คลังเก็บป้ายกำกับ: APPLE

Xiaomi แซงหน้า Apple ขึ้นอันดับสอง ไล่จี้ Samsung ติด ๆ ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก Q2 2021

Canalys ออกมารายงานสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกประจำไตรมาสสองที่ผ่านมาของปี 2021 นี้ พบว่าแชมป์ยังคงเป็น Samsung เหมือนเดิม กวาดส่วนแบ่งการตลาดไป 18% ส่วนที่สองเปลี่ยนมือหลัง Apple โดน Xiaomi ขวัญใจมหาชนแซงหน้า

เมื่อไตรมาสสองที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน Samsung ได้ส่งออกสมาร์ทโฟนทั่วโลกไปกว่า 58 ล้านเครื่อง มากกว่าเดิมราว ๆ 3 – 4 ล้านเครื่อง คว้าส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market Share ไปมากถึง 18% ขณะที่อันดับสองเป็น Xiaomi มาแรงสุด ๆ ไล่จี้มาติด ๆ คว้าส่วนแบ่งการตลาดไปได้ถึง 17% มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 10% เลยทีเดียว

ส่วน Apple ตกมาหนี่งอันดับ อยู่ที่ 3 ตามมาด้วย OPPO และ Vivo สองแบรนด์จากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งรายงานจาก Canalys ครั้งนี้ ก็ไร้เงาของ HUAWEI อดีตยักษ์ใหญ่ของวงการ ที่ล่าสุดเพิ่งจะหลุดวงโคจรไม่ติดท็อปไฟว์ของตลาดสมาร์ทโฟนในจีน ที่แต่ก่อนพวกเขาเคยเป็นเต้ยอยู่

ที่น่าสนใจมาก ๆ คือ Xiaomi แม้ว่าไตรมาสที่ผ่านมาจะไม่ได้เข้าวินเป็นอันดับหนึ่ง แต่อัตราการเติบโตของบริษัทฯ ถือว่าดีมาก ๆ ยอดส่งออกดีกว่าเดิมถึง 83% ทำให้หลายฝ่ายคิดว่าในไตรมาสต่อไป ไม่แน่ว่า Xiaomi อาจจะโค้น Samsung ได้ในที่สุด 

แต่ทาง Samsung ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ หรือนิ่งนอนใจอะไร เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเปิดตัว Galaxy Z Fold 3 และ Galaxy Z Flip 3 สองคู่หูสมาร์ทโฟนจอพับสุดพรีเมียมแล้ว ทั้งสองน่าจะเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายเข้าบริษัทฯ ได้ไม่น้อย แม้ว่าโพซิชั่นของทั้งคู่จะไม่ได้ออกมาเพื่อตลาดแมสก็ตาม

อย่างไรก็ดี ต้องรอดูว่าตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาสหน้าจะเป็นยังไง เพราะวิกฤตชิปเซ็ตขาดแคลนก็ถือว่าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่ Galaxy S21 FE ต้องถูกยุติการผลิตชั่วคราว รวมถึง OnePlus 9T ที่มีรายงานว่าปีนี้อาจจะไม่มีมาเปิดตัวเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวนี้นี่เอง โดยจนถึงป่านนี้ OnePlus 9 และ OnePlus 9 Pro ยังไม่มาเปิดตัวที่ไทยบ้านเราเลย

 

ที่มา: Android Authority

from:https://droidsans.com/xiaomi-overtakes-apple-second-best-to-samsung/

Apple ออกอัพเดต watchOS 7.6.1 แก้ไขช่องโหว่ IOMobileFrameBuffer

แอปเปิลออกอัพเดตระบบปฏิบัติการ watchOS 7.6.1 ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัพเดตที่ออกมาต่อเนื่องจากสัปดาห์ของ watchOS 7.6

ผู้ใช้ Apple Watch สามารถอัพเดตได้ผ่านแอปบน iPhone แล้วไปที่ General > Software Update โดย Apple Watch ต้องมีแบตเตอรี่อย่างต่ำ 50% และกำลังชาร์จไฟอยู่

อัพเดตนี้เป็นการแก้ไขช่องโหว่ IOMobileFrameBuffer (CVE-2021-30807) เป็นช่องโหว่ IOMobileFrameBuffer ที่แอปเปิลได้ออกอัพเดตแก้ไขใน iOS 14.7.1 และ macOS Big Sur 11.5.1 ไปก่อนหน้านี้

ที่มา: 9to5Mac

WatchOS

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123995

[ลือ] Elon Musk เคยขอเป็นซีอีโอ Apple หาก Apple ซื้อ Tesla; Tim Cook ตอบ F*** you

ปีที่แล้ว Elon Musk เปิดเผยว่าเขาเคยขอนัดคุยกับ Tim Cook ซีอีโอของ Apple เพื่อเสนอขาย Tesla ให้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเงินของ Tesla ย่ำแย่ถึงขีดสุด แต่ Tim Cook ไม่รับนัด

ล่าสุดมีข่าวลือในประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้ง จากหนังสือ Power Play: Tesla, Elon Musk, and the Bet of the Century เขียนโดยนักข่าว The Wall Street Journal ชื่อ Tim Higgins ที่ระบุว่าทั้งสองคนเคยโทรศัพท์คุยกัน และ Tim Cook เสนอว่า Apple จะเข้าซื้อกิจการ Tesla ซึ่ง Elon ก็ตอบว่า “ขอเป็นซีอีโอนะ” ฝั่ง Tim Cook ตอบว่า “ได้แน่นอน” เพราะอย่างตอน Apple ซื้อ Beats ก็ให้ Jimmy Iovine และ Dr. Dre ดำรงตำแหน่งต่อ แต่ Elon ขยายความว่า “หมายถึงเป็นซีอีโอ Apple นะ” ทำให้ Cook ตอบว่า “F*** you” แล้ววางสายทันที

ภาพโดย Getty Images

อย่างไรก็ตาม หลังสื่อติดต่อไปยัง Apple เพื่อสอบถามถึงประเด็นดังกล่าว Apple ได้อ้างถึงคำพูดของ Cook ที่เคยให้สัมภาษณ์กับ The New York Times เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่าเขาไม่เคยคุยกับ Elon แต่เขารู้สึกชื่นชมและเคารพบริษัทที่ Elon ได้สร้างขึ้นมา

ฝั่ง Elon ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ทางทวิตเตอร์อย่างชัดเจนว่า “Cook และผมไม่เคยพูดคุยหรือเขียนถึงกันแม้แต่ครั้งเดียว” พร้อมย้ำว่าเขาเคยติดต่อไปหา Apple จริงๆ เพื่อจะเสนอขายบริษัทให้ แต่ Cook ปฏิเสธการพูดคุย และตอนนั้น Tesla มีมูลค่าเพียง 6% ของมูลค่าวันนี้

นอกจากนี้ Elon ยังระบุว่าหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยข้อมูลเท็จและน่าเบื่อ ทำให้ Higgins ผู้เขียนก็ออกมาโต้ว่าเขาได้ติดต่อไปหาทั้ง Elon และ Apple เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะตีพิมพ์ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ให้ความร่วมมือ โดย Elon เคยตอบกลับไปว่า “เนื้อหาเกือบทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้คือเรื่องไร้สาระ” ในขณะที่ Higgins ระบุว่าเนื้อหาต่างๆ มาจากคนใน Tesla เอง

ที่มา – The Verge, 9to5Mac

from:https://www.blognone.com/node/123984

Apple ได้รับสิทธิบัตร ใส่กล้องไว้ใต้จอ iPhone และ Macbook

เทคโนโลยีกล้องถือเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา การมาของติ่งหน้าจอ (Notch) ของ iPhone ทำให้ค่ายมือถือต่าง ๆ พากันใส่ติ่งนี้มาด้วย ถึงแม้จะมีความพยายามทำให้เล็กลงด้วยการทำเป็นติ่งหยดน้ำ (Water-drop display) หรือ เจาะรูกล้อง (Punch-hole display)  ก็ยังไม่สามารถตัดปัญหาความกวนใจของติ่งได้ ล่าสุด Apple ได้รับสิทธิบัตรในการใส่เซ็นเซอร์รับภาพไว้ในจอ ถือว่าเป็นข่าวดีของผู้ใช้ iPhone เพราะนี่ถือเป็นการจัดการปัญหาติ่งหน้าจอได้อย่างตรงจุด

Apple ได้ยื่นขอจด “สิทธิบัตรเทคโนโลยีใต้จอ” เมื่อปีที่แล้ว และในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Mark Gurman ได้บอกว่า Face ID ที่จะมาในอุปกรณ์ Mac ในไม่อีกกี่ปีข้างหน้า  ได้รับการจดสิทธิบัตรเอาไว้แล้วเรียบร้อย ซึ่งจะเป็นของเจ้า iMac และในวันนี้ สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐฯได้ให้สิทธิบัตรแก่ Apple อีกหนึ่งฉบับ

โดยสิทธิบัตรนี้เกี่ยวข้องกับการใส่กล้องไว้ใต้จอสำหรับ Face ID หรือ Touch ID  โดยในสิทธิบัตรนี้ได้ระบุไว้ด้วยว่าทั้ง iPhone และ Mac ที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีนี้จะต้องเป็นอุปกรณ์ใหม่ในอนาคตเท่านั้น และตามข้อมูลที่ได้หลุดออกมา การวางตำแหน่งของกล้องจะอยู่หลังจอและออกแบบมาให้รับแสงผ่านจอก่อนที่จะแปลงเป็นสัญญาณภาพ

การทำงานของกล้องใต้จอ

การทำงานของกล้องแบบนี้สามารถนำไปใช้เพื่อการถ่ายภาพ อย่างเช่น ใช้ในการตรวจจับวัตถุ เก็บข้อมูล และไม่เพียงแค่วัดแสงรอบ ๆ ตรวจจับความใกล้ หรือตรวจจับความลึกเท่านั้น แต่ยังสามารถเอาไปใช้ในการแสกนลายนิ้วมือ แสกนหน้า และอื่น ๆ ได้อีกด้วย

การแสดงผลของหน้าจอจะมีความเกี่ยวข้องกับการวางตำแหน่งกล้องแบบนี้ หรือที่เรียกว่า under-display camera เป็นการจับภาพด้วยแสงที่แยกจุดรับแสงเป็นหลาย ๆ จุด กระจายอยู่ด้านหลังของจอภาพ แต่ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ คือการมีเซ็นเซอร์บางอย่างอยู่ด้านหลังของของมือถือ ทำหน้าที่เป็นตัวแปลงภาพ โดยจะปรับเปลี่ยนแสงที่รับเพื่อรวมไปที่เซ็นเซอร์รับภาพต่าง ๆ ซึ่งเซ็นเซอร์นี้อาจอยู่ใต้ส่วนที่เป็นจอภาพหรือไม่ใช่จอภาพก็ได้

สำหรับการทำงานของการแสกนลายนิ้วมือ การแสกนลายนิ้วมือจะทำงานแยกกับการใช้เซ็นเซอร์รับภาพเพื่อแสกนหน้า ยกตัวอย่างเช่น การใช้เซ็นเซอร์สำหรับแสกนลายนิ้วมือ บางครั้ง เราอาจจะคิดว่าตอนที่เรากดแสกนนิ้ว เซ็นเซอร์รับภาพจะคิดว่าเป็นหน้าเราไหม คำตอบก็คือ ไม่ครับ เพราะว่าระบบเซ็นเซอร์จะแยกการทำงานของทั้งสองอย่าง หาเราเราแสกนนิ้ว แสงที่ปล่อยออกมาเพื่อแสกนลายนิ้วมือจะท้อนคนละแบบกับการใช้เซ็นเซอร์รับภาพเพื่อแสกนใบหน้านั่นเอง ดังนั้น หายห่วงได้เลยว่าจะเกิดการทับซ้อนกันของทั้งสองอย่างนี้

 

รูป 1A คืออุปกรณ์ที่ใช้จอที่สามารถรองรับการถ่ายภาพผ่านจอแสดงผลได้ (กล้องใต้จอ) รูป 1B คือเลเยอร์ของอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีของรูป 1A โดยเราจะเห็นส่วนประกอบและโครงสร้างต่าง ๆ ที่อยู่รวมกันในอุปกรณ์ที่สามารถถ่ายภาพผ่านจอได้

ส่วนสิทธิบัตรที่ Apple ได้รับนั้น จะเห็นได้จากรูป 6A ที่เราจะเห็นว่า iPhone จะมีหน้าจอที่มีการตัวส่งสัญญาณภาพในจอ (inter-pixel transmittance) และรูป 6B จะเห็นว่า Macbook ใช้เทคโนโลยีเดียวกันเพื่อให้สามารถใช้กล้องใต้จอได้

 

ทั้งนี้ มือถือที่มีการใส่กล้องไว้ใต้จอได้มีออกมาวางขายแล้วก่อนหน้านี้ อย่าง ZTE Axon 20 5G ที่เปิดตัวในปลายปี 2020 ที่เป็นมือถือที่ใส่กล้องไว้ใต้จอรุ่นแรก หรือทาง Vivo เอง ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทำคอนเซปต์โฟนออกมาในงาน MWC2020 มีชื่อรุ่นว่า Vivo Apex 2020 แต่ด้วยพิษโควิดและปัจจัยหลายอย่าง ทำให้รุ่นนี้ยังเป็นเพียงแค่คอนเซปต์เท่านั้น ยังไม่สามารถทำขายจริงได้

ดังนั้น ถึงแม้ว่า Apple จะได้รับสิทธิบัตรนี้ไป แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมาใน iPhone รุ่นใหม่นี้เลยหรือเปล่า เพราะเทคโนโลยีนี้ยังถือว่าใหม่มาก และหลาย ๆ อย่างยังไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อนกล้อง หรือการทำคุณภาพของภาพให้ออกมาดีเหมือนกับการใส่กล้องแบบปกติ

ที่มา : Patentlyapple

from:https://droidsans.com/apple-granted-patent-for-under-display-cameras/

HUAWEI หลุดวงโคจร ไม่ติด Top 5 ตลาดสมาร์ทโฟนในจีนแล้ว

แม้ว่าจะโดนรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งแบนห้ามเข้าถึงแอปและบริการต่าง ๆ ของ Google แต่ถ้าพูดถึงตลาดมือถือในจีนแล้ว HUAWEI ยังถือเป็นเต้ยตัวใหญ่ ๆ หาใครมาล้มยากมาก ๆ อยู่ดี แต่ล่าสุด IDC บริษัทเก็บสถิติชื่อดังได้ออกมาเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจของไตรมาสสองที่ผ่านมา พบว่า HUAWEI หลุดท็อปไฟว์ในจีนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รอบนี้ IDC หรือ International Data Corporation ได้ออกมาเปิดเผยว่า Vivo ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งกวาดส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในตลาดสมาร์ทโฟนที่จีนไปได้สูงถึง 15% ตามมาด้วย OPPO, Xiaomi, Apple และ HONOR ที่ได้แยกตัวออกมาเป็นอิสระจนทำให้มือถือเวอร์ชั่นที่วางขายทั่วโลกกลับมาใช้ Google Mobile Services ได้เหมือนเดิมแล้ว 

ขณะที่อดีตเต้ยอย่าง HUAWEI ที่สองสามปีก่อนครองบัลลังก์อันดับหนึ่งในจีนมาโดยตลอด รอบนี้จากการรายงานของ IDC พวกเขากลับหลุดวงโคจรซะงั้น

โดยทั้ง Vivo, OPPO, Xiaomi และ Apple ต่างมียอดขายสมาร์ทโฟนที่เพิ่มสูงขึ้น 17 – 47% จะมีเพียงแค่อันดับ 5 อย่าง HONOR เท่านั้น ที่ยอดขายหายไปเกือบ ๆ 50% ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากการที่พวกเขาห่างหายไม่ได้เปิดตัวมือถือนานนั่นเอง เพิ่งจะกลับมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง

 

ที่มา: GSMArena

from:https://droidsans.com/huawei-not-in-top-5-china-market-anymore/

Apple เพิ่มคำแนะนำ AirTag อาจใช้งานไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่กระดุมที่เคลือบสารขม

AirTag อุปกรณ์บลูทูธสำหรับติดตามอุปกรณ์ มีคุณสมบัติหนึ่งที่ไม่ค่อยพบในสินค้าแอปเปิลคือสามารถแกะเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง โดยใช้ถ่านกระดุม CR2032 อย่างไรก็ตามแอปเปิลก็มีคำแนะนำเรื่องนี้เพิ่มเติม

ในเอกสารสนับสนุนของแอปเปิล ระบุว่าหากใช้แบตเตอรี่ CR2032 แบบที่เคลือบด้วยสารขม อาจไม่สามารถใช้งานกับ AirTag ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดตำแหน่งของสารเคลือบที่สัมพันธ์กับหน้าสัมผัสของแบตเตอรี่

แบตเตอรี่กระดุม CR2032 มีขนาดเล็ก ทำให้ผู้ผลิตบางรายเคลือบสารขมที่ผิวของแบตเตอรี่ เพื่อป้องกันเด็กกลืนเข้าไป ซึ่งคาดว่าสารขมนี้อาจมีผลให้ AirTag ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

ที่มา: MacRumors

AirTag

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123945

Elon Musk บอก Tesla จะเปิดสถานีชาร์จให้รถยี่ห้ออื่นใช้ ไม่เป็นคุกกระจกแบบแอปเปิล

เราเห็น Elon Musk ออกมาวิจารณ์แอปเปิลอยู่เรื่อยๆ (ข่าวเก่าปี 2018) ล่าสุดในงานแถลงผลประกอบการของ Tesla ไตรมาส 2/2021 เขาตอบคำถามนักวิเคราะห์ โดยพาดพิงถึงแอปเปิลใน 2 ประเด็น

ประเด็นแรกเป็นเรื่องแบตเตอรี่ เขาพูดถึงประเด็นที่แอปเปิล (และบริษัทไอทีอื่นๆ) ใช้โคบอลต์ในแบตเตอรี่สินค้าต่างๆ และถูกวิจารณ์ว่าซัพพลายเออร์ของแอปเปิลกดขี่แรงงานในเหมืองโคบอลต์ โดย Musk บอกว่า Tesla แทบไม่ใช้โคบอลต์เลย ถ้าให้เทียบต่อน้ำหนักเฉลี่ย แอปเปิลใช้โคบอลต์ 100% ในขณะที่ Tesla ใช้ 2% เท่านั้น

ประเด็นที่สอง Musk วิจารณ์แอปเปิลเรื่องเป็น “สวนที่มีกำแพงล้อม”/”คุกกระจก” (walled garden) โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง App Store ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วงนี้ เขาพูดถึงการเปิดสถานีชาร์จของ Tesla ให้รถจากบริษัทคู่แข่งเข้ามาใช้งาน โดยบอกว่าเป้าหมายของเขาคือผลักดันการใช้พลังงานที่ยั่งยืน ไม่ใช่การสร้างสวนที่มีกำแพงล้อมเพื่อกำจัดคู่แข่ง แบบที่บางบริษัททำ ก่อนจะแกล้งไอแล้วบอกว่า “แอปเปิล”

No Description

ที่มา – CNBC, ภาพจาก Elon Musk Instagram

from:https://www.blognone.com/node/123936

เทียบหน้าจอและแบตเตอรี่ Samsung Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max และ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro ใช้งานจริงเป็นยังไง?

มือถือเรือธงระดับพรีเมี่ยมทั้ง Samsung Galaxy S21 Series และ iPhone 12 Series เปิดตัวมาได้ซักพักแล้ว ซึ่งทั้ง 2 ค่ายต่างก็ขนเอาสเปค + ฟีเจอร์ล้ำ ๆ แบบจัดเต็มมาให้ทั้งนั้น ซึ่งทาง Droidsans ก็เคยรีวิวการใช้งานของทั้งคู่แบบเต็ม ๆ ไปหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพกล้องรวมถึงการใช้งานด้านอื่น ๆ คราวนี้เราก็เลยขอมาทดสอบจุดเด่นอีกอย่างของมือถือทั้ง 2 ซีรีส์นี้บ้าง นั่นก็คือเรื่อง หน้าจอ และแบตเตอรี่นั่นเองครับ ว่าจากการใช้งานจริงเนี่ยหากเทียบระหว่าง Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max และ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro แต่ละรุ่นจะเป็นยังไงบ้าง

สำหรับการเปรียบเทียบหน้าจอ และแบตเตอรี่คราวนี้ จะขอเทียบเป็นคู่ ๆ ระหว่างตัวท็อปของซีรีส์อย่าง Galaxy S21 Ultra กับ iPhone 12 Pro Max และรุ่นรองท็อปอย่าง Galaxy S21+ กับ iPhone 12 Pro นะครับ ซึ่งการทดสอบนี้เป็นการทดสอบจากการใช้งานจริงของมือถือทั้ง 4 รุ่น ว่าหน้าจอเป็นยังไงใช้งานกลางแจ้งแล้วชัดเจนรึเปล่า ส่วนแบตเตอรี่ก็จะเป็นการใช้จริงในแต่ละวันเหมือนกัน และมีการทดสอบดูหนังเป็นเวลาเท่ากันด้วย ว่าแต่ละรุ่นกินแบตเตอรี่ไปมากแค่ไหนในระยะเวลาที่เท่ากันครับ

หน้าจอ Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max

ประเภทหน้าจอ

เริ่มต้นด้วยหน้าจอของตัวท็อป Galaxy S21 Ultra และ iPhone 12 Pro Max กันก่อนเลย โดยทั้งคู่ใช้หน้าจอพาเนล OLED มีขนาดสูสีกัน S21 Ultra 6.8 นิ้ว / iPhone 12 Pro Max 6.7 นิ้ว แต่หากเทียบทางด้านสเปคแล้ว S21 Ultra จะได้เปรียบกว่า แม้จะใช้พาเนล OLED เหมือนกัน แต่ใช้เทคโนโลยี Dynamic AMOLED 2X ที่มีระบบ LTPO เข้ามาช่วยปรับค่ารีเฟรชเรทตามการใช้งานแบบ Real-time และยังให้สีสันที่สดและสว่างกว่าด้วย (แต่เรื่องสีนี่แล้วแต่คนชอบเนอะ)

ความละเอียด

เรื่องความละเอียดหน้าจอ Galaxy S21 Ultra กินขาดด้วยความละเอียดที่สูงถึง 1440 x 3200 (WQHD+) ในขณะที่ iPhone 12 Pro Max มีความละเอียดที่ 1284 x 2778 แต่สำหรับการใช้งานจริง ๆ เช่นเปิดวิดีโอระดับ 4K จาก YouTube มาเทียบกันก็แทบจะไม่สังเกตเห็นความแตกต่างเลย ทั้ง 2 รุ่น มีคุณภาพการแสดงผลที่คมชัดบาดตาบาดใจทั้งคู่ แต่ถ้าเอามาวางเทียบกันแล้วจะเห็นได้ชัดเลยว่าหน้าจอของ Galaxy S21 Ultra มันสวย คมชัด และให้สีสันที่สดดีจริง ๆ (ต้องดูด้วยตาเปล่านะครับ ใช้กล้องถ่ายแล้วสีมันไม่ตามที่ตาเห็น)

รีเฟรชเรท

แทบจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของมือถือหลาย ๆ รุ่นในตอนนี้แล้ว ที่จะต้องมากับหน้าจอรีเฟรชเรทสูง ซึ่งตรงนี้ Galaxy S21 Ultra ยังคงเอาไปกินด้วยหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X ที่ปรับรีเฟรชเรทอัตโนมัติได้ระหว่าง 10Hz – 120Hz ตามการใช้งาน (เพื่อประหยัดแบตเตอรี่) แน่นอนว่ารีเฟรชเรทยิ่งเยอะ ภาพบนหน้าจอก็จะยิ่งลื่นไหลเนียนตา ไม่ว่าจะเป็นการไถหน้าจอไปมา, การไถ Feed บน Facebook, เวลาเข้าเว็บต่าง ๆ หรือแม้แต่การเล่นเกมที่รองรับมือถือหน้าจอรีเฟรชเรทสูง หากใครที่ได้ลองใช้แล้วจะรู้สึกเลยล่ะ ว่าไม่อยากกลับไปใช้มือถือหน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz อีกเลย

สำหรับ iPhone 12 Pro Max ที่ยังคงใช้หน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz อยู่ ในการใช้งานจริงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันหนืดหรือแย่กว่ามือถือจอ 120Hz นะครับ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ใส่ใจหรือไม่สังเกตว่ามือถือจะต้องมีหน้าจอรีเฟรชเรทสูงก็ได้ เพราะเอาจริง ๆ มันไม่ได้กระทบกับการใช้งานในชีวิตจริงซักเท่าไหร่ครับ

ความสว่าง

ความสว่างของหน้าจอก็นับเป็นอีกเรื่องสำคัญของมือถือ เพราะการใช้งานกลางแจ้งที่มีแสงแดดจ้า ยิ่งหน้าจอให้ความสว่างได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมองเห็นชัดได้มากเท่านั้นนั่นเอง โดย Galaxy S21 Ultra สามารถทำความสว่างได้สูงสุดถึง 1500 nits แต่ความสว่างระดับนั้นจะเอาไว้ใช้เฉพาะตอนเล่นวิดีโอแบบ HDR เท่านั้นนะครับ ส่วนความสว่างสูงสุดที่ระบบจะปรับให้ตอนอยู่กลางแดดจ้าตอนเที่ยง ๆ จะอยู่ที่ 1023 nits ซึ่งก็เรียกว่าสูงมากอยู่ดี ทำให้ไม่มีปัญหามองไม่เห็นจอเวลาใช้งานกลางแจ้ง หรือถ่ายรูปกลางแดดแล้วมองไม่ชัดว่ากล้องโฟกัสหรือยัง

ของ iPhone 12 Pro Max สามารถทำความสว่างสูงสุดได้ที่ 1200 nits ตอนเล่นวิดีโอ HDR ส่วนความสว่างสูงสุดที่ระบบจะปรับให้ตอนใช้งานกลางแดดจัด ๆ อยู่ที่ 800 nits ถึงแม้จะน้อยกว่าทาง Galaxy S21 Ultra กว่า 200 nits แต่ก็เพียงพอในการใช้งานกลางแจ้งได้แบบชัดเจนเช่นกันครับ

ค่า Contrast

ค่า Contrast หรือ Contrat Ratio ของหน้าจอบางคนอาจไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่สำหรับสายดูหนังดูคลิปความละเอียดสูง ๆ ภาพสวย ๆ ระดับ HDR จะยิ่งถูกใจมาก เพราะหากหน้าจอมี Contrast Ratio สูงเท่าไหร่ การแสดงผลสีดำก็จะดำสุด ๆ ส่วนการแสดงผลสีขาวก็จะขาวสุด ๆ ซึ่งการแสดงผลของทั้ง 2 สี ถ้ายิ่งตัดกันมากเท่าไหร่ ภาพก็จะยิ่งสวยมีมิติสมจริงมากขึ้นเท่านั้นครับ ซึ่งตรงนี้หน้าจอของ Galaxy S21 Ultra มี Contrast Ratio ที่สูงปรี๊ดถึง 3,000,000 : 1 เลยทีเดียว ในขณะที่ iPhone 12 Pro Max อยู่ที่ 2,000,000 : 1

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือ

เทคโนโลยีเซนเซอร์สแกนนิ้วมือใต้หน้าจอเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้กับหน้าจอพาเนลประเภท OLED อยู่แล้ว ซึ่งมือถือ Galaxy S21 Series ทุกรุ่นมีระบบนี้ให้ใช้ทั้งหมด ที่ยกเอามาบอกก็เพราะว่าช่วงนี้เวลาออกไปข้างนอกบ้านซึ่งต้องใส่หน้ากากเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้การปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือดูสะดวกขึ้นมาทันที เพราะไม่ต้องคอยถอดหน้ากากออกมาปลดล็อคเครื่องนั่นเองครับ

แบตเตอรี่ Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max

อีกเรื่องหลักของการเลือกซื้อมือถือแต่ละครั้งก็คงหนีไม่พ้นแบตเตอรี่นี่แหละ เพราะหากมือถือรุ่นไหนมีสเปคแรง กล้องงาม หน้าจอสวยแต่ดันตกม้าตายเพราะแบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่ถึงวันก็ต้องเรียกหาที่ชาร์จกันแล้ว ซึ่งตรงนี้ Galaxy S21 Ultra และ iPhone 12 Pro Max หมดห่วงไปได้เลย เพราะจากการทดลองใช้งานทั่วไป ใส่ซิม 5G ออกไปใช้งานนอกบ้านนิด ๆ หน่อย ๆ เช่นถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เข้าบ้านมาก็ต่อ WiFi เล่นเน็ต เล่นเกมบ้าง ดูคลิปจาก YouTube บ้าง และมีแชทเข้าอยู่เรื่อย ๆ พบว่าทั้งคู่สามารถอยู่ได้สบาย ๆ ทั้งวัน (S21 Ultra ปรับความละเอียดหน้าจอไว้ที่ระดับ FHD+)

พอเอามาทดสอบด้วยการดูคลิประดับ Full HD จากแอป YouTube เชื่อมต่อกับ WiFi ความสว่างหน้าจอและลำโพงปรับไว้ที่ 50% ทั้งคู่ ดูคลิปเป็นเวลาประมาณ 4 ชม. พบว่าจากแบตเตอรี่ 100% ทาง Galaxy S21 Ultra เหลือแบตเตอรี่อยู่ที่ 73% ส่วน iPhone 12 Pro Max เหลืออยู่มากกว่าที่ 77% (ตอนทดสอบปิดแอปเบื้องหลังไว้ทั้งหมดนะครับ มีแค่ YouTube ทำงานอยู่เท่านั้น) เรียกว่าทางฝั่ง iPhone 12 Pro Max มีการจัดการพลังงานได้ดีกว่าเพราะขนาดมีแบตเตอรี่ที่น้อยกว่าเป็น 1000 mAh (5000 mAh vs 3687 mAh) ยังใช้งานได้ทั้งวันพอ ๆ กับ S21 Ultra

แต่คาดว่าหากใช้งาน Galaxy S21 Ultra ในชีวิตประจำวันแล้วปรับรีเฟรชเรทหน้าจอให้เหลือ 60Hz ตลอดเวลาแล้ว แบตเตอรี่น่าจะใช้ได้ยาวกว่านี้แน่นอน (ส่วนตัวยอมแบตหมดไวแล้วใช้รีเฟรชเรทสูงนะ เพราะมันลื่นสบายตากว่าจริง ๆ)

 


Galaxy S21 Ultra เหลือ 73% (ซ้าย) / iPhone 12 Pro Max เหลือ 77% (ขวา)

สุดท้ายคือเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ที่ Galaxy S21 Ultra จะได้เปรียบกว่า เพราะรองรับการชาร์จไวที่ 25W สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh จาก 0% – 100% ได้ในเวลาราว 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนของ iPhone 12 Pro Max รองรับที่ 20W ชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 3687 mAh จาก 0% – 100% ได้ในเวลาประมาณ 2 ชม. หน่อย ๆ ครับ

 

หน้าจอ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro

ประเภทหน้าจอ

ต่อด้วยการเปรียบเทียบระหว่างมือถือรุ่นรองอย่าง Galaxy S21+ และ iPhone 12 Pro กันบ้าง โดยทั้ง 2 รุ่น ยังคงใช้หน้าจอประเภทเดียวกันกับรุ่นพี่อยู่ แต่ขนาดจะลดหลั่นลงมา Galaxy S21+ อยู่ที่ 6.7 นิ้ว และ iPhone 12 Pro หดลงมาเยอะหน่อยอยู่ที่ 6.1 นิ้ว

ความละเอียด

สำหรับความละเอียดหน้าจอของ Galaxy S21+ ถูกลดลงมาเหลือที่ 1080 x 2400 (FHD+) ส่วน iPhone 12 Pro ก็ให้ความละเอียดมามากกว่านิดหน่อยที่ 1170 x 2532 ซึ่งก็ยังเรียกว่าคมชัดบาดตาไม่ต่างกันสำหรับการใช้งานจริงทั้งเล่นเกม ดูหนัง หรือใช้งานอื่น ๆ แต่ก็อีกเช่นเคยที่หน้าจอ AMOLED ของ Galaxy S21+ ให้แสงสีที่สดใสสะใจกว่าแบบเห็นได้ชัดครับ

รีเฟรชเรท

Galaxy S21+ ยังคงใช้หน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X เหมือนกับรุ่นพี่ ทำให้การเคลื่อนไหวบนหน้าจอสมูทกว่า เนียนกว่าแบบเห็นได้ชัด ส่วน iPhone 12 Pro ก็ใช้หน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz เหมือนกับรุ่นพี่ iPhone 12 Pro Max เช่นกันครับ

ความสว่าง

Galaxy S21+ สามารถทำความสว่างได้สูงสุด 1300 nits สำหรับการเล่นวิดีโอแบบ HDR ส่วนความสว่างสูงสุดที่ระบบจะปรับให้ตอนอยู่กลางแดดจะอยู่ที่ 879 nits แม้ว่าจะดูน้อยกว่ารุ่นพี่ S21 Ultra อยู่เกือบ 200 nits แต่จากการใช้งานจริงกลางแจ้ง ก็ยังสามารถมองเห็นได้แบบชัดเจนสบายตาไม่ต้องเพ่งเลย

ส่วนของ iPhone 12 Pro ทำความสว่างหน้าจอสูงสุดได้เท่ากับรุ่นพี่ที่ 1200 nits เวลาเล่นวิดีโอ HDR และความสว่างสูงสุดตอนใช้งานกลางแดดอยู่ที่ 800 nits ซึ่งไม่ต้องห่วงเลยว่าจะมองไม่ชัด หรือจะถ่ายรูปแล้วมองจอไม่เห็นครับ

ค่า Contrast

หน้าจอของ Galaxy S21+ มี Contrast Ratio ที่ลดลงมาจากรุ่นพี่อยู่ที่ 2,000,000 : 1 ซึ่งเท่ากันกับ Contrast Ratio ของ iPhone 12 Pro และ Pro Max ทำให้การดูคลิปดูหนังที่รองรับ HDR มีความสมจริงของสีและให้มิติของภาพที่ดีมาก ๆ ครับ

แบตเตอรี่ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro

แบตเตอรี่ของ Galaxy S21+ ให้มาน้อยกว่า S21 Ultra ที่ 4800 mAh ส่วนของ iPhone 12 Pro อยู่ที่ 2815 mAh ทดสอบใช้งานจริงทั้งวันเหมือนกับที่ทดสอบกับรุ่นพี่ทั้งคู่ ก็พบว่าสามารถใช้งานได้ทั้งวันสบาย ๆ เช่นกัน และได้ทดสอบเอามาดูคลิปจาก YouTube เชื่อมต่อกับระบบ WiFi เป็นเวลาประมาณ 4 ชม. เปิดแสงสว่างและลำโพงที่ 50% ก็ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกันมาก Galaxy S21+ เหลือแบตเตอรี่ 75% ในขณะที่ iPhone 12 Pro เหลืออยู่ที่ 77% – 78% ครับ


 

สำหรับระบบชาร์จอันนี้ของ Galaxy S21+ ก็ยังได้เปรียบกว่าเพราะรองรับการชาร์จไร้สายได้ 25W ส่วน iPhone 12 Pro ก็รองรับชาร์จไวอยู่ที่ 20W เหมือนรุ่นพี่ครับ

สรุป

ทั้ง Galaxy S21 Ultra, Galaxy S21+, iPhone 12 Pro Max และ iPhone 12 Pro นับว่าเป็นมือถือระดับเรือธงที่มีสเปคอยู่ในระดับไฮเอนด์ทั้งนั้น แต่ละรุ่นก็มีข้อดีข้อด้อยของมันเองอยู่แล้ว แถมยังเป็นมือถือคนละระบบอีกด้วย ซึ่งเราก็ได้เอาสเปคบางส่วนมาเทียบให้ดูเพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจนะครับ ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวคนใช้งานแล้วล่ะ…ว่ามือถือรุ่นไหนจะเหมาะกับตัวเราใช้แล้วตรงใจที่สุดครับ

from:https://droidsans.com/display-battery-samsung-galaxy-s21-ultra-vs-iphone-12-pro-max-s21-plus-vs-iphone-12-pro/

ผลประกอบการ Apple ประจำ Q3 2021 รายได้มากกว่าเดิม 36% ส่วนกำไรทะลุ 2.1 หมื่นล้านเหรียญ

Apple (AAPL) ออกมาประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสที่สามของปี 2021 ที่ผ่านมา ครอบคลุมระหว่างเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนมิถุนายน พบว่าบริษัทฯ มีรายได้ 81,430 ล้านเหรียญ ขณะที่กำไรก็ฟันไปเหนาะ ๆ 21,000 ล้านเหรียญ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด คนรัดเข็มขัดเพิ่มขึ้นก็ตาม

เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า Apple สามารถกอบโกยผลประกอบการไปได้มากกว่าเดิมถึง 36% ขณะที่กำไรก็เยอะกว่าเดิมราว ๆ 10,000 ล้านเหรียญเช่นเดียวกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากการที่หลายประเทศเริ่มคลาย Lockdown เศรษฐกิจกลับมาดำเนินหน้าได้ตามเดิม แม้ว่าจะยังห่างไกลจากคำว่า “ปกติ” ก่อนช่วงเกิดโรคระบาดขึ้นก็ตาม

โดย iPhone ถือเป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าบริษัทฯ มากที่สุด กวาดไปมากถึง 39,570 ล้านเหรียญ โตขึ้นกว่าเดิม 49.7% เมื่อเทียบกับ Q3 ของปี 2020 ขณะที่คอมพิวเตอร์ Mac และแท็บเล็ต iPad ก็มาแรงไม่แพ้กัน มีอัตราเติบโตอยู่ที่ 16.38% และ 12% ตามลำดับ ส่วนอุปกรณ์สวมใส่ อุปกรณ์เสริม และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในครัวเรือน ก็มียอดเพิ่มขึ้นถึง 36.12% เลยทีเดียว คาดว่าน่าจะเพราะคนสนใจใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น รวมถึง Work/Study from Home ทำให้หลายฝ่ายตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นเข้าบ้านเพื่อใช้งานกัน

สรุปผลประกอบการ Apple ตามหัวข้อแต่ละผลิตภัณฑ์

  • ยอดขาย iPhone ทำรายได้ 39,570 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตขึ้น 49.7%
  • ยอดขาย Mac ทำรายได้ 8,240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตขึ้น 16.38%
  • ยอดขาย iPad ทำรายได้ 7,370 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตขึ้น 12%
  • ยอดขาย Wearables, Home และ Accessories ทำรายได้ 8,780 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตขึ้น 36.12%
  • ยอดขาย Services ต่าง ๆ ทำรายได้ 17,490 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตขึ้น 32.9%

 

อ่านเพิ่มเติม: Apple Newsroom.

 

from:https://droidsans.com/apple-q3-2021-earnings-report/

Apple ยังคงเดินหน้าที่จะผลิตชิปเอง เพื่อมอบสิ่งที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

Tim Cook ผู้เป็น CEO ของ Apple เผยในงานประชุมผลประกอบกา […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-will-manufacture-their-own-modem-chip-q3-summerize.html