คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID

Android 11 จะบังคับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รองรับ Seamless Update อัพเดตแล้วสลับพาร์ทิชัน

Android มีฟีเจอร์ Seamless Update ที่เป็นการอัพเดต OS ในอีกพาร์ทิชัน รีบูตแล้วสลับพาร์ทิชันทันทีเพื่อความรวดเร็ว มาตั้งแต่ Android 7.0 ที่ออกในปี 2016 และเริ่มใช้กับมือถือตระกูล Pixel มาหลายปีแล้ว

เนื่องจากกูเกิลไม่ได้บังคับให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องใช้ฟีเจอร์นี้ ทำให้สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น (แม้แต่ซัมซุงรุ่นเรือธง) ก็ไม่ได้งานตามไปด้วย แต่ล่าสุดสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะ Android 11 จะเริ่มบังคับแล้ว

กูเกิลยังไม่ประกาศเรื่องนี้ออกมาตรงๆ แต่มีคนตาดีไปเจอโค้ดใน Android Open Source Project ว่าบังคับทำ Virtual A/B ตอน Android 11 (Android R) เปิดตัวแล้ว

โค้ดส่วนนี้อยู่ใน Vendor Test Suite (VTS) ที่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องรันให้ผ่าน มิฉะนั้นจะไม่สามารถพ่วง Google Mobile Services ไปกับเครื่องได้

ที่มา – Android Open Source Project via xda

from:https://www.blognone.com/node/115695

ซัมซุงแนะนำ 2 สมาร์ทดีไวซ์สุดครบเครื่องที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องมีในเวลานี้

 

ก่อนที่ Work from home จะกลายเป็นแบบแผนใหม่ของการทำงานในช่วงเวลานี้ หลายๆ องค์กรอาจคุ้นเคยกับการให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ หรือ Remote Working ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพและผลลัพธ์ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้สามารถ Monitor และ Report ถึงกันได้ทันทีโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ

ซึ่งแนวคิดนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง Google หรือ Amazon ซึ่งมีข้อดีคือการลดเวลาในการทำงานและยังช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน และกระตุ้นให้เกิดความคิดที่สร้างสรรค์มากขึ้นอีกด้วย

 

Samsung

หลายปีมานี้บริษัทต่างๆ เริ่มเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลของบริษัท เช่น อีเมล์ ตารางงาน หรือเอกสารต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวอย่างสมาร์ทโฟน เพื่อเปิดโอกาสให้กับ ‘การทำงานที่ยืดหยุ่น’ ทุกที่ทุกเวลา

โดยผลสำรวจของบริษัทวิจัยด้าน B2B ชั้นนำอย่าง Clutch ชี้ให้เห็นว่าพนักงานมากกว่า 2 ใน 3 ใช้อุปกรณ์ส่วนตัว (ที่ผ่านการรับรองจากบริษัท) ในการทำงาน แต่มีพนักงานเพียงไม่ถึงครึ่งที่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการใช้อุปกรณ์ส่วนตัวในการทำงาน[1] ซึ่งเป็นความจริงที่ท้าทายต่อความปลอดภัยของข้อมูลอันมีค่าของบริษัทเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากความกังวลด้านความปลอดภัยแล้ว องค์กรยังอาจพบปัญหาอื่นๆ จากการใช้อุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็น สเปคไม่เพียงพอต่อการทำงาน ปัญหาความเข้ากันได้กับซอฟท์แวร์ของบริษัท หรือขอบเขตในการติดตามและควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายของบริษัทและส่วนตัว

เช่น ในกรณีที่อุปกรณ์เกิดการสูญหายหรือถูกโจรกรรม องค์กรสามารถสั่งล็อกหรือลบข้อมูลทั้งหมดบนอุปกรณ์เมื่อเกิดเหตุได้หรือไม่ ปัญหาต่างๆ ดังกล่าว ทำให้หลายองค์กรยังตัดสินใจที่จะให้พนักงานใช้อุปกรณ์ขององค์กร ซึ่งในอดีตมีเพียงคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเท่านั้น

แต่ปัจจุบันด้วยรูปแบบการทำงานที่หลากหลายอย่างเช่น Remote working ดังกล่าวข้างต้น รวมถึงการเติบโตของโมบายเทคโนโลยีและคลาวด์ทำให้ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตก็เป็นอุปกรณ์ที่องค์กรต่างๆ จัดหาให้กับพนักงานโดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการ (Frontline workers) ได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในขณะที่บริษัทยังคงสามารถควบคุมในเรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

Galaxy XCover Pro สมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน Remote Working สำหรับทุกธุรกิจ

จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของพนักงานระดับปฏิบัติการในหลากสาขาอาชีพ พบว่าพนักงานส่วนมากไม่สะดวกพกพาอุปกรณ์หลายๆ ชิ้น ในขณะที่ยังต้องการอุปกรณ์ทำงานที่มีขนาดกะทัดรัดและมีดีไซน์ทันสมัยซี่งหาไม่ได้ในกลุ่มอุปกรณ์สำหรับองค์กรโดยทั่วไป จาก Customer Pain Point เหล่านี้

ซัมซุงจึงได้นำมาพัฒนาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่คือ Galaxy XCover Pro เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กรที่กำลังมองหาสมาร์ทดีไวซ์เครื่องเดียวที่ทำงานได้ทุกประเภท ครบครันไปด้วยโซลูชั่นสำหรับธุรกิจ และมีความยืดหยุ่นในการใช้งานในทุกสถานการณ์ เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนสำหรับยุค Remote Working อย่างแท้จริง

แม้จะมีดีไซน์ที่สวยงามพรีเมี่ยม แต่ Galaxy XCover Pro ยังมาพร้อมคุณสมบัติด้านความทนทาน ด้วยวัสดุที่ได้รับมาตรฐาน U.S. military standard MIL-STD-810G สามารถกันความร้อน การกระแทก (ผ่านการทดสอบ Drop Test ที่ระยะ 1.5 เมตร) กันน้ำกันฝุ่นที่ระดับ IP68 และยังใช้งานได้ยาวนานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ความจุ 4,050 mAh ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จเร็วได้ผ่าน USB-C หรือจะชาร์จผ่าน Pogo Pin ซึ่งเหมาะสำหรับการชาร์จอุปกรณ์จำนวนมาก

Galaxy XCover Pro มีปุ่มลัดสำหรับใช้เปิดโปรแกรมได้สองปุ่ม ซึ่งสามารถตั้งค่ารูปแบบการทำงานได้ ฟีเจอร์ที่สำคัญที่สามารถใช้งานผ่านปุ่มลัดนี้ เช่น Push-to-talk ซึ่งใช้งานแบบเดียวกับวิทยุสื่อสาร[2] หรือ การส่ง SMS ผ่านฟีเจอร์ Voice to text message เพียงกดปุ่มและพูด ระบบก็จะทำการส่ง SMS ไปยังปลายทาง[3] นอกจากนี้ยังมีระบบทัชสกรีนขั้นสูงที่รองรับการใช้งานในสภาวะเปียกน้ำหรือแม้กระทั่งในขณะที่ใส่ถุงมืออยู่

ด้านความปลอดภัย Galaxy XCover Pro มาพร้อม Samsung Knox แพลตฟอร์มด้านความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีเทียบเท่าหน่วยงานความมั่นคง พร้อมระบบการยืนยันตัวตนทั้งการสแกนใบหน้าและการสแกนลายนิ้วมือ เหมาะสำหรับทุกสภาพการใช้งาน

นอกจากนี้ Galaxy XCover Pro ยังมาพร้อมโมบายโซลูชั่นจากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ไมโครซอฟท์ Infinite Peripherals, KOAMTAC, Scandit และ วีซ่า ช่วยให้การทำงานในทุกฟังก์ชั่นและทุกอุตสาหกรรมทำได้ครบ จบในเครื่องเดียว

Galaxy Tab Active Pro แท็บเล็ตพันธุ์อีด ที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์

 

หลายครั้งที่เราต้องทำงานนอกสถานที่และเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีอุปกรณ์ที่สามารถพร้อมลุยไปกับเราในทุกสถานการณ์ย่อมเป็นเรื่องดี Galaxy Tab Active Pro จากซัมซุงอาจจะเป็นคำตอบให้หลายธุรกิจที่กำลังมองหาสมาร์ทดีไวซ์สำหรับการทำงานในหลากหลายสถานการณ์ตั้งแต่การออกไปประชุมพบปะลูกค้าไปจนถึงการออกไปไซต์งาน

นอกจากความทนทานและการกันน้ำกันฝุ่นในระดับเดียวกับ Galaxy XCover Pro แล้ว แท็บเล็ตรุ่นนี้ยังสามารถใช้งานได้ทั้ง Wet Mode และ Glove Mode เช่นเกียวกัน และมาพร้อมขนาดหน้าจอใหญ่ 10.1 นิ้ว แบตเตอรี่ใช้ได้ยาวนานต่อเนื่อง 15 ชั่วโมง (7600 mAh) สามารถถอดเปลี่ยนได้ มีตัวเลือกในการชาร์จไฟผ่าน POGO Pin ได้ โดยสามารถวางลงบนแท่นชาร์จเพื่อชาร์จไฟได้เลย ไม่ต้องทำการเสียบสายต่างๆ และเตรียมหัว Interface ที่มีความหลากหลายและใช้ปลั๊กไฟจำนวนมากอีกต่อไป

Galaxy Tab Active Pro ยังมาพร้อมปากกา S-Pen และยังการรองรับ Samsung DeX ได้เช่นเดียวกับ Smartphone รุ่นแฟลกชิป ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อ Galaxy Tab Active เข้ากับจอคอมพิวเตอร์และใช้งานแอปพลิเคชั่น ต่างๆ ได้ด้วยประสบการณ์แบบเดียวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ทำงานด้านการประมวลผลข้อมูลหรือจัดการเอกสารทำได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ซัมซุงยังให้ความสำคัญกับกล้องบน Galaxy Tab Active Pro โดยเป็นความละเอียดสูงพร้อมหน่วยประมวลผลที่ทรงพลัง รองรับงาน Augmented Reality ได้ ช่วยให้ธุรกิจมีทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ Galaxy Tab Active Pro สามารถอ่านข้อมูล NFC ได้ในตัว ซึ่งถือว่าโดดเด่นกว่าแท็บเล็ตรุ่นอื่นๆ ในตลาด ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น การอ่านข้อมูล การตรวจสอบบัตรพนักงาน ไปจนถึงการประยุกต์นำไปใช้เป็น Mobile Point-of-Sale หรือ mPOS เพื่อทำการรับเงินผ่านบัตรเครดิตแบบ Contactless ที่รองรับ NFC ได้ เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกและง่ายดายสำหรับร้านค้าและร้านอาหาร

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันด้านการนำสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตสำหรับนำไปใช้งานกับธุรกิจ หรือระบบบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัยและกำหนดค่าการใช้งานต่างๆ ได้จากศูนย์กลาง สามารถติดต่อทีมงาน Samsung Business ได้ทันทีที่โทร 02-118-1000 หรืออีเมล์ b2b_thailand@samsung.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Samsung Business ได้ที่ https://www.samsung.com/th/business/

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

 

from:http://mobileocta.com/samsung-introduced-the-2-smart-devices-that-modern-businesses-must-have-at-this-time/

HOHOR 30 และ 30 Pro ผ่านการรับรองจาก TENAA แล้ว พร้อมเผยสเปก ก่อนเปิดตัว 15 เมษายนนี้

 

HONOR มีคิวจะเปิดตัว HONOR 30 Series ว่าที่สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ในวันที่ 15 เมษายนนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีภาพเรนเดอร์ของ HONOR 30 ที่เผยให้เห็นเฉพาะด้านหลังที่ติดตั้งกล้อง 4 ตัว โดยเลนส์หลักมีความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX700

ล่าสุด HONOR 30 และ 30 Pro ได้ผ่านการรับรองจาก TENAA พร้อมเผยสเปกออกมาใหเห็นกันแล้ว

 

Honor 30 Series

เว็บ TENAA หรือหน่วยงานกำกับกิจการโทรคมนาคมของประเทศจีนได้เผยข้อมูลสเปกของของ HONOR 30 และ 30 Pro โดยสมาร์ตโฟนทั้ง 2 รุ่นจะมีรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกและสเปกบางส่วนที่คล้ายกัน

สำหรับสเปกที่ต่างกันคือ กล้องหลังของ HONOR 30 Pro ที่มาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ขณะที่ HONOR 30 จะมาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าจะมีความละเอียดเท่ากันคือ 32 ล้านพิกเซล ในส่วนของชิปเซ็ท HONOR 30 Pro จะใช้ชิปเซ็ท Kirin 990 5G ส่วน HONOR 30 จะใช้ชิปเซ็ท Kirin 985

ส่วนสเปกที่เหมือนกันคือ หน้าจอแสดงผลแบบ OLED ความละเอียด FHD+, ใช่แบตเตอรี่ความจุ 3,900mAh และรองรับ 5G โดย HONOR 30 จะมีหน่วยความจำ RAM 8GB และหน่วยความจำภายนอก 128GB/256GB

ในขณะที่ HONOR 30 Pro จะมีหน่วยความจำ RAM 8GB/12GB และหน่วยความจำภายนอก 128GB/256GB

อย่างไรก็ดี ทางเว็บ TENAA ยังไม่ได้เผยภาพตัวเครื่องของ HONOR 30 และ 30 Pro ซึ่งคาดว่าจะปรากฎให้เห็นภายในอีกวันสองวันนี้ 

ที่มา : Gsmarena

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Honor ที่นี่ >>> http://bit.ly/2PPwmMD

 

from:http://mobileocta.com/honor-30-honor-30-pro-appear-on-tenaa-with-full-specs/

โผล่ผลทดสอบ OPPO Ace2 บนแอป AnTuTu ทำคะแนนเป็นที่น่าพอใจ 560,217 คะแนน !!

 

หลังจากที่ OPPO เผยวันเปิดตัวของ OPPO Reno Ace2 ว่าที่สมาร์ตโฟนรุ่นภาคต่อของ Reno Ace ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศจีนในวันที่ 13 เมษายนนี้

พร้อมกับมีรายงานว่าจะตัดคำว่า Reno ออก โดยจะเป็น Ace Series แทน และสมาร์ตโฟนที่เน้นการเล่นเกมเป็นหลักด้วย และล่าสุดมีผลทดสอบของ OPPO Ace2 บนแอป AnTuTu ออกมาให้เห็นกันแล้ว

 

OPPO Ace2

Digital Chat Station แหล่งข่าวสายไอทีชื่อดังจากประเทศจีนได้โพสต์ผลทดสอบประสิทธิภาพของ OPPO รหัสรุ่น PDHM00 ซึ่งคาดว่าจะเป็น OPPO Ace2 ผ่านแอป AnTuTu โดยสามารถทำคะแนนได้เป็นที่น่าพอใจ 560,217 คะแนน ซึ่งในแอปยังระบุด้วยว่า OPPO Ace2 ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 865

ในส่วนสเปกอื่นๆ ของ OPPO Ace2 ที่ผ่านการรับรองจาก TENAA นั้น มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด  FHD+ 2400×1080 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.8GHz โดยคาดว่าจะใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 865 SoC จับคู่กับ RAM 8GB/12Gb, หน่วยความจำ 128GB/256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS

ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera พร้อมไฟแฟลช LED อยู่ในโมดูลทรงกลมตรงกลางด้านบน ความละเอียด 48MP + 8MP  (เลนส์ Ultra Wide) +2MP (เลนส์ Macro) + 2MP (เลนส์ Depth) ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ

รวมทั้งรองรับ 5G แบบ Dual Mode และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh คาดรองรับชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0 และรองรับการชาร์จเร็วแบบไร้สาย 40W

ที่มา : Gizmochina

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OPPO ที่นี่ >>> http://bit.ly/2CtyuWo

 

from:http://mobileocta.com/oppo-ace-2-has-been-spotted-on-antutu-with-an-decent-score-of-560217-points/

OnePlus 8 Pro จะรองรับชาร์จเร็วแบบไร้สาย Warp Charge 30 Wireless และมาพร้อมระบบ Haptics ที่ดีขึ้น

 

OnePlus มีแผนที่จะเปิดตัว OnePlus 8 Series อย่างเป็นทางการในวันที่ 14 เมษายนนี้ แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ แต่สเปกทั้งหมดรวมถึงภาพเรนเดอร์ของสมาร์ตโฟนดังกล่าวก็ถูกเผยออกมาให้เห็นกันไปแล้ว ล่าสุดทาง OnePlus ก็ได้ออกมายืนยันว่า OnePlus 8 Pro จะรองรับชาร์จเร็วแบบไร้สาย Warp Charge 30 Wireless ด้วย

 

สำหรับ OnePlus 8 Series คาดว่าจะประกอบด้วย OnePlus 8, OnePlus 8 Pro และ OnePlus 8 Lite (หรือชื่อใหม่ OnePlus Z) ซึ่ง Pete Lau ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง OnePlus ได้โพสต์ผ่านบัญชี Weibo ส่วนตัวยืนยันว่าจะมีเพียงรุ่น Pro เท่านั้นที่รองรับ Warp Charge 30 Wireless ใหม่ นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ประกาศเหมือนกันใน OnePlus Community

โดยเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบไร้สาย Warp Charge 30 Wireless ใหม่ของ OnePlus จะสามารถชาร์จ OnePlus 8 Pro จาก 1-50% ภายในเวลาเพียง 30 นาทีด้วยประสิทธิภาพ 97% โดยลดปริมาณการแปลงพลังงานเป็นความร้อน ซึ่งออกแบบโดยมีฟังก์ชั่นการทำงานคล้ายกับสวิตช์ฆ่าปั๊มประจุแยกที่จะหยุดการชาร์จเมื่อตรวจพบกระแสและแรงดันที่ผิดปกติ แถมยังช่วยรักษาประจุที่เสถียรและทำให้โทรศัพท์ของคุณปลอดภัยขณะเปิดเครื่องด้วย

อย่างไรก็ดี OnePlus 8 Pro ยังรองรับการชาร์จเร็วแบบไร้สายมาตรฐาน Qi แต่อุปกรณ์ชาร์จเหล่านี้จะสามารถชาร์จโทรศัพท์ด้วยความเร็วที่ค่อนข้างช้ากว่า 5W และ 10W ตามลำดับ และที่น่าสนใจถึงแม้ว่าเทคโนโลยีไร้สาย Warp Charge 30 จะเป็นกรรมสิทธิ์ของ OnePlus แต่ก็สามารถใช้งานกับสมาร์ตโฟนแบรนด์อื่นๆ ได้ด้วย

ส่วนแท่นชาร์จไร้สายที่รองรับการชาร์จ Warp Charge 30 Wireless ของ OnePlus 8 Pro ตามที่มีภาพหลุดออกมาก่อนหน้านี้นั้น จะเป็นแท่นชาร์จในแนวตั้งสีขาวล้อมด้วยขอบโลหะ ด้านหน้าจะมีไฟแสดงสถานะ LED และด้านหลังจะมีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่

ทั้งนี้ บัญชี Weibo อย่างเป็นทางการของ OnePlus ยังได้ปล่อยทีเซอร์ยืนยันว่า OnePlus 8 Series จะใช้มอเตอร์ Haptics  (ระบบสั่นที่ตอบสนองเวลาเราสัมผัสหน้าจอ) ที่ปรับปรุงใหม่ด้วยการสั่นสะเทือนมากขึ้น 15% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอีกด้วย

ที่มา : Gizmochina

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OnePlus ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2VPw0YM

 

from:http://mobileocta.com/oneplus-8-pro-will-have-30w-wireless-charging-support-and-better-haptics/

มี 5G แล้วชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร? นับถอยหลังรอการเปิดตัว HUAWEI P40 Series ในไทย สมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G อย่างเต็มรูปแบบ ครบทุกย่านความถี่

 

เมื่อไม่นานนี้ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป เปิดตัว HUAWEI P40 Series สมาร์ทโฟนเรือธงตัวใหม่ล่าสุดทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ HUAWEI P40 Pro+, HUAWEI P40 Pro และ HUAWEI P40 5G ในเวทีระดับโลก

โดยทั้งสามรุ่นใช้ชิปเซ็ต Kirin 990 5G ที่สามารถในการรองรับคลื่นสัญญาณ 5G ได้ครบถ้วนทุกย่านความถี่ นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงที่จะต้องมีความสามารถในการรองรับ 5G  แล้ว 5G มีความสำคัญอย่างไร

หลายคนอาจจะทราบคร่าวๆ ว่า 5G คืออินเตอร์เน็ตที่ความเร็วสูงและมีประสิทธิภาพดีกว่า 4G  แต่ที่จะสร้างความแตกต่างให้แก่ผู้ใช้คือ ความสามารถในการเพิ่มขีดจำกัดให้แก่การเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงอื่นๆ ด้วยความเร็วและแรงของอินเตอร์เน็ต

โดย 5G จะช่วยให้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ แบบออนไลน์ หรือ Internet of Things เป็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่าชีวิตประจำวันของเราจะสะดวกสบายขึ้นได้มากแค่ไหน ลองมาจินตนาการสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากชีวิตทุกวันนี้เมื่อมี 5G เข้ามาในชีวิตกัน

สนุกไปกับอีกขั้นของความบันเทิง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้รับความสะดวกสบายในการรับชมวีดีโอออนดีมานด์ และเล่นเกมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างสนุกสนาน และราบรื่นด้วย 4G ที่ช่วยให้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตามในจุดอับสัญญาณ หรือที่ที่มีการใช้บริการเครือข่ายมากเป็นพิเศษ อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการดาวน์โหลด หรือความขัดข้อง

ทำให้สนุกกับสื่อต่างๆ ได้ไม่เต็มอิ่ม สำหรับ 5G ที่มีความเร็วกว่าถึง 20 เท่าจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดวีดีโอขนาด 4K ลงในสมาร์ทดีไวซ์ได้เพียงไม่กี่วินาที ด้วยความสามารถการประมวลผลถึง 20 Gbps ไม่เพียงเท่านั้น การตอบสนองได้เร็วกว่าเพียงแค่ 1 Ms ยังทำให้คอเกมออนไลน์มีประสบการณ์การเล่นเกมที่สะใจมากขึ้นอีกด้วย

การมีอุปกรณ์ที่รองรับความเร็วระดับ 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การใช้ 5G เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ HUAWEI P40 Series 5G เป็นรุ่นแรกที่มีหน้าจอ 90Hz ที่คมชัด ทำให้สามารถแสดงผลวีดีโอคุณภาพคมชัดระดับ 4K ได้ดียิ่งกว่า ทั้งยังสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รองรับการแสดงผลกราฟฟิคขั้นสูง มอบสุดยอดประสบการณ์เกมออนไลน์ ที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟน 4G ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

Huawei P40 Series

สะดวกในการทำงานทุกที่ ทุกเวลา ให้การ Work from home หรือ offsite ไร้ปัญหา

อินเทอร์เน็ตความเร็ว 4G ไม่ว่าในสมาร์ทโฟน หรือสมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ รวมถึงระบบการจัดการไฟล์แบบ Cloud ช่วยแก้ปัญหาในการทำงานข้ามสมาร์ทดีไวซ์ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ค เพียงดาวน์โหลดข้อมูลจากบัญชีคลาวด์ ก็ไม่จำเป็นต้องส่งอีเมล์ไฟล์งานไปมาให้ยุ่งยาก

แต่ 5G นำพาความสะดวกสบายที่เหนือกว่านั้นมาให้กับผู้ใช้งาน ด้วย Data Traffic ที่รับส่งข้อมูลได้ถึง 50 Exabytes ต่อเดือน และการรองรับการเชื่อมต่อจำนวนมากได้เป็น 10 เท่า ทำให้ดีไวซ์ต่างๆ ทำงานด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อมากขึ้น กล่าวคือ ทุกอุปกรณ์การทำงานที่มีอยู่นั้น สามารถใช้งานไฟล์ข้อมูลต่างๆ พร้อมกันได้ทันทีในอึดใจเดียว โดยไม่ต้องเปิดไฟล์ซ้ำซาก

หัวเว่ยได้เปิดตัวฟีเจอร์ HUAWEI Share ไปแล้วในสมาร์ทดีไวซ์รุ่นก่อนๆ แต่สำหรับ HUAWEI P40 Series 5G ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการทำงานแบบไร้รอยต่อ นั่นคือผู้ใช้จะสามารถเชื่อมต่อไฟล์งานต่างๆ จากสมาร์ทโฟนขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงแค่สัมผัสตัวเครื่องสมาร์ทโฟนกับอุปกรณ์นั้นๆ และทำงานที่ค้างไว้ต่อได้ในโปรแกรมของคอมพิวเตอร์เองทันทีอย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถตอบรับโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลผ่านคอมพิวเตอร์ได้เช่นกัน

ประสบการณ์การสื่อสารที่เหนือกว่า ในทุกสถานการณ์

เทคโนโลยีการสื่อสารวิธีต่างๆ ช่วยให้มนุษย์เราสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้พรมแดนมากขึ้น จนมาถึงยุคที่ 4G อำนวยความสะดวกในการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยแอปพลิเคชันเดียวที่สามารถสื่อสารได้ทั้งเสียงและภาพเคลื่อนไหว ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารทั้งในและระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังประสบปัญหาภาพกระตุก ไม่คมชัด หรือสัญญาณที่ขาดหาย

แต่สำหรับ 5G แล้ว คุณสมบัติทั้งศักยภาพการรับ-ส่งข้อมูลที่มากขึ้น ความเสถียรสูง และมีความหน่วงเวลาต่ำ ทำให้สามารถรองรับการถ่ายและแสดงผลภาพแบบ Ultra High Definition (UHD) ได้ ซึ่งส่งผลต่อระบบ Video Call ด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า สมาร์ทดีไวซ์ที่รองรับ 5G จะสามารถพัฒนาฟีเจอร์การสื่อสารที่ตอบรับภาพแสดงผลแบบ UHD ได้

นอกจากนี้ HUAWEI P40 Series ยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่แกะกล่อง ที่มีเฉพาะหัวเว่ยเท่านั้น ได้แก่ MeeTime ฟีเจอร์ video call ของหัวเว่ยเองที่จะมอบประสบการณ์การสื่อสารระดับ Full HD ที่ใช้ประโยชน์จากความไร้ขีดจำกัดของ 5G ในการพบปะสนทนากับคู่สายได้ผ่านภาพเคลื่อนไหวที่คมชัดสวยงามไร้ที่ติ ไม่เป็นปัญหาแม้ในที่แสงสลัว อีกทั้งยังกระตุกน้อยกว่าอีกด้วย

การพัฒนาคุณภาพชีวิตจากเครือข่าย 4G ไปเป็นเครือข่าย 5G อาจฟังดูเหมือนไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายนัก เมื่อ 5G ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรก และแนวคิดเกี่ยวกับ Internet of Things (IoT) อาจดูเหมือนเป็นเพียงเป้าหมายในอนาคตที่ค่อยๆ มาถึงทีละน้อย เมื่อรวมเข้ากับสมาร์ทดีไวซ์ที่รองรับเทคโนโลยี 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะพบว่าชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายขึ้นหลายเท่าตัวไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Huawei ที่นี่ >>> http://bit.ly/31ikNUq

 

from:http://mobileocta.com/having-5g-how-is-life-better-countdown-waiting-for-the-launch-of-the-huawei-p40-series-in-thailand/

realme X2 Pro Master Edition คว้ารางวัลการออกแบบจากเวทีระดับโลกอย่าง Red Dot Design Award

 

ผลการตัดสินอย่างเป็นทางการของรางวัล Red Dot Design Award 2020 ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลระดับ “ออสการ์” ของอุตสาหกรรมการออกแบบ ประกาศให้ realme X2 Pro Master Edition สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงจาก
แบรนด์สมาร์ทโฟนน้องใหม่ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกอย่าง realme คว้ารางวัลชนะเลิศในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ Red Dot Award: Product Design 2020 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ realme ที่คว้ารางวัลจากเวทีระดับโลกอย่าง Red Dot Design Award

 

realme X2 Pro

reddot winner 2020: realme X2 Pro Master Edition

รางวัล Red Dot Design Award ก่อตั้งโดยสมาคมออกแบบแห่งเยอรมนี (German Design Council) เป็นรางวัลการออกแบบอุตสาหกรรมระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมานานกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดและเป็นที่รู้จักในฐานะสัญลักษณ์ของการออกแบบที่มีคุณภาพสูง ซึ่งแต่ละผลงานที่ได้รับรางวัลนั้นถือว่าเป็นงานออกแบบที่โดดเด่นและสร้างสรรค์แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

จากความงดงามของสิ่งรอบตัวรอบชีวิต  สู่ผลงานชิ้นเอกที่ยอดเยี่ยม

realme X2 Pro Master Edition ได้รับการออกแบบโดยการร่วมมือระหว่าง realme และดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง คุณนาโอโตะ ฟุคาซาวา ที่ร่วมกันสร้างสรรค์สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมดีไซน์โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คุณนาโอโตะ ฟุคาซาวา ดำรงตำแหน่ง Design Director ของ realme  ซึ่งยึดแนวคิดการออกแบบโดยนำเสนอองค์ประกอบที่เรียบง่ายและแสดงถึงความงามของสิ่งรอบตัวรอบชีวิต โดย realme X2 Pro Master (สี Red Brick และ สี Concrete) ได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นผิวของสถาปัตยกรรมรอบตัว โดยผู้ใช้งานจำนวนมากชื่นชอบในดีไซน์ที่ประณีตและเป็นเอกลักษณ์นี้

นอกจากนี้ยังมาพร้อมขั้นตอนการผลิตอย่างพิถีพิถันโดย realme ได้สร้างการพ่นสีแบบ RP ที่กำหนดเองเพื่อให้ได้สีที่สวยงาม เข้ากับเทคโนโลยีการเคลือบกระจก เพื่อให้ได้มาตรฐานการออกแบบระดับสูงตามความคาดหวังของคุณนาโอโตะ โดยมีการขัดและทดสอบมากกว่า 32 ขั้นตอน จนได้ผิวสัมผัสที่เป็นแบบกระจกฝ้านุ่ม อีกทั้งใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ชิปคอมพิวเตอร์ PicoSure ซึ่งมีขนาดเล็กเพียง 0.09 มม.  เพื่อแกะสลกัและลายเซน็ของคณุนาโอโตะลงบน 10ฝาหลังกระจกฝ้าที่มีความแม่นยำการออกแบบอย่างพิถีพิถันใส่ในทุกรายละเอียดและการกำกับด้วยลายเซ็นของคุณนาโอโตะซึ่งเป็นความพิเศษของดีไซน์ในรุ่นนี้ ทำให้เกิดเป็นผลงานชิ้นเอกที่คว้ารางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม

realme X2 Pro Master Edition: Red Brick

realme X2 Pro Master Edition: Concrete

realme Master Edition ความสมบูรณ์ของเอกลักษณ์และดีไซน์เฉพาะตัว

realme Master Edition เกิดจากการจับมือกันระหว่าง realme และคุณนาโอโตะ ฟุคาซาวา ที่ได้ผสมผสานศิลปะจากสิ่งที่คนมองข้ามกับงานศิลปะ Real Design ของ realme การผสมผสานดังกล่าวเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่เริ่มจากสิ่งรอบตัว ลดความซับซ้อนและดีไซน์ที่เรียบง่ายและสามารถใช้งานได้จริง โดย Master Edition ทุกรุ่นได้รวบรวมความสวยงามรอบตัว ซึ่งกลายมาเป็นแบบอย่างในอุตสาหกรรมการออกแบบและมอบแรงบันดาลใจให้นักออกแบบได้สร้างสรรค์ผลงานต่อไป

realme X Master Edition: Onion

realme X Master Edition: Garlic

จาก realme X Master Edition (สี Onion และ สี Garlic) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเปลือกหัวหอมและกระเทียม สู่ realme X2 Pro Master Editon (สี Red Brick และสี Concrete) และ realme X50 5G Master Edition (Dot และ Line) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดและเส้นของวัสดุโลหะ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสวยงามรอบตัวที่ถูกมองข้ามอยู่ โดยมีผู้ใช้งานจำนวนมากรู้สึกประทับใจกับดีไซน์ Master Edition จาก realme และยิ่งไปกว่านั้น realme X Master Edition ยังคว้ารางวัล International CMF Design Supreme Gold Award มาแล้วอีกด้วย

realme X50 5G Master Edition: Dot

realme X50 5G Master Edition: Line

ความต้องการที่จะเป็นผู้นำเทรนด์ด้านการดีไซน์และพร้อมก้าวกระโดดอย่างคนรุ่นใหม่

ในปี 2563 realme มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าภายใต้แนวคิด “Dare to Leap” แบรนด์ผู้นำเทรนด์ด้านเทคโนโลยี

พร้อมที่จะฉีกกฎและนำความทันสมัยสู่อุตสาหกรรมและการออกแบบควบคู่ไปกับการนำเทรนด์ด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ สู่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน realme ได้ริเริ่มโครงการ “realme Trendsetters” ซึ่งได้เชิญเหล่าผู้นำเทรนด์ด้านการออกแบบ แฟชั่นและดีไซน์เนอร์ในแต่ละแขนงมาร่วมสร้าง Tech Trendsetter ด้วยกัน มากไปกว่านั้น realme ได้สร้างสตูดิโอที่มีการออกแบบภายในที่โดดเด่นอย่าง realme Studio ที่ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบ เพื่อสร้างสรรค์สมาร์ทโฟนที่นำความบันเทิงและทันสมัย และผลิตภัณฑ์ AloT เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยรองรับเครือข่าย 5G, ระบบเทคโนโลยี AI Imaging และระบบปฏิบัติการ realme UI ที่จะช่วยให้คุณใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่าง ‘สนุกไม่มีสดุด’

พันธมิตร realme และผู้นำเทรนด์จากทั่วโลกก่อตั้งโครงการ realme Trendsetters อย่างเป็นทางการ

realme หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างอนาคตกับคนรุ่นใหม่ในฐานะ “ผู้นำเทรนด์ทางด้านเทคโนโลยี” โดยรวมเทรนด์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันและส่งเสียงให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/realmeTH/

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน realme ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2Uk8hju

 

from:http://mobileocta.com/realme-x2-pro-master-edition-wins-the-red-dot-design-award/