คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

MOS Burger ไทยที่ถือหุ้นใหญ่โดย “พิธาน องค์โฆษิต” จะสู้อย่างไรในตลาดที่รายใหญ่ครองแชร์ 90%

หลังจากที่ MOS Burger ในไทยได้เปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น “พิธาน องค์โฆษิต” คำถามคือ ก้าวต่อจากนี้ของ MOS Burger ในไทยจะสู้กับเบอร์ใหญ่ๆ ในตลาดเบอร์เกอร์ที่ครอบครองส่วนแบ่งไว้แทบหมดแล้วอย่างไร?

MOS Burger
MOS Burger Photo: Shutterstock

ต้องทำการตลาดใหม่ ของเก่าทำไว้ไม่ค่อยดี

ในงานแถลงข่าวของ MOS Burger เชนร้านเบอร์เกอร์จากญี่ปุ่น โดยบริหารงานโดยบริษัท มอส ฟูดส์ เซอร์วิสเซส(ประเทศไทย) จำกัด แต่ล่าสุดได้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น พิธาน องค์โฆษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการของ บมจ. เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัท มอส ฟูดส์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) หลังได้เข้าซื้อหุ้น 75% และเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกกว่า 206 ล้านบาท

พิธาน บอกว่า ต่อจากนี้ MOS Burger ไทยจะต้องรุกหนักทางการตลาดมากขึ้น เนื่องจาก “การตลาดของ MOS Burger ไทยที่ทำมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างอ่อน” 

กลยุทธ์แรกที่จะได้เห็น MOS Burger เดินเกมในไทยหลังจากนี้ พิธาน ระบุว่า จะทุ่มเงินและกลยุทธ์ทำการตลาดอย่างหนัก “เราวางงบการตลาดไว้ที่ประมาณ 7% ของรายได้ อย่างปีที่แล้ว MOS Burger ในไทยมีรายได้ 80 ล้านบาท” นอกจากนั้น “เราจะรวมออกเมนูใหม่ในทุกๆ 2 เดือน เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้ลูกค้าตื่นเต้นเสมอ เพราะถ้าพูดเรื่องคุณภาพของเรา วัตถุดิบ 70% มาจากญี่ปุ่น อีก 30% เราปรับในไทยให้เข้ากับลิ้นคนไทย เราเชื่อว่ากลยุทธ์นี้จะดึงลูกค้าได้” ไม่หมดแค่นั้น “ตลาดเดลิเวอรี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราต้องการเข้าไปเล่น เพราะปัจจุบัน MOS Burger มีสัดส่วนเดลิเวอรี่เพียง 13-15% แต่เป้าหมายของเราคือ 40% เหมือนกับคู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาด”

MOS Burger
ผู้บริหาร MOS Burger ประเทศไทย

ขยายสาขาหลักสิบ แต่เจาะแค่กทม. เท่านั้น

ปัจจุบัน MOS Burger มีสาขาในไทยเพียง 8 สาขาเท่านั้น โดยตั้งอยู่ในเซ็นทรัลเวิลด์, แฟชั่นไอส์แลนด์, เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท. เซ็นทรัลพลาซ่า บางนา, เซ็นทรัล พระราม 3, เอ็มโพเรียม, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเทอมินอล 21 (อโศก)

การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของพิธาน จะขยายสาขาเพิ่ม 6 สาขา นั่นหมายความว่าในปีนี้ MOS Burger จะมีสาขาทั้งหมด 14 สาขาทั่วกรุงเทพ (ยังไม่ได้มีแผนจะขยายออกไปในต่างจังหวัด) โดยหลังจากปีนี้เป็นต้นไป MOS Burger วางแผนขยายสาขาไว้ที่ 9 สาขาต่อปีต่อเนื่องไป 5 ปี คิดง่ายๆ คือในอีก 5 ปีหลังจากนี้ MOS Burger จะมีสาขาในไทยทั้งหมด 59 สาขา

MOS Burger
MOS Burger

MOS Burger จะสู้รายใหญ่ๆ ได้อย่างไร?

ถ้าดูจากตัวเลขปัจจุบัน MOS Burger ครองส่วนแบ่งตลาดเบอร์เกอร์ที่มีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทเพียง 1% เท่านั้น ส่วนคู่แข่งรายใหญ่ๆ อย่าง McDonald’s และ Burger King ต่างครองส่วนแบ่งตลาดเบอร์เกอร์ไทยไว้แล้วมากกว่า 90%

  • พิธาน มองเห็นถึงเรื่องนี้ดี แต่บอกว่า “ไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้ แต่มันคนละตลาดกัน จุดยืนของ MOS Burger ไม่เหมือนเบอร์เกอร์ฟาสต์ฟู้ดทั่วไป เราเน้นไปที่คุณภาพของเบอร์เกอร์ หลายคนอาจจะมองว่าราคาคืออุปสรรค แต่เราต้องบอกว่า MOS Burger คืออีกตลาด คือคนละกลุ่มเป้าหมาย (target group)”

พิธาน เปิดเผยว่า ยอดขายของ MOS Burger ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 80 ล้านบาท แต่เป้าหมายต่อไปในอีก 4 ปีหลังจากนี้คือจะมียอดขายให้ได้ 500 ล้านบาท

คงต้องจับตาดูว่า การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นมาเป็นคนไทยในครั้งนี้ของ MOS Burger จะทำให้ธุรกิจเติบโตจนเป็นที่น่าพอใจได้หรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mos-burger-thailand-after-pitharn-ongkosit-is-the-president/

โฆษณา

วิธียกเลิก FaceApp Pro ก่อนที่จะถูกหักเงิน ปีละ 629 บาท (iOS)

หลังจากที่ได้แนะนำ FaceApp แอพทำหน้าแก่ที่กำลังฮิตในช่วงนี้ ก็มีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ จะมาเสริม ซึ่งประเด็นดังกล่าวหากใครไม่รู้หรือกดไปโดยไม่ทันระวังอาจทำให้เสียทรัพย์เลยก็ว่าได้ครับ นั่นก็คือบริการ FaceApp Pro

ตอนที่เราเข้าใช้งาน FaceApp บน iOS ครั้งแรก ตัวแอพจะถามก่อนเลยว่าสนใจเปิดใช้ FaceApp Pro (เวอร์ชั่นเต็ม ไม่มีโฆษณา ไม่มีลายน้ำ) หรือไม่ หากใครที่กดเปิดใช้ FaceApp Pro ไปแล้ว จะได้สิทธิ์ทดลองใช้ฟรี 3 วัน หลังจากนั้นตัวแอพจะเรียกเก็บเงินเราทันที แบบเหมาเป็นปี ปีละ 629 บาท หากใครกดตกลงใช้ FaceApp Pro ไปแล้วแต่ไม่อยากให้หักเงิน ต้องรีบทำการยกเลิกก่อนครบกำหนด 3 วันที่ให้ทดลองใช้ฟรีครับ

วิธีการยกเลิก FaceApp Pro ของระบบ iOS ให้เข้าไปที่ Settings จากนั้นกดที่ส่วนภาพโปรไฟล์ iCloud Account ของเรา > iTunes & App Store

กดที่ Apple ID : ….. > View Apple ID

เลื่อนลงมาที่ Subscriptions จากนั้นเลือกที่รายการ FaceApp ที่เราต้องการยกเลิก

กด Cancel Subscription และกด Confirm อีกครั้ง เป็นอันเสร็จ

หลังจากกดยกเลิกแล้ว สังเกตว่าจะไม่มีการติ๊กเครื่องหมายถูกที่รายการหักเงินอัตโนมัติอีกแล้ว

หลังจากการยกเลิกไปแล้ว หากยังไม่ครบกำหนดทดลองใช้ฟรี 3 วัน ก็ยังคงใช้งานได้ต่อจนครบกำหนดครับ หากใครที่ต้องการใช้ต่อไปเรื่อยๆ สามารถเข้ามากดเลือกรายการ FaceApp Pro ได้อีกครั้ง มรทั้งแบบเป็นรายเดือน เดือนละ 129 บาท ให้เลือกด้วย

from:http://www.9tana.com/node/cancel-faceapp-pro/

รีวิว FaceApp แอพทำหน้าแก่ ใส่วิก แต่งหน้าด้วยระบบ AI

หลังจากที่ได้นำเสนอและแนะนำเกี่ยวกับ FaceApp แอพทำหน้าแก่ที่กำลังฮิตบนโซเชี่ยลตอนนี้ แบบคร่าวๆ ไป ในตอนนี้ผมจะมารีวิวการใช้งานแอพดังกล่าวมาฝากครับ (ใครยังไม่มี ดาวน์โหลดกันได้ครับ | iOS : Android)

เมื่อดาวน์โหลดและติดตั้งแอพเสร็จเรียบร้อยแล้ว เข้ามาครั้งแรกแอพจะทำการขออนุญาตเพื่อเข้าถึงรูปภาพจากในเครื่องของเราก่อน

ถึงแม้จะเป็นแอพที่ดาวน์โหลดได้ฟรี แต่ FaceApp ก็มีเวอร์ชั่น Pro ให้ใช้ด้วย ซึ่ง FaceApp Pro จะสามารถใช้ฟิลเตอร์ที่มีได้ทั้งหมด รวมถึงไม่มีโฆษณาขึ้นมากวนใจ หรือฝังลายน้ำไว้มุมของรูปภาพด้วย โดยสามารถทดลองใช้ FaceApp Pro ได้ฟรี 3 วัน หลังจากนั้นหากไม่ยกเลิกจะคิดค่าบริการปีละ 629 บาท แต่ถ้าหากไม่สนใจใช้ FaceApp Pro ก็สามารถกดข้ามไปได้ครับ

การใช้งาน FaceApp นั้นก็เหมือนแอพแต่งรูปภาพทั่วไปครับ คือจะเลือกภาพถ่ายจากในเครื่องหรือจะกดถ่ายภาพใหม่จากในแอพได้ (ในบทความนี้ ผมใช้รูปภาพบุคคลตัวอย่างจาก JapTarectecan@Pixabay ครับ)

เมื่อเปิดรูปภาพขึ้นมาแล้ว ก็จะมีรายการฟิลเตอร์ต่างๆ ขึ้นมาตามหมวดหมู่ หากต้องการทำภาพใบหน้าวัยชราตามที่โซเชี่ยลกำลังฮิตตอนนี้ ให้กดไปที่เมนู Age

จากนั้นให้เลือกไปที่ Old เพียงเท่านี้แอพก็จะวิเคราะห์ใบหน้าและปรับใบหน้าของเราให้แก่โดยอัตโนมัติ , หรือถ้าต้องการเติมแว่น ก็ไปที่เมนู Glasses

เปลี่ยนทรงผม หรือเปลี่ยนรอยยิ้มบนใบหน้าก็ได้

ใส่หนวด/เครา หรือแต่งหน้าให้สวยฟรุ้งฟริ้งก็ได้

เมื่อแต่งจนพอใจแล้ว เราสามารถ export หรือนำรูปภาพไปแชร์ในแอพอื่นๆ ได้ตามสบาย

from:http://www.9tana.com/node/faceapp-reviews/

EIC ชี้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยุคนี้ ใช้ Data เอาเปรียบรายย่อย ปั้นสินค้าราคาถูกมาแข่ง

Amazon และ Alibaba คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในกรณีนี้ 🛒

Ecommerce
Ecommerce Photo: Shutterstock

ในโลกที่เจ้าของแพลตฟอร์มคือผู้กำหนดเกมการแข่งขัน

บทวิเคราะห์ของ SCB EIC (Economic Intelligence Center) อธิบายภาพการต่อสู้ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในโลกยุคนี้ โดยชี้ว่า เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลการจับจ่ายของผู้บริโภคมาออกแบบสินค้าเป็นของตัวเองหรือที่เรียกว่า Private Brand

การเดินเกมของเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในลักษณะนี้ นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือการใช้ข้อได้เปรียบจากข้อมูลอันมหาศาล เพราะเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะรู้ได้ว่า “ผู้ผลิตรายใดผลิตสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่า แต่คุณภาพใกล้เคียงกับผู้ผลิตรายอื่น และจ้างโรงงานเหล่านั้นผลิตสินค้า Private brand ในปริมาณมาก ทำให้ได้สินค้าราคาไม่สูงโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานเป็นของตนเอง ส่งผลให้ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการแบกรับต้นทุน ซึ่งเอื้ออำนวยให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนและเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นๆ ได้สะดวก เพราะสินค้าที่ผลิตจะเป็นสินค้าที่มีลักษณะมาไวไปไว”

  • ในแง่หนึ่ง การใช้ข้อได้เปรียบด้านข้อมูลของเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หมายถึง การกีดกันผู้ค้ารายย่อย โดยเฉพาะแบรนด์ที่ยังไม่แข็งแกร่ง เพราะสินค้าที่เจ้าของแพลตฟอร์มสร้างขึ้นได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมาก

ในฝั่งตะวันตก แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าข่ายนี้มากที่สุดคือ Amazon ดูได้จากในช่วงที่ผ่านมามีการสร้างสินค้าแบรนด์ตัวเอง (house brand) ขึ้นมาในชื่อ AmazonBasics ผลิตสินค้าแทบทุกชนิด (เช่น สาย HDMI, แบตเตอรี่, สายส่งสัญญาณเสียง แม้กระทั่งมีด) นอกจากนั้นยังมี Amazon Collection ที่ผลิตอัญมณี Amazon Essentials ที่ผลิตเสื้อผ้า, Pinzon ที่ผลิตผ้าเช็ดตัวและเครื่องนอน ซึ่งในปัจจุบัน Amazon มีสินค้า Private brand ทั้งสิ้น 406 แบรนด์จำนวนกว่า 23,142 ชิ้น

ส่วนฝั่งตะวันออก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Alibaba และ JD.com ที่ครองสัดส่วนตลาดอีคอมเมิร์ซจีนที่ 58.2% และ 16.3% ตามลำดับ

Ecommerce
Ecommerce Photo: Shutterstock

กินรวบออนไลน์ไม่พอ ต่อยอดออฟไลน์ด้วยเลย

นอกจากนั้น EIC วิเคราะห์ว่า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในยุคนี้เริ่มมีกระแสที่ไม่ได้หยุดการแข่งขันแค่ในออนไลน์เท่านั้น เพราะขยายการแข่งขันไปสู่โลกออฟไลน์แล้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ Amazon ซื้อกิจการ Whole Foods Market ด้วยเงินกว่า 4.6 แสนล้านบาท เดินเครื่อง Retail เต็มตัว หรือการที่ Alibaba บุกธุรกิจห้างสรรพสินค้า

กลยุทธ์ลักษณะนี้เริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน หลายคนเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) หรือบางคนอาจเรียกว่าเป็นกลยุทธ์แบบ New Retail

ที่มา – บทวิเคราะห์ SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-eic-private-brand/

สัมภาษณ์ Class Cafe แบรนด์กาแฟไทยที่อยากทำทั้ง “กาแฟ” และเป็น “Co-Working Space” ที่ดีที่สุด

มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ Class Cafe
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

ในยุคที่วงการค้าปลีกกำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากสารพัดทิศทาง การเปิดร้านกาแฟถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่โหดร้าย เพราะเอาเข้าจริงแทบจะไม่ต่างอะไรกับธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” ที่ 90% ของธุรกิจล้มหายตายจากอยู่ตลอดเวลา

แต่ก็อย่างที่สุภาษิตจีนว่าไว้ “ท่ามกลางวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ” Class Cafe แบรนด์กาแฟท้องถิ่นไทยจากภาคอีสานที่เริ่มโดดเด่นขึ้นทุกวัน ปัจจุบันมีสาขารวมแล้วกว่า 22 แห่งทั่วไทย (กรุงเทพ, โคราช, ขอนแก่น, บุรีรัมย์ และอุดรธานี)

Brand Inside สัมภาษณ์ มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ Class Cafe เขาคือผู้ซึ่งเชื่อว่า “ค้าปลีกอยู่ในรายละเอียด” เพราะการสู้ในสนามรบค้าปลีกจะประมาทไม่ได้ และยิ่งโดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟที่ทุกๆ 2 ชั่วโมงจะมีการเปิด-ปิดกิจการอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นสภาวะ “เพื่อนเก่าตาย เพื่อนใหม่มา”

คำถามก็คือ Class Cafe มองเกมค้าปลีกในโลกยุคใหม่อย่างไร ตามอ่านกันได้ในบทความนี้

Class Cafe สาขา OKA HAUS พระราม 4
Class Cafe สาขา OKA HAUS พระราม 4

ค้าปลีกยุคใหม่ต้องใช้ Data

ถ้าพูดถึง Class Cafe ร้านกาแฟแบรนด์ไทยที่เติบโตมาจากการขยายตลาดในภาคอีสาน เชื่อว่าหลายคนนอกจากจะนึกถึง “กาแฟ” ที่เป็นสินค้าหลักของ Class Cafe ที่ใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์แปลกๆ จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์จากเอธิโอเปียหรือบราซิลแล้ว ชื่อของ Class Cafe ก็ยังทำให้นึกถึงเรื่องของ Data เทคโนโลยี และความเป็น Co-Working Space ด้วย

ไม่แปลก เพราะมารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe มีพื้นเพการทำงานจากสายเทคโนโลยี ก่อนหน้าที่เขาจะมาก่อตั้งร้านกาแฟ เขาเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Hutch, Nokia Thailand และรวมถึงเคยดูแลธุรกิจออนไลน์ในเครือแกรมมี่มาก่อน

ดังนั้น เมื่อถามว่าอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของ Class Cafe มารุตยอมรับว่า Data คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่ประเด็นสำคัญของ Data สำหรับ Class Cafe ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเท่านั้น เนื่องจาก Data ที่ดีที่สุดมาจากมานุษยวิทยา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์แห่งการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์

“Class Cafe เวลาเราทำ Data เราไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นหลัก เพราะคนที่เก็บ Data ได้ดีที่สุดคือ บาริสต้า คือถ้าลูกค้ามาที่ร้านเรา 2-3 ครั้ง แต่บาริสต้าจำลูกค้าไม่ได้ก็ถือว่าแย่แล้ว” ผู้ก่อตั้ง Class Cafe กล่าวพร้อมบอกด้วยว่า “ที่ Class Cafe เราเทรนให้พนักงานของเราเก็บ Data จากการสังเกต เราต้องรู้เลยว่าลูกค้าคนนี้ชอบดื่มเมนูอะไร ชอบนั่งตรงส่วนไหนของร้าน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี เพราะเขาจะรู้สึกเป็นคนพิเศษ”

Class Cafe
Class Cafe

ส่วนเรื่องเทคโนโลยีอย่าง Face Recognition ไปจนถึงการทำ Data analytics หรือ Data mining ถ้าถามว่าที่ Class Cafe มีหรือไม่ มารุตบอกว่า “มีแน่นอน เรามีทั้งที่ทำแล้วและกำลังจะทำในอนาคต แต่การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในร้านของ Class Cafe เรามีปรัญชาอยู่เรื่องหนึ่งคือ เทคโนโลยีต้องทำให้ชีวิตลูกค้าง่ายขึ้น การเอาเทคโนโลยีล้ำๆ มาใส่ในร้านแบบเป็นการจัดโชว์หรือการแสดง นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำ เพราะมันไม่ใช่การใช้ชีวิตของคนทั่วไป ลูกค้าจะเกร็ง เราต้องการให้ร้านของเราเป็น Co-Living Space ไม่ใช่งานแสดงโชว์”

ในสายตาของมารุต เขามองว่าเทคโนโลยีสำคัญจริง แต่คนก็ยังสำคัญด้วย เพราะบางเรื่องใช้เทคโนโลยีแก้ได้ เช่นถ้ามีที่นั่งในร้านที่ลูกค้าไม่ค่อยไปนั่ง เราอาจกลับมาดูข้อมูลจากเทคโนโลยีว่าเป็นเพราะอะไร สุดท้ายเราได้ข้อสรุปว่าพื้นที่ตรงนั้นร้อนเกินไป ทางแก้คือเอาม่านมาติด หลังจากนั้นลูกค้าก็มานั่ง แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้ แต่บางเรื่องเราจำเป็นต้องใช้คน เพราะหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้ทั้งหมด เช่นการสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน เนื่องจากเทคโนโลยีทำหน้าที่ได้เพียงเก็บ Data แต่บาริสต้าสังเกตได้แถมยังตอบสนองลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน

  • “เทคโนโลยีสำคัญ คนก็สำคัญ แต่ถึงที่สุดต้องไม่ลืมว่า เทคโนโลยีซื้อได้ แต่มนุษยศาสตร์ซื้อไม่ได้
Class Cafe
Class Cafe

New Retail ในมุมของ Class Cafe คือการเชื่อมต่อความเป็น Community

ยุคนี้ค้าปลีกต้อง New Retail แล้วในมุมของ Class Cafe มองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

มารุต บอกว่า “จริงๆ มันเหมือนเป็นสิ่งที่เราทำมานานแล้วกับการเชื่อมต่อออนไลน์กับออฟไลน์ เราเลยไม่รู้เรียกว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดมันเรียกว่า New Retail หรือเปล่า”

New Retail ในความหมายของ Class Cafe หมายถึงการเชื่อมต่อกับวงการอื่นๆ และอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจาก “เรามองว่า Class Cafe คือการเดินทาง” ดังนั้นการเดินทางของเรา-เราจะเดินคนเดียวไม่ได้

“กาแฟมันเหมือนเป็น magic อย่างหนึ่ง ถ้าคุณคุยกับผมแบบไม่มีกาแฟ บรรยากาศจะเป็นแบบหนึ่ง แต่ถ้าคุณคุยกับผมแบบมีกาแฟ บรรยากาศจะเปลี่ยนไปเลย กาแฟมันเป็นสิ่งที่ทำให้คนมาเจอกันในแต่ละพื้นที่” มารุต เล่าให้ฟัง

ถึงวันนี้ Class Cafe จับมือกับหลายบริษัท หลายวงการ หลายอุตสาหกรรมเพื่อนำผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งในเชิงพื้นที่และความสนใจมาไว้ด้วยกัน “Class Cafe รู้ดีว่าเราทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ เราจึงต้องร่วมมือกับคนอื่นๆ เพื่อใช้กาแฟเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อวิถีชีวิต (Lifestyle) และความรู้ (Knowledge) เข้าไว้ด้วยกัน”

ตัวอย่างบริษัทที่ Class Cafe จับมือแล้วได้แก่

  • Air Asia ตอบโจทย์ผู้คนสายท่องเที่ยว ชอบเดินทาง
  • แสนสิริ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ คนที่รักการออกแบบ ซึ่งสาขาที่ Brand Inside เข้าไปสัมภาษณ์คือสาขาล่าสุด ตั้งอยู่ที่ OKA HAUS พระราม 4 ทำให้ Class Cafe สาขานี้ยังได้ลูกค้าที่เป็นสายสื่อสารมวลชน (ช่อง 3) เข้ามาใช้บริการเป็น Co-Working Space คล้ายจะเหมือน Community ย่อมๆ
  • นอกจากนั้นได้มีการจับมือกับวงการต่างๆ เช่น สถานศึกษา สถาบันด้านสุขภาพ หรือแม้กระทั่งคนสายบิ๊กไบค์ Class Cafe ก็เคยไปจับมือกับบุรีรัมย์มาแล้ว
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

ก้าวต่อไปของ Class Cafe

Class Cafe ปัจจุบันมี 22 สาขาทั่วประเทศ ในขณะที่เชนร้านกาแฟรายใหญ่สุดของไทยมีสาขาอยู่มากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ถ้าเทียบตัวเลขแค่นี้ดูเหมือนห่างกันมาก แต่มารุตวิเคราะห์มองว่าความเล็กมีความเร็วและข้อได้เปรียบหลายประการอยู่ในนั้น

“เราเล็กกว่า แต่เราแกร่งกว่า เพราะเรามี passion ในการทำ ทุกวันนี้เรายังตื่นเต้นเสมอที่จะได้ทำเรื่องใหม่ๆ ในพื้นที่ใหม่ๆ เรามีแผนที่จะเปิดสาขาในภาคตะวันออก ศรีราชา ชลบุรี EEC เรามีแผนจะไปอุดรฯ ขอนแก่น เราชอบการสร้าง impact มากๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างรายได้ (revenue) ให้กับเราด้วย” มารุตบอกพร้อมระบุชัดเลยว่า “ทุกๆ 6 เดือน เราจะขยายใหญ่ขึ้นตลอด ทั้งในแง่จำนวนสาขา ยอดขาย และพนักงาน นี่คือ economy of scale ที่เรามีความพร้อม เพราะอย่างที่บอกถ้าจะอยู่ในธุรกิจกาแฟ อย่าคิดแค่ร้านกาแฟเท่านั้น แต่ต้องคิดไปถึงการเป็นเชนร้านกาแฟด้วย”

ทั้งหมดนี้คือ Class Cafe แบรนด์กาแฟไทยที่น่าจับตามองขึ้นทุกวัน

มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/class-cafe-new-retail/

วิธีปิดโฆษณา แจ้งเตือนข่าว/ตรวจหวย/ดูดวง ที่ขึ้นรบกวนในหน้า LINE

สำหรับใครที่ใช้แอพ LINE แล้วสังเกตว่าในช่วงนี้ LINE ได้ส่งแจ้งเตือนต่างๆ ขึ้นมาเป็น pop up หรือคล้ายๆ กับการปักหมุดไว้ที่หน้ารายการแชทของเรา โดยแจ้งเตือนดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวประจำวัน ดูดวง หรือชวนให้ตรวจหวยต่างๆ นาๆ ทำให้หลายคนอาจรู้สึกรำคาญได้ ในตอนนี้ผมจะมาแนะนำการปิดการแจ้งเตือนโฆษณาดังกล่าวครับ

การปิดแจ้งเตือนดังกล่าว สามารถปิดได้โดยการกดเข้าไปที่ สัญลักษณ์ จุด 3 จุด ที่อยู่ด้านล่างของข่าวที่ขึ้นมาแจ้งเตือน

จากนั้นจะเข้ามาที่หน้าตั้งค่า Chat list banners จะมีให้เราเลือกเปิดปิดการแจ้งเตือนตามหมวดหมู่ต่างๆ หากใครไม่ต้องการใหขึ้นมารบกวนเลย ก็สามารถกดปิดได้ทั้งหมดเลยครับ

ทิ้งท้ายด้วยบทความที่เกี่ยวข้องกันครับ สำหรับคนที่ไม่ต้องการปุ่ม LINE Today >> วิธีเอาปุ่ม LINE Today (ไลน์ ทูเดย์) ออกไปจากหน้าแรกแอพ LINE

from:http://www.9tana.com/node/turn-off-line-news/

Tesco Lotus ประกาศเปิดสาขาอีก 750 แห่งในประเทศไทย หลังก่อนหน้านี้ปรับโครงสร้างองค์กร เลิกจ้างบางตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ Tesco Lotus ได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ทั่วโลก โดยในประเทศไทยได้มีการเลิกจ้างพนักงานบางส่วน ล่าสุดประกาศจะขยายสาขาเพิ่มในไทย 750 แห่งภายใน 3 ปี

Tesco Lotus Express
Tesco Lotus Express

Tesco Lotus จะขยายสาขาอีก 750 แห่งทั่วไทย

Dave Lewis ซีอีโอ Tesco Lotus ประกาศว่าจะเปิดสาขาใหม่อีก 750 แห่งทั่วประเทศไทยภายใน 3 ปีนับจากนี้

  • สาขาที่เปิดใหม่จะเป็นสาขาขนาดเล็ก-สะดวกซื้อ (express convenience store) เท่านั้น
  • ปัจจุบัน Tesco Lotus มีสาขาขนาดเล็ก-สะดวกซื้ออยู่ประมาณ 1,500 แห่งทั่วไทย
  • ส่วนสาขาขนาดใหญ่มีอยู่ 400 แห่งทั่วไทย

Lewis บอกว่า ธุรกิจของ Tesco Lotus ในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดนอกสหราชอาณาจักร และมีกำไรที่ดีมาโดยตลอด โดยให้เหตุผลว่า “ประเทศไทยมีคนชั้นกลางเกิดใหม่จำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจมีความน่าสนใจ”

ปัจจุบัน Tesco Lotus มีพนักงานกว่า 46,000 ตำแหน่งทั่วไทย โดยแผนการประกาศเปิดสาขาใหม่ในครั้งนี้จะทำให้เกิดการจ้างงานอีกประมาณ 10,000 ตำแหน่ง

Tesco Lotus
Tesco Lotus Photo: Shutterstock

ที่มา – Thisismoney

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tesco-lotus-plan-to-open-750-stores-in-thailand/