คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

กลาโหมชี้แจง บัตรเครดิตยศพันโท ทีทีบี รอยัล ท็อป บราส ไม่ใช่เรื่องศักดินา

หลังจากมีกระแสแอนตี้บัตรเครดิตร ทีทีบี รอยัล ท็อป บราส เนื่องจากบัตรเครดิตสะท้อนความเป็นศักดินาของทหาร มีการจัดบัตรเครดิตให้ข้าราชการทหารยศชั้นพันโทขึ้นไป จนทำให้สังคมพูดถึงกันมากว่ามีการแบ่งชนชั้นชัดเจน บัตรเครดิต ทีทีบี รอยัล ท็อป บราสนี้ เพิ่งเปิดตัวออกมาหลังจากมีการควบรวมกันระหว่างธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาต จนเป็นทีเอ็มบีธนชาต (ttb)

บัตรเครดิตนี้แตกต่างกับบัตรเครดิตประเภทอื่นอย่างไร?

บัตรเครดิตนี้ ผู้ถือบัตรจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นข้าราชการทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหม ที่มีชั้นยศตั้งแต่ พันโท/ นาวาโท/ นาวาอากาศโท ขึ้นไป รวมทั้งผู้สมัครที่มีรายได้จากการดำรงตำแหน่งทางราชการหรือรายได้จากการประกอบอาชีพอื่นที่ไม่ใช่จากเงินบำนาญ (กรณีประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวจะต้องดำเนินธุรกิจในไทยไม่น้อยกว่า 2 ปีขึ้นไป นับจากวันจดทะเบียนกิจการ)

เอกสารสมัครบัตรมีอะไรบ้าง

ต้องมีสำเนาบัตรประชาชน มีสำเนา Passport และสำเนา Work Permit (เฉพาะชาวต่างชาติที่ถือบัตรเครดิทีทีบี)

ต้องมีสำเนาบัตรข้าราชการทหาร (กรณีสมัครบัตรเครดิต ทีทีบี รอยัล ท็อปบราส ใช้แนบเพิ่มเติม เฉพาะกรณีสลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ไม่ระบุยศของข้าราชการทหารเท่านั้น) นอกนั้นก็เป็นสำเนาหรือสลิปเงินเดือนย้อนหลัง สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง และเอกสารอื่นๆ สำหรับผู้สมัครที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว/ เจ้าของกิจการ

บัตรเครดิต ทีทีบี รอยัล ท็อป บราส สำหรับข้าราชการทหารที่มีชั้นยศ ตั้งแต่ พันโท นาวาโท และนาวาอากาศโทที่มีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป และมีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท /เดือน ขึ้นไป

บัตรเครดิตประเภทอื่นที่เป็น ttb absolute ให้สำหรับพนักงานประจำ (ถือสัญชาติไทย) ต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 100,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ทำงานที่ปัจจุบัน 4 เดือนขึ้นไป

บัตรเครดิตประเภท ttb smart, ttb so fast และ ttb so chill ให้สำหรับพนักงานประจำ (ถือสัญชาติไทย) ต้องมีอายุงาน 4 เดือนขึ้นไป และมีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
.
ความแตกต่างระหว่างบัตรเครดิต ttb royal top brass และ ttb smart, ttb so fast และ ttb so chill คือชั้นยศ สำหรับข้าราชการทหารที่มีชั้นยศตั้งแต่พันโท นาวาโทและนาวาอากาศโท

ข้อถกเถียงนี้ส่งผลยังไง?

การถกเถียงนี้ทำให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นระหว่างประชาชนคนธรรมดากับทหารหรือข้าราชการที่มียศชั้นชัดเจน

การถกเถียงเรื่องทหารใช้ชั้นยศสะท้อนความเป็นชนชั้นศักดินาในการสมัครบัตรเครดิตได้ ทำให้หน้าเว็บไซต์ข้อมูลเรื่องบัตรทีทีบี รอยัล ท็อป บราส ถูกลบออกจากหน้าเว็บไซต์ทีทีบีแล้ว

การถกเถียงนี้ทำให้โฆษกกระทรวงกลาโหม พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ต้องชี้แจงหลังมีคำถามจากผู้สื่อข่าวว่ามีการใช้บัตรสะท้อนถึงความมีศักดินานั้น การให้สิทธิทหารชั้นผู้ใหญ่ โฆษกชี้แจงดังนี้

โฆษกกระทรวงกลาโหม พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ “จะบอกว่าชนชั้นศักดินาไม่ได้ ทุกธนาคารเป็นภาคเอกชน จะออกบัตรเครดิตหรือโปรโมชั่นให้ใครเป็นเรื่องของเขา ต้องพิจารณาเรื่องฐานเงินเดือนด้วย เรื่องรายได้ เรื่องสินเชื่อ เครดิตบูโรมีสินเชื่อแค่ไหน การออกบัตรขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารในการให้เครดิตลูกค้า”

ถามว่าเป็นชนชั้นไหม ผมว่าไม่น่าเป็น

เพราะว่า ธนาคาร เงินเดือนทหารผูกติดกับ tmb ตอนนี้ปรับเป็น ttb อันนี้เป็นเรื่องที่แต่ละธนาคารจะพิจารณาต้องดูเรื่องเงินเดือน เงินคงเหลือ กำลังจ่ายมีแค่ไหน คงไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรให้ทหาร ตามที่เข้าใจนะ ถ้าผมฐานเงินเดือนมาก หนี้สินเยอะ แต่ติดเครดิตบูโร ผมว่าแบงก์ก็คงไม่ออกบัตรให้

การออกบัตรเครดิตไม่ใช่เรื่องชนชั้น เป็นเรื่องที่ธนาคารต้องพิจารณาเอง เค้าออกบัตรมาให้คนไม่มีเครดิตแล้วเกิดหนี้เสีย เค้าก็ต้องรับผิดชอบ

ฝากเป็นข้อคิดแล้วกันนะครับ

ที่มา – ttb

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กลาโหมชี้แจง บัตรเครดิตยศพันโท ทีทีบี รอยัล ท็อป บราส ไม่ใช่เรื่องศักดินา first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/defence-dept-explain-in-case-of-ttb-royal-top-brass-credit-card/

KBTG เริ่มประวัติศาสตร์บทใหม่ ดัน Coral แพลตฟอร์ม NFT Market Place สู้ศึก DeFi

เพราะโลกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ก็เดินหน้าไม่หยุดเช่นกันกับการสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ เปิดตัว KASIKORN X หรือ KX บริษัทในกลุ่มที่เปรียบเสมือนโรงงานผลิต Startup ด้าน Decentralized Finance (DeFi) and Beyond สร้าง New S-Curve รับมือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

The Next Chapter of KBTG คืองานเปิดตัวธุรกิจ DeFi ที่ถูกพัฒนาโดย KX ตัวที่สองชื่อ Coral เป็นแพลตฟอร์ม NFT Marketplace ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินจากประเทศไทยได้มีโอกาสเข้าไปสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ NFT และส่งถึงมือนักสะสมทั่วโลกผ่านระบบการเงินไร้ตัวกลาง

นอกจากนี้ KX ยังได้เปิดตัวพาร์ทเนอร์รายแรกของแพลตฟอร์ม Coral อย่าง สยามพิวรรธน์ ที่จัดทำ NFT Innovation Digital Wall จัดแสดงงานศิลปะดิจิทัลบนพื้นที่ศูนย์การค้ายอดฮิตทั้งสยามพารากอนและไอคอนสยาม เชื่อมต่อศิลปินและผลงานบนโลกดิจิทัลเข้ากับผู้เข้าชมในโลกจริง

kbtg kx coral defi

นอกเหนือจากผู้พัฒนาแพลตฟอร์มและพาร์ทเนอร์แล้ว ภายในงานเรายังได้พบกับบุคคลที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของงาน นั่นก็คือบรรดาศิลปินไทยที่เข้าร่วมกับ Coral เพื่อเป็นสักขีพยานว่าแพลตฟอร์ม Coral สามารถช่วยสร้างโมเดลธุรกิจ อาชีพ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะเปิดโอกาสที่ไร้ขีดจำกัดให้ศิลปินเข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างไร้พรมแดน

KASIKORN X กับภารกิจปั้น Startup รับคลื่นความเปลี่ยนแปลง

คุณพอล ธนะเมศฐ์ อาริยวัฒน์ Head of Venture Builder ของ KX พูดถึงจุดมุ่งหมายของ KX ในโลกการเงินที่กำลังเปลี่ยนไปเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ คุณพอลระบุว่า “สิ่งที่เรามองเห็นคือมีคนไม่ถึง 1% เท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์จากโลกของ DeFi สิ่งที่เราต้องการทำคือเอาพลังของโลก DeFi ให้ไปอยู่ในมือคน 99% และโอกาสจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของคนที่อยู่ในทีมและแรงสนับสนุนจากกลุ่ม Synergy จาก ธนาคารกสิกรไทย” 

kbtg kx coral
คุณพอล ธนะเมศฐ์ อาริยวัฒน์ Head of Venture Builder ของ KASIKORN X

KX เป็น Venture Builder ที่ทำหน้าที่บ่มเพาะ (Incubate) ขยายผล (Scale) และแยกตัว (Spin-off) ธุรกิจใหม่ๆ เกี่ยวกับ DeFi ภายใต้การนำของคุณพอล ธนะเมศฐ์ อาริยวัฒน์ ซึ่งคุณพอลระบุว่า “ภารกิจของ KX คือการสร้างสินค้าและบริการที่ง่ายและปลอดภัยสำหรับคนจำนวนมาก” เพราะในสายตาคนทั่วไปโลกของ DeFi ยังไม่ใช่โลกที่ง่ายและน่าไว้วางใจขนาดนั้น

ก่อนหน้านี้ KX ได้ปลุกปั้นธุรกิจตัวแรกอย่าง Kubix ที่ดำเนินธุรกิจ ICO Portal ได้สำเร็จ และในคราวนี้ก็เป็นตาของ Coral แพลตฟอร์ม NFT Marketplace ที่ง่าย ปลอดภัย และสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ แบบไร้ข้อจำกัดให้กับศิลปินไทยจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายเล็กก็ตาม

Coral พื้นที่แห่งโอกาสที่ไร้ขีดจำกัดของทุกคนบนโลก DeFi

คุณพอลเล่าว่าเป้าหมายของ Coral คือสร้าง Super Simple NFT Marketplace เพื่อให้ทุกคนทั้งผู้ซื้อและศิลปินเชื่อมต่อถึงกันได้แบบง่ายๆ แบบไร้พรมแดน ภายในไม่เกิน 10 คลิก หรือ 5 นาที ผ่านฟีเจอร์ต่างๆ คือ

  • Super Simple Onboarding เริ่มต้นง่ายๆ ไม่ต่างจากการสมัครแพลตฟอร์ม E-Commerce
  • Lazy Minting Mint เหรียญ NFT หลังการซื้อขายเกิดขึ้น ไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
  • Original & Authentic NFTs ได้งานของแท้ เพราะตรวจสอบทุกแบรนด์และโปรไฟล์
  • Super Simple Payment ไม่ต้องรู้เรื่องคริปโตเคอเรนซี่ ใช้ช่องทางการชำระดั้งเดิมได้
  • Global NFT Standards มาตรฐานระดับโลกเพราะใช้ Ethereum Standard
  • Online & Offline Engagement การจัดแสดงงานบน NFT Innovation Digital Wall ที่ทำร่วมกับสยามพิวรรธน์อาจจะกลายมาเป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้หรือ Activity Hub ระหว่างศิลปินและแฟนๆ

NFT จะทำให้เกิดวิธีการใหม่ๆ โมเดลธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงเศรษฐกิจใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้กับศิลปินจำนวนมากไม่ว่าจะถนัดในด้าน Visual Art, Audio Art หรือ Generative Art รวมไปถึงแบรนด์ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี หรือ ธุรกิจการเก็บสะสม 

kbtg kx coral

คุณปริญญา พิเชษฐศิริพร หรือ Benzilla ศิลปินผู้สันทัดในงานศิลป์แนว Grafiti Pop Art และ Street Art พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการหลังการเข้ามาของ NFT เอาไว้อย่างน่าสนใจ เขาระบุว่า “ในโลกของ NFT ไม่ใช่แค่คนที่มีชื่อเสียงหรือรุ่นใหญ่ แต่ทุกคนสามารถสร้างงานศิลป์และส่งตรงถึงผู้รับได้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นศิลปินก็ตาม

สรุป

ในช่วงที่ผ่านมาถือได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจเกิดขึ้นอย่างมหาศาล และวงการการเงินก็เป็นอีกหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกท้าทายจากการเข้ามาของระบบการเงินไร้ตัวกลางหรือ DeFi

KBTG ซึ่งเป็นเสมือนลมใต้ปีกด้านเทคโนโลยีของเครือธนาคารกสิกรไทยจึงเริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์ปลุกปั้นธุรกิจใหม่ๆ ด้าน DeFi ผ่านการผลักดันของ KX จนทำให้เกิดธุรกิจอย่าง Coral ซึ่งเป็น Super Simple NFT Marketplace ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและแบรนด์ไทยเข้าถึงโอกาสที่ไร้ข้อจำกัดบนโลกของ DeFi

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBTG เริ่มประวัติศาสตร์บทใหม่ ดัน Coral แพลตฟอร์ม NFT Market Place สู้ศึก DeFi first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/coral-nft-marketplace-by-kasikorn-x-defi/

วิจัยเผย แม้เปิดรับต่างชาติไปแต่เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้น เพราะยังเป็นประเทศความเสี่ยงสูง

วิจัยกรุงศรีชี้ แม้มีการเปิดประเทศต้นพฤศจิกายนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว แต่ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติการระบาด

รัฐบาลเตรียมดำเนินมาตรการโควิดฉบับใหม่เพื่อฟื้นฟูกิจกรรมเศรษฐกิจที่ถูกกระทบหนักจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กลับมาดำเนินการมากขึ้นเพื่อทุเลาความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

จากการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (ศบค.) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ได้ข้อสรุปสำหรับการผ่อนคลายมาตรการโควิดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจดังนี้ 

  • พิจารณาเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน รับนักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำโดยไม่ต้องกักตัว
  • ลดเวลาเคอร์ฟิว ตั้งแต่ 16 ตุลาคม จาก 22.00 น. – 4.00 น. เป็น 23.00 น. – 3.00 น. 
  • ผ่อนคลายกิจกรรม เช่น การจัดงาน การประชุม เพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมตามระดับพื้นที่

ไทยเปิดรับต่างชาติ แต่ต่างชาติยังระแวงไทย

ประเทศไทยมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวมหาศาล ในปี 2019 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนประเทศไทยเกือบ 40 ล้านคน มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบ 20% ของ GDP แต่ในปี 2020 รายได้จากภาคการท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 6.78% ของ GDP เพราะการระบาดของโควิด-19

ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาที่สุดอย่างหนึ่งในครั้งนี้จึงหนีไม่พ้นการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศความเสี่ยงต่ำ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี จีน และสิงคโปร์ โดยอยู่ภายใต้ข้อกำหนด เช่น ฉีดวัคซีนครบโดส มีการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางและเมื่อถึงไทย 

อย่างไรก็ตาม การเปิดรับนักท่องเที่ยวอาจต้องเจออุปสรรค เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการหรือนโยบายของประเทศต้นทางเป็นสำคัญ 

  • นักท่องเที่ยวจีน ที่มีสัดส่วนสูงเกือบ 28% ของภาคท่องเที่ยวไทยยังคงอยู่ใต้มาตรการคุมเข้ม ประชาชนยังไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
  • นักท่องเที่ยวสหรัฐฯ และยุโรป ยังคงได้รับคำเตือนจากภาครัฐให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทยเนื่องจากเป็นพื้นที่การระบาดที่ยังมีความเสี่ยงสูง 

การท่องเที่ยวจะยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ในปีนี้

bangkok vaccination กรุงเทพ วัคซีน vaccine

ดังนั้น แม้ไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่การท่องเที่ยวอาจจะฟื้นกลับมาได้ไม่เต็มตัว วิจัยกรุงศรีเคยคาดเอาไว้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีเพียง 150,000 คน และ 2,500,000 คน ในปี 2564 และปี 2565 ตามลำดับ

วิจัยกรุงศรีชี้ชัดว่าการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวของไทยและภูมิภาคเอเชียอาจล่าช้า เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน และการกลายพันธุ์ของไวรัส ทำให้บรรยากาศของประเทศไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินเอาไว้ว่าแม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการ และมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในสิ้นปีนี้จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนการระบาด

  • ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะมีค่าอยู่ที่ 94.4% ของระดับก่อนการระบาด 
  • กิจกรรมท่องเที่ยวจะอยู่เพียงแค่ 57.9% ของระดับก่อนการระบาด
figures from วิจัยกรุงศรี

ที่มา – วิจัยกรุงศรี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิจัยเผย แม้เปิดรับต่างชาติไปแต่เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้น เพราะยังเป็นประเทศความเสี่ยงสูง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/krungsri-on-thai-reopening-this-november-2021/

Xiaomi เตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ภายในปี 2024 ไม่ใช่แค่ใช้ไฟฟ้า แต่ยังชูความเป็น Smart EV

คำว่าพระเจ้าสร้างโลก Xiaomi สร้างที่เหลืออาจไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะล่าสุด Xiaomi ประกาศชัดเจนว่าจะผลิต รถยนต์ไฟฟ้า อัจฉริยะให้ได้ภายในครึ่งแรกของปี 2024

รถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi

ล่าสุด Lei Jun ซีอีโอของ Xiaomi ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Xiaomi มีแผนที่จะผลิต รถยนต์ไฟฟ้า ของตัวเองให้ได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประกาศจัดตั้ง Xiaomi EV, Inc. บริษัทลูกของ Xiaomi ที่ดูแลเรื่องการผลิต รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อัจฉริยะไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม Xiaomi เคยเผยว่าจะกำลังให้ความสนใจกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยยังระบุว่าเตรียมทุ่มเงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ (3.34 แสนล้านบาท) เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีเจ้าอื่นทั่วโลกที่ให้ความสนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Apple หรือ Foxconn 

Lei Jun จะเข้ามาควบคุมดูแลกิจการรถยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi ด้วยตัวเอง เขากล่าวว่า “ผมยินดีที่จะนำชื่อเสียงของตัวเองมาเสี่ยงและจะต่อสู้เพื่ออนาคตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของเรา”

หลังจาก Xiaomi ประกาศแผนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมในครั้งนี้ ล่าสุด ตลาดก็ตอบรับข่าวดีหุ้นของ Xiaomi ก็พุ่งขึ้นถึง 5.4% สูงที่สุดในรอบกว่า 5 เดือน

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Xiaomi เตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ภายในปี 2024 ไม่ใช่แค่ใช้ไฟฟ้า แต่ยังชูความเป็น Smart EV first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/xiaomi-annouce-2024-ev-launch/

แก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ รัฐมีมติตั้ง นิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ พื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด

ไทยแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ด้วยการผลักดันสร้างนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดจากกระทรวงยุติธรรมต้องการแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ฝึกทักษะอาชีพ พัฒนาและยกระดับฝีมือแรงงาน รวมทั้งสร้างผู้พ้นโทษให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่เพื่อส่งเสริมให้อัตราการทำผิดซ้ำลดลง คืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับภาคเอชนหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องและดึงดูดให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนในเขตพื้นที่ที่จัดสรร

นิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์นี้ มีกลุ่มเป้าหมายคือผู้พ้นโทษและผู้อยู่ระหว่างพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษโดยมีพื้นที่นำร่องต้นแบบ 4 จังหวัด คือ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร (เรือนจำชั่วคราวบางหญ้าแพรก) เรือนจำกลางชลบุรี (เรือนจำชั่วคราวบ้านบึง) เรือนจำกลางสมุทรปราการ (เรือนจำชั่วคราวคลองด่าน) เรือนจำกลางระยอง (เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว)

แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ นิคมอุตสาหกรรมภายนอกเรือนจำโดยร่วมกับ กนอ. (ที่ราชพัสดุของหน่วยงานอื่น) คือ ยธ. หาพื้นที่ที่เหมาะสม อาจเช่าที่ราชพัสดุ พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เปิดพื้นที่ให้สถานประกอบการเช่าใช้ประกอบการหรือเปิดเชิญชวนเอกชนที่สนใจ อาจมีสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจนักลงทุนเข้ามาลงทุน  และจัดพื้นที่บริเวณที่พักอาศัยรองรับผู้กระทำผิด

แบบที่สอง นิคมภายในพื้นที่เรือนจำ (ที่ราชพัสดุของกรมราชทัณฑ์) ยธ.จะเป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุจากกรมราชทัณฑ์ในราคาถูกแล้วเชิญชวนเอกชนมาร่วมทุน รัฐเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารและพื้นที่อาศัยผู้กระทำผิด เอกชนลงทุนเครื่องจักร วิธีการผลิตและแหล่งรับซื้อผลิตภัณฑ์ อาจมีการร่วมลงทุนรูปแบบอื่นๆ เช่น การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรหรือนิคมอุตสาหกรรมเชิงท่องเที่ยวและสุขภาพ

แบบที่สามคือการใช้พื้นที่เอกชนเป็นนิคมอุตสาหกรรม เชิญชวนผู้ปรกอบการที่เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเป็นผู้จัดหาที่ดินของเอกชนและพัฒนาเป็นนิคม โดยมีสิทธิปรโยชน์จูงใจพิเศษในกรณีที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสดังกล่าว

บทบาทของกระทรวงยุติธรรม แบ่งได้ ดังนี้

  • รับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ คัดกรอง จำแนก แยกกลุ่ม
  • ฝึกงานในศูนย์เตรียมความพร้อมด้านฝึกทักษะการทำงานเป็นเวลา 2 ปี สำหรับผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์จะครบกำหนดปล่อยตัว เป็นผู้ต้องขังชั้นกลางขึ้นไปหรือเหลือโทษจำคุกต่อไม่เกิน 7 ปี
  • เข้าโครงการพักการลงโทษ กรณีพิเศษ เป็นผู้ต้องขังชั้นกลางขึ้นไป เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี มีคุณสมบัติตามเกณฑ์พักการลงโทษ
  • ทำงานจริงในนิคมอุตสาหกรรม เมื่อผู้ต้องขังผ่านการฝึกงานในศูนย์เตรียมพร้อมเป็นเวลา 2 ปีแล้ว จะได้รับการพิจารณาพักโทษ 5 ปี ติดอุปกรณ์ควบคุมตัวอิเล็กทรอนิกส์ ตามเงื่อนไขควบคุมการประพฤติ และเข้าไปทงานในนิคมฯ นำร่องที่กำหนดเป็นเวลา 5 ปี ครบกำหนดก็ทำงานต่อกับนิคมฯ ได้

ในด้านงบประมาณ การเงิน กระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจจัดสรรงบ แต่ต้งเป้าจะพัฒนาและส่งผู้ได้รับการพักการลงโทษเข้าไปทำงานในสถานประกอบการให้ได้จำนวน 16,000 คนต่อปี เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ภาครัฐต้องใช้ดูแลผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำ เฉลี่ย 21,000 บาทต่อคนต่อปี จะทำให้รัฐลดงบประมาณดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำได้ราว 336 ล้านบาทต่อปี

ที่มา – รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ รัฐมีมติตั้ง นิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ พื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/correctional-industrial-estates-under-prayut-chanocha-cabinet/

ครม. อนุมัติงบเงินกู้ให้คลังกว่า 5.4 หมื่นล้าน: บัตรสวัสดิการรัฐ ยิ่งใช้ยิ่งได้ คนละครึ่งเฟส 3

ครม. อนุมัติงบเงินกู้ให้กระทรวงการคลังรวม 54,506 ล้านบาท ช่วย 4 โครงการเพื่อส่งเสริมมาตรการลดค่าครองชีพ มีทั้งบัตรสวัสดิการรัฐ, ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ, คนละครึ่งเฟส 3 และยิ่งใช้ ยิ่งได้

สำหรับงบประมาณ 4 โครงการที่ ครม. อนุมัติ ดังนี้

โครงการเพิ่มกำลังซื้อแก่ผู้มีบัตรสวัสิดการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 งบ 8,122.3764 ล้านบาท ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าเพิ่มเติมอีก 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564 รวม 600 บาทต่อคน ให้แก่ผู้มีบัตรจำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564

โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ งบ 1,383.8814 ล้านบาท ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 2 เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 รวมเป็น 500 บาทต่อคนและรวมเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง (ผู้สูงอายุ พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียง) ผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จเนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน

งบประมาณโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 งบ 42,000 ล้านบาท ประชาชนได้รับสิทธิสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่และสินค้าและบริการทั่วไป รวมทั้งซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่เข้าโครงการคนละครึ่ง ระยะที่สามผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food delivery platform) 50% ไม่เกิน 150 บาท ต่อคนต่อวัน จำนวน 1,500 บาทต่อคน สนับสนุนเพิ่มเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม รวมทั้งสิ้น 4,500 บาทต่อคน สำหรับประชาชนทั่วไป

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาพจากทำเนียบรัฐบาล

งบโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ 3,000 ล้านบาท สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่มีบัตรสวัสดิการรัฐ ไม่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อแก่ผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ไม่ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 3 จำนวนไม่เกิน 1 ล้านสิทธิ โดยปรับเพิ่มหลักเกณฑ์คำนวณการให้สิทธิสนับสนุน e-voucher เพิ่มวงเงินสนับสนุนจากเดิมไม่เกิน 7,000 บาทเป็น 10,000 บาทต่อคนเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ดังนี้

  • สำหรับใช้จ่ายตั้งแต่ 1 กรกฎาคมถึง 31 ตุลาคม 2564 คำนวณวิธีเดิม
  • สำหรับใช้จ่าย 1 ถึง 30 พฤศจิกายน 2564
  • ผู้ที่ได้รับสิทธิมียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณ e-voucher ไม่เกิน 6,000 บาท ณ 31 ตุลาคม 2564 จะได้รับสิทธิ ดังนี้
    • สำหรับยอดใช้จ่ายจริง 1-40,000 บาท ได้รับ e-voucer 10% ของยอดจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน
    • ยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-80,000 บาท ได้รับ e-voucher 15% ของยอดจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 6,000 บาทต่อคน
    • สำหรับผู้ได้รับสิทธิที่มียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณ e-voucher เต็มจำนวน 60,000 บาท ณ 31 ตุลาคม 2564 มีสิทธิได้รับ e-voucher จำนวน 7,000 บาทเรียบร้อยแล้วจะมีสิทธิได้รับ e-voucher เพิ่มเติม หากมีการใช้จ่ายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ระหว่าง 1-30 พฤศจิกายน 2564 จะได้รับสิทธิ e-voucher 15% ของยอดใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่ไม่เกิน 3 ,000 บาท
  • เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 มาแล้ว: ครม. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการถึง 28 ก.พ. 65 นี้ 

ที่มา – รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ครม. อนุมัติงบเงินกู้ให้คลังกว่า 5.4 หมื่นล้าน: บัตรสวัสดิการรัฐ ยิ่งใช้ยิ่งได้ คนละครึ่งเฟส 3 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thai-cabinet-approve-54-billion-baht-for-4-relief-aid-project/

ทำยังไงให้อยู่รอดและรุ่ง ในวันที่ทั้งโลกถูกซัดด้วย Digital Disruption และโควิด-19

ข้อมูลจากงานสัมมนาออนไลน์ THE WISDOM The Symbol Of Your Vision: The Future of Digital Disruption and Investment จัดโดย เดอะวิสดอมกสิกรไทย เชิญ 4 วิทยากรด้านการเงินการลงทุน แลกเปลี่ยนมุมมองเทรนด์ธุรกิจแห่งอนาคต ผู้คนทั้งโลก ทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องปรับและเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเร่งเต็มสปีด โดยมีโควิด19 และกระแส Digital Disruption เป็นโจทย์ท้าทายที่สำคัญ

Disruption และโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โลกหลังจากนี้จะแตกต่างไปจากปัจจุบันแบบไม่เหลือเค้าเดิม ธุรกิจต้องตอบรับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ภายใต้การเสวนาในหัวข้อ “Turning Digital Disruption into Opportunity” คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KTBG) อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจที่มาพร้อมความท้าทายและโอกาสของธุรกิจเอาไว้อย่างน่าสนใจ

เราได้ยินคำว่า Disruption กันมาสักพัก และเรายังได้ยินกันอีกว่าโควิด-19 เร่งให้ธุรกิจต่างๆ ปรับตัวกันยกใหญ่ คุณเรืองโรจน์เล่าว่าความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ E-Commerce จำนวนคนซื้อของออนไลน์ในไทยพุ่งขึ้นถึง 58% ไม่มีทีท่าลดลง ไม่ว่าจะหันไปทางไหนเราพบว่าการหันสู่ตลาดออนไลน์กลายเป็นเรื่องธรรมดา

คุณ เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KTBG)
คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KTBG)

แต่ E-Commerce ไม่ใช่แค่เรื่องราวเดียวของ Disruption ยังมีความเปลี่ยนแปลงอีกมากให้จับตา เช่น การเปลี่ยนแปลงจาก Lazy Economy สู่ At-Home Economy จากซื้อสินค้าแบบ On-Demand เพื่อความสะดวกสบายไปสู่การซื้อแบบ On-Demand เพราะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเล่น เรียน พักผ่อน ทานอาหาร หรือทำงาน หลังจากนี้บ้านจะกลายเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ AI ที่อยู่ในชีวิตเรามากขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็บนโทรศัพท์ทั้ง Chat Bot จนถึงอัลกอริทึมของแอปต่างๆ โดยเทคโนโลยี AI มีตั้งแต่ระบบอัตโนมัติที่ทำตามคำสั่งซ้ำๆ ไปจนถึงการเข้าใจและตอบโต้ภาษามนุษย์ และล่าสุดคือ AI ที่สามารถเรียนรู้และคิดเองได้ 

ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้เราได้เห็นอินฟลูเอนเซอร์ AI ที่สามารถรับและทำงานต่างๆ ได้เอง หรือจะเป็นระบบจัดการโกดังของ JD.com ที่สามารถจัดการพัสดุได้กว่า 500,000 ชิ้น/วัน โดยใช้คนเพียง 100 คน

ทั้งหมดนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงในช่วง 2 ปีเท่านั้น คุณเรืองโรจน์เล่าว่า ถัดไปอีก 10 ปี โลกในปี 2030 จะเปลี่ยนแปลงไปแบบเหนือจินตนาการ ก่อเกิดความท้าทายและโอกาสมหาศาล ชนิดที่ว่าหากธุรกิจไม่สามารถปรับตัวได้ทันตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษได้ทันก็มีโอกาสถูกทิ้งไว้ข้างหลังสูงมาก

โลกจะเปลี่ยนไปมหาศาลในอีก 10 ปี แล้วตรงไหนคือโอกาสของธุรกิจ?

ในปี 2018 Disruption เกิดขึ้นช้าๆ เป็นโดมิโน่ จากอุตสาหกรรมหนึ่งไปกระทบอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่น การสื่อสารก้าวหน้าจนทำให้เดลิเวอรีเกิดขึ้น แต่หลังโควิดระบาด Disruption ก็เร่งตัว ทุกคนถูกบังคับให้ disrupt ตัวเองพร้อมกันในทีเดียว เช่น การศึกษาและการแพทย์ถูกเร่งให้เป็นดิจิทัลโดยไม่มีทางเลือก

นี่คือ แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่คุณเรืองโรจน์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและแสดงความคิดเห็นไว้

ธุรกิจอาหาร: โปรตีนจากพืชจะกลายเป็นกระแสหลักเพราะพัฒนารสชาติจนใกล้เคียงของจริง อาหารทางเลือกอื่น เช่น โปรตีนจากแมลง เครื่องดื่มสังเคราะห์จากเครื่องสแกนโมเลกุล (Molecular Spirit) จะได้รับความสนใจ เราจะได้เห็นฟาร์มและร้านอาหารที่ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI มากขึ้น

รถยนต์ไร้คนขับ
รถยนต์ไร้คนขับของ Uber

ธุรกิจยานยนต์: รถไฟฟ้ามาเร็วกว่าที่คิด รถยนต์ไร้คนขับจะที่เป็นที่พูดถึงมากขึ้น ธุรกิจการขับเคลื่อนจะกลายเป็นมากกว่าสินค้าแต่จะกลายเป็นบริการเพราะ Sharing Economy, 5G, และเมืองอัจฉริยะ จะทำให้บริการแชร์ริ่งและบริการขนส่งสาธารณะไร้คนขับเป็นไปได้ยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกใจที่ผู้เล่นที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีแต่ไม่ใช่ผู้ผลิตยานยนต์อย่าง Grab, Monet และ Waymo จะมีพื้นที่ในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

ธุรกิจค้าปลีก: หน้าร้านต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ จากพื้นที่ขายสินค้ากลายเป็นโชว์รูมขนาดเล็ก เป็นคอมมูนิตี้ลูกค้า ที่สามารถสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์มากยิ่งขึ้น ลดโอกาสที่แพลตฟอร์มคนกลางจะมาแย่งชิงส่วนแบ่งด้านมูลค่าไป

การศึกษา: Ed-tech ได้โอกาสจากการที่งาน 15%-30% ถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติภายในปี 2030 ผู้คนต้อง Reskill เพื่อปรับตัว Nano-degree หรือการเรียนรู้ย่อมๆ ไม่ต้องรอ 4 ปีจบปริญญาจะยิ่งสำคัญเพราะช่วยคนสร้างทักษะปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้เร็วกว่า

การแพทย์: การพบแพทย์และการผ่าตัดทางไกลกลายเป็นเรื่องพื้นฐานขึ้น การผลิตชีวโมเลกุล เช่น DNA โปรตีน ไวรัส เพื่อรักษาโรคจะมีความเป็นไปได้ ที่สำคัญสังคมสูงวัยจะเปิดโอกาสให้กับสินค้าบริการแบบ Silver-friendly เพราะผู้สูงอายุยินดีจ่ายเงินแพงขึ้น 30% เพื่อสินค้าเหล่านี้

ภาพจาก Shutterstock

การเงินการธนาคาร: ธนาคารที่มีความเป็นบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่สเกลตัวเองขึ้นจะเป็นผู้เล่นหลักในระบบการเงินที่มีความเป็นดิจิทัล ที่สำคัญแพลตฟอร์มในระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง (DeFi) ซึ่งสามารถสร้างบริการทางการเงินแบบเดียวกับเราเห็นในปัจจุบัน เช่น การฝากเงิน การกู้ การทำประกัน และการแลกเปลี่ยนสกุลเงินในเวอร์ชันที่เหนือกว่าได้จะกลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ต้องจับตา

วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม หัวใจของธุรกิจแห่งอนาคต

ภายใต้บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด อาเซียนจะเข้าสู่ยุคทองที่จะมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นเกิดขึ้น 20-40 ตัว ภายในเวลา 8 ปี เพราะมีประชากรหนุ่มสาวจำนวนมาก มีมูลค่า Internet Economy เติบโตรวดเร็ว จาก 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2020 เป็น 1.24 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2025

พูดง่ายๆ คือ อาเซียนมีรูปแบบการเติบโตเหมือนประเทศจีนในเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อโอกาสที่มากับการเปลี่ยนแปลงเปิดกว้างขนาดนี้ แล้วเราเปิดรับโอกาสนั้นมากแค่ไหน? 

คุณเรืองโรจน์ให้แง่คิดว่า สิ่งที่ทำให้ธุรกิจสามารถไขว่คว้าโอกาสได้คือการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมในองค์กร ซึ่งมาจากความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ลูกค้าและพนักงานที่มาจากหลายช่วงวัย การเปิดรับความรู้ใหม่ๆ (Open) จากผู้คนหลากหลาย การเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน (Collaborative) และทดลองร่วมกัน (Experiment) เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้น  

การเงินการลงทุน อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เจอ Disruption ครั้งใหญ่

อุตสาหกรรมการเงินการลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เจอความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดทั้งบริการที่ถูก disrupt จนเกิดเป็นบริการการเงินออนไลน์จำนวนมาก และยังมีสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่โด่งดังขึ้นมาในยุคนี้อย่างคริปโทเคอเรนซี่หลายสกุลที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi) 

ในงานเสวนาครั้งนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการลงทุนแนวหน้าของเมืองไทยอีก 3 ท่าน ร่วมพูดคุยในหัวข้อ Unlocking a New Era of Investment อัปเดตความเปลี่ยนแปลงในโลกการเงิน และชี้ให้เห็นโอกาสทางธุรกิจในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้กับลูกค้าผู้ทรงเกียรติของเดอะวิสดอมธนาคารกสิกรไทยอีกด้วย

คุณ ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรโบเวลธ์ และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย
คุณชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรโบเวลธ์ และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย

คุณชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรโบเวลธ์ และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย กล่าวว่า ยุคโควิดคือยุคทองของการลงทุนออนไลน์ ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ก่อตั้งมาเป็นเวลา 10 กว่าปีจนถึงช่วงโควิดเริ่มระบาด (วันที่ 1 มกราคม 2020) มีนักลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 1.2 ล้านคน แต่ ณ ปัจจุบันมีนักลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์กว่า 2 ล้านคน เป็นที่เรียบร้อย ที่สำคัญคือนักลงทุนมีอายุเฉลี่ยลดลงกว่าเดิม

พฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ดังนั้น การลงทุนหลังจากนี้จึงมีทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งการลงทุนโดยตรงในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อไม่พลาดโอกาสแห่งอนาคต

คริปโทเคอเรนซี่: จุดเริ่มต้นของระบบการเงินแบบใหม่

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป) ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์
คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป) ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป) ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน คริปโทเคอเรนซี่ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ณ ปัจจุบัน มีผู้เปิดบัญชีกับ Bitkub ที่ยัง active กว่า 1 ล้านบัญชี เรียกได้ว่าเป็นครึ่งหนึ่งของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายแพลตฟอร์มในแต่ละวันอยู่ที่ 8-12 พันล้านบาท

ในบริบทโลก ตอนนี้คริปโทเคอเรนซี่มี market cap อยู่ที่ 2.3-2.4 ล้านล้านดอลลาร์  โดยที่มีนักลงทุนชื่อดังและนักลงทุนสถาบันระดับโลกเข้าไปลงทุนเป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น George Soros, Goldman Sachs, JP Morgan, Tesla, Square, Twitter และอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม คริปโทเคอเรนซี่เป็นแค่สกุลเงินที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นอย่างระบบการเงินไร้ตัวกลาง หรือ DeFi ที่เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ไม่ต้องใช้ตัวกลาง เช่น รัฐ ธนาคาร โรงรับจำนำ ในการทำธุรกรรม แต่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเชื่อมต่อผู้ทำธุรกรรมทั้งสองฝ่ายเข้าหากันโดยตรง 

DeFi: คลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ในโลกการเงิน

คุณ กานต์นิธิ ทองธนากุล (คิม) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital ผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand
คุณกานต์นิธิ ทองธนากุล (คิม) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital ผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand

คุณกานต์นิธิ ทองธนากุล (คิม) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital ผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand กล่าวว่าโควิดช่วยเร่งให้ DeFi เติบโตขึ้นเพราะในช่วงที่ผ่านมาผู้คนหันไปทำธุรกรรมแบบ Cashless มากขึ้น อย่างในเดือนกันยายน 2020 มีผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม DeFi เพียง 5 แสนคนทั่วโลก แต่สามารถเติบโตขึ้น 20 เท่า เป็น 10 ล้านคน ในช่วงเวลา 1 ปี เท่านั้น

คุณคิม กานต์นิธิ อธิบายให้ฟังว่าที่จริงแล้ว DeFi ก็ไม่ต่างไปจากการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิม คือเราสามารถฝากเงินสร้างสภาพคล่องให้กับแพลตฟอร์ม DeFi เพื่อรับผลตอบแทนเหมือนฝากเงินธนาคาร และแพลตฟอร์มต่างๆ ก็จะนำเงินไปให้บริการทางการเงินอื่นๆ ต่อไม่ต่างจากธนาคาร เช่น การปล่อยกู้แบบ P2P Lending หรือ รับแลกสกุลเงินดิจิทัลโดยไม่มีตัวกลางแต่ทำผ่าน smart contract ที่เป็นโค้ดคอมพิวเตอร์

เราจึงสามารถลดต้นทุนในการทำธุรกรรมได้เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับตัวกลาง ได้ดอกเบี้ยสูงขึ้นและจ่ายค่าธรรมเนียมน้อยลง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการเงินที่อาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต

โอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ในโลกการเงินไร้ตัวกลาง

คุณท็อป จิรายุส เชื่อว่าหลังจากนี้ประมาณ 5 ปี เราจะคุ้นเคยกับ DeFi และใช้กันเป็นปกติมากขึ้น โดยธุรกิจสามารถปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสจากคริปโทเคอเรนซีได้หลายรูปแบบ เช่น

  • กระจายความเสี่ยงนำกำไรบางส่วนมาถือ Bitcoin หรือคริปโทเคอเรนซี่ตัวอื่น
  • ลดต้นทุนธุรกรรมผ่านการใช้ protocol แบบไร้ตัวกลางเพื่อทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
  • เพิ่มทางเลือกในการแลกเปลี่ยนมูลค่า เช่น ใช้คริปโทเคอเรนซี่เพื่อโอนเงินจำนวนไม่มากข้ามประเทศ
  • การระดมทุนผ่านระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง
  • แปลงสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นเหรียญที่มีตัวตนในโลกดิจิทัล เช่น ทำ gift voucher

อย่างไรก็ตาม แม้การเงินไร้ตัวกลางจะนำมาซึ่งโอกาสแต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องพึงระวัง ความสูญเสียจากการหลอกลวงโดยเจ้าของแพลตฟอร์ม DeFi มีให้เห็นอยู่เสมอ ที่สำคัญการไร้ตัวกลางหมายความว่าความสูญเสียต่างๆ จะไม่สามารถถูกกู้คืนได้ จึงต้องลงทุนในแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและได้รับการตรวจสอบโดย audit เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความผันผวนของคริปโทเคอเรนซี่ที่มีมากกว่าสินทรัพย์การลงทุนแบบดั้งเดิม ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมและการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาคือเครื่องป้องกันความเสี่ยงและเครื่องช่วยไขว่คว้าโอกาสในโลกการเงินไร้ตัวกลางของธุรกิจและนักลงทุนทุกคน

สรุป

โลกในปี 2030 จะไม่ใช่โลกใบเดิมที่เรารู้จักอีกต่อไป โปรตีนจากพืช เครื่องดื่มสังเคราะห์ รถไร้คนขับ เมืองอัจฉริยะ การศึกษา Nano-degree การรักษาด้วยการปรับแก้จีโนม อาจกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในยุคนั้น

ที่สำคัญ ยังมีเรื่องของระบบคริปโทเคอเรนซี่และระบบการเงินไร้ตัวกลางที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าโลกของการเงินและการลงทุนที่เราคุ้นเคยให้เปลี่ยนไป หลังจากนี้การทำธุรกรรมข้ามประเทศแบบไร้ตัวกลางจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เป็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจ และในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงที่ประเมินไม่ได้

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 4 ที่ร่วมให้ความรู้กับเราในวันนี้ต่างเห็นตรงกันว่าในท้ายที่สุด ความเปิดกว้างและการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ จะช่วยก้าวข้ามความท้าทายและไขว่คว้าโอกาสที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทำยังไงให้อยู่รอดและรุ่ง ในวันที่ทั้งโลกถูกซัดด้วย Digital Disruption และโควิด-19 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-wisdom-digital-disruption/

เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 เติบโตช้าลงอยู่ที่ 4.9% เซ่นปมโควิด, พลังงานและอสังหาฯ

เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 เติบโตช้าลงอยู่ที่ 4.9% ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนี้มีหลายเรื่อง นับตั้งแต่เรื่องนโยบายจัดการโควิดระบาดไม่จบ การขาดแคลนพลังงาน ไปจนถึงความเสี่ยงจากแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งผลให้ GDP ของจีนอยู่ที่ 4.9%

เศรษฐกิจของจีนเติบโตชะลอลงนี้ เกิดขึ้นหลังจากจีนใช้มาตรการ zero-tolerance COVID หรือมาตรการจัดการโควิดให้เป็นศูนย์ด้วย สิ่งที่รัฐบาลจีนทำเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิดและเพื่อคุมตัวเลขการติดโควิดให้กลายเป็นศูนย์นี้ มีทั้งการปิดพรมแดน การปล่อยให้คนต่างชาติเดินทางเข้าประเทศน้อยลงเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในประเทศไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

นี่คือมาตรการที่จีนทำนับตั้งแต่มีการระบาดครั้งแรก หลังจากคุมโควิดระบาดได้แล้ว จีนยังเดินหน้าใช้นโยบาย zero-tolerance เพื่อจัดการกับโควิดต่อไป ทำให้ผู้คนเริ่มต่อต้านมาตรการดังกล่าวเพราะต้องการให้มีการเดินทางบ้าง อีกทั้งช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ผู้คนนับร้อยที่อาศัยอยู่ใน Yangzhou ต่างออกมาประท้วงหลังมีการล็อคดาวน์พรมแดนยาวนาน 3 สัปดาห์

กอปรกับระบบเดลิเวอรี่ของรัฐบาลมีปัญหา ทำให้คนออกมาประท้วงเพราะไม่ได้รับอาหาร ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสิ่งของจำเป็นจากรัฐบาล แม้สุดท้ายอาหารจะส่งถึงมือชาวบ้านในเมืองนั้นแต่ผักที่ได้ก็กลายเป็นผักเน่า ผู้คนโกรธแค้นที่ระบบเดลิเวอรี่ของรัฐมีปัญหา รวมทั้งล็อคดาวน์อันยาวนานเกินไป

GDP ของจีนไตรมาส 2 เติบโตอยู่ที่ 7.9% แต่ไตรมาส 3 นี้เติบโตชะลอลงอยู่ที่ 4.9% ไม่ได้มาจากนโยบายล็อคดาวน์ที่เข้มข้นมากเกินไปเท่านั้น แต่ยังเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤตหนี้ของ Evergrande ด้วยที่สร้างปัญหาและทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ไปด้วย

ภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนทั้งหมดสะท้อนความอ่อนแอลง ซึ่งรวมถึงภาคการผลิตและการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วย ปัจจัยที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์กังวลในระยะใกล้นี้คือ ราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อบริษัทจัดหาพลังงานไฟฟ้าไปด้วย สัปดาห์ที่ผ่านมาจีนประกาสดัชนีราคาผู้ผลิต (ppi) สำหรับสินค้าผลิตในเดือนกันยายนมีราคาสูงขึ้น 10.7% เทียบจากปีก่อนหน้า เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 25 ปี

รัฐบาลจีนคาดว่าเศรษฐกิจจีนปี 2021 นี้จะเติบโตอยู่ที่ 6% ขณะที่ IMF คาดว่าจะอยู่ที่ 8% ส่วน ADB คาดว่าน่าจะโตที่ 8.1% เศรษฐกิจจีนขยายตัว 9.8% ครั้งแรกในรอบ 9 เดือนโดยมีปัจจัยด้านการค้าทั้งการส่งออกและการนำเข้าเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้มีอัตราที่เพิ่มขึ้นราว 23% ภาคบริการเติบโตราว 19.3% สำนักงานสถิติระบุว่า GDP เติบโต 0.2% ในไตรมาส 3 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี Fu Lingxuan โฆษกสำนักงานสถิติของจีนระบุว่า พลังงานขาดแคลนชั่วคราวและส่งผลกระทบในระดับที่จีนควบคุมได้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ล้วนได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของบริษัท ทั้งเรื่องก่อสร้าง การทำสัญญา วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงเครื่องเรือนตกแต่งบ้านก็ได้รับผลกระทบด้วย

ที่มา – The Diplomat, Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 เติบโตช้าลงอยู่ที่ 4.9% เซ่นปมโควิด, พลังงานและอสังหาฯ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-economic-growth-rate-q3-in-2021/

อยากเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลต้องทำยังไง? เปิดเคล็ดลับ 4 ข้อที่ผู้นำจำเป็นต้องมี

บทความจากซีอีโอ Garry Burnison จาก Korn Ferry หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผยเคล็ดลับที่จะทำให้ผู้นำประสบความสำเร็จได้ เขาถอดประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญสถานที่ทำงานกว่า 14 ปีที่ทำให้สรุปได้ว่า ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่เป็นแค่เพียงแรงบันดาลใจให้แก่องค์กร หรือมีความสามารถในการบริหารบุคลากรในทีมได้เท่านั้น แต่ต้องมีทักษะที่สำคัญ 4 เรื่องด้วยกัน

4 ทักษะสำคัญที่ผู้นำจำเป็นต้องมี ดังนี้

หนึ่ง ความสามารถในการปรับตัว สามารถอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหวังได้ อยู่กับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ ปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดที่มีอยู่และสามารถฟื้นตัวจากความทุกข์ยากและความลำบากได้

สอง ความสงสัยใคร่รู้ มีความอยากรู้อยากเห็น อยากแก้ปัญหาด้วยหนทางใหม่ๆ เข้าใจในสิ่งที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนได้ มีความปรารถนาที่จะบรรลุความเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้งได้

สาม ละเอียดรอบคอบ มีความสามารถในการทำงานอย่างเป็นระบบตามที่กำหนดไว้ด้วยความเข้าใจในกระบวนการนั้นๆ และให้ความสำคัญกับความถูกต้อง แม่นยำ

สี่ อดทนต่อความกำกวม คลุมเครือ ไม่ชัดเจน สามารถอยู่กับความไม่แน่นอนได้ มีความเต็มใจที่ที่ตัดสินใจเช่นนั้นและวางแผนในการเผชิญหน้ากับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์พร้อมได้

Burinson แบ่งระดับผู้นำในที่ทำงานออกเป็น 3 ระดับ คือระดับเริ่มต้น ระดับกลาง และระดับสูง โดยเริ่มที่ผู้จัดการระดับต้นก่อน (Entry level) เขาบอกว่า ผู้นำที่เป็นผู้จัดการในระดับต้นนั้น จะต้องใส่ใจในรายละเอียด ยิ่งใส่ใจรายละเอียดมากเท่าไร เพื่อนร่วมงานและบอสก็ยิ่งเชื่อมั่นได้ว่า งานเหล่านั้นจะเสร็จสมบูรณ์ ถูกต้อง ทักษะความละเอียดรอบคอบถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้พนักงานระดับต้น แสดงศักยภาพได้สูงด้วย

ส่วนผู้นำระดับกลาง (Midlevel) ต้องสนใจในเรื่องการมอบหมายงาน สำหรับผู้นำระดับกลางนั้น แม้เรื่องการให้ความสำคัญในเรื่องรายละเอียดจะสำคัญน้อยลง แต่ก็ถือว่ายังสำคัญอยู่ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการแจกจ่ายงานหรือมอบหมายงานเพื่อให้คนอื่นๆ มีศักยภาพสูงขึ้น นอกจากนั้นผู้นำระดับนี้จะต้องมีความสามารถในการปรับตัว มีความอดทนต่อความกำกวมไม่ชัดได้ ทั้งสองเรื่องนี้จะมาพร้อมกับประสบการณ์ ที่ทำให้สามารถตัดสินใจได้โดยที่ต้องมีความสามารถในการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้นๆ เช่นกัน

ขณะที่ผู้นำระดับสูง (C Level) จะต้องเป็นผู้นำที่มีศักยภาพสูงและยังมีความสามารถในการปรับตัว มีความอดทนต่อความกำกวม ไม่ชัดเจนสูง พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องทำหน้าที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องริเริ่มสิ่งใหม่ด้วย

โดยสรุป ผู้นำทุกระดับที่ว่ามานี้ ทั้งระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ปัจจัยที่ทำให้เห็นความแตกต่าง คือคุณสมบัติว่าด้วยเรื่อง “ความสงสัยใคร่รู้” ซึ่งจะมีบทบาทแตกต่างกันในแต่ละระดับ ดังนี้

ระดับต้น ความสงสัยใคร่รู้ในผู้นำระดับนี้จะทำให้ทิศทางแห่งการเรียนรู้ไปได้ไกลกว่าปกติและถ้ารวมเอาความริเริ่มสร้างสรรค์ที่ซึมซับประสบการณ์ใหม่ๆ แล้ว จะช่วยสร้างสรรค์ทักษะใหม่ๆ ได้

ระดับกลาง ความสงสัยใคร่รู้หรือความอยากรู้อยากเห็นนี้ จะนำไปสู่ความสามารถในพื้นที่ใหม่ๆ ขยายความสามารถให้ไปได้ไกลมากขึ้น หรือนำพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยได้ เช่นทำงานในประเทศอื่นๆ หรือภูมิภาคอื่นๆ ได้

ระดับสูง ความสงสัยใคร่รู้จะกระตุ้นให้รู้จักมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถือเป็นความจำเป็นยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการความยิ่งใหญ่มากขึ้น

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อยากเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลต้องทำยังไง? เปิดเคล็ดลับ 4 ข้อที่ผู้นำจำเป็นต้องมี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/how-to-live-likes-great-leader/

Tesla มีหนาว ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า Volkswagen ปี 2021 โต 138% ส่วน Tesla โตไม่ถึงเท่าตัว

งานนี้ Tesla มีหนาวกันบ้าง เพราะคู่แข่งเบอร์ต้นอย่าง Volkswagen มียอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า โตเร็วเหลือเกิน ล่าสุดส่งมอบรถได้เพิ่ม 138% เร็วกว่า Tesla ที่โตไม่ถึงเท่าตัว

รถยนต์ไฟฟ้า volkswagen tesla

ยอดส่งมอบ รถยนต์ไฟฟ้า Volkswagen โตเร็วกว่า Tesla

สิ่งที่น่าสนใจจากการประกาศยอดส่งมอบ รถยนต์ไฟฟ้า ของ Volkswagen Group ในไตรมาส 3 ประจำปี 2021 คือ จำนวนการส่งมอบรถที่เติบโตรวดเร็วกว่า Tesla

  • จำนวนรถที่ส่งมอบในไตรมาส 3 เติบโต 109% เทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 2020
  • จำนวนรถที่ส่งมอบได้ในปี 2021 จนถึงตอนนี้เติบโต 138% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020

โดย Tesla ที่เพิ่งประกาศยอดส่งมอบรถไปก่อนหน้ามีผลประกอบการณ์ดังนี้

  • จำนวนรถที่ส่งมอบในไตรมาส 3 เติบโต 73% เทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 2020
  • จำนวนรถที่ส่งมอบได้ในปี 2021 จนถึงตอนนี้เติบโต 97% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2020

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ Volkswagen Group มียอดส่งมอบ รถยนต์ไฟฟ้า เติบโตได้อย่างน่าทึ่งคือการมีแบรนด์ชั้นนำอยู่ในมือหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Volkswagen Audi Porsche และ ŠKODA 

ทาง Tesla เองก็ต้องจับตาเพราะด้วยการเติบโตที่รวดเร็วขนาดนี้หลายฝ่ายมองว่า Volkswagen อาจสามารถลดช่องว่างกับ Tesla ในแง่จำนวนรถที่สามารถส่งมอบได้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างล่าสุด Volkswagen Group ก็เพิ่งจะชนะ Tesla ไปในตลาดยุโรปตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020

Tesla ยังเป็นเจ้าตลาด อาจส่งมอบรถได้ถึง 1 ล้านคันในปีนี้

แน่นอนว่าหากเทียบกันหมัดต่อหมัดยังมีช่องว่างระหว่าง Volkswagen กับ Tesla พอสมควร เพราะเมื่อเราลองมาเจาะดูปริมาณการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าจริงๆ Tesla สามารถส่งมอบรถได้เยอะกว่า Volkswagen เท่าตัวในทุกแง่มุม

  • ปี 2021 (จนถึงเดือนกันยายน) Tesla ส่งมอบรถได้ 627,350 คัน ส่วน Volkswagen ส่งมอบรถได้ 293,100 คัน 
  • หากเจาะดูไตรมาส 3 Tesla ส่งมอบรถได้ 241,300 คัน ส่วน Volkswagen ส่งมอบรถได้ 122,100 คัน

ที่สำคัญ ยังมีการคาดการณ์กันว่าหาก Tesla ไปได้สวยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี Tesla ก็อาจมีลุ้นที่จะสามารถส่งมอบรถได้เกิน 1 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 2021

ห้ามประมาท! ช่องว่างระหว่าง Tesla กับ Volkswagen อาจแคบลงเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามยอดส่งมอบรถ 1 ล้านคัน ภายใน 1 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับ Volkswagen เช่นกัน เพราะหากเราลองมาเจาะตัวเลขการเติบโตของ Volkswagen ย้อนหลังจริงๆ จะพบว่า Volkswagen ก็มีโอกาสที่จะส่งมอบรถได้เกิน 1 ล้านคันภายในสิ้นปี 2022

หากลองวิเคราะห์ตัวเลขกันจริงๆ เราจะพบว่าตอนนี้ Volkswagen มียอดส่งมอบรถห่างจาก Tesla ประมาณ 1 ปี และมีอัตราเติบโตไล่เลี่ยกัน นั่นหมายความจะมีการเติบโตในรูปแบบเดียวกัน

  • Tesla มียอดส่งมอบรถช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 318,400 คันในปี 2020 และ 627,350 คันในปี 2021 เติบโต 97%
  • Volkswagen มียอดส่งมอบรถช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 123,000 คันในปี 2020 และ 293,100 คันในปี 2021 เติบโต 138%

พูดง่ายๆ ก็คือ Volkswagen มียอดส่งมอบรถในปี 2021 เทียบเท่ายอดส่งมอบรถของ Tesla ในปี 2020 ในขณะที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าประมาณ 40% 

หาก Volkswagen ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้ในระดับนี้ได้ ก็มีโอกาสที่จะลดช่องว่างระหว่างตนกับเจ้าตลาดอย่าง Tesla ได้มากขึ้นเรื่อยๆ นักวิเคราะห์มองว่าตอนนี้ Volkswagen มียอดขายตามหลัง Tesla ไม่ถึง 1 ปี และยังคาดเอาไว้ว่า Volkswagen อาจส่งมอบรถได้ถึง 950,000 คันภายในสิ้นปี 2022

ที่มา – Electrek, Volkswagen

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Tesla มีหนาว ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า Volkswagen ปี 2021 โต 138% ส่วน Tesla โตไม่ถึงเท่าตัว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/volkswagen-ev-delivery-surpass-tesla/