คลังเก็บป้ายกำกับ: Applications

Citrix เข้าซื้อกิจการ Wrike ระบบ Work Management สำหรับองค์กรมูลค่า 67,500 ล้านบาท

Citrix ได้ออกมายืนยันถึงการเข้าซื้อ Wrike ธุรกิจ Startup ที่เติบโตมาเป็นระบบ Work Management Platform สำหรับธุรกิจองค์กรที่มูลค่า 2,250 ล้านเหรียญหรือราวๆ 67,500 ล้านบาท

Credit: Wrike

Wrike ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 ในฐานะของระบบ Project Management Platform ในรูปแบบ Software-as-a-Service หรือ SaaS เพื่อให้ภาคธุรกิจนำไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย และค่อยๆ พัฒนาความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับการระดมทุนถึง 26 ล้านเหรียญ ก่อนจะเติบโตและถูกซื้อกิจการไปโดย Vista Equity Partners ในปี 2018 ที่มูลค่าราวๆ 800 ล้านเหรียญหรือ 24,000 ล้านบาท และมาถูกซื้อกิจการอีกครั้งโดย Citrix ในครั้งนี้

Citrix นั้นเป็นบริษัททางด้าน Software ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการใน Portfolio ของตนเองอย่างหลากหลาย โดยหนึ่งในโซลูชันที่โดดเด่นนั้นก็คือโซลูชันด้าน Productivity เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ Citrix Workspace เองก็เป็นโซลูชันที่ถูกใช้งานโดยธุรกิจองค์กรทั่วโลกเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างปลอดภัย เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดของ Desktop Virtualization เป็นรายแรกๆ ของโลก

การเข้าซื้อกิจการของ Wrike โดย Citrix ครั้งนี้ จะทำให้ Citrix สามารถนำเสนอโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการการทำงานบน Cloud ให้กับฐานลูกค้าเดิมของ Citrix ได้ทั่วโลก สอดคล้องกับสถานการณ์ที่หลายบริษัทถูกบังคับให้ต้องทำงานจากที่บ้านในเวลานี้

Citrix ระบุว่า Wrike จะยังคงทำงานเป็นเอกเทศต่อไปจนกว่าการเข้าซื้อกิจการจะแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 นี้ โดยผู้บริหารของ Wrike จะยังคงบริหารทีม Wrike ต่อไป

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Wrike สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.wrike.com/

ที่มา: https://venturebeat.com/2021/01/19/citrix-acquires-project-management-platform-wrike-for-2-25-billion/

from:https://www.techtalkthai.com/citrix-acquires-wrike-enterprise-work-management-platform/

Workday เปิดตัวระบบ Vaccine Management ช่วยธุรกิจองค์กรให้กลับมาเปิดดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Workday ได้ออกมาประกาศเปิดตัวระบบ Vaccine Management System เพื่อช่วยให้แผนกทรัพยากรบุคคลนั้นสามารถระบุได้ว่าผู้บริหารหรือพนักงานคนใดได้รับการฉีดวัคซีนสำหรับป้องกัน COVID-19 แล้ว และจะได้วางแผนการกลับมาเปิดทำการของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Credit: Workday

ความสามารถ Vaccine Management นี้จะถูกรวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งในระบบ Return to Workplace ของ Workday โดยจะช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ภาพรวมของการมีภูมิต้านทานโรคภายในองค์กรได้, วางแผนดำเนินการในภาวะฉุกเฉินได้ และช่วยกำหนดการทำงานให้กับพนักงานแต่ละคนได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยมีความสามารถดังนี้

  • มีระบบกลางสำหรับตรวจสอบและบริหารจัดการความเสี่ยงและภูมิต้านทานโรคภายในองค์กรได้ โดยพนักงานแต่ละคนจะมีการระบุสถานะภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นมา
  • สามารถวางแผนด้านพื้นที่ทำงานภายในออฟฟิศ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • มีเครื่องมือสื่อสารกับพนักงานภายในองค์กรเพื่อให้พนักงานสามารถรายงานถึงสถานะการรับวัคซีนได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของพนักงานอยู่
  • รองรับการใช้งานในธุรกิจที่มีโจทย์ด้านนี้เป็นพิเศษ เช่น หน่วยงานสาธารณสุข หรือธุรกิจบริการ

ปัจจุบันระบบของ Workday ถูกใช้งานเพื่อดูแลพนักงานในธุรกิจองค์กรชั้นนำทั่วโลกแล้วมากกว่า 45 ล้านคน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Vaccine Management ของ Workday สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.workday.com/en-us/solutions/need/covid-19/return-to-work.html

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/workday-adds-vaccine-management-to-return-to-workplace-offering/#ftag=RSSbaffb68

from:https://www.techtalkthai.com/workday-launches-vaccine-management-system-to-help-business-return-to-work/

Infor แจกฟรี Whitepaper ภาษาไทยในหัวข้อ “5 แนวทางการเลือกใช้ระบบ Cloud ERP ให้ตอบโจทย์ธุรกิจโรงงานและการผลิต สำหรับปี 2021″

ท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โรคระบาด ระบบ Cloud ERP ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจโรงงานและการผลิตทั่วโลกทั้งในฐานะของเครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ไม่ว่าพนักงานจะทำงานจากที่ไหน และระบบที่จะช่วยให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยที่กำลังมองหาระบบ ERP เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน และธุรกิจองค์กรไทยที่มีระบบ ERP แล้วแต่กำลังมองหาแนวทางเพื่อต่อยอดระบบ Infor และ TechTalkThai จึงได้ร่วมกันจัดทำ Whitepaper ขึ้นมาเป็นภาษาไทย ในหัวข้อ “5 แนวทางการเลือกใช้ระบบ Cloud ERP ให้ตอบโจทย์ธุรกิจโรงงานและการผลิต สำหรับปี 2021” เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจได้นำไปศึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังต่อไปนี้ เพื่อทำการดาวน์โหลด Whitepaper ได้ทันที https://go.techtalkthai.com/2021/01/infor-free-thai-whitepaper-5-cloud-erp-trends-for-manufacturing-businesses-2021/

from:https://www.techtalkthai.com/infor-free-5-cloud-erp-trends-for-thai-whitepaper-2021/

Epicor Webinar: How Smart Manufacturers Stay Ahead in time of Crisis “ก้าวไปข้างหน้าฟันฝ่าวิกฤต” [27 ม.ค. 2021 – 14.00น.]

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Business Manager, ผู้บริหารธุรกิจโรงงานและการผลิต และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “How Smart Manufacturers Stay Ahead in time of Crisis “ก้าวไปข้างหน้าฟันฝ่าวิกฤต” โดย Epicor” เพื่ออัปเดตแนวโน้มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจโรงงานและการผลิตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด และการปรับตัวที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีสำหรับนำมาใช้เสริมให้กับธุรกิจโรงงานและการผลิตก้าวสู่ Industry 4.0 สำหรับปี 2021 ในวันพุธที่ 27 มกราคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: How Smart Manufacturers Stay Ahead in time of Crisis “ก้าวไปข้างหน้าฟันฝ่าวิกฤต” โดย Epicor
ผู้บรรยาย: คุณ Rattina Buranaosot, Business Solution Consultants – SEA, Epicor Software (Thailand)
วันเวลา: วันพุธที่ 27 มกราคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://zoom.us/webinar/register/WN_qnK7yIxKS-K2_jOokMZrDg

แนวโน้มทางด้านเศรษฐกิจในปีนี้อาจแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ด้วยสถานการณ์ของธุรกิจโรงงานและการผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะหดตัวด้วยอัตราเดียวกับปี 2020 ที่ 68% โดยหน่วยงานวิจัยระดับโลกแห่งหนึ่งเองก็ได้ออกมาแนะนำให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้มุ่งเน้นเฉพาะในส่วนที่สำคัญของธุรกิจท่ามกลางช่วงเวลาที่รอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา

ใน Webinar ครั้งนี้ ทีมงาน Epicor จะมาแบ่งปันมุมมองและข้อมูลให้กับผู้บริหารของธุรกิจโรงงานและการผลิตโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถฝ่าฟันปัญหาที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ พร้อมทั้งสาธิตถึงโซลูชันเชิงเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ในปี 2021 นี้ ด้วยเนื้อหาดังต่อไปนี้

  • แนวโน้มที่น่าจับตามองของธุรกิจโรงงานและการผลิตในปี 2021
  • ลำดับความสำคัญของสิ่งที่ธุรกิจโรงงานและการผลิตต้องลงมือทำเพื่อก้าวผ่านปี 2021 ให้ได้
  • แนวโน้มการลงทุนด้าน IT และเทคโนโลยีของธุรกิจโรงงานและการผลิตในปี 2021
  • รวมข้อแนะนำจากสถาบันวิเคราะห์ธุรกิจชั้นนำทั่วโลกที่มีต่อธุรกิจโรงงานและการผลิต
  • สถิติแนวโน้มของธุรกิจและเทคโนโลยีสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะ
  • แนวทางการปรับธุรกิจสู่ Industry 4.0 เพื่อรองรับการผลิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

การเข้าร่วมชม Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Epicor ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_qnK7yIxKS-K2_jOokMZrDg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/epicor-webinar-how-smart-manufacturers-stay-ahead-in-time-of-crisis/

IBM เข้าซื้อกิจการ 7Summits เสริมทีมให้คำปรึกษาด้าน Salesforce แก่ธุรกิจองค์กร

IBM ได้ออกมาประกาศถึงการเข้าซื้อกิจการของ 7Summits ธุรกิจชั้นนำด้านการเป็นที่ปรึกษาโซลูชันสำหรับ Salesforce ที่มีประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 10 ปีในการสร้าง Digital Experience ให้กับธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรม

Credit: 7Summits

ทีมงานของ 7Summits นี้จะเข้าไปเติมเต็ม Portfolio ของ IBM ในส่วนของการให้บริการที่เกี่ยวกับ Salesforce และจะช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้าน Cloud และ AI ของ IBM ต่อไป

โซลูชันของ Salesforce นั้นมีบนทบาทเป็นอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การทำงานทั้งสำหรับพนักงาน, พันธมิตร และลูกค้าของธุรกิจองค์กรที่เลือกใช้ Salesforce และถือเป็นก้าวที่สำคัญในการปรับการทำงานไปสู่ Intelligent Workflow และสร้างผลลัพธ์ในเชิงบวกต่อธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา IBM นั้นเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ Salesforce ในระดับโลกอยู่แล้ว การเข้าซื้อกิจการของ 7Summits ครั้งนี้จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์นี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก โดยนอกเหนือจากการให้บริการด้าน Salesforce แล้ว IBM เองในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลธุรกิจ ก็สามารถช่วยภาคธุรกิจต่อยอดได้ดว้ยการนำเทคโนโลยีด้าน Data, AI และ Machine Learning เข้าไปช่วยเสริม

ในอีก 3 ปีนับถัดจากนี้ IBM Global Business Services จะยังคงลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตให้กับโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับ Salesforce อย่างเช่น Tableau, Mulesoft และ Vlocity ในขณะที่จะมีการผสานทักษะความเชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ของ IBM เข้าไปกับบริการในส่วนที่เกี่ยวกับ Salesforce ด้วยอย่างต่อเนื่อง

มูลค่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ไม่เป็นที่เปิดเผย ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 7Summits สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.7summitsinc.com/

ที่มา: https://newsroom.ibm.com/2021-01-11-IBM-Acquires-7Summits-to-Drive-Digital-Transformations-for-Salesforce-Clients

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-acquires-7summits-to-boost-salesforce-portfolio/

ดีแทคชี้แจง บริการทยอยกลับมาให้บริการได้ตามปกติ พร้อมจะชดเชยให้!

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ระบบบางส่วนของดีแทค ซึ่งรวมถึงระบบ 1678 call center, dtac application, การรับข้อความรหัส OTP การชำระเงิน เติมเงินขัดข้อง ทำให้ลูกค้าของดีแทคไม่สามารถใช้บริการดังกล่าวได้ ซึ่งขณะนี้ มีบริการจ่ายเงิน เติมเงิน IVR, USSD, OTP ที่สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติแล้ว ในขณะที่อาจยังมีบางบริการ ซึ่งรวมถึงดีแทคแอปพลิเคชันยังคงขัดข้องอยู่ ซึ่งดีแทคกำลังเร่งแก้ไขระบบเพื่อให้กลับมาให้บริการได้ครบทุกบริการโดยเร็วที่สุด

ดีแทคเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบต่อลูกค้า และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ทั้งนี้ ดีแทคพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศมาตรการชดเชยให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวต่อไป

อนึ่ง! เช้าวันนี้ (16 ธ.ค. 2563) รัฐบาลได้มีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการ “คนละครึ่ง” รอบสอง ซึ่งประชาชนหลายล้านคนที่ไม่ได้สิทธิ์ในรอบแรกได้ทำการลงทะเบียน และจำเป็นต้องรอรับรหัส OTP (One Time Password) ปรากฏว่า บางท่านไม่สามารถรับรหัสได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในระหว่างลงทะเบียน

อ่านแถลงการณ์ได้ที่นี่ – แถลงการณ์จากดีแทค

from:https://www.enterpriseitpro.net/dtac-otp-misstake/

เลือกลงทุนในซอฟต์แวร์แท้ เคล็ดลับความสำเร็จจาก Synnex

ทุกธุรกิจต่างก็ต้องการประสบความสำเร็จ แต่ทุกความสำเร็จล้วนมีต้นทุนเสมอ ซอฟต์แวร์ที่เลือกใช้ก็เช่นเดียวกัน การลงทุนในซอฟต์แวร์แท้ แม้จะต้องจ่ายแพงกว่าแต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า เพราะความเสียหายและความเสี่ยงที่ตามมาจากการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน อาจไม่คุ้มอย่างที่คิด ทั้งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เสี่ยงกับไวรัสหรือมัลแวร์ รวมถึงมีสิทธิ์ตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราใช้ซอฟต์แวร์แท้จาก Microsoft ที่มีบริการสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยผ่าน Call Center ที่เบอร์ 02-263-6888 หรือ Live Online Chat ที่ https://support.microsoft.com/th-th/contactus/

โดยวิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นของแท้หรือไม่ สามารถตรวจสอบเองได้ทันที สำหรับสินค้าแบบกล่อง (FPP) สามารถดูได้จากฉลากสีขาวในกล่องที่จะระบุรหัสผลิตภัณฑ์ 25 หลักและบาร์โค้ด รวมถึงมี Genuine Sticker สีเงิน เพื่อรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของแท้จาก Microsoft ซึ่งเมื่อพลิกดูในมุมต่าง ๆ จะสะท้อนลวดลายที่ต่างกัน มีตัวอักษร M บริเวณแถบด้านบนที่มีลักษณะเฉพาะ เมื่อส่องด้วยไฟฉายจะปรากฏ Serial Number ด้านล่างของคำว่า Microsoft และ USB สำหรับลงซอฟต์แวร์ที่อยู่ด้านในกล่อง เมื่อเอียง USB จะต้องเห็นเอฟเฟกต์ 3 มิติ ฝังอยู่ในลายพิมพ์ของพลาสติก

นอกจากนี้ Microsoft ยังได้เพิ่มช่องทางการขายซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า ESD หรือ Electronic Software Delivery ที่สามารถดาวน์โหลดและเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์ผ่านอีเมล ของลูกค้าได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น Windows 10 Home, Windows 10 Pro, Office Home and Student, Office Home and Business, Microsoft 365 หรือ Office Professional 2019 ที่มีขายเฉพาะทาง ESD เท่านั้น โดยหลังจากชำระเงินเรียบร้อย ทางผู้ขายจะส่ง Product Key พร้อม Activation link มาให้ในอีเมล เพียงแค่เข้าไปล็อกอิน ใส่คีย์ในลิงก์ Setup ก็ติดตั้งได้ทันที และถ้าต้องการย้ายข้อมูลไปยังเครื่องใหม่ แค่ลบซอฟต์แวร์จากเครื่องเดิม และไปติดตั้งลงเครื่องใหม่ก็ใช้ได้เหมือนเดิม (กรณีถ้าใช้ Windows OEM จะไม่สามารถย้ายเครื่องได้)

มั่นใจได้เต็มที่ว่าจะได้รับซอฟต์แวร์แท้อย่างแน่นอน เมื่อสั่งซื้อทางอีเมล: MSOFT-OEMFPP@synnex.co.th กับซินเน็ค ประเทศไทยที่เป็น Authorized Distributor ของ Microsoft โดยตรง เพราะการใช้ซอฟต์แวร์แท้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเท่านั้น ยังมาพร้อมบริการที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อีกด้วย

ในกรณีที่ใช้ผลิตภัณฑ์ Microsoft 365 ก็จะได้รับบริการ OneDrive for Business พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สูงถึง 1TB รวมถึงทีมงานยังสามารถทำงาน แชร์งาน และแก้ไขงานได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย นอกจากนี้ก็มีบริการ Microsoft Teams ที่เพิ่มความสะดวกในการประชุมงาน โดยไม่ต้องอยู่ที่เดียวกันแต่สามารถแชร์หน้าจอให้เห็นเหมือนกันได้

หากสงสัยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ สามารถเรียนรู้ ตรวจสอบ และซื้อผลิตภัณฑ์ด้วยความมั่นใจ รวมถึงเรียนรู้วิธีการระบุว่าซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ Microsoft ว่าเป็นของแท้หรือไม่ และส่งเรื่องรายงานของปลอมได้ที่ https://www.microsoft.com/th-th/howtotell/default.aspx

from:https://www.techtalkthai.com/improve-your-business-with-genuine-software-by-synnex/

[Guest Post] สิ่งที่คุณต้องการหลังยุค COVID: เทคโนโลยี composable enterprise

ช่วยในการตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการรวบรวมความสามารถทางธุรกิจที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นไว้ในที่เดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานจะถูกนำไปใช้กับโซลูชันด้านการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นขององค์กร และการทำงานของบุคคลากรในองค์กร

ผลกระทบที่สำคัญจากวิกฤตโรคระบาด COVID-19 นั้นสามารถสัมผัสได้แทบจะทันทีอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น (นึกถึงการทำงานจากระยะไกล (remote working) และความต้องการอย่างเร่งด่วนในระบบสำหรับสื่อสารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ที่ยืดหยุ่นปรับตามจำนวนที่เพิ่มหรือลดได้อย่างรวดเร็ว) และตอนนี้ ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าระบบไอทีของธุรกิจองค์กรต้องนั้นต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบรับต่อวิถีใหม่เหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอันรวดเร็วนี้ก็ต้องการวิธีการคิดที่สดใหม่เกี่ยวกับอนาคตของแอปพลิเคชัน

รายงาน Gartner Report ที่ถูกเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ระบุเอาไว้ถึงกลยุทธ์พื้นฐานสองประการที่จำเป็นต่อความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาวต่อจากนี้ ประการแรกคือ composable enterprise – การรวบรวมความสามารถทางธุรกิจที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นไว้ในที่เดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานจะถูกนำไปใช้กับโซลูชันด้านการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นขององค์กร เพื่อช่วยในการตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอีกประการหนึ่ง คือการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและไอทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนทำงานร่วมกันคนทั้งองค์กรในการประกอบสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมา

แนวคิดทั้งสองนี้มีความเกี่ยวพันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อบรรลุถึงทั้งสองแนวคิดนี้ ทั้งทีมไอทีและมฝั่งธุรกิจจะต้องทบทวนวิธีการทำงานร่วมกันแบบใหม่ ซึ่งต้องอาศัยมีความเปลี่ยนแปลงในระหว่างขั้นตอนการประกอบและการผสมผสานความสามารถทางธุรกิจเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกันได้ ซึ่งโดยทั่วไป จะทำผ่าน API

ในขณะเดียวกัน การจัดตั้งทีมงาน จะต้องประกอบทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอทีและผู้เชี่ยวชาญทางจากฝั่งธุรกิจ เพื่อให้ทุกส่วนขององค์กรนั้นสามารถทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้เชิงธุรกิจและทักษะเชิงเทคนิคระหว่างกันในการส่งมอบแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ Gartner ได้เรียกทีมนี้ว่า “Fusion Team” โดยระบุว่า 80% ของพนักงานฝ่าย IT จะทำงานในทีมที่มีฝ่ายอื่นของธุรกิจมาร่วมด้วย อย่างเช่น ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายขาย ฝ่ายขนส่ง และฝ่ายการตลาด

การใช้เครื่องมือที่ทำให้เกิดการพัฒนาและเชื่อมต่อกับแอพพลิชั่นที่มีอยู่ โดยรองรับประสบการณ์ที่หลากหลาย (Multiexperience) แบบอัตโนมัตินั้น Fusion Teamสามารถสร้างซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ได้ผลลัพธ์รวมกันระหว่างความสามารถเชิงเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเข้ากับการเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ

อนาคตของแอปพลิเคชัน

รายงานของ Gartner ระบุว่า ธุรกิจควรจะหันหลังให้กับการพยายามสร้างนวัตกรรมบนสิ่งที่ล้าหลังไปแล้ว

เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ แพลตฟอร์ม Low-Code จะต้องถูกผสานรวมเข้ากับแอปพลิเคชันและ SaaS API เพื่อสร้างส่วนประกอบที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (reueable Components) แทนที่การสร้างแอปพลิเคชันแบบเดิมๆโดยเป็นการรวมกันระหว่างระบบ No-Code, Low-Code และ Pro-Code เข้าด้วยกันพร้อมทั้งใช้บุคลากรจากทีมพัฒนาระบบไอทีเดิม (ฝ่ายไอทีกลาง), ไอทีของแต่ละส่วนธุรกิจ และผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจ (ผู้ใช้งานทางธุรกิจ Buiness User) นี้ ถือเป็นทางเดียวที่จะทำให้สามารถสร้างระบบโครงสร้างของแอปพลิเคชันที่มีความยืดหยุ่นและสามารถต่อกรกับ Disruption ที่เกิดขึ้นได้

การพัฒนาของบุคลลากรทั้งทีม โดยไม่ขัดแย้งกันและมีเป้าหมายเดียวกันนั้น จะต้องใช้เวลาและแนวทางที่เหมาะสม แรกเริ่มนั้น ฝ่ายไอทีควรจะต้องพิจารณาถึงปัญหาที่ระบบแอปพลิเคชันควรจะแก้ไข และพิจารณาว่าผู้ที่อยู่ในฝ่ายธุรกิจคนใดสามารถช่วยเหลือเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานและผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องได้ จากนั้นจึงค่อยสร้างทีมงาน Agile ขึ้นมาซึ่งต้องไม่ได้มีเพียงเจ้าของผลิตภัณฑ์ (Product Owner) และทีมงานจากฝ่ายธุรกิจอยู่ในทีมเท่านั้น แต่ในทุกขั้นตอนต้องให้ทุกคนได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ตลอด

จุดเริ่มต้น

จากมุมมองในฝั่งของไอที จุดเริ่มต้นจะต้องเป็นแนวคิดของการบรูณาการระบบสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ (Pro-Code, Low-Code และ No-Code) และทิศทางในการบรูณาการ, ข้อกำหนด, ทีมงานจากหลายฝ่ายที่ทำงานร่วมกัน (ฝ่ายธุรกิจ, ไอทีของธุรกิจ และไอทีกลาง)

เอกสารฉบับนี้จะแนะนำถึงความสำคัญของมุมมองแบบหลากประสบการณ์ (multiexperience) และวิธีที่Low-Code และ No-Code สามารถสร้างประโยชน์ได้ ณ วันนี้เพื่อเป็นการจุดเริ่มต้นในการนำเท๕โนโลยีเหล่ามาใช้สำหรับข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม เราขอแนะนำให้ทุกท่านโหลดเอกสารงานวิจัยได้ทันที โดย Application Leaders: Master Composable Enterprise Thinking for Your Post-COVID-19 Reset เป็นรายงานที่รวมผลการสอบถามจาก Fusion Team เกือบ 1,000 ทีมในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งพบว่า 43% ของบุคลากรในทีมเหล่านี้ไม่ได้ทำงานอยู่ในส่วนของไอทีกลาง ซึ่งในอนาคตแนวโน้มนี้ก็ยังดำเนินต่อไป (1)

โดยธรรมชาติแล้ว ไม่มีธุรกิจองค์กรซึ่งที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าในการเปลี่ยนบทบาทของไอทีในยุคหลัง COVID ใดๆ ที่ก้าวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจาก low-code platform ระดับใช้งานในองค์กร (Enterprise Grade) ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้จากทั้งผู้ใช้งานฝั่งธุรกิจและ Pro-Code DevOps โดย Tech Wire Asia นั้นพบว่า OutSystems ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นทั้งผู้นำทางความคิดที่ดีและการมีแนวทางปฏิบัติที่ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างระบบไอทีที่ทุกคนเข้าถึงได้ในอนาคต

(1) Gartner, Inc., Application Leaders: Master Composable Enterprise Thinking for Your Post-COVID-19 Reset, 13 May 2020. Yefim Natis, Dennis Gaughan, Gene Alvarez

from:https://www.techtalkthai.com/composable-enterprise-by-outsystems/

แนะนำ 3 โซลูชันอัจฉริยะเพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลจาก UIH

ภายใต้สถานการณ์ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายในปัจจุบันนี้ หลายองค์กรถูกเร่งให้ทำ Digital Transformation เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจ คุณเบญจ เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Strategy & Transformation บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้นำด้าน Digital Infrastructure & Solutions ชั้นนำของไทยได้แนะนำ 3 โซลูชันไฮไลท์บริการเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วิถีใหม่และสนับสนุนองค์กรของท่านเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลได้ง่ายและสะดวกขึ้น โซลูชันทั้ง 3 ประกอบด้วย Smart Tax, Smart Flow, และ Remote Task Management

1. Smart Tax Solution

Smart Tax เป็นโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถส่งใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าของตนและกรมสรรพกรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อเสนอแนะมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ขมธอ.) ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายภายใต้คอนเซ็ปต์ One-Stop e-Tax Service

โซลูชัน Smart Tax ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ (สพธอ./ETDA) ในการนำส่งใบกำกับภาษีในรูปแบบ XML และ PDF/A-3 แก่ลูกค้าและกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน มาพร้อมกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูงโดยการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ด้วยใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ของแต่ละองค์กร ประกอบด้วยการทำงาน 5 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ดึงข้อมูลธุรกรรมจากระบบชำระเงินมาอยู่ในรูป CSV
  2. ส่งข้อมูลในรูป CSV เข้าสู่ระบบ Smart Tax ซึ่งจะตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาถูกต้องตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนดหรือไม่
  3. แปลงข้อมูลธุรกรรมให้อยู่ในรูป XML และจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (PDF/A-3) พร้อมลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ด้วยใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) โดยมีการตรวจสอบ Schema ตามมาตรฐาน ขมธอ. เลขที่ 23-2560 โดยใบรับรองดิจิทัลนี้จะถูกเก็บบนระบบ Hardware Security Module (HSM) ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง
  4. นำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ลูกค้าปลายทาง
  5. นำส่งข้อมูลภาษีในรูป XML ให้แก่กรมสรรพกรตามมาตรฐาน ขมธอ. เลขที่ 14-2560 โดยบริษัท เบรนเนอร์จี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเบญจจินดาที่ได้รับการรับรองในการเป็นผู้ให้บริการที่ถูกต้องจาก สพธอ.

Smart Tax ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบ ERP และระบบงานด้านธุรกรรมขององค์กรได้หลายรูปแบบทั้ง API, SFTP และ Web Upload ช่วยให้สามารถจัดเก็บและค้นหาเอกสารได้อย่างเป็นระบบ

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.uih.co.th/en/digital-services/digital-platform/smart-tax

2. Smart Flow Solution

Smart Flow เป็นโซลูชันการจัดการเอกสารและขออนุมัติแบบ Paperless ในรูปของ Software as a Service (SaaS) ช่วยให้พนักงานสามารถสร้างเอกสารเพื่อขออนุมัติตามสายลำดับขั้นอนุมัติ (Level of Authorization: LOA) ที่กำหนดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้บริหารสามารถเซ็นอนุมัติเอกสารได้ทันทีจากที่ไหนก็ได้ผ่านทางการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ด้วยใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ขององค์กร

Smart Flow มาพร้อมกับ Template เอกสารให้เลือกใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น บันทึกข้อความ (Memorandum) ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) และแบบฟอร์มต่างๆ หรือองค์กรจะเลือกสร้าง Template ของตัวเองก็ได้ โดยสามารถกำหนด LOA ให้แต่ละ Template ตามลำดับสายอนุมัติโดยยึดตามโครงสร้างองค์กร หรือจะกำหนด LOA เองก็ได้เช่นกัน

เมื่อพนักงานกด Submit เพื่อเดินเรื่องเอกสาร เอกสารจะถูกส่งไปตาม LOA ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเซ็นอนุมัติได้ผ่านทางการลงลายมือชื่อดิจิทัล ในกรณีที่ส่งคืนเอกสารหรือไม่อนุมัติ สามารถระบุเหตุผลหรือหมายเหตุแนบไปกับเอกสารได้ ซึ่งข้อมูลตรงนี้สามารถนำเข้าสู่ระบบ Analytics เพื่อปรับปรุงแบบฟอร์มเอกสารหรือขั้นตอนอนุมัติให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงใช้ประเมินพนักงานได้

โซลูชัน Smart Flow ยังรองรับการทำงานร่วมกับระบบ ERP ช่วยให้การออกใบขอซื้อ (Purchase Requisition) ทำได้ง่ายขึ้น เมื่อใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ Smart Flow จะส่งข้อมูลไปยังระบบ ERP เพื่อออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) พร้อมส่งไปยัง Supplier ให้โดยอัตโนมัติ ลดความยุ่งยากและเพิ่มความรวดเร็วในการเดินเอกสาร

จุดเด่นของโซลูชัน Smart Flow ประกอบด้วย

  • รองรับการจัดทำเอกสารภาษาไทย จัดหน้าง่าย เป็นระเบียบ
  • มีแนวทางการกำหนดสิทธิในการอนุมัติรายการสำหรับหน่วยวงาน (LOA – Level of Authority)  ที่เหมาะสมกับองค์กรและหน่วยงานในไทยให้บริการ
  • มีรูปแบบสำหรับเอกสารราชการที่ถูกต้อง ชัดเจน
  • สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อบังคับต่างๆ ของไทย
  • มีระบบจัดเก็บ Digital Footprint ของเอกสารในรูปแบบ Audit Trail ช่วยให้สามารถติดตามผู้สร้าง ผู้แก้ไข ผู้ใส่หมายเหตุได้ง่าย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.uih.co.th/en/digital-services/digital-platform/smart-flow

3. Remote Task Management

Remote Task Management เป็นระบบบริหารจัดการพนักงานและงานที่ได้รับมอบหมายแบบออนไลน์ ช่วยให้หัวหน้างานสามารถติดตามการทำงานของพนักงานและสถานะงานต่างๆ ที่มอบหมายไปได้แบบเรียลไทม์ รองรับการทำงานเป็นกะ โปร่งใส ตรวจสอบได้ สะดวกในการใช้งานออนไลน์ได้ทุกที่ พร้อมระบุตำแหน่งพิกัดที่ทำงาน

โซลูชันดังกล่าวถูกออกแบบมาให้สามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวของงานและบริหารการพนักงาน โดยรองรับการบันทึกเวลาเข้าออกสถานที่ทำงาน พร้อมเช็คอินเพื่อระบุตำแหน่งที่ทำงานและยืนยันตัวตนผ่านเทคโนโลยี Face Recognition ที่มีความแม่นยำสูง ลดปัญหาเรื่องการตอกบัตรแทนกัน ช่วยให้การเช็คชื่อพนักงานที่ทำงานภายนอกสถานที่ เช่น ที่ไซต์ลูกค้า  ไซต์ก่อสร้าง ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

Remote Task Management ยังช่วยให้หัวหน้างานแจกจ่ายงานไปยังพนักงานแต่ละคนได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งติดตามสถานะการทำงานของพนักงานและงานที่แจกจ่ายไปได้แบบเรียลไทม์ โดยพนักงานสามารถบันทึกเวลาเริ่มจบงานที่ได้รับมอบหมายด้วยตนเอง ทำให้การประเมินผลงานและคำนวณค่าแรงทำได้ถูกต้องและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถใส่หมายเหตุลงไปในงานที่ได้รับมอบหมายเพื่อรายงานหัวหน้างานเมื่อพบปัญหาได้อีกด้วย ลดภาระงานด้านเอกสารและเวลาที่ต้องสูญเสียไปในการส่งรายงาน

จุดเด่นของโซลูชัน Remote Task Management ประกอบด้วย

  • โปรแกรมลงเวลาเข้าออกงานของพนักงานแบบออนไลน์ สามารถรายงานการลงเวลาและตอกบัตรพนักงานแบบเรียลไทม์ในรูปแบบไทม์ไลน์ ดูง่าย สวยงาม พร้อมทั้งรายละเอียดการลงเวลาแบบต่างๆ
  • สร้างระดับการอนุมัติ ระบุผู้อนุมัติ สร้างทีมงานได้ไม่จำกัดแผนกและกำหนดสิทธิแยกกันได้อย่างอิสระ
  • ตรวจสอบข้อมูลการเริ่มจบงานที่ได้รับมอบหมายได้ทุกเวลาผ่าน Mobile App หรือ Web Browser พร้อมคำนวณเวลาทำงานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  • จัดทำรายงานรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนได้หลากหลายรูปแบบ และนำข้อมูลการทำงานของพนักงานแต่ละคนส่งเข้าระบบ Payroll เพื่อคำนวณเงินเดือนต่อได้โดยอัตโนมัติ
  • พร้อมให้บริการด้วยมาตรฐาน SLA 99.99%

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.uih.co.th/en/digital-services/digital-platform/remote-task-management

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Digital Solutions ของ UIH สามารถติดต่อฝ่ายขายที่ดูแลคุณหรือฝ่ายการตลาดได้ที่เบอร์ 0-2016-5000 หรืออีเมล info@uih.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-business-with-uih-digital-solutions/

10 แอนติไวรัสแบบพกพาที่ดีที่สุด สำหรับใช้กับวินโดวส์ 10

เมื่อพิจารณาจากข่าวรอบตัวทุกวันนี้ ย่อมชี้ชัดได้ว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการโดนแฮก โดนโจมตีแบบฟิชชิ่ง ไวรัส แรนซั่มแวร์ต่างๆ ที่ล้วนเกิดขึ้นแต่บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์

ดังนั้นสำหรับวินโดวส์แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งทาง TechViral.net ได้พยายามออกบทความเกี่ยวกับทูลแอนติไวรัส ทูลแอนติมัลแวร์ที่ดีที่สุด รวมทั้งวิธีอื่นๆ ในการรักษาความปลอดภัยทั้งพีซัและข้อมูล

ถ้าคุณมีทูลแอนติไวรัสที่มีประสิทธิภาพและไว้ใจได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับปัญหาด้านความปลอดภัยอีก แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณจำเป็นต้องทำงานบนคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่ไม่ได้มีทูลเกี่ยวกับแอนติไวรัสใดๆ ติดตั้งอยู่เลย

ในกรณีนี้ ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแบบพกพาหรือ Portable จะมีประโยชน์มาก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องการติดตั้งใดๆ ผู้ใช้สามารถพกพาซอฟต์แวร์แอนติไวรัสแบบ Portable นี้ไปใช้กับพีซีเครื่องอื่นได้ตามต้องการด้วยไดรฟ์ USB

TechViral.net จึงใช้โอกาสนี้รวบรวมซอฟต์แวร์แอนติไวรัสแบบพกพาที่ดีที่สุด 10 ตัวสำหรับวินโดวส์ 10 ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่เปิดให้ใช้งานฟรีด้วย ดังต่อไปนี้

1. Norton Power Eraser

Norton ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยชั้นนำได้กล่าวว่า Power Eraser เป็นทูลแอนติไวรัสแบบพกพาที่สามารถกำจัดไวรัสที่ตัวสแกนไวรัสทั่วไปตรวจไม่พบได้ เป็นที่รู้จักในฐานะทูลกำจัดไวรัสที่ทรงพลัง

2. Comodo Cleaning Essentials

เป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพมากในการกำจัดไวรัสและมัลแวร์ ถือว่าเป็นทูลแอนติไวรัสแบบพกพาที่สามารถค้นหาและกำจัดมัลแวร์ ไวรัส และอันตรายด้านความปลอดภัยอื่นๆ บนคอมพิวเตอร์วินโดวส์ได้

3. Avira PC Cleaner

แม้จะไม่ใช้ทูลที่ดีที่สุด แต่ก็ถือเป็นซอฟต์แวร์แอนติไวรัสแบบพกพาอันดับต้นๆ สำหรับวินโดวส์ 10 ซึ่งแตกต่างจากตัวอื่นตรงที่ไม่ได้แถมพกฟีเจอร์อื่นๆ ที่ไม่จำเป็นมาด้วย จึงมีขนาดค่อนข้างเล็กกระทัดรัด ไม่ทำให้เครื่องช้าระหว่างสแกน

4. Zemana AntiMalware Portable

มาพร้อมกับอินเทอร์เฟซเรียบหรู ทำงานได้บนวินโดวส์เกือบทุกเวอร์ชั่น มีฟีเจอร์อย่างตัวป้องกันแบบเรียลไทม์ ตัวจำกัดบริเวณแบบอัจฉริยะ การตั้งเวลาสแกนล่วงหน้า เป็นต้น และเป็นทูลกำจัดมัลแวร์ขั้นสูงที่ตรวจจับและลบแอดออนบนบราวเซอร์, adware, PUP ได้ด้วย

5. Dr.Web CureIt!

เป็นทูลแอนติไวรัสชั้นนำของโลกอีกตัวหนึ่ง ใช้สแกนแอนติไวรัสสำหรับการใช้งานส่วนตัวได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถพกไปในไดรฟ์ USB ได้ เพียงแค่เสียบเข้าเครื่องก็จะเริ่มตรวจสอบทุกบริเวณพื้นที่ที่สำคัญบนระบบให้

6. Microsoft Safety Scanner

สำหรับผู้ที่ต้องการระบบความปลอดภัยเพิ่มอีกชั้นนอกจากแอนติไวรัสที่ติดตั้งอยู่เดิม เป็นทูลที่ตรวจสอบมัลแวร์แบบพกพาที่หาดาวน์โหลดได้จากเว็บไมโครซอฟท์ทางการ ทำงานได้บนวินโดวส์ทุกเวอร์ชั่นด้วย

7. McAfee GetSusp by Intel

ค่อนข้างแตกต่างกับตัวอื่นในรายการนี้ เนื่องจากพัฒนาขึ้นสำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีมัลแวร์ที่ตรวจจับไม่เจอบนระบบของตัวเอง ใช้เทคนิคแบบผสมผสานร่วมกับฐานข้อมูลความน่าเชื่อถือไฟล์ของ McAfee GTI เพื่อหาไฟล์ต้องสงสัย

8. Kaspersky Virus Removal Tool

เป็นทูลพกพาที่ให้ใช้ฟรีที่ดีที่สุดอีกตัวหนึ่งสำหรับสแกนและฆ่าเชื้อบนคอมพิวเตอร์วินโดวส์ แต่ขนาดโปรแกรมค่อนข้างใหญ่ผิดชาวบ้านมาก ต้องการพื้นที่ว่างอย่างน้อย 500MB ในการติดตั้ง และใช้เวลาสแกนค่อนข้างนาน

9. VIPRE Rescue Scanner

เป็นโซลูชั่นแอนติมัลแวร์แบบพกพาที่ยอดเยี่ยม สามารถสแกนและตรวจจับมัลแวร์ที่หลบซ่อนตัวเองเก่งได้ รองรับการสแกนผ่านคอมมานด์ไลน์ แต่ก็ใช้เวลาสแกนค่อนข้างนานกว่าทูลตัวอื่นๆ ซึ่งผลที่ได้ก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย

10. Spybot – Search & Destroy Portable

เป็นตัวสแกนมัลแวร์แบบพกพาชั้นเยี่ยมอีกตัวที่สามารถตรวจจับและกำจัดทั้งสปายแวร์ มัลแวร์ และไวรัสออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณ มีอินเทอร์เฟซใช้งานที่ค่อนข้างเรียบง่าย ใช้สะดวก มีการสแกนที่ปรับแต่งได้ตามต้องการด้วย

ที่มา : Techviral

from:https://www.enterpriseitpro.net/10-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94/