คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

โยชิฮิเดะ ซูงะ นายกใหม่ญี่ปุ่น เด็กบ้านนอกผู้ชอบกินขนมหวาน และซิตอัพวันละ 200 ครั้ง

TOKYO, JAPAN – APRIL 01: Yoshihide Suga, Japan’s chief cabinet secretary, announces Japans new era name “Reiwa” during a news conference at the prime minister’s official residence on April 1, 2019 in Tokyo, Japan. Japan named its new imperial era Reiwa to mark the beginning of the new era before Crown Prince Naruhito, 59, ascends the Chrysanthemum Throne while 85-year-old emperor Akihito, prepares to step down at the end of the month. (Photo by Kiyoshi Ota – Pool/Getty Images)

สัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เรียบร้อย หลังนายโยชิฮิเดะ ซูงะ (Yoshihide Suga) เลขาธิการคณะรัฐมนตรีวัย 71 ปี ขึ้นมารับตำแหน่งแทนนายชินโซะ อาเบะ วัย 65 ปี ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพ หลังนั่งเก้าอี้นายกฯ มานานถึง 8 ปี สร้างสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด

การก้าวขึ้นมาของซูงะอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะเขาถือเป็น “มือขวา” ของอาเบะมายาวนาน และเป็นแกนหลักสำคัญที่ช่วยให้อาเบะขึ้นมาครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยที่สองในปี 2012 (รวมถึงชนะเลือกตั้งต่ออีก 2 รอบ เป็นนายกรวมทั้งหมด 4 สมัย) ในแง่นโยบายหรือแนวทางการบริหารประเทศของซูงะ จึงไม่น่าจะต่างจากสมัยของอาเบะมากนัก

สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลับเป็น “พื้นเพชีวิต” ของซูงะ ที่แตกต่างกับอาเบะราวฟ้ากับเหว

โยชิฮิเดะ ซูงะ กับเจ้านายเก่า ชินโซะ อาเบะ (Photo by Eugene Hoshiko – Pool/Getty Images)

ชินโซะ อาเบะ เกิดในตระกูลนักการเมืองระดับท็อป ตาของเขา โนบุสึเกะ คิชิ (Nobusuke Kishi) เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ที่กลายมาเป็นพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ในปัจจุบัน รวมถึงเคยเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในปี 1957-1960 ในขณะที่ฝั่งปู่และพ่อของเขาเป็น ส.ส. ของจังหวัดยามางูจิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่นมายาวนาน และพ่อยังเคยเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศด้วย

อาเบะ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำในโตเกียว และมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา จากนั้นเข้าทำงานในบริษัทเอกชนเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนเริ่มเข้าสู่อาชีพการเมือง โดยเป็นผู้ช่วยหรือเลขานุการของนักการเมืองคนสำคัญๆ ผ่านคอนเนคชั่นของตระกูล เขาได้เป็น ส.ส. สมัยแรกในปี 1993 หลังพ่อของเขาเสียชีวิต ตอนนั้นเขาอายุ 39 ปี

หากเปรียบชีวิตการเมืองของอาเบะ เป็นทายาทนักการเมืองตระกูลใหญ่ ที่เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ เส้นทางของซูงะ กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

ซูงะ เกิดในตระกูลเกษตรกรที่ทำฟาร์มสตรอว์เบอร์รี ในจังหวัดอาคิตะทางภาคเหนือ เขาเล่าว่าพ่อแม่ทำงานหนักเสมอ เมื่อเขาตื่นนอนยามเช้า พ่อแม่ก็เสร็จงานในฟาร์มแล้ว ชีวิตที่ยากลำบากในเขตภูเขาที่หนาวเย็น ทำให้เขามีความอดทนมาตั้งแต่เด็กๆ

ในฐานะบุตรชายคนโต ซูงะ กลับเลือกไม่สืบทอดกิจการฟาร์ม แต่เข้ามาทำงานในโตเกียวหลังจบมัธยม เขาทำงานในโรงงานผลิตกล่องกระดาษอยู่ 2 ปี เก็บเงินเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยส่งตัวเองเรียนจากการทำงานพาร์ทไทม์ทั้งกลางวันและกลางคืน (ซูงะเคยทำงานในตลาดปลาซึกิจิที่โด่งดังด้วย)

เพื่อนของซูงะในสมัยเรียนเล่าว่า เขาเป็นคนเงียบๆ แต่มีความมุ่งมั่นสูง ตัวอย่างคือเขาฝึกซ้อมเบสบอลอย่างหนักจนมีทักษะโดดเด่น หลังจากจบมหาวิทยาลัย ซูงะกลับไปทำงานที่จังหวัดอาคิตะบ้านเกิด แต่เลือกทำงานกับบริษัทเอกชนแทนกลับไปทำฟาร์ม

การ์ตูนเล่าชีวประวัติวัยเด็กของซูงะ จากเว็บไซต์ของซูงะ

ชีวิตช่วงนั้นทำให้ซูงะเริ่มสนใจเข้ามาทำงานการเมือง เขาเล่าว่าเมื่อค้นพบว่าการเมืองเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนโลก ทำให้เขาสนใจมาทำงานการเมืองบ้าง แต่ในเมื่อเขาเป็นเด็กชนบทที่ไม่เคยมีคอนเนคชั่นใดๆ เขาจะเริ่มเข้าสู่การเมืองได้อย่างไร

สิ่งที่ซูงะทำคือ กลับไปยังศูนย์จัดหางานของมหาวิทยาลัย และสอบถามว่ามีนักการเมืองคนไหนบ้างที่จบจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ วิธีการนี้ทำให้เขาได้งานเป็นเลขานุการของ ฮิโกะซาบุโระ โอโคโนงิ ส.ส. เขตโยโกฮามา ในปี 1975 ซึ่งตอนนั้นซูงะมีอายุ 26 ปี ซูงะเล่าว่ามองย้อนกลับไปแล้ว เขามีวิธีการหางานได้ดีทีเดียว

ซูงะ ทำงานเป็นเลขานุการอยู่นาน 11 ปี และลงสมัครการเมืองท้องถิ่นของโยโกฮามาในปี 1987 แม้ไม่ได้เป็นคนท้องที่หรือเครือญาติใดๆ แต่จากการทำงานหนัก เดินเคาะประตูบ้านกว่า 30,000 หลัง (หมดรองเท้าไป 6 คู่) เขาก็ชนะเลือกตั้ง

หลังจากอยู่ในการเมืองท้องถิ่นมา 8 ปี เขาก็ก้าวสู่สนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็น ส.ส. ครั้งแรกในปี 1996 เดินเข้าสภาไดเอ็ต ตอนอายุ 47 ปี

TOKYO, JAPAN – SEPTEMBER 12: Japan’s Liberal Democratic Party’s leadership election candidate, Chief Cabinet Secretary Yoshihide Suga speaks during a debate ahead of the Liberal Democratic Party’s (LDP) leadership election on September 12, 2020 in Tokyo, Japan. The ruling party in Japan is set to vote on its new leader on September 14, and then use its majority in parliament to elect that person as the next prime minister on September 16, 2020. (Photo by Charly Triballeau – Pool/Getty Images)

ซูงะได้ร่วมคณะรัฐมนตรีชุดแรกของชินโซะ อาเบะ ตอนปี 2006 ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน ทำให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันตั้งแต่ช่วงนั้น ทั้งซูงะและอาเบะต้องพ้นจากรัฐบาลในปี 2007 แต่ก็ยังทำงานร่วมกันต่อเนื่อง จนกระทั่งอาเบะสามารถ “คัมแบ็ค” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2012 ซูงะจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จหลายอย่างของรัฐบาลอาเบะ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ

แม้มีบทบาทสำคัญในระดับเกือบสูงสุดของประเทศ แต่ชีวิตประจำวันของซูงะนั้นเรียบง่าย และมีระเบียบวินัยเป็นอย่างสูง เขาตื่นเช้ามาซิตอัพ 100 ครั้งทุกเช้า อ่านหนังสือพิมพ์เพื่อเช็คข่าวสำคัญของวันนั้น จากนั้นเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดสูททำงาน และออกไปเดินเป็นเวลา 40 นาทีทุกวัน ซึ่งเขาทำเป็นประจำต่อเนื่องแม้เป็นวันที่ฝนตกก็ตาม

ซูงะเล่าถึงเบื้องหลังของการซิตอัพว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งเขามีปัญหาน้ำหนักทะลุเป็น 77 กิโลกรัม หมอบอกว่ามีผลต่อสุขภาพ เขาจึงตั้งเป้าหมายชีวิตที่ต้องพิชิตว่าจะลดน้ำหนักเหลือ 70 กิโล ซึ่งเขาสามารถทำได้ไม่ยาก สุดท้ายแล้วเขาลดน้ำหนักเหลือ 65 กิโลในเวลาเพียงแค่ 4 เดือน

หลังจากกิจวัตรประจำวันช่วงเช้า การทำงานในแต่ละวันของซูงะก็เต็มไปด้วยการประชุมและภารกิจต่างๆ แน่นตลอดวัน เขามีประชุมตอนรับประทานอาหารเช้า เที่ยง และรอบเย็นถึงอีก 2 ครั้งในทุกวัน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ เขาจะลงพื้นที่ไปรับฟังความเห็นจากประชาชนในเรื่องที่เขาสนใจจะแก้ปัญหาในสัปดาห์ถัดไป

ภาพจาก เว็บไซต์ของซูงะ

ถึงแม้เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตำแหน่งใหญ่โต แต่ซูงะกลับพักอยู่ในหอพักของ ส.ส. โดยไม่เคยกลับไปนอนค้างที่บ้านในโยโกฮามาเลยสักคืนเดียว (แถมก่อนนอนก็ซิตอัพอีก 100 ครั้ง) เขาให้เหตุผลว่าต้องการโฟกัสที่เรื่องงานให้มากที่สุด การนอนค้างอยู่ที่หอพักทำให้ไปทำงานได้เร็ว และพบเจอกับประชาชนได้มากที่สุด

ซูงะยังเป็นต้นฉบับของการพบปะประชาชนในท้องที่ ด้วยการยืนปราศรัยอยู่หน้าสถานีรถไฟ และยื่นแบบสอบถามว่าประชาชนสนใจให้แก้ปัญหาเรื่องใดบ้าง เมื่อเพื่อนร่วมพรรค LDP ทราบเรื่องนี้ ก็มายืมวิธีการไปใช้ตามบ้าง และประสบความสำเร็จไม่น้อย

ซูงะเป็นคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์ แต่กลับชอบกินขนมหวานมาก ขนมที่เขาชอบคือ แพนเค้กและไดฟุกุ เขาและภรรยาเคยถึงขั้นไปต่อคิวร้าน Bills ของออสเตรเลียที่มาเปิดในญี่ปุ่น เพื่อรอกินแพนเค้ก Ricotta Hotcakes อันเลื่องชื่อมาแล้ว

โลกอาจคุ้นเคยกับซูงะมาก่อนได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะเขาเป็นคนชูป้าย “ยุคเรวะ”  เพื่อประกาศการเปลี่ยนผ่านของยุคตามราชบัลลังก์จักรพรรดิคนใหม่ ในปี 2019 เมื่อภาพนี้โด่งดังไปทั่วโลก ทำให้เขาได้ชื่อเล่นว่า “คุณลุงเรวะ” (Uncle Reiwa) ตามมา

ญี่ปุ่นในยุคของซูงะ ที่เริ่มต้นในปี 2020 จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ซูงะ ประกาศว่าจะสานต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของอาเบะ (Abenomics) ที่ยังไม่เสร็จสิ้น รวมถึงยังมีงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมจาก COVID-19 และการผลักดัน “โอลิมปิก 2020” ให้เกิดขึ้นให้จงได้

นายกรัฐมนตรี ซูงะ มีตัวตนบนโลกโซเชียล ทาง Faceook, Twitter และ Instagram

ข้อมูลบางส่วนจาก Nikkei Asian Review และ Japan Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/yoshihide-suga/

ย้อนรอย Nissan ประเทศไทย จากบุกทุกตลาดรถยนต์ สู่แบรนด์รถยนต์ขนาดเล็ก-รถยนต์เพื่อการพาณิชย์

ย้อนไปหลายสิบปีก่อน แบรนด์ Nissan ในประเทศไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง ผ่านการขายรถยนต์ทุกขนาด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะล่าสุดทางแบรนด์ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ ทำให้ไม่มี Teana และ X-Trail อีกแล้ว

nissan kicks

ใช้ “เพื่อนที่แสนดี” ชิงพื้นที่ในตลาด

Nissan ทำตลาดอย่างเป็นทางการในประเทศไทยมามากกว่า 50 ปี ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน หากคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปน่าจะคุ้นเคยกับการสร้างแบรนด์ด้วยโฆษณาทางโทรทัศน์ พร้อมสโลแกน “ทนจริงๆ เพื่อนที่แสนดี” เพราะจุดนี้เองทำให้ความทนทานกลายเป็นภาพจำของ Nissan โดยปริยาย

ขณะเดียวกันการทำตลาดรถยนต์หลากรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ทำให้ Nissan กลายเป็นตัวเลือกที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้บริโภคในยุคนั้น แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2543 ทุกอย่างก็เหมือนจะไม่ดีเหมือนอดีต ทั้งการดำเนินธุรกิจที่ผิดพลาดจน Nissan ต้องหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และรุ่นที่ทำตลาดในไทยเองก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก

อย่างไรก็ตาม Nissan ในตลาดโลกเหมือนจะกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนในช่วง 10 ปีก่อน ผ่านการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จำหน่ายเหมือนจะติดตลาดมากขึ้น เช่นรถยนต์ไฟฟ้า Leaf และรุ่น March ในไทย แต่สุดท้ายแล้ว Nissan ก็ต้องกลับมาอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกรอบ

ปรับแบรนด์ เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสม

ภายใต้กลยุทธ์ Nissan NEXT ที่ Nissan ประกาศใช้ในระดับโลกทำให้ Nissan จะเน้นทำตลาดแต่รุ่นที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้ปูพรมทุกกลุ่มการใช้งานเหมือนในอดีต เช่นในประเทศไทย Nissan จะเหลือแค่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น

nissan
รุ่นรถยนต์ของ Nissan ที่ยังทำตลาดในประเทศไทย

จุดนี้เองจากที่ Nissan มีรถยนต์ไล่ตามขนาดตั้งแต่ March, Note, Almera, Kicks, Slyphy, Teana, X-Trail, Navara, Terra, Urvan และ Leaf กับ GT-R จะเหลือแค่ March, Note, Almera, Slyphy, Kicks, Navara, Terra, Urvan และ Leaf กับ GT-R

หากดูที่ชื่อรุ่นจะพบว่า กลุ่ม Compact Car อย่าง Slyphy เริ่มถูกลดความสำคัญไป ซึ่งจริงๆ แล้วตลาดนี้ Nissan แทบไม่มีที่ยืนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่นเดียวกับ Mid-Size Car รุ่น Teana ที่สู้ได้ยาก รวมถึง X-Trail เองที่ปัจจุบัน Nissan ประเทศไทยทำตลาดรุ่น Terra ที่ค่อนข้างทับซ้อนกัน ดังนั้นการเหลือแค่รุ่นเดียวน่าจะดีกว่า

nissan
Nissan TERRA

อนาคตที่ไม่หลากหลาย แต่บุกให้ตรงจุด

แม้จะดูไม่หลากหลาย เพราะมีแค่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก กับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ แต่การเดินกลยุทธ์แบบนี้ของ Nissan อาจทำให้ตัวธุรกิจสามารถเติบโตในระยะยาวได้ เพราะความแข็งแกร่งในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กที่สามารถชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้ตลอด ประกอบกับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่ใช้ภาพจำเรื่องความทนทานทำให้ยังขายได้เรื่อยๆ

ยิ่งตลาดรถยนต์ในประเทศไทย หากแบ่งเป็นกลุ่มรถยนต์นั่ง Toyota, Honda และ Mazda ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผ่านการชนกันเกือบทุกขนาด ยกเว้นแค่กลุ่ม Mid-Size ส่วนรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ Toyota กับ Isuzu ยังแข่งกันดุเดือดเหมือนปกติ แต่ยังเหลือที่ว่างให้แบรนด์ที่แตกต่างสอดแทรกได้ตลอดเวลา

nissan

เมื่อเป็นอย่างนี้การเลือกเน้นไปที่รถยนต์บางกลุ่มอาจเหมาะสมกับ Nissan ที่เหมือนจะเพลี้ยงพล้ำในช่วงก่อน ให้กลับมามีที่ยืนในตลาดได้มากขึ้น และสามารถเติบโตผ่านกลยุทธ์เน้นเฉพาะบางกลุ่มรถยนต์ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าหลังจากนี้ Nissan ก็จะใช้กลยุทธ์นี้ทำตลาดในประเทศไทยไปอีกระยะหนึ่ง

สรุป

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Nissan ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การพยายามตอบโจทย์ผู้บริโภคผ่านรุ่นรถยนต์ที่หลากหลายอาจไม่เหมาะสมนัก โดยเฉพาะกับกรณีที่เป็นแบรนด์รองในตลาด ดังนั้นการโฟกัสไปที่รุ่นที่ทำตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน่าจะยังมีโอกาสเติบโตอยู่ จะช่วยให้ตัวธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nissan-thailand-model-strategy/

#แบนสปอนเซอร์เนชั่น: สื่ออนุรักษ์นิยมขาลง ถ้าไม่เร่งปรับตัว ก็มีแต่ความเสื่อมถอย

หลังจากที่มีกระแสแบนสปอนเซอร์เนชั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ เหล่าสปอนเซอร์ 4 แห่งเริ่มออกมาแถลงการณ์ให้ผู้บริโภครับรู้สถานะว่า แบรนด์ไม่ได้สนับสนุนอยู่ก่อนหน้าแล้ว, ระงับโฆษณาแล้ว และกำลังพิจารณาอยู่

Nation TV สื่ออนุรักษ์นิยมขาลง: จากเนชั่นโป๊ะแตก ถึงโพลหนุนเรือดำน้ำ

ปี 2019 กระแสแบนเนชั่นแรงขึ้น หลังจากที่รายการข่าวข้น คนเนชั่น ซึ่งมีพิธีกรหลักคือ กนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรข่าวสายอนุรักษ์นิยมเข้มข้น ที่นำเสนอคลิปเสียงในรายการที่ทำให้ผู้ชมอาจเข้าใจผิดว่าเป็นภาพเงาและเสียงคุยกันระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมัยที่ยังเป็นรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

คลิปเสียงดังกล่าวเผยแพร่ออกมาไม่กี่วัน ก่อนจะมีเลือกตั้งทั่วประเทศ เป็นไปได้ว่าอาจจะหวังผลให้คนมีทัศนคติในการเลือกตั้งเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่? แม้ในที่สุดแล้วทางเนชั่นเปิดพื้นที่ให้ธนาธรได้แสดงความคิดเห็นต่อคลิปดังกล่าวได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ได้รับรู้เรื่องราวคลิปเสียงตัดต่อก่อนหน้านี้จะได้รับรู้ข่าวใหม่ที่ธนาธรอธิบายหมดทุกคน นั่นหมายความว่า ถ้าใครหลงเชื่อจากคลิปแรกไปแล้วและไม่ได้ดูคลิปที่ธนาธรให้สัมภาษณ์ ก็อาจจะเข้าใจผิดตามที่เป้าหมายคลิปพยายามจะสื่อสาร

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ #เนเชั่นโป๊ะแตก เนื่องจากเป็นคลิปเสียงตัดต่อที่ไม่เป็นความจริง เป็นการโยกบทสนทนาหรือคำพูดมาเรียบเรียงให้กลายเป็นเรื่องราวสนทนาขึ้นมาทำให้คนเข้าใจผิด 

ปี 2020 เนชั่นยังแรงดีไม่มีตก สามารถครองเสียงความไม่พอใจของผู้คนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิก ส.ว. ไปจนถึงปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยทีมงานเนชั่นอ้างว่าเป็นสำนักข่าวอื่นเพื่อสัมภาษณ์กลุ่มผู้ชุมนุมและนำไปเผยแพร่ในช่องข่าวเนชั่น แม้จะมีการอธิบายตามหลังว่าเป็นความผิดพลาดของทีมที่เข้ามาอยู่ใหม่ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีการพยายามนำเสนอเนื้อหาที่สะท้อนความหมายผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น การสะท้อนความหมายของการชูสามนิ้วของกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทั่วไปที่ออกมาชุมนุมซึ่งอิงมาจากภาพยนตร์ระดับโลก The Hunger Games ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนลุกฮือขึ้นมาเพื่อต่อต้านผู้นำเผด็จการ และเป็นความหมายที่สื่อถึงเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ เป็นสัญญะสำคัญที่ประชาชนยืนหยัดไม่ต้องการผู้นำเผด็จการ

จากนั้น ความคิดเห็นและทัศนคติของคนรุ่นใหม่และคนที่ไม่ได้ฝักใฝ่ข่าวสารที่มีเนื้อหาเอนเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมเริ่มต้านการนำเสนอข่าวของเนชั่นมากขึ้นผ่านการทวีตข้อความ #ชวนแม่เลิกดูเนชั่น ในวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมาที่รัฐฯ หรือคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กำหนดให้เป็นวันแม่แห่งชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 

จนในที่สุดก็เริ่มเกิดกระแส #แบนสปอนเซอร์เนชั่น ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักของเนชั่นเพื่อกดดันให้ผู้ที่นำเสนอเนื้อหาข่าวสารคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเปลี่ยนพฤติกรรม ให้นำเสนอข่าวตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

แรงกระแทกโดยเปรียบเทียบระหว่าง Nation TV กับ Voice TV 

ก่อนหน้านี้ การแบนรายการทีวี แบนพิธีกรรายการ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราแล้วในประเทศไทย สำหรับในยุคสมัยใหม่โดยเฉพาะในช่วงรัฐประหารภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สถานีโทรทัศน์ช่อง Voice TV ได้รับผลกระทบมาหลายครั้งนับไม่ถ้วน ถ้าเทียบกับ Nation TV ถือว่ายังห่างไกลกันหลายขุม

เนื่องจาก สมัยที่ Voice TV โดนแบนและโดนต่อต้านนั้น มาทั้งจากฝั่งอนุรักษ์นิยมสุดโต่งและมาทั้งจากฝั่งรัฐบาลที่เป็นเผด็จการทหาร มีทั้งการปิดช่อง จอดำ การแบน ห้ามไม่ให้พิธีกร ผู้ดำเนินรายการขึ้นนำเสนอเนื้อหาข้อมูล มีการเรียกผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการเข้าปรับทัศนคติหลายต่อหลายครั้ง ถึงขั้นมีม็อบจากมวลมหาประชาชน กปปส. ภายใต้การนำของพุทธะอิสระปิดล้อมสถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี ก็เคยทำมาแล้ว 

อีกทั้งโทษแบนที่กิดขึ้นนี้ ก็เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ฝ่ายเผด็จการทหารทำข้อตกลงกับทางสถานีฯ เป็น MoU เป็นบันทึกความเข้าใจ เกิดขึ้นเมื่อทหารยึดอำนาจ ทำรัฐประหารและสั่งปิด Voice TV เมื่อต้องการเปิดสถานีใหม่ก็ถูกรัฐฯ ตั้งเงื่อนไขให้ทำ MoU ว่า Voice TV จะไม่ดำเนินรายการที่วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ที่จะส่งผลกระทบต่ออำนาจรัฐบาล คสช. ทำให้ กสทช. หยิบยกมาอ้างทุกครั้งเมื่อไรก็ตามที่ต้องการควบคุมหรือจัดการ 

เมื่อใดก็ตามที่ทางสถานี Voice TV ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงให้รอบด้านตามจุดยืน ตามหลักการประชาธิปไตย ก็จะนำไปสู่การแบนที่หนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นโทรเข้ารายการเพื่อให้หยุดการนำเสนอข่าวโดยทันทีทั้งที่พิธีกรยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ..ก็ทำมาแล้ว ดังนั้น ถ้าจะเทียบกับที่ Nation TV ต้องเผชิญตอนนี้ ถือว่าเบากว่าหลายเท่านัก

Nation TV นำเสนอข่าวภายใต้ฐานคิดของพิธีกรผู้ฝักใฝ่แนวคิดอนุรักษ์นิยมอย่างสุดขั้ว ซึ่งมีทั้งภายใต้การนำของ กนก รัตน์วงศ์สกุล และยังมีสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำ กปปส. รองจากสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะเดียวกัน ฝั่งสปอนเซอร์ที่ส่วนใหญ่มักจะทุนหนาก็มักจะเป็นผู้นิยมอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม อีกทั้งเรตติ้งที่สูงจากผู้ชมคนหัวคิดฝั่งเดียวกันค่อนข้างมาก ทำให้ Nation TV อยู่ได้และอยู่ดีกว่าสถานีข่าวหลายๆ ช่อง 

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การแบนสปอนเซอร์สื่อในระยะสั้น..อาจยังส่งพลังได้ไม่มากพอ

ถ้ากระแสแบนต่อเนื่อง จนเรตติ้งตก ฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย อาจได้รับชัยชนะจากการ #แบนสปอนเซอร์เนชั่น

ประทีป คงสิบ อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี ผู้ที่ปลุกปั้นสถานีวอยซ์ทีวี มาตั้งแต่เริ่มต้น ถือว่าเจอความท้าทายอย่างสาหัสหนักหน่วงมาโดยตลอด ทั้งในช่วงเริ่มต้น ช่วงสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ปี 2553 ภายใต้การนำของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปจนถึงช่วงม็อบ กปปส. ช่วงรัฐประหาร จนถึงช่วงรัฐบาลประยุทธ์

ประทีปให้ความเห็นกรณีโลกออนไลน์รณรงค์แบนสปอนเซอร์สื่อเนชั่นทีวี ว่า หากกระแสกดดันยังแรงต่อเนื่อง เป็นไปได้ว่าอาจมีหลายแบรนด์ที่ระงับหรือถอนตัวนอกจาก 3 รายที่มีแถลงการณ์ไปแล้ว แต่ก็เป็นไปได้ว่า ในอนาคตเมื่อกระแสซาลง บางแบรนด์อาจจะกลับมาสนับสนุนใหม่ก็ได้ เพราะต้องยอมรับว่าเรตติ้งคนดูช่องเนชั่นถือว่าอยู่ในอันดับที่ดีกว่าอีกหลายช่อง คืออยู่อันดับ 9 เรียกว่าติด Top 10

ที่สำคัญเอเจนซี่หลายรายและเจ้าของแบรนด์หลายราย เขามีความเชื่อทางการเมืองสอดคล้องกับจุดยืนช่องเนชั่นอยู่แล้ว สังเกตุได้จากเมื่อมีบางแบรนด์ถอน แต่ก็มีบางแบรนด์เข้าสนับสนุนแทน แต่ถ้ากระแสแบนยังแรงและส่งผลต่อเนื่องจนถึงขั้นทำให้เรตติ้งหลุดจาก Top 10 อาจจะมีบางรายถอนตัวแม้จะชื่นชอบแนวทางของเนชั่น เพราะถึงที่สุดแบรนด์ต้องเลือกช่องที่เข้าถึงคนดูได้มากกว่า

สื่อที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ต้องยอมรับในผลกระทบที่ตามมาให้ได้ วอยซ์ทีวีเองก็ผ่านแรงกดดันเช่นนี้มาแล้ว ทั้งมาแแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย

ช่วงม็อบ กปปส. ครองเมือง เอเจนซี่บางรายและเจ้าของสินค้าบางรายก็ระงับการสนับสนุนวอยซ์ทีวี บางรายปฏิเสธกระทั่งแค่ขอไปนำเสนอแผนโฆษณา ที่ยังตราตรึงเป็นที่เล่าขานกันในบริษัท มีเอเจนซี่รายใหญ่รับนัดให้ไปนำเสนอได้ แต่ถึงวันนัดมีพนักงานมายืนเป่านกหวีดต้อนรับตั้งแต่ชั้นล่าง ขณะที่ผู้บริหารก็ห้อยนกหวีดมานั่งฟังการนำเสนอด้วยท่าทีเย็นชา คงไม่ต้องถามว่าผลการนำเสนอจบลงอย่างไร

ประทีปมองว่า ช่วงนั้นแม้บางแบรนด์จะเห็นด้วยกับจุดยืนของวอยซ์ทีวี ยังต้องเลี่ยงขอสนับสนุนโดยไม่แสดงตัว และเมื่อมีรัฐประหาร ภายใต้รัฐบาล คสช. ก็แทบไม่เหลือแบรนด์ที่ยังสนับสนุน บางรายที่ยังเข้าใจและเห็นใจ ก็ขอเปลี่ยนวิธีการสนับสนุนจากโฆษณาแบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนเป็นผลิตงานโปรดักชั่นให้ และแน่นอนต้องไม่แสดงตัวว่าเป็นผลงานที่ผลิตให้โดยวอยซ์ทีวี

จากประสบการณ์ดังกล่าว เมื่อย้อนกลับไปดูสถานการณ์ที่เนชั่นกำลังเผชิญ จึงอาจจะยังประเมินได้ยากว่า จะถึงขั้นทำให้เนชั่น ”เจ๊ง” เหมือนที่ในโลกออนไลน์อยากให้เกิด เพราะไม่เพียงมีเทคนิคในการชะลอ/ เลี่ยง กระแสกดดัน แต่เครือข่ายเอเจนซี่ และเจ้าของหรือผู้บริหารของหลายๆแบรนด์ ยังมีความเชื่อทางการเมืองเช่นเดียวกับเนชั่นและที่สำคัญเครือข่ายผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน ยังมีกลไกในการช่วยสนับสนุนเนชั่นอีกหลายช่องทาง

ทางเดียวที่จะเปลี่ยนเนชั่นได้ ขึ้นอยู่กับพลังประชาชนในฐานะผู้บริโภคที่ไม่เห็นด้วยจะต้องเพิ่มมากขึ้นไปอีก กดดันเพิ่มขึ้นอีก จนเรตติ้งคนดูลดลงเรื่อยๆ  เช่นเดียวกับที่พลังประชาชนในฐานะพลเมืองกำลังขยายตัว กดดันรัฐบาลประยุทธ์ เพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลง

ด้านหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือที่รู้จักกันในนาม หม่อมปลื้ม หรือคุณปลื้ม ผู้อำนวยการสถานีวอยซ์ทีวีคนปัจจุบัน ในช่วงรัฐประหารเขาก็เคยถูกข่มขู่ คุกคามสารพัดรูปแบบ ซึ่งก็รวมถึงการถูกพักหน้าจอหลังกระแสการเมืองแรงจนสั่นสะเทือนอำนาจเผด็จการหลายต่อหลายครั้ง แน่นอนว่าปลื้มไม่ใช่รายเดียวที่ถูกปฏิบัติเช่นนี้ แต่อาจจะได้รับหนักสุดเพราะถูกแบนหลายครั้งหลายครา ผู้ดำเนินรายการท่านอื่นก็ต้องตกอยู่ในชะตานี้เช่นกัน

#แบนสปอนเซอร์เนชั่น ใครชนะ วัดกันที่ศักยภาพในการเคลื่อนไหว

มุมมองต่อการแบนสปอนเซอร์นั้น เขามองว่าในภาพรวมนั้น เขาเห็นปรากฎการณ์ความพยายามกดดันให้ยุติสปอนเซอร์ในต่างประเทศมาเยอะ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ (เขาพูดในทัศนะส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับสถานีฯ) เขามองว่าเป็นสิทธิที่ทุกฝ่ายมี ผู้ไม่พอใจเนื้อหาของสถานีฯ มีสิทธิรณรงค์ตามที่ตัวเองต้องการ เพื่อให้มีการหยุดสปอนเซอร์ หยุดการลงโฆษณา ขณะเดียวกัน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ก็มีสิทธิสนับสนุนสถานีตามที่ตัวเองต้องการ หากทางบริษัทประเมินว่าเหมาะสมที่จะให้เงินสนับสนุนต่อไป

ฝ่ายไหนจะชนะ ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการเคลื่อนไหว เขาเคยเห็นปรากฎการณ์ในลักษณะนี้ ยกตัวอย่างสถานีโทรทัศน์ Fox News มีรายการที่มีผู้ดำเนินรายการแสดงความคิดเห็นยาวตั้งแต่ 19.00น. -22.00น. เป็นความคิดเห็นแนวอนุรักษ์นิยมหรือ Conservative คล้ายๆ กับที่เขาแสดงความคิดเห็นเหมือนกัน 

รายการนั้นเรตติ้งดี คนดูเยอะ สปอนเซอร์เยอะ เนื้อหาเป็นไปตามแนวทางที่ผู้ดำเนินรายการสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดี George W. Bush สมัยสงครามอิรัก สมัย Barack Obama ที่มีการโจมตีอย่างรุนแรง และเอนเอียงให้กับนโยบาย Donald Trump อย่างมีหลักการเต็มที่ แต่ก็มี NGOs ในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเครือข่ายที่ไม่พอใจเนื้อหาและมุมมองของพิธีกรบน Fox News และได้พยายามกดดันห้างร้านต่างๆ ที่มีเงินสปอนเซอร์นับล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ความพยายามเหล่านี้เกิดขึ้นมานานนับ 10-20 ปี

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการแบนสปอนเซอร์สนับสนุนเฉพาะรายการ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ยกเว้นเสียว่า มีกรณีอื้อฉาวจริงๆ กับพิธีกรบางคน เช่น รายการ the O’Reilly Factor ผู้ดำเนินการรายการคือ Bill O’Reilly หรือปลื้มของอเมริกา จัดรายการตั้งแต่สมัยบุช ถึงทรัมป์ จัดมามากกว่า 10 ปี รายการนี้เหมือนรายการ The Daily Dose

ส่วนใหญ่การแบนไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนดูชื่นชมพิธีกร เรตติ้งดี สปอนเซอร์ไม่ยอมถอน และไม่ได้เป็นไปตามที่ NGOs บอยคอตต์ แต่มันบังเอิญว่า O’Reilly ดันมีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว เป็นเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นส่วนตัว เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการข่มขู่คุกคามทางเพศ (เรื่องนี้ไม่ได้เกิดที่รายการ แต่เกิดขึ้นส่วนตัว) เมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นแล้ว ทางสถานีก็ตัดสินใจยกเลิกรายการ the O’Reilly Factor เสีย เพราะเขาไม่ต้องการได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีนี้ 

#แบนเนชั่น #แบนสปอนเซอร์เนชั่น

ในสหรัฐฯ การแบน Fox ไม่ค่อยมีผล ยกเว้นเสียว่าจะมีเหตุอื้อฉาวจริงๆ เฉพาะตัวของพิธีกร หรือกรณีอื้อฉาวจริงๆ ที่สถานีรับไม่ไหว การรณรงค์ให้แบนเป็นรายๆ ในสหรัฐฯ ในกรณี Fox ซึ่งถือว่าดีมากที่ไม่เวิร์ค ในสื่อกระแสหลักทั้งหมดในอเมริกา ซึ่งรวมถึง CNBC, CBS ฯลฯ ส่วนใหญ่นำเสนอทิศทางเดียวกันหมดเลย เสรีนิยม ก้าวหน้าจัด สื่อกระแสหลักเอียงไปทางซ้ายจัด รักโอบามา เกลียดบุช เกลียดทรัมป์ 

ในสหรัฐฯ หลายกรณีที่มีการบอยคอตต์พิธีกรหลายคน หลายครั้งก็เป็นเพราะไม่ชอบมุมมองของพิธีกร O’Reilly เมื่อ Tucker Carlson ขึ้นมา ปรากฎว่า มีความคิดเห็นที่แรงกว่า แถมเป็นอันดับ 1 มีอุดมการณ์ ไม่เอาด้วยกับพรรครีพับลิกัน รักษาชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมดั้งเดิม เรตติ้งดีกว่า ก็ยังทำงานต่อไปได้ เขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งฝั่งเดียวกัน ฝั่งตรงข้าม ที่ทำงานอยู่ได้ก็เพราะมีสปอนเซอร์ เจ้าของ Fox คือ Rupert Murdoch ทุนหนาพอจะอยู่ได้

Fox กับ Nation TV ไม่เหมือนกันเลย Fox ว่ายทวนน้ำอย่างจำเป็น เพราะสื่อกระแสหลักเอียงซ้าย ในกรณีของไทย Nation เทียบไม่ได้เทียบกับ Fox ในสหรัฐอเมริกาฝ่ายซ้ายได้ชัยชนะสงครามด้านวัฒนธรรมไปแล้ว ถ้าดูซีรีส์ ดูหนัง จะได้มุมมองแอนตี้ศาสนา เห็นด้วยกับการทำแท้งอย่างเสรี เห็นด้วยกับ LGBTQ ฝ่ายซ้ายชนะในสื่อกระแสหลัก ชนะในหลักสูตรการเรียนการสอนหมดแล้ว ชนะแกนหลักด้านวัฒนธรรมหมดแล้ว 

สงครามครั้งล่าสุด: ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพ่วงเผด็จการ v.s. ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่ซ้ายปะทะขวา แต่เป็นซ้ายปะทะเผด็จการอำนาจนิยม

ขณะที่ในไทย อำนาจนำและสื่อกระแสหลักอยู่ฝั่งอนุรักษ์ ของไทยฝ่ายที่ว่ายทวนน้ำคือฝ่ายซ้าย ฝ่ายที่เป็นเหยื่อส่วนใหญ่จากการบอยคอตต์ คือฝ่ายที่กล้าว่ายทวนน้ำ สหรัฐฯ ฝ่ายสื่อกระแสหลักคือเสรีนิยม ฝ่ายที่ว่ายทวนน้ำบ้านเราคือ Voice TV

สงครามการเมืองในเมืองไทยรอบนี้ ไม่ใช่สงครามการเมืองฝ่ายซ้ายขวาที่แท้จริง มันเป็นฝ่ายประชาธิปไตยและเผด็จการ มีวิธีเข้าถึงอำนาจไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นศึกระหว่างอนุรักษ์และเสรีนิยม ในด้านขนบ ศาสนา ฝ่ายอนุรักษ์สามารถ Reinvent ได้เยอะ แต่ไทยกลับพยายามอนุรักษ์โครงสร้างเผด็จการ ซึ่งไม่ชอบธรรม 

ประเทศอื่นพ่วง Conservative กับศาสนา และวัฒนธรรมประเพณี แต่เราดันไปพ่วงกับเผด็จการทหาร!

สิ่งที่ปลื้มมองว่าต้องอนุรักษ์คือความเป็นไทย มันเป็นสิ่งที่ขายได้สำหรับคนรุ่นใหม่แต่ไม่ใช่โครงสร้างอำนาจเผด็จการ กรณีประเทศปกติ พรรคเพื่อไทยคือพรรคฝ่ายขวา Nationalist พรรคอนาคตใหม่คือพรรคฝ่ายซ้าย แต่ทั้งหมดในไทยคือฝ่ายซ้ายหมดเลย ทั้งๆ ที่มีซ้ายสุดโต่งยิ่งกว่านี้

..เพราะเราติดหล่มเผด็จการ เพราะผูกยึดกับอำนาจและผลประโยชน์

หลังจากที่มีกระแสแบนสปอนเซอร์เนชั่น และแบนเนชั่นอย่างหนัก จนในที่สุดทั้งพิธีกรผู้ดำเนินรายการหลักของช่องอย่างกนกฯ ก็ต้องออกมาบอกให้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่อไป ตามด้วยสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรมก็ออกมาเรียกร้องว่าการแบนสปอนเซอร์เนชั่นนี้ คือการกระทำของพวกชังชาติที่มีต่างชาติหนุนหลัง และยังมองว่าเนชั่นเป็นกองทัพข่าวสารที่สำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

สนธิญาณระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือมายาคติประชาธิปไตยที่บ้าๆ บอๆ และอ้อนวอนขอให้กลับไปสนับสนุนเนชั่นตามเดิม จากนั้น ฉาย บุนนาคก็เผยแพร่แถลงที่เป็นสารจากใจเพื่อให้ผู้คนยังสนับสนุนช่องเนชั่นเช่นเดิมต่อไป

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบรรณาธิการบริหาร เครือเนชั่น

หลังจากที่ ฉาย บุนนาค ประธานเครือเนชั่นกรุ๊ปออกมาเผยแพร่ข้อความที่เรียกเองว่าเป็นสารจากใจให้ผู้ชมติดตามเนชั่นต่อไป นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบรรณาธิการบริหารเครือเนชั่น ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า เนชั่น เลือกเป็นสื่อเลือกข้างได้ แต่ต้องเที่ยงธรรม ไม่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีเหมือนที่เคยทำมา นอกจากนั้น การทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเผด็จการของเนชั่น ไม่ควรเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อมวลชน

หลัง ฉาย บุนนาค เผยแพร่ข้อความดังกล่าวที่ว่าเป็นสารจากใจ ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังทำให้บรรยากาศเอือมระอาที่มีต่อเนชั่นเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทั้งเสียงวิพากษ์อื้ออึงต่อการแถลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออดีตบรรณาธิการบริหารในเครือเนชั่นเอง

ตามด้วยการตั้งโต๊ะแถลงข่าวของกองทัพเรือที่พยายามอย่างหนักที่จะซื้อเรือดำน้ำตามช่วงโปรโมชั่นให้ได้ แม้ว่าจีดีพีจะติดลบ 12.2% แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี แม้ว่าสภาพัฒน์เคยคาดการณ์ว่าคนจะตกงานมากขึ้นราว 8.3 ล้านคน แม้ว่า World Bank วิเคราะห์ว่าคนไทยยากจนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กองทัพเรือก็ยังอ้างผลโพลจากเนชั่นว่า สมควรจัดซื้อเรือดำน้ำตามเหตุผลที่กองทัพเรือเคยชี้แจ้งไว้แล้วในอดีต 71% และอ้างว่าเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชน

ถ้ากองทัพเรือจะเข้าไปเช็คกระแสความไม่พอใจของผู้คนเรือนแสนที่ไม่เห็นด้วย เห็นค้าน และประกาศ #ไม่เอาเรือดำน้ำ ในโลกออนไลน์เสียบ้าง ก็คงจะเรียนรู้ว่าผลโพล 71% นั้น มีคนเห็นต่างจำนวนมาก อีกทั้ง งบประมาณมหาศาลที่ต้องทุ่มกับการซื้อเรือดำน้ำในช่วงที่ประเทศมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ย่ำแย่จนคนฆ่าตัวตายไปหลายชีวิตทั้งพิษจากมาตรการหนีโรคระบาดมากจนเกินเหตุ ทำให้ต้องปิดเมืองหนีโควิด-19 คนตกงาน ว่างงานจำนวนมาก คนคิดสั้นเพราะไม่มีจะกิน ถ้าทหารคิดถึงประชาชนอย่างแท้จริง ถ้ารัฐบาลนึกถึงประชาชนจริง คงไม่ตัดสินใจเช่นนี้

ล่าสุด The Minor Food Group ได้ออกแถลงการณ์เตรียมถอนโฆษณาเนชั่น หลังจากที่ ฉาย บุนนาค เผยแพร่ข้อความที่เป็นสารจากใจตามที่อ้าง สะท้อนให้เห็นว่า การเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ทั้งนี้ เราได้พยายามติดต่อสัมภาษณ์ความคิดเห็นของเอเจนซี่สื่อโฆษณาแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญนี้ #แบนสปอนเซอร์เนชั่น ถึงกรณีแถลงการระงับโฆษณานี้คือการระงับหรือการถอนโฆษณา ตลอดจน หากเกิดเหตุการณ์ให้ระงับหรือถอนหลังสื่อนำเสนอข้อมูลบิดเบือนอีก จะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับที่ทำไปล่าสุดหรือไม่ แน่นอนว่ามีการแสดงความคิดเห็นแล้วถึงนัยสำคัญของคำว่า ระงับ และ ถอน.. แต่สุดท้ายก็ขอสงวนไว้และให้ยึดตามแถลงการณ์ที่ปรากฎ

การที่ผู้คนจะเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ให้มีการแบนสปอนเซอร์เนชั่นต่อไป จนส่งผลให้แหล่งรายได้ลดลง จนกระทั่งผู้สนับสนุนทางการเงินเหล่านี้ตั้งใจถอนตัวอย่างจริงจังแท้จริง จำเป็นต้องใช้เวลา อดทน ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ จนกว่าพฤติกรรมบิดเบือนข้อมูลข่าวสารขององค์กรที่เรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน จะพัฒนาให้ตัวเองได้เป็นสื่อมวลชนอย่างแท้จริง เสียที

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ban-right-wing-extremism-tv-channel-ban-nation-tv-22/

บทวิเคราะห์ 5 สาเหตุกับ 6 ปีแห่งความล้มเหลวของ Android One

Android One แรกเริ่มเดิมทีเป็นโครงการที่ Google หมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นโครงการ Nexus สำหรับสมาร์ทโฟนราคาถูก เพื่อเจาะตลาดที่สมาร์ทโฟนราคาถูกกำลังเติบโตอย่างอินเดีย

ในบทความที่แล้ว เราได้เห็นพัฒนาการของ Android One ตลอดระยะเวลา 6 ปีไปบ้างแล้ว ซึ่งก็สามารถพูดได้ว่า Android One เป็นหนึ่งในโครงการที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนักของ Google

บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์และสำรวจว่าทำไม Android One ถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

No Description

1. วางหมากแรกพลาด เท่ากับพลาดไปตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 Google ได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากการเปิดตัวโปรเจค Android One ในอินเดีย เนื่องจากสร้างขึ้นมาเพื่อตีตลาดกลุ่มคนที่ไม่เคยใช้อินเทอร์เน็ต และไม่เคยมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองมาก่อน แต่ในช่วงแรก Google กลับเลือกขาย Android One ในอินเดียผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น ทำให้กลุ่มผู้ใช้งานที่ Google ต้องการเจาะตลาดไม่สามารถหาซื้อได้ บวกกับ ตลาดสมาร์ทโฟนในอินเดียยังคงพึ่งการขายจากหน้าร้านเป็นหลัก ส่งผลให้มือถือ Android One ไม่ติดตลาดเท่าที่ควร

ยอดขาย Android One ปีแรกในอินเดียอยู่ที่ 1.2 ล้านเครื่อง คิดเป็น 3.5% ของส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในระดับราคา 50-100 เหรียญ ในขณะที่มือถือราคาใกล้กันอย่าง Xiaomi Redmi กลับมีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 7.5% ของสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน

แม้ในภายหลัง Android One จะวางขายหน้าร้านบ้างแล้ว แต่อัตรากำไร (margin) ที่ Google เสนอให้กับร้านค้าอยู่ที่ 3 – 4% เท่านั้น ต่ำกว่าท้องตลาด (ปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 9 -10%) ทำให้ร้านค้าไม่ต้องการสต๊อกมือถือ Android One เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้ Android One หาซื้อได้ยากขึ้นไปอีก

พอยอดขายไม่เป็นไปตามที่หวัง OEM หลายเจ้าที่ออกสินค้า Android One ก็ไม่อยากทำต่อ เพราะการขายสมาร์ทโฟนราคาถูกต้องขายให้ได้จำนวนมากๆ เมื่อขายได้น้อย กำไรที่ได้ก็น้อยตาม ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน ทำให้ OEM ที่ร่วมเปิดตัวอย่าง Karbonn และ Spice จึงไม่มีแผนที่จะผลิตสมาร์ทโฟนในโครงการอีก ส่วน Micromax ก็หันไปเน้นขายมือถือราคาประหยัดที่ไม่ได้ร่วมโครงการ Android One และกลับมียอดขายพุ่งกว่ามาก

2. สเปกไม่ดึงดูดทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

ในช่วงแรก Google จับมือกับ OEM 3 เจ้า ปล่อยมือถือในกลุ่ม Android One ออกมา 3 รุ่น ได้แก่ Canvas A1, Karbonn Sparkle V และ Spice Dream Uno แต่ Google กลับบังคับให้ OEM ใช้สเปกตามที่ตัวเองกำหนด ทั้งยังสั่งซื้อชิ้นส่วนให้ OEM ด้วย เพื่อจะสะดวกในการปล่อยอัพเดท (เพราะในช่วงแรก มือถือ Android One ยังได้อัพเดทสายตรงจาก Google อยู่)

ข้อเสียที่ตามมาคือมือถือ Android One แต่ละยี่ห้อแทบไม่มีความต่างแตกกัน ขาดจุดเด่นด้านสเปก และการที่ OEM ไม่สามารถเลือกชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์เองได้ จึงเป็นไม่ได้เลยที่จะปรับลดสเปกเพื่อประหยัดต้นทุน

เมื่อยอดขายในปีแรกที่ไม่ดีนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราเห็น OEM ทั้ง 3 เจ้า พับโครงการผลิตมือถือ Android One ทันทีหลังจากปล่อยออกมาได้เพียงรุ่นเดียว

แม้แต่ในปี 2015 ที่ Google เริ่มปรับทิศทางของ Android One หันมาออกมือถือตลาดกลาง Mid-Range โดยรอบนี้ตั้งใจเจาะตลาดกลุ่มคนที่ใช้สมาร์ทโฟนอยู่แล้ว ด้วยการออก Lava Pixel V1 สเปกดีกว่าเดิม ในราคา 11,349 รูปี (ประมาณ 6,200 บาท) แพงขึ้นกว่าสามรุ่นแรกที่ออกมาสองเท่า (สามรุ่นแรกราคาอยู่ที่ 6,399 รูปี หรือประมาณ 3,500 บาท) ด้วยหวังว่าจะสามารถจุดประกายให้กับ Android One ได้อีกครั้ง

แต่ Lava Pixel V1 กลับไม่รองรับสัญญาณ 4G ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ของสมาร์ทโฟนในเวลานั้น ทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามหวังอีก โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2015 Lava Pixel V1 ทำยอดขายในอินเดียไปเพียง 100,000 เครื่องเท่านั้น

3. จุดเด่นเรื่องอัพเดทก็ไม่เด่นอีกต่อไป

ในระยะแรก จุดเด่นของ Android One คือการได้อัพเดท Android สายตรงจาก Google เป็นเวลาสองปี ทำให้ได้อัพเดทที่รวดเร็วกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยสเปกที่เคร่งทำให้เหล่า OEM ไม่อยากทำ

ในระยะที่สอง Google จึงให้อิสระ OEM ในด้านปรับแต่งสเปก แต่ด้วยสเปกที่หลากหลาย ผลที่ตามมาคือ Android One ไม่ได้รับอัพเดทโดยตรงจาก Google อีกต่อไป ขึ้นอยู่กับ OEM ว่าจะเอา Android ไปปรับแต่งและปล่อยอัพเดทให้เมื่อไร ดังนั้น Android One รุ่นหลังๆ จึงได้รับอัพเดทไม่พร้อมกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Xiaomi ที่ถูกวิจารณ์มาโดยตลอดว่าไม่ค่อยจริงจังกับการทำรอม Android One เท่าไรนัก โดยเฉพาะกรณี Mi A3 ที่ได้อัพเดท Android 10 ช้ากว่า Mi 9T มือถือคู่แฝดที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ และ ผู้ใช้งานหลายรายก็พบบั๊กหลังอัพเดท หรือกรณีของ Nokia ที่มือถือทุกรุ่นจะเข้าร่วมโครงการ Android One แต่กลับได้อัพเดทไม่พร้อมกัน ดังนั้น การให้อิสระแก่ OEM จึงทำให้ Android One สูญเสียจุดขายด้านความเร็วในอัพเดทไป เหลือเพียงแต่การรับประกันว่าจะได้อัพเดทเป็นเวลาสองปีเท่านั้น

นอกจากเรื่องการการันตีอัพเดท 2 ปีแล้ว มือถือ Android One แทบไม่มีจุดเด่นด้านอื่นๆ เหลือเลย ไม่ว่าจะเป็นในด้านฟีเจอร์ แบรนด์ หรือดีไซน์ เพราะส่วนใหญ่เป็นมือถือในกลุ่ม Mid-range สเปกกลางๆ ราคาไม่ได้ถูกที่สุด ส่วนการได้อัพเดท 2 ปี ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ที่อาจไม่ได้เห็นความสำคัญของการอัพเดทเวอร์ชั่น Android มากนัก

4. จุดขายไม่มี มีแต่คู่แข่ง

การปรับระดับราคามาเป็น mid-range อาจช่วยให้สเปกยืดหยุ่นขึ้น แต่ก็สูญเสียจุดเด่นเรื่องราคาไปเช่นกัน ยกอย่างเช่น GM 5 Plus ที่ออกมาในราคาประมาณ 7,800 บาท แพงกว่าสามรุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2014 (ราคาประมาณ 3,500 บาท) ถึงสองเท่า หรืออย่าง Xiaomi Mi A1 ที่วางขายในไทย 7,990 บาท แพงกว่า Android One รุ่นที่เคยขายในไทยไปก่อนหน้านี้ i-mobile IQ II ที่ราคา 4,444 บาทเกือบสองเท่า

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน เราเริ่มเห็นมือถือราคาถูกจากจีนเข้ามาเจาะตลาดนี้มากขึ้น การแข่งขันเริ่มสูงขึ้น ตัวเลือกผู้บริโภคเริ่มเยอะมากขึ้น เมื่อมือถือช่วงราคานี้แทบจะไม่ได้แตกต่างกันเรื่องสเปกหลัก แต่ละเจ้าจึงพยายามหาความโดดเด่นจากฟีเจอร์ ลูกเล่นต่างๆ

คู่แข่งของ Android One ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น เมื่อราคาขยับขึ้นมาในช่วง 10,000 บาท อย่าง HTC U11 Life หรือ Moto X4 ที่ใช้ Snapdragon 630 และขายในราคา 349 เหรียญและ 399 เหรียญตามลำดับ ต้องมาเจอกับนักฆ่าเรือธงในปี 2017 อย่าง OnePlus 5 ที่มาพร้อมกับชิปรุ่นท็อป Snapdragon 835 แรมมากกว่าที่ตัวเลือก 6GB และ 8GB (HTC กับ Moto แค่ 3GB) แถมด้วยฟีเจอร์หรือลูกเล่นต่างๆ บน OxygenOS ที่ Android One ไม่มี ในราคาที่บวกขึ้นมาแบบพอนำมาพิจารณาได้ที่ 479 เหรียญ ทำให้ได้รับความสนใจากผู้บริโภคไปเต็มๆ

นอกจากคู่แข่งจากฝั่ง Android แล้ว ฝั่ง iOS ก็ปล่อย iPhone SE ออกมา ถึงแม้ว่าราคาอาจจะแพงกว่า Android One (iPhone SE เริ่มต้น 16,800 บาท) แต่ก็ยังมีจุดขายคือฮาร์ดแวร์ แบรนด์และอีโคซิสเต็ม Apple ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้นไปอีก

5. ขาดแบรนด์ดังๆ โอกาสจะปังก็ยาก

เราไม่เห็นแบรนด์มือถือเจ้าใหญ่ที่ครองตลาดอย่าง Samsung, Huawei, Oppo เข้ามาทำมือถือในโครงการ Android One เลย เป็นเพราะแบรนด์เหล่านี้ต่างมี ecosystem เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น UI แอปพลิเคชั่นหรือฟีเจอร์ต่างๆ ที่ใส่มาในมือถือ ล้วนเป็นกลไกสำคัญให้ผู้ใช้คุ้นชินกับแบรนด์ และต้องการใช้งาน ecosystem อย่างต่อเนื่อง

การออกมือถือมาร่วมโครงการเท่ากับต้องทิ้ง ecosystem ของตัวเองนี้ไป ทำให้ไม่สามารถใส่อะไรฟีเจอร์อะไรลงไปได้มาก ขาดอิสระด้านซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ ecosystem ของแต่ละแบรนด์ก็ยังขายได้ปกติ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเข้าโครงการ

No Description

การขยับมา mid-range มีจุดที่ทำให้ Android One ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำและเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เล็กๆ คือ Xiaomi Mi A1 ที่นับเป็นหนึ่งในรุ่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดและทำให้ Android One บุกตลาดโลกอย่างเต็มตัว แต่สุดท้าย Mi A1 หรือแม้แต่ Mi A2 ก็ประสบปัญหาเรื่องการอัพเดตอย่างที่กล่าวไป แถมยังมีปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพฮาร์ดแวร์ใน Mi A2 และการลดต้นทุนใน Mi A3 ที่ใช้จอแค่ความละเอียด 720p จนทำให้แสงสว่างปลายอุโมงค์ของ Android One ดับวูบลงไปในที่สุด

หาก Android One ประสบความสำเร็จ เราอาจเห็นแบรนด์ใหญ่ๆ ยอมทิ้ง ecosystem แล้วหันมาทำ Android One อยู่บ้าง อย่างเช่น Xiaomi แต่จากยอดขายตลอดหลายปีที่ผ่านมายิ่งทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ มองข้าม Android One ไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อแบรนด์ใหญ่ๆ เลือกที่จะไม่ร่วมโครงการ ชื่อของ Android One ก็ยากที่จะไปถึงหูของผู้บริโภค

No Description

สรุป

ถ้าจะให้กล่าวโดยสรุป การที่ Android One ไม่ประสบความสำเร็จ สาเหตุหลักๆ มาจากการที่ Google ยังขาดการวางแผนที่ดีพอ เห็นได้จากการเลือกที่ช่องทางการขายโดยไม่สนใจสภาพตลาด เลือกปรับทิศทางและชูจุดเด่นโดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภค ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายมาเป็นโปรเจคไม่มีจุดขายที่แน่นอน

ในระยะหลังๆ มานี้ Google เองก็ไม่ได้จริงจังกับการโปรโมท Android One เท่าไหร่นัก ล่าสุดที่พูดถึง Android One ก็คือช่วงต้นปี 2019 นอกจากนี้ นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2020 มาจนถึงปัจุบัน มีมือถือ Android One ออกมาเพียงสามรุ่นเท่านั้น ได้แก่ Nokia 8.3 5G, Nokia 5.3, Moto G Pro และด้วยสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า จุดจบของ Android One คงจะอยู่อีกไม่ไกล แต่บทเรียนในครั้งนี้จะจารึกในประวัติศาสตร์ของ Google ไปอีกนาน

อ้างอิง

from:https://www.blognone.com/node/117771

กระแสงานอดิเรกคนรุ่นใหม่ จากการปลูกต้นไม้ของญาญ่าสู่หม้อทอดไร้น้ำมันในคอนโดกลางเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย กำลังอยู่ในช่วงที่น่ากังวล ด้วยยอดผู้ติดเชื้อวันละหลายสิบคน หรือบางวันถึงขั้นมีผู้ติดเชื้อเพิ่มหลักร้อยคนก็มี ทำให้บริษัท ห้างร้าน โรงเรียน รวมถึงมหาวิทยาลัยต้องประกาศให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เป็นส่วนใหญ่

ข้อดีสำคัญอย่างหนึ่งของการทำงานที่บ้าน (Work From Home) คือการมีเวลาว่างมากขึ้น ไม่ต้องเผื่อเวลาเตรียมตัวไปทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางวันละหลายๆ ชั่วโมง รวมถึงสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง และการซื้ออาหารทานนอกบ้านได้ด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่สามารถบริหารจัดการเวลาในการทำงานได้ดีขึ้น สามารถใช้เวลาว่างที่ปกติต้องใช้ไปกับการเดินทาง มาใช้หาความสุข และทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้

ดังนั้นในช่วงที่คนส่วนใหญ่ต้องทำงานที่บ้านจะเห็นได้ว่า มีกระแสความนิยมของการทำงานอดิเรกจำนวนมากเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน บางคนอยากเป็นดาวเต้นในแอปพลิเคชัน TikTok บางคนชอบเล่นเกมส์แก้เบื่อจากงานที่ทำ บางคนหัดทำอาหาร ทำขนมทานเองที่บ้าน เพราะไม่อยากพึ่งพาการสั่งอาหารผ่านบริการเดลิเวอรี เพราะทำอาหารทานเองย่อมถูกกว่า หรือแม้แต่บางคนอยากปลูกต้นไม้ภายในบ้าน

เวลาว่างที่มีเพิ่มขึ้น ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างที่ไม่เคยเป็น กลายเป็นว่าหลายๆ คน อาจเห็นข้อบกพร่องของบ้านตัวเอง อยากซื้อของมาตกแต่งบ้าน หรือคอนโด อยากปลูกต้นไม้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน ซึ่งเราจะเห็นกระแสความนิยมในงานอดิเรกต่างๆ เหล่านี้ ได้จากเว็บไซต์ Social Network ต่างๆ ทั้ง Facebook และ Twitter

งานอดิเรกในยุคนี้ต้องทำได้ใน คอนโดขนาดเล็ก

จะเห็นได้ว่างานอดิเรกที่คนส่วนใหญ่ทำในช่วงทำงานที่บ้าน จะเป็นงานอดิเรกที่สามารถทำได้ในบ้าน ทาวน์โฮม หรือคอนโดที่มีขนาดเล็กๆ ด้วยวิธีชีวิตคนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ๆ ที่มีพื้นที่มากๆ อีกต่อไป แต่ต้องอยู่ในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก แต่แลกมาด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายแทน

แม้ว่างานอดิเรกเหล่านี้จะเป็นงานอดิเรกที่สามารถทำได้คนเดียวภายในพื้นที่ ที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ในความจริงแล้วยังมีพื้นที่ในอีกมุมหนึ่ง ที่ผู้ทำงานอดิเรกเหล่านี้เลือกที่จะแสดงออกไปให้ผู้อื่นเห็น นั่นก็คือ Social Network ต่างๆ ดังนั้นกิจกรรมงานอดิเรกที่จะได้รับความนิยมจึงเป็นงานอดิเรกที่สามารถถ่ายรูป เพื่ออวดเพื่อนๆ ใน Social Network ได้ นอกเหนือจากจะเป็นการทำงานอดิเรกเพื่อคลายเหงา และใช้เวลาว่างในการทำสิ่งที่ชอบแล้ว ยังเป็นการทำงานอดิเรกเพื่อสร้างปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ใน Social Network โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่สามารถเดินทางไปพบกันได้เลย

หม้อทอดไร้นำ้มัน เครื่องครัวที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และมีราคาถูกลงตามความต้องการ ภาพจาก shopee.com

อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับงานอดิเรกขายดี

การทำงานอดิเรกของคนที่ทำงานที่บ้านในช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานอดิเรกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหาร และทำขนม เช่น เตาอบ และหม้อทอดไร้น้ำมัน หากสังเกตในช่วงที่ผ่านมาในเว็บไซต์ Twitter จะมีผู้ที่ซื้อหม้อทอดไร้นำ้มันจำนวนมากโพสต์ภาพอาหารที่ตัวเองทำ โดยใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน และมียอดผู้กด Retweet จำนวนมาก

รวมถึงในเว็บไซต์ Facebook ก็มีการตั้งกลุ่มผู้ใช้งานหม้อทอดไร้น้ำมันจำนวนมาก เช่น กลุ่ม “สมาคมเราจะผอมด้วยเมนูจากหม้อทอดไร้น้ำมัน” ที่มีสมาชิกกว่า 560,000 คน โดยส่วนใหญ่จะมีทั้งคนที่เข้ามาแนะนำวิธีการใช้งาน วิธีทำอาหารด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน รวมถึงคนที่โพสต์รูปอวดอาหารที่ตัวเองทำก็ได้เช่นกัน

ต้นไม้ปลูกง่าย ฟอกอากาศได้ขายดี

เช่นเดียวกันกับต้นไม้ ที่กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมงานอดิเรกที่ได้รับความนิยมไม่แพ้การทำอาหาร และทำขนมทานเอง โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ขนาดเล็กๆ ในคอนโด เพราะโดยปกติแล้วคอนโดที่คนวัยทำงานอาศัยอยู่ มักมีขนาดประมาณ 26-35 ตารางเมตรเท่านั้น ทำให้บรรยากาศภายในห้องมีความอึดอัด แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็ใช้เวลาออกไปช็อปปิ้งซื้อของ เวลาที่จะอยู่ในห้องจึงแทบไม่มี แต่เมื่อจำเป็นต้องอยู่ที่ห้องเพื่อทำงาน และไม่สามารถออกไปเดินในห้างสรรพสินค้าได้อย่างที่เคย การซื้อต้นไม้เพื่อตกแต่งห้องจึงกลายเป็นสิ่งที่คนนิยม เพราะสามารถเพิ่มสีสัน และเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมให้ดีขึ้นได้

ภาพจาก Unsplash โดย Harry Cunningham

โดยต้นไม้ที่ได้รับความนิยมมักเป็นต้นไม้ที่สามารถปลูกในห้องได้ ไม่ต้องการแสงแดดจัด ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ ดูแลรักษาง่าย ส่วนมากมักเป็นไม้กระถาง ที่มีรูปทรงสวยงาม และแน่นอนว่าเมื่อปลูกต้นไม้ไว้ในห้องแล้ว สามารถใช้ต้นไม้เป็นสิ่งของประกอบ ที่ทำให้ห้องถ่ายรูปออกมาแล้วดูสวยงานขึ้นด้วย

Nintendo Switch ของขาดตลาด ราคาแพงขึ้น

การเล่นเกมก็กลายเป็นงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งที่คนให้ความนิยมในช่วงทำงานที่บ้าน โดยเฉพาะการเล่นเกม Animal Crossing ที่กลายเป็นกระแส เนื่องจากเป็นเกมที่มีภาพกราฟฟิกน่ารัก ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานได้ดี สามารถเล่นร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อสร้างปฎิสัมพันธ์ในช่วงที่ไม่สามารถนัดเจอกันได้ รวมถึงลักษณะของเกมที่มีไอเท็มชนิดต่างๆ ให้สะสม ดังนั้นคนที่สะสมไอเท็มจึงสามารถโพสรูปภาพไอเท็มที่ตัวเองเก็บไว้ ให้กับคนอื่นๆ ได้ดูด้วยได้เช่นกัน

จากกระแสความนิยมในการเล่นเกม ทำให้ Nintendo Switch ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเกมพกพาถึงกับขาดตลาด เพราะความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก ทำให้ในประเทศไทยมีการปรับราคาสูงขึ้นกว่าเท่าตัว จากเดิมที่เคยขายอยู่ที่ราคาประมาณ 9,000 บาท กลายเป็นขายในราคาเกือบๆ 20,000 บาท เลยทีเดียว

กลับไปทำงานความนิยมจะลดลงหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป

แม้ว่าที่ผ่านมางานอดิเรกที่คนนิยมทำกันในช่วงที่ทำงานที่บ้าน (Work From Home) จะทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเตาอบ หม้อทอดไร้น้ำมัน และต้นไม้กระถางขนาดเล็กขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือแม้แต่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นตามความต้องการ

ภาพจาก Unsplash โดย Alex Kotliarskyi

แต่ในช่วงนี้บริษัทส่วนใหญ่ เริ่มให้พนักงานกลับเข้าไปทำงานที่สำนักงานเช่นเดิมกันเป็นปกติแล้ว ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันลดลงมาก รวมถึงในช่วงนี้ก็ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศมานานเดือนกว่าๆ แล้ว คำถามที่เกิดขึ้นคือ งานอดิเรกที่คนเคยนิยมทำจะเป็นเพียงกระแสในระยะสั้นหรือไม่?

คำตอบของคำถามนี้คือ เมื่อทุกคนต้องกลับไปทำงาน ไปใช้วิถีชีวิตแบบเดิมๆ ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางในแต่ละวัน เวลาว่างที่จะอยู่บ้านคงไม่มากเหมือนช่วงทำงานที่บ้าน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้คนบางส่วนอาจไม่มีเวลาในการทำงานอดิเรกที่เคยทำเช่นเดิม ความนิยมของงานอดิเรกเหล่านี้คงลดลง กลับสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะราคาของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่เคยปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด ย่อมปรับลดลงตามความต้องการที่น้อยลงไป

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ว่าอาจมีคนบางส่วนที่ไม่เคยค้นพบความสามารถ หรือความชอบของตัวเองมาก่อน เมื่อมีเวลาว่างช่วงโควิด-19 จึงกลายเป็นชอบที่จะทำงานอดิเรกนั้นต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นการสร้างฐานคนที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆ ในระยะยาวมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/air-flyer-to-plant-a-tree-in-condominium-hobbie/

Nissan กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบ 20 ปี ทั้งเปลี่ยนโลโก้ และวิสัยทัศน์บุกรถยนต์ไฟฟ้า

Nissan คือหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ที่สร้างปรากฎการณ์มากมาย ทั้งรถสปอร์ตประสิทธิภาพสูง หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจำหน่ายสะสมสูงที่สุดในโลก และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ไล่ตั้งแต่โลโก้ จนถึงวิสัยทัศน์

nissan

โลโก้ใหม่ในรอบ 20 ปี

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา Nissan ใช้โลโก้ที่ปรับจากตราพระอาทิตย์สีแดง-สีน้ำเงินคาดกลาง และมีคำว่า Nissan อยู่ข้างใน มาเป็นโลโก้สามมิติสีเงินตามสมัย แต่ยังคงคำว่า Nissan และรูปทรงที่คล้ายเดิม แต่ด้วยระยะเวลาที่เปลี่ยนไป ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ Nissan ตัดสินใจเปลี่ยนโลโก้อีกครั้ง

สำหรับโลโก้ใหม่ของ Nissan ยังอ้างอิงการออกแบบโดยอาศัยความเชื่อในธุรกิจของ Yoshisuke Aikawa ผู้ก่อตั้งบริษัทที่เคยบอกว่า “Shisei tenjitsu o tsuranuku” หรือแปลว่า หากคุณมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า แม้แต่พระอาทิตย์ก็ถูกบุกทะลวงได้

nissan

อย่างไรก็ตามการออกแบบโลโก้ใหม่นั้นเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปี 2560 นำทีมโดย Alfonso Albaisa ผู้อำนวยการอาวสุโสด้านการออกแบบ พร้อมกับตั้งโจทย์ให้ทีมงานของเขาผ่านคำสามคำคือ Thin, Light และ Flexible ซึ่งผลลัพธที่ออกมาหลังจากนั้นค่อนข้างดี เพราะแม้จะใช้กับสื่อ หรือวางบนตัวรถ คุณสมบัติเด่นข้างต้นก็ไม่หายไป

เริ่มตั้งแต่เดือนก.ค. ในทุกแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้การใช้งานโลโก้ใหม่จะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนก.ค. เป้นต้นไป ทั้งในสื่อดิจิทัล และสื่อดั้งเดิม ส่วนบนตัวรถนั้นจะเริ่มที่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าก่อน โดยตัวโลโก้ที่อยู่บนรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทจะติดตั้งหลอด LED ทั้งหมด 20 หลอด สื่อให้เห็นถึงระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านโลโก้ 20 ปี

nissan

นอกจากนี้ดีลเลอร์จำหน่ายรถยนต์ และส่วนของธุรกิจ Nissan อื่นๆ จะเดินหน้าใช้โลโก้ใหม่ และปรับให้เข้ากับความเหมาะสม เนื่องจากตัวพื้นหลังที่หายไป ทำให้การวางอยู่บนลวดลายต่างๆ สามารถกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ และรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกใช้งานโลโก้นี้ก็คงเป็นรุ่นใดไปไม่ได้นอกจาก Ariya (อริยะ)

ตัว Ariya ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเข้ามาสืบทอดความสำเร็จของ Leaf ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ ผ่านการวางตัวเป็น Compact SUV ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด เช่นโครงสร้างที่วางแบตเตอรี่ทั้งชุดไว้บริเวณพื้นรถ ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก ที่สำคัญ Ariya ยังเป็นหน้าใหม่ของธุรกิจ Nissan ที่จะเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนเต็มกำลัง

nissan

ปี 2566 ต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 8 รุ่น

เมื่อเปลี่ยนโลโก้ วิสัยทัศน์ของ Nissan ก็มีทิศทางเชิงรุกเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า และโลกยานยนต์ยุคใหม่มากกว่าเดิม อ้างอิงจากการประกาศวิสัยทัศน์เมื่อเดือนพ.ค. 2563 ทาง Nissan แจ้งว่า บริษัทเตรียมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด 8 รุ่นในปี 2566 จากปัจจุบันที่มี Leaf และ eNV ทำตลาดเป็นหลัก

ขณะเดียวกันยังจูงใจผู้บริโภคให้เข้าใจเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าล้วนด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์แบบ e-Power ที่จะถูกติดตั้งในรถยนต์ Subcompact และ Compact มากกว่าเดิมในแต่ละภูมิภาค โดยทั้งหมดนี้ถูกตั้งเป้าว่า รถยนต์ไฟฟ้าของ Nissan ต้องมียอดขายมากกว่า 1 ล้านคันภายในปีปฏิทิน 2566

nissan

แสดงให้เห็นว่า Nissan เอาจริงกับถรยนต์ไฟฟ้า และพร้อมมุ่งหน้าทำธุรกิจให้เติบโตในอนาคตผ่านรถยนต์ไฟฟ้าล้วน โดยมี Ariya เป็นหัวหอก และมีรถยนต์รุ่นอื่นๆ คอยสมทบในอนาคต พร้อมกันนี้การแบ่งตลาดกันภายในกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi ก็ยิ่งทำให้ Nissan จริงจังกับบางตลาดได้ดีขึ้นด้วย

สรุป

การปรับเปลี่ยนโลโก้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ อย่างก่อนหน้านี้มีกรณีของ BMW ที่เปลี่ยนโลโก้ไปแล้ว ซึ่งหากมองดูโลโก้ของ Nissan ส่วนตัวคิดว่าแนวคิดคล้ายๆ กับ BMW คือ บาง, ใส และวางบนวัตถุใดก็กลืนไปได้ และแนวคิดนี้อาจเกิดขึ้นกับแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ หรือแบรนด์ในอุตสาหกรรมอื่นที่อยากเปลี่ยนโลโก้ก็ได้

อ้างอิง // Nissan 1, 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nissan-news-strategy-20-yrs/

ลูกทุ่ง Girl Group วิวัฒนาการเพลงลูกทุ่งไทย ความพยายามพลิกโฉมตลาดเพลงไทยใหม่อีกครั้ง

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านกระกระแสความนิยมในความบันเทิงจากประเทศเกาหลีใต้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะวงการเพลง K-POP ที่มีทั้งศิลปินเดี่ยว และศิลปินกลุ่มแบบ Girl Group และ Boy Band

สาเหตุหลักที่ทำให้เพลง K-POP ได้รับความนิยมในประเทศไทย เพราะเพลง K-POP ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน ดนตรีฟังง่าย มีคุณภาพดีทั้งในเชิงตัวเพลง และ Music Video รวมถึงหน้าตาของศิลปินก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงดูดให้คนรู้สึกอยากติดตามวงการเพลง K-POP มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินแบบ Girl Group และ Boy Band ที่มักมีหน้าตาถูกใจคนไทย ประกอบกับการฝึกซ้อมอย่างหนักจนการแสดงที่ออกมาแต่ละครั้ง ดูมีความดึงดูดทั้งในแง่ของท่าเต้น และการร้องเพลง

ศิลปิน K-POP ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นศิลปินกลุ่มหรือที่เรียกกันว่า Girl Group เช่น Black Pink, Twice และ Red Velvet เป็นต้น ส่วน Boy Band ที่ได้รับความนิยมในไทย เช่น BTS, EXO, NCT และ iKon เป็นต้น

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่ารูปแบบและลักษณะของเพลง K-POP ส่วนใหญ่จะจับกลุ่มไปที่กลุ่มคนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา วัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงานบางส่วน ซึ่งในปัจจุบันคนกลุ่มนี้กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเพลง K-POP ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเดี่ยว หรือศิลปินกลุ่ม ทั้ง Girl Group และ Boy Band จึงประสบความสำเร็จ

เพลงไทยอยู่ตรงไหนในโลกความบันเทิง?

แน่นอนว่ากระแสความนิยมของเพลง K-POP จากประเทศเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ย่อมเบียดบังความนิยมในเพลงไทยของคนไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะเพลงไทยสากล หรือเพลงป็อป ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเพลงป็อปก็จับกลุ่มคนฟังกลุ่มเดียวกัน นั่นคือ นักเรียน นักศึกษา วัยรุ่น และคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่

ยิ่งเพลง K-POP เป็นเพลงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งในเรื่องจังหวะ ทำนอง และดนตรีที่มีความสนุกสนาน ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่จะดึงคนไทยให้ชอบฟังเพลง K-POP มากขึ้นไปอีก เพราะในทุกวันนี้มีเพลงไทยจำนวนน้อยมาก ที่จะมีจังหวะ ทำนอง และดนตรีที่ออกแนวสนุกสนานแบบเพลง K-POP

แต่อย่าลืมว่าในวงการเพลงไทย ยังมีเพลงในอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้เพลงไทยสากล หรือเพลงป็อปเลย นั่นก็คือเพลงลูกทุ่ง ซึ่งเพลงลูกทุ่งนับว่าเป็นเพลงไทยอีกประเภทหนึ่งที่ไม่เคยอยู่นอกกระแส ด้วยฐานคนฟังจำนวนมาก ตั้งแต่ในอดีตที่เพลงลูกทุ่งมักเน้นการนำเสนอเรื่องราวความรันทดในการใช้ชีวิต ความยากจน และความลำบากของคนในต่างจังหวัด

เพลงลูกทุ่งในยุคสมัยปัจจุบันไม่ได้นำเสนอความลำบากในการใช้ชีวิตของคนอีกแล้ว แต่เพลงลูกทุ่งในปัจจุบันก็มีการสื่อถึงความสนุกสนานในการใช้ชีวิต และความรัก ผสมผสานกับแนวดนตรีที่มีความสนุกสนาน ฟังง่ายมากกว่าเดิม ทำให้เพลงลูกทุ่ง สามารถขยายฐานคนฟังได้เพิ่มขึ้น โดยเน้นไปที่คนในกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน และนักศึกษามากกว่าเพลงลูกทุ่งแบบเดิมๆ

วิวัฒนาการเพลงลูกทุ่งไทย ที่อาจไปได้ไกลกว่าเดิม

แม้ว่าการหวังสร้างแนวเพลงที่จะดึงฐานคนฟังเพลง K-POP ให้กลับมาฟังเพลงไทยอีกครั้งหนึ่งคงเป็นเรื่องยาก แต่อย่าลืมว่าวงการเพลงลูกทุ่งไทยก็มีการปรับตัวให้เข้ากับกระแสความบันเทิงที่กำลังได้รับความนิยมเช่นกัน

ที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการพยายามสร้างวงลูกทุ่ง Girl Group จับกลุ่มคนฟังเพลงลูกทุ่งกลุ่มใหม่ เพื่อขยายฐานคนฟังให้มากกว่าเดิม หนึ่งในตัวอย่างวงลูกทุ่ง Girl Group ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันคือ Butterfly จากค่ายได้หมดถ้าสดชื่น ซึ่งเป็นการรวบรวมนักร้องเพลงลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว มาจับกลุ่มรวมกันกลายเป็นวงลูกทุ่ง Girl Group

ด้วยรูปแบบเพลงของ Butterfly ที่มีความเป็นสากลมากขึ้น ทั้งในเชิงตัวเพลง และ Music Video มีกลิ่นอายความเป็นเพลง K-POP ผสมอยู่บ้าง ทั้งการใส่ท่อนแร็พ มีช่วงที่มีจังหวะเพลงเร็ว สร้างความตื่นเต้น สนุกสนาน รวมถึงช่วงที่เป็นจังหวะเพลงช้าๆ เน้นการแสดงศักยภาพของนักร้อง

ท่าเต้นก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่น่าจะบตามองเช่นกัน เพราะโดยปกติแล้ว Music Video ของเพลง K-POP จะมีท่าเต้น เป็นจุดดึงดูดสำคัญที่ทำให้คนติดตาม เพราะท่าเต้นมีความแข็งแรง มีรูปแบบ (Pattern) ของท่าที่ชัดเจน ซึ่งความนิยมนี้จะต่อยอดไปสู่การแกะท่าเต้น เพื่อนำไปเต้น Cover เป็นรูปแบบของตัวเอง

ซึ่งจาก Music Video วงลูกทุ่ง Girl Group Butterfly นี้ ก็ได้นำเอาลักษณะเด่นของท่าเต้นเพลง K-POP มาประยุกต์ใช้ด้วยเช่นกัน ด้วยท่าเต้นที่ดูแข็งแรง สวยงาม มีจังหวะชัดเจน ก็นับเป็นอีกความน่าสนใจที่อาจช่วยดึงดูดให้คนไทยหันมาฟังเพลงลูกทุ่งแนวใหม่นี้เพิ่มมากขึ้นก็ได้

ความสำเร็จที่ไม่ง่าย ต้องรอดูต่อไปในระยะยาว

เพลงบัตเตอร์ฟลายรายงานตัวของวงลูกทุ่ง Girl Group นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย โดยเฉพาะยอดการรับชมในเว็บไซต์ YouTube ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์มีผู้เข้ามารับชมเกือบ 10 ล้านครั้งแล้วในขณะนี้ และติดเทรนด์การรับชมบนเว็บไซต์ YouTube ของไทย ก็อาจเรียกได้ว่าลูกทุ่ง Girl Group มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นกระแสหลัก ที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงแนวเพลงลูกทุ่ง

แต่อย่างไรก็ตามอีกสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ วง Butterfly เป็นวงที่อยู่ในสังกัดค่ายเพลงได้หมดถ้าสดชื่น ซึ่งมีศิลปินเป็นที่รู้จัก อยู่ในกระแส และเป็นที่พูดถึงในกลุ่มคนวัยรุ่นที่ฟังเพลงลูกทุ่งอยู่แล้วระดับหนึ่ง รวมถึงเพลงบัตเตอร์ฟลายรายงานตัว ก็ได้รับการแต่งโดย เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ซึ่งมีชื่อเสียงพอสมควร

หากในอนาคตมีค่ายเพลงอื่นๆ ที่อยากปั้นวงลูกทุ่ง Girl Group โดยใช้ความสำเร็จของ Butterfly เป็นแบบอย่าง ก็ต้องอาศัยหลายๆ ปัจจัยดึงดูดผสมเข้าด้วยกัน ทั้งคุณภาพเพลง เนื้อร้อง ทำนองเพลงที่ต้องสนุกสนาน Music Video ที่มีท่าเต้นเป็นจังหวะ แข็งแรง สวยงาม รวมถึงตัวค่ายเพลงก็ต้องมีแรงที่จะสนับสนุนวงลูกทุ่ง Girl Group ที่ตัวเองปั้นขึ้นมาอย่างจริงจัง เพื่อปูทางให้เพลงลูกทุ่งแนวใหม่นี้กลายเป็นอีกหนึ่งกระแสหลัก ที่ได้รับการพูดถึงในฐานะเพลง T-POP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/look-tung-girl-group/

ท้าชนตลาด SUV! Toyota เปิดตัว Corolla Cross พื้นฐาน Altis ชูราคาเริ่ม 9.89 แสนบาท

ตลาด SUV เตรียมระอุอีกครั้ง เมื่อพี่ใหญ่อย่าง Toyota ตัดสินใจ บุกตลาดนี้ผ่านการเปิดตัว Corolla Cross รถ SUV พื้นฐาน Altis เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาด Subcompact SUV ทั้งเสริมแกร่งรถยนต์กลุ่ม SUV ของบริษัท

Toyota Corolla Cross
Toyota Corolla Cross

เร้าใจรุ่น Hybrid ส่วนเบนซินยังเหมือนเดิม

ก่อนหน้านี้มีข่าวหลุดออกมาบ้างแล้วว่า Toyota ประเทศไทยอยู่ระหว่างทดสอบรถยนต์ SUV รุ่นใหม่ที่ใช้พื้นฐาน Corolla Altis เพื่อทำตลาดทั้งในไทย และต่างประเทศ ซึ่งที่สุดแล้ววันที่ 9 ก.ค. รถยนต์รุ่นดังกล่าวก็เปิดตัว ใช้ชื่อรุ่นว่า Corolla Cross มี 2 เครื่องยนต์หลักคือ เบนซิน 1.8 ลิตร และ 1.8 ลิตร Hybrid

ที่น่าสนใจคือตัวรุ่นย่อย เพราะเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร มีติดตั้งอยู่ในรุ่นเดียวเท่านั้นคือ 1.8 Sport ราคาถูกที่สุดที่ 9.89 แสนบาท ส่วนเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร Hybrid มี 3 รุ่นย่อย ราคา 1.019, 1.089 และ 1.199 ล้านบาท แต่ละรุ่นมีความแตกต่างเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยตามราคา

Corolla Cross จะจัดแสดงที่โชว์รูมของ Toyota ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. รวมถึงงาน Bangkok International Motor Show 2020 ที่จัดระหว่างวันที่ 15-26 ก.ค. พร้อมแคมเปญพิเศษดอกเบี้ยพิเศษ 1.85% รวมถึงขยายระยะเวลารับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 1.5 แสนกม. และฟรีค่าแรงเช็กระยะจนถึง 1 แสนกม.

เขย่าตลาด Subcompact SUV แน่นอน

อย่างไรก็ตาม Brand Inside เคยรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้ว่า Corolla Cross จะถูกนำมาทำตลาดเพื่อแข่งกับกลุ่ม Compact SUV หรือ Honda CR-V, Mazda CX-5 และอื่นๆ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อดูช่วงราคา และขนาดของรถยนต์ Corolla Cross กลับถูกทำมาเพื่อแข่งขันในตลาด Subcompact SUV ที่กำลังฝุ่นตลบอยู่ตอนนี้

Toyota Corolla Cross

เพราะแทบทุกแบรนด์ในตลาดต่างมีรถยนต์ประเภทนี้ ไล่ตั้งแต่ Honda HR-V, Mazda CX3 กับ CX-30, Nissan Kicks, MG ZS และอื่นๆ รวมถึงทาง Toyota เองก็มี C-HR อยู่แล้ว แต่คาดว่าการเปิดตัว Corolla Cross จะไม่ทับไลน์กับ C-HR เพราะรุ่นใหม่จะเจาะตลาดคนกลุ่มครอบครัว แต่ C-HR จะเน้นที่วัยรุ่น

“กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มครอบครัวที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลายและชอบความทันสมัย โดยเฉพาะจุดขายหลักของรถรุ่นนี้คือ สะดวก สบาย ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว อีกทั้งยังนั่งสบายทุกเบาะ” สุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าว

Toyota Corolla Cross

แนวทางในอนาคตของตลาด SUV

หลายค่ายผู้ผลิตรถยนต์คาดการณ์ก่อนช่วงวิกฤต COVID-19 ว่า ตลาด SUV ประเทศไทยปีนี้ (รวมรถยนต์ประเภท PPV) จะมีจำนวนราว 1.5 แสนคัน และตลาดนี้มีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะผู้บริโภคเริ่มอยากได้รถยนต์ที่มีความเอนกประสงค์มากขึ้น ทำให้ Toyota ที่แต่เดิมมี C-HR และ Fortuner ต้องจริงจังกับตลาดนี้กว่าเดิม

อย่างไรก็ตามการเลือกผลิตรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง Corolla Cross แทนที่จะนำ RAV4 ที่มีศักดิ์ และขนาดไม่ได้ต่างกันมาก กลับมาขายในไทยอีกครั้งก็น่าจะมีเหตุผล โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การขึ้นไลน์ผลิตรถที่ไม่เคยผลิตในไทยมาก่อนอาจลำบาก และการใช้พื้นฐานเดียวกับรถที่ผลิตที่ไทยน่าจะดีกว่า และนำไปขายในต่างประเทศได้ด้วย

Toyota Corolla Cross

“Corolla Cross จะถูกส่งออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ของ Toyota ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. ถือเป็นรถรุ่นที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยฝีมือคนไทย และส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ภายใต้ฝีมือการผลิตของคนไทย” มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าว

สรุป

การเข้ามาบุกตลาด Subcompact SUV ของ Toyota ครั้งนี้ รายที่น่าจะต้องปรับตัวให้เร็วที่สุดน่าจะเป็น Honda เพราะ HR-V ตอนนี้อาจจะเก่าเกินไปแล้วเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดังนั้นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคู่แข่งตลอดกาลแน่นอน ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็คงต้องสู้กับศัตรูใหม่พร้อมทัพใหญ่ในสงครามนี้

อ้างอิง // Toyota

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/toyota-corolla-cross/

กลยุทธ์การปรับตัวแบงก์ใหญ่ สร้างบริการฟรีใกล้ชิดผู้ใช้ แต่ได้กลับไปทั้งฐานลูกค้าและข้อมูล

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก่อนที่เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์สมาร์ทโฟนจะเป็นที่นิยมในวงกว้าง หากต้องการจะไปทำธุรกรรมทางการเงินสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การฝาก ถอน โอน จ่ายหนี้ ทางเลือกเดียวที่มีคือการไปธนาคาร

แต่ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก ใครๆ ก็มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตไว้ใช้ ดังนั้นการใช้งานแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของแต่ละธนาคารจึงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ธุรกรรมบางอย่างที่เคยต้องไปทำที่สาขาของธนาคารเท่านั้น ก็สามารถทำผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้เลย เช่น การเปิดบัญชี และการขอเอกสารรับรองต่างๆ เป็นต้น

เมื่อทุกๆ ธนาคารพัฒนาแอปพลิเคชัน Mobile Banking ให้สามารถทำธุรกรรมโดยไม่ต้องไปที่ธนาคารได้เกือบทั้งหมดแล้ว การทำธุรกรรมด้านการเงินจึงเป็นสิ่งที่ผูกติดกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว แต่ความจริงแล้วธนาคารต่างๆ ต้องการขยายการให้บริการไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าในทุกเรื่อง มีความใกล้ชิดกับลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น

การขยับตัวของธนาคารใหญ่ ที่เข้าใกล้คนทั่วไปมากขึ้น

ในช่วงนี้เราจึงเห็นหลายธนาคารต่างเปิดตัวบริการใหม่ๆ ที่ไม่ใช่บริการด้านการเงินโดยตรง แต่เป็นบริการที่มีความใกล้ชิดกับการใช้ชีวิต ช่วยแก้ไขปัญหา Pain Point ต่างๆ ที่เราต้องเจอ เพื่อผูกติดกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราทุกๆ คน

ธนาคารไทยพาณิชย์มีแอปพลิเคชันปาร์ตี้หาร (Party Haan) ที่ช่วยในการหาเพื่อนซื้อของโปรโมชัน 1 แถม 1 จะได้ไม่ต้องจ่ายราคาเต็ม และบริการเดลิเวอรีน้องใหม่ Robinhood ที่สร้างความแตกต่างด้วยการไม่เก็บค่าธรรมเนียม (GP) จากร้านค้า และเป็นบริการเดลิเวอรีสัญชาติไทย 100% ซึ่งทั้งสองบริการนี้พัฒนาโดย SCB 10X บริษัทลูกที่ดูแลด้านเทคโนโลยีของธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารกสิกรไทย มีขุนทอง ChatBot ในแอปพลิเคชันไลน์ ที่ช่วยในการหารเงิน แยกบิล คำนวนให้ว่าใครต้องจ่ายเมนูไหน ราคาเท่าไหร่บ้าง เหมาะสำหรับการรับประทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน ไม่ต้องมีคนเสียสละมาทำหน้าที่เหรัญญิกประจำกลุ่ม ซึ่งหลังจากหารเงินเสร็จก็สามารถโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน K Plus ของธนาคารได้เลย ไม่ต้องเสียเวลากรอกยอดเงิน และเลขบัญชีเอง ซึ่งเป็นเรื่องน่าปวดหัวไม่น้อย

นอกจากนี้ธนาคารกสิกรไทยยังมีแฟลตฟอร์มบริการสั่งอาหาร Eatable (อีทเทเบิล) ที่สามารถใช้ได้ทั้งการนั่งทานอาหารที่ร้าน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรีในแฟลตฟอร์มเดียว โดยร้านอาหารก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ เลยเช่นกัน

ส่วนธนาคารกรุงศรีก็มีแอปพลิเคชัน Kept by Krungsri ที่ทำหน้าที่ช่วยเก็บเงินโดยอัตโนมัติ ผ่านการแยกกระเป๋าการใช้จ่าย กับกระเป๋าเงินเก็บ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถใช้จ่ายเงินในชีวิตประจำวันผ่านแอปพลิเคชันได้เลย โดยไม่ต้องถอนเงินออกมา

จะเห็นได้ว่าทั้งปาร์ตี้หาร, Robinhood, ขุนทอง, Eatable และ Kept เป็นบริการที่ธนาคารต้องการเข้าไปแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป โดยชูจุดเด่นการแก้ไขปัญหา Pain Point แบบเดิมๆ ที่ทุกคนต้องเจอเป็นจุดดึงดูดสำคัญ

ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารได้อะไร ถ้าให้ใช้บริการฟรี

บริการใหม่จากธนาคารข้างต้นนี้ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหา Pain Point ให้คนทั่วไปได้เหมือนๆ กันแล้ว ทุกบริการยังเปิดให้ใช้ได้อย่างฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม คำถามที่เกิดขึ้นคือ ธนาคารจะได้ประโยชน์อะไรจากบริการที่ธนาคารทำขึ้น?

คำตอบแรกคือ ธนาคารจะได้ฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจากบริการต่างๆ ที่ธนาคารให้ใช้แบบฟรีๆ เพราะทั้ง ปาร์ตี้หาร, Robinhood, ขุนทอง, Eatable และ Kept เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันก็จริง แต่ชีวิตประจำวันนี้ยังเกี่ยวข้องกับเรื่อง “เงิน” ด้วย ทั้งการหารเงินเพื่อซื้อสินค้า การหารเงินค่าอาหาร รวมถึงการจ่ายเงินในบริการเดลิเวอรี

ในบริการเหล่านี้จึงมีตัวเลือกในการผูกบัญชีของธนาคารอยู่ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวก และสร้างความง่ายในการใช้งาน ไม่ต้องจ่ายด้วยเงินสด ไม่ต้องกรอกเลขบัญบ่อยๆ ซึ่งธนาคารก็จะได้ฐานผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น เพราะบางครั้งอาจมีผู้ที่ใช้บริการบ่อยๆ แล้วเกิดเปลี่ยนใจหันมาใช้บัญชีของธนาคารนั้นๆ เป็นธนาคารหลักแทนก็ได้

ข้อมูลลูกค้า พฤติกรรมการใช้ ต่อยอดให้บริการ

แต่ละคนย่อมมีพฤติกรรมการใช้งานบริการต่างๆ ของธนาคารที่ไม่เหมือนกัน เช่น การใช้จ่าย ซื้อของชนิดใด รูปแบบการจ่ายเงินผ่านทางช่องทางไหน รวมถึงรู้พฤติกรรมการใช้เงินอื่นๆ ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ธนาคารสามารถนำไปพัฒนาการให้บริการได้ในอนาคต เช่น การพิจารณาอนุมัติเงินกู้แบบ P2P สำหรับลูกค้าบุคคล ไม่ต้องใช้การค้ำประกัน ซึ่งธนาคารสามารถนำข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้ามาพิจารณาการปล่อยกู้ได้

ส่วนในมุมของลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ ธนาคารก็สามารถรู้ข้อมูลยอดขาย รู้เงินหมุนเวียนที่ได้จากการขาย ซึ่งธนาคารก็สามารถนำไปพิจารณาปล่อยเงินกู้ให้กับลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการได้เช่นกัน

นอกจากนี้ธนาคารยังสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น การลงทุน ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ ให้มีความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนได้ โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/free-service-from-bank-new-strategy/

จับกระแส Trade Show ในยุคที่จัดงานขายสินค้าไม่พอ ต้องไปร่วมกับอีคอมเมิร์ซด้วย

ก่อนหน้านี้เวลามีงานมหกรรมจำหน่ายสินค้าต่างๆ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั้ง Lazada, Shopee และ JD Central ก็มีจะจัดลดราคาสินค้าประเภทนั้นๆ ชนกับงาน แต่ล่าสุดมันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันแล้ว

thailand mobile expo
บรรยากาศในงาน Thailand Mobile Expo

จากจัดชนเป็นร่วมมือกัน

ปกติแล้วมหกรรมการลดราคาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ จะเป็นการใช้วันที่ตัวเลขวัน กับเดือนตรงกัน เช่น 1/1 หรือ 11/11 แต่นอกจากการทำแคมเปญลดราคาแบบนี้ การจัดแคมเปญลดราคาโดยใช้วัน และเวลาเดียวกับงาน Trade Show ที่ลดราคาสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ หรือของใช้ในบ้าน ก็เป็นอีกวิธีที่ดี

เพราะนอกจากกระตุ้นยอดผู้ซื้อสินค้าแล้ว ยังได้รับอานิสงส์การโปรโมทของผู้จัดงาน Trade Show ในช่วงเวลานั้น ทำให้ผู้ซื้ออาจเข้ามาตรวจเช็คราคาในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ก่อน หากถูกใจก็ซื้อเลย หรือถ้าหากไปที่งานแล้วในเว็บไซต์ถูกกว่าก็สามารถกลับมาซื้อได้เช่นกัน

lazada
ตัวอย่างการจัดงานชน Thailand Mobile Expo ของ Lazada

อย่างไรก็ตามด้วยกระแสอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการระบาดของโรค COVID-19 ช่วยเร่งอัตราการเปลี่ยนผ่านไปสู่การซื้อสินค้าออนไลน์ให้เร็วขึ้น ก็ไม่แปลกที่ผู้จัดงาน Trade Show จะเริ่มหันมามองแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และหารือกันเพื่อหาวิธีให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตไปด้วยกันได้

ขายออนไลน์-ออฟไลน์พร้อมกัน

อย่างในกรณี Thailand Mobile Expo (TME) ที่ปกติจะจัดงานจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ 3 ครั้ง/ปี แต่ด้วยครั้งที่ต้องจัดช่วงกลางปีเจอมาตรการเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ทีมผู้จัดอย่าง M Vision ต้องปรับแผน และหันไปร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีกคอมเมิร์ซต่างๆ

lazada
การร่วมมือของ Lazada กับ Thailand Mobile Expo

“ทางสถานที่ (ไบเทค บางนา) ห้ามจัดงานทั้งฮอลล์ ทำให้พื้นที่หายไป 30-40% บริเวณรอบนอกก็ตั้งบูทไม่ได้ ดังนั้นการร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์น่าจะเป็นอีกวิธีที่ดี เพราะช่วยเรื่องยอดของเราได้ คล้ายกับกรณี “งานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ครั้งที่ 48” ที่ร่วมกับ Lazada” โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ M Vision กล่าว

ทั้งนี้ทางผู้จัด Thailand Mobile Expo ได้ร่วมมือกับ Lazada และ Shopee เพื่อทำแคมเปญพิเศษ เพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อที่ไม่สะดวกมางาน TME ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ค. จับจ่ายซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างไร ยอดขายบนออนไลน์น่าจะไม่สามารถทดแทนรายได้จากค่าเช่าบูทในช่วงเหตุการณ์ปกติแน่นอน

สหพัฒน์
สหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์

เก็บหน้างานลองบุกออนไลน์เต็มตัว

นอกจากงาน TME ที่จัดงานแบบ Hybrid แล้ว เริ่มมีงาน Trade Show อื่นๆ ที่หันไปจัดงานแค่ช่องทางออนไลน์อย่างเดียว ที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นงาน “สหกรุ๊ปแฟร์” ในวันที่ 2-5 ก.ค. เพราะปกติแล้วจะต้องจัดงานในฮอลล์ แต่คราวนี้กลับเลือกเดินหน้าจัดงานเฉพาะช่องทางออนไลน์ และร่วมมือกับ Lazada, Shopee และ JD Central

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า เพื่อตอบรับกับนโยบายของภาครัฐ ทำให้ต้องยกเลิกงานสหกรุ๊ปแฟร์ที่ต้องจัดที่ไบเทค บางนา และหันมาจัดงานในรูปแบบออนไลน์ 100% ผ่านการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ออนไลน์ยักษ์ใหญ่

สหพัฒน์
พาร์ทเนอร์ของสหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์

สำหรับรูปแบบการจัดงานของสหกรุ๊ปแฟร์ครั้งนี้ ทางบริษัทจะมีเว็บไซต์กลาง http://www.sahagroupfair.com เพื่อโปรโมท และลงโปรโมชั่นต่าง โดยสินค้าในเว็บไซต์จะเป็นลิงค์ส่งต่อไปยัง Lazada, Shopee และ JD Central และผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อได้ผ่านแพลตฟอร์มเหล่านั้นทันที

ไม่ใช่แค่ ผู้บริโภค ร้านค้าก็ซื้อได้

ขณะเดียวกัน เครือสหพัฒน์ยังร่วมมือกับสถาบันการเงิน และกองทุน 11 แห่ง เพื่อให้ส่วนลดเงินสด และให้สินเชื่อพิเศษสำหรับการซื้อแบบ B2B หรือร้านค่าต่างๆ ซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง และตอบรับกับนโยบายของรัฐเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคมด้วย

ais

นอกกจากนี้ยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เริ่มจัดงานลดราคาสินค้าบนออนไลน์อย่างเป็นจริงเป็นจัง เช่น AIS ที่จัดงาน AIS 5G Thailand Virtual Expo จากเดิมที่เคยใช้แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าของตัวเองจัดแคมเปญลดราคาในวันที่เลขของวัน และเดือนตรงกัน เช่น 1/1 หรือ 11/11

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เสริมว่า ระหว่างการจัดงานในวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค. มีผู้เข้าชมสินค้ากว่า 9.7 แสนคน โดย 48% มาจากกรุงเทพมหานคร และ 52% จากแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้นการใช้ Virtual Platform ในการจัดงาน น่าจะเป็นอีกวิธีที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้

สรุป

New Normal ของ Trade Show คือการต้องไปจัดจำหน่ายสินค้าในช่องทางออนไลน์แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาเอง หรือการไปร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ เพราะถึงวิกฤต COVID-19 จบไปแล้ว ผู้บริโภคก็น่าจะคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าออนไลน์ และอาจกเลือกไม่ออกจากบ้านในช่วงเวลาเดียวกับงานก็เป็นได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trade-show-and-ecommerce/