คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID

หลุดภาพเรนเดอร์ realme 8s พร้อมสเปกก่อนเปิดตัวเร็วๆ นี้

หลังจากเปิดตัว realme 8, realme 8 5G และ realme 8 Pro ไปเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า realme กำลังเตรียมที่จะเปิดตัว realme 8s และ realme 8i เพิ่มอีก 2 รุ่นในเร็วๆ นี้ ล่าสุดมีภาพเรนเดอร์ของ realme 8s พร้อมสเปกหลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว

realme 8s

เว็บไซต์ 91Mobiles ได้โพสต์ภาพเรนเดอร์ของ realme 8s ที่หลุดออกมา โดยเผยให้เห็นเฉพาะด้านหลังเครื่องที่มาพร้อมกล้อง 4 ตัว พร้อมไฟแฟลช LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยมมุมซ้ายด้านบน

ซึ่งมีข่าวลือว่ากล้องหลักจะมีความละเอียด 64 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องอีก 3 ตัวคาดว่าจะประกอบด้วยเลนส์ Ultra Wide, เลนส์ Macro และเลนส์ Depth ขณะที่กล้องหน้าเซลฟี่คาดว่าจะมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

ถัดจากเลนส์กล้องลงมาด้านล่างมีโลโก้ realme และฝาหลังมีสีม่วง ส่วนด้านหน้าเครื่องนั้นยังไม่มีภาพเรนเดอร์หลุดออกมาให้เห็น

ส่วนด้านข้างเครื่องทั้ง 2 ด้านเริ่มจากด้านซ้ายมีช่องใส่ซิมการ์ด กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง และด้านขวามีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังไว้บนปุ่มนี้ด้วย

ด้านบนเครื่องมีช่องไมโครโฟนตัดเสียง และด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟัง 3.5 มม., ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกของ realme 8s คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียด FHD+ ขนาด 6.5 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz, ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 810 จับคู่กับ RAM 6GB/8GB, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB, แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 33W และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย realme UI 2.0

ที่มา : 91Mobiles

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-8s-renders-leaked-with-specs-before-launching-soon/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-8s-renders-leaked-with-specs-before-launching-soon

เปิดตัว Motorola Edge 20 Series มาพร้อมจอ OLED, กล้องหลัง 3 ตัว 108MP และชาร์จไว 30W

Motorola ประกาศเปิดตัว Motorola Edge 20 Series สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ตระกูล Edge Series ประกอบด้วย Motorola Edge 20, Edge 20 Pro และ Edge 20 Lite ในราคาเริ่มต้นเพียง 13,690 บาท

Motorola Edge 20 Series

สำหรับ Motorola Edge 20 Series ทั้ง 3 รุ่นคือ Motorola Edge 20, Edge 20 Pro และ Edge 20 Lite มีสเปกที่เหมือนกันคือ มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.7 นิ้ว, กล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 108 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 30W ส่วนสเปกอื่นๆ ของแต่ละรุ่น มาดูกันครับ

สเปก Motorola Edge 20

ตัวเครื่องมีขนาด 163 x 76 x 7 มม. และน้ำหนัก 163 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ OLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.7 นิ้ว แบบ 10-bit ในอัตราส่วน 19.5:9 โดยมีอัตรารีเฟรขเรท 144Hz, ขอบเขตสีกว้างระดับ DCI-P3 และรองรับ HDR10+

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 778G 5G (6 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 642L, RAM 8GB, หน่วยความจำภายใน 128GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 11

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1,9, (wide), 1/1.52″, 0.7µm และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, ซูมแบบออปติคอล 3 เท่า, ระบบกันสั่น OIS และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้างได้ 119 องศา

ขณะที่กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.3

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM. รองรับ 4G/5G (SA/NSA/Sub6), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.2, NFC, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh รองรับการชาร์จ 30W Turbo Charge

ทั้งนี้ Motorola Edge 20 มีให้เลือก 2 สีคือ Frosted Onyx และ Frosted Pearl โดยมีราคา 499.99 ยูโร หรือประมาณ 19,590 บาท และจะวางจำหน่ายที่ยุโรปในเดือนสิงหาคมนี้

สเปก Motorola Edge 20 Pro

ตัวเครื่องมีขนาด 163 x 76 x 8 มม. และน้ำหนัก 185-190 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ OLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.7 นิ้ว แบบ 10-bit ในอัตราส่วน 19.5:9 โดยมีอัตรารีเฟรขเรท 144Hz, ขอบเขตสีกว้างระดับ DCI-P3 และรองรับ HDR10+

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 3.2GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM8250-AC Snapdragon 870 5G (7 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 650, RAM 12GB, หน่วยความจำภายใน 256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 11

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1,9, (wide), 1/1.52″, 0.7µm และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.4, ซูมแบบออปติคอล 5 เท่า, ระบบกันสั่น OIS และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้างได้ 119 องศา

ขณะที่กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.3

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM. รองรับ 4G/5G (SA/NSA/Sub6), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.2, NFC, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับการชาร์จ 30W Turbo Charge

ทั้งนี้ Motorola Edge 20 Pro มีให้เลือก 3 สีคือ Dark Blue, White และ Indigo Vegan Leather โดยมีราคา 699.99 ยูโร หรือประมาณ 27,490 บาท และจะวางจำหน่ายที่ยุโรปในเดือนสิงหาคมนี้

สเปก Motorola Edge 20 Lite

ตัวเครื่องมีขนาด 165.9 x 76 x 8.3 มม. และน้ำหนัก 185 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ OLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.7 นิ้ว แบบ 10-bit ในอัตราส่วน 19.5:9 โดยมีอัตรารีเฟรขเรท 90Hz, ขอบเขตสีกว้างระดับ DCI-P3 และรองรับ HDR10+

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek MT6853 Dimensity 720 5G (7 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G57 MC3, RAM 8GB, หน่วยความจำภายใน 128GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 11

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1,9, (wide), 1/1.52″, 0.7µm และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้างได้ 118 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ขณะที่กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.3

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM. รองรับ 4G/5G (SA/NSA/Sub6), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, NFC, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับการชาร์จ 30W Turbo Charge

ทั้งนี้ Motorola Edge 20 Lite มีให้เลือก 2 สีคือ Electric Graphite และ Lagoon Green โดยมีราคา 349.99 ยูโร หรือประมาณ 13,690 บาท และจะวางจำหน่ายที่ยุโรปในเดือนสิงหาคมนี้

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/motorola-edge-20-series-launched/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=motorola-edge-20-series-launched

Google เตรียมปิดการล็อกอินใช้งานแอปของ Google บน Android 2.3.7 หรือต่ำกว่า

กูเกิลส่งอีเมลแจ้งผู้ที่ยังใช้งานอุปกรณ์ Android เวอร์ชัน 2.3.7 หรือต่ำกว่า ว่าจะไม่สามารถล็อกอินใช้งานแอปของกูเกิลบนอุปกรณ์เหล่านั้นได้ โดยจะแสดงข้อความว่า username หรือ password ขัดข้อง มีผลตั้งแต่ 27 กันยายน 2021 เป็นต้นไป ซึ่งเหตุผลที่กูเกิลบอกก็คือความปลอดภัยในการใช้งานนั่นเอง

ทั้งนี้ Android 2.3 Gingerbread ได้ออกเวอร์ชันย่อย 2.3.7 เมื่อเดือนกันยายน 2011 หรือเกือบ 10 ปีที่แล้ว

กูเกิลระบุว่าผลกระทบนี้เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานเป็นจำนวนที่น้อยมากแนะนำว่า และแนะนำว่าให้อัพเกรดเวอร์ชัน หากอุปกรณ์สามารถอัพเกรดเป็น Android 3.0 Honeycomb หรือใหม่กว่าได้

ที่มา: 9to5Google

Google

from:https://www.blognone.com/node/123999

แนะนำแท็บเล็ตโดนๆ HUAWEI MatePad 11 ผู้ช่วยทำงานแบบมือโปรใช้เดี่ยวๆ ว่าดี ใช้คู่ HUAWEI M-Pencil ยิ่งเริด พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดการทำงานข้ามดีไวซ์ให้ทุกงานไร้รอยต่อและสมบูรณ์แบบกว่าที่เคย

เดี๋ยวนี้การวางสมาร์ทดีไวซ์เอาไว้อีกหนึ่งเครื่องข้างๆ จอคอมพิวเตอร์ทำงานกลายเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่คนทำงานยุคใหม่ไปแล้ว โดยเฉพาะการใช้แท็บเล็ตควบคู่ไปกับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อประหว่างการเคลียร์งาน (หรือบางครั้งก็ใช้แทนแล็ปท็อปไปเลย) เพราะในขณะที่เรากำลังจดจ่อกับงานตรงหน้า เราก็สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือเช็คอีเมลที่เด้งเข้ามาใหม่ผ่านจอแท็บเล็ตได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาปิดหน้าจองานตรงหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ ขนาดที่กระทัดรัดกว่าของแท็บเล็ตยังทำให้เราสามารถพกพาไปใช้ทำงานนอกสถานที่ได้สะดวกกว่า และการใช้แท็บเล็ตท่องเว็บไซต์หาข้อมูลหรือจดบันทึกระหว่างการประชุมก็ยังทำได้สะดวกกว่าบนคอมพิวเตอร์พีซีมาก ช่วยให้เจ้าของเครื่องสามารถรับมือกับงานในทุกรูปแบบได้อย่างราบรื่นรวดเร็วไม่ปวดหัว จนทำให้แท็บเล็ตคุณภาพสูงถือเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องเคลียร์หลายๆ งานพร้อมกันในคราวเดียว

สำหรับใครที่กำลังมองหาแท็บเล็ตคู่ใจตัวใหม่เพื่อใช้ทำงานในแบบฉบับมือโปรไม่ว่าจะงานทั่วไปหรืองานที่มีความซับซ้อน แท็บเล็ต HUAWEI MatePad 11 และปากกาอัจฉริยะ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ถือเป็นตัวเลือกใหม่ล่าสุดที่คุณไม่ควรมองข้ามหากอยากทำงานในแบบฉบับมือโปรได้อย่างไร้ขีดจำกัดเพราะเมื่อใช้คู่กันกับแท็บเล็ตที่มีอัตราการรีเฟรชหน้าจอสูงถึง 120 Hz แล้วยิ่งทำให้ใช้งานได้ลื่นไหลแบบทวีคูณ ไปดูเหตุผลเพิ่มเติมดีกว่าว่าอะไรที่ทำให้การใช้งานแท็บเล็ตคู่กับปากกาอัจฉริยะเจ๋งๆ นั้นเหมาะกับคนทำงานแบบมือโปร

แท็บเล็ต HUAWEI MatePad 11 ยังรองรับอุปกรณ์เสริมอัจฉริยะอย่าง HUAWEI M-Pencil (2nd generation) อย่างเต็มรูปแบบ โดยปากกาคู่ใจคนทำงานรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับหัวปากกาที่ได้รับการเคลือบทองคำขาว มีค่าความหน่วง (latency) ของการใช้งานที่ต่ำเป็นพิเศษเพียงแค่ 2 มิลลิวินาที และยังรองรับแรงกดของผู้ใช้ถึง 4,096 ระดับ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใช้งานที่สะดวก ลื่นไหล แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการทำงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะขีดเขียนแก้ไขเอกสาร หรือจดโน้ตทำงานก็สะดวกสบายสุดๆ และที่ทำให้ปากกาอิเล็กทรอนิกส์ตัวนี้โดดเด่นตอบโจทย์การใช้งานของคนทำงานรุ่นใหม่เป็นที่สุดก็เพราะว่าเมื่อใช้งานจับคู่เข้ากับแท็บเล็ตที่มีอัตราการรีเฟรชหน้าจอสูง 120 Hz ก็ยิ่งช่วยสมูธความราบรื่นและความโปรในการใช้งานได้อย่างน่าประทับใจ

ทั้งนี้งานออกแบบของ HUAWEI M-Pencil รุ่นที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับทั้งด้านดีไซน์ที่สวยงามและศักยภาพของการใช้งาน โดยหัวปากการุ่นนี้จะเป็นแบบโปร่งแสง โชว์ให้เห็นถึงกลไกการทำงานด้านในสไตล์เดียวกับนาฬิกาข้อมือเรียบหรู ในขณะที่ตัวแท่งปากกาจะเป็นลักษณะหกเหลี่ยมเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถจับได้อย่างถนัดและสบายมือขึ้น โดยมาพร้อมกับน้ำหนักเบาๆ แค่เพียง 16 กรัมเท่านั้น ต่อให้ใช้จดใช้เขียนอะไรไปนานๆ ก็ไม่เมื่อยมือแน่นอน และเมื่อใช้ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) กับหน้าจอแท็บเล็ตขนาด 10.95 นิ้ว นานๆ ก็ไม่เสียสุขภาพสายตาเพราะมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยลดแสงสีฟ้าและการกระพริบของหน้าจอ มาตรฐานระดับสากลที่รับรองโดย TÜV Rheinland

ที่สำคัญ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ยังทำงานได้เข้าขากับแท็บเล็ต HUAWEI MatePad 11 สุดๆ กับฟีเจอร์ช่วยทำงานแบบมือโปรต่างๆ อย่าง HUAWEI FreeScript ที่จะแปลงลายมือให้เป็นตัวพิมพ์ในไฟล์งานได้อย่างอัตโนมัติ โดยรองรับภาษาไทย อังกฤษ และจีน และรองรับการใช้งานทั้งในช่องการค้นหาผ่านเบราว์เซอร์หรือการจดบันทึกในแอปพลิเคชัน HUAWEI Notepad, Jnotes, touchnotes, WeNote และ Noteshelf รวมทั้งแอปฯ โปรดของใครหลายๆ คน อย่าง Line, Facebook Messenger และ HUAWEI Browser ทำให้ไม่ว่าจะจดโน้ตการประชุมหรือโน้ตไอเทมงานที่ต้องทำในแต่ละวันก็สนุกและสะดวกมากขึ้น เช่น จดโน้ตการประชุมผ่านแอปฯ Jnotes ที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์การใช้งานเก๋ๆ อย่าง Drag and Drop หรือ การจดจำลายมือ โดยผู้ใช้งานสามารถเปิดโน้ตได้พร้อมกันสองโน้ตในครั้งเดียว ที่เด็ดก็คือแอปฯ นี้ สามารถแปลงลายมือเป็นตัวพิมพ์ได้อย่างเรียบร้อยและสวยงามโดยสามารถปรับแต่งขนาดตัวหนังสือได้ด้วย HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ส่วนอีกแอปฯ ดีๆ สำหรับการจดโน้ตก็ต้องยกให้ touchnotes ที่ช่วยต่อยอดจินตนาการได้อย่างไม่รู้จบเพราะสามารถเพิ่มภาพหรือข้อความที่ดึงมาจากเบราว์เซอร์ของแท็บเล็ตมาแต่งเติมต่อบนแอปฯ ให้โน้ตดูน่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายขึ้น และเมื่อแต่งโน้ตเสร็จ ก็สามารถอัปลง HUAWEI Cloud เป็นไฟล์สำรองไว้เปิดใช้งานผ่านดีไวซ์อื่นๆ ได้อีกด้วย

อีกทั้งผู้ใช้งาน ยังสามารถสลับโหมดบนปากกาอัจฉริยะระหว่างการใช้ เป็นยางลบหรือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ก่อนหน้าได้ง่ายๆ เพียงแตะเบาๆ ที่หัวปากกาติดต่อกันสองครั้ง ต่อยอดความสนุกและความสะดวกในการทำงานไปอีกเลเวลด้วยฟีเจอร์ Instant Shape ที่ช่วยอ่านลายมือที่ผู้ใช้งานวาด ไม่ว่าจะวาดเส้นตรง ตาราง หรือรูปทรงเลขาคณิต ก็ไม่ต้องห่วงว่าวาดแล้วจะเป๊ะรึเปล่า เพราะฟีเจอร์นี้จัดการให้โดยเปลี่ยนรูปทรงและลายเส้นที่วาดด้วยลายมือเป็นทรงมาตรฐานที่เนี้ยบสุดๆ ได้ในพริบตา อีกทั้งยังประหยัดเวลาและทำงานได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะเมื่อต้องวาดตารางเพราะสามารถเพิ่มหรือลบแถวตารางหรือคอลัมน์ได้อย่างฉับไว โดยตารางจะปรับขนาดอัตโนมัติไปตามขนาดของตัวอักษรที่เราร่างลงไปโดยที่เราไม่ต้องมาเสียเวลานั่งปรับแต่งรูปแบบของตารางในภายหลังอีก อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัยขนาดนี้ ไม่ว่าคุณจะต้องเจอกับงานที่ท้าทายหรือการประชุมงานที่โหดแค่ไหนก็ไม่ใช้ปัญหา ขอแค่มี HUAWEI MatePad 11 และHUAWEI M-Pencil (2nd generation) อยู่ในมือก็เกินพอ

สำหรับคนทำงานที่เน้นใช้แท็บเล็ตควบคู่ไปกับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปหรือเครื่องพีซีเดสก์ท็อป ตัวแท็บเล็ต HUAWEI  MatePad 11 พิเศษสุดๆ ตรงที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การเชื่อมต่อประสานงานข้ามดีไวซ์ในชื่อว่า “Multi-screen Collaboration” โดยมีโหมดการใช้งานร่วมกับเครื่องพีซีมาให้ใช้ใน รูปแบบหลัก ได้แก่ Mirror Mode, Extend Mode และCollaborate 

  • Mirror Mode หรือการสะท้อนหน้าจอจากเครื่องพีซีไปที่หน้าจอแท็บเล็ตโดยตรง โดยผู้ใช้สามารถใช้ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ขีดเขียน จดโน้ต หรือแก้ไขเอกสารผ่านแท็บเล็ตอย่างคล่องตัว โดยการแก้ไขต่างๆ จะไปปรากฏบนหน้าจอแล็ปท็อปในเวลาเดียวกันโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริมสำหรับแล็ปท็อปมาต่อเพิ่มให้วุ่นวาย
  • Extend Mode ที่จะเปลี่ยนแท็บเล็ตให้เป็นหน้าจอที่สองแบบต่อขยายจากเครื่องพีซีของคุณ ให้เจ้าของมีจอใช้งานอีกหนึ่งจอสำหรับการเปิดดูไฟล์งานหรือมองสลับจอไปมาได้ง่ายๆ
  • Collaborate Mode ที่จะเปิดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ Windows สามารถทำงานประสานกับแท็บเล็ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผู้ใช้งานสามารถโอนไฟล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อความ ภาพ วิดีโอ หรือไฟล์เอกสารรูปแบบต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ลากไฟล์จากจอของอุปกรณ์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

นอกจากนี้ ตัวแท็บเล็ตยังรองรับฟีเจอร์ Multi-Window ที่ให้เจ้าของเครื่องสามารถเปิดหน้าต่างของแอปพลิเคชันได้สูงสุดพร้อมกันถึง 4 แอปฯ 4 หน้าต่าง และสามารถเก็บหน้าต่างลอยได้สูงสุดถึง 10 หน้าต่างในแท็บเมนูด้านข้าง ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันให้ง่ายดายขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าแท็บเล็ตน้องใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง HUAWEI MatePad 11 จะช่วยยกระดับประสบการณ์การทำงานภาพรวมให้เหมือนกับว่าได้ทำงานอยู่บนคอมพิวเตอร์ PC ไปพร้อมๆ กับการช่วยเสริมประสิทธิภาพของงานที่ทำอยู่ให้เหนือขึ้นไปอีกหลายขั้น และที่ดูจะถูกใจสายเนี้ยบเลยก็ต้องซอฟต์แวร์ WPS Office ที่ผสานการทำงานเข้ากับ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) เป็นอย่างดีเสริมการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพยิ่งกว่าที่เคย โดยผู้ใช้งานสามารถรวบรวมโน้ตหรือไฟล์เอกสารสำคัญที่ต้องใช้พรีเซนงานและใช้ปากกาอิเล็กทรอนิกส์แก้ไข ตกแต่ง เพิ่มเติมโน้ตเหล่านั้นได้ตามใจชอบ

ความสนุกอยู่ตรงที่เมื่อวาดเขียนตกแต่งหรือแก้ไขโน้ตเหล่านั้นเสร็จแล้ว ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มโน้ตหรือไฟล์เหล่านั้นป็นรูปภาพลงไปในพรีเซนเทชันให้สวยงามสมบูรณ์แบบได้อย่างมืออาชีพ ก้าวข้ามขีดจำกัดในการใช้งานให้ตอบโจทย์กว่าเดิมด้วย App-Multiplier ที่ช่วยเบิ้ลความสะดวกสบายผ่านการใช้งานหน้าต่างได้มากสุด 4 หน้าต่างใน 1 แอปพลิเคชัน โดยเมื่อใช้งานกับ WPS Office ก็หมายความว่าผู้ใช้งานสามารถเปิดไฟล์ WPS ได้มากถึง 4 ไฟล์ในครั้งเดียว ทั้งยังสามารถก๊อปวางข้อมูลไปมาระหว่างไฟล์ได้อีกด้วย งานนี้บอกเลยว่าพรีเซนงานได้โปรแบบที่ใครเห็นก็ต้องถูกใจแน่นอน และเมื่อใช้งานแท็บเล็ตที่มาพร้อมฟีเจอร์และคุณสมบัติอัดแน่นร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อการทำงานซึ่งหาโหลดได้ผ่านคลังแอปฯ ยอดฮิต HUAWEI AppGallery อย่างแอปฯ WPS, Noteshelf, HUAWEI Notepad, และ Thai Fast Dictionary ก็ยิ่งช่วยให้งานเดินและทำเสร็จสมบูรณ์ได้เร็วอย่างใจนึก

และถ้าหากว่าเพลียจากการทำงานแล้วอยากหาเวลาพักผ่อนก็สามารถหาความสุขรอบตัวได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านการใช้งานแอปฯ เพื่อความบันเทิงแบบจัดเต็มไม่ว่าจะเป็น Line TV, VIU, WeTV, HUAWEI VDO หรือ Monomax ก็พร้อมเสิร์ฟให้อิ่มจุกก่อนลุยงานโปรเจกต์ถัดไป และแน่นอนว่าในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดียแบบนี้ ก็อย่าได้ขาดแอปฯ โซเชียลเชียวละ ใน HUAWEI AppGallery มีให้ครบไม่ว่าจะเป็น Line หรือ Facebook Messenger ก็สามารถใช้คุยอัปเดตชีวิต งาน หรือข่าวสารกับเพื่อนฝูงและคนในครอบครัวได้สะดวกทันใจ ส่วนใครที่เป็นสายตัดต่อก็แฮปปี้แน่นอนเพราะมีแอปตัดต่อดีๆ จาก FilmoraGo HD ให้โหลดไปใช้งานด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ HUAWEI MatePad 11 ที่มาพร้อมหน่วยความจำ 6GB + 128 GB รุ่น WiFi ยังพกแบตเตอรี่สุดอึดมาให้เจ้าของเครื่องสามารถใช้ทำงานติดต่อกันได้นานถึง 12 ชั่วโมงจากการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และยังมีลำโพงจาก harman/kardon มาให้ถึง 4 ตัวที่จะมอบพลังเสียงหนักแน่น ดังฟังชัด ทำให้คุณไม่พลาดทุกบทสนทนาในการประชุมออนไลน์แม้จะไม่ได้ใส่หูฟังก็ตาม สำหรับใครก็ตามที่กำลังอยากได้เพื่อนคู่ใจมาช่วยเคลียร์งานหรือยกระดับคุณภาพงานให้เป๊ะ สมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกขั้นในช่วงที่เราต้องทำงานจากบ้านในขณะนี้ อย่ามองข้ามแท็บเล็ตทำงานน้องใหม่ HUAWEI MatePad 11 และอุปกรณ์เสริมอัจฉริยะ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) เพราะเดี๋ยวจะพลาดของดีเพราะตอนนี้ หัวเว่ยกำลังจัดโปรดีทีเด็ดพร้อมของสมนาคุณจัดเต็มให้คนทำงานรุ่นใหม่มือไวซื้อไว้ใช้เป็นแท็บเล็ตคู่ใจ

  • HUAWEI MatePad 11 หน่วยความจำ 6GB + 128 GB (รุ่น WiFi) สี Isle Blue มาในราคาสุดคุ้มเพียง 15,990 บาทเท่านั้น รับไปเลยของสมนาคุณ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard พร้อมสิทธิพิเศษจากแอปฯ ต่างๆ ได้แก่ HUAWEI Cloud 1 เดือน (50GB), HUAWEI Video VIP 1 เดือน, WPS Office VIP 3 เดือน และ FilmoraGo HD VIP 3 เดือน รวมมูลค่าของสมนาคุณ 6,173 บาท เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคม 2564 นี้เท่านั้น
  • HUAWEI MatePad 11 หน่วยความจำ 6GB + 128 GB (รุ่น WiFi) สี Matte Grey ราคา 19,990 บาท โดยมาพร้อม HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ในกล่อง รับไปเลยให้หนำใจ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard, HUAWEI Freelace Pro และสิทธิพิเศษจากแอปฯ ต่างๆ ได้แก่ HUAWEI Cloud 1 เดือน (50GB), HUAWEI Video VIP 1 เดือน, WPS Office VIP 3 เดือน และ FilmoraGo HD VIP 3 เดือน มูลค่ารวม 9,172 บาท เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคม 2564 นี้เท่านั้น

ถ้าอยากสัมผัส ความฉับไว ลื่นไหล ไร้รอยต่อของ HUAWEI MatePad 11 รีบไปสั่งซื้อกันได้แล้วที่นี่โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่ HUAWEI Store, HUAWEI Experience Store, ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่าง JD Central, Lazada และ Shopee

ข่าว: แนะนำแท็บเล็ตโดนๆ HUAWEI MatePad 11 ผู้ช่วยทำงานแบบมือโปรใช้เดี่ยวๆ ว่าดี ใช้คู่ HUAWEI M-Pencil ยิ่งเริด พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดการทำงานข้ามดีไวซ์ให้ทุกงานไร้รอยต่อและสมบูรณ์แบบกว่าที่เคย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/huawei-matepad-11-recommended-features-for-work/

มาเดากัน! Android 13 อาจใช้ชื่อขนมอีกครั้ง จะได้ชื่ออะไรนะ

ที่ผ่าน ๆ มา Google จะมีชื่อเรียกขนมสำหรับ Android มาโดยตลอด จนกระทั่ง Android 10 ที่บริษัทได้ตัดชื่อขนมออกไปแล้วเปลี่ยนมาใช้เลขที่เริ่มต้นด้วย Android 10 หรือ Android Q แต่มีข่าวแว่ว ๆ ว่า Google อาจจะกลับมาใช้ชื่อขนมอีกครั้งด้วย

อย่างไรก็ตาม ภายในบริษัท Google ยังคงมีชื่อเรียกขนมสำหรับ Android อยู่เหมือนเดิม อย่างกรณี Android 10 หรือ Android Q จะมีชื่อขนมว่า “Quince Tart,” ส่วน Android 11 มีชื่อเรียกว่า “Red Velvet Cake,” และ Android 12, ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานะทดสอบหรือ beta ก็มีชื่อเรียกภายในว่า “Snow Cone.”

ส่วน Android 13 ที่จะกลับมาในปีหน้านั้น แหล่งข่าวบอกว่า Google อาจนำชื่อเรียกขนมกลับมาใช้อีกครั้ง ถัดจากตัว S ก็คือตัว T โดยชื่อขนมที่จะใช้ในเวอร์ชั่นนี้คือ Tiramisu (ทิรามิสุ) ซึ่งเป็นขนมหวานรสกาแฟชนิดหนึ่งจากประเทศอิตาลี ทำจากแท่งขนมปังกรอบซาวอย (biscotto savoiardo) จุ่มน้ำกาแฟเอสเปรสโซเพียงชั่วครู่ แล้วนำไปเรียงเป็นชั้นสลับกับส่วนผสมที่ประกอบด้วยไข่, น้ำตาล, และเนยมัสคาร์โปเนตีเข้าด้วยกัน แต่งกลิ่นรสด้วยผงโกโก้ครับ

อันที่จริงการเรียกชื่อ OS ด้วยขนมเรียงตามตัวอักษรอัลฟาเบตนั้นก็ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของ Android เลยทีเดียว น่าเอากลับมาใช้เหมือนเดิมนะ

ข่าว: มาเดากัน! Android 13 อาจใช้ชื่อขนมอีกครั้ง จะได้ชื่ออะไรนะ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/android-13s-dessert-codename-might-be-tiramisu/

OPPO A16 รุ่น RAM 3GB + ROM 32GB ราคาเพียง 4,799 บาท เปิดจองตั้งแต่วันที่ 1-7 สิงหาคมนี้ ที่ Lazada เท่านั้น

OPPO แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำในไทย ประกาศเปิดจอง OPPO A16 รุ่น RAM 3GB + ROM 32GB สมาร์ทโฟนน้องเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดจาก OPPO A Seriesในราคา 4,799 บาท ตั้งแต่วันที่ 1-7 สิงหาคม 2564 ที่ Lazada เท่านั้น

OPPO A16

โดย OPPO A16 รุ่น RAM 3GB + ROM 32GB พร้อมมอบความบันเทิงได้ตลอดทั้งวัน ด้วยแบตเตอรี่ที่มีมากถึง 5,000 mAh, หน้าจอ HD+ คมชัดถนอมสายตา และ AI 3 กล้องหลังให้คุณถ่ายภาพสนุกในทุกช็อต รวมถึงมีดีไซน์สวยงามบางเบาแบบ 3 มิติ พร้อมให้คุณจับจองเป็นเจ้าของด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ[1] ดังนี้

OPPO A16
  • จองผ่าน LazMall Mobiles บน Lazada รับเลย! ลำโพง JBL GO 2 และ หูฟัง OPPO มูลค่ารวม 1,789 บาท โดยของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด
  • จองผ่าน OPPO Official Store บน Lazada รับเลย! หูฟัง OPPO, 2-in-1 Gift box และ หมอนผ้าห่ม มูลค่ารวม 1,497 บาท โดยของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด
  • หรือสามารถเลือกรับส่วนลดสุดคุ้ม เมื่อจองผ่าน LazMall Mobiles บน Lazada ในราคาพิเศษเพียง 4,299 บาท จากปกติ 4,799 บาท

สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนแบตอึด จอชัด พร้อมถ่ายภาพสนุกด้วย AI 3 กล้องหลัง ห้ามพลาด! OPPO A16 รุ่น RAM 3GB + ROM 32GB โดยสามารถจองได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1-7 สิงหาคม 2564 พร้อมรับส่วนลดหรือของสมนาคุณมากมายที่ LazMall Mobiles หรือ OPPO Official Store บน Lazada เท่านั้น

จองเลยคลิก https://bit.ly/3f2WDG2

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/oppothai

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-a16-ram-3gb-rom-32gb-announced-that-reservations-are-open/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-a16-ram-3gb-rom-32gb-announced-that-reservations-are-open

ซัมซุงเปิดตัวสมาชิกใหม่ Galaxy Tab S7 FE ด้วยหน้าจอใหญ่ไม่เหมือนใคร พร้อมปากกา S Pen ในกล่อง

ซัมซุงแนะนำ Galaxy Tab S7 FE แท็บเล็ตรุ่นใหม่ ที่รวมฟีเจอร์สุดโปรดของเหล่าแฟนๆ จากแท็บเล็ตรุ่นแฟลกชิปไว้ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 12.4 นิ้ว ปากกา S Pen ในกล่องไม่ต้องซื้อเพิ่มและไม่ต้องชาร์จแบตเตอรีให้เสียเวลา

พร้อมฟีเจอร์ Multi-Active Window เพื่อการใช้งานหลายหน้าต่างพร้อมกัน และฟีเจอร์ Multi instance เพื่อสร้าง Shortcut ให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึงสามแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดาย มอบประสบการณ์ Multi-Tasking ทั้งเรียนและเล่นได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด

เพิ่มประสิทธิภาพ ‘การเรียนออนไลน์’ กับ S Pen เพื่อชีวิต Multi-Tasking กว่าที่เคย

จะเรียนออนไลน์หรือทำโปรเจกต์ ไม่ว่าเอกสารจะเยอะแค่ไหน Galaxy Tab S7 FE ก็พร้อมทุกสถานการณ์ ด้วย S Pen ที่มาพร้อมตั้งแต่เปิดกล่อง และสุดยอดฟีเจอร์ใน Samsung Notes ที่ช่วยเปลี่ยนการจดด้วยลายมือให้กลายเป็นข้อความตัวพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดายและเรียลไทม์ พร้อมจัดระเบียบบันทึกต่างๆ ด้วยแท็กอัตโนมัติ และการค้นหาอัจฉริยะเพื่อการใช้งานโน้ตที่ต้องการได้ทันที

รวมถึงฟีเจอร์ Multi-Active Window เพื่อการใช้งานหลายหน้าต่างพร้อมกัน และฟีเจอร์ Multi instance เพื่อจับคู่แอปพลิเคชันและสร้าง Shortcut ให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึงสามแอปพลิเคชันในหน้าจอเดียว ไม่ว่าจะท่องอินเทอร์เน็ต จดโน้ต หรือแม้แต่การรับชมวิดีโอสตรีมมิ่งก็สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน

พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนให้ Galaxy Tab S7 FE เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวผ่าน Samsung DeX ที่ทำงานร่วมกับ Tab S7 FE Keyboard Cover[1] ทำให้การทำงานง่ายยิ่งขึ้น พร้อมการแชร์ไฟล์ผ่าน Quick Share ตลอดจนการคัดลอกและวางข้อความหรือรูปภาพจากสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่สู่ Galaxy Tab S7 FE ได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ Galaxy Tab S7 FE ยังมาพร้อมกับกล้องหน้าตำแหน่งตรงกลางจอความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และระบบเสียงอันคมชัดจาก Dolby Atmos พร้อมไมโครโฟนสามตำแหน่ง ทำให้แท็บเล็ตรุ่นนี้เหมาะกับการ VDO Conference เพื่อการเรียนหรือทำงานออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง

เต็มที่ทุกเรื่อง ‘เล่น’ จัดเต็มทุกความบันเทิง ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ และแบตเตอรี่ความจุสูงสุดในตลาด

หมดเวลาเรียนก็ได้เวลาแห่งความสนุก เต็มอิ่มไปกับทุกคอนเทนต์ที่รับชม ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 12.4 นิ้ว ที่ไม่เหมือนใคร พร้อมขอบจอบางเฉียบ มอบภาพที่ละเอียดคมชัดเต็มตา พร้อมใช้งานได้ยาวนานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ขนาด 10,090 mAh ที่ให้ผู้ใช้สามารถดูวิดีโอได้ต่อเนื่องถึง 13 ชั่วโมง[2] ได้แบบไม่สะดุด รวมถึงการรองรับระบบ Super-Fast Charging สูงสุด 45W

ทั้งนี้ ด้วย Galaxy Ecosystem เมื่อใช้งานผ่านหูฟัง Galaxy Buds Pro ผู้ใช้จะสามารถเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนจากซัมซุงได้ง่ายดายและลื่นไหลยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการตั้งค่าใดๆ[3] ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ดูซีรีส์บน Galaxy Tab S7 FE แต่มีสายเรียกเข้ามาที่สมาร์ทโฟนซัมซุงกาแลคซี่ ฟีเจอร์ Auto Switch จะทำหน้าที่ช่วยหยุดวิดีโอชั่วคราว แล้วสลับไปรับสายโทรศัพท์ผ่าน Galaxy Buds Pro ให้โดยอัตโนมัติ และเมื่อวางสาย ก็จะสลับกลับมาเล่นวิดีโอบนแท็บเล็ตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

Samsung Galaxy Tab S7 FE

‘คุ้มค่า’ กับสิทธิพิเศษมากมายจากพาร์ทเนอร์ของ Galaxy Tab S7 FE

เติมแต่งจินตนาการพร้อมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วยปากกา S Pen และแอปพลิเคชันเสริมจากพาร์ทเนอร์ สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ใช้ Galaxy Tab S7 FE ไม่ว่าจะเป็น

  • ใช้งาน Clip Studio Paint แอปพลิเคชันวาดภาพระดับโปร ฟรี 6 เดือน
  • ใช้งาน Canva Pro แอปพลิเคชันออกแบบงานกราฟฟิกและสื่อต่างๆ ฟรี 30 วัน
  • ใช้งาน Noteshelf[4] แอปพลิเคชันเพิ่มประสิทธิภาพการจดโน้ต ฟรี
  • รับสิทธิ์ YouTube Premium[5] ดูวิดีโอแบบไม่มีโฆษณาคั่น ฟรี 4 เดือน
  • รับสิทธิ์ Galaxy Butler Silver[6] บริการช่วยเหลือหลังการขายแบบพิเศษสำหรับอุปกรณ์กาแลคซี่ อาทิ ฟรีบริการเครื่องสำรองหลังซ่อม ผู้ช่วยส่วนตัว 24 ชั่วโมง เป็นต้น

Galaxy Tab S7 FE มาพร้อมกับดีไซน์สุดพรีเมี่ยม ขนาดบางเบา พกพาง่าย มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี ประกอบด้วย Mystic Green, Mystic Pink, Mystic Silver, และ Mystic Black โดย Galaxy Tab S7 FE LTE วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/tablets/galaxy-tab-s/


[1] วางจำหน่ายหน่ายแยกในราคา 4,990 บาท

[2] อ้างอิงจากการทดสอบภายในของซัมซุง

[3] ฟีเจอร์นี้รองรับบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจากซัมซุงที่มี One UI เวอร์ชัน 3.1 ขึ้นไป สามารถเลือกเปิดหรือปิดได้ผ่านการตั้งค่า Bluetooth® โดยดีไวซ์ที่รองรับต้องใช้บัญชีซัมซุงเดียวกัน ซึ่งฟังก์ชันที่รองรับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละแอปพลิเคชัน

[4] Noteshelf ได้รับการติดตั้งล่วงหน้าบนอุปกรณ์เป็นตั้งต้น รองรับ 9 ภาษา: อังกฤษ, เกาหลี, ญี่ปุ่น, จีนดั้งเดิม, จีนตัวย่อ, เยอรมัน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, และสเปน

[5] ลูกค้าต้องเปิดใช้งานเครื่องภายในวันที่ 5 มีนาคม 2565 โดยลงทะเบียนรับสิทธิผ่าน youtute.com/premium/samsung หรือ แอปพลิเคชัน Youtube ลูกค้าที่จะได้รับสิทธิต้องไม่เป็นสมาชิกบริการ Youtube Premium, Youtube Music Premium และ Google Play Music มาก่อน หรือเคยผ่านช่วงทดลองใช้งานบริการดังกล่าวมาแล้ว

[6] ได้รับสิทธิพิเศษ Galaxy Butler Silver (มูลค่า 3,900บ.) ได้คิวพิเศษซ่อมก่อนใคร, มีเครื่องสำรองระหว่างซ่อม และ ส่งเครื่องถึงบ้าน ไม่ต้องรอจองคิวซ่อมออนไลน์ผ่าน Samsung Members และ มีผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24ชม.

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/samsung-launches-new-member-galaxy-tab-s7-fe/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=samsung-launches-new-member-galaxy-tab-s7-fe

ลือ Android 13 อาจกลับมาใช้ชื่อขนมอีกครั้ง คาดเป็นขนมอิตาเลียนนาม Tiramisu

เมื่อก่อนเวลา Google ปล่อยแอนดรอยด์เวอร์ชั่นต่าง ๆ ออกมา มักจะมีชื่อของขนมหวานมาเป็นชื่อโค้ดเนมของแต่ละเวอร์ชั่น ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องนึงที่ทำให้แฟน ๆ แอนดรอยด์หลายคนหลงรัก แต่หลังจากที่ทาง Google ได้เลิกใช้ชื่อขนมหวานเป็นชื่อโค้ดเนมแอนดรอยด์ตั้งแต่ Android 10 วันนี้ก็มีข่าวหลุดมาว่า Google จะกลับมาใช้ชื่อขนมหวานอีกครั้งใน Android 13 ที่คาดว่าจะมาในชื่อ Tiramisu

ขนมหวานอย่าง ทีรามิสุ เป็นขนมอิตาเลียนแสนอร่อยที่หลาย ๆ คนชื่นชอบ ทำมาจากบิสกิตเลดี้ฟิงเกอร์ผสมกาแฟและวิปครีมมาสคาโปน ซึ่งมันอาจจะกลายมาเป็นชื่อโค้ดเนมของแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ ตามรายงานของ XDA Developers ที่มีนักพัฒนาไปเจอว่าใน AOSP Gerrit ทาง Google มีการตั้งชื่อเรียกโค้ดเนมแบบใช้กันภายในว่า Tiramisu ซึ่งไม่ใช่เวอร์ชั่นปัจจุบันที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแต่อย่างใด แต่จะเป็น Android 13 ที่น่าจะเปิดตัวในปีหน้ากันเลย

ก่อนหน้านี้จนถึงแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 10 ปกติ Google จะตั้งชื่อระบบปฎิบัติการของตัวเองไว้ 2 ชื่อ ทั้งชื่อที่เป็นเลข และชื่อที่เป็นขนม โดยเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดย Android 4 มีชื่อว่า Ice Cream Sandwich,  4.1 ชื่อว่า Jelly Bean หรือในเวอร์ชั่น 4.4 ที่มีชื่อว่า KitKat แต่ Google ก็ได้หยุดการตั้งชื่อที่เป็นขนมต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ Android 10 เพราะไม่สามารถหาชื่อขนมที่เป็นตัว Q ได้ ตั้งแต่นั้นมา ชื่อของแอนดรอยด์เวอร์ชั่นต่าง ๆ ก็มีแค่ชื่อที่เป็นตัวเลข 

ถึงอย่างนั้น Google เองก็ได้ลองสร้างชื่อให้กับแอนดรอยด์รุ่นต่าง ๆ ที่เอาไว้รับรู้กันภายในด้วย อย่างเช่น Android 10 ที่เป็นตัว Q นี้ก็มีชื่อว่า Quince Tart, Android 11 มีชื่อว่า Red Velvet และ Android 12 ที่ตอนนี้ยังเป็นเวอร์ชั่นเบต้าอยู่และมีแพลนจะปล่อยในอนาคตก็มีชื่อขนมน่ารัก ๆ อย่าง Snow Cone (อันนี้ก็งงเหมือนกันว่าทำไมตั้งชื่อใช้กันในบริษัทได้ แต่ไม่เอามาตั้งชื่อในแอนดรอยด์จริง ๆ)

รวมชื่อเรียก Android Version ต่างๆ รวมจนถึงตอนนี้ก็ 18 เวอร์ชั่นแล้ว

  1. Android 1.5 >> Cupcake
  2. Android 1.6 >> Donut
  3. Android 2.0 >> Eclair
  4. Android 2.2 >> Froyo
  5. Android 2.3 >> Gingerbread
  6. Android 3.0 >> Honeycomb
  7. Android 4.0 >> Ice Cream Sandwich
  8. Android 4.1 >> Jelly Bean
  9. Android 4.4 >> KitKat
  10. Android 5.0 >> Lollipop
  11. Android 6.0 >> Marshmallow
  12. Android 7.0 >> Nougat
  13. Android 8.0 >> Oreo
  14. Android 9 >> Pie
  15. Android 10 >> Quince Tart
  16. Android 11 >> Red Velvet Cake
  17. Android 12 >> Snow Cone
  18. Android 13 >> Tiramisu

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่ชื่นชอบขนมทีรามิสุก็อาจจะตั้งตารอคอยเจ้าแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่นี้ใช่มั้ยล่ะครับ แล้วเพื่อน ๆ คนอื่นล่ะครับ คิดว่าถ้าไม่ใช่ทีรามิสุ อยากให้เป็นชื่ออะไรกัน คอมเมนต์พูดคุยกันได้ หรือมาเม้นบอกกันหน่อย ว่าใช้ขนมชิ้นไหนเป็นตัวแรกกันบ้าง ^^

 

ที่มา : The Verge

 

from:https://droidsans.com/android-13-codename-leak/

DxOMark ยกกล้องของ Huawei P50 Pro ดีที่สุดในโลก

ผลการรีวิวกล้อง Huawei P50 Pro จาก DxOMark ถูกเผยแพร่อออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้คะแนนกล้องโดยรวมไปที่ 144 คะแนน ทำให้ Huawei P50 Pro เป็นสมาร์ตโฟนที่มีกล้องดีที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อย

DxOMark กล่าวชื่นชมในกล้องหลักของ Huawei P50 Pro และกล้อง Monochrome ความละเอียด 40MP ซึ่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในด้านความแม่นยำของสี มีไดนามิกที่กว้าง ให้รายละเอียดที่ดี ภาพที่ได้จากกล้องซูมจากกล้องปริทรรศน์ 64MP นั้นน่าประทับใจ จัดการนอยซ์ได้ดี ภาพถ่ายตอนกลางคืนเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งที่มีการเปิดรับแสงที่ยอดเยี่ยม ออโต้โฟกัสที่รวดเร็ว และการรักษาโทนสีผิวที่ดี แต่ Huawei Mate 40 Pro+ ทำได้ดีกว่าในส่วนนี้

ด้านวิดีโอโดยรวมทำได้ดีทั้งการเปิดรับแสง ไดนามิกเรนจ์ที่กว้าง รวมถึงมีระบบโฟกัสที่แม่นยำและมีความเสถียร มีนอยซ์รบกวนต่ำแม้ในที่แสงน้อย ถือว่าโดดเด่นในทุก ๆ ด้านเลยทีเดียว

ข่าว: DxOMark ยกกล้องของ Huawei P50 Pro ดีที่สุดในโลก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/dxomark-gives-huawei-p50-pros-cameras-its-highest-score-yet/