คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

EIC ชี้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยุคนี้ ใช้ Data เอาเปรียบรายย่อย ปั้นสินค้าราคาถูกมาแข่ง

Amazon และ Alibaba คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในกรณีนี้ 🛒

Ecommerce
Ecommerce Photo: Shutterstock

ในโลกที่เจ้าของแพลตฟอร์มคือผู้กำหนดเกมการแข่งขัน

บทวิเคราะห์ของ SCB EIC (Economic Intelligence Center) อธิบายภาพการต่อสู้ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในโลกยุคนี้ โดยชี้ว่า เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลการจับจ่ายของผู้บริโภคมาออกแบบสินค้าเป็นของตัวเองหรือที่เรียกว่า Private Brand

การเดินเกมของเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในลักษณะนี้ นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือการใช้ข้อได้เปรียบจากข้อมูลอันมหาศาล เพราะเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะรู้ได้ว่า “ผู้ผลิตรายใดผลิตสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่า แต่คุณภาพใกล้เคียงกับผู้ผลิตรายอื่น และจ้างโรงงานเหล่านั้นผลิตสินค้า Private brand ในปริมาณมาก ทำให้ได้สินค้าราคาไม่สูงโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานเป็นของตนเอง ส่งผลให้ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการแบกรับต้นทุน ซึ่งเอื้ออำนวยให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนและเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นๆ ได้สะดวก เพราะสินค้าที่ผลิตจะเป็นสินค้าที่มีลักษณะมาไวไปไว”

  • ในแง่หนึ่ง การใช้ข้อได้เปรียบด้านข้อมูลของเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หมายถึง การกีดกันผู้ค้ารายย่อย โดยเฉพาะแบรนด์ที่ยังไม่แข็งแกร่ง เพราะสินค้าที่เจ้าของแพลตฟอร์มสร้างขึ้นได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมาก

ในฝั่งตะวันตก แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าข่ายนี้มากที่สุดคือ Amazon ดูได้จากในช่วงที่ผ่านมามีการสร้างสินค้าแบรนด์ตัวเอง (house brand) ขึ้นมาในชื่อ AmazonBasics ผลิตสินค้าแทบทุกชนิด (เช่น สาย HDMI, แบตเตอรี่, สายส่งสัญญาณเสียง แม้กระทั่งมีด) นอกจากนั้นยังมี Amazon Collection ที่ผลิตอัญมณี Amazon Essentials ที่ผลิตเสื้อผ้า, Pinzon ที่ผลิตผ้าเช็ดตัวและเครื่องนอน ซึ่งในปัจจุบัน Amazon มีสินค้า Private brand ทั้งสิ้น 406 แบรนด์จำนวนกว่า 23,142 ชิ้น

ส่วนฝั่งตะวันออก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Alibaba และ JD.com ที่ครองสัดส่วนตลาดอีคอมเมิร์ซจีนที่ 58.2% และ 16.3% ตามลำดับ

Ecommerce
Ecommerce Photo: Shutterstock

กินรวบออนไลน์ไม่พอ ต่อยอดออฟไลน์ด้วยเลย

นอกจากนั้น EIC วิเคราะห์ว่า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในยุคนี้เริ่มมีกระแสที่ไม่ได้หยุดการแข่งขันแค่ในออนไลน์เท่านั้น เพราะขยายการแข่งขันไปสู่โลกออฟไลน์แล้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ Amazon ซื้อกิจการ Whole Foods Market ด้วยเงินกว่า 4.6 แสนล้านบาท เดินเครื่อง Retail เต็มตัว หรือการที่ Alibaba บุกธุรกิจห้างสรรพสินค้า

กลยุทธ์ลักษณะนี้เริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน หลายคนเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) หรือบางคนอาจเรียกว่าเป็นกลยุทธ์แบบ New Retail

ที่มา – บทวิเคราะห์ SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-eic-private-brand/

โฆษณา

โจทย์หิน MINI ในการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะดีไซน์สุดเอกลักษณ์กลายเป็นปัญหาในการใช้งานจริง

หลังปล่อยให้ข่าวลือมานาน ในที่สุด MINI ค่ายรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่ปัจจุบันมีกลุ่ม BMW เป็นเจ้าของก็เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนสักทีในชื่อ MINI Cooper SE แต่พอมาดูสเปกกันดีๆ กลับไม่คุ้มเท่ากับระยะเวลาที่รอเท่าไรนัก

MINI Cooper SE
MINI Cooper SE

รถยนต์ไฟฟ้าล้วนกับหลากข้อจำกัด

คงปฏิเสธได้ยากว่า MINI นั้นทำรถยนต์ออกมาเพื่อตอบโจทย์ Mass Market เพราะด้วยขนาดที่กระทัดรัด ประกอบกับตัวราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบสเปกกับรถยนต์แบรนด์อื่น แต่การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการทำตลาดที่ชูความเป็นอีก Lifestyle ในการขับขี่ ก็ทำให้หลายคนอยากครอบครอง MINI ไว้สักคัน

ยิ่งตอนนี้กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงมาก ความต้องการให้ MINI ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมามันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลังจากรอมาพักใหญ่ๆ มันก็เป็นความจริงขึ้นมาแล้ว เพราะ MINI ได้เปิดตัว MINI Cooper SE รถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่มากับโฉมคุ้นเคย เพราะใช้โครงเดียวกับรุ่นเครื่องน้ำมัน แต่ความคุ้นเคยนี้เองกลับเป็นจุดอ่อนของรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นนี้

MINI Cooper SE
MINI Cooper SE

อย่างแรกคือด้วยขนาดที่เล็กทำให้การออกแบบแบตเตอรี่ และตัวมอเตอร์ไฟฟ้ามีพื้นที่จำกัด จนความจุแบตเตอรี่เหลือเพียง 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือหลังจากชาร์จเต็มจะวิ่งได้ 235 ถึง 270 กม. รวมถึงตัวฝากระโปรงหน้าแทนที่จะเป็นที่เก็บของเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นอื่น ก็กลายเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแทน

0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 7.3 วินาที

ทั้งนี้การใช้ระบบไฟฟ้าล้วนทำให้ MINI Cooper SE ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 7.3 วินาที เพราะมีกำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 270 นิวตันเมตรตั้งแต่เหยียบคันเร่ง โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะเริ่มผลิตที่โรงงานในอังกฤษตั้งแต่เดือนพ.ย. 2562 เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้สนใจบางประเทศลงทะเบียนจองได้แล้ว

MINI Cooper SE
MINI Cooper SE

ส่วนตัวราคากลางนั้นยังไม่แน่นอน แต่ในเยอรมนีเปิดจองในราคาเริ่มต้น 32,500 ยูโร (ราว 1.12 ล้านบาท) ส่วนรุ่นปกติ (MINI Cooper) นั้นมีราคาขายที่เยอรมนีที่ 21,650 ยูโร (ราว 7.47 แสนบาท) เรียกว่าหากต้องการรุ่นรถยนต์ไฟฟ้าต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ MINI ยังมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นอื่นๆ หลังจากนี้เช่นเดียวกัน เพื่อเดินตามแผน BMW Group ที่ต้องการเดินเกมรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยมีข่าวลือออกมาว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่อไปของ MINI จะได้แรงบันดาลใจจากรุ่นต้นแบบ Rocketman และจะเปิดตัวในปี 2565

MINI Cooper SE
MINI Cooper SE

งานหินสำหรับรถยนต์ MINI ในตลาดนี้

อาจเพราะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี หรือการยึดติดในรูปลักษณ์ ทำให้การออกแบบโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าของ MINI นั้นทำได้ลำบาก ซึ่งต่างจากแบรนด์อื่นๆ เช่น Audi, Jaguar หรือ Mercedes-Benz ที่ต่างเริ่มทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนด้วยรถยนต์แบบ SUV ก่อน

เนื่องจากตัวโครงสร้างที่ใหญ่ทำให้การวางแบตเตอรี่ และออกแบบมอเตอร์ไฟฟ้านั้นทำได้สะดวกกว่า ประกอบกับพื้นที่ใหญ่นี้เองก็ทำให้ขนาดความจุแบตเตอรี่นั้นมากขึ้นด้วย จนทำให้เดินทางได้ 300-400 กม. หลังจากชาร์จเต็ม ดังนั้นมันไม่ง่ายแน่ๆ ที่ MINI จะเดินเกมนี้

MINI Cooper SE
MINI Cooper SE

สำหรับตลาดประเทศไทยเองนั้นยังไม่มีความชัดเจนของการนำ MINI Cooper SE มาจำหน่าย เพราะปัจจุบันยังไม่มีการประกาศช่วงเวลาทำตลาดอย่างเป็นทางการในระดับโลกที่ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าใครที่เป็นแฟน MINI อยู่แล้วก็น่าจะควักกระเป๋าซื้อได้อย่างไม่ลำบากใจนัก

สรุป

ก่อนหน้านี้หลายฝ่าย รวมถึงตัวผมเองก็คาดหวังว่า MINI จะทำรถยนต์ไฟฟ้าออกมาได้ใกล้เคียงกับที่แบรนด์อื่นๆ เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนไปก่อนหน้านี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันกลับไม่เปิดอย่างนั้น และการจะไปชน LEAF ของ Nissan หรือรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นอื่นๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อ้างอิง // BMW, Electrek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-mini-cooper-se-bev/

ตลาดเดือด! เมื่อ “ชาไข่มุก” ไม่ใช่แค่ปรากฎการณ์ฟีเวอร์ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ไปแล้ว

บทวิเคราะห์ตลาดชาไข่มุกขึ้นแท่นเครื่องดื่มสุดฮิตแห่งยุค กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการ แม้แก้วละเป็นร้อยแฟนๆ ก็ยอมจ่าย!

เปิดปรากฎการณ์ชาไข่มุกกันทั่วเมือง

ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มที่ยอดนิยมที่สุดในยุคนี้คงหนีไม่พ้น “ชาไข่มุก” อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ตามท้องถนน หรือตามศูนย์การค้า ได้พบเห็นคนดื่มชาไข่มุกกันแพร่หลาย เป็นเครื่องดื่มที่คนทุกเพศ ทุกวัยชื่นชอบไปแล้ว

ย้อนกลับไปในอดีตนั้น ชาไข่มุกเคยฮอตฮิตอยู่ช่วงหนึ่ง เรียกว่าเป็นเครื่องดื่มยุค 90 เลยก็ว่าได้ ใครที่ได้มาเดินสยามสแควร์แล้วดื่มชาไข่มุกถือว่าอินเทรนด์สุดๆ ถ้าจำไม่ผิดคือชาไข่มุกยุคนั้นจะมาในแก้วทรงสูง หลายคนอาจจะเรียกว่าแก้วดัมเบล เพราะมีรูปทรงเหมือนดัมเบลยกน้ำหนัก

แต่ในยุคนั้นชาไข่มุกยังมีกลุ่มคนดื่มแบบเฉพาะกลุ่ม ประกอบกับไม่ได้มีโซเชียลมีเดียที่เป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสเหมือนในยุคนี้ ทำให้กระแสชาไข่มุกเริ่มซาๆ ลงไป แล้วกลับมาอีกครั้งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

การกลับมาที่ว่านั้นคือการได้เห็นแบรนด์ชาไข่มุกจากต่างประเทศเริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จากประเทศ “ไต้หวัน” เพราะเป็นต้นกำเนิดของชาไข่มุก แต่ก็มีแบรนด์ไทยอยู่ด้วย ตอนนั้นผู้บริโภคเริ่มเปิดรับเครื่องดื่มใหม่ๆ จนทำให้ตลาดกลับมามีชีวิตชีวา แต่ก็ไม่ถึงกับหวือหวามาก

มีผลวิจัยของทาง Allied Market Research ได้ประเมินตลาดชาไข่มุกทั่วโลกในปี 2016 ไว้ว่ามีมูลค่า 1,957 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 62,000 ล้านบาท และจะโตแบบก้าวกระโดดจนมีมูลค่าถึง 3,214 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023 หรือราว 102,000 ล้านบาท

ส่วนในประเทศไทยมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรบอกว่า ตลาดชาไข่มุกในประเทศไทยมีมูลค่าราว 2,000-2,500 ล้านบาท แต่ในตอนนี้อาจจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าแล้วก็ได้

ราคาแมสๆ 20 บาท ทะลุไปถึงเกือบ 200 บาท

แบรนด์ในตำนานของชาไข่มุกในประเทศไทยหลายคนคงนึกถึง “Mr. Shake” อย่างแน่นอน เป็นแบรนด์ขวัญใจเด็กสยามสแควร์ ซึ่ง Mr. Shake เป็นแบรนด์ชาไข่มุกแบรนด์แรกๆ เลยก็ว่าได้ เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปี 1999 จนถึงตอนนี้ก็ 20 ปีแล้ว มีราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท

จากนั้นก็เริ่มมีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในตลาด แบรนด์ยอดนิยมที่มีสาขามากที่สุดคงจะเป็น Ochaya เรียกว่าเป็นแบรนด์ระดับแมส มีเมนูหลากหลาย ราคาตั้งแต่ 35 บาทขึ้นไป และยังมีโมเดลแฟรนไชส์ในการขยายสาขา

จริงๆ แล้วชาไข่มุกในไทยมีหลายร้อยแบรนด์ แต่แบรนด์ดังๆ ที่หลายคนรู้จัก ได้แก่ Mr. Shake, Mr. Shake Beyond, Ochaya, KOI The, KAMU, FUKU Matcha, Brown Cafe, ATM Tea Bar, Dakasi, CoCo และ The Alley

แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ชาไข่มุกเริ่มเป็นที่นิยม แบรนด์จากต่างประเทศเริ่มเข้ามาบุกตลาด ราคาก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น กลายเป็นชาไข่มุกระดับพรีเมี่ยมตั้งแต่ 70 บาท ไปจนถึง 150 บาทก็ยังมี และที่สร้างกระแสฮือฮาอย่างมากเมื่อแบรนด์ Tiger Sugar จากประเทศไต้หวันได้มาบุกไทย เปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้า The Market Bangkok มีราคาเริ่มต้นที่ 120 บาท สร้างกระแสคนต่อคิวยาวเหยียด

ยังมีแบรนด์ Fire Tiger by Seoulcial Club หรือหลายคนเรียกกันว่าชานมเสือพ่นไฟ มีจุดเด่นที่มีการตกแต่งร้านสไตล์เกาหลี แต่เป็นแบรนด์ของคนไทยแท้ แบรนด์มีการสร้างจุดขายมากมายในภาวะที่ตลาดแข่งขันกันดุเดือด ทำให้เมนูราคา 150 บาท ก็มีคนยอมต่อแถวซื้อได้

แต่นอกจากแบรนด์ดังที่มีราคาแก้วละหลายสิบหลายร้อยบาทแล้ว ตลาดชาไข่มุกยังมีช่องว่างโดยมีแบรนด์ที่เรียกว่าชาไข่มุกราคานักเรียน ราคาเริ่มต้น 19 บาท ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เช่นกัน

จะเห็นว่าในตอนนี้ราคาของชาไข่มุกมีหลากหลายเซ็กเมนต์มาก ถ้าให้แบ่งจริงๆ คงจะได้ 3 กลุ่ม ระดับล่างที่มีราคาเฉลี่ย 19-30 บาท ระดับกลางราคาเฉลี่ย 35-60 บาท และระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาตั้งแต่ 70 บาทขึ้นไป แต่ราคามาตรฐานส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 35-40 บาท เป็นราคาที่แมสที่สุด

Moma’s Bubble Tea Bar ชาไข่มุกราคาเริ่มต้น 19 บาท

ความน่าสนใจก็คือผู้บริโภคในยุคนี้ก็ยินดีที่จะจ่ายค่าชานมไข่มุกในราคาร้อยกว่าบาท เพื่อแลกกับความสุขกับการดื่มชาไข่มุกด้วยเช่นกัน

ทำให้ตอนนี้สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าตลาดชาไข่มุกเป็น Red Ocean มีการแข่งขันกันดุเดือดจริงๆ ทั้งแบรนด์เก่าที่ทำตลาดมายาวนาน และแบรนด์ใหม่ที่มองเห็นโอกาสได้ตบเท้าเข้ามาทำตลาด ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ไทย

ทุกร้านต้องมีเมนูชาไข่มุก!

และด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า “ที่นี่ประเทศไทย” อะไรฮิต อะไรเป็นกระแส ทุกคนต้องขอร่วมขบวนนี้ด้วย ในช่วงที่ผ่านมาจึงได้เห็นเมนูอาหาร หรือร้านต่างๆจะต้องมีเมนู “ชาไข่มุก” หรือจะต้องมีไข่มุกเป็นส่วนประกอบ

เชนร้านอาหาร หรือร้านเครื่องดื่มใหญ่ก็ต้องมีเมนูชาไข่มุกเพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นแบรนด์ก็มีส่วนร่วมกับสังคม มีเมนูรับกับความต้องการผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น MK Restuarants ก็มีเมนูชาไข่มุกที่หลากหลาย, Squeez ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเครือของ Tipco ก็มีเมนูชาไข่มุกด้วยเช่นกัน

ร้านสะดวกซื้อเบอร์ใหญ่อย่างเซเว่นฯ และแฟมิลี่ มาร์ทก็ไม่น้อยหน้า ต้องมีเมนูชาไข่มุกอยู่ในเคาท์เตอร์กาแฟสดด้วย อาจจะมีการเปลี่ยนท็อปปิ้งของไข่มุกเป็นอย่างอื่นบ้าง

Photo : Starbucks

หรือแม้แต่แบรนด์ยักษ์ระดับโลกอย่าง Starbucks ก็ยังมีเมนู “Dark Caramel Coffee Sphere Frappuccino” ที่ตัวไข่มุกเป็น Coffee Pearl หรือไข่มุกกาแฟ อาจจะไม่ใช่ไข่มุกโดยตรง แต่ก็ทดแทนกันได้ ให้ความรู้สึกว่ามีไข่มุกได้เหมือนกัน

รวมไปถึง IKEA ก็มีเมนูชาไข่มุก พิเศษคือเป็นเมนูโลคอลที่คิดค้น และมีเฉพาะที่ประเทศไทยที่เดียวเท่านั้น ประเทศอื่นยังไม่มีการวางจำหน่ายใดๆ แสดงให้เห็นว่าคนไทยคลั่งไคล้กับชาไข่มุกจนแบรนด์ใหญ่ต้องเอาใจกันถ้วนหน้า

ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นไลฟ์สไตล์

หลายคนอาจจะมีคำถามว่า แล้วกระแสชาไข่มุกจะอยู่ยาวหรือไม่? จะมาแค่ชั่วครู่แล้วหายไปเหมือนกับกระแสอื่นๆ อย่างชาเขียว, โรตีบอย, โดนัทคริสปี้ ครีม และไข่เค็มหรือไม่

เท่าที่ดูจากประแสตอบรับ และพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้แล้ว บอกได้เลยว่าชาไข่มุกไม่ได้เป็นแค่กระแสอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนไลฟ์สไตล์ที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนไปแล้ว

บางคนดื่มชาไข่มุกเหมือนดื่มกาแฟ นั่นคือดื่มเป็นประจำทุกวัน ดื่มหลังทานอาหารเที่ยง หรือดื่มตอนเดินห้างฯ ดื่มตอนทำกิจกรรมต่างๆ

เพราะเท่าที่สังเกตร้านชาไข่มุกในศูนย์การค้าต่างๆ แม้จะมีหลากหลายแบรนด์ดัง แต่ทุกร้านก็มีคิวต่อแถวกันมากมาย คงไม่ใช่กระแสนำพาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นความชอบของแต่ละคนด้วย

ยิ่งประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ตลาดเครื่องดื่มมีการเติบโตขึ้นทุกปี พฤติกรรมคนไทยจะติดเครื่องดื่มเพื่อดับกระหาย ยิ่งทำให้ชาไข่มุกเป็นที่นิยม ยิ่งในช่วงหลังกลายเป้นเครื่องดื่มของทุกเพศทุกวัย ผู้ชายก็ดื่มชาไข่มุกด้วยเช่นกัน

ชาไข่มุกร้อยล้าน

เปิดรายได้ชาไข่มุก 4 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ รายได้หลักร้อยล้าน!

  • Koi THE (บริษัท โคอิ เตะ (ประเทศไทย) จำกัด)

ปี 2561 รายได้รวม 304 ล้านบาท กำไรสุทธิ 81 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้รวม 62 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8 ล้านบาท

  • Ochaya (บริษัท โอชายะ กรุ๊ป จำกัด)

ปี 2560 รายได้รวม 148 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9.2 แสนบาท

ปี 2559 รายได้รวม 127 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8.8 แสนบาท

  • FUKU Macha (บริษัท มาย ฟุกุ มัทชะ จำกัด)

ปี 2561 รายได้รวม 152 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5.2 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้รวม 92 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9.6 แสนบาท

  • KAMU (บริษัท คามุ คามุ จำกัด)

ปี 2561 รายได้รวม 153 ล้านบาท กำไรสุทธิ 21.4 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้รวม 67 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 5.7 ล้านบาท

สรุป

ปัจจัยความสำเร็จของตลาดชาไข่มุกที่กลับมาสร้างปรากฎการณ์ได้อีกครั้งมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน เห็นได้ชัดคือการมีกิมมิกอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นไข่มุกสีทอง ไข่มุกแคลลอรี่ต่ำ หรือเมนู Brown Sugar ไข่มุกในน้ำตาลทรายแดง หรือจะเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เป็นการสร้างความตื่นเต้นให้ตลาด และสร้างความหลากหลาย จับกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น

ส่วนตัวของผู้เขียนเป็น “ทาส” ของชาไข่มุกเช่นกัน ยอมรับว่าชาไข่มุกเข้ามาอยูในไลฟ์สไตล์จริงๆ จากที่ในอดีตไม่ได้ชื่นชอบมาก อาจจะเป็นเพราะไม่ได้อยู่ในวัยที่ดื่มชา หรือเครื่องดื่มเหล่านี้ และยังไม่มีกำลังซื้อมากพอ แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ดื่มชาไข่มุกได้แล้ว เชื่อว่ากระแสครั้งนี้น่าจะอยู่ไปอีกยาวๆ อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bubble-milk-tea-phenomenon/

การเติบโต-กฎหมาย-โอกาส กับ Grab ประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจแบบเทาๆ มาครบ 6 ปี

ในที่สุด Grab ประเทศไทยก็ให้บริการมาครบ 6 ปีแล้ว แม้จะเจอปัญหาทั้งข้อกฎหมาย, ข้อพิพาท และการแข่งขันอันดุเดือดในธุรกิจส่งคน, ส่งของ และส่งอาหาร แล้วการทำธุรกิจในปีที่ 7 ของ Grab ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรล่ะ?

Grab
Grab

โตแบบ Exponential ตั้งแต่เริ่มเดือนส.ค. 2556

Grab ประเทศไทยเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนส.ค. 2556 ผ่านการเป็นตัวกลางเชื่อมผู้โดยสารกับแท็กซี่ป้ายเหลืองที่อยู่ในระบบ ก่อนขยับมาให้บริการรถบ้านป้ายดำ จนปี 2557 นั้นมียอดจองใช้บริการถึง 1 ล้านเที่ยว ยิ่งพอปี 2558 ก็ขยับเป็น 10 ล้านเที่ยว และปี 2560 ก็กลายเป็น 100 ล้านเที่ยวเลยทีเดียว

มากกว่านั้นการเปิดบริการ GrabBike (Win) หรือบริการเรียกรถมอเตอร์ไซค์ รวมถึง GrabFood หรือบริการส่งอาหาร และการขยายไปใน 16 จังหวัด 18 เมืองทั่วไทยก็ทำให้ Grab ประเทศไทยมียอดจองใช้งานถึงสิ้นเดือนมิ.ย. 2562 ถึง 320 ล้านเที่ยว แสดงให้เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Grab ประเทศไทย

grab
ยอดจองบริการต่างๆ ของ Grab ประเทศไทยตั้งแต่เริ่มธุรกิจ

“บริษัทได้รับการต้อนรับจากชาวไทยเป็นอย่างดี สังเกตจากการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ 7 บริษัทก็ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทย ผ่านกลยุทธ์ Super App ตามที่กลยุทธ์ที่วางไว้” ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย กล่าว

กฎหมายที่ยังไม่เอื้ออำนวยในการทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม Grab ประเทศไทยนั้นยังดำเนินธุรกิจแบบเทาๆ มาตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องรถยนต์ป้ายดำ และมอเตอร์ไซค์ป้ายดำ ซึ่งตัวกฎหมายนั้นก็คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Grab ประเทศไทยแทนที่จะเติบโตได้มากกว่านี้ ก็ต้องมาเจอกับปัญหา และข้อพิพาทต่างๆ กับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

grab
GrabBike (Win)

“เชื่อว่าหากทุกอย่างถูกกฎหมาย Grab ประเทศไทยก็น่าจะเติบโตได้มากกว่านี้อีก เพราะตอนนี้ในประเทศอื่นที่ Grab เข้าไปทำตลาดก็ต่างมีกฎหมายรองรับแล้ว ซึ่งเราก็เห็นสัญญาณดีว่าเรื่องนี้มันน่าจะเกิดขึ้นในไทยเหมือนกัน ผ่านการผลักดันจากพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนเลือกตั้งที่อยากสนับสนุนให้ Grab ถูกกฎหมาย” ธรินทร์ เสริม

นอกจากนี้ ธรินทร์ ยังหวังว่า ภายในปีนี้ Grab ประเทศไทยจะให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย โดยทางบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญหากการเดินหน้าเรื่องกฎหมายเป็นไปในทิศทางที่ดี การให้บริการทั่วประเทศของ Grab ประเทศไทยก็อาจทำได้เร็วขึ้น

grab
การให้บริการของ Grab ประเทศไทย

โอกาสใหม่กับการรุกบริการชำระเงิน

“อยากย้ำว่าขับ Grab เปลี่ยนชีวิตคุณได้ภายใน 1 ปี ถ้าความก้าวหน้าของกฎหมายยังช้า มันก็ปิดโอกาสการหารายได้ของคนอื่นๆ ด้วย ผ่านคนต่างจังหวัดที่กังวลเรื่องนี้จนไม่อยากขึ้นมาหารายได้กับเรา ที่สำคัญ Grab ประเทศไทยไม่กังวลเรื่องการมีอำนาจเหนือตลาด เพราะมองตัวเองเป็นเพียงฟันเฟืองการเดินทางตัวหนึ่งเท่านั้น” ธรินทร์ กล่าว

สำหรับในปี 2562 นั้น Grab ประเทศไทยได้รับการลงทุนจากกลุ่มเซ็นทรัล ร่วมถึงร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเพื่อให้บริการ GrabPay บริการชำระเงินที่ช่วงแรกจะชำระได้เฉพาะบริการของ Grab และหลังจากนี้จะชำระบริการอื่นๆ ได้ รวมถึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การทำตลาด Micro-Finance เช่นการปล่อยกู้รายย่อยได้อีกด้วย

grab
บริการต่างๆ ของ Grab ประเทศไทย

ขณะเดียวกัน Grab ประเทศไทยยังเป็นผู้นำในหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริการร่วมเดินทางที่แทบจะครองตลาดทั้งหมด และบริการส่งอาหารที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งในตลาดนี้เกินกว่าครึ่งหนึ่ง โดยปีนี้คาดว่าจะส่งอาหารได้ 20 ล้านออร์เดอร์ และปีนี้จะขยายพื้นที่ให้บริการจากเดิมที่มีในกรุงเทพฯ, พัทยา, นครราชสีมา, ขอนแก่น และเมืองหาดใหญ่

สรุป

เรียกว่า Grab ประเทศไทยนั้นเติบโตได้เร็วมากๆ ด้วยความที่คนไทยคุ้นเคยกับธุรกิจออนไลน์ค่อนข้างเร็ว ก็ทำให้ Grab ที่มีบริการร่วมเดินทาง, ส่งของ และส่งอาหารเติบโตไปตามคลื่นนี้ ที่สำคัญถึงการแข่งขันจะหนักแค่ไหน ส่วนตัวเชื่อว่า Grab ก็ยังเติบโตได้อยู่ เพราะผู้บริหารระดับสูงของ Grab ประเทศไทยย้ำว่า

“ตัวธุรกิจอาหารน่าจะแข่งหนักอีกเพียง 1 ปีจากนี้”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/grab-thailand-6th-birthday/

จงเรียกไก่ทอดสไตล์เกาหลีว่า The New KFC!

ในอดีตถ้าพูดถึงแบรนด์ไก่ทอดที่คนรู้จักทั่วโลกก็น่าจะไม่พ้น KFC หรือ Kentucky Fried Chicken แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว เพราะไก่ทอดสไตล์เกาหลีนั้นเป็นที่นิยมมาก จนสามารถเรียกว่า The New KFC ได้เต็มปาก

ไก่ทอดเกาหลี
ไก่ทอดสไตล์เกาหลี // ภาพ pixabay.com

Korean Fried Chicken คือ The New KFC

หลังจากเป็นอีกเมนูอาหารที่คนเกาหลีต้องเคยลิ้มลอง ในที่สุดร้านไก่ทอดสไตล์เกาหลีแบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มขยายสาขาไปต่างประเทศมากขึ้น เพราะต้องการเพิ่มโอกาสธุรกิจ รวมถึงการแข่งขันของร้านไก่ทอดสไตล์เกาหลีในเกาหลีใต้ก็ดุเดือดอย่างมาก ผ่านร้านอาหารที่ขายเมนูนี้ถึง 87,000 ร้าน ทั้งๆ ที่มีประชากรเพียง 51 ล้านคน

ขณะเดียวกันร้านจำนวนดังกล่าวในเกาหลีใต้ก็มากกว่าสาขาของ Subway เชนร้านอาหารที่มีสาขามากที่สุดในโลก กับตัวเลข 43,000 สาขา และอันดับสองอย่าง McDonald’s ที่มี 37,000 สาขาทั่วโลก รวมถึงมากกว่าร้านไก่ทอด KFC ที่มี 22,000 สาขาทั่วโลกเช่นกัน

สำหรับร้านไก่ทอดสไตล์เกาหลีรายใหญ่นั้นมีประมาณ 400 แบรนด์ ซึ่งบางเจ้าก็เริ่มขยายสาขาไปทั่วโลกแล้ว เช่นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักอย่าง Bonchon และ Kyochon เป็นต้น โดยตัว Bonchon นั้นมีสาขาทั่วโลกกว่า 300 แห่ง และมีสาขาในสหรัฐอเมริกากว่า 80 สาขาเลยทีเดียว

ตลาดสหรัฐอเมริกาที่เกิดคลื่นความนิยมมหาศาล

ทั้งนี้ตลาดสหรัฐอเมริกานั้นมีความต้องการไก่ทอดสไตล์เกาหลีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรสชาติที่แตกต่าง และมีความหลากหลายในการรับประทาน ยิ่งถ้าไปเทียบกับไก่ทอดแบรนด์อื่นๆ นั้น ตัวไก่ทอดเกาหลีจะมีส่วนหนังที่หุ้มด้วยแป้งรสเผ็ด และเนื้อในยังมีความนุ่มไม่ได้แข็งกระด้างจนเกินไปนัก

เมื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาได้ โอกาสการเติบโตในธุรกิจก็มีสูง เช่น Bonchon ที่ประสบความสำเร็จในตลาดนี้ก็มีรายได้เติบโตถึง 37% ในปี 2561 (ยังไม่เปิดเผยรายได้) และมีแผนขยายสาขาไปมากกว่านี้อีก ขณะเดียวกันความนิยมไก่ทอดสไตล์เกาหลีในสหรัฐฯ ก็ทำให้เกิดร้านไก่ทอดเกาหลีรายย่อยขึ้นอีกจำนวนหนึ่งด้วย

Victor Chang เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Bonchon เล่าให้ฟังว่า ใน 5 ปีข้างหน้า Bonchon จะมี 300-400 สาขาในสหรัฐฯ และในระดับโลกเป็น 700 สาขา ผ่านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ และสร้างแคมเปญต่างๆ เพื่อสร้าง Loyalty กับแบรนด์มากขึ้น ที่สำคัญคือการเปิดร้านแบบ Express Restaurant

ตลาดไก่ทอดในไทยที่ใหญ่ถึง 14,700 ล้านบาท

ในทางกลับกัน ตลาดไก่ทอดในประเทศไทยก็แข่งกันดุเดือนผ่านผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดที่ไม่ใช่แค่ KFC เช่น Texas Chicken เป็นต้น จนมูลค่าตลาดไก่ทอดในประเทศไทยพุ่งถึง 14,700 ล้านบาทในปี 2561 ดังนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ Bonchon และไก่ทอดสไตล์เกาหลีรายอื่นจะมีที่ยืนในตลาดนี้ได้

ไม่ว่าจะเป็น Kyochon ที่ปัจจุบันลดสาขาลงไปมาก หลังจากกระจายสาขาไปทั่วกรุงเทพในช่วงแรก แต่ถึงอย่างไรด้วยความนิยมของไก่ทอดสไตล์เกาหลี ก็ทำให้เกิดร้านอาหารใหม่ๆ ที่ชูจุดเด่นเป็นเมนูไก่ทอดเกาหลีออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องลุ้นกันว่าตัวร้านจะยืนระยะได้นานแค่ไหน

KFC
ไก่ทอด KFC

สุดท้ายนี้ที่มาของไก่ทอดสไตล์เกาหลีนั้นต้องย้อนไปถึงปี 1940-1950 (พ.ศ.2483-2493) เพราะตอนนั้นมีสงครามเกาหลี และทหารสหรัฐฯ ก็เข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมการกินไก่ทอด หลังจากนั้นความนิยมในการรับประทานไก่ทอดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะเกิดการประยุกต์นำรสเผ็ด และรสหวานมาทำให้ไก่ทอดมีรสชาตมากขึ้น

สรุป

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว KFC ก็น่าจะต้องมีหนาวๆ กันบ้าง เพราะความนิยมไก่ทอดสไตล์เกาหลีนั้นฉุดไม่อยู่จริงๆ สังเกตจากการขยายสาขาของ Bonchon และร้านอาหารรายย่อยอื่นๆ ดังนั้นต้องจับตาว่า KFC จะเดินแผนอย่างไรต่อไป และ Korean Fried Chicken จะกลายเป็น The New KFC ได้แค่ไหน

อ้างอิง // Korea Herald, ประชาชาติธุรกิจ, Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kfc-and-korean-fried-chicken/

หรือนี่คือสัญญาณ? เมื่อ Starbucks อังกฤษรายงานผลประกอบการ ขาดทุนไป 600 กว่าล้านในปีที่ผ่านมา

Starbucks
Starbucks in UK Photo: Shutterstock

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป + การเมืองที่ไม่แน่นอน

Starbucks รายงานผลประกอบการในสหราชอาณาจักรประจำปี 2018 พบว่า ผลประกอบการขาดทุนไปทั้งหมด 22 ล้านดอลลาร์ (676 ล้านบาท) ถือเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง เพราะปีก่อนหน้านี้ Starbucks ในสหราชอาณาจักรมีกำไรอยู่ถึง 4.6 ล้านปอนด์ (180 ล้านบาท)

สาเหตุสำคัญหลักๆ มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดย Starbucks ได้ประกาศปิดหลายสาขาที่ไม่ทำเงินไปจำนวนหนึ่งแล้ว และหันมาเน้นหาสาขา Drive-Through มากขึ้น (ปัจจุบัน Starbucks มีสาขาในสหราชอาณาจักรเกือบ 1,000 สาขา ในจำนวนนี้ประมาณ 100 สาขาเป็น Drive-Through)

นอกจากนั้น อีกหนึ่งคำตอบของค้าปลีกยุคนี้คือ “การเดลิเวอรี่” เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ คือการซื้อของจากที่ใดก็ได้ สั่งออนไลน์แต่ประสบการณ์ต้องไม่ต่างจากออฟไลน์ แต่ความหมายสำหรับ Starbucks คือชัดเจนว่าจะมีลูกค้าไปนั่งในหน้าร้านสาขาน้อยลง ดังนั้น Starbucks จึงต้องปรับกลยุทธ์มารองรับ

อย่างล่าสุด Starbucks ได้จับมือกับ UberEats ขยายบริการส่งกาแฟเดลิเวอรี่ในลอนดอน และยังได้เตรียมขยายบริการเดลิเวอรี่ไปสู่ยุโรปและแถบตะวันออกกลางในปลายปีนี้ด้วย แต่ทั้งนี้สิ่งที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอีกหนึ่งเรื่องคือการเมืองอังกฤษในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูง ซึ่งแน่นอนว่า Brexit ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมค้าปลีก ทำให้ยอดขายของ Starbucks ในอังกฤษลดลงไปด้วย

หนึ่งในท่าของ Starbucks คือขายสิทธิ์ดูแล

จะเห็นได้ว่าก้าวเดินของ Starbucks ในช่วงนี้คือการขายสิทธิ์การดูแลธุรกิจให้กับผู้อื่น เช่นในยุโรป Starbucks ได้ขายสิทธิ์การดูแลให้กับ Alsea SAB ดูแลกิจการในเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และลักเซมเบิร์กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และอันที่จริง ถ้าหันมาดูฝั่งบ้านเรา Starbucks ก็เพิ่งขายสิทธิ์ดูแลให้กับ Coffee Concepts Thailand ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Maxim’s Caterers Limited (ผู้รับสิทธิ์ดูแลร้าน Starbucks ใน กัมพูชา สิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกงและมาเก๊ากว่า 400 สาขา) ร่วมกับหุ้นส่วนฝั่งไทยคือ F&N Retail Connection Co. บริษัทในเครือไทยเบฟ

หนึ่งในสนามรบใหญ่ของ Starbucks คือตลาดกาแฟจีน

การขายสิทธิ์ดูแลของ Starbucks สะท้อนอะไรบ้างยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการขายสิทธิ์ดูแลของ Starbucks เป็นไปเพราะต้องการทุ่มเงินไปสู้ในศึกกาแฟจีน เพราะมันคือสนามรบใหญ่ของ Starbucks อย่างไรก็ดี เมื่อดูท่าแล้ว Starbucks ยังคงต้องทุ่มพลังอีกมากเพื่อสู้กับ Luckin Coffee สตาร์ทอัพสายกาแฟจีนที่มาแรง พร้อมทั้งประกาศไว้ว่าจะโค่นล้ม Starbucks ในแง่สาขาให้ได้ภายในปีนี้

ที่มา – Bloomberg, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/starbucks-uk-loses/

[เปรียบเทียบ] ทำไมค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนและแข็งค่ากว่าคู่ค้าหลักของไทย

เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่ไทยต้องส่งออกสินค้า ไทยยังแข็งค่าเป็นอันดับ 1 หรือไม่? เพราะอะไร?

ภาพจาก Shutterstock

เปิด 3 สาเหตุเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย บอกว่า ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2019 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคอาเซียน สาเหตุหลักที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามาจากพื้นฐานของประเทศไทยที่เกิดดุลการค้าต่อเนื่องทำให้เห็นเงินทุนไหลเข้ามากกว่าเงินทุนไหลออก โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัย ได้แก่

  1. สกุลเงินบาทของไทยมีความผันผวนน้อยกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่น สกุลเงินในอาเซียนมีอัตราความผันผวนราว 8-10% ขณะที่ค่าเงินบาทอัตราความผันผวนอยู่ที่ 4-5% ขณะเดียวกันได้รับผลกระทบจาก Trade war น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะ ไทยส่งออกไปจีนในอัตราส่วนเดียวกับที่ส่งออกไปอาเซียน
  2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลค่าเงินของประเทศบ่อย อาจเป็นเพราะคุ้นเคยที่ไทยเป็นประเทศการส่งออกเห็นได้ชัดจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
  3. ปี 2019 การเมืองไทยปรับตัวดีขึ้น และไทยได้รับการเพิ่มน้ำหนักลงทุนจากดัชนี MSCI ทำให้เงินทุนไหลเข้ามากขึ้น จากที่ 2-3 ปีที่ผ่านมาต่างชาติเอาเงินออกจากไทยกลับไปต่างประเทศ สวนทางกับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนแล้วอย่างต่อเนื่อง จึงเห็น Cycle ของไทยที่ตรงข้ามกับประเทศอื่นๆ
ที่มา ธนาคารกรุงไทย, Brand Inside รวบรวม

ทำไมดอลลาร์อ่อนค่าทำให้เงินไหลเข้าไทยและ Emerging Market

ปัจจุบันกว่า 95% คนไทยใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการส่งออกและนำเข้า ดังนั้นเมื่อดอลลาร์สหรัฐมีความผันผวนย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ขณะที่ช่วงนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเพราะนักลงทุนทั่วโลกมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีทิศทางชะลอตัว รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่เป็นธนาคารกลางหลักของโลกมีทีท่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลกที่เริ่มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดังนั้นแม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ก็กระทบต่อค่าเงินอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนนาดา เงินเยน สวิสฟรังก์ แต่ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับโครนสวีเดน ออสเตรเลีย ยุโรป

ที่มา ธนาคารกรุงไทย, Brand Inside รวบรวม

จับตา Trade war สหรัฐ-จีนใช้ “ค่าเงิน” เจรจาการค้า

ทิศทางของสัปดาห์นี้คาดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลง  และกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินบาททั้งปี 2019 คาดว่าค่าเงินบาทอาจแข็งค่าได้ถึง 30.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และอ่อนค่ามาที่สุดที่ระดับ 31.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยหลักที่ต้องจับตามอง ได้แก่

  • Trade war การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน อาจจะเห็นการใช้ “ค่าเงิน” เป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้า โดยประเทศที่เกินดุลการค้าอย่างจีนอาจต้องทำให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ส่วนประเทศที่ขาดดุลการค้าย่อมต้องการทำค่าเงินอ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจต้องถอนมาตรการทางภาษีที่บังคับใช้กับจีนก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเห็นความชัดเจนการเจรจาการค้าทั้ง 2 ประเทศในช่วงไตรมาส 3-4 เพราะเป็นช่วงก่อนสหรัฐจะเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2020
  • ทั้งนี้คาดว่าการเจรจาการค้าสำเร็จ หลังจาก FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือนก.ย. ตามที่นักลงทุนมองไว้ โดยกรณี Worst Case คือหากสงครามการค้าแย่ลง FED น่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายทันที
  • ทางธนาคารกรุงไทยมองว่า FED จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะอาจทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐแย่ลง และจากแนวโน้มปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐเป็นขาลง คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าจะออกมาไม่ดี ทั้งการจ้างงาน และ GDP อาจปรับลดลงจากปัญหาต่างๆ และมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานลงอีกครั้ง

อนาคตเงินบาทและเศรษฐกิจไทย

ช่วงต้นปี 2019 ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างช่วงเดือนมี.ค. จะเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศ หรือเดือนพ.ค. นักลงทุนต่างชาติยังนำเงนมาลงทุนในไทยเพื่อหาผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากปีนี้ FED ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกมีเงินไหลเข้า โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรเอเชีย

ทางธนาคารกรุงไทยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปถึง 32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ปัจจัยที่อาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น (เหมือนยุคที่ราคาน้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) รวมถึง Consumptions เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น ลดสัดส่วนจากการส่งออกไป

ทั้งนี้เงินบาทอาจอ่อนค่าลง เมื่อนักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในประเทศเป็นจำนวนมาก ขึ้นอาจเกิดขึ้นได้หากเศรษฐกิจไม่ดี นอกจากนี้หากธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจมีผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้

สรุป

ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติมองว่าเงินบาทปลอดภัยความผันผวนต่ำกว่าเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนไทยจากที่ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแต่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/baht-appreciate-compare-asean/