คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

Taco Bell รุกหนักตลาดอินเดีย ประกาศเพิ่มอีก 600 สาขา สร้างงานกว่า 20,000 ตำแหน่ง

หลังแผนนี้ได้ประกาศออกมา “อินเดีย” ก็เตรียมขึ้นแท่นเป็นตลาดนอกสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดของ Taco Bell เป็นที่เรียบร้อย

Taco Bell
Taco Bell Photo: Shutterstock

อินเดียจะกลายเป็นตลาดนอกสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดของ Taco Bell

Taco Bell เชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์เม็กซิกัน ประกาศขยายสาขา 600 แห่งภายในปี 10 ปีนับจากนี้ โดยจะทำให้เกิดการจ้างงานใหม่อีกประมาณ 20,000 ตำแหน่ง

Ankush Tuli กรรมการผู้จัดการของเชนร้าน Taco Bell เอเชีย บอกว่า “เรามองเห็นโอกาสในตลาดอินเดียที่มีอยู่อีกมาก” การประกาศรุกหนักตลาดอินเดียในครั้งนี้ จะทำให้แบรนด์มีศักยภาพอีกมากในตลาดนอกประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะอินเดียนอกจากจะเป็นตลาดที่ใหญ่ ยังมีจำนวนคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางที่จะเป็นฐานให้กับแบรนด์อีกมหาศาลในอนาคต

ปัจจุบัน Taco Bell มีสาขาอยู่แล้ว 35 แห่งในอินเดีย แต่สำหรับการประกาศขยายสาขากว่า 600 แห่งในครั้งนี้ได้จับมือกับ Burman Hospitality บริษัทอินเดียผู้ดูแลแฟรนไชส์ของ Taco Bell ในอินเดีย โดยในขั้นแรกจะขยายสาขาเพิ่มทันที 25 แห่งภายในปี 2019 นี้

ปัจจุบัน Taco Bell มีสาขาส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยมีจำนวนกว่า 7,000 สาขา ส่วนในตลาดนอกประเทศมีประมาณ 480 สาขา โดยตั้งอยู่ในกว่า 29 ประเทศ ซึ่งทาง Taco Bell มีแผนที่จะเจาะตลาดนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งอินโดนีเซีย เนื่องจากคู่แข่งในธุรกิจเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่มีสาขาอยู่ทั่วโลกอย่างแข็งแกร่ง ดังนั้นถ้า Taco Bell ต้องการแข่งขัน จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขยายสาขาไปครอบคลุมในหลายประเทศทั่วโลก

ส่วนในไทยเอง เมื่อต้นปี Taco Bell ก็ได้เข้ามาเปิดสาขาแรกที่ The Mercury Ville ชิดลม โดยผู้บริหารแฟรนไชส์ในไทยคือ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ธุรกิจของครอบครัว “มหากิจศิริ

ที่มา – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/taco-bell-india-expansion/

โฆษณา

ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ออกแคมเปญลดราคาอาหารใกล้หมดอายุ หวังลดปริมาณขยะอาหาร

ปัญหาที่ท้าทายสังคมญี่ปุ่นและทั่วโลกอย่างหนึ่ง ก็คือปริมาณขยะอาหารที่หมดอายุก่อนถูกรับประทาน (Food Waste) มีการผลิตออกมาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตัวเลขของญี่ปุ่นนั้นสูงถึงปีละ 6.4 ล้านตัน ซึ่งเป็น 2 เท่า ของตัวเลขปริมาณอาหารที่สหประชาชาติส่งมอบให้ผู้ขาดแคลนเสียอีก

ร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการผลิตขยะอาหารออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากร้านเหล่านี้จำเป็นต้องวางสินค้าอาหารไว้เยอะ ๆ เพื่อให้ลูกค้าสะดุดตาและเพิ่มทางเลือก แต่ในทุกวันก็ย่อมมีอาหารที่ขายไม่ออก และต้องทิ้งไปเพราะหมดอายุ ล่าสุด Lawson ญี่ปุ่น ประกาศโครงการสะสมแต้ม โดยลูกค้าจะได้แต้ม 5 พอยต์ ทุกการซื้ออาหารใกล้หมดอายุ 100 เยน โครงการนี้จะเริ่มที่สาขาในเกาะโอกินาว่าก่อน หากประสบผลดีก็จะขยายทั่วประเทศต่อไป

อาหารกล่อง ข้าวปั้น ที่ใกล้หมดอายุจะมีสติกเกอร์ติดแสดงไว้ โดยเริ่มกับอาหารที่เหลือวางขายหลัง 4 โมงเย็น เป็นต้นไป ซึ่งใกล้เวลาที่ต้องนำไปทิ้งของวันนั้น

มีรายงานว่า เซเว่นอีเลฟเว่น ในญี่ปุ่น ก็มีแผนจะทำโครงการกระตุ้นการซื้ออาหารที่ใกล้หมดอายุเพื่อได้แต้มสะสมเช่นเดียวกัน

นอกจากผลดีด้านสิ่งแวดล้อม การพยายามลด Food Waste ของร้านสะดวกซื้อก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น 2 ทาง ทั้งค่าแรงคนงานที่สูงขึ้นจากปัญหาสังคมสูงอายุที่ขาดแคลนคนทำงาน ขณะที่ขยะอาหารก็ถือเป็นต้นทุนที่ร้านต้องแบกรับ หากลดขยะส่วนนี้ได้ก็จะช่วยลดต้นทุนดำเนินการได้เช่นกัน

ที่มา: The Japan Times ภาพ Lawson JP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-combini-food-waste/

หนังสือ 5 เล่มที่ Bill Gates แนะนำให้อ่านในช่วงซัมเมอร์ปีนี้

คอนเทนต์สำหรับคนรักการอ่าน นี่คือลิสต์หนังสือ 5 เล่มที่ Bill Gates มหาเศรษฐีและเจ้าพ่อรีวิวหนังสือตัวยง แนะนำให้อ่านในช่วงซัมเมอร์ปี 2019

Bill Gates
Bill Gates Photo: Gatesnotes

หนังสือ 5 เล่มที่ Bill Gates แนะนำให้อ่านช่วงซัมเมอร์ปี 2019 มีดังนี้

Upheaval
Upheaval Photo: Gatesnotes

1. Upheaval โดย Jared Diamond

ด้วยความที่ Gates เป็นแฟนตัวยงของนักเขียนคนนี้ เขาบอกว่าหนังสือเล่มนี้จึงพลาดไม่ได้ โดยหนังสือเล่มนี้พูดถึงการที่ “รัฐ/ชาติ/ประเทศ” ต่างๆ ทั่วโลกจัดการกับปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นมาในสังคม ซึ่งความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการที่ผู้เขียนยกตัวอย่างกรณีศึกษาได้อย่างหลากหลายและน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อย่างสงครามกลางเมือง หรือการถูกคุกคามจากต่างประเทศ

หนังสือเล่มนี้ใช้วิธีการอธิบายเรื่องราวต่างๆ โดยใช้ศาสตร์ของวิชาจิตวิเคราะห์เป็นหลัก เช่นนำมาอธิบายว่าเหตุใดประชาชนในประเทศนี้จึงตอบสนองต่อเหตุการณ์หนึ่งๆ ด้วยท่าทีแบบนี้ แน่นอนว่าบางประเทศก็สร้างสรรค์ บางประเทศก็มีอุปสรรคขวากหนามในการรับมือกับเหตุการณ์เลวร้าย

“หนังสือเล่มนี้อาจฟังดูน่าหดหู่ แต่เมื่ออ่านจบแล้ว ผมรู้สึกว่าผมมองโลกในแง่บวกมากขึ้น และมั่นใจด้วยว่าความสามารถที่พวกเรามีอยู่ จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้”

Nine Pints
Nine Pints Photo: Gatesnotes

2. Nine Pintsโดย Rose George

หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องเดียวแบบเน้นๆ นั่นก็คือว่าด้วยเรื่องของ “เลือด” (ชื่อหนังสือ 9 ไพน์ เป็นปริมาณเลือดในร่างกายของคนวัยผู้ใหญ่โดยทั่วไป)

Gates บอกว่า ด้วยความชอบหนังสือที่พูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบเจาะลึก และหนังสือเล่มนี้ตอบโจทย์เขามาก เพราะเมื่ออ่านจบแล้ว พบว่าเรื่องเลือดมีอะไรให้เรียนรู้ได้อีกเยอะมาก เช่น อัตราการไหลของเลือดที่หล่อเลี้ยงสมองของมนุษย์ในปัจจุบันมากว่ามนุษย์ในยุคแรกกว่า 600%

“หนังสือเล่มนี้น่าอ่าน เพราะมันกำลังพูดเรื่องถึงเรื่องที่เราทุกคนมีร่วมกัน”

A Gentleman in Moscow
A Gentleman in Moscow Photo: Gatesnotes

3. A Gentleman in Moscow โดย Amor Towles

หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายเล่มเดียวที่ Gates แนะนำให้อ่านในช่วงซัมเมอร์ปีนี้ เขาบอกว่าดูเหมือนทุกคนรอบตัวเขาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปหมดแล้ว ยกเว้นแต่เขาคนเดียว แต่เมื่อได้อ่านแล้วเขาบอกว่า “ดีใจมากที่ได้อ่าน” และไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องราวของรัสเซียหรือไม่ (Gates บอกว่าเขาชอบเรื่องราวของรัสเซียมากๆ และเขาก็อ่านงานของ Dostoyevsky นักเขียนชาวรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาแล้วทุกเล่ม) คุณจะสนุกไปกับมันได้ไม่ยาก เพราะแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่มีการอัดแน่นสาระทั้งโรแมนซ์ การเมือง การจารกรรม บทวี ฯลฯ

Presidents of War
Presidents of War Photo: Gatesnotes

4. Presidents of War โดย Michael Beschloss.

หนังสือเล่มนี้พูดถึงภาวะการเป็นผู้นำของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเวียดนาม Gates บอกว่าเขามีความสนใจเรื่องสงครามเวียดนามอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ต้องบอกว่า จะอะไรมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากสงครามเวียดนามที่ทุกคนรู้จักกันดีแล้ว ในการนำของผู้นำสหรัฐในครั้งนั้นยังได้นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่อีกมาก

แต่ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือการตั้งคำถามแบบ “what if” กับเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น โดย Gates บอกว่าคนเขียนทำได้ดีมากๆ และเมื่ออ่านแล้วทำให้ต้องตระหนักถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างดีมากขึ้น

The Future of Capitalism
The Future of Capitalism Photo: Gatesnotes

5. The Future of Capitalism โดย Paul Collier

อนาคตของทุนนิยมคือหนังสือที่ Gates บอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับแทบทุกอย่างที่ผู้เขียนเสนอ สิ่งที่เขาชื่นชอบในหนังสือคือการวิเคราะห์ถึงปัญหาของทุนนิยมในสังคม แต่ข้อเสนอหรือทางออกของผู้เขียนนั้น Gates ไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้น่าสนใจตรงที่ได้พูดถึง “ทุนนิยม” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่แห่งยุคสมัย แต่ดูจากคำแนะนำที่ Gates เขียนไว้พอจะสรุปได้ว่า เขาเห็นด้วยว่าระบอบทุนนิยมในทุกวันนี้ต้องได้รับการจัดการ/แก้ไข แต่ไม่ใช่การโค่นล้มให้ล่มสลายลงไปอย่างแน่นอน เพราะถึงที่สุดแล้ว โลกในทุกวันนี้ยังไม่ได้ระบอบอะไรที่ดีกว่าทุนนิยมในการสรรสร้างค์นวัตกรรมและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ที่มา – Gatesnotes, Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-books-bill-gates-summer-2019/

สื่อต่างประเทศ ยกความแข็งแกร่งของหัวเว่ย ยืนหยัดได้ด้วยความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

 

2-3 วันนี้ข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวของหัวเว่ยและกูเกิลที่กำลังเป็นประเด็นในตอนนี้ เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามว่า ทำไมแฟนหัวเว่ยจำนวนมาก รวมถึงสื่อต่างประเทศถึงยังคงให้ความสนใจและเชื่อมั่นในแบรนด์หัวเว่ยอยู่เหมือนเดิม

นี่คือข้อมูลบางส่วนที่สื่อต่างประเทศหยิบยกความแข็งแกร่งของหัวเว่ยขึ้นมา ซึ่งคงเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่มัดใจสาวกหัวเว่ยเอาไว้ได้

หัวเว่ยเป็นสินทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ผู้คุกคามทางความมั่นคงแต่อย่างใด

จริงๆ แล้วหัวเว่ยสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับสหรัฐอเมริกา ด้วยการลงทุนกับผู้ผลิตชิปเซ็ตในสหรัฐอเมริกาอย่าง Qualcomm ไปมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเมื่อปีที่แล้วหัวเว่ยได้ทำการซื้อชิปเซ็ต
มูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์จากบริษัทสัญชาติอเมริกัน เช่น Intel และ Broadcom ทำให้หัวเว่ยมีชิปเซ็ตซึ่งเป็นขุมพลังที่ผลักดันให้วันนี้หัวเว่ยขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยี 5G รายใหม่ของโลกด้วยการมีสิทธิบัตรอยู่ในมือกว่า 2,300 ฉบับ ดังนั้นหัวเว่ยจึงไม่ใช่ผู้คุกคาม แต่เป็นผู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในสหรัฐอเมริกา1

Huawei

หัวเว่ยไม่มีหวั่น! เตรียมความพร้อมเพื่อให้ซัพพลายเชนของอุปกรณ์โทรคมนาคมได้ดำเนินต่อไป

หัวเว่ย ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้เตรียมเริ่มทำงานด้วยกลยุทธ์การสำรอง (Backup strategy) เพื่อลดผลกระทบหลังการสั่งห้ามของสหรัฐอเมริกา โดยใช้ผู้ขาย (Vendor) และนักพัฒนาส่วนประกอบและชิปเซ็ตภายในบริษัท ทำการสำรองส่วนประกอบของอุปกรณ์โทรคมนาคมเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตในอนาคต
กลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้หัวเว่ยสามารถซื้อเวลาและทำให้ซัพพลายเชนทำงานต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพา
ซัพพลายเชนของสหรัฐอเมริกา2

หัวเว่ย หนึ่งในผู้พัฒนา Android และ Ecosystem ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วโลก

หัวเว่ยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและการเติบโตของ Android ทั่วโลก โดยได้ทำงานอย่างใกล้ชิด
กับแพลตฟอร์ม Open source เพื่อพัฒนา Ecosystem ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ใช้และอุตสาหกรรมทั้งหมด และหัวเว่ย
จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยและยั่งยืนเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ทุกคนทั่วโลก3

จากการเตรียมความพร้อมและความแข็งแกร่งของหัวเว่ยทำให้เชื่อมั่นได้ว่า หัวเว่ยยังคงเดินหน้าสานต่อ
ในความเป็นผู้นำเทคโนโลยีโทรคมนาคม และผลิตสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพสูงต่อไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหัวเว่ยจะไม่หยุดยั้งในการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้และอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกอย่างยั่งยืน

—————————————————————————————————————————

1 https://www.wsj.com/articles/huawei-is-an-asset-not-a-threat-11558390913?mod=hp_opin_pos2

2 https://telecom.economictimes.indiatimes.com/news/us-ban-unlikely-to-impact-huaweis-india-telecom-business-india-may-allow-it-for-5g-field-trials/69410929

3 https://venturebeat.com/2019/05/20/googles-huawei-restrictions-are-a-wake-up-call-for-all-android-phone-makers/

 

from:http://mobileocta.com/foreign-media-raise-the-strength-of-huawei-stand-by-technology-leadership/

แจ๊ค หม่าบอก เป็นห่วงยุโรป เพราะมีแต่กฎข้อห้ามเต็มไปหมด ผิดกับจีน ถ้ามีปัญหาจะแก้ก่อน ค่อยสร้างกฎทีหลัง

เหตุผลที่จีนประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี แจ๊ค หม่าบอกว่า เป็นเพราะเมื่อเจอปัญหา จีนจะหาทางแก้ก่อน แล้วค่อยสร้างกฎมาควบคุมทีหลัง ต่างกันกับฝั่งยุโรปที่เมื่อเจอปัญหาจะเน้นสร้างกฎระเบียบขึ้นมาก่อน 🤔

Jack Ma Alibaba
Jack Ma Alibaba Photo: Alizila

เหตุที่จีนประสบความสำเร็จเรื่องเทคโนโลยี เพราะเราแก้ปัญหาก่อนสร้างกฎ

แจ๊ค หม่าไปร่วมงานประชุมที่วีว่าเทค (Viva Technology) ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปารีส โดยมีช่วงหนึ่งที่เป็นช่วงถามตอบคำถามบนเวที เขาได้พูดถึงเหตุผลเบื้องหลังที่จีนประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี นั่นก็เพราะเมื่อจีนเจอปัญหา สิ่งแรกที่จีนจะทำคือมุ่งแก้ปัญหาก่อน แล้วค่อยสร้างกฎระเบียบ-ข้อห้ามขึ้นมาบังคับใช้ทีหลัง จุดนี้ต่างกันกับฝั่งยุโรปที่เมื่อเจอปัญหา จะเน้นการสร้างกฎระเบียบ-ข้อห้ามก่อนเป็นอย่างแรก แล้วค่อยแก้ปัญหา

  • “ยุโรปมีกฎระเบียบและข้อห้ามที่ดีมาก ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎต่างๆ ที่วางไว้ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น สิ่งที่ยุโรปทำคือสร้างกฎและข้อห้ามขึ้น ผมเป็นห่วงยุโรปมากๆ เพราะสำหรับจีน เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจะแก้ไขปัญหาก่อน แล้วจึงค่อยสร้างกฎระเบียบ-ข้อห้ามตามมาทีหลัง”

หม่า ยังบอกด้วยว่า หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บริเทคโนโลยีจีนเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะในอดีตรัฐบาลจีนยังไม่มีกฎระเบียบ-ข้อห้ามที่ชัดเจนเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เนื่องจากยุคนั้นรัฐบาลจีนยังไม่รู้ว่าจะสร้างกฎอะไรขึ้นมาควบคุม และนี่คือโอกาสสำคัญที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีจีน (เช่น Alibaba) เติบโตแบบก้าวกระโดด

  • “ถ้าย้อนไปสัก 20 ปีที่แล้ว ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจีนจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปีให้หลัง หลายๆ คนก็กังวลว่าจีนจะมีอำนาจมากเกินไปขนาดนั้น แต่ผมไม่คิดแบบนั้น”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื่นๆ ที่หม่าได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจในงานเทคโนโลยีที่กรุงปารีสครั้งนี้ คือการย้ำอีกครั้งว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรือชั่วร้าย ซึ่งอันที่จริง หม่าก็เคยพูดไว้นานแล้วว่า อย่ากลัวหุ่นยนต์ เพราะสิ่งนี้เองคืออนาคตของโลก

  • “พวกคุณอาจจะกังวลกับปัญญาประดิษฐ์ เพราะแน่นอนว่าเรายังไม่มีทางออกสำหรับมัน หรือคุณอาจจะคิดไปว่ามันจะมาทำลายล้างหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ผมอยากจะบอกพวกคุณอย่างหนึ่งว่า เราในฐานะ Alibaba ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคุณมองว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีมันเป็นปัญหา ผมก็ขอแสดงความเสียใจด้วยที่ต้องบอกว่าปัญหามันได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าคุณมองว่ามันคือโอกาส มันก็คือจุดเริ่มต้นเช่นกัน แต่จุดต่างของมันคือวิธีคิด (mentality) เพราะถ้าคุณคิดว่ามันเป็นปัญหา คุณก็จะคิดว่ามันเป็นปัญหาทุกครั้งอยู่ร่ำไป”

ที่มา – Venturebeat

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-alibaba-worries-about-eu/

เมื่อ Huawei กำลังเจอมรสุมรอบทิศทาง หุ้น Samsung วันนี้ก็พุ่งขึ้น 4.3% ในทันที

ข่าวใหญ่ในวงการสมาร์ทโฟนช่วงนี้ หนีไม่พ้นกรณีของ Huawei ที่ถูกสหรัฐอเมริกาและ Google ตัดความสัมพันธ์ ล่าสุด มรสุมของ Huawei ครั้งนี้ ส่งผลให้หุ้นของ Samsung พุ่งขึ้นทันที

Samsung Photo: Shutterstock
Samsung

หุ้น Samsung พุ่งขึ้น 4.3% หลัง Huawei เจอวิกฤติรอบด้าน

หลังจากที่ Huawei กำลังประสบกับปัญหาถูกตัดความสัมพันธ์โดยสหรัฐอเมริกา ผ่านทางคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Google ในฐานะที่เป็นบริษัทอเมริกันทำให้คำสั่งนี้เกี่ยวพันไปด้วย (Blognone เขียนอธิบายทุกข้อสงสัยกรณีการตัดความสัมพันธ์ Huawei อ่านได้ที่นี่)

  • ล่าสุด หุ้นของ Samsung พุ่งขึ้น 4.3% เมื่อวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2019

สิ่งนี้สะท้อนว่า นักลงทุนเชื่อมั่นว่าหากผลกระทบของ Huawei ออกมาแย่กว่านี้ จะส่งผลให้ Samsung ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ เพราะในปัจจุบัน Samsung ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของโลกอยู่อันดับ 1 ด้วยตัวเลข 23.1% และตามมาด้วย Huawei ที่ครองส่วนแบ่งตลาดไว้ที่ 19% (ข้อมูลโดย IDC ไตรมาส 1 ปี 2019)

นักวิเคราะห์มองว่า หากสหรัฐอเมริกาแบน Huawei จะส่งผลให้การขายสมาร์ทโฟนของ Huawei ประสบปัญหาอย่างหนักในตลาดนอกประเทศจีน และแน่นอนจะทำให้แผนของการขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกของ Huawei ต้องชะงักลงไปด้วย

MS Hwang นักวิเคราะห์จาก Samsung Securities บอกว่า “ถ้าคุณอาศัยอยู่ในยุโรปหรือจีนตอนนี้ และใช้สมาร์ทโฟนของ Huawei แต่คุณไม่สามารถใช้ Google Maps หรือบริการอื่นๆ ของ Android ได้ แล้วคุณจะซื้อสมาร์ทโฟนของ Huawei ไปเพื่ออะไร หันมาซื้อสมาร์ทโฟนของ Samsung ไม่ดีกว่าหรือ?”

ที่มา – Straitstimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/samsung-shares-surge-after-huawei-problem/

รู้หรือไม่ ไทยเป็นเบอร์ 5 ผู้ผลิต “แร่ Rare Earth” แร่หายากที่เป็นกุญแจสำคัญของสงครามการค้า

ท่ามกลางสงครามการค้า และสงคราม(เย็น)ไอทีอันดุเดือดระหว่างยักษ์ใหญ่ของโลกคือ “สหรัฐอเมริกา” กับ “จีน”

หนึ่งในกุญแจสำคัญของเรื่องนี้คือ แร่หายากที่ชื่อว่า “Rare Earth” ซึ่งเป็นแร่ที่สำคัญอย่างมากในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคอีกมากมาย ซึ่งล่าสุดดูเหมือนว่าจีนที่เป็นผู้ผลิตแร่หายากชนิดนี้อันดับ 1 ของโลกได้ส่งสัญญาณขู่สหรัฐอเมริกาแล้วว่าอาจจะไม่ส่งแร่ชนิดนี้ให้ พูดง่ายๆ คือ จีนจะใช้แร่หายากชนิดนี้เป็นตัวต่อรองในสงครามการค้าครั้งนี้นั่นเอง

  • แต่รู้หรือไม่ว่า ไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่ผลิตแร่ Rare Earth ได้เช่นกัน
Rare Earths Photo: Shutterstock
Rare Earths แร่หายาก

แร่ Rare Earth หนึ่งในกุญแจสำคัญของสงครามการค้า

อ้างอิงข้อมูลจาก Investing News ในปี 2017 ระบุว่า ประเทศที่ผลิตแร่ Rare Earth ได้มากที่สุดในโลกคือจีน ผลิตได้มากถึง 105,000 MT ซึ่งจากผลสำรวจของ US Geological ระบุว่า ประเทศจีนในเดือนกันยายนปี 2017 ส่งออกแร่ Rare Earth ออกนอกประเทศกว่า 39,800 ตัน ซึ่งคิดแบบเปรียบเทียบแล้วสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 10%

ส่วนอันดับที่ 2 ของโลกคือออสเตรเลีย ซึ่งสามารถผลิตแร่ Rare Earth ได้ถึง 20,000 MT ตามมาด้วยอันดับ 3 คือรัสเซีย ซึ่งสามารถผลิตแร่ Rare Earth ได้ 3,000 MT อันดับที่ 4 คือบราซิล ซึ่งสามารถผลิตแร่ Rare Earth ได้ถึง 20,000 MT และอันดับที่ 5 ของโลกที่เป็นผู้ผลิตแร่ Rare Earth คือไทย โดยสามารถผลิตได้มากถึง 1,600 MT จากแหล่งข้อมูลระบุว่า สำหรับไทยยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัด แต่ถือเป็นหนึ่งในตลาดนอกประเทศจีนที่ผลิตแร่หายากชนิดนี้ได้ในจำนวนมาก

ส่วนอันดับรองลงมาเช่นที่ 6 คืออินเดีย ผลิตแร่ Rare Earth ได้ 1,500 MT ตามมาด้วยมาเลเซียอันดับที่ 7 ผลิตแร่ Rare Earth ได้ 300 MT และเวียดนามอันดับที่ 8 ผลิตแร่ Rare Earth ได้ 100 MT

อย่างไรก็ตาม ตลาดแร่ Rare Earth อาจมีมูลค่าสูงเฉียด 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2020

สหรัฐอเมริกาก็รู้ ประเมินเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว

การจะใช้แร่ Rare Earth เป็นข้อต่อรองในสงครามการค้าของจีน ถือเป็นเรื่องที่สหรัฐอเมริการับรู้และได้ประเมินไว้บ้างแล้ว โดยทางออกของเรื่องนี้มีอย่างน้อย 2 ทางคือ เปิดรับแร่หายากชนิดนี้จากประเทศอื่นๆ (นอกเหนือจากจีนและพันธมิตร) หรือจำเป็นที่ต้องรื้อฟื้นอุตสาหกรรมผลิตแร่ Rare Earth นี้ขึ้นมาใหม่ในประเทศ เพราะอดีตที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกาและแถบอเมริกาเหนือ บริษัทที่ผลิตแร่ Rare Earth มีเพียงรายเดียวเท่านั้นคือ Molycorp ซึ่งก็ได้ล้มละลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2015

ที่มา – Investingnews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-rare-earth-no-5-in-the-world/