คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

อ่านแผน Growing Beyond Colors ของ TOA ที่มี “สีทนได้” เป็นภาพจำ และสินค้าอื่นเสริมการเติบโต

TOA เป็นแบรนด์สีที่อยู่คู่คนไทยตั้งแต่ปี 1958 และได้รับความมั่นใจจากผู้ใช้ ทั้งมีภาพจำ “สีทนได้” ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แบรนด์ แต่หลังจากนี้ TOA จะเติบโตไปมากกว่านั้น ผ่านกลยุทธ์ Growing Beyond Colors

toa

TOA ที่ไม่ได้มีแค่สีทาบ้านอีกต่อไป

ภาพจำเวลานึกถึงแบรนด์ TOA ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะนึกถึงสีทาบ้านเป็นอย่างแรก โดยเฉพาะหลังจากการมีโฆษณา TOA 4 Seasons พร้อมวลีเด็ด “สีทนได้” ทำให้แบรนด์สี TOA 4 Seasons รู้จักไปทั้งประเทศไทย แต่จริงๆ แล้ว TOA ในประเทศไทยทำตลาดสินค้ามากมาย เช่นแชลแล็ค หรือน้ำมันทาไม้, สีทาอาคาร และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสี

อย่างไรก็ตาม TOA จะให้ธุรกิจเติบโตด้วยการผลิต และจำหน่ายสี และสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสีก็คงไม่พอ จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ Growing Beyond Colors ที่จะช่วยให้ TOA เติบโตโดยไม่ได้ยึดอยู่แค่สิ่งที่เกี่ยวกับสี ไม่ว่าจะเป็นการทำ WHO Service แพลตฟอร์มกลางเกี่ยวกับโซลูชั่นงานบ้านครบวงจรบนมาตรฐาน TOA

toa

รวมถึงการเข้าสู่ธุรกิจกระเบื้องเพื่อเติมเต็มโซลูชั่นงานบ้าน ซึ่งต่อยอดจากการเปิด Mega Paint Warehouse ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และบริการครบวงจร, TOA Smart ศูนย์รวมสินค้าเคมีภัณฑ์ สี และวัสดุก่อสร้างบนออนไลน์ และ TOA ide@color บริการที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการการออกแบบด้วยสี เป็นต้น

TOA ที่สร้างแบรนด์กับกลุ่มคนรุ่นใหม่

ด้วย TOA เป็นแบรนด์เก่าแก่ และแค่คำว่า “สีทนได้” อาจไปไม่ถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันพวกเขาเริ่มมีกำลังทรัพย์ในการซื้อบ้าน หรือสร้างอาคารเพื่อประกอบกิจการ ทำให้ TOA เริ่มเดินหน้าทำตลาดกับคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างให้ TOA เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับแผนการทำตลาดกับคนรุ่นใหม่มีตั้งแต่ การจัดกิจกรรมทาง TikTok ภายใต้แคมเปญ #สีทนได้challenge รวมถึงการทำโฆษณารูปแบบใหม่ที่แพร่ภาพบน YouTube และ Facebook ซึ่งทั้ง 3 ช่องทางนี้เป็นสื่อของคนรุ่นใหม่ ทำให้การสื่อสารข้อมูลของ TOA เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ TOA ยังมีการสื่อสารข้อมูลทางสื่ออื่นๆ เพื่อเล่าถึงเหตุผลในการใช้สี TOA ในธุรกิจต่างๆ, การเข้าไปมีส่วนร่วมในงานบ้านและสวน 2021 และ ACT Forum 2021 รวมถึงการทำแคมเปญพิเศษบนโลกออนไลน์ รวมถึงการทำสีโทน Loft และ Metallic ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่

toa

TOA กับการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้การจะเติบโตด้วยการขยายธุรกิจ และเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย อาจไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ทำให้ TOA ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงหลัก Green Innovation และการบริหารองค์กรจนได้รับรองมาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 50001

เมื่อประกอบกับการวางเป้าหมายเชิงธุรกิจที่เน้นสร้างผลกำไร และการเติบโต พร้อมตอบแทนการที่ผู้ถือหุ้นให้ความเชื่อใจ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถือหุ้น และพาร์ทเนอร์ในส่วนต่างๆ ของกิจการทั้งใน และต่างประเทศ ทำให้ TOA สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยอัตโนมัติ

ในปี 2020 ทาง TOA มีรายได้ทั้งหมด 16,296 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2019 ราว 4% เนื่องจากการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้การลงทุนของโครงการต่างๆ ต้องเลื่อนออกไป ส่วนกำไรสุทธิปิดที่ 2,031 ลดลง 6.1% ด้านสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่ม Decorative 10,774 ล้านบาท, Non-decorative 5,185 และอื่นๆ 337 ล้านบาท

สรุป

ถือเป็นการปรับตัวของ TOA ที่น่าสนใจ เพราะบริษัทพยายามไม่ยึดติดแค่ความสำเร็จของ “สีทนได้” แต่พยายามหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อสร้างบริษัทให้ได้เติบโตด้วยธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจสี ดังนั้นคงต้องติดตามต่อไปว่าแผน Growing Beyond Colors จะช่วย TOA ขยายความยิ่งใหญ่ในอนาคตได้หรือไม่

อ้างอิง // TOA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อ่านแผน Growing Beyond Colors ของ TOA ที่มี “สีทนได้” เป็นภาพจำ และสินค้าอื่นเสริมการเติบโต first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/toa-growing-beyond-colors/

ไทย ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ แต่ปัญหาใหญ่ รายได้น้อย เงินออมไม่พอ ยืดเวลาเกษียณ

  • ไทยกำลังจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี 2565 
  • อีก 9 ปีถัดไปจะกลายเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (HyperAged Society) ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วกว่าญี่ปุ่น
  • 80% ของประชากรสูงอายุ จะมีรายได้เฉลี่ยต่อปีระดับกลางลงล่าง
  • แต่ค่าใช้จ่ายจะมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี หรือไม่ต่ำกว่า 350,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งประเด็นปลายเปิดอยู่ที่ค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่เชื่อมโยงกับความเจ็บป่วย
  • สุดท้าย เราอาจต้องเตรียมทำงานนานขึ้น…หากออมไม่พอใช้

aging soceity

ไทย…กับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสุดยอดในอัตราที่เร็วกว่าญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันในปี 2564 เรียกได้ว่า ประเทศไทยเป็นสังคมสูงอายุ (Aging Society) หรือมีสัดส่วนจำนวนประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ มากกว่า 7% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ ตามนิยามขององค์การสหประชาชาติ (UN) โดยในปี 2564 ประชากรไทยที่อายุ 65 ปีขึ้นไปมีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 12.8% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแล้ว ไทยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุต่อประชากรทั้งหมด มากเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น 

ไทยถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) หรือมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นแตะ 14% ของประชากรทั้งหมดในปี 2565 เป็นอย่างเร็ว

เนื่องจากอัตราการเกิดของคนไทยมีแนวโน้มลดต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 10 ของประชากร 1,000 คน หรือมีจำนวนการเกิดเพียงประมาณ 6 แสนคนต่อปี ตามการแต่งงานที่ช้าและความไม่ต้องการมีบุตรที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จำนวนการเกิดก็เริ่มมีอัตราที่ติดลบหรือหดตัวลงแล้ว หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากจำนวนประชากรไทยจะเริ่มลดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้ว ไทยน่าจะขยับขึ้นเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) หรือมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเข้าหา 20% โดยใช้เวลาเพียง 9 ปีหลังการเป็นสังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่รวดเร็วกว่าประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ระยะเวลา 11 ปี 

อ่านประกอบ

คนญี่ปุ่นที่มีผู้สูงอายุเยอะ

ประชากรสูงอายุส่วนใหญ่ไม่รวย ขณะที่ ค่าครองชีพเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 5%

ท่ามกลางสังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์และแบบสุดยอด ประกอบกับภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลังโควิด-19 ในกรอบ 2.5-4.0% ต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จำนวนประชากรสูงอายุไทยที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีในระดับปานกลางขึ้นบน น่าจะมีสัดส่วนไม่ถึง 20% ของจำนวนประชากรสูงอายุทั้งหมด

ส่วนประชากรสูงอายุอีกกว่า 80% อาจมีรายได้เฉลี่ยต่อปีในระดับปานกลางลงล่าง ในขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของกลุ่มผู้สูงอายุน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี หรืออาจอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 350,000 บาทต่อคนต่อปี โดยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นชัดเจน สาเหตุจากการเสื่อมสมรรถภาพของร่างกายและความเจ็บป่วยจากโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs: Non-Communicable Diseases) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง หลอดเลือดหัวใจ ปอดอักเสบ เป็นต้น ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และในบางคน ก็อาจเจ็บป่วยหลายๆ โรคพร้อมกันด้วย 

อัตราการพึ่งพาของผู้สูงอายุต่อประชากรวัยทำงาน 100 คน 2015 2025 2035 2045
ไทย 14 22 31 38
ญี่ปุ่น 43 50 57 67
สิงคโปร์ 16 29 46 55
มาเลเซีย 9 13 18 21
อินโดนีเซีย 9 12 19 26
ฟิลิปปินส์ 6 9 12 15
บรูไน 6 11 17 24
กัมพูชา 7 9 12 13
สปป.ลาว 6 8 11 15
เมียนมา 8 12 17 23
เวียดนาม 9 14 22 31

ที่มา: UN (ข้อมูลปี 2018) รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

จากการประเมินมิติด้านจำนวน รายได้และค่าใช้จ่ายข้างต้น ไม่เพียงสะท้อนว่า ในที่สุดแล้วอัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) ต่อประชากรวัยทำงาน (อายุ 15-64 ปี) 100 คนของไทย จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยขยับเข้าหาระดับ 30 สำหรับการเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด เทียบกับที่อยู่ที่ระดับใกล้ 20 ในช่วงของการเป็นสังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ และหากเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนที่ยังมีระดับที่ต่ำกว่าไทยอยู่มาก ก็นับว่าเป็นแรงกดดันพอสมควรสำหรับเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทย

หมายความว่า ครอบครัวลูกหลานหรือผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุอาจเผชิญความท้าทายด้านกำลังซื้อที่มีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกรณีผู้สูงอายุบางส่วนที่อาจจะไม่มีครอบครัวลูกหลานหรือผู้ดูแล ก็คงจำเป็นต้องพึ่งพาสวัสดิการหรืองบประมาณของภาครัฐในการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้สามารถดำรงชีพได้ จึงอาจกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อการอื่นๆ 

aging soceity
ภาพจาก Shutterstock

ถ้าไม่ทำงานนานขึ้น…ก็ต้องเก็บออมล่วงหน้าให้พอ

เป็นไปได้ว่าหลังจากนี้อายุการทำงานของประชากรไทยอาจมีแนวโน้มที่จะมากกว่า 65 ปี เพราะจำเป็นที่จะต้องมีรายได้มากพอสำหรับการยังชีพหลังเกษียณ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อวิวัฒนาการและเทคโนโลยีอาจทำให้อายุขัยของคนยาวนานขึ้นกว่าอดีต เพียงแต่ว่า การที่จะหางานที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงเมื่อเวลาผ่านไป คงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยเช่นกัน

หากมองแล้วว่าการหางานในวันเกษียณคงยาก…สิ่งที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้คือสะสมเงินออมให้เพียงพอ ซึ่งแต่ละเดือนจะต้องเตรียมมากน้อยแค่ไหนสำหรับแต่ละคนนั้น ก็ขึ้นกับว่าเราอยากใช้ชีวิตสุขสบายเพียงใด โดยขั้นต่ำที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ที่ 350,000 บาทต่อคนต่อปี ทอนมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ประมาณ 29,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่าไม่มากนักสำหรับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง

หากต้องการความมั่นคงและการใช้ชีวิตที่สุขสบายเพิ่มขึ้น อาทิ รองรับค่าใช้จ่ายด้านความเจ็บป่วยโรคร้ายแรง (กรณีที่ไม่ได้มีสวัสดิการอื่นๆ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้) ใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทาง ทานข้าวนอกบ้านได้บ่อยๆ รวมถึงมีการท่องเที่ยวตามที่ต้องการนั้น คงต้องจบลงด้วยการเพิ่มเงินออมล่วงหน้า ขณะที่อย่าลืมว่า…การเก็บสะสมเงินออมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูง (แต่ยังปลอดภัยเงินต้น) ก็ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคลด้วย

Disclaimer

รายงานวิจัยนี้จัดทำโดยบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (“KResearch”) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะหรือข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว 

ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไทย ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ แต่ปัญหาใหญ่ รายได้น้อย เงินออมไม่พอ ยืดเวลาเกษียณ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/aging-society-challege-for-thailand/

ปลดล็อคขีดจำกัดการสร้างสรรค์ด้วย HP ZBook Create G7 Mobile Workstation สุดทรงพลัง

หลายอาชีพในตอนนี้ต้องการคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง แต่ต้องพกพาได้ง่าย ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ดังนั้นลองมาทำความรู้จัก HP ZBook Create G7 สุดยอด Mobile Workstation ที่พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย

hp zbook create g7

ตอบโจทย์การทำงานระดับมืออาชีพ Mobile Workstation ตัวแรง

ขึ้นชื่อว่า Workstation ตัว HP ZBook Create G7 ก็ต้องโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน แต่เมื่อเป็น Mobile Workstation ประสิทธิภาพจะถูกลดทอนไปหรือไม่ ซึ่งเมื่อทีมงาน Brand Inside ทดสอบดูพบว่า ประสิทธิภาพการทำงานยังเหลือๆ

เพราะด้วยการติดตั้ง Intel Core i Gen 10H รุ่นพิเศษ พร้อมกับการ์ดจอเพื่องานประมวลผลโดยเฉพาะอย่าง NVIDIA GeForce RTX Series ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานด้านภาพยนตร์, วิดีโอ, การออกแบบยานยนต์, การออกแบบเชิงสถาปัตยกรรม และการแสดงผลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ ทั้งยังเพิ่มแรมได้สูงสุด 32 GB และหน่วยความจำแบบ SSD ได้ถึง 4GB ทำให้การทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือการประมวลผลข้อมูลหนักๆ ทำได้อย่างไม่มีปัญหา

hp zbook create g7

ยิ่งประกอบกับหน้าจอ 4K Ultra HD พาเนล IPS เกรดสูงสุด พร้อมเทคโนโลยี DreamColor มีสีดำที่คมเข้มยิ่งขึ้น และสีขาวที่ชัดเจนกว่าเดิม รวมแสดงผลได้ถึง 1,000 ล้านเฉดสี คุ้มครองด้วยมาตรฐาน DCI-P3 ทำให้ค่าสีแม่นยำ 100% ทั้งประมวลผลความละเอียดระดับ HDR ได้ ช่วยลดความผิดพลาดในงานต่างๆ ได้อย่างเห็นได้ชัด

ความปลอดภัยเหนือระดับที่คุ้มครองทุกข้อมูล

การทำงานระดับมืออาชีพย่อมตามมาพร้อมกับความสำคัญของงาน ดังนั้น มาตรการความปลอดภัยของแล็ปท็อปจึงต้องเข้มข้นเช่นกัน โดย HP ZBook Create G7 สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ผ่านระบบสุดล้ำของ HP เช่น HP Sure View ที่สามารถกดเพียงปุ่มเดียว คนรอบข้างก็ไม่สามารถอ่านหน้าจอได้

hp zbook create g7

HP Sure Start ที่ช่วยกู้คืน BIOS อัตโนมัติเมื่อเกิดจากการโจมตี หรือความเสียหาย รวมถึง HP Sure Sense6 ที่ช่วยป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถคุ้มครองข้อมูลงานสำคัญของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

และมากกว่าระบบความปลอดภัย HP ZBook Create G7 ยังติดตั้งคีย์บอร์ดแบบเก็บเสียงที่ใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่รบกวนเพื่อนรอบข้างหากต้องทำงานกับคนอื่น หรือถ้าทำงานคนเดียวก็จะไม่รบกวนสมาธิหากต้องพิมพ์คีย์บอร์ดติดต่อกันเป็นเวลานาน

hp zbook create g7

การออกแบบที่โดดเด่นไม่แพ้ประสิทธิภาพ

ในทางกลับกัน Mobile Workstation แบรนด์อื่นอาจละเลยเรื่องการออกแบบ แต่ไม่ใช่กับ HP ZBook Create G7 ที่ใส่ใจเรื่องนี้ไม่แพ้ประสิทธิภาพ ไล่ตั้งแต่การออกแบบตัวเครื่องด้วยอะลูมิเนียมทำให้น้ำหนักเบา และดูหรูหรา
พร้อมหน้าจอแบบไร้ขอบ แต่ยังได้มาถึงแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบเสียง Bang&Olufsen ที่ให้มิติหากต้องทำงานเกี่ยวกับเสียงเพลง หรือยกระดับความบันเทิงไปอีกระดับระหว่างผ่อนคลายจากการทำงานได้ ที่สำคัญบนการออกแบบอันหรูหรานี้ HP ZBook Create G7 ยังมาพร้อมกับพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน

hp zbook create g7

ไล่ตั้งแต่ USB-C Thunderbolt 3 แบบคู่, mini DisplayPort5, พอร์ตชาร์จแบบ USB 3.1 รุ่นที่ 1 และแจ็คหูฟัง กับช่องใส่ SD Card ช่วยลดอุปสรรคจากบางลักษณะงานที่ต้องใช้พอร์ตเชื่อมต่อจำนวนมาก และไม่ต้องพกพาพอร์ตเสริมเพื่อเพิ่มช่องเชื่อมต่ออีกต่อไป ทั้งยังรองรับ Wi-Fi AX ยกระดับการเชื่อมต่อความเร็วสูงได้

แล้ว HP ZBook Create G7 เหมาะกับใคร

จากคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ HP ZBook Create G7 ตอบโจทย์การทำงานระดับสูงได้หลากหลายกลุ่ม ไล่ตั้งแต่นักออกแบบสร้างสรรค์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงเพื่อสร้างสรรค์งานต่างๆ และยังมาพร้อมกับความแม่นยำของค่าสี

รวมถึงกลุ่มงานวิศวกรรม และนักวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการการประมวลผลข้อมูลชั้นสูงได้รวดเร็ว และแม่นยำสูงที่สุด แต่ต้องพกพาไปทำงานในสถานที่ต่างๆ ได้ด้วย ถือว่า HP ZBook Create G7 สามารถตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่มอาชีพที่ต้องการ Mobile Workstation ประสิทธิภาพสูง

hp zbook create g7

สำหรับผู้สนใจที่ต้องการก้าวข้ามทุกขีดจำกัดการทำงานกับ HP ZBook Create G7 สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://store.hp.com/th-th/default/z-by-hp-family หรือโทร 1800–014–048

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ปลดล็อคขีดจำกัดการสร้างสรรค์ด้วย HP ZBook Create G7 Mobile Workstation สุดทรงพลัง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/hp-zbook-create-g7/

Campus Condo คอนโดที่เหมาะกับการลงทุนมากที่สุดในเวลานี้

ภาวะโอเวอร์ซัพพลายในตลาดคอนโดมิเนียม และการหายไปของกำลังซื้อจากกลุ่มนักท่องเที่ยว นักลงทุนต่างชาติ หลังเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การซื้อคอนโดเพื่อลงทุน ที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูง หายไปจากตลาดทันที เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติมองว่าการลงทุนในคอนโดขณะนี้ เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าและให้ผลตอบแทน

campus condo

อย่างไรก็ตามการมาของ Campus Condo คอนโดในทำเลใกล้สถาบันการศึกษา ที่เน้นจับกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา ทำให้การซื้อคอนโดเพื่อลงทุนกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แม้ต้องเผชิญภาวะการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อ และความต้องการของผู้บริโภค

การซื้อและลงทุนในคอนโด ในมุมมองของกลุ่มนักลงทุนไทยและต่างชาติ กลายเป็นการลงทุนที่ไม่ได้รับความสนใจเช่นที่ผ่านมา แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ที่พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในตลาด มีการนำห้องชุดในโครงการคอนโดในทุก ๆ พื้นที่ออกมาลดราคาขาย ด้วยการจัดโปรโมชั่นมอบส่วนลด30 – 40 % เพื่อระบายสต็อกห้องชุดสะสมในพอร์ต โดยหวังจะเก็บเงินสดไว้ในมือ เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนในช่วงที่ตลาดได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการหดตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ในช่วง1-2ปีนี้ อสังหาฯ กลายเป็นตลาดของผู้ซื้ออย่างแท้จริง

campus condo
เดอะ ซีเล็คเต็ด เกษตร-งามวงศ์วาน

แม้ว่าการเร่งระบายสต็อกห้องชุด ด้วยการลดราคาขายเกือบ 50% จากราคาขายปกติ จะเป็นโอกาส การซื้อเพื่อลงทุนสำหรับนักลงทุน หรือผู้มีเงินเก็บไล่เก็บห้องชุดราคาถูกไว้ทำกำไรในระยะยาว แต่โอกาสที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในคอนโด ณ ปัจจุบันค่อนข้างต่ำ เพราะเป็นที่รู้กันว่าซัพพลายสะสมในตลาดมีอยู่เยอะมาก การแข่งขันจึงสูง แม้แต่ในทำเลที่เคยทำราคาได้ดีไม่มีตก อย่างทำเลทองหล่อ นานา อโศก หรือ รัชดา ซึ่งอดีตนั้นค่าเช่าห้องคอนโดพุ่งสูงต่อเนื่องในทุกปี

campus condo
ยูสบาย พระราม4-กล้วยน้ำไท

แต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้เกิดการล็อกดาวน์ประเทศ นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติ ที่เป็นลูกค้าหลักหายไปหมด ทำให้การแข่งขันในตลาดเช่า ในทำเลในกลางเมืองพุ่งสูงขึ้น เพราะไม่ว่า คอนโดปล่อยเช่า อพาร์ทเม้นท์ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ โรงแรม ทั้งที่ให้บริการแบบรายวัน และราคาเดือน ไม่มีลูกค้าเข้าใช้บริการ ทำให้ธุรกิจห้องเช่าเหล่านี้ยอมลดค่าเช่า เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ จนทำให้การแข่งขันรุนแรงมาก และที่สำคัญคือ ผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจเหล่านี้ลดต่ำลงเลื่อย ๆ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ในภาวะที่คอนโดส่วนใหญ่ถูกประเมินว่าไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน การกลับมาของ “Campus Condo” ได้ดึงดูดสายตาและความสนใจของกลุ่มนักลงทุนสูงมาก ๆ เพราะหากจะมองหาสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ณ เวลานี้ ในตลาดอสังหาฯ ยังไม่มีตัวเลือกที่ดีเท่ากับ Campus Condo เลย เพราะหากจะพูดถึงการลงทุนแล้ว สิ่งแรกคนต้องมองหาคือ ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไป ระยะในการคุ้มทุน และส่วนที่เป็นกำไรจะเป็นอย่างไร ถ้ายิ่งจะเก็บเป็น Asset ที่มีมูลค่าเพิ่มสามารถส่งต่อเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานได้ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

campus condo
พลัมคอนโด ธรรมศาสตร์รังสิต

สำหรับ Campus Condo หรือคอนโดในทำเลใกล้สถานศึกษา ในอดีตไม่ค่อยได้รับความสนใจ เพราะต้องแข่งขันกับหอพัก อพาร์ตเมนต์ แต่หลังจากที่หอพักขนาดใหญ่สร้างได้ยากขึ้น ที่ดินแพงมากขึ้น Campus Condo จึงก้าวเข้ามาแทนที่ เนื่องจากเป็นตลาดที่จับลูกค้าได้ถึง 2 กลุ่มในเวลาเดียวกัน คือ

  1. กลุ่มซื้อเพื่ออยู่เอง เช่น ผู้ปกครองซื้อให้บุตรหลาน เพื่อใกล้ที่ทำงานของคณาจารย์ และบุคลากรในสถานศึกษา เพราะมีจุดเด่นของทำเลที่อยู่ใกล้สถานศึกษา ทำให้นักเรียน นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว
  2. กลุ่มซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า หรือ ขายทำกำไรระยะยาว โดยเฉพาะหากเป็นคอนโดในทำเลอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ของรัฐ หรือ มหาวิทยาลัยของเอกชนแถบชานเมือง ที่เปิดสอนทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับปริญญาตรี โท เอก จะมีประชากรนักศึกษาหลักหมื่นคนที่ต้องมาเรียนหนังสือกันยังไม่นับอาจารย์ เจ้าหน้าที่และงานที่เกี่ยวข้องและต้องมาทำงานในมหาวิทยาลัยอีก ทำให้มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนจนถือว่าเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูด ทั้งจำนวนคน จำนวนงานที่เกิดขึ้น ร้านค้าและคอมมูนนิตี้มอลล์ต่างๆ สนามกีฬาต่างๆ เกิดขึ้น ทำให้ดีมานด์ห้องเช่าและอยู่อาศัยในพื้นที่เติบโตไม่หยุด

โดยเฉพาะคนทำงานบางส่วนเลือกเช่าที่อยู่อาศัยและกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อไว้ปล่อยเช่าในจำนวนมากๆ บางรายอาจซื้อเหมายกชั้น เพื่อทำเป็นแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หรือเป็นอาคารพาณิชย์สร้างทะลุกันหลายๆ ห้องบ้างก็มี และจากการที่มีตลาดผู้เช่าชัดเจนทำให้มีความต้องการเช่าสูงมาก และถือว่าในหนึ่งห้อง สามารถทำกำไรได้ตลอดอายุขัย หรือ Life Time Value ที่ไม่รู้จบ ปัจจัยดังกล่าว ทำให้อัตราผลตอบแทนจากราคาค่าเช่าปรับตัวสูงขึ้นในทุก ๆ ปี  โดยอัตราค่าเช่าอยู่ที่ 7,000-8,500 บาทต่อเดือน หรือมีอัตราผลตอบแทนส่วนมากก็จะอยู่ที่ประมาณ 6-8% ต่อปี

campus condo
ดีคอนโด ม.กรุงเทพ รังสิต

สำหรับ Campus Condo จะเลือกทำเลในการพัฒนาในย่านชานเมือง เช่น แถวบางนาตราดอย่าง ใกล้มหาวิทยาลัยเอแบค มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำเลรังสิต หรือทำเลกล้วยน้ำไท ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ซึ่งทำเลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้า แต่อาศัยแรงดึงดูดจากนักศึกษาเป็นหลัก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตลาดที่แคบกว่าคอนโดใกล้รถไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นตลาดที่มีความชัดเจนในกลุ่มลูกค้า และดีมานด์ที่มีกำลังซื้อที่ดี การขยายของดีมานด์เองก็มีอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี เพราะในแต่ละปีนั้น จะมีนักศึกษาใหม่ๆเข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทุกปี ทำให้มีดีมานด์เกิดใหม่และหมุนเวียนทุก ๆ ปี ดังนั้น Campus Condo จึงเป็นคอนโดที่น่าลงทุน เพราะมีอัตราผลตอบแทนจากค่าเช่า ที่ดีกว่าคอนโดใกล้แนวรถไฟฟ้า

สรุป

เมื่อมองถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ในขณะนี้ “Campus Condo” น่าจะเป็นคอนโดที่ตอบโจทย์นักลงทุนมากที่สุด และเหมาะสมกับการลงทุนมากที่สุด เมื่อเทียบกับคอนโดแนวรถไฟฟ้า หรือ คอนโดในย่านกลางเมือง เพราะเป็นตลาดที่มีการขยายตัวของดีมกานด์อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี และยังสามารถให้ผลตอบแทนจากปล่อยเช่าที่ดีต่อเนื่อง นอกจากนี้หากต้องการที่จะขาย หรือเปลี่ยนมือก็สามารถทำได้สะดวก คล่องตัว เพราะมีกลุ่มนักลงทุนใหม่ๆ พร้อมที่จะรับซื้อ เนื่องจากซับพลายในตลาดนี้มีปริมาณจำกัด และที่ดินในทำเลใกล้สถานศึกษานั้นมีจำนวนน้อยลงทุนวัน ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหากมีคอนโดเกิดใหม่ราคาขายก็จะสูงขึ้นเลื่อยๆ  ดังนั้น Campus Condo  ก้าวเข้ามาเป็นอีกเซ็กต์เม้นท์ที่น่าลงทุนที่สุดในเวลานี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Campus Condo คอนโดที่เหมาะกับการลงทุนมากที่สุดในเวลานี้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/campus-condo-investment/

รู้จักทายาทร้านชาเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นอายุกิจการกว่า 800 ปี

อุจิ (Uji) เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดเกียวโต ชาวญี่ปุ่นทราบกันดีว่า ‘ชา’ ของเมืองนี้อร่อยที่สุด

Brand Inside ชวนทำความรู้จักกับ Tsuen Tea ร้านชาเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเมืองแห่งนี้

แกะรอย Tsuen Tea ร้านชาที่มีประวัติมายาวนานกว่า 861 ปี

เรื่องราวของร้าน Tsuen Tea เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1160 ผู้ก่อตั้งร้านนี้ไม่ใช่นักธุรกิจที่ไหน แต่เป็นชายคนหนึ่งผู้ผันตัวจากอาชีพซามูไรแล้วเปลี่ยนมาใช้นามสกุล Tsuen

เมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้วเขาก็บริหารร้านชาอย่างมีความสุข แต่โชคชะตาก็ไม่เข้าข้างสักเท่าไหร่นัก เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวว่าเพื่อนซามูไรของเขากำลังสู้รบอย่างรุนแรงกับศัตรู เขาจึงออกไปช่วยรบและทั้งสองก็เสียชีวิตในที่สุด

ศพของเขาและเพื่อนซามูไรถูกฝังอยู่ ‘วัดเบียวโดอิน’ ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการคัดเลือกจาก UNESCO ในตอนนั้นก็มีพระนิกายเซนคนหนึ่งชื่อ Ikkyū (หรือที่เรารู้จักกันในชื่ออิคคิวซัง) มาร่วมงานศพของเขา พร้อมแต่งบทกวีสั้นๆ ให้ว่า ‘ชีวิต เงินทอง ฟองในถ้วยชา’ 

หลังจากนั้นสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของเขาจึงหันมารับช่วงต่อธุรกิจนี้แทน และด้วยรสชาติของชาที่กลมกล่อมรวมไปถึงการดูแลร้านอย่างพิถีพิถัน ผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้นหลายๆ คนจึงแวะเวียนกันมาดื่มชาที่ร้านนี้อย่างไม่ขาดสาย

เปิดตำราบริหารร้านชาของ Yusuke Tsuen ทายาทผู้สืบทอดกิจการรุ่น 24

Yusuke Tsuen เล่าว่าในสมัยเด็กเพื่อนรอบตัวเขาก็เกิดมาในครอบครัวที่มีธุรกิจอายุหลายร้อยปีเช่นเดียวกัน เขาเลยตั้งใจตั้งแต่ตอนนั้นว่าเมื่อโตขึ้นตัวเองจะมาสืบทอดกิจการ เพราะเขาไม่อยากให้ร้าน Tsuen Tea ซึ่งเป็นมรดกของประเทศญี่ปุ่นสูญหายไป

เขาแนะนำว่า เคล็ดลับที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวอยู่มายาวนานถึง 861 ปีคือทายาททุกคนบริหารร้านด้วยแนวคิดว่า ทำอย่างไรให้ Tsuen Tea ดำเนินกิจการต่อเนื่องไปได้ในอีกแปดร้อยกว่าปีข้างหน้า

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ครอบครัวเราโฟกัสเรื่องชาและไม่ได้ขยายธุรกิจมากนัก นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ร้านของเราอยู่มาได้อย่างยาวนาน”

เบื้องหลังคำตอบนี้คือความเชื่อในพลังของการโฟกัส เขาเล่าถึงสิ่งที่อยู่ในใจเสมอคือ ทำอย่างไรให้ Tsuen Tea เป็นร้านชาที่ดีที่สุดในทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ทำอย่างไรให้ธุรกิจยิ่งใหญ่ ทางร้านจึงใส่ใจกับการพัฒนาคุณภาพชาเป็นอย่างมาก ผลของความมุ่งมั่นนี้ทำให้ทางร้านมีชื่อเสียงด้านชาถึงขั้นที่ถ้าหากเราหาคำว่า Tsuen ในพจนานุกรมญี่ปุ่น เราจะเจอคำจำกัดความว่าหมายถึง ‘ผู้เสิร์ฟชาให้กับนักเดินทางริมฝั่งแม่น้ำอุจิ’ เลยทีเดียว

นอกจากนั้น Yusuke Tsuen เองก็อยากสนับสนุนให้ลูกค้าทุกคนมีความสุขง่ายๆ ผ่านการดื่มชา โดยเขาเชื่อว่ารสชาติของชานั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้ดื่มด้วย ดังนั้น ลูกค้าเลยควรลองดื่มชาให้หลากหลายจนกว่าจะพบชาที่เหมาะกับตัวเองที่สุด 

ความท้าทายครั้งใหม่ของ Tsuen Tea เมื่อวิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป

ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ชอบดื่มชามักจะเป็นซามูไร พระ และชนชั้นสูง โดยพวกเขาจะดื่มชาร้อนๆ เพื่อเป็นตัวช่วยในการทำสมาธิ รวมถึงดื่มเพื่อเรียกพลังก่อนการสู้รบต่างๆ

แต่ในช่วงหลังเมื่อค่านิยมจากฝั่งตะวันตกเข้ามา วัยรุ่นญี่ปุ่นก็ไม่ค่อยมีกาน้ำชาเป็นของตัวเองแล้ว บางคนถึงกับไม่รู้ว่าชาญี่ปุ่นชงกันอย่างไร เพราะพวกเขาหันมาชงกาแฟหรือไม่ก็ซื้อชาสำเร็จรูปที่บรรจุในขวดพลาสติกแทน 

อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของชาวญี่ปุ่นที่เร่งรีบก็ยิ่งขัดกับความเชื่อของร้านที่อยากให้ลูกค้าใช้เวลาช้าๆ ลิ้มรสชาติชาอย่างสงบ แต่ในปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่แค่แวะเข้ามาในร้าน เลือกซื้อชา และกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางร้านไม่ทราบว่าลูกค้ารู้สึกหรือมีความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับชาที่ดื่มเข้าไปบ้าง ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทางร้านตั้งใจคือนำเสนอชารสชาติดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละคน

นอกจากนั้น ในปัจจุบันร้าน Tsuen Tea ก็ขยายสาขาไปที่ต่างประเทศจึงเกิดอีกหนึ่งความท้าทายคือทำอย่างไรให้ชาวต่างชาติมีความรู้เรื่องชามากขึ้น และเปลี่ยนความคิดได้ว่าการชงชาทานเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

สรุป 4 หัวใจความสำเร็จของธุรกิจ Tsuen Tea

  1. บริหารธุรกิจด้วยความคิดว่าทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้ยังอยู่ต่อไปได้อีกแปดร้อยกว่าปี

2. โฟกัสว่าจะทำอย่างไรให้ Tsuten Tea เป็นร้านชาที่ดีที่สุดในทุกยุคทุกสมัย 

3. ไม่หยุดพัฒนาชาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของทางร้านให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  

4. เชื่อในการส่งมอบความสุขให้ลูกค้าผ่านถ้วยชา 

ที่มา : tsuentea, kansaiodyssey, japanjourney, stylereport, govonline, bbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จักทายาทร้านชาเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นอายุกิจการกว่า 800 ปี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tsuen-tea-japan/

ศึกตลาดส้มตำหมื่นล้านระอุ CRG อัด 200 ล้านบาท ดึง ส้มตำนัว เข้าพอร์ต ปั้น 130 สาขาใน 5 ปี

ธุรกิจร้านส้มตำก็ร้อนระอุอีกครั้งหลัง CRG หนึ่งในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารยักษ์ใหญ่ของไทย ทุ่ม 200 ล้านบาท เข้าถือหุ้นใหญ่ร้าน ส้มตำนัว ถือเป็นการลงทุนเพื่อเปิดศึกกับ ตำมั่ว และร้านส้มตำเครือข่ายอื่นๆ อย่างเป็นทางการ

ส้มตำนัว

ชิงแชร์ตลาดส้มตำหมื่นล้านบาท

หากอ้างอิงจากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2562 จะพบว่า มูลค่าตลาดร้านอาหารส้มตำอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท แม้จะค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดร้านอาหาร 4 แสนล้านบาท แต่ก็ยังมีโอกาสอีกมากมายหากสามารถขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของตลาดนี้ได้

ตัวอย่างที่ดีคือ ตำมั่ว ร้านอาหารอีสานที่ถูกใจเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จนสามารถเติบโตจนขยายสาขาได้จำนวนมาก หรือบ้านส้มตำ หรือ บ้านส้มตำ ที่ปรับตัวเองจากร้านเล็กๆ สู่การขยายสาขาได้อย่างยั่งยืน และกรณีล่าสุดคือ CRG หรือ Central Restaurant Group ที่ทุ่มเงิน 200 ล้านบาทเข้าถือหุ้นใหญ่ในส้มตำนัว

ส้มตำนัว

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ CRG ยอมรับว่า ตามแผนปีนี้ทางบริษัทจะมีร้านอาหารเพิ่ม 2-3 แบรนด์ จากที่ถืออยู่ 15 แบรนด์ รวมกว่า 1,175 สาขาทั่วประเทศ และด้วยธุรกิจร้านอาหารส้มตำยังมีแนวโน้มเติบโตทั้งใน และต่างประเทศ ทำให้บริษัทได้เข้าลงทุนในร้านส้มตำนำเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

ตั้งเป้าเปิด 130 สาขาภายใน 5 ปี

หลังจากการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ CRG ตั้งเป้าเปิดร้านส้มตำนัวกว่า 130 สาขาภายใน 5 ปี ทั้งรูปแบบร้านสแตนอะโลน, ร้านในศูนย์การค้า, คลาวด์คิทเช่น และอื่นๆ รวมถึงวางแผนเพื่อเดินหน้ากลยุทธ์แฟรนไชส์ พร้อมกับปั้นแบรนด์ส้มตำนัวให้กลายเป็นธุรกิจเรือธงของ CRG เช่นกัน โดยปัจจุบันส้มตำนัวมีร้านเพียง 6 สาขา

ส้มตำนัว
สุธาชล วัฒนะสิมากร

ปัจจุบัน CRG มีร้านอาหารเช่น Mister Donut, KFC, Auntie Anne’s, Pepper Lunch, Chabuton, Cold Stone Creamery, Thai Terrace, Yoshinoya, Ootoya, Tenya, Katsuya, Aroi Dee, Kowlune, Salad Factory และ Brown Café

20 ปีกับการก่อสร้างแบรนด์จนนิยม

สุธาชล วัฒนะสิมากร ผู้ก่อตั้งร้านส้มตำนัว กล่าวเสริมว่า ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อนแบรนด์ส้มตำนัวเป็นแบรนด์ที่เกิดจาก ความตั้งใจที่สืบทอดวัฒนธรรมการกินของคนอีสานรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม และส่งมอบอาหารอีสานรสชาติแท้ๆ การจับมือกันในครั้งนี้แบรนด์มองเห็นโอกาสจากการร่วมมือกับ CRG เป็นโอกาสที่จะช่วยให้เราเติบโตอย่างมั่นคง

สรุป

ร้านส้มตำเป็นอีกธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะแม้จะเป็นอาหารพื้นบ้าน แต่ก็สามารถไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า และทำกำไรจนเป็นธุรกิจได้จริง ดังนั้นต้องคอยติดตามกันว่า CRG กับส้มตำนัว จะเติบโตในอนาคตได้อย่างไร และหลังจากนี้คู่แข่งจะเดินหมากในรูปแบบไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ศึกตลาดส้มตำหมื่นล้านระอุ CRG อัด 200 ล้านบาท ดึง ส้มตำนัว เข้าพอร์ต ปั้น 130 สาขาใน 5 ปี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/crg-somtamnua/

เศรษฐกิจไทยจะฟื้นปีนี้ ต้องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วัคซีนต้องมาเร็ว

  • การกระจายวัคซีนทั่วโลกไปได้เร็ว หนุนเศรษฐกิจโลกปีนี้ฟื้นตัวแรง
  • อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรต สหราชอาณาจักร ชิลี และสหรัฐฯ มีการกระจายวัคซีนเทียบกับประชากรรวมสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ราว 7% และของไทยอยู่ที่ 0.15% (ณ วันที่ 27 มี.ค. 64)
  • ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เร็วเริ่มทยอยเปิดประเทศแล้ว โดยใช้วัคซีนพาสปอร์ตสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง
  • ตัวแปรการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยปีนี้คาด 2.0 ล้านคน

KResearch

วัคซีน ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวแรง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้เร็ว วัคซีนโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญร่วมกับมาตรการกระตุ้นอื่นๆ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศมองเศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัว 5.5% หลังจากหดตัว -3.5% ในปีก่อนหน้า

แต่ถ้ามองในระดับประเทศ​การฟื้นตัวยังเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก การฉีดวัคซีนช้าเร็วแตกต่างกัน โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวแตกต่างกัน เม็ดเงินอัดฉีดจากภาครัฐเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจจากความเสียหายที่เกิดขึ้นการสถานการณ์การแพร่ระบาดก็มีขนาดไม่เท่ากัน 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความโดดเด่นมากที่สุดในแง่ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนเข้ารับตำแหน่งและมีนโยบายที่ชัดเจนในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด โดยระบุว่าประชากรชาวสหรัฐฯ ที่อายุ 18 ปีขึ้นไปจะได้รับวัคซีนครบภายในเดือน พ.ค. 2564 นี้ ซึ่ง ณ วันที่ 27 มี.ค. มีประชากรสหรัฐฯ ได้รับวัคซีนแล้ว 42% ของประชากรรวม แต่ส่วนที่มีน้ำหนักมากในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่แพ้เรื่องวัคซีน อยู่ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และเริ่มใช้แล้ว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีการปรับการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูงขึ้นถึง 6.5% จากเดิมที่มองที่ 4.2% 

KResearch
ภาพจาก Shutterstock

ฉีดวัคซีนเร็ว เปิดประเทศเร็ว วัคซีนพาสปอร์ตสร้างเชื่อมั่น

วัคซีนพาสปอร์ต เป็นเอกสารรองรับว่าบุคคลนั้นได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดครบจำนวนโดสแล้ว ซึ่งหลายประเทศเริ่มนำระบบวัคซีนพาสปอร์ตมาใช้ ได้แก่ กรีซ ไซปรัส และอิสราเอล ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันในการใช้วัคซีนพาสปอร์ต เพื่อให้ประชาชนผู้ที่ฉีดวัคซีนสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มให้เดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 64

สหภาพยุโรปยังไม่ได้ข้อสรุปในรายละเอียดของการนำรูปแบบวัคซีนพาสปอร์ตมาใช้ เพราะยังมีเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มประชากรอายุน้อยที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับวัคซีนจะต้องเจอข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงมีการเสนอรูปแบบ Green Digital Certificate ที่ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมทั้งการได้รับวัคซีนครบโดส ไปถึงผลการตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นลบ หรือคนที่หายป่วยดีแล้วจากการติดเชื้อโควิด ซึ่งได้มีการวางแผนที่จะใช้ในช่วงกลางปีนี้สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 

KResearch
ภาพจาก Shutterstock

ไทยดีเดย์ 1 ก.ค. เปิดรับนักท่องเที่ยวที่ภูเก็ต

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าเปอร์เซนต์การฉีดวัคซีนของประชากรไทยยังน้อยอยู่ แต่ภาครัฐเริ่มมีการวางแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีดวัคซีนและมีผลตรวจโควิดเป็นลบโดยไม่ต้องกักตัวแล้ว ซึ่งจะมีการนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดแรก และคาดว่าจะเริ่มวันที่ 1 ก.ค. 2564 ซึ่งในระหว่างก่อนที่จะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวก็จะต้องมีการทยอยฉีดวัคซีนให้ประชากรชาวภูเก็ตให้มีภูมิคุ้มกันก่อน 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในยุโรปตอนนี้ยังสาหัส แม้ว่าจะมีการทยอยฉีดวัคซีนไปกว่า 15% ของประชากรแล้ว แต่ยังก็เจอสถานการณ์การแพร่ระบาดหนักจนต้องนำมาตรการล็อกดาวน์กลับมาใช้เป็นรอบที่ 3 เนื่องจากมีการพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ประกอบกับการกระจายวัคซีนที่เป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น ความหวังที่จะให้นักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางมาพักผ่อนในไทยยังต้องขึ้นกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในยุโรปในช่วงเวลานั้น รวมถึงเราเองก็จะต้องมีการเร่งกระจายวัคซีนในพื้นที่ให้ทันด้วย

KResearch
ภาพจาก Shutterstock

นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตัวแปรสำคัญการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย

ส่วนใหญ่ประเทศที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจการการแพร่ระบาดหนักจะเป็นประเทศที่พึ่งพิงรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติสูง เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย เป็นต้น จึงเห็นความพยายามต่างๆ ของภาครัฐที่จะมีมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศฟื้นหลังได้รับผลกระทบหนักมาตลอดในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมา 

สำหรับประเทศไทยแล้ว ความหวังอยู่ที่ฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ที่จะมีการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งภาครัฐก็ได้ทยอยปูทางสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่ต้นปี หากการกระจายวัคซีนเป็นไปตามเป้าหมาย แผนนำร่องเปิดประเทศเริ่มที่จังหวัดภูเก็ตลุล่วงไปด้วยดี สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการเปิดประเทศของไทยและสร้างความหวังให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยได้เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์

แม้ว่าเส้นทางการฟื้นตัวจะไม่เร็ว กว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมา 40 ล้านคนเท่ากับตอนก่อนโควิดระบาดอาจจะต้องใช้เวลาอีกราว 3 ปี แต่การมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาบ้างย่อมทำให้ให้มีเม็ดเงินจากข้างนอกบ้านเข้ามาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจท่องเที่ยวที่ยังประคองตัวอยู่ได้ไม่ทรุดลงไปมากกว่านี้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะมีราว 2 ล้านคน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เศรษฐกิจไทยจะฟื้นปีนี้ ต้องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วัคซีนต้องมาเร็ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/vaccine-covid-19-for-thai-economy/

ทำไม Nike ถึงโกรธจัด สั่งฟ้องบริษัทดัดแปลง ‘รองเท้าซาตาน’ ออกวางขาย

ประเด็นนี้พัวพันกับเรื่องความเชื่อ/ความศรัทธา Nike บอกว่า ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของแบรนด์ แถมมีเรื่องน่าทึ่งอย่างการใช้เลือดมนุษย์เป็นส่วนผสมในรองเท้าด้วย ดราม่านี้เป็นมาอย่างไรกันแน่?

nike

ดราม่าเริ่มต้นวันที่ 29 มี.ค. 2021

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2021 เมื่อมีข่าวว่ารองเท้าซาตาน หรือ Satan Shoes ออกวางจำหน่าย ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าผ้าใบ หรือ Sneakers ยี่ห้อ Nike รุ่น Air Max 97 มาดัดแปลง (customize) แล้วนำไปวางขาย ปรากฏว่าขายดีมาก

จุดเริ่มต้นของรองเท้าซาตานเกิดจาก MSCHF บริษัทสุดแปลกที่จะเปิดตัวสินค้าและบริการใหม่ทุกวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน เช่นก่อนหน้านี้เคยทำ Times Newer Roman ฟอนต์ที่มีขนาดกว้างกว่า Times New Roman 5-10% ช่วยให้การเขียนเรียงความทำได้ตามจำนวนหน้าที่กำหนดเร็วขึ้น หรืออีกผลิตภัณฑ์คือ AXE No.5 สเปรย์ระงับกลิ่นกายที่ถูกบรรจุในขวดน้ำหอม Chanel No.5 พร้อมกับสโลแกน “แบรนด์หรูในโลกน้ำหอม มาเจอกับกลิ่นที่คุ้นเคยในห้องล็อคเกอร์”

หรืออย่างในปี 2019 MSCHF ก็เคยทำรองเท้าพระเยซูที่ใช้ Nike Air Max 97 มาดัดแปลง แถมมีการเติมน้ำมนต์ (Holy Water) จากแม่น้ำจอร์แดน แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์จำนวน 60 ซีซีมาใส่ บริเวณพื้นรองเท้า มีไม้กางเขน และพระเยซูห้อยอยู่บริเวณลิ้นรองเท้า และตัวอักษร MT. 14:25 ซึ่งหมายถึง Matthew 14:25 ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ระบุว่า “กลางดึกคืนนั้นพระเยซูเสด็จมาสมทบกับเหล่าสาวก พระองค์ทรงเดินบนน้ำไปที่เรือ” ให้ความรู้สึกเหมือนว่าใส่รองเท้าคู่นี้ แล้วจะสามารถเดินบนน้ำได้เหมือนพระเยซู วางขายในราคา 1,425 ดอลลาร์สหรัฐ ราว 44,000 บาท ซึ่งราคาปกติของ Nike Air Max 97 อยู่ที่ 160 ดอลลาร์ ราว 5,000 บาท

ปรากฏว่า ยุคที่ผลิตรองเท้าพระเยซูไม่มีดราม่าจน Nike ต้องออกมาฟ้องร้อง

Satan Shoes ไม่ใช่เรื่องตลกของ Nike

ตัดภาพกลับมาที่ รองเท้าซาตาน บริษัทเดียวกันนี้ก็นำ Nike Air Max 97 มาดัดแปลงอีกครั้ง รอบนี้ตั้งชื่อว่า รองเท้าซาตาน หรือ Satan Shoes วางขายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2021 รองเท้าคู่นี้อยู่ภายใต้แนวคิดซาตาน โดยร่วมมือผลิตร่วมกับ Lil Nas X แรปเปอร์ชื่อดังแห่งยุคสมัย พร้อมออกเพลงใหม่ MONTERO (Call Me By Your Name) พร้อมทั้งใส่รองเท้าซานตานในมิวสิควิดีโอด้วย

รองเท้าซาตานมีวางขายเพียง 666 คู่ (เลข 666 ตามความเชื่อหมายถึงซาตาน) และรองเท้ามีตัวอักษร LUKE 10:18 ซึ่งจากในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า “พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า เราได้เห็นซาตานตกจากสวรรค์เหมือนฟ้าแลบ” ส่วนพื้นรองเท้าก็ใส่น้ำเข้าไปเหมือนเดิม แต่คราวนี้เป็นน้ำหมึก 60 ซีซีและเลือดมนุษย์ 1 หยด ส่วนตรงลิ้นของรองเท้าจะมี Pentagram หรือรูปดาวห้าแฉกห้อยอยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใครดูหนังผีฝรั่งน่าจะเคยผ่านตากันบ้าง ส่วนราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,018 ดอลลาร์ ประมาณ 32,000 บาท

แต่ถึงราคาจะแพง ก็สามารถขายหมดในเวลาไม่ถึง 1 นาที ตอนนี้เหลือแค่คู่สุดท้ายที่ลงหมายเลข 666 จะถูกจับรางวัลในวันที่ 1 เมษายนนี้

คำถามคือ ขายดีถล่มทลายขนาดนี้ ทำไม Nike ถึงไม่พอใจสุดๆ จนต้องออกมาฟ้องร้องผู้ดัดแปลงรองเท้า อะไรที่ทำให้ Nikeหัวร้อน เพียงเพราะแค่การดัดแปลงรองเท้าภายใต้แนวคิดซาตานเท่านั้นหรือ?

ฟ้องร้องเพราะทำให้ Nike เสื่อมเสีย

ปัจจุบัน Nike ฟ้องร้อง MSCHF ซึ่งตัวแทนของ Nike ระบุว่า บริษัทไม่เคยมีแนวคิดทำรองเท้าแบบนี้ และ MSCHF ไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทให้ขายรองเท้ารุ่นดังกล่าว ที่สำคัญ MSCHF ยังละเมิดเครื่องหมายการค้า และทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์เสื่อมเสีย พร้อมร้องต่อศาลให้ MSCHF หยุดส่งมอบรองเท้าซาตานให้ผู้ซื้อ

ในแถลงการณ์ท่อนหนึ่งของ Nike บอกว่า การใส่เลือดมนุษย์จริงๆ ลงไปในรองเท้าถือเป็นการทำให้แบรนด์เสื่อมเสียชื่อเสียง

แต่ถ้าพูดวงการดัดแปลงรองเท้า โดยปกติแล้วจะดัดแปลงและนำมาจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่เห็นกันมานาน ยกตัวอย่างเช่น การนำรองเท้า Air Jordan ไปตกแต่งเป็นแนว Dragon Ball หรือ Naruto หรือถ้าให้ถูกลงมาหน่อยก็ Converse รุ่นต่างๆ หรือรองเท้ากังฟูที่เพนท์กันเต็มบ้านเต็มเมืองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน คือมีทั้งคนใส่อยากให้คนเก่งศิลปะเอาไปเพนท์ให้ หรือคนเก่งศิลปะเหมารองเท้ามาเพื่อเพนท์ขายก็มี

โดยส่วนใหญ่แล้ว แบรนด์รองเท้ามักจะเห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้ และไม่ได้ลงมาบอกว่าคุณทำการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะถึงที่สุด มันช่วยเรื่องการสร้างแบรนด์ได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนกรณีในกรณีรองเท้าซาน เรียกได้ว่าน่าจะเกินลิมิตไปสักนิด เพราะแม้โลกตะวันตกจะนำซาตานมาเล่นเหมือนเป็นตัวตลกบ้าง แต่สำหรับ Nike เมื่อนำเรื่องซาตานมาผสมกับผสานกับการดัดแปลงรองเท้าที่ใส่เลือดมนุษย์จริงๆ ลงไป ชัดเจนว่า Nike ไม่ขำกับเรื่องนี้ เรื่องนี้จะจบลงอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

อ้างอิง
https://brandinside.asia/nike-sue-satan-shoes/
https://www.businessinsider.com/mschf-company-behind-viral-jesus-shoes-feet-generator-bull-moon-2020-1
https://mschf.xyz/
https://jesus.shoes/product
https://satan.shoes/
https://www.cbsnews.com/news/nike-air-max-97-jesus-shoes-filled-with-holy-water-selling-for-4000-2019-10-11/
https://www.theverge.com/2021/3/29/22357225/nike-sues-lil-nas-x-unauthorized-satan-shoes-mschf
https://twitter.com/LilNasX/status/1376634754225815553
https://qz.com/1990644/nike-went-after-mschfs-satan-shoes-but-not-its-jesus-shoes/

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทำไม Nike ถึงโกรธจัด สั่งฟ้องบริษัทดัดแปลง ‘รองเท้าซาตาน’ ออกวางขาย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/drama-nike-satan-shoes/

7 เบื้องหลัง ZEN Group ร่วมทุน K.S.F.Food สร้างโอกาสการเติบโตผ่าน “น้ำปลาร้า”

เป็นกระแสเขย่าธุรกิจร้านอาหาร หลังจาก Zen Group ประกาศร่วมทุนกับบริษัท เค.เอส.เอฟ. ฟู้ดส์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรุงรสและน้ำปลาร้ารายใหญ่ จังหวัดมหาสารคาม ที่มีมาตรฐานของประเทศไทย เมื่อพูดถึง เซ็น กรุ๊ป เป็นธุรกิจที่เติบโตมาจากน่านน้ำของธุรกิจอาหารมาโดยตลอดระยะกว่า 30 ปี

Zen Group

หากมองถึงเหตุผล ZEN Group เข้าร่วมทุนกับบริษัท เค.เอส.เอฟ. ฟู้ดส์ โปรดักส์ จำกัด จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อบริษัท เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด (ZEN and Kosum Interfoods Co.,Ltd) โดยเซ็นกรุ๊ป ถือหุ้น 51% ผ่านบริษัท เซ็น แอนด์ สไปซี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย และ เค.เอส.เอฟ.ฟูดส์ โปรดักส์ ถือหุ้น 49% เบื้องลึกของการขับเคลื่อนในครั้งนี้มีด้วยกัน 7 ยุทธศาสตร์

1. มุ่งสร้างธุรกิจรีเทลเสริมความแกร่ง

เมื่อมามองถึงโครงสร้างทางด้านรายได้ของเซ็น กรุ๊ปมีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหาร มีทั้งหมด 12 แบรนด์ ถือว่าเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้สัดส่วน 82.4% ธุรกิจเดลิเวอรี่และบริการจัดเลี้ยง 9.6% ธุรกิจแฟรนไชส์และการขายวัตถุดิบ 5.8% ในขณะที่ธุรกิจรีเทลมีสัดส่วนรายได้เพียง 2.2% เท่านั้น แต่กลับมีการเติบโต 76.4% เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีน้ำปลาร้าตำมั่วเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้เป็นหลัก

โอกาสการเติบโตในธุรกิจรีเทล ในฐานะเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรุงรส ยังมีช่องว่างอีกมาก เพราะด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในขณะนี้ที่หันมาปรุงอาหารทำเองกินในครัวเรือนมากขึ้น และคนรุ่นใหม่มองหาผลิตภัณฑ์คู่ครัวที่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบาย โดยเฉพาะเครื่องปรุงรสในระดับพรีเมี่ยมเพื่อสุขภาพถือว่ายังมีช่องว่างทางการตลาดอีกมาก ยังไม่รวมถึงการเป็นผู้รับจ้างผลิตให้ป้อนในอุตสาหกรรมอาหาร อาทิ ร้านอาหารและภัตราคารต่างๆ อีก น่านน้ำนี้จึงหอมหวนสำหรับเซ็น กรุ๊ป

2. ใช้น้ำปลาร้าสปริงบอร์ดไปสู่เครื่องปรุงอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์รีเทลของเซ็น กรุ๊ป แจ้งเกิดมาจากน้ำปลาร้าแบรนด์ตำมั่ว ซึ่งปัจจุบันน้ำปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์นำมาปรุงอาหารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกระดับ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายที่นอกเหนือจาก ส้มตำ ตำมั่ว ตำถั่ว

ขณะที่ตลาดน้ำปลาร้า ยังไม่มีผู้นำอย่างชัดเจนและส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายเล็ก นั่นคือโอกาสของตำมั่ว โดยอาศัยความเปรียบการเป็นแบรนด์ของเซ็น กรุ๊ป ที่สำคัญตำมั่วได้ส่งผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าทำตลาดมากว่า 4 ปี และแบรนด์ของตำมั่วยังสะท้อนภาพลักษณ์ของร้านอาหารสไตล์อีสานระดับกลางบนที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน ได้เป็นอย่างดี น้ำปลาร้าตำมั่วจึงมีโอกาสที่จะปักหมุดเป็นผู้นำได้อย่างแน่นอน และเซ็น กรุ๊ป เองคงมองถึงการใช้ฐานการผลิตโรงงานเครื่องปรุงรส การมีผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าแบรนด์ตำมั่วต่อยอดไปสู่เครื่องปรุงรสอื่นๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน อย่างเต็มรูปแบบเพื่อทำตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ

Zen Group

3. กินรวบตลาดปลาร้าทุกผลิตภัณฑ์

การร่วมทุนระหว่างเซ็น กรุ๊ป ซึ่งเป็นมีแบรนด์น้ำปลาร้าตำมั่วทำตลาดน้ำปลาในเซ็กเมนต์บน และบริษัท เค.เอส.เอฟ. ฟู้ดส์ โปรดักส์ จำกัด  มีแบรนด์น้ำปลาร้า ภาทองทำตลาดระดับล่าง เท่ากับว่าเป็นการเสริมความแข็งแกร่งทั้งตลาดบนและล่าง และขณะเดียวกันปัจจุบัน ตำมั่วยังมีโปรดักส์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากน้ำปลาร้าด้วยกัน อาทิ น้ำพริกปลาร้าบองผัดสุก, น้ำปลาร้าปรุงรส, น้ำปลาร้าปรุงรสส้มตำ และน้ำยำปลาร้าปรุงรส

4. โรงงานน้ำปลาร้าสร้างแต้มต่อธุรกิจต้นน้ำร้านอาหาร

การร่วมทุนในครั้งนี้เหตุสำคัญอีกอย่าง ส่งผลให้ เซ็น กรุ๊ป เป็นเชนร้านอาหารที่มีธุรกิจต้นน้ำ นั่นคือ การมีโรงงานที่ผลิตเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่เปรียบเสมือนเป็นครัวกลาง ที่สามารถรองรับกับธุรกิจร้านอาหารในเครือ ต้นทุนการผลิตที่ลดลง จึงมีความได้เปรียบได้บริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น รวมทั้งยังสามารถพัฒนาและวิจัยเครื่องปรุงใหม่ๆ  โดยสามารถนำ Big Data ของผู้บริโภคภายในร้านมาพัฒนาต่อยอดเครื่องปรุงรสใหม่ตอบโจทย์ความต้องการที่ดีขึ้น และยังรับกับเทรนด์ของโลกได้ทันท่วงที โดยเฉพาะกระแสกัญชงกับกัญชาที่นำมาปรุงเป็นอาหาร ซึ่งเซ็น กรุ๊ป วางแนวทางใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่มีส่วนผสมกัญชาด้วยเช่นเดียวกัน

5. โอกาสปั้นแบรนด์ศักยภาพในเครือต่อยอดสู่ธุรกิจรีเทล 

เครื่องปรุงรสต่างๆ เป็นสินค้าที่อยู่คู่ครัวในทุกยุคทุกสมัย แต่ด้วยพฤติกรรมของคนไทยที่ยกระดับมากขึ้น โดยเฉพาะการทำอาหารสไตล์ญี่ปุ่น เซ็น กรุ๊ป สามารถนำแบรนด์ ZEN มาต่อยอดสู่เครื่องปรุงรสญี่ปุ่นได้หลากหลาย หรือแบรนด์ เขียง โอกาสที่จะสามารถออกผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสกระเพรา ก็มีความเป็นไปได้สูง 

ขณะที่ตลาดเครื่องปรุงรสเมื่อปี 2563 มีมูลค่า 1 แสนล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.3% ต่อปี และยังรวมถึงโอกาสการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งตัวเลขการส่งออกเครื่องปรุงรสอาหารในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่าสูงถึง 207.64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 12.05 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562

Zen Group

6. ขายวัตถุดิบให้กับแฟรนไชส์ปั๊มรายได้เพิ่ม 

หนึ่งในยุทธศาสตร์การเติบโตของเซ็น กรุ๊ป อีกขาธุรกิจหนึ่ง การปลุกปั้นสตรีทฟู้ดภายใต้แบรนด์เขียงเป็นหัวหอกในการปักหมุดในการสร้างรายได้จากการขายแฟรนไชส์ โดยเมื่อปี 2563 ประกาศขายแฟรนไชส์ครบ 100 สาขา และมีแผนจะเปิดแฟรนไชส์แบรนด์อื่นๆ อาทิ AKA เมื่อถอดรายได้ของแฟรนไชส์เขียง มาจากรายได้จากค่า Franchise Free ของวัตถุดิบ (Raw Material) โอกาสที่จะใช้กระบวนการผลิตจากโรงงานขายวัตถุดิบให้กับแฟรนไชส์มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว

7. สร้างโอกาสโตต่างแดนครัวไทยสู่ครัวโลก

เมื่อมองถึงศักยภาพของบริษัท เค.เอส.เอฟ. ฟู้ดส์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสที่มีประสบการณ์ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องปรุงรสและน้ำปลาร้ามากกว่า 20 ปี โดยมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ภาทองและรับจ้างผลิตภายใต้แบรนด์อื่นๆ โดยมีมาตรฐานการผลิตระดับสากล GMP, HACCP เป็นต้น พร้อมทั้งได้รับใบอนุญาตส่งออกเครื่องปรุงรสสู่ตลาดต่างประเทศ จากปัจจุบันได้ส่งออกน้ำปลาร้าทำตลาดประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post 7 เบื้องหลัง ZEN Group ร่วมทุน K.S.F.Food สร้างโอกาสการเติบโตผ่าน “น้ำปลาร้า” first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/zen-group-jv-ksf-food/

พรรคคอมมิวนิสต์ขอมีส่วนร่วม: ต่อไปยักษ์ใหญ่อย่าง Tencent และ Alibaba อาจมีรัฐบาลจีนลงทุนร่วมด้วย

รัฐบาลจีนขอมีส่วนร่วมในบริษัทเทค

แหล่งข่าวใกล้ชิดของ Bloomberg ระบุว่ารัฐบาลจีนกำลังจะเสนอกฎหมายใหม่ โดยบริษัทเทคโนโลยีจีนอาจต้องเปิดทางให้รัฐบาลจีนร่วมทุน (joint venture) ในบริษัท

แม้ว่ากฎใหม่นี้จะยังไม่มีรายละเอียดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เหตุผลที่รัฐบาลจีนเดินเกมแบบนี้ เป็นเพราะต้องการเข้าถึง “ข้อมูล” ที่บริษัทเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตเก็บจากผู้ใช้งาน

ในบทความของ Bloomberg อ้างถึงหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ ทางการจีนมองว่าการเติบโตของ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ เมื่อบวกกับพลังของบริษัทเทคโนโลยีจีน อาจส่งผลต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนในอนาคตได้

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะคำอธิบายลักษะเดียวกัน ปรากฏในหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ชื่อว่า “Excerpts of Xi Jinping’s Discourse on Cyberspace Superpower” ที่ได้เล่าถึงความพยายามของสี จิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ต้องการคุมบริษัทเทคโนโลยีจีนเพราะ “อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน คือพื้นที่สำคัญของการต่อสู้ในการแย่งชิงความเห็นของสาธารณชน”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนก็ได้เร่งทำการสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศอย่าง Tencent และ Alibaba ในกรณีผูกขาดธุรกิจ รวมถึงขอให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้แบ่งปันข้อมูลให้รัฐบาลรับรู้ด้วย

สำหรับกฎใหม่ที่จะให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมลงทุน ในช่วงแรกทางการจีนจะเริ่มจากบริษัทสายอีคอมเมิร์ซและสายการเงิน ซึ่งกรณีที่ชัดเจนที่สุดคือ Alibaba เพราะทำทั้งธุรกิจอีคอมเมิร์ซและมี Ant Group บริษัทในเครือที่ทำธุรกิจด้านการเงิน และอันที่จริง ก่อนหน้านี้เครือ Alibaba และผู้ก่อตั้งอย่างแจ๊ค หม่าก็โดนรัฐบาลจีนเล่นงานไปไม่น้อย ตั้งแต่ข่าวการหายตัวไปของแจ๊ค หม่า การสั่งระงับ IPO หุ้นของ Ant Group และรวมถึงบริษัทใกล้เคียงอย่าง Tencent ที่สูญความมั่งคั่งมหาศาลหลังจากถูกรัฐบาลเพ่งเล็ง

อย่างไรก็ตาม ในกฎการร่วมทุนของรัฐบาลจีนกับบริษัทเทคโนโลยี ในอนาคตการจะแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในบริษัท อาจจะต้องให้หน่วยงานกำกับของทางการจีนทำการอนุมัติก่อนด้วย

หุ้นบริษัทจีน ร่วงเป็นแถบ

ในวันเดียวกันที่มีข่าวว่าทางการจีนขอมีเอี่ยวในบริษัทเทคโนโลยี ด้านของสหรัฐอเมริกาที่นำโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) เริ่มใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีจีน ซึ่งสอดคล้องกับข่าวก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า สหรัฐอเมริกาอาจแบนหุ้นจีน และเหยื่อรายต่อไปอาจเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent

หุ้นของบริษัทจีน (25 มีนาคม 2021) ร่วงกันระนาว ตั้งแต่เปิดตลาด หลังมีข่าวเหล่านี้ออกมา

  • Alibaba ร่วงลง 3.74%
  • Tencent ร่วงลง 5%

ส่วนรายอื่นๆ ก็ร่วงลงเช่นกัน แต่ก็สามารถฟื้นตัวในเวลาต่อมาเช่น ByteDance เจ้าของ TikTok และ Meituan แต่รายที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือ iQIYI ที่หุ้นร่วง 20%, รวมถึง Tencent Music Entertainment ที่หุ้นร่วง 27% สาหัสที่สุดตั้งแต่ปี 2018 และ Vipshop อีคอมเมิร์ซจีนอีกรายที่หุ้นร่วง 21% อาการหนักที่สุดในรอบ 5 ปี

หุ้น Alibaba Group

อ่านบทความ ทำไมสี จิ้นผิง ต้องเล่นบทโหดกับบริษัทเทคโนโลยี

ที่มา – Bloomberg, Business Insider, FT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post พรรคคอมมิวนิสต์ขอมีส่วนร่วม: ต่อไปยักษ์ใหญ่อย่าง Tencent และ Alibaba อาจมีรัฐบาลจีนลงทุนร่วมด้วย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-state-backed-company-data/