คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

เครื่องปริ้น Wi-Fi รุ่นไหนดี 2021 เรารวมมาเลือกใช้กันตามความต้องการ

เครื่องปริ้นหรือปริ้นเตอร์คืออุปกรณ์สำนักงานที่มีความจำเป็นกับงานเอกสารหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ข้อความ พิมพ์ภาพ จัดทำเอกสารรายงาน ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาให้ใช้งานได้แบบมัลติฟังก์ชั่น และรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำ 5 รุ่น เครื่องปริ้น Wi-Fi น่าใช้ในปี 2021 นี้ให้คุณใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ

เครื่องปริ้น Wi-Fi มีแบบไหนบ้าง และต่างจากทั่วไปอย่างไร

เครื่องปริ้นไรสายนั้นหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 2 แบบก็คือ เครื่องปริ้น Wi-Fi ที่ต้องอาศัยสัญญาณจากเราเตอร์ กับเครื่องปริ้น Wi-Fi Direct ที่มีสัญญาณ Wi-Fi ในตัว ซึ่งแบบหละงนั้นรองรับการเชื่อมต่อที่ไกลกว่าและสามารถทำงานร่วมกับหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้ โดยในบางรุ่นนั้นยังสามารถสั่งงานได้ผ่านสมาร์ทโฟนด้วยแอพพลิเคชั่นของผู้ผลิตแต่ละราย ข้อดีของเครื่องปริ้นแบบนี้ก็คือช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น และไม่ต้องรกหูรกตากับสายเคเบิ้ลที่วางเกะกะบนโต๊ะอีกด้วย ส่วนเรื่องความคมชัดและความเร็วก็จะแตกต่างกันออกไปตามสเปคเครื่อง

5 รุ่น เครื่องปริ้น Wi-Fi น่าใช้ 2021

Epson L4160 Wi-Fi Duplex All-in-One Ink Tank Printer

เริ่มต้นกันกับเครื่องปริ้น Wi-Fi จากยี่ห้อชั้นนำอย่าง Epson ที่คนทำงานวางใจมายาวนานในเรื่องเครื่องพิมพ์ รุ่นนี้รองรับทั้ง Wi-Fi และ Wi-Fi Direct มาพร้อมกับขนาดที่เล็กกะทัดรัดเคลื่อนย้ายสะดวก มีช่องเติมหมึกแบบเฉพาะสี รองรับการพิมพ์สองหน้าอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดกระดาษถึง 50% หมึกสีดำสามารถกันน้ำและรอยเปื้อนได้ให้งานดีงานละเอียด แถมยังรับประกันให้ 2 ปี หรือ 30,000 แผ่นอีกด้วย

Canon Pixma TS307

ต่อกันเลยกับเครื่องปริ้น Wi-Fi ในรุ่น Canon Pixma TS307 ตัวนี้ใช้ถ่ายสำเนาจากมือถือได้แบบไร้สาย ดีไซน์สวย มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่จำเป็นครบถ้วน รองรับการพิมพ์ขาวดำได้ 7.7 ภาพต่อนาที พิมพ์สี 4 ภาพต่อนาที เชื่อมต่อได้ทั้ง USB, Wi-Fi Direct, การพิมพ์ผ่านเทคโนโลยี PICTBRIDGE พิมพ์ผ่านมือถือ, AIRPRINT ในราคาค่าตัวที่ไม่แพงจนเกินไป

HP DeskJet Advantage 2777

HP DeskJet Advantage 2777 เครื่องปริ้น Wi-Fi แบบมัลติฟังก์ชั่น ใช้งานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสาร, พิมพ์ภาพสีหรือขาวดำ, สแกนและถ่ายเอกสาร ทำงานได้รวดเร็วและมีความคมชัดน่าพอใจ เชื่อมต่อได้ทั้ง Wi-Fi และ Wi-Fi Direct นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่น Hp Smart ร่วมกับอุปกรณ์ iOS และ Android ได้ ทำให้สามารถสั่งงานได้จากทุกที่ที่ต้องการ

Brother DCP-1610W

เครื่องปริ้น Wi-Fi รุ่น Brother DCP-1610W เครื่องปริ้นไร้สายระบบ Wi-Fi Direct ใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น iPrint&Scan ด้วยสมาร์ทโฟนได้ รุ่นนี้เหมาะกับงานเอกสารหรืองานพิมพ์ขาวดำ เป็นเครื่องปริ้นแบบเลเซอร์แบบหลายฟังก์ชั่นไม่ว่าจะเป็นถ่ายบัตรแบบสองหน้า ถ่ายเอกสาร จะใช้ส่วนตัวหรือใช้ภายในสำนักงานก็ลงตัวในราคาที่ไม่พงจนเกินไป

Fuji Xerox DocuPrint M225z

ส่งท้ายรายชื่อ เครื่องปริ้น Wi-Fi น่าใช้ 2021 กันด้วย Fuji Xerox DocuPrint M225z ที่มากับสเปคครบครันสำหรับงานออฟฟิศ สามารถสั่งงานผ่าน Wi-Fi ได้สะดวกรวดเร็ว ให้คุณภาพงานพิมพ์ที่คมชัด ทำได้ทั้งพิมพ์เอกสาร, ส่ง Fax, สแกน เหมาะกับการใช้งานในสำนักงาน, ใช้ส่วนบุคคล หรือจะใช้ในร้านถ่ายเอกสารก็สามารถทำได้เช่นกัน

เครื่องปริ้น Wi-Fi คืออีกทั่วช่วยที่จะทำให้งานเอกสารกลายเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติตัวเครื่องที่มีให้เลือกหลากหลาย ส่วนใครจะเลือกรุ่นไหน ยี่ห้อใด ก็คงต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของงานรวมถึงงบประมาณที่มีด้วยนั่นเอง

from:https://www.9tana.com/node/wifi-printer-2021/

depa หน่วยงานรัฐมั่นใจความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลทรงตัว แต่ประชาชนชะลอซื้อสินค้า-บริการดิจิทัล

ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงจากไตรมาสแรก

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ปี 2564 พบดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 45.6 ทรงตัวจากระดับ 46.4 ของไตรมาส 1 ในเกือบทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านผลประกอบการ การผลิต คำสั่งซื้อ การลงทุน และด้านต้นทุนประกอบการ

ผลสำรวจพิจารณาใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ได้แก่ 

  • กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 
  • กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ 
  • กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล 
  • กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ 
  • และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

หากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมจะเห็นว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ทั้งในแง่ผลประกอบการ คำสั่งซื้อ และการลงทุน มีเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 49.5

มาตรการโควิดที่ไม่ชัดเจนของภาครัฐ กระทบความเชื่อมั่น ทำเศรษฐกิจชะลอตัว

 ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่ระดับ 45.6 เป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจและประชาชนชะลอคำสั่งซื้อและลดปริมาณการซื้อสินค้าและบริการดิจิทัล เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกที่ 3 

รวมถึงมาตรการภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัคซีน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและยังผลให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมเกิดการชะลอตัว

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa

ผู้อำนวยการใหญ่ของ depa ยังกล่าวอีกว่า “ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและแหล่งเงินกู้ ครอบคลุมทั้งประชาชนและผู้ประกอบการดิจิทัล”

ด้านผู้ประกอบการวอนรัฐดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจน และควรมีบริการดิจิทัลสำหรับการติดต่อสื่อสารที่ไม่ขาดตอนในช่วง Work from Home เพื่อความสะดวกสบายแก่ผู้รับบริการ

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ depa.or.th

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post depa หน่วยงานรัฐมั่นใจความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลทรงตัว แต่ประชาชนชะลอซื้อสินค้า-บริการดิจิทัล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/depa-digital-industry-sentiment-index-q2-2021/

4 สิงหา’ นี้ ธนาคารพร้อมโอนเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 พื้นที่ล็อคดาวน์ 10 จังหวัด

สมาคมธนาคารไทยประสานธนาคารสมาชิก พร้อมรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมผ่านระบบพร้อมเพย์ ให้ผู้ประกันตน ม.33 ได้รับสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากคำสั่งล็อคดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ กว่า 2.87 ล้านราย

ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะทำการโอนให้ผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่ได้รับสิทธิในวันที่ 4-6 สิงหาคม 2564 เฉพาะ 10 จังหวัด จำนวนผู้ประกันตนกว่า 2.87 ล้านคน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา ส่วน 3 จังหวัดที่เหลือคือฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยาจะแจ้งการโอนเงินให้ทราบอีกครั้งภายหลัง 

นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ ต้องเป็นผู้ได้สิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไข โดย สปส. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิบนเว็บไซต์ สปส. โดยผู้ประกันตนที่มีบัญชีธนาคารผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนจะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่ หรือลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนใหม่ (คลิกที่นี่)

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้สิทธิและมีบัญชีธนาคาร แต่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน หรือเดิมผูกด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ สามารถดำเนินการผูกบัญชีหรือเปลี่ยนพร้อมเพย์จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนด้วยตนเอง ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารที่มีบัญชีอยู่ เช่น Mobile Application, Internet Banking และเครื่อง ATM ตามช่องทางที่แต่ละธนาคารให้บริการ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสาขาธนาคารเพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด 19

ส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิและยังไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก สามารถใช้บริการเปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นค่อยลงทะเบียนผูกพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขบัตรประชาชน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอรับสิทธิตามมาตรการเยียวยาดังกล่าว ผู้ประกันตน ม.33 สามารถตรวจสอบสิทธิโครงการเยียวยาได้ที่ https://www.sso.go.th หรือโทรศัพท์สายด่วนประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post 4 สิงหา’ นี้ ธนาคารพร้อมโอนเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 พื้นที่ล็อคดาวน์ 10 จังหวัด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/aid-measure-for-employees-under-section-33-of-social-security-act/

วิกฤตคนเจน X ในยุคโควิด-19 ระบาด: หางานยาก อายุเป็นอุปสรรค แถมเจออคติจากนายจ้าง

ด้วยอัตราการเลิกจ้างและว่างงานที่สูงเฉียบพลันในวิกฤตการณ์โควิด-19 ชาว Gen X หรือกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไปที่ต้องหางานใหม่คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งอคติจากนายจ้างบางส่วนและการที่ไม่มีทักษะที่ต้องใช้อีกด้วย

Photo by LinkedIn Sales Solutions on Unsplash

Gen X กับอุปสรรคในการหางานใหม่

รายงานจาก Generation องกรณ์​หางานไม่แสวงกำไรอธิบายว่า การใช้งานของเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ทำให้อาชีพที่ต้องใช้แรงงานคนหายไปมากขึ้น และทำให้ปัญหาอคติด้านอายุแย่ลง คนที่มีอายุมากแล้วต้องเปลี่ยนงานกลางคันจึงพบกับอุปสรรคมากที่สุด

หลังจากเก็บข้อมูลจากคนทำงาน 3,800 คน และนายจ้างอีก 1,404 คน จาก 7 ประเทศ ก็พบว่ากลุ่มคนอายุ 45-60 ปีหางานใหม่ได้ยากที่สุด ไม่ว่าจะในภูมิภาคไหนของโลก

ในอีกด้านหนึ่ง ILO ระบุว่าหนึ่งในเทรนด์การเลิกจ้างในประเทศไทย คือ แนวการสมัครใจลาออกในคนกลุ่มอายุ 45-50 ปี (Early Retire) ที่สูงมากขึ้นจากการที่บริษัทต้องลดจำนวนพนักงานลง

อคติด้านอายุที่ไม่เป็นความจริง

วิจัยค้นพบว่านายจ้างมองกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไปว่ามีความพร้อม ความเหมาะสม และประสบการณ์น้อยที่สุด ความกังวลของนายจ้างส่วนใหญ่อยู่ที่ความเชื่อว่าคนกลุ่มนี้

  • ไม่ชอบลองเทคโนโลยีใหม่ๆ (38%)
  • ไม่สามารถเรียนทักษะใหม่ได้ (27%)
  • ทำงานร่วมกับกลุ่มอายุอื่นๆ ได้ยาก (21%)

ทว่า ความเชื่อเหล่านี้ขัดแย้งกับหลักฐานโดยตรง เพราะกลุ่มคนที่อายุมากกว่ามักจะทำงานได้ดีกว่ารุ่นอายุน้อยเสมอ โดยนายจ้างกว่า 87% ระบุว่าคนที่อายุ 45 ปีขึ้นไปที่จ้างใหม่ทำงานได้ดีเท่า หรือบางทีดีกว่า พนักงานที่เด็กกว่าเสมอ

นอกจากนั้น อคติบางส่วนที่นายจ้างไม่รู้ตัวก็ถูกค้นพบอีกด้วย เช่น นายจ้างมักจะชอบจ้างพนักงานใหม่ที่อายุใกล้เคียงกับตนเอง ส่วนการใช้เรซูเม่ในการสัมภาษณ์จะทำให้ผู้สมัครไม่สามารถแสดงทักษะของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรให้ผู้สมัครลองลงมือทำจะเห็นภาพชัดกว่า

ความลำบากในการฝึกทักษะใหม่

มากกว่า 57% ของผู้หางานระดับต้นและกลางมีท่าทีต่อต้านการฝึกทักษะใหม่ๆ (reskill) โดยมีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่บอกว่าการฝึกช่วยให้ตัวเองมั่นใจขึ้นเวลาหางาน

ส่วนมาก การไม่ชอบเข้าร่วมการฝึกมาจากประสบการณ์ที่ไม่ดีในการศึกษา ตารางเวลาขัดแย้ง รวมถึงการสนับสนุนที่ไม่เพียงพอสำหรับคนอายุมากที่ต้องหางานใหม่ เช่น คอร์สเรียนที่เหมาะสม หรือ การช่วยเหลือทางการเงิน

ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าผู้หางานได้รับการฝึกที่เหมาะสมแล้ว โอกาสในการได้งานจะสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ประมาณ 73% ของกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไป ระบุว่าการฝึกสกิลใหม่ทำให้พวกเขาหางานใหม่ได้สำเร็จ

ในประเทศไทยเอง วิจัยจาก Far East Fame Lab ระบุว่าคน Gen X ในยุคโควิดสามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ระหว่างต้องทำงานจากบ้านเสมอ

Photo by RODNAE Productions from Pexels

ทางออกอื่นๆ สำหรับการจ้าง Gen X ให้ดีขึ้น

บริษัทสามารถเปิดโปรแกรมฝึกทักษะใหม่ๆ ให้คนกลุ่มนี้ได้ โดยเสนอโอกาสในการได้งานหลังฝึกจบ ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มคนที่หวั่นเกรงการฝึกได้

อีกทั้ง ทางบริษัทยังสามารถฝึกสกิลใหม่ๆ ให้พนักงานเก่าของตัวเองที่อายุมากแล้วได้อีกด้วย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพนักงานใหม่ที่เด็กกว่าเสมอไป

ทางด้านหน่วยงานรัฐบาลเองก็ควรเก็บข้อมูลด้านอาชีพของประชาชนให้ชัดเจนมากขึ้น องกรณ์ต่างๆ จึงจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้มากขึ้น

สรุป

การหางานในยุคโควิดยากสำหรับคนทุกกลุ่มอายุ และบางส่วนอาจจะประสบอุปสรรคมากกว่าคนบางกลุ่ม แต่การสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐและเอกชนจะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้แน่นอน

ที่มา – CNBC, Far East Fame Line DDB, Generation, LPT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิกฤตคนเจน X ในยุคโควิด-19 ระบาด: หางานยาก อายุเป็นอุปสรรค แถมเจออคติจากนายจ้าง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/gen-x-covid-unemployment-issues/

Kakao Webtoon เปิดตัวในไทยที่แรกของโลก กับเป้าหมายขอเป็น ‘เว็บตูน’ เบอร์ 1 ของไทย

Kakao Entertainment เปิดตัว Kakao Webtoon ในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก กับเป้าหมายขอเป็นเว็บตูนเบอร์ 1 ของไทย ท่ามกลางแอปคู่แข่งที่เปิดตัวก่อนหลายปี

ปัจจุบันพฤติกรรมการอ่านของทั่วโลก รวมถึงคนไทยกำลังเปลี่ยนจากการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ สู่การอ่านหนังสือในรูปแบบดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งรวมถึงความนิยมในการอ่านการ์ตูนแบบ Webtoon ที่ในไทยเองมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดจากหลายแอป เช่น LINE Webtoon, Comico หรือ WeComics

ล่าสุดนักอ่าน Webtoon ชาวไทยกำลังมีตัวเลือกในการอ่านมากขึ้นอีก จากการเปิดตัว Kakao Webtoon บริษัทลูกของ Kakao Corp ประเทศเกาหลีใต้

สำหรับ Kakao Webtoon นี้ เป็นหนึ่งในธุรกิจความบันเทิงของ Kakao Entertainment ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศเกาหลีใต้มานานกว่า 20 ปีแล้ว

ดร.ยางวอน ฮยอน กรรมการผู้จัดการ ของ Kakao Webtoon

ดร.ยางวอน ฮยอน กรรมการผู้จัดการ ของ Kakao Webtoon ได้เล่าถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้การอ่านการ์ตูนออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า Webtoon ทั้งในไทย และในต่างประเทศได้รับความนิยม ว่าเป็นเพราะในยุคปัจจุบันผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเวลา การอ่าน Webtoon จึงได้รับความนิยม เพราะเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับการอ่านในโทรศัพท์มือถือ เน้นการอ่านแบบบนลงล่าง มีภาพสีสวยงาม

ต่างจากการ์ตูนเป็นเล่มๆ แบบเดิม ที่มักอ่านกันแบบจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย ส่วนใหญ่เป็นภาพขาวดำ แถมต้องรอนานกว่าตอนใหม่จะออก ในขณะที่ Webtoon มีกำหนดเวลาออกตอนใหม่ที่แน่นอนกว่า บางเรื่องออกเป็นรายอาทิตย์ ตอบโจทย์คนเสพสื่อในยุคดิจิทัลมากกว่าการอ่านการ์ตูนเป็นเล่ม

แม้ว่า Kakao ในประเทศเกาหลีใต้จะเปิดให้บริการอ่าน Webtoon มานานนับ 20 ปี ภายใต้ชื่อ Kaokao Page แต่สำหรับ Kakao Webtoon นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบุกตลาดในระดับโลกที่ประเทศไทย

คนไทยจำนวนมากชอบเกาหลี หมุดหมายสำคัญของ Kakao Webtoon

ดร.ยางวอน ให้เหตุผลที่ Kakao Webtoon เลือกเปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่แรก เป็นเพราะความจริงแล้ว Kakao Webtoon ต้องการบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านอินเตอร์เน็ต มีจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตสูง รวมถึงวัฒนธรรมเกาหลีได้รับความนิยมในกลุ่มคนไทยอยู่แล้ว คอนเทนต์ที่นำมาแปลเป็นภาษาไทยจะมีความเป็นเกาหลีผสมอยู่

เพียงแต่ในปัจจุบันคนไทยอาจยังไม่ได้มองว่า Webtoon เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมแบบเกาหลี ดังนั้นตลาด Webtoon ในไทยยังไปได้อีกไกล ซึ่งในประเทศเกาหลีใต้เอง ตลาด Webtoon ทั้งหมดมีมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีแอปอ่าน Webtoon ที่เปิดให้บริการมาก่อนจำนวนมาก เช่น LINE Webtoon, Comico และ WeComics ดังนั้นกลยุทธ์การแข่งขันที่ Kakao Webtoon จะใช้เพื่อสู้กับคู่แข่งในประเทศไทยจึงสำคัญ

มีคอนเทนต์ดัง ที่ถูกนำไปสร้างซีรีส์-ภาพยนตร์

กลยุทธ์ที่ Kakao Webtoon จะใช้ในการแข่งขัน คือ คอนเทนต์ ที่เป็นเหมือนจุดแข็งสำคัญของ Kakao Webtoon เพราะ Kakao Webtoon มี Original Story ชื่อดังมากมายที่เคยถูกนำไปต่อยอดสู่การสร้างภาพยนตร์ และซีรีส์ เช่น Itaewon Class, What’s Wrong with Secretary Kim, Space Sweepers, The Uncanny Counter, Love Alarm และ Solo Leveling เป็นต้น

โดยในขณะนี้ Kakao Webtoon มีคอนเทนต์อยู่แล้วประมาณ 90 เรื่อง โดยจะปล่อยเรื่องใหม่ให้อ่านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 เรื่อง และตั้งเป้าว่าจะปล่อยพรีเมี่ยมเค-เว็บตูน ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และประสบความสำเร็จในหลาย ๆ ประเทศเป็นจำนวนอย่างน้อย 150 เรื่องภายในปีนี้

อ่านฟรีไม่เสียเงิน แต่ต้องรอ 3-7 วัน

นอกจากนี้ Kakao Webtoon ยังมีโมเดลการหารายได้ที่เรียกว่าระบบ Wait or Pay หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “รออ่านฟรี” โดยคอนเทนต์ทั้งหมดจะเปิดให้อ่านฟรี แต่จะมีกำหนดระยะเวลารอ 3-7 วัน ในขณะที่คอนเทนต์ราว 70% จากจำนวน 90 เรื่อง จะเปิดให้อ่านฟรีโดยมีระยะเวลาการรอเพียง 1-3 วัน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม Kakao Webtoon จะมีความแตกต่างจากแอปอ่าน Webtoon อื่นๆ คือ จะไม่ได้มีการเปิดรับคอนเทนต์การ์ตูนจากนักเขียนรายย่อย แต่จะเน้นไปที่การทำสัญญากับสตูดิโอ หรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงแทน อย่างในประเทศไทยจะมีการจับมือกับรอมแพง ผู้เขียนนวนิยายบุพเพสันนิวาส โดยจะนำไปสร้างเป็นการ์ตูน Webtoon โดยทีมงานที่ประเทศเกาหลี

สำหรับเป้าหมายของ Kakao Webtoon ในประเทศไทย ดร.ยางวอน เล่าว่า ตั้งเป้าหมายการดาวน์โหลดไว้ที่ 3 ล้านครั้ง และยอดผู้ใช้งานแอปต่อเดือน จำนวน 1 ล้านคน รวมถึงต้องการเป็นแอปที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย ในหมวดการ์ตูน และเอ็นเตอร์เทนเม้นต์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Kakao Webtoon เปิดตัวในไทยที่แรกของโลก กับเป้าหมายขอเป็น ‘เว็บตูน’ เบอร์ 1 ของไทย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kakao-webtoon-thailand/

เมืองไทยประกันภัยร่วมกับมูลนิธิมาดามแป้ง ตั้งศูนย์ Community Isolation รวม 400 เตียง 4 แห่งทั่ว กทม.

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จับมือร่วมกับมูลนิธิมาดามแป้ง สมทบทุนจัดตั้งศูนย์ Community Isolation จำนวน 400 เตียง และจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท 4 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว บรรเทาวิกฤตเตียงไม่พอ ลดวงจรการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เริ่มเปิดบริการต้นเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับ Community Isolation ทั้ง 4 แห่งนั้น สามารถรองรับผู้ป่วยได้แห่งละ 100 เตียงต่อรอบการรักษา กระจาย 4 มุมเมืองของกรุงเทพมหานคร โดยจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ดังนี้

  • วิทยาลัยพาณิชยการอินทราชัย เขตวังทองหลาง โดย รพ. ลาดพร้าว
  • ร.ร. สุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ เขตบึงกุ่ม โดย รพ. ญาไท นวมินทร์
  • โกดังเก็บของ บมจ. ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เขตราษฎร์บูรณะ โดย รพ. ประชาพัฒน์
  • วัดกำแพง (บางแวก) เขตภาษีเจริญ โดย รพ. มิตรประชา (เพชรเกษม 2)

นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมาดามแป้ง กล่าวว่า ปัญหาใหญ่หนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมองอย่างไรก็ไม่มีทางเพียงพอ่อจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 โดยได้มีการสร้างทีมอาสากล้าใหม่มูลนิธิมาดามแป้งขึ้นมาเป็นผู้ช่วยหมอ พยาบาล ในการดูแลผู้ป่วยหน้างานอย่างเร่งด่วนด้วยรูปแบบอบรมระยะสั้นตามมาตรฐาน หากทำได้ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระงานของหมอ พยาบาลไปได้อีกมาก และยังสามารถขยายโมเดลนี้ได้ทั่วประเทศในอนาคตด้วย

ที่มา – เมืองไทยประกันภัย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เมืองไทยประกันภัยร่วมกับมูลนิธิมาดามแป้ง ตั้งศูนย์ Community Isolation รวม 400 เตียง 4 แห่งทั่ว กทม. first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/muang-thai-insurance-collab-madam-pang-build-community-isolation/

การเติบโตของ Social Commerce ในยุคที่คนเลือกซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทโซเชียลมีเดียต่างๆ กำลังแข่งขันกันในอุตสาหกรรม Social Commerce ซึ่งเป็นช่องทางที่อาศัยความสามารถของผู้ใช้ในการค้นหาและเลือกซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดีย 

“ผู้คนเคยชินกับการซื้อของออนไลน์ไปแล้ว และคนไม่น่าจะกลับไปซื้อของจากหน้าร้านในระดับเดิมอย่างที่เคยเป็นมา” Dave Heger นักวิเคราะห์จาก Edward Jones บริษัทผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนได้กล่าวไว้เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้

Social Commerce ในไทยโตได้เท่าตัว

การค้าขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียในไทยเป็นที่นิยมมานานแล้วและเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเติบโตของ LINE SHOPPING ที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 200% และจำนวนร้านค้าเติบโตเพิ่มขึ้น 7 เท่า 

ตามข้อมูลของ Facebook ประเทศไทย จากการวิจัยผู้บริโภคชาวไทยยังพบว่าผู้บริโภครู้สึกใกล้ชิดกับร้านค้ามากขึ้นผ่านการแชท ซึ่งถือเป็นข้อดีของการค้าขายผ่านโซเชียลมีเดียที่ลูกค้าสามารถพูดคุยสอบถาม และต่อรองราคากับผู้ขายได้โดยตรงซึ่งให้ประสบการณ์ทดแทนความรู้สึกของการซื้อจากหน้าร้านได้

นอกจากนี้ยังเห็นความเข้มแข็งของ Social Commerce ในไทยจากการที่กลุ่มธุรกิจสินค้าหรูหันมาเปิดใช้งาน Line Official Account เพิ่มขึ้นถึง 60% เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่แบรนด์หรูเลือกใช้เพื่อติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรงเหมือนกับการขายหน้าร้าน

การซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียเป็นที่นิยมมากขึ้นในภาพรวม

บริษัทวิจัยการตลาด eMarketer คาดการณ์ว่ายอดขายต่อปีผ่านช่องทาง Social Commerce จะเพิ่มขึ้นอย่างในกรณีสหรัฐยอดขายจะเพิ่มจาก 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.18 ล้านล้านบาทต่อปี เป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2023 

Facebook ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำใน Social Commerce และ Google ที่ช่วยให้ผู้ค้าปลีกทำยอดขายได้ในไตรมาสที่แล้ว กับบริษัทอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์อย่าง Shopify บอกว่าอัตราการเติบโตของยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทเทคอย่าง Facebook และ Google ทำได้ดีกว่าการขายผ่านเว็บไซต์ของผู้ขายโดยตรง

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Facebook ยังได้ออกมาบอกอีกด้วยว่า การเปิดพื้นสำหรับขายสินค้าและการทำให้ธุรกิจสามารถติดต่อกับลูกค้าง่ายขึ้นผ่านแอพ Messenger และ WhatsApp ของทางบริษัทเป็นการเดิมพันในระยะยาวที่เหมาะสม

อนาคต Social Commerce กับช่องทางซื้อขายที่มากขึ้น

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Youtube, Snapchat และ Twitter ก็กำลังเร่งลงทุนในฟีเจอร์ช้อปปิ้งเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เกิดในขึ้นช่วงเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2

ทางบริษัทแม่ของ Snapchat กำลังลงทุนในเทคโนโลยี AR เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถลองสินค้าอย่างนาฬิกา เครื่องประดับและเสื้อผ้า เพื่อลดการคืนสินค้าซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ผู้ค้าออนไลน์ต้องเจอ

Twitter ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รู้จักในฐานะช่องทางติดตามข่าวเหตุการณ์ปัจจุบันก็กำลังทดลองทำฟีเจอร์สำหรับร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์วิดีโอสตรีมมิ่งอย่าง Youtube ที่มีคอนเทนต์รีวิวสินค้ามากมายก็มีแพลนที่จะเปิดช่องทางให้สามารถซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มได้โดยตรง

สรุป

การเติบโตของ Social Commerce เป็นที่น่าจับตามองในยุคที่การซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องจำเป็นเพราะการระบาดของโควิด และยังสะดวกกับผู้ซื้อ อีกทั้งการติดต่อกับผู้ขายโดยตรงผ่านทางโซเชียลมีเดียสามารถทดแทนความรู้สึกของการซื้อหน้าร้านซึ่งเป็นข้อดีที่จะทำให้การค้าช่องทางนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post การเติบโตของ Social Commerce ในยุคที่คนเลือกซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/social-commerce-growth/

Pfizer ที่สหรัฐบริจาคถึงไทยแล้ว 1.5 ล้านโดส พร้อมเปิดแผนบริหารจัดการวัคซีน

สหรัฐอเมริกาบริจาควัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer จำนวน 1,503,450 โดสให้ไทย วัคซีน Pfizer มาถึงไทยแล้วเช้านี้ สหรัฐฯ จะบริจาควัคซีนให้ไทยรวมทั้งหมด 2.5 ล้านโดส โดยจะเพิ่มเติมอีก 1 ล้านโดสหลังจากนี้

รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุข้อว่า ยืนยันเคียงข้างไทย หุ้นส่วนของเรา ในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และเริ่มกระบวนการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือนี้สะท้อนคำมั่นของประธานาธิบดีที่จะมอบวัควีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพให้ประเทศต่างๆ ที่ขาดแคลน รัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี จะแบ่งวัคซีนจำนวน 80 ล้านโดสเพื่อช่วยยุติโรคระบาด การส่งมอบวัคซีน Pfizer นี้แสดงถึงความสำคัญที่สหรัฐฯ ให้ความร่วมมือกับไทย

ในแผนการบริจาควัคซีน 80 ล้านโดสของประธานาธิบดีไบเดนนั้น สหรัฐฯ จะมอบวัคซีน 23 ล้านโดสให้ประเทศต่างๆ ในเอเชีย เพื่อช่วยให้ภูมิภาคนี้รวมทั้งไทยปลอดภัย การบริจาควัคซีนช่วยเหลือนอกเหนือจากความช่วยเหลือผ่านโครงการโคแวกซ์ซึ่งเป็นดครงการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้นานาประเทศอย่างเท่าเทียมนั้น สหรัฐฯ ระบุว่า การบริจาควัคซีนให้ไทยจำนวน 1.5 ล้านโดสนี้เป็นการช่วยเหลือแบบให้เปล่า ไม่มีเงื่อนไข

ภาพจากสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย

วัคซีน Pfizer-BioNTech นี้ Pfizer เป็นบริษัทยาของสหรัฐฯ และ BioNTech SE เป็นบริษัทไบโอเทคโนโลยีของเยอรมนีที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น เป็นวัคซีนตัวแรกที่ได้รับอนุญาตทะเบียนแบบฉุกเฉินจากองค์การอนามัยโลกและข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิดได้ 95% กว่า 60 ปีแล้วที่สหรัฐฯ และไทยผนึกกำลังรับมือปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อสาธารณสุข

ปัจจุบัน สหรัฐให้ความช่วยเหลือไทยในการป้องกันโควิด มีทั้งเรื่องส่งเสริมไทยเตรียมความพร้อมระบบห้องปฏิบัติการ ดำเนินการค้นหาผู้ป่วยและเฝ้าระวังเหตุการณ์สำหรับอาการป่วย สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการเพื่อตอบสนองและเตรียมพร้อมต่อการระบาด เสริมสร้างการสื่อสารป้องกันความเสี่ยง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อในสถานพยาบาล ตลอดจนช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นตามชายแดน รวมถึง มอบเครื่องช่วยหายใจ หน้ากากกรองอากาศ ชุดตรวจหาการติดเชื้อ หน้ากากอนามัย แว่นตานิรภัยและอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุขชาวไทยในการควบคุมการระบาด

สหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาตั้งแต่ปี 1948 ความมั่นคงด้านสุขภาพทั่วโลกขึ้นอยู่กับระบบสาธารณสุขที่ยืดหยุ่นพร้อมฟื้นตัว โปร่งใสและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดี สหรัฐฯ มุ่งจะเป็นผู้นำในการตอบโต้การระบาดของโควิด-19 และเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในโครงการสนับสนุนด้านการเงิน COVAX Advance Market Commitment เพื่อการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 อย่างเท่าเทียม

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุขพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการรับมอบวัคซีน Pfizer จำนวน 1.54 ล้านโดสที่สหรัฐอเมริกามอบให้ประเทศไทย โดยการขนส่งวัคซีน Pfizer มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 04.30 น. ด้วยสายการบิน AeroLogic เที่ยวบิน 3S530 หลังจากนี้จะต้องเก็บภายใต้อุณหภูมิ -70 ถึง -90 องศาเซลเซียสเพื่อคงประสิทธิภาพของวัคซีน และดำเนินการตามขั้นตอนก่อนกระจายไปตามแผนที่วางไว้ต่อไป

แผนบริหารจัดการวัคซีน Pfizer ล็อตแรก 1.54 ล้านโดส

  1. บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศ (เข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกัน) 700,000 โดส
  2. ผู้มีภาวะเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด -19 ที่มีสัญชาติไทย 645,000 โดส
  3. ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ชาวต่างชาติที่อาศัยในไทย เน้นผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไปและผู้เดินทางไปต่างประเทศที่จำเป็นต้องรับวัคซีน Pfizer เช่น นักการทูต นักศึกษา 150,000 โดส
  4. ทำการศึกษาวิจัย (ได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการวิจัยจริยธรรม) จำนวน 5,000 โดส
  5. สำรองส่วนกลางสำหรับตอบโต้การระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ จำนวน 40,000 โดส

ที่มา – สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Pfizer ที่สหรัฐบริจาคถึงไทยแล้ว 1.5 ล้านโดส พร้อมเปิดแผนบริหารจัดการวัคซีน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/united-states-donated-pfizer-1-5-million-doses-for-thailand/

Google เผยสถิติการเดินทาง ล็อคดาวน์นี้คนไทยอยู่บ้านเพิ่ม 15% ส่วนเข้าออฟฟิศลดลงเกือบครึ่ง

Google เปิดเผยสถิติการเดินทางของคนไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2564 พบว่าคนไทยเดินทางไปที่ทำงานน้อยลง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

นับตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดตั้งแต่ปีที่แล้ว Google ได้ออกการรายงาน Google Mobility Report เพื่อแสดงความหนาแน่นของสถานที่และการเดินทางในแต่ละประเทศ ว่ามีความหนาแน่นมากแค่ไหนภายใต้มาตรการล็อคดาวน์

ในปี 2564 นี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การล็อคดาวน์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจากข้อมูลของ Google Mobility Report ในประเทศไทย ประจำเดือนกรกฎาคม พบว่า แนวโน้มการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ลดน้อยลงอีกครั้ง ภายใต้สถานการณ์ล็อคดาวน์

แนวโน้มการเดินทางไปห้าง สวนสาธารณะลดลง เข้าออฟฟิศลดเกือบครึ่ง

ในสถานที่ประเภท ร้านค้าปลีกและที่หย่อนใจ ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ศูนย์การค้า สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ห้องสมุด และโรงภาพยนตร์ มีการเดินทางไปลดลง 23%

ในขณะที่สถานที่ประเภท สวนสาธารณะ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติชายหาดสาธารณะ ท่าจอด เรือท่องเทียว สวนสําหรับสุนัข ตลาดนัด และ สวนสาธารณะ ลดลงถึง 42%

ส่วนในด้านการเดินทางในชีวิตประจำวัน Google พบว่า ใช้ระบบขนส่งสาธารณะน้อยลง 65% ไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟฟ้า รถประจำทาง หรือสถานีรถไฟ

ด้านการทำงาน พบว่า คนไทยมีแนวโน้มการเดินทางไปยังสถานที่ทำงานลดลง 43% และอยู่ที่บ้านมากขึ้น 15%

ห้างปิด คนไทยหันมาเดินตลาดใกล้บ้านแทน

นอกจากการทำงานที่บ้านที่เพิ่มขึ้นราว 15% แล้ว อีกหนึ่งสถานที่ที่ Google พบว่ามีแนวโน้มการเดินทางมากขึ้น คือ สถานที่ประเภทร้านขายของชำ และร้านขายยา ที่เพิ่มขึ้นราว 12% โดยสถานที่ในประเภทนี้ ได้แก่ ตลาดซือขายของชํา ร้านขายส่งอาหาร ตลาด ชุมชน ร้านขายอาหารประเภทพิเศษ ร้าน สุขภาพและความงาม และร้านขายยา

ที่มา – Google Mobility Report

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Google เผยสถิติการเดินทาง ล็อคดาวน์นี้คนไทยอยู่บ้านเพิ่ม 15% ส่วนเข้าออฟฟิศลดลงเกือบครึ่ง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/google-mobility-report-july-2021/

ทางออกการบินระหว่างประเทศ ใช้ผลจากชุดตรวจโควิดด้วยตัวเองได้ ยื่นผลออนไลน์ ไม่มีกักตัว

การบินระหว่างประเทศผ่อนคลายขึ้น United Airlines อนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถยื่นผลโควิดจากชุดตรวจด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชันได้แล้ว ไม่ต้องเดินเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

united airlines covid-19

ใช้ผลตรวจจากชุดทดสอบโควิดด้วยตัวเองก็บินกับ United Airlines ได้

United Airlines สายการบินจากประเทศสหรัฐ และ Abbott บริษัทยาและเวชภัณฑ์ ประกาศว่าจะร่วมมืออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสายในเส้นทางนอกประเทศสามารถยื่นผลทดสอบโควิดจาก BinaxNOW ชุดตรวจโควิดด้วยตัวเองของ Abbott ผ่านทาง NAVICA แอปพลิเคชันของ Abbott เพื่อทำการบินนอกประเทศกับ United Airlines เพื่อให้การเดินทางนอกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาอีกครั้ง

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหลังจากสถานการณ์ในประเทศดีขึ้นที่ดีขึ้น โดยทางศูนย์จะอนุญาตให้แสดงผลตรวจโควิดจากชุดตรวจโควิดด้วยตนเองแบบ Rapid Antigen Test ที่เป็นลบเพื่อทำการเดินทางไปยังต่างประเทศได้

ตรวจด้วยตัวเอง ยืนผลผ่านแอป ลดข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

หลังจากนี้การเดินทางในเส้นทางบินต่างประเทศจะสะดวกขึ้น เพราะลูกค้า United Airlines สามารถทดสอบโควิดด้วยชุดตรวจ BinaxNOW และยื่นผลตรวจผ่านแอปพลิเคชัน NAVICA ได้ทั้งก่อนออกและกลับเข้ามาในประเทศ อำนวยความสะดวกให้ตั้งแต่ต้นจนจบการเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปหาศูนย์ตรวจโควิดในต่างประเทศเพื่อทดสอบโควิด-19 อีกครั้งก่อนกลับเข้าประเทศ

United Airlines คือสายการบินเดียวในสหรัฐ ณ ตอนนี้ ที่บูรณาการแอปพลิเคชันเข้ากับแพลตฟอร์มของภาครัฐอย่าง United Travel Ready Center นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้โดยสารจึงสามารถส่งผลตรวจและหลักฐานยืนยันการฉีดวัคซีนผ่านแอปได้โดยตรง

united airlines

“เราต้องการให้ลูกค้าสบายใจได้ว่าเมื่อพวกเขาเดินทางไปยังต่างประเทศ พวกเขาจะสามารถเดินทางกลับมาในสหรัฐได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย” Toby Enqvist กรรมการเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้าของ United Airlines กล่าว

“ชุดตรวจ BinaxNOW ได้รับการรับรองจาก CDC ดังนั้นทาง United ร่วมกับ Abbott จึงยิ่งมุ่งมั่นที่จะทำให้การเดินทางไปยังต่างประเทศปลอดภัยและสะดวกมากที่สุดโดยการมอบทางเลือกในการทดสอบการติดเชื้อที่ไม่ยุ่งยากให้กับผู้โดยสารเมื่อเดินทางกลับเข้าสหรัฐ”

BinaxNOW ไว้วางใจได้ ใช้แพร่หลายในสหรัฐ

ชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง BinaxNOW คือหนึ่งในชุดตรวจที่มีการศึกษามากที่สุดและมีการใช้อย่างแพร่หลายในสหรัฐ ตั้งแต่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ณ ตอนนี้ ชุดตรวจกว่า 200 ล้านชุดถูกแจกจ่ายให้ภาคส่วนต่างๆ ทั่วทั้งประเทศสหรัฐใช้งาน ทั้งสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย สถานพักฟื้น ไปจนถึงในชุมชนที่ระบบสาธารณสุขไม่ครอบคลุมเพียงพอ

ที่มา – United, Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทางออกการบินระหว่างประเทศ ใช้ผลจากชุดตรวจโควิดด้วยตัวเองได้ ยื่นผลออนไลน์ ไม่มีกักตัว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/united-airlines-accept-self-tested-covid-results-online/