คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

สตรีมมิ่งเดือด Disney+ เผยราคาขายพ่วง Hulu และ ESPN ถูกกว่าสมัคร Netflix อย่างเดียว

ศึกสตรีมมิ่งร้อนเป็นไฟ เมื่อ Netflix กำลังถูกท้าท้ายจากพี่ใหญ่ในวงการ 🔥

Disney+

สตรีมมิ่งเดือดอีก เมื่อ Disney+ ประกาศราคาขายพ่วงมาสู้

Disney+ คู่แข่งตัวจริงของ Netflix ประกาศราคาขายพ่วง (bundle package) ออกมาแล้ว โดยระบุว่า หากสมัครสตรีมมิ่ง 3 บริการเป็นแพ็คเก็จร่วมกันทั้ง Disney+, Hulu และ ESPN+ ราคาจะอยู่ที่ 12.99 ดอลลาร์/เดือนเท่านั้น ถูกกว่าสมัครแยกถึง 5 ดอลลาร์/เดือน

  • ประเด็นคือ ราคาขายพ่วงรวมกันของ Disney+, Hulu และ ESPN ถูกกว่าค่าสมัครบริการ Netflix ต่อเดือนเสียอีก
  • เพราะหากสมัคร Netflix เพียงรายเดียวที่ความละเอียด 1080p ค่าบริการอยู่ที่ 12.99 ดอลลาร์/เดือน (ราคาเท่ากับสตรีมมิ่งของ Disney ถึง 3 ตัว)
  • ส่วนหากต้องการความละเอียด 4K จะอยู่ที่ 15.99 ดอลลาร์/เดือน
  • หรือถ้าต้องการความละเอียดต่ำที่ 480p ก็สามารถสมัคร Netflix ที่ราคา 8.99 ดอลลาร์/เดือนได้เช่นกัน และราคานี้ ดูได้แค่เครื่องเดียว

Disney+ มีคอนเทนต์ที่เอาใจสาวกอยู่แล้ว ส่วน Hulu เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอีกรายในสหรัฐอเมริกาที่ในปัจจุบัน Disney ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว และ ESPN คือช่องกีฬา 24 ชม. ที่ Disney เป็นเจ้าของ

ศึกสตรีมมิ่งยังไม่จบแค่นี้แน่นอน Netflix ยังจะเจอกับคู่แข่งอีกหลายรายที่เข้ามาท้าทาย และที่สำคัญมีแต่ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น เช่น คู่แข่ง Netflix มาอีกราย! WarnerMedia ประกาศชื่อสตรีมมิ่งของตัวเองแล้วคือ “HBO Max”

ที่มา – Arstechnica, The Verge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/disney-plus-bundle-hulu-espn/

โฆษณา

อวสานจักรยานแชร์ริ่ง ล่าสุด ปักกิ่งเก็บไปทิ้งแล้วกว่า 4 แสนคัน (นี่แค่สถิติครึ่งปี 2019)

🚲

Bike Sharing
Bike Sharing Photo: Shutterstock

หมดยุคทอง Bike-Sharing ในจีนแล้ว

หนึ่งในปัญหาของจักรยานแชร์ริ่งในจีน คือมีจำนวนจักรยานเยอะกว่าความต้องการของลูกค้า

ถ้าดูในช่วงปี 2016 – 2017 ในปักกิ่งมีจักรยานแชร์ริ่งให้บริการกว่า 16 บริษัท จำนวนจักรยานที่พร้อมให้บริการในตลาดอยู่ที่ประมาณ 2.35 ล้านคัน แต่เมื่อตรวจสอบตัวเลขอีกครั้งในปี 2019 พบว่า มีการใช้บริการจักรยานแชร์ริ่งในปักกิ่งอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านคันต่อวันเท่านั้น และที่สำคัญมีจักรยานเพียงแค่ 30% เท่านั้นที่คนในพื้นที่ใช้บริการ ที่เหลือเป็นคนนอกพื้นที่-ขาจร

ล่าสุด รัฐบาลท้องถิ่นของปักกิ่งได้กำจัดจักรยานที่ไม่ได้ใช้ไปกว่า 388,100 คัน (สถิตินี้นับแค่ครึ่งปี 2019 และแค่เมืองเดียวเท่านั้น!) แถมปีก่อนหน้านี้ รัฐบาลท้องถิ่นของปักกิ่งก็ได้กำจัดจักรยานที่ไม่ได้ใช้ไปกว่า 400,000 คันในพื้นที่เช่นเดียวกัน

ปัญหาจักรยานแชร์ริ่งจีนจอดเกะกะตามถนนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่าเห็นปัญหากันมานานแล้ว ลองดูจากคลิปด้านล่างนี้เมื่อ Brand Inside ไปเดินในประเทศจีน แล้วพบจักรยานแชร์ริ่งที่จอดเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด!

ที่มา – Kr asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bye-bike-sharing-in-china/

กรณีศึกษา 7pay แอปจ่ายเงินเซเว่นญี่ปุ่น กับความปลอดภัยที่หละหลวมจนสูญเสียความเชื่อมั่น

เซเว่นอีเลฟเว่น เชนร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่นซึ่งดูแลโดย Seven & i Holdings ได้ออกแอปจ่ายเงินที่ชื่อว่า 7pay มาในวันที่ 1 กรกฎาคม และไม่กี่วันหลังออก แอปก็ถูกแฮก ซึ่งมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ราว 38 ล้านเยน หรือเกือบ 11 ล้านบาท เนื่องมาจากการออกแบบระบบความปลอดภัยที่ไม่ดีพอ

ภาพจากเซเว่นอีเลฟเว่น ประเทศญี่ปุ่น

การออกแบบ 7pay ถือว่าหละหลวมต่อกระบวนการความปลอดภัยอย่างมาก วิธีใช้งานคือแค่ใส่ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านก็เข้าบัญชีได้แล้ว ซึ่งวิธีการยืนยันตัวตนแบบนี้ไม่เพียงพอต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ควรจะมีระบบยืนยันตัวตนสองปัจจัยเข้ามาใช้งานร่วมด้วย เนื่องจากชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านหาได้ง่ายมากจากข้อมูลที่หลุดออกมา

Katsuhiro Goto รองประธาน Seven & i ยอมรับว่า บริษัทไม่ได้พิจารณาการยืนยันตัวตนสองปัจจัยอย่างถี่ถ้วน จึงทำให้ระบบอ่อนแอ

ภาพจาก Shutterstock

Seven & i เองก็ไม่ได้เป็นมือใหม่ทางด้านการเงินและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพราะบริษัทก็มี Seven Bank ที่ให้บริการทางการเงินและเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งมีตู้เอทีเอ็มของตนเองติดตั้งในร้านสะดวกซื้อ ส่วนในปี 2007 ก็ออกบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ nanaco ด้วย

แม้ว่า Seven & i จะมาช้าในเกมระบบจ่ายเงินบนมือถือในประเทศญี่ปุ่น แต่บริษัทก็ไม่ได้สะทกสะท้านมากนัก เพราะว่ายังมีกำไรจากการดำเนินงานถึง 2.45 แสนล้านเยนในปีที่แล้ว สูงกว่าคู่แข่งอย่าง Lawson ที่ 4.57 หมื่นล้านเยน หรือ FamilyMart ที่ 4.42 ล้านเยนมาก แต่จุดอ่อนของเซเว่นอีเลฟเว่นคือทราฟฟิกในร้านค้าถือว่าไม่ได้ดีเท่าที่ควร

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สร้าง 7pay ขึ้นมา เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นคาดหวังว่าจะใช้ข้อมูลลูกค้าให้เป็นประโยชน์ โดยบริการ 7pay อยู่ในแอปหลักของเซเ่นอีเลฟเว่นที่มีผู้ดาวน์โหลดกว่า 12 ล้านครั้ง จึงทำให้ 7pay มีผู้ลงทะเบียนถึง 1.5 ล้านคนในสามวันแรกหลังเปิดตัว

7pay สร้างปัญหาต่อ Seven & i เป็นอย่างมาก เพราะหลังถูกแฮกก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นอย่างมหาศาล การกู้สิ่งเหล่านี้กลับมาจากลูกค้าไม่ใช่เรื่องง่าย และเซเว่นถือเป็นรายใหญ่ ไม่ใช่รายย่อยที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ เรื่องนี้จึงลามไปถึงความเชื่อมั่นทั้งอุตสาหกรรมระบบจ่ายเงินของญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ระหว่างการเติบโตอย่างเลี่ยงไม่ได้

สุดท้ายแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Seven & i จึงตัดสินใจหยุดให้บริการ 7pay ด้วยเหตุผลว่าปัญหาความปลอดภัยในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่บริษัทจะรับไหว และต้องใช้เวลาอีกมากในการแก้ไข โดยมีกำหนดหยุดให้บริการในเดือนหน้า

Seven & i ยืนยันไม่ถอนตัวจากตลาดระบบจ่ายเงินมือถือและจะกลับมาแน่นอน และอาจมีการร่วมมือกับผู้เล่นรายอื่นในตลาดนี้ด้วย

ทั้งนี้ แม้จะมีความเสียหายต่อระบบ 7pay ผลกระทบนี้จะไม่มีนัยสำคัญต่องบการเงินของบริษัท Seven & i แต่ที่แน่นอนคือภาพลักษณ์ของ 7pay จะเสียหายแบบกู้กลับมายากมากแล้ว

กรณีของ 7pay ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้อุตสาหกรรมระบบจ่ายเงินญี่ปุ่น โดย Makoto Takahashi ประธานของ KDDI ผู้ให้บริการเครือข่ายในญี่ปุ่นซึ่งมีบริการกระเป๋าเงินดิจิทัล au Pay กล่าวว่า “กรณีนี้เกี่ยวข้องกับเราด้วย มีคนจำนวนมากที่กำลังหาช่องโหว่ในระบบความปลอดภัย เราจึงมุ่งมั่นรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่”

สรุป

เรื่องเงินถือเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่ารายใหญ่จะทำแต่เมื่อพลาดก็ส่งผลกระทบทั้งระบบ และกรณีของ 7pay ก็ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีว่าระบบการเงินที่มีช่องโหว่นั้นส่งผลกระทบได้มากขนาดไหน ผู้ให้บริการจึงต้องตระหนักให้มากว่าภัยเหล่านี้อยู่ไม่ไกลนัก และต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความสะดวกสบายกับความปลอดภัยให้ดี ๆ

ที่มา – Nikkei Asian Review (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/study-case-7pay-mobile-payment-that-lacks-of-security/

Tesco ประกาศปลดพนักงาน 4,500 ตำแหน่งในอังกฤษ

Tesco
Tesco Photo: Shutterstock

ปลดทันที 4,500 คน

Tesco เชนซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ประกาศปลดพนักงาน 4,500 คนในสาขารูปแบบ Metro กว่า 153 แห่ง

ทางบริษัทระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการปรับตัวของธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนในการดำเนินการที่สูงขึ้น ดังนั้นการปลดพนักงานจึงจะเป็นประโยชน์กับลูกค้าและตัวธุรกิจที่ยั่งยืน

Jason Tarry ผู้บริหารของ Tesco Lotus กล่าวว่า ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายของวงการค้าปลีก การปรับตัวไปสู่สิ่งใหม่ๆ ทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้น การทำให้ต้นทุนลดลงจึงจะทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม Tesco สาขารูปแบบ Express กว่า 134 แห่ง (มีทั้งหมด 1,750 ในสหราชอาณาจักร) จะมีการปรับเปลี่ยนเวลาในการเปิด-ปิดสาขาด้วย เพื่อทำให้สอดคล้องกับปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละพื้นที่

ที่มา – BBC, Mirror, Sky

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tesco-lotus-cuts-4500-jobs/

Tesco ประกาศปลดพนักงาน 4,500 ตำแหน่งในอังกฤษ

Tesco
Tesco Photo: Shutterstock

ปลดทันที 4,500 คน

Tesco เชนซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ประกาศปลดพนักงาน 4,500 คนในสาขารูปแบบ Metro กว่า 153 แห่ง

ทางบริษัทระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการปรับตัวของธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนในการดำเนินการที่สูงขึ้น ดังนั้นการปลดพนักงานจึงจะเป็นประโยชน์กับลูกค้าและตัวธุรกิจที่ยั่งยืน

Jason Tarry ผู้บริหารของ Tesco กล่าวว่า ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายของวงการค้าปลีก การปรับตัวไปสู่สิ่งใหม่ๆ ทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้น การทำให้ต้นทุนลดลงจึงจะทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม Tesco สาขารูปแบบ Express กว่า 134 แห่ง (มีทั้งหมด 1,750 ในสหราชอาณาจักร) จะมีการปรับเปลี่ยนเวลาในการเปิด-ปิดสาขาด้วย เพื่อทำให้สอดคล้องกับปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละพื้นที่

ที่มา – BBC, Mirror, Sky

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tesco-cuts-4500-jobs/

ระดมทุนเยอะ ก็เจ๊งได้: กรณีศึกษา Tink Labs สตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวแรกของฮ่องกงที่ตายแล้ว

มูลค่ากิจการไม่ได้เป็นสิ่งที่การันตีความสำเร็จเสมอไป เมื่อ Tink Labs สตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวแรกของฮ่องกงที่ระดมทุนได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าล่าสุด เตรียมปิดกิจการ เลิกจ้างพนักงาน แถมบางคนก็ไม่ได้รับเงินเดือน เรียกง่ายๆ ว่า “เจ๊ง” แล้วนั่นเอง

ก่อนจะเข้าเรื่อง “เจ๊ง” ทำความรู้จักสตาร์ทอัพรายนี้กันก่อน

Tink Labs คือบริษัทฮ่องกงที่ก่อตั้งในปี 2012 ซึ่งผู้ก่อตั้งและซีอีโอคือ Terence Kwok 

ธุรกิจหลักของ Tink Labs ที่ทำให้เติบโตจนขึ้นเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นรายแรกของฮ่องกงคือการให้บริการ handy ซึ่งเป็นบริการสมาร์ทโฟนในห้องพักของโรมแรมชั้นนำหลายแห่งในกว่า 82 ประเทศทั่วโลก

Tink Labs มีผู้สนับสนุนเป็นบริษัทเทคโนโลยีหลายแบรนด์ ได้แก่ Foxconn Technology Group, SoftBank Corp, Meitu Inc. ซึ่งมูลค่ากิจการของ Tink Labs สูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเมื่อปลายปี 2018 ระดมทุนไปกว่า 300 ล้านดอลลาร์ และก่อนหน้านี้ก็ระดมทุนไปกว่า 160 ล้านดอลลาร์

ธุรกิจไปได้สวยมาสักระยะ จนขึ้นแท่นเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์น แถมยังระดมทุนไปได้เยอะ แต่สุดท้ายก็เจ๊งไม่เป็นท่า โดย Financial Times รายงานว่า Tink Labs เตรียมปิดกิจการเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

handy
handy

เจ๊ง แยกบริษัท ปรับโครงสร้าง เลิกจ้าง แถมจ่ายเงินเดือนไม่ตรง

ปัจจุบันธุรกิจส่วน handy หรือที่ให้บริการสมาร์ทโฟนในห้องพักของโรมแรมไปไม่ไหว ล่าสุด Tink Labs ออกมาประกาศว่าจะหยุดให้บริการสมาร์ทโฟนในห้องพักของโรมแรมในหลายแห่งทั่วโลก ได้แก่ จีน เดนมาร์ก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้

แต่ดูเหมือนว่าจะมีการแยกบริษัทออกมาอีกแห่งหนึ่งชื่อว่า Blockone เพื่อให้บริการ handy ในบางพื้นที่ต่อไป เช่น ในฮ่องกง สิงคโปร์ และบางแห่งในสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม สถานะของ Tink Labs และ Blockone ยังคงไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Tink Labs ได้ปลดพนักงานออกจำนวนมาก แหล่งข่าวระบุว่าเลิกจ้างเกือบทั้งหมดของบริษัท นอกจากนั้น พนักบางส่วนของ Tink Labs ที่ทำงานในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และไต้หวันก็ไม่ได้รับเงินเดือนในเดือนที่ผ่านมาด้วย ซึ่งซีอีโอของ Tink Labs ให้สัมภาษณ์เพียงว่าจะทำการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่

สิ่งที่น่าคิดคือ บริษัทที่ให้บริการให้ยืมสมาร์ทโฟนฟรีในห้องพักของโรงแรมจะอยู่รอดได้อย่างไรในยุคที่ทุกคนมีโทรศีพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนพร้อมทั้งอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศก็ไม่ได้มีราคาแพงเกินเอื้อมอีกต่อไปแล้ว

ทั้งหมดนี้คือกรณีศึกษาของสตาร์ทอัพที่เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งว่า มูลค่ากิจการหรือ Valuation ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันความสำเร็จเสมอไป เพราะแม้จะมีมูลค่าหลักพันล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นยูนิคอร์น แต่หากรูปแบบธุรกิจไม่ตอบโจทย์ตลาดในระยะยาวก็ไปไม่รอดเช่นกัน

ข้อมูล – South China Morning Post, Deal Street Asia, Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tink-labs-stop-services-and-restructuring/

10 ไฮไลท์นวัตกรรมแห่งทศวรรษของสมาร์ทโฟน “ซัมซุง กาแลคซี่”

 

เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามว่า “10 ปีของการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนนั้นเป็นอย่างไร?” คำตอบที่ได้จากสมาร์ทโฟนตระกูล “กาแลคซี่” คือการสร้างนิยามใหม่ให้แก่ผู้ใช้ด้วยการมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของประสิทธิภาพการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ความปลอดภัยที่มากขึ้น รวมถึงการปฏิวัติเทคโนโลยีกล้องบนโทรศัพท์มือถือ และระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่ถูกพัฒนาให้ไกลเกินกว่าขีดจำกัดของสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งจะทำได้

 

ทั้งหมดที่ ซัมซุง กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือ 10 นวัตกรรมที่เกิดขึ้นมาตลอด 10 ปีของสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่ เพื่อเป็นคำยืนยันว่าเราคือผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะมาตอบสนองความต้องการด้านการใช้งานของผู้ใช้อย่างแท้จริง 

Samsung Galaxy

1.      AMOLED Display

สร้างความตื่นตาตื่นใจให้คนทั้งโลกด้วยการเปิดตัว ‘กาแลคซี่ เอส’ ในปี 2010 เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ซัมซุงได้นำหน้าจอ Super AMOLED มาใส่ไว้บนสมาร์ทโฟน จนเกิดกระแสนิยมในหน้าจอ AMOLED และนำไปสู่ยุคของสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ จวบจนปัจจุบันนี้ที่หน้าจอ Dynamic AMOLEDบนกาแลคซี่ เอส 10 ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่อีกขั้นหนึ่ง กลายเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่พลิกนิยามใหม่ให้กับโทรศัพท์ที่คุณเคยรู้จักไปอย่างสิ้นเชิง

2.      S Pen

ตั้งแต่กาแลคซี่ โน้ต เครื่องแรกถูกเปิดตัวในปี 2011 พร้อมกับปากกาอัจฉริยะ S Pen ก็สามารถเพิ่มขีดจำกัดความสามารถของผู้ใช้ให้กว้างมากขึ้น และในปีที่ผ่านมา S Pen ในซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต มาพร้อมกับฟังก์ชั่นใหม่อย่างการเชื่อมต่อบลูทูธด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อที่กินพลังงานน้อย เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานในอีกหลายแง่มุมอย่างไม่เคยมีมาก่อน 

3.      Samsung Knox

สุดยอดระบบรักษาความปลอดภัยของสมาร์ทโฟนที่ถูกพัฒนาครั้งแรกในปี 2013 บนกาแลคซี่ โน้ต เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตระกูลกาแลคซี่ทั้งหมด

4.      การยืนยันตัวตนด้วยระบบไบโอเมตริก

ระบบการจัดการตัวตนเพื่อให้คุณเข้าใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างปลอดภัย เกิดขึ้นครั้งแรกในกาแลคซี่ เอส และ กาแลคซี่ โน้ต ซึ่งขณะนั้นเป็นระบบสแกนลายนิ้วมือที่แฝงอยู่บนปุ่มโฮม หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนมาสู่การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก (Biometric) ที่ทันสมัยขึ้น ได้แก่ การสแกนม่านตา และระบบจดจำใบหน้า

5.      กันน้ำและฝุ่น

ย้อนกลับไปในปี 2014 กาแลคซี่ เอส ถือเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ได้รับการรองรับมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP67 ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลสำหรับวัดระดับการกันน้ำและกันฝุ่นของอุปกรณ์  และเทคโนโลยีนี้เอง ได้ถูกพัฒนามาสู่ IP68 ในกาแลคซี่ เอส และรุ่นต่อมา ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ได้รับการรับรองในขณะนี้

6.      ชาร์จไร้สาย

ในปี 2015 กาแลคซี่ เอส คือสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่มาพร้อมกับมาตรฐานของแบตเตอรี่มือถือแบบใหม่ ซึ่งจะรองรับการชาร์จแบบไร้สายและชาร์จได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น และยังคงถูกพัฒนามาถึงปัจจุบันในรุ่นของกาแลคซี่ เอส 10 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Wireless PowerShare หรือการถ่ายโอนพลังงานให้กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ เมื่อนำมาสัมผัสกัน

7.       Samsung Pay

นวัตกรรมชำระเงินด้วยสมาร์ทโฟนรูปแบบใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 บนกาแลคซี่ เอส เป็นบริการที่ปลอดภัยและมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ ซึ่งรองรับทั้งเทคโนโลยี NFC และ MST ทำให้ Samsung Pay กลายเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินบนสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มรูปแบบ

8.      Infinity Display

สืบเนื่องมาจาก กาแลคซี่ โน้ต เอดจ์ ที่นำเสนอหน้าจอโค้งเป็นตัวแรกของโลก เพื่อให้ผู้ใช้จับได้ถนัดมือมากขึ้น รวมถึงการแสดงผลบนหน้าจอมีความสมจริงกว่าเดิม ดังนั้นในปี 2017 กาแลคซี่ เอส จึงถูกพัฒนาไปสู่ Infinity Display หรือหน้าจอแบบไร้ขอบที่จะมาช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในการใช้งานให้เต็มอิ่มจุใจ

9.      Bixby

ระบบผู้ช่วยส่วนตัวของซัมซุง ที่เริ่มใช้ในปี 2017 บนกาแลคซี่ เอส เป็นวิถีแห่งการใช้งานรูปแบบใหม่ ซึ่งผู้ใช้สามารถสั่งงานด้วยเสียง ข้อความ หรือสัมผัส  โดยสามารถปรับตัวตามความต้องการของผู้ใช้โดยเรียนรู้กิจวัตรประจำวัน แอพฯที่ชอบใช้ และแม้กระทั่งจดจำข้อมูลและวิธีการที่เรียกใช้ สะดวกสบาย ใช้งานง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่

10.  กล้องคุณภาพระดับมือโปร

ในปี 2018 กาแลคซี่ เอส คือสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่มาพร้อมกับเลนส์ Dual Aperture หรือรูรับแสงแบบคู่ ช่วยให้กล้องสามารถปรับให้เข้ากับแสงที่สว่างและแสงน้อยได้โดยอัตโนมัติ จากนั้นยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาสู่เลนส์ Ultra Wide บนกาแลคซี่ เอส 10 ที่ช่วยให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การถ่ายภาพมุมกว้าง รวมถึงการถ่ายวิดีโอที่ไม่ต่างจากมืออาชีพ

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

 

from:http://mobileocta.com/10-highlights-of-the-decade-of-smartphones-samsung-galaxy/