คลังเก็บป้ายกำกับ: Amazon

Amazon ออก Kindle รุ่นล่างสุดตัวใหม่ หน้าจอมีไฟแล้ว ราคา 89.99 ดอลลาร์

Amazon เปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊ก Kindle รุ่นล่างสุด 89.99 ดอลลาร์ โดยเป็นเวอร์ชันใหม่ที่เพิ่มไฟที่จอภาพ สำหรับอ่านหนังสือในที่มืดแล้ว

ก่อนหน้านี้ Kindle แยกออกเป็น 3 รุ่นย่อยตามระดับราคา ได้แก่ Kindle รุ่นพื้นฐานราคา 89.99 ดอลลาร์ ไม่มีไฟในตัว, Kindle Paperwhite รุ่นมีไฟ ราคา 129.99 ดอลลาร์ และ Kindle Oasis รุ่นท็อปสุด ราคา 249.99 ดอลลาร์

การอัพเกรด Kindle ตัวล่างรอบใหม่ ทำให้ Kindle ทุกเวอร์ชันที่วางขายในตอนนี้มีไฟหมดแล้ว จุดต่างของ Kindle ตัวล่างกับ Kindle Paperwhite จึงไม่ใช่เรื่องไฟหน้าจอ แต่กลายเป็นเรื่องความละเอียดหน้าจอ (167 ppi vs 300 ppi), ความจุ (4GB vs 8GB) และฟีเจอร์กันน้ำ IPX8 ที่มีเฉพาะใน Kindle Paperwhite ขึ้นไป

Kindle ตัวใหม่มีให้เลือกสองสีคือขาวและดำ

ที่มา – Amazon

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108771

โฆษณา

เปิดจุดยุทธศาสตร์ที่ Amazon, Google และ Facebook อาจถูกดับฝัน


สว.อเมริกัน Elizabeth Warren กำลังวางแผนเปิดตัวโครงการตรวจสอบบริษัทใหญ่โลกเทคโนโลยีทั้ง Amazon, Google และ Facebook ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ล่าสุดที่อาจทำให้บริษัทเหล่านี้มีอิทธิพลต่อสังคมอเมริกันลดลง

Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกของสหรัฐฯประกาศที่เมืองลองไอส์แลนด์ซิตี้ รัฐควีนส์ ว่าโครงการตรวจสอบของเธอจะเริ่มมีการพูดคุยข้อเสนอเพื่อลดการยึดครองตลาดของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเช่น Amazon, Google และ Facebook โดยรายงานจากนิวยอร์กไทม์สย้ำว่า Warren จะเรียกร้องให้มีการควบคุม บริษัทรายใหญ่เหล่านี้ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ การลงทุนซื้อกิจการของบริษัทใหญ่เหล่านี้อาจจะไม่ง่ายอย่างที่เคย เพราะจะมีการเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐพิจารณาการเข้าซื้อกิจการที่เข้มงวดขึ้นด้วย

Warren ระบุว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เข้าข่าย คือบริษัทที่มีรายได้รวมกันทั่วโลกปีละมากกว่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทกลุ่มนี้จะถือเป็น upper tier ที่ควรต้อง “แยกพิจารณา” ตามโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ที่มีในตลาด โดยบริษัทขนาดเล็กจะอยู่ภายใต้ข้อบังคับเดียวกันแต่จะไม่ถูกบังคับให้แยกพิจารณาจากตลาดออนไลน์รวม

โดยพื้นฐานแล้ว Warren วางนโยบายต้องการสร้างการตรวจสอบพฤติกรรมและพลังของบริษัทกลุ่ม upper tier เหล่านี้ โดย สว. รายนี้ระบุว่าภาครัฐจำเป็นต้องหยุดบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยุคนี้ ไม่ให้มีอำนาจทางการเมืองตามที่พวกเขาต้องการ ซึ่งจะเอื้อให้รัฐกำหนดกฎระเบียบตามที่ตัวเองโปรดปราน จนทำให้มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่สามารถกำจัดหรือซื้อคู่แข่งทุกรายได้ด้วยเงิน

สิ่งที่ สว. Warren มองคือบริษัทไอทีล้วนใช้เงินมหาศาลในการล็อบบี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีนโยบายทางการเมืองใดที่เป็นผลเสียกับบริษัทเพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนเริ่มมองเห็นวิกฤตจากการเติบโตอย่างมหาศาลของบริษัทเหล่านี้

ไม่เพียง Google หรือ Facebook แต่ Amazon ยังตกเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะ Amazon นั้นเป็นที่นิยมของผู้บริโภคอเมริกัน โดยเป็นแพลตฟอร์มที่แพร่หลายและครบวงจรจนน่าหวั่นใจ เพราะมีหมวดครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่อีคอมเมิร์ซ บริการคลาวด์ ไปจนถึงการโฆษณาและความบันเทิง วันนี้ Amazon มีผลกำไรมหาศาล แต่ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯเมื่อปีที่แล้ว

สำหรับ Google และ Facebook ทั้งคู่กำลังเผชิญกับคำวิจารณ์เรื่องวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลและควบคุมตลาดโฆษณาดิจิทัล ไม่แน่ นโยบายของ Warren ที่มีต่อบริษัท Big Tech อาจจะสร้างความกดดัน และทำให้เกิดผลกระทบต่อบริษัทเหล่านี้อย่างชัดเจนในอนาคต

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/elizabeth-warren-amazon-google/

AWS เปิดโครงการ Open Distro for Elasticsearch เพื่อพัฒนาฟีเจอร์เพิ่มเติมให้ Elasticsearch

Amazon ประกาศเปิดตัว Open Distro for Elasticsearch เป็นโครงการเพื่อยกระดับซอร์สโค้ดของ Elasticsearch และ Kibana โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ Elasticsearch เป็นโอเพ่นซอร์ส 100%

Elasticsearch นั้นเป็นเอนจินสำหรับการค้นหาและการวิเคราะห์ ปัจจุบันนิยมใช้งานเป็นเสิร์ชเอนจิน, การวิเคราะห์ log สำหรับ web, มอนิเตอร์แอพแบบเรียลไทม์ และการวิเคราะห์ clickstream ซึ่ง Amazon ระบุว่าตอนแรก Elasticsearch ถูกสร้างเป็นโอเพ่นซอร์สเต็มตัว แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาช่วงหลังส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่ จึงเกิดโครงการ Open Distro for Elasticsearch ขึ้นมา

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Open Distro for Elasticsearch (บางอย่างมีให้บริการใน Amazon Elasticsearch Service แล้ว) เช่น

  • ความปลอดภัย: รองรับการเข้ารหัสแบบ node-to-node, มีระบบยืนยันตัวตน 5 แบบ (ธรรมดา, Active Directory, LDAP, Kerberos และ SAML), ควบคุมการเข้าใช้งานโดยใช้ role มีหลายระดับ (cluster, indices, documents และ fields), ระบบ audit logging และการค้นหาแบบ cross-cluster
  • การมอนิเตอร์เหตุการณ์และการแจ้งเตือน: หากมีข้อมูลจาก indices หนึ่งตัวหรือมากกว่าใน Elasticsearch ที่เป็นไปตามเงื่อนไข สามารถแจ้งเตือนได้ เช่น ถ้ามี HTTP 503 error มากกว่า 5 ครั้งใน 1 ชั่วโมง ให้ส่งการแจ้งเตือนไปยัง Slack เป็นต้น
  • วิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงลึก: เป็น REST API ที่เปิดให้ผู้ใช้ query รายการ performance metrics จากคลัสเตอร์ ซึ่งจะใช้ผ่าน perf top, เครื่องมือ perf อื่น ๆ หรือจะเข้าใช้งานผ่านโปรแกรมก็ได้
  • รองรับ SQL: เปิดให้ query cluster โดยใช้ SQL ซึ่งเป็นเหมือนปลั๊กอินเวอร์ชันปรับปรุงของ elasticsearch-sql โดยรองรับ SQL statement จำนวนมาก

Open Distro for Elasticsearch นี้จะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Elasticsearch ไม่ใช่การ fork โครงการออกมา โดย Amazon ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นโอเพ่นซอร์สแบบ 100% โดยใช้ไลเซนส์ Apache 2.0 ซึ่ง AWS จะคอยซัพพอร์ตโดยสนับสนุนซอร์สโค้ดและแพทซ์เพื่อทำให้โครงการนี้ก้าวหน้าต่อไป

สำหรับผู้สนใจ Open Distro for Elasticsearch สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่หน้าเว็บของโครงการ ส่วนซอร์สโค้ดสามารถเข้าไปดูได้ที่ GitHub มีให้ดาวน์โหลดทั้งแบบ RPM และ Docker พร้อมกับ SQL JDBC และ PerfTop CLI สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

อย่างไรก็ดี ข้อกังขาเรื่องโอเพ่นซอร์สนั้น แม้ Adrian Cockcroft รองประธาน AWS จะระบุว่าทางบริษัทดำเนินงานเหล่านี้เพื่อสนับสนุนโอเพ่นซอร์ส แต่โครงการโอเพ่นซอร์สหลายรายไม่ว่าจะเป็น Confluent, Redis, MongoDB หรือ Neo4J ที่กล่าวว่าผู้ให้บริการคลาวด์หาประโยชน์จากซอร์สโค้ดโดยไม่ได้ให้อะไรกลับคืนเลย โดย MongoDB ก็แสดงความไม่เป็นมิตรต่อคลาวด์โดยเปลี่ยนไลเซนส์โค้ดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

Steve O’Grady ผู้ร่วมก่อตั้ง Redmonk ให้ความเห็นผ่าน Twitter ของเขาว่าโครงการนี้ว่าถ้าเดินตามแนวทางการ fork ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกยังไงนอกจาก fork ส่วน Bruce Perens นักเคลื่อนไหวคนสำคัญของโอเพ่นซอร์สได้ให้สัมภาษณ์กับ The Register ว่าการ fork นั้นถือเป็นส่วนพื้นฐานของโอเพ่นซอร์ส โดยเขาเห็นความเห็นว่าโอเพ่นซอร์สไม่ได้การันตีว่าคุณจะทำเงินจากมันได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Redis, MongoDB และบริษัทอื่น ๆ กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

ที่มา – AWS, The Register

No Description
ภาพจาก Open Distro for Elasticsearch

from:https://www.blognone.com/node/108587

เช็คกันหน่อย ผู้ให้บริการค่ายใหญ่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอะไรของผู้ใช้บ้าง

Big Tech Access User Personal Informationsก่อนหน้านี้มีประเด็นมากมายเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการแอปหรือสื่อโซเชียลต่างๆ และวันนี้ทีมงานก็มีข้อมูลการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ของผู้ให้บริการแต่ละค่ายมาฝากกันค่ะ ลองเช็คดูว่าค่ายไหนเข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง เช็คกันหน่อย ผู้ให้บริการค่ายใหญ่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอะไรของผู้ใช้บ้าง Security Baron ได้ทำการตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ให้บริการค่ายดังหลายค่าย ได้แก่ Facebook, Google, Apple, Twitter, Amazon และ Microsoft และแจกแจงเป็นภาพอินโฟกราฟิคว่าค่ายไหนเข้าถึงหรือได้รับข้อมูลจากผู้ใช้อะไรบ้าง ถ้าดูจากรูปข้อมูลที่ทุกค่ายได้รับนั้นจะเป็นข้อมูลอีเมล เบอร์โทร และตำแหน่งที่ตั้ง โดยอีเมลและเบอร์โทรส่วนใหญ่ผู้ใช้จะต้องใช้ทำการสมัครบริการและยืนยันการสมัครหรือเข้าสู่ระบบอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่งที่ตั้งบางแอปผู้ใช้สามารถจัดการเปิดหรือปิดการใช้งานได้ (อาจจะเลือกเปิดเฉพาะตอนใช้งานเท่าที่จำเป็น) ส่วนการเข้าถึงข้อมูลของ Facebook เห็นได้ว่ามีการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เช่น ข้อมูลการทำงาน รายได้ ศาสนา เชื้อชาติ ความเห็นทางการเมือง รวมถึงการดูโฆษณาต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่ได้ไปนั้น Facebook อาจจะนำไปใช้ประโยชน์ในการโฆษณาหรือวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ ถ้าหากเปรียบเทียบกับแอปที่เป็นประเภทโซเชียลด้วยกันอย่าง Twitter แล้ว Twitter จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวน้อยกว่า โดยไม่มีการเข้าถึงชื่อ เพศ และวันเกิด แต่เข้าถึงข้อมูลการรับชมวิดีโอและการออกอากาศอื่นๆ ส่วน Google และ Microsoft เจ้าใหญ่ ก็เข้าถึงข้อมูลค่อนข้างเยอะเช่นกัน แต่อาจจะแยกตามประเภทของแอป โดยการเข้าถึงนั้นก็อาจจะเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการทำโฆษณาและนำไปวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ ส่วน Apple จะเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้เท่าที่จำเป็น […]

from:https://www.iphonemod.net/big-tech-access-user-personal-informations.html

Elizabeth Warren ผู้สมัคร ปธน. ปี 2020 เปิดนโยบายลดอิทธิพล Google, Facebook, Amazon

Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกาจากพรรคเดโมแครต และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2020 ประกาศนโยบายว่าจะจับบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Google, Facebook, Amazon แยกเป็นบริษัทย่อยๆ เพื่อลดอิทธิพลของบริษัทเหล่านี้ลง เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น

Warren บอกว่าบริษัทไอทีเหล่านี้มีอิทธิพลสูงเกินไปแล้ว ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย บริษัทเหล่านี้พยายามจำกัดการแข่งขันจากคู่แข่งที่เล็กกว่าด้วยการทุ่มตลาดหรือไล่ซื้อกิจการ, นำข้อมูลส่วนตัวของประชาชนไปใช้หากำไร ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรายเล็กและการสร้างนวัตกรรมโดยภาพรวม

Warren ยกตัวอย่างว่าในสหรัฐ ปริมาณธุรกรรมอีคอมเมิร์ซเกินครึ่งอยู่บน Amazon และปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต 70% ไปอยู่กับ Google หรือ Facebook ส่วนเทคนิคที่บริษัทเหล่านี้ใช้กำจัดคู่แข่ง มีทั้งการไล่ซื้อกิจการคู่แข่ง (เช่น กรณี Facebook ซื้อ WhatsApp/Instagram, Google ซื้อ Waze/DoubleClick หรือ Amazon ซื้อ Diapers.com) และการสร้างตลาด markpetplace ที่ตัวเองควบคุมได้ และลงมาแข่งขันกับผู้เล่นรายย่อยซะเอง (เช่น Amazon มาทำผลิตภัณฑ์แบรนด์ตัวเองขายแข่งกับคู่ค้า หรือ Google ลดอันดับของ Yelp ในผลการค้นหา)

ปัญหาที่สหรัฐไม่สามารถควบคุมบริษัทเหล่านี้ได้ เกิดจากช่องว่างของกฎหมายต่อต้านการแข่งขัน (antitrust) ที่ล้าสมัย และไม่ทันต่อรูปแบบของธุรกิจออนไลน์ที่ต่างไปจากธุรกิจแบบดั้งเดิม

No Description

ข้อเสนอของ Warren มี 2 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1: ออกกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีสถานะเป็น “Platform Utilities” หากมีรายได้รวมมากกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และมีรูปแบบธุรกิจลักษณะเป็น “ตลาด” (marketplace/exchange/platform) ที่เปิดให้บริษัทภายนอกเข้ามาใช้งาน

บริษัทที่มีสถานะเป็น Platform Utilities จะถูกจำกัดไม่ให้ลงมาเป็นผู้เล่นในตลาดของตัวเองแข่งกับคู่ค้า และมีมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรม (fair, reasonable, and nondiscriminatory) ต่อลูกค้า รวมถึงไม่อนุญาตให้แชร์ข้อมูลของลูกค้าให้องค์กรอื่นๆ ด้วย

กฎหมายนี้จะทำให้อัยการของรัฐบาลหรือคู่แข่งที่ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ หากทำผิดกฎเรื่องการแข่งขัน

หากกฎหมายนี้ออกได้จริง Google จะถูกสั่งให้แยกส่วนธุรกิจตลาดโฆษณา (ad exchange) ออกจาก Google Search ส่วน Amazon จะถูกสั่งให้แยกผลิตภ้ณฑ์แบรนด์ Amazon Basics ออกจาก Amazon Marketplace

ขั้นที่ 2: ตั้งหน่วยงานกำกับดูแล มาควบคุมการควบรวมกิจการของบริษัทไอที หาก Warren ชนะการเลือกตั้ง จะตั้งหน่วยงานกำกับดูแลภายใต้กฎหมาย antitrust ในปัจจุบัน มาย้อนกระบวนการซื้อกิจการที่เป็นปัญหาด้านการแข่งขัน ได้แก่

  • Amazon ซื้อ WholeFoods, Zappos
  • Facebook ซื้อ WhatsApp, Instagram
  • Google ซื้อ Waze, Nest, DoubleClick

เพื่อให้ตลาดกลับมาเกิดการแข่งขันอีกครั้ง

Warren บอกว่าข้อเสนอนี้เป็นแค่การแก้ปัญหาเรื่องการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องอื่นๆ ในด้านดิจิทัลที่ต้องแก้ไขอีกมาก เช่น ปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้, ทางรอดของผู้ผลิตสื่อและคอนเทนต์, ปัญหาการถูกแทรกแซงการเลือกตั้งโดยหน่วยงานจากต่างประเทศ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ยาก แต่การจับแยกบริษัทไอทีเป็นบริษัทย่อยๆ ถือเป็นก้าวแรกในการทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

No Description

ภาพจาก Elizabeth Warren Facebook

Elizabeth Warren เคยเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายที่มีชื่อเสียง เคยสอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และมีผลงานออกกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค-ส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจหลายฉบับ ก่อนมาเล่นการเมืองในปี 2012 และเป็นวุฒิสมาชิกมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา – Elizabeth Warren

from:https://www.blognone.com/node/108556

Amazon หยุดขายปุ่มพลาสติก Dash แล้วจ้า

ไม่ใช่การปิดฉากสำหรับ Dash ปุ่มกดที่ Amazon ออกแบบมาในรูปปุ่มพลาสติกรูปแบรนด์สินค้าสำหรับให้ลูกค้าติดที่ตู้เพื่อสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีแบบไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์หรือหยิบโทรศัพท์มือถือ ล่าสุด Amazon ประกาศยกเลิกการขายปุ่ม Dash แบบพลาสติกแล้วเปลี่ยนไปให้บริการแบบปุ่มดิจิทัลแทน

ย้อนกลับไปในปี 2015 ที่ Amazon เปิดตัวปุ่ม Dash ในรูปอุปกรณ์ราคา 5 เหรียญหรือประมาณ 150 บาท ในทางเทคนิก Dash จะเป็นปุ่มพลาสติกที่ผู้ใช้สามารถกดเพื่อสั่งซื้อซ้ำอีกครั้งหรือ reorder สินค้าตามรูปของปุ่มนั้น เช่น ปุ่มรูปแบรนด์ Tide จะเป็นอุปกรณ์สำหรับการซื้อผงซักฟอก Tide หรือปุ่มรูปแบรนด์ Hefty จะเป็นปุ่มสำหรับซื้อถุงขยะซึ่งผู้ใช้รายนั้นเคยสั่งซื้อไว้บนระบบของ Amazon แล้ว

แม้จะเพิ่มความสะดวกให้สาวก Amazon หลายคน แต่ปุ่มพลาสติก Dash จะถูกยกเลิกบริการอย่างเป็นทางการ โดย Amazon ประกาศหยุดขายอุปกรณ์ แล้วเปลี่ยนไปให้บริการปุ่ม Dash ในรูปดิจิทัล ซึ่งลูกค้าจะยังคงใช้งานได้ต่อไปผ่านสื่อดิจิทัลเช่นบนเว็บไซต์ของ Amazon หรือแอปพลิเคชัน รวมถึงการฝังหรือ embedded ลงในอุปกรณ์สมาร์ทโฟนโดยตรง

ยกเลิกชัดเจน

แถลงการณ์ของ Amazon ย้ำว่าปุ่ม Dash ที่เป็นพลาสติกจะไม่มีให้บริการอีกต่อไป แม้ว่าปุ่ม Dash จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ Amazon สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตัวเองได้ดี

แถลงการณ์ของ Amazon อธิบายว่านับตั้งแต่การเปิดตัวบริการ Dash ทีมงานของ Amazon ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้าเป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย รวมถึงในบางกรณีที่ Amazon ตัดสินใจ “ทำให้ตัวเองหายไป” เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายกว่าเดิม แนวคิดนี้ทำให้บริษัทแจ้งเกิดปุ่ม Dash ซึ่งได้รับความนิยมเพราะมียอดจำหน่ายปุ่มหลายร้อยชิ้นทั่วโลก

แม้จะยกเลิกปุ่มพลาสติก แต่ Amazon มองว่าปุ่ม Dash แบบดิจิทัลยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะระบบนี้จะเป็นระบบอัตโนมัติที่ลูกค้าจะไม่ต้องกังวลกับการสั่งซื้อซ้ำ เช่นเดียวกับปุ่ม Dash แบบพลาสติก

การยืนยันความเชื่อมั่นใจปุ่ม Dash ของ Amazon ถือเป็นการการันตีว่าโลกกำลังหมุนเข้าสู่การซื้อสินค้าแบบไม่ต้องใช้มือหรือ hands free shopping ซึ่งไม่จำเป็นที่ผู้ซื้อต้องหยิบโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ขึ้นมาคลิกเลือกสินค้าให้ยุ่งยากอีกต่อไป

ประเด็นนี้ Amazon บอกว่าเห็นลูกค้าเพิ่มมากขึ้นในบริการเสียง Alexa Shopping ซึ่งมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบแฮนด์ฟรี รวมถึงบริการ Subscribe & Save ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับสินค้ารายการโปรดโดยอัตโนมัติทุกเดือน เหตุนี้ทำให้ Amazon ตัดสินใจเปลี่ยนโฟกัสของบริการ Dash มาสู่บริการดิจิทัลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ในขณะที่อุปกรณ์ Dash Button จะไม่สามารถซื้อได้ใน Amazon ทั่วโลก แต่ลูกค้า Dash Button ที่มีอยู่สามารถใช้อุปกรณ์ Dash Button ของตัวเองต่อไปได้เช่นเดิม บนการสนับสนุนเต็มที่จาก Amazon

แต่เมื่อปุ่มพลาสติกเหล่านั้นชำรุด หรือไม่สามารถใช้การได้ต่อไป Amazon ขอให้คนกลุ่มนี้เข้าร่วมกับทุกคนที่จะใช้ปุ่ม Dash แบบ Virtual ในโลกเสมือนจริง.

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/amazon-stops-selling-physical-dash/

Gadget – Amazon วางจำหน่ายเครื่องอุ่นเท้าที่เหมือนกับร้องเท้าแตะใส่ในบ้านขนาดยักษ์ าคา 1,590 บาท

สำหรับบ้านเรานั้น Gadet ดังต่อไปนี้อาจจะไม่น่าสนใจสักเท่าไร(เพราะบ้านเรามันช่างร้อนเหลือเกิน) แต่กับที่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเขตหนาวนั้นเจ้าร้องเท้าแตะไซต์ยักษ์สำหรับอุ่นเท้านั้นน่าจะเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากครับ ล่าสุดนั้นทาง Amazon ได้ทำการลงวางจำหน่ายร้องเท้าแตะไซต์ยักษ์สำหรับอุ่นเท้าในชื่อว่า Pure Enrichment PureRelief Deluxe Foot Warmer ซึ่งในส่วนของราคานั้นก็ไม่ได้แพงมากครับเพราะอยู่ที่ $50 หรือประมาณ 1,590 บาทเท่านั้น

ตัวร้องเท้าแตะสำหรับอุ่นนั้นจะทำมาจากวัสดุ super-soft micromink ในส่วนของภายนอก ที่เด็ดไปกว่าเครื่องทำความอุ่นให้กับเท้าของคุณก็คือผลิตภัณฑ์ตัวนี้นั้นจะมาพร้อมกับความสามารถในการเป็นเครื่องนวดฝ่าเท้าให้กับคุณได้ผ่อนคลายได้อีกต่างหาก ในตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมงติดต่อกัน สำหรับท่านที่อยากจะเคลื่อนย้ายเพื่อการใช้งานในหลายพื้นที่นั้นก็สามารถที่จะทำได้อย่างสะดวกเนื่องจากน้ำหนักของตัวเครื่องนั้นเขาบอกว่าเบามากๆ ครับ

อย่างที่บอกไปนะครับว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้อาจจะไม่น่าสนใจนักในบ้านเราทว่าในประเทศแถบที่มีอุณหภูมิต่ำนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถ้าคิดซะว่าซื้อมาเพื่อเป็นเครื่องนวดฝ่าเท้าเพียงอย่างเดียวด้วยราคา 1,590 บาทนั้นก็ยังถือว่าถูกอยู่ดีครับ ใครสนใจเข้าไปดูข้อมูลที่ Amazon ได้เลยครับ

ที่มา : thisisinsider

from:https://notebookspec.com/amazon-is-selling-a-foot-warmer-that-looks-like-one-giant-slipper-for-both-of-your-feet/474261/