คลังเก็บป้ายกำกับ: Applications

เอสเอพี จับมือ Apple ใช้เทคโนโลยี แมชชีน เลิร์นนิ่ง ช่วยสร้างแอพพลิเคชั่น

เอสเอพี และ Apple เปิดตัว “CORE ML®” เทคโนโลยี แมชชีน เลิร์นนิ่งบนอุปกรณ์สื่อสาร ที่จะเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างแอพ iOS สำหรับองค์กร บน SAP Leonardo

โดยความสามารถเหล่านี้จะรวมอยู่ใน SAP Cloud Platform SDK สำหรับ iOS ด้วย นอกจากนี้ เอสเอพี ยังร่วมมือกับ Apple เพื่อสร้างแอพยอดนิยมอย่าง SAP SuccessFactors และ SAP Concur พร้อมกับ SAP Asset Manager สำหรับการใช้งานบน iOS โดยแอพเหล่านี้ใช้งานได้ทั้งบน iPhone และ iPad ทั้งนี้เอสเอพีประกาศว่าในอนาคตจะสามารถใช้แอพอื่นๆ เช่น SAP Ariba ได้เช่นกัน รวมถึงจะสามารถใช้แอพเหล่านี้บน Mac ได้อีกด้วย

“Apple มีความแข็งแกร่งในตลาดองค์กร” บิล แม็คเดอร์ม็อทท์ ซีอีโอ ของ เอสเอพี กล่าว ณ งาน SAPPHIRE NOW ซึ่งเผยโฉมนวัตกรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถพลิกโฉมสู่การเป็น อินเทลลิเจนท์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ “ลูกค้าของเราชื่นชอบการรักษาความปลอดภัยที่ไม่มีใครเทียบและความสะดวกในการใช้งานที่ iOS มอบให้ และสามารถมอบแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในการสร้างแอพทางธุรกิจ เรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่งและการประกาศในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอสเอพี ที่จะสานต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับ Apple”

ทิม คุ๊ก ซีอีโอของ Apple กล่าวว่า “ลูกค้าองค์กรจะเห็นประโยชน์ทางธุรกิจได้จริงเมื่อใช้ iOS เราตื่นเต้นที่เอสเอพีได้ขยายประสบการณ์การใช้งานบน iPhone และ iPad รวมถึง Mac เป็นครั้งแรก นี่เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับการเป็นหุ้นส่วนของเราและเราตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับเอสเอพี เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเรามีข้อมูลกระบวนการทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกบน iPhone, iPad และ Mac ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ “

from:https://www.enterpriseitpro.net/sap-and-apple-machine-learning/

โฆษณา

5 เคล็ดลับสำคัญในการเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรมให้เร็วยิ่งขึ้น

ถ้าคุณตัดสินใจที่จะยึดอาชีพเป็นนักพัฒนาโปรแกรม หรืองานด้านอื่นที่เกี่ยวกับด้านไอทีแล้ว ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี มีหลายคนมากที่ใช้เวลานาน หรือแม้แต่ยอมแพ้กลางคันก่อนที่จะลองใช้ทำงานจริง

เหตุผลก็คือ พวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งที่จำเป็นต้องระลึกอยู่เสมอระหว่างการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นทำให้ทาง TechNotification.com ออกมาแชร์เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้สามารถเรียนรู้ทักษะโปรแกรมมิ่งได้เร็วและดียิ่งขึ้นดังต่อไปนี้

1. ให้เวลากับการเรียนรู้พื้นฐานมากขึ้น

หนึ่งในความผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นก็คือ การที่พยายามข้ามความรู้พื้นฐานอย่างรวดเร็วเท่าที่เป็นไปได้เพื่อรีบก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการเขียนโค้ดจริง นั่นคือ พวกเขาไม่ได้สนใจบทเรียนช่วงแรกจนทำให้ใช้เวลากับการทำความเข้าใจพื้นฐานของเนื้อหาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ก่อนอื่นคุณควรทำความเข้าใจว่าการเรียนรู้วิธีดังกล่าวไม่ได้ผลกับการเรียนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คุณอาจศึกษาจากตัวอย่างหรือทดลองการเขียนโค้ดจริงได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็จะสร้างปัญหามากมายให้คุณในอนาคตได้ ผู้ที่เรียนรู้ด้วยวิธีการนี้มักรู้สึกถึงทางตันเมื่ออยู่ในระดับที่สูงขึ้น

และมักจบลงด้วยความจำเป็นที่ต้องย้อนกลับไปเรียนเรื่องพื้นฐานกันใหม่ ดังนั้น เราไม่ควรคิดว่าการเขียนรู้พื้นฐานเป็นการเสียเวลา แต่ควรพยายามจับหลักการให้ได้ เพื่อช่วยประหยัดเวลาในการเรียนรู้โปรแกรมมิ่งได้ในระยะยาว

2. ทำ Dry Run กับโค้ดของคุณก่อน

การทำ Dry Run คือการแปลความหมายของโค้ดแต่ละบรรทัดบนกระดาษ ก่อนนำไปรันจริงบนคอมพิวเตอร์ ด้วยวิธีนี้จะช่วยยกระดับกลไกการคิดเชิงเหตุผล และทำให้ก้าวขึ้นระดับถัดไปของการเรียนรู้ได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น

การทำ Dry Run กับโค้ดนั้นถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรม จึงควรพยายามฝึกนิสัยให้เคยชินติดตัว นอกจากนี้เวลาไปสมัครงาน ผู้สัมภาษณ์มักขอให้คนที่มาสอบสัมภาษณ์เขียนโค้ดด้วยมือด้วย

3. ให้คิดนอกกรอบ

หลายครั้งที่เราได้ยินประโยคนี้ แต่ไม่ค่อยมีใครอธิบายความหมายให้เข้าใจ การเรียนรู้การเขียนโปรแกรมนั้นมีทางเลือกมากมายทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ เพียงแค่พิมพ์ค้นหาในกูเกิ้ลก็จะพบเว็บที่สามารถอธิบายหลักการได้ครบหมดทุกอย่าง อย่างละเอียดด้วยซ้ำ

แต่ถ้าคุณต้องการจะก้าวหน้าในสายอาชีพแล้ว แค่การเขียนโค้ดเป็นพันบรรทัดทุกสัปดาห์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไร คุณจำเป็นต้องพยายามเพิ่มระดับรากฐานความรู้ระหว่างที่ทำงานเขียนโปรแกรมไปด้วย

ในโลกความเป็นจริงนั้น คุณจะได้ทำงานตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งมักสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ดังนั้นคุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจธุรกิจของลูกค้า แล้วคิดหาวิธีที่จะยกระดับให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย

4. ฝึกฝนให้มากขึ้น

มีหลายคนที่เริ่มเรียนโปรแกรมมิ่งด้วยการใช้หนังสือ และศึกษาจากทฤษฎีจนใช้เวลานานหลายเดือนโดยยังไม่ได้ลองเขียนโค้ดจริง ซึ่งนับเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่มาก เนื่องจาก “การฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ” ถือเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะเรื่องของการเขียนโปรแกรม

5. อย่าลืมผ่อนคลายบ้าง

งานด้านเขียนโปรแกรมนับเป็นงานที่ตื่นเต้น แต่ก็สูบพลังงานไปมากด้วยเช่นกัน หลายครั้งที่ผู้คนต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการแก้ไขบั๊กตัวเดียวโดยไม่มีแนวทางแก้ไข จนกระทบกับตารางชีวิตทั้งการกินการอยู่ ซึ่งไม่ใช่ภาวะที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเลยโดยเฉพาะถ้ายังอยู่ในวัยหนุ่มสาว

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-important-tips-and-tricks-to-learn-programming-faster/

เชิญร่วมงานสัมมนา AI & Big Data ประจำปี 2019 ที่จะเปิดประสบการณ์ของคุณ

งานสัมมนา 2 วัน ที่จะทำให้คุณเข้าใจพลังมหาศาลของ AI และ Big Data ในองค์กรเห็นตัวอย่างจริง ของการทำ AI แบบง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยี ที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจคุณ

หัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation คือการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาประยุกต์ใช้ในองค์กร และองค์ประกอบสำคัญของ AI ก็คือการที่จะต้องมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) แล้วใช้ Machine Learning มาเป็นอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งความถูกต้องของ AI อยู่ที่การมีข้อมูลที่มากพอ และการใช้อัลกอริทึมอย่าง Deep Learning ที่สามารถจำลองโมเดลของ Neural Networks ที่ใหญ่ขึ้นได้ (โดยต้องมีระบบประมวลผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น) ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะสามารถพัฒนาโมเดลที่ซับซ้อนขึ้น แต่หากยังขาดข้อมูลที่ไม่มากพอหรือไม่มีระบบประมวลขนาดใหญ่ ก็ยากที่จะได้ AI ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม

AI คืออะไร จะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นองค์กรแบบ AI ได้อย่างไร มาหาคำตอบกันได้ในงานสัมมนาเชิงปฎิบัติการครั้งนี้ ที่มีรูปแบบการสัมมนาที่แตกต่างกับงานทั่วๆไป โดยผู้ร่วมสัมมนาจะได้ฟังการบรรยายในวันแรกที่จะเน้นเรื่องราววิวัฒนาการของ AI ความหมายของ AI ประโยชน์ของ AI และความสัมพันธ์กับ Big Data รวมถึงแนวทางการเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่ยุค AI ซึ่งเป็นการบรรยาย กึ่งอบรม พร้อมทั้งมีการสาธิตระบบ AI ต่างๆประกอบ จากนั้นในวันที่สองจะแบ่งเป็น 2 ห้องโดยห้องแรกจะเป็นการบรรยายในหัวข้อต่างๆทั้งด้าน AI และ Big Data และห้องที่สองจะเป็นการบรรยายกึ่งปฎิบัติการในการสร้างระบบ AIต่างๆในองค์กร ที่จะแสดงให้เห็นว่าการทำ AI ในปัจจุบันง่ายมากๆจนใครๆ ก็ทำได้

สุดท้ายผู้เข้าอบรมยังสามารถจะสัมผัสและทดลองกับระบบ AI จริงที่นำมาแสดงในงาน อาทิเช่น Smart Speaker, Smart Home, ChatBotหรือ Smart Vision

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.imcinstitute.com/ai2019

from:https://www.enterpriseitpro.net/seminar-ai-and-bigdata-2019/

Automation Anywhere: โซลูชัน RPA สร้าง Bot ทำงานแบบอัตโนมัติสำหรับธุรกิจองค์กร

แนวคิดการนำเทคโนโลยี Automation เข้ามาใช้ในธุรกิจนั้นได้กลายเป็นแนวทางหลักที่หลายๆ ธุรกิจให้ความสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน, ลดความผิดพลาด และทำให้พนักงานนั้นมีเวลาไปทำงานในเชิงสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น Automation Anywhere ผู้นำโซลูชันด้านระบบ Robotic Process Automation เองก็เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาเครื่องมือสำหรับเปลี่ยนให้การจัดการงานทางด้าน Business Application และการจัดการข้อมูลนั้นให้กลายเป็นอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อธุรกิจเติบโต การทำงานซ้ำๆ ก็มีปริมาณเพิ่ม และกลายเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ

ถึงแม้ปัจจุบันเราจะมี Business Application มากมายที่มาช่วยให้การจัดการกับข้อมูลทางธุรกิจนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าแต่ก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การป้อนข้อมูลปริมาณมหาศาลลงไปยัง Business Application นั้นก็เริ่มกลายเป็นภาระต่อพนักงาน เนื่องจากเป็นงานที่ไม่ได้ใช้ความคิด แต่กลับมีความเครียดเพราะห้ามผิดพลาด และสุดท้ายงานเหล่านี้ก็กลายเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ

ตัวอย่างของงานประเภทนี้ เช่น การแปลงเอกสารคำสั่งซื้อจากลูกค้าเพื่อป้อนเข้าไปยังระบบบัญชีหรือ ERP, การจัดการกับใบเสร็จต่างๆ ในธุรกิจ, การนำข้อมูลจากไฟล์ Excel ป้อนเข้าไปยังระบบ Business Application ที่ธุรกิจใช้งาน, การป้อนข้อมูลจากใบสมัครของผู้สมัครงานลงไปยังระบบของ HR และอื่นๆ อีกมากมาย จะเห็นได้ว่างานลักษณะนี้มีอยู่ในทุกๆ แผนกของธุรกิจเลย

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก งานลักษณะนี้อาจมีจำนวนหลักสิบงานต่อวัน แต่สำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ งานเหล่านี้อาจมีหลายพันจนถึงหลายหมื่นหรือหลายแสนงานต่อวัน การใช้พนักงานจำนวนมากเพื่อรองรับงานลักษณะนี้ก็ถือเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลอย่างไม่คุ้มค่า และนี่เองที่ทำให้เทคโนโลยี Robotic Process Automation ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์โดยเฉพาะ

Robotic Process Automation (RPA) ตอบโจทย์การทำงานซ้ำๆ แบบอัตโนมัติ สร้าง Bot ให้ทำงานซ้ำๆ แทน

แนวคิดของ RPA นั้นก็คือการสร้าง Bot เพื่อมาทำงานซ้ำๆ ที่เกี่ยวกับข้อมูลแทนมนุษย์ เพื่อให้การทำงานลักษณะนี้มีประสิทธิภาพ และลดความผิดพลาดลงได้อย่างมหาศาล ในขณะที่พนักงานเองก็ไม่ต้องทนทำงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อ และมีเวลาไปทำงานเพื่อพัฒนาธุรกิจองค์กรให้เติบโตต่อไปในเชิงรุกได้นั่นเอง

ในมุมมองหนึ่ง Bot นั้นก็เปรียบเสมือนกับพนักงานขององค์กรที่ถูกจ้างมาเพื่อทำงานซ้ำๆ โดยเฉพาะ แต่ในแง่ของการลงทุนนั้น องค์กรสามารถสร้าง Bot ขึ้นมาทำงานเดียวพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากก็ได้ หรือจะสร้าง Bot หลายแบบๆ ขึ้นมาช่วยกันทำงานที่แตกต่างกันออกไปก็ได้เช่นกัน ตราบใดที่ทรัพยากรด้านการประมวลผลของระบบ RPA นั้นยังมีเหลืออยู่ ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการรับ Workload ได้หลากหลายรูปแบบและปรับแต่งได้ตามความจำเป็น เช่น ในฤดูกาลที่ขายสินค้าได้มาก ก็อาจสร้าง Bot ขึ้นมาจัดการกับการป้อนข้อมูลด้านการขายหรือข้อมูลของลูกค้าเพิ่มขึ้นได้ เป็นต้น

โดยทั่วไปเทคโนโลยี RPA นั้นมักมาพร้อมกับเครื่องมือในการสร้าง Bot เพื่อให้ Bot เหล่านั้นสามารถทำหน้าที่ต่างๆ ได้ตามต้องการโดยที่ผู้สร้างอาจไม่ต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิคหรือการเขียนโปรแกรม ในขณะที่ผู้ผลิต RPA แต่ละค่ายเองก็จะมีมุมมองในการวางสถาปัตยกรรมของระบบและการรองรับงานที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ระบบ RPA นั้นมีความสามารถแตกต่างกัน

ตัวอย่างของการทำงานของ RPA มีดังนี้

  • การนำข้อมูลบางส่วนจาก Excel ไปป้อนเข้ากับระบบ ERP
  • การดึงเนื้อหาบางส่วนจากหน้า Website มาบันทึกลงยังระบบฐานข้อมูล
  • การตรวจสอบเนื้อหาในเอกสารต่างๆ และทำการปรับแต่งแก้ไข หรือบันทึกข้อมูลส่วนที่มีความสำคัญให้โดยอัตโนมัติ

จะเห็นได้ว่า RPA จะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการจัดการข้อมูลธุรกิจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายแผนก ซึ่งถึงแม้การทำงานง่ายๆ ซ้ำๆ ได้โดยอัตโนมัตินั้นจะฟังดูไม่หวือหวานัก แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาล

Automation Anywhere ผู้นำเทคโนโลยี RPA ในระดับโลก

Credit: Automation Anywhere

Automation Anywhere คือผู้ผลิตเทคโนโลยี RPA ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในระดับองค์กรโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าองค์กรมากกว่า 1,600 แห่งทั่วโลก และมี Bot ถูกใช้งานอยู่มากกว่า 1 ล้านชุด อีกทั้งยังมีการผสานเทคโนโลยีด้าน AI เข้าไปเพื่อช่วยให้ Bot นั้นมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้นไปอีก และสามารถทำงานด้านการจัดการข้อมูลทดแทนมนุษย์ได้หลากหลายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ความสามารถที่โดดเด่นของ Automation Anywhere มีดังต่อไปนี้

1. Bot Lifecycle Management (BLM) บริหารจัดการการสร้าง, เรียกใช้งาน และอัปเดตการทำงานของ Bot

ระบบสำหรับการจัดการ Bot โดยเฉพาะที่รวบรวมเอาความสามารถในการสร้าง Bot ขึ้นมาใช้งานอย่างง่ายดาย, ทดสอบการทำงานของ Bot, สั่งเรียกใช้งาน Bot เพื่อให้ทำงานต่างๆ และติดตามการทำงานของ Bot เพื่อให้ทราบถึงสถานะการทำงานแต่ละงานที่เกิดขึ้นในองค์กร

Automation Anywhere นี้ได้นำแนวคิด Software Development Lifecycle (SDLC) มาใช้ในระบบ BLM โดยมอง Bot แต่ละชุดเปรียบเสมือน Software เพื่อให้องค์กรสามารถพัฒนาและปรับแต่ง Bot ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และตอบโจทย์การทำ Compliance อย่าง CMMI Level 5 หรือ SOX ได้

2. Dynamic Workload Management เพิ่มลดปริมาณ Bot ที่ทำงานแต่ละงานได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้งานเสร็จได้ทันตามกำหนดเวลาที่ต้องการ

เพื่อให้การใช้งานทรัพยากรในระบบ RPA มีความคุ้มค่าสูงสุด Automation Anywhere จึงได้ออกแบบให้การทำงานของ Bot นี้มีลักษณะเป็น Bot Farm ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะเพิ่มหรือลดปริมาณของ Bot ในแต่ละงานให้เหมาะสมกับปริมาณงานและเวลาที่มีอยู่ได้ ดังนั้นการลงทุนหน่วยประมวลผลสำหรับระบบ RPA จึงเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ต้องลงทุน Hardware ปริมาณมากเพื่อรองรับแต่ละงานแยกกัน แต่สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Centralized Governance & Control ระบบบริหารจัดการ Bot จากศูนย์กลาง

ระบบหัวใจและมันสมองของ Automation Anywhere ที่ผู้ดูแลระบบจะสามารถกำหนดสิทธิ์ได้ว่าผู้ใช้งานคนใดจะมีสิทธิ์ในการเรียกใช้งาน Bot ตัวไหนด้วยทรัพยากรปริมาณเท่าไหร่ และสามารถติดตามการทำงานของ Bot ที่ตนเองเรียกใช้งานได้ โดยระบบจะทำการจัดการเรื่องการสร้าง Bot ขึ้นมาทำงานและสั่งงานต่างๆ ให้โดยอัตโนมัติทั้งหมด

4. AISense for Citrix Automation รองรับการทำงานอัตโนมัติ แม้เป็น Application แบบ Remote

โดยทั่วไปแล้วระบบ Bot นั้นมักจะสามารถทำงานกับระบบ Local Machine หรือ Virtual Machine (VM) ได้เป็นหลัก แต่ Automation Anywhere เองได้พัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวล้ำไปกว่านั้นด้วยการรองรับระบบ Remote Desktop หรือ Remote Application จาก Citrix, Delphi, Flex และอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เหล่าธุรกิจองค์กรที่มีการวางสถาปัตยกรรมสำหรับ Application ในลักษณะนี้ก็ยังสามารถสร้าง Bot ขึ้นมาทำงานทดแทนแบบอัตโนมัติได้

5. Credential Vault with CyberArk ระบบจัดเก็บข้อมูลการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานอย่างมั่นคงปลอดภัย

ในการสร้าง Bot ใดๆ นั้น Bot เหล่านั้นจะต้องมี Credential ในการเข้าถึงระบบ IT หรือ Application ต่างๆ ด้วย Automation Anywhere เล็งเห็นว่าประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจองค์กร เพราะ Account ต่างๆ ที่จะสร้างขึ้นมาให้ Bot ใช้นั้น ก็คือ Account ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกิจขององค์กรได้ ดังนั้นการจัดเก็บข้อมูล Account เหล่านี้ให้มั่นคงปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ และ Automation Anywhere ก็ได้ร่วมมือกับ CyberArk เพื่อจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ที่มีการเข้ารหัสเอาไว้เป็นอย่างดี

6. Cognitive Automation ผสานเทคโนโลยี AI สร้าง Bot ที่มีความชาญฉลาดยิ่งขึ้นอีกระดับ

ตามปกติแล้ว Bot นั้นมักจะทำงานซ้ำๆ ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนใดๆ ตามการป้อนคำสั่งของผู้สร้าง Bot ซึ่งก็ทำให้ความสามารถของ Bot นั้นมีอย่างจำกัด

Automation Anywhere ได้ทำการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมให้กับ Bot ของตน เพื่อให้ Bot สามารถทำความเข้าใจกับเนื้อหาต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และทำงานแบบอัตโนมัติในรูปแบบที่มีความหลากหลายได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน Email ของลูกค้าที่ส่งเข้ามาเป็นปริมาณมากเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาและดึงเนื้อหาส่วนที่มีความสำคัญมาจัดเก็บบันทึกเอาไว้ หรือการอ่านเอกสาร Invoice จากบริษัทของคู่ค้ารายต่างๆ ที่มีการจัดรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อนำข้อมูลด้านการเงินและตัวเลขอ้างอิงต่างๆ มาบันทึกในระบบได้โดยอัตโนมัติ เป็นต้น

ติดต่อ STelligence ได้ทันที

สำหรับธุรกิจใดที่สนใจนำ RPA ไปใช้งานในธุรกิจ หรือกำลังมองหาเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อมาต่อยอดข้อมูลปริมาณมหาศาลภายในธุรกิจ สามารถติดต่อทีมงาน STelligence เพื่อขอคำแนะนำ, นำเสนอเทคโนโลยี หรือใบเสนอราคาได้ทันทีที่ 02-024-6661 หรือ sales@stelligence.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ STelligence ได้ที่

from:https://www.techtalkthai.com/automation-anywhere-rpa-introduction-by-stelligence/

Microsoft ประกาศแผนเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ AI ให้ Power Platform

Microsoft ประกาศแผนเตรียมผสมผสาน PowerApps และ Microsoft Flow ผนวกกับความสามารถใหม่ที่ชื่อ AI Builder เพื่อตอบโจทย์การใช้งานให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

Microsoft PowerApps คือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้าง Business Apps โดยที่ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด ซึ่งสามารถทำงานได้บน Web และอุปกรณ์ Mobile เช่น iOS หรือ Android ได้ ในขณะที่ Microsoft Flow คือระบบสร้าง Automate Task ให้กับ Apps, Service และ Microsoft แอปได้ เช่น ให้ Slack แจ้งเตือนเมื่อมีไฟล์ถูกอัพโหลดขึ้นมาใน Dropbox เป็นต้น (คอนเซปต์เหมือน IFTTT หรือ IF This Then That ที่เอา API ของบริการต่างๆ เช่น Twitter, Facebook, Linked, IG มาให้เราใช้ เช่น เมื่อเราเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ใน Facebook แล้วให้รูปโปรไฟล์ใน IG เปลี่ยนตาม) 

สำหรับฟีเจอร์ใหม่กับ Power Platform มีดังนี้

  • เปิดตัว AI Builder สำหรับ PowerApps และ Flow ทำให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสามารถนำ AI ไปแก้ปัญหาทั่วไปได้ เช่น Form processing, Object Detection และ Text/binary Classification เป็นต้น อีกด้านหนึ่งเมื่อทำงานร่วมกับ Flow อาจสามารถช่วยดึงข้อมูลต่างๆ อัตโนมัติได้ เช่น การตรวจเครดิต เป็นต้น
  • Power BI มีการเพิ่มความสามารถให้การวิเคราะห์ Text และรูปภาพ โดยใช้ความสามารถจากบริการ Azure Machine Learning ได้ เช่น งานการจดจำลายมือ นอกจากนี้ในส่วนของ Q&A Feature ยังสามารถเทรนให้เข้าใจเรื่องภาษาเฉพาะทางได้ด้วย 
  • PowerApps มีหน้า Portal ใหม่ที่ทำให้องค์กรสามารถสร้าง  Web Site ที่เปิดให้คนนอกเข้าถึงได้โดยลงทะเบียนผ่านทาง Identity Provider จาก Third-party เช่น LinkedIn, Facebook หรือจาก AD ขององค์กรอื่น เป็นต้น สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่

โดยฟีเจอร์ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งที่ประกาศใน ‘Wave 2’ หรือแผนเกี่ยวกับ Product Release ที่คาดว่าจะพร้อมให้บริการราว ตุลาคม 2019 ถึง มีนาคม 2020 นั่นเอง ผู้สนใจสามารติดตามเพิ่มเติมเต็มๆ ได้จากประกาศของ Microsoft ครับ

ที่มา :  https://redmondmag.com/articles/2019/06/10/dynamics-365-and-power-platform-improvements.aspx และ  https://techcrunch.com/2019/06/10/microsoft-power-bi-platform-update-aims-to-put-ai-in-reach-of-business-users/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-is-updating-ai-for-powerapps-platform/

5 สุดยอดแอพ VPN สำหรับแอนดรอยด์ ประจำปี 2019

เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเราส่วนใหญ่ต่างใช้เวลาบนโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนมากกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้ยังเป็นความจริงด้วยว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยด์ต่างได้รับความนิยมในวงกว้างเพิ่มมากขึ้น และเป็นความจริงอย่างที่สุดที่หลายคนจำเป็นต้องใช้ VPN เพื่อปกป้องตัวตนของตัวเองบนโลกออนไลน์

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้แอนดรอยด์แล้ว ทาง Hackread.com ก็ได้รวบรวมรายชื่อสุดยอดแอพสำหรับทำวีพีเอ็นบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ไว้ 5 ตัวด้วยกัน ได้แก่

1. NordVPN

เป็นหนึ่งในบริการวีพีเอ็นที่ดีที่สุดสำหรับแอนดรอยด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการข้างต้นได้ทั้งหมด แถมบริษัทผู้ให้บริการยังประกาศไม่เก็บบันทึก Log ประวัติการท่องเว็บด้วย นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ที่ปานามา ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศที่แชร์ข้อมูลตรวจสอบกันอย่าง Five Eyes, Nine Eyes, หรือ 14 Eyes ด้วย

2. ProtonVPN

เน้นการรักษาความเป็นส่วนตัวของทราฟิกข้อมูลผู้ใช้ผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า Secure Core ที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีนโยบายเอื้อต่อการรักษาสิทธิส่วนบุคคลอย่างสวิตเซอร์แลนด์และไอซ์แลนด์ ก่อนจะรีไดเรกต์ออกไปยังประเทศปลายทาง

3. IVPN

เป็นอีกเจ้าที่ไม่ได้เก็บบันทึกประวัติกิจกรรมการใช้งาน พร้อมทั้งสกัดกั้นการรั่วไหลของข้อมูลผ่านช่องโหว่ต่างๆ ที่ค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้อย่างเช่น IPv6, DNS Leak, Disconnection Escape, หรือแม้แต่ WebRTC โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสข้อมูลแบบ AES-256 พร้อมกับคีย์ RSA ยาวถึง 4096 บิต

4. Betternet VPN

ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่โดนบล็อกในประเทศของผู้ใช้ได้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางเราท์ติ้งใหม่ให้ นอกจากนี้ยังมีการเข้ารหัสการเชื่อมต่อ ปลอมตัวที่อยู่ไอพีของผู้ใช้เพื่อทั้งปกป้องความเป็นส่วนตัว และทำให้การใช้งานเสมือนไร้ตัวตน เป็นต้น

5. CyberGhost

เป็นเจ้าที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีผู้ใช้จำนวนมากกว่า 10 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งฟีเจอร์ที่ถือว่าดีที่สุดและเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครของ CyberGhost VPN ก็คือ ความสามารถในการเชื่อมต่อผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตามตำแหน่งต่างๆ ของโลก ตามการท่องเว็บแต่ละเว็บ เช่น ถ้าเลือกว่าจะใช้ Netflix แอพนี้ก็จะเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เหมาะสมมากที่สุดเพื่อเปิดหน้าต่างเว็บบราวเซอร์ Netflix ให้

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-best-vpn-apps-for-android-2019/

5 สุดยอดแอพ VPN สำหรับแอนดรอยด์ ประจำปี 2019

เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเราส่วนใหญ่ต่างใช้เวลาบนโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนมากกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้ยังเป็นความจริงด้วยว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยด์ต่างได้รับความนิยมในวงกว้างเพิ่มมากขึ้น และเป็นความจริงอย่างที่สุดที่หลายคนจำเป็นต้องใช้ VPN เพื่อปกป้องตัวตนของตัวเองบนโลกออนไลน์

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้แอนดรอยด์แล้ว ทาง Hackread.com ก็ได้รวบรวมรายชื่อสุดยอดแอพสำหรับทำวีพีเอ็นบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ไว้ 5 ตัวด้วยกัน ได้แก่

1. NordVPN

เป็นหนึ่งในบริการวีพีเอ็นที่ดีที่สุดสำหรับแอนดรอยด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการข้างต้นได้ทั้งหมด แถมบริษัทผู้ให้บริการยังประกาศไม่เก็บบันทึก Log ประวัติการท่องเว็บด้วย นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ที่ปานามา ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศที่แชร์ข้อมูลตรวจสอบกันอย่าง Five Eyes, Nine Eyes, หรือ 14 Eyes ด้วย

2. ProtonVPN

เน้นการรักษาความเป็นส่วนตัวของทราฟิกข้อมูลผู้ใช้ผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า Secure Core ที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีนโยบายเอื้อต่อการรักษาสิทธิส่วนบุคคลอย่างสวิตเซอร์แลนด์และไอซ์แลนด์ ก่อนจะรีไดเรกต์ออกไปยังประเทศปลายทาง

3. IVPN

เป็นอีกเจ้าที่ไม่ได้เก็บบันทึกประวัติกิจกรรมการใช้งาน พร้อมทั้งสกัดกั้นการรั่วไหลของข้อมูลผ่านช่องโหว่ต่างๆ ที่ค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้อย่างเช่น IPv6, DNS Leak, Disconnection Escape, หรือแม้แต่ WebRTC โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสข้อมูลแบบ AES-256 พร้อมกับคีย์ RSA ยาวถึง 4096 บิต

4. Betternet VPN

ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่โดนบล็อกในประเทศของผู้ใช้ได้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางเราท์ติ้งใหม่ให้ นอกจากนี้ยังมีการเข้ารหัสการเชื่อมต่อ ปลอมตัวที่อยู่ไอพีของผู้ใช้เพื่อทั้งปกป้องความเป็นส่วนตัว และทำให้การใช้งานเสมือนไร้ตัวตน เป็นต้น

5. CyberGhost

เป็นเจ้าที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีผู้ใช้จำนวนมากกว่า 10 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งฟีเจอร์ที่ถือว่าดีที่สุดและเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครของ CyberGhost VPN ก็คือ ความสามารถในการเชื่อมต่อผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตามตำแหน่งต่างๆ ของโลก ตามการท่องเว็บแต่ละเว็บ เช่น ถ้าเลือกว่าจะใช้ Netflix แอพนี้ก็จะเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เหมาะสมมากที่สุดเพื่อเปิดหน้าต่างเว็บบราวเซอร์ Netflix ให้

ที่มา : Hackread

from:http://www.enterpriseitpro.net/5-best-vpn-apps-for-android-2019/