คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

โฆษณายังไงให้เนียน Xi Jinping สวมเสื้อคลุมหรู Arc’teryx ตรวจงานโอลิมปิก ทำให้หุ้นจีนขึ้น

Xi Jinping สวมเสื้อคลุมที่มีหมวกคลุมหัวสำหรับใส่กันหิมะและลม สีน้ำเงินโคลบอลต์ขณะเดินตรวจพื้นที่สำหรับเตรียมการแข่งขันโอลิมปิก 2022 บริเวณภูเขาทางตอนเหนือของกรุงปักกกิ่ง เสื้อคลุม Arc’teryx นี้ว่ากันว่าเป็นเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่มีสนนราคาอยู่ที่ 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 บาท

หลังจาก Xi Jinping ปรากฎกายออกมาพร้อมเสื้อกันหนาวแบรนด์หรูดังกล่าว ทำให้ถูกพูดถึงในหลายสื่อเพราะแบรนด์เสื้อผ้าที่เขาใส่ เป็นแบรนด์ระดับชนชั้นนำในเมืองเลือกใส่กัน ภาพของ Xi Jinping พร้อมเสื้อหนาวสุดหรูส่งผลให้หุ้นของ Anta Group บริษัทแบรนด์ชุดกีฬาในจีนพุ่งขึ้น 10% เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์ Arc’teryx ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแวนคูเวอร์ อังกฤษ และโคลัมเบีย

ANTA Sports

ไม่ใชแค่ Xi Jinping คนเดียวเท่านั้นที่สวมเสื้อกันหนาวจาก Arc’teryx แต่บรรดาผู้ติดตามทั้งหลายก็สวมใส่เช่นเดียวกัน แต่ของพวกเขาจะมีโลโก้จากบริษัท Anta ชัดเจน เนื่องจากเป็นบริษัทผู้สนับสนุนโอลิมปิกเกม 2022 อย่างเป็นทางการ และยังจัดหาชุดเสื้อผ้าให้กับทีมนักกีฬาจีนมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว

เสื้อที่ Xi Jinping เลือกใส่จาก Arc’teryx นี้ เป็นเสื้อที่มีน้ำหนักเบา มีความยาว ไม่ใหญ่เทอะทะ และยังกันน้ำด้วย ลูกค้าที่เป็นคนเมืองในจีนจึงมักจะนิยมใส่กัน

นับตั้งแต่ Xi Jinping ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศจีน เขาก็เผยให้เห็นภาพลักษณ์ที่นิยมสวมใส่เสื้อผ้าสไตล์ตะวันตกมาโดยตลอด มากกว่าจะใส่เสื้อสไตล์ Mao Zedong สื่อมองว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเขาก็มีท่าทีปรับตัวไปกับสไตล์นอกประเทศ ไม่ยึดติดภาพลักษณ์และรูปแบบการแต่งกายแบบเดิมๆ นอกจากนี้ ชุดที่เขาสวมใส่เป็นประจำก็มักจะเป็นเสื้อเชิ๊ตสีขาวคอเปิด ทับด้วยแจ็คเก็ตแบบเรียบๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำจีนสวมใส่ชุดที่มาจาก Anta Group เมื่อปี 2017 ระหว่างเดินทางไปตรวจพื้นที่จัดแข่งขันโอลิมปิกที่เมืองจางเจี๋ยโกวทางตอนเหนือของมณฑลเหอเป่ย เขาก็สวมใส่เสื้อกันหนาวจากบริษัท Anta Group เช่นกัน แถมยังมีแบรนด์แสดงให้เห็นชัดเจนด้วย

ในครั้งนั้นหนังสือพิมพ์ฝูเจี้ยนถึงกับนำเสนอข่าวว่า ผู้ประกอบการบริษัทนี้กล่าวว่า ท่าทีดังกล่าวของประธานสี แสดงให้เห็นว่าสนับสนุนและเป็นการแสดงการรับรองบริษัทสัญชาติจีนว่าเป็นบริษัทที่ดี สำนักงานใหญ่ของบริษัท Anta ก็ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน

Anta Group ค่อยๆ เติบโตอยู่ในประเทศตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เริ่มจากขายรองเท้ากีฬาราคาถูกก่อนจะขึ้นเป็นแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาหมายเลข 1 ของจีน แต่ก็ยังตามหลังแบรนด์ต่างประเทศอย่าง Nike และ Adidas อยู่ นอกจากดังเฉพาะในจีนแล้ว นอกประเทศจีนก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก

จนกระทั่งเข้าซื้อแบรนด์จากฟินแลนด์ อย่าง Amer Sports ซึ่งก็เป็นเจ้าของแบรนด์ Wilson, Salomon, Peak Performance และ Arc'teryx

ด้วยมูลค่าสูงถึง 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.56 แสนล้านบาท จากนั้นก็ทำให้บริษัทจีนได้รับความสนใจมากขึ้น

Anta Group ตั้งเป้าไกล หวังจะโค่น Nike ซึ่งเป็นแบรนด์ชุดกีฬาอันดับ 1 ในจีน ปัจจุบันมีสัดส่วนในตลาดจีนอยู่ที่ 15% ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ยังตามหลัง Adidas 20% และ Nike 23%

ที่มา – South China Morning Post, CGTN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โฆษณายังไงให้เนียน Xi Jinping สวมเสื้อคลุมหรู Arc’teryx ตรวจงานโอลิมปิก ทำให้หุ้นจีนขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/xi-jinping-tie-in-with-arcteryx-while-inspecting-the-olympic-area/

ส่องตู้แช่เครื่องดื่มชูกำลัง ปี 2021: เทรนด์ผสมวิตามิน มีสมุนไพร ไปไกลกว่าการใส่คาเฟอีน

หนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่ม ในหมู่ผู้ใช้แรงงาน หรืออาชีพที่ต้องใช้พลังในการทำงาน คงหนีไม่พ้น “เครื่องดื่มชูกำลัง” ที่มีส่วนผสมหลักๆ คือคาเฟอีน ที่ทำหน้าที่ให้พลังงาน สร้างความรู้สึกสดชื่น เพิ่มเรี่ยวแรงให้กับผู้ดื่ม

หากลองสังเกตที่ตู้แช่เครื่องดื่มตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ จะพบว่ามีเครื่องดื่มชูกำลังวางขายนับ 10 ยี่ห้อ แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มชูกำลังแล้ว ส่วนผสมหลักๆ จึงกลายเป็นคาเฟอีน ที่ตามกฎหมายกำหนดให้ใส่คาเฟอีนได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อขวด เหมือนๆ กันไปหมด รวมถึงราคายังอยู่ในช่วง 10 บาท เท่าๆ กันด้วย

เครื่องดื่มชูกำลัง ลูกค้าหลักคือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เครื่องชูกำลังที่เราคุ้นเคยกันมีราคาเท่าๆ กัน อยู่ในช่วง 10 บาท นั่นเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายหลักที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ใช้แรงงานที่อาจมีรายได้น้อย จึงทำให้มีความอ่อนไหวกับราคาสูง ราคาที่ต่างกันเพียง 1-2 บาท ก็อาจทำให้คนกลุ่มนี้หันไปเลือกเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้ออื่นๆ เพราะถึงอย่างไรแล้ว ทุกๆ ยี่ห้อก็เป็นเครื่องดื่มชูกำลังเหมือนกันหมด สามารถดื่มทดแทนกันได้ และได้สรรพคุณเหมือนเดิม

โดยเครื่องดื่มชูกำลังในยุคนี้มีผู้เล่นรายใหญ่ๆ ในตลาดอยู่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น แต่ทำตลาดโดยการใช้หลายแบรนด์ ตอบสนองผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม ซึ่งเครื่องดื่มชูกำลังมีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ในปี 2560 โดยผู้ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในเครื่องดื่มชูกำลังคือ โอสถสภา ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลัง M-150 ลิโพวิตัน-ดี ฉลามขาว และโสมอินซัม ที่สามารถครองส่วนแบ่งไปได้ 50%

ผู้ที่มีส่วนแบ่งรองลงมา คือ คาราบาวกรุ๊ป ส่วนแบ่ง 29.4% โดยมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังคือ คาราบาวแดง และสุดท้าย คือ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม ส่วนแบ่ง 17.5% โดยมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังคือ กระทิงแดง และเรดดี้ (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรี)

แต่อย่างไรก็ตามหากลองดูที่ตู้แช่เครื่องดื่มชูกำลังดีๆ จะพบว่าความจริงแล้วเครื่องดื่มชูกำลังในยุคนี้กำลังเล่นเกมสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองอยู่เช่นเดียวกัน เครื่องดื่มชูกำลังจึงไม่ใช่เครื่องดื่มที่เหมือนๆ กันไปหมดทุกยี่ห้ออีกต่อไป

เครื่องดื่มชูกำลัง ปี 2021 นอกจากคาเฟอีน มีใส่อะไรอีกบ้าง

เครื่องดื่มชูกำลังในยุคปี 2021 ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มชูกำลังที่ผสมคาเฟอีนที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หลายๆ ยี่ห้อยังสร้างความแตกต่างด้วยการใส่ส่วนผสมอื่นๆ เข้าไปด้วย

ที่เราเห็นได้ชัดเจนเป็นอย่างแรก คือ วิตามิน เครื่องดื่มชูกำลังสูตรพื้นฐานของทุกๆ ยี่ห้อ มีการใส่วิตามินเข้าไปเป็นส่วนผสมด้วย ได้แก่

    • คาราบาวแดง ผสมวิตามิน บี12
    • M-150 ผสมวิตามิน บี3 บี5 บี6 และบี12
    • กระทิงแดง ผสมวิตามิน บี6 และบี12

สำหรับราคาของเครื่องดื่มชูกำลังสูตรพื้นฐานมีราคาที่ 10 บาท เท่าๆ กันในทุกแบรนด์

นอกจากวิตามินแบบต่างๆ ที่เครื่องดื่มชูกำลังในสูตรพื้นฐานใส่เข้าไปนอกจากคาเฟอีนที่ให้พลังงานแล้ว ยังมีเครื่องดื่มชูกำลังในสูตรอื่นๆ ที่แตกต่างจากเครื่องดื่มชูกำลังที่เราคุ้นเคยกันมานานด้วย โดยเป็นการสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองด้วยการผสม “สมุนไพร” ชนิดต่างๆ เข้าไปด้วย ซึ่งการผสมสมุนไพรนี้เอง กลายเป็นจุดเด่นของเครื่องดื่มชูกำลังในยุคปัจจุบัน

    • M-150 สูตรผสมกระชายดำ และน้ำผึ้ง
    • โสม OT (โสมเกาหลีตังกุยจับ) ผสมแอล-คาร์นิทีน และซิงค์
    • โสมเกาหลีตังกุยจับ GSD ผสมโสมสกัด และน้ำผึ้ง
    • โสมอินซัมพลัส เห็ดหลินจือและโสมเกาหลีสกัด

สำหรับราคาของเครื่องดื่มชูกำลังสูตรผสมสมุนไพรชนิดต่างๆ ก็มีราคาที่ 10 บาทเท่ากันในทุกแบรนด์ และยังมีราคาเท่ากับเครื่องดื่มชูกำลังสูตรพื้นฐานอีกด้วย

เครื่องดื่มชูกำลังที่จับกลุ่มลูกค้าคนทำงาน

นอกเหนือจากเครื่องดื่มชูกำลังทั้งสองแบบข้างต้นแล้ว ยังมีเครื่องดื่มชูกำลังบางยี่ห้อ ที่เลือกทำราคาที่แพงกว่า อยู่ที่ 15 บาท ต่อขวด นั่นคือเครื่องดื่มเรดดี้นั่นเอง ที่แม้จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลังเช่นเดียวกัน แต่ก็มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากเครื่องดื่มชูกำลังอื่นๆ นั่น

เพราะในความจริงแล้วตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย ผูกติดอยู่กับลูกค้ากลุ่มหลักที่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเครื่องดื่มชูกำลังทุกๆ ยี่ห้อจึงต้องขายในราคาเท่ากันที่ 10 บาท เนื่องจากความแตกต่างของผลิตภัณฑ์มีน้อย หากขายในราคาที่ต่างกันก็จะทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าที่มีราคาถูกกว่านั่นเอง

ส่วนในต่างประเทศเครื่องดื่มชูกำลังไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มคนอื่นๆ ที่ดื่ม ทั้งคนทำงาน พนักงานออฟฟิศ และคนในวัยเรียน ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในต่างประเทศจึงกว้างกว่าในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามการที่เราเห็นเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ไม่ได้ชูความเป็นเครื่องดื่มชูกำลังให้เห็นชัดๆ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังที่ผสมสมุนไพร เป็นการตอกย้ำถึงภาพกระแสการรักสุขภาพที่กำลังมาแรงในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่เครื่องดื่มชูกำลังเท่านั้นที่มีการใส่ความเป็นเครื่องดื่มที่รักสุขภาพ เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ อีกเช่นเดียวกันที่จับกับกระแสรักสุขภาพนี้ ทั้งน้ำดื่มผสมวิตามิน และเครื่องดื่มประเภท Functional Drink

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ส่องตู้แช่เครื่องดื่มชูกำลัง ปี 2021: เทรนด์ผสมวิตามิน มีสมุนไพร ไปไกลกว่าการใส่คาเฟอีน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/energy-drink-market-in-thailand/

Credit Suisse วิเคราะห์ปัจจัยที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า มองหุ้นใน Emerging Markets ได้ประโยชน์เต็มๆ

บทวิเคราะห์ล่าสุดจากเครดิตสวิสมองถึงปัจจัยที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าไปอีกสักพักใหญ่ และไม่มีท่าทีที่จะหยุดอ่อนค่า ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเป็นประโยชน์กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีไทยรวมอยู่ด้วย รวมถึงหุ้นที่มีรายได้หลักจากประเทศเหล่านี้

US dollar เงินดอลลาร์สหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Credit Suisse วิเคราะห์ถึงเหตุผลถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีการอ่อนค่าลงในปี 2021 นี้ ซึ่งเป็นผลดีทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประเทศที่อยู่ใน Emerging Markets รวมถึงประเทศไทยด้วย สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐ โจ ไบเดน ที่คาดว่าจะมีขนาดใหญ่มากถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ Credit Suisse วิเคราะห์ไว้ได้แก่

  1. นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐที่ยังผ่อนคลายอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการซื้อพันธบัตรรัฐบาลทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปีนั้นต่ำ รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ ทำให้สภาพคล่องในตลาดการเงินสูง และธนาคารกลางสหรัฐจะยังไม่มีนโยบายทางการเงินที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้
  2. ดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐยังขาดดุล
  3. หนี้ในต่างประเทศของสหรัฐเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
  4. Credit Suisse มองถึงการใช้เงินยูโรเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นเพิ่มมากขึ้น ขณะที่สัดส่วนของดอลลาร์ลดลง
  5. ช่องว่างระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐกับยุโรปห่างกันไม่มากแล้ว
  6. นอกจากนี้ Credit Suisse ยังมองว่าสหรัฐจะยังไม่ใช้นโยบายในการหยุดให้ดอลลาร์อ่อนค่าในเร็วๆ นี้ด้วย ขณะเดียวกันธนาคารกลางยุโรปเองก็ไม่อยากที่จะให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าในตอนนี้ด้วย ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าด้วยซ้ำ รวมไปถึงเป็นเรื่องยากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะลดอัตราดอกเบี้ย

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ Credit Suisse มองว่าหุ้นในทวีปยุโรปที่จะได้รับผลดีจากค่าเงินยูโรแข็งค่าคือกลุ่มสาธารณูปโภค โทรคมนาคม ขนส่ง หรือกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐที่จะได้ประโยชน์ และยังรวมไปถึงหุ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้จากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ในบทวิเคราะห์ได้ยกคำพูดของ John Connelly รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่ได้กล่าวไว้เมื่อปี 1971 ถึงเรื่องค่าเงินดอลลาร์สหรัฐว่า “เงินดอลลาร์คือค่าเงินของสหรัฐ แต่นั่นคือปัญหาของประเทศอื่น (ที่จะจัดการปัญหาค่าเงินแข็งค่าหรืออ่อนค่า)”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Credit Suisse วิเคราะห์ปัจจัยที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า มองหุ้นใน Emerging Markets ได้ประโยชน์เต็มๆ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/usd-still-weaker-this-year-and-gems-equities-benefit-cs-says-22-jan-2021/

เศรษฐา ทวีสิน เผยกลยุทธ์แสนสิริ 2564: ทำโครงการขนาดเล็ก ขายราคาถูก คอนโดไม่เกิน 2 ล้าน

เปิดกลยุทธ์ของแสนสิริ ในปี 2564 เน้นไปที่การทำโครงการขนาดเล็ก ปิดโครงการได้เร็ว ขายในราคาเข้าถึงได้ทุก Segment รวมถึงทำคอนโดมิเนียมราคาถูกกลางเมืองในช่วง 1-2 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยภาพรวมของการทำธุรกิจในปี 2563 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตติดลบ 6.6% เกือบจะเท่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่อาจฟื้นตัวได้ยากกว่าจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ค่าเงินบาท และการท่องเที่ยว

ปี 2563 แสนสิริเป็นไปตามเป้า มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 11 โครงการ และคอนโดมิเนียมอีกเพียง 1 โครงการ ตามความต้องการของตลาดที่คอนโดมิเนียม Over Supply ในช่วงที่ผ่านมา

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายไปได้ 35,000 ล้านบาท เติบโต 67% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยเป็นการเติบโตที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท ส่วนยอดโอนมีทั้งสิ้น 45,000 ล้านบาท เติบโต 45%

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2564 นี้ เศรษฐายังเชื่อว่าจะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด กำลังซื้อคงยังไม่กลับมาภายใน 18 เดือนข้างหน้านี้ ทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงต้องใช้สายป่านยาว โดยโครงการใหม่ๆ ที่จะเปิดตัวในปีนี้ จะเป็นโครงการที่เน้นความเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

เปิดตัว 24 โครงการใหม่ในปี 2564 มูลค่ารวม 21,000 ล้านบาท

สำหรับในปี 2564 นี้ แสนสิริมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ๆ ทั้งสิ้น 24 โครงการ มากกว่าปี 2563 ที่เปิดโครงการใหม่เพียง 12 โครงการเท่านั้น โดย 3 ใน 4 ของโครงการใหม่จะต้องเป็นโครงการที่ทำราคาเข้าถึงง่าย

โดยโครงการใหม่ๆ ที่เปิดตัวในปีนี้ 24 โครงการจะแบ่งเป็นโครงการแนวราบ 19 โครงการ ส่วนคอนโดมิเนียมมี 5 โครงการ

ส่วนยอดขายตั้งเป้าไว้ที่ 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 16,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 10,000 ล้านบาท ส่วนยอดโอนตั้งเป้าไว้ที่ 27,000 ล้านบาท

ระดับราคาของโครงการแสนสิริในปีนี้

ซึ่งโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้จะเน้นไปที่โครงการที่ทำราคาเข้าถึงง่ายในทุกๆ Segment ที่จะมีราคาถูกลงกว่าเดิม รวมถึงทำคอนโดมิเนียมในแนวคิดใหม่บนทำเลยอดนิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งเกษตร รามคำแหง รัชดา และบางนา ในราคา 1-2 ล้านบาท ซึ่งแสนสิริไม่ได้ทำคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่เข้าถึงได้ขนาดนี้มานานนับ 10 ปีแล้ว

นอกจากนี้การพัฒนาโครงการใหม่ๆ จะเน้นไปที่การสร้างโครงการขนาดเล็ก แต่เน้นกระจายโครงการไปทั่วกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลตามความต้องการที่มีอยู่ โดยโครงการขนาดเล็กนี้จะปิดโครงการได้ภายใน 1.5 ปี ต่างจากโครงการใหญ่ๆ ในอดีตที่อาจต้องใช้เวลานาน 4-5 ปีในการปิดโครงการ

ตัวอย่างของการพัฒนาโครงการขนาดเล็กคือ โครงการบ้านทาวเฮาส์ที่ดินรวม 15 ไร่ จำนวน 100-150 ยูนิต หรือโครงการบ้านเดี่ยวที่ดิน 25-40 ไร่ มีจำนวนบ้านพักอาศัย 100 ยูนิตเป็นต้น

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ในปีนี้แสนสิริหันมาทำโครงการที่อยู่อาศัยที่มีราคาจับต้องได้ เป็นเพราะส่วนหนึ่งที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญกับการใช้ชีวิต ดังนั้นที่อยู่อาศัยจึงยังมี Real Demand ยังมีคนที่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ อยู่

นอกเหนือจากการทำราคาของโครงการใหม่ๆ ให้จับต้องได้กว่า 3 ใน 4 ของโครงการทั้งหมดแล้ว แสนสิริยังจะนำโปรโมชันผ่อนให้ 24 เดือนกลับมาอีกครั้ง เพราะจะช่วยเป็นจุดกระตุ้นให้กับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้านตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะระยะเวลา 2 ปี น่าจะเพียงพอสำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในอนาคต

ส่งเสียงถึงภาครัฐ อยากได้มาตรการช่วยเหลือ

สำหรับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลที่เศรษฐาอยากเห็นคือ การยกเลิกนโยบาย LTV ที่ออกมาเพื่อป้องกันการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร และการลดอัตราดอกเบี้ยลง เพราะทั้งความช่วยเหลือทั้งสองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ รวมถึงยังอยากให้ขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ จากเดิม 30 ปี เป็น 99 ปี ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นการซื้อได้เช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เศรษฐา ทวีสิน เผยกลยุทธ์แสนสิริ 2564: ทำโครงการขนาดเล็ก ขายราคาถูก คอนโดไม่เกิน 2 ล้าน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/sansiri-strategies-2021/

CEO Volkswagen แซวจะแย่งลูกค้า Tesla อีก หลังเป็นขึ้นเบอร์ 1 รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป

ในนาทีนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้นำธุรกิจคนไหนไม่มีบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว แต่นี่เป็นเรื่องจริงสำหรับ Herbert Diess ผู้เป็น CEO ของ Volkswagen Group ค่ายรถยนต์สัญชาติเยอรมัน หนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ ที่เพิ่งเข้าสู่โลกทวิตเตอร์ได้ไม่นานนัก แต่เมื่อมาถึงก็ออกหมัดแซว Elon Musk คู่แข่งเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าทันที

volkswagen
รถยนต์ไฟฟ้าล้วนตระกูล I.D. ของ Volkswagen

CEO ของ Volkswagen หยอกล้อ Elon Musk ทวิตว่าจะมาแย่งลูกค้า

แม้ Herbert Diess เพิ่งจะเข้าร่วมทวิตเตอร์แต่เมื่อเข้ามาถึงเขาสร้างความบันเทิงให้กับแฟนวงการรถยนต์ทันที ด้วยการใช้บัญชี @Hebert_Diess ทวิตข้อความประกาศสงครามรถยนต์ไฟฟ้าแบบขำๆ กับ Elon Musk มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก เจ้าของ Tesla ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรงแห่งยุค

เขาทวิตข้อความว่า “สวัสดี ทวิตเตอร์ ผมและ Volkswagen Group จะมาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นด้านการเมือง และแน่นอน ผมมาที่นี่เพื่อแย่งลูกค้าของนาย @elonmusk ตอนนี้ ID.3 และ e-Tron ของเรามียอดขายแซง Tesla ขึ้นเป็นรถไฟฟ้าอันดับ 1 ในตลาดยุโรปแล้วนะ และเรากำลังโฟกัสกับการผลิตเพิ่มเติมอีกด้วย”

โพสต์หยอกล้อของ Herbert Diess ไปได้สวยในโลกออนไลน์ มีคนถูกใจกว่า 5,100 ครั้ง น่าสนใจว่าเจ้าพ่อทวิตเตอร์อีกหนึ่งคนอย่าง Elon Musk จะตอบกลับเขาอย่างไรบ้าง

ทั้งคู่เคารพกันและกัน

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ถือว่าดีพอสมควร Herbert Diess เคยออกมากล่าวเชิงชื่นชมว่า Elon Musk เป็นผู้บุกเบิกวงการรถไฟฟ้า กรุยทางให้ผู้เล่นรายอื่นในตลาด และพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่ารถไฟฟ้าสามารถทำตลาดได้

ส่วน Elon Musk ก็เคยทวิตข้อความชื่นชม Hebert Diess หลังทราบข่าวว่า Diess สนใจในรถยนต์ไฟฟ้าว่า “Hebert Diess เป็นผู้เล่นระดับบิ๊กที่ขมักเขม้นด้านรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดคนหนึ่ง และผมยินดีช่วยเหลือเขานะหากเขาต้องการ”

ข้อมูลจาก CNN Business ระบุว่า Volkswagen Group ขายรถยนต์ไฟฟ้าได้มากที่สุดในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิม ที่ 231,600 คน นับได้ว่ามีศักยภาพพอสมควร และล่าสุดก็เพิ่งลงทุนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมไปกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังห่างไกลกับ Tesla ในยอดขายระดับโลกที่ปีที่แล้วทำยอดขายได้กว่า 500,000 คัน

ที่มา – Entrepreneur, CNN, WSJ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post CEO Volkswagen แซวจะแย่งลูกค้า Tesla อีก หลังเป็นขึ้นเบอร์ 1 รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/volkswagen-ceo-tweet-he-will-get-tesla-market-shares/

Pizza Hut ในอิสราเอลเตรียมทดลองใช้โดรนบินส่งพิซซ่าขยายบริการเดลิเวอรีสู่พื้นที่ห่างไกล

Pizza Hut ในประเทศอิสราเอลเตรียมทดลองใช้โดรนบินส่งเดลิเวอรีพิซซ่าให้กับลูกค้าในพื้นที่ห่างไกล ขยายพื้นที่ให้บริการเข้าถึงลูกค้าเพิ่มอีก 7,000 ครอบครัว โดยจะเริ่มให้บริการได้จริงช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้

การประโยชน์จากโดรนเพื่อขนส่งสินค้าทางอากาศเป็นที่พูดถึงกันมานานหลายปีแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนทดลองในวงแคบๆ ไม่ได้มีการให้บริการกับลูกค้าจริงๆ แต่อย่างใด

Pizza Hut อิสราเอลเตรียมบินโดรนส่งพิซซ่า

แต่ล่าสุด Pizza Hut ในประเทศอิสราเอลเตรียมนำโดรนมาให้บริการส่งเดลิเวอรีพิซซ่า เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการเพิ่มเข้าถึงลูกค้าใน 7,000 ครัวเรือน ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถเข้าถึงบริการเดลิเวอรีของ Pizza Hut ได้ ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้

Ido Levanon CEO ของ Dragontail Systems บริษัทผู้ที่ทำหน้าที่ทดสอบการส่งพิซซ่าผ่านโดรนให้กับ Pizza Hut เล่าว่า การใช้โดรนในการส่งเดลิเวอรีเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเมื่อพูดถึง แต่ในความจริงแล้วเราคงยังไม่ได้เห็นโดรนบินอยู่เต็มท้องฟ้า คอยทำหน้าที่ส่งพิซซ่าถึงบ้านคนในสวนหลังบ้านเร็วๆ นี้แน่นอน

เพราะการทดลองใช้โดรนส่งพิซซ่าของ Pizza Hut ในประเทศอิสราเอล จะเป็นการขนส่งพิซซ่าหลายๆ ออเดอร์พร้อมกันไปยังพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้โดรนลงจอดได้ ซึ่งมีพื้นที่ราว 50 ตารางไมล์ หรือประมาณ 129.5 ตารางกิโลเมตร แล้วให้พนักงานเดลิเวอรีนำพิซซ่าไปส่งถึงมือลูกค้าอีกทอดหนึ่ง โดยลูกค้าจะไม่ได้เป็นคนรับพิซซ่าจากโดรนโดยตรงที่สวนหลังบ้านแต่อย่างใด

ในระยะแรกของการทดสอบก่อนที่จะให้บริการจริงในเดือนมิถุนายน จะมีการจำกัดน้ำหนักของพิซซ่าที่สามารถขนส่งทางโดรนไว้ที่ 2.5 กิโลกรัมเท่านั้น หรือเท่ากับพิซซ่าสองถาด และน้ำอัดลมอีกหนึ่งขวดที่สามารถให้โดรนบินไปส่งได้ในครั้งเดียว แต่ทาง Pizza Hut ก็คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนมิถุนายนอาจมีการปรับเพิ่มน้ำหนักเป็น 10 กิโลกรัมได้

ความจริงแล้วการให้บริการขนส่งอาหารด้วยโดรนไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาบริษัทหลายๆ แห่งทั่วโลกก็เคยพยายามทดลองใช้โดรนเป็นพาหนะในการขนส่งรูปแบบใหม่มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

เดลิเวอรีผ่านโดรน พยายามมานานแต่ยังไม่แพร่หลาย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 Domino Pizza ในประเทศนิวซีแลนด์ก็เคยทดลองใช้โดรนเพื่อบินส่งพิซซ่าที่บริเวณคาบสมุทร Whangaparaoa มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ผ่านมา 5 ปี Domino Pizza ในนิวซีแลนด์ก็ยืนยันว่าไม่เคยใช้โดรนเพื่อส่งพิซซ่าให้ลูกค้าจริงๆ แต่อย่างใด

Stephen Wright นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of the West of England แสดงความคิดเห็นว่าทำไมเราจึงยังไม่เห็นการใช้โดรนส่งอาหารเป็นเรื่องปกติ เป็นเพราะในอดีตเทคโนโลยีของโดรนยังไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้การใช้โดรนส่งอาหารเป็นเรื่องจริง ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่น้อยจนไม่สามารถบินไปในระยะทางไกลๆ ได้ แถมโดรนยังมีราคาแพง

แต่ในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการใช้โดรนบินส่งอาหารเริ่มหมดไป ในอนาคตเราจึงอาจได้เห็นโดรนบินส่งอาหารภายในเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาอีกหนึ่งอย่างที่ต้องคำนึง คือ กฎระเบียบต่างๆ ที่ตั้งขึ้น มักมีการตั้งคำถามจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลการขนส่งว่า “จะรู้ได้อย่างไรว่าโดรนจะไม่บินไปตกใส่หัวคนอื่นจนถึงแก่ชีวิต?”

ที่มา – The Wall Street Journal, foodandwine

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Pizza Hut ในอิสราเอลเตรียมทดลองใช้โดรนบินส่งพิซซ่าขยายบริการเดลิเวอรีสู่พื้นที่ห่างไกล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/pizza-hut-israel-drone-delivery/

Uniqlo ออกนโยบายใหม่ทั่วเอเชีย จ้างผู้พิการอย่างน้อย 1 คนต่อสาขา พร้อมออกแบบธุรกิจให้เป็นมิตร

Uniqlo
หน้าร้าน Uniqlo ในสหรัฐอเมริกา // ภาพจาก Flickr ของ GoToVan

Uniqlo ชูนโยบายจ้างคนพิการอย่างน้อยสาขาละ 1 คน

Yikihiro Nitta รองประธานอวุโสของ Uniqlo แบรนด์แฟชั่นเจ้าดังสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศว่า Uniqlo จะมีนโยบายใหม่ จ้างงานคนพิการอย่างน้อยสาขาละ 1 คน เพื่อสร้างโอกาสให้กับกลุ่มคนที่ถูกหลงลืม สนับสนุนให้เกิดสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเน้นไปที่สาขาในเอเชียเป็นหลัก

Nitta ให้สัมภาษณ์กับทาง Nikkei Asia ว่า “การมอบโอกาสให้กับกลุ่มคนที่หลากหลาย เป็นหัวใจของบริษัทข้ามชาติ ความพยายามในเรื่องดังกล่าวเป็นไปได้ด้วยการจ้างงาน”

Tadashi Yanai กรรมการบริหารของ Uniqlo ได้ร่วมลงนามใน The Valuable 500 ความริเริ่มในระดับโลกที่เกิดขึ้นในที่ประชุม World Economic Forum 2019  ซึ่งเรียกร้องให้ CEO จากบริษัทต่างๆ ในระดับโลกบรรจุเรื่องความเท่าเทียมของผู้พิการไว้ในวาระสำคัญของบริษัทและผลักดันออกมาเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม มี CEO กว่า 400 คน จาก 35 ประเทศร่วมลงนามในความริเริ่มดังกล่าว

ดูนโยบายเพื่อสังคมอื่นๆ ของ Uniqlo ได้ที่

Uniqlo Shanghai, China Photo: Fast Retailing

Uniqlo ผลักดันในเอเชีย เพราะเศรษฐกิจไม่เป็นมิตรต่อคนพิการ

นโยบายการจ้างงานผู้พิการดังกล่าวจะนำไปปรับใช้กับสาขาต่างๆ ในเอเชียเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 1,277 สาขา จาก 1,439 สาขาทั่วโลก (ไม่รวมกว่า 800 สาขา ในญี่ปุ่น)

เพราะการจ้างงานผู้พิการในจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่แพร่หลายเท่าญี่ปุ่นนัก

ส่วนประเทศต่างๆ ในยุโรป มีนโยบายการจ้างงานรวมถึงเศรษฐกิจโดยภาพรวมที่คำนึงถึงผู้พิการอยู่แล้ว และในสหรัฐฯ กระบวนการว่าจ้างคนพิการไม่ได้แตกต่างออกไปจากคนทั่วไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Unqlo จึงมองว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่สามารถผลักดันและพัฒนาความริเริ่มในเรื่องนี้ได้อีกมาก

ไม่ใช่แค่จ้างงาน แต่ต้องเป็นมิตรกับคนพิการไปตลอดทาง

นอกจากเรื่องของการจ้างงานแล้ว Uniqlo ยังเล็งที่จะสร้างธุรกิจที่คำนึงถึงคนพิการที่ครอบคลุมไปกว่านั้น Nitta กล่าวว่าการคำนึงถึงคนพิการเป็นเรื่องตั้งแต่กระบวนการผลิตไปถึงการบริโภค เขาจะทำให้โมเดลธุรกิจของ Uniqlo เป็นมิตรกับผู้พิการไปตลอดเส้นทาง

โดยสิ่งที่ได้เริ่มทำไปแล้ว คือ

  • ปรับปรุงร้าน Flagship 3 สาขาในญี่ปุ่นให้มีห้องลองเสื้อใหญ่ขึ้น และมีรถเข็นไว้รองรับลูกค้าที่เป็นผู้พิการ 
  • ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เริ่มหันมาออกแบบสินค้าที่รองรับความต้องการคนพิการมากขึ้น

ที่มา – Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Uniqlo ออกนโยบายใหม่ทั่วเอเชีย จ้างผู้พิการอย่างน้อย 1 คนต่อสาขา พร้อมออกแบบธุรกิจให้เป็นมิตร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/uniqlo-hire-disible-in-every-store/

ธนาคารกรุงเทพ งบปี 2020 รับรู้รายได้เพอร์มาตาเข้ามาเต็มตัว กลายเป็นแบงก์ใหญ่อันดับ 6 ในเอเชียแล้ว

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ได้รายงานผลประกอบการของปี 2020 กำไรในไตรมาสลดลงมากถึง 52% จากธนาคารต้องตั้งสำรองจาก COVID-19 ขณะเดียวกันได้ผลดีจากการควบรวมกิจการของเพอร์มาตาแล้ว และกลายเป็นสถาบันการเงินใหญ่อันดับ 6 ของเอเชียแล้ว

Bangkok Bank ธนาคารกรุงเทพ
ภาพจาก Shutterstock

รายงานของธนาคารในปี 2020 กล่าวถึงการควบรวมกิจการของธนาคารเพอร์มาตา ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย และทำให้ธนาคารกรุงเทพนั้นกลายเป็นสถาบันการเงินใหญ่อันดับ 6 ในทวีปเอเชีย ซึ่งธนาคารมองว่าเป็นการเสริมศักยภาพในการบริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กำไรสุทธิของธนาคารกรุงเทพ ปี 2020 อยู่ที่ 17,181 ล้านบาท ลดลงจากปี 2019 ที่ผ่านมาถึง 52% รายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 28,627 ล้านบาท ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.25% ทางด้าน NPL ของธนาคารไตรมาสนี้อยู่ที่ 3.9% อัตราค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 182%

รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 77,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% เมื่อเทียบกับปี 2019 สาเหตุมาจากการรวมรายได้จากธนาคารเพอร์มาตาเข้ามา และรวมถึงการเปลี่ยนแปลงการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS9

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 41,682 ล้านบาท ลดลง 33.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักๆ นั้นมาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและรายได้อื่นๆ ของธนาคารลดลง แต่ถ้าหากเป็นค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเพียงแค่ 13.3% เท่านั้น อย่างไรก็ดีธนาคารยังได้กล่าวถึงรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ในปี 2020 นั้นเพิ่มมากขึ้นด้วย

ค่าใช้จ่ายของธนาคารในไตรมาสนี้อยู่ที่ 65,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุมากจากค่าใช้จ่ายของธนาคารเพอร์มาตาที่เพิ่มเข้ามา

ขณะเดียวกันธนาคารยังได้แจ้งถึงการตั้งสำรองหนี้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่จะเกิดขึ้นมากถึง 31,196 ล้านบาท

นอกจากนี้ความเคลื่อนไหวสำคัญของธนาคารกรุงเทพในปี 2020 คือการออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิ์ที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 ของธนาคารภายใต้เกณฑ์ Basel III เป็นเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือนกันยายน เพื่อเสริมโครงสร้างเงินทุนให้แข็งแกร่งมากขึ้น

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ธนาคารกรุงเทพ งบปี 2020 รับรู้รายได้เพอร์มาตาเข้ามาเต็มตัว กลายเป็นแบงก์ใหญ่อันดับ 6 ในเอเชียแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/bbl-financial-report-fy-2020/

แม็คโคร ตีตลาดเดลิเวอรี่ส่งวัตถุดิบ-อาหารสดพร้อมปรุงให้ถึงบ้าน

ไม่ใช่ร้านอาหารก็ส่งได้ แม็คโคร ตีตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ ส่งของสด-วัตถุดิบพร้อมปรุงให้ลูกค้ารับกระแส New Normal อยู่บ้านทำอาหารเอง ไม่เสี่ยงโควิด

แม็คโคร Happy Food @ Home
แคมเปญ แม็คโคร Happy Food @ Home

แม็คโครตีตลาดเดลิเวอรี่หลังบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ไทยเติบโต 4.1 หมื่นล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ “Happy Food@Home” สร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคด้วยการส่งอาหารสด ผัก เนื้อสัตว์ เครื่องปรุง วัตถุดิบ และชุดอาหารพร้อมปรุง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า Work from Home ต้องการทำหารอยู่ที่บ้าน

ศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หลังการระบาดและล็อคดาวน์รอบแรกคนต้องเปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน แม็คโครมองเห็นแนวโน้มความต้องการอาหารสดเพื่อนำมาปรุงอาหารสำหรับทานเองที่บ้าน แคมเปญ Happy Food @ Home จะช่วยตอบโจทย์และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค เพราะเราไม่ได้เสิร์ฟเมนูอาหารจานสำเร็จแต่ทำหน้าที่ส่งวัตถุดิบให้ลูกค้าได้ทำอาหารรับประทานร่วมกันที่บ้านแทน

สำหรับแคมเปญ Happy Food@Home ถือเป็นการปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอขายสินค้าตามความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขการระบาดของโควิด-19

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แม็คโคร ตีตลาดเดลิเวอรี่ส่งวัตถุดิบ-อาหารสดพร้อมปรุงให้ถึงบ้าน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/makro-happy-food-at-home/

หยุดความเลิ่กลั่กไว้ตรงนั้น: 5 ทริคจบความโป๊ะช่วง Work From Home

กลับเข้าสู่ช่วงนั่งทำงานที่บ้านกันอีกครั้งแล้ว เมื่อหลายๆ บริษัทมีนโยบายให้พนักงานปฏิบัติตนแบบ Social Distancing แน่นอนว่าผ่านมาเกือบปี สิ่งที่เคยทำเป็นกิจวัตรตอน Work From Home ครั้งที่แล้วก็คงมีลืมกันบ้าง แถมยิ่งอยู่บ้าน ก็ยิ่งห่างไกลจากสายตาเจ้านาย จะให้มาหลุดเรื่องเปิ่นๆ หรือปล่อยให้เกิดปัญหาทางเทคนิคบ่อยๆ จนงานเดินช้า ประชุมติดขัด ก็คงไม่เข้าที ลองมาดูกันดีกว่าว่า ถ้าเจอปัญหาเปิ่นๆ โก๊ะๆ  เราจะมีทริคอะไรบ้าง ที่ช่วยจัดระเบียบการทำงานให้ใหม่แบบไม่ต้องกลัวโป๊ะ แม้จะทำงานจากบ้านก็ตาม

แย่แล้ว! ลืมอุปกรณ์เสริมไว้ที่ออฟฟิศ

เจอกันบ่อยมากๆ ที่เปิดแล็ปท็อปเตรียมทำงานปุ๊บ ก็หาเมาส์ไม่เจอปั๊บ  ลืมหยิบเมาส์กลับบ้านมาด้วยนั่นเอง เป็นการลืมที่เข้าใจได้เลย เพราะเมาส์ออฟฟิศนอกจากจะอันใหญ่แล้ว สายก็ยังรุงรังอีก พกกลับบ้านไม่สะดวก ซ้ำร้ายคือไม่ชอบใช้แทร็กแพดบนตัวเครื่องเพราะไม่ถนัด แต่ยุคนี้คนแทบไม่ใช้เมาส์มีสายอันเท่าที่ทับกระดาษกันแล้ว แนะนำให้มีเมาส์ไร้สายอันเล็กๆ เบาๆ พกติดตัวไว้ จะหยิบมาต่อบลูทูธเมื่อไรก็ได้ หรือถ้าอยากจะล้ำและสะดวกยิ่งกว่าที่เคย ก็ใช้เป็นแล็ปท็อปที่สามารถใช้งานแบบจอสัมผัสได้ เพียงเท่านี้ปัญหากวนใจอย่างการลืมเมาส์ก็จะหมดไป

แล็ปท็อปจอสัมผัสที่ทำได้หลายอย่างและน่าซื้อตอนนี้ คือรุ่นท็อปสุดของหัวเว่ยอย่าง HUAWEI MateBook X Pro (ราคาลดพิเศษ 52,990 บาท) ที่มีจอคมชัดระดับ 3K สเปกการประมวลผลแรงพอสำหรับงานตัดต่อที่ใช้ความละเอียดสูง รุ่นนี้ใช้หน้าจอ Multi-touch Screen ซึ่งทำได้หลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแคปหน้าจอโดยใช้นิ้วมือสามนิ้วปัดลงพร้อมกัน การเคลื่อนย้ายไฟล์บนหน้าจอ หรือการซูมแบบเดียวกับสมาร์ทโฟน นอกจากจะสวยงามหรูหราแล้ว ยังดูเป็นมืออาชีพสุดๆ แถมถ้าซื้อตอนนี้แถมเมาส์บลูทูธฟรีอีกด้วยนะ

หมดกัน! ลืมปิดกล้อง

เวลาประชุมกับลูกค้า สิ่งที่เกิดบ่อยๆ คือเผลอลั่นภาพ ลั่นเสียง โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ของการประชุม เพราะไม่รู้ตัวว่าเปิดกล้องหรือเปิดไมค์อยู่ เป็นเหตุการณ์ที่น่าเห็นใจจริงๆ เพราะเวลาทำงานที่บ้าน เรามักจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมพบปะผู้คน และแต่ละแอปฯ ที่ใช้ประชุมก็อาจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางแอปฯ เราตั้งได้ก่อนเข้าประชุมเลยว่าจะเปิดกล้องมั้ย ปิดเสียงอยู่หรือเปล่า แต่บางแอปฯ ก็มัดมือชกเปิดกล้องเปิดไมค์ให้แบบไม่ถามกันเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องเช็คให้ดีโดยเฉพาะกล้องว่าเปิดค้างไว้หรือไม่ แล็ปท็อปบางเครื่องมีที่ปิดเลนส์ไว้ให้แบบเห็นได้ชัดบนหน้าจอ แต่เราอาจไม่ได้สังเกต แต่บางเครื่องก็ไม่มีเลย ในกรณีนั้นก็สามารถตั้ง Virtual Background และนั่งเยื้องๆ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนก็ได้

Huawei

หรือวิธีการแก้ปัญหาที่เซฟที่สุด อาจเป็นการใช้ประโยชน์จากรูปแบบการจัดวางกล้องที่พิเศษของแล็ปท็อป ซึ่งสามารถทำให้เรารู้ได้ชัดๆ เลยว่ากล้องปิดหรือเปิดอยู่ อย่าง HUAWEI MateBook Family ทุกรุ่นในปัจจุบันมีกล้อง Recessed Camera ซึ่งติดตั้งอย่างเรียบเนียนอยู่บนคีย์บอร์ด เมื่อจะเปิดใช้งาน เราต้องกดลงไปที่ปุ่ม เพื่อให้ตัวกล้องป๊อบอัปขึ้นมา ดังนั้นจึงสังเกตได้ง่ายมากๆ ว่ากล้องปิดหรือเปิดอยู่ รับรองไม่มีโป๊ะแน่ๆ

ว้า! ไฟล์อยู่ในโทรศัพท์นี่นา

บางครั้งคนเราก็ต้องทำงานบนดีไวซ์อื่นนอกจากแล็ปท็อปกันบ้าง โดยเฉพาะบนสมาร์ทโฟน เวลาไม่อยู่หน้าคอมแล้วเราอาจจะพิมพ์งานที่นึกได้เอาไว้ในมือถือเสียยืดยาว พอถึงเวลาต้องรีบใช้จริงๆ ก็ต้องส่งอีเมล์กันให้วุ่นวาย เดี๋ยวนี้ระบบ Cloud จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าทำงานแล้วเซฟไฟล์ไว้ในเครื่องที่ผูก Account Cloud เอาไว้ด้วย เวลาเปิดแล็ปท็อปขึ้นมา ทุกอย่างก็จะพร้อมให้แก้ไขและทำงานต่อทันที แต่จะดีขึ้นไปอีกถ้าเราสามารถแชร์ทุกอย่างจากโทรศัพท์ขึ้นไปที่แล็ปท็อปได้เลย โดยที่ไม่ต้องมาดูว่าไฟล์ไหนเซฟขึ้น Cloud หรือยัง

ฟีเจอร์ HUAWEI Share เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้แบบไร้รอยต่อ โดยเมื่อนำสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่ใช้ EMUI 10.1 ขึ้นไป (เฉพาะรุ่นที่รองรับ) แตะลงบน HUAWEI MateBook ตรงบริเวณที่มีสัญลักษณ์ NFC และกด “ยอมรับ” จากนั้นหน้าจอสมาร์ทโฟนก็จะปรากฏบนหน้าเดสก์ท็อปของแล็ปท็อปทันที ทำให้สามารถลากรูป ลากวิดีโอที่ถ่ายไว้ลงแล็ปท็อป หรือเปิดงานที่ทำค้างไว้มาทำต่อได้เลย โดยแล็ปท็อปของหัวเว่ยที่เปิดตัวล่าสุดในปี 2020 ไม่ว่าจะเป็น HUAWEI MateBook X Pro, HUAWEI MateBook 14, HUAWEI MateBook D 14 หรือ HUAWEI MateBook D 15 ก็ล้วนรองรับฟีเจอร์นี้แล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะ HUAWEI MateBook D15 รุ่น AMD Ryzen 5 ที่ตอนนี้ลดพิเศษเหลือ 15,990 บาท

โอ๊ย! ปวดหลังจังเลยให้ตายสิ

หนึ่งในคำอวยพรปีใหม่ยอดฮิตที่คนเล่นโซเชียลมีเดียเห็นผ่านตาคือ “ขอให้ปีนี้ไม่ปวดหลัง” คนทำงานด้วยกันคงเข้าใจดีว่าตอนที่นั่งทำงานนานๆ บางทีถ้านั่งไม่ถูกท่าก็จะทำให้ปวดหลังปวดคอ เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมกันรัวๆ จริงๆ ข้อนี้เป็นอุปนิสัยที่เริ่มแก้ได้จากตัวเองคือการนั่งท่าที่เหมาะสม เพราะการทำงานด้วยแล็ปท็อปที่อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาอาจจะทำให้ก้มโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ปวดคอ ดังนั้นควรนั่งหลังตรงและกดสายตามองต่ำแทน วางแขนเป็นมุมฉาก หรือถ้าไม่ถนัดก็อาจจะหาที่วางแล็ปท็อปแบบปรับได้หลายองศา มาวางให้หน้าจอเสมอระดับสายตาก็ได้

แต่ตอนนี้แล็ปท็อปบางรุ่นมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับตามท่านั่ง ความสูง และความถนัดของเราได้ หัวเว่ยเองก็มี HUAWEI MateBook D 14 ที่มีลักษณะทางกายภาพเฉพาะตัว คือสามารถกางออกได้ถึง 180 องศา หากวางบนแท่นวาง ก็จะสามารถกางได้กว้างตามใจ หรือถ้าอยากทำงานสบายๆ ในอิริยาบถอื่น ก็ปรับให้กว้างขึ้นได้อีก แต่ทางที่ดีที่สุดคือนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยท่าที่ถูกต้องจะดีกว่า

HUAWEI MateBook D 14 หน้าจอ 14 นิ้ว ตอนนี้ลดราคาเหลือแค่ 28,990 บาท สำหรับชิปเซ็ต Intel® Core™ i7 ส่วนรุ่น AMD Ryzen 7 จะอยู่ที่ราคา 19,990 บาท

ตายจริง! แย่งกันใช้ปลั๊กกับคนอื่น

ปกติเวลาทำงานออฟฟิศ ทุกโต๊ะก็จะมีปลั๊กของตัวเองที่ใช้คนเดียว แต่พอ Work From Home ที่ทุกคนในครอบครัวต้องทำงานอยู่ในบ้านเดียวกัน ก็กลายเป็นว่าต้องแย่งปลั๊กกันใช้ ถ้าบ้านใครมีปลั๊กเชื่อมหลายๆ ช่องก็จะโชคดีหน่อย แต่ถ้าต้องใช้เดี๋ยวนั้นแล้วไม่มีก็คงปวดหัวน่าดู วิธีที่ทำได้คือผลัดกันใช้ปลั๊กที่มีนั่นล่ะ ผลัดกันชาร์จจนพอใช้งานต่อได้อีก 1-2 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่อยากให้มีปัญหานั้นเลย แล็ปท็อปที่เลือกก็ควรมีเทคนิคในการใช้พลังงานที่ดีมากพอให้แบตไม่หมดง่ายๆ และชาร์จได้เต็มในเวลาที่รวดเร็ว

HUAWEI MateBook Family ก็มีรุ่นที่ได้รับการพัฒนาสถาปัตยกรรมภายใน ให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ HUAWEI MateBook 14 ที่เพิ่งออกมาล่าสุดนั่นเอง แล็ปท็อปตัวนี้ถึงแม้ตัวเครื่องจะบาง แต่มีพื้นที่ข้างในมากพอที่จะระบายอากาศได้ดี แถมพัดลม Shark Fin 2.0 ที่มีใบพัดแน่นขึ้นก็ช่วยระบายความร้อน แล็ปท็อปทุกรุ่นใน HUAWEI MateBook Family มาพร้อมสายชาร์จ HUAWEI SuperCharge™ 65 วัตต์ ที่ชาร์จไฟให้มีแบตสำหรับการใช้งานยาวๆ ได้ในเวลาไม่นานอีกด้วย ตอนนี้ HUAWEI MateBook 14 รุ่น AMD Ryzen 5 วางจำหน่ายที่ราคา 25,990 บาท มาพร้อมของสมนาคุณแบบจัดเต็มในโปรโมชันช่วงตรุษจีน ถ้าอยากทำงานแบบสะดวกสุดๆ รอช้าไม่ได้แล้ว

หัวเว่ยรู้ใจและเข้าถึงทุกความต้องการของคนทำงาน ล่าสุดจึงฉลองกันอย่างต่อเนื่องด้วยโปรโมชันช่วงปีใหม่ – ตรุษจีน เปิดโอกาสให้คนทำงานที่บ้านได้เป็นเจ้าของแล็ปท็อปกันแบบคุ้มสุดๆ โดยผู้ที่ซื้อรุ่นใดก็ตามใน HUAWEI MateBook Family ช่วงระหว่างวันที่ 9 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2564 จะได้รับฟรี HUAWEI Laptop Bag, HUAWEI Mouse และ USB Flash Drive มูลค่ารวม 2,270 บาท ส่วนใครที่ซื้อแล็ปท็อปรุ่นท็อป HUAWEI MateBook X Pro ก็จะได้รับ Microsoft office 365, ซองใส่แล็ปท็อป และ Mate Dock มูลค่ารวม 4,470 บาท แถมไปด้วยอีกชุดใหญ่

นอกจากนี้หัวเว่ยได้ยกระดับความสะดวกสบายสูงสุดให้ลูกค้า ด้วยแพลนต่ออายุ HUAWEI Mobile Cloud รายปีอัตโนมัติในราคาพิเศษ ตั้งแต่ 14 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีขนาดพื้นที่ความจุตามความต้องการของผู้ใช้ และราคาลดพิเศษดังต่อไปนี้

·        50GB – เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลและไฟล์ส่วนตัว ราคาลดเหลือเพียง 294 บาทต่อปี

·        200GB – เหมาะสำหรับเก็บรูปภาพ และวิดีโอโมเมนต์สำคัญต่างๆ ของครอบครัว ราคาลดเหลือเพียง 832 บาทต่อปี

·        2048GB – เหมาะสำหรับเก็บไฟล์รูปภาพ วิดีโอ ความบันเทิงต่างๆ ในระยะยาว ใช้ได้ทั้งครอบครัวใหญ่ ราคาลดเหลือเพียง 2,513 บาทต่อปี

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่นี่ หรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชันได้ที่นี่ และอ่านวิธีเริ่มต้นใช้งาน HUAWEI Mobile Cloud ได้ที่ http://bit.ly/39xidPc รวมทั้งอัปเดตข่าวสารล่าสุดของหัวเว่ยได้ก่อนใครทาง เฟซบุ๊กเพจ Huawei Mobile TH

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้ที่:    

Website: http://consumer.huawei.com/th

Facebook: http://www.facebook.com/HuaweiMobileTH

LINE: HuaweiMobileThailand, IG: Huawei.TH

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Huawei ที่นี่ >>> http://bit.ly/31ikNUq

from:https://www.mobileocta.com/5-tricks-to-finish-the-shade-during-work-from-home/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5-tricks-to-finish-the-shade-during-work-from-home