คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

Libra สกุลเงินดิจิทัลโดย Facebook และ 27 พันธมิตรที่จะสร้างการ Disruption ครั้งใหญ่

การประกาศที่ชัดเจนของ Mark Zuckerberg โดยการให้ Facebook เป็นผู้นำกับองค์กรอื่นๆ อีก 27 แห่ง เปิดตัว Libra สกุลเงินดิจิทัล หรือ Digital Currency ในลักษณะของ Libra Association องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

Mark บอกว่า Libra เป็นเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain และมีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2020 ส่วนสำคัญคือ ไม่ต้องถือเงินสด ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะเข้าไม่ถึงธนาคาร ไม่มีบัญชีธนาคาร ขอแค่มี “มือถือ” ก็เพียงพอ และFacebook จะไม่ควบคุม Libra แต่จะให้เป็นไปตามกลไกและการทำงานของ Libra Association

แม้ไม่คุม Libra แต่มี Calibra ไว้ใช้งาน

Libra จะใช้ง่ายเหมือน App ในมือถือ สามารถส่งให้กัน ใช้จ่าย หรือเก็บไว้ เหมือนรูปถ่ายในมือถือ และจะใช้งานผ่าน Calibra Wallet กระเป๋าเงินดิจิทัลของ Facebook ที่เบื้องต้นจะใช้ผ่าน WhatsApp และ Messenger ก่อนจะมีแอพแยกของตัวเองในปี 2020 และยืนยันว่า ข้อมูลต่างๆ บน Calibra Wallet ของผู้ใช้จะปลอดภัยเช่นเดียวกับการใช้ Facebook (!)

พลังของ Libra นอกจากมี Facebook ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 2,000 ล้านรายทั่วโลกเป็นเจ้าภาพใหญ่แล้ว คือ การได้พันธมิตรหลักๆ ในจุดเริ่มต้น 27 ราย ซึ่งถ้านับเฉพาะที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เช่น VISA, Mastercard, PayPal, eBay, Spotify และ Uber

ถ้าเริ่มต้นจากการซื้อโฆษณาบน Facebook ต้องใช้เงิน Libra ในการจ่าย ซื้อสินค้าใน eBay, Spotify หรือใช้บริการ Uber ด้วย Libra ได้ ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่มีพลังของ Libra ได้ไม่ยาก

การต้องซื้อ Libra เพื่อมาใช้ใน Facebook ถ้าเกิดขึ้นจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเหมือน LINE ให้ซื้อ Coins เพื่อใช้ซื้อ Sticker สินค้าและบริการต่างๆ นั่นเอง

Disruption สิ่งที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก ถ้า Libra มีการใช้จริง

Libra อาจไม่ได้กระทบแค่วงการการเงินและธุรกิจ แต่ถ้า Libra ขยับขึ้นเป็นเงินสกุลดิจิทัลหลักของโลกได้ เป็นเงินที่มีมูลค่าในการซื้อขายจริง ใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ รัฐบาลทั่วโลกต้องเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นกว่าเดิม

แต่วงการที่น่าจะกระทบโดยตรงก่อนอาจเป็นสถาบันการเงิน เพราะ Libra (รวมถึง Calibra) ไม่ต้องมีสาขา แต่บริการอยู่บนมือถือแทบจะ 100% ต้นทุนจึงแตกต่างอย่างชัดเจน เป็นเงินสกุลดิจิทัลที่ใช้งานได้ทั่วโลกไม่ต้องสนใจอัตราแลกเปลี่ยน

สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ “ข้อมูล” หรือ Big Data จากการใช้งาน Libra จะผสานเข้ากับ Facebook และพันธมิตรอีก 27 องค์กร ทำให้รู้พฤติกรรมการใช้จ่าย นำไปสู่เรื่องของสินเชื่อและธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารต้องการมากที่สุด และนี่คือส่ิงที่จะดึงดูดให้มีพันธมิตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยากตกขบวน

เรื่องนี้อาจเป็นการ Disruption ขนาดใหญ่

สรุป

Facebook ถือครอง Big Data ของคนทั่วโลก และกำลังขยายอำนาจเข้าสู่เรื่องของการใช้จ่าย (Transaction) การเดินเกมให้ Libra เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร มีพันธมิตรระดับบิ๊กๆ 27 ราย และรวมถึงการเปิดบริการ Calibra กระเป๋าเงินดิจิทัล ที่เชื่อว่าจะสร้างการ Disruption ครั้งใหญ่ทั่วโลก

แต่ยังต้องจับตาดูการใช้งานจริงที่จะเกิดขึ้น เช่น ความปลอดภัยของข้อมูลบน Calibra ที่ Mark Zuckerberg ระบุว่าไม่ต่างจาก Facebook จะมีพันธมิตรใหม่ๆ อย่างไร และการเริ่มใช้จริงจะเปิดกว้างแค่ไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/libra-digital-currency-disrupt-industry/

โฆษณา

ย้อนรอย Sneakers ที่ออกแบบจาก Anime พร้อมคาดการณ์รองเท้า Gundam ของ 361˚ ว่าจะขายดีหรือไม่?

การนำตัวละครจากการ์ตูนชั้นนำมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวสินค้ายังเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยม ล่าสุด 361˚ แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากจีนก็เปิดตัวรองเท้า Gundam แล้วมันจะประสบความสำเร็จเหมือนแบรนด์อื่นที่เคยทำหรือไม่

sneakers
รองเท้าจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องต่างๆ

Nike, Adidas และ ASICS ต่างก็เคยทำทั้งนั้น

เรียกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากจีนอย่าง 361˚ ได้เปิดตัวรองเท้ากีฬาที่นำตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Gundam มาเป็นต้นแบบ เพราะก่อนหน้านี้แบรนด์อุปกรณ์กีฬาชั้นนำในระดับโลกก็มีการนำตัวละครจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องอื่นมาเป็นส่วนหนึ่งในการขายรองเท้ากีฬา

ไม่ว่าจะเป็น Nike ที่เคยใช้แบรนด์ Jordan ทำรุ่นพิเศษของ Air Jordan 6 ที่ต่างจากรุ่นปกติตรงที่มีลวดลายของตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง Slam Dunk ที่วาดด้วยสีขาว ตัดกับสีแดงของตัวรองเท้า แถมมีรองเท้ารุ่น Air Max 98 ที่แม้จะไม่ได้ร่วมมือกับการ์ตูน Gundam อย่างเป็นทางการ แต่ด้วยสีมันก็สื่อถึง RX-78-2 อย่างชัดเจน

ZX 500 RM
ZX 500 RM ของ Adidas ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Dragon Ball

ส่วนทางคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Adidas ก็ไม่น้อยหน้า เพราะเมื่อไม่นานมานี้ก็เปิดตัวรองเท้ากีฬาที่ร่วมมือกับการ์ตูน Dragon Ball เพื่อนำตัวละครต่างๆ ในเรื่องมาใช้ออกแบบกับรองเท้ารุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ซุน โกคู” ตัวเอกของเรื่องที่มากับ Sneakers รุ่น ZX 500 RM เป็นต้น

นอกจากนี้แบรนด์ ASICS หรือแบรนด์อุปกรณ์กีฬาสัญชาติญี่ปุ่นเองก็มีการร่วมมือกับ Gundam เช่นเดียวกัน ผ่านการวางจำหน่ายรองเท้ารุ่น Footpatrol x ASICS GEL-Saga Gundam แม้จะค่อนข้างดูยากว่ามัน Gundam ตรงไหน แต่ถ้าลองมองที่ลิ้นรองเท้าก็จะเห็นหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ ติดอยู่

Gundam
รองเท้า Gundam ของแบรนด์ 361˚

ว่าแล้วก็ลองมาดูที่แบรนด์ 361˚ กันบ้าง โดยการร่วมมือกับ Gundam ครั้งนี้มีรองเท้าออกมา 6 รุ่นย่อยด้วยกัน แบ่งเป็นรุ่นที่ออกแบบมาจากหุ่น RX-78-2 และ ZAKU II อย่างละครึ่ง ราคาเริ่มต้น 329 หยวน (ราว 1,500 บาท) และยังมีการจำหน่ายเสื้อผ้าของทางแบรนด์ที่สกรีนลาย Gundam เช่นเดียวกัน

สรุป

อาจเป็นเรื่องปกติที่หลายแบรนด์สินค้าเลือกจับมือกับตัวการ์ตูนต่างๆ เพื่อนำมาปั้นยอดขาย แต่มันก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปทั้งหมด ส่วนตัวมองว่า 361˚ อาจออกแบบมาไม่ได้โดนใจขนาดนั้น และหากต้องเลือกจริงๆ ก็คงสวมใส่ Air Max 98 สี Gundam ที่ Nike ไม่ได้ร่วมมือกับ Gundam อย่างเป็นทางการมากกว่า

อ้างอิง // Kotaku, Sneaker Freaker

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sneakers-from-anime/

อนาคตฮ่องกง จากข้อกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ถึงความมั่นใจในเรื่องการทำธุรกิจ

มาทำความเข้าใจเรื่องข้อกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของฮ่องกง ที่กลายเป็นชนวนที่ทำให้ประชาชนฮ่องกงออกมาต่อต้านถึงหลักล้านคน รวมไปถึงอนาคตของฮ่องกงหลังจากนี้

Hong Kong Protests
ภาพจาก Unsplash

หลังจากที่ แครี่ แลม ผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้ออกมาประกาศระงับการเสนอข้อกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้กับสภานิติบัญญัติของฮ่องกงอย่างไม่มีกำหนด ท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชนชาวฮ่องกงที่เตรียมประท้วงอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ หลังจากเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมการชุมนุมถึง 1 ล้านคน แม้ว่าตำรวจฮ่องกงจะรายงานว่ามีผู้ชุมนุมเพียงแค่ 2 แสนกว่ารายก็ตาม

แม้ว่าผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะระงับการเสนอกฏหมายนี้อีกก็ตาม แต่การชุมนุมล่าสุดในวันนี้ (วันอาทิตย์) ยังไม่จบ เนื่องจากผู้ที่ออกมาร่วมประท้วงต้องการที่จะให้ยกเลิกข้อกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนี้ รวมไปถึงความไม่พอใจ แครี่ แลม ด้วย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังกับฮ่องกงหลังจากนี้ไปอาจไม่เหมือนเดิมต่อไปแล้ว Brand Inside วิเคราะห์ถึงเรื่องราวจากนี้ของเกาะฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งหนึ่งของเอเชีย และยังเป็นประตูสู่จีนแผ่นดินใหญ่

จุดเริ่มต้น

อย่างที่เราทราบกันว่าฮ่องกงในอดีตเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาได้มีการเจรจาระหว่างจีนกับอังกฤษในปี 1984 ว่า อังกฤษจะคืนอธิปไตยเหนือฮ่องกงให้กับจีนในเดือนกรกฎาคม ปี 1997 ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบอบ” หมายถึงว่า ฮ่องกงจะยังคงพัฒนาภายใต้ระบอบทุนนิยมได้ต่อ รวมไปถึงยังใช้กฏหมายพื้นฐาน (Basic law) และมีสิทธิอิสระในการปกครองตนเองอีก 50 ปี

หลังจากการคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีนแล้ว เราจะเห็นว่าที่ผ่านมาจีนพยายามที่จะเข้ามาแสดงอำนาจในเกาะฮ่องกงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปี 2013 ถึง 2015 ที่จีนได้พยายามปฏิรูปการบริการฮ่องกง โดยผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงนั้นจะต้องมาจากการเลือกจากการเสนอชื่อจากฝั่งจีนก่อน เนื่องจากจีนต้องการผู้นำที่ขึ้นมาแล้วไม่ทำตัวปฏิปักษ์กับจีน แล้วประชาชนฮ่องกงค่อยเลือกแล้วให้จีนอนุมัติอีกรอบ ทำให้ประชาชนฮ่องกงแสดงความไม่พอใจ

หลังจากนั้นเริ่มมีการจัดการชุมนุมโดยผู้ที่รักประชาธิปไตยที่ไม่เห็นด้วยในช่วงวันที่ 22 กันยายน และท้ายที่สุดตำรวจฮ่องกงได้สลายการชุมนุมในวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งผู้ชุมนุมมาชุมนุมมากที่สุดหลักแสนคนในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม

นอกจากนี้ยังทำให้แกนนำในการชุมนุมโดนจำคุกด้วย

“ม็อบร่มเหลือง” ในปี 2015 – ภาพจาก Pixabay

ทำไมชาวฮ่องกงถึงออกมาประท้วงได้เยอะขนาดนี้

สาเหตุเริ่มต้นที่ทำให้ชาวฮ่องกงไม่พอใจคือ แครี่ แลม ผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้เตรียมที่จะเสนอข้อกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนฉบับใหม่ หลังจากมีคดีชาวฮ่องกงฆาตรกรรมที่ประเทศไต้หวันแล้วหนีกลับมาที่ฮ่องกง ที่ผ่านมาฮ่องกงไม่มีข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน ไต้หวัน และมาเก๊า โดยฮ่องกงมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศอื่นๆ รวม 20 ประเทศ

สำหรับข้อกฎหมายนี้ผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงมองว่าจะแก้ปัญหาไม่ให้ฮ่องกงกลายเป็นสวรรค์ของเหล่าผู้ทำผิดกฎหมายแล้วใช้ฮ่องกงเป็นที่พำนัก แต่ข้อกฎหมายนี้จะทำให้จีนสามารถขอผู้ร้ายที่ทางการจีนต้องการตัวกลับไปยังที่จีน ซึ่งอย่างที่เราทราบกันว่าการพิจารณาคดีในจีนมักจะโดนซ้อมทรมาน หรือไม่ก็ผู้ต้องหาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิของผู้ต้องหา เช่น การพบทนาย ฯลฯ แม้ว่ารัฐบาลฮ่องกงจะกล่าวว่ากฎหมายนี้จะพิจารณาคดีเป็นเรื่องๆ ไป ก็ตาม

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในฮ่องกง ทำให้ประชาชนนั้นแสดงความไม่พอใจออกมา ซึ่งการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศคาดว่ามีการชุมนุมของประชาชนมากถึงหลักล้านคน มากที่สุดตั้งแต่การส่งมอบเกาะฮ่องกงให้กับจีน (และมากกว่าม็อบร่มเหลืองด้วย) แม้ว่าตำรวจฮ่องกงจะประมาณผู้เข้าร่วมชุมนุมเพียงแค่ 240,000 คน

ผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเองยังได้กล่าวว่า “จะไม่มีทางยกเลิกการเสนอข้อกฎหมายนี้โดยเด็ดขาด” และยังได้กล่าวว่า “ประชาชนชาวฮ่องกงเข้าใจเรื่องข้อกฎหมายนี้แบบผิดๆ” และในวันพุธที่ผ่านมามีการใช้แก๊สน้ำตา ในการสลายผู้ชุมนุมด้วย โดยแก๊สน้ำตาที่ตำรวจฮ่องกงใช้สลายผู้ชุมนุมมากกว่าสมัยม็อบร่มเหลืองถึง 2 เท่า และจับผู้ชุมนุมไป 11 ราย

เมื่อวันเสาร์ (15 มิถุนายน) ที่ผ่านมา แครี่ แลม ได้ออกมาประกาศระงับการเสนอข้อกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้กับสภานิติบัญญัติของฮ่องกงอย่างไม่มีกำหนด แต่เธอได้กล่าวว่าจะปรับปรุงกฎหมายนี้ใหม่ด้วย และเธอยังได้เลี่ยงคำตอบเรื่องการลาออก

แต่ชาวฮ่องกงกลับไม่ถูกใจสิ่งนี้

Hong Kongers Protest Over China Extradition Law
HONG KONG, HONG KONG – JUNE 12: A protester makes a gesture during a protest on June 12, 2019 in Hong Kong China. Large crowds of protesters gathered in central Hong Kong as the city braced for another mass rally in a show of strength against the government over a divisive plan to allow extraditions to China. (Photo by Anthony Kwan/Getty Images)

ประชาชนยังออกมาอีก

ในวันนี้ (16 มิถุนายน) ผู้ชุมนุมได้ประกาศชุมนุมอีกครั้งและได้นัดแนะให้มีการแต่งชุดดำออกมา โดยสื่อต่างประเทศคาดว่าน่าจะมีจำนวนหลายแสนคน ขณะเดียวกันตำรวจฮ่องกงยังประมาณผู้ชุมนุมไว้เท่าเดิมที่ 240,000 คน สาหตุที่ยังมีผู้ชุมนุมออกมาจำนวนมากขนากนี้เนื่องจากไม่พอใจที่ แครี่ แลม ผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ไม่กล่าวขอโทษชางฮ่องกงจากการสลายการชุมนุมในวันพุธ และยังไม่ยกเลิกข้อกฎหมายอีกด้วย

ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ People’s Daily ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ควบคุมโดยรัฐบาลจีน ได้แสดงความคิดเห็นว่า มีความพยายามที่จะแทรกแซงกิจการภายในของจีนและกิจการภายในฮ่องกง ขณะเดียวกัน Weibo ซึ่งเป็น Social Network ของจีนได้ปิดกั้นการค้นหาการชุมนุมของฮ่องกง โดยแสดงเพียงแค่ประกาศจากกระทรวงต่างประเทศจีนที่กล่าวว่าผู้ชุมนุมในฮ่องกงขัดขวางสันติภาพในฮ่องกง

ขณะเดียวกันยังมีข่าวว่า แครี่ แลม ถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกสภาของฮ่องกงที่สนับสนุนฝั่งจีนยังตีตัวออกห่างเธอด้วย

Hong Kongers Protest Over China Extradition Law
ภาพจาก Unspash

อนาคตของฮ่องกง ราคาที่จีนต้องจ่าย

สำหรับจีนแล้วในปัจจุบันถ้าหากจะใช้ไม้แข็งกับฮ่องกงเลย ยิ่งโดยเฉพาะสมัยของประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง จะกลายเป็นว่าจีนต้องมีราคาจ่ายอย่างแพงสำหรับเรื่องนี้ เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกแห่งหนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงมีขนาดใหญ่อันดับ 6 ของโลก ขณะที่จีนพยายามผลักดันให้เซี่ยงไฮ้และปักกิ่งกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันจีนเองยังไม่ได้เปิดเสรีทางการเงินให้กับต่างประเทศ 100% เนื่องจากยังกลัวปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า รวมไปถึงจีนยังมีความกลัวตลาดหุ้นพังในปี 2015 ที่ยังตามหลอกหลอนจนถึงปัจจุบันอยู่

ขณะเดียวกันถ้าหากปล่อยให้ฮ่องกงดูเป็นอิสระมากเกินไป จีนก็กังวลว่าฮ่องกงจะเป็นเหมือนหอกข้างแคร่อันใหญ่ของรัฐบาลจีน นอกจากนี้ยังมีธุรกิจจากต่างประเทศที่ลงหลักปักฐาน ซึ่งเชื่อมั่นใน Basic Law ของฮ่องกงที่มีมาอย่างยาวนานกดดันจีนด้านหลังอีก การประท้วงครั้งนี้จึงกลายเป็นการส่งสัญญาณให้กับจีนกลายๆ ว่า ถ้ายังใช้ไม้แข็งกับฮ่องกงอยู่ยิ่งจะลดบทบาทของฮ่องกงในโลกการเงินและเศรษฐกิจ และอาจรวมถึงจีนในอนาคตด้วย ขณะที่บทบาทของจีนกำลังพยายามที่จะต้อนรับเสรีทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้น

สำหรับอนาคตของ แครี่ แลม หลังจากที่เธอโดนโดดเดี่ยวอย่างที่กล่าวไปข้างต้น กรณีที่เลวร้ายที่สุดในเกมนี้เธออาจเป็นเหยื่อสังเวยให้กับข้อกฎหมายนี้แทน เพื่อที่จะลดแรงกดดันจากประชาชนชาวฮ่องกง

หลังจากนี้น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะต้องคิดหนักมากขึ้นโดยเฉพาะอนาคตของฮ่องกง ขณะเดียวกันคนหนุ่มสาวที่เป็นหัวใจสำคัญของการชุมนุมหลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้วย่อมไม่เหมือนเดิม

ภาพจาก Pixabay

เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่านต่อ

  • หนังสือพิมพ์ LA Times – สำหรับการชุมนุมครั้งนี้แทบจะไม่มีแกนนำที่แท้จริงด้วยซ้ำ
  • Bloomberg – การชุมนุมครั้งนี้วางแผน และแก้ปัญหาการชุมนุมสมัยม็อบร่มเหลืองด้วย
  • SCMP – อัพเดตล่าสุด แครี่ แลม ออกมาขอโทษประชาชนแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bi-analysis-the-future-of-hk-after-extradition-bill/

ศึกษาตลาดโลจิสติก 2 แสนล้านบาทในไทย กับข่าวล่าสุดที่ Flash Express ร่วมทุน Nim Logistic

ในปีนี้ภาพรวมตลาดขนส่งสินค้า และพัสดุในประเทศไทยน่าจะอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ที่มากขนาดนี้เพราะการเติบโตของ E-Commerce และนั่นอาจเป็นที่มาของการร่วมทุนระหว่างหน้าใหม่กับหน้าเก่าในตลาดมากขึ้น

Flash Express
Flash Express

ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย E-Commerce 3.2 ล้านล้านบาท

ก่อนหน้านี้โลจิสติก หรือบริการขนส่งสินค้า และพัสดุในประเทศไทยนั้นถูกขับเคลื่อนโดยธุรกิจค้าปลีก รวมถึงการนำเข้าส่งออกสินค้า แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการโลจิสติกนั้นไม่ได้ถูกขับเคลื่อนแค่ 2 ธุรกิจข้างต้น แต่ยังรวมถึง E-Commerce หรือการค้าขายออนไลน์ที่ปัจจุบันมีเงินสะพัดถึง 3.2 ล้านล้านบาท

เมื่อเงินสะพัดสูงขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่บริการขนส่งสินค้า และพัสดุจะเติบโตตามไปด้วย เพราะเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ ก็ต้องมีการจัดส่งไปยังผู้รับ เช่น “ไปรษณีย์ไทย” ที่มีรายได้ปี 2560 ราว 28,000 ล้านบาท กับกำไรสุทธิ 4,200 ล้านบาท รวมถึง Kerry Logistic เองก็มีกำไรในปี 2561 เติบโตในประเทศไทยถึง 84%

Kerry Logistics
ภาพจาก Kerry Logistics

แต่นั่นเป็นเพียงแค่สองรายใหญ่ในตลาด เพราะปัจจุบันก็มีบริการขนส่งสินค้า และพัสดุรายย่อยเกิดขึ้นมามากมายเพื่อรองรับการเติบโตของ E-Commerce ประกอบกับผู้เล่นดั้งเดิมในตลาดก็ต้องปรับตัวเองเพื่อรองรับการเติบโตนี้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้

การแข่งขันที่ดุเดือด และการควบรวมกันอาจเป็นอีกคำตอบ

อย่างไรก็ตามด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” ทำให้ทุกฝ่ายต่างต้องแบกรับต้นทุนเยอะขึ้น ทั้งธุรกิจขนส่งสินค้า และพัสดุนั้นต้องในคน และยานพาหนะจำนวนมาก ก็ทำให้การเข้ามาในตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่าง “คมสัน ลี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Flash Express ก็เคยบอกไว้ว่าไม่มีเงินถึง 5,000 ล้านบาทไม่ต้องเข้ามา

Flash Express
คมสัน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Flash Express

“เมื่อตลาดมันเติบโต ใครๆ ก็อยากเข้ามาชิงแชร์ แต่ด้วยธุรกิจบริการขนส่งสินค้า และพัสดุมันไม่เหมือนกับธุรกิจอื่น เพราะถ้าทำทั้งประเทศ และทำออกมาให้ดีจริงๆ ต้องมีเงินทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ถ้าน้อยกว่านั้นทำอย่างไรก็แข่งขันไม่ได้ หรือกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตลำบาก” คมสัน ลี กล่าว

ด้วยการแข่งขันที่มากขึ้นนี้ การตัดสินใจร่วมทุนกันก็อาจเป็นคำตอบ และนั่นคือที่มาของการร่วมทุนระหว่าง Flash Express กับ Nim Logistic (นิ่มซี่เส็ง โลจิสติกส์) หนึ่งในบริษัทขนส่งสินค้า และพัสดุเก่าแก่ของไทย ตั้งบริษัท Flash Logistic ผ่านความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของหน้าใหม่ รวมกับประสบการณ์ของหน้าเก่าเดินหน้าธุรกิจ

Nim Logistic
ศูนย์กระจายสินค้าของ Nim Logistic

200 ล้านบาท และอนาคตของบริการขนส่งสินค้า และพัสดุไทย

สำหรับตัวบริษัทใหม่นี้ ทั้งสองบริษัทได้ร่วมลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่บริษัทขนส่งสินค้า และพัสดุหน้าใหม่เดินหน้าธุรกิจร่วมกับผู้เล่นหน้าเก่าในตลาด ซึ่งในอนาคตก็อาจเห็นแบบนี้มากขึ้น เพราะอย่างในประเทศจีนมีบริษัทขนส่งสินค้า และพัสดุแค่หลักร้อยราย แต่ในไทยมีเป็นหมื่นรายทั้งๆ ที่พื้นที่ประเทศเล็กกว่าหลายเท่าตัว

“ในไทยมีบริษัทเล็กๆ ที่มีรถไม่กี่คันอยู่เยอะ ถ้าเรานำพวกเขามาอยู่ในแพลตฟอร์มกลางที่พร้อมกระจายงานขนส่งให้อย่างมีประสิทธิภาพ คล้าย Uber ที่จับความต้องการของผู้โดยสาร กับผู้ขับให้เจอกัน และจุดนั้นเองเราก็จะเติบโตไปด้วยกันกับพวกเขา ซึ่งคาดว่าจะผู้ประกอบการขนส่งมาอยู่กับเรา 4,000-5,000 รายในอีกไม่นาน” คมสัน เสริม

Flash Express
Flash Express

เมื่อผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มลดลงเพราะได้งานมากขึ้น คราวนี้ก็เหลือแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งไปรษณีย์ไทย, Kerry Logistic, Flash Express และ DHL ที่ต้องขยายตัวเองให้มากกว่าแค่บริการขนส่งสินค้า และพัสดุ เพราะในโลกของ E-Commerce นั้นยังมีอะไรอีกมากที่พวกเขาสามารถตอบโจทย์ได้

สรุป

พอรายใหญ่ต้องเป็นมากกว่าธุรกิจขนส่งสินค้า และพัสดุ คราวนี้ก็ต้องจับตาธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับ E-Commerce ทั้งบริการชำระเงิน, บริการจัดการคลังสินค้า หรือบริการจัดเตรียมสินค้าที่อยู่ในระดับรายย่อยจะถูกรายใหญ่กลืนกินไปอีกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ Flash Express น่าจะมีข่าวที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/flash-express-and-nim-logistic/

อ่านเกมรถตู้ 2562 หลัง Toyota ปล่อย Commuter รุ่นใหม่ แถม MG-Hyundai ก็เร่งเครื่องเต็มที่

เปิดราคาไทยอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Hiace และ Commuter รถตู้ยอดนิยมของ Toyota โดยรุ่นล่างสุดเริ่มต้นไม่ถึงล้านบาท เรียกว่างานนี้ MG ที่เพิ่งเปิดรุ่นใหม่ และ Hyundai ที่ตีตลาดรถตู้สำหรับครอบครัวเหนื่อยแน่

Toyota Commuter
Toyota Commuter

รุ่นใหม่ในรอบ 15 ปี และความสำเร็จรวม 6.3 ล้านคัน

เมื่ออยากได้รถตู้สักคันไปใช้งาน เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงรุ่น Hiace และ Commuter ของ Toyota แน่นอน เพราะด้วยสมรรถนะ รวมถึงประสิทธิภาพในการใช้งานที่เรียกว่าทนทานสุดๆ จึงไม่แปลกที่ยอดขายรถตู้ตระกูล Hiace และ Commuter โฉมที่ 5 ที่ทำตลาดมา 15 ปีจะมียอดขายรวมกันกว่า 6.3 ล้านคันจาก 150 ประเทศทั่วโลก

แต่ด้วยระยะเวลาที่นานถึง 15 ปี มันก็ควรแก่การปรับเปลี่ยนรุ่นเสียที และล่าสุด Toyota ประเทศไทยก็เตรียมขาย Hiace และ Commuter โฉมล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวที่ฟิลิปปินส์ไปเมื่อ 4 เดือนก่อนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยสามารถชมคันจริงได้ที่โชว์รูม Toyota ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป

Toyota Hiace
Toyota Hiace

สำหรับ Hiace นั้นจะซอยเป็น 2 รุ่นย่อยคือ Hiace ECO ทรงรถตู้ทึบ ราคา 9.99 แสนบาท กับ Hiace GL ทรงหลังคาเตี้ย ราคา 1.07 ล้านบาท ทั้งคู่เป็นเครื่อง 2.8 ลิตร เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ส่วน Commuter จะแบ่งเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด กับเกียร์ออโต้ 6 สปีด ราคา 1.26 ล้านบาท และ 1.29 ล้านบาทตามลำดับ

การกลับมาของ Granvia เพื่อตอบโจทย์ตลาดรถตู้หรู

ขณะเดียวกันนอกจากการเปิดตัว Hiace และ Ventury อย่างเป็นทางการแล้ว ก็ยังมีกระแสว่า Toyota ประเทศไทยเตรียมนำรุ่น Ventury หรือที่ในอดีตที่ถูกเรียกว่า Granvia กลับมาทำตลาดอีกครั้งในช่วงสิ้นปีนี้ อาจเพราะเห็นว่ายังมีโอกาสในตลาด ประกอบกับความสำเร็จของค่ายคู่แข่งที่บุกตลาดนี้เต็มที่

รถตู้
รถตู้ Toyota รุ่น Hiace ที่วางจำหน่ายในฟิลิปปินส์

ไม่ว่าจะเป็น Hyundai กับรุ่น H-1 ที่มียอดขายถล่มทลายในช่วงหลัง เพราะค่อนข้างตอบโจทย์ครอบครัวขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี รวมถึงในมุมรถสำหรับผู้บริหาร ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ดังนั้นเมื่อ Ventury ใหม่กลับมาทำตลาด มันก็ทำให้ Hyundai ต้องเร่งเครื่องมากกว่านี้แน่นอน

ค่ายจีนก็ต้องเพิ่งจุดขายในมุมการใช้งานเชิงพาณิชย์

ในทางกลับกันค่ายรถยนต์จากจีนอย่าง MG กับรุ่น V80 ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานบรรทุกคน และพัสดุ ผ่านการบรรทุกได้ถึง 11 ที่นั่ง แถมราคาแค่ 1 ล้านบาท ก็ทำให้ทางค่ายจะต้องเร่งทำตลาดกว่านี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากพี่ใหญ่ Toyota กำลังกลับมาทวงคืนเค้กก้อนนี้แล้ว

สรุป

ตลาดรถตู้อาจห่างไกลสำหรับหลายคน แต่ด้วยปัจจุบันที่การขนส่งพัสดุนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความต้องการซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคก็เริ่มอยากได้รถยนต์ที่ใช้งานได้หลายหลายรูปแบบ จึงเชื่อว่าตลาดรถตู้นั้นน่าจะเติบโตขึ้นหลังจากนี้ไม่มากก็น้อย

อ้างอิง // Toyota

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/toyota-new-commuter-thai-and-van/

Mercedes-Benz เตรียมขาย GLB สิ้นปี 2562 ตีตลาด SUV ขนาดเล็ก-ต่อยอดความสำเร็จรถ Compact

ในที่สุด GLB ของ Mercedes-Benz ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แม้ราคาขายปลีกแนะนำยังไม่เปิดเผย แต่อย่างน้อยก็รู้ว่า SUV ขนาดเล็กรุ่นนี้จะจำหน่ายในสิ้นปี 2562 แถมยังเป็นอีกก้าวในการบุกตลาดรถกลุ่ม Compact ด้วย

Mercedes-Benz GLB
Mercedes-Benz GLB

GLB กับการต่อยอดความสำเร็จรถกลุ่ม Compact

นับตั้งแต่ A-Class เปิดตัวในปี 2540 ตัวยอดขายรถยนต์กลุ่ม Compact หรือรถยนต์ขนาดเล็ก ของ Mercedes-Benz ที่หมายถึงตระกูล A-Class, B-Class, CLA และ GLA ก็มากถึง 6.5 ล้านคัน และปี 2561 ยอดขายกลุ่ม Compact ก็คิดเป็น 6.09 ล้านคัน หรือ 1 ใน 4 ของยอดขายทั้งหมด

ขณะเดียวกันด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่ไหลไปทางรถแบบ SUV มากขึ้น ก็ทำให้ยอดขายของ Mercedes-Benz มาจาก SUV ถึง 1 ใน 3 ในปี 2561 ด้วย และเมื่อนำสองปัจจัยมารวมกันก็ไม่แปลกที่ Mercedes-Benz จะต้องเร่งทำตลาดรถยนต์ SUV ขนาดเล็ก และนั่นคือที่มาของ GLB ที่เพิ่งเปิดตัวที่สหรัฐอเมริกาไป

Mercedes-Benz GLB
ภายในของ Mercedes-Benz GLB

สำหรับ GLB นั้นเป็นรถยนต์ SUV ขนาดเล็ก แต่มี 7 ที่นั่ง (2 ที่นั่งตอนท้ายเหมาะกับคนที่สูงไม่เกิน 168 ซม.) โดยตัวรถจะถูกผลิตที่โรงงานในเม็กซิโกเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ยกเว้นในจีนที่จะผลิตที่โรงงานในปักกิ่ง ส่วนประเทศแรกที่จะจำหน่ายก็คือเยอรมนี เพราะสิ้นปีนี้ก็หาซื้อกันได้แล้ว

ด้านการทำตลาดนั้น GLB จะมาพร้อมกับ 5 รุ่นย่อย ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน GLB 200 และ GLB 250 4MATIC กับเครื่องยนต์ดีเซล GLB 200 d, GLB 200 d 4MATIC และ GLB 220 d 4MATIC ซึ่งมีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้นในกลุ่ม SUV ขนาดเล็ก

Mercedes-Benz GLB
เบาะ 3 แถวของ Mercedes-Benz GLB

สรุป

GLB เข้ามาปิดช่องว่างระหว่าง GLA กับ GLC ได้เป็นอย่างดี ผ่านการออกแบบให้ดูเป็น SUV จริงๆ ไม่ใช่รถแบบ Crossover ทำให้ใครที่กำลังดูรถสำหรับครอบครัว แต่ไม่ต้องการให้ใหญ่มาก GLB ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ และหากราคาเปิดออกมาไม่แรงมาก เชื่อว่า GLB ต้องมียอดขายดีแน่นอน

อ้างอิง // Mercedes-Benz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mercedes-benz-glb-launch/

[วิเคราะห์] Amazon Credit Builder บัตรเครดิตใหม่จากเว็บอเมซอน ประวัติไม่ดี-ไร้เครดิตก็กู้เงินช้อปปิ้งได้

ก่อนหน้านี้ Apple เปิดตัวบัตรเครดิตเอาใจชาวอเมริกันที่ชอบใช้บัตรช้อปปิ้งทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ล่าสุด Amazon ก็เปิดตัวบัตรเครดิตบ้างที่สำคัญเอามาขยายกลุ่มลูกค้าประวัติการเงินไม่ดี หรือไม่มีเครดิตมาก่อน Amazon ทำได้อย่างไร?

Amazon Credit Builder บัตรเครดิตใหม่ ขยายลูกค้า Underbanked

Amazon เว็บไซด์ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ของโลกล่าสุดจับมือกับธนาคาร Synchrony Financial เปิดตัว บัตรเครดิต Amazon Credit Builder มาเจาะกลุ่มลูกค้า Underbanked คือกลุ่มที่มีประวัติการเงินไม่ดี (เลยขอสินเชื่อไม่ได้) หรือไม่มีประวัติการเงินมาก่อนให้สามารถกู้เงิน หรือใช้บัตรนี้รูดซื้อสินค้ากับ Amazon ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้บัตรเครดิต Amazon Credit Builder จะมีเงื่อนไขและสิทธิพิเศษคล้ายบัตรเครดิต  Amazon Store Card เช่น ส่วนลด 5% เมื่อซื้อสินค้าในร้าน Amazon สิทธิพิเศษไม่คิดดอกเบี้ยเมื่อจ่ายชำระเงินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด (อาทิ 6, 12,24 เดือน)

อย่างไรก็ตามบัตร Amazon Credit Builder ถือเป็น secured credit card คือผู้ใช้งานต้องนำเงินฝากไว้ในบัญชีธนาคารเพื่อเป็นหลักประกัน ฝากเงินไว้เท่าไรก็สามารถกู้และใช้วงเงินได้ตามที่มีอยู่ในบัญชี โดยบัตรเครดิตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกเพราะในไทยก็มีให้บริการเช่นกัน

ทำไม Amazon ต้องออกบัตรเครดิตเจาะลูกค้า Underbanked ตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน?

ที่ผ่านมา Amazon มีบัตรเครดิตที่เปิดร่วมกับธนาคาร Synchrony Financial อยู่แล้วคือ Amazon Store Card ซึ่งจะมีลูกค้าบางกลุ่มที่เงื่อนไขไม่ผ่าน ธนาคารไม่สามารถอนุมัติบัตรให้ได้เช่น กลุ่มลูกค้าที่ประวัติการเงินไม่ดี หรือไม่มี Credit มาก่อน ดังนั้นเมื่อ Amazon เปิดตัวโปรแกรม Amazon Credit Builder เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้านี้มากขึ้น และเพื่อสร้าง Royalty Program กับลูกค้าทุกกลุ่มโดยใช้คอนเซ็ปต์ว่า “คนที่มีประวัติการเงินไม่ดี สามารถสร้างเครดิตใหม่ให้ตัวเองได้”

ข้อมูลจากผลสำรวจ FICO ปี 2018 ระบุว่า ประชากรสหรัฐกว่า 11% คะแนนเครดิตต่ำกว่า 550 คะแนน และมีถึง 4% ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นคนที่ประวัติทางการเงินไม่ดี (คะแนนอยู่ที่ 300-499 คะแนน)

ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่ม Underbanked ในสหรัฐมีไม่น้อย เพราะผลการสำรวจ FICO ปี 2017 พบว่า ครัวเรือนของสหรัฐกว่า 25% เป็นกลุ่ม Underbanked คือที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน หากเทียบกับประชากรสหรัฐปัจจุบันกว่า 300 ล้านคน แสดงว่าสหรัฐมีคนกลุ่ม Underbanked อย่างน้อย 75 ล้านคน ถือเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามการให้สินเชื่อกับลูกค้าที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ดอกเบี้ยก็สูงขึ้นไปด้วย โดยบัตรเครดิตใหม่ของ Amazon ดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 28.24%

สรุป

โลกดิจิทัลแบบนี้ความเร็วในการทำธุรกิจกลายเป็นเรื่องสำคัญ ถ้า Amazon เป็นเจ้าแรกที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่ม Underbanked ได้นอกจากจะขยายฐานลูกค้า ยังสร้าง Royalty ในแบรนด์ และพัฒนาลูกค้ากลุ่มนี้ให้เข้าถึงสินเชื่อแบบอื่นๆ ได้มากขึ้น ต้องรอดูว่ากลยุทธ์เจาะลูกค้า Segment นี้จะเวิร์คหรือไม่?

ที่มา Amazon1 Amazon2CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-new-credit-card-2/