คลังเก็บป้ายกำกับ: APPLE

ยอดส่งมอบหูฟังไร้สาย True Wireless ในปี 2021 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 310 ล้านหน่วย นำโดย Apple, Xiaomi และ Samsung

หูฟังไร้สายแบบ True Wireless หรือ TWS ถือว่ามีการเติบโตที่รวดเร็วมาก ๆ ในช่วงปีที่ผ่านมาด้วยสาเหตุหลาย ๆ อย่าง ซึ่งทางบริษัทเก็บสถิติชื่อดังอย่าง Counterpoint Research ได้ออกมาคาดคะเนว่าภายในปี 2021 จะมียอดส่งมอบหูฟัง TWS เพิ่มขึ้นมากกว่า 310 ล้านหน่วย นับเป็นยอดที่เพิ่มขึ้นถึง 33% จาก 233 ล้านหน่วยเมื่อปีที่แล้ว

TWS ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ AIoT ที่มีบทบาทต่อผู้ใช้งานมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่าน ๆ มา ด้วยความที่ตัวหูฟังมีระดับราคาให้เลือกหลากหลายขึ้น แถมราคาก็ถูกลงจนแทบจะเทียบเท่าหูฟังมีสาย (หูฟัง TWS ราคาหลักสิบบาทก็หาไม่ยากแล้ว) และยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้หูฟังประเภทนี้ได้รับความสนใจขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในการใช้งาน รวมไปถึงมือถือรุ่นใหม่ ๆ ที่มักจะตัดรูหูฟัง 3.5 มม. ทิ้งไปนั่นเอง

Galaxy Buds Pro

ตอนนี้ผู้นำตลาดหูฟัง TWS ก็จะมาจากแบรนด์ที่ผลิตมือถือทั้งนั้น อย่าง Apple, Xiaomi และ Samsung ที่มีตัวเลือกหูฟังไร้สายหลากหลายประเภท หลากหลายระดับให้ได้เลือกใช้กันตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับไฮเอนด์

Apple AirPods Pro

สำหรับตลาดหูฟัง TWS ในช่วงปี 2020 – 2021 มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 78% โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา ทำยอดส่งมอบไปได้ถึง 233 ล้านหน่วยทั่วโลกเกินความคาดหมายของหลาย ๆ คนไปมาก โดยเฉพาะหูฟังระดับกลางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาด ซึ่งดูจะสวนทางกับวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคงดใช้จ่ายกันเป็นส่วนใหญ่

ตารางส่วนแบ่งตลาด TWS เปรียบเทียบระหว่างปี 2020 และ 2021

จากข้อมูลที่ทาง Counterpoint คาดคะเน หูฟัง TWS จาก Apple ยังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยหูฟังซีรีส์ยอดนิยมอย่าง AirPods และ AirPods Pro ที่ทำส่วนแบ่งการตลาดไปได้ 27% ตามมาด้วย Xiaomi เจ้าของหูฟังราคาน่ารักอย่าง Redmi AirDot ที่มีส่วนแบ่งตลาดถึง 9% ต่อด้วยที่ 3 อย่าง Samsung กับ Galaxy Buds series หลากหลายรุ่นที่ขายพ่วงกับมือถือเรือธงทำส่วนแบ่งไปได้ 7%

ช่วงปลายปีที่จะถึงนี้ก็อาจจะเป็นเวลาที่ตลาดหูฟัง TWS จะได้คึกคักอีกรอบจากการเปิดตัวของ Apple AirPods รุ่นใหม่…ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการคาดคะเนเของ Counterpoint Research จะแม่นยำแค่ไหนครับ

 

Source: GSMArena 

from:https://droidsans.com/counterpoint-forcast-tws-market-would-rise-again-in-2021/

เผยโมเดล iPhone 13 มาพร้อม Notch ที่มีขนาดเล็กลง แต่โมดูลกล้องหลังใหญ่ขึ้น

YouTuber ชื่อดังช่อง Unbox Therapy ได้รับเครื่องโมเดลหรือเครื่องดัมมี่ที่เคลมว่าเป็นต้นแบบของ iPhone 13 มาโชว์ให้พวกเราได้ดูกัน ถึงแม่ว่าตัวเครื่องจะไม่สามารถใช้งานได้จริง ๆ แต่ก็ทำให้เห็นได้ว่าดีไซน์ตัวเครื่อง iPhone 13 จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นที่แล้วแค่ไหนครับ

ข่าว iPhone 13 ก็ถือว่าหลุดออกมาให้เราได้เห็นกันเรื่อย ๆ แบบไม่ขาดสายจริง ๆ อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็พึ่งจะมีแหล่งข่าวลับสุดยอดรายงานมาว่า iPhone 13 จะมาพร้อมกับหน้าจอ LTPO อัตรารีเฟรช 120Hz และล่าสุดก็มาต่อกันที่ Unbox Therapy ซึ่งได้โมเดลตัวเครื่อง iPhone 13 มาให้ดูกันนี่แหละ

สำหรับคราวนี้เราได้เห็นเครื่องดัมมี่ที่เคลมว่าจะเป็นดีไซน์สำหรับ iPhone 13 ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องปกติที่ทางผู้ผลิตจะทำเครื่องแม่แบบมาก่อนเพื่อให้แบรนด์อุปกรณ์เสริม (โดยเฉพาะเคส) ทั้งหลายได้เริ่มออกแบบ และผลิตมาเพื่อรอวันวางขายจริง

ดีไซน์เครื่องต้นแบบ iPhone 13 ที่ได้มาก็มีหน้าตาที่ไม่หนีไปจาก iPhone 12 เท่าไหร่นัก จะเห็นว่ามันยังมาพร้อมดีไซน์เหลี่ยม ๆ และขอบเงา ๆ แบบเดิมเหมือนกับ iPhone 12 Pro แต่มี 2 จุดหลัก ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

จุดแรกก็จะเป็นเรื่องของรอยบากหรือ Notch ที่ยังมีเหมือนเดิม แต่มีขนาดที่เล็กลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ iPhone 12 Pro (แคบลง 8.31 มม.) ตัวลำโพงสนทนาถูกขยับไปอยู่ด้านบน มีการขยับเซนเซอร์ TrueDepth และกล้องหน้าเข้ามาใกล้กันมากขึ้นตรงกับข้อมูลเรื่องฟิล์มกระจก iPhone 13 ที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้เลย

จุดถัดมาก็จะเป็นเรื่องของโมดูลกล้องด้านหลังที่คาดว่าจะมาพร้อมกับกล้อง Ultra-wide f/1.8 (iPhone 12 Pro กล้อง Ultra-wide อยู่ที่ f/2.4) ซึ่งจะช่วยให้ iPhone 13 Pro สามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นนั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเซนเซอร์ใหม่ที่จะมีขนาดพิกเซลที่ใหญ่ขึ้นเป็น 2 นาโนเมตร (จากเดิม 1.4 นาโนเมตร) บวกกับรูรับแสงที่กว้างขึ้นทำให้สามารถถ่ายภาพในที่มืดได้ดีกว่าเดิมนั่นเองครับ และแน่นอนว่าขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้โมดูลกล้องใหญ่ขึ้นตามไปด้วย เหมือนกับที่เห็นในเครื่องดัมมี่เลย

สำหรับเรื่องปุ่มต่าง ๆ ก็ยังคงวางไว้อยู่ในตำแหน่งเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงมีพอร์ต Lightning แบบเดิมเก็บไว้อยู่

จากข้อมูลดูเหมือน iPhone 13 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2564 ที่จะถึงนี้ โดยคาดว่า iPhone 13 Series จะมาพร้อมกับชิป A15 Bionic, หน้าจอ 120Hz และเป็นไปได้ว่าจะมีเซนเซอร์สแกนนิ้วมือใต้หน้าจออีกด้วย แต่เราก็ต้องรอดูข้อมูลกันต่อไปครับ

 

Source: PhoneArena, UnboxTherapy

from:https://droidsans.com/unbox-therapy-revealed-iphone-13-mock-up-unit/

เปิดกลยุทธ์ซื้อกิจการแบบ Apple: ซื้อเงียบๆ เน้นบริษัทเล็ก แต่ต้องเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

เปิดกลยุทธ์ซื้อกิจการบริษัทอื่นของ Apple ซื้อแบบเงียบๆ เน้นซื้อบริษัทขนาดเล็ก แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อต่อยอดการทำธุรกิจของ Apple

ที่ผ่านมาเรามักเคยได้ยินการเข้าซื้อกิจการของบริษัทขนาดใหญ่ ที่เข้าไปซื้อกิจการขนาดเล็กกันเป็นเรื่องปกติ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ทั้งการซื้อเพื่อลดการแข่งขัน หรือซื้อเพื่อนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ เช่นเดียวกันกับ Apple บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นิยมเข้าซื้อกิจการบริษัทอื่นๆ จนเรียกได้ว่าแทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Tim Cook CEO ของ Apple ได้บอกกับผู้ถือหุ้นว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา Apple เข้าซื้อกิจการไปแล้ว 100 บริษัท เฉลี่ยแล้วในรอบ 3-4 สัปดาห์ Apple จะทำการซื้อกิจการ 1 บริษัท

การเข้าซื้อกิจการของ Apple กว่า 100 บริษัท ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ด้วยความที่ Apple เป็นบริษัทที่มีมูลค่าเกินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้ Apple จะซื้อกิจการบริษัทจำนวนมากในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Apple จะเข้าซื้อกิจการแบบมั่วๆ แต่มีกลยุทธ์ที่เรียกได้ว่า ถ้าบริษัทที่ซื้อเข้ามาแล้วไม่มีประโยชน์ สู้ไม่ซื้อเสียจะดีกว่า

ซื้อกิจการขนาดเล็ก เพราะอยากได้คนทำงาน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

สิ่งแรกที่ Apple พิจารณาในการเข้าซื้อบริษัท คือ “พนักงาน” ที่ทำงานในบริษัทนั้น เพื่อหาพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งจะทำให้ Apple มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่นำหน้าบริษัทคู่แข่ง โดย Apple จะประเมินมูลค่าความน่าซื้อของบริษัทจากจำนวนพนักงานที่ทำงานอยู่ ซึ่งหลังจากซื้อกิจการแล้ว Apple จะรวมพนักงานเหล่านี้ให้กลายเป็นพนักงาน Apple ในที่สุด

อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อบริษัทอื่นๆ เพราะต้องการพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญของ Apple นั้น จะเน้นเข้าซื้อเฉพาะบริษัทที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะการเข้าซื้อบริษัท Start-Up

ซื้อแบบเงียบๆ เก็บเป็นความลับ ไม่บอกใคร

หลังจากที่ Apple ประเมินแล้วว่าจะเข้าซื้อกิจการในบริษัทที่มีขนาดเล็กกว่า สิ่งที่ Apple คาดหวังจากบริษัทที่กำลังจะถูกเข้าซื้อคือ “ความเงียบ และเก็บทุกอย่างเป็นความลับ” เพราะตามปกติแล้ว Apple ไม่ต้องการประกาศเรื่องการเข้าซื้อบริษัทให้สื่อ หรือนักข่าวรู้เรื่อง

Apple ถึงกับบอกพนักงานของบริษัทที่กำลังจะถูกเข้าซื้อว่าอย่าเปลี่ยนข้อมูลบน LinkedIn ของตัวเอง ว่าบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ถูกซื้อโดย Apple ไปแล้ว แต่หากสุดท้ายแล้วนักข่าวรู้เรื่อง Apple ก็จะเลือกตอบกลับไปแบบนิ่มๆ ว่า “ขอไม่เปิดเผยรายละเอียดในการเข้าซื้อ”

เจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งที่ขายบริษัทให้กับ Apple เล่าว่า หลังจากที่ข่าวการเข้าซื้อกิจการหลุดออกไป เขาไม่สามารถตอบกลับคำยินดีที่เพื่อนๆ หรือครอบครัวของเขาส่งมาให้ได้เลย เพราะติดสัญญาการรักษาความลับที่ทำไว้กับ Apple

Apple iPhone ภาพโดย David Grandmougin จาก Unsplash

เน้นซื้อบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต่อยอดธุรกิจของ Apple ได้

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ Apple ใช้ในการตัดสินใจซื้อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง นอกจากความเชี่ยวชาญของพนักงานแล้ว บริษัทนั้นต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่จะช่วยเสริมธุรกิจของ Apple ได้ด้วย

ตัวอย่างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ Apple เข้าซื้อ คือ AuthenTec ในปี 2012 ที่ Apple ซื้อเข้ามาเพื่อต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยี Touch ID บนโทรศัพท์ iPhone

บริษัท Workflow แอปพลิเคชันสำหรับผู้ใช้งาน iPhone ในปี 2017 ซึ่งสุดท้ายแล้ว Apple ก็นำเทคโนโลยีมาต่อยอดเป็นฟีเจอร์ Shortcuts App ส่วนในปี 2018 Apple เข้าซื้อบริษัท Texture ซึ่งกลายเป็นบริการ Apple News+ หรือแม้แต่ Siri ผู้ช่วยอัจฉริยะ Apple ก็ได้เทคโนโลยีนี้มาจากการเข้าซื้อบริษัทอื่นในปี 2010 เช่นกัน

นอกจากตัวอย่างบริษัทที่ Apple เคยทำการเข้าซื้อเพื่อนำเทคโนโลยีมาต่อยอดแล้ว Apple ยังซื้อบริษัทอื่นๆ ในด้านต่อไปนี้ด้วย เช่น บริษัทด้าน Virtual Reality, AI, ระบบแผนที่, ระบบสุขภาพ และเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดกลยุทธ์ซื้อกิจการแบบ Apple: ซื้อเงียบๆ เน้นบริษัทเล็ก แต่ต้องเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/how-apple-acquire-a-company/

เอาบ้าง…สื่อจีนเผย OPPO เตรียมผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของแบรนด์ตัวเอง

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าแบรนด์มือถือต่าง ๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจกับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Apple, HUAWEI หรือ Xiaomi ล่าสุดก็ได้มีข่าวคราวออกมาจากสื่อจีนว่าแบรนด์มือถืออย่าง OPPO ก็เตรียมจะผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของตัวเองด้วยเหมือนกัน

มีข่าวว่า CEO และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ OPPO อย่างนาย Tony Chen ขึ้นมาเป็นหัวหอกโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์อยู่ โดยตอนนี้ OPPO มีการจ้างทีมดีไซน์และวิศวกรด้านรถยนต์แล้ว แถมยังเข้าไปเจรจากับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตให้ Tesla และบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ CATL อีกด้วย ซึ่งแม้ว่าทาง OPPO จะยังไม่ได้ออกมาประกาศว่าจะเปิดแผนกรถยนต์อย่างเป็นทางการ แต่เห็นแบบนี้แล้วก็แทบไม่ต้องสงสัยกันแล้ว

นอกจากนี้นาย Tony Chen ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวจีน Xiuxiusha อีกด้วยว่าตอนนี้ทางบริษัทเตรียมจะพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นของตัวเอง โดยกล่าวว่า “สำหรับการผลิตรถยนต์ เราจะโฟกัสไปตรงส่วนที่ OPPO มีความสามารถมากพอที่จะทำมันออกมาได้ดี ซึ่งหากว่าบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอื่น ๆ ไม่สามารถสร้างรถยนต์ที่ดีได้ เราจะก็ขอลองผลิต (รถยนต์ไฟฟ้า) บ้างในอนาคต”

Tony Chen

ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า OPPO ได้วางแผนในการพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไว้ยังไงบ้าง ทางบริษัทอาจสร้างโรงงานผลิตรถยนต์เองเลย, จะไปจ้างให้โรงงานอื่นผลิตให้อีกที หรือสุดท้ายอาจจะเป็นแค่ผู้ส่งออกชิ้นส่วนสำหรับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นได้ เพราะในจีน OPPO ก็จดสิทธิบัตรเทคโนโลยีสำหรับใช้กับรถยนต์เอาไว้หลายชิ้นเหมือนกัน

ก็ต้องมารอดูกันต่อไปครับว่าในอนาคตเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์มือถือดัง ๆ ออกมาโลดแล่นตามถนนหนทางกันบ้างรึเปล่า

 

ที่มา : Motor1 

from:https://droidsans.com/oppo-planning-for-electric-vehicle/

จอ Mini-LED ของ iPad Pro รุ่นใหม่ มีค่าซ่อมถึง 2 หมื่นกว่าบาท หากไม่ซื้อ AppleCare+

หลังจาก Apple ได้ทำการช็อคโลกด้วยการเปิดตัว iPad Pro รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับชิปเซ็ตตัวแรง Apple M1 ตัวเดียวกับที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ Mac และหน้าจออัปเกรดมาใช้เป็น Liquid Retina XDR Display บนพื้นฐานเทคฯ Mini-LED ล่าสุดมีคนออกมาเปิดเผยว่าหากทำจอ iPad Pro รุ่นใหม่นี้แตก แบบประกันหมด หรือไม่มี AppleCare+ จะต้องเจอกับค่าซ่อมแพงหูฉี่ ชนิดที่ว่าเกือบ ๆ ซื้อ iPhone 12 ได้หนึ่งเครื่อง

โดย Apple ได้ออกมาเปิดเผยค่าซ่อมจอ Mini-LED ของ iPad Pro รุ่นใหม่นี้เอาไว้ว่า หากมีการเสียหายเกิดขึ้น จนต้องส่งซ่อม จะคิดค่าบริการทั้งหมด $49 หรือประมาณ 1,590 บาท ในกรณีที่ตัวเครื่องยังอยู่ในประกัน หรือมี AppleCare+ แต่เมื่อไหร่ที่เครื่องประกันหมด และไม่มี AppleCare+ ค่าซ่อมจะพุ่งขึ้นสูงไปถึง $699 หรือราว ๆ 21,900 บาทเลยทีเดียว 

ซึ่งสำหรับสาเหตุที่ทำไมค่าซ่อมจอของ iPad Pro รุ่นใหม่จอ 12.9 นิ้ว ก็น่าจะมาจากจอ Liquid Retina XDR บนพื้นฐาน Mini-LED เพราะเทคโนโลยีซับซ้อนกว่าจอ Liquid Retina ปกติทั่วไปนั่นเอง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเพื่อน ๆ จะซื้อ AppleCare+ ไว้ปกป้อง iPad Pro รุ่นใหม่จอ Mini-LED ของตัวเองแล้ว แต่ Apple ก็ประกาศเอาไว้ชัดเจนว่า ค่าซ่อมจอราคา $49 ในประกันนั้น จะสามารถใช้งานได้เพียงแค่ปีละสองครั้งเท่านั้น มากกว่านี้อาจต้องเสียเท่ากับคนที่ไม่มี AppleCare+ หรืออยู่นอกประกัน

ส่วนถ้าจอ Mini-LED (รวมถึงของรุ่นอื่น ๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์จาก Apple) พังเพราะผิดพลาดจากขั้นตอนกระบวนการผลิต อันนี้ Apple ซ่อมให้ฟรี หรือบางทีอาจจะมีเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่เลยในบางเคส

 

ที่มา: MacRumors

from:https://droidsans.com/apple-ipad-pro-mini-led-repair-cost/

iPad mini 6 อาจเปิดตัวปลายปีนี้ ดีไซน์เดิม จอใหญ่ขึ้น มีลุ้นได้ใช้ Mini-LED แบบเดียวกับรุ่น Pro

ตอนแรกคาดการณ์กันว่า iPad mini รุ่นใหม่ น่าจะเดินทางมาเปิดตัวในงาน Spring Loaded ที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่แล้วพอถึงวันงานจริง ๆ กลับมีแค่ iMac mini และ iPad Pro M1 มาทักทายเหล่าสาวกเท่านั้น แต่ล่าสุด Ming-Chi Kuo ได้ออกมาเปิดเผยว่า Apple เตรียมเปิดตัว iPad mini 6 ตัวใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ที่จะถึงนี้

โดยในส่วนนี้ Ming-Chi Kuo ได้ไปเห็นตรงกันกับสื่อ DigiTimes อีกหนึ่งแหล่งข่าวสุดแม่นแบบพอดิบพอดีว่า iPad mini 6 น่าจะเดินทางมาเปิดตัวในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของครึ่งหลังปี 2021 นี้ ซึ่งคาดกันว่า iPad mini 6 นี้ จะมาพร้อมดีไซน์ Form Factor แบบรุ่นก่อน ไม่มีการยกเครื่องดีไซน์ใหม่แบบที่มีภาพเรนเดอร์หลุดออกมาก่อนหน้า ใช้หน้าจอขนาด 8.4 นิ้ว มี Touch ID ฝังไว้กับปุ่ม Home ขณะที่พอร์ตชาร์จยังคงเป็น Lightning เหมือนเดิม

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์สุดแม่นคนดังกล่าว ได้เคยออกมารายงานว่า Apple กำลังพัฒนาหน้าจอ Mini-LED สำหรับนำไปใช้กับ iPad Pro 12.9″ (เปิดตัวไปแล้ว), iPad 10.2″ และ iPad mini 7.9″ ซึ่งในส่วนนี้ คุณ Ming ได้ทำนายเอาไว้ว่า Apple จะนำ iPad mini 7.9″ จอ Mini-LED ดังกล่าวมาเปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านมา แต่แล้วเวลาผ่านไปกลับไม่มีวี่แววของแท็บเล็ตรุ่นนี้ออกมาให้ชาวโลกได้ยลโฉมเลย

ทำให้ตอนนี้ยังแอบมีความเป็นไปได้ที่ iPad mini จอ 8.4 นิ้วที่เป็นข่าว ณ ตอนนี้ อาจมาพร้อมกับหน้าจอ Mini-LED แบบเดียวกับ iPad Pro 12.9″ ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานก็ได้

 

ที่มา: MacRumors

from:https://droidsans.com/apple-ipad-mini-6-coming-later-this-year-rumours/

Epic Games อยากให้ Apple เป็นเหมือน Android, แต่ Apple ไม่อยากเป็น

การพิจารณาคดีระหว่าง Epic Games กับ Apple ได้เริ่มขึ้นแ […] More

from:https://www.iphonemod.net/epic-games-wants-apple-to-be-android.html

ผลทดสอบผู้ช่วยอัจฉริยะเผย Google Assistant สามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง เป็นอันดับ 1

ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ เรียกว่าไปไกลกันสุด ๆ โดยเฉพาะระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะสั่งหาข้อมูลในเน็ต, สั่งให้ทำนู่นทำนี่ ฯลฯ ซึ่งในตอนนี้ผู้ช่วยอัจฉริยะที่มีคนใช้เยอะทั่วโลกมีอยู่ทั้งหมด 3 เจ้าคือ Google Assistant, Amazon Alexa และ Siri ซึ่งล่าสุดได้มีการทดสอบออกมาแล้วว่าผู้ช่วยอย่าง Google Assistant ทำคะแนนในการตอบคำถามต่าง ๆ ได้ถูกต้องมากเป็นอันดับ 1 

Bespoken บริษัทวิเคราะห์ระบบปัญญาประดิษฐ์ได้ออกมาเผยผลการทดสอบความสามารถของผู้ช่วยอัจฉริยะทั้ง 3 ระบบ ที่มีผู้ใช้งานอยู่เป็นจำนวนมากทั่วโลก คือ Google Assistant, Amazon Alexa และ Siri โดยใช้ระบบ AI ในการตั้งคำถามต่าง ๆ แก่เหล่าผู้ช่วยอัจฉริยะดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์ว่าผู้ช่วยคนไหนมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไรบ้าง

สำหรับการทดสอบดังกล่าวจะใช้ผู้ช่วยอัจฉริยะจากอุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป Google Assistant ทดสอบผ่าน Google Nest Home Hub, Alexa ทดสอบผ่านลำโพงอัจฉริยะ Amazon Echo Show 5 และ Siri ทดสอบผ่าน iPad Mini ซึ่งคำถามจะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ ภาพยนตร์, ภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์ มีทั้งคำถามแบบง่าย ๆ และคำถามที่ซับซ้อนขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ไม่มีคำตอบจริง ๆ อยู่ด้วย เช่น ใครคือมนุษย์คนแรกที่ไปเหยียบดาวอังคาร เป็นต้น

ผลการทดสอบทั้งหมดจะถูกคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของคำตอบที่ถูกต้องที่ผู้่วยอัจฉริยะแต่ละคนสามารถตอบได้ โดยผู้ที่ตอบถูกมากที่สุดคือ…

  1. Google Assistant : ตอบคำถามง่าย ๆ ถูก 76.57% / ตอบคำถามซับซ้อนถูก 70.18%
  2. Alexa : ตอบคำถามง่าย ๆ ถูก 56.29% / ตอบคำถามซับซ้อนถูก 55.05%
  3. Siri : ตอบคำถามง่าย ๆ ถูก 47.29% / ตอบคำถามซับซ้อนถูก 41.32%

 

เรียกว่าผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant มาแรงสุด ๆ และยังได้รับการพัฒนาแบบไม่หยุดยั้งจริง ๆ แม้ว่าจะเปิดตัวมาทีหลังผู้ช่วยอัจฉริยะ Siri ที่เปิดตัวเมื่อปี 2010 อยู่ใน iPhone 4s และ Alexa เปิดตัวเมื่อปี 2014 มากับลำโพงอัจฉริยะ Amazon Echo ส่วน Google Assistant พึ่งเปิดตัวมาเมื่อปี 2016 นี่เอง

 

ที่มา : Voicebot.ai

from:https://droidsans.com/google-assistant-scored-first-answering-question-correctly/

[ลือ] Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ซัพพลายเชนแอปเปิ้ล ระบุ iPhone พับได้ จอ 8 นิ้ว มาปี 2023

Ming-Chi Kuo ระบุจากการวิเคราะห์ซัพพลายเชนในวงการอุตสาหกรรมการผลิต ว่า iPhone รุ่นจอพับได้ น่าจะเปิดตัวช่วงปี 2023 มาพร้อมหน้าจอ OLED แบบพับได้ขนาด 8 นิ้ว ความละเอียด QHD+ ใช้เทคโนโลยีจอสัมผัสแบบ silver nanowire ของ TPK ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดบนหน้าจอแบบพับหลายทบได้ ต่างจากเทคโนโลยีจอสัมผัสแบบ Y-Octa ของ SDC ที่ใช้กับหน้าจอพับได้ทบเดียว

Kuo คาดจำนวนเครื่องที่เตรียมวางจำหน่ายไว้ 15-20 ล้านเครื่องภายในปี 2023 จากยอดเตรียมสั่งผลิตของแอปเปิ้ล พร้อมระบุว่าจากข้อได้เปรียบด้านอีโค่ซิสเท็ม และข้อได้เปรียบด้านฮาร์ดแวร์ดีไซน์ ทำให้แอปเปิ้ลอาจกลายเป็นผู้ชนะในเทรนด์อุปกรณ์พับได้ ที่จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างมือถือกับแท็บเล็ตบางลงในครั้งนี้

มีข่าวลือตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปี 2020 ว่า Apple เตรียมสั่งจอพับได้จาก Samsung มาทดสอบ ส่วนในข่าวล่าสุดนี้ Kuo ก็ระบุเช่นกันว่า Samsung Display Corporation จะเป็นผู้ผลิตหน้าจอ ส่วน Samsung Foundry เป็นผู้ผลิต Display Driver IC (DDI)

ที่มา – Macrumors

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122493

Facebook เชื้อเชิญให้ผู้ใช้งาน iPhone ยอม “อนุญาตให้ติดตามข้อมูล” เพื่อให้ใช้แอปต่อไปได้ฟรี ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

Facebook และ Instagram บน iPhone และ iPad เริ่มปรากฏหน้าต่างที่มีข้อความชี้แจงถึงสิทธิประโยชน์ของการยอมให้ติดตามข้อมูล เพื่อชักจูงให้ผู้ใช้งานยอมอนุญาตให้ทั้งสองแอปข้างต้นเข้าถึงสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่ Apple ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่ใน iOS 14.5

ใน iOS 14.5 นี้จะมีฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า App Tracking Transparency คอยขึ้นป๊อปอัปแจ้งเตือนเวลาที่แอปพยายามติดตามข้อมูลของเรา โดยผู้ใช้งานมีสิทธิ์เลือกที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ ซึ่งนโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่ของ Apple นี้เรียกได้ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้ง Facebook และ Instagram ที่มีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานเพื่อยิงโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายเป็นธุรกิจหลักของบริษัทแบบเต็ม ๆ มีการคาดการณ์ว่า อาจทำให้รายได้หดหายไปกว่า 50% เลยทีเดียว

สำหรับข้อความที่ Facebook และ Instagram เชื้อเชิญให้ผู้ใช้งานยอมอนุญาตให้สิทธิในการติดตามข้อมูล มีการอธิบายว่า ช่วยให้เนื้อหาโฆษณาที่แสดงนั้นตรงกับความสนใจของผู้ใช้งาน, ช่วยให้สามารถใช้แอปแบบฟรี ๆ ได้ต่อไป, เป็นการสนับสนุนธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า

ก่อนหน้านี้ Facebook เคยเล่นใหญ่ออกมาโจมตี Apple เกี่ยวกับกรณีนี้ โดยการกว้านซื้อพื้นที่ 1 หน้ากระดาษจากหนังสือพิมพ์รายใหญ่อย่าง New York Times, The Wall Street Journal และ The Washington Post มาแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

สื่อต่างประเทศระบุว่า หน้าต่างดังกล่าวจะเริ่มแสดงให้ผู้ใช้งาน Facebook และ Instagram บน iPhone กับ iPad เห็นกันมากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

from:https://droidsans.com/facebook-instagram-att-prompt-free-of-charge/