คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID_DEVICE_REVIEWS

Review | รีวิว Asus Zenfone Max Pro M2 เปรียบเทียบกับรุ่นน้อง Zenfone Max M2

มือถือช่วงราคาประมาณ 5,000 – 7,000 บาท นั้นเป็นตลาดที่แข่งขันกันดุเดือดมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทาง Asus เองก็พยายามจับเอาตลาดนี้ที่เคยทำผลงานเอาไว้ดีด้วยซีรี่ส์ Zenfone Max ที่อัพเกรดขึ้นมาเป็นมือถือสายเกมในราคาไม่แพง ด้วยสเปคของชิปเซ็ตที่ตอบโจทย์เกมเมอร์ที่อยากได้โหมดเฟรมเรทสูงอย่าง Snapdragon 660 ก็มี Zenfone Max Pro M2 ออกมาใหม่ ซึ่งประกบมาด้วยน้องเล็กอย่าง Zenfone Max M2

ปีที่ผ่านมามือถือสายเกมราคาประหยัดหลายรุ่นนั้นได้หยิบเอาชิปตัวแรงๆ มาผลิตเป็นรุ่นสุดคุ้มอยู่มากมาย โดย 2 ชิปที่ประสิทธิภาพดีและคุ้มค่ากับราคาก็มี Helio P60 และ Snapdragon 660 นั่นเอง ทางด้าน Asus เองก่อนหน้านี้ได้ใช้ Snapdragon 636 ไปในรุ่น Max Pro M1 ซึ่งก็มีการปรับจูนกับเกมต่างๆ จนได้ประสิทธิภาพดี เปิดเฟรมเรตสูงได้ และในภาคต่อ Zenfone Max Pro M2 นั้นก็เลือกใช้ชิปตัวท็อปของซีรี่ส์ไปเลย นั่นก็คือ Snapdragon 660 AIE

เปรียบเทียบสเปค Max Pro M2 และ Max M2 ต่างกันยังไง

ทั้ง 2 รุ่นอาจจะมีชื่อคล้ายกัน คือต่างกันแค่มี Pro และไม่มี Pro แต่จริงๆ แล้วมันมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัด เพราะในรุ่น Max M2 นั้นจะเป็นรุ่นที่เน้นเรื่องของอายุการใช้งานและแบตเตอรี่มาเป็นอันดับแรก ทั้งการเลือกชิปเซ็ตมาใช้งาน และความละเอียดหน้าจอแบบ HD+

สเปค Zenfone Max M2

  • หน้าจอ 6.26 นิ้ว IPS ความละเอียด HD+ (1520×720)
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 632
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Qualcomm® Adreno™ 506
  • RAM  4GB LPDDR3X
  • ROM  32GB eMCP
  • กล้องหลังคู่ 13MP F1.8 + LED Flash + 2MP ใช้จับความลึก
  • กล้องหน้า 8MP F2.0 + LED Flash
  • ลำโพง 5-magnet + NXP SmartAmp
  • ไมค์คู่ตัดเสียงรบกวน
  • Bluetooth 4.2 , WLAN 802.11 b/g/n (2.4GHz)
  • แบตเตอรี่ 4000mAh
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม + 1 MicroSD  (Triple Slot)
  • ราคาเปิดตัว 5,490 บาท

 

ส่วน Max Pro M2 นั้นเป็นตระกูลที่เสริมเรื่องของการเล่นเกมมาเป็นพิเศษนั่นเองก็จะอัพสเปคของชิปที่ดีขึ้นมา พร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น

สเปค Zenfone Max Pro M2

  • หน้าจอ 6.26 นิ้ว IPS ความละเอียด Full HD+ (2280×1080) Gorilla Glass 6
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 660 AIE
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Qualcomm® Adreno™ 512
  • RAM  4GB/6GB LPDDR3X
  • ROM  64GB eMCP
  • กล้องหลังคู่ 12MP Sony IMX 486 F1.8 + LED Flash + 5MP ใช้จับความลึก
  • กล้องหน้า 13MP F2.0 + LED Flash
  • ลำโพง 5-magnet + NXP SmartAmp
  • ไมค์คู่ตัดเสียงรบกวน
  • Bluetooth 5.0 , WLAN 802.11 b/g/n (2.4GHz)
  • แบตเตอรี่ 5000mAh
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม + 1 MicroSD  (Triple Slot)
  • ราคาเปิดตัว 6,990 บาท (4GB + 64GB) และ 8,990 บาท (ุ6GB + 64GB)

 

ตัวเครื่องและงานประกอบ

ขนาดของตัวเครื่องนั้นสำหรับ Max Pro M2 จะอ้วนๆ หนาๆ กว่า Max M2 นิดหน่อย ส่วนนึงก็เพราะแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่า นั่นก็คือ 5000 มิลลิแอมป์ กับ 4000 มิลลิแอมป์ แล้วก็มีดีไซน์กับวัสดุที่ต่างกันด้วย

Max Pro M2 นั้นจะเป็นพลาสติกเคลือเงา ครอบทับลงบนตัวเฟรมอีกทีหนึ่ง ซึ่งจะมีความหนามากกว่า ส่วน Max M2 นั้นฝาหลังจะเรียบแบนไปกับตัวเครื่อง สีด้าน ไม่มันเงาเหมือนรุ่น Pro

ทั้ง 2 รุ่นยังใช้พอร์ตเชื่อมต่อเป็น micro USB ส่วนเรื่องการชาร์จเร็วนั้นรองรับที่เวอร์ชั่นแรกสุดคือรับไฟที่ 5V 2A ลำโพง 5 Magnet ของ Asus นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของความดังอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีลำโพงเดียวที่ด้านล่างเสียงก็ยังถือว่าดังสุดๆ

ส่วนช่องหูฟัง 3.5 นั้นมีให้ทั้งคู่ แต่อยู่รุ่น Zenfone Max Pro M2 นั้นจะอยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ส่วนของ Zenfone Max M2 นั้นอยู่ที่ด้านบน

 

ขนาดหน้าจอและความละเอียด

รอบนี้ทาง Asus ได้ปรับดีไซน์ในรุ่น M2 ให้ออกมาเป็น Notch Display ทั้งคู่ คือมีพื้นที่หน้าจอเยอะขึ้นจาก 5.99 นิ้ว เป็น 6.26 นิ้ว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยรอยบาก ซึ่งความละเอียดของทั้ง 2 รุ่นนั้นไม่เท่ากันคือจะเป็นจอ Full HD ในรุ่น Pro ส่วนรุ่นปกติเป็นจอ HD

หากไม่นำมาวางเทียบกันก็อาจจะไม่เห็นความแตกต่างชัดเท่าไหร่นัก คือหน้าจอของ Max M2 ก็ถือว่าคมชัดในระดับนึง แต่พอวางข้างๆ กันแว่บแรกก็จะเห็นเลยว่าความคมชัดของ Zenfone Max Pro M2 นั้นมีมากกว่า และหากจ้องไปใกล้ๆ สักพักนึงก็จะเริ่มเห็นเม็ดพิกเซล (แต่ถ้าจ้องนานมากจนตาลายแนะนำให้หยุด ไม่งั้นจะมึนหัวแน่นอน) ส่วนเรื่องของความสดของสีสันนั้นรุ่น Pro สีสวยงามกว่าแบบเห็นได้ค่อนข้างชัด

 

เครือข่ายและการเชื่อมต่อ

ในส่วนของการใช้งาน 2 ซิมนั้น ทั้ง 2 รุ่นไม่มีปัญหา เพราะว่ามาพร้อมกับถาดซิมแบบ triple slot ใส่ได้ 2 ซิมพร้อมกับบวกกับอีกหนึ่ง Micro SD

ส่วนการรองรับเครือข่ายนั้นจะเป็นแบบ Dual 4G + Dual VoLTE ในรุ่น Max M2 แต่รุ่น Max Pro M2 ที่สเปคแรงกว่า ในเครื่องทดสอบกลับรองรับแค่ 4G + 3G/2G

ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีการอัพเดทในภายหลังหรือไม่ (แต่ก็คิดว่าน่าจะทำได้ ยังไงต้องรอข้อมูลจากทาง Asus อีกที)

ส่วน WiFi ที่หลายคนถามกันเข้ามาว่ามันรองรับคลื่น 5 GHz หรือไม่ ก็ต้องบอกตามที่ได้ทดสอบมาว่าไม่รองรับครับ ไม่ว่ารุ่นไหนก็มองเห็นและเกาะได้แค่ WiFi 2.4 GHz เท่านั้น

UI การใช้งานเป็น Android One หรือไม่

เรื่องนี้ก็ต้องขอบอกว่าทาง Asus ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ Android One กับ Google นะครับ แม้ UI หรือหน้าจอการใช้งานจะมีความคล้ายมากก็ตาม แต่อันนี้ต้องเรียกว่า Stock Android หรือ Pure Android จะเหมาะกว่า ความลื่นไหลในการใช้งานนั้นอาจจะมีความใกล้เคียงกัน แต่เรื่องของการอัพเดทนั้นจะช้ากว่าพวกมือถือ Android One

ส่วนใครที่เห็นหน้าจอ UI แล้วมันดูแปลกๆ ไม่เหมือนของ Asus หรือ Zenfone รุ่นก่อนๆ ก็ไม่ต้องตกใจ เหตุผลก็ตามที่บอกไปข้างต้น และฟีเจอร์ต่างๆ ที่เคยมีใน Zen UI ตอนนี้ก็ถูกตัดออกไปหมด ไม่มีให้ใช้งานแล้ว นั่นเพราะทาง Asus อยากไปเน้นประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหล บน ROM ที่มีความเบา ไม่ใส่แอปหรือฟีเจอร์เข้าไปมากมายนัก

 

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม

แม้คะแนนของชิปทั้ง 2 รุ่นจะดูเหมือนไม่ต่างกันมากนัก คือประมาณ 2-3 หมื่นคะแนน แต่ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นว่าจุดที่ต่างกันสุดๆ คือเรื่องของ GPU หรือตัวประมวลผลกราฟิค โดย Zenfone Max M2 ที่ใช้ Snapdragon 632 นั้นทำคะแนนไปแค่หมื่นนิดๆ แต่ Max Pro M2 นั้นได้ไป 27140 คะแนน

นั่นเลยส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมของทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันพอสมควร เช่นโหมดเฟรมเรทสูงในหลายๆ เกมนั้นรุ่น Pro M2  สามารถเปิดได้สบายๆ แต่รุ่น Max M2 ไม่มีให้เลือกเปิด และกราฟิดในเกมก็อาจจะเปิดได้แค่บางระดับความละเอียดเท่านั้น

จากที่ทดสอบกับ RoV กับรุ่น Zenfone Max M2 แม้จะเปิดกราฟิคได้หมด รวมถึงภาพ HD แต่ไม่มีโหมดเฟรมเรทสูงมาให้ จากที่ลองเล่นดูนั้นเฟรมเรทแทบจะไม่ตกเลย แต่เหมือนจะมีปัญหาที่หน้าจอคือตอนออกคำสั่งไถนิ้วไปมาปล่อยท่านั้น เหมือนจะแสดงผลเอื่อยนิดๆ ซึ่งเป็นเฉพาะเวลาเล่น RoV แต่ตอนเล่น PUBG ไม่มีอาการนี้เกิดขึ้น

ส่วน Zenfone Max Pro M2 นั้นครบเครื่องกว่า สามารถเปิดกราฟิคสุดได้ เฟรมเรตสูงก็มี วิ่งไปถึง 60FPS เจอหนักสุดๆ ก็มีหล่นมาที่ 48FPS ได้เหมือนกัน แต่ระบบสัมผัสเนียนกว่า การตอบสนองดี อาการทัชแปลกๆ ที่เคยเจอตอนพรีวิวเครื่องไปนั้นไม่รู้ว่าหายไปไหน นี่เล่นหลายรอบก็ไม่เจออาการที่ว่า เลยไม่รู้ว่ามันมีปัญหาที่ตัวเกมหรือเครื่องกันแน่

ส่วนหน่วยความจำภายในนั้นทั้งคู่เป็น eMMC ความเร็วในการเขียนอ่านถือพื้นฐานพอๆ กัน แต่หากดูความเร็วในการเขียนบน SQLLite นั้นมีหลายองค์ประกอบกว่าทั้งเรื่องของชิปเซ็ตและแรม แถมยังมี Gyrospcoe มาให้ครบทั้ง 2 รุ่น ด้าน GPS จับสัญญาณได้เร็ว แต่รุ่น Max Pro M2 จะเกาะดาวเทียมได้มากกว่า

 

กล้องถ่ายภาพ

หลายคนเห็นสเปคแล้วอาจจะสงสัย ทำไมกล้องของ Max M2 มีความละเอียดมากกว่าที่ 13MP+2MP แต่ Max Pro M2 ดันเป็นกล้องความละเอียด 12MP + 5MP อันนี้ต้องบอกว่าขนาดของจำนวนพิกเซลไม่ได้สำคัญไปกว่าคุณภาพของเซนเซอร์ จากที่ลองไปถ่ายภาพเทียบกันมานั้น Max Pro M2 มีรายละเอียดที่ดีกว่า สีสันและไวท์บาลานซ์ก็ทำได้ดี

เปรียบเทียบภาพถ่ายของ Max M2 และ Max Pro M2


























จากภาพจะเห็นว่ากล้องของ Max M2 นั้นจะติดอมแดงอยู่พอสมควร ทั้งกล้องหน้าและหลังเลยก็ว่าได้ การจับโฟกัสในสภาพแสงทั่วไปนั้นพอๆ กัน แต่พอแสงเริ่มลดลงฝั่งของ Max M2 จะเริ่มทำงานช้าลง ใช้เวลาจับโฟกัสนานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ด้าน UI กล้องของทั้ง 2 รุ่นนั้นยังดูปรับตั้งค่ายากอยู่ ยิ่งถ้าเทียบกับ Zen UI ของ Asus แล้วมันต่างกันเยอะมากๆ เลย แต่ในส่วนของฟีเจอร์ก็ถือว่ามีให้เลือกเยอะอยู่เหมือนกัน และจนถึงตอนที่เราใช้งานล่าสุด รุ่น Zenfone Max Pro M2 ที่ว่าจะเสริมกล้อง AI เข้ามาในอัพเดทก็ยังไม่มา คาดว่าหากมาแล้วตัวกล้องของรุ่น Pro น่าจะดีขึ้นได้กว่านี้ ไม่ต้องคอยไปเลือกโหมดการถ่ายภาพต่างๆ เองอีกแล้ว

 

สรุปผลการใช้งาน

สำหรับรุ่นสุดคุ้มด้วยสเปคและราคานั้น แน่นอนว่าต้องเป็น Zenfone Max Pro M2 ที่ครบเครื่องกว่า เพราะได้ชิปที่แรง RAM / ROM และแบตเตอรี่มีความจุมากกว่า ซึ่งจากการใช้งานหนึ่งวันนั้นอยู่ได้สบายๆ และยังไม่เจอปัญหาอะไรหนักๆ ในด้านการใช้งาน มีบางครั้งที่ระบบทัชสกรีนเหมือนจะแอบบงอน แตะเบาๆ แล้วไม่ค่อยติด แต่อาการนี้ก็มาแบบเป็นๆ หายๆ บางวันก็ไม่เจออาการเลย ส่วนเรื่องกล้องนั้นเด่นกว่ารุ่นเล็กทั้งการเซลฟี่และกล้องหลัง

แต่มือถือในช่วงราคา 6-7 พันบาท ตอนนี้ก็มีการแข่งขันค่อนข้างสูง และตัวเลือกเพียบ อาจจะต้องลองเทียบกับรีวิวของรุ่นอื่นๆ ดูก่อนจะตัดสินใจซื้อกันอีกที

ส่วน Zenfone Max M2 นั้นได้เปรียบในเรื่องรูปทรงและความบาง ด้วยสเปคแล้วก็ถือว่าคุ้มค่ากับราคาอยู่เหมือนกัน แต่ติดที่ราคายังเปิดมาไม่ได้ต่างจาก Max Pro M1 ที่เราเคยรีวิวไปแล้ว คือถ้าไม่ได้อยากได้หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นมา การกลับไปเลือกเอารุ่น Max Pro M1 อาจจะดูคุ้มค่ากว่า เพราะราคาต่างกันไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง

from:https://droidsans.com/review-zenfone-max-pro-m2-compare-max-m2/

Advertisements

Review | รีวิว Galaxy A9 2018 มือถือกล้อง 4 ตัว ตอบโจทย์สายไลฟ์สไตล์

ฮือฮากันมากเมื่อตอนเปิดตัวสำหรับ Galaxy A9 ที่ได้กล้องหลังมาถึง 4 ตัว พร้อมกับความที่เค้าอยากให้เป็นมือถือที่ตอบโจทย์ รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว ดูหนัง เล่นเกม ถ่ายรูป โซเชียลมีเดีย เราก็ลองได้จับมาซักพัก เลยอยากมาแชร์ว่าสรุปแล้วมันครบมั้ย มันตอบโจทย์ทั้งหมดที่เค้าตั้งไว้ได้รึเปล่าค่ะ

ดีไซน์

ขอเริ่มที่ตัวดีไซน์ หน้าตากันก่อน Galaxy A9 นี้ได้ดีไซน์แบบไล่สีเป็นรุ่นแรกของทางซัมซุง ส่วนตัวเลยมองในมุมผู้หญิงเค้าทำออกมาถูกใจเรามากก จับมาแล้วทั้งสองสี ชมพู Bubble Gum ไล่จากชมพูอ่อนไปเข้ม ออกหวานหน่อยๆ แต่ไม่ได้หวานมากจนเลี่ยน ผู้หญิงที่ไม่ได้ชอบสชมพูมากมายแบบเราก็ว่ามันสวยดี

ส่วน Lemonade Blue ก็สวยไม่แพ้กัน ไล่สีจากฟ้าอ่อนไปน้ำเงิน สำหรับผู้ชาย หรือ สาวที่ไม่ได้หวานมากก็น่าจะถูกใจ หรือถ้าใครโดนใจทั้งสองสีที่ว่า เค้าก็ยังมีสีดำล้วนมาให้เลือกเช่นกันค่ะ

หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ไซส์ จับถือเข้ามือดี เดี๋ยวนี้จอ 6 นิ้วก็แทบจะเป็นไซส์หลักๆไปแล้วจากที่เมื่อก่อนว่าใหญ่ ตอนนี้ก็ชินมือไปซะงั้น ส่วนจอ Super Amoled FHD+ สีและความคมชัด ของฝั่งซัมซุงทำมาได้ดีเสอต้นเสมอปลายอยู่แล้ว

 

ประสิทธิภาพการใช้งาน + เกม

หลังจากจับถือมาเรื่องที่ไม่ต้องกังวลเลยอย่างแรกคือการเล่นโซเชียล เพราะสเปคที่ให้มาสบายมากๆกับการไถฟีด กดไลค์ กดแชร์ ไม่ว่าจะเฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เบราเซอร์ก็เปิดเว็บได้ชิลๆ

เล่นเกมที่เล่นประจำๆอย่าง ROV กับชิป Snapdragon 660 อันนี้ก็ไปได้สบายๆ 30 Fps เนียนๆไม่ค่อยตกมาก สามารถเปิดโหมดเฟรมเรทสูงได้ 60 Fps เท่าที่เล่นมาเฟรมตกบ้างอยู่ที่ประมาณ 50-60 แต่เกมไม่ได้กระตุกค่ะ บวกเยอะอาจจะร่วงมาที่ 40 ปลายๆบ้าง บางไฟท์นะ ส่วน Pubg เกมตั้งค่ามาให้ที่ความละเอียดระดับกลาง แต่ก็ปรัปไปเล่นที่ระดับสูงได้อยู่ ต้องบอกว่าเรื่องเกมหายห่วงไปเช่นกัน

มาถึงผลคะแนน Antutu ของ Galaxy A9 รุ่นนี้ทดสอบมาได้ 140,171 คะแนน แถวๆเดียวกับพวก Snap 660 ทั่วไป

GPS test ตัวนี้จับดาวเทียมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 37 ดวง ความเที่ยงตรง(Accuracy) ต่ำสุดที่วัดได้ในที่แจ้งจะอยู่ที่ +- 3 ค่ะ

เพิ่มเติมสำหรับสองซิมที่ให้มานั้น รุ่นนี้รองรับเป็น 4G ทั้ง 2 ซิม มี VoLTE และ VoWiFi ให้ใช้กันครบ สะดวกและตอบโจทย์เรื่องเครือข่าย และ การโทรศัพท์ ส่วน WiFi รองรับ 2.4GHz และ 5GHz ค่าา

 

กล้อง

กล้องหลัง 4 ตัว แบ่งเป็นเลนส์ไวด์ เลนส์เทเล เลนส์หลัก และ เลนส์วัดระดับตื้นลึกทำเบลอแบบ Live Focus แบ่งความละเอียดมาให้ตามนี้ค่ะ

กล้องตัวที่ 1 :  8 MP (f2/4) Ultra Wide ถ่ายกว้าง ถ่ายไกลกว่าเดิมระยะ 120° ช่วยให้เก็บภาพได้กว้างขึ้น
กล้องตัวที่ 2 : 10 MP (f2/4) เลนส์ Tele 2X ที่จะเข้ามาช่วยเราซูมถ่ายวัตถุที่อยู๋ไกล
กล้องตัวที่ 3 : 24 MP (f1/7) เลนส์หลัก ใส่เทคโนโลยีรวมพิเซลเข้ามาด้วย ซึ่งจะทำงานเมื่อแสงน้อย รวม 4 Pixel ให้เป็น 1 Pixel เพื่อให้ภาพมีคุณภาพมากขึ้น
กล้องตัวที่ 4 : 5 MP (f2/2) เลนส์สำหรับ Live Focus โดยเฉพาะ

สำหรับโหมดกล้องที่ใช้บ่อยๆก็จะเป็นโหมดอัตโนมัติ และ ตัวปรับสีภาพ( AI ที่คอยจับซีนแล้วเพิ่มสีให้เหมาะสมนั่นแหละ) ซึ่งสองโหมดนี้จะใช้เลนส์ได้ครบ 4 ตัวเลย แต่สำหรับโหมดโปรจะใช้แค่เลนส์หลักอย่างเดียวค่ะ

โหมดอัตโนมัติตัวเลนส์หลัก และ เลนส์ซูมจะสามารถแตะเพื่อโฟกัสได้ แต่เลนส์ไวด์จะแตะโฟกัสไม่ได้ ซึ่งทั้งสามตัวนี้จะยังคง แตะจอเพื่อปรับดึงแสง ขึ้น หรือ ลง ได้ในโหมดนี้ค่ะ แต่จะดึงแสงไม่ได้ในโหมดปรับสีภาพนะ

อย่างที่บอกว่าเลนส์ไวด์จะไม่มีการแตะเลือกโฟกัสในโหมดไหนเลย มันจะชัดโดยรวมๆแบบทั้งภาพในระยะที่เลนส์ทำได้ เน้นถ่ายวิว ถ่ายสถานที่ ดูรวมๆก็เหมือนจะชัดดีนะ แต่ซูมเข้าไปแล้วจะเห็นว่ามันไม่ได้คมชัดแบบที่เราหวังว่าจะเห็นรายละเอียดที่คมกว่านี้ ตรงนี้ก็แอบเสียดาย

แต่โดยรวมๆสำหรับเลนส์ไวด์ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพกลางวัน หรือ กลางคืนที่มีแสงเยอะๆ ถ่ายไว้แชร์ ไว้อัพลงโซเชียล เช็คอิน อันนี้ก็ทำได้สบายๆค่ะ การถ่ายมุมกว้างเลนส์ Ultra Wide โค้งๆแบบนี้ทำให้ได้มุมใหม่ๆเก็บรายละเอียดพื้นที่ในภาพได้เยอะกว่าเลนส์ธรรมดา และมีสเน่ห์ในความไวด์ของมัน

โดยถ้าไม่อยากให้ขอบโค้งก็สามารถเลือกปรับได้ด้วยค่ะ ที่การตั้งค่าในรูปที่ถ่ายด้วยกล้องไวด์แล้วเข้าไปแก้ ภาพก็จะถูกจับบิดนิดนิง ขอบภาพหายไปหน่อยๆ

ในส่วนของเลนส์หลัก ภาพกลางวันเค้าทำก็ได้ดีเก็บแสง เก็บสีครบ ส่วนกลางคืนที่ใส่เทคโนโลยีการรวมพิกเซลของหลายๆ ภาพจาก 4 เป็น 1 นั้น ลองถ่ายในที่แสงน้อยมา เค้าก็มีการดึงแสงขึ้นมาให้สว่างกว่าตาเห็นจริงๆ

เลนส์ซูมก็อารมณ์เดียวกับกล้องที่มีเลนส์เดียวแล้วกด X2 เท่าเข้าไปนั่นแหละ แต่ว่า UI ของตัวนี้กดปุ่มชัดเตอร์ลากซ้าย ขาวเพื่อซูมไม่ได้ ต้องเอานิ้วขยายเข้าออกแทนค่ะ

โหมด Live Focus มี Art Bokeh มาให้ด้วย ปรับแต่งเบลอโบเก้ให้เป็นรูหัวใจ ดวงดาวได้ตามสะดวก แต่ก็ต้องให้รูปนั้นมีโบเก้วงๆพอที่จะะให้ซอฟแวร์มันเห็นและต้องขึ้นว่า “พร้อมใช้งาน” เพื่อให้เรามาปรับต่อได้ด้วยนะ ไม่งั้นจะปรับได้แค่ความเบลอเท่านั้น ไม่มีรูปทรงมาให้ปรับค่ะ ซึงแอบถ่ายยากอยู่ เพราะมันไม่ค่อยขึ้นเป็นพร้อมใช้งานมาให้ ต้องขยับๆ ให้ได้ระยะ ลองดูตัวอย่างภาพทั้งหมดกันเลยค่ะ

ตัวอย่างภาพจาก Galaxy A9












































 

กล้องหน้า

ในส่วนของกล้องหน้าความละเอียด  24 ล้านพิกเซลนั้น ใส่โหมดมาให้เล่นหลายอันเหมือนกัน ทั้งโหมดบิวตี้ที่ของซัมซุงทำได้ดีอยู่แล้ว เนียนแบบไม่เอเลี่ยน ไม่เบลอ หรือจะโหมดโฟกัสเซลฟี่มาให้ และ ยังสามารถสร้าง AR ตัวการ์ตูนตัวเองได้ด้วยในรุ่นนี้









 

สรุป Galaxy A9 น่าซื้อไหม ?

จากการถือใช้งานจริงมาเรื่องประสิทธิภาพขงการใช้งาน การเล่นเกม ดูหนังฟังเพลง ไม่มีปัญหาเลย ยิ่งเรื่องแบตยิ่งหายห่วง 5,000 mAh ที่ให้มาวัน สองวันก็ยัง ส่วนเรื่องกล้อง เราว่าสเน่ห์ของมันคือกล้อง 4 ตัวนี่แหละ อย่างแรกคือ ภาพ Live Focus ถ่ายง่ายขึ้น ไม่ต้องเดินขยับเข้าขยับออก เพราะระยะไม่เปลี่ยน ส่วนกล้อง Ultra Wide ที่ใส่มาให้ก็ดี เพราะเวลาถ่ายออกมาแล้วมานั่งดูภาพ เราจะรู้สึกเหมือนเรากำลังเที่ยวอยู่ตรงนั้น มันได้ฟิลแบบนักท่องเที่ยว มุมที่ทำให้รู้สึกว่าอยากไปเที่ยวอีกจังอะไรแบนั้นอะ แล้วก็ดีตรงที่เวลาถ่ายในที่แคบๆ ถอยหลังไม่ได้แล้ว เปิดไวด์มา โอ้โห เก็บหมดเลย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีมาก

แต่เรื่องที่ติดใจอยู่นิดหน่อยก็คือเรื่องความละเอียดของกล้องนี่แหละค่ะ อาจจะเป็นเพราะ Galaxy A เป็นซีรี่ย์ที่ซัมซุงทดลองใส่อะไรใหม่ๆเข้ามาอยู่ประจำ ก็เลยอาจจะยังทำได้ไม่เท่าที่เราคาดหวัง โดยเฉพาะเพราะกล้องไวด์ที่ให้มาเหมือนจะคมชัดน้อยไปซักนิด และ ทำได้ไม่ค่อยดีในที่แสงน้อย เลยคิดว่าถ้าเปิดมาที่ราคานี้ 19,990 บาท รวมพลังชิปกับลูกเล่นกล้องก็ถือว่าไม่ได้แพงจนเกินไป แต่ถ้างบไม่ถึง Galaxy A7 ที่ได้กล้อง Ultra Wide เหมือนกัน นั้นก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี ในราคาถูกกว่ากันตั้งเกือบครึ่งเลย

from:https://droidsans.com/review-galaxy-a9-2018/

Review l รีวิว Motorola One กับประสบการณ์ใช้งาน Android One ครั้งแรกของโมโต

เปิดตัวและวางจำหน่ายกันมาได้สักระยะแล้วสำหรับ Motorola One สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ Motorola ที่เป็น Android One และยังเป็นรุ่นแรกที่ถูกออกแบบให้มี Notch ด้วย ซึ่งในไทยนั้นก็ได้วางจำหน่ายแบบ Exclusive กับ Truemove H ด้วยราคา 7,990 บาท หลังจากที่เรา แกะกล่องไปเมื่อตอนนั้น วันนี้ก็ถึงเวลาจะมาแชร์ประสบการณ์รีวิวและใช้งานอย่างเต็มรูปแบบให้อ่านกันค่า ~

ก่อนอื่นเรามาทวนสเปคของ Motorola One กันอีกซักรอบ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจหลักๆ ก็คือเรื่องของความเป็น Android One ที่นอกจากจะได้ไปต่อใน OS รุ่นถัดไปแบบแน่นอนแล้ว ยังได้รับความเป็น Pure Anroid มาเต็มๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความหนักหน่วง หรือโดนถ่วงจากแอปพลิเคชั่นที่ฝังมาจากค่ายผู้ผลิตได้เลย (แต่จริงๆ Moto เดิมก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้วนะ)

สเปค Motorola One

DS_motorolaone_30

  • ระบบปฏิบัติการ Android OS 8.1 (Oreo)
  • หน้าจอ LTPS IPS LCD  ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1520 x 720) พิกเซล (~287 ppi ) อัตราส่วน 19:9
  • CPU: Qualcomm Snapdragon 625 Octa-core 2.0 GHz Cortex-A53
  • GPU: Adreno 506
  • RAM 4GB
  • หน่วยความจำภายใน: 64GB + รองรับ microSD สูงสุด 256GB
  • กล้องหลังคู่ (Dual-Camera): ความละเอียด 13 MP (f/2.0) + 2 MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า: ความละเอียด 8 MP (f/2.2)
  • รองรับ 2 ซิม (nanoSIM) เฉพาะ Truemove H
  • การเชื่อมต่อ: Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, dual-band, WiFi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, A2DP, LE, EDR, NFC, USB 2.0, Type-C 1.0 reversible connector
  • เซนเซอร์: Fingerprint reader, Proximity sensor, Accelerometer, Ambient Light sensor, Magnetometer, Gyroscope
  • แบตเตอรี่:  Li-Ion ความจุ 3,000 mAh (รองรับTurbo Power)
  • ขนาดเครื่อง: 149.9 x 72.2 x 8 มม., หนัก 162 กรัม
  • สีที่วางจำหน่ายในไทย: สีดำ

 

ฟีเจอร์พื้นฐานของ Motorola One

DS_motorolaone_04

สำหรับ Motorola One เครื่องที่เราใช้รีวิวนี้ยังเป็นระบบปฏิบัติการยังคงเป็น Android OS 8.1 (Oreo) โดยแพทช์ที่อัพเดตล่าสุดคือเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่แอบเห็นข่าวแว้บๆ ว่าบางรุ่นก็ได้รับอัพเดทกันไปมั่งแล้ว ยังไงก็น่าจะรอกันอีกไม่นาน และนอกจากเรื่องของระบบปฏิบัติการณ์แล้ว หน้าตา UI ก็จะดูเรียบๆ คลีนๆ แป้นพิมพ์ หรือ แถบ Navigator และฟีเจอร์ต่างๆ ก็ได้รับเหมือนกับสมาร์ทโฟน Pure Android เลย

DS_motorolaone_01

ทั้งวิธีการเปิดหน้าแอปที่ใช้นิ้วปัดขึ้น หรือฟีเจอร์ Split Screen แบ่งสองจอในการใช้งานก็ได้มาเหมือนกัน

DS_motorolaone_02

แน่นอนว่า Motorola One ก็มาพร้อมกับ AI ผู้ช่วยคนเก่งอย่าง Google Assistant ด้วย และถ้าปัดทางขวา ก็จะมีหน้าต่างรวบรวมสิ่งที่เราสนใจ คล้ายๆ กับหน้าต่างของ Bixby

DS_motorolaone_25

และสามารถใช้งาน Google Lens ฟีเจอร์กล้องส่องเพื่อช่วยค้นหาข้อมูลของสิ่งของหรือสถานที่นั้นๆ ได้ เหมือนที่ใช้ Google ค้นหาข้อมูลเลย (แต่เท่าที่ลองเล่นก็บางอย่างก็แอบไม่ตรงบ้าง ก็ปล่อยให้ AI มันเรียนรู้ไป)

DS_motorolaone_31

สำหรับเรื่องการรักษาความปลอดภัยต่างๆ Motorola One ก็สามารถตั้งค่าได้แบบทั่วไป คือให้เลือกใช้ได้ทั้ง Pin, Pattern, Password และ แสกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่อยู่ตรงตัว M ด้านหลังเครื่อง ซึ่งค่อนข้างประทับใจกับความแม่นยำและรวดเร็วพอสมควร แตะตึ๊ดเดียวก็ปลดล็อคได้แล้ว 

 

Moto Action ฟีเจอร์สั่งงานผ่านการขยับ

DS_motorolaone_03

ส่วนฟีเจอร์ที่เป็นของ Motorola ก็มีอยู่หน้าในหน้าแรกตั้งแต่เปิดเครื่องเลย โดยหลักๆ แบ่งเป็น Moto Action  ซึ่งเป็นพวก Gesture อย่าง เขย่าเครื่องเพื่อเปิด – ไฟฉาย หรือ พลิกข้อมือไปมาเพื่อเข้ากล้อง อีกส่วนคือฟีเจอร์ของ Moto Display ซึ่งเราจะมาเล่นให้ฟังในหมวดถัดไปกันค่ะ 

 

ว่าด้วยตัวเครื่องและงานประกอบ

DS_motorolaone_08

ตัวเครื่องของ Motorola One เป็นกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ตัวเครื่องสีดำดูวาววับสวยงาม แต่อย่างที่เคยพูดไปเมื่อตอนแกะกล่อง คือติดรอยนิ้วง่ายมาก การใส่เคสไว้ก็ช่วยป้องกันได้ทั้งตัวเครื่องและรอยนิ้วมือ แม้ว่าตัวเคสใสที่แถมมาก็ดันติดรอยนิ้วง่ายเช่นกัน  แต่อย่างน้อยก็ใส่ไว้อุ่นใจ ป้องกันเวลาเผลอทำหลุดมือได้ล่ะนะ

นอกจากนี้ Motorola One ยังมีมาตรฐานกันน้ำ “P2i (Splash-resistant)” ก็คือจะช่วยกันละอองฝน หรือน้ำกระเซ็นที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อีกนิดหน่อยด้วย

 

หน้าจอ

DS_motorolaone_05

Motorola One มาพร้อมหน้าจอ ขนาด 5.9 นิ้ว เป็น Max Vision Display อัตราส่วน 19:9 ความละเอียด HD+ (1520 x 720) พิกเซล รวมถึงมีรอยแหว่ง (Notch) เป็นที่อยู่ของแฟลช เซนเซอร์ ลำโพง และกล้องหน้า เมื่อเราใช้งานแอปทั่วๆ ไป ส่วนพื้นที่หน้าจอบริเวณข้าง Notch ทั้งสองฝั่งก็จะทำหน้าเป็นแถบโชว์ข้อมูลอย่าง เวลา Notifications สัญญาณโทรศัพท์ WiFi และแบตเตอรี่ หรือไม่ก็ดับกลืนไปกับพื้นที่ของ Notch เลย เวลาที่เราดูคลิป หรือเล่นเกม

DS_motorolaone_12

วัสดุหน้าจอของ Motorola One เป็น กระจก Corning Gorilla Glass 2.5D ทำให้ตัวขอบจอดูโค้งรับกับตัวเครื่องเล็กน้อย แต่เวลาจับถือถ้าไม่ได้ใสเคสคลุมก็จะรู้สึกสะดุดขอบนิดหน่อย และด้วยความที่เป็นกระจกก็จะแอบมีการสะท้อนบ้าง แต่เมื่อเราเปิดความสว่างจอสูงๆ หรือปรับ Auto ไว้ ตอนออกไปกลางแจ้งก็พอสู้แสงได้อยู่ค่ะ (แต่ถ้าดูจากภาพถ่ายจะดูเหมือนจอมืดๆ ไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่)

DS_motorolaone_07

นอกจากยังมีโหมด Night Light ช่วยตัดแสงสีฟ้า เพื่อให้ใช้งานได้สบายตาขึ้นในที่แสงน้อยหรือตอนกลางคืนก่อนนอน โดยสามารถเลือกปรับความเข้มข้นของสีเหลืองได้ รวมถึงตั้งเวลาให้เปิดได้ หรือตั้งให้เปิดใช้อัตโนมัติ ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน – พระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันใหม่

Moto Display

DS_motorolaone_18

ฟีเจอร์ที่เป็นลูกเล่นบนหน้าจอขณะที่ดับอยู่ของ Motorola เมื่อหยิบเราหยิบเครื่องขึ้นมา Always On Display ก็โชว์เวลา วันที่ และเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่ และยังมีฟีเจอร์แจ้งเตือน (Notification) ขึ้นเป็นไอคอนวงกลมด้านล่าง โดยสามารถกดค้างเพื่อดูเนื้อหาข้างใน และลากนิ้วปัดขึ้นเพื่อโต้ตอบได้เลยโดยยไม่ต้องปลดล็อคจอหน้าจอ  (แต่ต้องเข้าไปเปิดฟีเจอร์ก่อนนะ)

DS_motorolaone_06

อย่างเช่น มีแจ้งเตือนจาก Messenger ก็สามารถกดค้างเพื่อดูเนื้อหาก่อนได้ ถ้าสำคัญเราสามารถลากนิ้วไปที่ไอคอน reply เพื่อตอนกลับได้เลย หรือจะเลือกกด Like กด Mute ข้อความ หรือลากนิ้วลงล่างไป Dismiss ไว้ก่อน ค่อยมาตอบทีหลังก็ได้

ระบบเสียงและลำโพง

DS_motorolaone_10

Motorola One มาพร้อมลำโพงตรงท้ายเครื่องเสียงข้างดังกระหึ่ม ทั้งตอนเล่นเกม ดูคลิป หรือแม้กระทั่งตอนฟังเพลงปกติ แต่เสียงจะใสๆ แบบขาดเสียงเบสไปนิด ซึ่งอันนี้แนะนำให้ลองไปปรับเล่นในโหมด Dolby Audio ซึ่งใช้ได้ทั้งลำโพงปกติ และหูฟังเลย

DS_motorolaone_11

สำหรับโหมด Dolby Audio ก็มีให้เลือกทั้ง Movie, Music, Game, Voice และแบบให้เลือก Custom ได้เองอีกสองหมวด ซึ่งแต่ละหมวดก็จะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ใส่หูฟังแล้วปรับก็จะได้ยินความต่างชัดขึ้นค่ะ

 

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม

DS_motorolaone_29

สำหรับผลคะแนนการทดสอบ Benchmark ด้วย Antutu ก็ออกมาที่ 81608 ซึ่งก็ถือว่าโอเคตามมาตรฐานของชิปรุ่นกลางอย่าง Snapdragon 625 เลยค่ะ ส่วนประสิทธิภาพการใช้งานจริงก็มาดูกันให้หมวดต่อไปเล้ยย ~

ในการทดสอบครั้งนี้ก็เลือกเป็น 3 เกมฮิต (มั้ยนะ?) ที่หลายคนกำลังเล่นกันอย่าง ROV, PUB G, และก็ Ragnarok M สรุปรวมๆ ก็คือเจ้า Motorola One เล่นได้ทั้ง 3 เกมเลย แม้ว่ากราฟิกอาจจะไม่งามกริ๊บ และมีอาการกระตุก หรือหน่วงบ้างพอกรุบกริบ

DS_motorolaone_15

เริ่มกันที่ PUB G เริ่มเข้าเกมก็แนะนำให้เลือก Default กราฟิกระดับต่ำเลย ตอนเข้าหน้าหลักเกมครั้งแรกแอบกระตุกบ้าง รู้สึกปุ่มที่อยู่ริมๆ จอแอบกดไม่ค่อยติด ต้องกดย้ำหลายอยู่ครั้ง แต่พอเข้าไปเล่นเกมก็สามารถเล่นได้เรื่อยๆ แม้ว่าจะแอบมีกระตุกบ้างนิดหน่อย

DS_motorolaone_17

มาต่อกันที่ ROV เข้าเกมครั้งแรกก็เจอบั๊กค้างอยู่หน้าเลือกตัวละครจนต้องออกเข้าใหม่ (แต่สำหรับเกมนี้เหมือนก็เป็นในหลายๆ รุ่น) ซึ่งครั้งแรกที่เล่นก็ตะกุกตะกักอยู่ แต่พอเริ่มเล่นครั้งที่ 2 ก็ไม่ค่อยมีอาการกระตุกมากแล้ว แม้ว่าจะเปิดทั้งกราฟิกสุด เปิดภาพแบบ HD ด้วยก็ตาม เฟรมเรตก็วิ่งขึ้นลงอยู่ที่ 28 – 30 fps และตาหลังๆ จากนั้นมาก็ไม่เจออาการสะอึกแบบครั้งแรก

DS_motorolaone_16

สำหรับ Ragnarok M นี่เพิ่งเข้ามาเล่นครั้งแรกเลย ส่วนตัวคิดว่าตัวกราฟิกก็ไม่ได้ดูแย่มากถึงแม้ Default จะเป็น Low ก็ตาม แต่ถือว่าพอใช้ได้เลย ชอบตรงที่เปิด Auto ให้ตีมอนได้เรื่อยๆ แบตก็ลดไม่ค่อยเยอะ  มีกระตุกมากหน่อยก็ตอนเดินเข้าเมืองที่คนเยอะๆ แต่สำหรับเกมนี้เราอาจจะพึ่งเริ่มต้นได้เลเวล 10 เอง เลยอาจจะยังไม่เจอโซนที่คนเยอะๆ หรือที่ที่อาจจะมีกราฟิกหนักๆ ด้วยก็เป็นได้

 

แบตเตอรี่และอายุการใช้งาน

ความจุของแบตเตอรี่ Motorola One ให้มาที่ 3,000 mAh ด้วยพลังการทำงานของชิป Snapdragon 625 และความเป็น Android One ที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและพลังงานที่ค่อนข้างดี ทำให้ใช้งานได้ยาวๆ เลย แถมเครื่องไม่ค่อยร้อนอีกด้วย

DS_motorolaone_13

เริ่มต้นชาร์จแบตเตอรี่ด้วย Adapter Turbo Power (15 W) และใช้สายชาร์จที่ให้มาพร้อมกับเครื่อง ตั้งแต่ 0% เวลาประมาณ 12.31 น. จนถึง 100% ในเวลา 14.24 น. ใช้เวลารวมๆ ประมาณ 2 ชั่วโมงพอดี

DS_motorolaone_14

นั่งดูวิดีโอต่ออีกนิดจนแบตลดเหลือ 13% ตอน 01.47 น. 

ในส่วนของการใช้งาน Motorola One ก็ลองนู่นลองนี่ใช้งานตามปกติไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นยิงยาวต่อเนื่องจนไม่ได้พัก โดยเริ่มใช้ตั้งแต่เวลา 15.09 น. ลองเทสลำโพงฟังเพลง ลองเล่นเกมทั้ง ROV, Ragnarok (อันนี้คือเปิดหน้าจอทิ้งไว้เป็นชั่วโมง แบตลดลงไปประมาณ 10%) แล้วก็ต่อด้วย PUBG อีก 2-3 ตา และก็นั่งเล่นแอป ZEPETO อยู่เป็นชั่วโมงเหมือนกัน ก่อนจะสลับมาดู Youtube บ้าง จนแบตเหลือ 18% ตอนประมาณ ตี 01.15 น. รวมทั้งหมดก็อยู่ได้สบายๆ ประมาณ 10 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าโอเคเลย หากใช้งานแบบปกติทั่วๆ ไป เล่นโซเชียลบ้าง เกมบ้าง ก็น่าจะสามารถใช้งานได้เต็มวันแบบสบายๆ

 

กล้องหลังคู่ (Dual Camera)

DS_motorolaone_26

หน้าตา UI กล้องหลังของ Motorola One

กล้องหลังของ Motorola One นั้นเป็นแบบกล้องคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 13 MP + 2 MP มาพร้อมกับฟีเจอร์เด่นๆ ตามสมัยนิยมเลย คือ สามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (โหมด Portrait) ได้ ส่วนคุณภาพที่ออกมาก็ถือว่าไม่แย่มากสำหรับภาพถ่ายกลางแจ้ง หรือที่มีแสงหน่อย ส่วนภาพที่ถ่ายในที่แสงน้อย หรือภาพกลางคืน ชัตเตอร์ก็จะช้าๆ หน่อย Noise ก็จะเริ่มเห็นได้ชัด (ดูได้ในภาพตัวอย่างเลย)

DS_motorolaone_24

หน้าตา UI ของโหมด Manual

ซึ่งสามารถปรับได้ทั้ง White Balance, Speed Shutter, ISO, Manual Focus และ ค่าชดเชยแสง

หากเปิด HDR ไว้ ภาพที่ออกมาก็จะมีการดึงสีและรายละเอียดจนเหมือนผ่านการปรับแต่งมาบ้างแล้ว ส่วนภาพแบบ Original ก็อาจจะดูขุ่นๆ เล็กน้อย เมื่อมองเทียบกับภาพ HDR ตามภาพด้านล่าง


ภาพเปรียบเทียบระหว่างเปิด HDR กับ ไม่ได้เปิด HDR

DS_motorolaone_20

โหมดกล้องของ Motorola One ก็มีมาให้เล่นพอสมควร ทั้ง Portrait, Spot Color, Cinemagarph และ Panorama ส่วนวิดีโอก็สามารถถ่าย Slow-mo และ Timelapse ได้ (อันนี้ยังไม่ได้ลองจริงจัง)

 

โหมด Portrait 

DS_motorolaone_22

โหมด Portrait ตอนแรกที่ใช้งานแอบอ๊องๆ ไปเล็กน้อย โดยพอพลิกจากแนวนอนเป็นแนวตั้งแถบปรับแสงกับความเบลอดันไปซ้อนกันซะอย่างนั้น จนต้องออกเข้าใหม่ แล้วก็ระบบออโต้โฟกัสของรุ่นนี้รู้สึกจะแอบงงๆ ถ้าไม่กดเองคือก็จะไปโฟกัสอะไรไม่รู้ แต่ภาพที่ออกมาสำหรับโหมดนี้ส่วนตัวก็ถือว่าพอใช้ได้ บางรูปก็เกือบๆ เนียนอยู่

ภาพตัวอย่างโหมด Portrait 

IMG_20181206_124841398_PORTRAIT
IMG_20181206_125026552
IMG_20181206_125113597_
IMG_20181206_134549340

โหมด Spot Color ก็คือการถ่ายแบบเลือกให้มีสีเฉพาะในจุดที่เราเลือก ส่วนอื่นในภาพก็จะกลายเป็นขาวดำ โดยสามารถเลือกระดับสีที่เราต้องการให้ปรากฎในภาพได้

DS_motorolaone_21

ภาพตัวอย่างโหมด Spot Color

IMG_20181217_142247940
IMG_20181206_123024874
IMG_20181206_123155267

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินการถ่ายภาพแบบ Cinemagraph กันมาบ้างแล้ว ซึ่งแต่ก่อนเวลาใช้กล้องถ่ายแล้วมา Process ทีหลังก็ค่อนข้างจะยุ่งยาก แต่ Motorola One ก็มีโหมดนี้มาให้เล่นกัน

DS_motorolaone_23

โดยใช้วิธีกดถ่ายเป็นภาพต่อเนื่องรัวๆ แล้วมาจิ้มเลือกบริเวณที่ต้องการให้ขยับทีหลัง แล้วเซฟออกมาเป็นไฟล์นามสกุล .Gif ค่ะ

ภาพตัวอย่างโหมด Cinemagraph

CMGPH_20181206_115012284
CMGPH_20181206_132630235

ภาพตัวอย่างจากกล้องหลัง Motorola One






























กล้องหน้า

DS_motorolaone_27

กล้องหน้าของ Motorola One ให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล ซึ่งสาวๆ ที่ชอบถ่ายเซลฟี่อาจจะไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ เพราะแม้กระทั่งเปิดโหมด Face Beauty แล้วก็ยังไม่ช่วยกลบความโทรมเลย สีที่ออกมาก็เหมือนจะติดฟ้าหน่อยๆ แต่ก็ยังเกลี่ยหน้าให้เนียน ปรับตาโต หน้าเรียวให้ได้อยู่ สำหรับคุณภาพดูได้ตามภาพข้างล่างเลยค่า

ภาพตัวอย่างจากกล้องหน้า

IMG_20181214_151150844
IMG_20181214_151201640
IMG_20181214_151220118
IMG_20181214_151223016
IMG_20181214_151229115
IMG_20181214_151234760

 

ข้อจำกัดของการใช้ซิม

 DS_motorolaone_28

Motorola One ที่จำหน่ายในประเทศไทยเป็นรุ่น 2 ซิม (nanoSIM) ที่ทางผู้ให้บริการเครือข่ายที่นำเข้าล็อคไว้ให้ใช้งานได้เฉพาะซิมของค่าย แต่เราก็ได้ลองจับเอาของค่ายอื่นมาลองใส่ดูด้วย ผลปรากฎออกมาตามนี้เลยค่ะ …

  • ช่องซิม 1 สามารถใส่ได้เฉพาะซิมของค่าย Truemove H เท่านั้น!! (ถ้าใส่ซิมของค่ายอื่นก็จะขึ้นเตือนว่าล็อคไม่สามารถใช้งานทันที)
  • ช่องซิม 2 สามารถใส่ซิมของค่ายอื่นได้ แต่! สามารถใช้รับสายกับข้อความได้อย่างเดียว ไม่สามารถใช้โทรออกได้
  • ถ้าเป็นซิมของค่าย Truemove H เองก็จะสามารถใช้งานได้ปกติทั้งซิม 1 และ ซิม 2 โดยขึ้นเป็น 4G/3G สามารถเลือกสลับใช้งานได้ โดยซิมหลักก็จะรับ 4G ซิมรองก็เป็น 3G ค่ะ

 

สรุปการใช้งาน

DS_motorolaone_09

ข้อดีของ Motorola One คือ ความเป็น Pure Android ไม่มีที่ค่ายมือถือชอบแถมมาให้หนักเครื่อง แม้สเปคที่ให้มาจะไม่ได้โดดเด่นมากเทียบกับค่ายอื่นๆ ในช่วงราคานี้ แต่มีการจัดการพลังงานที่ค่อนข้างดีเลยค่ะ เครื่องไม่ค่อยร้อนเวลาเล่นเกม แบตก็อยู่ทนนานใช้ได้แบบเต็มๆ วัน แต่สำหรับเรื่องกล้องและข้อจำกัดของซิมก็อาจทำให้คิดหนักอยู่เหมือนกัน คือถ้าไม่ใช่ลูกค้า True ก็คงไม่เหมาะจะซื้อไปใช้อย่างแรง อีกทั้งตัวเลือกในช่วงราคาเท่านี้ตอนนี้ก็ถือว่าจัดจ้านไม่หยอก อย่างไรก็แล้วแต่จะพิจารณากันความชอบเลยค่ะ

 

หากใครสนใจครอบครองเจ้า Motorola One ตอนนี้ก็ยังมีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้า Truemove H เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็คเกจรายเดือน 4G Fun Unlimited ราคา 499 บาท ขึ้นไป รวมทั้งจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 1,000 บาท (ติดสัญญา 12 เดือน) ก็จะได้เป็นเจ้าของ Motorola ในราคาพิเศษ 3,990 บาท ค่ะ

from:https://droidsans.com/review-motorola-one-android-one/

Review | รีวิว Realme C1 โซเชียลได้ แบตอึดดี ในราคา 3,990 บาท

เปิดตัวในบ้านเราไปได้ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง สำหรับมือถือรุ่นประหยัดอย่าง Realme C1 ด้วยราคาแค่ 3,990 บาท เท่านั้น แต่สเปคหลายๆ อย่างครบเครื่องคุ้มค่าตัว แถมยังมีจุดเด่นอยู่ที่แบตเตอรี่สุดอึดขนาด 4230 mAh ที่ใช้งานปกติได้สบายๆ ถึง 2 วัน แบบไม่ต้องชาร์จเลย ส่วนการใช้งานอื่นๆ จะเป็นยังไงบ้าง.. มาดูกัน 

ตัวเครื่องและดีไซน์

Realme C1 มีหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 19:9 มีรอยแหว่งเป็นแถบด้านบนสำหรับวางกล้องเซลฟี่, ลำโพง และเซ็นเซอร์ ส่วนด้านหลังเป็นพลาสติกมันวาวที่เป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก (เพราะมันไม่ได้ฉาบด้วย Anti-Fingerprint Coating) และมีวางจำหน่ายแค่สีเดียวเท่านั้น คือสีดำ Mirror Black

มีกล้องหลังคู่ความละเอียด 13MP + 2MP พร้อมแฟลช LED อยู่ข้างๆ โดยเลนส์กล้องจะนูนขึ้นมานิดหน่อย แต่เนื่องจากในกล่องมีเคสมาให้ด้วยก็เลยตัดปัญหาส่วนนี้ออกไปได้อยู่ ส่วนเซ็นเซอร์สแกนนิ้ว ไม่ต้องไปมองหาที่ไหน…เพราะมันไม่มี (ต้องใช้สแกนหน้า, รหัส หรือลากเส้นในการปลดล็อคเท่านั้น)

ด้านซ้ายเป็นตำแหน่งของถาดซิม ซึ่งเป็นถาดที่รองรับซิมคู่ + MicroSD Card ทำให้ไม่ต้องเลือกว่าจะใส่ซิมที่ 2 หรือจะเพิ่มความจุด้วยการ์ดดี

Software และ UI

เนื่องจากมือถือแบรนด์ Realme นั้นให้ทาง OPPO เป็นผู้ผลิคดังนั้นพวกซอฟท์แวร์ UI ก็เลยใช้ Color OS เป็นฐานและมีการปรับแต่งนิดหน่อย แต่โดยรวมก็จะไม่ต่างกันมากนัก

มีพวกฟังก์ชั่นตัวช่วยในการเล่นเกม เช่นปิดการแจ้งเตือน หรือ pop up เป็นหน้าต่างแชทขึ้นมา เพื่อไม่ให้รบกวนระหว่างกำลังบวก รวมถึงมีพวก gesture control ลากนิ้วเปิดแอปต่างๆ ได้

ประสิทธิภาพการใช้งานและเล่นเกม

Realme C1 ใช้ชิป Snapdragon 450 ซึ่งเป็นชิปตัวท็อปในซีรี่ส์ 4xx สามารถใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ทั้งดูไฟล์หนัง สตรีมหนัง เล่นโซเชียล เล่นเว็บ ฟังเพลง ฯลฯ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น ในการทดสอบได้คะแนน AnTuTu ไป 72455 คะแนน

มาถึงประสิทธิภาพในการเล่นเกมกันบ้าง ขอเริ่มที่เกมยอดฮิตถล่มทลายอย่าง ROV กันบ้าง เพราะยังไงซะมันก็เป็นเกมยอดฮิต พบว่าเปิด HD ยังสามารถเล่นได้เฟรมเรทอยู่ที่ 27 – 30 fps และไม่มีอาการทัชหลุดเหมือนอีกรุ่นที่สเปคคล้ายๆ กัน และไม่มีโหมดเฟรมเรทสูงให้เปิดนะ

ต่อด้วยเกมกราฟฟิคโหดของจริงอย่าง PUBG ก็แน่นอนว่าตัวเกมจะตั้งค่า deafault เป็นแบบต่ำสุด เพื่อความลื่นไหลในการเล่น…ซึ่งมันก็ลื่นไหลจริงๆ นั่นแหละ ระบบทัชโอเค การยิง การขยับเป้าได้อยู่

ส่วนอีกหนึ่งเกมภาพงามอย่าง Star Ocean Anamnesis ถ้าปรับกราฟฟิคลงมาเป็นระดับกลางๆ ก็ถือว่าเล่นได้ลื่นอยู่เหมือนกัน

แต่ถ้าใครสนใจจะซื้อเอาไปเปิดบอทตีมอนอย่าง Ragnarok M อันนี้อาจจะต้องแสดงความเสียใจ คือมันก็ติดตั้งได้แหละ แต่ต้องไปลบแอปแทบทุกตัวออกจากเครื่องซะก่อน ไม่งั้นหน่วยความจำไม่พอแน่นอน ซึ่งก็กลัวว่าหากต่อไปมี patch อัพเดทมา อาจจะลงเพิ่มไม่ได้แล้ว เพราะเมมเต็มก่อน

 

กล้องถ่ายรูปและวิดีโอ

กล้องหลังคู่ของ Realme C1 ความละเอียด 13MP + 2MP ถือว่าอยู่ในระดับพอใช้ เมื่อถ่ายในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอภาพที่ได้ก็ถือว่าโอเคเลยล่ะ แต่พอแสงน้อยลงไปรายละเอียดก็จะเริ่มหาย รวมถึงสีก็จะดูจืดๆ หม่นๆ ลงไปด้วย แต่ถือว่าจัดการเรื่อง Noise ได้โอเคอยู่








การถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอโดยรวมถือว่าอยู่ในขั้นใช้ได้ (ในสภาพแสงพอเหมาะ) จากรูปตัวอย่างจะเห็นว่ามันสามารถเบลอร่องแขนได้ด้วยนะ




โหมดการถ่ายวิดีโอของ Realme C1 ก็ไม่ได้มีฟีเจอร์อะไรมาให้นอกจากการตั้งความละเอียดได้ 2 แบบ คือ 720p / 1080p สามารถเปิดโหมด Beauty และ Filter ระหว่างถ่ายวิดีโอได้

สำหรับกล้องเซลฟี่ขนาด 5MP ของ Realme C1 นอกจากจะมีโหมด AI Beauty แล้ว มันยังมีโหมดสติ๊กเกอร์ดุ๊กดิ๊กๆ ให้สาวๆ (หรือหนุ่มๆ ก็ไม่ว่ากัน…) ได้เล่นกันอีกด้วย




การปลดล็อคเครื่อง

เนื่องจาก Realme C1 ไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือให้มาด้วย มันก็เลยมีแค่ระบบปลดล็อคพื้นฐานอย่างการใส่รหัส และการลากเส้น Pattern ส่วนระบบปลดล็อคที่ล้ำขึ้นมาหน่อย (แต่อาจจะไม่ปลอดภัยเท่า) ก็คือระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า ซึ่งระบบนี้ถือว่าปลดล็อคได้รวดเร็วจริงๆ เลยล่ะ เพราะแค่ยกเครื่องขึ้นมาแล้วกดปุ่ม Power เมื่อมันเห็นหน้าเรา ก็จะเข้าสู่หน้าจอมือถือทันที และจากบันทึกใบหน้าครั้งแรกไม่ได้ใส่แว่นตาเอาไว้ แต่พอจะปลดล็อคแล้วใส่แว่นตาเอาไว้ มันก็ยังจำหน้าเราได้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีระบบไม่ปลดล็อคเครื่องให้ถ้าหากว่าเรากำลังหลับตาอยู่ด้วยนะ อันนี้เอาไว้ป้องกันคนแอบปลดล็อคเครื่องตอนเรากำลังหลับได้ดีเลยล่ะ เพราะมันสแกนหน้าตอนเราหลับไม่ได้นั่นเอง

แบตเตอรี่

สำหรับจุดเด่นสุดๆ ของ Realme C1 ก็ต้องยกให้กับแบตเตอรี่ขนาด 4230 mAh เมื่อใช้ร่วมกับหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว ที่มีความละเอียด HD+ กับชิประดับกลางอย่าง Snapdragon 450 ทำให้การใช้งานปกติทั้ง เล่นเน็ต ดูหนังออนไลน์ ฟังเพลง เล่นโซเชียล เล่นเกม ยืนยาวได้ถึง 2 วัน สบายๆ เลยทีเดียว และจากการทดสอบดูวิดีโอความละเอียด HD ใน YouTube ผ่าน WiFi ความสว่างหน้าจอประมาณ 70% และเสียบหูฟังเปิดเสียงที่ 60% ก็พบว่าดูต่อเนื่องไปได้ 8 ชั่วโมงครึ่ง แบตเตอรี่ยังเหลืออยู่เกิน 50% เลยทีเดียว

อันนี้เป็นภาพที่แคปไว้ซักพักแล้วหลังจากปิด YouTube ไปแล้วนะ แบตเตอรี่เลยเหลือต่ำกว่า 50% ไปหน่อยนึง

สเปค REALME C1

  • หน้าจอ Full Notch Display ขนาด 6.2 นิ้ว HD+  อัตราส่วน 19:9
  • CPU : Qualcomm Snapdragon 450 Octa-Core
  • GPU : Adreno 506
  • RAM : 2 GB
  • ความจุ : 16GB (รองรับ MicroSD สูงสุด 256GB)
  • กล้องหลัง : 13MP (f/2.2)+ 2MP (f/2.4) Dual Rear Camera
  • กล้องหน้า : 5MP (f/2.2) + AI Beauty 2.0
  • เซนเซอร์ : E-Compass, Accelerometer, G-Sensor, Proximity Sensor, Light Sensor
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 b/g/n, WiFi Direct, hotspot, BT 4.2
  • ไม่มีสแกนลายนิ้วมือ มีเพียง Face Unlock
  • แบตเตอรี่ : 4230 mAh
  • ขนาด : 156.2 x 75.6 x 8.2 มม./น้ำหนัก 168 กรัม
  • ระบบปฏิบัติการ : Android Oreo 8.1 ครอบด้วย ColorOS 5.1
  • สีที่เปิดตัว : ดำ Mirror Black
  • ราคาเปิดตัว 3,990 บาท

สรุป

Realme C1 เป็นมือถือราคาประหยัดที่สามารถใช้งานทั่วไปได้แบบสบายๆ ตอบโจทย์คนงบน้อยแต่อยากได้อะไรครบๆ ไม่ว่าจะดูหนัง เล่นเกม เล่นโซเชียล แถมยังเล่นได้แบบสบายใจไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวันด้วย เพราะถ้าหากว่าไม่ได้ใช้งานหนักหน่วงจริงๆ มันสามารถอยู่ได้ 2 วัน สบายๆ ต่อการชาร์จเต็ม 100% ครั้งนึง หรือต่อให้ใช้งานหนักๆ อย่างถ้าใครฟิตจัด นั่งเล่นเกมต่อเนื่อง 4 – 5 ชม. ก็แน่ใจได้ว่าวันนั้นยังเหลือแบตเตอรี่ไว้ใช้ได้จนถึงบ้านแน่นอน

ข้อติอย่างนึงก็คือความจุในตัวเครื่องที่ให้มา 16GB ถือว่าน้อยมากสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน เพราะแอปต่างๆ ที่มากับตัวเครื่อง ก็กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งแล้ว ไหนจะเอามาลงแอปจำเป็นที่เราต้องใช้บ่อยๆ ทีนี้ก็จะเหลือที่เอาไว้ให้ลงเกมหรือแอปอื่นๆ อีกนิดหน่อย ถ้าเป็นเกมแคชวลก็อาจจะได้หลายเกม แต่ถ้าลงเกมระดับ AAA ภาพงามๆ ก็อาจจะได้แค่ 2 – 3 เกมเท่านั้น สำหรับคนที่ต้องการมือถือใช้งานทั่วๆ ไป ไม่ได้เน้นเล่นเกมกราฟฟิคหนักๆ ก็ถือว่า Realme C1 เป็นมือถือที่ตอบโจทย์การใช้งานพื้นานได้ครบและลื่นไหล ในราคาแค่ 3,990 บาท

from:https://droidsans.com/realme-c1-review/

ทดสอบใช้ Galaxy Tab S4 + Keyboard Cover ทำงานแทนโน๊ตบุ๊คได้รึเปล่า?

วางขายกันไปตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้หลายคนก็น่าจะได้ลองจับลองใช้กันไปแล้วด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันออกไป ซึ่งจุดเด่นที่หลายๆคนตัดสินใจเลือกใช้ Galaxy Tab S4 ก็คงไม่พ้นเรื่องการใช้ปากกา และความบันเทิงที่ลำโพงเสียงดี จอใหญ่สวยเต็มตา และแบตที่แสนอึด แต่เรื่องนึงที่หลายคนน่าจะอยากรู้คือถ้าเกิดว่าเอาเจ้า Tab S4 ไปใช้ทำงานแบบจริงจัง มันจะเวิร์ครึเปล่า วันนี้จะเอาประสบการณ์ที่ลองมาบอกเล่ากันครับ

โดยการทดสอบใช้ Galaxy Tab S4 ครั้งนี้เรียกว่าได้ใช้แบบเต็มๆ ไม่มี Notebook มาเป็นตัวสำรองเลย เนื่องจาก MacBook Pro ที่ซื้อมาได้ไม่ถึงปีบอร์ดเจ๊งไปแบบงงๆ (เหมือนต้องการให้ได้เข้าไปลองใช้บริการ Apple Store ยังไงอย่างงั้น ไว้จะมาเล่าประสบการณ์การเข้ารับบริการให้ฟังอีกทีนะ) เลยขอลองทำงานแบบฝากชีวิตไว้กับ Tablet ตัวนี้ ลองใช้ Samsung Dex แบบเต็มที่ดูว่าจะไปรอดได้ขนาดไหนครับ

ซึ่งงานนี้ก็คงไม่ได้รีวิวแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยครบทุกมุมขนาดนั้นนะครับแค่มาแชร์ประสบการณ์เท่าที่ได้ลองเท่าที่ได้ใช้งาน เน้นเรื่องการใช้คีย์บอร์ดเป็นหลักเท่านั้นครับ ซึ่งรีวิวการใช้งานอื่นๆนี้ลองไปดูที่พี่พัดรีวิวเอาไว้แล้วได้เลยครับ

Samsung Dex Mode บริหารพื้นที่หน้าจอ Tablet ได้ดีกว่า

ส่วนตัวรู้สึกว่า UI/UX และดีไซน์ต่างๆของ Android Tablet ทำออกมาไม่ค่อยน่าใช้เท่าไหร่ บริหารพื้นที่บนหน้าจอไม่ค่อยคุ้มค่านัก แต่เมื่อปรับมาเป็น UI/UX แบบ Samsung Dex แล้วมันถนัดมากกว่า ให้ความรู้สึกคล้าย Microsoft Windows ปนกับ Android ในหลายๆส่วน เปิดหลายแอปพร้อมกันได้ ซึ่งถ้าตัวหลายๆแอปที่ไม่ได้รองรับการใช้งาน Tablet ก็จะเปิดเป็นหน้าจอเล็กขนาดใกล้เคียงมือถือให้ คงความสวยงามดูดีได้ระดับนึง ส่วนการทำงานอื่นๆ ยังไงลองดูฟีเจอร์ต่างๆที่เคยรีวิวไปแล้วได้จากคลิปที่ทำด้วย Galaxy Note 9 นี้นะครับ ฟีเจอร์เหมือนกันนะ



Chrome เปิดไซต์เวอร์ชั่น Desktop ใช้งานได้คล้าย Notebook

การทำงานบน Desktop สำหรับคนที่ไม่ต้องใช้งานโปรแกรมเฉพาะ เช่น โปรแกรมด้านการคำนวน การแพทย์ หรือเขียนโปรแกรมต่างๆ ต้องบอกว่าแทบจะทุกอย่างสามารถหาใช้งานผ่าน Web Browser ได้หมด และเราสามารถเลี่ยงการเปิดหน้าเว็บเป็นจอสำหรับมือถือได้ด้วยการกดเลือกแสดงผล ไซต์เวอร์ชั่นเดสก์ท็อป ทำงานได้เทียบเท่าการใช้งานบนพีซีได้เลยทันที เท่าที่ลองมามีเพียงไม่กี่บริการที่เมื่อเลือกการแสดงผลโหมดนี้ จะไม่สามารถทำงานได้เหมือน PC โดยบริการดังกล่าวมักจะเป็นของ Google เองที่จะพยายามผลักดันให้มาใช้ตัวแอปมากกว่านั่นเอง


ทำงานเอกสารด้วย Google Docs / Sheets / Presentation ก็เพียงพอ

สำหรับคนที่ใช้งานด้านเอกสาร ต้องทำรายงานอะไรอยู่ตลอดเวลา น่าจะติดการใช้งาน Microsoft Office ทั้ง Word, Excel, และ PowerPoint กันพอสมควร แต่ส่วนตัวพยายามเลิกใช้งานทั้งสามตัวนี้มาได้สักพักแล้ว เพราะไม่อยากเสียค่ารายเดือนเพื่อใช้งาน Office 365 ที่ราว 2-300 บาท โดยไม่จำเป็น ซึ่งก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา มีความเด่นที่การทำงานร่วมกันจากหลายคนหลายอุปกรณ์ พร้อมกันได้แบบ real-time และสามารถส่งงานให้คนอื่นตรวจหรือแสดงความคิดเห็นได้เลยทันทีอีกต่างหาก ซึ่งในช่วงแรกที่ Galaxy Tab S4 วางจำหน่าย บริการ Google Docs จะยังไม่รองรับภาษาไทยดีนัก มีการตัดคำไทยประหลาดๆ แต่หลังจากวางขายไม่นานทาง Google ก็แก้ไขการตัดคำไทยให้เรียบร้อย ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบจนทดแทน Microsoft Word ได้เกือบ 100% เลยล่ะครับ ส่วน Google Sheets (บริการที่เทียบเท่า Excel) ก็สามารถทำงานได้ดี ฟีเจอร์และฟังก์ชั่นการทำงานในเซลล์เบื้องต้นมาให้ครบ แต่ถ้าใครเป็นผู้ใช้ระดับสูงของ Excel อีกหลายๆฟีเจอร์ Google Sheets ก็จะยังไม่มีให้นะครับ ส่วน Presentation อันนี้อาจจะยังเทียบ PowerPoint ไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เพียงพอสำหรับการทำพรีเซนต์ทั่วไป เอาขึ้นหน้าจอใหญ่พร้อมสลับการแสดงผลหน้าจอเปิดปิดมุมมองคนพรีเซนต์และคนดูได้ครับ

มีบางคนบอกว่าสามารถใช้งานบน Galaxy Tab S4 ได้ฟรีไม่ต้องเสียค่าบริการ แต่ที่เจอคือเปิดไฟล์อ่านข้อมูลต่างๆได้ฟรีจริง แต่ถ้าต้องการสร้างหรือแก้ไข จะต้องสมัครใช้บริการก่อนเท่านั้น ซึ่งยังหาไม่เจอว่าทำอย่างไรถึงจะฟรีครับ ถ้าใครมีวิธีฝากมาบอกกันหน่อยละกันนะ อย่างไรก็ดี Microsoft Office ถ้าหาคนแชร์ได้ครบ 6 คน ไปสมัครใช้งานเป็นแบบ Family Package ก็คุ้มค่าดีเหมือนกันนะครับ เดือนละ 290 บาท ตกเฉลี่ยต่อคนไม่ถึงเดือนละ 50 บาทเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับบริการอื่นๆ ที่เสียเงินอย่างสตรีมดูหนังหรือเพลงเลยครับ ถ้าเราจ่ายให้กับสิ่งบันเทิงได้ ก็น่าจะจ่ายให้กับสิ่งที่ทำงานให้เราได้เหมือนกันเนอะ ^^

ใช้ S Pen ทำงาน สะดวกและคล่องตัวกว่า

ในช่วงหลังๆมาเราได้เห็นแอปที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับปากกาบน Android มากขึ้น เราสามารถโหลดเอกสาร PDF มากรอกข้อมูลและเซ็นลงบน Galaxy Tab S4 ได้แบบไม่ต้องปริ้นท์ออกมาให้เปลืองกระดาษ และจัดเก็บไว้เป็นหลักฐานได้อย่างสะดวก ไม่ต้องกังวลว่ามันจะหล่นหายไปที่ไหน หรือสำหรับคนที่ต้องทำการคอมเม้นท์งานเยอะๆ การจับภาพหน้าจอแล้ววาดเขียนลงไปทันทีก็เป็นอะไรที่ยังทำได้สะดวกกว่าด้วยปากกา ด้วยหัวที่แหลมเขียนได้แม่นยำกว่านั่นเอง ยังไม่นับรวมถึงเหล่านักวาดเขียนตกแต่งภาพที่วันนี้ก็มีแอปรองรับมากขึ้นเรื่อยๆ ทำงานแยกเลเยอร์ได้อย่างมืออาชีพพอสมควรเลยครับ

แนะนำแอปปากกาเพิ่มเติมสำหรับการใช้งานร่วมกับ Galaxy Tab S4

Adobe Draw : วาดเขียนภาพออกมาเป็น Vector

Adobe Fill & Sign : แอปกรอกเอกสารที่ทำงานได้ตอบโจทย์ที่สุดตัวนึง

Artflow : วาดเขียนตกแต่งภาพแบบมี Layer

Bamboo Paper : สมุดจดโน๊ตคล้ายๆ Samsung Note แต่ทำงานข้ามยี่ห้อได้และเขียนได้ลื่นมาก

ประสบการณ์การใช้งาน Galaxy Tab S4 อื่นๆ ที่อยากแชร์

  • ทำงานจริงจังน่าต่อ 2 จอ ทำบนจอใหญ่เป็นหลัก ไม่งั้นต้องเพ่งให้ปวดตา
  • เสียบต่อพ่วง USB Hub ไปชาร์จไปได้
  • สามารถเสียบใช้งาน Mouse – Keyboard ภายนอกได้
  • เรียกใช้งานแอปแอนดรอยด์ใน Dex Mode ได้เกือบทั้งหมด ที่เจอปัญหาส่วนมากจะเป็นพวกเกมส์
  • เสียบต่อ Ext.HDD ได้แต่ต้องเสียบไฟเข้าไปด้วย ไม่งั้นไฟไม่พอให้ HDD ทำงานได้
  • มี file manager สำหรับการต่อพ่วงอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์อื่นได้
  • ถ้าต้องการดึงไฟล์จากวง LAN ทำได้แต่ต้องลงแอปอื่น ที่มากับเครื่องไม่รองรับ
  • รองรับการลากวางไฟล์
  • แบตอึดมาก เอาไปใช้ต่างประเทศเสียบซิมปล่อยสัญญาณ นำทางทั่วไป เล่นเน็ตหาข้อมูล ดูหนัง ดูซีรีย์ ระหว่างเดินทาง ยาวได้ทั้งวัน
  • มีหูฟังให้สามารถเสียบต่อได้ เหมาะสำหรับการใช้งานดูหนังยาวๆ ไม่ต้องกลัวแบต Bluetooth หมด

ใช้งาน Dex Mode ได้แม้ไม่ได้เสียบต่อจอนอก กดปรับได้จากใน Shortcut บน Notification ได้เลย

สามารถเลือกตั้งค่า Dex Mode เพิ่มเติมได้มากมาย โดยเข้าไปที่ “การตั้งค่า” > “คุณสมบัติขั้นสูง” > “Samsung Dex”

มี file manager ใช้งานได้เหมือน PC ลากวางก๊อปไฟล์ได้หมด จะต่อ Ext.HDD ก็ได้*

 

ข้อควรรู้ก่อนซื้อ Galaxy Tab S4 เพื่อมาทำงาน

  • ไม่สามารถเก็บภาพใน Clipboard เพื่อวางในเอกสารได้
  • Keyboard Cover ลำบากสำหรับคนพิมพ์สัมผัส ตำแหน่งเลย์เอาท์ไม่เหมือน Full Keyboard ช่วงตัว ง, ข, ช จะพิมพ์ยากมาก
  • น้ำหนักเมื่อรวม Keyboard Cover แล้วกลายเป็นถือแล้วรู้สึกไม่สบายที่จะแบกไปมาเหมือนกัน (483+363.7= 846.7 กรัม)
  • ไม่มีแอปสร้างสรรค์แบบครบถ้วนอย่าง Photoshop หรือ Illustrator ต้องหาแอปทดแทนและใช้งานรวมกันหลายตัว

Shortkey คีย์ลัดน่ารู้สำหรับการใช้งาน Galaxy Tab S4 + Keyboard Cover

  • กลับไปหน้า Home : 🔍+ Enter
  • ย้อนกลับ (Back) : 🔍+ Backspace
  • สลับแอป : Alt + Tab
  • ดูโนติ : 🔍+ N
  • ดู Shortcut ทั้งหมด : 🔍+ /
  • สลับคีย์บอร์ภาษาไทย : Shift + Space
  • ล็อคหน้าจอ : 🔍+ L
  • หน้ารวมแอป : 🔍

สรุป Galaxy Tab S4 + Keyboard Cover ใช้แทน PC Desktop ได้รึเปล่า

ต้องบอกว่าตลอด 1-2 สัปดาห์ ที่ได้ลองใช้ Galaxy Tab S4 แทน MacBook Pro ที่พังไป ประทับใจที่มันใช้ทดแทนกันได้ดีในระดับนึงเลย แต่ถามว่าจะเอามาใช้แทนเลยได้มั้ย ส่วนตัวจะติดทุกข้อที่เขียนใน “ข้อควรรู้ก่อนซื้อ Galaxy Tab S4 มาทำงาน” แต่ถ้าใครไม่ได้ใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวบ่อยๆ ไม่ได้มีโปรแกรมเฉพาะทางที่ต้องใช้งานบน Desktop ไม่ได้อยากเล่นเกมจริงจังที่มีเฉพาะใน PC หรือ Mac มันก็ใช้ทำงานได้โอเคเลยล่ะ แต่ก็แนะนำว่าควรหาสายมาต่อขึ้นจอใหญ่เพื่อไม่ให้เสียสายตานะ และสำหรับคนที่ชอบจด ขีดๆเขียนๆ ตัวนี้ก็จัดว่าเวิร์คไม่ใช่น้อย เอาไปใช้งานทั่วไปที่ไม่ใช่งานก็ดีที่แบตอึด ลำโพงเสียงดี หน้าจอสวยครบทุกความต้องการจาก Tablet ตัวนึง จะติงนิดหน่อยก็เรื่องราคาที่แอบแรงกว่าคู่แข่งไปหลายพันอยู่ ถ้าหาโปรมาซื้อในราคาที่ถูกลงได้ก็น่าจะดีขึ้นเยอะครับ

 

ใครมีอะไรจะแชร์หรืออยากสอบถามเพิ่มเติม มาพูดคุยกันได้ในคอมเมนต์เลยนะครับ

from:https://droidsans.com/review-galaxy-tab-s4-keyboard-cover-notebook-replacement/

Review | รีวิว Wiko View 2 Plus ไม่ถึง 5,000 บาท ก็ใช้งานสบายๆ ได้ ทั้งโซเชี่ยลและเล่นเกม

สำหรับมือถือราคาประหยัดในช่วงนี้ Wiko ถือว่าเป็นแบรนด์นึงได้รับความนิยมมากๆ ในบ้านเราเลยทีเดียว ด้วยราคาที่สุดแสนจะเป็นมิตร วัสดุและการดีไซน์ที่ดูดีมีชาติตระกูล บวกกับสเปคที่ถึงจะเป็นสเปคระดับมือถือรุ่นประหยัด แต่สามารถใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ไม่หงุดหงิดเลยล่ะ และวันนี้เราก็ได้ Wiko View 2 Plus ราคาไม่ถึง 5,000 มารีวิวให้ดูกัน ว่ามันเป็นยังไงบ้าง

Wiko View 2 Plus เปิดตัวในบ้านเรามาในราคาเพียง 4,990 บาท เท่านั้นเอง และแน่นอนว่ามันเป็นมือถือ Android ที่สามารถใช้งานทั่วไปได้แบบลื่นๆ แม้สเปคจะไม่แรงเหมือนกับมือถือระดับหมื่นบาทก็ตาม โดยทาง Wiko ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ UI สไตล์ Pure Android เพื่อให้สามารถใช้งานได้ลื่นขึ้น

ตัวเครื่องและดีไซน์

สำหรับ Wiko View 2 Plus ตัวที่ได้มารีวิวนี้ เป็นสี Lavender Bleen แบบไล่เฉดคล้ายๆ กับ Huawei P20 Pro มีวัสดุฝาหลังเป็นพลาสติก แต่ก็ไม่ได้ดูกิ๊กก๊อกอะไรเลย (เอาจริงๆ คือสีมันวิบวับสวยดีด้วย) แต่เนื่องจากมันเป็นพลาสติกสีมันวาว ก็เลยทำให้มันเป็นรอยนิ้วมือง่ายสุดๆ โชคดีที่ในกล่องมีเคสใสแถมมาให้ด้วย ก็เลยตัดปัญหาส่วนนี้ไปได้บ้าง

รอบๆ เครื่องก็ไม่มีอะไรมากมาย มีปุ่ม Power และปุ่มปรับเสียงอยู่ฝั่งเดียวกันทางด้านขวา, ด้านบนเครื่องมีรูหูฟัง 3.5 มม., ด้านล่างก็เป็นช่อง MicroUSB, ถาดใส่ซิมจะอยู่ที่ด้านซ้าย ซึ่งเป็นถาดแบบมีช่องให้ใส่ได้ทั้ง SIM 2 ช่อง และช่องใส่ MicroSD Card  อีก 1 ช่อง ส่วนด้านหลังก็จะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

 

Software และ UI

เนื่องจาก Wiko View 2 Plus เป็นมือถือ Pure Android ทำให้มันมีหน้าตาที่แสนจะแอนดร๊อยแอนดรอยเลยล่ะ ไม่มีแอปไร้สาระที่เราไม่ได้ใช้งานใส่มาให้รกเครื่องเลย แต่ก็จะมี Wiko Launcher ติดมาให้ สำหรับลูกเล่นนิดๆ หน่อยๆ อย่างพวก Gesture ใช้ 3 นิ้ว รูดบนหน้าจอเพื่อแคปภาพได้ อะไรประมาณนี้

ประสิทธิภาพการใช้งานและเล่นเกม

ถึงแม้ว่า Wiko View 2 Plus จะใช้แค่ชิป Snapdragon 450 ซึ่งเป็นชิปตัวท็อปในซีรี่ส์ 4xx ซึ่งสามารถใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ทั้งดูไฟล์หนัง สตรีมหนัง เล่นโซเชียล เล่นเว็บ ฟังเพลง ฯลฯ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น ในการทดสอบได้คะแนน AnTuTu ไปถึง 71033 คะแนน

ส่วนประสิทธิภาพการเล่นเกมยอดฮิตอย่าง ROV ถ้าอยากจะเล่นลื่นๆ ก็ต้องปรับกราฟฟิคลงมานิดนึง ส่วนระบบทัชในเกมเหมือนจะมีปัญหาหน่อยๆ บางทีเดินๆ อยู่ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทัชตรงนิ้วโป้งซ้ายหลุด ยืนนิ่งให้ศัตรูตบฟรีเฉยเลย (แล้วเป็นหลายทีด้วย) แต่ที่งงคือเหมือนจะเป็นกับเกมนี้เกมเดียว

เกมกราฟฟิคโหดอย่าง PUBG ก็เล่นได้ แต่แน่นอนว่าอย่าไปหวังว่ามันจะปรับกราฟฟิคสูงได้ ต้องปรับเป็นกราฟฟิคแบบสมดุลเอาก็จะเล่นได้ลื่นๆ สบายแฮ

แต่แปลกที่เกมภาพงามอย่าง Maze : Shadow of Light สามารถปรับกราฟฟิคเป็นระดับสูงได้ และยังสามารถเล่นได้แบบลื่นๆ เลยด้วย ระบบทัชก็ไม่มีปัญหาอีกต่างหาก (งงเลย)

กล้องถ่ายรูปและวิดีโอ

กล้องหลังคู่ของ Wiko View 2 Plus ที่ให้มา 2 ตัว ความละเอียด 12MP + 5MP ถือว่าถ่ายออกมาได้คุณภาพที่โอเคเลยล่ะสำหรับมือถือราคาระดับนี้ แต่ถ้าเกิดเป็นช่วงกลางคืนหรือที่แสงน้อย ก็ต้องมือนิ่งกันนิดนึงเพราะโฟกัสจะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนภาพที่ออกมาก็พอใช้ได้ noise แน่นอนว่าต้องมี แต่จะเห็นได้ชัดก็ตอนแสงน้อย แต่ก็ไม่เยอะจนน่าเกลียด ส่วนโทนสีของภาพนั้นอาจจะจืดๆ นิดๆ

















โหมดหน้าชัดหลังเบลอก็ถือว่าทำได้ดีพอตัว ตัดฉากหลังเนียนใช้ได้เหมือนกัน




ส่วนกล้องหน้าขนาด 8MP ก็มีโหมด Beauty ที่สามารถปรับได้ถึง 100 ระดับ, โหมด Camera Fun ให้ใส่สติ๊กเกอร์ดุ๊กดิ๊กๆ เล่นได้ และยังมีโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่เนียนใช้ได้เลยล่ะ






โหมดการถ่ายวิดีโอของ Wiko View 2 Plus ยังมีโหมด Stabilizer หรือโหมดกันสั่นมาให้ด้วย (กดเปิดตรงริมซ้าย ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม) ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กันสั่นได้เนียนเท่ากล้องมือถือระดับสูง คือเดินถ่ายนี่พอไหว แต่วิ่งถ่ายนี่จะเห็นคลื่นๆ ในภาพเลย

เปิด Stabilizer

ปิด Stabilizer

นอกจากนี้ยังมีโหมด Auto Zoom (กดเปิดตรงที่เป็นรูปคน) ที่เราสามารถใช้นิ้วลากเส้นล้อมรอบวัตถุที่ต้องการ แล้วกล้องจะคอยซูมและจับโฟกัสที่วัตถุนั้นแบบอัตโนมัติ (จนกว่าวัตถุนั้นจะออกไปไกลเกินระยะที่ซูม) ก็ถือว่าเป็นลูกเล่นสนุกๆ ที่ติดมาให้ด้วย

Autozoom

โหมด Slow Motion ก็มีมาให้เล่นด้วยนะ โดยสามารถถ่ายได้ที่ความละเอียด 720p

Slowmotion

ระบบสแกนหน้าปลดล็อคเครื่อง

ระบบสแกนหน้าแบบ 2 มิติ ด้วยกล้องเซลฟี่ ก็ถือว่าแม่นยำ และรวดเร็วใช้ได้ จากที่ทดลองบันทึกใบหน้าไว้ตอนแรกแบบหน้าเปล่าๆ ไม่ได้ใส่แว่น แต่พอตอนปลดล็อค ลองใส่แว่นเอาไว้มันก็ยังจำหน้าได้และปลดล็อคให้ด้วย (ลองใช้หน้าคนอื่นมันก็ไม่ปลดให้นะ) แต่ถึงยังไง ถ้าใครที่มีข้อมูลสำคัญอยู่ในเครื่องก็แนะนำว่าให้ใช้การปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือจะปลอดภัยกว่า

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh ที่ให้มานี้ ถือว่าเหลือเฟือสุดๆ เลย ถ้าหากเทียบกับสเปคของ Wiko View 2 Plus ที่ใช้ชิป Snapdragon 450 และหน้าจอความละเอียด HD+ เพราะจากการทดสอบดูวิดีโอจาก YouTube ผ่าน WiFi ความสว่างหน้าจอประมาณ 70% และเสียบหูฟังดูคลิปมาราธอนยาวประมาณ 8 ชม. เกือบครึ่ง พบว่าแบตเตอรี่ยังเหลือถึง 66% เลยทีเดียว ถ้าเอามาใช้งานทั่วๆ ไป คาดว่าน่าจะอยู่ได้ 2 วันสบายๆ

สเปค Wiko View 2 Plus

  • หน้าจอขนาด 5.93 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1512 x 720)
  • CPU : Snapdragon 450
  • GPU : Adreno 506
  • RAM : 3GB
  • ความจุ : 32GB รองรับ MicroSD Card 256GB (ช่องแยก)
  • กล้องหลังคู่ : 12MP + 5MP
  • กล้องหน้า : 8MP
  • มีวิทยุ FM
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • เซ็นเซอร์ : Accelerometer, Magnetic Sensor, Gyroscope, Proximity Sensor, Fingerprint (ด้านหลัง)
  • การเชื่อมต่อ : WiFi 802.11 b/g/n, Bluetooth 4.2, MicroUSB 2.0
  • สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง (2D)
  • แบตเตอรี่ : 4000 mAh
  • ระบบ Android 8.1
  • ราคาเปิดตัว 4,990 บาท

สรุป

Wiko View 2 Plus เป็นมือถือ Android ราคาประหยัดที่ครบเครื่องรุ่นนึง ทั้งการใช้งานทั่วไป ถ่ายรูป เล่นเกม หรือด้านบันเทิงต่างๆ แถมด้วยแบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh ที่ถือว่าเหลือเฟือมากๆ กับสเปคที่ให้มา บวกกับรูปร่างหน้าตาที่ไม่ได้ออกมาก๊องแก๊งราคาถูก แต่สวยงาม ดูดี เดินถือได้ไม่อายใคร ก็นับว่าเป็นมือถือราคาประหยัดราคาไม่ถึง 5,000 บาท (ถึงจะทอน 10 บาท แต่ก็ถือว่าไม่ถึงล่ะนะ) ที่น่าสนใจรุ่นนึงเลย

from:https://droidsans.com/wiko-view-2-plus-review/

Review | รีวิว OPPO A7 สายเซลฟี่แบตอึดกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับกล้องที่ดีกว่าเดิมและจอใหญ่สะใจ

เราได้เห็นหน้าจอใหญ่เต็มตาสวยๆ แบบ Waterdrop Screen กันไปก่อนหน้านี้ในรุ่น F9 ซึ่งหลายๆ คนน่าจะชอบกันเพราะติ่งหน้าจอที่เคยใหญ่โตมันหดเล็กลงเหลือนิดเดียวเท่านั้น และทาง OPPO ก็เลยเลือกใช้หน้าจอแบบนี้กับน้องใหม่ในตระกูล A อย่าง OPPO A7 ที่มาพร้อมกับ 2 สีใหม่สวยเงางาม Glaring Gold ทองอร่ามงามตา Glaze Blue น้ำเงินอมเขียวแปลกตาน่าค้นหา มาพร้อมแบตเตอรี่ใหญ่ 4230 มิลลิแอมป์

ช่วงหลังๆ มานี่ OPPO เน้นเรื่องของดีไซน์และการออกแบบเป็นพิเศษ จะเห็นว่าลวดลายและสีสันตัวเครื่องนั้นแตกต่างกันออกไปหมดในทุกรุ่นที่วางขาย อย่าง OPPO A7 เองก็เลือกใช้สีทองที่แตกต่างไป และยังเสริมลายเส้นเข้าไปให้มีเอกลักษณ์ ส่วนสีน้ำเงินนั้นก็เลือกใช้โทนสีที่หากโดนแสงก็เปลี่ยนกลายเป็นเขียวไปได้แบบน่าสนใจ

แกะกล่อง OPPO A7

อุปกรณ์ในกล่องก็มีเคสใสมาให้ไม่ต้องไปหาซื้อ ฟิล์มบนหน้าจอติดมาแล้ว ไม่ต้องไปลอกออกติดใหม่ให้เปลืองเงิน สายชาร์จเป็น micro USB มาพร้อมกับหม้อแปลง 5V 2A ส่วนตัวหูฟัง small talk นี่รุ่นนี้ไม่มีแถมมาให้ (ซึ่งในตระกูล A ก็ไม่แถมอยู่แล้ว)

หน้าจอ 6.2 นิ้วใหญ่เต็มตามาก แอบกังวลเรื่องความละเอียด HD+ เหมือนกัน ว่ามันจะคมพอไหม แต่พอได้เห็นหน้าจอแบบชัดๆ แล้วขนาดเม็ดพิกเซลบนหน้าจอนั้นยังดูชัดเจนอยู่ ใครที่คิดว่ามันจะเบลอบอกเลยว่าไม่

ที่เลือกยากจริงๆ คือเรื่องของสีนี่แหละ นี่ขนาดวางคู่กันยังเลือกไม่ถูกเลย ว่าจะหยิบสีไหน เพราะมันสวยทั้งคู่เลย แล้วเทรนด์ตอนนี้ก็เหมือนสีทองกำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ด้วยเฉดใหม่ออกแนวเงินๆ โครเมี่ยม ส่วนสีน้ำเงินเข้มนั้นแปลกตาจริง เรียกว่ายังไม่มีสีนี้ในตลาดมือถือให้เห็นเลย ตอนนี้เลยแอบเทใจไปให้สีนี้นิดๆ

สำรวจตัวเครื่อง OPPO A7

เริ่มกันที่หน้าจอหยดน้ำ ติ่งที่ซ่อนกล้องหน้าและลำโพงสนทนาเอาไว้ กล้องหน้ารุ่นนี้ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มี AI Selfie มาให้ด้วย เรียกว่าเป็นกล้องหน้าที่ดีที่สุดในซีรีส์ A ของ OPPO ณ ตอนนี้ อ้อ และก็ใช้สแกนใบหนาปลดล็อคเครื่องได้ด้วยค่ะ

ขอบด้านข้างจะดูหนานิดนึง เพราะแบตเตอรี่ที่ให้มานั้นเยอะสะใจ 4230 มิลลิแอมป์ มีน้ำหนักนิดๆ ปุ่มต่างๆ วางมาดี แน่นหนา ไม่มีอาการโยกคลอน แต่ส่วนที่เชื่อมต่อกันของด้านหน้าและหลังนั้นลูบๆ ไปแล้วจะสะดุดอยู่นิดๆ ค่ะ ซึ่งถ้าชอบใส่เคสแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

ลำโพงถูกวางไว้ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง เสียงดังมากตามสไตล์ OPPO จากที่ลองใช้ไม่กล้าเปิดริงโทนสุดเลย คือถ้าเปิดสุดนี่คงได้ยินกันทั้งบ้าน สายชาร์จยังเป็น micro USB  ส่วนซ้ายสุดที่เห็นเบลอๆ ในภาพคือช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

กล้องหลังสวยดี ชอบ อันนี้หมายถึงส่วนที่มันทำขอบทองมานะคะ ทำให้จะบ่นเรื่องกล้องนูนก็บ่นไม่ได้ เพราะทำออกมาดูดี ความละเอียดของกล้องคู่ชุดนี้คือ 13 ล้านพิกเซล + 2 ล้านพิกเซลที่ใช้วัดความลึกตื้นเวลาจะถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งตอนนี้เหมือนจะขาดไม่ได้กันไปแล้ว รุ่นไหนๆ ก็ต้องมีจริงๆ

ถาดซิมนั้นเป็นแบบ triple slot ใส่ทุกอย่างได้ครบ 2 นาโนซิมและหนึ่ง micro SD ระบบซิมคู่รองรับ Dual 4G รวมถึง VoLTE และ VoWiFi เป็นรุ่นเล็กแต่ตอบโจทย์เรื่องการใช้งานโทรศัพท์ได้ครบทุกรูปแบบ

 

 

Color OS 5.2 บน OPPO A7

รูปแบบการใช้งานของ Color OS 5.2 นั้นก้ต้องบอกว่าเป็นการปรับปรุงระบบปละประสิทธิภาพเพิ่มเติมจากเดิมนิดหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานในเบื้องหลัง ส่วนฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในเวอร์ชั่นที่แล้วอย่าง Music Party และ Game Space ก็ยังมีมาให้เหมือนเดิมค่ะ

Music Party


หากมีเพื่อนๆ ที่ใช้ Color OS 5.1 ขึ้นไปเราสามารถสร้างปาร์ตี้ได้ด้วยโหมดนี้ โดยมือถือของทุกคนจะกลายเป็ยลำโพง เล่นเพลงไปพร้อมๆ กัน ลองแล้วก็เพลินดีอยู่นะ

Game Space


ส่วนที่มาเสริมให้การเล่นเกมดีขึ้น เปิดประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม ปิดกั้นการรบกวนจากการแจ้งเตือน และสามารถล็อคความสว่างหน้าจอได้ ไม่มีปัญหาจอวูบๆ วาบๆ ระหว่างเล่นแล้ว เย้~

Smart Sidebar

แต่ฟีเจอร์นึงที่เพิ่มเข้ามาใหม่เลยคือ Smart Sidebar ที่เราจะเห็นขอบๆ มันยื่นเข้ามาบนหน้าจอ ก่อนหน้านี้เราะจะเห็นมันซ่อนอยู่เวลาหมุนจอเป็นแนวนอน แต่ปุ่มมันดูเล็กไปสำหรับบางคนทำให้แตะลำบาก


รอบนี้เลยออกแบบมาให้ใหญ่ขึ้น พร้อมกับเพิ่มทางลัดในการเข้าแอปที่ใช้บ่อยๆ มาให้ด้วย สามารถเลิอกใช้ได้ทั้งหน้าจอแนวตั้ง หรือจะเลือกใช้เฉพาะจอแนวนอนก็ได้ค่ะ

จากหน้าจอหลัก เวลาเรียกออกมาก็จะเป็นหน้าตาแบบนี้ สามารถเลือกแอปเข้าไปวางเพิ่มได้

ส่วนหน้าจอเวลาเล่นเกมก็จะลากจากด้านซ้ายของจอออกมา สามารถเปิดหน้าต่างแชทได้ ไม่ต้องออกจากเกม

 

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม



คะแนนทดสอบประสิทธิภาพจาก Antutu และแอปต่างๆ ก็ได้ตามมาตรฐานของชิป Snapdragon 450 แต่ที่เห็นชัดคือได้คะแนน RAM สูงกว่ารุ่นน้อง A3s ที่สเปคพอๆ กัน ส่วนนึงก็น่าจะมาจาก RAM ที่เพิ่มขึ้นและ Color OS เวอร์ชั่นใหม่ ส่วนหน่วยความจำเป็น eMMC



ทดสอบ GPS รับสัญญาณได้ค่อนข้างเร็ว แต่ใช้เวลาในการเกาะนิดนึง ส่วนเซนเซอร์ต่างๆ ในการระบุทิศทางและตำแหน่งดีเลย มี Gyroscope มาด้วยครบๆ

จากที่ทดสอบ ROV มา ก็ยังลื่นได้อยู่ เฟรมเรทเฉลี่ย 27-30 ถ้าบวกหนักๆ แต่ถ้าปล่อยท่าแสดงพลังกันเยอะจริงๆ ก็อาจจะหล่นลงไปได้อีกนิด

แต่กราฟิคเปิดได้หมดเลยทั้งภาพ HD รายละเอียดต่างๆ ยกเว้นเฟรมเรทสูงที่ไม่มีให้เลือกค่ะ

ส่วนเกมที่ไม่เล่นไม่ได้แล้วและฮอตมากๆ ในตอนนี้ Ragnarok M : Eternal Love ก็เล่นได้จ้า ภาพลื่นใช้ได้ เปิดบอทตีสบายไม่มีปัญหาแน่นอน แต่เห็นมีเฟรมกระตุกเล็กๆ นานๆ ที

แต่โหมดที่เจ๋งสำหรับเกมอย่าง Ragnarok M คือใน OPPO A7 เราสามารถปิดหน้าจอได้นั่นเอง

หลังจากปล่อยบอทให้มันตีไปเรื่อยๆ แค่ผลัก Sidebar เข้ามาแล้วเลือก Play AFK มันจะเป็นการลดความสว่างหน้าจอลงแบบมืดๆ ประหยัดแบตมากกว่าเดิม ช่วยยืดเวลาในการใช้งานไปได้อีกเพราะจอมืดๆ ก็จะกินแบตน้อยลง

 

 

กล้อง OPPO A7

กล้องหลังคู่ 13MP + 2MP นั้นในโหมด Portrait นอกจากจะถ่ายคนให้หลังเบลอได้แล้ว ยังสามารถถ่ายสิ่งของต่างๆ ได้ด้วย การแยกเลเยอร์หน้าหลังทำได้ดีค่อนข้างน่าประทับใจเลยค่ะ ขอบตัดมาได้เนียน ฉากหลังดูเบลอธรรมชาติ ไม่ฝืน ยกเว้นสีใกล้กันจริงๆ จะมีปัญหานิดๆ

แต่ที่ชอบคือความคมและรายละเอียด ซึ่ง OPPO A7 นั้นทำออกมาได้ค่อนข้างดี ภาพแสงน้อยยังพอมี noise ตามจุดมืดๆ หรือสีเข้มๆ เทาๆ ให้เห็นบ้าง ส่วนภาพ HDR ก็ทำได้ค่อนข้างดี

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง OPPO A7


















 

กล้องหน้า 16MP ใสๆ งานดีเลย จะปิดโหมดบิวตี้ ปรับเป็นระดับๆ หรือว่าเลือกใช้ AI ก็ทำได้ตามใจ โหมดละลายหลังด้วยกล้องหน้าตัวเดียวก็ทำได้ดีไม่ด้อยกว่ากล้องหลังสักเท่าไหร่ แต่จะติดก้เรื่องเวลาตัดสีที่ใกล้เคียงกันค่ะ ซึ่งกล้องคู่หลังทำออกมาได้ดีกว่า

มีโหมดการถ่ายภาพมากมาย รวมถึง AR Sticker เก๋ๆ ที่ขยับดุ๊กดิ๊กได้ จะถ่ายเป็นภาพนึ่งหรือวิดีโอก็ทำได้ในแอปกล้อง พร้อมเอาไปแชร์ต่อได้ทันที

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า OPPO A7



 

สรุปการใช้งาน

ถ้าเทียบกับมือถือในช่วงราคาไล่ๆ กัน OPPO A7 อาจจะไม่ได้มาพร้อมกับสเปคที่แรงที่สุด แต่เป็นความลงตัวในเรื่องของการใช้งานที่ยาวนาน ด้วยชิป Snapdragon 450 ที่ถือว่าเป็นชิปประหยัดพลังงานที่ดีมากๆ รุ่นนึง บวกกับหน้าจอ HD+ ที่คมชัดเพียงพอสำหรับหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว และแบตเตอรี่ขนาด 4230 มิลลิแอมป์ ที่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วถือเป็นรุ่นแบตอึดมากๆ และยังมี AI ที่ช่วยควบคุมในเรื่องของพลังงาน สามารถดู YouTube ต่อเนื่องได้เกิน 20 ชั่วโมงเลยค่ะ (แต่จะลุกไปทำอย่างอื่นบ้างก็ดี แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกายนะคะ)

กล้องหน้าและกล้องหลังยังทำได้ดีตามมาตรฐานของ OPPO เรียกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องภาพจะไม่คม เซลฟี่แล้วจะไม่เนียนไปได้เลยค่ะ ส่วนเรื่องของการเล่นเกมนี่สามารลุยกับเกมฮอตๆ ของบ้านเราทั้ง ROV, PUBG และ Ragnarok M ก็พร้อมจัดได้แบบไม่เสียอารมณ์

สเปค OPPO A7

  • หน้าจอ 6.2 นิ้ว ทรงหยดน้ำ ความละเอียด HD+ 1570 x 720
  • CPU : Qualcomm® Snapdragon 450 (Octa-core, 14nm, 1.8 GHz)
  • RAM : 4GB
  • ROM : 64GB
  • แบตเตอรี่ : 4230 mAh
  • OS : ColorOS5.2 based on Android 8.1
  • ซิม : Dual nano-SIM + microSD card (สุงสุด 256 GB)
  • ขนาด : 155.9×75.4×8.1 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 158 กรัม
  • สี : ทอง Glaring Gold , สีน้ำเงิน Glaze Blue
  • ราคาเปิดตัว : 7,990 บาท

ในมือถือช่วงราคา 7,990 บาท นั้น OPPO A7 อาจจะไม่ใช่รุ่นที่แรงที่สุด แต่มันตอบโจทย์เรื่องแบตอึดใช้งานยาวนานได้ไม่แพ้ใคร รวมถึงเรื่องกล้องที่คมชัด เซลฟี่สวยไว้ใจได้เหมือนเดิมค่ะ

from:https://droidsans.com/review-oppo-a7/