คลังเก็บป้ายกำกับ: Applications

[Guest Post] ฟูจิตสึ โชว์แอพพลิชัน VAN & Cloud Kitchen ตอบโจทย์ธุรกิจ สอดรับวิถีแบบ New Normal

ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID -19  ที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย  ประชากรทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังให้ตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะการเข้ามีส่วนร่วมในสังคม ให้เกิดการป้องกัน และลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของโรคระบาด ในรูปแบบที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตแบบปกติใหม่ (New Normal)   

นางสาวกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึง การพัฒนาดิจิทัล โซลูชัน ที่ได้คิดค้น นำเสนอและพร้อมติดตั้ง ให้บริการลูกค้าในประเทศไทยเพื่อตอบโจทย์ และเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในภาวะโรคระบาด ครอบคลุมในส่วนการขายสินค้าอุปโภคบริโภค การบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่ม การตรวจสอบ คัดกรองโรคระบาด บริการ ณ จุดเข้าออก, จุดรับ-ส่งสินค้า ภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดจากภาวะโควิด-19  ทำให้ทีมงานได้นำเสนอ 4 โซลูชันหลัก COVID Respond Campaign ที่พร้อมรับมือความต้องการใช้ระบบไอที เพื่อเข้ามาสร้างระยะห่างทางสังคม แบบไร้การสัมผัส ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วย

1. Van Sales Business for new normal Application จะเข้ามาช่วยสนับสนุนงานขายการจัดระบบรับ-ส่งสินค้า การสร้างออเดอร์ผ่านระบบออนไลน์ วางแผนเส้นทางการจัดส่ง เช็คสินค้าคงคลัง  บริหารจัดการกิจกรรมการตลาด  เชื่อมต่อช่องทางการชำระเงินกับวิธีการและแพลตฟอร์มที่หลากหลาย  เชื่อมโยงระบบหน้าร้านและระบบการจัดการภายใน  ผ่านโมไบล์แอพพลิเคชันได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับการใช้ชีวิตปกติแบบใหม่ สร้างระยะห่างของการติดต่อ เสริมการสื่อสารแบบไร้การสัมผัสได้มากขึ้น

2. Cloud Kitchen for New Normal  แอพพลิเคชันที่สนับสนุนสังคมไร้เงินสด ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวและบริหารจัดการในธุรกิจอาหาร ครอบคลุมจาก การจัดการด้านออเดอร์ การคัดสรรเมนูพิเศษ โดยเฉพาะสำหรับลูกค้ารายนั้นๆ   ลูกค้าสามารถระบุได้ตั้งแต่การเข้าใช้แอพพลิเคชัน เพื่อเชื่อมต่อกับผู้ผลิตหรือเจ้าของร้าน ในการสื่อสารว่าต้องการรับบริการอาหารในรูปแบบใด อาทิ รับประทานที่ร้าน สั่งกลับบ้าน หรือสั่งให้ส่งยังจุดนัดหมาย เพียงใช้ Cloud Kitchen เพื่อบริหารจัดการทุกออเดอร์และความต้องการผ่านคลาวด์เท่านั้น  ที่สำคัญในแอพพลิเคชันนี้ เจ้าของสินค้าหรือเจ้าของร้านอาหาร สามารถดำเนินการจัดการได้ทุกส่วน  e-menu ที่เฉพาะเจาะจงไปถึงตัวลูกค้า, ดูออเดอร์แบบเรียลไทม์,  อัพเดทสถานะการขายได้ทันทีว่า ยังมีสินค้าขาย หรือ สินค้าหมด, สร้างโปรแกรมสมาชิกและการสะสมคะแนนได้ ออกแบบโปรโมชันการขาย สร้างแคมเปญส่งฟรีในพื้นที่รอบๆ ร้าน วิเคราะห์ยอดขายและสถานะ เชื่อมต่อการชำระเงินได้หลายรูปแบบ และสามารถออกใบเสร็จแบบ E-Receipt สร้างความคล่องตัวในการดำเนินการได้อย่างดี

3.Health Screening Solution ประกอบด้วยฟังก์ชันหน้าจอแท็บเล็ตที่สามารถ แสกนใบหน้า ตรวจวัดอุณหภูมิ ตรวจสอบการใส่หน้ากาก ทำให้ลดการสัมผัสโดยตรง รักษาระยะห่าง ลดขั้นตอนที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่มาประชิดตัวในการวัดเทอร์โมมิเตอร์ สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าก่อนเข้าห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน ได้ความปลอดภัย รวดเร็ว ปัจจุบันได้ติดตั้งอุปกรณ์นี้ ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้าเอมโพเรียมเพื่อให้บริการแล้ว

4.Tracker Application  สามารถเช็คไทม์ไลน์ ของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ครบทุกจุด ทุกการเดินทางของผู้ที่อยูในระบบ ระบุใช้ QR Code ในการแสกนเข้า-ออก ใช้งานได้ทั้งระบบ แอนดรอย์และ iOS, มีความคล่องตัวและง่ายในการระบุ  หรือแจ้งเตือนในพื้นที่ ที่อาจจะมีการติดต่อของโรคระบาดที่มี่ความเสี่ยงสูง รายงานสถานะจริง ณ เวลานั้นๆ และสามารถติดตั้งใช้งานได้ภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น

โดยฟูจิตสึได้คิดค้นและพัฒนาทั้ง 4 โซลูชันขึ้นในประเทศไทย ให้สอดรับกับชีวิตแบบปกติใหม่ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และมุ่งมั่นเพื่อตอบสนองลูกค้าครอบคลุมการทำงานในทุกฟังก์ชัน เตรียมความพร้อมแบบรอบด้าน เน้นสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในช่วงยุค COVID-19 ให้ได้มากที่สุด 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :  http://www.fujitsu.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-shows-van-and-cloud-kitchen-application/

Salesforce เปิดตัว Salesforce Anywhere

Salesforce Anywhere เป็นเครื่องมือใหม่ล่าสุดที่ Salesforce เพิ่งเปิดตัวออกมา โดยจุดประสงค์คือเรื่องของการทำ Collaboration ในซอฟต์แวร์ CRM

credit : Zdnet

Salesforce CRM เป็นผลิตภัณฑ์ Cloud ชื่อดังที่รู้จักกันดี ซึ่งล่าสุดได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ Collaboration เช่น แชท แจ้งเตือน คอมเม้นต์ หรือสนทนาผ่านวีดีโอ ทั้งนี้องค์กรจะสามารถทำงานแชร์ข้อมูล (ของ Salesforce) และปรึกษากันได้ไปพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ดีสำหรับลูกค้าเดิม Salesforce Anywhere จะออกเวอร์ชันทดลองฟรีบน iOS กลางเดือนกรกฏาคม

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/salesforce-launches-salesforce-anywhere-app-that-embeds-collaboration-data-across-platforms/ และ  https://techcrunch.com/2020/06/25/salesforce-announces-a-new-mobile-collaboration-tool-for-sales-called-anywhere/

from:https://www.techtalkthai.com/salesforce-launches-salesforce-anywhere/

บริหารจัดการ API ใน Application ขององค์กรให้เป็นระบบ ด้วย IBM API Connect

API ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากภายในสถาปัตยกรรมของระบบ Software ของธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ ไปจนถึงการทำ Digital Transformation ของหลายธุรกิจองค์กร และเมื่อการใช้งาน API เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของธุรกิจ การบริหารจัดการ API ให้ดีนั้นก็กลายเป็นโจทย์ตามมา บทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับภาพรวมของการใช้ API ในธุรกิจองค์กร และการบริหารจัดการ API ด้วยโซลูชันอย่าง IBM API Connect กันครับ

API = Application Programming Interface

API นั้นย่อมาจากคำว่า Application Programming Interface ซึ่งก็มีความหมายตรงตัว คือช่องทางในการสื่อสารระหว่าง Application โดยระบบที่มี API นั้นมักจะมีการออกแบบช่องทางที่ชัดเจนว่าถ้าหากมีระบบอื่นที่อยากติดต่อสื่อสารกับ Application นั้นๆ จะต้องมีการสื่อสารเข้ามาในช่องทางไหน ด้วยข้อความแบบใด และจะได้รับคำตอบหรือข้อมูลลักษณะใดกลับไป เพื่อให้ Software Developer ที่ต้องการเรียกใช้งาน API นั้นๆ ทำความเข้าใจและเขียนโปรแกรมขึ้นมาเชื่อมต่อได้ถูกต้อง

สำหรับคนที่ไม่ใช่ Software Developer หรือคน IT เราอาจพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า API นั้นก็เปรียบเสมือนประตูที่เปิดให้บริการหนึ่งๆ สามารถถูกบริการหรือระบบอื่นๆ เข้าถึงและจัดการข้อมูลหรือรับส่งคำสั่งระหว่างกันได้ ทำให้หลายๆ บริการและหลายๆ Application สามารถทำงานร่วมกันได้ผ่าน API นั่นเอง

API อยู่รอบตัวเรา

หลายๆ คนอาจจะคิดว่า API นั้นเป็นเรื่องที่ Software Developer หรือคนสาย IT ต้องให้ความสำคัญเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วแทบทุกเทคโนโลยีที่เรากำลังใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้ต่างก็มี API เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบเบื้องหลังของ Mobile Application หรือ Social Network ที่เรากำลังใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้
  • การทำงานของ Application ของธนาคาร ที่ต้องมีการเชื่อมต่อระบบเบื้องหลังมากมาย
  • ระบบ E-Commerce ที่ต้องมีการผสานระบบระหว่างร้านค้าออนไลน์, ระบบคลังสินค้า, ระบบขนส่ง และระบบจ่ายเงิน
  • การทำงานของเทคโนโลยี AI ที่มักมีการประมวลผลบน Cloud และมี API เป็นตัวเชื่อมต่อไปยังระบบบน Cloud นั้นๆ

API ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของทุกคนอยู่แล้วไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และในอนาคตที่เทคโนโลยีจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ การรู้จัก API และมองเห็นโอกาสจาก API ให้ได้ก็ถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่การเป็น Digital Business อย่างเต็มตัว

credit : ShutterStock.com

การทำ Digital Transformation ต้องมี API เป็นศูนย์กลาง

ในโครงการ Digital Transformation จำนวนมากนั้น API มักเข้าไปมีบทบาทอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการผสานรวมระบบ Business Application เข้าด้วยกัน, การนำข้อมูลธุรกิจไปวิเคราะห์บนระบบอื่นๆ, การทำ Automation ในกระบวนการต่างๆ, การนำข้อมูลมาแปลงเป็น API เพื่อสร้างบริการ Data Service ไปจนถึงการสร้าง API ขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าหรือคู่ค้าได้ใช้งานสร้างเป็น Ecosystem ร่วมกัน เป็นต้น ดังนั้นหลายธุรกิจองค์กรจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการออกแบบ, พัฒนา และดูแลรักษา API ที่ตนเองต้องสร้างขึ้นมาใช้งานได้อีกต่อไป

ทั้งนี้สำหรับธุรกิจไทย โอกาสในการนำ API ไปใช้เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ๆ นั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจธนาคารหรือประกันที่หลังจากนี้ Mobile Application และ Online จะกลายเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกิจ, ธุรกิจ E-Commerce หรือธุรกิจ Startup ที่ต้องมี API เพื่อขยาย Ecosystem ของตนเอง, หน่วยงานราชการที่มีข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชนมากมายก็อาจนำข้อมูลเหล่านั้นมาให้บริการผ่าน API หรือธุรกิจองค์กรทั่วไปที่ต้องการผสานระบบ ERP เข้ากับระบบอื่นๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างอัตโนมัติและมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ปัญหาที่พบในการใช้งาน API ภายใน Application ขององค์กร

อย่างไรก็ดี ในช่วงแรกเริ่มของหลายๆ ธุรกิจที่มีการพัฒนาระบบ Application ขนาดใหญ่หรือทำ Digital Transformation นั้น API มักจะถูกออกแบบเอาไว้ใช้งานอยู่เบื้องหลังภายในระบบ IT ที่มีความซับซ้อน และเมื่อเวลาผ่านไป ธุรกิจองค์กรแห่งหนึ่งๆ ก็อาจมี API จำนวนมหาศาล และพบกับประเด็นปัญหาดังต่อไปนี้

  • เมื่อเกิดปัญหาทางด้านประสิทธิภาพ การตรวจสอบว่าปัญหานี้เกิดจากสาเหตุใดเป็นไปได้ยาก เพราะมีการเรียกใช้งาน API ที่ซับซ้อน
  • การควบคุม API ที่มีอยู่ในองค์กรให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทำได้ยาก ทำให้งานของ Software Developer และ System Engineer เป็นไปอย่างยากลำบาก
  • การจัดการรุ่นของ API ให้เป็นระบบเป็นงานที่มีความซับซ้อน
  • การตรวจสอบประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยของ API และระบบโดยรวมที่ทำการออกแบบและใช้งานอยู่ทำได้ยาก รวมถึงขาด Best Practice ในการพัฒนา API ให้มีความมั่นคงปลอดภัยเพียงพอ
  • การจัดการกับระบบยืนยันตัวตนของแต่ละ API มีความซ้ำซ้อน ถึงแม้แต่ละ API จะใช้มาตรฐานเดียวกันในการยืนยันตัวตน แต่โค้ดเบื้องหลังอาจแตกต่างกันออกไป
  • การเพิ่มขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้นนั้นทำได้ยาก

ด้วยเหตุนี้เอง เทคโนโลยีทางด้าน API Management จึงถูกพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์เหล่านี้ และแนวทางปฏิบัติที่ดีก็คือธุรกิจองค์กรใดที่มี API อยู่แล้วก็ควรรีบนำ API Management ไปใช้งานก่อนที่ระบบจะมีความซับซ้อนสูง หรือถ้าหากยังไม่เคยมี API มาก่อนเลยและมีแผนที่จะต้องมีแล้ว ก็ควรเริ่มต้นใช้ API Management ตั้งแต่แรกเพื่อให้สามารถควบคุมระบบให้เป็นระเบียบได้

IBM API Connect ตอบโจทย์การบริหารจัดการ API ครบวงจร

IBM API Connect คือระบบ API Platform ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง API, เปิด API ให้คนอื่นใช้งาน, บริหารจัดการ และคำนวณค่าใช้จ่ายในการเรียกใช้ API ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย เรียกได้ว่ามีเครื่องมือในการบริหารจัดการ Lifecycle ของ API ได้อย่างครบวงจร ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • สามารถบริหารจัดการ API ในรุ่นต่างๆ และควบคุมการเข้าถึงและใช้งานได้จากศูนย์กลาง
  • มีความมั่นคงปลอดภัยสูง ด้วยการใช้ IBM DataPower Gateway ที่มีทั้งการเข้ารหัส, การ Sign และอื่นๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบ Gateway จะถูกโจมตีจนสำเร็จได้ และรองรับการยืนยันตัวตนหลายรูปแบบทั้ง API Key และ OAuth 2 อีกทั้งยังรองรับการทำ Two-Factor Authentication ได้หลายวิธี
  • ระบบทำงานอยู่บน Red Hat OpenShift รองรับการใช้งานได้ทั้งแบบ On-Premises, Container และ Cloud ตอบโจทย์ทุกสถาปัตยกรรมของ Application ทางธุรกิจ
  • รองรับการเพิ่มขยายระบบได้ง่าย และสามารถรองรับการใช้ API ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น REST, SOAP, Messaging Queue, Kafka, Pub/Sub, GraphQL และอื่นๆ
  • สามารถตรวจสอบการทำงาน, ติดตามการเข้าถึงและเรียกใช้งาน API ทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน รวมถึงสามารถตรวจสอบประเด็นด้านประสิทธิภาพได้ และยังสามารถทำ Billing ในกรณีที่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการเรียกใช้ API ได้อีกด้วย
  • เป็น Open Technology ที่ทุกอย่างเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตรงตามมาตรฐานเปิด ทำให้สามารถนำไปใช้งานและผสานระบบร่วมกับระบบอื่นๆ ได้ง่าย
  • มี Framework ในการสร้าง API ช่วยให้สามารถออกแบบและสร้าง API ใหม่ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน
  • สามารถกำหนดนโยบายของการเรียกใช้ API ได้ ทั้งการทำ Rate Limit หรือการทำ Validation เพื่อตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยในแต่ละการเรียกใช้ API
  • บริหารจัดการได้ง่าย ด้วยหน้าจอ Web Management 

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ก็ครอบคลุมทุกส่วนของการพัฒนา, ใช้งาน และดูแลรักษา API ของธุรกิจองค์กรแล้ว

ปัจจุบันนี้ IBM API Connect มีส่วนแบ่งในตลาดสูงถึง 22% และถูกใช้งานโดยธุรกิจองค์กรชั้นนำมากมาย โดยในประเทศไทยเองก็มีการใช้งานที่โดดเด่นในธุรกิจค้าปลีกและ E-Commerce ที่ต้องมีการผสานระบบภายในกันค่อนข้างมาก และต้องมีการเปิด API เพื่อให้พันธมิตรทางธุรกิจนำไปพัฒนาระบบต่อยอดได้อีกด้วย

IBM API Connect นี้เป็นเพียงโซลูชันส่วนหนึ่งใน IBM CloudPak for Integration เท่านั้น โดยใน IBM CloudPak for Integration จะยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่จำเป็นในการดูแลรักษาระบบที่ใช้ในการผสานระบบอื่นๆ เข้าด้วยกันได้ในระยะยาว ซึ่ง IBM API Connect เองก็เป็นส่วนสำคัญในฐานะของระบบที่ทำหน้าที่จัดการ API ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารและเชื่อมต่อระหว่างแต่ละ Application นั่นเอง

ทดลองใช้งาน IBM API Connect ฟรีตลอดไปบน IBM Cloud

ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นทดลองใช้งาน IBM API Connect สามารถเริ่มต้นทดลองใช้งานได้ฟรี โดยไม่จำกัดระยะเวลาที่ใช้ และสามารถใช้งานได้ 50,000 API Call ต่อเดือน

ติดต่อทีมงาน Zenith Comp ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ IBM สามารถติดต่อทีมงาน Zenith Comp ได้ทันทีที่คุณณภัทร เดโชจรัสศรี (ยุ้ย)  l  Tel : 086-3180555, 02-2730995 ต่อ 892e-mail : naphat@zenithcomp.co.th  หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่  https://www.zenithcomp.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/api-management-with-ibm-api-connect-by-zenith-comp/

ก้าวสู่ธุรกิจในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืนกับ ATOS และ SAP Solutions

Atos (อาโทส) บริษัทระดับโลกที่ให้บริการด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจและไอทีโซลูชันแบบครบวงจรอันดับหนึ่งของทวีปยุโรป มีพนักงานกว่า 120,000 คน ใน 78 ประเทศทั่วโลก และมีรายได้ต่อปี มากกว่า 14 พันล้านยูโร อีกทั้งยังเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาอย่างยาวนานให้กับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยดำเนินการภายใต้แบรนด์ Atos, Atos Syntel และ Unify ซึ่งวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของอาโทสคือการเป็นที่ปรึกษา พัฒนาออกแบบ และวางระบบด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและการบริการเพื่อสนับสนุนและพัฒนาองค์กรต่าง เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารและการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล รวมทั้งมีนักวิจัยทั่วโลกที่ทำการวิจัยและนำมาประยุกต์และหลวมรวมเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ

สำหรับ บริษัท อาโทส ไอที โซลูชัน แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (ประเทศไทย) หรือ อาโทส ประเทศไทย เป็นบริษัทชั้นนำผู้ให้บริการในการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ ออกแบบเพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน ติดตั้ง ดูแลระบบ รวมถึงให้คำปรึกษาเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ด้านการจัดการข้อมูลระดับโลกอย่าง SAP โดยสามารถการันตีได้จากรางวัล SAP Partner Performance Award เเละ SAP Innovation Award ถึง 3 ปีติดต่อกัน และยังได้รับเลือกให้เป็น SAP Platinum Partner อีกด้วย

ด้วยชื่อเสียงที่มีมายาวนานและระบบการจัดการข้อมูลที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง ทำให้อาโทสและ SAP ได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานและบริษัทชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งให้เป็นผู้ติดตั้งและดูแลระบบ รวมถึงบริการแบบครบวงจร นอกจากนี้ SAP ยังมีโซลูชันอันหลากหลาย เช่น SAP S/4HANA,  SAP C/4HANA, SAP Fiori, SAP Ariba และ SAP SuccessFactors ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเพื่อให้เข้ากับรูปแบบและความต้องการขององค์กร ช่วยเสริมศักยภาพ ความคล่องตัวในการทำงาน รวมถึงการสื่อสารและอัพเดทข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพิ่มโอกาสและความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจให้สามารถแข่งขันในตลาดระดับสากล ช่วยจัดการระบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาและออกแบบระบบที่ทำให้องค์กรสามารถปรับตัวสู่ New Normal อาทิ

  • Customer Excellence: การออกแบบและพัฒนาโซลูชัน SAP ให้สามารถสร้างขีดความสามารถในการดูแลลูกค้า ดังนี้
    • สามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายบุคคลได้
    • วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า (Analytics) เพื่อเข้าพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้โซลูชัน Atos คือ ATOS CODEX 
    • บริหารจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data)
    • พัฒนาและปรับปรุงการสร้างประสบการณ์ลูกค้าในการสั่งซื้อ และให้บริการได้อย่างมีคุณภาพในทุกช่องทาง ซึ่งรวมถึง Digital Channel
  • Agile Organization: เทคโนโลยีการเชื่อมต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกันได้หลากหลายช่องทางผ่านเครื่องมือดิจิทัลต่าง สามารถอัพเดทข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ อาทิ
    • กระตุ้นและสนับสนุนให้พนักงานทำงานผ่านการทำงานร่วมกัน (Collaboration) เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่เน้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Premium Culture)
    • สร้างสภาพแวดล้อมให้สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยการพัฒนาระบบ Cloud, Collaboration, Mobility และ Atos Digital Workplace
    • สร้างองค์กรลูกค้าให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม
    • พัฒนาหลักการ BYOD ทำให้องค์กรลูกค้าสามารถทำงานผ่านอุปกรณ์อะไรก็ได้
  • Digital Supply Chain (Supply Chain): เทคโนโลยีในการสนับสนุนให้มีประสิทธิภาพในด้านห่วงโซ่อุปทาน อาทิ 
    • พัฒนาและออกแบบระบบ Supply Chain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินการ
    • พัฒนาระบบ Digital Procurement เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ Supplier Relationship Management

อาโทส (ประเทศไทย) ยังมีดิจิทัลโซลูชันและบริการต่างๆ อีกมากมาย ที่สามารถตอบโจทย์หน่วยงานหรือบริษัทที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์กรเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเต็มตัว ซึ่งเหมาะสมกับสภาวะของเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มในอนาคตอีกด้วย ดังนั้นการปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้ก่อน จึงเป็นกลไกการตลาดที่สำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน  ลดต้นทุน และการบริหารจัดการเวลาได้คุ้มค่า ทำให้บริษัทหรือองค์กรก้าวไปได้ไกลและเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้อย่างทันท่วงที

สนใจโซลูชัน SAP และบริการจากอาโทสสามารถติดต่อได้ที่ https://atos.net/en/thailand   

from:https://www.techtalkthai.com/advance-to-digital-business-with-atos-and-sap-solutions/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ INFOR & AWS VIRTUAL ROADSHOW | 8 กรกฏาคม 2563

ขอเชิญผู้บริหารธุรกิจและทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ INFOR & AWS VIRTUAL ROADSHOW ในวันที่ 8 กรกฏาคม 2563 เพื่อรับชมอัปเดตล่าสุดของเทคโนโลยีระบบ ERP สำหรับบริหารจัดการธุรกิจบน Cloud ที่ลงเนื้อหาเจาะลึกสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละประเด็นสำคัญ ทั้งระบบ Warehouse, ระบบบริหารจัดการโรงงาน และระบบบริหารจัดการสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะ โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

Infor & AWS Virtual Roadshow

วันที่ 8 กรกฏาคม 2563
เวลา 8.30 – 12.15 (เวลาเมืองไทย)
รูปแบบ สัมมนาออนไลน์
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://pages.infor.com/20200708-manufacturing-erp-event-discover-the-new-business-agility.html?utm_source=Outlook&utm_campaign=ERP-FY21-I4E-20952-ASN-AWSInfor_cloudday_ALL-010+InforHostedEvent+Event+APAC+South-Asia+ERP&utm_medium=Email

พบกับความคล่องตัวทางธุรกิจแบบใหม่

ในช่วงเวลาที่การเปลื่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต่างๆไม่ว่าจะขนาดใด ในทุกภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ กำลังอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาและพัฒนาผลิตภาพ ซึ่งทุกธุรกิจต้องการระบบงานที่มีความคล่องตัว (Agile) ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องมั่นใจได้ว่าธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

เราขอเชิญคุณเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Infor & AWS Virtual Roadshow ซึ่งเราจะนำเสนอเนื้อหาด้านการปรับปรุงระบบ ERP ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ธุรกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้งานได้จริง พร้อมประเด็นพูดคุยถึงแนวโน้มด้าน IT, Cybersecurity และแนวทางที่จะช่วยให้คุณย้ายไปสู่ระบบ Cloud รวมถึงการแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานจริงจากลูกค้าของเรา

สำหรับเนื้อหาเด่นในงานสัมมนาครั้งนี้ มีดังต่อไปนี้

Keynote Sessions

  • 08.30 – 09.00 Discover the New Business Agility โดย Fabio Tiviti, Vice President ASEAN, Infor
  • 09.00 – 09.45 Inspire Business Growth with Cloud โดย Michael Guantiero, Senior Director, Solutions Consulting, Infor
  • 09.45 – 10.30 The Path to Business Agility โดย Usha Rao, Head of Partners and Alliances, AWS ASEAN

Breakout Session ภาษาไทย

  • 10.45 – 11.30 Transforming the Warehouse: Increase Operational Efficiency โดย Wanna Yanwattana, Senior Solutions Consultant, Infor
  • 11.30 – 12.15 Getting the Right Information to the Right People at the Right Time with Infor CloudSuite Industrial (CSI – Syteline) โดย Pramote Sooksri, Senior Principal Solutions Consultant, Infor
  • 11.30 – 12.15 Infor Food & Beverage – Ingredients for Success โดย Pornthep Lerksirisuk, Solutions Consultant, Infor

ลงทะเบียนได้ที่ https://pages.infor.com/20200708-manufacturing-erp-event-discover-the-new-business-agility.html

Supported by

from:https://www.techtalkthai.com/infor-aws-virtual-roadshow-online-seminar-invitation/

Oracle เปิดตัว Oracle Database Appliance เจเนอเรชันที่ 8 พร้อม Low-code Platform และ AI ให้ใช้ฟรี

Oracle ประกาศเปิดตัว Oracle Database Appliance (ODA) X8 ซึ่งเป็น Integrated System เจเนอเรชันที่ 8 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งาน Oracle Database ได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในราคาที่ถูกกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นๆ ทั้งยังผสานเทคโนโลยี Artificial Intelligence และ Machine Learning ตอบโจทย์แนวคิดเรื่อง “Converged Database” และเพิ่มให้บริการ Low-code Development Platform ให้ใช้งานได้ฟรี

Oracle Database Appliance สำหรับ Oracle Database ภายใต้แนวคิด “Simple. Optimized. Affordable”

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงหลายทศวรรษนี้ Oracle Database เป็นระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลที่มีฟีเจอร์ครบครัน เสถียร และเร็วที่สุดในโลก จึงมักถูกนำไปใช้ใน Critical Infrastructure ขององค์กร และเพื่อให้องค์กรที่มีงบประมาณและทรัพยากรบุคคลจำกัดสามารถเข้าถึง Oracle Database ได้ง่ายยิ่งขึ้น Oracle จึงได้พัฒนา Oracle Database Appliance (ODA) ซึ่งเป็น Integrated System ที่ผ่านการคำนวณเชิงวิศวกรรมมาเป็นอย่างดี และมีการติดตั้งซอฟต์แวร์พร้อมใช้มาจากโรงงาน เพิ่มปริมาณการใช้ได้แบบ Pay as You Grow ทำให้มีค่า License และ MA ของซอฟต์แวร์ถูกว่าใช้งานบนฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นกว่า 50% ที่สำคัญคือสามารถบริหารจัดการทั้งฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ แอปพลิเคชัน และ Virtual Machine ทั้งหมดได้อย่างง่ายดายผ่านทาง GUI สอดคล้องกับแนวคิด “Simple. Optimized. Affordable”

Oracle Database Appliance มาพร้อมกับชุดการตั้งค่าเริ่มต้นตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ของ Oracle โดย DBA สามารถเลือกประเภทการใช้งานฐานข้อมูลได้ตามความต้องการ ซึ่งระบบจะดำเนินการปรับแต่งระบบฐานข้อมูลให้พร้อมใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมตามที่ระบุโดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาในการเตรียมระบบฐานข้อมูลจากหลักสัปดาห์เหลือเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นถึง 5 เท่า

Oracle Database Appliance X8 VS. DIY เหนือกว่าทั้งประสิทธิภาพและราคา

Oracle Database Appliance เจเนอเรชันที่ 8 ประกอบด้วย 3 โมเดลย่อย ได้แก่ X8-2S, X8-2M และ X8-2-HA ซึ่งเป็นโมเดลพิเศษที่ถูกปรับแต่งมาสำหรับรัน Database แบบคลัสเตอร์ด้วย Real Application Clusters (RAC) สำหรับการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ High Availability เป็นปัจจัยสำคัญ Oracle Database Appliance ได้รับการอัปเกรดโดยใช้หน่วยประมวลผล Intel Xeon เจเนอเรชันล่าสุด และมีการขยายขนาดความจุ รวมไปถึงเพิ่มพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ รองรับการใช้งานทั้ง Oracle Database 11gR2, 12c, 18c และ 19c

เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของการใช้ Oracle Database บน Oracle Database Appliance และ DIY Infrastructure (เช่น Converged Infrastructure ยี่ห้ออื่น) พบว่าการใช้ Oracle Database บน DIY Infrastructure ต้องเสียค่า License และ Support สูงกว่าบน Oracle Database Appliance ถึงหลักหลายสิบล้านบาท และมี OpEx สูงกว่าถึง 6.8 เท่าตัว ส่งผลให้ Total Cost of Ownership (TCO) ระยะ 3 ปีสูงกว่าถึง 57%

ในส่วนของประสิทธิภาพการใช้ Database Workload นั้น Oracle Database Appliance X8-2-HA (32 Cores/node) สามารถรองรับ Swingbench (Benchmark สำหรับใช้ทดสอบ Database Workload และทำ Stress Test) ได้ถึง 37,500 Concurrent Transactions ต่อวินาที และมี Response Time โดยเฉลี่ยน้อยกว่า 12.1 มิลลิวินาที

เปิดให้ใช้ APEX Low-Code Platform บน Oracle Database Appliance ฟรี

Low-code Development Platform เป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยให้เหล่า Developers สามารถออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็วโดยมีการเขียนโค้ดเองเกิดขึ้นน้อยที่สุด ลดความยุ่งยากในการทำงานกับโค้ดที่มีความซับซ้อนและ Syntax ต่างๆ หลายพันหรือหมื่นบรรทัด ช่วยให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่มีหน้าตาทันสมัย ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย รวมไปถึงจัดการกับข้อมูลและลำดับการทำงานของแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก ตอบโจทย์ความต้องการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืน พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการได้เร็วกว่าการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเดิมเป็นอย่างมาก

สำหรับ Oracle เองเปิดให้บริการ Low-code Development Platform ในนาม Application Express (APEX) ซึ่งสามารถติดตั้งใช้งานบน Oracle Database Appliance ได้ฟรี Developers สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันผ่านทางหน้าจอการทำงานแบบ Drag-and-Drop เพียงไม่กี่คลิกเท่านั้น พร้อมเชื่อมต่อกับ Oracle Database ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งยังมีความมั่นคงปลอดภัยสูง รองรับตั้งแต่การสร้าง Web Apps ที่ใช้งานกันทั่วไป ไปจนถึง Mission-critical Apps ที่ต้องรับภาระงานประมาณมหาศาลระดับหลักหมื่นผู้ใช้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://apex.oracle.com/en/

ระบบฐานข้อมูลภายใต้แนวคิด “Converged Database”

Oracle Database Appliance และ Oracle Database เวอร์ชันล่าสุดถูกออกแบบมาให้นอกจากจะรองรับ Relational Data แบบดั้งเดิมแล้ว ยังสามารถรองรับ Data Model สมัยใหม่อย่าง Spatial Data สำหรับทำ Location Awareness, JSON สำหรับใช้จัดเก็บข้อมูลเอกสาร, IoT สำหรับทำ Device Integration หรือเทคโนโลยี In-memory สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์อีกด้วย ส่งผลให้ Oracle Database สามารถประมวลผล Workload ได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ IoT, Blockchain, Analytics และ Machine Learning ตอบโจทย์การพัฒนาแอปพลิเคชันในปัจจุบันที่ใช้หลักการ Microservices, Events, REST, SaaS หรือ CI/CD

ด้วยแนวคิดเรื่องการผสาน Data Model และ Workload ประเภทต่างๆ ทั้งสมัยใหม่และสมัยเก่าเข้าด้วยกันภายในระบบฐานข้อมูลเดียว ก่อให้เกิดเป็น “Converged Database” ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ Data Model และ Workload ทั้งหมดได้ภายใต้ระบบ Oracle Database เพียงระบบเดียว ลดความยุ่งยากเรื่องการจัดการและดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลที่แยกจากกันหลายๆ ระบบซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการผสานการทำงานร่วมกันหรือปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมา

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างของแนวคิด Converged Database คือ การทำงานร่วมกันระหว่างแต่ละ Data Model และ Workload ได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น กรณีที่มี Machine Learning และ Spatial Data ใน Oracle Database องค์กรสามารถทำ Predictive Analytics บน Spatial Data นั้นๆ ได้ทันที ปัจจุบันนี้ Oracle Database รองรับการจัดเก็บข้อมูลทั้ง Machine Learning, Blockchain, Graph, Spatial, JSON, REST, Events, Editions และ IoT Streaming ภายในแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

เริ่มใช้เทคโนโลยี Machine Learning กว่า 30 แบบบนฐานข้อมูลได้ฟรีทันที

อัปเกรด Oracle Database เพื่อเริ่มใช้งาน Oracle Machine Learning บนฐานข้อมูลได้ฟรีทันที โดย Oracle Machine Learning ใช้แนวคิดการนำอัลกอริธึม Machine Learning ที่มีให้เลือกมากกว่า 30 รูปแบบไปใช้งานบนข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายใน Oracle Database โดยตรง ลดเวลาที่สูญเสียไปในการโยกย้ายข้อมูลโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังช่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และเพิ่มความเร็วในการสร้างโมเดลอีกด้วย นอกจากนี้ Oracle Machine Learning ยังมี API สำหรับผสานการทำงานร่วมกับ SQL, R และ Python (เร็วๆ นี้) สำหรับการพัฒนาโปรเจ็กต์ Data Science ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับทั้งการใช้งานแบบ On-premises และบน Cloud

และด้วยแนวคิด Multi-model, Converged Database ของ Oracle ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลหลายๆ ประเภทและหลายๆ โมเดลไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้สามารถเรียกใช้อัลกอริธึม Machine Learning บนข้อมูลเหล่านั้นทั้งหมดได้ทันที ลดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการสร้างและบริหารจัดการฐานข้อมูลสำหรับใช้กับแต่ละฟังก์ชันการวิเคราะห์

ปัจจุบันนี้ Oracle Machine Learning มีอัลกอริธึมให้เลือกให้งานได้ฟรีมากกว่า 30 แบบ เช่น Regression, Classification, Time Series, Clustering, Feature Extraction, Anomaly Detection เป็นต้น

สนใจ Free workshop หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ODA product ติดต่อ 065-994-6399 หรือ Napapat.s@oracle.com

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-introduces-oda-x8-with-low-code-platform-and-ai/

[Video Webinar] The Next New Normal – คุณวางแผนรับมือภัยพิบัติและโรคระบาด พร้อมพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างไรโดย AMR Asia และ Citrix

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย AMR | Citrix Webinar เรื่อง “The Next New Normal – คุณวางแผนรับมือภัยพิบัติและโรคระบาด พร้อมพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างไร” รวมไปถึงแชร์กรณีศึกษาของบริษัทชั้นนำในการเตรียมระบบ IT ให้สอดคล้องกับฐานวิถีชีวิตและบรรทัดฐานใหม่ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณ Matus Limnontakul, Business Development Manager จาก AMR Asia

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยประสบทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติและโรคระบาด หลายองค์กรต่างต้องปิดกิจการจนเกิดความเสียหายต่อธุรกิจมากมาย พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือเอกชนยังไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันเหล่านี้ ล่าสุด การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางอุตสาหกรรม, พฤติกรรมของผู้บริโภค, โมเดลธุรกิจ และความน่าดึงดูดของตลาดครั้งใหญ่ไปทั่วทั้งโลก รวมไปถึงประเทศไทย

ฝ่าย IT มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรองรับและสนับสนุนนโยบายทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรจึงต้องปรับตัวให้ระบบ IT มีความยืดหยุ่น (Flexible) และมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) รวมไปถึงมีพื้นที่ทำงานแบบ Digital Workplace สำหรับให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ผ่านอุปกรณ์ที่พนักงานมีอยู่ทุกชนิด เสมือนนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิส ในขณะที่ฝ่าย IT ต้องสามารถควบคุมความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลองค์กรได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  • 10 เทรนด์พฤติกรรมใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในประเทศไทย?
  • Bucket List สิ่งที่ฝ่าย IT จะต้องเตรียมพร้อมรับมือ
  • กรณีศึกษาของบริษัทชั้นนำในการเตรียมระบบ IT สำหรับรับมือกับฐานวิถีชีวิตและบรรทัดฐานใหม่
  • ตัวช่วยที่จะให้ฝ่าย IT รับมือกับ The Next New Normal ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-the-next-new-normal-by-amr-asia-and-citrix/

สร้างระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ด้วย IBM Cloud Pak for Integration

ในปัจจุบันที่ธุรกิจต่างก็แข่งขันกันสร้างความแตกต่างและประสบการณ์ที่เหนือกว่า การมีระบบดิจิทัลที่สามารถเข้าใจสถานการณ์ ตอบสนอง และสื่อสารออกไปยังลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมนั้นนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทว่าในการจะทำเช่นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจย่อมจะต้องดึงความสามารถและข้อมูลจากระบบและ Service ต่างๆ ที่มีอยู่มาใช้ประกอบกันเป็นระบบใหม่ ในบทความที่แล้ว เราได้รู้จักกับ IBM Cloud Pak for Integration และตัวอย่างการนำไปใช้ส่งโปรโมชันแบบ Personalized ไปแล้ว สำหรับบทความนี้จะเป็นตัวอย่างของการนำโซลูชันดังกล่าวมาใช้งานเพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็วแบบ Real-time ครับ

การจะพัฒนาระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time ตามพฤติกรรมของผู้ใช้นี้ ธุรกิจสามารถใช้ความสามารถของ IBM Cloud Park for Integration ใน 2 ส่วน ได้แก่ Event Streaming ที่จะช่วยในการดึงข้อมูล วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลแบบ Real-time และ Enterprise Messaging ที่จะทำหน้าที่ลำเลียงข้อมูลการใช้งานและธุรกรรมต่างๆ ของลูกค้าเข้ามาใช้งานในส่วนของ Event Streaming

เมื่อธุรกิจเริ่มต้นด้วยการสร้าง Topic ที่ต้องการใช้งานใน Event Streaming แล้ว ก็จะสามารถเชื่อมต่อระบบ Enterprise Messaging (MQ) ผ่าน Connector ที่ IBM Cloud Pak for Integration มีให้ เพื่อลำเลียงข้อมูลธุรกรรมที่ต้องการเข้ามาใน Event Streaming ได้ โดย Enterprise Messaging ของ IBM Cloud Pak for Integration นั้นมีการเข้ารหัสแบบ End-to-end เป็นระบบที่เสถียร และการันตีว่าจะส่งข้อความถึงผู้รับเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อข้อมูลถูกลำเลียงเข้ามาในระบบ Event Streaming ธุรกิจก็จะสามารถจัดเก็บ วิเคราะห์ และแปรรูปข้อมูลได้อย่างรวดเร็วแบบ Real-time ซึ่ง Event Streaming นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นบน Apache Kafka ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถต่างๆ ของ Kafka ได้ เช่น การใช้ Schema Registry ในการถอดข้อมูลที่ถูก Serialized ไว้ออกมาใช้งาน

หลังจากธุรกิจถอดข้อมูลออกมาได้แล้วว่าลูกค้ามีการทำธุรกรรมประเภทใด มีรายละเอียดอย่างไร และตั้งค่าการแจ้งเตือนไว้อย่างไรบ้าง ธุรกิจก็สามารถส่งข้อมูลเหล่านี้ออกไปเป็น Topic ที่แบ่งตามช่องทางการแจ้งเตือน เช่น การแจ้งเตือนทาง SMS, อีเมล, และแอปพลิเคชัน เพื่อเตรียมการจัดส่งการแจ้งเตือนเหล่านี้ไปยังลูกค้าต่อไป

และนี่ก็คือหนึ่งในตัวอย่างของความง่ายในการใช้งาน IBM Cloud Pak for Integration เพื่อเชื่อมต่อระบบและ Services ต่างๆ ในระบบไอทีให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเห็นว่า Cloud Pak for Integration นั้นมีเครื่องมือและความสามารถที่จำเป็นต่อการใช้งานขององค์กร และการหยิบขึ้นมาใช้งานร่วมกันเพียง 2 ตัวอย่างง่ายๆ ก็สามารถเกิดเป็นระบบซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกองค์กร โดยที่ธุรกิจเองก็สามารถมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเสถียรของระบบได้อย่างเต็มที่

IBM Cloud Pak for Integration นั้นสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายในทุกอุตสาหกรรม รองรับการใช้งานได้กับทั้งระบบ On-premise และระบบบนคลาวด์ สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโซลูชันและการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/uk-en/cloud/cloud-pak-for-integration

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด: TH-IBM@ingrammicro.com

from:https://www.techtalkthai.com/build-real-time-alerts-ibm-cloud-pak-for-integration/

ผสานแอปพลิเคชันและข้อมูลเข้าด้วยกัน ด้วย IBM Cloud Pak for Integration

วิถีการดำเนินการขององค์กรในสมัยใหม่คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาทางธุรกิจ โดยดึงความสามารถในการเจาะลึก วิเคราะห์ ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลง และสเกลอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพของธุรกิจโดยรวม แม้แนวคิดนี้จะฟังดูไม่ซับซ้อน แต่รายละเอียดปลีกย่อยและวิธีการจัดการให้ได้ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นไม่ง่ายเลย

ความท้าทายหนึ่งที่ธุรกิจหลายรายต้องเผชิญ คือขั้นตอน Integration ซึ่งคือการเชื่อมต่อระบบและบริการ Microservices ที่มีหน้าที่ ลักษณะการทำงาน และธรรมชาติที่หลากหลายเข้ามาทำงานร่วมกันเป็นเนื้อเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยตามมาตรฐาน และที่สำคัญในปัจจุบันคือธุรกิจต้องทำการ Integration ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่เพื่อตอบโจทย์ใหม่ตลอดเวลา การ Optimize ทุกแง่มุมของ Integration จึงอาจน่าปวดหัว หากธุรกิจไม่มีผู้ช่วยอย่าง IBM Cloud Pak for Integration ที่จะทำให้การเชื่อมต่อและจัดการเรียบง่ายและเป็นระบบขึ้นเป็นอย่างดี

IBM Cloud Pak for Integration คืออะไร

IBM Cloud Pak for Integration คือบริการ Integration ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อ จัดการ รักษาความปลอดภัยของระบบภายในองค์กรได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งสอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ซึ่ง IBM Cloud Pak for Integration สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำ Integration ระบบไปได้ราว 33% ในขณะที่ความเร็วในการ Integration เพิ่มเป็น 3 เท่า

ความสามารถของ Cloud Pak for Integration นี้แบ่งออกเป็น 6 ส่วนหลัก ได้แก่

1. API Lifecycle

สร้าง เปลี่ยนแปลง จัดการ และรักษาความปลอดภัย API ที่เสถียรได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย นอกจากนี้ธุรกิจยังสามารถแชร์ API ออกไปให้ผู้ใช้อื่นๆ และเก็บค่าใช้งาน API ได้อีกด้วย

2. Application and Data Integration

เครื่องมือที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆเข้ามาใช้งานร่วมกันโดยไม่ต้องกังวลถึงรูปแบบหรือมาตรฐานของข้อมูล ไม่ว่าแหล่งข้อมูลจะเป็น ERP ขนาดใหญ่ SaaS หรือฐานข้อมูลธรรมดา และไม่ว่าข้อมูลนั้นจะอยู่บนคลาวด์ใดๆ

3. Enterprise Messaging

IBM MQ – โซลูชัน Messaging ที่มีการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี ช่วยให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งข้อความซ้ำ สเกลได้ตามต้องการ และไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย การันตีด้วยการใช้งานใน 85 องค์กรจาก Fortune 100

4. Event Streaming

ส่งข้อมูลแบบ Real-time ได้อย่างง่ายผ่าน Apache Kafka เพื่อนำไปวิเคราะห์และตัดสินใจทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

5. High-speed Data Transfer

ขนย้ายไฟล์ขนาดใหญ่และข้อมูลปริมาณมากไปยังจุดหมายที่ต้องการอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปสำหรับการร่วมมือทำงานของทีมที่ทำงานคนละสถานที่

6. Secure Gateway

สร้างและจัดการการเชื่อมต่อระหว่างระบบ On-premise และคลาวด์อย่างปลอดภัย ด้วยความสามารถในการจำกัดการเข้าถึง จัดการการเข้ารหัส และกำหนดการยืนยันตัวตน โดยสามารถตรวจสอบทราฟฟิกการเข้าออกได้ตลอดเวลา

Use-case: ส่งโปรโมชันแบบ Personalized ให้ลูกค้าด้วย IBM Cloud Pak for Integration

การให้คำแนะนำหรือโปรโมชันแบบเฉพาะบุคคลนั้นสามารถสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกเป็นอย่างมาก ในการจะทำเช่นนั้นได้ธุรกิจจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลหลายประเภทจากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลพฤติกรรม ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ และข้อมูลสินค้าที่เป็นที่นิยมในฤดูกาล เข้ามาประมวลผลเพื่อจัดทำเป็นโปรโมชันต่อไป

ธุรกิจสามารถใช้ IBM Cloud Pak for Integration เข้ามาช่วยพัฒนาระบบเช่นนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถเริ่มจากการสร้าง API ขึ้นมาเพื่อใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างระบบแนะนำโปรโมชันกับระบบเก็บประวัติการซื้อและข้อมูลอื่นๆหลังบ้าน ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่จะช่วยทำนายว่าลูกค้าแต่ละรายมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าชนิดใดในอนาคตผ่านหน้า Application and Data Integration ด้วยการ Drag and drop องค์ประกอบที่ต้องการใช้งาน และเชื่อมต่อ API นี้เข้ากับ Service อื่นๆที่จะส่งโปรโมชันไปถึงมือของลูกค้า

นอกจากการสร้าง API ขึ้นมาใช้งานแล้ว IBM Cloud Pak for Integration ยังมีหน้าสำหรับการจัดการความปลอดภัยของ API รวมไปถึงเครื่องมือแบบ Rule-based ที่ช่วยกำหนดเงื่อนไขในการเรียกใช้งานบริการอื่นๆ เช่น เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเกินมูลค่าที่ตั้งไว้ ให้ระบบเรียกใช้งานบริการส่งโปรโมชันพิเศษไปให้ทันที

การทำระบบเช่นนี้ใช้ความสามารถของ IBM Cloud Pak for Integration ใน 2 ส่วน คือ API Lifecycle Management และ Application and Data Integration

การปรับเปลี่ยนการทำงานให้ทันกับความต้องการที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในหัวใจของการดำเนินธุรกิจในยุค Digital Transformation เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคล่องตัว ความเร็ว และความยืดหยุ่นของระบบภายใน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและได้เปรียบเหนือคู่แข่งอื่นๆ ประกอบกับระบบ IT ภายในองค์กรมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นความต้องการระบบที่เข้ามาช่วยเชื่อมต่อระหว่างระบบต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ อำนวยความสะดวกให้การดำเนินงานไหลลื่นไม่มีสะดุด

IBM Cloud Pak for Integration เป็นหนึ่งในโซลูชันที่เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ ด้วยจุดเด่นด้านความง่ายดาย รวดเร็ว พร้อมด้วยเครื่องมือที่เป็นพื้นฐานสำหรับระบบ IT ของธุรกิจทุกประเภท จึงนับว่า IBM Cloud Pak for Integration เป็นโซลูชันที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวสูง มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินการ และสร้างสรรค์นวัตกรรมอยู่เสมอ

ความสามารถ 6 ข้อหลักของ IBM Cloud Pak for Integration นั้นสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายในทุกอุตสาหกรรม รองรับการใช้งานได้กับทั้งระบบ On-premise และระบบบนคลาวด์ สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโซลูชันและการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/uk-en/cloud/cloud-pak-for-integration

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด: TH-IBM@ingrammicro.com

from:https://www.techtalkthai.com/integrate-data-and-apps-with-ibm-cloud-pak-for-integration/

ISS Consulting จับมือ SAP Concur เปิดตัวเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นการบริหารจัดการการเดินทางและค่าใช้จ่ายพนักงานในองค์กรรายเดียวในประเทศไทยแล้ววันนี้

ISS Consulting ประกาศเป็นพาร์ทเนอร์รายแรกในประเทศไทยกับ SAP Concur และเป็นรายเดียวที่ให้บริการให้คำปรึกษาและติดตั้งโซลูชั่นบริหารจัดการการเดินทางและค่าใช้จ่ายของพนักงานในองค์กร ซึ่งจะช่วยธุรกิจจัดการขั้นตอนการวางแผนการเดินทางและรายจ่ายของพนักงานอย่างเป็นระบบ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในกระบวนการทำงานด้วยขั้นตอนแบบดิจิตอล

จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาและติดตั้งระบบ  Enterprise Resource Planning (ERP) ให้กับองค์กรชั้นนำมากกว่า 200 องค์กรตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมานั้น  ทำให้ ISS Consulting  เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องความเชื่อมั่นในด้านการบริการติดตั้งระบบ และความเชื่อใจในเรื่องการบริการหลังการติดตั้ง รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพร้อมบริการในยุค Innovation จึงทำให้ ISS Consulting ยังคงรักษามาตรฐานระดับ SAP  Platinum Partner  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ SAP มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

เรามีความเชี่ยวชาญใน SAP แบบครบวงจร กับโซลูชั่นเฉพาะทาง ทั้ง On-premise และ On-Cloud และในปีนี้ ISS Consulting ได้ยกระดับการให้บริการโซลูชั่น SAP ไปอีกขั้น ด้วยการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP Concur ในการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดังกล่าวเพียงรายเดียวในประเทศไทย

คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์
กรรมการผู้จัดการบริษัทไอเอสเอสคอลซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด

“เรากำลังร่วมมือกับ SAP Concur เพราะโซลูชั่นนี้ให้การจัดการค่าใช้จ่ายและการออกใบแจ้งหนี้ที่ดีที่สุดเพื่อประหยัดเวลาและความยุ่งยากเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งการชำระเงินคืนเพื่อความพึงพอใจและพนักงานที่มีประสิทธิผลมาก”คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ Managing Director ของ ISS Consulting (Thailand) Ltd. กล่าว

ด้านคุณ Laura Houldsworth ผู้เป็น Managing Director ของ SAP Concur Southeast Asia ก็ได้กล่าวเสริมว่าการร่วมมือในครั้งนี้นั้น เป็นการต่อยอดมาจากการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ระหว่าง ISS Consulting ที่ต่อเนื่องยาวนานมามากกว่า 20 ปี และคุณ Houldsworth มั่นใจว่า ISS Consulting จะสามารถช่วยธุรกิจไทยเปลี่ยนแปลงการดำเนินการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและขยายฐานลูกค้าของ SAP Concur ได้เป็นอย่างดี

จากการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ของ ISS Consulting และ SAP Concur ในครั้งนี้ ส่งผลให้ ISS Consulting กลายเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่น SAP Concur รายแรก และรายเดียว ในประเทศไทย

เกี่ยวกับโซลูชั่น

 

SAP Concur เป็นโซลูชั่นชั้นนำของโลกที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการจัดการค่าใช้จ่ายของพนักงานในองค์กร ได้แก่ การเดินทาง และใบเสร็จรอเบิกจ่ายแบบครบวงจร โซลูชั่นนี้จะเข้ามาข่วยธุรกิจจัดการกับรายจ่ายและการเบิกอย่างเป็นระบบ ทำให้ง่ายและมีประสิทธิภาพกับทั้งผู้ที่ต้องเดินทางและทำการเบิก รวมถึงผู้ที่คอยจัดการเงื่อนไข ค่าใช้จ่าย และอนุมัติการใช้จ่าย ได้แก่ HR หรือ Accounting และผู้อนุมัติ

SAP Concur จะเข้ามาช่วยจัดการตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเดินทาง คือการจองตั๋วเครื่องบินหรือรถไฟ รวมถึงการจองที่พัก และเมื่อเริ่มเดินทาง ก็จะช่วยในการบันทึกใบเสร็จและรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งข้อมูลที่ถูกบันทึกก็จะถูกส่งตรงไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและอนุมัติโดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการอนุมัติและเบิก ปรับทุกอย่างเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้


มากไปกว่านั้น การทำธุรกรรมทั้งหมดในระบบ SAP Concur นั้นจะถูกกำหนดด้วยนโยบายการใช้จ่ายที่ธุรกิจได้ออกแบบไว้ อีกทั้งยังมีระบบการวิเคราะห์ข้อมูลการทำธุรกรรมด้วยเทคโนโลยี เช่น AI ที่จะช่วยสรุปการใช้จ่ายของธุรกิจ และตรวจสอบว่าจุดใดที่ยังคงสามารถปรับแก้ให้การใช้จ่ายเป็นไปตามกลยุทธ์ทางการเงินขององค์กรมากยิ่งขึ้น

ISS Consulting มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP Concur ในครั้งนี้ เพราะเราเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการจัดการค่าใช้จ่ายและการเดินทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ธุรกิจส่วนใหญ่กระทำกันเป็นประจำ แต่ยังไม่มีระบบจัดการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพนัก หากธุรกิจสามารถแปลงขั้นตอนดังกล่าวให้ง่ายและรวดเร็ว ISS Consulting เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับสมาชิกภายในองค์กรทั้งฝ่ายที่ต้องเดินทาง และฝ่ายที่คอยจัดการอยู่ข้างหลัง

ท่านใดที่สนใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ SAP Concur สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ https://www.issconsulting.co.th/sap-concur/ หรือติดต่อมาพูดคุยกับทีมงานของ ISS Consulting ได้โดยตรง ตามช่องทางการติดต่อดังต่อไปนี้ 

ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีจาก SAP และระบบ ERP ได้ทาง Facebook Fan Page ISS Consultingที่  https://www.facebook.com/ISSConsultingthailand/
• ติดต่อทีมงาน ISS Consulting เพื่อนำเสนอระบบ SAP หรือปรึกษาปัญหาด้าน SAP ที่ 02 237 0553 และ marketing_th@issconsulting.net

 

ที่มา https://www.concur.com/en-us/partners/search?name=iss+consulting&type_id=All&country=All&state=All&fbclid=IwAR1mHpvqs5s4nE5YHPHipf1wHWlI9qcUcZX7mvu26lJMXgUszVmU0HJ19C0

 

from:https://www.techtalkthai.com/iss-consulting-sap-concur-partnership-thailand/