คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

ThaiBev เลื่อนนำธุรกิจเบียร์เข้าตลาดหุ้น: ว่าที่ IPO ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นสิงคโปร์รอบ 10 ปี

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ประกาศเลื่อนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ด้วยการขายหุ้น IPO สัดส่วน 20% ในธุรกิจเบียร์ โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

ปัจจัยสำคัญคือการแพร่ระบาดของวิกฤตโควิด ในแถลงการณ์ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ไทยเบฟระบุว่า สาเหตุที่ต้องเลื่อน IPO มาจากภาวะของตลาดที่ไม่แน่นอนและแนวโน้มของเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยเฉพาะการระบาดของโควิดรอบใหม่ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทำให้ช่วงเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการนำธุรกิจเบียร์ของไทยเบฟ spin-off เข้าสู่ตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม IPO เบียร์ครั้งนี้ของไทยเบฟอาจเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในรอบ 1 ทศวรรษ

ไทยเบฟระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้จะจับตาสถานการณ์ของตลาดอย่างใกล้ชิด รวมถึงหาโอกาสและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด ส่วนแผนการนำธุรกิจเบียร์เข้าตลาดหุ้นจะนำกลับมาพิจารณาใหม่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ที่มา – Reuters, Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ThaiBev เลื่อนนำธุรกิจเบียร์เข้าตลาดหุ้น: ว่าที่ IPO ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นสิงคโปร์รอบ 10 ปี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thaibev-defers-ipo-singapore-listing/

จดหมายฉบับสุดท้าย Jeff Bezos ก่อนลงจากตำแหน่งซีอีโอ Amazon

เป็นธรรมเนียมสืบมาตั้งแต่ปี 1997 ที่ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon จะเขียนจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น ซึ่งในจดหมายแต่ละปีก็มีแนวคิดที่น่าสนใจในเชิงการบริหารธุรกิจ จนกลายเป็นกรณีศึกษามากมาย

แต่ในปี 2021 ถือเป็นปีที่พิเศษ เพราะ Bezos ประกาศลงจากตำแหน่งซีอีโอในช่วงไตรมาสที่สาม และจะโปรโมท Andy Jassy ซีอีโอของ AWS ขึ้นมารับตำแหน่งแทน ทำให้จดหมายประจำปี 2020 (ที่ออกในปี 2021) เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของ Bezos ในฐานะซีอีโอ

จงสร้างมูลค่าให้มากกว่าที่ใช้ไป

Bezos เริ่มต้นจดหมายของเขาด้วยการคำนวณ “มูลค่า” ของความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างขึ้นมา เพื่อสะท้อนว่าภารกิจของเขาในการสร้างธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ เขายกตัวเลขรวมว่าสร้างมูลค่าถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมาตลอดระยะทาง นับตั้งแต่ขายหุ้น IPO ในปี 1997 โดยหุ้นสัดส่วน 7 ใน 8 เป็นของผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ตัวเขาเอง

Bezos ยังยกตัวอย่างจดหมายจากผู้ถือหุ้นชื่อ Mary และ Larry ที่ซื้อหุ้น Amazon จำนวน 2 หุ้น ในปี 1997 เป็นของขวัญให้ลูกชายที่ตอนนั้นอายุ 12 ปี หุ้นก้อนนี้ถูกถือโดยไม่ขายมายาวนาน 24 ปี จนปีนี้ที่ลูกชายจะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง จึงนำมาขายและมูลค่าหุ้นสูงจนพอซื้อบ้านได้ ถือเป็นตัวอย่างของคนธรรมดาที่ได้ประโยชน์จากความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างให้

Bezos คำนวณความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างขึ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ เฉพาะในปี 2020 เพียงปีเดียว

  • สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น 21 พันล้านดอลลาร์
  • จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ให้พนักงาน 91 พันล้านดอลลาร์
  • สร้างกำไรให้ผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม 25 พันล้านดอลลาร์
  • สร้างประโยชน์ให้ลูกค้า (ทั้งอีคอมเมิร์ซและ AWS) 164 พันล้านดอลลาร์

รวมมูลค่าที่ Amazon สร้างขึ้นทั้งหมดประมาณ 3.01 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.4 ล้านล้านบาทต่อปี

Bezos สรุปว่าในแง่ธุรกิจ เราควรตั้งเป้าว่าจะสร้างมูลค่าหรือคุณค่าให้กับทุกคนที่เราเกี่ยวข้อง (Create More Than You Consume) ถ้าบริษัทใดไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ ก็จะไม่สามารถอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้

ภาพการทำงานในศูนย์กระจายสินค้าของ Amazon – ภาพจาก Amazon

โต้เสียงวิจารณ์เรื่องคุณภาพชีวิตพนักงาน

ในประเด็นถัดมา Bezos ตอบโต้เสียงวิจารณ์เรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงาน Amazon โดยเฉพาะพนักงานในโกดังและพนักงานส่งสินค้า ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

Bezos บอกว่าถ้าอ่านจากข่าวอย่างเดียว ทุกคนคงคิดว่าบริษัทไม่แคร์คุณภาพชีวิตของพนักงานเลย ถูกปฏิบัติเหมือนกับหุ่นยนต์ แต่จริงๆ แล้วบริษัทดูแลพนักงานดี พนักงานสามารถพักเบรกเข้าห้องน้ำ พักดื่มน้ำ พูดคุยกับหัวหน้างานได้อย่างอิสระ หากไม่กระทบต่อเนื้องาน โดยเวลาพักเบรกนี้ถูกคิดแยกจากเวลาพักเที่ยงปกติ 30 นาที และเวลาเบรกมาตรฐาน 30 นาทีที่มีอยู่แล้ว

เขายังยกตัวอย่างผลสำรวจความพึงพอใจของพนักงานในศูนย์กระจายสินค้า ที่ได้คะแนน 94% ในการแนะนำเพื่อนมาทำงานที่นี่ และยืนยันว่ากำหนดเกณฑ์ประเมินพนักงานอย่างเป็นธรรม ปฏิบัติได้จริง

แต่ถึงแม้ถกเถียงเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงาน ตัวของ Bezos ก็ยอมรับว่าบริษัทจำเป็นต้องมี “วิสัยทัศน์ที่ดีกว่า” ในแง่การสร้างคุณค่าให้พนักงาน

เขาเสนอภารกิจว่า Amazon จะต้องเป็น “นายจ้างที่ดีที่สุดในโลก” (Earth’s Best Employer) และ “ที่ทำงานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” (Earth’s Safest Place to Work) เพิ่มเติมจากภารกิจเดิม “บริษัทที่ใส่ใจลูกค้ามากที่สุดในโลก” (Earth’s Most Customer-Centric Company) ที่พูดมานานแล้ว

Bezos บอกว่าภารกิจใหม่ทั้ง 2 ข้อจะไม่ทับซ้อนกับภารกิจเดิมเรื่องความใส่ใจลูกค้า โดยบทบาทใหม่ของเขาในฐานะประธานบอร์ด เขาจะมาโฟกัสที่เรื่องความปลอดภัยของพนักงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัดและทำได้ดีที่สุด

Bezos แจกแจงว่าปัญหาเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานของ Amazon อาการบาดเจ็บสัดส่วน 40% เกิดจากอาการด้านกล้ามเนื้อ-กระดูก (musculoskeletal disorders หรือ MSDs) จากการเคลื่อนไหวท่าเดิมนานๆ และมักเกิดกับพนักงานใหม่ที่เพิ่งมาทำงานภายใน 6 เดือนแรกของอายุงาน แนวทางแก้ไขของ Amazon คือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เรื่องวิธีเคลื่อนไหวร่างกายให้ปลอดภัย การจัดตารางทำงานของพนักงานด้วยอัลกอริทึม เพื่อให้ได้ทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนสลับกันไป ผลของโครงการเหล่านี้ช่วยลดอาการ MSDs ลงได้ 32% เทียบระหว่างปี 2019 และ 2020

ส่วนในแง่การจ้างงาน เขาย้ำว่า Amazon เป็นผู้นำในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และเมื่อ Amazon ขึ้นค่าแรง บริษัทอื่นๆ ก็จำเป็นต้องขึ้นตาม ทำให้ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้นด้วย

ภาพสำนักงานของ Amazon – ภาพจาก Amazon

ปรัชญาปิดท้าย ผู้ที่แตกต่างคือผู้ที่อยู่รอด

Bezos ปิดท้ายจดหมายฉบับสุดท้ายของเขา ด้วยการพูดถึงปรัชญาเรื่องสุดท้ายที่เขาอยากสอน นั่นคือ “ผู้แตกต่างคือผู้ที่อยู่รอด ในขณะที่จักรวาลรอบตัวเราอยากให้เราเป็นคนธรรมดา” (Differentiation is Survival and the Universe Wants You to be Typical)

Bezos ยกข้อความจากหนังสือชีววิทยาของ Richard Dawkins ว่าร่างกายของสัตว์รวมถึงมนุษย์ จะต้องรักษาอุณหภูมิของตัวเองให้ร้อนกว่าสภาพแวดล้อมเสมอ ยิ่งอากาศเย็น ร่างกายก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น เพราะถ้าไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้ สิ่งที่ตามมาคือความตาย ถ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใดไม่พยายามรักษาความร้อนเอาไว้ ก็จะสูญพันธุ์ไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมรอบตัว

เขาเปรียบเทียบว่าบริษัทใดๆ ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ โลกรอบตัวจะพยายามดึงเรากลับมาเป็นบริษัทธรรมดา (typical) เราต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการรักษาจุดเด่น รักษาความแตกต่างของเราไว้ตลอดเวลา (maintain your distinctiveness) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทุกจุดในสังคม ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่รวมถึงการเมืองและเรื่องอื่นๆ ด้วย

Bezos บอกว่าการรักษาความแตกต่างเอาไว้ มีต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไปแน่นอน เราต้องใส่พลังงานเข้าไปตลอดเวลา แต่มันก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าในระยะยาว โลกพยายามดึงให้ Amazon กลับมาเหมือนบริษัทปกติทั่วไป แต่เขาเชื่อว่าบริษัทสามารถทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย

จดหมายสุดท้ายของ Bezos ปิดท้ายว่า จงปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยดี เป็นตัวของตัวเอง สร้างคุณค่าให้มากกว่าที่ใช้ไป และอย่ายอมให้จักรวาลรอบตัวดึงเรากลับไปเหมือนสภาพแวดล้อม และขอให้รักษาจิตวิญญาณของวันแรกเอาไว้

To all of you: be kind, be original, create more than you consume, and never, never, never let the universe smooth you into your surroundings. It remains Day 1.

จดหมายฉบับเต็มอ่านได้จาก Amazon

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จดหมายฉบับสุดท้าย Jeff Bezos ก่อนลงจากตำแหน่งซีอีโอ Amazon first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jeff-bezos-last-letter/

Coca-Cola เริ่มให้บริการ Subscription ผ่านตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นแล้ว

ระบบ subscription กลายเป็นทางออกสำหรับธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาจากโควิดระบาด ล่าสุด Coca-Cola ก็เข้ามาร่วมแจมกับโมเดลธุรกิจนี้ด้วยการให้บริการ subscription ผ่านตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่น

Coca-Cola เริ่มให้บริการแบบ subscription ในญี่ปุ่นแล้ว เริ่มใช้งานได้ในสัปดาห์นี้ โดยลูกค้าที่ใช้ระบบการจ่ายแบบไร้เงินสดจะสามารถใช้ผ่านแอปพลิเคชั่นและสมัครเพื่อใช้บริการซื้อเครื่องดื่มได้ 1 ครั้งต่อวันจากเครื่องดังกล่าวด้วยราคาสมาชิกที่ 2,700 เยนหรือประมาณ 773 บาทต่อเดือน

ตอนนี้มีเครื่องหยอดเหรียญสำหรับสมาชิกที่สมัครหรือทำ subscription ทั่วประเทศราว 3.4 แสนเครื่อง รายงานจากสถาบันวิจัยยาโนะ ระบุว่า ระบบ subscription นี้ เริ่มถูกนำมาใช้หลังจากที่โควิด-19 ระบาดส่งผลกระทบหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฟชั่น ร้านอาหาร เหล่านี้มีตลาดขนาด 8.76 แสนล้านเยนและยังขยายตัวเกือบ 30% ในปีงบประมาณ 2020

ที่มา – News on Japan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Coca-Cola เริ่มให้บริการ Subscription ผ่านตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/coca-cola-subscription-service-vending-machines-in-japan/

จีนส่งออกแข็งแกร่ง ดัน GDP โต 18.3% ภายในไตรมาสแรก 2021

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยข้อมูลภาคการส่งออกของจีนแข็งแกร่งจนทำให้ GDP จีนเติบโตถึง 18.3% ในไตรมาสแรกของปี 2021 เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา GDP หดตัวอยู่ที่ 6.8% ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก 

China GDP

แม้ GDP จีนจะเติบโตมากขึ้น แต่ก็ต่ำกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อยหรือประมาณการณ์ไว้ว่าน่าจะโตอยู่ที่ 19% และขยายตัวกว่าไตรมาส 4 อยู่ที่ 0.6% ซึ่งอัตราการเติบโตของ GDP ที่อัตรา 18.3% ถือว่าเติบโตมากที่สุด นับตั้งแต่จีนเริ่มปิดเผยตัวเลข GDP รายไตรมาสเมื่อปี 1992 

โควิดระบาดส่งผลให้ภาคการผลิตและการลงทุนของจีนขยายตัวขึ้นมาก ไตรมาสแรกการส่งออกของจีนอยู่ที่ 49% หรือประมาณ 7.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นำเข้าเติบโตอยู่ที่ 5.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สืบเนื่องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวมากขึ้นตามแผนพัฒนาแห่งชาติที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังไม่มั่นคงนัก ยังมีอุตสาหกรรมภาคการค้า การบริการและธุรกิจขนาดเล็กที่ยังเผชิญกับปัญหาด้านการผลิตและการดำเนินการอยู่ จีนจะต้องเพิ่มความช่วยเหลือให้แก่ธุรกิจเหล่านี้ให้มีเสถียรภาพเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่รายอื่นๆ ที่ยังเผชิญกับปัญหาโควิดระบาดหนักต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่มีคนติดเชื้อราว 6.9 หมื่นคนต่อวัน หรือเยอรมนีก็มีคนติดเชื้อราว 1.6 หมื่นคนต่อวัน

China Port ท่าเรือ ประเทศจีร
ภาพจาก Shutterstock

ด้านจีนก็เริ่มขยายการฉีดวัคซีนมากขึ้น จีนตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้ได้ 40% ของจำนวนประชากรภายในปลายเดือนมิถุนายน โดย Citi Research คาดการณ์ว่า ความพยายามลดผลกระทบจากโควิดระบาดจะส่งผลให้ภาคการค้าและบริการของจีนเติบโตยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงที่ทำให้ประเทศเปิดพรมแดนช้า

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก DHgate.com ระบุว่า มียอดการให้บริการอีคอมเมิร์ซของจีนสูงขึ้น ความต้องการสินค้าในบ้านของจีน เครื่องแต่งกายผู้หญิงเติบโตมากขึ้นอย่างน้อยเพิ่มขึ้นราวๆ 3 เท่าภายในช่วงไตรมาสแรก โดยมีตลาดส่งออกรายใหญ่อันดับต้นๆ ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี ที่คาดว่าความต้องการเพิ่มสูงขึ้นพร้อมๆ กับการควบคุมโรคระบาดในบางพื้นที่ เรื่องนี้ Diane Wang ประธานสตรีของ DHgate คาดการณ์ว่า ภายในไตรมาสถัดไป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ ความสวย ความงาม และสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงจะขยายตัวเพิ่มมากกว่านี้

รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเหล่านี้จะถูกผลักดันให้มีการผลิตมากขึ้นราว 25% การที่รัฐบาลขอให้ประชาชนอยู่ติดบ้าน ลดการเดินทางในช่วงตรุษจีนช่วงกุมภาพันธ์ที่มีการระบาดของโควิดเป็นระยะๆ ส่งผลให้มีการผลิตเริ่มกลับมาฟื้นตัว ส่วนการบริโภคก็ฟื้นตัวอยู่ที่ 33.9% เนื่องจากมีการใช้จ่ายในการจัดเลี้ยงอาหารและการบริโภคสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนด้านสินทรัพย์เติบโตราว 25.6% เนื่องจากมีการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์และการผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น

ที่มา – Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จีนส่งออกแข็งแกร่ง ดัน GDP โต 18.3% ภายในไตรมาสแรก 2021 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-export-and-domestic-consumption-rebound-gdp-growth-in-q1-2021/

หมดยุคอ่านข่าวฟรี สำนักข่าว Reuters จะทำ Subscription ให้สมัครสมาชิก เก็บเงินพันบาทต่อเดือน

ต่อไปอ่านข่าว Reuters ต้องเสียเงิน

Reuters สำนักข่าวรายใหญ่ระดับโลกประกาศทำบริการสมัครสมาชิก (subscription) หลังจากนี้ผู้อ่านจะต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (อ่านฟรีได้ 5 ข่าวต่อเดือน หลังจากนั้นต้องจ่ายเงิน) โดยอัตราค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 34.99 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน

Josh London ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Reuters บอกว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดของ Reuters ในรอบกว่าทศวรรษ

จุดประสงค์หลักของการทำระบบจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าว (paywall) Reuters ให้เหตุผลว่า คนทำงานระดับมืออาชีพต้องการข้อมูลคุณภาพสูง เจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรม แน่นอนว่า Reuters ต้องการเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้

ระบบจ่ายเงินอ่านข่าว ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำนักข่าวแรกของโลกที่ทำคือ The Wall Street Journal เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1996 หรือ The New York Times ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2011 แต่บางสำนักอย่าง Bloomberg ก็เพิ่งทำในปี 2018 ไม่นานมานี้เอง

มีนักวิเคราะห์สื่อให้ความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ไว้ว่า เมื่อ Reuters ก้าวเข้ามาทำระบบ paywall ถ้ามองในแง่ความ ‘ช้า’ ก็ถือว่าช้า แต่ยังไม่สายเกินไป เพียงแต่ว่าคำถามสำคัญของ Reuters นับจากนี้คือ ในฐานะคนอ่านข่าวธุรกิจ เขาจะได้อะไรมากกว่าการเป็นสมาชิกข่าวธุรกิจของ Bloomberg หรือ Dow Jones อยู่ก่อนหน้าแล้ว?

หน้าตาเว็บไซต์ Reuters โฉมใหม่ ปรับให้ดูดีมากขึ้น

ราคาแพงไปไหม เมื่อเทียบกับตลาด

เมื่อเทียบราคาระบบสมาชิกอ่านข่าวของ Reuters กับสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีระบบ subscription หรือ paywall

  • Reuters ราคา 34.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (1,093 บาท)
  • The Wall Street Journal ราคา 38.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (1,218 บาท)
  • Bloomberg ราคา 34.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (1,093 บาท)
  • The New York Times ราคา 18.42 ดอลลาร์ต่อเดือน (575 บาท)

[opinion] ราคาค่าสมัครสมาชิกเหล่านี้คือราคาก่อนโปรโมชั่น ซึ่งแต่ละสำนักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาออกมาอยู่เป็นระยะ ยกตัวอย่างเช่น The New York Times ที่ในขณะนี้ลดราคาเหลือสัปดาห์ละ 0.25 ดอลลาร์ต่อเดือน (8 บาทต่อสัปดาห์ ตกเดือนละ 32 บาท ดูได้ที่ NYT promotion) หรืออย่าง Bloomberg ที่ตอนนี้ก็จัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือสัปดาห์ละ 2 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 62 บาท ดูได้ที่ Bloomberg Promotion) แต่ทั้งนี้ ต้องอ่านรายละเอียดเงื่อนไขให้ดี เพราะแต่ละสำนักจะมีการคิดเงินเต็มราคาหลังจากหมดโปรโมชั่นในทันที

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ Reuters มีผู้เข้าชมใน 1 เดือนกว่า 41 ล้านคนทั่วโลก แต่ข่าวทั้งหมดอ่านฟรี แน่นอนว่า รายได้หลักต้องพึ่งพาจากรายได้ของโฆษณาออนไลน์ ซึ่งชัดเจนว่าไม่เพียงพอ (อันที่จริงรายได้กว่าครึ่งของ Reuters ในปัจจุบันมาจาก Refinitiv ธุรกิจเทคโนโลยีของบริษัทที่ดูแลบริหารด้านการเงิน-ความเสี่ยง ซึ่งแยกตัวออกมาจาก Thomson Reuters อีกที ใครที่สนใจอยากทำความรู้จักกับธุรกิจของ Refinitiv อ่านได้ที่นี่)

ที่มา – Reuters, NYT, The Verge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หมดยุคอ่านข่าวฟรี สำนักข่าว Reuters จะทำ Subscription ให้สมัครสมาชิก เก็บเงินพันบาทต่อเดือน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/reuters-paywall-subscription/

เปิดตำนานแบรนด์จีน ผู้ผลิตกรรไกรมาแล้วกว่า 400 ปี อยู่คู่คนจีนมาทุกยุคทุกสมัย

หากพูดถึงประวัติศาสตร์ประเทศจีนแล้ว ราชวงศ์ต่างๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาคุมอำนาจ การปฏิรูปมีมาทุกยุคสมัย ส่วนเศรษฐกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนที่เราเห็นกันได้ตามข่าวในปัจจุบัน 

แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสาย ยังมีธุรกิจหนึ่งที่อยู่คู่ชาวจีนมานานกว่า 393 ปี นั่นคือ “ธุรกิจผลิตกรรไกรและมีด” แบรนด์ Zhang Xiaoquan

ผู้ผลิตทีเน้นทั้งสวยงามและความคงทน เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่แฝงอยู่ในความธรรมดา จนชาวจีนต้องยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อกรรไกรมาเป็นของฝากให้กันและกัน

Zhang Xiaoquan
Zhang Xiaoquan แบรนด์กรรไกรอายุ 393 ปี

เปิดตำนานแบรนด์ Zhang Xiaoquan

แบรนด์ Zhang Xiaoquan ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1628 โดย Zhang Jiasi โดยกรรไกรของแบรนด์นี้ขึ้นชื่อว่ามี ‘คุณภาพ’ มากมาตั้งแต่สมัยนั้น

ครั้งหนึ่งแบรนด์นี้เคยได้รับรางวัลจาก China National Goods Exhibition และในปัจจุบันแบรนด์นี้ก็ได้รับการขนานนามว่า เป็นหนึ่งในมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของประเทศจีน

ราวศตวรรษที่ 17 ย้อนกลับไปในสมัยนั้น Zhang Jiasi บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เคล็ดลับมาจากการที่เขาได้ค้นพบวิธีผลิตกรรไกรและมีดให้ออกมาสวยงามและคงทน โดยใช้หลักเดียวกับ “การผลิตดาบสมัยโบราณ” ซึ่งในสมัยนั้นลูกค้าหลักคือแม่บ้านที่ทำอาหารเป็นประจำ

ต่อมาในปี 1663 Zhang Xiaoquan ซึ่งเป็นลูกชายของ Zhang Jiasi ก็ได้สืบทอดธุรกิจและก่อตั้งบริษัทผลิตกรรไกรและมีดชื่อว่า Zhang Xiaoquan ขึ้นมานับตั้งแต่นั้น

ในปัจจุบัน Ding Chenghong ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนี้เล่าว่า เขาพยายามสืบทอดประวัติอันยาวนานของธุรกิจ โดยยึดคติประจำใจซึ่งส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นคือ “เหล็กกล้าที่ดีและงานฝีมือคุณภาพเลิศ” เพราะแบรนด์ Zhang Xiaoquan เลือกใช้เหล็กคุณภาพดีซึ่งมีราคาแพงกว่าท้องตลาด เช่น แม้เหล็กคุณภาพทั่วไปจะขายอยู่ที่ราคา 7,000 ถึง 8,000 หยวนต่อตัน แต่ทางแบรนด์ก็จะเลือกใช้เหล็กคุณภาพสูงซึ่งขายอยู่ที่ราคา 11,000 ถึง 12,000 หยวนต่อตัน

นอกจากนั้น ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของทางแบรนด์ ยังเชื่อว่าตัวเองกำลังผลิตงานฝีมือชิ้นงามให้ลูกค้าได้ชื่นชม ไม่ใช่แค่ผลิตกรรไกรหรือมีดธรรมดาเพียงอย่างเดียว

ด้วยความใส่ใจนี้ในปี 1990 แบรนด์ Zhang Xiaoquan จึงมีพนักงาน 2,500 คน และสามารถขายกรรไกรรวมถึงมีดได้มากถึง 20 ล้านเล่มต่อปี

เมื่อการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2000 รัฐบาลได้ขายหุ้น 75% ของ Zhang Xiaoquan ออกไป ทำให้พนักงานของบริษัทหายไปกว่า 1,000 คน และยอดการผลิตกรรไกรรวมถึงมีดก็ลดลงมาเหลือ 10 ล้านเล่มต่อปี

ทางบริษัทจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่โฟกัสแค่การผลิตกรรไกรและมีด เพราะเชื่อในคำเปรียบเปรยว่าของที่ดีจะขายตัวเองได้ ทางแบรนด์ก็หันมาใส่ใจกับการสร้างแบรนด์มากขึ้น

ความท้าทายครั้งใหม่คือการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

ทางแบรนด์เจอความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือเรื่องการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

โดยปกติแล้ว กรรไกรที่ผลิตให้กับคนจีนจะมีลักษณะแตกต่างจากกรรไกรที่คนฝั่งประเทศตะวันตกนิยมใช้กัน เช่น

  • กรรไกรที่ชาวยุโรปส่วนใหญ่ใช้จะมีใบมีดยาวและมีด้ามจับสั้นกว่าของจีน เนื่องจากพวกเขาเน้นใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นหลัก
  • ในทางกลับกันที่จีน จะใช้กรรไกรในหลายกิจกรรม ทั้งตัดกระดาษ ตัดวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร ตัดผ้า รวมถึงซ่อมรองเท้า

ทางบริษัทจึงวางแผนนำเครื่องจักรของเยอรมันมาใช้เพิ่มเติมเพื่อผลิตกรรไกรและมีดที่ตรงกับลักษณะการใช้งานของคนในประเทศฝั่งตะวันตกมากขึ้น

ทั้งนี้ อุปสรรคของธุรกิจ Zhang Xiaoquan ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะเมื่อแบรนด์มีชื่อเสียงก็มักมีสินค้าลอกเลียนแบบถูกผลิตขึ้นมา ทำให้ในช่วงหนึ่งทางแบรนด์ต้องต่อสู้กับข้อพิพาทเรื่องเครื่องหมายการค้า

กรรไกร Zhang Xiaoquan
กรรไกรแบรนด์ Zhang Xiaoquan รุ่นที่คนมักซื้อเป็นของฝาก Photo by https://www.instagram.com/p/BkHwolbnqJe/

เมื่อธุรกิจผ่านร้อนผ่านหนาวจนพัฒนามาเป็นแบรนด์ระดับโลก

ปัจจุบันแบรนด์ Zhang Xiaoquan ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้ และกลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตมีดและกรรไกร เพราะทางแบรนด์ผลิตกรรไกรครอบคลุมกว่า 120 ชนิด ทั้งกรรไกรตัดผ้า กรรไกรทำสวน กรรไกรสำนักงาน กรรไกรทำครัว เป็นต้น

นอกจากนั้น หากมีโอกาสเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดาบและกรรไกรของจีน คุณจะพบว่าที่นั่นได้บันทึกเรื่องราวของ Zhang Xiaoquan ไว้มากมาย เพราะแบรนด์นี้มีประวัติยาวนานอยู่คู่กับชาวจีนมาหลายยุคสมัย

สรุปเคล็ดลับความสำเร็จของ Zhang Xiaoquan

  1. Zhang Xiaoquan เชื่อว่าตัวเองเป็นแบรนด์ที่ผลิตงานศิลปะชิ้นงามให้ลูกค้าได้ใช้ ไม่ใช่แค่ผลิตกรรไกรหรือมีด ธรรมดาเพียงอย่างเดียว 

2. ใส่ใจในคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตสินค้า แม้ว่าตัววัตถุดิบนั้นจะมีราคาสูงกว่าวัตถุดิบทั่วไปตามท้องตลาดก็ตาม

3. ต่อยอดสิ่งที่เชี่ยวชาญออกมาเป็นหลายๆ ผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับที่ทางแบรนด์พัฒนากรรไกรธรรมดามาเป็นกรรไกรที่ใช้ในงานต่างๆ มากกว่า 120 ชนิด

4. มองหาช่องทางพัฒนาธุรกิจเสมอ เหมือนตอนที่ Zhang Xiaoquan อยากขยายตลาดไปที่ยุโรป ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรของเยอรมันเข้ามา 

ที่มา : hisour, bbc, newscgtn, zhangxiaoquan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดตำนานแบรนด์จีน ผู้ผลิตกรรไกรมาแล้วกว่า 400 ปี อยู่คู่คนจีนมาทุกยุคทุกสมัย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/zhang-xiaoquan-chinese-scissors/

ญี่ปุ่นก็แบนบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในจีน: Kagome ระงับนำเข้ามะเขือเทศซินเจียง

เรื่องคว่ำบาตร เรื่องแบนการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ ซินเจียงในจีน ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจากแบรนด์แฟชั่นตะวันตกที่ถูกจับตามองจากนานาประเทศจนต้องออกแถลงการณ์แบนการบังคับใช้แรงงานกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็น H&M, Adidas, Nike, New Balance, Zara, Burberry, Gap, Uniqlo ล้วนออกมาต่อต้านการบังคับใช้แรงงานจนถูกชาวจีนรักชาติโจมตีกลับ ล่าสุด ผู้ผลิตซอสแบรนด์ดังอันดับ 1 ของญี่ปุ่น Kagome ยังแบนการนำเข้ามะเขือเทศซินเจียงในจีน

Kagome

Nikkei รายงานว่า Kagome แบรนด์ดังที่ผลิตทั้งซอสและน้ำมะเขือเทศของญี่ปุ่น ก็ร่วมแบน ร่วมต้านการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ ซินเจียงด้วย โดย Kagome ระงับการนำเข้ามะเขือเทศจากซินเจียงที่ใช้สำหรับทำซอสตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว เรื่องการระงับนำเข้านี้ ผู้แทนจากบริษัท Kagome ระบุว่า ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเช่นนี้

Kagome เชื่อว่าน่าจะเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่ยุติการทำธุรกิจกับพื้นที่นี้เพราะประเด็นอุยกูร์ ขณะเดียวกันบริษัท Kagome ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการระงับการนำเข้ามะเขือเทศจากซินเจียงนัก ก่อนหน้านี้ก็มีการลดนำเข้าไปบ้างแล้ว อีกทั้งมะเขือเทศที่นำเข้าจากซินเจียงในปัจจุบันก็มีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ด้วย ดังนั้น Kogame น่าจะใช้วิธีนำเข้ามะเขือเทศจากประเทศอื่นแทน

Kagome ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1899 มาถึงวันนี้ก็มีอายุมากถึง 122 ปีแล้ว หมุดหมายของการผลิตสินค้าก็เพื่อทำให้สุขภาพของผู้คนดีขึ้นด้วยคุณค่าทางอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่ดีและยังมีส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งซอสมะเขือเทศ 60.3% น้ำมะเขือเทศ 55.5% น้ำผักรวม 44.1% น้ำผักและนำ้ผลไม้รวม 55.7% ซึ่งธุรกิจของ Kagome ก็มีทั้งเครื่องดื่ม อาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตร ธุรกิจระหว่างประเทศ ฯลฯ ยอดขายเฉพาะปี 2020 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.83 แสนล้านเยน

KAGOME

ก่อนหน้านี้ Kagome ก็มีการเปิดเผยมาโดยตลอดว่าส่วนประกอบของอาหารมีผลผลิตมาจากซินเจียงเสมอ ซึ่งล่าสุดก็มีการเผยส่วนประกอบของซอสมะเขือเทศล่าสุด มีมะเขือเทศที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย สเปน ชิลี ตุกรี และโปรตุเกส ซึ่งผู้แทนจาก Kagome ก็ยืนยันว่ามะเขือเทศนี้จะมีการผลิตจากพื้นที่ที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

FAO ระบุว่า ปี 2019 จีนถือเป็นผู้ผลิตมะเขือเทศรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก จีนผลิตมะเขือเทศได้มากถึง 62.76 ล้านตัน ถือเป็น 35% ของการผลิตโลก ซินเจียงก็ถือเป็นพื้นที่ที่ผลิตมะเขือเทศได้มากเนื่องจากภูมิอากาศดี ทั้งนักลงทุนและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างกดดันบริษัทที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอุยกูร์ เดือนที่ผ่านมา มีบริษัท 47 แห่งที่ถูกสงสัยว่า มีการใช้ซัพพลายเออร์ที่บังคับใช้แรงงานในซินเจียง รายชื่อที่เกี่ยวข้องมีทั้งบริษัท Alphabet (บริษัทแม่ของ Google), Apple, Volkswagen, Fast Retailing (บริษัทแม่ของ Uniqlo) แต่ไม่มีรายชื่อ Kogame อยู่ในนั้น

ที่มา – Nikkei Asia, Kagome

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ญี่ปุ่นก็แบนบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในจีน: Kagome ระงับนำเข้ามะเขือเทศซินเจียง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kagome-suspend-import-xinjiang-tomato-cause-of-human-rights/

ฝรั่งเศสเตรียมแบนเที่ยวบินระยะสั้นในประเทศ หากมีทางเลือกนั่งรถไฟไม่เกิน 2.30 ชั่วโมง

ประเทศฝรั่งเศสเตรียมแบนเที่ยวบินระยะสั้นในประเทศ หากมีทางเลือกโดยสารทางรถไฟไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง หวังผลช่วยลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศ

โดยปกติแล้วการเดินทางด้วยเครื่องบิน เป็นการเดินทางที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เพราะมีความสะดวก รวดเร็วกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ อย่างไรก็ตามการเดินทางด้วยเครื่องบินก็มีข้อเสียเช่นเดียวกัน นั่นคือ ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ

รถไฟ TGV ของประเทศฝรั่งเศส

แบนเที่ยวบินระยะสั้น หากเดินทางด้วยรถไฟไม่เกิน 2.30 ชั่วโมง

ประเทศฝรั่งเศส กำลังวางแผนที่จะแบนเที่ยวบินโดยสารระยะสั้นภายในประเทศ หากมีทางเลือกเป็นการเดินทางโดยรถไฟที่ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตามการสนับสนุนของ Emmanuel Macron ประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศส โดยเที่ยวบินที่จะได้รับผลกระทบจะเป็นเที่ยวบินจาก ปารีส ไปยังน็องต์ (ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟ 2.10 ชั่วโมง) ปารีส ไปยังบอร์โด (ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟ 2.14 นาที) และปารีส ไปยังรียง (ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟ 2.04 ชั่วโมง)

เที่ยวบินระหว่างประเทศไม่ได้รับผลกระทบ

ส่วนเที่ยวบินที่ไม่ได้รับผลกระทบ จะเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ แม้จะใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟน้อยกว่า 2.30 ชั่วโมงก็ตาม เช่น เที่ยวบินจากปารีส ไปยัง ลอนดอน ที่ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟ 2.17 ชั่วโมง

สำหรับมาตรการแบนเที่ยวบินในประเทศที่สามารถเดินทางด้วยรถไฟภายในระยะเวลา 2.30 ชั่วโมงนี้ ความจริงแล้ว เคยกำหนดระยะเวลาที่เดินทางด้วยรถไฟได้ภายใน 4 ชั่วโมง แต่ด้วยการเจรจากับสายการบินต่างๆ ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวลดลงเหลือ 2.30 ชั่วโมง

สาเหตุที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสตัดสินใจแบนเส้นทางบินภายในประเทศที่สามารถเดินทางด้วยรถไฟได้ในระยะเวลา 2.30 ชั่วโมง เป็นเพราะ เมื่อเทียบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว การเดินทางด้วยเครื่องบินจะปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการเดินทางด้วยรถไฟ 77 เท่า ต่อผู้โดยสาร 1 คน ในเส้นทางเดียวกัน

ที่มา – bbc, theguardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ฝรั่งเศสเตรียมแบนเที่ยวบินระยะสั้นในประเทศ หากมีทางเลือกนั่งรถไฟไม่เกิน 2.30 ชั่วโมง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/france-ban-short-haul-domestic-flight/

COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น

COVID-19 ยังอยู่กับเราอีกนาน หนทางอีกยาวไกลกว่ามันจะสิ้นสุด แต่มันสามารถควบคุมได้ด้วยมาตรการทางสาธารณสุข ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าว

COVID-19

Tedros Adhanom Ghebreyesus กล่าวไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ทั่วโลกจะฉีดวัคซีนไปแล้วราว 780 ล้านโดส แต่มาตรการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่างจากสังคมก็ยังต้องนำมาใช้ต่อไปเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลง เราต้องการเห็นสังคม เศรษฐกิจ การค้าและการเดินทางกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ตอนนี้หลายประเทศมีผู้ป่วยหนักในระดับที่มากเกินไป มันจะทำให้ผู้คนล้มตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (สำหรับประเทศไทยผู้ป่วยสะสม 30,338 คน หายป่วยแล้ว 24,111 คน ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 965 คน เสียชีวิตสะสม 37 คน ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 505,215 คน เข็มที่ 2 สะสม 73,317 คน)

โรคระบาด COVID-19 นี้ยังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะสิ้นสุด แต่เราก็มีเหตุผลมากมายที่ยังทำให้มองโลกในแง่ดีอยู่ มีการติดเชื้อและการเสียชีวิตน้อยลงในช่วง 2 เดือนแรกของปี แสดงให้เห็นว่าไวรัสและไวรัสสายพันธุ์ใหม่สามารถยับยั้งได้ แต่การให้ความระมัดระวังด้านสาธารณสุขยังมีลักษณะสับสน เชื่องช้า และไม่สม่ำเสมอ เช่น ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ ไม่เว้นระยะห่างจากสังคม ใช้ชีวิตปกติทั้งที่มีการระบาดของ COVID-19 อย่างหนัก

ปัจจุบันอินเดียมีคนติดเชื้อมากกว่าบราซิลแล้ว กลายเป็นประเทศที่มีการติด COVID-19 มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงต่อสู้กับโรคระบาดระลอก 2 อินเดียฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ไปแล้วราว 105 ล้านโดสจากประชากรทั้งหมดราว 1.4 พันล้านคน (ข้อมูลจาก JHU ระบุว่า อินเดียมีคนติดเชื้อรวม 13.68 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 1.71 แสนคน รักษาหาย 12.25ล้านคน)

Maria van Kerkhove หัวหน้าทีม WHO ระบุว่า ขณะนี้ เรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตของโรคระบาด อยู่ในช่วงโศกนาฏกรรมของโรคระบาดมาอย่างยาวนานหลายสัปดาห์แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 9% เป็นการติดเชื้อเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 7 สัปดาห์แล้ว โควิดกำลังขยายตัวเป็นเส้นกราฟที่เป็น exponential curve คือเส้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีอัตราการเติบโตของผู้ติดเชื้อและผู้แพร่เชื้อแบบก้าวกระโดด

Tedros กล่าวว่า ในบางประเทศ แม้จะมีการติดเชื้อ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง แต่ตามร้านอาหาร ไนท์คลับ ตลาดก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ค่อยระมัดระวังการแพร่เชื้อ วันจันทร์ที่ผ่านมามีการรายงานว่า มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านคนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5%

นี่คือตัวอย่างประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดของค่ำคืนที่ผ่านมา เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ประเทศ ดังนี้

  • มีระดับการติดเชื้อ 6,400 คนต่อ 1 ล้านคน สำหรับคืนที่ผ่านมา ฝรั่งเศส โปแลนด์ ฮังการี ตุรกี
  • มีระดับการติดเชื้อ 4,300 คนต่อ 1 ล้านคน ยูเครน บัลกาเรีย เซอร์เบีย บอสเนีย เชก สวีเดน จอร์แดน อาร์เจนตินา ชิลี
  • มีระดับการติดเชื้อ 3,200 ต่อ 1 ล้านคน บราซิล ปารากวัย เปรู อิตาลี ออสเตรีย กรีซ ลิทัวเนีย ลัตเวีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,600 ต่อ 1 ล้านคนคนต่อ 1 ล้านคน สหรัฐอเมริกา แคนาดา โคลัมเบีย โอมาน อิหร่าน โรมาเนีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,100 คนต่อ 1 ล้านคนมองโกเลีย อิรัก เยอรมนี
โควิด-19 COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

ที่มา – Reuters, The Guardian, ทำเนียบรัฐบาล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/covid-19-critical-point-in-pandemic/

โรงงานจีนขาดแคลนคน แรงงานรุ่นใหม่ไม่นิยม ทางรอดคือทำโรงงานอัจฉริยะ ลดการใช้แรงงานมนุษย์

แม้จีนจะเป็นประเทศที่ประชากรมากที่สุดในโลก กว่า 1.4 พันล้านคน แต่ปัญหาขาดแคลนคนในโรงงานก็ยังเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ปัญหาคนไม่เพียงพอ แรงงานรุ่นใหม่ไม่ทำงานในโรงงาน

Shirley Zhou ผู้อำนวยการด้านไอทีของ Midea แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่สัญชาติจีน (เข้ามาทำตลาดในไทยจริงจังปี 2016) ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในโรงงานจีนเป็นเรื่องใหญ่ คนจีนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำงานในโรงงานอีกต่อไป หลายโรงงานประสบปัญหาในปัจจุบัน และมีท่าทีว่าหนักขึ้นในอนาคต

ทางออกคือระบบอัตโนมัติ (automation)

วิกฤตโควิดยิ่งทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในโรงงานรุนแรงขึ้น

Bloomberg รายงานไว้ตั้งแต่ปี 2020 ว่า บริษัทสหรัฐอเมริกาที่ตั้งโรงงานในจีนประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานหนักมาก เกือบ 80% ไม่สามารถกลับการดำเนินการได้เต็มกำลัง ส่วนบริษัทจากประเทศอื่นๆ ในจีนก็มีปัญหาทำนองนี้คล้ายกัน

ทางออกของเรื่องนี้คือการทำ “โรงงานอัจฉริยะ” หรือ Smart Factory ซึ่งมีหัวใจอยู่ที่ระบบอัตโนมัติ

สำหรับ Midea บอกว่า มีแผนเตรียมนำเอาระบบอัจฉริยะและหุ่นยนต์เข้าไปเสริมในโรงงานช่วง 3 ปีนับจากนี้ในโรงงานกว่า 34 แห่งที่มีอยู่ นี่เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านของบริษัทเพื่อใช้แรงงานคนน้อยลง

JIUJIANG CHINA-March 17, 2018: workers on the production line of electrical appliances company, Jiujiang, Eastern China. Workers can’t relax for a minute, like robots in Chaplin’s movie modern times.

Upskill ผู้สูงวัย หนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ

เอาเข้าจริง ปัญหาการขาดแคลนคน(รุ่นใหม่)ในโรงงานคือเรื่องใหญ่

แต่ถ้ามองในอีกด้านของสังคม หลายประเทศทั่วโลกเกิดปรากฏการณ์เดียวกันคือ สังคมสูงวัย (Aging Society)

Junsong Peng รองประธานและผู้บริหารฝ่ายไอทีของ SAP China บอกว่า โรงงานในโลกแห่งอนาคตนอกจากจะทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังสามารถย่นย่อเวลาการทำงานลงได้ถึง 1 ใน 3 ของเดิม และอุปสรรคใหญ่อยู่ที่ทักษะและความรู้ของแรงงานในการเข้ามาทำงานในโรงงานอัจฉริยะ อย่างไรก็ดี ต้องเน้นว่า อุปสรรคเป็นเรื่องของทักษะ ไม่ใช่อายุ

Peng ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยบอกว่า “If an older employee can learn, a job in the auto industry today is no longer one that requires a lot of physical strength.” แปลแบบเก็บความได้ว่า ถ้าผู้สูงอายุยุคนี้สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล ทักษะเทคโนโลยีเบื้องต้น การเข้าใจระบบอัตโนมัติ ผู้สูงอายุจะทำงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะงานในโรงงานแห่งโลกอนาคต ไม่ต้องใช้แรงหรือพละกำลังอะไรมากมายอีกต่อไป

พูดง่ายๆ คือผู้สูงวัยยุคนี้สามารถเป็นแรงงานแห่งโลกอนาคตได้ เพราะผู้สูงวัยจำนวนมากยังแข็งแรงและสามารถทำงานได้ หลายคนพร้อมที่จะทำงาน หากมีการอบรมทักษะ เสริมทักษะ ก็สามารถทำงานได้ เพราะถึงที่สุด การอยู่เฉยๆ ในยามแก่เฒ่าคือความเหี่ยวเฉาของชีวิต ในขณะที่การทำงานคือการสร้างความหมายและคุณค่า

  • ตัวอย่างหน้าตาโรงงานอัจฉริยะในจีนของ Alibaba
  • Brand Inside TALK เคยชวนคุยในประเด็น เมื่อจีนไม่อยากเป็นโรงงานโลก การเปลี่ยนผ่านจาก Made in China สู่ Created in China

อ้างอิง – CNBC, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โรงงานจีนขาดแคลนคน แรงงานรุ่นใหม่ไม่นิยม ทางรอดคือทำโรงงานอัจฉริยะ ลดการใช้แรงงานมนุษย์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-factory-worker-shortage/