คลังเก็บป้ายกำกับ: ANTITRUST

Google ถูกเกาหลีใต้ปรับอ่วมเกือบ 6 พันล้านเหรียญ หลังมีพฤติกรรมผูกขาดการค้า

Korea Herald สื่อจากแดนกิมจิ ได้รายงานว่า หน่วยงานจากเกาหลีใต้ ได้สั่งปรับ Google ในเป็นจำนวนเงินกว่า $177 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 5.8 พันล้านบาท หลังจากสอบสวนได้ว่าบริษัท Tech Giant จากสหรัฐฯ มีพฤติกรรมผูกขาดการค้า บังคับ OEMs เจ้าอื่น ๆ ห้ามให้ผู้ใช้ลงรอมโมกับสมาร์ทโฟนของตัวเอง

แหล่งข่าวเผยว่า Google บังคับให้ OEMs หรือค่ายสมาร์ทโฟนต่าง ๆ ให้เซ็นสัญญา Anti-Fragmentation Agreement (AFA) ก่อนจะได้รับอนุญาตให้นำระบบปฏิบัติการ Android ของพวกเขาไปใช้ ซึ่งในสัญญาดังกล่าวได้มีการสั่งห้ามไม่ให้โมดิฟายหรือปรับแต่งระบบ Android อย่างเด็ดขาด

จนทำให้ Korea Fair Trade Commission (KFTC) คณะกรรมการเกี่ยวกับการค้าขายของเกาหลีใต้ ได้มีความเห็นว่า สิ่งที่ Google พยายามบังคับแบบอ้อม ๆ เข้าข่ายว่าบริษัท Search Engine เบอร์หนึ่งของโลก มีพฤติกรรมผูกขาดตลาด กีดกันไม่ให้เกิดการแข่งขันอย่างชัดเจน โดย KFTC ได้เรียกร้องให้ Google นำข้อบังคับ AFA ส่วนนั้นออก

ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Google ต้องเจอกับสถานการณ์โดนเรียกค่าปรับมหาศาลแบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาก็โดนปรับจากหน่วยงานของอิตาลี เนื่องจากผูกขาดการค้าใน Android Auto จำนวนกว่า 4 พันล้านบาท รวมถึงในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดนหน่วยงานจากฝรั่งเศสเกือบ ๆ 20 ล้านบาท และล่าสุดโดน 36 รัฐ รวมตัวกันฟ้อง หลัง Google ถูกมองว่ามีพฤติกรรมกีดกันแพลตฟอร์มอื่น ๆ ไม่ให้มาแข่งกับ Play Store ของตัวเอง

 

ที่มา: Android Authority

from:https://droidsans.com/google-fined-south-korea-antitrust/

เกาหลีใต้ปรับกูเกิล 5.8 พันล้านบาท จากการห้ามผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ใช้ Android เวอร์ชันอื่น

หน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดของเกาหลีใต้ Korea Fair Trade Commission (KFTC) สั่งปรับกูเกิลเป็นเงิน 2.07 แสนล้านวอน (ประมาณ 5.8 พันล้านบาท) ในข้อหากีดกันไม่ให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนปรับแต่ง Android ใช้เอง ต้องใช้ Android เวอร์ชันของกูเกิลเท่านั้น

KFTC ระบุว่าแม้ Android เป็นโอเพนซอร์ส แต่กูเกิลบีบให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องใช้ Google Android เพียงอย่างเดียว โดยบังคับต้องเซ้นสัญญา anti-fragmentation agreement (AFA) ว่าจะไม่ใช้งานหรือพัฒนา Android เวอร์ชันแยกของตัวเอง

KFTC สั่งปรับกูเกิลและกำหนดให้กูเกิลไม่สามารถบังคับเซ็นสัญญา AFA ได้อีกต่อไป ฝั่งกูเกิลระบุว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยให้เหตุผลว่า KFTC มองข้ามประโยชน์เรื่องความเข้ากันได้ของ Android ที่ผู้บริโภคใช้อุปกรณ์ค่ายใดก็ใช้งานแอพได้เหมือนกัน

ที่มา – KFTC, Reuters, Nikkei

No Description

from:https://www.blognone.com/node/124742

เอกสารศาลเผย ปี 2019 Google ได้กำไรขั้นต้นจาก Google Play ที่เดียวถึง 8.5 พันล้านเหรียญ

จากคดีความฟ้องผูกขาด Google และ Apple ทำให้เราได้เห็นข้อมูลหลายด้าน ล่าสุด เอกสารศาลที่รัฐยูทาห์ ฟ้อง Google เผย Google ในปี 2019 มีรายได้ถึง 11.2 พันล้านดอลลาร์และกำไร 8.5 พันล้านดอลลาร์จากการขายแอป การซื้อในแอป และโฆษณาในร้านค้าแอป

ตัวเลขนี้ถือเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะปกติ Google มักจะรายงานตัวเลขรายได้จากร้านค้าแอปรวมอยู่ในส่วนอื่นๆ ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ลำพังรายได้ร้านค้าแอปก็มากกว่าหมื่นล้านดอลลาร์แล้ว

Google ตอนนี้กำลังเจอศึกรอบด้านทั้งในและนอกสหรัฐฯ คดีใหญ่คืออัยการรัฐกว่า 36 รัฐรวมตัวฟ้องผูกขาด และในเกาหลีใต้ก็เตรียมเคาะเสนอแก้ไขกฎหมายจำกัดอำนาจของ Google และ Apple ในการบังคับเก็บค่าคอมมิชชันจากนักพฒนา

จากความกดดันรอบด้าน ล่าสุด Apple ยอมความนักพัฒนา เปิดให้สื่อสารวิธีจ่ายเงินนอก App Store, จ่ายชดเชย 100 ล้านดอลลาร์

No Description

ที่มา – Digital Trends

from:https://www.blognone.com/node/124508

เอกสารในคดี Epic Games เผย Google เคยเจรจากับ Netflix เพื่อลดส่วนแบ่ง In-App ลงจาก 30%

มีข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารประกอบการพิจารณาคดี ระหว่าง Epic Games กับกูเกิล ประเด็น Google Play ผูกขาด โดยพบว่ากูเกิลพยายามเจรจากับ Netflix เพื่อให้กลับมาใช้ระบบ In-App จ่ายเงิน พร้อมให้ข้อเสนอยอมลดส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมลง จากอัตราปกติที่ 30% แลกกับการไม่สร้างระบบจ่ายเงินแยกออกมาต่างหาก แสดงให้เห็นว่ากูเกิลก็สามารถลดอัตราค่าธรรมเนียมลงเป็นพิเศษได้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้มีเอกสารจากฝั่งแอปเปิลในคดี Epic Games ว่าแอปเปิลพยายามเจรจาขอลดส่วนแบ่งกับ Netflix ซึ่งเป็นบริการที่มีคนสมัครใช้งาน subscription ยอดนิยมตัวหนึ่ง

เอกสารที่นำเสนอยังเปิดเผยตัวเลขการเงินของ Google Play ซึ่งปกติไม่มีรายงาน โดยปี 2019 ทำเงิน 11.2 พันล้านดอลลาร์ มีกำไรจากการดำเนินงานราว 7 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าเป็นอัตรากำไรที่สูงมาก ซึ่งทนายของ Epic Games มองว่ากูเกิลสามารถเลือกเก็บในอัตราที่น้อยกว่านี้ได้

ที่มา: Reuters และ Engadget

Netflix

from:https://www.blognone.com/node/124479

หน่วยงานกำกับดูแลแข่งขันอังกฤษชี้ NVIDIA ซื้อ Arm “น่ากังวล” อาจกีดกันคู่แข่ง

หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางธุรกิจและการค้าของสหราชอาณาจักร (Competition and Markets Authority หรือ CMA) ออกรายงานสอบสวนเรื่องการควบกิจการระหว่าง NVIDIA กับ Arm มีเนื้อหาตรงตามข่าวก่อนหน้านี้ ว่า CMA “เป็นกังวล” (concerned) ต่อการซื้อกิจการครั้งนี้

เหตุผลของ CMA คือ NVIDIA มีโอกาสจำกัดการเข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของ Arm ไม่ให้คู่แข่งใช้งาน ซึ่งจะเป็นการกีดกันการแข่งขันในหลายตลาด เช่น ศูนย์ข้อมูล เกม รถยนต์อัตโนมัติ และ IoT ส่งผลให้คุณภาพของสินค้าต่ำลงหรือราคาแพงขึ้นตามมา

CMA ระบุว่าถึงแม้ NVIDIA ให้คำมั่นว่าจะไม่กีดกันคู่แข่ง แต่ CMA บอกว่ามาตรการที่เสนอมายังไม่เพียงพอ

รายงานฉบับนี้ถูกเสนอไปยัง Oliver Dowden รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อ และกีฬา (Department for Digital, Culture, Media and Sport – DCMS) โดยแนะนำให้ Dowden สั่งการให้ CMA เข้ามาสอบสวนเชิงลึก (Phase 2 investigation) ต่อไป

ตัวรายงานฉบับเต็มถูกส่งให้ Dowden ส่วนที่เปิดเผยต่อสาธารณะมีเฉพาะเนื้อหาสรุป (summary) ของรายงาน

ที่มา – CMA

from:https://www.blognone.com/node/124357

คณะกรรมการการค้าอเมริกายื่นฟ้อง Facebook อีกรอบ ให้ขาย WhatsApp และ Instagram จากข้อหาผูกขาดทางการค้า

ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมจบง่าย ๆ ซะแล้ว สำหรับคดีผูกขาดทางการค้าที่ FTC (Federal Trade Commission) หรือคณะกรรมการการค้าของสหรัฐเคยออกมาฟ้องร้องยักษ์ใหญ่แห่งวงการโซเชียลอย่าง Facebook เมื่อช่วงปลายปี 2563 ที่ไปซื้อ WhatsApp และ Instagram มาเป็นของตัวเอง ทำให้เหมือนเป็นการผูกขาดการค้าในด้าน Social Media ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้…ซึ่งล่าสุดทาง FTC ก็ไม่ยอมแพ้ ขอกลับมายื่นฟ้อง Facebook ในข้อหาเดิมอีกรอบ

FTC เคยฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องให้ Facebook ขายกิจการ WhatsApp และ Instagram ออกไปจากเครือ Facebook, Inc เพื่อลดอำนาจการผูกขาดทางการค้าลง เมื่อเดือนธันวาคมของปี 2563 แต่สุดท้ายศาลก็ตัดสินให้ Facebook เป็นฝ่ายชนะคดีไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา แต่ให้โอกาส FTC สามารถยื่นฟ้องได้อีกรอบนึง

การยื่นฟ้องครั้งใหม่ของ FTC ต่อ Facebook ยังคงเป็นการฟ้องคดีผูกขาดทางการค้าในตลาด Social Network ของสหรัฐอเมริกาอยู่เช่นเคย จากการที่ Facebook เข้าซื้อกิจการ WhatsApp และ Instagram มาเป็นของตัวเอง ซึ่งทาง FTC อ้างว่าการกระทำแบบนี้ทำให้บริษัทอื่น ๆ ประสบความยากลำบากจากการแข่งขันในตลาด Social Network

คราวนี้ FTC ได้ยกเอาข้อความส่วนนึงจาก E-Mail ของ Mark Zuckerberg มาใช้อ้างอิงในคดีด้วย โดยข้อความดังกล่าวมีใจความว่า “มันเป็นเรื่องดีกว่าที่จะเข้าซื้อ (กิจการ) แทนที่จะไปแข่งขันด้วย” ซึ่งทนายความของฝั่ง FTC บอกว่ากลยุทธ์ของ Facebook คือการเฝ้าติดตามคู่แข่ง และจะเข้ามาขอซื้อทันทีเมื่อเห็นว่าคู่แข่งเริ่มโตพอที่จะเป็นภัยต่อตัว Facebook เอง

การยื่นฟ้องร้องในครั้งนี้ ทาง FTC ได้ตั้งข้อกล่าวหา Facebook, Inc ว่าผูกขาดทางการค้าในส่วน Personal social networking services ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากบริษัทมีส่วนควบคุมแพลตฟอร์มโซเชี่ยลระดับยักษ์ทั้ง Facebook และ Instagram เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว จะมีคู่แข่งอยู่ก็แค่ Snapchat เท่านั้น แต่จำนวนผู้ใช้งานยังเรียกว่าห่างไกลจาก 2 แอปข้างต้นอีกเยอะ

นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อกล่าวหาต่ออีกว่า Facebook จะใช้กลยุทธ์แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยจะใช้เหล่าบริษัทที่ Facebook เข้าไปซื้อกิจการมาสร้างเป็น “คูน้ำล้อมรอบปราสาท” เพื่อปกป้อง Personal social networking services ของตัวเองเอาไว้ และหากยังไม่ถูกหยุดยั้ง Facebook ก็จะทำแบบนี้กับบริษัทอื่นต่อไปอีก

สรุปแล้วก็คือ FTC ต้องการให้ Facebook ขายกิจการฝั่ง Instagram, WhatsApp และอื่น ๆ เพื่อให้บริษัทคู่แข่งในสหรัฐอเมริกาได้มีโอกาสขึ้นมาแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่กับเค้าบ้าง และยังร้องขอให้ Facebook ถูกจำกัดการซื้อขายกิจการประเภทนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่าการฟ้องร้องของ FTC คราวนี้จะทำได้สำเร็จหรือไม่ และหากศาลให้ FTC ชนะ ก็คงต้องรอทาง Facebook ออกมาสู้คดีต่อไปอีก…ดูท่าทางแล้วน่าจะใช้เวลากันอีกพักใหญ่ ๆ เลยกว่าจะบทสรุปของเรื่องนี้ได้ครับ

 

ที่มา : Independent 

from:https://droidsans.com/ftc-files-facebook-sell-whatsapp-instagram-antitrust-case/

Facebook อาจต้องขายกิจการ Giphy ออกไป เพราะเข้าข่ายผูกขาดโซเชียลมีเดีย

เดือน พ.ค. ปี 2020 Facebook ประกาศควบรวมกิจการ Giphy เว็บพอร์ทัลรวมรูป GIF หลังจากนั้นไม่นาน หน่วยงานด้านการแข่งขันและตลาด (Competition and Markets Authotiry – CMA) ของสหราชอาณาจักรเข้ามาสอบสวนการควบรวมกิจการว่าจะส่งผลต่อการแข่งขันในกลุ่มผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียหรือไม่

ล่าสุด มีรายงานจาก CMA ว่าต้องการยับยั้งการควบรวมโดยให้เหตุผลว่า GIF เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียในหลากหลายแพลตฟอร์ม การลดตัวเลือกหรือคุณภาพของ GIF อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อวิธีที่ผู้คนใช้โซเชียลมีเดีย ด้าน Facebook บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของ CMA และจะเดินหน้าแก้ไขความเข้าใจผิดต่อไป

CMA บอกด้วยว่าโซเชียลมีเดียรายใหญ่ส่วนใหญ่ที่แข่งขันกับ Facebook ก็ใช้ Giphy กันทั้งนั้น และ Giphy ยังเป็นผู้ให้บริการภาพ GIF รายใหญ่รายเดียว การเป็นเจ้าของ Giphy ของ Facebook อาจนำไปสู่การปฏิเสธแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่อยากเข้าถึงบริการ GIF ของตนได้

ช่วงการสอบสวน CMA ยังให้เหตุผลด้วยว่า ก่อนเข้าควบรวม Giphy กำลังสร้างธุรกิจโฆษณาซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งผู้แข่งขันของ Facebook การเข้าควบรวมทำให้ Giphy ต้องหยุดโครงการไว้ แต่ Facebook บอกว่าไม่จริง และให้เหตุผลว่า Giphy ไม่มีฐานผู้ใช้งานของตัวเองและพึ่งพา Facebook เพื่อให้ได้เข้าถึงผู้ใช้งานด้วยซ้ำ

มีรายงานจากบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์บอกว่า Giphy ระดมทุน 150 ล้านดอลลาร์ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีกำไร และเงินเริ่มหมดตอนที่ขายกิจการให้ Facebook และมีพนักงาน Giphy หลายรายที่ไม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Facebook ด้วย ซึ่ง Facebook ได้จ่ายเงินให้กับหุ้นส่วนใหญ่ของ Giphy แล้ว

สำหรับคำตัดสินครั้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการของ CMA จะสิ้นสุดช่วงต้นเดือนตุลาคม

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/124238

วุฒิสมาชิกสหรัฐเสนอกฎลดอำนาจ Apple, Google ในการเป็นผู้ควบคุมตลาดแอปพลิเคชั่น

วุฒิสมาชิกสหรัฐ Richard Blumenthal, Marsha Blackburn และ Amy Klobuchar เสนอกฎหมาย Open App Markets Act มีเป้าหมายเพื่อกำกับดูแลตลาดแอปพลิเคชั่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ Google และ Apple ที่มีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขของตลาดแอป โดยเฉพาะเรื่องการบังคับเงื่อนไขจ่ายเงินในแอป ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ Apple โดนเพ่งเล็งเรื่องผูกขาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

เนื้อหาของ Open App Markets Act มองว่า Google และ Apple ทำตัวเป็นผู้รักษาประตูของตลาดแอปพลิเคชั่น สร้างข้อกำหนดเข้มงวด ปิดช่องทางการแข่งขันและผลักดันภาระราคาไปให้ผู้บริโภค จัดลำดับความสำคัญของแอปในเครือบริษัทตัวเองให้อยู่เหนือแอปภายนอก

อีกจุดมุ่งหมายของ Open App Markets Act คือปกป้องสิทธิ์ของนักพัฒนาหากต้องการเสนอการลดราคา ให้นักพัฒนาสามารถนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้ใช้งานได้

หน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการเสนอกฎ Open App Markets Act ได้แก่ Coalition for App Fairness (CAF) จัดตั้งโดย Epic Games, Basecamp, Spotify, Deezer และ Match Group อ่านข้อเสนอของ CAF ย้อนหลังได้ ที่นี่ รวมถึง Electronic Frontier Foundation และ Internet Accountability Project

No Descriptionภาพจาก @ProtonMail ในการเปิดตัว CAF

ที่มา – Engadget, blumenthal.senate.gov/

from:https://www.blognone.com/node/124191

แอปสตรีมเพลงของ Tencent ถูกทางการจีนยกเลิกสัญญาผูกขาดลิขสิทธิ์ พร้อมสั่งปรับ

กิจการเพลงของ Tencent ก็ไม่รอดสายตาทางการจีน

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดในจีนกล่าวว่าจะสั่งห้าม Tencent จากข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลงและจะสั่งปรับเนื่องจากมีแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมบนตลาดเพลงออนไลน์หลังเข้าซื้อกิจการของ China Music Corporation ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการจีนเคยมีคำสั่งให้ทางบริษัทเลิกเซ็นสัญญาผูกขาดกับบรรดาค่ายเพลงและศิลปิน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้เร่งดำเนินการต่อต้านการผูกขาดกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศ กรณีนี้รวมถึงการปรับเงินยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba จากการมีส่วนร่วมในพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขัน

ต่อต้านการผูกขาดยังคงเป็นประเด็นหลัก

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐบาลจีน หรือ SAMR  ระบุว่า Tencent ถือลิขสิทธิ์การสตรีมเพลงในจีนมากกว่า 80% หลังเข้าซื้อกิจการ China Music Corporation ในปี 2016 ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งเจ้าอื่น

ทางบริษัทและธุรกิจในเครือจะต้องระงับข้อตกลงที่มีอยู่ทั้งหมดภายใน 30 วันและไม่สามารถเข้าร่วมข้อเสนอพิเศษใดๆ เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลงได้อีกต่อไป และต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 500,000 หยวน หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท แต่ยังสามารถคงสัญญากับศิลปินอิสระได้จนกว่าจะหมดสัญญา

The New York Stock Exchange welcomes Tencent Music Entertainment Group (NYSE: TME) on their First Day of Trading. CEO, Director Cussion Kar Shun Pang, joined by Stacey Cunningham, NYSE President, rings The Opening Bell®.

ค่ายเพลงระดับโลกอย่าง Universal Music, Sony Music และ Warner Music ต่างเซ็นสัญญากับ Tancent ทำให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของบริษัทสามารถเข้าถึงเพลงของศิลปินจากค่ายใหญ่นับพัน

จากคำสั่งระงับส่งผลให้หุ้น Tencent Holding ในฮ่องกงปรับตัวลดลง 5.7% ขณะที่หุ้นของ Tencent Music Entertainment Group ลดลง 6.9% 

Tencent และ Tencent Music Entertainment Group ตอบกลับในกรณีนี้ว่าจะปฏิบัติตามการตัดสินใจของทางการจีนและจะปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบทั้งหมด

สรุป

ถือว่ามีออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องสำหรับมาตรการเพื่อจัดการกับบริษัทเทคโนโลยีจากทางการจีน ต้องมาติดตามกันว่าบรรดาบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจะดำเนินธุรกิจภายใต้มาตรการคุมเข้มเช่นนี้ในทิศทางใดต่อไป

ที่มา : Reuters, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แอปสตรีมเพลงของ Tencent ถูกทางการจีนยกเลิกสัญญาผูกขาดลิขสิทธิ์ พร้อมสั่งปรับ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-bars-tencent-from-music-copyright-agreements/

Epic Games แฉ การแข่งขันระหว่าง iOS กับ Android เป็นเพียงภาพหลวงหลอกตา แท้จริงคือการฮั้วกินรวบ

พวกเราอาจอยู่กับโลกยุคสมาร์ทโฟนมานานกว่า 10 ปีได้แล้วนับตั้งแต่เกิดระบบปฏิบัติการยอดฮิตอย่าง Android และ iOS ขึ้นมา โดยทั้งโลกแทบจะมีภาพจำไปแล้วว่า Google กับ Apple นั้นคือคู่แข่งกันโดยตรงในการแข่งขันอันดุเดือดเลือดพล่านนี้ แต่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเอกสารประกอบคดีของ Epic Games มีทฤษฎีใหม่ที่เชื่อว่าทั้ง 2 ยักษ์ใหญ่ไม่เคยทำธุรกิจเป็นคู่แข่งกันเลย มีแค่สื่อและสาวกที่มโนกันเอาเองล้วน ๆ

เอกสารประกอบคดี Epic เผย “สงครามการแข่งขันระหว่าง Android กับ iOS อาจเป็นเพียงนิยายที่สื่อเสี้ยมกันขึ้นมาเองล้วน ๆ”

อย่างที่ชาวเน็ต (และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมเมอร์ทั้งหลาย) อาจทราบกันดีอยู่แล้วว่าค่ายเกมส์ชื่อดังอย่าง Epic Games นั้นกำลังมีปัญหาฟ้องร้องคดีความในประเด็น “การผูกขาดทางการค้า” ซึ่งเป็นคดีที่มีทั้ง Apple และ Google ถูกเอาความโดยตรงในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มดาวน์โหลดแอปอย่าง App Store และ Play Store ตามลำดับ

ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษจากเอกสารประกอบคดีจากฝั่งของ Epic Games ที่เผยว่า “แพลตฟอร์มและระบบปฏิบัติอย่าง Android กับ iOS อาจไม่เคยเป็นคู่แข่งกันเลย มีแต่สื่อที่มโนแต่งเรื่องกันไปเองมาโดยตลอด”

ในกรณีของ Google ในฐานะเจ้า Android และ Play Store ที่ดูเหมือนจะเน้นย้ำเรื่องการเป็นระบบเปิดที่อนุญาตให้นักพัฒนามีพื้นที่อิสระในการดำเนินธุรกิจบน Ecosystem ของพวกเขา กลับถูกพบว่ามีดีลลับ ๆ ที่เกิดขึ้นกับคู่ค้ายักษ์ใหญ่หลายรายที่เข้าลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้า หนึ่งในนั้นคือดีลสุด Exclusive มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทต่อปีที่ทำกับ Apple เพื่อให้พวกเขาติดตั้ง Google Search ลงบน iOS  หรือล่าสุดคือ ความพยายามฮั้วกับ Samsung หรือ Tech Giants รายอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการผูกขาดสำหรับ Play Store

เราพบว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่าง Google กับ Apple นั้น ใกล้ชิดเกินกว่าที่พวกเขาจะมองกันละกันเป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาเม็ดเงินที่ Google กล้าลงทุนไปกับ iOS นั้นยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า Google นั้นไม่มีทางอยากแข่งเพื่อให้ Apple กลายเป็นผู้แพ้แต่อย่างใด เพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มของ Apple อย่างมหาศาลมาโดยตลอด… – ส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบคดีของทาง Epic Games

Android – iOS ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการกินรวบแบบ Duopoly – ส่วน Google แอบยอมรับกลาย ๆ ไม่เคยคิดแข่ง !

ในเอกสารประกอบคดีผูกขาดทางการค้า Epic Games เลือกที่จะให้นิยามใหม่ในความสัมพันธ์ Google – Apple ว่า “Duopoly” หรือก็คือ “การรวมหัวกินรวบทั้งตลาด” หลังจากที่ Android กับ iOS รวมกันนั้นคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดในโลกสมาร์ทโฟนราว 99% ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งสองแพลตฟอร์มมักมีการตัดสินใจ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการที่สอดคล้องไปในทางเดียวกันเสมอ อาจไม่ใช่เพื่อแข่งขันกัน แต่เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีผู้เล่นอยู่ในตลาด OS เพียง 2 รายเท่านั้น โดยทาง Epic Games ยังเผยอีกว่าเอกสารที่ทาง Google เคยชี้แจงเอาไว้เองนั้น พวกเขาก็สรุปได้ในทำนองเดียวกันว่า Google ไม่เคยโฟกัสไปที่การแข่งขันกับ Apple เพราะธุรกิจหลักของพวกเขาคือธุรกิจที่มีกำไรจากการโฆษณา ต่างจาก Apple ที่เน้นทำกำไรจากการขายอุปกรณ์ที่ให้ใช้อย่างแพร่หลาย

ซึ่งจากเจตนาของ Google น่าจะเป็นความพยายามชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้พยายามผูกขาดอะไรกับระบบปฏิบัติการ และไม่เคยคิดรวมหัวกันกับ Apple ในฐานะ Duopoly อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ทาง Epic Games กลับมองว่าคำแถลงแบบนี้แหละเป็นการยอมรับโดย Google เองเลยว่าพวกเขาไม่เคยคิดจะแข่งกันกับ Apple แต่มักจะมีข้อตกลงระหว่างกันให้ หรือเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันเพื่อให้อำนาจยังอยู่ที่ Tech Giants ทั้ง 2 รายนี้ต่อไปอีกนานเท่านานแบบสมประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้นั่นเอง

 

อ้างอิง: phoneArena

from:https://droidsans.com/epic-accused-android-vs-ios-never-exists-their-share-duopoly-market/