คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

เตรียมอ่านหนังสือของ “บิล เกตส์” เจาะประเด็นรับมือโลกร้อน หลีกเลี่ยงหายนะของโลก ตีพิมพ์ต้นปีหน้า

How to Avoid a Climate Disaster: The Solutions We Have and the Breakthroughs We Need
How to Avoid a Climate Disaster: The Solutions We Have and the Breakthroughs We Need

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีและเจ้าพ่อหนอนหนังสือ เปิดเผยรายละเอียดถึงหนังสือเล่มล่าสุดที่เขากำลังเขียน ซึ่งมีชื่อว่า How to Avoid a Climate Disaster: The Solutions We Have and the Breakthroughs We Need

หนังสือเล่มนี้จะถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดของเกตส์ในการค้นคว้าเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change) และประเด็นโลกร้อนที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรม นอกจากนั้นเมื่อเห็นถึงปัญหาแล้ว ในหนังสือจะนำเสนอแผนที่ทำให้เห็นว่าเราจะต้องจัดการ รับมือ และแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas emissions) อย่างสิ้นเชิงได้อย่างไรในทศวรรษหน้า

เกตส์ย้ำว่า ในหนังสือของเขาจะมีแผนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งบุคคลทั่วไป รัฐบาล หรือบริษัทต่างๆ สามารถนำไปใช้งานได้จริง

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Knopf และเผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021

หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือเล่มที่ 3 ของเกตส์ โดยก่อนหน้านี้หนังสือ 2 เล่มแรกของเขาคือ The Road Ahead ตีพิมพ์ในปี 1995 และ Business @the Speed of Thought ตีพิมพ์ในปี 1999

ที่มา – Gatenotes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bill-gates-new-book-how-to-avoid-a-climate-disaster/

TikTok มิติใหม่แห่งการขาย: คลิปแกะกล่อง ขายของ รีวิวของเล่นปังได้ง่าย แม้ผู้ติดตามน้อย

Social Media นับว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่แบรนด์ต่างๆ ใช้ เพื่อเข้าถึงลูกค้า รวมถึงแบรนด์สินค้าประเภทของเล่น ก็ใช้ Social Media เป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าเด็กๆ เช่นกัน โดยเฉพาะ TikTok ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา

TikTok ติ๊กต๊อก
ภาพจาก Shutterstock

นักวิจัยในอุตสาหกรรมของเล่นจากสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง เล่าว่า โดยปกติแล้วเด็กๆ จะรู้จักของเล่นชิ้นใหม่จากการแนะนำปากต่อปาก จากเพื่อนๆ ของตัวเอง แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เด็กๆ จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น การรู้จักของเล่นชิ้นใหม่ได้ จึงต้องเกิดจากการใช้เทคโนโลยี และในช่วงนี้ก็คาดการณ์ว่าเด็กๆ น่าจะใช้เวลาบน Social Media มากขึ้น

จากการศึกษาของ NPD Group ที่รวบรวมข้อมูลด้านการใช้ Social Media ของคนสหรัฐอเมริกา พบว่า การบอกต่อปากต่อปากจากคนรู้จัก และเพื่อน มีผลต่อการเลือกซื้อของเล่นเป็นอันดับแรก ของเล่นที่ได้รับการจัดอันดับ Top List มีผลต่อการเลือกซื้อของเล่นเป็นอันดับ 2 ของเล่นที่ได้รับการรีวิว มีผลต่อการเลือกซื้อของเล่นอันดับ 3 และ Social Media มีผลต่อการเลือกซื้อของเล่นเป็นอันดับ 4 จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมในช่วงนี้แบรนด์ของเล่นต่างๆ จึงเลือกที่จะใช้ Social Media ในการเข้าถึงเด็กๆ มากขึ้น

@cb271755

Woohoo got some new ones!! #minibrands5

♬ Old Town Road (Remix) – Lil Nas X

Zuru แบรนด์ผู้ผลิตของเล่นรายหนึ่ง เล่าว่า TikTok มีผลต่อยอดขาย Surprise Mini Brands (ของเล่นที่มีลักษณะคล้ายกาชาปอง เพื่อสุ่มของเล่นที่อยู่ภายในลูกบอล) โดย Zuru เปิดเผยว่า คลิปวิดีโอบน TikTok ที่มีสินค้า Surprise Mini Brands ของตัวเองอยู่ มีผู้ชมเฉลี่ย 20-25 ล้านครั้ง ต่อสัปดาห์ สร้างยอดขายให้ Zuru ได้ถึง 250,000 แคปซูลต่อสัปดาห์ ในทวีปอเมริกาเหนือ

Renee Lee ผู้บริหารของ Zuru เล่าว่า TikTok มีลักษณะที่แตกต่างจาก Social Media อื่นๆ คือ ไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามจำนวนมาก คลิปวิดีโอจึงได้รับกระแสความนิยมจนเป็น Viral ได้

โดยคลิปวิดีโอบน YouTube, Instagram หรือแม้แต่ TikTok ที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้ คือคลิปแกะกล่อง และรีวิวของเล่น

@wewearcute

Cutest messy bun I’ve ever seen stay until the end!! Who wants one?😇💕

♬ オリジナル楽曲 – kk – kk

ไม่ใช่แค่ของเล่นแบรนด์ Zuru เท่านั้น ที่เลือก TikTok เป็นช่องทางเข้าถึงเด็กๆ ผู้ซื้อของเล่น นั่นคือ IMC ที่เลือกทำแคมเปญ ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ด้วยการแสดงของเล่นที่เป็นตุ๊กตาสุนัขที่มีผมยาว โดยตัวตุ๊กตาจะต้องเปียกน้ำ จึงจะแสดงสีสันแปลกๆ ออกมา ทำให้มีผู้ใช้งาน TikTok จำนวนมากถ่ายคลิปรีวิวด้วยความสนุกสนาน

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/usa-toy-seller-use-tiktok-to-reach-to-kid-customer/

เศรษฐกิจจีน GDP ไตรมาส 3 โตถึง 4.9% ภาคการผลิตและส่งออกยังเติบโตได้แข็งแกร่ง

ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 ที่ผ่านมายังเติบโตมากถึง 4.9% ทำให้ 9 เดือนแรกนั้นจีน GDP กลับมาเติบโตแล้วถึง 0.7% และคาดว่าปีนี้จะทำได้ตามเป้าของรัฐบาลจีนที่คาดไว้ที่ 2%

Macau Zhuhai China มาเก๊า ประเทศจีน
ภาพจาก Shutterstock

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยตัวเลข GDP เติบโต 4.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ว่าจะเติบโตในช่วง 5.2-5.5% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของ COVID-19 ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2020 นี้เศรษฐกิจจีนเติบโตอยู่ที่ 0.7%

ตัวเลขเศรษฐกิจเด่นๆ ในไตรมาส 3 นี้คือ

  • ภาคการผลิตของจีนเติบโตในเดือนกันยายนมากถึง 6.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เช่น เครื่องจักร โรงงาน ฯลฯ เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • ภาคการส่งออกเติบโตในเดือนกันยายนถึง 13.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หลังจากติดลบในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
  • ตัวเลขค้าปลีกเติบโต ในเดือนสิงหาคมเติบโต 0.5% เดือนกันยายนโต 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • อัตราการว่างงานที่สำรวจล่าสุดในเดือนกันยายนอยู่ที่ 5.4% ลดลงจากเดือนสิงหาคมซึ่งอยู่ที่ 5.6%

อย่างไรก็ดี ING สถาบันการเงินจากเนเธอร์แลนด์กังวลถึงการเติบโตของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 3 ที่แม้เติบโตถึง 5.6% โดยให้ความเห็นว่าการเติบโตดังกล่าวถึอว่าเป็นปัจจัยสำคัญในตัวเลขของ GDP ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับเติบโตนำหน้าตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

ขณะที่นักวิเคราะห์ก็คาดว่าในปีนี้ตัวเลข GDP จีนจะกลับมาเติบโตในแดนบวกได้  โดย ING คาดว่าปีนี้ GDP จีนจะเติบโตที่ 1.7% และปี 2021 จะเติบโตถึง 7% ด้านของ Goldman Sachs คาดว่าปีนี้ GDP จีนจะเติบโตที่ 2% สอดคล้องกับผู้ว่าธนาคารกลางจีนได้กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าตัวเลขของเศรษฐกิจจีนจะเติบโตราวๆ 2%

ที่มา – CGTN, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-gdq-q3-2020-growth-4-9-percent-from-ip-and-export-19-oct-2020/

Kantar เผยเทรนด์ขนม-เครื่องดื่ม ยอดขายลดลงช่วงโควิด สวนทางไอศกรีม-น้ำอัดลมที่ยังขายดี

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจหลายประเภท ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้า FMCG โดยได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ภาพจาก Shutterstock

Kantar บริษัทวิจัยด้านข้อมูลเชิงลึก และที่ปรึกษาการตลาด ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากผู้บริโภคต่อกลุ่มสินค้า FMCG เปรียบเทียบ 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2019 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2020 และ ช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2020 ถึง 16 สิงหาคม 2020

ภาพจาก Kantar

พบว่าการซื้อสินค้าประเภท Snack and Beverage ลดลงกว่า 8 แสนครั้งต่อวัน เทียบระหว่างก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 11.7 ล้านครั้ง และหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 10.9 ล้านครั้ง นอกจากนี้ยังมีการลดราคาต่อหน่วย หรือลดราคาต่อปริมาณถึง 52%

นอกจากสินค้าประเภท Snack and Beverage แล้ว สินค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก คือ ลูกอม หมากฝรั่ง ถั่ว เมล็ดพืช ปลาเส้น สาหร่าย น้ำดื่ม โยเกิร์ตพร้อมดื่ม นม เครื่องดื่ม Energy Drink รังนก และซุปไก่สกัด ในทางกลับกันสินค้าที่ไปได้ดีในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คือ ไอศกรีม Functional Drink น้ำอัดลม และ Sport Drink

ส่วนกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่น่าสนใจ คือ ไอศกรีม ที่มียอดการซื้อกว่า 93 ล้านครั้ง ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยใช้กลยุทธ์รสชาติแบบไทยๆ และทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกผิดเวลากิน

ส่วนเครื่องดื่ม Functional Drink มียอดการซื้อที่เพิ่มขึ้น 4 ล้านครั้ง ในช่วงก่อน และหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยเท่านั้น แต่ยังต้องการเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ด้านการรักษาสุขภาพด้วย

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kantar-report-fmcg-product-pre-and-post-covid-19/

Alibaba ทุ่มเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มใน Sun Art ยักษ์ไฮเปอร์มาร์เก็ตจีน กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด

Alibaba ภาพจาก Shutterstock

Alibaba ถือหุ้นใหญ่ในห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตเบอร์ 1 จีน

Alibaba Group ประกาศเข้าซื้อหุ้นใน Sun Art Retail Group เพิ่มเติม โดยลงทุนมูลค่ากว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.12 แสนล้านบาท

การเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ จะทำให้ Alibaba กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต Sun Art ทันที เพราะถือหุ้นมากถึง 72% โดยแต่เดิม Alibaba ถือหุ้นเพียง 36% ใน Sun Art

แดเนียล จาง ประธานและซีอีโอของ Alibaba เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิดทำให้เกิดอัตราเร่งทั้งในด้านไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและการดำเนินธุรกิจ การร่วมมือกันของ Alibaba (ออนไลน์) กับ Sun Art (ออฟไลน์) จะตอบโจทย์วิสัยทัศน์ New Retail หรือค้าปลีกยุคใหม่ พร้อมทั้งตอบสนองต่อลูกค้าด้วยประสบการณ์อย่างเต็มรูปแบบ

นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence มองว่า การเข้าซื้อหุ้นของ Alibaba เพื่อเข้าควบคุม Sun Art ในครั้งนี้ เป็นเพราะต้องการต่อสู้กับคู่แข่งหลายรายในสงครามอีคอมเมิร์ซ เช่น JD.com หรือ Meituan ที่เป็นยักษ์ใหญ่เรื่องการทำเดลิเวอรี่ และยังมีคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Tencent ที่ลงมาเล่นในตลาดส่งของสดเดลิเวอรี่

สงครามอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวจากซื้อของใช้อีคอมเมิร์ซทั่วไป มาจนถึงการซื้อของสดและของใช้ในชีวิตประจำวัน คือตลาดใหญ่ที่บริษัทเทคระดับยักษ์ของจีนไม่พลาดที่จะลงมาต่อสู้กันอย่างดุเดือด เนื่องจากตลาดนี้จะมีขนาดใหญ่มหาศาลระดับแสนล้านหยวนหรือประมาณเกือบ 5 แสนล้านบาทในปี 2022 (คาดการณ์ตัวเลขโดย HSBC)

ที่มา – CNBC, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-sun-art-take-control/

Virtual First สู่ยุคใหม่ของการทำงาน Dropbox ประกาศให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ถาวรแล้ว

Dropbox บริษัทด้านเทคโนโลยีในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้อย่างถารวร เป็นมาตรฐานการทำงานของบริษัทแบบใหม่ ไม่ต้องเข้าสำนักงานอีกต่อไป หลังจากที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ทั้ง Microsoft และ Twitter เคยประกาศให้พนักงานทำงานที่บ้านได้อย่างถาวรไปแล้วก่อนหน้านี้

Dropbox ภาพจาก Shutterstock

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Dropbox กลายเป็นบริษัทล่าสุด ที่ประกาศเข้าสู่ยุค Virtual First ให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้อย่างถาวร เป็นมาตรฐานการทำงานแบบใหม่ของ Dropbox โดยไม่ต้องเข้ามาที่สำนักงานก็ได้ หากพนักงานต้องการ

โดย Dropbox ได้มีการเก็บผลสำรวจความพึงพอใจของพนักงาน ในช่วงที่ต้องทำงานที่บ้าน พบว่า พนักงานส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีแม้ทำงานจากที่บ้าน และพนักงานกว่า 90% ไม่อยากกลับเข้ามาทำงานที่สำนักงานแบบ 5 วันต่อสัปดาห์อีกต่อไปแล้ว

ภาพจาก Life Inside Dropbox

อย่างไรก็ตาม งานบางประเภทก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน ผ่านการประชุม หรือพูดคุยแบบเจอหน้ากันจริงๆ Dropbox ก็ได้จัดเตรียมพื้นที่ที่เรียกว่า Dropbox Studios ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับทำงานร่วมกันโดยเฉพาะ ซึ่งจะตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานเดิม ที่มีพนักงานจำนวนมาก เช่น San Francisco, Seattle, Austin, และ Dublin

นอกจากนี้การอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้อย่างถาวร ในมุมของพนักงานก็ได้ประโยชน์ สามารถย้ายที่อยู่อาศัยออกไปนอกเมือง ซึ่งมีราคาถูกกว่าได้ ทำให้พนักงานสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ อยู่อาศัยที่ไหนก็ได้ ส่วนในมุมของบริษัท ก็สามารถจ้างงานจากที่ไหนก็ได้เช่นกัน

ส่วนช่วงเวลาทำงาน Dropbox ได้มีการปรับเปลี่ยนเวลาการทำงาน เป็นแบบ Non-linear Workdays เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานจากพื้นที่ๆ มีโซนเวลาต่างกัน โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ มากกว่าจำนวนชั่วโมงที่ต้องทำงาน โดยจะมีช่วงเวลาบางส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถออกแบบเวลาการทำงานของตัวเองได้

ที่มา – Dropbox, cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/virtual-first-dropbox-annonce-employee-work-from-home-permanently/

IPO ใหญ่ที่สุดในโลก Ant Group เป้าระดมทุนเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังนักลงทุนสนใจล้นหลาม

Ant Group เป้าระดมทุนเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังนักลงทุนสนใจล้นหลาม และยังทำให้มูลค่าบริษัทสูงเพิ่มขึ้นเป็น 280,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Alipay Ant Group อาลีเปย์ แอนท์ กรุ๊ป
ภาพจาก Shutterstock

Ant Group เปลี่ยนเป้าการระดมทุนเพิ่มเติมและจะกลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทิ้งห่างบริษัทอย่าง Saudi Aramco ทันที สาเหตุสำคัญคือความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการหุ้นเจ้าของแพลตฟอร์มชำระเงินและ FinTech ชื่อดังอย่าง Alipay ที่สูงมาก ส่งผลทำให้บริษัทเพิ่มเป้าการระดมทุนจากเดิมที่อยู่ราวๆ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเป็น 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

และเมื่อ Ant Group เพิ่มเป้าการระดมทุนของบริษัท จะส่งผลทำให้มูลค่าบริษัทจะสูงมากถึง 280,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าหากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ด้วยมูลค่านี้ จะทำให้ Ant Group มีขนาดบริษัทใหญ่กว่า Citi สถาบันการเงินในสหรัฐมากกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว

ในเอกสารไฟลิ่งได้รายงานว่า Alipay นั้นมีผู้ใช้งานในประเทศจีนกว่า 900 ล้านคน ขณะที่ผลประกอบการในปี 2019 ที่ผ่านมามีรายได้รวม 72,500 ล้านหยวน กำไรจากการดำเนินงาน 21,900 ล้านหยวน โดย Alibaba ถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 33% สัดส่วนหุ้นที่ Ant Group นำมา IPO คราวนี้คือ 12.5%

นอกจากนี้สำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ได้ประกาศซื้อหุ้นของ Ant Group ในรอบการจองหุ้นสำหรับสถาบันนั้นมีกองทุนที่มีชื่อเสียง เช่น Temasek และ GIC กองทุนความมั่งคั่งจากประเทศสิงคโปร์ รวมไปถึงกองทุนประกันสังคมของประเทศจีน

สำหรับ Ant Group คาดว่าจะทราบวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ซื้อขายวันแรกในช่วง 1-2 อาทิตย์ที่จะถึงนี้

ที่มา – Taipei Times, Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/biggest-ipo-ant-group-owner-of-alipay-raise-35-billion-usd-17-oct-2020/

คัมภีร์รวม 13 เทคนิคจัดหน้าร้านค้าอย่างไร ให้ลูกค้าเพียบ ยอดขายพุ่ง

ในปัจจุบันหลายๆ ธุรกิจหันไปมุ่งพัฒนาการขายสินค้าออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ดี การขายสินค้าแบบออฟไลน์ ก็ยังเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ 

Brand Inside ขอพาทุกท่านไปเรียนรู้เคล็ดลับการจัดร้านค้าให้โดนใจและกระตุ้นการซื้อของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ผ่านหลักจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ผสานกับเคล็ดลับการตลาดสุดแสนสนุกที่จะทำให้การจัดร้านไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

Store
Photo: Shutterstock

ถ้าอยากจัดร้านให้โดนใจลูกค้า เราต้อง “ออกแบบความรู้สึก” ของลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกเค้าเดินเข้ามาในร้าน Brand Inside จึงขอเริ่มต้นด้วยการนำเสนอเทคนิคจัดวางสินค้าที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

4 เทคนิคจัดวางสินค้าตั้งแต่ทางเข้าร้านไปจนถึงเคาน์เตอร์ชำระเงิน

1. บริเวณหน้าต่างร้าน

การจัดวางสินค้าบริเวณหน้าร้านมีความสำคัญกว่าที่หลายๆ คนคิด เพราะสินค้าหน้าร้านเป็นตัวแทนสำคัญที่จะดึงดูดใจให้ลูกค้าเข้ามาเลือกชมสินค้าอื่นๆ ภายในร้านของเราต่อ แต่ข้อผิดพลาดที่หลายๆ ร้านทำกัน คือไม่ติดราคาสินค้าให้ชัดเจน ทำให้เสียลูกค้าไปโดยใช่เหตุ เพราะลูกค้าบางคนรู้สึกอายที่จะเข้ามาถามราคาเลยเดินจากไป โดยที่ไม่ได้ซื้อของอะไรติดไม้ติดมือ

ดังนั้น ทางร้านควร “ติดราคาสินค้าให้ชัดเจน” เพราะถึงแม้สินค้าจะมีราคาแพง แต่ถ้าลูกค้าสนใจสินค้าของเราจริงๆ พวกเขาก็จะหาทางมาซื้อสินค้าของเราจนได้

Photo: Shutterstock

2. บริเวณทางเข้าร้าน

เราควรวาง “ตระกร้าสินค้า” ไว้บริเวณทางเข้าร้าน เพราะถ้าระหว่างเดินชมสินค้ามีตระกร้าสินค้าอยู่ในมือ ลูกค้าจะเกิดความรู้สึกว่า “ต้องซื้ออะไรสักอย่าง” เช่นเดียวกับการใช้ “รถเข็นในห้างสรรพสินค้า” ที่ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนัก ทำให้ตัดสินใจซื้อของที่ไม่จำเป็นได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ ถ้าเราสังเกตดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่มักจะวาง “โซนผักและผลไม้สีสันสดใส” ไว้ที่หน้าทางเข้า เพื่อกระตุ้นความรู้สึกอยากซื้อของลูกค้า ในทางกลับกัน ถ้าร้านจัดวางเนื้อสัตว์ไว้ที่หน้าร้านแล้วลูกค้าซื้อเป็นอย่างแรก ลูกค้าจะมีความรู้สึกอยากซื้อสินค้าอื่นๆ ลดลง เพราะเนื้อสัตว์ค่อนข้างมีราคาแพง เช่นเดียวกับ “ร้านขายเครื่องสำอาง” ซึ่งมักจะวางสินค้าที่มีแพกเกจจิ้งสีสันสดใสไว้บริเวณหน้าร้านเช่นเดียวกัน

Photo: Shutterstock

3. บริเวณเชลฟ์สินค้าภายในร้าน

โดยปกติเส้นสายตาของลูกค้าจะเป็น “ทิศทางตัว Z” คือจะเริ่มมองจากมุมบนซ้ายไปมุมบนขวา ไล่ลงมามุมล่างซ้ายไปมุมล่างขวา ซึ่งเราสามารถนำพฤติกรรมนี้ของลูกค้ามาประยุกต์กับการวางสินค้าบนเชลฟ์ได้ คือให้ วางสินค้าที่อยากกระตุ้นยอดขายไว้บริเวณด้านขวาของเชลฟ์ เพราะแม้ลูกค้าจะเริ่มกวาดสายตาจากด้านซ้าย แต่ในที่สุดสายตาก็จะจบลงที่ด้านขวา ทำให้สินค้าที่วางอยู่ด้านซ้ายมักจะถูกมองข้ามไป

นอกจากนี้ เราสามารถกระตุ้นยอดซื้อของลูกค้าได้โดย “สลับตำแหน่งการจัดวางสินค้า” เพราะลูกค้าจะตามหาสินค้าที่ปกติตนเองซื้อเป็นประจำและรู้ตำแหน่งที่วางชัดเจน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าเดินผ่านเชลฟ์สินค้าอย่างอื่นๆ ภายในร้าน ซึ่งอาจจะกระตุ้นความรู้สึกอยากซื้อสินค้าอื่นๆ ของลูกค้าได้ 

4. บริเวณเคาน์เตอร์ชำระเงิน

เราจะสังเกตได้ว่าบริเวณเคาน์เตอร์ชำระเงินของซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างต่างๆ จะวางขาย “ขนมหวานเล็กๆ น้อยๆ ราคาไม่แพง” ไว้ด้วย เช่น ช็อกโกแลต หมากฝรั่ง ซึ่งสินค้าเหล่านี้มักจะไม่ใช่สินค้าที่ลูกค้าตั้งใจมาซื้อตั้งแต่แรก เพียงแต่เมื่อลูกค้าเห็นก็จะเกิดความรู้สึกอยากทานจนตัดสินใจซื้อในที่นี้ ซึ่งพฤติกรรมนี้มีหลักจิตวิทยาเป็นพื้นฐาน คือ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบและเดินมาถึงจุดชำระเงิน ลูกค้าก็จะเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และตัดสินใจซื้อสินค้าอื่นๆ ได้ง่าย

นอกจากนี้ การจัดวางขนมที่เด็กๆ ชื่นชอบไว้ที่เคาน์เตอร์ชำระเงินช่วยกระตุ้นยอดขายได้ เพราะเมื่อพ่อแม่และเด็กๆ เดินมาถึงเคาน์เตอร์แล้วก็จะรู้สึกเกรงใจพนักงานแคชเชียร์หรือลูกค้าคนอื่นๆ ที่ต่อแถวรอจ่ายเงินอยู่ พ่อแม่จึงตัดสินใจซื้อขนมนั้นๆ ให้ลูกของตน ดังนั้น สิ่งที่คุณสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจของคุณก็เช่น ถ้าคุณขายรองเท้า บริเวณเคาน์เตอร์จ่ายเงิน คุณอาจจะวางขายถุงเท้า หรือเสปรย์ฉีดเท้าไว้ด้วย เป็นต้น

ข้อควระวังเรื่องการจัดวางสินค้า

ร้านค้าหลายๆ แห่งยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการจัดสต็อคสินค้าและการจัดวางสินค้าภายในร้าน ขอยกตัวอย่างปัญหาที่เห็นได้ทั่วไป เช่น ร้านขายเสื้อผ้ามีเสื้อผ้าหลายสีหลายสไตล์ให้ลูกค้าเลือกซื้อ แต่หลายๆ ครั้งทางร้านก็จัดโชว์เสื้อผ้าแค่แบบละสี ทำให้ลูกค้าไม่ทราบว่าเสื้อตัวนี้มีสีอื่นๆ ให้เลือกด้วย ซึ่งส่งผลเสีย คือทางร้านจะเสียยอดขายไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วยเหตุผลหลักๆ คือลูกค้าไม่ทราบว่ามีสีอื่นให้เลือกจึงไม่ได้สอบถามพนักงานเพิ่มเติม และที่น่าเสียดาย คือในบางครั้งลูกค้าไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการเสื้อผ้าสีอะไร ดังนั้น การโชว์เสื้อผ้าหลายๆ สีให้ลูกค้าดูจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อีกทั้งการที่ร้านมีสีสันจะดึงดูดสายตาให้ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านง่ายขึ้นอีกด้วย

3 เคล็ดลับโปรโมทสินค้าภายในร้าน

1. จัดทำป้ายโปรโมทสินค้า

การตั้งป้ายโปรโมทสินค้าดีๆ สักอันมีประโยชน์เทียบเท่ากับพนักงานขายเก่งๆ คนหนึ่งเลย อย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างกันในร้านต่างๆ เช่น ร้านขายหนังสือที่จะมีป้ายจัดอันดับหนังสือขายดีประจำเดือน เป็นต้น ซึ่งจุดประสงค์ของการทำป้าย คือ “เพื่อโปรโมทสินค้าตัวใดตัวหนึ่งให้มีความโดดเด่นมากกว่าสินค้าอื่นๆ” นั่นเอง นอกจากนี้ ร้านต่างๆ ควรทำ “ป้ายโปรโมทสินค้าออกใหม่” อีกด้วย ซึ่งวิธีทำป้ายแบบประหยัดค่าใช้จ่ายแต่ได้ผลดีก็เช่น ใช้กระดานที่เขียนแล้วลบได้ด้วยลายมือก็จะให้ความรู้สึกเป็นกันเองกับลูกค้าได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการใช้ป้ายกระตุ้นยอดขาย คือถ้าเราจะลดราคาสินค้าลงครึ่งราคา ให้ติดป้ายว่า “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” แทน เพราะจะกระตุ้นความอยากซื้อของลูกค้ามากกว่า ตัวอย่างเช่น จากเดิมกระเป๋า 2 ใบราคา 2,000 บาท แล้วเราอยากลดราคาเป็น 2 ใบ 1,000 บาท เราก็สามารถติดป้ายว่า ซื้อกระเป๋า 1 ใบ แถมฟรีอีก 1 ใบแทนที่จะใช้คำว่าลดครึ่งราคา เป็นต้น

BANGKOK, THAILAND – JUNE 01: SE-ED Book put up books that are best sellers on display in Bangkok on June 01, 2018. SE-ED book is a large chain book store that operates in Thailand. Photo: Shutterstock

2. จัดอันดับความนิยมของสินค้าในหมวดต่างๆ

เวลาลูกค้าซื้อของลูกค้าจะรู้สึกกลัวเสียเงินฟรี ดังนั้น ถ้าทางร้านจัดอันดับสินค้าไว้ เช่น “สินค้าขายดี 3 อันดับแรก” ลูกค้าก็จะมั่นใจและกล้าตัดสินใจซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ ถ้ามีการแนบเหตุผลสั้นๆ ว่าขายดีเพราะอะไร ลูกค้าชอบเพราะอะไร การจัดอันดับสินค้าก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

3. เล่าเรื่องแบรนด์ให้น่าสนใจ

ลูกค้าจะรู้สึกสนใจแบรนด์ของคุณมากขึ้นถ้ามีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ดังนั้น คุณอาจจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าของคุณอย่างสั้นๆ ให้ลูกค้าได้ทราบด้วยโปสเตอร์หรือการเขียนกำกับไว้ ณ เชลฟ์ที่วางขายสินค้า เป็นต้น

4 วิธีออกแบบบรรยากาศร้านให้โดนใจลูกค้า

1. สี

Photo: Shutterstock

ร้านที่ตกแต่งด้วยสีที่แตกต่างกันก็ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกต่างกันไป เช่น สีเขียวให้ความรู้สึกสบายอารมณ์ เหมาะกับร้านที่อยากให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย สีฟ้าให้ความรู้สึกสบายๆ เป็นกันเอง เหมาะกับร้านสำหรับครอบครัว สีส้มให้ความรู้สึกสนุกสนาน เหมาะกับร้านสำหรับเด็ก ส่วนสีขาวให้ความรู้สึกสงบ ปลอดโปร่ง เหมาะกับการใช้แต่งร้านสำหรับเจรจาธุรกิจ เป็นต้น

นอกจากนี้ สำหรับการ “ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์“ถ้าเราออกแบบปุ่มกดสั่งซื้อสินค้าให้มีสีโดดเด่นออกมาจากสีพื้นหลังเว็บไซต์ ลูกค้าก็จะกดสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายกว่าการออกแบบปุ่มให้มีสีกลืนไปกับพื้นหลังเว็บไซต์ เป็นต้น

Photo: Shutterstock

2. แสง

ราต้องปรับการใช้แสงตามรูปแบบของร้าน เช่น ถ้าเป็น “ร้านสะดวกซื้อ” ที่อยากให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าแล้วออกไปอย่างรวดเร็ว ก็ให้ใช้แสงโทนสว่างมากๆ เพราะจะกระตุ้นให้คนรู้สึกเร่งรีบ ในทางกลับกัน ถ้าเป็น “ร้านกาแฟ” ที่อยากให้ลูกค้านั่งอยู่ในร้านนานๆ ก็ควรใช้แสงโทนอุ่นๆ เป็นต้น

3. เสียง

แนะนำให้เปิด “เพลงช้าที่มีดนตรีฟังสบาย” ลูกค้าจะได้รู้สึกผ่อนคลายและอยากเดินเลือกซื้อสินค้าไปเรื่อยๆ ทำให้ใช้เวลาในร้านของเรานานขึ้น

4. กลิ่น

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยาก “เพิ่มยอดขายมันฝรั่ง” เราอาจจะติดตั้งเครื่องปล่อยกลิ่นแกงกะหรี่ไว้ใกล้ๆ เพราะถ้าลูกค้าเห็นมันฝรั่งอย่างเดียวก็อาจจะยังนึกไม่ออกว่าจะทำเมนูอะไรดี การช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสแบบนี้ก็ข่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในข้างต้นเราได้อธิบายเทคนิคการจัดร้านเพื่อกระตุ้นยอดขายภายในร้านไปแล้ว แต่อีกสิ่งสำคัญที่เจ้าของร้านต้องทำหากอยากกระตุ้นยอดขายให้ประสบความสำเร็จจริงๆ คือต้องพัฒนาทักษะของพนักงานขายภายในร้านอยู่เสมอ

2 เทคนิคการขายที่พนักงานใช้แล้วได้ผลจริง

1. แนะนำสินค้าที่คล้ายๆ กันหรือใช้ร่วมกันได้ให้ลูกค้า

กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่พวกเราพบได้ทั่วในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาไปร้านสะดวกซื้อแล้วกำลังจะจ่ายเงิน พนักงานก็จะถามว่า รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหม บางครั้งพนักงานก็จะเสนอขนมหรือของทานเล่นที่กำลังจัดโปรโมชั่นให้กับเรา เป็นต้น อย่างไรก็ดี เราต้องใช้กลยุทธ์นี้อย่างระมัดระวัง เพราะถ้าเราพยายามขายสินค้าอื่นๆ พ่วงไปด้วยมากเกินไปก็จะดูเหมือนเป็นการยัดเยียดสินค้าหรือบังคับให้ลูกค้าซื้อได้ ลูกค้าเลยอาจจะไม่อยากกลับมาที่ร้านของเราอีก 

2. แจกสินค้าทดลองให้ลูกค้า

เมื่อลูกค้าได้ลองใช้สินค้าของเราแล้วรู้สึกดี จากเดิมที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อสินค้านั้นมาก่อน ลูกค้าก็อาจจะเกิดความรู้สึกอยากซื้อขึ้นมาได้ เช่น ตามร้านขายเครื่องสำอางทั่วไปที่พนักงานขายมักจะแจกตัวอย่างเครื่องสำอางให้เราไปลองใช้หรือเวลาเราไปห้างแล้วพนักงานขายจะเสนอตัวอย่างอาหารหรือขนมต่างๆ ให้เราทาน แล้วถ้าเรารู้สึกอร่อยเราก็จะอยากซื้อขนมหรืออาหารนั้นติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย เป็นต้น   

ที่มา : toughnickel,winthecustomer,compliantia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/instore-marketing-psychology/

“อย่าด่วน Reskill ถ้ายังไม่รู้จัก Learning Skill” สนทนากับอริญญา เถลิงศรีแห่ง SEAC ทักษะที่จะทำให้อยู่รอดในโลกอนาคต

การจะอยู่รอดในโลกอนาคตจำเป็นต้องมี “ทักษะใหม่ๆ” ที่จำเป็น เนื่องจากทักษะเก่าๆ ที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้ว และโดยเฉพาะในยุคหลังโควิดที่โลกการทำงานได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นไปอีก

คำถามคือ ในฐานะคนทำงาน บุคคลทั่วไป หรือองค์กร จะปรับตัวให้พร้อมสำหรับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

Brand Inside สัมภาษณ์ อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC โดยตั้งคำถามว่า ทักษะอะไรที่จำเป็นต่อโลกอนาคต และสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ทักษะแห่งโลกอนาคต” เอาเข้าจริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่

โควิดคือตัวเร่งที่ทำให้ต้องปรับทักษะเร็วขึ้น

กระแสการปรับทักษะทั้ง Reskill และ Upskill มีมาก่อนหน้าวิกฤตโควิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิดทำให้เราต้องปรับทักษะให้เร็วขึ้นไปอีก

เหตุผลเป็นเพราะหลายๆ สิ่งที่เราเคยทำในอดีตไม่ได้ตอบโจทย์โลกในอนาคตอีกแล้ว โลกของการทำธุรกิจทุกวันนี้อยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอนทั้งสิ้น

สำหรับสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ามีการให้ความรู้ (educate) เรื่องของการปรับทักษะค่อนข้างมาก โดยในสื่อใหม่ออนไลน์ทั้งหลาย แต่โดยภาพรวมในการนำไปปฏิบัติถือว่าสังคมไทยยังค่อนข้างช้า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย เมื่อมองในแง่อัตราเร่งของการปรับทักษะในการทำงานและนำไปปฏิบัติจริง (take action) สำหรับสังคมไทยยังถือว่าตามหลังอยู่มาก

เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ สำหรับคนทำงานชาวไทย สิ่งสำคัญคือต้องรีบปรับทักษะ ไม่ใช่ในแง่ของการตระหนักรู้ แต่คือการลงมือปฏิบัติ นำเอาทักษะใหม่ๆ ไปใช้กับการทำงานและการใช้ชีวิต เพื่อถึงที่สุดแล้ว จะทำให้ “เรา” ยังเป็นคนสำคัญของโลกอนาคต เนื่องจากมีการปรับปรุงทักษะของตนเองอยู่เสมอ

Workplace

Reskill & Upskill สำคัญแน่ แต่อย่าลืม Learning Skill

อุปสรรคและปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทยคือ “ระบบการศึกษา” ที่ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนที่เรียนรู้เป็น การศึกษาไทยมุ่งแต่สอนให้เราศึกษาไปเรื่อยๆ เท่านั้น

“การศึกษาไม่เท่ากับการเรียนรู้” เพราะการศึกษาคือการท่องจำเพื่อให้รู้โดยไม่สนว่าจะนำเอาสิ่งนั้นใช้งานได้จริงหรือไม่ ในขณะที่การเรียนรู้หรือพูดให้ชัดคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต มันหมายถึง การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น วันนี้สนใจอะไรสักเรื่อง เปิด YouTube เข้าไป ก็ต้องเรียนรู้ได้ เพราะประเด็นสำคัญคือ การเรียนรู้ในโลกยุคนี้ไม่จำกัดแพลตฟอร์ม ไม่จำกัดรูปแบบอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น พูดได้เลยว่า ในประเด็นการปรับทักษะ ก่อนที่เราจะไปพูดถึง Reskill และ Upskill ขั้นแรกเราต้องเริ่มที่ Learning Skill เสียก่อน เพราะ Learning Skill คือวิธีคิด (mindset) สำคัญที่จะทำให้เราไม่หยุดเรียนรู้ เรียนรู้ที่ไหนก็ได้ และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ทักษะที่สำหรับโลกอนาคต คือการพร้อมรับต่อความไม่แน่นอน

ในโลกที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราต้องล้มแล้วลุกขึ้นเร็ว

“เราต้องมีทั้ง Resilience และ Agility ล้มแล้วลุกเร็ว โลกในอนาคตไม่มีแล้วสิ่งที่เรียกว่า ทำไปแล้วต้องถูกต้องทั้งหมด เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราจึงต้องมีวิธีคิดที่กล้าทดลองอย่างรวดเร็ว และหากผิดพลาดเราต้องเรียนรู้อย่างเร็ว หรือหากไม่เกิดผลก็กล้าที่จะเปลี่ยนแผน หนึ่งในทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งในอนาคตคือ kill idea หรือการกล้าล้มแผน/ความคิดเดิมๆ แล้วมุ่งหน้าไปสู่สิ่งใหม่ เรื่องนี้สำคัญมากๆ”

หนทางแห่งการ Reskill & Upskill ของคนทำงานในศตวรรษที่ 21

ถ้าอยากฟังวิธีการ Reskill, Upskill รวมถึงการ Learning Skill อย่างละเอียดและเจาะลึกมาขึ้น สามารถมาฟังได้ที่งาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce ในหัวข้อ Skills for 21st Century Workforce กับสปีกเกอร์ที่มีประสบการณ์ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพคนทำงาน อย่าง SEAC โดย อริญญา เถลิงศรี และ ภคพรรค์ วัลลศิริ จาก Gallup ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/reskill-and-learning-skill-with-seac/

IKEA เปิดตัว Osynlig เทียนหอมแบบใหม่ จำลองกลิ่น “บ้าน” กระตุ้นความทรงจำในวัยเด็ก

เมื่อเรื่องของการตกแต่งบ้านไม่ได้มีองค์ประกอบเฉพาะลักษณะทางกายภาพที่มองเห็นได้ด้วยต่าเปล่าเท่านั้น แต่ยังมี เรื่องของกลิ่น ในฐานะสิ่งที่ช่วยสร้างประสบการณ์ให้กับคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ได้ด้วย

IKEA เปิดตัว Osynlig เทียนหอมกลิ่นใหม่ ที่ช่วยปลุกความรู้สึก ดึงความทรงจำภายในบ้านในช่วงวัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง โดยเทียนหอมกลิ่นใหม่นี้ IKEA ร่วมมือกับ Ben Gorham ผู้ผลิตน้ำหอมที่มีราคาแพงภายใต้แบรนด์ Byredo ตั้งแต่ปี 1996

คำว่า Osynlig มีที่มาจากภาษาสวีเดน ที่แปลว่า Invisible หรือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งก่อนที่ IKEA และ Ben Gorham จะผลิตเทียนหอมร่วมกัน ได้มีการทำการศึกษามาแล้วพบว่า คนทั่วไปกว่า 40% คิดว่าบ้านของตัวเองมีกลิ่นที่มีความเฉพาะตัว และกลิ่นเฉพาะตัวของบ้านนี้ จะช่วยกระตุ้นให้นึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก ความผ่อนคลาย และความคุ้นเคย

ด้าน Gorham เล่าว่า กลิ่นภายในบ้าน ประกอบไปด้วยกลิ่นจากหลายที่มารวมกัน ทั้งกลิ่นจากเสื้อผ้า กลิ่นรองเท้า กลิ่นเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ รวมถึงกลิ่นเศษผ้า ทำให้การผลิตเทียนหอม มีความต่างจากการผลิตน้ำหอมที่ใช้บนร่างกายคน

ภาพจาก IKEA

ราคาเทียนหอม Osynlig นี้ มีราคาที่ย่อมเยากว่าน้ำหอมของแบรนด์ Byredo โดยมีราคาอยู่ที่ 4.99-24.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 155-778 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 13 กลิ่น ทั้งกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น กลิ่นดอกไม้ และกลิ่นไม้ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายทั้งที่หน้าร้าน และออนไลน์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้ โดยยังไม่มีกำหนดการวางจำหน่ายในประเทศไทย

James Futcher นักออกแบบของ IKEA เล่าว่า การออกแบบเทียนหอม Osynlig เป็นความท้าทายในการออกแบบสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะการออกแบบภายในส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สิ่งที่จับต้องได้ และประโยชน์ใช้สอย แต่สิ่งที่คนจะรู้สึกกลับกายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น แสง เสียง และกลิ่น และความรู้สึกที่เราจะรับรู้ได้ถึงความเป็นบ้าน เกิดจากความทรงจำต่างๆ

ที่มา – IKEA, Fastcompany

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ikea-introduce-new-osynlig-home-scent-candle/