คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID

ไม่ต้องห่วงเรื่องศูนย์ OnePlus จับมือ OPPO เปิดใช้ศูนย์บริการ Service Center ร่วมกันได้เลยในวันนี้

OnePlus ร่วมจับมือ OPPO เปิดใช้ศูนย์บริการ Service Center ได้แล้ววันนี้ ตอกย้ำความมั่นใจการเข้าถึงบริการได้ง่าย และสะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

OnePlus แบรนด์สมาร์ทโฟนพรีเมียมชั้นนำ ส่งมอบประสบการณ์การบริการที่รวดเร็ว และลื่นไหล เพื่อตอกย้ำจุดยืน ‘Fast and Smooth’ ของทางแบรนด์ OnePlus จึงตัดสินใจร่วมจับมือกับ OPPO ขยายช่องทางบริการในการขยายเพิ่ม Service Center ศูนย์บริการหลังการขาย เพื่อความมั่นใจ และความรวดเร็วในการบริการ เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus ที่เข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ซึ่งหลังจากทาง OnePlus ประเทศไทย ได้เปิดตัวศูนย์บริการหลังการขาย OnePlus Service Center แห่งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5 ให้กับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus ได้เข้ามาปรึกษาด้านการใช้งาน และซ่อมบำรุงสมาร์ทโฟน OnePlus ทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในไทยแล้ว โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.

สำหรับการขยายเพิ่มศูนย์บริการในครั้งนี้ ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus ทุกท่าน สามารถเข้ารับบริการหลังการขาย  ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5 และศูนย์บริการออปโป้ (OPPO Service Center)  ที่พร้อมให้บริการซ่อมแซม และรอรับได้เลย 12 สาขาดังต่อไปนี้

  1. OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5
  2. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพระราม 2
  3. ศูนย์บริการออปโป้สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต
  4. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอิมพีเรียลฯ สำโรง
  5. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวสเกต
  6. ศูนย์บริการออปโป้สาขาแฟชั่นไอซ์แลนด์
  7. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอยุธยาพาร์ค
  8. ศูนย์บริการออปโป้สาขาชลบุรี
  9. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลนครราชสีมา
  10. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี
  11. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ท
  12. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่

และเพื่อเป็นการการันตีความสะดวกสบาย ครอบคลุมการเข้าถึงบริการได้ง่าย แก่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางเข้ารับบริการที่ OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5 และศูนย์บริการออปโป้ (OPPO Service Center) 11 สาขาที่ร่วมรายการแล้ว ทั้งนี้ทาง OnePlus และ OPPO ยังเพิ่มการบริการ Drop-off service จุดบริการรับ-ส่งเครื่องซ่อม ผ่านศูนย์บริการออปโป้ (OPPO Service Center) อีก 29 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ โดยสามารถเช็ครายละเอียดและสาขาที่ให้บริการ Drop-off service ดังนี้

  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางแค
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลบางนา
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาซีคอนฯ ศรีนครินทร์
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวิล์ด
  • จุดบริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขากาญจนบุรี
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาลพบุรี
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขานครปฐม
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันปราจีนบุรี
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาระยอง
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลศาลายา
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันสระบุรี
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาบุรีรัมย์
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาร้อยเอ็ด
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาสกลนคร
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุดรธานี
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเชียงราย
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาลำปาง
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขานครสวรรค์
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสัน กำแพงเพชร
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาชุมพร
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขานครศรีธรรมราช
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาปัตตานี
  • ศูนย์บริการออปโป้สาขาสุราษฎ์ธานี

รายละเอียดและขั้นตอนการเข้ารับบริการหลังการขายเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://bit.ly/33JKQ8V

ซึ่งการขยาย Service Center ในครั้งนี้ จะเปิดให้ผู้ใช้งานได้ทดลองระบบได้ตั้งแต่วันที่ 21 –  30 กันยายน 2563 เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแนะนำ หรือติชมแนวทางการให้บริการของ Service Center ได้เพิ่มเติม และเริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 นี้

ทาง OnePlus หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการร่วมมือกันในครั้งนี้กับ OPPO จะทำให้ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus ทุกท่านมีความเชื่อมั่น จะได้รับประสบการณ์การการใช้งาน และการบริการหลังการขายที่รวดเร็ว สมูทลื่นไหลได้อย่างดีเยี่ยมและมีประสิทธิภาพ

สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลของ OnePlus ประเทศไทยได้ที่ https://www.oneplus.com/th และ Facebook Fanpage : OnePlus Thailand  >>> https://www.facebook.com/oneplusthailand/        หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

#OnePlus #OnePlusThailand

ข่าว: ไม่ต้องห่วงเรื่องศูนย์ OnePlus จับมือ OPPO เปิดใช้ศูนย์บริการ Service Center ร่วมกันได้เลยในวันนี้ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/21/oneplus-oppo-cooperate-service-center.html

OPPO แย้ม เตรียมพบการเปิดตัวซีรี่ย์ใหม่รองรับ 5G พร้อมประสบการณ์เร็ว แรง สำหรับทุกคน เร็วๆ นี้

OPPO แย้มผ่าหนน้าแฟนเพจ เตรียมการเปิดตัวซีรี่ส์สมาร์ทโฟนใหม่ล่าสุด ซึ่งการันคีการรองรับ 5G พร้อมมอบสุดยอดประสบการณ์แห่งความเร็ว แรง เพื่อทุกคน เร็วๆ นี้ 

ก็เรียกว่ายืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับออปโป้ที่ล่าสุด! เตรียมเปิดตัวซีรี่ส์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมที่พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ได้ เร็ว แรง และสเถียรที่สุดเพื่อทุกคน

โดยทาง OPPO Thailand Official Page ได้ประกาศพร้อมโพสต์วิดีโอ “OPPO 5G NOW!” ตอบรับความเร็วแรงในยุค 5G ด้วยซีรี่ส์สมาร์ทโฟนจาก OPPO ในไทยเร็วๆ นี้ ด้วยสุดยอดการใช้งานที่พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า ให้ทุกคนได้ปลดล็อกทุกความเร็ว แรงอย่างไร้ขีดจำกัด เติมชีวิตให้สนุกและเต็มไปด้วยประสิทธิภาพแบบไม่มีลิมิตกับทุกกิจกรรม ทั้งการถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ การทำงาน รวมถึงความบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดภาพยนตร์ ซีรี่ส์ หรือการเล่นเกมได้แบบเรียลไทม์และไร้สะดุด

ซึ่งเราก็คาดเดาจากรายชื่อสมาร์ทโฟนของ OPPO ที่ผ่านการอนุมัติแล้วเตรียมจำหน่าย ก็จะมีอยู่สามรุ่นครับ

  • Reno4 Z 5G
  • Reno4 Pro 5G
  • A73

ใครที่รอตัว OPPO Reno4 Pro ก็ไม่น่าจะพลาดงานเปิดตัวในครั้งต่อไปของ OPPO นะครับ กำลังจะมาแล้วแน่นอน เตรียมสัมผัสสุดยอดประสบการณ์ 5G จากออปโป้เพื่อทุกคนได้เร็วๆ นี้

ข่าว: OPPO แย้ม เตรียมพบการเปิดตัวซีรี่ย์ใหม่รองรับ 5G พร้อมประสบการณ์เร็ว แรง สำหรับทุกคน เร็วๆ นี้ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/21/oppo-new-series-5g.html

เปิดตัว LG K42 มาพร้อมจอเจาะรู 6.6 นิ้ว, ชิปเซ็ท Helio P22 และกล้องหลัง 4 ตัว 13MP

LG ประกาศเปิดตัว LG K42 สมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นรุ่นใหม่อย่างเงียบๆ โดยมาพร้อมจุดเด่นจอเจาะรูขนาดใหญ่, ใช้ชิปเซ็ท Helio P22 และกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียด 13 ล้านพิกเซล

สเปก LG K42

LG K42

ตัวเครื่องมีขนาด 165 x 76.7 x 8.4 มม. และน้ำหนัก 182 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ LCD ความละเอียด HD+ ขนาด 6.6 นิ้ว และเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลที่ตรงกลางด้านบน

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio P22, หน่วยประมวลผลกราฟิก PowerVR GE8320 จับคู่กับ RAM 3GB และหน่วยความจำภายในขนาด 64GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10

ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 4 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างเครื่อง, รองรับ 4G LTE, WiFi, Bluetooth 5.0, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh

ทั้งนี้ ทาง LG ยังไม่ประกาศราคาและวันวางจำหน่ายของ LG K42 ออกมาในตอนนี้ ซึ่งถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมจะมารายงานให้ทราบกันครับ

ที่มา : Gizchina

from:https://www.mobileocta.com/lg-k42-launched/

OnePlus อินเดียปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว OnePlus 8T 5G อย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

หลังจากที่มีรายงานว่า OnePlus 8T จะเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2020 ล่าสุดทาง OnePlus ได้ประกาศยืนยันแล้วว่าสมาร์ตโฟนดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ และจะมาในชื่อ OnePlus 8T 5G

บัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของ OnePlus อินเดีย ได้ทวีตภาพทีเซอร์พร้อมข้อความเตรียมพบกับ OnePlus 8T 5G เร็วๆ นี้

OnePlus 8T 5G

เว็บไซต์ OnePlus อินเดีย ยังได้สร้างหน้ากิจกรรมให้ลงทะเบียนเพื่อรับการแจ้งเตือน โดยผู้ที่ลงทะเบียนจะมีโอกาสลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษได้แก่ เครื่อง OnePlus 8T 5G ฟรี, หูฟังไร้สาย OnePlus Bullets Wireless และบัตรกำนัลส่วนลดสำหรับอุปกรณ์เสริม

และในหน้ากิจกรรมยังมีคลิปทีเซอร์ที่มี Robert Downey Jr. ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ OnePlus อีกด้วย โดยไม่มีการเผยภาพตัวเครื่อง OnePlus 8T 5G แต่ยืนยันว่าอุปกรณ์จะมาเร็ว ๆ นี้

ในส่วนสเปกของ OnePlus 8T 5G คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลจอแบนแบบ AMOLED ที่มีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซลที่มุมซ้ายด้านบน โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 865 จับคู่กับ RAM สูงสุด 12GB และหน่วยความจำภายในสูงสุด 256GB

ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 4 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รวมทั้งใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับขาร์จเร็ว 65W Warp Charge และรัน Andriod 11 ตั้งแต่แกะกล่อง

ที่มา : Gizmochina

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OnePlus ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2VPw0YM

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-released-a-teaser-for-the-official-launch-of-the-oneplus-8t-soon/

Tips | Nearby Share ฟีเจอร์แชร์ไฟล์ระยะใกล้ระหว่าง Android ส่งไฟล์ 5GB ใช้เวลาเพียง 2.30 นาที

ฟีเจอร์รับส่งไฟล์สุดเทพจาก Google ที่มีชื่อว่า Nearby Share ได้เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ผู้ใช้งาน Android ก็น่าจะได้รับเดตกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่อาจจะยังไม่รู้ว่ามีฟีเจอร์ดังกล่าวอยู่ในเครื่อง หรืออาจจะยังไม่รู้ว่ามันเจ๋งยังไง ทำอะไรได้บ้าง ผมก็เลยจะมารีวิวความสามารถของ Nearby Share ให้อ่านกันในบทความนี้ครับ

ที่ผ่านมา Android แชร์ไฟล์หากันในระยะใกล้ไม่สะดวกเลย

เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา Google ได้ทำการตัดฟีเจอร์แชร์ไฟล์ระหว่างเครื่องบนแพลตฟอร์ม Android ด้วยกันเองที่มีใช้กันมานานนมตั้งแต่ปี 2011 อย่าง Android Beam ออกไปจาก Android 10 จนทำให้การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่องในระยะใกล้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องหันไปพึ่งพาแอปที่เป็นตัวกลางจาก thirt party อย่างเช่น LINE และ Messenger แทน ซึ่งถึงแม้จะสะดวกในระดับหนึ่งก็จริง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นผู้ติดต่อของกันและกันในแอปนั้น ๆ เสียก่อน จึงจะทำการแชร์ไฟล์ได้ อีกทั้งชนิดของไฟล์ที่แชร์ได้ก็ยังถูกจำกัดไว้อีกต่างหาก หรือครั้นจะไปแชร์ผ่านแอปจำพวกคลาวด์สตอเรจ (cloud storage) เช่น Drive และ OneDrive ที่รองรับชนิดของไฟล์ได้หลากหลายกว่าก็ไม่ค่อยสะดวกเสียอีก

และถ้าว่ากันตามตรง ในช่วงหลายปีก่อนที่ Android Beam จะถูกตัดทิ้งไปจากระบบปฏิบัติการ ผู้ใช้งาน Android ส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่มีใครใช้งานมันอยู่แล้ว เพราะคอนเทนต์ทั้งหลายต่างก็มีขนาดไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาไป จนทำให้การรับส่งไฟล์ด้วย Bluetooth ของ Android Beam มันเชื่องช้าอย่างกับเต่าคลาน กว่าส่งไฟล์ขนาดใหญ่หรือไฟล์จำนวนมากแต่ละครั้งนี่รอกันจนเปื่อยเลยทีเดียว

เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา Nearby Share เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

ในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Google ก็ได้ปล่อยฟีเจอร์แชร์ไฟล์ตัวใหม่ออกมา ซึ่งก็คือ Nearby Share นี่เอง การมาถึงของมันได้ทำลายข้อจำกัดของการแชร์ไฟล์ทั้งหลายที่กล่าวไว้ด้านบนทิ้งไปจนหมด เพราะมันสามารถรับส่งไฟล์ได้เร็วสุดขีด มีระยะทำการที่ไกลและมีการเชื่อมต่อที่เสถียรกว่า Android Beam รวมถึงรองรับไฟล์แทบทุกประเภทอีกด้วย

ทำงานคล้ายกับ AirDrop ของ iOS

การทำงานของ Nearby Share นั้นจะคล้ายคลึงกับฟีเจอร์ AirDrop ของทางฝั่ง iOS ซึ่งจะเป็นการรับส่งไฟล์ผ่านเทคโนโลยี Bluetooth, Bluetooth Low Energy, WebRTC หรือ Wi-Fi แบบ peer-to-peer โดยตัวระบบจะทำการเลือกโปรโตคอลที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นให้เราเองโดยอัตโนมัติ และแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้งาน Wi-Fi ได้ Nearby Share ก็ยังคงทำงานแบบออฟไลน์ได้โดยผ่าน Bluetooth

ทดสอบการใช้งานจริง รับส่งไฟล์เร็วมาก แต่ขึ้นอยู่กับสเปคอุปกรณ์ด้วย

ผมทดสอบความเร็วในการทำงานของ Nearby Share โดยการส่งไฟล์ขนาด 5.00 GB จาก Pixel 4 XL ไปยัง Galaxy Note20 ผลลัพธ์คือ มันใช้เวลาทั้งสิ้นเพียงแค่ 2.30 นาที เร็วสุด ๆ ไปเลย ทดสอบซ้ำหลายครั้งด้วยไฟล์ชุดเดิม มีการคลาดเคลื่อนของระยะเวลาบ้างเล็กน้อย เนื่องด้วยเป็นการรับส่งแบบไร้สายจึงมีตัวแปรภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะโดยรวมยังไงก็เร็วมากอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม พอลองเปลี่ยนฝ่ายผู้รับเป็น Pixel XL ซึ่งเป็นมือถือเก่าตั้งแต่ปี 2016 ดูก็พบว่า ระยะเวลาในการรับส่งไฟล์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จาก 2.30 นาที เป็น 12 นาที ดูเหมือนว่า คุณปู่แกจะไม่กระฉับกระเฉงเหมือนมือถือรุ่นใหม่ ๆ สักเท่าไหร่ นั่นก็เป็นเพราะ Pixel XL มีเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ด้อยกว่ามือถือรุ่นใหม่ ๆ นั่นเอง ซึ่งก็เป็นปัจจัยเรื่องความเร็วในการรับส่งไฟล์ของ Nearby Share

วิธีใช้งาน Nearby Share

ปรกติแล้วฟีเจอร์ Nearby Share จะปรากฏขึ้นมาเองในตอนที่เรากดแชร์อะไรสักอย่าง เมื่อเลือกไปแล้วหลังจากนั้นก็เพียงแค่รอให้อีกฝ่ายกดยอมรับการแชร์ไฟล์ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย ง่าย ๆ แค่นี้เลย และในระหว่างที่กำลังรับส่งไฟล์อยู่นั้น เราสามารถออกจากหน้าจอการแชร์ไปทำอย่างอื่นตามปรกติได้นะ เพราะ Nearby Share จะเป็นการทำงานในพื้นหลัง โดยสามารถดูสถานะการทำงานได้จากแถบการแจ้งเตือน

หา Nearby Share ไม่เจอ มันไปซ่อนอยู่ตรงไหน ?

สำหรับใครที่หาฟีเจอร์ Nearby Share ไม่เจอ ให้ลองเลื่อนดูที่เมนู Quick Settings โดยการลากแถบแจ้งเตือนลงมา จากนั้นเลื่อนหน้าจอไปทางขวาก็จะเจอกับเมนู Nearby Share แต่หากมันไม่โผล่ขึ้นมาก็ให้ลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • Settings
  • Google
  • Device connections
  • Nearby Share

ซึ่งในหน้าจอนี้จะเป็นหน้าจอการตั้งค่าของ Nearby Share ด้วย แต่ถ้ายังไม่โผล่ขึ้นมาอีกก็ให้ลองทำการ factory reset ดู (ผมลองแล้วได้ผล)

เมนูการตั้งค่า Nearby Share

  • เปิดหรือปิดการใช้งาน
  • บัญชี Google ที่ใช้งาน
  • ชื่ออุปกรณ์ – เป็นชื่อที่จะแสดงให้อีกฝ่ายเห็นอุปกรณ์ของเราตอนใช้งาน Nearby Share
  • การเข้าถึงอุปกรณ์ – เปรียบเสมือนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว โดยเราสามารถเลือกได้ระหว่าง ผู้ติดต่อทั้งหมด ผู้ติดต่อที่กำหนด หรือซ่อนไม่ให้ใครเห็น
  • การใช้อินเทอร์เน็ต – ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นพิเศษอะไรก็ปล่อยทิ้งไว้ตามเดิมที่ตัวเลือกแรกจะเป็นการดีที่สุด

Nearby Share รับส่งไฟล์อะไรได้บ้าง ?

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ข้อดีของ Nearby Share คือ มันรองรับการรับส่งไฟล์หลากหลายชนิด ถ้าให้ตอบแบบรวบรัดก็ประมาณว่า อะไรก็ตามที่มีปุ่มแชร์ให้กดก็สามารถรับส่งผ่าน Nearby Share ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ ลิงก์ต่าง ๆ ไฟล์ทั่วไปแทบทุกประเภท เช่น รูปภาพ เพลง วิดีโอ เอกสาร  หรือแม้แต่ส่งแอปให้กันในรูปแบบ APK ก็สามารถทำได้เช่นกัน

แม้แต่ Android รุ่นเก่าก็ใช้งาน Nearby Share ได้

ทาง Google ได้ปล่อยอัปเดต Nearby Share มากับ Google Services ดังนั้น มือถือรุ่นเก่า ๆ ก็จะใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ด้วย ขั้นต่ำคือ Android 6.0 Marshmallow ขึ้นไป

ใช้งานข้ามระบบได้หลากหลาย ไม่จำกัดแค่ Android

ความเจ๋งอีกอย่างของมันก็คือ ความสามารถในการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม ดังนี้

  • Android
  • Mac
  • Windows
  • Linux
  • Chrome OS

แม้ในตอนนี้จะยังมีเพียงแค่ Android เท่านั้นที่มีฟีเจอร์ Nearby Share ให้ใช้งาน แต่ Google ก็ได้เผยออกมาแล้วว่า แพลตฟอร์มถัดไปที่กำลังจะตามมาก็คือ Chrome OS ส่วนแพลตฟอร์มที่เหลืออื่น ๆ คงจะทยอยตามมาหลังจากนั้นอีกที

อย่างไรแล้วก็หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ทุกคนนะ หากมีข้อสงสัยหรืออยากให้ทดสอบอะไรเพิ่มเติมก็คอมเมนต์สอบถามกันเข้ามาได้ครับ สวัสดี

 

อ้างอิง : Wikipedia

from:https://droidsans.com/how-use-nearby-share-your-android-phone/

คาด OnePlus 8T จะเปิดตัวในวันที่ 14 ตุลาคม

ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวของ OnePlus 8T ว่าที่สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ในตระกูล OnePlus 8 Series ที่เผยข้อมุลสเปกและภาพเรนเดอร์ออกมาให้เห็นกัน แต่ยังไม่มีข้อมุลว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ ล่าสุดมีรายงานวันเปิดตัวของสมาร์ตโฟนดังกล่าวเผยออกมาให้ทราบกันแล้ว

@ishanagarwal24 หรือ Ishan Agarwal แหล่งข่าวหลุดสมาร์ตโฟนได้เผยวันเปิดตัวกับเว็บ MySmartPrice โดยระบุว่า OnePlus 8T จะเปิดตัวในวันที่ 18 ตุลาคม 2020 ซึ่งช้ากว่า OnePlus 7T ที่เปิดตัวในเดือนกันยายน อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19

OnePlus 8T

สำหรับสเปกของ OnePlus 8T คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.55 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซลที่มุมซ้ายด้านบน ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 865 รองรับ 5G จับคู่กับ RAM สูงสุด 12GB, หน่วยความจำภายใน 256GB

ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 4 เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับการชาร์จเร็ว 65W Warp Charge

ที่มา : Mysmartprice

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OnePlus ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2VPw0YM

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-8t-will-reportedly-be-arriving-on-october-14th/

หลุดภาพเรนเดอร์ทางการ Vivo V20 และ V20 SE ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

Vivo มีกำหนดจะเปิดตัว Vivo V20 Series ในบ้านเราวันจันทร์ที่ 21 กันยายนนี้ และในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร็วๆ นี้ โดยคาดว่าจะประกอบด้วย Vivo V20, V20 SE และ V20 Pro ล่าสุดมีภาพเรนเดอร์ทางการของ Vivo V20 และ V20 SE หลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว

Vivo V20 SE
Vivo V20 SE Oxygen Blue

เว็บไซต์ Playfuldroid ได้เผยภาพเรนเดอร์ทางการของ Vivo V20 และ V20 SE ที่หลุดออกมา โดยเริ่มจาก Vivo V20 SE ตัวเครื่องจะมีให้เลือก 2 สีคือ Oxygen Blue และ Gravity Black ด้านหน้ามาพร้อมจอทรงหยดน้ำ ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้อง 3 ตัว พร้อมไฟแฟลช LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมซ้ายด้านบน

Vivo V20 SE Gravity Black

ในส่วนสเปกของ Vivo V20 SE คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.44 นิ้ว ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 665 จับคู่กับ RAM 8GB, หน่วยความจำภายใน 128GB

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 3 เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รองรับ NFC และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,100mAh รองรับชาร์จเร็ว 33W Flash Charge 2.0

Vivo V20 Sunset Melody

ส่วน Vivo V20 ตัวเครื่องจะมีให้เลือก 2 สีคือ Sunset Melody และ Midnight Jazz ด้านหน้ามาพร้อมจอทรงหยดน้ำ ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้อง 3 ตัว พร้อมไฟแฟลช LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยมมุมซ้ายด้านบนซึ่งมีดีไซน์ที่ต่างกับ V20 แต่คล้ายกับ X50 Pro

Vivo V20 Midnight Jazz

ในส่วนสเปกของ Vivo V20 คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.44 นิ้ว ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 720G จับคู่กับ RAM 8GB, หน่วยความจำภายใน 128GB

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 3 เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 33W Flash Charge 2.0

ทั้งนี้ สำหรับ Vivo V20 Series ที่กำลังจะเปิดตัวในบ้านเราจะเป็นรุ่น V20 Pro 5G ที่มีรูปลักษณ์ดีไซน์ด้านหลังที่คล้ายกับ V20 ที่หลุดออกมา ซึ่งต้อรอดูกันว่าจะมีสเปกที่ต่างกันแค่ไหน?

ที่มา : Playfuldroid

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Vivo ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EM6u36

from:https://www.mobileocta.com/vivo-v20-v20-se-official-renders-outed-ahead-of-launch/

รีวิว Vivo X50 Pro เกรดดีพรีเมี่ยมในทุกชิ้นส่วน เทคโนโลยีล้ำกับกันสั่นกล้องแบบ Gimbal ของดีที่มากกว่าสเปคตัวเลข

Vivo X50 Pro สมาร์ทโฟนที่มายกระดับระบบกันสั่นของมือถือไปอีกคนละระดับจากปัจจุบันเลยครับ โดยการจำลองจากระบบกันสั่นของไม้ Gimbal เอามาใช้ในเลนส์กล้องหลังของเครื่อง ให้ผลลัพท์ที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ยังให้กับเราไม่ได้

Vivo เป็นแบรนด์ที่จะมีนวัตกรรมแปลกใหม่มานำเสนออยู่เสมอครับ โดยจะเริ่มต้นจากสมาร์ทโฟนต้นแบบ Apex ที่จะมีการเปิดตัวไปก่อนในเวทีโลก และหลังจากนั้นไม่นานไอเดียต้นแบบก็จะกลายเป็นสินค้าขายจริง รวมถึง Vivo X50 Pro ที่มีระบบกันสั่นตัวใหม่นี้ด้วยเช่นกัน

Vivo X50 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเกรดสูงในทุกด้านครับไม่ใช่แค่เรื่องของกล้องถ่ายภาพ เป็นสมาร์ทโฟนที่มาในยุครองรับ 5G  ตัวเครื่องงานผลิตเกรดสูง

หน้าจอ Ultra O Screen เป็นจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 6.56 นิ้ว FullHD+ สีสวยรีเฟรชเรทสูง 90Hz อย่าดูแค่สเปคตัวเลขของจอ คุณภาพสีสันและความสวยงามของภาพบนจอ X50 Pro สวยงามคุณภาพสูง ทำงานต่างๆ ได้ลื่นละมุนตา และเครื่องเล็ก บางและเบา เจาะรูกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลขนาดเล็กเพียง 3.96mm หน้าจอเต็มเครื่องมากรองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง


ด้านหลังสวยงาม สี Alpha Grey เป็นผิวสัมผัสแบบเรียบเนียนมือ วัสดุแบบนี้เป็นรอยนิ้วมือยากและเป็นรอยขีดข่วนยากด้วยครับ มาพร้อมเลนส์กล้องแปลกตาแบบ Big eye เพราะเป็นกล้องที่ฝังระบบกันสั่น Gimbal เข้าไปเป็นเจ้าแรก ทำให้ระบบกันสั่นของ Vivo X50 Pro ดีกว่าระบบกันสั่นแบบ OIS สามเท่าตัว มุมองศาในการประคองความนิ่งขยับไปที่ระดับ 3 องศาเลยทีเดียวครับ




กล้องหลังของ Vivo X50 Pro เป็นกล้องชุดสี่ตัว 48MP + 13MP + 8MP + 8MP และขอบอกว่าฟังก์ชั่นกล้องของ Vivo X50 Pro มีเยอะมาก น่าจะเยอะมากที่สุดในตลาดขณะนี้ครับ

ตัวเครื่องเพรียวบาง แต่แบตเตอรี่ภายในใหญ่ 4315mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จไว 33W vivo FlashCharge 2.0 ขณะชาร์จไม่เกิดความร้อนสะสมไปจากปกติ

รองรับสองซิมการ์ด แต่ไม่รองรับ Micro SD card นะครับ อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาหรูหราพรีเมี่ยม ครบทั้งเคสใส ที่ชาร์จรองรับ 33W vivo FlashCharge 2.0  พร้อมสาย USB Type C และหูฟัง 3.5 มม. พร้อมตัวแปลงพอร์ท Type C เป็นพอร์ท 3.5mm เพราะ Vivo X50 Pro ไม่มีรูหูฟังบนตัวเครื่องโดยตรง




ต้องบอกว่าว่าเสียงของ Vivo X50 Pro สุดยอดครับ แม้จะเป็นลำโพงเดี่ยวตัวเดียวแต่เสียงดี มีมิติและความแน่นของเสียงที่ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้กับหูฟังเกรดสูงยิ่งเสียงโดดเด่น เพราะเจ้าตัวนี้ภายในใส่ชิปเสียง HiFi AK4377A ให้มาด้วย ใครชอบการฟังเพลงด้วยเสียงที่ดีเป็นพิเศษแนะนำครับ

การใช้งานภายใน

ในระบบของ Vivo X50 Pro จะมีระบบ VEG (Vivo Energy Guardian ) ช่วยให้การทำงานของระบบ และแอปพลิเคชันราบรื่นยิ่งขึ้น เวลาใช้งานเราะรู้สึกได้เลยว่าระบบของ Vivo มีความเบาตัวครับ ตอบสนองไวมาก ตั้งแต่การทำงานเล็กๆ อย่างการเซฟภาพหน้าจอ ไปจนถึงการเปิดปิดแอพพลืเคชั่นขนาดใหญ่ ถ้าคุณเจออาการหน่วงตอบสนองช้าเวลาใช้งาน จะไม่เจอในเครื่องของ Vivo X50 Pro ครับจากที่ทดสอบใช้งานมาสองอาทิตย์




 

สเปคสูงครับ เพราะใช้ตัวประมวลผล Snapdragon 765G รุ่นใหม่สุดของซีรี่ย์ 7 ของ Qualcomm RAM 8GB ROM 256GB หน่วยประมวลผลชุดนี้แรงครับ สามารถเล่นเกมกราฟิกสูงๆ ได้สบาย เล่นเกม FPS  ที่รันในระดับ 80-90 เฟรมเรทแบบลื่นๆ ครับ ถือว่าเป็นตัวท็อปของซีรีย์ Snap 7 ในขณะนี้ ผลิตมาในมาตรฐาน 7 นาโนเมตรเช่นเดียวกับรุ่นท็อปซีรี่ย์ 8

รันบนระบบ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5 แอพไม่รกเครื่องแต่ฟังก์ชั่นไม่ขาดแคลน โหมดสำคัญของยุคสมัยที่ใช้สมาร์มโฟนกันทั้งวันทั้งคืนคือโหมดถนอมสายตา ก็จะมีมาให้ทั้งโหมดลดแสงสีฟ้า และโหมดมืด ที่จะเปลี่ยนหน้าเมนูและการใช้งานต่างๆ ให้เป็นสีดำ โดยเราสามารถตั้งเวลาให้มันทำงานเองอัตโนมัติล่วงหน้าได้ทั้งสองโหมด


แอพบริการจาก Vivo มีธีมสโตร์ แอพสโตร์ เกมสโตร์ สำหรับดาวน์โหลดมาให้ใช้งานกันได้ทันทีโดยไม่ต้องล็อกอินใดๆ รวมถึงระบบ VivoCloud สำหรับการสำรองข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์





ฟังก์ชั่นสวยๆ ที่เรียกว่า “เอฟเฟ็กต์แบบไดนามิก” ปรับแต่งสีสันแบบมีสไตล์ที่ผมชื่นชอบมาก เพราะมันเท่ทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็นกาปรับแต่งอนิเมชั่นการสแกนใบหน้า การสแกนลายนิ้วมือ เอฟเฟ็กต์แสดงการชาร์จแบต หรือการเสียบสาย USB เราเลือกปรับแต่งได้ตามที่เราต้องการ แต่ละอนิเมชั่นสวยๆ ทั้งนั้นครับ



และ Vivo X50 Pro ยังมีฟังก์ชั่น “แสงโดยรอบ” โดยการแสดงสีสันบริเวณขอบเครื่อง ในขณะที่เรากำลังฟังเพลง หรือมีการติดต่อที่พลาดไป จะมีแสงเอฟเฟ็กต์ขึ้นมาบริเวณกลางขอบจอทั้งสอง สวยงามมากครับ


Ultra Game Mode โหมดสำหรับคนเล่นเกมที่ดีที่สุดแล้วในอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เพราะใน Ultra Game Mode ของ Vivo มีครบครันและแปลกใหม่กว่าเจ้าอื่นๆ ชัดเจนครับ มีระบบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเกมบางเกมโดยเฉพาะเช่นโหมดการสั่น 4 มิติที่จะใช้การสั่นให้สอดรับกับการยิงปืนในเกมอย่าง PUBG หรือนับถอยหลังของเกมที่เราไม่ต้องรอคอยอยู่หน้าเกมในขณะที่รอคนเข้าสนาม เพราะตัวระบบจะนับถอยหลังให้เราแม้เราจะออกจากหน้าเกมไปทำงานอย่างอื่นแล้วก็ตาม และสามารถกลับมาได้ทันทีแค่เพียงกดปุ่มกลับเข้าเกมครั้งเดียว





ปรับการแสดงสีภาพของเกมให้เห็นได้มากกว่าด้วยมุมมองสีของตาเหยี่ยว โหมดเสียงแบบ HI-Fi และระบบเสียงสำหรับเกมที่เราเลือกตั้งค่ารูปแบบแนวเสียงตามความกว้าง และแนวเสียงที่เหมาะกับช่วงอายุของผู้ใช้ได้



หลายสิ่งหลายอย่าง หาได้จาก Ultra Game Mode ของ Vivo เท่านั้นครับ เหนือกว่า ฉลาด และออกแบบมาได้อย่างสวยงามเลย




ความลื่นไหลและความสวยงามของภาพการแสดงผลของ X50 Pro นั้น เกินกว่าสเปคตัวเลขจะบอกเราได้ครับ เพราะสมาร์ทโฟนประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่แตกต่างกันมากมาย ตัวเลขสเปคเดียวกันแต่เกรดคุณภาพแตกต่างกันอย่างชัดเจนมีให้เห็นอยู่เสมอ และสำหรับ Vivo X50 Pro ผมบอกได้เลยว่า ของดีทั้งนั้นครับ

กล้องถ่ายภาพ

Vivo X50 Pro คือสมาร์ทโฟนที่เป็นระดับสูงของกล้องถ่ายภาพ มีระบบกันสั่น Gimbal ที่ดีกว่าระบบกันสั่นตัวอื่นในตลาดแบบคนละเทคโนโลยี มีเลนส์ซูม Periscope 5X บันทึกภาพระยะไกลได้แบบเสียรายละเอียดน้อย และเป็นอีกเรื่องครับที่ Vivo มีดีแต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เพราะว่านี่คือแบรนด์ที่มีโหมดการถ่ายและจัดการภาพที่เยอะมากที่สุดในกล้องสมาร์ทโฟนทั้งหมด

โฟกัสแม่นยำ มีโหมดถ่ายภาพเยอะ  จับลูกตาบุคคลแม่นยำทุกรูปครับ




กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟังก์ชั่นการถ่ายภาพที่เยอะกว่ากล้องหลังหลายเจ้า ปรับแต่งโทนสีตามสไตล์ แต่งหน้าได้โดยไม่ต้องไปเติมจริง ^^ ปรับใบหน้าได้ละเอียดทุกส่วนของใบหน้า



 

ภาพสวยงามครับ มีสติ๊กเกอร์ AR น่ารักๆ ให้ใช้งานด้วย กล้องหน้าโฟกัสคมเป๊ะ จับใบหน้าและลูกตาของแบบได้ตลอด ทำภาพหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนๆ พร้อมโหมดเซลฟี่กลางคืนให้หน้าไม่มืดเวลาในที่แสงน้อย






 

กล้องหลังยิ่งสนุก เพราะเลนส์ของ X50 Pro ใช้เทคโนโลยีกล้อง Gimbal เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกันสั่นเข้าไปเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับระบบ OIS มันส่งผลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพทั่วไป การซูมภาพ การถ่ายภาพกลางคืน และการถ่ายวีดีโอ เพราะสิ่งที่จะทำให้ภาพเกิดความคมได้ คือความนิ่งของแสงที่เข้าไปยังเซนเซอร์รับภาพ เมื่อระบบกันสั่นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพที่ได้จึงมีความคมชัดจากแสงที่นิ่งตามระบบกันสั่นที่สมาร์ทโฟนทำได้นั้นเองครับ

โหมดกล้องหลังมีมากมายเลยครับ รองรับการซูมภาพแบบดิจิทัล 60x


ภาพที่ได้ในการถ่ายตั้งแต่มุมกว้าง 0.6x ไปจนซูมไม่เกิน 10x ถือว่าคมดีเลยครับ และในระยะสูงสุด 60X ภาพก็ยังไม่เละจนดูไม่ออก แม้จะซูมถ่ายสิ่งเล็กๆ ก็ตาม




การซูมภาพตั้งแต่เลนส์มุมกว้าง Ultra WIde 119 องศา ไปจนถึงระดับซูม 5X เป็นความคมที่ใช้ถ่ายภาพบุคคลยังได้ภาพสวยงาม

ภาพ Ultra Wide 0.6x


                                      5x

โหมดจับภาพเคลื่อนไหว ที่จะเน้นให้กล้องเพิ่มสปีดชัตเตอร์สูงที่สุด ตัว AI จะจับบันทึกภาพสิ่งที่เคลื่อนไหวให้คมชัดเป็นพิเศษ เอาไว้ถ่ายภาพรถยนต์หรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ

กล้องหลังของ Vivo X50 Pro จะเป็นกล้องที่ผมรู้สึกว่าถ่ายภาพบุคคลมันจริงๆ ครับ ภาพออกมาสวยง่ายมากๆ มีฟิลเตอร์และลูกเล่นเยอะด้วย ถ่ายได้ไม่ซ้ำอารมณ์เลย เอาภาพน้องลูกจันทร์มาฝากกันชุดใหญ่ๆ ^^


















ระบบกันสั่นmujออกแบบมาได้ดี ไม่ใช่แค่ตัวฮาร์ดแวร์น แต่ในตัวซอฟท์แวร์ก็ทำมาได้ถูกใจเช่นกัน บนหน้ากล้องจะมีระยะประคองตัวระบบกันสั่นให้เราเห็นได้ชัดเจน เพื่อรักษาระดับความสั่นไหวของกล้องให้อยู่ในขอบเขตที่ตัวมันสามารถควบคุมได้ เป็นสัญลักณณ์คล้ายตัววัดระดับน้ำ แต่อันนี้เป็นทรงกลงกลางจอ ทำมาดีมากครับมันช่วยคนถ่ายได้มากทีเดียว

และทาง Vivo ยังเลือกใช้เซ็นเซอร์ IMX598 ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ด้วยรูรับแสงขนาดใหญ่ถึง F/1.6 มาพร้อม AI Super Night เวอร์ชั่นล่าสุด ที่มีความสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยกว่า 1 Lux ตามองแทบไม่เห็น แต่ก็ยังถ่ายออกมาได้ชัดเจน ด้วยรูปรับแสงที่ใหญ่ AI ที่ปรับได้ฉลาด และระบบกล้อง Gimbal พิเศษเฉพาะของ Vivo X50 Pro ช่วยให้เราได้เห็นผลลัพท์ในเวลากลางคืนที่คมและชัดเจนกว่าสายตามนุษย์อย่างสิ้นเชิง


กลางคืนสวยงาม ถ่ายง่าย มีฟิลเตอร์สวยๆ เฉพาะโหมดกลางคืนให้ใช้งานด้วย




โหมดภาพกลางคืนยังมีโหมดถ่ายดวงดาวและโหมดถ่ายเพิ่มขนาดพระจันทร์ให้เล่น ^^ ใครชอบถ่ายท้องฟ้ายามกลางคืนสนุกแน่นอน



โหมดโปเก้ที่ถ่ายแล้วมาปรับจุดโฟกัสได้ภายหลัง ปรับจำลองค่า f เพื่อกำหนดระยะชัดลึกชัดตื้นใหม่ได้



สามารถปรับโบเก้ไฟด้านหลังเป็นรูปทรงต่างๆ ในขณะถ่ายได้ด้วยนะครับ เพิ่มลูกเล่นความน่ารักเข้าไปในภาพ




โหมดเอฟเฟกต์บุคคล ปรับพื้นหลังให้กลายเป็นขาวดำ หรือเพิ่มแสงรุ้งเข้ากล้องให้ภาพดูสวยงาม






 

กล้องหลังยอดเยี่ยมครับ ถ่ายได้มาก

ระบบกล้องถ่ายภาพว่ายอดเยี่ยมแล้ว ระบบกล้องวีดีโอก็สุดยอดไม่แพ้กัน เพราะจริงๆ แล้วระบบกันสั่นจะทำงานได้ดีกว่าด้วยการถ่ายภาพเคลื่อนไหว การถ่ายวีดีโอที่ผลลัพท์ออกมาเหมือนกับเสียบไม้ Gimbal ด้วยตัวมือถือเอง ถ่ายเอง ตัดเอง สร้างคลิปสวยๆ ได้จบในเครื่องเดียว

สรุปท้ายรีวิว

ไม่ใช่แค่นวัตกรรมกล้องถ่ายภาพเพียงเท่านั้นที่ควรชื่นชมในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ แต่เกรดของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ Vivo เลือกนำมาใช้ มันสวยงามดูดีกว่าที่ตัวเลขสเปคจะบอกถึงความต่างในจุดนั้นได้ จอภาพที่สวย สีสด ระบบเสียงจากชิปภายในที่ยอดเยี่ยม ซอฟแวร์ระบบลื่นไหล การใช้งานตอบสนองรวดเร็วทันใจ ปัญหาน้อยไม่มีหน่วงช้า ใช้งานแล้วรู้สึกได้ถึงซอฟท์แวร์คุณภาพดีได้เลยครับ

กล้องถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมทั้งในด้านวิศวกรรมการผลิต ระบบกันสั่นแบบ Gimbal เข้ามาช่วยให้การถ่ายภาพคมชัดได้ง่ายมากขึ้น กล้องวีดีโอนิ่ง กล้องถ่ายภาพคม มีระบบการถ่ายภาพและการจัดการภาพเยอะมากที่สุดในวงการขณะนี้

ใช้งานสนุกและนับเป็นสมาร์ทโฟนงานดีมากครับ Vivo X50 Pro

 

ข่าว: รีวิว Vivo X50 Pro เกรดดีพรีเมี่ยมในทุกชิ้นส่วน เทคโนโลยีล้ำกับกันสั่นกล้องแบบ Gimbal ของดีที่มากกว่าสเปคตัวเลข มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/19/review-vivo-x50-pro.html

เจาะลึกที่มาดีไซน์สุดล้ำของ “Galaxy Z Fold2 5G” นวัตกรรมสมาร์ทโฟนแห่งอนาคตจากซัมซุง

พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ววันนี้! สำหรับ Galaxy Z Fold2 5G (กาแลคซี่ ซี โฟลด์ 2 5G) นวัตกรรมสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้เจเนอเรชันที่ 3 จากซัมซุง ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำพร้อมฟังก์ชันการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานกว่าที่เคย ต่อยอดจากรุ่นบุกเบิกอย่าง Galaxy Fold ด้วยวิศวกรรมการออกแบบขั้นสูง ทั้งดีไซน์หน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังคงความเพรียวบาง พร้อมมอบสัมผัสสุดลักซ์ชัวรี่ด้วยวัสดุระดับพรีเมียมและเฉดสีไอคอนิกแห่งปี

ยกระดับประสบการณ์ผ่านหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น

หน้าจอทั้งสองของ Galaxy Z Fold2 ได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ โดยจอหลักขนาด 7.6 นิ้วด้านในมาพร้อมขอบจอที่บางลงกว่า 27% และไร้รอยบากของกล้อง ทำให้มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 12% เช่นเดียวกับจอด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงความเพรียวบางของตัวเครื่องไว้อย่างลงตัว ทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสถึงประสบการณ์หน้าจอขนาดใหญ่ของแท็บเล็ตและความคล่องตัวของสมาร์ทโฟนในเครื่องเดียว ซึ่งเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แท้จริงของสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้

Galaxy Fold2 5g

เปรียบเทียบพื้นที่หน้าจอของ Galaxy Fold (ซ้าย) และ Galaxy Z Fold2 (ขวา)

ดีไซน์ที่ตอบรับกับการใช้งาน

สำหรับดีไซน์ภายนอก ซัมซุงได้คำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก ดังนั้น ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์และทีมดีไซน์จึงต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อออกแบบสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ให้สะดวกต่อการพกพา (Portability) และต่อการใช้งาน (Usability) มากที่สุด จึงเป็นที่มาของดีไซน์ที่มีสัดส่วนลงตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ซัมซุงยังถ่ายทอดความคลาสสิกผ่านดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งของลวดลายเส้นตรง โดยยังคงความโค้งมนบริเวณรอบนอกเพื่อให้รับกับรูปมือ สามารถใช้งานได้คล่องตัวด้วยมือเดียว

ความเรียบหรูที่ชวนลุ่มหลงกับสีใหม่ ‘Mystic Bronze’

กว่าจะมาเป็นเฉดสีที่ทุกคนพูดถึงอย่างสี Mystic Bronze นั้น ทีมออกแบบ CMF Design ของซัมซุงต้องทำการศึกษาและวิจัยถึงธีมสี วัสดุ และผิวสัมผัสของผลิตภัณฑ์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง Global Color Experts ซึ่งในปีนี้ Mystic Bronze ได้ถูกยกเป็นเฉดสีหลักของ Galaxy Z Fold2 5G และสมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ ในไลน์อัพล่าสุดของซัมซุง เพราะเป็นเฉดสีที่มีความโดดเด่น สวยงามไม่เหมือนใคร แต่ยังความคลาสสิกเรียบหรู อีกทั้งซัมซุงยังใช้เทคนิคเคลือบผิวสัมผัสขั้นสูงที่เรียกว่า Haze Finish เพื่อดึงเอกลักษณ์ความงามของสีทองแดง (Copper) ให้ออกมาอย่างสมจริงบนผิวแมทต์ซาติน ทั้งบริเวณตัวเครื่องและฐานของกล้องหลัง สะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวที่แผ่นด้านหลังของตัวเครื่องอีกด้วย

นอกจากนี้ ซัมซุงยังมอบประสบการณ์ที่เอ็กซ์คลูซีฟไปอีกขั้น ด้วยบริการสั่งทำ Galaxy Z Fold2 5G แบบพิเศษเฉพาะตัว ผ่านการเลือกสีบานพับของตัวเครื่องเองได้ (Hinge customization) เพื่อสร้างความโดดเด่นและบ่งบอกถึงคาแรคเตอร์ของผู้ใช้จากตัวเลือกของสีบานพับสุดพรีเมียมทั้ง 4 ได้แก่ Metallic Red, Metallic Silver, Metallic Gold, และ Metallic Blue สามารถมิกซ์แอนด์แมชท์เข้ากับสีหลักทั้ง 2 อย่าง Mystic Bronze และ Mystic Black โดยซัมซุงได้เปิดให้บริการนี้ใน 21 ประเทศเท่านั้น รวมถึงประเทศไทย ผู้ที่สนใจสามารถสั่งทำโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ทาง Samsung.com

ประสบการณ์เหนือระดับแบบ Galaxy Z Fold2 5G ตั้งแต่แรกสัมผัส

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ซัมซุงตั้งใจออกแบบเพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกสัมผัส คือดีไซน์ของแพคเกจจิ้งด้านนอก โดยซัมซุงได้แฝงลูกเล่นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ Galaxy Z Fold2 5G ไว้อย่างแยบยล ไม่ว่าจะเป็น ทิศทางการเปิดกล่องออกตามแนวด้านข้างเช่นเดียวกับลักษณะการกางเครื่อง หรือลวดลายกราฟฟิกบนกล่องที่คล้ายคลึงกับภาพ Lock Screen รวมถึงการจัดวาง Layout ของแผ่นพับคู่มือที่แบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์แนวตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าจอของ Galaxy Z Fold2 5G

ซัมซุงยังตั้งใจบ่งบอกความเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้ตระกูล ‘Galaxy Z’ ผ่านดีไซน์โลโก้ตัว ‘Z’ ที่ปรากฏบนกล่องชั้นนอก ซึ่งคล้ายคลึงกับดีไซน์บนกล่องของรุ่นก่อนอย่าง Galaxy Z Flip โดยได้เพิ่มลูกเล่นให้สนุกขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจและประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่แรกสัมผัส

ซัมซุงพร้อมวางจำหน่าย Galaxy Z Fold2 5G อย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ววันนี้ ใน 2 เฉดสีสุดคลาสสิกอย่าง Mystic Bronze และ Mystic Black ที่ Samsung Experience Store หรือทาง Samsung.com และออนไลน์สโตร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย ในราคา 69,900 บาท พร้อมกันนี้ยังมีบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยการสั่งทำ Galaxy Z Fold2 5G แบบพิเศษ เลือกสีบานพับของตัวเครื่องได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เฉพาะที่ Samsung.com เท่านั้น

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

from:https://www.mobileocta.com/delve-into-the-state-of-the-art-design-of-galaxy-z-fold2-5g/

HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่แม่นยำในการเก็บข้อมูลและวัดผลทำอะไรได้บ้าง!

ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันครบ แต่ต้องเป๊ะในการแทร็กข้อมูล HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่มีความแม่นยำในการเก็บข้อมูลและวัดผลจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไร? โดยก่อนหน้านี้ทาง Apdisqus ได้รีวิว HUAWEI Watch Fit กันไปแล้ว และนี่เป็นการย้ำถึงฟังก์ชันที่จำเป็นและฟีเจอร์ล้ำ ๆ ของสมาร์ทวอทช์ตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต และอีกมากมาย

ลองนึกดูว่าจะดีขนาดไหน ถ้าเรามีสมาร์ทวอทช์ที่สามารถบอกได้ว่าวันนี้ใช้พลังงานในการเดินไปกี่แคลอรีแล้ว ช่วยคอยเตือนเมื่อเครียด หรือดูแลเราให้นอนหลับได้อย่างดีและเพียงพอ แถมยังฉลาดพอที่จะแนะนำวิธีการออกกำลังกายที่เราทำได้อยู่แบบเรียลไทม์ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้ดียิ่งขึ้น หัวเว่ยจึงได้พัฒนาสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุด HUAWEI Watch Fit  ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “สมาร์ทวอทช์สำหรับทุกคน” ด้วยราคาที่คุ้มค่า ให้มีความแม่นยำในการเก็บข้อมูลทางสุขภาพและวัดค่าต่างๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เราทราบข้อมูลตนเอง สามารถประเมินสถานการณ์ไปจนถึงการวางแผน-ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ดียิ่งขึ้นได้ 

วัดระยะทางอย่างแม่นยำ เพื่อการออกกำลังกายแบบมือโปร 

แน่นอนว่าฟีเจอร์พื้นฐานของสมาร์ทวอทช์คงหนีไม่พ้นการวัดระยะทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินในแต่ละวัน จนไปถึงการวิ่งออกกำลังกายสำหรับสายสปอร์ต ซึ่งจะดีขึ้นไปอีกหากนาฬิกาที่ข้อมือสามารถวัดจังหวะการวิ่ง (Cadence) ได้ด้วย และดียิ่งขึ้นไปอีกหากทำได้แบบเรียลไทม์ โดยการวัดทั้งหมดนั้นต้องมีความแม่นยำ ซึ่งสิ่งที่ต้องมองหาก็คือระบบเซ็นเซอร์ที่จับวัดการเคลื่อนที่และ GPS ซึ่ง HUAWEI Watch Fit มีระบบเซ็นเซอร์ GPS ใหม่ ที่ทำงานร่วมกับ AI เมื่อเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน HUAWEI Health ก็จะมีคำแนะนำตามหลักวิทยาศาสตร์ให้แก่ผู้ใช้ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 

ตัวอย่างการแสดงผลการวัดระยะทางและบอกโลเคชั่นของ HUAWEI Watch Fit รวมถึงการประเมินและวิเคราะห์ค่าต่างๆ 

รวมถึงเพซ จังหวะการวิ่ง ก้าวและแคลอรี่ที่เผาผลาญไป 

เบิร์นไปเท่าไร รู้ได้ทันทีแบบเรียลไทม์

แคลอรี่หรือพลังงานที่เผาผลาญได้ในแต่ละวัน คือสิ่งที่คนใส่สมาร์ทวอทช์ทุกคนอยากรู้ เพื่อจะได้วางแผนการออกกำลังกายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ สมาร์ทวอทช์ที่ดีต้องสามารถบอกแคลอรี่ที่เผาผลาญไปแล้วได้แบบเรียลไทม์ และควรสามารถวิเคราะห์ประเภทของการออกกำลังกาย รวมถึงบอกได้ว่าแคลอรี่ที่เผาผาญไปเท่ากับการบริโภคอาหารประเภทใด 

 

จับจังหวะหัวใจ ไม่มีสะดุด ตลอด 24 ชั่วโมง 

คอฟิตเนสหรือสายสุขภาพรู้ดีว่าการวัดอัตราการเต้นของหัวใจมีความสำคัญอย่างมากต่อการออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพได้แล้ว อัตราการเต้นของหัวใจยังมีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน หากจะต้องมองหาฟังก์ชันการวัดอัตราการเต้นของหัวใจในสมาร์ทวอทช์ที่มีประสิทธิภาพ เราควรจะต้องมองหาสมาร์ทวอทช์ที่สามารถวัดผลจับอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง และสามารถแจ้งเตือนเมื่อจับค่าอัตราการเต้นของหัวใจที่มีค่าสูงกว่าปกติได้ในทันที และหากจะให้ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ความสามารถในการตรวจจับค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SPO2) รวมไปถึงการตรวจสอบระดับความเครียด จะช่วยให้สามารถประเมินผลสุขภาพของตัวเองได้อย่างแม่นยำรอบด้าน โดยใน HUAWEI Watch Fit นอกจากจะมีคุณสมบัติดังกล่าว ยังมีโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้จัดการกับปัญหาต่างๆ เช่น เมื่อวัดผลด้วยอัลกอริธึมและเทคโนโลยี HUAWEI TruRelax™ แล้วทราบว่าผู้ใช้มีความเครียดสูง ก็จะมีแบบฝึกหัดการหายใจให้ทำเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายลง เป็นต้น 

 

ตรวจจับการนอนหลับ เพื่อคุณภาพการพักผ่อนที่ไร้ที่ติ 

นอกจากการตรวจจับจังหวะการออกกำลังกายและอัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราควรติดตามตรวจสอบ เพราะการนอนหลับส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม และแน่นอนว่าความแม่นยำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก หากนาฬิกาพลาดแล้วจับว่าเราหลับสนิททั้งที่จริง ๆ มีการตื่นกลางดึกบ้าง ข้อมูลที่ได้อาจจะไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบัน สมาร์ทวอทช์บางตัวสามารถวัดได้ถึงขนาดที่ว่าเรากำลังนอนหลับอยู่ในขั้นไหน หลับลึก หลับตื้น หรือหลับแบบ REM โดยใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ความสอดคล้องของการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนั้นยังมีการให้คะแนนการนอนหลับและคำแนะนำเพิ่มเติมด้วย หากใครอยากทราบว่าการนอนมีปัญหาอย่างไร และจะแก้ไขได้อย่างไร ต้องหาสมาร์ทวอทช์ที่ตอบโจทย์มาเป็นเจ้าของได้แล้วตอนนี้

ใครที่กำลังเล็งสมาร์ทวอทช์ ก็อย่าลืมว่านอกจากฟังก์ชันที่ครบ แบตเตอรี่ที่สามารถใช้ได้นาน อินเตอร์เฟซที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และดีไซน์ที่สวยแล้ว ความสามารถในการเก็บข้อมูลและวัดค่าต่าง ๆ ก็ต้องมีความแม่นยำด้วย เพื่อให้มีข้อมูลไปปรับเปลี่ยนและวางแผนไลฟ์สไตล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่กำลังเป็นกระแสและได้รับความสนใจในฐานะแก็ดเจ็ตคู่ใจคนที่ต้องการมีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ โดดเด่นในเรื่องความแม่นยำในการเก็บข้อมูลทางสุขภาพและการวัดค่าต่างๆ มีให้เลือกถึง 4 สีตามบุคลิกและอารมณ์ของผู้ใช้ ได้แก่ Sakura Pink, Cantaloupe Orange, Mint Green, และ Graphite Black ในราคา 3,499 บาท ใครที่มองหาสมาร์ทวอทช์ที่จะเป็นเพื่อนคู่ใจตลอด 24 ชั่วโมง ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่ หัวเว่ย ออนไลน์ สโตร์ หัวเว่ยแบรนด์ช้อปทุกสาขา และร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

ข่าว: HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่แม่นยำในการเก็บข้อมูลและวัดผลทำอะไรได้บ้าง! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/19/huawei-watch-fit-precise-smart-watch-to-capture-data.html