คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

จาก Zafira สู่ Captiva! ย้อนรอย 20 ปี Chevrolet ประเทศไทย หลังขายโรงงาน และถอนตัวจากตลาด

20 ปี เป็นเวลาไม่ใช่น้อยๆ แต่นั่นมันก็เพียงพอที่ Chevrolet แบรนด์รถยนต์จากสหรัฐอเมริกาจะประกาศถอนตัวจากตลาดประเทศไทย ดังนั้นลองมาดูกันดีกว่าว่า 20 ปีที่ผ่านมา Chevrolet เดินกลยุทธ์ก่อนถึงจุดจบอย่างไรบ้าง

chevrolet

เปิดหัวอย่างตื่นเต้นด้วย Zafira

Chevrolet เริ่มขายรถยนต์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2543 ผ่านการที่กลุ่ม GM ผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐอเมริกา มองเห็นโอกาสในตลาดรถยนต์ไทย จึงเปิดโรงงานผลิตที่จังหวัดระยอง โดยรถยนต์รุ่นแรกที่ Chevrolet ทำตลาดที่ไทยคือรุ่น Zafira ราคาล้านต้นๆ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ผ่านความเป็น Mini-MPV 7 ที่นั่งรุ่นแรกๆ ในไทย

แต่การมาเปิดโรงงานถึงประเทศไทยไม่ใช่จะมาทำตลาดแค่รุ่นเดียวแน่ๆ เพราะหลังจากนั้น Chevrolet ก็ทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นต่างๆ โดยเน้นตัวที่ตลาดรถเก๋งก่อน เช่น Lumaina เก๋งหรูขนาด Compact ในปี 2546 ราคาตอนนั้น 2.65 ล้านบาท ชนกับแบรนด์ยุโรปทุกเจ้า รวมถึง Optra เก๋งเล็กราคาเอื้อมถึงในปี 2547

จากนั้นก็ลงสนามตลาดรถกระบะด้วยรุ่น Colorado ในปี 2547 ด้วย เรียกว่าช่วงนั้นก็ได้ความเป็น Chevrolet ดึงดูดคนเล่นรถกระบะที่ชื่นชอบความเป็นอเมริกันไปเต็มๆ ก่อนปี 2549 จะเปิดตัว Aveo เก๋งขนาดเล็กสุดด้วยราคาเริ่มเพียง 4.99 แสนบาท เขย่าตลาดเก๋งขนาด Sub-Compact ไปพอสมควร

สร้างความเชื่อมั่นหลังประกาศล้มละลาย

นอกจากนี้ในปี 2550 ทางค่ายก็เปิดตัว Captiva รถ SUV 7 ที่นั่งมาเติมเต็มการทำตลาด จน Chevrolet มีทั้งเก๋งขนาดเล็ก-กลาง, กระบะ, MPV และ SUV ให้เลือก แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในปี 2552 เพราะกลุ่ม GM ได้ยื่นเป็นบริษัทล้มละลาย และกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ Chevrolet ที่กำลังไปได้สวยในไทยสุดๆ

chevrolet
Chevrolet Captiva โฉมแรก

อย่างไรก็ตาม Chevrolet ประเทศไทยก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ และฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ ผ่านการได้สถาบันการเงินของไทยสนับสนุน และเปิดตัวรุ่น Cruze ในปี 2553 ทดแทนรุ่น Optra ที่ทำตลาดมานาน รวมถึงปี 2555 ก็เปิดตัวรุ่น Trailblazer รถแบบ PPV เพื่อเพิ่มตอบโจทย์การใช้งานแบบเอนกประสงค์มากขึ้น

ส่วนในปี 2555 ก็เริ่มทำตลาด Sonic ที่เข้ามาทดแทน Aveo รวมถึงเปิดตัว Mini MPV รุ่น Spin โดยหวังว่าทั้งสองรุ่นจะสามารถได้รับความนิยมเหมือนกับที่ทำได้ในอดีต แต่สุดท้ายแล้วเส้นทางมันกลับไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการหายไปของ Chevrolet ประเทศไทย

chevrolet
Chevrolet Cruze

เลิกทำตลาดรถเก๋ง คงไว้แต่รถกระบะ

นับตั้งแต่นั้นมา Chevrolet ประเทศไทยก็ไม่ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อีกเลย (มีเพียงเปิดโฉมใหม่ของรุ่นเดิม หรือ Minorchange) แถมยอดขายก็ค่อยๆ ลดลง จนปี 2558 ก็มีการถอนตัวออกจากโครงการ Eco Car เฟส 2 รวมถึงมีการให้พนักงานสมัครใจลาออกด้วย

ที่สุดแล้วในปี 2561 Chevrolet ประเทศไทยก็เลิกทำตลาดรถยนต์นั่งอย่างเป็นทางการ ถ้าเรียกแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือเลิกขายรถเก๋งทั้งหมด เหลือแต่กลุ่มรถกระบะ และ PPV เท่านั้น ซึ่งการทำแบบนี้ Chevrolet ก็สามารถเน้นทำตลาดแต่สินค้าที่ตนเองถนัดได้ แม้ตลาดรถกระบะจะแข่งขันสูงก็ตาม

Chevrolet
Chevrolet Trailblazer

เมื่อทุกอย่างดีขึ้น Chevrolet ก็เริ่มเปิดตัวรุ่นใหม่ โดยในปี 2562 ได้นำรุ่นในตำนานอย่าง Captiva กลับมาทำตลาดอีกครั้งหนึ่ง ผ่านการตั้งราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ก็สามารถดึงยอดซื้อไปได้ประมาณหนึ่ง ถือเป็นการเกาะกระแส SUV เติบโตในไทยได้เป็นอย่างดี

แบกไม่ไหว จะให้อยู่ต่อคงลำบาก

ถึงจะเริ่มกลับมาได้ แต่ด้วยกลยุทธ์การทำธุรกิจในระดับโลกของกลุ่ม GM ไม่ได้เน้นที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกแล้ว ประกอบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยแข่งกันสูง รวมถึง Chevrolet ก็ไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งมาได้มากนัก กลุ่ม GM จึงประกาศเลิกจำหน่าย Chevrolet ในประเทศไทยภายในสิ้นปี 2563

chevrolet
ศูนย์การผลิตรถยนต์ของ Chevrolet ที่ระยอง

นอกจากนี้ยังขายโรงงานผลิตที่ระยองให้กับ Great Wall Motors จากประเทศจีนด้วย เรียกว่าเป็นเรื่องไม่คาดฝันของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย โดยผู้ใช้งาน Chevrolet ยังได้รับงานสนับสนุนการซ่อมบำรุงอยู่ ส่วนตัวแทนจำหน่าย และพนักงานของ Chevrolet ในประเทศไทยก็จะได้รับการสนับสนุนเช่นกัน

ถือเป็นการปิดฉากอีกครั้งของแบรนด์รถยนต์จากสหรัฐอเมริกา เพราะก่อนหน้านี้ Chrysler ก็เคยตั้งบริษัทในไทย และที่สุดแล้วก็ต้องถอยทัพไป ส่วน Ford นั้นปัจจุบันก็เหลือทำตลาดแค่รถกระบะเหมือนกับที่ Chevrolet เคยทำไปก่อนหน้านี้ และก็คงต้องจับตาดูว่าอนาคตของแบรนด์รถสหรัฐฯ ในไทยจะเป็นอย่างไร

สรุป

Captiva กลายเป็นรุ่นรถยนต์ที่ทำให้ Chevrolet ประสบปัญหาใหญ่ถึง 2 ครั้ง แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญ เพราะจริงๆ แล้วช่วงแรกของ Chevrolet ประเทศไทยนั้นเหมือนทุกอย่างจะไปด้วยดี แต่ด้วยปัญหาล้มละลาย และการปรับกลยุทธ์ รวมถึงตลาดรถยนต์ไทยที่ต่างกับที่อื่น ก็ทำให้ Chevrolet ต้องถอยทัพออกไปในที่สุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/end-of-chevrolet-in-thailand/

ทำไม Swensen’s ต้องมาขายไอศกรีมแท่ง

ปกติแล้วหากนึกถึง Swensen’s ก็จะมีภาพร้านไอศกรีมที่มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ และนั่งรับประทานภายใต้บรรยากาศอเมริกันยุคเก่า แต่จากนี้ภาพเหล่านั้นอาจเปลี่ยนไป เพราะล่าสุด Swensen’s จำหน่ายไอศกรีมแท่งแล้ว

Swensen's
ไอศกรีมแท่งของ Swensen’s

รุกมากกว่าไอศกรีมพรีเมียม

เมื่อปี 2560 ภาพรวมตลาดไอศกรีมในประเทศไทยมีมูลค่าราว 15,000 ล้านบาท และเติบโตเล็กน้อยมาหลายปี โดยตลาดนี้แบ่งออกมาเป็น 2 กลุ่มคือ ไอศกรีมทั่วไป เช่นไอศกรีมที่ขายตามตู้ในร้านค้าปลีกต่างๆ เป็น 80% ของมูลค่านี้ ส่วนที่เหลือเป็นไอศกรีมพรีเมียม และกลุ่มร้านไอศกรีมอีก 20%

แม้ว่าถ้าเทียบอัตราการเติบโตแล้ว กลุ่มไอศกรีมพรีเมียมจะมีอัตราการเติบโตที่มากกว่าไอศกรีมทั่วไปค่อนข้างมาก เพราะรับกับเทรนด์รับประทานของหวานในยุคนี้ได้ดีกว่า แต่ล่าสุด Swensen’s ก็เลือกบุกตลาดไอศกรีมทั่วไปด้วยการวางจำหน่ายไอศกรีมแท่ง เริ่มจากวางสินค้านี้ในตู้แช่เค้กไอศกรีมด้านหน้าร้านตั้งแต่ต้นเดือนม.ค. 2563

ไอศกรีม
ภาพ // pexels

ถึงตอนนี้ไอศกรีมแท่งของ Swensen’s ก็มีทั้งหมด 3 รสชาติ ประกอบด้วยรสวนิลา, มอคค่า และคุกกี้แอนด์ครีม ราคา 49 กับ 59 บาท เรียกว่าราคาใกล้เคียงกับไอศกรีมที่แพงที่สุดของ Walls อย่าง Magnum ที่จำหน่าย 40-60 บาท ถือเป็นความท้าทายใหม่ของ Swensen’s ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำในกลุ่มพรีเมียมที่จะเข้าไปแข่งในตลาดทั่วไป

ไม่ต้องอยู่ที่ร้านก็สามารถขายได้

หากจะว่าถึงเหตุผลที่ Swensen’s ทำตลาดไอศกรีมแท่งออกมาก็น่าจะมาจากอยากเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากการรับประทานนอกร้านมากขึ้น เพราะตอนนี้ผู้บริโภคมีความรีบเร่ง บางครั้งก็ไม่ได้อยากเข้าร้าน คล้ายกับกรณีก่อนหน้านี้ที่ร้านอาหารหลายแบรนด์หันมาจำหน่ายชาไข่มุก ที่ทั้งเกาะกระแส และทำเงินโดยลูกค้าไม่ต้องรับประทานที่ร้าน

Swensen's
บรรยากาศของร้าน Swensen’s // ภาพจาก Facebook ของ Swensen’s

สำหรับรายได้ของ Swensen’s ที่ไม่ได้มาจากการรับประทานในร้านก็มีทั้งการขายไอศกรีมเป็นควอทตามร้านค้าปลีกต่างๆ, การจำหน่ายเค้กไอศกรีม, การจำหน่ายไอศกรีมแบบตักแบบ Scoop และการส่งไอศกรีมถึงบ้าน ยิ่งเพิ่มตัวไอศกรีมแท่งเข้าไปมันก็ยิ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ของการรับประทานนอกร้านขึ้นโดยอัตโนมัติ

ขณะเดียวกันการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกของ Swensen’s เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีการใช้กลยุทธ์ไอศกรีมรสชาติตามเทศกาล ที่มักจะมีรสชาติใหม่ๆ ออกมาเสมอ รวมถึงช่วงที่ “บิงซู” กำลังได้รับความนิยมในไทย Swensen’s ก็มีการทำตลาดขนมดังกล่าวในร้านเช่นกัน

ต่อยอดสู่ตลาดแมสอย่างเป็นทางการ

เชื่อว่าการทำตลาดไอศกรีมแท่งของ Swensen’s เป็นการทดลองตลาดเพื่อวัดผลว่าผู้บริโภคมองสินค้าตัวนี้อย่างไร และราคาเหมาะสมหรือไม่เป็นต้น หากผลลัพธ์ออกมาดี ก็มีความเป็นไปได้ที่ Swensen’s จะรุกตลาดนี้อย่างจริงจัง ผ่านการวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกเต็มรูปแบบ

จากจุดนี้เองพิสูจน์ให้เห็นว่า ถึง Swensen’s จะค่อนข้างแข็งแกร่งในตลาดไอศกรีมระดับพรีเมียม ผ่านสาขาทั่วประเทศไทยกว่า 300 แห่ง และมีจุดดึงดูดให้ลูกค้าทั้งบรรยากาศ, รสชาติหลากหลาย และงานบริการที่มีมาตรฐาน แต่ก็พร้อมก้าวเข้าไปสู่ตลาดใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ตัวเองเสมอ

ไอศกรีม
ภาพ pexels

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วคู่แข่งในกลุ่มไอศกรีมพรีเมียมก็ต้องมีขยับตัวกันบ้าง เช่น Cold Stone ที่ปรับลดราคาสินค้าเพื่อแข่งขันได้มากขึ้น ส่วนไอศกรีมทั่วไปก็คงเตรียมรับมือหาก Swensen’s เริ่มวางขายไอศกรีมแท่งนอกร้านตัวเอง และตลาดนี้ก็คงแข่งขันแบบทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะถ้าลองไปดูตู้แช่ไอศกรีมในร้านสะดวกซื้อก็คงเห็นว่ามันเยอะแค่ไหน

สรุป

ส่วนตัวที่ลองชิมแล้วก็รสชาติเหมือนกับไอศกรีม Swensen’s ที่กินในร้าน และราคาก็ไม่ได้สูงจนเกินรับไหว ดังนั้นหาก Swensen’s จะเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ด้วยวิธีนี้ก็คงมีประสิทธิภาพสูงพอควร และมันเป็นการปลดล็อคจากจำหน่ายไอศกรีมแบบ Scoop ใส่โคนที่ขายได้แค่หน้าร้านให้คนที่ไม่สะดวกกินในร้านได้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/swensens-ice-cream-bar/

รู้จัก Pete Buttigieg และ Amy Klobuchar สองม้ามืดชิงตัวแทนพรรคเดโมแครต

บทความโดย โมโตกิ ลักษมีวัฒนา (Motoki Luxmiwattana)

ผ่านไปแล้วกับการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในสองมลรัฐแรกคือ Iowa และ New Hampshire ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวคาดการณ์ “ว่าที่ประธานาธิบดี” ได้ดีที่สุด (ในอดีต แคนดิเดตที่ได้ชัยชนะในสองมลรัฐนี้ทุกคนได้เป็นตัวแทนพรรค) ผลปรากฎว่าในมลรัฐ Iowa วุฒิสมาชิก Bernie Sanders และนาย Pete Buttigieg (พีท บุตติจีช) “เสมอ” กัน ส่วนใน New Hampshire Sanders ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 โดยมี Buttigieg ตามติดเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 เป็นวุฒิสมาชิก Amy Klobuchar (เอมี่ โคลบูชาร์) 

ผลการเลือกตั้งที่ New Hampshire ถือว่าพลิกโผ เพราะตัวเต็ง (front-runner) อย่างวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren และอดีตรองประธานาธิบดี Joe Biden ได้เพียงอันดับ 4 และ 5 โดยได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งของ Klobuchar ด้วยซ้ำ

เราอาจคุ้นเคยชื่อของ Bernie Sanders ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 แต่ที่น่าสนใจคือ “ม้ามืด” ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่าง Buttigieg และ Klobuchar ที่ได้คะแนนแซงหน้าตัวเต็งรุ่นเก๋าและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก 

บทความนี้จะพาไปรู้จักภูมิหลังของม้ามืดทั้งสองคน วิเคราะห์ประเด็นที่ทำให้ทั้ง 2 คนสามารถขึ้นมามีคะแนนในกลุ่มผู้นำ และสิ่งที่ควรคำนึงถึง เมื่อเราจะมองทิศทางการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตต่อจากนี้

DES MOINES, IOWA – JANUARY 14: Sen. Amy Klobuchar (D-MN) makes a point as former South Bend, Indiana Mayor Pete Buttigieg raises his hand during the Democratic presidential primary debate at Drake University on January 14, 2020 in Des Moines, Iowa. Six candidates out of the field qualified for the first Democratic presidential primary debate of 2020, hosted by CNN and the Des Moines Register. (Photo by Scott Olson/Getty Images)

Sanders, Buttigieg และ Klobuchar: จุดยืนและการวางตำแหน่งในการเลือกตั้ง 2020

หากท่านได้ติดตามการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในปี 2016 อาจคุ้นเคยกับชื่อ Bernie Sanders มาแล้ว เขาเป็นวุฒิสมาชิกไม่สังกัดพรรคใด (Independent) จากมลรัฐ Vermont ปัจจุบันอายุ 78 ปี เคยลงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต แต่แพ้ Hillary Clinton (ซึ่งมาแพ้ประธานาธิบดี Donald Trump คนปัจจุบัน)

Bernie ขึ้นชื่อเรื่องนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิแรงงาน เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การยกเลิกหนี้นักศีกษา นโยบาย Green New Deal (การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสิ่งแวดล้อม) ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หัวก้าวหน้า (progressive lane)” ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วน Buttigieg และ Klobuchar อยู่ในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง (moderate lane)” ที่มักวางตัวว่าเห็นด้วยกับจุดยืนของฝ่ายหัวก้าวหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการประนีประนอม และนำเสนอนโยบายที่พวกเขารู้สึกว่า “สามารถทำได้จริง ๆ” (รายละเอียดแตกต่างกันออกไปว่าแต่ละแคนดิเดตมองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ “ทำได้จริง”) 

Buttigieg อายุ 38 ปี เป็นอดีตนายกเทศมนตรีเมือง South Bend ในมลรัฐ Indiana เคยเปิดเผยรสนิยมทางเพศว่าเป็นเกย์ ทำแบรนด์ตัวเองว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ อายุน้อย และมีภูมิหลังที่ไม่ใช่ “การเมืองแบบวอชิงตันดีซี” ซึ่งหมายถึงว่าเป็น “คนนอกระบบ” ที่ไม่ได้ติดพันกับการเมืองของเมืองหลวงแบบดั้งเดิม แต่มีประสบการณ์จริงจากมุมมองใหม่ ๆ ที่ได้มาจากส่วนอื่นของประเทศ 

ในขณะที่ Klobuchar ไม่ได้ขายความเป็น “คนนอกระบบ” แบบ Buttigieg แต่เน้นสถานภาพของตัวเองที่เป็นวุฒิสมาชิกจากมลรัฐ Minnesota ซึ่งเป็น “มลรัฐสีม่วง” (มีฐานเสียงที่สนับสนุนทั้งสองพรรคพอกัน) เพื่อเน้นยำว่าตนเองสามารถแย่งชิงคะแนนเสียงจากอีกฝ่าย ให้เอาชนะประธานาธิบดี Trump ได้

Bernie Sanders ภาพจาก @BernieSanders

การขึ้นนำและกลยุทธของ Bernie Sanders

แต่คนที่ได้คะแนนนำในทั้งสองรัฐก็ยังเป็น Bernie Sanders

ตามทฤษฏีแล้ว ยุทธศาสตร์ไม่สุดโต่งของ Buttigieg และ Klobuchar อาจสามารถ “ดูด” คะแนนเสียงจากคนที่เคยเลือก Trump ได้ เพราะเหตุใด Sanders จึงขึ้นนำได้ในมลรัฐทั้งสองนี้? 

ปัจจัยแรกคือนโยบายหลักประกันสุขภาพแบบกองทุนเดียว (single payer) ที่รู้จักกันในนาม “Medicare for All (M4A)” กลายเป็นแบรนด์ของ Sanders ไปแล้ว 

นโยบายกองทุนเดียวเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญกับปัญหานโยบายสุขภาพสูงที่สุด เพราะภายใต้ระบบผสมแบบที่ใช้ปัจจุบัน เน้นให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนมีบทบาทสำคัญ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (healthcare expenditure) ต่อหัวของคนอเมริกันพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ในโลก ในแต่ละปีมีประชาชนกว่า 5 แสนคนล้มละลายเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ มีการวิจัยพบว่าค่าใช้จ่ายที่สูงมาจากต้นทุนด้านการจัดการ (administrative cost) ทั้งของรัฐบาลและบริษัทประกันเอกชน ไม่ได้มาจากการรักษาพยาบาลโดยตรง 

หนึ่งในจุดขายของ M4A ของ Sanders คือการลดต้นทุนด้านนี้ลง ขจัดค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในประกันสุขภาพเอกชนรูปแบบต่าง ๆ

เมื่อนโยบายที่ชัดเจน ผนวกกับภาพลักษณ์ของ Sanders ด้านความซื่อสัตย์และจริงใจ ดังที่เห็นได้จากที่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่านโยบาย M4A จะเพิ่มภาษี แต่จะลดค่าใช้จ่ายโดยรวม หรือการที่เขามีจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ไขว้เขวไปกับกาลเวลาหรือความนิยมในแต่ละสมัย เช่นในประเด็นนโยบายสุขภาพ สิทธิทางการเมืองของผู้หญิง สิทธิของทหารผู้รักร่วมเพศ และการต่อต้านสงครามอิรักตั้งแต่ต้น ทำให้ “ความนิยม (favorability)” ของเขาสูงที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้

อีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็น คือยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่เน้นการเพิ่มจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ (turnout) ในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับสังคมมากนัก เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มประชากรผิวสี (Latino) และแรงงานต่างด้าว ที่ Sanders ได้คะแนนสนับสนุนอย่างท่วมท้น 

ยุทธศาสตร์นี้ทำได้เพราะทีมหาเสียงของ Sanders เป็นองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมที่จัดตั้งมาเป็นเวลา 4 ปีตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งก่อน มีความพร้อมออกไปพูดคุยสนทนากับกลุ่มสังคมต่าง ๆ เพื่อหาเสียง แม้ว่าตัว Sanders จะติดพันภารกิจอื่น (เช่น ต้องไปลงมติถอดถอน Trump ในเดือนมกราคม) ทำให้เขามี “โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure)” ด้านการหาเสียงที่เข้มแข็ง ทั้งในแง่ “กำลังทุน” จากการบริจาคโดยประชาชน และ “กำลังคน” ที่สามารถลงพื้นที่หาเสียง โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับการชิงพื้นที่สื่อจนเกินไป

Pete Buttigieg ภาพจาก Pete for America

Buttigieg เสมอใน Iowa และ Klobuchar ไต่ขึ้นอันดับ 3 ใน New Hampshire

ดังที่กล่าวไปแล้ว ทั้ง Buttigieg และ Klobuchar วางตำแหน่งตนเองเป็นแคนดิเดตที่ “ไม่สุดโต่ง” ทำให้ทั้งสองต้องมาชิงฐานเสียงเดียวกัน ทั้งในแง่อุดมการณ์ ภูมิหลังทางสังคม เศรษฐกิจ สีผิว รายได้ และช่วงอายุ

สาเหตุที่ Buttigieg สามารถขึ้นนำแคนดิเดตในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง” คนอื่นได้ (Biden ได้ที่ 4 Klobuchar ได้ที่ 5) ผู้เขียนมองว่าปัจจัยแรกคือ “ภาพลักษณ์เด็กเก่ง” ของ Buttigieg ที่มีโปรไฟล์ดี ทั้งในแง่การศึกษาและการงาน เช่น เคยเป็น Rhodes Scholar (ซึ่งถูกมองว่าเป็นทุนการศึกษาที่ยากที่สุดทุนหนึ่ง มีผู้ได้รับทุนจากทั่วสหรัฐฯเพียง 32 คนต่อปี โดยเกรดเฉลี่ยของผู้ได้รับทุนอยู่ที่ 3.9) เคยทำงานในบริษัทคอนซัลท์ใหญ่อย่าง McKinsey เมื่อผนวกกับจุดยืนไม่สุดโต่ง เน้นการปรองดองในพรรค อาจทำให้กลุ่มคนผิวขาวรายได้สูง มองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาอยากสนับสนุนก็เป็นได้

ในแง่ของยุทธศาสตร์ Buttigieg ทุ่มโฆษณาในมลรัฐ Iowa ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเป็นเงินหลายล้านเหรียญ และเมื่อ Klobuchar ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ด้วยตนเอง เพราะติดพันภารกิจการถอดถอน Trump ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา (เช่นเดียวกันกับ Bernie และ Warren) บวกกับปัจจัยหนุนว่าการหาเสียงของ Biden ไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก จึงทำให้ Buttigieg ได้เปรียบและได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากก็เป็นได้ แถมระบบ Caucus ของมลรัฐ Iowa (คล้ายกับการประชุม มากกว่าการเลือกตั้งโดยตรง) น่าจะมีส่วนให้ผู้ที่เคยสนับสนุน Klobuchar หรือ Biden ในช่วงแรก “ย้ายค่าย” มาสนับสนุน Buttigieg อีกด้วย

Amy Klobuchar ภาพจาก @AmyKlobuchar

ในบริบทที่ Sanders มีรากฐานที่มั่นคง และ Buttigieg สร้างโมเมนตัมจาก Iowa ได้สำเร็จ การไต่อันดับขึ้นมาของ Klobuchar มีความน่าสนใจมาก เพราะว่าฐานเสียงของเธอคล้ายกับ Buttigieg, Biden และ Warren อย่างมาก กล่าวคือ Klobuchar ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว แย่งชิงเสียงสนับสนุนจากแคนดิเดต “ไม่สุดโต่ง” คนอื่น และอาจมีส่วนที่ให้ Buttigieg พลาดอันดับ 1 ใน New Hampshire อีกด้วย

ผู้เขียนมองว่าความนิยมในตัว Klobuchar ใน New Hampshire มาจากการโต้วาทีได้อย่างแข็งขันในการดีเบตคืนวันศุกร์ก่อนการเลือกตั้ง นอกจากที่ Klobuchar สามารถโจมตี Buttigieg ได้อย่างดีแล้ว ตัว Buttigieg เองยังพลาดพลั้งในการตอบคำถาม เมื่อผู้ดำเนินรายการถามประเด็นปัญหาการจับกุมประชาชนคนดำในเมือง South Bend ที่สูงกว่าปกติในช่วงที่เขาเป็นนายกเทศมนตรี เขาพยายามอ้างว่าอัตราการจับกุมมิได้สูง และยังเชื่อมโยงคนดำกับความรุนแรงทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น (มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคำตอบที่มีนัยยะเหยียดผิวในระดับหนึ่งอีกด้วย) 

ความผิดพลาดของ Buttigieg ทำให้ภาพแคนดิเดตดาวรุ่งในกลุ่มไม่สุดโต่งสั่นคลอน ส่งผลให้กลุ่มสังคมคนผิวขาวรายได้สูง ที่มักติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผ่านโทรทัศน์ และมีแนวโน้มเปลี่ยนจุดยืนบ่อย (fickle) ตามข่าวสารที่ได้รับ ย้ายไปสนับสนุน Klobuchar ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

Joe Biden อดีตรองประธานาธิบดีในยุคโอบามา – ภาพจาก Joe Biden

วิเคราะห์ทิศทางการเลือกตั้งต่อจากนี้

แม้ Buttigieg และ Klobuchar ประสบความสำเร็จในสองมลรัฐนี้ในระดับหนึ่ง ผู้เขียนมองว่าแคนดิเดตสองคนนี้ไม่น่าจะ “ไปรอด” ในมลรัฐต่อจากนี้ไป ด้วยเหตุผล 2 ประการใหญ่ ๆ 

ประการแรก ทั้งสองแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนผิวสีและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญสำหรับพรรคเดโมแครต (Quinnipiac Poll ล่าสุดจากเผยว่าเมื่อดูในระดับประเทศแล้ว Buttigieg และ Klobuchar ได้รับการสนับสนุนจากคนผิวสีเพียง 4% และ 0% ตามลำดับ

การเลือกตัวแทนในมลรัฐ Nevada (22 ก.พ.) และ South Carolina (29 ก.พ.) มีกลุ่มคนผิวสีจำนวนมาก (ทั้งละตินและคนดำ) อาจทำให้กระแสของทั้งสองหายไป ส่วนวัน Super Tuesday 3 มี.ค. ก็มีหลายมลรัฐที่มีประชากรผิวสีจำนวนมากเช่นกัน 

แคนดิเดตสายไม่สุดโต่งคนอื่นเช่น Biden อาจมีโอกาสในรัฐเหล่านี้สูงกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเสียงสนับสนุนจากคนดำ (โดนเฉพาะกลุ่มสูงวัย) เฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 27% นำผู้สมัครทุกคน

ประการที่สอง แคนดิเดตทั้งสองคนนี้ไม่ได้มีทีมงานหาเสียงเตรียมการอยู่ในมลรัฐต่อจากนี้เท่าใดนัก โดยเฉพาะ Klobuchar ที่เผลอ ๆ แล้วต้องจ้างทีมงานใหม่หลายร้อยคนในเวลาไม่กี่วัน เพื่อเริ่มหาเสียงในมลรัฐ Nevada ก่อนที่ Caucus จะเริ่มขึ้น  

กระแสที่แคนดิเดตได้จากผลการเลือกตั้งใน Iowa หรือ New Hampshire อาจมีประโยชน์ต่อการโน้มน้าวผู้ลงคะแนนเสียง และเป็นตัวช่วยดึงดูดเงินบริจาค (ทั้งจากประชาชนและเศรษฐี) สำหรับแคนดิเดตที่ร้อนเงิน ปัญหาคือทั้ง Buttigieg และ Klobuchar อาจมีเงิน แต่ขาดคนและทีมงาน จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเทียบกันแล้วทีมหาเสียง Sanders ที่ได้วางเกมยาว เปิดศูนย์หาเสียงตามมลรัฐหลัง South Carolina แล้ว จึงมีโอกาสรักษากระแสและเสียงสนับสนุนได้อย่างมั่นคงกว่า “ม้ามืด” อีกสองคนมาก 

นอกจากนั้น Iowa และ New Hampshire เป็นกลุ่มมลรัฐที่ “ขาวที่สุด” มีอายุเฉลี่ยสูง และมีฐานะค่อนข้างดีล้วนเป็นปัจจัย Sanders ที่เสียเปรียบด้วยซ้ำ เมื่อเราทำความเข้าใจยุทธศาสตร์และเสียงสนับสนุนที่เขาได้จากกลุ่มสังคมผิวสีดังที่กล่าวไปแล้ว ในมลรัฐ Nevada ที่มีสัดส่วนประชาชนเชื้อสายละตินจำนวนมาก ก็คาดการณ์ได้ว่าคะแนนเสียงของ Sanders มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในมลรัฐต่อจากนี้

Mike Bloomberg ภาพจาก @MikeBloomberg

จับตา Michael Bloomberg กับเงินมหาศาล

ตัวเลือกไม่สุดโต่งอีกคนหนึ่งที่ยังเข้มแข็งในโพลล์ และมีนักข่าวบางคนได้ข่าวลือว่าสมาชิกระดับสูงพรรคเดโมแครตบางส่วนกำลังเอนเอียงไปหาคือ Michael Bloomberg เจ้าของธุรกิจสื่อ Bloomberg 

ด้วยทรัพย์สินมหาศาลกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เขาทุ่มเงินไปเกือบ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯในการซื้อโฆษณา โดยวางเป้าหมายอยู่ที่มลรัฐช่วง Super Tuesday เป็นต้นไป แถมยังมีการรายงานว่าเขากำลัง “ดูด” ทีมงานหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่เหล่านี้ด้วย 

ตอนนี้ยังคงบอกได้ยากว่ายุทธศาสตร์ของ Bloomberg ที่เลี่ยงการแข่งขันกับตัวแทนคนอื่นในมลรัฐแรก ๆ รวมถึงการเลี่ยงขึ้นเวทีดีเบต ที่อาจทำให้เสียเปรียบในภาพลักษณ์ จะประสบความสำเร็จแค่ไหน (เพราะแทบจะไม่มีแคนดิเดตในช่วง 20 ปีมานี้ ที่ใช้แผนการเช่นนี้ ด้วยกำลังทรัพย์ขนาดนี้) 

แต่การที่ Bloomberg สามารถยกอันดับตนเองขึ้นมาอยู่ที่ 3 ในโพลล์เฉลี่ยระดับประเทศของ Morning Consult และยังสามารถรับการสนับสนุนพอสมควรจากกลุ่มสังคมผิวสี ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองมีประวัติเหยียดผิวอย่างร้ายแรงทั้งในแง่พฤติกรรมและนโยบายสมัยเป็นนายกเทศมนตรีนคร New York แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์นี้มิได้เปล่าประโยชน์ไปเสียทีเดียว

สิ่งที่ผู้เขียนอยากทิ้งท้ายสักเล็กน้อย เป็นเหมือนเกร็ดในการติดตามการเลือกตั้ง คือ อยากแนะนำท่านผู้อ่านพยายามมองการเคลื่อนไหวในการหาเสียงอย่างน้อยใน 2 ระดับ คือในระดับของ “ประเด็น” (นโยบาย อุดมการณ์ โปรไฟล์ของตัวแคนดิเดต ฯลฯ) และในระดับของ “โครงสร้างเชิงกายภาพ” (การได้พื้นที่สื่อ ทีมงานหาเสียง องค์กร เครือข่าย และกลุ่มสังคมที่สนับสนุน ฯลฯ) เพราะบ่อยครั้งเราอาจด่วนสรุปว่าการเลือกตั้งคือ “การประชันกันของแนวคิด (the battle of ideas)” โดยมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ในการโน้มน้าวจิตใจ ที่อาจฟังดูน่าเบื่อ เช่นการส่งข้อความ การโทรศัพท์ การเคาะประตูสนทนา 

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ดูน่าเบื่อ (mundane) เหล่านี้แหละครับ ที่บ่อยครั้งแล้วมักเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ในการเชื่อมต่อประเด็นให้เข้ากับผู้ใช้สิทธิ์ ซึ่งจะชี้ชะตาการเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pete-buttigieg-amy-klobuchar/

[บทวิเคราะห์] รู้หรือไม่ “คนโสด” คือกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สุดทางการตลาด ในเดือนแห่งความรัก

แคมเปญเอาใจคนโสดเพียบในเดือนแห่งความรัก

โดยเฉพาะเหล่าบรรดาสายช้อปปิ้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก หลายบริษัทต่างทยอยออกแคมเปญเอาใจ ลดกระหน่ำโปรโมชั่นกันเป็นปกติอยู่แล้ว

  • แต่ที่น่าสนใจคือ ปีนี้เราได้เห็นการทำการตลาดที่เน้น “คนโสด” มากขึ้น

ที่ชัดเจนที่สุด คือ Shopee หนึ่งในอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในไทยที่ประกาศแคมเปญ “Shopee Singles Valentine’s Sale – ดีลใหญ่ เอาใจคนโสด” เน้นเจาะตลาดคนโสดโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังจัดแคมเป็น  ตลอดจนกิจกรรม “โสดรับประทาน” ซึ่งเป็นครั้งแรกของการรวมตัวหนุ่มสาว เพื่อเฉลิมฉลองความโสดกับบุฟเฟ่ต์มื้อพิเศษท่ามกลางกระแสเทศกาลแห่งความรัก

หรือแม้กระทั่งค้าปลีกรายใหญ่ในไทยอย่าง Central ที่เล่นกับกระแสคนโสด เตรียมจัดแคมเปญเอาใจทั้งฝั่งคู่รักและคนโสด รวมถึง JDCentral ที่เป็นอีกหนึ่งอีคอมเมิร์ซในไทย เตรียมปล่อยแคมเปญ “กุมภาพันธ์…ฉัน ช้อป เธอ” พร้อมสโลแกนที่เจาะทั้งคู่รักและคนโสด และล่าสุดห้างสรรพสินค้าอย่างสามย่านมิตรทาวน์เตรียมจัดมินิคอนเสิร์ตเอาใจคนโสด 7 วันต่อเนื่อง

เอาเป็นว่า วันวาเลนไทน์ปีนี้ และน่าจะตลอดไปจนครบเดือนแห่งความรัก เราจะได้เห็นแคมเปญเอาใจคนโสดต่อแถวทยอยออกมาให้เห็นอีกมาก

คำถามสำคัญคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมต้องมาเล่นในตลาดคนโสด

อธิบายให้ง่ายที่สุด จากข้อมูลพื้นฐานที่สุดคือ “คนไทยเป็นโสดมากขึ้น ครองคู่น้อยลง”

ปัจจุบันคนไทยเป็นโสดมากขึ้น ในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่พ.ศ. 2550 – 2560 ประชากรไทยเพิ่มขึ้น 3 ล้านคน แต่พบว่าการแต่งงานลดลง ส่วนการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้น จำนวนคนโสดจึงเพิ่มมากขึ้นในแง่สถิติ

อันที่จริง พูดเป็นตัวเลขง่ายๆ โดยค่าเฉลี่ย สำหรับคนวัยทำงานในจำนวน 5 คน จะมีคนโสดอยู่ในนั้น 2 คน

บทวิเคราะห์ของ SCB EIC พบว่า คนโสดใช้จ่ายเงินเก่งกว่าคนมีครอบครัวแล้ว หรือพูดอีกอย่างคือคนโสดใช้เงินซื้อความสุขมากกว่าคนไม่โสด

  • คนโสดใช้จ่ายเงินมากกว่าคนมีครอบครัว 11% กับการบริโภค โดยเฉพาะในด้านการซื้อสินค้าต่างๆ
  • คนโสดใช้จ่ายเงินมากกว่าคนมีครอบครัว 12% ในหมวดการทานอาหารนอกบ้าน
  • คนโสดใช้จ่ายเงินมากกว่าคนมีครอบครัว 40% ในหมวดการท่องเที่ยว

นั่นจึงไม่แปลกที่จะเกิดธุรกิจที่ตอบโจทย์เหล่าคนโสดโดยเฉพาะ เช่น ร้านสุกี้ MK ที่เปิดโซนใหม่ในร้านเพื่อเอาใจคนโสด-คนเหงา ซึ่งภาษาการตลาดเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นการจับ “ตลาดคนเหงา” หรือ Lonely Marketing

ด้วยเหตุผล ข้อมูล และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดจึงมีแคมเปญการตลาดที่เน้นหนักไปกับกลุ่ม “คนโสด” ในเดือนแห่งความรักเช่นนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singles-marketing-in-a-month-of-love/

รู้จัก Outlander PHEV รถยนต์ไฟฟ้า Plug-in Hybrid ที่ Mitsubishi ประเทศไทยเตรียมผลิตในปี 2564

ในที่สุด Mitsubishi Motors ประเทศไทย ก็เปิดเผยแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Plug-in Hybrid หลังยื่นของสิทธิ์สนับสนุนการลงทุนจาก BOI เมื่อปี 2562 โดยรถยนต์รุ่นที่เตรียมผลิตก็คือ Outlander PHEV

Outlander PHEV
2018 Mitsubishi Outlander PHEV

ต่อยอดจากตลาดโลกสู่ประเทศไทย

Mitsubishi Outlander เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2544 วางตำแหน่งเป็นรถยนต์ SUV ขนาดเล็ก หรือ Compact SUV โดยช่วงแรกทำตลาดในชื่อ Airtrek นอกจากนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวยังพัฒนามาจากรถยนต์ต้นแบบ Mitsubishi ASX ที่หมายถึง Active Sport Crossover เพราะในเวลานั้นทิศทางตลาดเริ่มไปที่รถยนต์ SUV มากขึ้น

Outlander ยังเดินหน้าทำตลาดได้ค่อนข้างดีในตลาดโลก และในปี 2556 ก็เปิดตัวโฉมที่ 3 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid และยังประสบความสำเร็จเช่นเดิม ทั้งการเป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid ที่จำหน่ายได้มากที่สุดระหว่างปี 2558-2561 ในกลุ่มยุโรป และตั้งแต่ปี 2556-ต้นปี 2562 ก็จำหน่ายได้กว่า 2 แสนคันทั่วโลก

Outlander PHEV

อย่างไรก็ตาม Outlander ไม่ได้จำหน่ายในประเทศไทย เพราะ Mitsubishi Motors ที่นี่ใช้รุ่น Pajero Sport บุกตลาด SUV แทน ทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ทำตลาด Compact SUV มีเพียง Honda ในรุ่น CR-V, Mazda ในรุ่น CX-3 และ Nissan ในรุ่น X-Trail (เริ่มชะลอการทำตลาดแล้ว)

สเปกสุดดึงดูดทำให้สร้างยอดขายมหาศาล

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียของ Outlander PHEV ที่จะผลิตในประเทศไทย รวมถึงรายละเอียดในการจำหน่ายที่ชัดเจน ทำให้คุณสมบัติต่างๆ ของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid รุ่นนี้ยังไม่มีออกมา แต่หากไปลองดูคุณสมบัติรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ที่จำหน่ายในต่างประเทศก็น่าสนใจเลยทีเดียว

Mitsubishi Motors
การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของ Mitsubishi Motors

เช่นโฉมปี 2561 ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาก็ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 12 กิโลวัตต์ชั่วโมง และมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว (หน้า 1 หลัง 1) เพราะตัวรถยนต์รุ่นนี้มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อให้สมความเป็นรถยนต์สปอร์ตเอนกประสงค์ และสู้กับคู่แข่ง Compact SUV แบรนด์อื่นได้สบาย เพราะต่างก็ยังเสียบปลั๊กไม่ได้

ในทางกลับกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการผลิต และจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เพราะเมื่อปี 2551 ทาง Mitsubishi Motors ก็ทำตลาดรุ่น I-MiEV รถยนต์ไฟฟ้าล้วนขนาดเล็ก (มีใช้ในหน่วยงานการไฟฟ้าของไทย) ส่วนตระกูล Outlander นั้นเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ที่มีการติดตั้งระบบการส่งกำลังด้วยไฟฟ้าเข้าไป

Plug-in Hybrid จะช้าเกินไปหรือไม่ในตอนนี้

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid รุ่น Outlander PHV ของ Mitsubishi Motors ประเทศไทย ในปี 2564 นั้นอาจจะมาช้าไปสักหน่อย แม้จะลงทุนกว่า 3,130 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงงานผลิตที่แหลมฉบังให้รองรับการผลิตรถยนต์รุ่นนี้

เนื่องจากตอนนี้กระแสเริ่มไปที่รถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) และสถานีชาร์จต่างๆ ก็เริ่มพร้อมมากขึ้น แม้จะบอกว่าการมีเครื่องยนต์สันดาปภายในติดไปด้วยก็น่าจะขับขี่ได้อย่างมั่นใจกว่า แต่ถ้ามองในอนาคต เรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบรถยนต์ และยิ่งปล่อยมลพิษน้อยเท่าไรก็ยิ่งดี

electric vehicle ev
รถยนต์ไฟฟ้า // ภาพ pixabay.com

ดังนั้นต้องคอยติดตามทิศทางของ Mitsubishi Motors ประเทศไทยต่อไปว่า หากผลิต Outlander PHEV แล้วจะทำตลาดออกมาแบบไหน ตั้งราคาอย่างไร เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากต้องรอไปถึงปี 2564 อุตสาหกรรมรถยนต์อาจเปลี่ยนไปมากก็ได้

สรุป

ปัจจุบัน Outlander PHEV ยังเป็นที่น่าสนใจของตลาดอยู่ เพราะด้วยคุณสมบัติของมันที่ไม่ค่อยมี Compact SUV แบรนด์ญี่ปุ่นทำกัน แต่ด้วยมันเป็นรถยนต์ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ 2556 แล้ว ดังนั้นถ้าตัวที่ผลิตไม่ใช่รุ่นใหม่ไปเลย มันก็คงเป็นการนำรุ่นเก่ามาจำหน่าย แต่ส่วนตัวเชื่อว่าทางค่ายไม่ทำอย่างนี้แน่นอน

อ้างอิง // Mitsubishi

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mitsubishi-outlander-phev/

ท่องเที่ยวไทย จะไปทางไหนดี: ผลกระทบจากไวรัสต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

บทความโดย: ปาริชาติ โชคเกิด และธงชัย ชลศิริพงษ์ 

การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ชาวอู่ฮั่นหรือจีนเท่านั้น หากแต่ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก เพราะจีนถือเป็นห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโลก กระทบทั้งในแง่ข้อมูลข่าวสาร เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และแม้สะเทือนถึง “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” ที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ

ท่องเที่ยวไทย จะไปทางไหนดี: ผลกระทบจากไวรัสต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
ท่องเที่ยวไทย จะไปทางไหนดี: ผลกระทบจากไวรัสต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งทศวรรษ 2010 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากภาคการส่งออก หนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ “การท่องเที่ยว” 

หากคิดเป็นตัวเลข อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถทำเงินให้ประเทศได้ปีละแสนล้านเหรียญ นับเป็นสัดส่วนถึง 10-12% ของ GDP ประเทศไทย

ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาในประเทศไทยมักกระจุกตัวอยู่ไม่กี่จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่ โดยนักท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทยก็คือ “นักท่องเที่ยวชาวจีน” ในแต่ละเดือนจะมีชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเกือบหลักล้านคน และมีค่าใช้จ่ายต่อคนไม่ต่ำกว่าครึ่งแสนบาทต่อทริป

แน่นอนว่า เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองโลก ปัจจัยเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ก่อนไวรัสจะมา ก็ทำท่าแย่อยู่แล้ว

นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีปัจจัยมาตั้งแต่ค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นในรอบปลายปี สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกาซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและกำลังการบริโภคของชาวจีน และไล่รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกที่ทำท่าชะลอตัว

สัญญาณเตือนในระดับโลกเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน 

แต่ใครจะรู้ว่า เข้าสู่ต้นปี 2020 เพียงไม่นาน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยก็ได้พบกับปัญหาใหม่อย่างการระบาดของไวรัสโคโรนาจากประเทศที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งก็คือ “ประเทศจีน” นั่นเอง

หน้ากากอนามัยขาดตลาด

ท่องเที่ยวไทย ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักบาดเจ็บซะแล้ว

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่านักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยที่เป็นกรุปทัวร์เฉลี่ย 800,000 คน หรือประมาณ 70% ของนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมด

หลังเกิดเหตุระบาดของไวรัสโคโรนาฯ วิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคุมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (Atta) ระบุว่า ไทยน่าจะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปราว 2 เดือนนี้ประมาณ 1.2-1.3 ล้านคนราย ส่งผลกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวประมาณ 48,000-52,000 ล้านบาท 

สัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนมากลุ่มประเทศอาเซียน ภาพจาก Maybank

ล่าสุด ททท. ปรับลดเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศเหลือ 2.91 ล้านล้านบาท ติดลบ 3.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่รายได้จากตลาดชาวต่างชาติ ปรับลดเป้าหมายเป็น 1.78 ล้านล้านบาท ติดลบ 7.7% หากเทียบกับปีที่แล้ว 

เดิม ททท. ตั้งเป้าว่าจะสร้างรายได้มากถึง 2.03 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ดังนั้น จากสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปราว 4.78 ล้านคนหรือเกือบ 5 ล้านคน ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวได้คาดการณ์ว่าไทยจะสูญเสียรายได้ราว 3 แสนล้านบาท 

ขณะที่คนที่ทำมาค้าขายในย่านค้าส่งขนาดใหญ่อย่างประตูน้ำ ก็ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ตอนนี้แย่มาก ทั้งลูกค้าคนจีน เวียดนาม สิงคโปร์กลัวกันไปหมด ไม่กล้าออกมา เฉพาะแค่คนขายเครื่องสำอางที่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะมาซื้อ เจอไวรัสโคโรนาเข้าไป ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมายอดขายสินค้าตกราว 80% 

คนขายน้ำมะพร้าวก็บอกว่า ปกติลูกค้าของเขาเป็นคนต่างชาติทั้งสิงคโปร์ จีน และไต้หวัน ตอนนี้ลูกค้าหายหมด ขณะที่คนขายของที่ระลึกก็บอกว่าขายสินค้าอะไรไม่ได้เลยเช่นกัน 

ภาพจาก Shutterstock

ธุรกิจการบินก็อ่วมไม่แพ้กัน คาดสูญรายได้ 8,000 – 11,000 ล้านบาท

ขณะที่ด้านธุรกิจการบิน เราเห็นผลกระทบชัดเจน เนื่องจากผู้คนต่างตระหนกและหวาดกลัวจากการเดินทางท่องเที่ยว จึงทำให้จำนวนผู้เดินทางลดลง โดยเฉพาะสายการบินที่เดินทางไปยังจีนและออกมาจากจีน 

หลายสายการบินสั่งระงับการเดินทาง เช่น สายการบินบริติชแอร์เวย์ สายการบินสหรัฐอเมริกา สายการบินนิวซีแลนด์ สายการบินอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ

ตลอดจนสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ที่เป็นสายการบินหลักของฮ่องกงยังออกมาประกาศให้พนักงานทั้งในระดับชั้นต้นและระดับอาวุโส หยุดงานโดยที่บริษัทขอไม่จ่ายเงินให้เป็นเวลา 3 สัปดาห์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว เนื่องจากสายการบินคาเธ่ย์ฯ ที่บินไปยังจีนถูกระงับลงกว่า 90% 

นอกจากนี้ ประเทศอินเดียยังเริ่มยกระดับความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสด้วยการหันมาคัดกรองผู้โดยสารจากไทยและสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 

ด้านธุรกิจการบินของไทย มีการแข่งขันตัดราคาอย่างหนัก ทำให้มูลค่าตลาดธุรกิจสายการบินหดตัวลง 3.5% อยู่ที่ 3.14 แสนล้านบาทมาตั้งแต่ปี 2019 แล้ว พอย่างเข้าสู่ปี 2020 ได้ไม่นาน ก็เจอกับการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาฯ เข้าอีก ทำให้ความต้องการในการเดินทางด้วยเที่ยวบินระหว่างประเทศลดลงครั้งแรกในรอบหลายปี 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเฉพาะไตรมาสแรกนี้ ผู้โดยสารของสายการบินในไทยทั้งปีจะลดลงจาก 80% เหลือ 72-73.4% มีผลทำให้มูลค่าธุรกิจหดตัวลง 4.3%-6.2% เหลือเพียง 2.94-3.00 แสนล้านบาท 

รวมถึงยังคาดการณ์ว่า จากกรณีการระบาดของไวรัสโคโรนา จะส่งผลให้ธุรกิจการบินสูญเสียรายได้กว่า 8,000 -11,000 ล้านบาท และยิ่งเจาะดูตัวเลขเข้าไปข้างใน จะพบว่า นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยจะลดต่ำลงถึง 1.1 ล้านคนในปีนี้ 

ภาพจาก บริษัทหลักทรัพย์ Maybank

จีนรับมือกับโรคระบาด: จากโรคซาร์ส 2003 ถึงไวรัสโคโรนา 2019 ดีขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (Maybank Kimeng) ประเมินสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ระบาดเทียบกับโรคซาร์สแล้วพบว่า มีอัตราการตายต่ำ กล่าวคือ โรคซาร์สมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 10% หากเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวน 8,422 ราย ขณะที่ไวรัสอู่ฮั่นหรือไวรัสโคโรนานี้มีผู้ติดเชื้อทะลุไปกว่า 30,000 ราย มีผู้เสียชีวิตราว 3% 

ภาพจาก บริษัทหลักทรัพย์ Maybank

Maybank วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ตอนนี้คือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นั้นแตกต่างกับช่วงโรคซาร์สระบาดในปี 2003 หลายปัจจัยด้วยกัน

ทั้งเรื่องระดับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น จีนมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น จีนเชื่อมต่อกับโลกมากขึ้นมีเส้นทางการบินเพิ่มขึ้นจาก 1,100 กิโลเมตรในปี 2003 เป็น 4,900 กิโลเมตรในปี 2018 

ภาพจาก บริษัทหลักทรัพย์ Maybank

นักท่องเที่ยวจีนก็ขยายตัวมากขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 7.1% ในปี 2003 เป็น 22% ในปี 2018 สะท้อนคำกล่าวที่ว่าแค่จีนไอโลกก็สะเทือนอย่างแท้จริง ถือได้ว่าในปัจจุบันจีนตอบสนองกับโรคระบาดได้ดีกว่าสมัยที่มีโรคซาร์สระบาด อย่างน้อยกว่าที่รัฐจะประกาศให้สาธารณชนรับรู้นั้น โรคซาร์สใช้เวลามากถึง 4 เดือน

มาตรการตอบสนองต่อโรคระบาดที่มาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้ถือว่าเร็วขึ้นมาก จีนรายงานให้องค์การอนามัยถึงไวรัสฯ นี้ภายในเวลา 1 เดือนกว่า ถ้าเทียบกับซาร์สราว 88 วัน

การปิดเมืองรอบมณฑลหูเป่ย์ ราว 12 เมือง การยกเลิกการฉลองเทศกาลตรุษจีน การแบนไม่ให้ท่องเที่ยวต่างประเทศมีผลปลายเดือนมกราคม ระงับขนส่งสาธารณะทั้งทางรถไฟที่ไปยังฮ่องกงและลดเที่ยวบินครึ่งหนึ่ง 

ภาพจาก บริษัทหลักทรัพย์ Maybank

มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ คิดอย่างไรกับท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน

ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ของ CIMB ไทย มองว่า จากกรณีไวรัสที่แพร่ระบาดจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยติดลบไปตลอดในช่วงครึ่งปีแรก 2020 พร้อมทั้งเปรียบเทียบว่า 

เศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนคนติดไวรัสโคโรนา มีอาการไข้สูง หายใจติดขัด และไออาการไข้สูง รายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลงกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งมีผลมาจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก เพราะมีสัดส่วนสูงถึง 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ที่เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในช่วงครึ่งปีแรก 2020 โดยคาดการณ์ว่าหากนับแค่ภาคการท่องเที่ยวเที่ยวอย่างเดียวน่าจะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.15% และนี่ยังไม่ได้นับผลกระทบทางอ้อมอื่นๆ ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจการบริโภค ธุรกิจที่พักอาศัย ฯลฯ

ส่วนมุมมองของผู้ประกอบการธุรกิจรถขนส่ง ดูได้จากผู้ประกอบการทัวร์ในภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวจีน โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้กลุ่มรถทัวร์ไม่มีงาน มีรถจอดพักอยู่ไม่ต่ำกว่า 1,200 คัน

ส่วนด้านของ ดร.วสุเชษฐ์ โสภณเสถียร นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ระบุว่า หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ส่งผลให้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีการยกเลิกกรุ๊ปทัวร์กว่า 12,000 กรุ๊ป และทำให้(คนขับ)รถทัวร์ตกกงานกว่า 4,000 คัน รายได้กลายเป็นศูนย์ เมื่อไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ สิ่งที่ต้องการตอนนี้คือ อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ หาเงินทุนมาเสริมสภาพคล่องหรือให้มีการพักชำระหนี้

ส่วนด้านธุรกิจที่พัก ละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจไว้ว่า หลังจากปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตลาดนักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่ซึ่งส่วนใหญ่มาเป็นกรุ๊ปทัวร์ยกเลิกการจองห้องพักกว่า 80-90% โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 3-5 ดาว เหลือนักท่องเที่ยวจีนไม่ถึง 15% ในปัจจุบัน ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นคือ ไม่มีการจองห้องพักใหม่เข้ามาเพิ่ม ส่งผลให้ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นชะลอตัวตามไปด้วย ทั้งกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก ยุโรปและอเมริกา พูดง่ายๆ คือปัจจุบันตัวเลขการจองห้องพักระยะสั้นเกือบเป็นศูนย์

ส่วนในด้านธุรกิจการบิน อมรรักษ์ ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า จากกรณีไวรัสโคโรน่าส่งผลให้ผู้โดยสารชาวจีนที่เดินทางเข้าสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่จากเดิมเฉลี่ย 5,000 คนต่อวัน ลดลงเหลือ 1,500 คนต่อวัน (นับทั้งขาเข้าและขาออก)

Chinese Traveler นักท่องเที่ยวจีน
ภาพจาก Shutterstock

สรุป: ท่องเที่ยวไทย จะไปทางไหนดี

ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวมองปัญหาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เทียบกับช่วงไข้หวัดซาร์ส ต่างเห็นตรงกันว่า จีนน่าจะควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวได้ภายใน 3 เดือน หรือสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2020

ททท. เสนอทางออกหลักๆ 3 ทาง ดังนี้   

  • สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
  • กระตุ้นการตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ 
  • เร่งหาตลาดชาติอื่นมาชดเชยนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป คาดหวังว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น กลุ่ม CLMV กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน

นอกจากนั้น หนึ่งในคำตอบที่มีการเสนอขึ้นมาคือ นักท่องเที่ยวจีนหายไม่เป็นไร แผนสำรองของการท่องเที่ยวไทยคือ “ไทยเที่ยวไทย”

กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยมีแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือที่เรียกว่าไทยเที่ยวไทย ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้วางไว้แต่ช่วงปลายปี 2019 โดยให้ทุกกระทรวงสนับสนุนการท่องเที่ยวผ่านการจัดประชุมสัมนาให้มากขึ้น พร้อมทั้งเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นรายได้รวมของการท่องเที่ยวภายในประเทศขึ้นมาทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปได้ เนื่องจาก “ไทยช่วยไทยคือไทยเท่”

แต่คำถามคือ ในสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน รวมกับปัจจัยอีกหลายอย่างที่คนไทยกำลังเผชิญ คนไทยจะช่วยไทยไหวหรือไม่?

เพราะแม้กระทั่งกูรู ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจในตอนนี้ ถ้าถามเรื่องการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย ล้วนแต่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องไปลุ้นเอาที่ครึ่งปีหลัง”

จากปัจจัยในระดับโลก ลากมาตั้งแต่ผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาจนถึงการแพร่ระบาดของไวรัส ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศเองที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ทั้งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ปี 2563 ที่ล่าช้า ต้องรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ 

แน่นอนว่า จะกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม เพราะเม็ดเงินก้อนใหญ่จากภาครัฐจะไม่ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบตามที่ควรจะเป็น และไม่หมดแค่นั้นยังมีปัญหาอย่างภัยแล้งที่จะส่งผลต่อภาคการเกษตรและภาคแรงงานซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

เห็นแบบนี้แล้ว ต้องบอกว่าข้อเสนอเรื่องการฟื้นภาคการท่องเที่ยวที่บอกว่าให้ไทยช่วยไทย “อาจไม่เพียงพอ” เพราะเศรษฐกิจไทยภายในประเทศเองก็ร่อแร่อยู่พอสมควร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอ้างอิงจาก GDP ของไทยที่หลายสำนักคาดการณ์ในช่วงหลังมานี้ ต่างพากันปรับลดลงให้อยู่ที่ไม่เกิน 2.2% เท่านั้น (ทั้งๆ ที่เมื่อต้นปีประเมินกันไว้ว่าจะสูงถึง 2.8% เลยด้วยซ้ำ)

หน้ากากอนามัยขาดตลาด

ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า “ท่องเที่ยวไทย จะไปไหนทางไหนดี” 

เอาเข้าจริง ยังคงเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่สิ่งที่บอกได้แน่นอนตอนนี้คือ ขอให้คนไทยรักษาสุขภาพให้ดี ส่วนประเทศไทยก็ขอให้โชคดีเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/what-next-for-thai-tourism-after-coronavirus/

Huawei ชูนวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมเดินเกมสงครามราคาด้วยสมาร์ทโฟน-โน้ตบุ๊กตัวใหม่

แม้จะเจอปัญหามาอย่างหนักหน่วงในปีที่ผ่านมา แต่ Huawei ก็ยังเติบโตในธุรกิจฝั่ง Consumer ได้เป็นอย่างดี และล่าสุดในไทยก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน กับแท็บเล็ตรุ่นใหม่ที่ไม่ติดตั้ง GMS รวมถึงโน้ตบุ๊กตัวแรง

huawei

ไม่มี GMS ไม่ใช่ปัญหา

ด้วยข้อพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกา ทำให้ Huawei ตัดสินใจไม่ใช่ GMS (Google Mobile Services) ในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ Huawei จะชะลอการทำตลาดสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่ต้องการ GMS ในการติดตั้งแอปพลิเคชั่นเสริมเพื่อยกระดับการใช้งานให้ดีขึ้น

อิงมาร์ หวาง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เล่าให้ฟังว่า ธุรกิจฝั่ง Consumer ในระดับโลกยังเติบโตได้เป็นอย่างดี เช่นการเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับที่ 2 ของโลกในปี 2562 ผ่านจำนวนการส่งมอบสมาร์ทโฟนถึง 240 ล้านเครื่อง

huawei
ตัวเลขการใช้งาน HMS ของ Huawei

“หัวเว่ยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจ Consumer ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลุ่มหัวเว่ยมีรายได้ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.7 ล้านล้านบาท) ในปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น 14% และตัว HMS หรือ Huawei Mobile Services ก็มีการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ผ่านจำนวนแอปพลิเคชั่นที่ให้ดาวน์โหลดถึง 1.2 ล้านตัว”

ใช้ราคา และโปรโมชั่นจูงใจ

สำหรับในไทย Huawei เปิดตัวสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตรุ่นใหม่ ประกอบด้วยสมาร์ทโฟนรุ่น Y7p ราคา 4,990 บาท มีกล้องหลัง 3 กล้อง หน้าจอขนาด 6.39 นิ้ว ความจุ 64 GB เน้นแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น กับแท็บเล็ตรุ่น MediaPad M6 ราคา 14,990 บาท ทั้งคู่ไม่มี GMS มาให้

huawei

นอกจากนี้ยังเปิดตัวโน้ตบุ๊ก MateBook D15 ราคา 17,990 บาท เน้นแข่งขันในตลาดโน้ตบุ๊กระดับกลาง โดยสินค้าทั้งหมดวางจำหน่ายแล้ว และมีโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น ถือเป็นอีกครั้งที่ Huawei เล่นเกมสงครามราคา และโปรโมชั่นเพื่อเอาชนะในตลาดต่างๆ ที่บริษัทจำหน่ายสินค้า

ตลาดโน้ตบุ๊ก และสมาร์ทโฟนที่อิ่มตัว

ทั้งนี้มีการสำรวจพบว่า ภาพรวมตลาดโน้ตบุ๊กในประเทศไทยปี 2562 อยู่ที่ราว 1.2 ล้านเครื่อง แทบไม่เติบโตจากปีก่อนหน้านั้น เช่นเดียวกันภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างแข่งขันสูง, อยู่ในช่วงเกือบสูงสุดของเทคโนโลยี และต้องรอ 5G ใช้งานอย่างแพร่หลาย ทำให้ “ราคา” กลายเป็นอาวุธหลักในการจูงใจผู้บริโภค

สรุป

Huawei ยังคงน่ากลัวเสมอ เพราะเมื่อดูจากการเติบโตของธุรกิจก็ยังไปได้อีกไกล และในฝั่งธุรกิจ Consumer เองก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ติดอยู่แค่โทรศัพท์มือถือ แต่หมายถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ ดังนั้นต้องดูว่าอนาคต Huawei จะส่งสินค้าใหม่ๆ อะไรออกมาอีก และ HMS จะกลายเป็นเรื่องปกติของการใช้งานหรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/huawei-new-laptop-smartphone/