คลังเก็บป้ายกำกับ: AMD

พรีวิว ASROCK B550 PG RIPTIDE ออปชั่นครบ ราคาคุ้ม

ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาเมนบอร์ดไซท์ใหญ่ ออปชั่นครบในราคาไม่แพง ASROCK B550 PG RIPTIDE ตัวนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ไม่มากก็น้อย ด้วยไซท์ ATX พอร์ตเชื่อมต่อครบ ติดตั้งอุปกรณ์ได้เยอะ รองรับ AMD Ryzen 5000 Series ได้เลยทันที

ASROCK B550 PG RIPTIDE

ASROCK B550 PG RIPTIDE เป็นอีกหนึ่งซีรีย์เมนบอร์ดในค่ายแดงที่มาพร้อมชิปเซ็ต AMD B550 ที่ได้ลดสเปคลงมาเล้กน้อยจาก Asrock X570S PG Riptide ที่ทีมงานเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังมาพร้อมออปชั่นครบครัน รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้จำนวนมาก รองรับการโอเวอร์คล๊อค รวมไปถึงมาพร้อมไฟ RGB ที่ครบครัน โดยออปชั่นเด็ดนอกจากรองรับ AMD Ryzen 5000 Series แล้ว ยังรองรับแรมบัสสูงถึง 4933+ (ในโหมด OC) รองรับ PCIe 4.0 นอกจากนั้นยังมาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN เน้นความเรียบง่ายราคาคุ้ม แต่ก็ยังมาพร้อมออปชั่นต่างๆ ที่ครบครันไม่แพ้รุ่นใหญ่ แต่ว่ามีอะไรน่าสนใจอีกบ้าง ตามไปชมตัวจริงกันครับ

ASROCK B550 PG RIPTIDE

  • Supports AMD AM4 Socket Ryzen™ 3000, 3000 G-Series, 4000 G-Series, 5000 and 5000 G-Series Desktop Processors
  • 10 Phase, Digi Power, Dr. MOS
  • Supports DDR4 4933+ (OC)*
  • 1 PCIe 4.0 x16 Slot, 2 PCIe 3.0 x16 Slots, 1 PCIe 3.0 x1 Slot
    1 M.2 Key-E for WiFi
  • Graphics Outputs: HDMI
  • 7.1 CH HD Audio (Realtek ALC897 Audio Codec), Nahimic Audio
  • 6 SATA3, 1 Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4)
    1 Ultra M.2 (PCIe Gen3 x4 & SATA3)**
  • 3 USB 3.2 Gen2 (Front Type-C, Rear Type-A+C)
    10 USB 3.2 Gen1 (4 Front, 6 Rear), 8 USB 2.0 (6 Front, 2 Rear)
  • Killer E3100G 2.5G LAN

ASROCK B550 PG RIPTIDE 01 ASROCK B550 PG RIPTIDE 02

ASROCK B550 PG RIPTIDE มาในกล่องโทนน้ำเงินดำ พร้อมโชว์ฟีเจอร์ครบครัน

ASROCK B550 PG RIPTIDE 03

อุปกรณ์ภายในกล่องมาอย่างครบครัน ตามมารตรฐาน กระทั่งแผ่นไดร์เวอร์ แต่ที่น่าสนใจสุดคงเป็นคานสำหรับช่วยยึดการ์ดจอขนาดใหญ่ แถมมาให้ด้วย

20210531 3

ของแถมเด็ดที่เพิ่มมาในกล่องก็คือคานเสริมสำหรับค้ำการ์ดจอ ที่จะช่วยให้ติดตั้งการ์ดจอได้มั่นคงมากขึ้น

ASROCK B550 PG RIPTIDE 09

ASROCK B550 PG RIPTIDE 10 ASROCK B550 PG RIPTIDE 11

ASROCK B550 PG RIPTIDE มาในโทนสีดำสนิท ดูเรียบๆ มีฮีทซิงค์ในส่วนของภาคจ่ายไฟและชิปเซ็ต โดยเป็นเมนบอร์ดแบบ Full Size ATX รองรับการติดตั้งอุปกรณ์ได้เยอะ เรียบๆ แต่ออปชั่นจัดว่าครบ

 

  ASROCK B550 PG RIPTIDE 14

มาพร้อมจุดเด่นคือภาคจ่ายไฟที่มากถึง 10 เฟส พร้อมฮีทซิงค์ช่วยระบายความร้อน

ASROCK B550 PG RIPTIDE 22

ภาคจ่ายไฟ CPU จะเป็นแบบ 4 + 8 Pin พร้อมช่องเปล่ารองรับการอัพเกรทเสา WiFi ในอนาคต (คาดว่าจะมีรุ่น WiFi ตามมา)

ASROCK B550 PG RIPTIDE 12 ASROCK B550 PG RIPTIDE 16

PCIe 4.0 แบบ x16 1 Slot ,PCI 3.0 x16 อีก 2 Slot ,PCIe 3.0 x1 รองรับ M.2 PCIe 4.0 1 Slot และ PCIe 3.0 อีก 1 Slot โดยสล๊อตบนจะมีฮีทซิงค์ช่วยระบายความร้อน พร้อม M.2 แบบ 2240 อยู่ขอบด้านซ้ายสำหรับต่อการ์ด WiFi แยก

ASROCK B550 PG RIPTIDE 17

พอร์ต SATA รองรับสูงสุก 6 พอร์ต

ASROCK B550 PG RIPTIDE 18

พอร์ตเชื่อมต่อ IO ได้แก่

  • 1 x Antenna Bracket
  • 1 x PS/2 Mouse/Keyboard Port
  • 1 x HDMI Port
  • 1 x Optical SPDIF Out Port
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-A Port (10 Gb/s) (Supports ESD Protection)*
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C Port (10 Gb/s) (Supports ESD Protection)*
  • 6 x USB 3.2 Gen1 Ports (Supports ESD Protection)**
  • 2 x USB 2.0 Ports (Supports ESD Protection)
  • 1 x RJ-45 LAN Port with LED (ACT/LINK LED and SPEED LED)
  • HD Audio Jacks: Rear Speaker / Central / Bass / Line in / Front Speaker / Microphone (Gold Audio Jacks)

ASROCK B550 PG RIPTIDE 19

ด้านหลังเมนบอร์ดจะมีจุดไฟ RGB แต่ไม่ได้มี Back Plate เสริมความแข็งแรง

ASROCK B550 PG RIPTIDE 07

ASROCK B550 PG RIPTIDE เป็นเมนบอร์ดที่เหมาะกับท่านที่ต้องการเน้นงบประมาณไม่สูงมาก ไม่ได้ต้องการ OC เยอะๆ เน้นในเรื่องของราคา แต่ก็ยังมาพร้อมออปชั่น พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน พร้อมภาคจ่ายไฟ 10 เฟส อีกทั้งยังมาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไฟ RGB ที่มีไม่มากไม่น้อย เหมาะกับท่านที่ต้องการเมนบอร์ดที่สุดสำหรับ AMD Ryzen 5000 Series อีกทั้งยังมีพอร์ต HDMI สำหรับท่านที่ใช้การ์ดจอออนบอร์ดด้วย นอกจากนั้นก็ยังมาพร้อม PCIe 4.0 รองรับทั้งการ์ดจอ และ SSD M.2 แมอาจจะไม่ได้รองรับทุกพอรืต แต่ก็เพียงพอำหรับการใช้งานแล้ว

ASROCK B550 PG RIPTIDE มาในราคา $164 หรือราว 5,xxx บาท เรียกได้ว่าราคาดีทีเดียวเมื่อเทียบกับออปชั่นที่ได้มา

จุดเด่น

  • มาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน
  • รองรับ PCIe 4.0
  • มีที่ค้ำการ์ดจอมาให้ในกล่อง

ข้อสังเกต

  • ไม่มี Back Plate

from:https://notebookspec.com/web/610824-preview-asrock-b550-pg-riptide

AMD วางจำหน่าย Radeon RX6600 อย่างเป็นทางการในราคา $329

เป็นข่าวลือกันอยู่สักพักกับเจ้า AMD Radeon RX6600 ตัวที่ไม่มี XT สำหรับเอามาชน Nvidia GeForce RTX 3060 ล่าสุด AMD ก็วางจำหน่ายน้องเล็กสุดอย่าง RX6600 การ์ดจอที่เกิดมาเพื่อการเล่นเกมแบบ 1080p ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในราคา $329

AMD Radeon RX 6600 ที่ใช้สถาปัตยกรรม RDNA2 จะมาพร้อมกับ Compute Unit 28 ชุด ในขณะที่ RX 6600XT Compute Unit 32 ชุด, มีขนาดหน่วยความจำ 8GB GDDR6, Infinity Cache 32MB และมี Clock Speed อยู่ที่ 2044 MHz ผลทดสอบการเล่นเกมระหว่าง Radeon RX 6600 VS  Radeon  RX 6600XT จะเป็นอย่างไรกันบ้างมาดูกันเลย

  • World War Z: Aftermate ความละเอียด 1080p / Ultra Setting
    RX 6600 ได้ AVG. 175 FPS / RX 6600XT ได้ AVG. 223 FPS
  • Vampire: The Masquerade Bloodhunt ความละเอียด 1080p / Ultra Setting  RX 6600 ได้ AVG. 113 FPS / RX 6600XT ได้ AVG. 133 FPS
  • Far Cry 6 ความละเอียด 1080p / Ultra Setting / เปิด FSR Ultra Quality  RX 6600 ได้ AVG. 75 FPS / RX 6600XT ได้ AVG. 81 FPS
  • Deathloop ความละเอียด 1080p / Ultra Setting / เปิด FSR Ultra Quality RX 6600 ได้ AVG. 96 FPS / RX 6600XT ได้ AVG. 112 FPS

จากผลการทดสอบของ Radeon RX 6600 ที่ปล่อยออกมาจาก AMD ก็ถือว่าไม่แย่เลยด้วยประสิทธิภาพที่คุ้มเกินราคา และมีอัตราการกินไฟที่น้อยลงกว่าเดิมนั่นคทอ 132W เพียงเท่านั้น ก็เป็นอีกหนึ่งการ์ดจอที่น่ามาลองใช้ไม่น้อยในยุคที่การ์ดจอราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้

ข่าว: AMD วางจำหน่าย Radeon RX6600 อย่างเป็นทางการในราคา $329  มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/amd_releases_radeon_rx_6600_graphics_card_for_329/

ไม่ต้องแย่งกันกดแล้ว ซีอีโอ AMD บอก PS5 น่าจะวางขายในร้านทั่วไปได้ กลางปี 2022

Lisa Su ซีอีโอของ AMD ผู้ผลิตชิปประมวลผลให้กับทั้ง PS5 และ Xbox Series X|S ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Spieltimes ว่าเธอคาดว่าการเดินไปซื้อเครื่อง PS5 หรือ Xbox Series X|S ได้ในร้านทั่วไป น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน ปี 2022

อิงตามข้อมูลนี้ Su อาจจะคาดการณ์ว่าวิกฤตชิปขาดแคลนที่เกิดจากภาคการผลิตและซัพพลายเชนถูกรบกวน ที่เป็นผลมาตั้งแต่ช่วงการระบาดของ COVID-19 น่าจะจบลงหรือเบาลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2022 ซึ่งจะเร็วกว่าที่ Phil Spencer บอสใหญ่ของ Xbox และ TSMC คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้เล็กน้อย ว่าปัญหาจะส่งผลถึงปี 2023

สุดท้ายแล้วเหล่าเกมเมอร์ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปอยู่ดี หลังช่วงไม่นานมานี้เริ่มมีข่าวปัญหาพลังงานไฟฟ้าในประเทศจีน เริ่มไม่พอใช้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตชิปด้วย แต่จะมากแค่ไหน คงต้องดูกันต่อไป

ที่มา – Spieltimes

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/125180

รีวิว Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 สเปก Ryzen 7 PRO 5850U ที่สุด Mobile Workstation จอ 14″

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 เป็นอีกหนึ่ง Mobile Workstation หน้าจอ 14″ รุ่นใหม่ล่าสุด สเปก AMD Ryzen 7 PRO เน้นประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูง ที่โดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ได้ความบางเบาเพื่อการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ซึ่งมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น  ซึ่งได้ต้นแบบมาจาก Lenovo ThinkPad P Series ที่สายการทำงาน Mobile Workstation ได้ประสบการณ์ชั้นเฟิร์สคลาส แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ตทั่วไปชัดเจน 

โดยเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่เป็นสายมืออาชีพที่จัดเต็มเครื่องของความทนทานมาตรฐาน Military Grade และความปลอดภัยในการใช้งานทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ภายนอกและภายใน รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวันกว่า 10 ชั่วโมง โดยเลือกใช้ชิปประมวลผล Ryzen 7 PRO 5850U ที่ลื่นไหลและออกมาฟีเจอร์มารองรับกับงานระดับองค์กรโดยเฉพาะ อีกทั้งได้การ์ดจอออนชิป Radeon Pro รองรับงาน 3 มิติได้ดีเยี่ยมว่าก่อนหน้าทั้งหมดแน่นอน 

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

โดยตัวเครื่องได้ความบางที่สุดที่ 17.9 มิลลิเมตร กับหน้าจอขนาด 14″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD พร้อมรองรับการทัชสกรีน ได้แรมขนาดใหญ่ที่ 48GB และ SSD M.2 ความจุ 1TB  อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายด้วยโมดูลซิม 4G / 5G LTE  ก็สามารถอัพเกรดเองได้  ได้ประกัน On-site Service ระยะเวลา 3 ปี จาก Lenovo ที่ทุกคนมั่นใจ ส่วนระบบปฏิบัติการได้มาเป็น DOS เพื่อให้เราเลือกติดตั้ง Windows 10 Home / Pro ได้ตามการใช้งาน 

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

สรุปรีวิว Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 สเปก AMD Ryzen 7 PRO ประสิทธิภาพสูงเน้นการใช้งานกับองค์กรมือาชีพ พร้อมแรม 48GB + SSD M.2 1TB ได้ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ ThinkPad อยู่แล้วในทุกๆ มิติ เชื่อได้ว่าหลายคนต้องชื่นชอบ ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ยอดเยี่ยมจริงๆ สมกับเป็นซีรีส์โน๊ตบุ๊คที่มืออาชีพนิยมใช้งานกัน หรือผู้ใช้งานระดับทั่วไปก็สามารถใช้ได้ จากการที่เป็นซีรีส์ ThinkPad P Series ที่ทุกคนมั่นใจ ซึ่งจัดว่าเป็น Mobile Workstation ที่นอกจากประสิทธิภาพดีเยี่ยมแล้ว ยังรองรับการทำงานขั้นสูงอีกด้วย พร้อมมีการรับรอง ISV จากผู้ผลิตรายใหญ่เช่น AutoCAD, SolidWorks และอื่น ๆ 

ยังได้เทคโนโลยีโซลูชั่นความปลอดภัยในตัว และคุณสมบัติความปลอดภัยแบบไบโอเมตริกซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Discrete Trusted Platform Module (dTPM) ป้องกันการแฮกระดับฮาร์ดแวร์ ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่องที่เป็นในกลุ่ม Mobile Workstation ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊ค Mobile Workstation ยุคก่อนๆ น้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้ตัวเครื่องยังแข็งแกร่งทนทานระดับกองทัพ คีย์บอร์ดแม่นยำพิมพ์สนุก คีย์บอร์ดระบายน้ำได้ TrackPoint ใช้งานสะดวก ใช้งานต่อเนื่องได้ระดับ 10 ชั่วโมง

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

สนับสนุนการใช้งานพื้นฐานได้เป็นอย่างดีรวมถึง ผลทดสอบต่างๆ ออกมาได้อยู่ในระดับมาตรฐานเป็นที่น่าพอใจมาก ทำให้ Lenovo ThinkPad เครื่องนี้ทำงานได้อย่างลื่นไหล ทั้งในด้านการทำงานทั่วไป และงานที่เน้นการประมวลผล ที่สำคัญคือได้พอร์ตชาร์จไฟและเชื่อมต่อเป็น USB-C จำนวน 2 พอร์ตด้วย ทำให้เชื่อมต่อได้หลากหลายทั้งชาร์จไฟ / ต่อหน้าจอภายนอก / โอนถ่ายข้อมูล ส่งผลให้เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้งานทั่วๆ ไปหรือผู้ที่เน้นใช้งานจริงจัง รวมไปเน้นพกพา

เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ที่บางๆ เบาๆ ได้ความทนทานและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ThinkPad ยุคใหม่ พร้อมปลอดภัยแบบจัดเต็ม อย่างที่มืออาชีพควรมี หรือใครชื่นชอบ ThinkPad ก็นำมาใ้งานได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรรู้ก็คือ หน้าจอ 14″ ซึ่งรองรับการ Touch Screen ติดตั้งมาเป็นพาเนล IPS เกรดกลางๆ เท่านั้น และในส่วนของระบบปฏิบัติการ Windows ไม่มีติดตั้งมาให้ ทำให้เราต้องเผื่องบไว้ซื้อ Windows 10 Home / Pro อีกที (บางองค์กรจะมี Windows License ให้ใช้งานด้วย) ซึ่งถ้ารับได้ก็ตามไปจัดที่ตัวแทนจำหน่ายได้เลย 

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

จุดเด่น Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

  • สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 PRO 5850U ที่แรงลื่น ประสิทธิภาพสูง เน้นงานมืออาชีพ
  • จัดเต็มด้วยหน่วยความจำแรมขนาด 48GB และที่เก็บข้อมูล SSD M.2 ระดับบน ความจุ 1TB
  • หน้าจอแสดงผล 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับการทัชสกรีน 
  • เป็น Mobile Workstation ที่มีความเบา 1.5 กิโลกรัม และบางสุดที่ 17.9 มิลลิเมตร
  • การเลือกใช้วัสดุมาประกอบสร้างตัวเครื่องและงานประกอบทำได้ดีน่าประทับใจมาก
  • ตัวเครื่องมีความทนทานระดับ Military Grade (MIL-STD-810H) ต่อการกระแทก สะเทือน ฯลฯ
  • มีฟีเจอร์ ThinkShutter  ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องเว็บแคม เพื่อความปลอดภัย
  • AccuType Keyboard สัมผัสในการพิมพ์ดีเยี่ยม พร้อมติดตั้งระบบไฟ Backlit มาให้
  • คีย์บอร์ดมีความทนทานด้วยฟีเจอร์ Spill Resistant ระบายน้ำได้ หากน้ำหกใส่
  • มี TrackPoint ตามมาตรฐาน ThinkPad ใช้งานได้สะดวกสำหรับคนที่ชื่นชอบ
  • ลำโพงคุณภาพดี ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Audio ให้เสียงที่ดี ประทับใจในการใข้งาน
  • ระบบ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือ / IR Camera สแกนหน้า มีความปลอดภัยในการเข้าใช้งาน
  • ติดตั้งฮาร์ดแวร์ Discrete Trusted Platform Module (dTPM) เข้ารหัสป้องกันโดนแฮก
  • อแดปเตอร์ที่ติดตั้งมาให้มีขนาดเล็กพกพาง่าย และเป็น USB-C
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง รองรับ Rapid Charge ที่ชาร์จแบตได้รวดเร็ว
  • รองรับการใช้งาน 4G / 5G ด้วยการติดตั้งโมดูลเพิ่มภายหลัง
  • ได้ความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานโดยรวมแบบมืออาชีพ
  • มีตัวเลือกประกันเป็นแบบ 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านถึงที่ทำงาน

ข้อสังเกต Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

  • หน้าจอพาเนล IPS อยู่เกรดกลางๆ ให้ขอบเขตสีกับงานที่ไม่จริงจังมากนัก
  • ไม่มีระบบปฏิบัติการ Windows มาให้ เราต้องเผื่องบในการซื้อมาติดตั้งใช้งาน
  • มีสเปกให้เลือกช่วงราคาตามแต่สเปกอยู่ที่ 45,900 – 53,900 บาท

Specification

LLenovo ThinkPad P14s Gen 2 ที่ได้รับมารีวิวนี้เป็นสเปกขายจริง รุ่นราคา 53,900 บาท มาพร้อมชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 PRO 5850U รุ่นพิเศษ ที่เป็นชิป 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.90 GHz สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้เป็น 4.40 GHz การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Pro สำหรับการใช้งานทั่วไปรวมไปถึงงาน 3 มิติ ซึ่งนับว่าเป็นการ์ดจอออนชิปที่ประสิทธิภาพสูงกว่าหลายๆ รุ่น โดยมีการจองพื้นที่แรมไปเลย 4GB ทันทีจากแรมหลัก ทำให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่

ทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรมขนาด 48GB DDRR4 Bus 3200MHz แบบ Dual Channel (Onboard 16GB + SODIM 32GB) เรียกได้ว่ารองรับการใช้งานได้หลากหลายและมากมายตามสไตล์ของโปรแกรมมืออาชีพ ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลก็ใช้เป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 ระดับสูง ความจุ 1TB ทำให้สเปคโดยรวมนั้นลงตัวมาก ๆ สำหรับการใช้งานพื้นฐาน เล่นอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ทำเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง หรืองานมืออาชีพสำหรับภาพธุรกิจ เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 14″ ที่ได้ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) พาเนล IPS คุณภาพกลางๆ สีสันสดใส มุมมองกว้าง อีกทั้งยังรองรับการ Touch Screen แตะได้สูงสุด 10 นิ้วพร้อมๆ กัน ลำโพง 2 ตัว ระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตได้เป็น USB-C จำนวน 2 พอ์รต รวมไปถึงการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต 4G / 5G (อัพเกรดเองภายหลัง) รวมถึง Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.1 ด้วย รองรับการทำงานทุกที่ทุกเวลา พร้อมการรับประกัน 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านถึงที่ทำงาน ส่วนระบบปฏิบัติการเป็น DOS ต้องติดตั้ง Windows เองภายหลัง 

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 ราคา 53,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 PRO 5850U (8C/16T : 1.90 – 4.40GHz)
  • GPU : AMD Radeon Pro 
  • RAM : 48GB DDR4 Bus 3200MHz (16GB + 32GB)
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD + Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : DOS
  • Warranty : 3 Year Support Onsite Service by Lenovo Thailand

Hardware / Design

เรียกได้ว่า Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 จะมีการต่อยอดการผลิตจากไลน์ของ Lenovo ThinkPad P14s Gen 1 ซึ่งเป็นรุ่นก่อน ด้วยที่เป็นซีรี่ส์หลักทำให้ดีไซน์ค่อนข้างคล้ายกันกับ ThinkPad รุ่นอื่นๆ จากการที่ได้ขอบหน้าจอที่บางเล็กในมิติตัวเครื่องใกล้เคียงเดิม พร้อมได้พื้นที่แสดงผลเป็น 14″ กับขนาดหน้าจอเล็กกระทัดรัดในสายของประเภท Mobile Workstation ของทาง ThinkPad เพื่อเป็นการเปิดรับกับประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าเดิมในการทำงานขั้นสูง แต่ตัวเครื่องพกพาสะดวกสุดๆ

โดยยังคงรูปแบบความแกร่งด้วยการใช้เป็นสีดำด้านตลอดทั้งตัวเครื่อง วัสดุของตัวเครื่องนั้นหลักๆ ใช้เป็นวัสดุคุณภาพสูงที่ประกอบไปด้วยทั้งโลหะและพลาสติกแบบพิเศษ ภายนอกตัวเครื่องมีพื้นผิวที่เรียบง่ายลักษณะเป็นซอฟต์ทัชตลอดทั้งตัวเครื่อง แต่ยังให้ความรู้สึกมั่นคงเวลาจับถือเครื่องไปไหนมาไหน และได้ความหรูหราสัมผัสคล้ายยางนุ่มๆ ซึ่งเราจะได้ความรู้สึกหรือประสบการณ์นี้จะอยู่ใน ThinkPad ระดับสูง อย่างที่หลายๆ คนที่ใช้งาน ThinkPad แล้วคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี 

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

โดยรวมสำหรับการออกแบบนั้นทำให้ดูจริงจังและความเป็นมืออาชีพมากๆ ไม่ใช่แค่ดีไซน์ภายนอก แต่มีมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คสไตล์ ThinkPad ชัดเจน โดยเหมาะสำหรับกลุ่มนักธุรกิจตามองค์กรต่างๆ รวมไปถึงคนทั่วไปที่ต้องการคอมพพิวเตอร์พกพาซึ่งได้ฮาร์ดแวร์ที่สเถียรสูง เชื่อถือได้ และมีความคงทนแข็งแรง ทำให้นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่แม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คแนวทึกทน แต่ก็มีความสดใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งก็ยังมาพร้อมกับความบางเบาอย่างที่หาได้ยากในสาย Mobile Workstation 

ตัวเครื่องมีความบางที่ 17.9 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม (ชั่งด้วยเครื่องรีวิวจริง) ถือว่าน้อยมากๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คขนาดจอ 14″ ที่ได้สเปกภายในประสิทธิภาพสูงขนาดนี้ เรียกได้ว่าความบางและน้ำหนักนั้น เรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ของโน๊ตบุ๊คที่เหมาะสมในการพกพาไปไหนมาไหนบ่อยๆ เลย ที่มีสเปกประสิทธิภาพสูงเน้นความสเถียรภาพ เหมาะกับมืออาชีพ ซึ่งสามารถรับสายโทรออกและตัดการเชื่อมต่อจากการประชุมทางโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดายโดยใช้ปุ่มฟังก์ชัน F9-F11 

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

ด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 PRO 5850U ซึ่งหาไม่ได้ทั่วไปในโน๊ตบุ๊ตตามท้องตลาด ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานฟีเจอร์ในองค์กรโดยเฉพาะ รวมไปถึงงานประมวลผลขั้นสูง โดยเลือกติดตั้งมาไว้ในเครื่องนี้ สำหรับการออกแบบบานพับขาจอที่แข็งแรงและมีความแตกต่างที่ทำให้ตัวเครื่องสามารถกางหน้าจอ 180 องศาได้อย่างแข็งแรงไม่เกิดปัญหาเวลาใช้งาน จากบานพับสุดแกร่งแบบ 2 แกนขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นการรักษา DNA ไว้เป็นอย่างดี 

รวมถึงมีความทนทาน จากได้รับมาตรฐาน Military Grade (MIL-STD-810H) กำหนดทางทหารถึง 12 ระดับ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพมากกว่า 200 รายการ อาทิ ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้ตามประสบการณ์ตรงที่ Lenovo ทำได้ดีมาโดยตลอด ทำให้หายกังวลเลยเวลาที่เรานำไปใช้งานนอกสถานที่ เรียกได้ต่อให้เจออุปสรรคแค่ไหน เราก็สามารถหยิบขึ้นมาทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

ส่วนอื่นๆ ที่ยังเป็นภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของ ThinkPad ก็ยังคงมีอยู่ อย่างโลโก้ ThinkPad บริเวณมุมบนซ้ายฝาหลัง และมุมขวาล่างด้านในตัวเครื่อง โดยมีไฟ LED สีแดงคอยบอกสถานะการทำงานอยู่ โดยถ้าเราปิดฝาเครื่องเพื่อ Sleep ไฟเองก็จะมีกระพริบอย่างช้า คล้ายกับเรานอนแล้วหายใจช้าๆ ด้วย สำหรับปุ่ม Power จะถูกติดตั้งเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องด้านขวา ซึ่งตัวปุ่มจะเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องแสดงสถานะการเปิดปิดเครื่องได้มีไฟ LED สีขาว ส่วนมุมจอล่างจะเป็นโลโก้ Lenovo และชื่อรุ่น P14s 

ที่สำคัญที่สุดคือเราได้เห็นสติ๊กเกอร์ AMD Ryzen 7 PRO ที่นับว่าเป็นอีกครั้งของการร่วมมือกันระหว่าง AMD และ Lenovo ThinkPad การันตรีได้เลยเรื่องของการทำงานแบบมืออาชีพ ส่วนด้านใต้ตัวเครื่องก็จะเป็นช่องดูดลมเย็น พร้อมยางจำนวน 4 จุดที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้น พร้อมด้วยช่องระบายน้ำจากคีย์บอร์ด ได้ปรับเปลี่ยนหลายๆ จุดให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ตามยุคตามสมัยในเรื่องของความเพียวบางและเบา แต่ยังตงรักษาความเป็น ThinkPad ที่มีประวัติชื่อชั้นมาอย่างยาวนานได้อย่างดีที่สุด 

Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 46
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 45
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 41
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 16
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 65
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 69
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 56
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 57
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 58

Keyboard / Touchpad

แน่นอนว่าคีย์บอร์ดของ Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 เครื่องนี้จะเป็น AccuType Keyboard พร้อม Hot Key ต่างๆ ที่เป็นข้อเด่นที่คีย์บอร์ดที่ออกแบบมาให้มีรูปทรงโค้งด้านใต้ตัวเครื่องเติมลงมาเล็กน้อยเพื่อลดโอกาสพิมพ์ผิดพลาดได้ ซึ่งเมื่อใช้งานจริงแล้วก็ถือว่าทำได้ดีมาก ได้ส่วนของปลายโค้งที่ทำให้พิมพ์ถูกต้องขึ้น แน่นอนว่ามีไฟพร้อมใช้งานในที่มืดหรือแสงน้อย และยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์ Spill Resistant กันน้ำหกแล้วเครื่องเสียหายได้ เพราะสามารถไหลออกมาได้ รวมไปถึงบริเวณใต้ชุดคีย์บอร์ดด้านขวายังมีการติดตั้งตัวสแกนลายนิ้วมือ ที่ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello อีกด้วย

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

นอกจากนี้ ThinkPad รุ่นนี้ก็มีความตั้งใจในการติดตั้ง TrackPoint (Point Stick) ตุ่มแดง มาให้ด้วยบริเวณกลางตัวคีย์บอร์ด ซึ่งก็สามารถใช้งานควบคู่ไปกับ TrackPad ขนาดใหญ่ที่มีปุ่มกดถึง 3 ปุ่มได้เป็นอย่างดี พร้อมซ้ายคลิกซ้ายขวาแบบปกติเอาไว้ ก็สามารถใช้งานหลายนิ้วมือผ่านชุดคำสั่งแบบ Multi-Gesture บน Windows 10 ได้ดี ยิ่งถ้าใช้งาน TrackPoint และ TrackPad ควบคู่กันไปด้วยจะยิ่งใช้งานได้ไวมากขึ้น ตรงนี้นับว่าเป็น DNA ของ ThinkPad จริงๆ ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นล่าสุดก็ยังติดตั้งมาอยู่

Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 31
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 32
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 33
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 35
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 36
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 37

Screen / Speaker

ด้านหน้าจอแสดงผล Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 ใช้หน้าจอที่มีขนาดจอขนาดใหญ่ 14″ มาพร้อมความละเอียด Full HD แบบด้านลดแสงสะท้อน ใช้พาเนลจอแบบ IPS ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพาเนลเกรดกลางๆ ที่เหมาะสมกับงานที่ไม่จริงจังเรื่องสีสันเที่ยงตรงมากนัก แต่ก็ยังได้มุมมองที่เกือบ 180 องศา แบบว่ามองมุมไหนสีสันก็ไม่เพี้ยนเลย อีกทั้งยังได้ฟีเจอร์การทัชสกรีนหน้าจอ ตอบโจทย์การใช้งานยุดใหม่ด้วย และการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

แม้ขอบจอจะบางเฉียบแต่ก็ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ด้านบนเหมือนเดิม ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ ThinkShutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น การใช้งานก็ง่ายมากๆ ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น เรียกได้ว่าได้ความปลอดภัยสมกับเป็น ThikPad ที่เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับมืออาชีพ พร้อมไมโครโฟนแบบ 1 ตัว ติดตั้งที่ขอบหน้าจอด้านบน รวมไปมีฟีเจอร์ IR Camera สแกนใบหน้าเข้าใช้งานได้ด้วย 

Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 24
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 25
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 44

ทดสอบด้วย Spyder Elite 5 ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 60% / AdobeRGB ที่ 45% / DPI-P3 ที่ 45% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีสูง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 nits ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับสูงทำให้ใช้งานที่กลางแจ้งได้ดีระดับหนึ่ง ส่วนค่าสีคลาดเคลื่อน Delta-E อยู่ที่ 2.55 ซึ่งนับว่าเป็นตามคุณภาพของพาเนลหน้าจออย่างที่บอกไปแล้ว 

s4

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องแถวมุมซ้ายบนเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 300 nits แต่สำหรับช่องมุมซ้ายล่างเหมือนจะมีแสงสว่างที่ลดลงแค่ระดับ 21% ทีเดียว ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 3.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

s1
s3
s2

ตัวลำโพงเป็นแบบ 2 ตัว ที่ 2W รวมเป็น 4W โดยติดตั้งไว้ที่เหนือชุดคีย์บอร์ด เรียกได้ว่ามีความแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป มาพร้อมระบบเสียง Dolby Audio ให้ที่เสียงที่ดี พร้อมซอฟต์แวร์ปรับแต่ง ทั้งในเรื่องของเสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ ส่วนเสียงก็มีมาบ้างแต่บางๆ ส่วนความดังเองก็เพียงพอกับการใช้งานในห้อง ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด รองรับการใช้งานได้หลากหลายแบบสบายๆ ให้ประสบการณ์ด้านเสียงที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปประมาณนึง  

Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 38
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 42
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 43

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 นั้นสามารถทำได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว เพราะงานประกอบค่อนข้างแน่นหนาทีเดียวจากการที่ฝาหลังเป็นวัสดุที่แข็งแรงทำให้ค่อนข้างแข็ง แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป เอาจริงๆ คือใครๆ ก็ทำได้ขอแค่มีไขควงสี่แฉก  ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว เราต้องใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากหลังมาหน้า ควรทำอย่างใจเย็นระวังแตกหัก ซึ่งในส่วนของขอบเครื่องฝาด้านหน้าจะเป็นสลักยึดเอาไว้ตรงนี้ต้องใช้แรงดึไปด้านหลัง

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

โดยเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ อย่างชัดเจนตามรูปเลย การวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์เครื่องนี้ทำได้ดูดีสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ เรื่องระบายความร้อนตัวเครื่องมี Heat Pipe จำนวน 2 เส้น วางพาดชิปประมวลผล ส่วนพัดลมเครื่องนี้ก็มีมาให้ 1 ตัว โดยลมร้อนเป่าออกทางด้านข้างตัวเครื่อง นอกจากนั้นเราจะเห็นถึงแรม 16GB Onboard + 32GB SO-DIM รวมเป็น 48GB ทำให้เพียงพอกับการใช้งานแน่นอน และ SSD M.2 ความจุ 512GB มีมาแล้ว 1 ตัว ที่หากต้องอัพเกรดก็ต้องถอดของเดิมออกด้วย นอกจากนี้ก็จะมีช่องเพิ่มโมดูลเพื่อใช้งานใส่ซิมใช้งาน 5G Internet ด้วย

Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 4
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 2
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 3

Connector / Thin And Weight

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 มีความบางเบากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน แต่ก็ถือว่าให้พอร์ตมาเยอะพอตัว โดยมีเพียงพอร์ตเชื่อมต่อ USB 3.2 Type C จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งเป็นพอร์ตแบบ Full Function ที่มาพร้อมกับการสนันสนุนในเรื่องของการจ่ายไฟที่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถใช้งานร่วมกับ USB-C อื่นๆ ได้ที่รองรับ PD ในการชาร์จไฟเข้าเครื่อง รวมไปถึงเชื่อมต่อหน้าจอภายนอกได้อย่างลื่นไหล แน่นอนถ่ายโอนข้อมูลได้ความเร็วสูงสุดที่ 20 Gb/s ด้วย รองรับการเชื่อมต่อ Think Docking เพื่อขยายการเชื่อมต่อที่หลากหลาย

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังคงติดตั้งช่องเชื่อมต่อเสียงภายนอกขนาดมาตรฐานที่ 3.5 มิลลิเมตร ซึ่งรองรับการใช้งานไมค์และหูฟังในช่องๆ เดียว รวมไปถึงมีพอร์ต LAN ไว้เชื่อมต่อเน็ตเวิร์กแบบสาย และมี HDMI ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภายนอกได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี micro-SD Card Reader ที่ขอบตัวเครื่องด้านหลัง พร้อมเป็นช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Nano Sim ในตัวกรณีที่ติดตั้งโมดูล Mobile Broadband WWAN แต่อย่างไรก็ตามคนใช้งานอย่างเราๆ ก็ควรหา USB-C Hub อื่นๆ มาใช้งานร่วมด้วยก็จะดีมากๆ

Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 63
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 64
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 76

สำหรับน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.5 โลกรัม ที่ถือว่าเบาเหมาะสมกับการพกพา กับการที่เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ที่ครบเครื่องขนาดนี้ทั้งดีไซน์และความทนทาน เมื่อพกพากับอแดปเตอร์หัวชาร์จแบบ USB-C ขนาด 65Watt ที่มีขนาดเล็ก ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างที่สุดรุ่นหนึ่ง จากการที่รองรับการใช้งานไร้สายเป็น Wi-Fi 6 AX201 และ Bluetooth 5.2 เรียกได้ว่าทั้งหมดนี้เหมาะสุดๆ กับการใช้งานในออฟฟิศหรือร้านกาแฟ หรือที่ไหนก็ได้ที่เราจะกางจอออกมาทำงาน

Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 59
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 60
Lenovo ThinkPad P14s Gen2 Review 61

Performance / Software

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป AMD Ryzen รุ่นล่าสุดอย่าง Ryzen 7 PRO 5850U รุ่นพิเศษ ที่มี 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็วที่ 1.90 – 4.40 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 15W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Mobile Workstation ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 7 นาโนเมตร อย่าง Cezanne พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ และฟีเจอร์ต่างๆ

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz แบบฝังเมนบอร์ด อีกทั้งมีแรมอีก 32GB แบบ SO-DIM แบบถอดได้ ทำให้รวมกันแล้วมีขนาด 48GB พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 ความเร็วสูงสุด ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1.   c2

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง AMD Radeon Pro ซึ่งทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ Radeon Pro Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีเยี่ยม จองพื้นที่แรม 4GB ที่ความเร็ว 2000 MHz อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที 

radeon pro

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH R15 / R20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 PRO คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอพิเศษ ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

cine15.   cine20

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 ระดับความเร็วสูง ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD SATA 3 แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ 3522 MB/s และเขียนที่ 3269 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับบนอย่างแท้จริง

ssd

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,849 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานโปรเซสบางอย่างเฉพาะทาง รวมถึงงานที่เป็น ISV จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 PRO ที่แม้ไม่มีการ์ดจอแยก แต่ด้วยชิปประมวลผลที่มีความแรงประมวลผล รวมถึงมีฟีเจอร์ล้ำๆ ภายใน เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นเลยทีเดียว

pc10

ทดสอบกันต่อในส่วนของ 3D Mark ที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพ 3 มิติ ก็มีคะแนนรวมที่น่าสนใจด้วย 1,521 คะแนนทีเดียว พร้อมทดสอบเล่นเกมจริงๆ เพื่อดูเฟรมเรมในการเล่นเกม โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 2 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล 

3d

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 63 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 51 และในส่วนของกมกินสเปกอย่าง PUBG ปรับกราฟิกเป็น Very Low เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลพอตัว ซึ่งได้เฟรมเรทเฉลี่ยที่ 50 และต่ำสุดอยู่ที่ 28 เท่านั้น เรียกได้ว่าแรงกว่ารุ่นก่อนที่มีการ์ดจอแยกเยอะเลย

game test 2

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทไดร์เวอร์ล่าสุด การเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง และ Fingerprint, IR Cameara ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย

van

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีความจุ 4500 mAh สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ประมาณ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานที่ปรับเป็น Power Saver Mode จากการที่ดู Youtube ผ่านทาง Microsoft Edge นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน รองรับเทคโนโลยี Rapid Charge เพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จไฟให้กลับมาถึง 80% ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 

batt

ทางด้านอุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 91 องศาเซลเซียส สำหรับชิปประมวลผล นับว่าเรื่องระบบระบายความร้อนของ Lenovo ThinkPad เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้ เพราะมีความแรงแต่ก็ยังควบคุมความร้อนได้เป็นอย่างดี มีความสเถียรที่สูง ปิดท้ายด้วยฟีเจอร์ Performance Mode Setting ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ง่ายๆ ด้วยปุ่ม Fn + Q เท่านั้นเอง

temp

Conclusion / Award

แม้ว่าที่ผ่านมา Lenovo ThinkPad P Series อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวของใครหลายๆ คนกับโน๊ตบุ๊คที่มาในรูปแบบของโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ ประสิทธิภาพดีเน้นความพกพาบางเบา เพื่อนำไปใช้งานนอกสถานที่ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ และหลายปีก่อนก็จะมีราคาที่สูงมากๆ เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการสร้างสรรค์งานโดยเฉพาะสำหรับมืออาชีพ อาทิ งานโปรแกรมเอกสารที่ซับซ้อน หรืองานที่กินทรัพยากรเครื่อง อย่างที่โน๊ตบุ๊คทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ 

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

โดยที่ผ่านมา Lenovo ThinkPad เป็นในส่วนของโน๊ตบุ๊คระดับสูงที่เน้นการทำงานมาโดยตลอด มาพร้อมชิปประมวลผล AMD พร้อมการันตีประสิทธิภาพด้วย Ryzen 7 PRO พร้อมได้ความเป็น ThinkPad P Series ที่เล็กกระทัดรัด พกพาสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูงของทาง Lenovo ที่ทุกคนต่างไว้ใจ ที่สำคัญคือความเชื่อมั่นในระดับการทำงานมืออาชีพ

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 รุ่นนี้สามารถตอบสนองการใช้งานระดับองค์กร ด้วยการที่ Lenovo เลือกใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 PRO 5850U พร้อมได้การ์ดจอออนชิป Radeon Pro ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงในทุกๆ ประสบการณ์ใช้งาน มีแรม 48GB พร้อมด้วย SSD ความเร็วสูง M.2 NVMe PCIe Gen 3 ระดับสูงความจุ 1TB ที่แรงลื่นและเพียงต่อการใช้งาน ป้องกันด้วยฮาร์ดแวร์ Discrete Trusted Platform Module (dTPM) ด้วยการเข้ารหัสหน่วยความจำแบบเต็มรูปแบบ สามารถทำงานแยกกันกับอุปกรณ์อื่นบนเครื่องได้อย่างอิสระ การเจาะระบบโดยแฮกเกอร์จะทำได้ยากมาก

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

รวมไปถึงยังได้หน้าจอขนาด 14″ จากมิติตัวเครื่องที่พกพาสะดวก ได้ความละเอียด Full HD พร้อมใช้พาเนลจอแบบ IPS และรองรับการทัชสกรีนได้ ที่ช่วยให้การทำงานต่างๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนจุดเด่นอื่นๆ ก็จะเป็นเรื่องของการรองรับการใส่ซิมการ์ดเพื่อใช้งาน 5G / 4G เพื่อให้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา สมกับสายพกพาอย่างแท้จริง เชื่อได้เลยว่าแม้ว่าเราจะใม่ใช่นักธุรกิจที่ใช้งานองค์กรขนาดใหญ่ แต่ถ้าอยากได้โน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานระดับมืออาชีพที่เบาบางที่สุดรุ่นนึงล่ะก็ Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 เครื่องนี้ตอบโจทย์แน่นอนครับ

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คระดับสูงขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ในระดับสเปค และราคาที่ใกล้เคียงกัน ซึ่ง Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 ก็ได้รางวัลดังนี้ 

Best Performance 

Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คขนาด 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ทัชสกรีนได้ สายทำงานขั้นสูงบางเบา ได้สเปกใหม่ล่าสุด อย่างชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 PRO 5850U รุ่นพิเศษ  การ์ดจอออนชิป AMD Radeon Pro ที่ดีเยี่ยม ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมและประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังได้หน่วยความจำแรมขนาด 48GB ที่ใหญ่โตมากๆ หาไม่ได้ทั่วไป พร้อม SSD M.2 ระดับสูง ความจุเยอะ 1TB มาในตัว ส่งผลให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน 

award new performance 

Best Design 

ดีไซน์โดยรวมของ Lenovo ThinkPad P14s Gen 2 มีความโดดเด่นเรื่องสีสันโทนดำสนิททั้งตัวเครื่อง รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน วัสดุของตัวเครื่องนั้นหลักๆ ใช้เป็นวัสดุคุณภาพสูง พร้อมเคลือบซอฟต์ทัช ภายนอกตัวเครื่องมีพื้นผิวที่เรียบง่ายแต่ยังให้ความรู้สึกมั่นคงเวลาจับถือเครื่องไปไหนมาไหน โดยรวมสำหรับการออกแบบนั้นทำให้ดูจริงจังและความเป็นมืออาชีพมากๆ ตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คสไตล์ ThinkPad

NBS award 7 Design

Best Mobility 

ความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน้ตบุ๊ตที่เน้นความบางเบา กับรุ่นขนาดหน้าจอ 14″ ทั้งในความบางเพียง 17.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 1.5 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก พร้อมกับได้มาตรฐานความแข็งแรงทนทานระดับกองทัพ อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วได้ประมาณ 1.8 กิโลกรัม เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ รวมไปถึงแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง พร้อมที่ชาร์จเป็น USB-C รองรับ USB-PD

NBS award 4 Mobility

 

from:https://notebookspec.com/web/616785-review-lenovo-thinkpad-p14s-gen2-r7pro

HP ประเทศไทยเปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง OMEN 16 รองรับ Intel และ AMD ราคาเริ่ม 45,990 บาท

HP เปิดตัว OMEN16 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่นใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 45,990 บาท ดีไซน์ยังคงคล้ายเดิมจากรุ่น Omen 15 มีพัดลมสองฝั่งเช่นกัน แต่คราวนี้ทาง HP ระบุว่าตัวใบพัดบางลง 2.5 เท่า และพัดเร็วขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับ Omen 15 และเป็นครั้งแรกบนแล็ปท็อป OMEN ที่มีฟังก์ชันลดแสงสีฟ้าผ่านการรับรอง Eyesafe®

โดย OMEN 16 จอแสดงผลขนาด 16.1 นิ้ว มีทั้งรุ่นซีพียู Intel Core™ i7-11800H หรือโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 9 5900HX ซีรีส์, แรม DDR4 3200 MHz ความจุสูงสุด 32GB, สตอเรจ PCIe Gen 4×4 SSD ใส่ความจุสูงสุด 1TB หรือ PCIe SSD ด้วยความจุสูงสุด 1TB สองตัวที่รองรับ Raid 0, ความจุของแบตเตอรี่ได้รับการอัปเกรดจาก 52.5Whr ไปถึง 70Whr เพิ่มระยะการใช้งาน 17%-33%

การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E และพอร์ต Thunderbolt 4 นอกจากนี้ ตัวแล็ปท็อปใช้อลูมิเนียมรีไซเคิลสำหรับฝาครอบ ส่วนตัวลำโพงใช้การผสมผสานจากวัสดุรีไซเคิลทั้งพลาสติกและขยะจากทะเล รวมถึงแป้นกด KB ก็ทำจากพลาสติกรีไซเคิลด้วย

alt="HP ประเทศไทยเปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง OMEN 16"

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/125175

AMD Driver 2021 เพิ่มเฟรมเรต เล่นเกมไหลลื่น ภาพสวยขึ้น ปรับแต่งไดรเวอร์การ์ดจอ Radeon software Adrenalin

AMD Driver 2021 เพิ่มเฟรมเรต เล่นเกมไหลลื่น ภาพสวยขึ้น ปรับแต่งไดรเวอร์การ์ดจอ Radeon Software Adrenalin

AMD Driver

AMD Driver ปรับแต่งไดรเวอร์การ์ดจอ เชื่อว่าหลายคนในที่นี้อาจจะได้เจอกับอาการเล่นเกมช้ากระตุกหรือภาพไม่สวยสิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับการ์ดจอตัวเก่าหรือว่าการ์ดจอตัวใหม่ที่คุณเพิ่งซื้อมาก็เป็นได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยแนะนำการปรับแต่งการ์ดจอ nVIDIA ไปแล้ววันนี้เรามาแนะนำในส่วนของไดรเวอร์ AMD Radeon กันเพิ่มเติมหลังจากที่ก่อนหน้านี้ เราได้นำเสนอในส่วนของการดาวน์โหลด การติดตั้งไดรเวอร์ รวมถึงซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า Radeon Adrenalin 2020 กันไปบ้างแล้ว แต่ถ้าใครจำไม่ได้หรือเป็นมือใหม่ อยากจะทำตั้งแต่เริ่มต้น ก็สามารถเข้าไปดูที่บทความ รวม AMD Driver 2021 อัพเดตไดรเวอร์ เล่นเกมลื่น เพิ่มความเร็ว ในไม่กี่คลิ๊ก นี้ได้เลย และเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ https://www.amd.com/en/support ตามลิงก์นี้ หรือจะใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการค้นหาบน Google ด้วยคำว่า “AMD Driver” ก็ได้เช่นกัน

AMD Driver 2021 เพิ่มเฟรมเรต เล่นเกมไหลลื่น


ดาวน์โหลดไดรเวอร์ AMD

AMD Driver

ขั้นแรกก่อนจะไปปรับแต่งกราฟิกและฟีเจอร์ต่างๆ บนไดรเวอร์กราฟิก AMD Radeon ก็ต้องดาวน์โหลดไดรเวอร์มาติดตั้งในระบบเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้ก็ต้องมีกราฟิกการ์ดของ AMD หรืออย่างน้อยมีซีพียู AMD ที่มีกราฟิกอยู่ในตัว เช่น AMD “G” series หรือซีพียูในโน๊ตบุ๊คนั่นเอง วิธีการให้ Search ในเว็บเบราว์เซอร์ AMD Driver หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ AMD และเลือกไดรเวอร์ให้ตรงกับการ์ดจอที่ใช้งานอยู่

AMD Driver

ในหน้าเว็บไซต์ไดรเวอร์ AMD จะใช้ชื่อ Radeon Software Adrenalin 2020 Edition โดยที่มีตัวเลือกเป็นแบบ Auto-Detect and Install Update ให้สำหรับคนที่อยากจะให้ระบบตรวจเช็ค และทำการอัพเดตให้อัตโนมัติ ด้วยการกด Download Now แล้วทำตามขั้นตอนได้เลย

AMD Driver

ส่วนถ้าใครที่ชำนาญแล้ว จะเลือกใช้เป็นวิธีแบบ Manual ก็สามารถทำได้เช่นกัน ให้เลื่อนลงมาด้านล่าง จะมีฟังก์ชั่นสำหรับเลือกกราฟิกชิปที่ติดตั้งอยู่ในระบบ โดยเลือกตั้งแต่กราฟิก > series > รุ่น > รุ่นย่อย เมื่อเลือกได้แล้ว ให้คลิ๊กที่ปุ่ม Submit ด้านล่าง ภาพด้านบนเป็นตัวอย่าง การเลือกไดรเวอร์ของกราฟิกการ์ด ส่วนด้านล่าง จะเป็นการเลือกไดรเวอร์ของกราฟิก ที่มาพร้อมกับซีพียู เช่น AMD ที่ลงท้ายด้วย “G” series นั่นเอง

AMD Driver

ติดตั้งไดรเวอร์ AMD

AMD Driver

เมื่อเริ่มดับเบิลคลิ๊กบนไฟล์ Setup ของไดรเวอร์แล้ว จะมีทั้งแบบที่อัพเดตเพิ่มเติมจากไดรเวอร์เก่าของคุณ ตามตัวอย่างด้านบนนี้ ให้คลิ๊กที่รูปหน้าจอทางด้านขวา ในหัวข้อ Install จากนั้นให้เลือกที่ Install แล้วรอจนกว่าระบบจะ Install เสร็จสิ้น

AMD Driver

เมื่อติดตั้งไดรเวอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้คลิ๊ก Restart Now สักครั้ง เพื่อให้ระบบ Optimize อย่าลืม Save งานหรือสิ่งที่ทำอยู่ ก่อนที่ระบบจะเริ่มต้น Restart เพื่อความปลอดภัย


AMD Driver

เข้าไปในไดรเวอร์ แล้วเลือก แท็ป Gaming จะมีให้เลือก 2 แบบ

  • Global Graphic: คือการปรับค่าต่างๆ ในภาพรวมของระบบ ไม่ได้เจาะจงลงลึกไปในแต่ละเกม
  • Game Graphic: ระบบจะ Detect บรรดาเกมต่างๆ ในเครื่องให้ สามารถเลือกคลิ๊กปรับแต่งได้ทีละเกม ข้อดีคือ สามารถแยกความเหมาะของระบบให้เหมาะกับเกมได้ละเอียดยิ่งขึ้น

คลิ๊กเข้าไปในเกม ตัวอย่าง PUBG เราจะเห็นรายละเอียดดังนี้

Graphic Profile – มีให้เลือก 4 แบบ

  • Gaming
  • Esports
  • Power Saving
  • Standard

เมื่อจะให้ระบบพร้อมสำหรับการเล่นเกม สามารถเลือกที่โหมด Gaming ได้เลย เพื่อให้ระบบ Optimize ให้กับเราในเบื้องต้น เพื่อการเล่นเกมที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องไปปรับแก้ส่วนอื่นๆ ที่ยังไม่แน่ใจ


Radeon Anti Lag

AMD Driver

เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ทาง AMD เปิดมาให้ช่วยลดอาการกระตุกของเกมได้ดี ด้วยการจัดการการประมวลผล 4 ส่วนรวมกันนั้นก็คือ ซีพียู, การ์ดจอ, เมาส์, คีย์บอร์ด ให้สามารถตอบสนองการทำงานให้เร็วมากที่สุด ให้เลือกเป็น Enable ไว้ได้ มีให้เลือก Enable/Disable


Radeon Chill

AMD Driver

เป็นฟีเจอร์ที่มีมาตั้งแต่กราฟิกในยุค Radeon 500 series ทำหน้าที่ลดการใช้พลังงานของกราฟิกการ์ด โดยเฉพาะตัวการ์ดที่แรงๆ เมื่อเทียบกับตัวเกม ที่ไม่ได้ต้องการศักยภาพในการเรนเดอร์กราฟิกมากนัก บางทีทะลุไป 100-200fps ก็อาจจะเป็นการใช้พลังของการ์ดจอมากเกินไป ฟีเจอร์นี้จะช่วยควบคุมการใช้พลังงาน แต่ยังคงความสวยงาม และอัตราเฟรมเรตที่ต่อเนื่องได้ รวมถึงลดความร้อนได้ในตัว

AMD Driver

ในข้อนี้จะเลือกเป็น Enable ก็ได้ หากประเมินว่าเกมไม่ต้องใช้พลังเยอะ แต่ถ้าการ์ดจอดูสูสี เรียกเฟรมเรตได้ไม่สูงนักจะ Disable ก็ได้เช่นกัน เมื่อเลือกแล้ว จะมีให้ตั้งระดับเฟรมเรตต่ำสุดสูงสุด เลือกให้เหมาะกับเกมและการ์ดจอที่ใช้ มีให้เลือก Enable/Disable


Radeon Boost

AMD Driver

ฟีเจอร์ที่ใส่มาในไดรเวอร์ Ardranalin 2020 เป็นการปรับความละเอียดของภาพแบบเรียลไทม์ ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องไปยุ่งกับค่า Settings หลักของเกม ทำให้สามารถเร่งเฟรมเรตให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในฉากที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เช่น การโจมตีจากศัตรูที่อยู่รอบตัวในเกม Action หรือการแข่งขันรถใน Racing เป็นต้น มีให้เลือก Enable/Disable อาจเลือกเป็น Enable ได้เลย การ์ดไม่แรงมาก ก็ช่วยให้ลื่นขึ้นได้เล็กน้อย


Radeon Image Sharping

AMD Driver
AMD Driver

การทำภาพให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น หลังจากที่มีการเปิดในใช้ Image Sharpening ภาพจะคมชัดขึ้น รวมถึงความเข้มของสี ข้อดีของฟีเจอร์นี้คือ ไม่ลดทอนประสิทธิภาพการเล่นเกมลดลงมากนัก เรียกว่ามีผลกระทบนิดหน่อย แต่ทำให้ภาพมีความคมชัดสวยงามขึ้น ให้เลือก Enable ไว้ได้


Radeon Enhanced Sync

AMD Driver

เทคโนโลยีที่ V-Sync ทำงาน เมื่อการ์ดจอให้เฟรมเรตที่สูงกว่าอัตรารีเฟรชของจอภาพ เพื่อให้เกิดภาพที่ลื่นไหลดูสมูทมากขึ้น Enable ไว้หากอยากได้ภาพลื่นสบายตา แต่ถ้าไม่ได้สนใจเรื่องอาการภาพขาด ที่อาจจะเกิดขึ้นไม่บ่อย หรือเล่นบนจอ Hz สูงๆ อยู่แล้วจะ Disable ก็ได้ เพื่อเฟรมเรตขั้นสุด


Wait for Vertical Refresh

AMD Driver

มีให้เลือก Always off, Off, Unless application specified, On, Unless application specified, Always On เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดอาการ Tearing หรือภาพขาดได้ กรณีที่เฟรมเรตกับรีเฟรชเรตไม่สอดคล้องกัน ตรงนี้แก้ได้ด้วยการเลือก On หรือ Always On กรณีที่ตัวเกมไม่มีให้เปิด V-Sync แต่ถ้าเกมมีให้ปรับอยู่แล้ว เลือก Off หรือ Always off ก็ได้

  • Always off
  • Off, Unless application specified
  • On, Unless application specified
  • Always On

หากต้องการปรับแต่งรายละเอียดที่ลึกมากขึ้น ให้คลิ๊กที่ปุ่ม Advanced ด้านใต้นี้


Anti-Aliasing

AMD Driver

มีให้เลือก Use application settings, Enhance application settings, Override application settings เลือกตามความแรงของการ์ดจอที่ใช้ และตัวเกมที่เล่นเป็นหลัก

AMD Driver
  • Use application settings: ให้การตั้งค่าของเกม เป็นตัวควบคุมการใช้ AA อย่างเหมาะสม
  • Enhance application settings: ไดรเวอร์จะเป็นตัวกำหนดในการเพิ่มประสิทธิภาพของ AA ในเกมให้ดียิ่งขึ้น
  • Override application settings: ตัวกราฟิกจะเป็นตัวควบคุมระดับ AA ให้ใช้ร่วมกับเกมได้อย่างเต็มที่มากที่สุด อาจจะต้องใช้ทรัพยากรที่หนักหน่วงมากขึ้น

Morphological Anti-Aliasing

AMD Driver

คือ MLAA ก็คือเทคโนโลยีที่จะมาช่วยทำให้ขอบภาพส่วนต่างๆ มีความคมชัดยิ่งขึ้น ภาพเนียนสวยงามกว่าเดิม โดยจะใช้การทำงานจาก GPU โดยตรง (DirectCompute) ในการลบเหลี่ยมมุมของ Pixel ตามขอบภาพหลังจากการประมวลผลภาพออกมาแล้ว ซึ่งต่างจาก MSAA ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันตรงที่ MSAA จะทำการลบเหลี่ยมมุมเหล่านั้นออกในขณะทำการ render ของ GPU นั่นเอง อยากได้ภาพสวยเนียนให้ Enable แต่อยากได้เฟรมเรตเยอะๆ เลือก Disable


Anisotropic Filtering

AMD Driver

เป็นวิธีลดความไม่ชัดเจนของสภาพแวดล้อมและพื้นผิวในตัวเกมในระยะที่ห่างไกลออกไป ถ้า Enable ก็จะช่วยให้เห็นวัตถุในระยะไกลชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็แลกกับการประมวลผลของการ์ดจอที่หนักขึ้นด้วยเช่นกัน มีให้เลือก 2x, 4x, 8x และ 16x ดังนั้นถ้าสเปคไม่แรงมาก แนะนำเลือกให้ค่าน้อยเข้าไว้ เช่น 2x หรือ Disable ไปเลย เฟรมเรตก็จะลื่นขึ้น


Texture Filtering Quality

AMD Driver

ตัวเลือกที่ช่วยให้เวลาคุณเคลื่อนที่เข้าใกล้วัตถุอย่างกำแพง พื้นผิวของกำแพงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระทันหันให้คุณเห็นเด่นชัด ส่วนใน Anisotropic คุณจะเห็นวัตถุที่ยื่นออกจากคุณไปไกล ๆ อย่างถนนหรือทางเดินชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในนี้มีให้เลือกทั้ง Standard, High และ Performance ถ้าเล่นเกมที่เน้นการเคลื่อนไหวเร็วๆ เปิดแค่ Standard หรือ High ก็พอ แต่ถ้าเล่นสไตล์ที่เก็บรายละเอียดฉาก หรืออยากได้ภาพสวยงาม ก็ไป Performance ได้เลย


Surface Format Optimization

AMD Driver

เป็นการเปิดให้กราฟิกทำการเปลี่ยนรูปแบบการเรนเดอร์ของพื้นผิวต่างๆ ในเกมตามความเหมาะสม ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น และลดการใช้หน่วยความจำตัวการ์ดให้น้อยลง มีให้เลือกEnable/Disable โดยปกติ AMD จะแนะนำให้ Enable เป็นค่าปกติ


Tessellation Mode

AMD Radeon Driver 2021 Tessalation2

เป็นการจำลองพื้นผิวหรือ Texture ภายในเกม ให้ดูมีมิติและมีความสมจริงมากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยการใช้พลังการประมวลผลที่หนักหน่วง ถ้าหากใช้เครื่องไม่แรง หรือพอดีๆ กับเกมที่เล่นเฟรมเรตกำลังสวยๆ มีให้เลือก AMD Optimize, Use application settings, Override Optimize แต่แนะนำให้ใช้ AMD Optimize แต่ถ้าเครื่องแรง เฟรมเรตสูงๆ จะเปิดเป็น Override Optimize ก็ได้ เพราะได้ภาพที่ดูมีมิติ แม้เฟรมเรตจะดรอปลงมาบ้างก็ตาม


AMD Driver Tuning

สุดท้ายเพิ่มเติมการโอเวอร์คล็อกการ์ดจอแบบง่ายๆ เพื่อเพิ่มความเร็ว และเฟรมเรตให้กับเกม มีให้เลือก Enable และ Disable

AMD Driver performance

โดยให้หน้าแรกจะเป็นแท็ป Matric ซึ่งจะมีรายละเอียดความเร็วและการใช้งานของ CPU, GPU, RAM ให้ทราบในแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ได้มอนิเตอร์หรือตรวจสอบสถานะของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ในเบื้องต้น ส่วนถ้าต้องการปรับแต่งความเร็วของกราฟิกที่ใช้ให้เพิ่มมากขึ้น สามารถคลิ๊กไปที่แท็ป Performance แล้วเลือกที่ Tuning คลิ๊กที่ GPU มีให้เลือก Global Tuning จุดนี้จะเป็นโพรไฟล์ของเกม ที่ถูกเซ็ตมาให้เหมาะกับการใช้งาน

AMD Driver Tuning2

แท็ป Tuning Control มีให้เลือก Automatic และ Manual ถ้าหากคุณยังเป็นมือใหม่ และอยากจะให้ระบบทำการปรับแต่งให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระกับตัวการ์ดมากเกินไป สามารถเลือกเป็นแบบ Automatic ได้ จากนั้นลงมาดูที่ด้านล่าง ก็จะมีให้เลือกว่าจะใช้เป็นค่า Default ซึ่งเป็นความเร็วปกติของตัวการ์ด เพื่อที่จะกำหนดเป็นค่าเดิม หลังจากที่โอเวอร์คล็อกแล้ว อาจจะไม่เสถียร และการคลิ๊กที่ Overclock GPU ก็จะเป็นการเพิ่มความเร็วให้สูงขึ้น เหมาะสำหรับเกมเมอร์ ที่ต้องการรีดพลังให้กับกราฟิกได้มากกว่าเดิม

AMD Driver Tuning3

แต่ถ้าคุณเริ่มชำนาญมากขึ้น หรือลองปรับแต่งบ่อยแล้ว จะเลือกเป็นแบบ Manual หรือการจูนด้วยตัวเองได้ ตรงนี้จะทำให้กราฟิกไปยังจุดที่เร็วที่สุดได้มากกว่า แต่ก็ใช้ความชำนาญ และสังเกตเรื่องของประสิทธิภาพและความเร็ว เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะเร็วอย่างเดียวไม่พอ ระบบจะต้องทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพอีกด้วย ดังนั้นผู้ใช้จะต้องหมั่นเช็คเรื่องของการทำงาน อุณหภูมิ และความเร็วที่เหมาะสมให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัย

AMD Driver Tuning4

ในกรณีที่เลือก Overclock GPU ระบบจะค้นหาความเร็วที่เหมาะสมให้เอง ในกรณีที่เลือก Manual จะให้เราเลื่อนสไลด์บาร์ด้วยตัวเอง ระบบจะรายงานความเร็วในการโอเวอร์คล็อกให้ได้ทราบ หลังจากที่ทำการปรับแต่งจนเสร็จสิ้น แนะนำว่าให้ลองเก็บเป็นข้อมูลเฉพาะสำหรับเครื่องของคุณ เผื่อครั้งหน้าจะได้ปรับแต่งได้สะดวกมากขึ้น


Conclusion

โดยพื้นฐานค่า Default ในการทำงานของกราฟิกการ์ดเอง ก็สามารถตอบโจทย์ในแง่ความเร็วได้ตามความเหมาะสมของประสิทธิภาพ ความละเอียดและ Detail ในเกมได้ดีพอสมควรอยู่แล้ว เพียงแต่การปรับแต่งในหัวข้อต่างๆ เหล่านี้ ทำให้คุณสามารถกำหนดรายละเอียดให้เหมาะกับความต้องการของคุณได้มากขี้น ซึ่งรวมทั้งเรื่องความไหลลื่น และความสวยงาม สมจริงเข้าไปด้วย เพราะบางอย่างมีผลต่อการเล่นเกมอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคมชัด การมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัว หรือการให้รายละเอียดในระยะใกล้ไกล ที่จะทำให้การตอบสนองหรือความแม่นยำสูงขึ้น และสร้างโอกาสหรือชัยชนะได้มากกว่า แต่ก็ต้องให้สมดุลกับเรื่องของเฟรมเรตและความไหลลื่นด้วยเช่นกัน ดังนั้นการปรับแต่ในลูกเล่นต่างๆ บน AMD Driver นี้ ก็ต้องอาศัยการสังเกต และการจัดสรรสิ่งต่างๆ ให้เหมาะกับตัวคุณ และเกมแต่ละเกมให้ลงตัวมากที่สุดด้วยครับ

from:https://notebookspec.com/web/616341-amd-driver-adrenalin-2021-2

AMD ระบุ Windows 11 ทำประสิทธิภาพซีพียูตอนเล่นเกมลด 10-15% รอแก้ในอัพเดตเดือนตุลาคม

AMD เขียนบล็อก ระบุถึงปัญหาที่พบในซีพียูบน Windows 11 ที่กระทบกับซีพียูทุกตัวรวม EPYC และ Athlon ด้วย ว่าสองปัญหาหลักๆ คือค่าความหน่วงแคช L3 เพิ่มสูง อาจส่งผลกระทบราว 3-5% กับแอปที่ใช้หน่วยความจำเยอะ และ 10-15% ในเกม eSports ยอดนิยมต่างๆ

อีกปัญหาคือระบบ Preferred Core ที่จัดส่งโปรเซสที่ต้องใช้ประสิทธิภาพการประมวลผลสูงให้แกนที่ความเร็วสูงสุดบนชิป อาจไม่ทำงาน และอาจทำให้ประสิทธิภาพแอปลดลง น่าจะพบได้มากในซีพียูที่มีจำนวนแกนมากกว่า 8 แกน และ TDP 65W ขึ้นไป

ทั้งสองปัญหา AMD ระบุว่าจะถูกแก้ด้วย Windows Update และซอฟต์แวร์อัพเดตของ AMD เองภายในเดือนตุลาคมนี้ แม้อาจไม่กระทบกับซีพียู AMD ทุกตัว แต่ผู้ใช้ค่ายแดงอาจต้องรอสักพักค่อยอัพเดตเป็น Windows 11

ที่มา – AMD

from:https://www.blognone.com/node/125145

ซัมซุงจีนยืนยันเอง Exynos รุ่นหน้าของปี 2022 รองรับ Ray Tracing ในตัว

หลังจาก ซัมซุงเซ็นสัญญากับ AMD ในปี 2019 เราก็เห็นข้อมูลออกมาเรื่อยๆ ว่า Exynos รุ่นเรือธงปี 2022 จะใช้จีพียู AMD ที่เป็นสถาปัตยกรรม RDNA 2 รุ่นใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน

ล่าสุด ซัมซุงประเทศจีนออกมาโพสต์ข้อมูลเองผ่าน Weibo ว่า Exynos รุ่นหน้าจะรองรับ Ray Tracing ด้วย ซึ่งจะเป็นการรองรับ Ray Tracing ครั้งแรกบนสมาร์ทโฟน

คาดว่า Exynos รุ่นหน้าจะใช้เลขรุ่นว่า Exynos 2200 มีโค้ดเนม “Pamir” โดยยังใช้คอร์แบบ 1+3+4 เหมือนกับ Exynos 2100 ที่ใช้ใน Galaxy S21 แต่น่าจะเปลี่ยนมาใช้แกน Cortex-X2 ที่เพิ่งเปิดตัวปีนี้

ที่มา – Videocardz, XDA

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/125128

รีวิว MSI Delta 15 AMD Advantage Edition สเปก Ryzen 9 5900HX + RX 6700M จอ 15.6″ IPS 144Hz เบา 1.9 โล (ตัว Demo)

MSI Delta 15 หนึ่งใน AMD Advantage แพลตฟอร์มที่เน้นประสิทธิภาพ เป็นโน๊ตบุ๊ค Gaming สายบางเบาแต่แรงลื่นหน้าจอ 15.6″  ได้ทั้งสเปกที่ใหม่ล่าสุดและดีไซน์ล้ำตามสไตล์ของ MSI ด้วยน้ำหนักเพียง 1.9 กิโลกรัม บางที่ 19 มิลลิเมตร สเปกได้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H อีกหนึ่งรุ่นในตลาด อย่าง Ryzen 9 5900HX ที่เป็นรุ่นท็อปสุด ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนมอย่าง Cezanne (แซซอง)

MSI Delta 15

จับคู่มากับการ์ดจอแยก Radeon RX6000M อย่าง RX6700M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม NAVI 22 (RDNA 2) แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น พร้อมฟีเจอร์  SmartShift, Smart Access Memory จาก AMD เน้นความบางเบาหรูหรา ด้วยสีสันตัวเทาด้านทุกสัดส่วน วัสดุก็พรีเมียมด้วยอะลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ส่วนแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 12 ชั่วโมง พร้อมรองรับชาร์จไฟด้วย USB-PD

ตอกย้ำ MSI Delta 15 ด้วยโลโก้ Thunderbird แบบพิเศษที่มุมบนขวาของฝาหลังเป็นแบบแผ่นโลหะ ให้ความหรูหราเรียบเนียนอย่างที่สุด โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมระบบระบายความร้อน Cooler Boots 5 เรียกได้ว่าส่วนสเปกฮาร์ดแวร์จัดเต็มแบบสุดๆ ไปเลย ได้คีย์บอร์ด RGB All Zoneสวยงามเข้ากับตัวเครื่อง ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นพร้อมกางได้ถึง 180 องศา พร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบ 720p และไมโครโฟนแบบคู่ไว้ขอบด้านบน

VDO Introduce

NBS Verdict

MSI Delta 15 เป็นอีกหนึ่งในรุ่นที่ครบรอบ 35 ปี ของแบรนด์ MSI ตอบโจทย์เกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook ยุคในจาก MSI ที่เป็นรุ่นแรกๆ ที่มาพร้อมกับ AMD Advantage แพลตฟอร์ม ซึ่งนอกจากเน้นความแรง และประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีกว่าแล้ว ได้เทคโนโลยต่างๆ อาทิ AMD SmartShift, AMD Smart Access Memory, FidelityFX Super Resolution (FSR), Radeon Chill

มีหน้าจอที่สวยงามลื่นไหลที่เป็นพาเนล IPS เกรดสูง sRGB 100% ได้ Refresh Rate 144Hz อีกทั้งแบตเตอรี่ได้ยาวนานตลอดทั้งวัน และมีความร้อนที่ต่ำกว่าที่เคยมีมาในส่วนของปุ่ม WASD ที่ควบคุมๆม่เกิน 40 องศาเซลเซียส ยังได้เรื่องของตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา พร้อมด้วยสเปกอื่นๆ อย่างแรมขนาด 16GB และที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB อีกด้วย 

MSI Delta 15

สำหรับการมาของ AMD Advantage ถือเป็นมาตรฐานที่มีความเข้มงวดพอตัวเพื่อให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการ Gaming Notebook ที่ดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องอุณหภูมิและแบตเตอรี่ที่ปกติแล้วจากการที่เป็นโน๊คบุ๊คเพื่อการเล่นเกมมักจะมีความร้อนที่สูงกว่า และแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ไม่นาน เท่าโน้ตบุ๊คทั่วไป แต่ใน MSI Delta 15 เคลมว่าใช้งานได้ 12 ชั่วโมงทีเดียว

ตรงนี้เห็นได้ชัดว่า AMD ได้สร้างมาตรฐานนี้มาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ที่เหนือชั้น จากการที่ใช้จุดระบุอุณหภูมิเป็นปุ่ม WASD หรือปุ่มทิศทางที่ปกติใช้ในการควบคุมการเล่นเป็นหลักนั่นเอง ซึ่งในส่วนนี้ถ้ามีโอกาสรีวิวตัวเต็มจะมาแจ้งกันอีกครั้ง เพราะถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญ กับ Gaming Notebook ยุคใหม่ปี 2021ทำให้เราใช้งานแบบสบายยิ่งขึ้น 

MSI Delta 15

ซึ่งเมื่อเทียบกับฟีเจอร์ของ Gaming Notebook จากทาง MSI กันเอง ก็มีความสมเหตุสมผล แม้ว่าอาจจะไม่ใช้ Series ที่จัดเต็มเป็น Gaming ในทุกด้าน แต่เรื่องระบบระบายความร้อนก็หายห่วง เทียบกับประสิทธิภาพต่อราคาแล้วก็ถือว่ายังคงน่าสนใจอยู่ หรือว่าใครอยากจับจองของใหม่เป็น MSI Delta 15 ก็คงไม่ว่ากัน ซึ่งที่น่าติดตามก็คือ เครื่องขายจริงสเปกจะเป็นอะไร และราคาจำหน่ายจริงๆ จะอยู่ที่เท่าไรกัน ส่วนตัวแล้วก็คาดการณ์ที่ 5x,xxx บาท นับว่าเป็น Gaming Notebook ระดับบนนั่นเอง  

MSI Delta 15

เป็นเครื่องเดียวจบครบในตัวเดียว ประสิทธิภาพแรงลื่นไหล ไม่ใช่แค่แรงแต่ใช้งานที่ดีเยี่ยมด้วย ทั้งความแรงและบางเบาจบครบในเครื่องเดียว พร้อมจัดเต็มทุกฟีเจอร์จริงๆ อย่างที่ Notebook ทั่วไปไม่สามารถให้ประสบการณ์การใช้งานแบบนี้ได้ต่อยอดความสำเร็จของ MSI  ขึ้นไปอีก ที่เป็น Gaming Notebook ดีไซน์บางเบาแต่ประสิทธิภาพสูง ที่เป็นสเปก AMD แบบ 100% เอาว่าเพื่อนๆ ท่านไหนที่สนใจ ก็สามารถติดตามที่เพจ MSI Gaming Facebook กันก่อนได้ 

ข้อดี MSI Delta 15

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจแฟนๆ MSI งานประกอบแน่นวัสดุดีเรียบหรู
  • มิติตัวเครื่องกระทัดรัด กับหน้าจอขนาด 15.6″  พกพาสะดวก ซึ่งบางเพียง 19 มิลลิเมตร
  • เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ มีน้ำหนักตัวเครื่องที่ 1.9 กิโลกรัมเท่านั้น
  • แรงด้วยชิป AMD Ryzen 9 5900HX และการ์ดจอแยก Radeon RX 6700M (10GB GDDR6)
  • AMD Advantage แพลตฟอร์มที่เน้นประสิทธิภาพ ช่วยให้ CPU + GPU ทำงานได้เต็มที่ยิ่งขึ้น
  • ได้แรมมาขนาด 16GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ใช้งานได้ลื่นไหลทันที
  • มีซอฟต์แวร์มากมาย ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง ให้สนุกยิ่งขึ้น
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type A และ USB 3.2 Type C
  • ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม
  • มีซอฟต์แวร์ MSI Center ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง ให้สนุกยิ่งขึ้น
  • ความร้อนน้อย แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง ตามที่ทาง MSI เคลมไว้ 
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Homeใช้งานได้ทันที

ข้อสังเกต MSI Delta 15

  • ราคาคาดว่าค่อนข้างสูง แต่ได้ทั้งความแรง บางเบาและฟีเจอร์อื่นๆ มาครบ
  • ในรีวิวนี้เป็นเครื่องเดโม ไม่มีผลทดสอบ รอเครื่องขายจริงส่งมารีวิวอีกครั้ง

Specification

MSI Delta 15 ที่ได้รับมารีวิวตอนนี้มีเพียงเครื่องเดโมเท่านั้น รุ่นที่ได้มารีวิวเป็นสเปกที่แรงมากๆ ในราคาคุ้มค่าสุดๆ คือ ได้ชิปประมวลผลตัวแรงสุดของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX ความเร็ว 3.30 – 4.60GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด พร้อมการ์ดตัวแรงรองท็อปจาก AMD ในปี 2021 อย่าง Radeon RX 6700M (10GB GDDR6) พร้อมที่ก็ข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Home พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก

MSI Delta 15

ได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS ความละเอียด Full HD ที่รองรับ Refresh Rate ที่สูงถึง 144Hz ทีเดียว สีสดใสมุมมองกว้าง ลื่นไหล สเปกอื่นๆ  มาพร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครันด้วย Wi-Fi 6E, Buetooth 5.2 มีพอร์ต USB 3.2 Type-C รองรับโอนถ่ายข้อมูล และการต่อหน้าจอแยก พร้อมชาร์จไฟเข้าเครื่อง ผ่านทางมาตรฐาน USB-PD (Power Delivery) นอกจากนี้ยังมีพอร์ตอื่นๆ อาทิ 1 x USB 3.2 Type-C, 2 x USB 3.2 Type-A, 1x (4K @ 60Hz) HDMI, microSD Card Reader บอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ ส่วนช่องหูฟังและไมค์แบบแจ็คทอง 3.5 มิลลิเมตร

MSI Delta 15-A5EX ราคา 5x,xxx บาท (ราคาคาดการณ์)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T & 3.30 – 4.60GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + Radeon RX 6700M (10GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years Carry-in Regional (1 Year for Battery and Adapter)

Hardware / Design

MSI Delta 15 มีรายละเอียดต่างๆ เรื่องของดีไซน์ที่ผสานระหว่างโน๊ตบุ๊คทำงานบางเบาและ Gaming เพื่อมารองรับประสิทธิภาพที่แรงกว่าเดิม จากการเลือกใช้งานโดยชิปประมวลผลสูงสุดเป็น AMD Ryzen 9 5900HX ที่แรงที่สุดในตลาดรุ่นหนึ่ง มีประสิทธิภาพสูงมาก และการ์ดจอแยกเป็น AMD Radeon RX 6700M ซึ่งมีความแรงที่เทียบเท่า RTX 3070 หรือแรงกว่าในบางกรณี ฉะนั้นเรื่องประสิทธิภาพความแรงนั้นทะลุมาตรฐานโน๊ตบุ๊คทั่วไปในอีกระดับทีเดียว กับความบางสุดที่ 19 มิลลิเมตรและ เบา 1.9 กิโลกรัมเท่านั้น

MSI Delta 15

สำหรับดีไซน์ทั้งหมดมีการปรับให้เรียบหรูยิ่งขึ้นไปอีก กับพื้นผิวเรียบๆ แบบพ่นทรายบางๆ พร้อมกับใช้สีสันเทาด้านโทนสว่าง Carbon Gray ตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่คาดหลายคนต้องชอบมากกว่าเดิม ตั้งแต่ โลโก้ Thunderbird แบบพิเศษที่มุมบนขวาของฝาหลังเป็นแบบแผ่นโลหะ ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน ซึ่งดูแล้วแตกต่างจาก G Series ของทาง MSI รุ่นอื่นชัดเจน เน้นเรื่องความพรีเมียมเรียบง่าย สมกับรูปแบบบางเบา แน่นอนว่าจะเอาไปเล่นเกมก็ดุดัน จะเอาไปทำงานก็ลงตัวทีเดียว

MSI Delta 15

แป้นคีย์บอร์ดมีขนาดกำลังพอดี ใช้งานกดสะดวกพร้อมไฟคีย์บอร์ดปรับสี RGB แบบโซนเดียวสลับไปมาผ่านทางซอฟต์แวร์ (จะเลือกปรับเป็นสีขาวสีฟ้าแบบ Static ก็สามารถทำได้) ที่สำคัญคือให้ประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปชัดเจนสุดๆ ติดตั้งทัชแพดมีขนาดใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับมิติตัวเครื่อง เป็นลักษณะผืนผ้าออกแนวยาวๆ ดูเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่องตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดี ใช้งานได้สะดวกสำหรับการวางบนตัก 

MSI Delta 15

การระบายความร้อนตัวเครื่อง เป็นแบบ Cooler Boost 5 ที่มีพัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่ ซึ่งมีการปรับให้ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ เพื่อให้มีหน้าสัมผัสมากยิ่งขึ้น โดยมีช่องระบายความร้อน 4 ช่อง เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม ส่งผลให้การใช้งานโดยรวมมีความสเถียรภาพที่สูงด้วย 

MSI Delta 15

ส่วนที่พักมือและเนื้องานรอบแป้นพิมม์ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมแบบสีเทาด้านที่สวยงามไม่แพ้ฝาหลัง โดดเด่นด้วยานพับที่แข็งแรงและมีโลโก้ Thunderbird ทั้งซ้ายและขวาของแกน ที่สามารถกางได้ถึง 180 องศา นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Flip-n-Share ที่แม้ว่าจะดูง่ายๆ แต่ได้ใช้จริง คือหมุนจอไปฝั่งตรงข้ามได้ทันที ส่งผลให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังนำเสนองานดูได้อย่างสะดวกที่สุด ที่สำคัญได้ขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 4.9 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ดูได้จากกล้องเว็บแคมถูกติดตั้งลงไปบนขอบที่บางมากๆ

MSI Delta 15

ด้านฐานล่างตัวเครื่อง MSI Delta 15 รุ่นนี้เป็นอะลูมิเนียมเรียบๆ ซึ่งดูแล้วเป็นหนึ่งด้วยกับตัวเครื่องกับงานประกอบที่เรียบร้อย พร้อมมียางรองขนาดใหญ่ 2 จุด ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี โดยทำงานร่วมกับช่องดูดลมเย็นด้านบนของชุดคีย์บอร์ด ที่มีการดีไซน์ลวดลายให้รับกันเป็นอย่างดี ส่วนงานประกอบก็เนียบเหมือนเดิม เรื่องนี้ไว้ใจทาง MSI Notebook เค้าได้เลย

MSI Delta 15

เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในโน๊ตบุ๊คเล่นเกมสายบางเบา กับการมาของ AMD Advantage ในช่วงงบประมาณ 5x,xxx บาทก็ว่าได้เลย ที่แม้ราคาดูสูงกว่ารุ่นอื่นๆ ที่สเปกเหมือนๆ กัน แต่จัดเต็มทุกฟีเจอร์จริงๆ อย่างที่ Gaming Notebook ทั่วไปไม่สามารถให้ประสบการณ์การใช้งานแบบนี้ได้ ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่เปิดฟีเจอร์ Ultimate Performance พร้อมเพิ่มรอบพัดลมอัตโนมัติ จากการที่มีพัดลม 2 ตัว แต่ก็ไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว

MSI Delta 15 AMD Advantage Review 38
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 40
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 41
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 48
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 46
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 62

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดต้องบอกว่าแตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไป จากการที่ใช้ไฟ RGB แบบ All Zone ได้แป้นที่ใหญ่พิเศษ โดยพัฒนาและออกแบบมาให้ MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน ที่ไฟ RGB สามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ และยังปรับแต่ง Macrokeys บนคีย์บอร์ดเพื่อใช้ในเกมหรือซอฟแวร์ต่างๆ ผ่าน MSI Centerได้ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าตัดชุด Numpad ออกไป จากการที่ตัวเครื่องมีมิติที่เล็กลง (เครื่องเดโมไม่มีสกรีนภาษาไทย)

MSI Delta 15

ทัชแพดมีขนาดใหญ่ ถ้าเทียบกับรุ่นปีก่อนๆ  โดยดูเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด เข้ากับตัวเครื่องโดยรวม โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดี ส่วนปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็อาจจะมีความแข็งพอดีๆ การใช้งานโดยจัดได้ว่าอยู่ในระดับลงตัว ใช้งานได้สะดวกสำหรับการวางบนตัก หรือเล่นในร้านกาแฟ โดยการควบคุมมีการตอบสนองได้ดี  พร้อมรองรับ Multi Gesture ทำงานร่วมกับ Windows 10 Home ได้เป็นอย่างดี

MSI Delta 15 AMD Advantage Review 30
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 29
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 34
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 31
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 32
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 33

Screen / Speaker

MSI Delta 15 มีหน้าจอแสดงผลขนาด 15.6″ ขอบจอบางเฉียบ รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ทำให้ภาพปรากฏออกมามีความลื่นไหลกว่าที่ตาเราเห็น เพราะหน้าจอปกตินั้นจะแสดง 60Hz เท่านั้น พร้อมได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง โดยให้มุมมองที่กว้างซ้ายและขวาเกือบ 180 องศา สีสันก็สดใส เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีทั้งทำงานและเล่นเกม ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นพร้อมกางได้ถึง 180 องศา พร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบ 720p และไมโครโฟนแบบคู่ไว้ขอบด้านบน

 

MSI Delta 15 AMD Advantage Review 22
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 24
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 25

ระบบเสียงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยลำโพงแบบสเตอริโอ โดยมีซอฟต์แวร์ปรับแต่งเสียง Nahimic 3 ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปอย่างชัดเจน สนับสนุน VR และ 3D เต็มรูปแบบใช้เล่นเกมนี่บันเทิงได้เต็มอารมณ์ ยิ่งถ้าต่อหูฟังเสียบผ่าน Audio Boost ยิ่งได้อรรถรสในการเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการที่เป็นแจ๊คแบบชุบทองคำ จะช่วยเพิ่มรายละเอียดของคุณภาพเสียงอีกด้วย พร้อมมีฟีเจอร์ Hi-Res Audio ด้วยชิปเสียงต่างหาก

MSI Delta 15 AMD Advantage Review 55
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 52
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 56

Connector / Thin And Weight

จัดว่าเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.2 Type-C จำนวน 2 ช่อง รองรับโอนถ่ายข้อมูล และการเชื่อมต่อ DisplayPort, USB-PD (Power Delivery) ซึ่งรองรับการใช้งานที่ครบถ้วน พร้อมด้วย HDMI 2.0 เพื่อเชื่อมต่อหน้าจอภายนอก สนับสนุนการต่อจอแยกอีก 2 จอ พร้อมๆ กัน รวมไปถึงมี micro-SD Card อีกด้วย อย่างไรก็ตามพอร์ตการเชื่อมต่ออาจจะชิดกันไปหน่อย เวลาเชื่อมต่อพร้อมๆ กันอาจจะติดกันได้ แต่ก็เข้าใจได้

MSI Delta 15

เชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6E ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นับว่าประทับใจเมื่อใช้งานร่วมกับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.9 กิโลกรัม ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 180 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบาลงกว่ารุ่นก่อนๆ เลยทีเดียว รวมๆ กันแล้วหนักเพียง 2.5 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้ MSI Delta พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวกสบายแน่นอน ตอบโจทย์การใช้งานทุกๆ รูปแบบแย่างแท้จริง ทั้งงานมืออาชีพหรือเล่นเกม 

MSI Delta 15

MSI Delta 15 AMD Advantage Review 58
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 60
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 73

Inside / Upgrade

การแกะอัพเกรด MSI Delta 15 ต้องแกะฝาล่างออกทั้งหมด ซึ่งการแกะฝาล่างนั้นไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด เพียงไขน๊อตประมาณ 10 ตัว จากนั้นก็ค่อยแกะออกมาตามขอบทีละส่วนซึ่งต้องใช้ความใจเย็นระมัดระวังมากๆ เพราะถ้าแรงไปสลักอาจจะหักได้ และเมื่อแกะออกมาแล้ว ก็ยังไม่เห็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายในทั้งหมด เพราะมีแผ่นพลาสติกบางๆ กั้นเอาไว้อีกชั้นแปะไว้ด้วยกาวเบาๆ อย่างมิชิด ซึ่งก็ต้องแกะออกก่อน แต่จากตรงนี้เราจะเห็นถึงแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ และลำโพง 2 ตัวที่อยู่ด้านล่าง พร้อพัดลมระบายความร้อน 2 ตัวที่อยู่ด้านบน

MSI Delta 15

และแม้ว่าจะแกะแผ่นพลาสติกออกแล้วก็ตาม เราก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการอัพเกรดในส่วนของแรม เพราะตัวเครื่องได้มีการดีไซน์เมนบอร์ดกลับไปอีกด้าน ส่งผลให้เราจำเป็นต้องไขส่วนของน๊อตบานพับออกพร้อมสายแพรต่างๆ ที่เชื่อมต่ออยู่ ซึ่งมาถึงตรงนี้ต้องบอกว่า ไม่แนะนำให้ทำเองแล้วสำหรับการอัพเกรด เพราะตัวเครื่องอาจจะเกิดความเสียหายได้ ยังไงให้ทางร้านที่เราซื้อมา หรือตัวแทนของ MSI แกะงัดอัพเกรดให้ดีกว่า โดยระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 ใช้พัดลม 2 ตัว ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง

MSI Delta 15 AMD Advantage Review 75
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 76
MSI Delta 15 AMD Advantage Review 77

Performance / Software

สำหรับ MSI Delta 15 มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวท็อปสุดในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 5000H ทุกตัวในตลาด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.30 – 4.60 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W

c1 6.   c2 6

มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ซึ่งเป็นแบบ SO-DIMM ซึ่งเราสามารถถอดอัพเกรดเพิ่มได้ พร้อมกับมี SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 ความจุ 1TB x 1 ตัว แน่นอนว่าสามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ใช้งานลื่นไหลทันทีแบบรวดเร็วอย่างที่สุด ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก

g1 4.   g2 4

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงจาก AMD เช่นกัน

a2

อย่าง Radeon RX 6700M สถาปัตยกรรม RDNA 2 เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ความเร็วสูงสุด 2300MHz มี 2,304 Stream Processors ที่ค่า TGP (Total Graphic Power) up to 135 W มีแรม 10GB GDDR6 กับ Memory bus 160-bit  ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ระดับท็อป รองรับเกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น สมจริงกว่าที่เคยมีมา เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

msi delta 15 game

MSI Center เวอร์ชั่นล่าสุด เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่างเวอร์ชั่น 2 จุดเด่นคือใช้งานสะดวกและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่าได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูต่างๆ แบ่งตามลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน รวมไปถึงการอัพเดทซอฟต์แวร์ต่างๆ ก็สามารถจัดการได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

m4

m1
m3
m2

เทคโนโลยี AMD Advantage ที่มีใน MSI Delta 15

AMD SmartShift

เทคโนโลยีช่วยจัดการพลังงานในระบบของ Gaming Notebook แบบไดนามิก ปรับแต่งการใช้งานจริงๆ ขณะนั้นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้ถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมโปรดหรือตัดต่อวิดีโอ และ การทำงานอื่นๆ ฟีเจอร์ AMD SmartShift นี้จะช่วยให้โน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ที่ใช้ชิปประมวลผล Ryzen 9 5900HX ที่มาพร้อมการ์ดจอแยก Radeon RX 6700M รีดประสิทธิภาพออกมาได้อย่างสูงสุด ในการถ่ายเทพลังงานระหว่าง CPU / GPU อย่างชาญฉลาดที่สุด เพื่อ Gaming และ Creator

msi delta 15 t3

AMD Smart Access Memory 

ในระบบคอมพิวเตอร์ Windows โดยทั่วไปชิปประมวลผลสามารถเข้าถึงหน่วยความจำของการ์ดจอแยก (VRAM) ได้เพียงบางส่วน ซึ่งเป็นการจำกัดประสิทธิภาพของระบบ แต่ฟีเจอร์ของ AMD Smart Access Memory จะช่วยให้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H สามารถเข้าถึงแรมของการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6700M ได้โดยตรง แบบ 100% เพื่อลดปัญหาคอขวดและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของ GPU ส่งผลให้ความแรงดีกว่าที่เคยมีมาทั้งหมด 

msi delta 15 t4

FidelityFX Super Resolution (FSR)

อีกหนึ่งการสร้างภาพใหม่ ที่ทำให้เกมดูเหมือนว่ากำลังแสดงผลด้วยความละเอียดสูงกว่าที่เป็นจริง ตัวอย่างเช่น ตัวเครื่องตามสเปก Gaming Notebook เอง สามาาถแสดงผลเกมที่ 1920 x 1080 พิกเซล และในส่วนของ FidelityFX Super Resolution จะเติมพิกเซลที่ขาดหายไป เพิ่มความคมชัด เพื่อให้ดูเหมือนความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล โดยรองรับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H และการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6700M 

msi delta 15 t5

Radeon Chill

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ช่วยลดการใช้พลังงานของการ์ดจอในการเล่นเกมต่างๆ ได้ เนื่องจากการ์ดจอส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพสูงเกินไปในการเล่นเกม อย่างในบางฉากไม่จำเป็นต้องใช้เฟรมเยอะ ฟีเจอร์นี้จะช่วยลดเฟรมลงมา เช่น ฉากที่ยืนเฉยๆ Radeon Chill จะช่วยปรับสมดุลการใช้งานของการ์ดจออย่างเหมาะสม และในขณะเดียวกันก็ยังช่วยลดการใช้พลังงาน และเป็นการลดความร้อนไปด้วยในตัว Radeon Chill ตัวควบคุมเฟรมเรตที่ทันสมัยของ Radeon RX 6700M ซึ่งทำงานอย่างอัตโนมัติ

msi delta 15 t2

Conclusion / Award

Gaming Notebook น้ำหนักเบาพกพาสะดวก ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เกมเมอร์หลายคน รวมไปถึงคนใช้งานทำงานที่อยากจะเล่นเกมบ้างในบางเวลาต้องการจับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งปกติแล้วโน๊ตบุ๊คเล่นเกมแรงๆ แต่ละรุ่นมักจะมีน้ำหนักที่เยอะ พกพาลำบาก แต่ใน MSI Delta 15 ที่เป็นแพลตฟอร์ม AMD Advantage ตอบโจทย์ได้เยี่ยมยอด ในเรื่องความแรง และตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 1.9 กิโลกรัมเท่านั้น บางเพียง 19 มิลลิเมตร ดีไซน์ตัวเครื่องออกแบบมาใหม่ วัสดุเป็นอลูมิเนียมอัลลอยสีเทาโดดเด่น ซึ่งแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ อย่าง MSI Bravo 15, MSI Alpha 15 ที่เป็นสเปก AMD 100%

MSI Delta 15

ได้สเปคสุดแรงชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX และการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6700M ส่วนแรมตัวเครื่องให้มา 16GB DDR4 ความจุ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 ที่ 1TB  บอกเลยประสิทธิภาพสูงเหมือนยก Desktop PC ไปใช้งานทีเดียว จะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว Full HD IPS เกรดสูง sRGB 100% รองรับ Refresh Rate ที่ 144 Hz การระบายความร้อนตัวเครื่องเป็นแบบ Cooler Boost 5 ที่มีพัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้น ขนาดใหญ่ ช่องระบายความร้อน 4 ช่องหมดห่วงเรื่องตัวเครื่องร้อน  

MSI Delta 15

MSI Delta 15 ส่วนของราคาของค่าตัวตามที่คาดการณ์นั้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 5x,xxx บาท แน่นอนมาพร้อมการประกัน 2 ปีเต็ม จัดได้ว่าเป็น Gaming Notebook สไตล์บางเบาที่น่าซื้อที่สุดรุ่นนึงทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่หากดูแต่สเปก ราคาก็ค่อนข้างสูงกว่ารุ่น MSI Bravo 15, MSI Alpha 15 ที่เน้นเรื่องของความแรงและความคุ้มค่าเป็น ฉะนั้นแล้วเหมาะกับคนที่ต้องการทั้งความแรงและความบางเบาด้วย ที่สำคัญคือเป็นแพลตฟอร์ม AMD Advantage สุดล้ำด้วยนั่นเอง

MSI Delta 15

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง MSI Delta 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

สเปกฮาร์ดแวร์เป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพสูงสุดใน Ryzen ด้วยกัน พร้อมการ์ดจอตัวบนอย่าง AMD Radeon RX 6700M ที่ทั้ง 2 อย่างนี้ทำให้เป็นแพลตฟอร์ม AMD Advantage ที่ทรงพลังฟีเจอร์เพียบ ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD M.2 ความจุ 512GB  แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัพเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล

 award new performance

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาอยู่ในระดับที่ดีกว่า Gaming Notebook ทั่วไปชัดเจน ตัวเครื่องเองก็มีความแข็งแรงทนทาน โดดเด่นด้วยความบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 1.9 กิโลกรัม บางที่ 19 มิลลิเมตร ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมอแดปเตอร์ก็เบาและเล็กกว่าปกติมากๆ ถือว่ามีการพัฒนาไปในทุกส่วน รวมแล้วหนักแค่ 2 กิโลกรัมกลาง ๆ เท่านั้น โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ รวมถึงแบตอาจจะใช้งานได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมงทีเดียว 

NBS award 4 Mobility

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ MSI Gaming มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจน ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวในมิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม ขอบจอบางเฉียบ แต่มีการออกแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ออกแนวดุดันและเรียบหรูมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้การตัดสีเทา Carbon Gray รวมไปถึงไฟคีย์บอร์ดก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยไฟ RGB All Zone ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาเชื่อได้ว่าหลายๆ คนที่เป็นเกมเมอร์ต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน รวมไปถึงสาย Content Creator ก็น่าจะชื่นชอบด้วย 

NBS award 7 Design

from:https://notebookspec.com/web/615464-review-msi-delta-15-amd-advantage-demo

รีวิว Alienware m15 Ryzen Edition R5 สเปก Ryzen 7 5800H + RTX 3070 จอเทพ QHD 240Hz สีตรง ฟีเจอร์ Gaming ไฟ RGB จัดเต็ม

Alienware m15 Ryzen Edition R5 ที่สุดของ Gaming Notebook จากทาง Alienware x AMD รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 สเปกสุดแรงดีไซน์สุดล้ำไฟ RGB รอบตัว หน้าจอขนาด 15.6″ QHD 240Hz พาเนล WVA มีค่า sRGB 100% กับสเปกที่จัดเต็มด้วยชิปประมวลผลตัวแรง AMD Ryzen 7 5800H ส่วนการ์ดจอแยกรุ่นใหม่เป็น NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P / RTX 3070 Max-P (TGP 125W)

Alienware M15

โดยมีน้ำหนักแค่ 2.42 กิโลกรัม และมีตัวเครื่องความบางเพียง 19.25 มิลลิเมตร ซึ่งในส่วนของประกันเป็นแบบ 2 ปี เป็นบริการ Dell Premium Support On-site Service รวมไปถึงประกันอแดปเตอร์และแบตเตอรรี่ 2 ปี และยังมีประกันอุบัติเหตุ 1 ปีด้วย ที่หลายคนประทับใจและเชื่อมั่น สนนราคาขายจริงอยู่ที่ 72,590 บาท และ 90,990 บาท ที่สำคัญได้ Microsoft Office Home & Student 2019 มาด้วย

รวมไปถึงมี Alienware Cryo-Tech ระบบระบายความร้อนแบบใหม่ เพิ่มการไหลเวียนของอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับตัวเครื่อง อัดแน่นมาเพื่อมอบประสบการณ์ Gaming ให้ไม่มีสะดุด พร้อมได้คีย์บอร์ดไฟ RGB 4 โซน ที่ตองสนองการกดได้ดีเยี่ยม การเชื่อมต่อจัดเต็มด้วย Killer Wi-Fi 6 AX1650 (2×2) และ Bluetooth 5.2 ใช้งานได้ทันทีด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

เชื่อได้ว่า Alienware m15 Ryzen Edition R5 เป็น Gaming Notebook ที่หลายคนจับมอง จากความสวยงามหรูหราเกินหน้าเกินตา และเป็น Gaming Notebook ระดับบนของทาง Dell ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสเปกแรงลื่น ยังได้เรื่องของประกัน 2 ปี Dell Premium Support On-site Service ที่ทุกคนมั่นใจ นอกจากนี้ยังได้ฟีเจอร์ไฟ RGB ล้ำๆ อย่าง AlienFX Lighting Zones  ที่ปรับแต่งได้รอบตัว และนับว่าเป็นครั้งของแรกของการที่ Alienware กลับมาใช้ชิปประมวลผล AMD ในรอบ 14 ปีทีเดียว ได้สเปก Gaming Notebook ตัวท็อปอย่าง Ryzen 7 5800H + RTX 3060 / RTX 3070 ที่เล่นได้ลื่นไหลจริงๆ 

Alienware M15

ซึ่งต้องบอกเลยว่า Alienware m15 Ryzen Edition R5 ราคาค่าตัวนั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ Gaming Notebook ในสเปกใกล้เคียงกัน ซึ่งสำหรับรุ่นเริ่มต้นราคา 72,590 บาท ส่วนแรมเดิมๆ ขนาด 16GB ที่เพียงพอกับการใช้งาน รวมไปถึง SSD M.2 ความจุ 512GB ไม่น่าจะพอแน่นอน สำหรับการใช้งานติดตั้งเกมหรือลงโปรแกรมเพิ่มเติม ที่เอาจริงๆ แนะนำให้ซื้อรุ่นราคา 90,990 บาท จะเหมาะสมกว่า เพราะได้ทั้งการ์ดจอแยกที่แรงกว่า แรมและ SSD ที่มากกว่า รวมถึงหน้าจอที่ดีกว่า เป็นตัวจบกว่า แต่ถ้างบถึงตัว 72,590 บาท จะค่อยมาอัพเกรดแรมและ SSD อีกทีก็ได้ 

Alienware M15

จริงๆ สรุปงานมากๆ ว่าใครกำลังมองหาโน๊ตบุ๊ค Gaming จากทาง Dell ที่เน้นความแรง งานประกอบ ดีไซน์ที่ดุดัน และไฟ RGB ที่สวยงาม การรับประกันเทพๆ มั่นใจได้แน่ๆ แล้วล่ะก็ Alienware m15 Ryzen Edition R5 น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทีเดียว โดดเด่นด้วยประสบการณ์ใช้งานได้ที่ไม่เหมือนใคร ส่วนหนึ่งสำคัญอย่างที่ควรจะรู้ก่อนก็คือ ปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค Alienware จะไม่มีการสกรีนคีย์บอร์ดภาษาไทยมาเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งถ้ารับได้ก็ซื้อได้เลย หรือถ้าใครต้องการให้มีภาษาไทยจริงๆ คงต้องไปหาร้านข้างนอกเลเซอร์เอาเองก็ได้ 

Alienware M15

จุดเด่น Alienware m15

  • เป็น Gaming Notebook ดีไซน์พรีเมียมหรูหราโดดเด่น สไตล์ Alienware
  • งานประกอบแน่นๆ ตลอดทั้งตัวเครื่อง มาตราฐานโน๊ตบุ๊ค Dell ระดับสูง
  • ประสิทธิภาพดีด้วยชิปประมวลผล Ryzen 7 5800H และการ์ดจอ RTX 3060 / RTX 3070
  • ได้หน้าจอพาเนล WVA คุณภาพสูง สวยงาม มุมมองกว้าง ลื่นไหล ความละเอียดสูง
  • AlienFX Lighting Zones มีไฟ RGB รอบตัว พร้อมคีย์บอร์ด RGB แบบ 4 โซน
  • เป็นโน๊ตบุ๊คมาพร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครัน ทั้ง LAN, HDMI, USB-A, USB-C
  • การเชื่อมต่อไร้สายดีเยี่ยมด้วย Killer Wi-Fi 6 AX1650 (2×2)
  • มีฟีเจอร์ IR Camera ที่ทำให้เรา Login เข้าใช้งาน Windows 10 Home ได้สะดวกและปลอดภัย
  • ระบบระบายความด้วยเทคโนโลยี Cryo-Tech ให้การทำงานเสถียรภาพ
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสุดๆ ที่ 8 ชั่วโมง
  • ซอฟต์แวร์ Alienware ติดเครื่องมีมาให้อย่างจัดเต็ม ปรับแต่งได้ยืดหยุ่น ใช้ได้จริง
  • ประกันถึง 2 ปี มาพร้อม Dell Premium Support (On-site Sevice)
  • ที่มีซอฟต์แวร์แสกนไวรัส McAfee* Security Center 12 Month Subscription

ข้อสังเกต Alienware M15

  • แป้นคีย์บอร์ดไม่มีภาษาไทย ถ้าต้องการให้มี ต้องไปเลเซอร์ร้านข้างนอกเอง 
  • ราคาสูงกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกัน (เป็น Ryzen 7 5800H ที่ราคาสูงที่สุด)

Specification

Alienware m15 Ryzen Edition R5 ที่ได้รับมารีวิวใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดจากทาง AMD Ryzen 7 5800H และการ์ดจอระดับสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6) ค่า TGP 125W แรมมาตรฐานเป็น DDR4 Bus 3200MHz ขนาด 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 2560 x 1440 พิกเซล พาเนล WVA แบบด้าน ได้ค่าขอบเขตสี sRGB 100% มี Refesh Rate 240Hz (2ms with ComfortView Plus, NVIDIA G-SYNC and Advanced Optimus)  สนนราคา 90,990 บาท ซึ่งจากสเปกหลักตรงนี้ทำให้รองรับการเล่นเกมในปัจจุบันลื่นๆ ได้ทุกเกมแน่นอน

Alienware m15 R5 W569211500ATHW10

อีกสเปกก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มาพร้อมกับชิปประมวลผล Ryzen 7 5800H การ์ดจอแยกเป็น RTX 3060 แรมขนาด 16GB และ SSD M.2 ความจุ 512GB  ได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล มี Refresh Rate ที่ 165Hz (3ms with ComfortView Plus) กับราคา 72,590 บาท ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน สำคัญด้วยบริการ Dell Premium Support (On-site Sevice) ระยะเวลา 2 ปีเต็ม พร้อมมี Microsoft Office Home & Student 2019 มาด้วย สามารถใช้งาน Microsoft Excel, Words, Powerpoint ได้ตลอดอายุการใช้งาน!

Alienware m15 R5 W569212800ATHW10

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม Alienware HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว พร้อมกล้องอินฟาเรดช่วยเข้าใช้งาน Windows ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง 2 USB 3.2 Type A, USB 3.2 Type C และ LAN, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6AX มาตรฐาน Killer Wireless 1650 2×2 แน่นอนว่านั่นก็มาจากการที่ Dell มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมกับมาตรฐานของ Dell ที่มีแฟนๆ เชื่อมั่นอยู่เสมอมา

Alienware m15 R5-W569211500ATHW10 ราคา 72,590 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T – 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P (6GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz (Dual Channel)
  • DISPLAY: 15.6″ WVA Full HD 165Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Software : McAfee Security Center 12-month subscription
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Premium Support Onsite Service 

Alienware m15 R5-W569212800ATHW10 ราคา 90,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T – 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3070 Max-P (8GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (Dual Channel)
  • DISPLAY: 15.6″ WVA Quad HD 240Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : McAfee Security Center 12-month subscription
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Premium Support Onsite Service 

Hardware / Design 

ดีไซน์การออกแบบจะเห็นว่า Alienware m15 Ryzen Edition R5 มีความล้ำสมัยแบบสุดๆ เป็นยานอวกาศเหมือนมาจากต่างดาวมากๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูไม่เหมือนใครเน้นเรียบง่ายแต่หรูหรามากๆ เลือกใช้สีดำ Dark Side of the Moon ที่เป็นโทนดำทั้งตัวเครื่อง ผิวด้านลดแสงสะท้อน ใช้การเคลือบสีด้วยวิธี High Endurance Clear Coat Paint with Silky Smooth finish ให้สัมผัสนุ่มมือ เชื่อว่าโดนใจใครหลายๆ คนแน่นอน ในเรื่องของความพรีเมียมแตกต่างจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ แบบชัดเจน เรียกได้ว่าเอาไปใช้งานที่ไหนก็โดดเด่นสุดๆ

Dell Alienware m15 R5 SE Review 52

สำหรับฝาหลังมีโลโก้ Alienware ที่ปรับแต่งไฟ RGB ได้ และเลข 15 อยู่ตามสไตล์ของ Alienware ยุคใหม่ ได้วัสดุหลักๆ ก็จะเป็นแม็กนีเซียมอัลลอยด์และพลาสติกที่แข็งแรงและพรีเมียม แน่นอนว่ามีมิติตัวเครื่องที่เล็กลงจากการที่ขอบจอบาง เล็กกว่ารุ่นก่อนๆ โดยมีน้ำหนักแค่ 2.42 กิโลกรัมเท่านั้น และมีความบางสุดๆ ของตัวเครื่องเพียง 19.25 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ อีกรุ่นในตลาดที่งานประกอบแน่นหนาเรียบร้อย พร้อมกับต้องยอมรับว่า DNA ของ Alienware นั้นสวยงามและโดนใจจริงๆ แตกต่างจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน

Dell Alienware m15 R5 SE Review 47

จากการที่ตัวเครื่องโดยรวมดีไซน์ให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดต่างๆ ที่สวยงามตามสไตล์ Alienware ที่สำคัญด้วยเทคโนโลยี Advanced Alienware Cryo-Tech  ได้ชุดระบายความร้อนก็มีขนาดที่ใหญ่มาก โดยได้พัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ ดูดอากาศเย็นจากใต้ตัวเครื่องพร้อมเปล่าออกผ่านทางฮีทไปป์และฟินขนาดใหญ่ไปทางด้านหลังและด้านข้างออกตัวเครื่อง เชื่อได้เลยว่า Alienware m15 Ryzen Edition R5 ตัวนี้ต้องจัดการอุณหภูมิได้ดีอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหนักๆ หรือการประมวลผลแบบมืออาชีพ 

Dell Alienware m15 R5 SE Review 58

มาพร้อมกับไฟ RGB 16.8 ล้านสี ด้วยซอฟต์แวร์ AlienFX Lighting Zone ตามสไตล์ของ Alienware ที่เราสามารถปรับแต่งได้ดั่งใจ แสดงได้อย่างเรียบเนียนลื่นไหลมากกว่าหลายๆ รุ่น ทั้งส่วนของคีย์บอร์ดที่ดูแล้วสวยงาม อีกทั้งด้านหลังตัวเครื่องที่เป็นการแยกชุดระบายความร้อนออกมาตามสไตล์ของ Alienware ก็ยังมีการติดตั้งไฟ RGB เอาไว้ ทั้งโลโก้หลังและปุ่ม Power ที่ยอมรับเลยว่าตรงนี้ดูหรูหรามากๆ โดดเด่นแบบสุด ให้อารมณ์ด้วยรวมของตัวเครื่องแบบรถยุโรปราคาแพงทีเดียว ที่สำคัญช่องระบายความร้อนก็เป็นแบบรังผึ้งที่ลงตัวสุดๆ ทั้งขอบด้านหลังและเหนือชุดคีย์บอร์ด

Dell Alienware m15 R5 SE Review 28

ส่วนด้านฐานของตัวเครื่องมียางรองกันลื่นสองเส้นพาดยาวยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ยกตัวเครื่องให้อากาศเย็นผ่าน โดยมีช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่ ซึ่งมีการเล่นดีไซน์แบบรังผึ้ง ติดตั้งเอาไว้ที่เราสามารถมองเห็นกันได้อย่างชัดเจนทั้งสวยงามลงตัวและใช้ได้จริง ส่วนถ้าจะอัพเกรดก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัว รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง Dell นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ นอกจากที่อัพเกรดได้ไม่ยากแล้ว ยังทำความสะอาดได้สะดวกสบายอีกด้วย เป็นข้อดีที่หาได้ยากในหลายๆ แบรนด์

Dell Alienware m15 R5 SE Review 11

สรุปโดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุ Alienware m15 Ryzen Edition R5 ทำได้ดีตามมาตรฐานของ Dell ที่เป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูง ซึ่งทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ ที่เน้นสายเกมเมอร์เป็นหลัก แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ อะไรก็แล้วแต่เลย อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าราคาสูงกว่าแบรนด์คู่แข่ง ซึ่งแลกกับความสวยงามแบบนี้ เชื่อได้เลยว่าหลายคนไปเห็นตัวจริงแล้วก็โดนใจและอยากจับจองกลับบ้านมาใช้งานแน่ๆ 

Dell Alienware m15 R5 SE Review 14
Dell Alienware m15 R5 SE Review 33
Dell Alienware m15 R5 SE Review 30
Dell Alienware m15 R5 SE Review 36
Dell Alienware m15 R5 SE Review 39
Dell Alienware m15 R5 SE Review 45
Dell Alienware m15 R5 SE Review 64
Dell Alienware m15 R5 SE Review 61
Dell Alienware m15 R5 SE Review 57

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ Alienware m15 Ryzen Edition R5 มีการออกแบบมาให้มีขนาดใหญ่โดยโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น ก็ถือว่าทำไว้ดี ด้านการใช้งานในการพิมพ์ด้วยเทคโนโลยี N-Key rollover และ Anti-ghosting ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างทำให้มีความแม่นยำในการกด เด้งกับนิ้วเมื่อกดลงไปอย่างพอดีด้วยความลึก 1.8 มิลลิเมตร ในส่วนของไฟ RGB 16.8 ล้านสี แบบ 4 โซน ปรับแต่งผ่านทาง Alien FX lighting ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว

Dell Alienware m15 R5 SE Review 22

ส่วนปุ่มเปิดเครื่องที่เป็นโลโก้ Alienware จะไปอยู่ที่บริเวณด้านบนมุมขวาของชุดคีย์บอร์ด มีไฟ RGB ที่สามารถปรับได้ตามต้องการ แน่นอนว่าไม่มีการสกรีนภาษาไทยตามสไตล์ของ Alienware ซึ่งเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ส่วนทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ในระดับนึง พื้นผิวแบบกระจกสัมผัสแล้วติดนิ้ว ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดีรวมไปถึงปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็มีความนุ่มและเด้งรับได้น่าประทับใจ การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก 

Dell Alienware m15 R5 SE Review 23
Dell Alienware m15 R5 SE Review 18
Dell Alienware m15 R5 SE Review 20
Dell Alienware m15 R5 SE Review 19
Dell Alienware m15 R5 SE Review 21
Dell Alienware m15 R5 SE Review 26

Screen / Speaker

หน้าจอของ Alienware m15 Ryzen Edition R5 ของเครื่องรีวิวนั้น เป็นขนาดที่ 15.6″ ขอบหน้าจอบางเฉียบทั้ง 3 ด้าน แบบจอด้านลดแสงสะท้อน โดยมีความละเอียด Quad HD ที่ 2560 x 1440 พิกเซล พาเนล WVA คุณภาพสูง ที่สำคัญยังรองรับการแสดงผล 240Hz 2ms พร้อมมีเทคโนโลยี ComfortView Plus, NVIDIA G-SYNC และ Advanced Optimus ช่วยให้ใช้งานได้สบายตา เทียบกับโน๊ตบุ๊คหน้าจอพาเนลทั่วไปแล้วล่ะก็ ต้องบอกว่า Alienware ที่เป็น Gaming Notebook เครื่องนี้มีความเหนือชั้นกว่าแบบเห็นครั้งแรกก็รู้เลย

Dell Alienware m15 R5 SE Review 9

เรียกได้ว่ารองรับทุกการทำงานหรือความบันเทิง รวมไปถึงการเล่นเกมแบบเต็มประสบการณ์อย่างสุดๆ ส่วนด้านบนก็จะเป็นการติดตั้งกล้องเว็บแคม Alienware HD (1280×720 resolution) พร้อมไมโครโฟนแบบคู่เพื่อไว้ใช้งาน VDO Call หรือสตรีมเกมต่างๆ นอกจากนี้ยังมี IR Camera เพื่อให้เราได้ปลดล็อคใบหน้าเพื่อใช้งาน Windows 10 Home ผ่านทาง Windows Hello ที่ได้ความสะดวก รวดเร็ว และปลดภัยด้วย ซึ่งจากการใช้งานจริงก็ต้องบอกว่าดีมากๆ เพราะปกติแล้ว Gaming Notebook ไม่ค่อยมีฟีเจอร์นี้กัน 

Dell Alienware m15 R5 SE Review 8
Dell Alienware m15 R5 SE Review 13
Dell Alienware m15 R5 SE Review 10

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยทดสอบออกมาแล้วเผยให้เห็นขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 100% / AbodeRGB 89% / DCI-P1 91% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีน่าประทับใจ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่มากกว่า 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป รองรับการเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ รวมถึงใช้งานที่สว่างๆ ก็เหมาะสมเป็นอย่างดี

s4 3

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางแถวล่างเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องบนมุมซ้าย มีแสงสว่างที่ลดลงไประดับ 15% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

s1 4
s3 4
s2 4

ตัวเครื่อง Alienware m15 Ryzen Edition R5 มีช่องลำโพงคู่หน้าระบบเสียงให้เสียงคมชัด เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น ด้วยความที่เป็น 2W x 2 อยู่ข้างใต้ตัวเครื่องทางซ้ายและขวา พร้อมระบบเสียง Nahimic audio ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ใช้งานทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Dell Alienware m15 R5 SE Review 67
Dell Alienware m15 R5 SE Review 66
Dell Alienware m15 R5 SE Review 68

Connector / Thin And Weight

ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อจะอยู่บริเวณด้านซ้ายขวารวมไปถึงด้านหลังของตัวเครื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย 2 x SuperSpeed USB 3.2 Gen 1 Type A ports / 1 x SuperSpeed USB 3.2 Gen 2 Type C port / 1 x SuperSpeed USB 3.2 Gen 1 Type A port / 1 x HDMI 2.1 Output / 1 x Power DC In C port / 1 x 2.5Gbps rated RJ-45 Ethernet port x 1 Global Headset jack จัดเต็มกันไปเลย เพียงพอต่อการใช้งานแน่นอน ซึ่งในส่วนของสายชาร์จอแดปเตอร์ยังมีความโดดเด่นด้วยไฟสีฟ้าขณะที่เราเสียบปลั๊กไฟด้วย 

Dell Alienware m15 R5 SE Review 50

Dell Alienware m15 R5 SE Review 69
Dell Alienware m15 R5 SE Review 70
Dell Alienware m15 R5 SE Review 3

Alienware m15 Ryzen Edition R5 นับได้ว่าเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook หลายรุ่น ในส่วนของ 2.42 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าจะเห็นว่าหนักกว่าเดิมเล็กน้อย โดยมิติตัวเครื่องยังอยู่ในเกณฑ์ที่บางและเบาและพกพาได้ตามมาตรฐาน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พัฒนาดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้ารวมอแดปเตอร์ขนาด 240W แล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 3.5 กิโลกรัม ไม่ลำบากในการใช้งานนอกสถานที่ แม้ตัวอแดปเตอร์เองจะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่อยู่ทีเดียว

Dell Alienware m15 R5 SE Review 39

Dell Alienware m15 R5 SE Review 38
Dell Alienware m15 R5 SE Review 40
Dell Alienware m15 R5 SE Review 2

Inside / Upgrade

การแกะงัดเครื่อง Alienware m15 Ryzen Edition R5 นั้นสามารถที่จะทำได้ค่อนข้างง่าย เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์วางอย่างลงตัว งานประกอบก็เรียบร้อยมากๆ โดยตัวเครื่องนั้นจะเป็นแบตเตอรี่ที่มีความจุอยู่ที่ 86Wh ซึ่งภายในเกือบทุกชิ้นส่วนจะมีการติดตั้งแผ่นพลาสติกเอาไว้เพื่อความปลิดภัยด้วย สำหรับในส่วนของแรมนั้นจะต้องเปิดแผ่นพลาสติกออกก่อนจากนั้นก็จะเห็นหน่วยความจำแรมเต็มๆ โดยตัวเครื่องนั้นจะมี 16GB x 2 แถว รวมเป็น 32 GB ที่เหลือเฟือในการใช้งานแล้ว พร้อมติดตั้ง SSD M.2 มาแล้ว 1TB จำนวน 1 ตัว และยังสามารถติดตั้ง SSD M.2 ได้อีก 1 ตัวด้วยภายหลัง 

Dell Alienware m15 R5 SE Review 79

ระบบระบายความร้อนนั้นมีทิศทางการไหลของลมที่ดีขึ้นจากเดิมพอสมควร ด้วยการออกแบบให้มีชุด Alienware Cryo-Tech ที่ช่วยระบายอากาศร่วมกับพัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ แยกกันระหว่าง CPU และ GPU ทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อนถึง 4 ช่อง และทองแดงนำพาความร้อนปกคลุมทั้งหมด เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันไม่ทำให้เกิดเสียงรบกวนที่ดังเกินไปอีกด้วย เรียกได้เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อน แต่จะดีขึ้นหรือเปล่านั้นไปติดตามกันต่อดู แต่บอกได้เลยว่า Gaming Notebook ที่งานประกอบภายในเนี๊ยบจริงๆ

Dell Alienware m15 R5 SE Review 82
Dell Alienware m15 R5 SE Review 83
Dell Alienware m15 R5 SE Review 85

Performance / Software

Alienware m15 Ryzen Edition R5 เครื่องนี้เป็นสเปกขายจริง ด้วยชิปประมวลผลตัวแรงยอดนิยมในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 7 5800H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 4000H ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.20 – 4.40 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 4000H อย่าง Ryzen 7 4800H แน่นอน พร้อมได้แรมขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz (16GB x 2) ใช้งานได้ทันที

c1 5.   c2 5

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6) สถาปัตยกรรม Ampere โดยเป็น RTX เจนที่ 2 พร้อมค่า TGP 125W ที่ต้องบอกว่าแรงกว่ารุ่นก่อนหน้าที่เทียบเคียงอย่าง GeForce RTX 2070 Super ได้ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ทุกประเภท ทั้งตัวหนาหนักและบางเบา รองรับ Ray Tracing ช่วยเพิ่มคุณภาพการแสดงแสงเงาให้แม้แต่เกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น ที่ความละเอียด QHD

g1 3.   g2 3

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก RTX 3070 เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15 2.   cine20 3

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าประทับใจมากๆ บนขนาดความจุ 1TB แบบ 1TB มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe Gen 3 ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD ที่เป็น   M.2 SATA 3 แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3520 MB/s และเขียนที่ 3464 MB/s ความเร็วถือว่าทำได้ดีเยี่ยมยอด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook สมราคาที่ได้ SSD ระดับสูง

ssd 5

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,604 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ด้วยการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุด จากชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตัวบนอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3070 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คตัวท็อปรุ่นปีก่อนๆ มากพอตัวระดับเทียบเท่า Desktop ไฮเอนด์ไปแล้ว ฉะนั้นการใช้งานพื้นฐานหรือทำงานหนักๆ สอบผ่านได้สบายๆ

pc10 3

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม10,351 ที่นับว่าเป็นเกณฑ์ที่สูงมากจริงๆ ซึ่งเน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน จัดว่าเป็น Gmaing Notebook อีกรุ่นที่มีคะแนนระดับ Desktop ตัวท็อปสบายๆ

3d1

ทดสอบเกมประเภทออฟไลน์อย่าง Resident Evil 8 / GTA V / Battlefield V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด QHD 2560 x 1440 พิกเซล ได้อย่างลื่นไหล เรียกได้ว่าได้ภาพที่สวยงามกว่า ละเอียดกว่า พื้นที่มากกว่า Full HD 1920 x 1080 แบบเดิมๆโดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุด แถมไม่กินทรัพยากรเครื่องจนเกินไปด้วย ซึ่งถ้าต้องการเล่นให้ลื่นไหลกว่านี้แนะนำให้ปรับกราฟิกลงมากลางๆ หน่อย

game test 3

เกมออนไลน์อย่าง SCUM ที่กินสเปก รวมถึง DOTA 2 / PUBG / APEX ที่เบาลงมา ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 2560 x 1600 พิกเซล เช่นกัน ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทก็ลื่นไหลเช่นกัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ 

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ Alienware M15 R2 เป็น Gaming Notebook ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง Dell SupportAssistant โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

d1

นอกเหนือจากนี้ทาง Dell ยังมีซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Alienware Command Center โดยเป็นลักษณะของแอพพลิเคชั่นต่างๆ มากมาย ที่ช่วยเอื้ออำนวยในการปรับแต่งเพื่อการเล่นหรือทำงานโดยเฉพาะ อาทิเช่น โหมดการใช้งานต่างๆ โปรไฟล์เกมที่มีอยู่ AlienFX ไว้ปรับไฟทั้งตัวเครื่อง ไว้จัดการเกี่ยวประประสิทธิภาพ รวมไปถึงหน้าตาโปรแกรมว่าเป็นโทนสว่างโทนมืด หรือกราฟิกต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ Gaming Notebook ระดับสูงของทาง Dell ที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจาก Alienware เท่านั้น

a1

a4 2
a3
a2

ปิดท้ายด้วย Alienware Mobile Connect ซอฟต์แวร์ที่คอยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกการใช้งานระหว่างพีซีและสมาร์ทโฟน  โดยเชื่อมต่อกันผ่านสัญญาณ Bluetooth ซึ่งทำให้การแจ้งเตือนต่างๆ ข้อมความ เบอร์โทร รวมไปถึงการโทรศัพท์ติดต่อ สามารถทำผ่านโน๊ตบุ๊คของ Dell ได้เลย สำหรับ Alienware m15 Ryzen Edition R5 ก็มีซอฟต์แวร์ตัวนี้ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เรียกได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปมากทีเดียว ซึ่งในการใช้งานจริงๆ ก็ต้องรับว่าตอบโจทย์ได้ดี

mobile

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน Alienware m15 Ryzen Edition R5 เครื่องนี้มีความจุแบตเตอรี่ที่ความจุไม่ใหญ่มาก แต่ด้วยที่เป็นชิปประมวลผลแบบเน้นประสิทธิภาพ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับต่ำที่สุดแล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราว 8:47 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นหนึ่งจากทาง Dell ที่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่าที่คาดเอาไว้ 

batt 4

สำหรับอุณหภูมิเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 70 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติหนักๆ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของชิปประมวลผลอยู่ที่ไม่เกิน 96 – 100 องศาเซลเซียส และการ์ดจอไม่เกิน 81 องศาเซลเซียส จัดว่าไม่ร้อนและมีผลใดๆ ส่วนเสียงพัดลมก็ถือว่าเสียงไม่ดังจนเกินไป ถือว่าไม่รบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกม

temp3

Conclusion / Award

สรุปรีวิวจากการทดสอบใช้งานจริงของ Alienware m15 Ryzen Edition R5 สำหรับการดีไซน์และออกแบบตัวเครื่องนับว่ามีความก้าวล้ำกว่ารุ่นก่อนๆ ไปมาก ด้วยแนวคิดใหม่ๆ พร้อมวัสดุคุณภาพสูง งานประกอบที่แน่นๆ และสวยงามน่าประทับใจ ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook ที่แตกต่างและโดดเด่นสะดุดตา พรีเมียมแบบสุดๆ อย่างที่หาไม่ได้ในแบรนด์อื่นๆ

Dell Alienware m15 R5 SE Review 31

โดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยฟีเจอร์อย่าง AlienFX Lighting Zones ที่แบ่งเป็นในส่วนของคีย์บอร์ดมีไฟ RGB และช่องระบายความร้อย รวมไปถึงโลโก้ด้านหลังและปุ่ม Power  ปรับแต่งผ่านทางซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้งานได้จริง แม้ว่าความร้อนที่อุณหภูมิสูงไประดับร้อนสุดที่ 96 – 100 องศาเซลเซียลอยู่ในบางกรณี แต่โดยรวมแล้วประสิทธิภาพก็แรงเหลือเฟือในการเล่นเกม สุดท้ายถ้าดูราคาแล้วรับได้ รวมไปถึงพอใจกับ งานประกอบ สเปก ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่น่าสนใจรุ่นนึงของทาง Dell ช่วงนี้เลยก็ว่าได้

Dell Alienware m15 R5 SE Review 37

อีกหนึ่ง Gaming Notebook ปี 2021 ตัวท็อปของ AMD ที่คนรีวิวเองอยากได้มาใช้งานเองมากที่สุด คือ ถ้างบไม่ใช่ปัญหาอะ่นะ มาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบและลงตัวในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ล้ำหน้ากว่าใครให้ความพรีเมียม สเปกภายในก็จัดเต็ม ด้วย CPU ทรงพลังจับคู่มากับการ์ดจอแยกประสิทธิภาพสูง ได้หน้าจอระดับ eSport ลื่นไหลเต็มตา ตอบสนองในทุกๆ การเล่นเกมที่เหนือชั้น ฟีเจอร์ Gaming ก็จัดเต็มตามสไตล์ Alienware ยุคใหม่อย่างแท้จริง

Dell Alienware m15 R5 SE Review 73

Alienware m15 Ryzen Edition R5 เป็นโน๊ตบุ๊คที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้งานที่เน้นเล่นเกมเป็นหลักด้วยดีไซน์การออกแบบและสเปก Gaming หรือผู้ที่รักความบันเทิงและมัลติมีเดีย ส่วนทำงานทั่วๆ ไปนั้นสบายๆ อยู่แล้ว ที่สำคัญคือ Dell Premium Support Dell Premium Support (On-site Sevice) รวมไปถึงประกันอแดปเตอร์และแบตเตอรรี่ 2 ปี และยังมีประกันอุบัติเหตุ 1 ปีด้วย มี Microsoft Office Home & Student 2019 มาด้วย สามารถใช้งาน Microsoft Excel, Words, Powerpoint ได้ตลอดอายุการใช้งาน

Dell Alienware m15 R5 SE Review 27

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Alienware m15 Ryzen Edition R5 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Dell Gaming Notebook ที่เป็นโน๊ตบุ๊คสายคเล่นเกมระดับท็อป ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Alienware m15 Ryzen Edition R5 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม ตัวเครื่องเป็นสีดำ Dark Side of the Moon โทนดำทั้งตัวเครื่อง ผิวด้านลดแสงสะท้อน ใช้การเคลือบสีด้วยวิธี High Endurance Clear Coat Paint with Silky Smooth finish ให้สัมผัสนุ่มมือ เชื่อว่าโดนใจใครหลายๆ คนแน่นอน

NBS award 7 Design

Best Performance

ด้วยสเปกชิประมวลผลรุ่นล่าสุดจากทาง AMD Ryzen 7 5800H และการ์ดจอระดับสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6) ค่า TGP 125W แรมมาตรฐานเป็น DDR4 Bus 3200MHz ขนาด 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB (อัพเกรดเพิ่มได้ 1 ตัว) มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 2560 x 1440 พิกเซล พาเนล WVA แบบด้าน ได้ค่าขอบเขตสี sRGB 100% มี Refesh Rate 240Hz (2ms with ComfortView Plus, NVIDIA G-SYNC and Advanced Optimus) ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจในทุกๆ มิติ

award new performance

Best Gaming

Alienware m15 Ryzen Edition R5 นอกจากมีดีไซน์ที่ Gaming ตามสไตล์ Alienware แล้วยังได้ฟีเจอร์ไฟ RGB ล้ำๆ อย่าง AlienFX Lighting Zones ที่ปรับแต่งได้รอบตัว พร้อมได้คีย์บอร์ดไฟ RGB 4 โซน ที่ตองสนองการกดได้ดีเยี่ยม รวมไปถึงมี Alienware Cryo-Tech ระบบระบายความร้อนแบบใหม่ เพิ่มการไหลเวียนของอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับตัวเครื่อง อัดแน่นมาเพื่อมอบประสบการณ์ Gaming ให้ไม่มีสะดุด การเชื่อมต่อพอร์ตต่างๆ จัดเต็ม และมีระบบไร้สาย Killer Wi-Fi 6 AX1650 (2×2) และ Bluetooth 5.2 ใช้งานได้ทันทีด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 

award new Gaming

 

 

from:https://notebookspec.com/web/611379-review-alienware-m15-ryzen-7-rtx3070