คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

นักธุรกิจรัสเซียเตรียมซื้อ McDonald ในรัสเซียกว่า 800 แห่ง พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่

ในที่สุด McDonald ก็กำลังจะตกเป็นของคนรัสเซียแต่โดยดี หลังจากร่วมแบนรัสเซียตอบโต้ที่บุกยูเครนจนแบกต้นทุนเองไม่ไหวต้องประกาศขาย ล่าสุดขายให้กับนักธุรกิจชาวรัสเซียแล้ว Alexander Govor เป็นผู้ครอบครองดีลนี้ไปแต่เตรียมขายแมคโดนัลด์ภายใต้ชื่อใหม่ด้วย

McDonald-Russia

ต้นทุนที่แมคโดนัลด์ต้องแบกรับหลังประกาศยุติการทำธุรกิจในรัสเซียโต้ตอบที่บุกยูเครนคือ 55 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน (1.8 พันล้านบาท) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้มีการประกาศขายร้านและจะออกจากรัสเซีย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลทางมนุษยธรรมล้วนๆ ที่ทำให้แมคโดนัลด์ไม่อาจทนอยู่ในรัสเซียได้ต่อไป

ล่าสุด Gover ผู้ประกอบธุรกิจร้านแมคโดนัลด์ 25 แห่งในไซบีเรียได้ทำความตกลงที่จะซื้อแบรนด์แมคโดนัลด์ที่มีอยู่ 850 แห่งในรัสเซียและจะทำธุรกิจต่อในอีกชื่อหนึ่ง อย่างไรก็ดี แมคโดนัลด์ในรัสเซียสร้างรายได้ต่อปีประมาณ 9% ของยอดขายทั้งหมดหรือประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 6.89 หมื่นล้านบาท ซึ่ง Gover เองก็ได้ใบอนุญาตขายแบรนด์แมคโดนัลด์มาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว นอกจากนี้ เขายังยินยอมที่จะจ้างพนักงานแมคโดนัลด์ต่อไปอีกราว 6.2 หมื่นคนอย่างน้อยสองปีและจะจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานบริษัทแมคโดนัลด์เท่าเดิมจนกว่าสัญญาซื้อขายจะเสร็จสิ้น

Gover ไม่เพียงเป็นนักธุรกิจที่ทำมาค้าขายกับแมคโดนัลด์มานานแต่ยังเป็นเจ้าของร่วมของโรงกลั่นน้ำมัน Neftekhimservis ในไซบีเรียและยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการของบริษัทอื่นในไซบีเรียด้วย อาทิ โรงแรม Novokuznetsk’s Park และ คลินิกเอกชน

แมคโดนัลด์ถือเป็นแบรนด์แรกของโลกตะวันตกที่เข้ามาทำมาค้าขายในรัสเซียในทศวรรษ 1990 ซึ่งแมคโดนัลด์เองก็ไม่ได้สู้แบกรับต้นทุนอยู่ลำพัง ยังมีแบรนด์ Starbucks อีก ที่ทำธุรกิจในรัสเซียราว 130 แห่งและได้หยุดดำเนินกิจการไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงจ่ายเงินค่าแรงให้พนักงานชาวรัสเซียอีก 2,000 คนต่อไป

ที่มา – The Guardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post นักธุรกิจรัสเซียเตรียมซื้อ McDonald ในรัสเซียกว่า 800 แห่ง พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/russian-businessman-will-buy-mcdonald-in-russia/

จุดจบหน้าร้าน? ค่ายมือถือญี่ปุ่น จะปิดหน้าร้าน 1 ใน 3 ภายใน 3 ปี หันไปเน้นออนไลน์-เมตาเวิร์สแทน

หรือหน้าร้านกำลังจะถึงจุดจบ? NTT Docomo จะปิดหน้าร้าน 700 สาขา หรือประมาณ 30% ของจำนวนทั้งหมด แล้วหันไปโฟกัสช่องทางออนไลน์-เมตาเวิร์ส

Nikkei Asia รายงานว่า ค่ายมือถือชั้นนำจากญี่ปุ่น NTT Docomo วางแผนปิดหน้าร้านกว่า 700 สาขา หรือประมาณ 30% ของจำนวนหน้าร้านทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 2,300 ร้าน ภายในปีงบประมาณ 2025 โดยในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะปิดหน้าร้านให้ได้ประมาณ 100 สาขา แล้วหันไปโฟกัสกับการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์-เมตาเวิร์สแทน

สาเหตุของการปิดหน้าร้านครั้งใหญ่ของ NTT Docomo ครั้งนี้ คือการที่จำนวนผู้ใช้บริการที่หน้าร้านลดลงกว่า 30% ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2021 หลังจากบริษัทออกแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตราคาประหยัดที่เปิดให้สมัครแบบออนไลน์ล้วนๆ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการอย่างมาก

นอกจากนี้ ผู้ใช้สมาร์ตโฟนยังมีแนวโน้มที่จะใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมนานกว่าเก่า เปลี่ยนโทรศัพท์น้อยครั้งลง เนื่องจากโทรศัพท์ที่เปิดตัวในระยะหลังมีฟีเจอร์ที่ไม่ได้แตกต่างจากโทรศัพท์รุ่นก่อนหน้ามากนักเหมือนเมื่อก่อน ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็มีจากการระบาดที่ทำให้ผู้คนออกจากบ้านน้อยลง

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือตลาดสมาร์ตโฟนตอนนี้ค่อนข้างซบเซา MM Research Institute ศูนย์วิจัยด้านการตลาดในกรุงโตเกียวชี้ว่า ในปีที่ผ่านมายอดส่งสมาร์ตโฟนในญี่ปุ่นเติบโตแค่ 3% เท่านั้น เทียบกับยุคบูมๆ ในปี 2011 ซึ่งทางค่ายวางจำหน่ายไอโฟนเป็นครั้งแรกแล้วถือว่าห่างกันอย่างมากเพราะในปีนั้นยอดเติบโตได้ถึง 3 เท่าตัว เลยทีเดียว

ผลลัพธ์ก็คือ นอกจาก Docomo จะหันไปดูช่องทางออนไลน์เพิ่มเติมแล้ว ล่าสุดมีข้อมูลว่าทางบริษัทเตรียมตั้ง ‘หน้าร้านเสมือนจริง’ กว่า 10 ร้านสำหรับภูมิภาคต่างๆ ภายในเดือนกรกฎาคม โดยใช้อวตาร์ในการให้บริการลูกค้าบนเมตาเวิร์ส

Yano Research Institute ศูนย์วิจัยด้านธุรกิจในกรุงโตเกียวคาดการณ์ว่าจำนวนผู้สมัครแพ็กเกจผ่านระบบออนไลน์ล้วนๆ จะเพิ่มขึ้นเป็น 24.5 ล้านครั้ง ภายในปี 2023 คิดเป็น 2 เท่าของปัจจุบันเลยทีเดียว

ที่มา – Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จุดจบหน้าร้าน? ค่ายมือถือญี่ปุ่น จะปิดหน้าร้าน 1 ใน 3 ภายใน 3 ปี หันไปเน้นออนไลน์-เมตาเวิร์สแทน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/docomo-to-close-700-shops-in-2025/

บ้านปูเข้าซื้อแหล่งก๊าซธรรมชาติในบาร์เนตต์ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ บ้านปู แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า บริษัท BKV Corporation (BKV) บริษัทย่อยที่บ้านปูถือหุ้น 96.12% ลงนามสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าซื้อแหล่งก๊าซธรรมชาติรวมทั้งธุรกิจกลางน้ำบริเวณแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ (Barnett) ในสหรัฐอเมริกาจากบริษัท XTO Energy, Inc. and Barnett Gathering LLC (XTO) บริษัทย่อยของ Exxon Mobil Corporation

Banpu

มูลค่าการลงทุนกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 25,125 ล้านบาท มูลค่าผลประโยชน์แก่ผู้ชายในอนาคตรวมไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินลงทุนสำหรับโครงการนี้มาจากกระแสเงินสดของบริษัทและการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน การลงทุนดังกล่าวอยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในสัญญา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในมิถุนายน 2565

สินทรัพย์ดังกล่าวเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ มีความเสี่ยงต่ำในการผลิต เนื่องจากพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบการขนส่ง บริษัทเป็นผู้ดำเนินการผลิตเองรวมทั้งบริหารจัดการขั้นตอนการอัดก๊าซธรรมชาติครอบคลุมระบบท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญในบริเวณรัฐชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐ รายละเอียด ดังนี้

  • ครอบคลุมพื้นที่การผลิตก๊าซธรรมชาติราว 160,000 เอเคอร์ในบริเวณใจกลางของแกล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ มีผลประโยชน์ในหลุมผลิตคิดเป็น 93% ของจำนวนหลุมผลิตทั้งหมดกว่า 2,100 หลุมโดยเป็นผู้ดำเนินการผลิตเอง
  • เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการอัดก๊าซธรรมชาติ บริหารจัดการระบบท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติ ครอบคลุมระยะทาง 750 ไมล์ มีสถานีอัดก๊าซธรรมชาติ จำนวนมากกว่า 20 สถานี สามารถเข้าถึงตลาดที่มีความต้องการก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้แล้ว รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL)
  • ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติ คิดตามสัดส่วนการลงทุนประมาณ 225 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน มีอัตราการลดลงของการผลิตที่ต่ำ สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง

Banpu

การลงทุนดังกล่าวทำให้การผลิตรวมของธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาของบ้านปูเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเป็น 900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 1P จากปัจจุบันประมาณ 4.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นประมาณ 5.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต สามารถสร้างพลังร่วม (synergy) กับแหล่งผลิตเดิมที่มีอยู่และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ เพื่อการเติบโตระยะยาว

การลงทุนนี้เป็นไปตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ของบ้านปู ในการเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านธุรกิจ ขยายพอร์ตพลังงานที่สะอาดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงานมากขึ้น ยกระดับ Antifragile ในทุกกลุ่มธุรกิจ

Banpu

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) สร้างกำไรได้มากถึง 311 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10,264 ล้านบาท) รายได้จากการขายรวม 1,256 ล้านเหรียญสหรัฐ (41,509 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 520 ล้านเหรียญสหรัฐ (19,247 ล้านบาท) คิดเป็น 71% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกัน ปีก่อนหน้า

สำหรับแผนเดินหน้าสร้างการเติบโต 3 กลุ่มธุรกิจหลัก มีดังนี้

  • กลุ่มธุรกิจพลังงาน ทางด้านธุรกิจเหมืองยังคงรักษากำลังการผลิตและปริมาณสำรองที่ดีเพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการในตลาดและคว้าโอกาสที่จะสร้างมูลค่าให้ธุรกิจ
  • ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ คว้าโอกาสจากสถานการณ์ราคาก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้นและมองหาการลงทุนจากแหล่งก๊าซต้นน้ำไปยังธุรกิจกลางน้ำ มุ่งเน้นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป เน้นสร้างประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า
  • ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีการขยายการลทุนในตลาดกลยุทธ์สำคัญที่มีศักยภาพการเติบโจที่ดีอย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ยังคงเน้นการสร้างอัตราการเติบโตให้พอร์ตเทคโนโลยีพลังงานที่มีอยู่ รวมทั้งลงทุนและพัฒนาโซลูชั่นหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานรูปแบบใหม่และเสริมสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลในการสร้างพลังงานร่วมระหว่างธุรกิจที่มีอยู่กับธุรกิจใหม่ๆ

Banpu

บ้านปูเปิดแผน 5 ปี 2021-2025: มุ่งเป้าผลิตพลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น 

ที่มา – Banpu, SET (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post บ้านปูเข้าซื้อแหล่งก๊าซธรรมชาติในบาร์เนตต์ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/banpu-acquire-shale-gas-asset-from-xto-energy-93/

อวสานซูชิ 100 เยน: เงินเฟ้อทุบญี่ปุ่นหนัก Sushiro แบกซูชิราคาเดิมต่อไปไม่ไหว

แบกไม่ไหว ก็ต้องขึ้นราคา!

Sushiro ร้านซูชิสายพานญี่ปุ่นประกาศจะขึ้นราคาซูชิ 1 ตุลาคม 2022 นี้ หลังจากที่อาหารหลากชนิดเริ่มทยอยขึ้นราคาตั้งแต่เมษายนที่ผ่านมา ร้านอาหารก็ค่อยๆ ขึ้นราคากัน

sushiro

นี่คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงโดยแท้ เปลี่ยนแปลงจนผู้บริโภคทั้งหลายต้องตกใจ ยุคก่อนหน้า ลูกค้าอาจจะเคยชินกับสินค้าราคาถูก แต่สำหรับยุคนี้ไม่ใช่แล้ว ต้องคิดหน้าคิดหลังเวลาควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ดี เมื่อถึงเวลาที่พ่อค้าแบกรับต้นทุนราคาสินค้าไม่ไหว ก็ถึงเวลาต้องขึ้นราคาแล้ว ล่าสุดลามมาซูชิสำหรับคออาหารญี่ปุ่นแล้ว

ล่าสุด Sushiro  ร้านซูชิสายพานที่โด่งดังก็ไม่ยอมตกขบวนดังกล่าว ประกาศขึ้นราคาทุกสาขาทั่วประเทศในวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม

ปัจจุบัน Sushiro ร้านซูชิสายพานก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1984 มีมากกว่า 600 แห่งทั่วญี่ปุ่น มีราคาซูชิเริ่มต้นที่จานละ 100 เยนก่อนบวกภาษีที่กลายเป็นราคามาตรฐานสำหรับร้านอาหารซูชิสายพานเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ได้พยายามจะรักษาระดับราคาไว้คงเดิมแต่ก็ต้องทำให้คุณภาพอาหารเปลี่ยนไป จนในที่สุดร้านอาหารก็ไม่ต้องการให้รสชาติอาหารแย่ลงด้วย จึงตัดสินใจเลิกคงราคาซูชิไว้ที่จานละ 100 เยน

Sushiro

หลังจากต้นทุนที่แบกไว้เริ่มหนักหน่วง เนื่องจากจับปลาได้ยากขึ้น ส่วนประกอบอาหาร โลจิสติกส์ล้วนแพงขึ้นถ้วนหน้า แรงงานในอุตสาหกรรมประมงก็ขาดแคลน จากจำนวน 1.8 แสนคนในปี 2013 ก็ลดลงเหลือ 1.3 แสนคนในปี 2020

ทำให้ร้านซูชิต้องขึ้นราคาด้วยความจำเป็น ซึ่งการกขึ้นราคานี้ก็จะขึ้นตามทำเลร้านอาหารในแต่ละแห่งที่แจกต่างกันไปทั้งในระดับนอกเมือง ชานเมืองและในเมือง

ตัวอย่างการขึ้นราคาที่ขึ้นนั้นก็ไม่ได้แพงอย่างรุนแรงจนน่าตกใจ เช่น จานสีเหลือง ขึ้นจาก 110 เยนเป็น 120 เยน จานสีแดง ขึ้นจาก 165 เยนเป็น 180 เยนและจานสีดำจาก 330 เยนเป็น 360 เยน

Sushiro

ด้าน Koichi Mizutome ประธานของ Food & Life Cos. บริษัทแม่ของซูชิสายพาน Sushiro ระบุถึงสาเหตุหลักที่ต้องขึ้นราคา มาจากวัตถุดิบนำเข้า 70% และเงินเยนที่อ่อนค่า อีกทั้งการที่จับปลาได้น้อยลง ภาวะเงินเฟ้อและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น จากสถานการณ์ดังกล่าวก็ทำให้กำไรของบริษัทลดลงไป 34% ราว 8.4 พันล้านเยน การปรับราคาขึ้นของ Sushiro น่าจะส่งผลให้บริษัทคู่แข่งค่อยๆ ปรับราคาขึ้นตามเช่นกัน

ที่มา – TimeOut, Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อวสานซูชิ 100 เยน: เงินเฟ้อทุบญี่ปุ่นหนัก Sushiro แบกซูชิราคาเดิมต่อไปไม่ไหว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-end-of-100-yen-sushi-plate/

สภาจุฬาลงกรณ์ฯ มอบปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ธนินท์ เจียรวนนท์

สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ประธานอาวุโสเครือซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ ในฐานะผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในศาสตร์ด้านธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม เป็นต้นแบบนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์

chula cp

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2563 ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2565 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ในการนี้ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

เข้ารับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในฐานะผู้ที่ผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในศาสตร์ด้านธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาบุคลากร และวิชาชีพทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยมีกำหนดเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 19 พฤษภาคม 2565

ธนินท์ เจียรวนนท์ CP

ที่มา – we are cp

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สภาจุฬาลงกรณ์ฯ มอบปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ธนินท์ เจียรวนนท์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/dhanin-chearavanont-earns-honorary-doctorate-from-chulalongkorn-university/

อินโดคุย Elon Musk-เวียดนามพบ Apple-Google-Microsoft โน้มน้าวยักษ์ใหญ่ ลงทุนในประเทศ

เมื่อวันที่ 12 ถึง 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผู้นำประเทศจากชาติอาเซียนเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อพูดคุยในหลายประเด็น เช่น การระบาดของโควิด-19 การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้การประชุมจะจบลงไปตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม แต่ผู้นำบางประเทศก็ถือโอกาสไปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ เข้าพูดคุยกับผู้นำทางธุรกิจจากบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Tesla, Apple, Google ไปจนถึง Intel เพื่อกระชับความสัมพันธ์และโน้มน้าวให้ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในประเทศ

เวียดนามลุย Silicon Valley

ล่าสุด มีรายงานว่า Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้เข้าพบ Tim Cook ซีอีโอของ Apple ที่ Apple Park เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลเวียดนามให้คำมั่นว่าจะสร้างบรรยากาศทางธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใส และเป็นไปตามกลไกตลาดเพื่อช่วยให้บริษัทและนักลงทุนสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในเวียดนามได้อย่างสะดวกสบาย

เขายังระบุอีกด้วยว่า มีความยินดีที่เวียดนามได้เข้าไปเกี่ยวโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยปัจจุบันในเวียดนามมีบริษัทกว่า 31 บริษัท และแรงงานกว่า 160,000 คน ที่มีส่วนกับผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ให้กับบริษัท Apple

(Photo by Justin Sullivan/Getty Images)

รายงานระบุว่า Tim Cook เองก็ได้ขอบคุณไปยังเวียดนามสำหรับบรรยากาศทางธุรกิจที่น่าพึงพอใจ โดยเขาชี้ว่า Apple ก็หวังจะขยายห่วงโซ่อุปทานของบริษัทไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น และร่วมมือกับธุรกิจในประเทศมากกว่าเดิม ซึ่งตอนนี้เขากำลังพิจารณาที่จะขยายความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในเวียดนาม และเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์จากเวียดนามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลน์การผลิต

นอกจาก Apple แล้ว ในวันเดียวกัน ผู้นำเวียดนามได้เดินทางเข้าไปพบกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นๆ ใน Silicon Valley ทั้ง Google, Microsoft และ Intel

อินโดฯ ใช้ข้อได้เปรียบเรื่องทรัพยากรโร่คุย Elon Musk

รัฐบาลอินโดนีเซียแถลงว่า ในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา Joko Widodo ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้เข้าพูดคุยกับ Elon Musk ซีอีโอของบริษัทชื่อดังอย่าง Tesla และ SpaceX ที่ Starbase ฐานปล่อยจรวดในเท็กซัส เพื่อหารือกันในเรื่องการลงทุนที่เป็นไปได้ในอนาคตในประเทศอินโดนีเซีย

ภาพจาก SpaceX

ประเด็นพูดคุยที่สำคัญในครั้งนี้คือการชักชวนให้ Tesla เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนิกเกิล ซึ่งเป็นแร่สำคัญในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าโดยอินโดนีเซียคือผู้ผลิตแร่ชนิดนี้มากที่สุดในโลก โดยมีกำลังการผลิตเป็น 3 เท่าของผู้ผลิตอันดับ 2 อย่างมาเลเซีย นอกจากนี้ ยังมีการชักชวนให้เข้ามาลงทุนในการผลิตแบตเตอรี่และพูดถึงความร่วมมือกับ SpaceX อีกด้วย

โดยทาง Elon Musk ได้ระบุผ่านแถลงการณ์ว่ามีช่องทางให้ร่วมมือกันในหลายๆ เรื่อง เพราะอินโดนีเซียคือประเทศที่มีศักยภาพ และนอกจากนี้ Musk ก็ได้ตอบกลับทวีตของ Joko Widodo ที่โพสต์รูปการคุยกันที่เท็กซัสว่า “นับเป็นเกียรติที่ได้พบกันที่ Starbase และพูดคุยเกี่ยวกับโครงการในอนาคตที่น่าสนใจ”

ที่มา – Reuters, iMore, ASEAN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อินโดคุย Elon Musk-เวียดนามพบ Apple-Google-Microsoft โน้มน้าวยักษ์ใหญ่ ลงทุนในประเทศ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/asean-leaders-in-talks-with-us-ceo/

เปิด 5 เหตุผลที่ HUAWEI WATCH FIT 2 คือสมาร์ทวอทช์ที่ไม่ควรพลาด! อัจฉริยะ-คุ้มค่า-ครบเครื่อง

ใครที่อยู่ในช่วงเริ่มหันมาออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ อยากนับก้าว และมองหาตัวช่วยเป็นสมาร์ทวอทช์คุ้มๆ สักเครื่องติดตัวไว้ติดตามกิจวัตรประจำวัน ขอแนะนำ HUAWEI WATCH FIT 2 สมาร์ทวอทช์รุ่นสุดคุ้มจากหัวเว่ยที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งต่อยอดความสำเร็จหลังได้เสียงตอบรับล้นหลามตั้งแต่รุ่นแรก เพราะความอัจฉริยะที่ทั้งครบเครื่องและคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสมาร์ทวอทช์อื่นๆ ในระดับเดียวกัน

มารุ่นนี้หัวเว่ยก็ใส่ฟีเจอร์อัปเกรดมาแบบรอบด้าน ทั้งหน้าจอที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 18.6% อ่านค่าสุขภาพเต็มตาบนหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.74 นิ้ว เพราะสุขภาพต้องชัดเจน จอใหญ่อ่านง่าย ทั้งยังรองรับ Bluetooth Calling คุยสายได้ชัดๆ จากบนข้อมือ มากับแบตเตอรี่ที่ใช้ต่อเนื่องยาวๆ สูงสุด 10 วัน และมาในดีไซน์ที่ทันสมัย เข้ากันได้กับทุกลุค

บอกได้เลยว่านี่คือสมาร์ทวอทช์รุ่นที่เปิดตัวแรงในรอบปี และวันนี้เราขออาสารวบรวมจุดเด่นมาให้เห็นกันชัดๆ กับ 5 เหตุผลว่าทำไม HUAWEI WATCH FIT 2 ถึงเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

1.ขนาดจอที่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมระบบปฎิบัติการใหม่ HarmonyOS

สายรักสุขภาพไม่ว่าจะวัยไหนก็อ่านจอได้ง่ายๆ ด้วยหน้าจอใหม่ใหญ่กว่าเดิม ขนาด 1.74 นิ้ว พร้อมดีไซน์หน้าปัดหลากหลายที่เลือกดาวน์โหลดได้ผ่าน HUAWEI Health และตั้งการแสดงผลแบบตลอดเวลา (AOD) ใช้งานง่ายด้วยไอคอนเมนูที่จัดเรียงแบบกระดานหมากรุก กับระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ที่มาพร้อมกว่า 30 แอปพลิเคชันให้เลือกใช้ได้อย่างสะดวกสบายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ทุกแง่มุม

2. รับสายโทรออกได้ผ่านบลูทูธ เก็บสมาร์ทโฟนเข้าล็อกเกอร์แล้วเดินตัวปลิวขึ้นลู่วิ่งได้เลย

HUAWEI Watch Fit 2

ไม่พลาดทุกสายเรียกเข้าเพราะ HUAWEI WATCH FIT 2 รองรับทั้งการรับสายและโทรออกผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.2 ในรัศมี 100 เมตรรวมถึงสามารถกดปฏิเสธสายได้เมื่อไม่พร้อมรับสาย หรือตั้งค่าข้อความอัตโนมัติสั้นๆ ไว้ตอบกลับสายเรียกเข้าได้จากบนข้อมือได้

สะดวกสบายขึ้นอีกระดับเมื่อเชื่อมต่อสมาร์ทวอทช์เข้ากับหูฟังไร้สาย พกเสียงเพลงไปฟังระหว่างออกกำลังกายได้โดยตรงจากบนข้อมือ โดยตัวสมาร์ทวอทช์สามารถเก็บเพลงได้สูงสุดถึง 50002 เพลง3

3. วอร์มอัปก่อนออกกำลังกายกับ Personal Trainer บนข้อมือ

HUAWEI WATCH FIT 2 พร้อมเป็นเทรนเนอร์ที่คอยสอนท่าวอร์มอัปด้วยฟีเจอร์ “โค้ชออกกำลังกายส่วนตัวบนข้อมือ” ที่จะมาสาธิตท่าวอร์มอัปที่ถูกต้องใน 7 โหมดออกกำลังกาย ได้แก่ โหมดวิ่งกลางแจ้ง วิ่งในร่ม ปั่นจักรยานกลางแจ้ง ปั่นจักรยานในร่ม ว่ายน้ำในสระ ว่ายน้ำในพื้นที่เปิดและกระโดดเชือก แถมยังรองรับการติดตามการออกกำลังกายเยอะถึง 97 โหมด สามารถดูทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการเผาผลาญแคลอรี และค่าต่างๆ ของร่างกายอย่างละเอียดตามแต่ละโหมดออกกำลังกาย ขอย้ำว่าวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะอยู่ใต้น้ำก็ได้นะ!

4. ช่วยเตือนให้ดื่มน้ำ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ได้ผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ที่อยู่กับเราทุกที่ทุกเวลากับฟีเจอร์ Health Living Shamrock4 ที่ให้เรากำหนดเป้าหมายเล็กๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งบางทีอาจยุ่งจนลืมไประหว่างวัน เช่น เตือนให้ดื่มน้ำได้ตามปริมาณที่กำหนด จำนวนก้าวที่ต้องการเดินในแต่ละวัน เตือนให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เตือนเวลาตื่นและเวลาเข้านอน เป็นต้น เพื่อทำให้ได้เป็นกิจวัตรและสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังมีผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนตัว HUAWEI Assistant Today เพียงปัดขวาที่หน้าจอก็สามารถเช็คสภาพอากาศ ตั้งนาฬิกาปลุก ดูข้อความแจ้งเตือน และเป็นทางลัดสู่เมนูอื่น ๆ อีกมากมายได้ทันที

5. รู้เท่าทันสุขภาพทุกฝีก้าว วัดทั้ง Heart Rate และค่า SpO2 ได้อย่างแม่นยำตลอดวัน

การนับก้าวและวัดอัตราการเต้นของหัวใจถือเป็นความสามารถขั้นพื้นฐานของสมาร์ทวอทช์ แต่จะหาสมาร์ทวอทช์ที่วัดแล้วได้ความแม่นยำด้วยนั้น ต้องเลือกกันที่เทคโนโลยีที่นำมาใช้ HUAWEI WATCH FIT 2 แม่นยำด้วย GPS Sensor ที่ติดตั้งมาในตัว และ Motion Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหวถึง 9 ตัว วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้แม่นยำ 24 ชั่วโมง5 

ด้วยเทคโนโลยี HUAWEI TruSeen™ 5.0 สามารถติดตามการนอนหลับพร้อมประเมินคุณภาพการนอน ติดตามรอบเดือนสำหรับสุภาพสตรี และมอนิเตอร์ระดับความเครียดพร้อมฝึกกำหนดลมหายใจ รวมไปถึงสามารถวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2)6 ได้ตลอดทั้งวัน โดยสามารถดูค่าสุขภาพอย่างละเอียดได้ทั้งบนหน้าจอสมาร์ทวอทช์และละเอียดยิ่งขึ้นเมื่อดูผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health

คุณสมบัติครบเครื่อง คุ้มค่า และอัจฉริยะขนาดนี้ HUAWEI WATCH FIT 2 มีราคาค่าตัวแค่ 4,990 บาท ให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black, สีฟ้า Isle Blue และสีชมพู Sakura Pink พร้อมโปรโมชันพิเศษเมื่อสั่งซื้อสินค้าก่อนใคร รับฟรี HUAWEI Scale 3 มูลค่า 799 บาท ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2565 ที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน Shopee, Lazada, JD Central, Thisshop และแอปพลิเคชัน My HUAWEI

แต่หากใครที่เล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ ชอบไปวิ่งสวน ออกรอบตีกอล์ฟ หรือไปทริปดำน้ำอยู่บ่อยๆ ขอแนะนำให้พิจารณาอีกตัวเลือกที่อัจฉริยะระดับมือโปรอย่าง HUAWEI WATCH GT 3 Pro สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดจากตระกูลเรือธงที่ปลดล็อคความสามารถมาพร้อมโหมดออกกำลังกายใหม่ทั้ง “ดำน้ำ” และ “กอล์ฟ” มากับดีไซน์สวยในขนาด 46 มม. และ 43 มม. รองรับการใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 14 วัน7 ให้ใส่ออกทริปกันยาวๆ โดยไม่ต้องกังวล

มีให้เลือกทั้ง ขนาด 46 มม. ในรุ่น Titanium Edition ดีไซน์เข้ม กรอบไทเทเนียม สายหนัง วางจำหน่ายในราคา 11,990 บาท และขนาด 43 มม. คือรุ่น Ceramic Edition กรอบเซรามิกขาวขอบทอง พร้อมสายเซรามิกสีขาว วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท ทั้งสองรุ่นรับฟรีหูฟังไร้สาย HUAWEI FreeBuds 4i มูลค่า 2,799 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าก่อนใคร ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2565 ที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน Shopee, Lazada, JD Central, Thisshop และแอปพลิเคชัน My HUAWEI

ติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดก่อนใครได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ HUAWEI Mobile TH สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อสินค้า คอมมิวนิตี้ และบริการ ง่ายๆ ในคลิกเดียว เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน My HUAWEI ใน HUAWEI AppGallery

#HUAWEIFlagshipProductLaunch2022


1 ข้อมูลจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ HUAWEI Labs โดยเมื่อเชื่อมต่อการใช้งาน HUAWEI WATCH FIT 2 เข้ากับ HUAWEI Health App ก็จะสามารถใช้งานได้

2 ฟีเจอร์การเก็บเพลงสูงสุดได้ 5,000 เพลง สามารถใช้งานได้ผ่านการอัปเดตแบบ OTA (over-the-air) เท่านั้น

3 ไฟล์เพลงแบบ mp3

4 Healthy Living Shamrock ทำหน้าที่เป็นการแนะนำที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถใช้แทนวิธีรักษาทางการแพทย์ และหากผู้ใช้มีอาการไม่สบาย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำ

5 ใช้เพื่อการมอนิเตอร์เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทางการแพทย์ได้

6 ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด หมายถึง ส่วนของฮีโมโกลบินที่อิ่มตัวด้วยออกซิเจนโดยเทียบกับฮีโมโกลบินทั้งหมดในเลือด ข้อมูลการตรวจวัดไม่ได้มีเป้าหมายที่จะนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยรักษาหรือป้องกันโรคหรือภาวะใดๆ แต่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการออกกำลังกายโดยทั่วไปเท่านั้น

7 อ้างอิงจากผลการทดลองโดย HUAWEI Test Labs และสำหรับการใช้งานทั่วไป โดยจะแตกต่างกันระหว่างรุ่น Titanium Edition ขนาด 46 มม. และ Ceramic Edition ขนาด 43 มม.

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/5-reasons-why-huawei-watch-fit-2-is-a-smart-watch-you-shouldnt-miss/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5-reasons-why-huawei-watch-fit-2-is-a-smart-watch-you-shouldnt-miss

นี่แค่ไตรมาสแรก! การบินไทยขาดทุน 3.2 พันล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อน

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 โดยผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยไตรมาสแรกของปีนี้มีรายได้รวมทั้งสิ้น 11,181 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 6,797 ล้านบาท (155%)

Thai-airways-q1-2022

รายได้โดยรวมที่สูงกว่าปีก่อน 155% เนื่องจากรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าเพิ่มขึ้น 6,719 ล้านบาท (255.7%) รายได้จากการบริการอื่นๆ พิ่มขึ้น 103 ล้านบาท (8.3%) เนื่องจากบริษัทเริ่มกลับมาทำการบินและให้บริการเที่ยวบินประจำในเส้นทางระหว่างประเทศ ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย

มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 14,4348 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2,967 ล้านบาท (26.1%) แปรผันตามปริมาณการผลิตและ/หรือปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาน้ำมันสูงกว่าปีก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายบุคลากรลดลงจากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการและค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่นลดลงตามการควบคุมการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 3,167 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อน 3,830 ล้านบาท (54.7%) นอกจากนั้นยังมีต้นทุนทางการเงินจำนวน 2,192 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1,619 ล้านบาท (42.5%)

บริษัทฯ และบริษัทย่อย (ได้แก่ บริษัท ไทย-vะมาดิอุสเซาท์อีสต์เอเชีย จำกัด, บริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด, บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, บริษัท ไทยไฟลท์เทรนนิ่ง จำกัด และบริษัท ทัวร์เอื้องหลวง จำกัด) มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 จำนวน 3,243 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 8,962 ล้านบาทหรือขาดทุนลดลงอยู่ที่ 73.4% เป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 3,247 ล้านบาท คิดเป็นขาทุนต่อหุ้น 1.49 บาท ขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 5.59 บาท

ณ 31 มีนาคม 2565 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 162,423 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2564 จำนวน 1,204 ล้านบาท (0.7%) หนี้สินรวมมีจำนวน 236,909 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก วันที่ 31 ธันวาคม 2564 จำนวน 4,439 ล้านบาท (1.9%) ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และบริษัทย่อยติดลบจำนวน 74,486 ล้านบาท ติดลบเพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2564 จำนวน 3,235 ล้านบาทจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย

ที่มา – SET (1), (2), (3), การบินไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post นี่แค่ไตรมาสแรก! การบินไทยขาดทุน 3.2 พันล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thai-airways-q1-in-2022/

เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.2% ฟื้นตัวช้าอันดับท้ายๆ ของอาเซียน ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565

สภาพัฒน์ฯ แถลง GDP ไทยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565 โต 2.2% เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนแล้วยังถือว่าต่ำกว่า มาดูกันว่าประเทศอื่นเติบโตกันเท่าไหร่บ้าง

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) แถลงว่าเศรษฐกิจไทยเติบโต 2.2% ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และหากเทียบช่วงไตรมาสที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจไทยโตขึ้น 1.1%

อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ฯ ปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปีลงเหลือ 2.5-3.5% จากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้าว่าจะเติบโตที่ 3.5-4.5% โดยมีสาเหตุจากภาวะเงินเฟ้อและสภาพเศรษฐกิจโลกที่ถูกกระทบจากกรณีรัสเซียบุกยูเครน

2.2% มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับชาติอื่น

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีฟื้นตัวได้ช้ากว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2565 ที่น้อยกว่าจากข้อมูลจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและสถิติประเทศต่างๆ 

โดยแต่ละประเทศในอาเซียนมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจดังนี้

  • ฟิลิปปินส์ 8.3% (หน่วยงานสถิติฟิลิปปินส์)
  • เวียดนาม 5.03% (สำนักงานสถิติเวียดนาม)
  • อินโดนีเซีย 5.01% (สำนักงานสถิติอินโดนีเซีย)
  • มาเลเซีย 5% (ธนาคารกลางมาเลเซีย)
  • สิงคโปร์ 3.4% (ประมาณการล่วงหน้า กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม)
  • ไทย 2.2% (สภาพัฒน์ฯ)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาจากแถลงของสภาพัฒน์ฯ ครั้งนี้ คือ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เพราะข้อมูลชี้ว่าธุรกิจที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว (จากฐานต่ำ) ได้ถึง 34.1% 

โดยถือเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด การเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบ Test & Go และการผ่อนคลายมาตรการเดินทางออกนอกประเทศของหลายประเทศทั่วโลก 

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 5 แสนคน เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 หมื่นคนเท่านั้น

ที่มา – สภาพัฒน์ฯ, Nikkei Asia (1)(2)(3)(4), MTI

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.2% ฟื้นตัวช้าอันดับท้ายๆ ของอาเซียน ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thai-gdp-q1-2022-compared-to-asean/

ผ่อนคลายมาตรการโควิด! อินโดนีเซียเลิกใส่หน้ากากในพื้นที่สาธารณะแล้ว

โจโควี่ หรือโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียประกาศผ่านคลิปวิดีโอให้ประชาชนสามารถถอดหน้ากากหรือไม่ต้องสวมใส่หน้ากากได้ในพื้นที่สาธารณะ

Indonesia covid

หลังจากที่ประเทศต้องทนทุกข์กับมาตรการป้องกันโควิดเข้มข้นยาวนานกว่า 2 ปี ล่าสุด โจโควี ผู้นำอินโดนีเซียตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการป้องกันแล้ว โดยประกาศให้ประชาชนไม่ต้องสวมใส่หน้ากากในพื้นที่สาธารณะได้ โดยเฉพาะพื้นที่เปิดหรือพื้นที่โล่ง หลังจากที่มองว่าตอนนี้ประเทศสามารถจัดการ ควบคุมการระบาดของโควิดได้แล้ว

การไม่สวมใส่หน้ากากป้องกันโควิดนี้ทำได้ในพื้นที่สาธารณะที่เปิดโล่งและไม่มีคนแออัดหนาแน่นในพื้นที่มากนัก แต่สำหรับในการใช้ชีวิตในพื้นที่ปิด เช่น ขนส่งมวลชนสาธารณะยังต้องให้ใส่หน้ากากป้องกันตัวเองอยู่

ขณะเดียวกันผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เปราะบาง หรือผู้สูงวัย หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว โจโควียังแนะนำให้ต้องสวมใส่หน้ากากอยู่เสมอเมื่อทำกิจกรรมใดๆ นอกบ้าน และสำหรับผู้ที่มีอาการไอ หรือมีไข้หวัดก็ยังจำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากขณะทำกิจกรรมนอกบ้านเช่นกัน ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางภายในประเทศและต่างประเทศที่รับวัคซีนต้านโควิดครบโดสแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตรวจ PCR หรือตรวจแบบ rapid test

ที่มา – Facebook page: Jokowi

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผ่อนคลายมาตรการโควิด! อินโดนีเซียเลิกใส่หน้ากากในพื้นที่สาธารณะแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/indonesia-loosen-mask-wearing-policy/