คลังเก็บป้ายกำกับ: app_store

Apple อัปเดตแอปเก่าใน App Store เพื่อใช้การลงชื่อในใบรับรองที่จะมาใน iOS 14.5

แอปเก่า ๆ ใน App Store หลายแอปขึ้นให้อัปเดต โดยระบุว่าอ […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-updating-old-app-latest-certificate-ios-14-5.html

Apple อัพเดตแอปเก่าใน App Store ชุดใหญ่ แก้ไขใบรับรองให้เป็นปัจจุบันสำหรับ iOS 14.5

App Store ได้ออกอัพเดตแอปเก่าที่ไม่มีอัพเดตมานานในวันนี้ ซึ่งไม่ใช่การอัพเดตฟีเจอร์หรือแก้ไขบั๊กจากฝั่งผู้พัฒนา แต่แอปเปิลได้อัพเดตแอปเหล่านี้ให้เอง ระบุรายละเอียดว่าเป็นการปรับปรุงการลงชื่อในใบรับรอง (Signing Certificate) ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพื่อรองรับ iOS 14.5

ทั้งนี้ฝั่งผู้พัฒนาแอปไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมแต่อย่างใด โดยแอปเปิลได้ส่งอีเมลแจ้งนักพัฒนาถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

การออกอัพเดตนี้อาจบอกใบ้ได้ว่า iOS 14.5 น่าจะออกมาให้อัพเดตสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเร็ว ๆ นี้

ที่มา: MacRumors

App Store

alt="App Store updating"

from:https://www.blognone.com/node/122215

Apple ทดสอบคุณสมบัติใหม่ แท็กใน App Store ช่วยค้นหาแอปได้ง่ายขึ้น

Apple กำลังทดสอบคุณสมบัติใหม่ที่มีแท็กแนะนำสำหรับการค้น […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-testing-tags-for-search-app-in-app-store-easily-ios-14-5-beta.html

Apple เริ่มปฏิเสธแอปที่ไม่ทำตาม App Tracking Transparency (นโยบายที่จะมาใน iOS 14.5)

Forbes รายงานว่า Apple เริ่มปฏิเสธแอปที่ไม่ดำเนินตามนโย […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-rejecting-app-updates-tracking-transparency-forbes-report.html

App Store ในรัสเซีย แสดงการแนะนำแอปของผู้ผลิตในประเทศเช่น บราวเซอร์ Yandex, Mail.ru

แอปเปิลยอมทำตามกฎหมายรัสเซีย แสดงการแนะนำแอปพลิเคชั่นของรัวเซียใน App Store เช่น Yandex Browser, Yandex Maps ซึ่งเป็นบราวเซอร์ที่ใช้กันแพร่หลายในรัสเซีย รวมถึงแอปอื่นๆ ที่พัฒนาโดยนักพัฒนารัสเซีย เช่น ICQ, VK, Mail.ru โดยมีข้อความที่แอปเปิลระบุไว้ก่อนแสดงแอปแนะนำว่า เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายของรัสเซีย

คัวกฎหมายผ่านในปี 2019 กำหนดให้ผู้ผลิตต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ผลิตในรัสเซียแบบ pre-install ครอบคลุมสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, สมาร์ททีวี, แล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ โดย Reuters รายงานว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดการพึ่งพาต่างชาติ และจะได้ควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น

alt="Apple Services"

ที่มา – The Verge

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122032

Trezor Wallet แอปกระเป๋าตังค์ Bitcoin ปลอมใน App Store หลอกชิงเงินเหยื่อไปกว่า 19 ล้านบาท

เกิดเหตุการสุดน่าใจหายขึ้นจากนักลงทุน Bitcoin รายนึงชื่อว่า Phillipe Christodoulou ซึ่งตอนนั้นกำลังมองหาที่เก็บ Bitcoin มูลค่าราว ๆ 600,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 19 ล้านบาท) ก็เลยติดตั้งแอปจาก App Store ที่มีชื่อว่า Trezor Wallet ลงใน iPhone และได้โอน Bitcoin ทั้งหมดไปในแอปดังกล่าวเพื่อฝากเงินเอาไว้…แต่ในภายหลัง นาย Phillipe กลับมาเปิดดูบัญชีที่ฝากไว้ ปรากฎว่ายอด Bitcoin ทั้งหมดได้หายวับไป โดยมารู้ทีหลังว่าแอป Trezor Wallet เป็นแอปปลอมที่แฮกเกอร์สร้างไว้หลอกคนนั่นเอง

สาเหตุที่นาย Phillipe Christodoulou เชื่อใจและดาวน์โหลดแอป Trezor Wallet มาติดตั้งและฝาก Bitcoin จำนวนมหาศาลเอาไว้ เนื่องจากเค้าคิดว่าแอปดังกล่าวเป็นของบริษัท SatoshiLab ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเก็บรักษาเงินดิจิตอล (Hardware Wallet) ที่ใช้ชื่อสินค้าเดียวกับแอปปลอม Trezor Wallet นั่นเอง

ซึ่งจริง ๆ แล้วทาง SatoshiLab ไม่เคยพัฒนาแอป Trezor Wallet สำหรับมือถือทั้งระบบ Android และ iOS แถมยังเคยออกมาเตือนนักลงทุน Bitcoin ไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2020 ว่าทางบริษัทไม่เคยพัฒนาแอปใด ๆ เกี่ยวกับการเก็บ Bitcoin ด้วย เนื่องจากในช่วงนั้นมีแอป Trezor ปลอมอยู่ใน Play Store รวมถึงได้แจ้งเรื่องไปยัง Google ซึ่งก็ดำเนินการถอดแอปเหล่านั้นออกไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้เคยออกมาเตือนเกี่ยวกับผู้ใช้งานระบบ iOS ว่ามีแอปปลอมปะปนอยู่ใน App Store ด้วย

ตามรายงานบอกว่าที่แอป Trezor Wallet เล็ดรอดเข้ามาอยู่ใน App Store ได้ อาจเป็นเพราะตอนที่ผู้พัฒนาส่งแอปเข้ามาให้ Apple ตรวจสอบ แอปดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นแอปประเภท Cryptography ที่ใช้สำหรับเข้ารหัสไฟล์หรือใช้สำหรับเก็บรักษา Password ต่าง ๆ และหลังจากที่แอปผ่านการตรวจสอบได้เข้ามาอยู่ใน App Store แล้ว ทางผู้พัฒนาก็แอบมาเปลี่ยนให้กลายเป็นแอปประเภท Cryptocurrency ทีหลังโดยที่ Apple ไม่ได้สังเกต แถมยังมีรีวิวปลอม ๆ ที่ทำให้แอป Trezor Wallet ได้คะแนนเกือบ 5 ดาวอีกต่างหาก แต่ก็ยังมีรีวิวแง่ลบจากผู้ใช้งานจริงที่บอกว่าแอปนี้เป็นของปลอมปะปนอยู่ด้วย

Trezor Wallet ของจริงเป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บ Bitcoin ไม่มีแอปบน Android และ iOS

Phillipe Christodoulou ผู้ที่สูญเสีย Bitcoin มูลค่า 600,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 19 ล้านบาท) หรือในปัจจุบันที่มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31 ล้านบาท) กล่าวว่าเค้ารู้สึกหัวเสียกับ Apple มากกว่าที่จะหัวเสียกับแฮกเกอร์ซะอีก เนื่องจากเค้าเป็นลูกค้าที่เชื่อมั่นกับแบรนด์ Apple มานาน แต่การที่มีแอปปลอมโผล่อยู่บน App Store จนทำให้เค้าสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปแบบนี้ มันเหมือนโดนหักหลัง และ Apple ควรจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าว

ไม่ใช่เหยื่อจะมีแค่ Phillipe Christodoulou เท่านั้น แต่ยังมีเหยื่ออีกหนึ่งรายซึ่งเป็นวิศวกรจากรัฐจอร์เจียชื่อว่า James Fajcz ที่สูญเสีย Bitcoin มูลค่ากว่า 14,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 440,000 บาท) ให้กับแอปปลอม Trezor Wallet ใน App Store เช่นกัน โดย James ก็ให้สัมภาษณ์คร่าว ๆ มีใจความว่า “App Store ซึ่งถูกเคลมว่าเป็นร้านค้าแอปที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับปล่อยให้แอปอันตรายอย่าง Trezor Wallet เข้ามาได้แบบนี้ ผมคิดว่า Apple ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบด้วย”

Bitcoin ของนาย Phillipe Christodoulou ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 31 ล้านบาท เค้าตั้งใจว่าจะเก็บไว้เป็นเงินออม แต่อยู่ ๆ ก็หายเกลี้ยงไปแบบนี้…ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะมีทางเอากลับคืนมาได้รึเปล่า หรือทาง Apple จะรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไรบ้าง

 

ที่มา : iMore

 

from:https://droidsans.com/trezor-wallet-fake-bitcoin-wallet/

ศาลเท็กซัสสั่งแอปเปิลจ่าย 308.5 ล้านเหรียญ ฐานละเมิดสิทธิบัตร นำเทคโนโลยีมาใช้ใน FairPlay

ย้อนกลับไปในปี 2015 บริษัท PMC (Personalized Media Communications) ผู้ออกใบอนุญาตสิทธิบัตรเดิมฟ้องแอปเปิลอ้างว่าบริษัทละเมิดสิทธิบัตร 7 รายการ นำมาใช้ในเทคโนโลยี FairPlay หรือระบบตรวจสอบสิทธิ์ (DRM) แอปที่ซื้อผ่าน iTunes, App Store และ Apple Music ซึ่งล่าสุดศาลเท็กซัสตัดสินว่าแอปเปิลผิด และต้องจ่าย 308.5 ล้านเหรียญ

ตัวคดีความกินเวลายาวนาน และมีการพลิกผันหลายครั้ง โดย Reuters รายงานว่าศาลพลิกคำตัดสินในภายหลัง และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง Rodney Gilstrap ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐฯได้ปฏิเสธคำขอของแอปเปิลในการประกาศว่าสิทธิบัตรของ PMC นั้นไม่ถูกต้อง Bloomberg รายงานว่าแอปเปิลจะเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ต่อไป

PMC อธิบายตัวเทคโนโลยีที่ถูกเอาไปใช้ใน FairPlay ว่า ตัวอย่างไฟล์เช่น ซอฟต์แวร์ สื่อ แอปพลิเคชั่น จะถูกเข้ารหัสแบบดิจิทัล และจะถูกปลดการเข้ารหัสได้โดยอุปกรณ์ของผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาต

iTunes

ที่มา – Gizmodo

from:https://www.blognone.com/node/121806

Apple เผย “App Tracking Transparency” ถูกบังคับใช้ต่อนักพัฒนาทั่วโลก

Bloomberg รายงานข้อมูลแถลงจาก Apple ว่า ฟีเจอร์ “ […] More

from:https://www.iphonemod.net/app-tracking-transparency-policies-will-be-applied-globally-report.html

Google ออกกฎใหม่ ยอมลดค่าคอมมิชชันลงเหลือ 15% สำหรับผู้พัฒนาที่ทำรายได้ไม่เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี

Google เล็งออกกฎข้อบังคับใหม่ ยอมตัดสินใจลดค่าคอมมิชชั่นสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ทำรายได้จากการขายแอป และสินค้าภายในแอปไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี จากเดิม 30% เหลือเพียง 15% เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นการลดค่าคอมมิชชั่นให้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นรายย่อยใน Play Store ที่มีจำนวนมากถึง 99% เลยทีเดียว

Google ได้ออกมาให้ข้อมูลในบล็อกผู้พัฒนาเกี่ยวกับการลดค่าคอมมิชชั่นจากการขายแอป และสินค้าภายในแอปเหลือเพียง 15% (สำหรับผู้พัฒนาที่ทำรายได้ไม่เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี) เพื่อให้ผู้พัฒนารายย่อยได้รับมีได้เพิ่มเติม และสามารถนำเงินที่ได้ไปต่อยอดกับแอปพลิเคชั่นของตัวเอง ซึ่งสาเหตุที่ Google เลือกตั้งเพดานรายได้จากแอปไว้ที่ 1 ล้านดอลลาร์ ก็มาจากการปรึกษากับ Partner ต่าง ๆ ของ Play Store แล้วได้คำตอบว่า ขนาดผู้พัฒนาแอปที่มีรายได้ 2 ล้าน USD, 5 ล้าน USD หรือแม้กระทั่ง 10 ล้าน USD ต่อปี แอปของพวกเขาก็ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้มั่นคงเท่าที่ควร

การเปลี่ยนราคาคอมมิชชันของ Google ในครั้งนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับที่ Apple ทำเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยการลดราคาค่าคอมมิชชั่นจากแอปเหลือเพียง 15% สำหรับผู้พัฒนาที่ทำรายได้ไม่เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี แต่มีความต่างอยู่ที่ว่า Apple จะทำการเก็บค่าคอมมิชชั่นทั้งหมด 30% ทันทีที่ผู้พัฒนาทำรายได้เกิน 1 ล้าน USD ในขณะที่ Google จะเก็บค่าคอมมิชชัน 30% เฉพาะรายได้ส่วนที่เกินมาจาก 1 ล้าน USD เท่านั้น

ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เหตุการณ์เรื่อง Anti-trust และเรื่องค่าคอมมิชชั่นอันไม่เป็นธรรมของ 2 ร้านค้าแอปที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Apple App Store และ Google Play Store ได้เป็นประเด็นถกเถียงกันมาค่อนข้างนานพอสมควร ซึ่งก็มาเริ่มปะทุเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหลังจากที่ Epic Games ออกมาตบหน้า Apple ด้วยการชักชวนผู้ใช้งานให้ไปซื้อค่าเงิน V-Bucks ในเกม Fortnite ผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ได้ผ่าน App Store โดยตรง ซึ่งเป็นการละเมิดกฎโดยตรงตามข้อบังคับของ App Store ทำให้ Apple ต้องตัดสินใจเอาเกม Fortnite ออกจาก App Store

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็เกิดเป็นชนวนให้ผู้พัฒนาหลายรายออกมาเรียกร้องโดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือเผยความไม่เป็นธรรมเรื่องการเก็บค่าคอมมิชชั่นจากการขายแอปพลิเคชัน และสินค้าในแอปพลิเคชั่น (IAP) เป็นจำนวนถึง 30% ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนมากพอสมควร สร้างความไม่พอใจให้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันมากมาย เพราะให้ความรู้สึกเหมือน Google และ Apple ได้กำไรไปฟรี ๆ จากน้ำพักน้ำแรงของผู้พัฒนาทั้งรายใหญ่ และอิสระ

โดยหลังจากที่ทาง Google เผยข้อมูลเรื่องการลดค่าคอมมิชชั่นเหลือ 15% ได้ไม่นาน ทาง Epic Games ก็ออกมาให้ความเห็นว่าถึงแม้ว่าการกระทำของ Google ในครั้งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้พัฒนาก็จริง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ เพราะผู้พัฒนาทุกคนก็ต้องใช้งานช่องทางการจ่ายเงินของ Google อยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ระบบปฏิบัติการ Android  ควรจะเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิสระภาพอย่างเต็มที่

ถึงแม้ว่าข่าวนี้อาจจะไม่ได้เป็นข่าวดีสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันระดับท็อปของวงการอย่าง Epic Games หรือ Tencent ที่ทำรายได้เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี อย่างสบาย ๆ แต่การลดค่าคอมมิชชันถึง 15% ให้กับผู้พัฒนารายย่อยที่มีจำนวนถึง 99% บน Play Store ถือว่าเป็นการลดรายได้ของ Google อยู่มากโขเลยทีเดียว โดยข้อตกลงที่กล่าวมาทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2021 เป็นต้นไป ส่วนการกระทำนี้จะสร้างความเชื่อใจให้กับผู้พัฒนา หรือจะช่วยให้ Google และ Apple รอดพ้นจากการฟ้องร้อง Anti-trust ได้หรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ

 

Source: AndroidDeveloper Via XDA-Developer

from:https://droidsans.com/google-issued-new-regulation-decrease-half-of-the-original-iap-comissions/

[Sensor Tower] Google รายได้ลดลงไม่มาก จากการลดค่าธรรมเนียม Play Store เหลือ 15%

จากประกาศของกูเกิล เรื่องการลดค่าธรรมเนียม Play Store ลงจาก 30% เป็น 15% ซึ่งก็คือลดลงครึ่งหนึ่ง มีผลกับนักพัฒนาในรายได้ 1 ล้านดอลลาร์แรกต่อปี กูเกิลบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกับนักพัฒนาถึง 99% ก็อาจมีข้อสงสัยว่ากูเกิลรายได้จะหายไปมากน้อยแค่ไหน

บริษัทวิจัยตลาดแอปมือถือ Sensor Tower ประเมินจากตัวเลขจากรายได้ Play Store ปี 2020 ที่ 11,600 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าการลดค่าธรรมเนียมนี้ ถ้าเป็นปี 2020 จะทำให้กูเกิลเสียรายได้ไปประมาณ 587 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5% ของรายได้รวม

กรณีของแอปเปิล ซึ่งประกาศลดค่าธรรมเนียมไปก่อนหน้านี้ Sensor Tower อ้างอิงตัวเลขปี 2020 เช่นกัน คาดว่ารายได้ลดลง 595 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2.7% ของรายได้ประเมินราว 21,700 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขประเมินของทั้งสองค่ายนี้ ทำให้เห็นว่าตลาดแอปนั้น ผู้พัฒนารายใหญ่ไม่กี่ราย ที่ไม่ได้ประโยชน์จากการลดค่าธรรมเนียมนี้ เป็นผู้สร้างรายได้เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามการลดค่าธรรมเนียมนี้ก็ทำให้ต้นทุนของนักพัฒนารายเล็กลดลงเช่นกัน

ที่มา: CNBC

Play Store

from:https://www.blognone.com/node/121744