คลังเก็บป้ายกำกับ: APPLE

Apple ออกอัพเดต iOS 15.3 และระบบปฏิบัติการในเครือ แก้ไขบั๊ก IndexedDB ใน Safari

แอปเปิลออกอัพเดตระบบปฏิบัติการทุกอุปกรณ์ในเครือวันนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญเป็นการแก้ไขบั๊ก IndexedDB บน Safari โดย iOS เป็นอัพเดต iOS 15.3 และ iPadOS 15.3 ซึ่งระบุว่าแก้ไขบั๊กและปัญหาหลายรายการ (รายละเอียดทั้งหมด)

ผู้ใช้ iOS สามารถอัพเดตได้โดยไปที่ Settings > General และเลือก Software Update

สำหรับ macOS แอปเปิลได้ออกอัพเดต Monterey‌ 12.2 รวมทั้ง Big Sur 11.6.3 และ Catalina Security Update 2022-001 สำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันเก่า แก้ไขบั๊กของ Safari เช่นกัน

ส่วนระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์ที่มีออกมาเช่นกัน ได้แก่ watchOS 8.4, HomePod 15.3 และ tvOS 15.3

ที่มา: MacRumors [1], [2], [3], [4], [5]

iOS 15

from:https://www.blognone.com/node/126887

(24 ม.ค. 2022) ครบรอบ 38 ปี Macintosh เปิดขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มกราคม 1984

24 มกราคม 2022 (พ.ศ. 2565) ครบรอบ 38 ปี Macintosh รุ่นแ […] More

from:https://www.iphonemod.net/macintosh-first-sold-on-jan-24-1984.html

Apple ปล่อยอัปเดต Beats Studio Buds Firmware เวอร์ชัน 10M359 มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่!

Apple ปล่อยอัปเดต Beats Studio Buds Firmware เวอร์ชัน 1 […] More

from:https://www.iphonemod.net/beats-studio-buds-firmware-update.html

Dimensity 9000 ทำคะแนน Geekbench 5 แรงเหนือ Snapdragon 8 Gen 1 และ Exynos 2200 เป็นรองแค่ A15 Bionic

ชิปเซ็ตตัวท็อปฝั่ง Android อย่าง Dimensity 9000, Snapdragon 8 Gen 1 และ Exynos 2200 ถือว่าได้เดินทางมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาพร้อมกับ CPU Cortex-X2 บนสถาปัตยกรรม ARMv9 เหมือนกันทั้งหมด ล่าสุดมีผลคะแนน Geekbench 5 หลุดออกมา เผยทั้งสามชิปเซ็ตยังคงสู้กับ Apple A15 Bionic ไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกันเองแล้ว MediaTek กลับมีผลคะแนนที่ดีกว่ายักษ์ใหญ่ Qualcomm และ Samsung ซะอีก

Ice Universe ได้ออกมาเปิดเผยผลคะแนน Benchmark แอป Geekbench 5 ของชิปเซ็ตเรือธงทั้ง 5 รุ่นในตลาดตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น Snapdragon 888 จากปีที่แล้ว, Snapdragon 8 Gen 1 เรือธงตัวล่าสุดของ Qualcomm, Exynos 2200 ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน, Dimensity 9000 น้องใหม่จาก MediaTek และ A15 Bionic ของ Apple ที่ประสิทธิภาพการทำงานมักจะแรงกว่าชิปจากฝั่ง Android อยู่แล้วประมาณหนึ่งช่วงตัว

ผลปรากฎว่าชิปเซ็ตที่แรงที่สุดใน 5 ตัวนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก A15 Bionic ซึ่งไม่เหนือความคาดหมายสักเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกไปในตอนแรกว่าชิปเซ็ตจาก Apple นั้นแรงกว่าชิปจาก Android อยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกใจมาก ๆ ก็คือรอบนี้ Dimensity 9000 ชิปเซ็ตสเปคระดับไฮเอนด์รุ่นแรกของ MediaTek กลับมีคะแนนที่เหนือกว่าชิปจาก Qualcomm และ Samsung ชนิดที่ว่าในด้าน Multi-Core นั้นห่างกันเกือบ 1,000 คะแนนเลยทีเดียว 

GPU ของ Exynos 2200 แรงกว่า Snapdragon 8 Gen 1 แม้วิ่งแค่ 555MHz

มาถึงผลคะแนนประสิทธิภาพ GPU กันบ้าง โดยรอบนี้เป็นผลคะแนน Geekbench 5 เหมือนเช่นเคย แต่จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง Exynos 20200 ที่ใช้ GPU Xclipse 920 และ Snapdragon 8 Gen 1 ที่ใช้ Adreno 730 ผลปรากฎว่า Xclipse 920 ที่มีค่าสัญญาณนาฬิกาอยู่ที่ 555MHz สามารถทำคะแนนไปได้ 9143 แต้ม เยอะกว่า Adreno 730 ที่ได้คะแนน 6199 แต้ม อยู่พอสมควรเลย

ผลทดสอบ GPU Xclipse 920 ของ Exynos 2200 

ผลคะแนน GPU Adreno 730 ของ Snapdragon 8 Gen 1 

SOURCE :

from:https://droidsans.com/mediatek-dimensity-9000-scores-higher-than-any-other-flagship-soc/

เปรียบเทียบ iPhone 13 ทุกรุ่น แบบไหนเหมาะกับใครบ้าง อัพเดต 2022

เปรียบเทียบ iPhone 13 ทุกรุ่น แบบไหนเหมาะกับใครบ้าง อัพเดต 2022

เปรียบเทียบ iPhone 13

มาดูข้อมูลสเปค iPhone 13 ที่วางขายอยู่ ณ ขณะนี้ จาก Apple ว่ามีรุ่นไหนที่น่าจับตามองแล้วน่าสนใจกันบ้าง แล้วเราจะมาเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ไปเลย ว่า iPhone 13 ทั้ง 4 รุ่นนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วรุ่นไหนเหมาะกับใครกันบ้าง


สรุปสเปคและเปรียบเทียบ iPhone 13 Series

iPhone 13 รุ่นใหม่นั้นมีออกมา 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ iPhone 13 Mini (5.4 นิ้ว), iPhone 13 (6.1 นิ้ว), iPhone 13 Pro (6.1 นิ้ว) และ iPhone 13 Pro Max (6.7 นิ้ว) โดยในส่วนสเปคของ แต่ละตัวในซีรี่ส์นี้นั้น ค่อนข้างที่จะตรงตามข่าวลือที่ได้หลุดออกมาอย่างมากมายในช่วงก่อนหน้า และสเปคที่ออกมาอย่างเป็นทางการนั้นมีดังนี้ 

Advertisementavw
เปรียบเทียบ iPhone 13

เปรียบเทียบ iPhone 13: ดีไซน์

i7

เริ่มต้นกันด้วยดีไซน์ของ iPhone 13 Series นั้น เรียกได้ว่าเหมือนกับ iPhone 12 Series เลยทีเดียว ให้ความรู้สึกว่าได้ Back to Basic เพราะมีความคล้ายคลึงกับ iPhone 4 เป็นอย่างมาก โดยจะมีขอบค่อนข้างเหลี่ยม ตัวเครื่องเป็นโลหะ แบนราบ ประกบด้วยแผ่นกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยกระจกด้านหน้าจะเป็นแบบ Ceramic Shield เพิ่มความยิ่งขึ้นกว่าเดิม มาพร้อมจอภาพ Super Retina XDR ที่กว้างเกือบจะเต็มขอบ มอบความสว่างและความสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ Notch หรือรอยบากด้านบนนั้นก็ได้มีการปรับเปลี่ยนให้มีขนาดที่เล็กลงกว่า iPhone 12 Series

เปรียบเทียบ iPhone 13: สีสัน

i2

มาดูการเปรียบเทียบ iPhone 13 แต่ละรุ่นในเรื่องสีสีนกันบ้าง รุ่นธรรมดาและรุ่น mini นั้นมาในดีไซน์ด้านหลังเป็นอะลูมิเนียมและกระจกที่ให้เลือกด้วยกัน 5 สี ได้แก่ Starlight, Midnight, Blue, Pink และ (PRODUCT)RED ส่วนใน iPhone 13 รุ่น Pro และ Pro Max นั้น มาในดีไซน์ด้านหลังเป็นด้านหลังแบบกระจกผิวด้านและสแตนเลสสตีล มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี ได้แก่ Silver, Gold, Graphite และสีสันใหม่ที่เป็นไฮไลท์อย่าง Sierra Blue

i3

เปรียบเทียบ iPhone 13: หน้าจอแสดงผล

iPhone 13 รุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่น มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ Super Retina XDR โดย

  • iPhone 13 Mini: มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.4 นิ้ว ที่ตัวเครื่องมีความเล็กกว่า iPhone 8 แต่มีความกว้างของหน้าจอที่มากกว่า และ all‑screen OLED display 2340 x 1080 pixel ความละเอียด 476 ppi
  • iPhone 13: มาพร้อมหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว all‑screen OLED display 2352 x 1170 pixel ความละเอียด 460 ppi
  • iPhone 13 Pro: มาพร้อม ProMotion รองรับ Adaptive Refresh Rate 120Hz หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว all‑screen OLED display 2352 x 1170 pixel ความละเอียด 460 ppi 
  • iPhone 13 Pro Max: มาพร้อม ProMotion รองรับ Adaptive Refresh Rate 120Hz หน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว all‑screen OLED display 2778 x 1284 pixel ความละเอียด 458 ppi

ทั้งหมดนี้รองรับ

  • HDR display
  • True Tone
  • Wide color (P3)
  • Haptic Touch

เปรียบเทียบ iPhone 13: การรองรับเทคโนโลยี 5G และการเชื่อมต่อ

i6

iPhone รุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่นนั้นรองรับเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ที่ให้ความรวดเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดที่สูงขึ้น การสตรีมวิดีโอที่มีคุณภาพสูง การเล่นเกมที่ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น การโต้ตอบภายในแอพที่รวดเร็ว ไปจนถึงการโทร FaceTime แบบความละเอียดสูง ฯลฯ มาพร้อม Wi‑Fi 6, Bluetooth 5.0 และ NFC

เปรียบเทียบ iPhone 13: ชิปประมวลผล

i4

สเปคของทั้ง 4 รุ่นนั้นมาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A15 Bionic ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมแบบ 5 นาโนเมตร พร้อม Neural Engine ซึ่งเป็นระบบ AI ช่วยในการทำงานที่ลื่นไหล ที่ทาง Apple ได้นำมาใช้ใน iPad Mini 6 ด้วยเช่นกัน รองรับการประมวลผลได้สูงสุด 15.8 ล้านล้านรายการต่อวินาที ทำงานแบบ 6 Core แบ่งเป็น 2 เน้นทำงานหนัก + 4 แบบทำงานทั่วไปหรือประหยัดพลังงาน โดยรวมแล้วเร็วขึ้น 50% ส่วนชิปกราฟิก 4 – 5 Core ทำงานดีขึ้น 30% – 50% แน่นอนว่าเล่นเกมก็ดีขึ้น และ Neural Engine มี 16 Core ช่วยในการทำงาน ทุกอย่างนี้เพื่อการประมวลผลที่ซับซ้อน

เปรียบเทียบ iPhone 13 : กล้อง

i9 side
  • iPhone 13/iPhone 13 Mini
    • กล้องหลัง เป็นแบบ Dual Camera วางตัวในแนวทแยง กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal, เลนส์ Wide 12MP f/1.6 เลนส์ 7 ชิ้น, Focus Pixel 100% ส่วนเลนส์ Ultra-Wide 12MP f/2.4 มุมกว้าง 120 องศา รองรับ Deep Fusion
    • กล้องหน้า TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision รองรับ Cinematic Mode และรองรับโหมดกลางคืนด้วย Deep Fusion
  • iPhone 13 Pro
    • กล้องหลัง มี 3 ตัว ได้แก่ เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal, เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel, เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมมองภาพ 120 องศา และเลนส์ Telephoto 12MP f/2.8 รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion
    • ด้านหลังมี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น
    • กล้องหน้า TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision รองรับ Cinematic Mode รองรับการบันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)
  • iPhone 13 Pro Max
    • กล้องหลัง มี 3 ตัว ได้แก่ เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal, เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel, เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมมองภาพ 120 องศา และเลนส์ Telephoto 12MP f/2.8 รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion
    • ด้านหลังมี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น
    • กล้องหน้า TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision รองรับ Cinematic Mode รองรับการบันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)

เปรียบเทียบ iPhone 13: ความจุ

สำหรับความจุที่ Apple ให้มาใน iPhone รุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่นนั้นมีดังนี้

  • iPhone 13 mini จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 3 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB และ 512GB
  • iPhone 13 จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 3 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB และ 512GB
  • iPhone 13 Pro จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 4 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB
  • ‌iPhone 13 Pro Max จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 4 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB

เปรียบเทียบ iPhone 13: พอร์ตและสายชาร์จ

S 14901421

iPhone 13 Series นั้นจะได้รับสายชาร์จแบบใหม่โดยจะเป็นสาย USB-Type C to Lightning และ Apple จะไม่มีการแถม Power Adapter และ EarPods มาให้แล้วในกล่อง โดยทาง Apple ให้เหตุผลว่าเป็นในด้านของสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ใน Series นี้ก็ยังมาพร้อมการรองรับการชาร์จด้วยระบบ MagSafe โดย MagSafe Charger จะเป็นอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายแบบแม่เหล็กที่สามารถชาร์จไฟได้ดีกว่าที่ชาร์จไร้สายแบบเดิม และยังรองรับการชาร์จไร้สายผ่าน MagSafe สูงสุด 15W 

เปรียบเทียบ iPhone 13: ราคา

สำหรับราคาใน iPhone 13 ทั้ง 4 รุ่นนั้น มีดังนี้ 

  • iPhone 13 mini (5.4”)
    • ความจุ 128GB ราคา 25,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 29,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 37,900 บาท
  • iPhone 13 (6.1”)
    • ความจุ 128GB ราคา 29,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 33,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 41,900 บาท
  • iPhone 13 Pro (6.1”)
    • ความจุ 128GB ราคา 38,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 42,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 50,900 บาท
    • ความจุ 1TB ราคา 58,900 บาท
  • iPhone 13 Pro Max (6.7”)
    • ความจุ 128GB ราคา 42,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 46,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 54,900 บาท
    • ความจุ 1TB ราคา 62,900 บาท

ตารางเปรียบเทียบ iPhone 13 ทุกรุ่น

iPhone 13 Mini iPhone 13 iPhone 13 Pro iPhone 13 Pro Max
Display OLED 5.4″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2340 x 1080 / 476 ppi

OLED 6.1″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2532 x 1170 / 460 ppi
OLED 6.1″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2532 x 1170 / 460 ppi
OLED 6.7″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2778 x 1284 / 458 ppi
Chipset A15 Bionic A15 Bionic A15 Bionic A15 Bionic
RAM 4 GB (?) 4 GB (?) 6 GB 6 GB
Memory 128GB / 256GB / 512GB 128GB / 256GB / 512GB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB
Rear Camera Dual Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.6 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/2.4 มุมกว้าง 120 องศา

รองรับ Deep Fusion

Dual Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.6 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/2.4 มุมกว้าง 120 องศา

รองรับ Deep Fusion

กล้องหลัง 3 ตัว
เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel, 1.4 µm,

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมกว้าง 120 องศา

เลนส์ Telephoto 12MP f/2.8

มี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น

รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion

เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS แบบ Sensor-Shift, 100% Focus Pixel, 1.7 µm,

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมกว้าง 120 องศา

เลนส์ Telephoto: 12MP f/2.8

มี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น

รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion

Front Camera TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision
Video 4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 30fps 4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 30fps 4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 60fps

บันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)

4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 60fps

บันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)

Network WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
Battery ไม่ระบุ
[2,406 mAh (?)]
ไม่ระบุ
[3,227mAh (?)]
ไม่ระบุ
[3,095 mAh (?)]
ไม่ระบุ
[4,352 mAh (?)]
– 128GB ราคา 25,900 บาท
-256GB ราคา 29,900 บาท
– 512GB ราคา 37,900 บาท
– 128GB ราคา 29,900 บาท
– 256GB ราคา 33,900 บาท
– 512GB ราคา 41,900 บาท
– 128GB ราคา 38,900 บาท
– 256GB ราคา 42,900 บาท
– 512GB ราคา 50,900 บาท
– 1TB ราคา 58,900 บาท
– 128GB ราคา 42,900 บาท
– 256GB ราคา 46,900 บาท
– 512GB ราคา 54,900 บาท
– 1TB ราคา 62,900 บาท
สเปคดังกล่าวเป็นสเปคอย่างเป็นทางการ ยกเว้น RAM กับ Battery เป็นเพียงสเปคจากข้อมูลการคาดการณ์เท่านั้น

iPhone 13 รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง

ในส่วนเรื่องความเหมาะ ว่าใครเหมาะกับรุ่นไหนยังไงบ้างนั้น ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของทีมงานเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบมือถือ สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กๆ ที่พกพาสะดวก แต่แน่นอนว่าประสิทธิภาพต้องไม่ด้อยไปกว่าใคร ก็ต้องบอกเลยว่าห้ามพลาดกับ iPhone 13 Mini เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กที่สุดในซีรี่ส์นี้ แต่ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่ได้รับการปรับปรุงมาจากรุ่นก่อนหน้านั้น ก็บอกได้เลยว่าน่าใช้งานมากๆ แต่สำหรับใครที่เน้นหน้าจอขนาดพอดี ไม่ใหญ่เกกินไป และไม่เล็กจนเกินไป แถมยังอยู่ในเกณฑ์ที่พกพาสะดวก แบตเตอรี่อึด ก็ต้องเป็น iPhone 13 เลย เพราะด้วยสเปคที่ Apple ใส่มา ประกอบกับขนาดหน้าจอ รวมไปถึงแบตเตอรี่นั้น บอกเลยว่ารุ่นนี้คุ้มสุดๆ แต่ถ้าใครที่ต้องการกล้องและฟีเจอร์ที่ในระดับที่เรียได้ว่าโปร iPhone 13 Pro ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะนอกจากจะอยู่ในขนาดที่พอดีมือแล้ว ยังได้หน้าจอ 120Hz ที่ใครหลายคนอยากให้อยู่ในไอโฟนมานานแล้ว รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่ทำได้ดีกว่าในรุ่นธรรมดา รุ่นโปรตัวนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว แถมยังมีความจุสูงสุดที่ให้มาถึง 1TB ถ้าไม่ติดเรื่องราคาก็เลือกรุ่นนี้เลย แต่ถ้าอยากอัพเกรดขึ้นไปอีก นอกจากหน้าจอและกล้องแล้ว อยากได้ขนาดจอที่ใหญ่ สะใจ ดูสบายตา มาพร้อมแบตเตอรี่ที่อึด อยู่ยาวๆ ก็ต้องเลยตัวท็อปสุดอย่าง iPhone 13 Pro Max กันเลย (ถ้าไม่ติดเรื่องน้ำหนักก็ถือว่าใช่เลย)


กล่าวโดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนๆ ก็มาพร้อประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม แต่โดยรวมแล้วรุ่นโปรใน iPhone 13 นั้น ก็ถือว่าออกมาได้อย่างโปรจริงๆ มีความแตกต่างจากรุ่นธรรมดาที่ชัดเจนกว่าก่อนหน้า ทั้งเรื่องหน้าจอ กล้อง รวมไปถึงราคาด้วย ทั้งนี้หลังจากเปรียบเทียบดูกันชัดๆ ไปแล้ว ใครที่อยากเลือกรุ่นไหนก็สามารถเลือกให้ถูก ให้ตรงกับสไตล์ตัวเองได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ฟังเพลงออนไลน์ 24 ชั่วโมง ฟรี
โปรเน็ตรายวันทรู, เน็ตรายวัน AIS, ดีแทค
ตัวอักษรเกาหลี
อักษรภาษาอังกฤษสวยๆเท่ๆ
ตัวอักษรพิเศษไทย สวยๆ
pdf to excel

from:https://notebookspec.com/web/634234-apple-iphone-13-series-comparing

6 วิธีง่าย ๆ เคลียร์พื้นที่ iPhone เต็มให้ได้เนื้อที่กลับมาใช้ อัปเดตปี 2022

หากพื้นที่บน iPhone เต็ม จะมีวิธีบริการจัดการพื้นที่เหล […] More

from:https://www.iphonemod.net/6-trick-clear-iphone-space.html

เนเธอร์แลนด์สั่งปรับแอปเปิล 5 ล้านยูโร จากการไม่ยอมเปิดระบบจ่ายเงินแอพตามที่สั่ง

จากกรณี เนเธอร์แลนด์สั่งแอปเปิลเปิดเสรีระบบจ่ายเงินบน App Store สำหรับแอพหาคู่เดต ที่สุดท้ายแอปเปิลยอมทำตาม แต่มีเงื่อนไขว่าแอพหาคู่เดตต้องยื่นคำขอไปยังแอปเปิลก่อน รวมถึงยังต้องจ่ายส่วนแบ่ง (ยังไม่ระบุตัวเลข) ให้แอปเปิลอยู่ดี แม้ใช้ระบบจ่ายเงินของเจ้าอื่นแล้วก็ตาม

Authority for Consumers and Markets (ACM) หน่วยงานด้านการแข่งขันของเนเธอร์แลนด์ที่ออกคำสั่งนี้ ระบุว่าพิจารณาแนวทางของแอปเปิลแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ที่ ACM ต้องการ คือแอพหาคู่เดทต้องเลือกจ่ายเงินผ่านผู้ให้บริการรายอื่นได้ทันที (เส้นตายผ่านมาแล้วคือ 15 มกราคม 2022) รวมถึงตั้งกำแพงหลายอย่าง เช่น แอปเปิลให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างใช้ระบบจ่ายเงินรายอื่น หรือ ชี้ให้ผู้ใช้ไปจ่ายนอกแอพ แต่ ACM บอกว่าต้องทำได้ทั้งสองแบบ

ผลคือ ACM สั่งปรับแอปเปิลเป็นเงิน 5 ล้านยูโรต่อสัปดาห์ จนกว่าจะแก้ไขตามที่ ACM กำหนด (โทษสูงสุดที่เป็นไปได้คือ 50 ล้านยูโร)

ที่มา – ACM

from:https://www.blognone.com/node/126845

ผู้ใช้ iPhone 13 บางคน พบปัญหาหน้าจอเป็นสีชมพู Apple บอกเป็นบั๊ก iOS

มีรายงานปัญหาจากผู้ใช้ iPhone 13 บางคน ซึ่งได้โพสต์ในฟอรัมของเว็บแอปเปิล โดยพบว่าเมื่อใช้งานไป หน้าจอก็กลายเป็นสีชมพู ไม่สามารถใช้งานต่อได้หากไม่รีสตาร์ทเครื่อง ซึ่งเกิดขึ้นแบบสุ่ม

ผู้ใช้งานบางคนบอกว่าได้แจ้งปัญหานี้ไปที่แอปเปิล ซึ่งก็ได้เปลี่ยนเป็น iPhone เครื่องใหม่แทน แต่บางรายก็ไม่ได้เปลี่ยนเครื่อง โดยแอปเปิลให้คำตอบว่าเป็นบั๊กซอฟต์แวร์

ทั้งนี้แอปเปิลแนะนำผู้ใช้งานที่แจ้งปัญหา ให้แบ็กอัพข้อมูล แล้วลง iOS 15.3 ซึ่งตอนนี้เป็นสถานะเบต้าเพื่อแก้ปัญหา จึงอาจบอกได้ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของฮาร์ดแวร์ อย่างไรก็ตามแอปเปิลไม่ได้ระบุว่า iOS 15.3 มีการแก้ไขปัญหานี้ใน log ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปว่ายังมีผู้ใช้ที่เจอปัญหาอีกหรือไม่

ที่มา: 9to5Mac

alt="iPhone 13 Pink Screen"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/126835

พบปัญหา iPhone 13 หน้าจอเป็นสีชมพู คาดมาจากซอฟต์แวร์

ผู้ใช้งานหลายคนได้รายงานปัญหาใหม่ของ iPhone 13 ลงในเว็บไซต์ Apple และ Reddit ระบุว่า iPhone 13 เกิดปัญหาหน้าจอขึ้นเป็นสีชมพูขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

ปัญหานี้เกิดขึ้นเฉพาะใน iPhone 13 เท่านั้น ไม่พบในอุปกรณ์อื่นของ Apple โดยผู้ใช้งานบอกว่า ก่อนที่ iPhone จะขึ้นจอสีชมพูจะมีความผิดปกติอื่นเกิดขึ้นก่อน เช่น บางคนพบปัญหา GPS ระบุตำแหน่งไม่ตรงแล้วจอก็ขึ้นสีชมพู หรืออีกคนพบปัญหาแบตเตอรี่ เครื่องค้าง จากนั้นจึงปรากฏหน้าจอสีชมพูขึ้นมา

gsmarena 001-2

ดูเหมือนว่าปัญหานี้จะพบมากที่สุดในประเทศจีน โดย Apple ก็ได้ให้คำแนะนำผ่าน Weibo โซเชียลของประเทศจีนว่าให้ผู้ใช้งานสำรองข้อมูลแล้วทำการอัปเดตเป็น iOS เวอร์ชันล่าสุดก่อน ผู้ใช้งานที่นำเครื่องไปตรวจสอบกับ Apple ก็พบว่าไม่ใช่ปัญหาด้านฮาร์ดแวร์แต่อย่างใด

ข่าว: พบปัญหา iPhone 13 หน้าจอเป็นสีชมพู คาดมาจากซอฟต์แวร์ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/a-software-bug-is-causing-iphone-13-displays-to-turn-pink/

Gurman เผย – Apple วางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ ‘จำนวนมากที่สุด’ เท่าที่เคยมีมาช่วงปลายปีนี้

ปีนี้จัดเต็ม! – Mark Gurman เผยว่า Apple วางแผนเป […] More

from:https://www.iphonemod.net/gurman-apple-preparing-to-launch-its-widest-array-of-new-products-ever-this-fall.html