คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

อาการหนัก! ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ผลิตรถยนต์หดตัวสุดในรอบ 5 ปี

ผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ 91.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.1 ในเดือนกันยายน ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่มิถุนายน 2561 เป็นต้นมา 

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พบว่า ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลกำลังซื้อในส่วนภูมิภาคที่ยังชะลอตัว และผู้ประกอบการ SMEs ประสบปัญหาด้านการเงิน 

เนื่องจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงยืดเยื้อ การแข็งค่าของเงินบาททำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

ผลการสำรวจครั้งนี้ สำรวจจากผู้ประกอบการ 1,211 รายทั่วประเทศในเดือนตุลาคม 

  • ผู้ประกอบการ 75.1% ยังคงกังวลปัญหาสภาวะเศรษฐกิจโลก
  • 58.4% มีความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน (บาทต่อเหรียญสหรัฐ)

ในมุมผู้ส่งออก ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง 

  • ราคาน้ำมัน
  • การเมืองในประเทศ
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 43.8, 36.5 และ 21.0 ตามลำดับ

ในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่งออกมียอดขายและคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับผลดีจากการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อใช้ในเทศกาลช่วงปลายปีโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นและอาหาร ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการชิมช้อปใช้ส่งผลดี ต่อยอดขายสินค้าอุปโภค บริโภค

ดัชนีฯ คาดการณ์​ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง อยู่ที่ระดับ 102.9 ลดลงจากระดับ 103.4 ในเดือนกันยายน 

สุรพงษ์​ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเผยตัวเลขการผลิตรถยนต์ในประเทศประจำเดือนตุลาคม พบว่า 

  • ยอดขายอยู่ที่ 77,121 คัน ลดลง 11.3% 
  • รถกระบะขนาด 1 ตัน ที่เป็นตัวบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจในต่างจังหวัด ลดลง 13.10% 
  • รถยนต์นั่งลดลง 7.60%
  • รถ PPV หรือรถครอบครัว ซึ่งเป็นคนกลุ่มมีเงิน ลดลง 25.5%

ยอดส่งออกมีจำนวน 85,552 คัน 

  • ลดลง 8.34%
  • ยอดการผลิตรถยนต์ทั้งระบบ หดตัวมากถึง 22.5% จากปีก่อน และมากที่สุดในรอบ 5 ปี 
  • ผลิตได้ 152,787 คัน

สุรพงษ์​ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง 

ขณะที่ตลาดส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดรถยนต์หดตัวมากกว่า 5% แต่ยังหวังว่าปลายปีนี้ที่จะมีงานมอเตอร์เอ็กซ์โปร์ ยอดขายในประเทศจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 

เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ปัญหา Brexit รวมทั้งการที่ไทยถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กำลังมีผลบังคับใช้ปี 2563 ทำให้สินค้าส่งออกของไทยราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง 

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้

  1. ให้ความรู้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่แบงก์ชาติประกาศเรื่องปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
  2. เร่งการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย- EU
  3. เร่งการลงทุนภาครัฐเพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน อันจะส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 
  4. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อชดเชยภาคการส่งออกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก
  5. เร่งการเจรจาขอคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสหรัฐฯ​

ที่มา – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, Trinity Securities, BEC Tero

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-industries-sentiment-index-contracted/

อนาคตมืดมน SCB คาด GDP ปีนี้เหลือ 2.5% หลังส่งออกหด การบริโภคและลงทุนชะลอตัว

GDP ไตรมาส 3 โตต่ำที่ 2.4% ปรับลดคาดการณ์ปี 2019 เหลือ 2.5% ปี 2020 เสี่ยงด้านต่ำมากขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าคาด

Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เผยบทวิเคราะห์ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายต่ำเพียง 2.4% YOY ภาคส่งออกสินค้าหดตัวต่อเนื่อง ภาคเศรษฐกิจในประเทศทั้งบริโภคและลงทุนมีการชะลอตัว

เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (technical recession) แต่ภาคการผลิต (manufacturing)​ ยังคงอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อ ทำให้ภาวะการฟื้นตัวของการจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรมีความเสี่ยงสูงขึ้น

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2019 ขยายตัวที่ 2.4% YOY จาก 2.3% YOY ในไตรมาสก่อนหน้า นับเป็นการขยายตัวในระดับต่ำแม้จะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยฐานต่ำในช่วงปีก่อนหน้า 

ทั้งนี้การเติบโตแบบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล (%QoQ sa) พบว่าขยายตัวที่ 0.1% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 0.4% สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจยังคงชะลอต่อเนื่อง

เศรษฐกิจไทยด้านการใช้จ่าย (Expenditure Approach) ยังถูกกดดันจากภาคส่งออกที่ยังคงหดตัว ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวชะลอลง

ภาพรวมการส่งออกสินค้าจะหดตัวน้อยลง แต่เกิดจากการส่งออกทองเป็นหลักซึ่งไม่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย 

มูลค่าการส่งออกสินค้าที่แท้จริงไตรมาส 3 หดหัวที่ -0.3%YOY ชะลอจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวถึง -5.8%YOY สาเหตุของการหดตัวน้อยลงของภาคส่งออกเกิดจากการส่งออกทองคำ (ไม่ได้ขึ้นรูป) ในระดับสูง 

(ตัวเลขกระทรวงพาณิชย์ มูลค่าการส่งออกทองในไตรมาส 3 ขยายตัวมากถึง 302.5%YOY ทำให้การส่งออกในภาพรวมที่หดตัว -0.5%YOY หดตัวมากขึ้นเป็น -4.5%YOY เมื่อหักผลของการส่งออกทอง) 

การส่งออกนำเข้าทองไม่ถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่ได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นการส่งออกทองที่เพิ่มมากขึ้น จะถูกหักในส่วนของการเปลี่ยนแปลงสินค้าคงเหลือ (change in inventories) ซึ่งมีผลทำให้ส่วนเปลี่ยนแปลงสินค้าคงเหลือมี contribution to growth เป็นลบมากถึง 4.6 percentage points ในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา (รูปที่ 1)  

ภาพจาก ธนาคารไทยพาณิชย์

มูลค่าการนำเข้าสินค้าที่แท้จริงหดตัวที่ -7.7% YOY ตามการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางสำหรับการผลิตสินค้าส่งออกที่ลดลง 

มูลค่าการนำเข้าสินค้าหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ซึ่งการหดตัวของมูลค่าการนำเข้าดังกล่าวมีส่วนช่วยทำให้มูลค่าการส่งออกสุทธิ (net exports) ขยายตัวได้

การส่งออกภาคบริการยังคงหดตัวจากการลดลงของค่าระวางสินค้า (freight) โดยการส่งออกบริการมีการหดตัวที่ -3.2%YOY 

เป็นผลมาจากการลดลงของค่าระวางสินค้าตามทิศทางการส่งออกของไทยที่ยังหดตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ยังได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจัยฐานต่ำในช่วงปีก่อนเป็นหลัก

การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงที่ 4.2% YOY จากการชะลอลงในสินค้าทุกประเภท ทั้งสินค้าคงทน กึ่งคงทน และไม่คงทน สะท้อนภาคเศรษฐกิจในประเทศที่มีทิศทางชะลอต่อเนื่อง 

เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาคส่งออกที่หดตัวในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การบริโภคโดยเฉพาะในหมวดสินค้าไม่คงทนยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ทำให้ยังสามารถขยายตัวได้ในระดับ 4.2% YOY

การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวที่ 2.4% YOY เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.1% YOY จากการนำเข้ารถไฟฟ้าและเรือเป็นสำคัญ การลงทุนในหมวดยานยนต์มีการชะลอตัวตามยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ขณะที่ด้านการก่อสร้างก็มีการขยายตัวชะลอลงเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากมาตรการ LTV

การลงทุนภาครัฐขยายตัวเร่งขึ้นจากการก่อสร้างที่ยังขยายตัวได้ดีและเครื่องจักรเครื่องมือที่
หดตัวชะลอลง การลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 3.7%YOY เร่งขึ้นจาก 1.4%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากการก่อสร้างที่ยังขยายตัวได้ดีที่ 5.1%YOY แม้จะชะลอลงจาก 5.8%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า 

ในส่วนของการลงทุนเครื่องจักรเครื่องมือหดตัวชะลอลงที่ -0.5%YOY จากการหดตัวสูงที่ -8.5%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า

ในด้านการผลิต (Production Approach) การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมีการหดตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การผลิตในหมวดอื่นมีการขยายตัวเพียงเล็กน้อย

การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวที่ -1.5% YOY ตามการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร ยางและพลาสติก และการผลิตรถยนต์ 

สาขาการขายส่งและการขายปลีกขยายตัวชะลอลงที่ 5.6%YOY จากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 5.9%YOY โดยชะลอตัวตามการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและการนำเข้าสินค้าบริโภค

สาขาการก่อสร้างขยายตัวชะลอลงที่ 2.7%YOY จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 3.4%YOY โดยการขยายตัวมีสาเหตุจากการก่อสร้างภาครัฐเป็นสำคัญ ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนทรงตัว

ภาคการเกษตรขยายตัวที่ 1.5% YOY หลังจากหดตัวที่ -1.3% YOY ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผล
มาจากการเพิ่มขึ้นของการผลิตพืชหลัก ได้แก่ พืชผัก ยางพารา และปาล์มน้ำมัน และในหมวดปศุสัตว์ 

ภาคบริการโรงแรมและภัตตาคารได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.0%YOY เทียบกับไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว 1.4%YOY จึงส่งผลให้ GDP สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวเร่งขึ้นเช่นกันที่ 6.6%YOY เทียบกับไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว 3.7.%YOY

อีไอซีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2019 จาก 2.8% เหลือ 2.5% โดยคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายจะขยายตัวประมาณ 2.6%YOY 

โดยสาเหตุหลักของการปรับลดประมาณการเกิดจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด (EIC คาดขยายตัว 2.7%YOY เท่ากับ Bloomberg Concensus) 

เป็นผลจากภาคเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวมาก โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากภาคส่งออกที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ผลกระทบของมาตรการ LTV ต่อการลงทุนด้านการก่อสร้าง และการลดลงของยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์ 

รวมถึงการลดลงของส่วนเปลี่ยนแปลงสินค้าคงเหลือที่ลดลงมากกว่าคาด ทำให้เป็นปัจจัยกดดันสำคัญของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา 

แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (technical recession) แต่ภาคการผลิต (manufacturing) ยังคงอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อ ซึ่งน่าจะทำให้การฟื้นตัวของการจ้างงาน รายได้นอกภาคเกษตรมีความเสี่ยงสูงขึ้น  

ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวที่ 0.1% ในช่วงไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล (%QoQ sa) แต่ก็นับเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2018 อย่างไรก็ดี 

หากพิจารณา GDP ภาคการผลิต (Manufacturing) พบว่ายังอยู่ในภาวะ technical recession โดยล่าสุด ภาคการผลิตยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า -0.9% QoQ sa ซึ่งเป็นการหดตัว 3 ไตรมาสติดต่อกันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2019 (-1.7% และ -0.5% QoQ sa ในไตรมาสที่ 2) 

จากแนวโน้มการส่งออกที่ยังหดตัวต่อเนื่อง บวกกับการสะสมสินค้าคงคลังของสินค้าอุตสาหกรรมที่ยังคงเพิ่มขึ้น EIC มองว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการผลิตจะยังเป็นไปอย่างช้า ๆ ในระยะต่อไป 

ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าได้มีการหลุดออกจากภาวะ technical recession แล้ว โดยกลับมาขยายตัวได้ 1.0% QoQ sa หลังจากหดตัวสองไตรมาสติดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 

อย่างไรก็ตาม การกลับมาขยายตัวได้ของการลงทุนภาคเอกชนส่วนใหญ่มาจาก การซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องจักร (ขยายตัว 1.4% QoQ sa) ในขณะที่ ภาคการก่อสร้างแม้จะมีการขยายตัวแต่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเพียง 0.1% QoQ sa (เทียบกับ 0.0% ในไตรมาสที่ 2/2019)

สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 EIC มองว่าการส่งออกยังคงหดตัวแต่ในอัตราที่น้อยลงเนื่องจากได้รับอานิสงส์ปัจจัยฐานต่ำ เนื่องจากสถานการณ์การค้าโลกยังมีทิศทางชะลอต่อเนื่องสะท้อนจาก Global Manufacturing PMI ที่ยังอยู่ในโซนหดตัว (ระดับต่ำกว่า 50) รวมถึง PMI ของประเทศสำคัญก็ยังมีทิศทางลดลงต่อเนื่อง (รูปที่ 2) โดยคาดว่าการส่งออกทั้งปี 2019 จะหดตัวที่ 2.5% 

การส่งออกที่ยังมีแนวโน้มหดตัว จะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจในประเทศ ผ่านภาคการผลิตที่ยังคงอยู่ในภาวะ technical recession ทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เริ่มลดลง และค่าจ้างนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวลง อาจยังคงดำเนินต่อไปและจะทำให้การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศได้รับผลกระทบตามไปด้วย 

EIC มองว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนจะมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (เช่น มาตรการประกันรายได้เกษตรกร และมาตรการชิม ช้อป ใช้ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น) ก็อาจมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้างผ่านการบริโภคสินค้าไม่คงทนในช่วงที่เหลือของปี

ภาพจาก ธนาคารไทยพาณิชย์

สำหรับปี 2020 EIC คงคาดการณ์ที่ 2.8% แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากจากภาคส่งออกที่ยังคงมีหลายปัจจัยกดดัน รวมถึงการบริโภคและลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอลง จากการที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงในปีหน้า ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่จะมีปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยฐานต่ำของการส่งออกในปี 2019 

EIC จึงประเมินว่าการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.2% ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน คาดขยายตัวชะลอลงจากปี 2019 เล็กน้อยตามภาคส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับการก่อสร้างภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV 

อย่างไรก็ดี ภาพรวมการลงทุนของประเทศจะได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐ ในส่วนของการก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก รถไฟทางคู่ และมอเตอร์เวย์ เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณปี 2020 ก็จะส่งผลให้โครงการลงทุนภาครัฐบางส่วนมีการเลื่อนไปเบิกจ่ายได้มากขึ้นในปี 2020 

ดังนั้น EIC จึงคาดว่าการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีที่ราว 8.0% ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชนมีทิศทางชะลอลงเช่นกันจากหลายปัจจัยกดดัน ได้แก่ เศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีทิศทางชะลอต่อเนื่องซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อการขยายตัวของรายได้ประชาชน ทิศทางการปล่อยสินเชื่อที่จะเข้มงวดมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ การลดลงของยอดซื้อรถยนต์ในระยะข้างหน้า และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 

หากรัฐใช้มาตรการกระตุ้นยังคงเป็นแบบเดิมที่มีขนาดเล็กและกระจัดกระจาย (small and scattered) ก็อาจทำได้เพียงช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น 

สำหรับแนวโน้มนโยบายการเงิน  EIC มองว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ กนง. น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020 EIC ประเมินว่า กนง. มีโอกาสมากขึ้นที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง (25 basis points) หากภาวะเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะอุปสงค์ในประเทศ (domestic demand) ยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงดังกล่าว 

ล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์ของ รองประธาณกรรมการ กนง. ได้มีการกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% นั้นไม่ใช่ขีดจำกัดของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy rate floor) หากแต่คณะกรรมการจะพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจไทยเป็นสำคัญ (data dependent) และหากมองว่าเศรษฐกิจไทยปรับแย่ลงกว่าที่กรรมการคาดการณ์ไว้ ก็พร้อมใช้เครื่องมือทางการเงินซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นต่อไปได้ 

ที่มา – ​ธนาคารไทยพาณิชย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-downgraded-thailand-gdp-growth/

ผลการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 สินเชื่อ SME หดตัว 1% คนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองเพิ่มขึ้น สามารถรองรับความท้าทายจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจได้ สำหรับผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับดีขึ้น 

ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,738 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการจัดสรรกำไรเข้าเป็นเงินกองทุนและการออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิของธนาคารพาณิชย์ไทยบางแห่ง ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.2% 

มีเงินสำรองเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 9.9 พันล่านบาท มาอยู่ที่ 6.9 แสนล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองพึงกันเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 196.3% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤตอยู่ในระดับสูงที่ 185.0% 

การชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะลูกหนี้ธุรกิจ SME ขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ลดลงต่อเนื่องจาก 4.2% ในไตรมาสก่อน อยู่ที่ 3.8% ดังนี้ 

ภาพจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

สินเชื่อธุรกิจ 64.7% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 1.3% โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.2% อยู่ที่ 2.6% สินเชื่อธุรกิจ SME (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) หดตัว 1.0% จากที่ขยายตัว 0.1% ในไตรมาสก่อน สินเชื่อลดลงในธุรกิจ SME ทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก

สินเชื่ออุปโภคบริโภค (35.3% ของสินเชื่อรวม) ยังเติบโตในระดับสูง มีอัตราเติบโตลดลงจากไตรมาสก่อนจาก 9.2% เป็น 8.7% เป็นผลมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเติบโตลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 หลังมีการเร่งปล่อยสินเชื่อในช่วงก่อนมาตรการ LTV บังคับใช้ สินเชื่อรถยนต์เติบโตลดลงตามยอดขาย สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 

ภาพจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ภาพรวมมีสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) หรือหนี้เสีย ต่อสินเชื่อโดยรวมเพิ่มขึ้น จาก 2.95% เป็น 3.01% ยอดคงค้าง NPL อยู่ที่ 4.695 แสนล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อน 1.9 หมื่นล้านบาท 

ยอดคงค้าง NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์เพิ่มขึ้น สัดส่วนสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ​ (Special Mention: SM) ลดลงจาก 2.74% ในไตรมาสก่อนเป็น 2.59% เนื่องจากลูกหนี้รายใหญ่บางรายถูกเปลี่ยนการจัดชั้นเป็น NPL

ภาพจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 9.65 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้พิเศษการขายเงินลงทุนธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเป็นสำคัญ ส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิ ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2562 อยู่ที่ 2.144 แสนล้านบาท 

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/performance-of-thai-banking-system-q-3-sme-loan-contracted/

ประยุทธ์ยืนยัน “ไม่ได้ให้ประกันสังคมปล่อยกู้ แต่อยากให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชี้แจง ไม่ได้ให้ประกันสังคมปล่อยกู้ แต่อยากให้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างอื่น 

พลเอกประยุทธ์ชี้แจงดังนี้ “เรื่องการประกันสังคมเนี่ยนะ ผมไม่ได้มีความมุ่งหมายเลยที่จะเอาเงินประกันสังคมมาใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น เข้าใจไหม เป็นการส่งข้อมูลมาจากสมาชิกของกองทุนดังกล่าว ว่าเขาจะมีประโยชน์อะไรได้อีกบ้างหรือไม่” 

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางคนที่เขาต้องรอตอนเกษียณอะไรทำนองนี้ ใช่ไหม เหมือนเขาก็หารือกันน่ะแหละ ผมก็ไม่ได้ไปสั่งการว่าต้องไปเอามาใช้”

“เพียงแต่ให้ไปดูสิว่ากฎหมายทำได้ ไม่ได้ ไม่ได้ก็ชี้แจงเขาไปว่าไม่ได้ แค่นั้นเอง นะ แล้วอย่าไปเขียนบิดเบือนกันมากมาย ผมก็คงไม่เอาเงินกองนี้ไปใช้ เพราะตามกฎหมายมันเอาไปใช้ไม่ได้ แล้วเอาไปใช่อย่างอื่นได้ยังไง สมาชิกเขาต้องการ ทำไม่ได้ก็ชี้แจงเขาไป เท่านั้น ก็จบแล้ว”

ด้านคณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า “วันที่มีการสั่งการนั้น มีวาระเพื่อทราบ และมีการรายงานเรื่องสถานะการเงินของกองทุนทดแทนประกันสังคม นายกฯ บอกในที่ประชุมว่าให้พิจารณาหาแนวทางศึกษาแนวทางที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตนด้วยเจตนาดี ด้วยความหวังดี จากนั้นมีหนังสือออกไปจากเลขาฯ ครม. ทำให้คนเข้าใจผิดว่าท่านสั่งว่าให้เอาเงินประกันสังคมปล่อยกู้” 

“ท่านทราบดีว่าประกันสังคมปล่อยกู้โดยตรงไม่ได้ แต่สามารถทำโครงการลงทุนทางสังคมได้ คือการเอาเงินจำนวนหนึ่งของกองทุนไปฝากธนาคารเพื่อจะได้รับดอกเบี้ยไม่สูงนัก มีเงื่อนไขว่าธนาคารนั้นจะเอาเงินคืนให้กลับผู้ประกันตน แต่ดอกเบี้ยไม่สูง เขาจะไม่ทำตลอดเวลา ทำเฉพาะช่วงที่จำเป็นและเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับเกณฑ์ธนาคารนั้นๆ และอยู่ภายใต้กำกับของแบงก์ชาติ”

วิษณุ เครืองาม และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

ในประเด็นนี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นดังกล่าวว่า “ประเด็นนี้เป็นการปรารภของนายกฯ และแจ้งข้อสั่งการไปให้ทาง สปส. ตอบกลับมาว่าทำได้หรือไม่ได้ ไม่ช่เป็นการสั่ง และที่ใช้คำว่าข้อสั่งการคือ ไม่ได้อยู่ในระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี คล้ายกับเรื่องที่ประธานที่ประชุมยกขึ้นมาแจ้งเพื่อทราบ หรือหารือ หากไปเกี่ยวกับหน่วยงานใดหน่วยงานนั้นจะต้องแจ้งกลับว่าทำได้หรือไม่ได้ มีหลายเรื่องที่นายกฯ สั่งการเชนนี้ และกระทรวงแจ้งมาว่าไม่อยู่ในอำนาจ ก็จบ”

อย่างไรก็ตาม วานนี้ นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) และประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่เห็นด้วยทั้งกรณีปล่อยปู้ หรือให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ เพราะการปล่อยกู้ย่อมมีความเสี่ยงที่จะกระทบกับกองทุนประกันสังคมภาพรวมเกือบ 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะกองทุนบำนาญที่มีกว่า 2 แสนล้านบาท”

“หากสุดท้ายรัฐบาลยืนยันจะนำเงินประกันสังคมมาปล่อยกู้ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม จะเกิดม็อบเคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องนี้แน่นอน เพราะเงินประกันสังคมเป็นเงินที่พวกเราผู้ประกันตนจ่ายสมทบทุกเดือน เราไม่ยอมให้เอามาทำโดยไม่รับฟังความคิดเห็นเรา”

เรื่องที่มีการสั่งการให้นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0505/ ว459 เรื่อง ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา (หลังการประชุมเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2562)  นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ดังนี้ 

(1) เร่งรัดการขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมงให้ครบถ้วนทุกกลุ่ม..

(2) ให้กระทรวงแรงงาน (สำนักงานประกันสังคม) เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พิจารณาความเป็นไปได้ในการกำหนดแนวทางและมาตรการในการบริหารจัดการเงินกองทุนประกันสังคมให้เกิดประโยชน์และตอบสนองแก่ความต้องการของผู้ประกันตนได้มากยิ่งขึ้น เช่น การกู้ยืมเพื่อการลงทุน หรือการกู้ยืมเพื่อรายจ่ายจำเป็นอื่นๆ 

ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีข้างต้นใช้เป็นแนวทางในการบริหารราชการให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนั้น ในขั้นตอนการปฏิบัติ หน่วยงานจะต้องดำเนินการโดยยึดถือกฎหมาย ระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก 

สำเนาข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล, ข่าวสด, PPTV

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/general-prayuth-chan-o-cha-refuse-social-security-fund-loans-to-subscribers/

จดหมายจากแดเนียล จางในวันที่ Alibaba จะ IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกง: Big Data และคลาวด์คือสิ่งที่เราจะลงทุนอย่างมหาศาล

แดเนียล จาง ประธานคนใหม่ของ Alibaba
แดเนียล จาง ประธานคนใหม่ของ Alibaba

จดหมายจากแดเนียล จางถึงนักลงทุน

หลังจากที่มีข่าว ยืนยันแล้ว Alibaba เตรียมขายหุ้น IPO ในตลาดฮ่องกง ระดมทุน 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นการหวนหลับมาหาตลาดฮ่องกงอีกครั้งหลังปี 2014 ที่ Alibaba เลือกที่ IPO เข้าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา

ล่าสุด แดเนียล จาง ซีอีโอและประธานคนใหม่ของ Alibaba เขียนจดหมายถึงนักลงทุนเรื่องการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

เรียน นักลงทุนของอาลีบาบา

ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณสำหรับความสนใจและการสนับสนุนในการลงทุนกับอาลีบาบา กรุ๊ป วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ในฐานะบริษัทที่มีอายุเพียง 20 ปี นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สดใสของบริษัท

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจดิจัทัล เราอยู่ในยุคที่มีความพิเศษเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ความท้าทายและโอกาสต่างๆ มากมาย ท่ามกลางปัจจัยเหล่านี้ อาลีบาบาจะมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้บริษัทยึดมั่นต่อพันธกิจและพัฒนานวัตกรรมและสร้างคุณค่าเพื่อสังคม ผู้ค้า ผู้บริโภคและผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ผมอยากแชร์ปรัชญา แผนการและสิ่งที่เราจะปฏิบัติดังต่อไปนี้

เป็นบริษัทที่ดีที่ดำเนินกิจการเป็นเวลา 102 ปี

อาลีบาบาเป็นบริษัทที่ถูกขับเคลื่อนโดยพันธกิจ วิสัยทัศน์และค่านิยม วัฒนธรรมองค์กรของเรามาจากความเชื่อในการเป็นคนดีและสังคมที่ดี ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัล เราคำนึงถึงสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของบริษัท เราได้มีการปรับพันธกิจ วิสัยทัศน์และค่านิยมของเรา

พันธกิจดั้งเดิมของเรา “การทำให้ทุกคนสามารถทำธุรกิจได้อย่างสะดวกสบายจากทุกหนแห่งทั่วโลก” ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแต่เราปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ “102 ปี” ของเราเพราะเราต้องการเป็น บริษัทที่ดี ที่ดำเนินการเป็นเวลา 102 ปี

เป้าหมายของอาลีบาบาไม่ใช่การเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือแข็งแกร่งที่สุด เราต้องการเป็นบริษัทที่มุ่งทำความดี สร้างพลังงานบวกให้แก่สังคม มีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับที่สูงขึ้น สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและตอบสนองความของพนักงานและผู้ถือหุ้น

ในขณะเดียวกัน เราได้ปรับปรุงค่านิยมหลัก 6 ประการของอาลีบาบา โดยแทนที่ค่านิยมดั้งเดิมด้วยถ้อยคำเรียบง่ายแค่แฝงไปด้วยความหมาย แต่ละข้อเป็นตัวแทนของเรื่องราวสำคัญของบริษัท สะท้อนค่านิยมด้านวัฒนธรรมองค์กรและการตัดสินใจต่อประเด็นที่ยากลำบาก  ค่านิยม 6 ประการได้แก่

  • ลูกค้ามาก่อน พนักงานมาเป็นอันดับสอง และผู้ถือหุ้นอันดับสาม
  • ความเชื่อใจทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่าย
  • การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่แน่นอน
  • ผลลัพธ์ที่ดีสุดของวันนี้ คือมาตรฐานของวันพรุ่งนี้
  • ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วตอนไหน ถ้าไม่ใช่เรา แล้วจะเป็นใคร
  • ใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ทำงานให้มีความสุข

วัฒนธรรมองค์กรของอาลีบาบาฝังรากลึกอยู่ในค่านิยมหลักของบริษัทและมีส่วนช่วยผลักดันให้เรามาอยู่จุดนี้ได้ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เราจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้หากยึดมั่นในพันธกิจ วิสัยทัศน์และค่านิยม

กระบวนทัศน์ทางธุรกิจใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลประสบความสำเร็จคือการบูรณาการระหว่างอินเทอร์เน็ตและการผลิต การเกษตร การบริการและการทำงานร่วมกับภาครัฐในมิติต่างๆ ทำให้เกิดเป็นกระบวนทัศน์ทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่อาศัยหลักการของความโปร่งใส การแบ่งปัน ความร่วมมือและความสำเร็จร่วมกัน ซึ่งต่างจากโมเดลแบบได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว (zero-sum) โดยการให้ความสำคัญของผลประโยชน์ของลูกค้าและการสร้างค่านิยมร่วมกัน เทคโนโลยีดิจิทัลจะสร้างโอกาสที่ดีแก่ทุกฝ่ายและทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในสังคม อาลีบาบามีความใส่ใจที่จะอุทิศให้กับสังคมโดยการกำหนดกระบวนทัศน์ทางธุรกิจในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

หลัง 20 ปีแห่งการพัฒนา อาลีบาบาเปลี่ยนโฉมจากบริษัทอีคอมเมิร์ซมาเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งมีอีโคซิสเท็มที่ล้อมรอบไปด้วยการค้าทางดิจิทัลและเทคโนโลยีทางการเงิน สมาร์ทโลจิสติกส์ คลาวด์ คอมพิวติ้งและ บิ๊กดาต้า เรามีพาร์ทเนอร์และผู้ให้บริการในธุรกิจดิจิทัลของเรา เพื่อรองรับผู้บริโภคและวิสาหกิจต่างๆ เราสร้างและกระตุ้นการบริโภครูปแบบใหม่และช่วยวิสาหกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรมให้บรรลุการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เราหวังว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 10,000 รายและพัฒนาบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทหน้าใหม่ให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวันหน้า

เป้าหมายและกลยุทธ์ในอนาคตของเรา

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เราได้เปิดเผยเป้าหมายทางกลยุทธ์ของเราใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ การรองรับผู้บริโภคระดับโลก ซึ่งกว่า 1 พันล้านรายจะเป็นผู้บริโภคชาวจีนและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคบนแพลตฟอร์มกว่า 10 ล้านล้าน หยวน เป้าหมายระยะยาวของบริษัทภายในปี 2579 คือการรองรับผู้บริโภคกว่า 2 พันล้านรายทั่วโลก สร้างงานกว่า 100 ล้านอัตรา และจัดเตรียมโครงสร้างที่จำเป็นที่จะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 10 ล้านธุรกิจให้ทำกำไรจากแพลตฟอร์มของเรา

เพื่อสร้างความเข้าใจสำหรับเป้าหมายเหล่านี้ เราจะต้องต่อยอด 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์ระดับโลก การบริโภคภายในประเทศ และบิ๊กดาต้าโดยคลาวด์คอมพิวติ้ง

  1. กลยุทธ์ระดับโลกคืออนาคตของอาลีบาบา กรุ๊ป เราเชื่อว่าการเชื่อมต่อระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัลและการค้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่ไร้พรมแดน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะแพร่หลายในทุกอุตสาหกรรม อาทิ การค้า การเงิน และโลจิสติกส์จะทำให้การซื้อขายระหว่างแต่ละประเทศและตลาดต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งทำให้การทำให้ทุกคนสามารถทำธุรกิจได้อย่างสะดวกสบายจากทุกหนแห่งทั่วโลกเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

เราจะยึดมั่นกลยุทธ์ go-to-market ได้แก่ การซื้อระดับโลก การขายระดับโลก การชำระเงินระดับโลก การจัดส่งระดับโลกและความสนุกสนานระดับโลก เพื่อสร้างความเติบโตและรุ่งเรืองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลนี้

  1. การบริโภคภายในประเทศ คืออนาคตของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนและการส่งออกไปยังเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภค  ปัจจุบันตลาดค้าปลีกของอาลีบาบามีผู้ใช้บนสมาร์ทโฟนจำนวน 785 ล้านรายต่อเดือน ผู้ใช้เหล่านี้มีการใช้จ่ายเป็นประจำ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และเป็นตัวแทนของพลังการบริโภคของจีนในอนาคต

ศักยภาพในการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศเป็นผลมาจากการกลายเป็นเมือง การกำเนิดของชนชั้นกลางกว่าหลายร้อยล้านคนและการที่ผู้บริโภคเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง เทรนด์เหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้เกิดโอกาสในการบริโภคมากขึ้น

การผลิตสินค้าและนำเสนอบริการที่หลากหลาย เราหวังว่าจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม  นอกจากนี้ยังเป็นการกำหนดโมเดลโดยใช้บิ๊กดาตาและนวัตกรรมช่วยผู้ค้าให้เข้าถึงตลาดได้โดยตรง และเป็นการกระตุ้นให้เกิดความต้องการในหมู่ผู้บริโภคด้วย

  1. บิ๊กดาต้าและคลาวด์คอมพิวติ้งเป็นเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจดิจิทัลของอาลีบาบาไม่เพียงจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญแต่การนำข้อมูลมาใช้อย่างชาญฉลาดก่อให้เกิดธุรกิจที่มีอีโคซิสเท็มที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เราเชื่อว่าในยุคดิจิทัล ความสามารถในการผลิตขึ้นอยู่กับระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง

ในอนาคตธุรกิจทุกประเภทจะกลายเป็นบริษัทเทคฯ ที่พึ่งพาอินเทอร์เน็ต เพราะบิ๊กดาต้าจะเป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจและระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ โอกาสของอาลีบาบานอกจากการยกระดับอุตสาหกรรมบางประเภทคือการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทุกประเภท ดังนั้นเราลงทุนอย่างมหาศาลในการพัฒนาระบบปฏิบัติการทางธุรกิจของบริษัทซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการค้าดิจิทัล เทคโนโลยีทางการเงิน สมาร์ทโลจิสติกส์และระบบคลาวด์คอมพิวติ้งสำหรับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของเรา เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจะเกิดขึ้นในท้ายที่สุด 

การรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและอนาคตของเรา

วัฒนธรรมคือรากฐานของอาลีบาบา ในขณะที่นวัตกรรมต่างคือดีเอ็นเอของเรา ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาและลองใช้โมเดลบรรษัทภิบาลโดยอาศัยโครงสร้างของพาร์ทเนอร์ชิพที่มีอยู่ เรายืนหยัดในระบบพาร์ทเนอร์ชิพของเรา เพื่อให้วัฒนธรรมองค์กรที่มีพันธกิจ วิสัยทัศน์และค่านิยมเป็นส่วนประกอบสำคัญคงอยู่ต่อไป

เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา เราได้ยกระดับทีมผู้บริการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาในอนาคต  ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอและท้าทายตัวเองอยู่ตลอด เราใช้วิธีการเดียวกันนี้กับการพัฒนาบุคลากรของเรา ดังนั้นเราต้องค้นหาผู้ที่กล้าจะเปลี่ยนแปลงอนาคต ผลักดันให้คนรุ่นใหม่รู้จักสร้างสรรค์และลองอะไรใหม่ๆ ให้โอกาสผู้หญิงในการดำรงตำแหน่งระดับสูงและสนับสนุนความหลากหลายเพื่อการเปลี่ยนแปลงระดับโลก  เราจะสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคมและนึกถึงอนาคต เราต้องการให้โลกนี้มีความเห็นอกเห็นใจและมีแต่พลังบวกเพราะอาลีบาบา

สถานการณ์ที่ฮ่องกง

ตอนที่อาลีบาบานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2557 เราพลาดโอกาสในฮ่องกงไปอย่างน่าเสียดาย ฮ่องกงจัดเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ หลายปีที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนตลาดการลงทุนในฮ่องกง ในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลง เรายังคงเชื่อว่าโอกาสการลงทุนในฮ่องกงเป็นไปในทิศทางที่ดี เราหวังว่าเราจะสามารถสร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นไม่มากก็น้อยแก่ตลาดฮ่องกง

สุดท้ายขอขอบคุณทุกท่านสำหรับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของอาลีบาบา มีคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ “จะเชื่อต่อเมื่อได้เห็น” และอนาคตเป็นของคนที่มี”ความเชื่อ” อาลีบาจะไม่หยุดพยายามและมีความมุ่งมั่นต่อไป!

แดเนียล จาง

ประธานกรรมการและซีอีโอ อาลีบาบา กรุ๊ป

ที่มา – Alizila

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/daniel-zhang-letter-to-investors-ipo-hk/

สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 เชื่อมฐานการผลิต ไทย-พม่า-ลาว คาดปี 63 ส่งออกขยายตัว 1.1 แสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยข้อมูลการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 และการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างไทย-เมียนมา (IICBTA) 

ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ช่วยให้ขนส่งสินค้าประหยัดเวลาและต้นทุน แถมยังทำให้ไทยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงฐานการผลิตทั้ง 3 ประเทศ คือเมียนมา ไทย สปป.ลาว

ความสะดวกดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าน่าจะขยายการค้าระหว่างไทย-เมียนมา เพิ่มขึ้นในปี 2563 ทำให้ขยับเป็น 1.05 ถึง 1.1 แสนล้านบาท ขยายตัวที่ 3.0 – 8.0% 

สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ภาพโดย ASEAN Learning Center

พัฒนาการระหว่างพรมแดนไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 สร้างผลกระทบเชิงบวกยังไงบ้าง?

  • ช่วยบรรเทาความคับคั่งของการขนส่งที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 
  • แผนขยายเวลาเปิด-ปิดด่าน เอื้อประโยชน์ต่อการขนส่งมากขึ้น

เมียนมาเริ่มใช้ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างไทย-เมียนมา และบทเพิ่มเติม กับไทยเป็นประเทศแรกเมื่อ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้

  • รถขนส่งที่ได้รับอนุญาตสามารถข้ามประเทศได้ลึกขึ้น 
  • มีเวลาอยู่ในแต่ละประเทศนานถึง 30 วัน 
  • รถบรรทุกเมียนมาสามารถขนสินค้าข้ามมายังด่านแม่สอดไปยังปลายทางได้ 2 ที่ คือท่าเรือแหลมฉบัง จ.กรุงเทพฯ และชายแดน จ.มุกดาหาร
  • รถบรรทุกไทยสามารถขนสินค้าจากด่านแม่สอดไปถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา (Thilawa Speial Economic Zone: SEZ) กรุงย่างกุ้ง (เดิมไปได้แค่เมืองเมียวดี) 
  • ช่วยย่นระยะเวลา
  • ลดต้นทุนค่าขนส่งให้ธุรกิจไทย
  • ส่งออกผ่านชายแดนไทยคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม 

ไทยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าเมียนมาลำดับที่ 3 รองจากจีนและสิงคโปร์ คิดเป็น 13% ของการนำเข้าทั้งหมดของเมียนมา ความได้เปรียบของไทยที่มีพรมแดนติดเมียนมา ทำให้การส่งออกของไทยกว่า 70% ใช้ช่องทางชายแดนระหว่างกันเป็นหลัก 

ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค ที่ส่งผ่านทุกช่องทาง ทั้งด่านระนอง จ.ระนอง ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ขณะที่ด่านแม่สอด จ.ตาก เป็นด่านการค้าที่สำคัญที่สุด 

ภาพโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

สินค้าอาหารและเครื่องดื่มไทยที่ครองส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ของนำเข้าสินค้าอาหารเมียนมา และเป็นสินค้าศักยภาพสูง คือ น้ำผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

ขณะที่สินค้าที่มีความต้องการสูงและไทยควรเร่งทำตลาด คือ เต้าหู้/ นมถั่วเหลือง/ ครีมเทียม อาหารเด็ก ขนมปัง/ พาสต้า ชา/กาแฟปรุงสำเร็จ อาหารปรุงแต่งทำจากธัญพืช 

ภาพโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าสำเร็จรูปที่ใช้ในชีวิตประจำวันของไทยมีคุณภาพ สามารถดึงดูดใจชาวเมียนมาได้มากขึ้น เมียนมานำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทยเพิ่ม 2 เท่าตัว คิดเป็น 17.7% ของการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดของเมียนมา ปี 2561

สินค้าไทยที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงและมาแรง 

  • มอเตอร์ไซค์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก สบู่ ยาสระผม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์โกนหนวด/ ระงับกลิ่นกาย ผ้าอนามัย/ ผ้าอ้อม 

สินค้าที่ไทยมีโอกาสแข่งขันตได้ตามความต้กงการนำเข้าเมียนมาที่อยู่ในระดับสูง

  • ยารักษาโรคที่ไทยมีส่วนแบ่งการนำเข้า 10.2% (อินเดียมีสัดส่วน 42%) รถยนต์นั่ง สำหรับสินค้าอื่นๆ จีนครองตลาดอยู่ 

ที่ผ่านมา ความต้องการสินค้าไทยของเมียนมาหดตัวลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2560 ตลอดเวลา 9 เดือนแรกมีมูลค่าส่งออกราว 6.8 หมื่นล้านบาท หดตัว 3.9% (YoY) 

คาดว่าทั้งปีจะมีมูลค่าใกล้เคียง 1.02 แสนล้านบาท หดตัวที่ราวร้อยละ 3.0 ในปี 2562

การอำนวยความสะดวกระหว่างชายแดนไทยกับเมียนมาบริเวณด่านแม่สอด จ.ตาก น่าจะส่งผลให้ขยับมูลค่าการค้าใกล้เคียง 8 หมื่นล้านบาท ในปี 2563 ขยายตัวเร่งขึ้นราว 14% 

ในภาพรวมการส่งออกชายแดนเมียนมา-ไทยปี 2563 จะขยับเป็น 1.05-1.1 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.0-8.0 หลังจากนั้นในปี 2564 การส่งออกผ่านด่านแม่สอน จ.ตาก น่าจะแตะ 1 แสนล้านบาท 

การขนส่งเชื่อมโยงเส้นทางเมียนมา-ไทย ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศเชื่อมต่อการผลิตของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือ GMS (Greater Mekong Sub-region) ทำให้รถขนส่งของไทยเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ 8 แห่ง ดังนี้

  • เขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา เมียนมา
  • แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษพะอัน
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษเมาะละแหม่งในเมียนมา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารในไทย
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน 
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษแดนสะหวัน ใน สปป.ลาว

ถ้ารถขนส่งไทยสามารถผ่านไปถึงเขตเศรษฐกิจดานัง เขตเศรษฐกิจพิเศษกวางจิ (กวางตรี) เขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาวในเวียดนามสำเร็จ จะทำให้ห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาคนี้ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น ไทยมีโอกาสดึงดูดการลงทุนต่างชาติมากขึ้นจากการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากฝั่งทะเลอันดามันไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิกได้รวดเร็ซเพียง 3 วัน

ที่มา – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ASEAN Learning Center 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-second-thai-myanmar-friendship-bridge-will-expand-to-100-billion-baht/

สรุปบทเรียน 11.11 ของ Alibaba โดย “แดเนียล จาง” ประธานคนใหม่ของ Alibaba

Alibaba 11.11

11.11 ไม่ใช่แค่วันซื้อ-ขายสินค้า แต่เป็นวันแสดงพลังของ Alibaba

แดเนียล จาง ประธานคนใหม่ของ Alibaba สรุปบทเรียน 11.11 ในวันช้อปปิ้งคนโสดจีนไว้ว่า เบื้องหลังตัวเลขยอดขายกว่า 1.1 ล้านล้านบาท มาจาก “รูปแบบการบริโภคใหม่ๆ แบรนด์ใหม่ๆ ที่ทำตลาด รวมถึงการทำอีคอมเมิร์ซที่เจาะพื้นที่เกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ (ยกตัวอย่างในจีน หมายถึง เมืองรอง Tier 3 หรือ Tier 4 ไม่ใช่เมืองใหญ่) ตลอดจนประสบการณ์ใหม่ๆ ในการช้อปปิ้ง”

จาง ระบุว่า ในวันช้อปปิ้งคนโสดจีนที่ผ่านมา ภายใน 1 วินาที ระบบของ Alibaba สามารถจัดการออเดอร์ได้มากกว่า 500,000 รายการ นี่คือการแสดงศักยภาพของ Alibaba ในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งการซื้อขายสินค้า โลจิสติกส์ ไปจนกระทั่งระบบจัดการคลังสินค้าของ Alibaba

“เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของการซื้อขายไปอย่างสิ้นเชิง มันทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้” จาง กล่าว

ถ้าถามว่าอนาคตของ 11.11 จะเป็นอย่างไร?

คำตอบสำคัญที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระบุตรงกันคือ “สิ่งแวดล้อม” เพราะสิ่งแวดล้อมคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทั้งแบรนด์และผู้บริโภคยุคนี้ให้ความใส่ใจ ส่วนอีกเรื่องคือ “การผลิตสินค้าที่ตอบสนองเฉพาะตลาด” ถ้าพูดให้ชัดคือตลาดจีนที่มีกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ ดังนั้นการทำสินค้าออกมาจำหน่ายจึงต้องคำนึงถึงความเฉพาะตัวของตลาดจีน แบรนด์ยุคใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จในจีน ต้องผลิตสินค้าที่ตอบสนองต่อตลาดแต่ละตลาด เพราะแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน และที่สำคัญต้องใช้ความเร็ว (speed) ในการให้บริการ รวมถึงนำเอาระบบดิจิทัลมาใช้ในการซื้อขายสินค้าด้วย

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • ยอดขาย 11.11 ของ Alibaba ในปี 2019 เติบโตจากปี 2018 ประมาณ 26% (สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้)
  • L’Oréal Paris คือแบรนด์เครื่องสำอางที่ขายที่สุดในวัน 11.11 ส่วนแบรนด์ที่รองลงมาคือ Lancôme
  • มีออร์เดอร์เดลิเวอรี่รวมทั้งหมดใน 1 วันถึง 1.3 พันล้านรายการ
  • มีแบรนด์มาร่วมกับ Alibaba กว่า 200,000 ราย และมีสินค้าใหม่ๆ ในปีนี้ถึง 1 ล้านรายการ

ที่มา – Alizila

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/summary-of-11-11-alibaba-by-daniel-zhang/