คลังเก็บป้ายกำกับ: APP

Clubhouse ยอดดาวน์โหลดวูบ จาก 9.6 ล้านครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือราว 9 แสนครั้งในเดือนเมษายน

SensorTower บริษัทวิเคราะห์ตลาดแอป เปิดเผยข้อมูลกับ Business Insider ว่าแอป Clubhouse แอปโซเชียลแนวห้องคุยเสียงที่บูมในช่วงสองสามเดือนก่อนนี้ มียอดดาวน์โหลดเหลือเพียงราว 922,000 ครั้งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลดลงเรื่อยๆ จาก 2.7 ล้านครั้งในเดือนมีนาคม และยอดสูงสุด 9.6 ล้านครั้งในเดือนกุมภาพันธ์

ข้อมูลก่อนหน้าของ SensorTower ในเดือนเมษายน เผยว่าแอป Clubhouse มีผู้ดาวน์โหลดนับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมไปแล้วราว 16.4 ล้านครั้ง และถ้ารวมยอดเดือนเมษายนล่าสุดนี้จะอยู่ที่ราว 25.4 ล้านครั้ง และมียอดดาวน์โหลดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ที่มา – Business Insider

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122490

Google เปิดตัวแอป Stack ถ่ายรูปบิล, ใบเสร็จ, บัตรประจำตัว และจัดเก็บให้เป็นหมวดหมู่อัตโนมัติด้วยระบบ AI

ทีม Area 120 สุดยอดทีมพัฒนาหัวกะทิของ Google ได้ร่วมมือกับ DocAI เพื่อเปิดตัว Stack (คนละแอปกับ Slack ที่เอาไว้ใช้คุยงาน) แอปพลิเคชั่นที่ทำให้เราสามารถใช้กล้องมือถือถ่ายรูปบิล, ใบเสร็จ, ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ จากนั้นระบบ AI จะทำการบันทึกไฟล์พร้อมแยกหมวดหมู่ของเอกสาร และไฮไลท์จุดสำคัญ ๆ บนเอกสารดังกล่าวให้แบบอัตโนมัติ

สแกนหรือจัดระเบียบเอกสารด้วยแอป Stack

แอป Stack สามารถจัดหมวดหมู่ของเอกสารได้แบบง่ายดาย เพียงแค่ถ่ายรูปเอกสารที่ต้องการ แล้วตัวแอปจะทำการสแกนเอกสารและตั้งชื่อให้อัตโนมัติ พร้อมจะแนะนำหมวดหมู่ของเอกสารให้เลือกเก็บไว้เป็นระเบียบตามประเภท ไม่ว่าจะเป็น ใบแจ้งหนี้, บัตรประจำตัว, ใบเสร็จ เป็นต้น

ค้นหาข้อมูลจากเอกสารได้ง่าย ๆ

เมื่อถ่ายรูปเอกสารหรือใบเสร็จต่าง ๆ แล้ว ตัวแอปสามารถค้นหาข้อมูลสำคัญอย่าง วันครบกำหนดจ่ายบิล, วันที่ต่าง ๆ, จำนวนเงินที่ต้องชำระ ที่อยู่ในบิลหรือใบเสร็จต่าง ๆ ได้ด้วย พร้อมสามารถ Copy ออกมาเป็น Text เพื่อบันทึกไว้ให้สามารถค้นหาได้ง่าย ๆ อีกด้วย

ไม่กลัวเอกสารหาย เพราะอัปโหลดใส่ Drive อัตโนมัติ

Stack ใช้เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงจาก Google ทำให้มั่นใจได้ว่าเอกสารเราจะมีความปลอดภัยแน่นอน เพราะเราสามารถตั้งค่าให้มีการสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าก่อนที่จะเข้าใช้งานแอปพลิเคชั่นนี้ได้ นอกจากนี้ตัวแอปยังบันทึกไฟล์ใส่ใน Google Drive อัตโนมัติให้อีกต่างหาก

เบื้องต้นแอปพลิเคชั่น Stack ยังอยู่ในช่วงทดสอบซึ่งอาจจะมีบั๊กนิด ๆ หน่อย ๆ และในตอนนี้จะเปิดให้ดาวน์โหลดใน Google Play Store เฉพาะโซน US ก่อน แล้วค่อยทยอยปล่อยให้ประเทศโวนอื่น ๆ ได้ใช้กันครับ

 

Stack: PDF Scanner + Document Organizer (To be announced, Google Play) →

 

ที่มา : Google

from:https://droidsans.com/stack-document-organizer-app-for-android/

แอพ Nike และ Adidas ถูกถอดจากแอพสโตร์ของ Huawei และ Xiaomi จากประเด็นแรงงานอุยกูร์

นอกจาก H&M ที่ออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานชาวอุยกูร์เพื่อเก็บฝ้ายในมณฑลซินเจียง จนตำแหน่งร้านหายไปจาก Apple Maps และอีกหลายแผนที่ในแอพของประเทศจีนแล้ว Nike กับ Adidas อีกสองแบรนด์ที่ออกแถลงการณ์ไปในทางไม่สนับสนุนฝ้ายจากมณฑลซินเจียง ก็ถูกลบหายไปจากทั้งแอพสโตร์ของ Xiaomi และ Huawei ในประเทศจีนเช่นเดียวกัน

ตัวแทนจาก Xiaomi ยืนยันกับ Global Times ว่าแอพ Nike และ Adidas รวมถึงโฆษณาทั้งหมดของสองแบรนด์นี้ ถูกนำออกจากแอพสโตร์ของ Xiaomi จริง แต่ไม่เปิดเผยสาเหตุ ส่วนฝั่ง Huawei ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม

ตลาดประเทศจีน กลายมาเป็นตลาดใหญ่ที่ทำยอดขายให้กับทั้งสองบริษัทมหาศาล รวมถึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เติบโตถึง 7% ได้ในปี 2020 ขณะที่ภูมิภาคอื่นยอดขายลดลง คงต้องติดตามว่า Nike และ Adidas จะมีท่าทีอย่างไรต่อไปกับผลกระทบนี้

ที่มา – Global Times

from:https://www.blognone.com/node/121917

Review | รีวิวแอป Avatarify เปลี่ยนภาพนิ่งให้ขยับปากพูด หรือร้องเพลงได้ตามต้องการ (สำหรับ iOS)

ในตอนนี้การเปลี่ยนภาพนิ่งให้เป็นภาพเคลื่อนไหวขยับได้ ดูเป็นสิ่งที่ฮิตติดกระแสกันพอสมควรเพราะเราเห็นแอปประเภทนี้มาเยอะแล้วทั้ง Mug Life, Jiggy หรือบริการ Deep Nostalgia วันนี้ทางทีมงาน DroidSans ก็จะพามารู้จักกับแอปพลิเคชั่น Avatarify : AI Face Animato‪r ที่จะเปลี่ยนภาพนิ่งเดิม ๆ ให้เป็นวีดีโอสั้น ๆ เพียงไม่กี่วินาที แถมยังสามารถเลือกปรับและขยับปากให้พูดได้ตามที่เราต้องการเลย

เปลี่ยนภาพนิ่งให้ขยับได้


 

Avatarify เป็นแอปพลิเคชั่นที่เปลี่ยนภาพนิ่งให้เป็นวีดีโอสั้นได้ง่าย ๆ โดยเราสามารถเลือกใช้แบบฟรีหรือจ่ายเงินเพื่อปลดล็อคฟีเจอร์ทั้งหมด ซึ่งค่าบริการของแอปนี้จะอยู่ที่ 79 บาทต่อสัปดาห์ หรือเลือกเป็นแบบรายปีที่ 1,050 บาทต่อปี ก็สามารถเลือกได้เช่นกัน แต่ถ้าอยากลองตัวเต็มก็มีแบบทดลองฟรี 7 วันให้เล่นด้วยครับ (แต่อย่าลืมไปยกเลิกด้วยล่ะ)

พอเข้าแอปมาครั้งแรก เลือกแพคเกจแล้วก็มาต่อกันที่หน้าเลือกรูป โดยสามารถเลือกรูปในสมาร์ทโฟนของเราได้ทุกรูปเลย ซึ่งตรงนี้จะเลือกเป็นรูปตัวอย่างที่ทางแอปมีให้ไว้ให้ก็ได้ เพราะมีหน้าคนดังมากมาย รวมถึงสัตว์เลี้ยงน่ารักก็ยังมากับเค้าด้วย


 

พอเลือกรูปที่ต้องการเสร็จแล้ว ก็จะข้ามไปหน้าเลือกภาพเคลื่อนไหวแบบ GIFs ที่มีให้เลือกมากกว่า 50 แบบ มีทั้งคลิปเพลงลิขสิทธิ์สั้น ๆ รวมถึงข้อความฮา ๆ แต่ถ้าไม่เลือกแบบ GIFs ก็สามารถเลือกแบบLive Mode ซึ่งจะ Sync การเคลื่อนไหวจากใบหน้าของเราเอง ให้สามารถขยับปากหรือหน้าของรูปได้ตามการเคลื่อนไหวของเราเด๊ะ ๆ นั่นเองครับ เมื่อเลือกแล้วหลังจากนั้นแอปก็จะมีการประมวลผลสักครู่


 

เมื่อประมวลผลเสร็จแล้ว ก็จะมีคลิปวีดีโอออกมาให้เลือกเซฟและแชร์กันได้ 2 แบบ คือแบบปกติ และแบบซูมเข้าไปที่หน้า โดยสามารถเลือกปิดเสียงวีดีโอได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ถ้าเราใช้แบบฟรีก็จะไม่สามารถลบลายน้ำที่อยู่บริเวณด้านบนของคลิปได้นั่นเอง

ตัวอย่างวีดีโอที่สร้างขึ้นจากแอปพลิเคชั่น Avatarify

เบื้องต้นแอปพลิเคชั่น Avatarify จะยังมีให้เล่นแค่ในอุปกรณ์ iOS เท่านั้น สำหรับใครที่มี iPhone หรือ iPad ก็ลองดาวน์โหลดมาเล่นกันได้นะครับ ส่วนใครที่ใช้ Android อยากลองเล่นดูก็ใช้แอป Mug Life ไปก่อนก็ได้ เพราะมีการทำงานคล้าย ๆ กัน แต่ยังไม่สามารถทำให้ภาพขยับปากตามต้องการได้เท่านั้น

แต่ก็ขอเตือนเอาไว้ว่าเล่นกันแบบสนุก ๆ กับเพื่อน หรือคนรู้จักเท่านั้นนะครับ อย่าเอาไปใช้เล่นกับหน้าคนที่เค้าอาจจะไม่ขำด้วย หรือเค้าไม่อนุญาตให้ใช้หน้าตัวเอง  แล้วยิ่งถ้าเกิดเราเอาไปโพสต์ในโซเชียลอาจจะมีปัญหาตามมาก็ได้ เพราะฉะนั้นจะทำอะไรก็ระวัง ๆ กันหน่อยนะครับ

‎Avatarify: AI Face Animator (Free+, App Store) →

from:https://droidsans.com/review-avatarify-app/

แอป GoPro รวมกับ Quik กลายเป็น GoPro Quik นำฟีเจอร์สองแอปมารวมกัน

แอป GoPro อย่างเป็นทางการ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น GoPro Quik บน App Store และ
GoPro Quik Video + Photo Editor บน Play Store หลังก่อนหน้านี้ GoPro ซื้อกิจการแอป Replay แอปตัดต่อวิดีโอบน iOS ไปเปลี่ยนชื่อเป็น Quik และออกเวอร์ชั่นแอนดรอยด์ในปี 2016 ก่อนจะถูกยุบมารวมกับแอป GoPro ในปัจจุบัน

นอกจากฟีเจอร์ตัดต่อวิดีโอซิงค์กับบทเพลงที่ยกมาจากแอป Quik เดิมแล้ว ยังสามารถตัดต่อวิดีโอบนเครื่อง ใส่รูปและวิดีโอรวมอื่น รวมกับวิดีโอที่ถ่ายจากกล้อง GoPro ในที่เดียว ด้วยฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Murals พร้อมใส่เพลงปลอดลิขสิทธิ์จาก GoPro และปรับความเร็วเฟรมเรตแยกในบางส่วนของวิดีโอ ให้ช้าลงหรือเร็วขึ้น และมี In-App Purchase ให้ซื้อธีมหรือฟิลเตอร์เพิ่มเติม

แอป Quik ยังสามารถใช้แทน viewfinder, ใช้เป็นรีโมต รวมถึงจัดการไฟล์จากกล้อง GoPro ได้ ส่วนผู้ใช้บริการคลาวด์ของ GoPro ก็จะสามารถเข้าถึงและจัดการไฟล์ผ่านแอป Quik ได้ทันที

ที่มา – Android Police

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121738

Spotify HiFi มาแน่ เสียง lossless คุณภาพเสียงเทียบเท่า CD

Spotify หนึ่งในผู้นำในการให้บริการสตรีมมิ่งเพลงได้ทำการเปิดตัว Spotify HiFi บริการสตรีมมิ่งเพลงคุณภาพเสียงระดับ lossless ไปก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นในช่วงของการเปิดตัวนั้นมีเพียงผู้ใช้งานบางรายเท่านั้นที่ได้รับเลือกได้เข้าร่วมทดสอบใช้งานบริการดังกล่าวซึ่งเสียงตอบรับที่ทาง Spotify ได้มานั้นต้องบอกเลยว่าดีเอามากๆ ล่าสุดทาง Spotify ได้ออกมาเผยอีกครั้งว่าทางบริษัทเตรียมที่จะเปิดบริการ Spotify HiFi อย่างเป็นทางการภายในปีนี้แล้ว

Spotify HiFi
Spotify HiFi

Spotify HiFi เตรียมเปิดบริการภายในปีนี้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นคงต้องบอกว่า Spotify ไม่ใช่ผู้ให้บริการรายแรกที่มาพร้อมกับการให้บริการสตรีมมิ่งเพลงแบบ lossless เนื่องจากว่าในปัจจุบันนั้นมีผู้ให้บริการแบบนี้อยู่ก่อนแล้วไม่ว่าจะเป็น Tidal, Amazon, Quobuz และ Deezer ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทว่าการที่ทาง Spotify ออกตัวในเรื่อง lossless ช้าไปหน่อยนั้นก็เนื่องมาจากเทคโนดลยีในการสตรีมเพลงแบบ lossless ที่ทางบริษัทได้บอกเอาไว้ว่าต้องทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้ดีมากที่สุด ปัจจุบันนี้นั้นทาง Spotify ได้เลือกใช้เทคโนโลยีเสียงแบบ 16-bit/44.1kHz audio ให้เป็นเสียงแบบ “CD quality” 

หมายเหตุ – เทคโนโลยี lossless สำหรับคุณภาพเสียงแบบ CD นั้นมีหลายรูปแบบดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาจุดที่ดีที่สุดสำหรับใช้งานในการสตรีมโดยที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบต่างๆ มากจนเกินไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ buffer เป็นต้น

ถึงแม้ Spotify จะเผยออกมาว่าบริการ Spotify HiFi จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปีนี้แล้วนั้น ทว่าในการเปิดตัวนั้นก็จะเป็นการค่อยๆ เปิดให้ใช้กันไปในตามแต่ละภูมิภาค อีกทั้งคงไม่ใช่ทุกเพลงที่จะมาพร้อมกับคุณภาพเสียในระดับ HiFi เนื่องด้วยปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านลิคสิทธิ์ต่างๆ ที่ทาง Spotify จะต้องทำสัญญากับข่ายเพลงต่างๆ กันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการสตรีมมิ่งเพลงในระดับ lossless สำหรับในเมืองไทยเรานั้นคงต้อคอยลุ้นกันว่าจะได้ใช้บริการดังกล่าวกับเพลงไทยด้วยหรือไม่

ที่มา : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/579010-spotify-hifi-arriving-later-this-year-with-lossless-cd-quality-audio

Huawei เปิดให้ผู้ผลิตแอปพลิเคชันนอกบริษัทพัฒนาแอปให้อุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ได้แล้ว

Huawei นั้นเรียกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาของความยากลำบากจริงๆ หลังจากที่โดนรัฐบาลเก่าของสหรัฐฯ สั่งแบนจนทำให้ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสายต่างๆ ตกลงเป็นอย่างมากนั้น เรื่องยังคงลามมาถึงเรื่องซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะไม่สามารถใช้งานของทางสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นทาง Huawei ก็ได้แก้ไขปัญหาด้วยการพัฒนาระบบปฎิบัติการของตัวเองออกมา พร้อมด้วยระบบให้บริการของตัวเองอย่าง Huawei Mobile Services ที่ไม่ได้เอาไว้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเท่านั้นเพราะมันจะถูกนำเอาไปใช้งานกับอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ด้วย

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 001
Huawei Watch GT2 Pro

Huawei Mobile Services พร้อมให้พัฒนาแอปฯลงอุปกรณ์สวมใส่ของบริษัทได้แล้ว

แน่นอนว่าเมื่อทาง Huawei ไม่สามารถใช้งานระบบปฎิบัติการของ Google รายใหญ่ได้นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือถึงแม้ Huawei จะมีระบบปฎิบัติการณ์เป็นของตัวเองแล้วก็จริงแต่ว่าผู้พัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ นั้นก็ยังคงไม่ค่อยให้ความนิยมในการหันไปพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับบริการใหม่ของทาง Huawei มากนัก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้เองทาง Huawei จึงได้มีการเพิ่มเงินในการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบปฎิบัติการและบริการของตัวเองออกมาให้ดีมากที่สุดและมันก้พร้อมที่จะให้นักพัฒนาแอปพลืเคชันภายนอกบริษัท Huawei สามารถที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันลงอุปกรณ์สวมใส่ของ Huawei ได้โดยจะเริ่มต้นจากสมาร์ทวอทช์เป้นอุปกรณ์แรก

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 002
Fitify แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Huawei Watch GT2 Pro

สำหรับผู้ผลิตแอปพลิเคชันรายแรกเลยที่ทาง Huawei ได้ออกมาทำการแอบคาดหวังว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์สวมใส่ของตัวเองนั้นก็คือบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Fitify ที่เป็นแอปพลิเคชันสำหรับการติดตามการออกกำลังกายซึ่งมีให้ใช้งานทั้งบนสมาร์ทโฟนผ่านทาง AppGallery ทาง Huawei ได้บอกเอาไว้ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพระามียอดดาวน์โหลดมากกว่า 10 ล้านผู้ใช้จาก 170 ประเทศทั่วโลก(ตัวแอปรองรับ 18 ภาษา) จุดที่น่าสนใจนั้นก็คือตัวแอปรองรับการติดตามการออกกำลังหายถึง 900 รูปแบบทำให้ผู้ใช้สามารถออกกำลังกายในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันได้ถึง 200 ล้านรูปแบบ(ซึ่งในการแอบคาดหวังนี้นั้นทาง Huawei คาดหวังมากจนถึงขั่นทำคลิปตัวอย่่างแอปที่ถูกใช้งานบน Huawei Watch GT2 Pro แบบเพียวๆ ไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนออกมาให้ได้เห็นเลย)

หากถามว่ามีความเป็นไปได้ในสิ่งที่ Huawei คาดหวังเอาไว้จะเป็นจริงหรือไม่นั้นคงต้องตอบเลยว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียวเนื่องจากตัวแอป Fitify นั้นใช้งานส่วนของโค๊ด Huawei Mobile Services ได้มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากซึ่งนั่นทำให้มันสามารถที่จะดัดแปลงไปใช้งานบนอุปกรณ์สวมใส่ได้อย่างไม่ยากเย็นแถมประสบการณ์ในการใช้งานนั้นก็จะไม่ลดลงไปจนทำให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญใจขึ้นมาได้(นอกเหนือไปจากเรื่องของขนาดหน้าจอที่อุปกรณ์สวมใส่มักจะมาพร้อมกับหน้าจอที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไรมากอยู่แล้ว)

ทั้งนี้เรียกได้ว่าช่วงหลังๆ นี้มานั้น Huawei เริ่มยิ้มออกกับเรื่องที่เกี่ยวกับแอปพลิเคชันที่หันมาใช้งาน Huawei Mobile Services จริงๆ เนื่องจากเมื่อ 2 – 3 วันก่อนที่ผ่านมานั้นก็มีการปล่อยแอปพลิเคชันสำหรับตอบ SMS ผ่านทางอุปกรณ์สวมใส่ของทาง Huawei ออกมาให้ได้ใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว หวังว่าเรื่องดังกล่าวทั้งหมดนี้หากเป็นไปได้อย่างดีน่าจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ของทาง Huawei นั้นดีมากขึ้นตามลำดับ

ที่ : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/578977-huawei-now-accepts-third-party-apps-for-its-wearable-devices

แก้ปัญหาหลับคาซีรีส์… Netflix เตรียมปล่อยฟีเจอร์ใหม่ ตั้งเวลาปิดได้

เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ยิ่งใหญ่จาก Netflix ที่ล่าสุดเริ่มทำการทดสอบให้มีการตั้งเวลาปิด App อัตโนมัติได้แล้ว ซึ่งอันที่จริงควรจะมีมาตั้งนานแล้ว เพราะฟีเจอร์นี้อาจเข้ามาช่วยแก้ปัญหาใหญ่ให้กับแฟน ๆ Netflix ทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับการนอนหลับไปพร้อม Netflix และตื่นขึ้นมาโดยที่ Netflix ยังเล่นอยู่ หรือไม่ก็ดับไปเองเพราะแบตหมดหากดูบนสมาร์ทโฟนนั่นเอง

ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์สิ้นเดือนมกราคมที่กำลังผ่านไปนี้เอง Netflix ได้ประกาศเริ่มทดสอบฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งนับเป็นฟีเจอร์สุนแสนธรรมดาแต่มีประโยชน์มากเสียเหลือเกิน ได้แก่ Sleep Timer หรือก็คือการอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งเวลาปิด App ได้นั่นเอง โดยเบื้องต้นเป็นอัพเดทฟีเจอร์นี้แบบสุ่มให้เฉพาะผู้ใช้งานอุปกรณ์ Android OS ทั่วโลกจำนวนหนึ่งก่อนจะ Roll-out เป็นอัพเดทให้ได้ใช้งานโดยทั่วกันต่อไป

ผู้ใช้งาน Netflix ทั่วโลก (ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 200 ล้านรายแล้ว) ต่างต้องพบกับปัญหาหลายรูปแบบตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาสำหรับการใช้บริการ Netflix แบบไม่สามารถตั้งเวลาปิดได้ โดยเฉพาะการใช้ Netflix เป็นเครื่องกล่อมเกลาก่อนนอนที่มักทำให้เกิดปัญหาใหญ่คือ หลับไปพร้อม Netflix และตื่นมาโดย Netflix ยังคงเล่นอยู่ซึ่งทำให้ต้องกลับไปย้อนหาเองว่าซีรี่ยส์สุดโปรดที่ดูค้างไว้นั้น ดำเนินเรื่องไปไกลแค่ไหนแล้ว หรือปัญหาที่ใหญ่กว่าคือสาวก Netflix บนจอสมาร์ทโฟนที่หลับไปพร้อม Netflix เช่นกัน แต่อาจต้องตื่นมากับความผวา ! เพราะแบตสมาร์ทโฟนหมดเกลี้ยงจนไม่มีนาฬิกาปลุก อาจถึงขั้นเสียการเสียงานกันเลยทีเดียว 😆

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้กำลังจะหมดไปในไม่ช้าเพราะฟีเจอร์ที่ว่านี้นี่เอง โดยเบื้องต้นพบว่าฟีเจอร์นี้จะอนุญาตให้ผู้ใช้งานเลือกตั้งเวลาปิดใช้งานอัตโนมัติได้ระหว่าง 15 – 30 – 45 นาที หรือเมื่อ Episode / Content ปัจจุบันจบลง เชื่อว่างานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ที่ใช้ Netflix กล่อมเข้านอนเป็นประจำอย่างแน่นอน

 

ที่มา: The Verge

from:https://droidsans.com/netflix-sleep-timer-feature/

ผู้คนใช้จ่ายในแอปทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว เป็นครั้งแรก

Sensor Tower รายงานข้อมูลว่าผู้คนใช้จ่ายในแอปทะลุ 100,0 […] More

from:https://www.iphonemod.net/consumer-spending-app-store-surpass-100-billion-dollar-2020-first-time-report.html

Facebook กำลังทดสอบ Dark Mode บนแอป Android และ iOS อย่างเป็นทางการแล้ว

หลัง Facebook เปิดให้ผู้ใช้ใช้ Dark Mode บน Whatsapp, Messenger และบนเดสก์ท็อป กับ UI แบบใหม่ และทยอยเปิดฟีเจอร์ Dark Mode ให้ทดสอบบนแอป Facebook ของ iOS ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุด Alexandru Voica (@alexvoica) เจ้าหน้าที่ของเฟซบุ๊กได้พูคคุยกับเทคบล็อกเกอร์ Jane Manchun Wong (@wongmjane) ว่ากำลังทดสอบ Dark Mode บน Android และ iOS อย่างเป็นทางการแล้ว

ผู้ใช้ที่ได้รับฟีเจอร์นี้จะสามารถเปิด Dark Mode ได้เมนู Setting & Privacy โดยจะสามารถตั้งเปิด-ปิดเอง หรือตั้งค่าให้เป็นไปตามการเปิดปิด Dark Mode บนระบบปฏิบัติการของมือถือก็ได้ หากมีการตั้งค่าให้เปิด Dark Mode ในตอนกลางคืนไว้ และคาดว่าจะมีการทยอยเปิดให้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไป

ที่มา – @wongmjane via Engadget

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/119393