยเปิดเพลง เปิดแผนที่ให้ แต่การส่งเสียงใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะในที่สาธารณะอาจทำให้เขินอยู่บ้าง

ไมโครซอฟท์จึงผุดไอเดียจดสิทธิบัตร silent voice input อุปกรณ์รับคำสั่งแบบที่ผู้ใช้กระซิบคำสั่ง ผู้ช่วยอัจฉริยะก็สามารถรับคำสั่งไปทำงานต่อได้ แต่ผู้ใช้งนต้องกระซิบในระยะที่ใกล้กับอุปกรณ์มากจริงๆ ถึงจะรับคำสั่งได้

ตัวอุปกรณ์รับคำสั่งเสียงไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์แยกเดี่ยวๆ แต่อาจสามารถฝังอยู่ในอุปกรณ์หลากหลายประเภทเช่นโทรศัพท์, นาฬิกา, รีโมททีวี, ชุดหูฟังและแหวน อย่างไรก็ตามนี่ยังคงเป็นเพียงการจดสิทธิบัตร ไม่มีการยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้จะออกมาให้ใช้เมื่อไร

No Description
ภาพจาก WIPO

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/107323

LINE เตรียมเปิดเทคโนโลยีด้าน AI / OCR ให้บริษัทอื่นๆ ใช้งาน

LINE ประกาศเตรียมขายไลเซนส์เทคโนโลยีด้าน AI ให้บริษัทอื่นๆ ใช้งานด้วย โดยจะเริ่มในช่วงต้นปี 2019

ตัวอย่างเทคโนโลยีด้าน AI ของ LINE คือ text/image recognition รวมถึง OCR โดยเน้นไปที่ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก เป้าหมายก็เพื่อให้บริษัทอื่นๆ ที่ไม่มีกำลังนักพัฒนาเท่ากับ LINE สามารถตอบสนองลูกค้าผ่านแช็ทบ็อต หรือแปลงข้อความจากภาพเป็น text แล้วนำไปแปลภาษาอัตโนมัติ

การขายไลเซนส์ของ LINE จะไม่บังคับให้ต้องเชื่อมต่อแอพกับ LINE ด้วย แต่ LINE ก็มองว่าการเปิดเทคโนโลยีให้บริษัทอื่นๆ ใช้งานจะช่วยเร่งการพัฒนาของตัวเอง รวมถึงสร้างรายได้เข้าบริษัทได้อีกช่องทางหนึ่ง

ข่าวเก่าที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องพิมพ์เอง LINE เพิ่มฟีเจอร์ OCR แปลงรูปเป็นข้อความ แปลภาษาได้ ใช้บนเดสก์ท็อปได้แล้ว

ที่มา – Nikkei

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107284