คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID

เปิดตัว Infinix Note 12 Turbo มาพร้อมชิป MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 33W

Infinix ประกาศเปิดตัว Inifinix Note 12 Turbo สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ตระกูล Note 12 Series ที่ประเทศอินเดีย โดยมาพร้อมจุดเด่นหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว, ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 33W

Infinix Note 12 Turbo

ตัวเครื่องมีขนาด 164.57×76.80×7.89 มม. และน้ำหนัก 184.5 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.7 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz, อัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัส 180Hz , รองรับ NTSC 108% รวมถึงการครอบคลุม DCI-P3 100%

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.05GHz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท Mediatek MT6781 Helio G96 (12 nm) จับคู่กับ RAM 8GB แบบ LPPDDR4 และหน่วยความจำภายใน 128GB แบบ UFS 2.2 เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 512GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย XOS 10.6

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Quad LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ AI ความละเอียด 0.3 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งรองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, พอร์ต USB Type-C, ช่องหูฟัง 3.5 มม. และแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh พร้อมรองรับชาร์จไว 33W

ทั้งนี้ Infinix Hot 12 Turbo มีให้เลือก 3 สีคือ Sapphire Blue, Force Black และ Snowfall White โดยมีราคาอยู่ที่ 14,999 รูปีหรือประมาณ 6,620 บาท วางจำหน่ายที่ประเทศอินเดียในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ผ่านร้านค้าออนไลน์ Flipkart

ที่มา : Playfuldroid

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/infix-note-12-turbo-launched/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infix-note-12-turbo-launched

เปิดตัว vivo Y75 4G มาพร้อมชิป MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 44W

ก่อนหน้านี้ vivo ได้เปิดตัว vivo Y75 5G ที่ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 700 ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว vivo Y75 4G อีกรุ่นในตลาดอินเดีย โดยมาพร้อมชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 44W ในราคาไม่ถึงหมื่น !!!

สเปก vivo Y75 4G

vivo Y75 4G

ตัวเครื่องมีขนาด 160.87×74.28×7.36 มม. (สี Moonlight Shadow) และขนาด 160.87×74.28×7.41 มม. ( สีDancing Waves) และน้ำหนัก 172 กรัม หน้าจอแสดงผลจอ Halo FullView Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.44 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz

ใช้หน่วยประมวลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.05GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, หน่วยประมวลผลกราฟิก  Arm Mali-G57 จับคู่กับ RAM 8GB (4GB Extended RAM), หน่วยความจำภายใน 128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย Funtouch OS 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF 
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.2, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,050mAh รองรับการชาร์จเร็ว 44W

ทั้งนี้ vivo Y75 4G มีให้เลือก 2 สีคือ Moonlight Shadow และ Dancing Waves โดยวางจำหน่ายแล้วที่ประเทศอินเดียในราคา 20,999 รูปีหรือประมาณ 9,270 บาท

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/vivo-y75-launches-in-india/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vivo-y75-launches-in-india

รีวิว vivo X80 Series 5G สุดยอดเรือธง Camera Phone เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS พร้อมสเปคจัดเต็มตอบทุกโจทย์การใช้งาน !!!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงล่าสุดของ X Series ที่มาพร้อมแนวคิด Cinematics. Redefined. เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก

ที่รอบนี้ได้มีการต่อยอดด้วยการอัปเกรดคุณสมบัติ Hardware ระดับโปรที่พัฒนาขึ้นโดย vivo อย่าง ชิป vivo V1+ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอมาให้แบบอัดแน่น เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลกแล้ว vivo X80 Series 5G ยังคงสืบทอดความโดดเด่นจากรุ่นพี่ X70 Pro Series มาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องของดีไซน์ที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยมและขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปรวมถึงการเล่นเกมและผู้ใช้งานที่มองหาสมาร์ตโฟนจัดเต็มในด้านการถ่ายภาพและวิดีโอได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกล้องแล้ว vivo X80 Series 5G ยังมาพร้อม สเปกเครื่องเร็ว แรง ครบครันในทุกด้าน สำหรับฟีเจอร์และความน่าสนใจอื่น ๆ ของ vivo X80 Series 5G จะสามารถตอบโจทย์โดนใจแฟน ๆ ซีรีส์นี้หรือไม่ มาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ 

vivo X80 Seires

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G 

ขนาด 164.57×75.30×9.10 มม.  
น้ำหนัก 219 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED E5 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 3200×1440 (WQHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz รองรับ HDR 10+ และการปกป้องดวงตา SGS Eye Care Display และรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด   
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Qualcomm SM8450 Snapdragon 8 Gen 1 (4 nm) Octa-core (1×3.00 GHz Cortex-X2 & 3×2.40 GHz Cortex-A710 & 4×1.70 GHz Cortex-A510) หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
– เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย High resolution, Night, Portrait, Photo, Video, Pro, Panorama, Dynamic Photo, Slow Motion, Time-Lapse, AR Stickers, Micro Movie, Supermoon, Hi-Res Docs, Astro Mode, Pro Sports Mode, Long Exposure, Double Exposure, Dual-View Video, AI Group Photo

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby
2G GSM : 850/900/1800/1900MHz
3G WCDMA : B1/B2/B4/B5/B8
4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B13/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B32/B66
4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41/B42
5G : n1/n2/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n40/n41/n66/n77/n78 *n2 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4700mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge, 50W Wireless FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black
ราคา ราคาเปิดตัว  39,999 บาท 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 5G

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G

ขนาด 164.95×75.23×8.30 มม.  
น้ำหนัก 206 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED  ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2400×1080 (FHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz 
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9000 (4 nm) Octa-core (1×3.05 GHz Cortex-A78 & 3×2.6 GHz Cortex-A78 & 4×2.0 GHz Cortex-A55) หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G710 MC10
RAM 12GB
หน่วยความจำภายใน
เครื่อง
256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS 
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย Night, Portrait, Photo, Video, 50MP, Panorama, Live Photo, Slow Motion, Time-Lapse, Pro, AR Stickers, Documents, AI Group Portrait, Double Exposure, Dual-View Video

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby 2G GSM : 850/900/1800/1900MHz 3G WCDMA : B1/B2/B5/B8 4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B20/B28 4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41 5G : n1/n3/n5/n7/n8/n28/n38/n40/n41/n78 *n8/n38 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4500mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black, Urban Blue
ราคา ราคาเปิดตัว  29,999 บาท 

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ vivo X80 Series ยังคงมาในโทนและรูปทรงเดิมที่ขับเน้นในเรื่องของความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความพรีเมี่ยมไว้ในตัวเหมือนเช่นเคย โดยด้านหน้าจะมีเพียงชื่อรุ่นและชูจุดเด่นด้วยข้อความกำกับในการร่วมมือระหว่าง vivo กับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกในการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลก 

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับ vivo X80 Pro 5G ในสี Cosmic Black ที่ได้มีการติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่โรงงาน ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

1. อแดปเตอร์ชาร์จไฟ OUTPUT 5V – 2A / 9V – 2A / 11V – 6A Max / 20V – 4A Max – รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W FlashCharge

2. หูฟังสมอลทอร์คแบบอินเอียร์ รุ่น XE710 (Type-C earjack) พร้อมจุกยางอีก 2 ขนาด 

3. สายดาต้าลิงค์แบบ Type-C

4. Hard Case สีดำ

5. อุปกรณ์เปิดถาด SIM Card

6. ใบรับประกัน, และคู่มือการใช้งานฉบับย่อ

ตัวเคสจะเป็นวัสดุโพลีคาร์โบเนตแบบเปิดข้าง โดยมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่งและมาพร้อมเท็กเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนหนังแท้ ซึ่งช่วยเพิ่มความ luxury ตั้งแต่แรกสัมผัส 

ในส่วนของ vivo X80 ก็จะให้อุปกรณ์ภายในกล่องมาเหมือน X80 Pro 5G ทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือตัวเคสภายในกล่องจะให้มาตามสีของตัวเครื่อง เช่นตัวเครื่อง Cosmic Black ก็จะได้สีดำ ส่วนสี Urban Blue ก็จะได้ตามสีของตัวเครื่องนั่นเอง 

vivo X80 Series ยังคงสืบทอด DNA ของรุ่นพี่ X70 Series ทั้งในด้านความเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยม จากตัววัสดุชั้นเลิศ ผสานด้วยดีไซน์ luxury ผ่านดีไซน์โค้งมนบนโครงสร้างที่บางเบาสวยงามแบบมีระดับ ตัวเครื่องเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยมด้วยกระจกฝาหลังและขอบเฟรมอะลูมิเนียม พร้อมตกแต่งด้านบนของตัวเครื่องด้วยสไตล์ Choker ที่มอบความรู้สึกหรูหราให้กับผู้ใช้งานตั้งแต่แรกสัมผัส นอกจากนี้ตัวฝาหลังยังใช้เทคโนโลยี “fluorite AG” ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ให้ความรู้สึกถือใช้งานได้สะดวกสบายและไม่เกิดรอยนิ้วมืออีกด้วย

ยกระดับด้านการออกแบบไปอีกขั้นด้วยการจัดวางรูปแบบกล้องด้วยแนวคิด Cloud Window 2.0 ที่มาพร้อมโมดูลกล้องขนาดใหญ่ ที่ผสานรูปทรงกลมเข้ากับรูปทรงสี่เหลี่ยม พร้อมโลโก้ Zeiss T*  ซึ่งเป็นการ certified กำกับไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือกับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก ในการพัฒนาทางด้านวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเลนส์กล้องของ vivo X80 Series ทุกรุ่นจะได้รับการเคลือบชิ้นเลนส์ในมาตรฐาน Zeiss T*  ซึ่งประโยชน์ที่โดดเด่นของการเคลือบ Zeiss T*  จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่าสีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทุกภาพถ่ายมีสีสันสดใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pure Night View แสดงค่ำคืนอันรุ่งโรจน์ในความคมชัดบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยี AI Deglare และ RAW HDR ที่วีโว่พัฒนาขึ้นเอง ให้ทุกภาพถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม คมชัด โดดเด่นมากกว่าที่เคย

อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการเกิด Ghosting และ Stray light ในเวลากลางคืนได้อีกทางหนึ่งด้วย vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 Series จึงพร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้ดื่มด่ำกับความงามอันบริสุทธิ์ของยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

ดีไซน์ในภาพรวมของ vivo X80 จะมีความใกล้เคียงกับ vivo X80 Pro เกือบทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือ vivo X80 จะมีขนาดที่ะทัดรัดกว่าเล็กน้อย รวมถึงโมดูลกล้องก็มีขนาดที่เล็กกว่าด้วยเช่นกัน

สำหรับ vivo X80 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
  • เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

ส่วน vivo X80 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

ทั้งสองรุ่นต่างก็มาพร้อม ZEISS T* Coating ด้วยกันทั้งคู่ แต่ vivo X80 5G จะไม่มีระบบกันสั่น Gimbal Stabilization และความละเอียดรวมถึงค่ารูรับแสงบางช่วงจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย 

vivo X80 Pro 5G  เลือกใช้จอแสดงผล E5 AMOLED พร้อมความละเอียด WQHD+ ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยรีเฟรชเรต 120Hz และยังรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด ช่วยให้จอแสดงผลสามารถปรับอัตราการรีเฟรชระหว่าง 1Hz ถึง 120Hz เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ของผู้ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของจอแสดงผล มอบความเพลิดเพลินกับการใช้หน้าจอที่ชัดเจนและสบายตายิ่งกว่าที่เคย

นอกจากนี้ X80 Pro 5G ยังมาพร้อมดีไซน์หน้าจอ 2K E5 super-sensing ที่ได้รับรางวัลการออกแบบจากสถาบัน DisplayMate ในระดับ A+ และรางวัล SGS Eye Care Display ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ที่ดีเยี่ยม และยังช่วยปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย แม้จะใช้งานต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานก็ตาม 

สำหรับ vivo X80 5G มาพร้อมเทคโนโลยีอันอัดแน่นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า X80 Pro 5G เพียงแต่ vivo X80 5G จะให้ความละเอียดมาที่ FHD+ ซึ่งเมื่อมองในแง่การใช้งานจริง ถือว่าเพียงพอและตอบทุกโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้อย่างเหลือเฟือ

vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็ก โดยจัดวางเลย์เอาท์ไว้อยู่ตรงกลางของจอแสดงผล ซึ่งจากการใช้งานจริงให้ความรู้สึกกลมกลืนไม่รบกวนสายตา แต่ยังคงให้คุณภาพมาแบบเต็มเปี่ยม ด้วยความละเอียดของกล้องหน้าที่สูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์แบบอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็นโหมด Super Night Selfie, Portrait mode, Multi style portrait และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ได้สวยงามในทุกสภาพแสงและทุกสถานการณ์

ลำโพงสนทนาของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มีขนาดเล็กและจัดวางอยู่ในขอบของตัวเครื่องซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ของจอแสดงผลได้อีกทางหนึ่ง และนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตอริโอร่วมกับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องอีกด้วย 

ด้านบนออกแบบในสไตล์ Choker หรือสร้อยคอ โดยมีการเว้าเป็นร่องเพื่อเพิ่มมิติให้ตัวเครื่องพร้อมสลักตัวอักษรเรืองแสง ที่ขับเน้นเรื่องกล้องอันเป็นจุดขายของ vivo X80 Pro 5G นั่นเอง นอกจากนี้ที่ฝั่งขวายังมี IR Blaster ที่ใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้เหมือนรีโมท และถัดไปจะเป็นไมค์ตัดเสียงรบกวนและทำหน้าที่ในการบันทึกเสียงอีกด้วย 

ด้านล่างประกอบไปด้วย ช่องถาดซิมการ์ด., ไมค์สนทนา, พอร์ต Type-C, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง, และเส้นเสาอากาศ สำหรับลำโพงหลักจะเป็นแบบสเตอริโอโดยทำงานร่วมกับลำโพงสนทนาที่ด้านบนของตัวเครื่อง ผสานเข้ากับชิปเสียง Hi-Fi CS43131 โดยได้การรับรองคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ๆ ทั้งเรื่องความดัง เสียงย่านต่ำและมิติของเสียงที่ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์พร้อมเส้นเสาอากาศที่มุมบนของตัวเครื่อง  ส่วนฝั่งซ้ายจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ แต่จะมีเส้นเสาอากาศอยู่ที่มุมบนและล่างของตัวเครื่อง 

การจัดวางเลย์เอาท์ต่าง ๆ ของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G จะเหมือนกันทุกประการ 

ตัวถาดซิมของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เป็นแบบ Dual Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม แต่จะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-vivo-x80-series-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-vivo-x80-series-5g

สถิติเวอร์ชัน Android ยอดนิยม: Android 11 แซงหน้า Android 10 ได้แล้ว

ช่วงหลังๆ กูเกิลเลิกเผยสถิติเวอร์ชันของ Android ยอดนิยมบนหน้าเว็บ ย้ายมาอยู่ใน Android Studio แทน และอัพเดตทุกประมาณ 6 เดือน

สถิติรอบล่าสุดเพิ่งอัพเดตในเดือนพฤษภาคม 2022 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ Android 11 กลายเป็นเวอร์ชันยอดนิยม ที่ส่วนแบ่ง 28.3% แซงหน้า Android 10 ที่ลดลงเหลือ 23.9% ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม Android 12 เวอร์ชันล่าสุดยังไม่ได้เข้ามาในชาร์ทของรอบนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะกูเกิลตั้งใจไม่ใส่สถิติของเวอร์ชันล่าสุดเข้ามา เนื่องจากสถิตินี้เอาไว้ช่วยนักพัฒนาตัดสินใจว่าควรซัพพอร์ต Android API ขั้นต่ำถึงเวอร์ชันไหนเป็นหลัก

ที่มา – 9to5google, Android Police

from:https://www.blognone.com/node/128606

OPPO Reno8 Pro ผ่านการรับรองจาก TENAA พร้อมเผยสเปกเต็มก่อนเปิดตัว

OPPO มีกำหนดเปิดตัว OPPO Reno8 Series อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีนในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ โดยประกอบด้วย OPPO Reno8, Reno8 Pro และ Reno8 Pro+ ซึ่งคาดว่าจะใช้ชิปเซ็ท Dimensity 1300, Snapdragon 7 Gen 1 และ Dimensity 8100

ล่าสุด OPPO Reno8 Pro ได้ผ่านการรับรองจาก TENAA เป็นที่เรียบร้อยพร้อมเผยสเปกเต็มออกมาให้เห็นกันแล้ว

OPPO Reno8 Pro

สำหรับสเปกของ OPPO Reno8 Pro ที่ผ่านการรับรองจาก TENAA ใช้หมายเลขรุ่น PGAM10 มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.62 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชปิเซ็ท Snapdragon 7 Gen 1 ใหม่ จับคู่กับ RAM 8GB/12GB, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย ColorOS 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50+8+2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอีบด 32 ล้านพิกเซล รวมทั้งใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับการชาร์จไว 80W, ตัวเครื่องมีขนาด 161 × 74.2 × 7.57 มม. และน้ำหนักประมาณ 188.8 กรัม และมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีฟ้า สีทอง และสีม่วง

ที่มา : Playfuldroid

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-reno8-pro-full-specifications-revealed-through-tenaa-certification/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-reno8-pro-full-specifications-revealed-through-tenaa-certification

realme Pad X แท็บเล็ตรุ่นใหม่เตรียมเปิดตัว 26 พฤษภาคมนี้ พร้อมเผยภาพเรนเดอร์

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า realme กำลังทำงานกับแท็บเล็ตรุ่นใหม่ ล่าสุดบริษัทได้ปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว realme Pad X อย่างเป็นทางการในวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับบ้านเราเวลา 13.00 น. พร้อมภาพเรนเดอร์หลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว

realme Pad X

สำหรับภาพเรนเดอร์ของ realme Pad X ที่หลุดออกมาเผยให้เห็นดีไซน์ตัวเครื่องที่มีขอบเหลี่ยม และค่อนข้างบาง ด้านหน้าติดตั้งกล้องเซลฟี่อยู่มุมขวาด้านบนเมื่อถือเครื่องในแนวตั้ง

ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้องตัวเดียวรองรับ AI อยู่ในโมดูลมุมซ้ายด้านบน ขณะที่ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ด ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง และด้านขวาบนเครื่องมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และมี 3 สีคือ สีเขียว, สีฟ้า และสีดำ

ทั้งนี้ในส่วนสเปกของ realme Pad X ที่ได้รับการยืนยันจากบริษัทแล้วคือ ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 870 รองรับ 5G ส่วนสเปกอื่นๆ คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียด QHD+ โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-pad-x-incoming-on-may-26/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-pad-x-incoming-on-may-26

ไมโครซอฟท์อัพเดต Windows Subsystem for Android เป็น Android 12L

ไมโครซอฟท์อัพเดต Windows Subsystem for Android ของ Windows 11 Dev Channel เปลี่ยนมาใช้ Android 12.1 หรือ Android 12L ที่รองรับการแสดงผลบนอุปกรณ์จอใหญ่ให้ดีขึ้น

นอกจากการอัพเดตตัวแกนของระบบแล้ว ไมโครซอฟท์ยังปรับปรุงการรันแอพ Android บน Windows 11 อีกหลายจุด เช่น การแสดง badge บอกสถานะว่าแอพเรียกใช้ไมโครโฟน-กล้องของพีซีหรือไม่ บนไอคอนของแอพที่รันอยู่บน Taskbar เลย, การส่งต่อข้อความแจ้งเตือนแบบ toast ของ Android มายังแถบแจ้งเตือนของ Windows 11 เป็นต้น

ที่มา – Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/128602

พบช่องโหว่ใน Huawei AppGallery โหลดแอปเสียเงินได้ฟรี ๆ

ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา Huawei ได้พัฒนาร้ายค้าแอปหรือ App Store ของตัวเองที่ชื่อว่า Huawei AppGallery เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้งานที่บริษัทต้องโดนแบนจนไม่สามารถใช้ Google Mobile Services ได้

ทั้งนี้นักพัฒนาได้พบช่องโหว่ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นช่องโหว่ที่ไม่ได้แก้มาสักพักแล้ว โดยนักพัฒนาได้รายงานช่องโหว่ดังกล่าวให้ Huawei ทราบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ช่องโหว่ดังกล่าวอนุญาตให้ผู้ใช้งาน ‘ใครก็ได้’ สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันเสียเงินจากทาง Huawei AppGallery ได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่ง Dylan Roussel นักพัฒนาที่พบช่องโหว่ดังกล่าวบอกว่า ช่องโหว่ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้พัฒนาแอป แต่เป็นช่องโหว่ที่ตัว AppGallery API เอง

Roussel บอกว่าตนก็ได้ลองใช้ช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว พบว่าสามารถโหลดแอปฟรีไม่เสียเงินได้จริง นับว่าเป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากนักพัฒนาจะสูญเสียรายได้จากช่องโหว่นี้อย่างมหาศาล หวังว่า Huawei จะเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างเร็วที่สุดครับ

ข่าว: พบช่องโหว่ใน Huawei AppGallery โหลดแอปเสียเงินได้ฟรี ๆ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/huawei-appgallery-flaw/

Samsung เปิดตัว Galaxy Buds 2 เวอร์ชัน Pokemon Edition

เมื่อเดือนที่ผ่านมา Samsung เปิดตัว Galaxy Z Flip 3 Pokemon Edition ในประเทศเกาหลี และแน่นอนว่าจำหน่ายหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น วันนี้ Samsung ได้ขยายซีรีส์ Pokemin Edition สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่อีกด้วย

วันนี้ Samsung เปิดตัวหูฟัง Galaxy Buds 2 เวอร์ชัน Pokemon Edition หรือเรียกว่า Pokemon Edition Buds 2 ความพิเศษของรุ่นนี้คือมีเคสพิเศษ เป็นรูป Poke Ball ที่สามารถใส่สายคล้องที่ด้านนอกของเคสได้ด้วย ซึ่งนอกจาก Galaxy Buds 2 แล้ว ตัวเคสรูป Poke Ball ยังสามารถใช้งานกับ Galaxy Buds Pro หรือ Galaxy Buds Live ได้ด้วยเหมือนกัน

gsmarena 000-3

ในแพ็คกเกจจะมีสติกเกอร์โปเกม่อนให้ 1 แบบ จากทั้งหมด 11 แบบ ได้แก่ Pikachu, Bulbasaur, Charmander, Squirtle, Jigglypuff, Ditto, Dragonite, Lapras, Eevee, Gengar และ Mew ซึ่งต้องไปลุ้นกันว่าเราจะได้ลายไหนครับ

gsmarena 003-7

เบื้องต้น Pokemon Edition Buds 2 จะมีวางจำหน่ายในประเทศเกาหลีเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดการวางจำหน่ายและพรีออเดอร์อย่างเป็นทางการ แต่ราคาออกมาแล้วที่ 134,000 วอน หรือราว 3,630 บาทครับ

ข่าว: Samsung เปิดตัว Galaxy Buds 2 เวอร์ชัน Pokemon Edition มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/samsung-reveals-pokemon-edition-galaxy-buds-2-for-korea/

เปิดตัว vivo S15 series มาพร้อมจอ OLED 120Hz, กล้องหลัง 3 ตัว และชาร์จไวสูงสุด 80W

vivo ประกาศเปิดตัว vivo S15 Series อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน ประกอบด้วย vivo S15 และ S15 Pro โดยมาพร้อมจุดเด่นหน้าจอ AMOLED 120Hz ที่ผลิตโดย Samsung, รองรับชาร์จไว และใช้ชิปเซ็ท  Snapdragon 870 Peak Edition SoC ใหม่ และ Dimensity 8100 ตามลำดับ

สเปก vivo S15

vivo S15

ตัวเครื่องมีขนาด 161.1 x 74.3 x 8  มม. และน้ำหนัก 190 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.62 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ความหนาแน่นของพิกเซล 398PPI, ความสว่างสูงสุด 1300nits และรองรับ HDR10+

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 3.2GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM8250-AC Snapdragon 870 5G (7 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 650, RAM 8GB/12GB และหน่วยความจำภายใน 128GB/256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย Origin OS Ocean

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9, 25mm (wide), ระบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultrawide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE/5G dual Band (SA/NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, ฺBluetooth 5.2, NFC, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับชาร์จเร็ว 66W

ทั้งนี้ vivo S15 มีให้เลือก 3 สีคือ Blue, Black และ Yellow โดยวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 

ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 8GB+128GB ราคา 2,699 หยวนหรือประมาณ 13,850 บาท
  • RAM 8GB+256GB ราคา 2,999 หยวนหรือประมาณ 15,400 บาท
  • RAM 12GB+256GB ราคา 3,299 หยวนหริอประมาณ 16,940 บาท

สเปก vivo S15 Pro

ตัวเครื่องมีขนาด 158.9 x 73.5 x 8.6 มม. และน้ำหนัก 188 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2376 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.56 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ความหนาแน่นของพิกเซล 398PPI, ความสว่างสูงสุด 1500nits และรองรับ HDR10+

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.85GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 8100 (5 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G610 MC6, RAM 8GB/12GB และหน่วยความจำภายใน 256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย Origin OS Ocean

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด ถจ ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9, 24mm (wide), 1/1.56″, 1.0µm, ระบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultrawide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้างได้ 116 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE/5G dual Band (SA/NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, ฺBluetooth 5.3, NFC, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W ชาร์จ 70% ภายใน 18 นาที

ทั้งนี้ vivo S15 มีให้เลือก 2 สีคือ Blue และ Black โดยวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 

ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 8GB+256GB ราคา 3,399 หยวนหรือประมาณ 17,450 บาท
  • RAM 12GB+256GB ราคา 3,699 หยวนหริอประมาณ 18,990 บาท

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/vivo-s15-series-launched-in-china/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vivo-s15-series-launched-in-china