คลังเก็บป้ายกำกับ: Amazon

ยังเข็นไม่ขึ้น Amazon Game Studios บริษัทเกมของ Amazon ประกาศปลดพนักงาน

อีกธุรกิจที่ Amazon ลองทำมาสักพักใหญ่ๆ แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักคือ “พัฒนาเกม” ภายใต้แบรนด์ Amazon Game Studio

บริษัทเปิดตัวเกมพีซีเกมแรกของตัวเองชื่อ Breakaway เป็นแนว MOBA ในปี 2016 แต่ก็ยกเลิกไปในปี 2017 โดยปัจจุบันมีเกมในมืออยู่ 3 เกมที่เปิดตัวแล้วคือเกมออนไลน์ New World, เกมรถแข่ง The Grand Tour ที่อิงจากรายการทีวี และเกมแนว battle royale ชื่อ Crucible

ล่าสุด Amazon Game Studios ยืนยันข่าวการปลดพนักงานจำนวนหนึ่งเพื่อปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งเว็บไซต์ Kotaku รายงานว่าประมาณ 60 คน โดยพนักงานกลุ่มนี้มีเวลา 60 วันหาตำแหน่งใหม่ภายใน Amazon หากไม่อย่างนั้นคือจะได้เป็นเงินชดเชยแทน

Amazon เคยจ้างนักพัฒนาเกมชื่อดัง เช่น Clint Hocking ผู้กำกับเกม Far Cry 2 หรือ Kim Swift ผู้กำกับเกม Portal แต่ก็ลาออกไปหมดแล้ว บริษัทยังมีเอนจินเกมของตัวเองชื่อ Lumberyard แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเช่นกัน

ที่มา – Kotaku

No Description

ภาพเกม Crucible จาก Amazon

from:https://www.blognone.com/node/110360

โฆษณา

Amazon ขึ้นแท่นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โค่น Apple และ Google เรียบร้อย

Amazon
Amazon Photo: Shutterstock

Amazon คือแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกในปัจจุบัน

ผลการสำรวจของ BrandZ ที่จัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก 100 อันดับประจำปี 2019 ผลปรากฎว่า แบรนด์ที่ขึ้นมามีมูลค่าสูงที่สุดในโลกได้แก่ Amazon แซงหน้าแบรนด์ที่ครองอันดับมานานอย่าง Apple และ Google

  • ปัจจุบัน Amazon มีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 313,5000 ล้านดอลลาร์ โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 52%
  • ในขณะที่ Apple ตกจากอันดับ 1 ไปอยู่อันดับที่ 2 มีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 309,500 ล้านดอลลาร์
  • ส่วน Google ครองอันดับที่ 3 ในปีนี้โดยมีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 309,000 ล้านดอลลาร์

เหตุผลที่ทำให้ Amazon ขึ้นแท่นมาครองอันดับ 1 เป็นเพราะในปีที่ผ่านมา Amazon มีมูลค่าแบรนด์ที่ก้าวกระโดดขึ้นมากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือการขยายสินค้าและบริการของบริษัทที่ไปในทุกอุตสาหกรรม เช่น เมื่อไม่นานมานี้ Amazon ได้ลงทุนในธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับ รถบรรทุกไฟฟ้า ธุรกิจการบิน ยารักษาโรค เดลิเวอรี่อาหาร และอีกมากมาย

สรุป 10 แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกดังนี้

  1. Amazon: 315,500 ล้านดอลลาร์
  2. Apple: 309,500 ล้านดอลลาร์
  3. Google: 309,000 ล้านดอลลาร์
  4. Microsoft: 251,2000 ล้านดอลลาร์
  5. Visa: 177,900 ล้านดอลลาร์
  6. Facebook: 159,000 ล้านดอลลาร์
  7. Alibaba: 131,200 ล้านดอลลาร์
  8. Tencent: 130,900 ล้านดอลลาร์
  9. McDonald’s: 130,400 ล้านดอลลาร์
  10. AT&T: 108,400 ล้านดอลลาร์

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-the-worlds-most-valuable-brand/

Amazon แซงหน้า Apple และ Google กลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

Amazon ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก แซงหน้า Apple และ Google จากการจัดอันดับประจำปี BrandZ Top 100 Most Valuable Global Brand 2019 ของบริษัทวิจัยตลาด Kantar

จากการประเมินของ Kantar พบว่า Amazon ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ มีมูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้นเป็น 315.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ขณะที่ Apple อยู่ในอันดับที่สอง ด้วยมูลค่า 309.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และ Google อยู่ในอันดับที่สาม โดยมีมูลค่า 309 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เมื่อเทียบกับปี 2018 มูลค่าแบรนด์ของ Amazon พุ่งขึ้นถึง 52% ขณะที่ Apple และ Google เพิ่มขึ้น 3% และ 2% ตามลำดับ


สามารถดูรายงานอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่

ที่มา – MacRumors
https://www.flashfly.net/wp/255209

from:https://www.flashfly.net/wp/255209

[วิเคราะห์] Amazon Credit Builder บัตรเครดิตใหม่จากเว็บอเมซอน ประวัติไม่ดี-ไร้เครดิตก็กู้เงินช้อปปิ้งได้

ก่อนหน้านี้ Apple เปิดตัวบัตรเครดิตเอาใจชาวอเมริกันที่ชอบใช้บัตรช้อปปิ้งทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ล่าสุด Amazon ก็เปิดตัวบัตรเครดิตบ้างที่สำคัญเอามาขยายกลุ่มลูกค้าประวัติการเงินไม่ดี หรือไม่มีเครดิตมาก่อน Amazon ทำได้อย่างไร?

Amazon Credit Builder บัตรเครดิตใหม่ ขยายลูกค้า Underbanked

Amazon เว็บไซด์ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ของโลกล่าสุดจับมือกับธนาคาร Synchrony Financial เปิดตัว บัตรเครดิต Amazon Credit Builder มาเจาะกลุ่มลูกค้า Underbanked คือกลุ่มที่มีประวัติการเงินไม่ดี (เลยขอสินเชื่อไม่ได้) หรือไม่มีประวัติการเงินมาก่อนให้สามารถกู้เงิน หรือใช้บัตรนี้รูดซื้อสินค้ากับ Amazon ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้บัตรเครดิต Amazon Credit Builder จะมีเงื่อนไขและสิทธิพิเศษคล้ายบัตรเครดิต  Amazon Store Card เช่น ส่วนลด 5% เมื่อซื้อสินค้าในร้าน Amazon สิทธิพิเศษไม่คิดดอกเบี้ยเมื่อจ่ายชำระเงินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด (อาทิ 6, 12,24 เดือน)

อย่างไรก็ตามบัตร Amazon Credit Builder ถือเป็น secured credit card คือผู้ใช้งานต้องนำเงินฝากไว้ในบัญชีธนาคารเพื่อเป็นหลักประกัน ฝากเงินไว้เท่าไรก็สามารถกู้และใช้วงเงินได้ตามที่มีอยู่ในบัญชี โดยบัตรเครดิตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกเพราะในไทยก็มีให้บริการเช่นกัน

ทำไม Amazon ต้องออกบัตรเครดิตเจาะลูกค้า Underbanked ตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน?

ที่ผ่านมา Amazon มีบัตรเครดิตที่เปิดร่วมกับธนาคาร Synchrony Financial อยู่แล้วคือ Amazon Store Card ซึ่งจะมีลูกค้าบางกลุ่มที่เงื่อนไขไม่ผ่าน ธนาคารไม่สามารถอนุมัติบัตรให้ได้เช่น กลุ่มลูกค้าที่ประวัติการเงินไม่ดี หรือไม่มี Credit มาก่อน ดังนั้นเมื่อ Amazon เปิดตัวโปรแกรม Amazon Credit Builder เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้านี้มากขึ้น และเพื่อสร้าง Royalty Program กับลูกค้าทุกกลุ่มโดยใช้คอนเซ็ปต์ว่า “คนที่มีประวัติการเงินไม่ดี สามารถสร้างเครดิตใหม่ให้ตัวเองได้”

ข้อมูลจากผลสำรวจ FICO ปี 2018 ระบุว่า ประชากรสหรัฐกว่า 11% คะแนนเครดิตต่ำกว่า 550 คะแนน และมีถึง 4% ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นคนที่ประวัติทางการเงินไม่ดี (คะแนนอยู่ที่ 300-499 คะแนน)

ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่ม Underbanked ในสหรัฐมีไม่น้อย เพราะผลการสำรวจ FICO ปี 2017 พบว่า ครัวเรือนของสหรัฐกว่า 25% เป็นกลุ่ม Underbanked คือที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน หากเทียบกับประชากรสหรัฐปัจจุบันกว่า 300 ล้านคน แสดงว่าสหรัฐมีคนกลุ่ม Underbanked อย่างน้อย 75 ล้านคน ถือเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามการให้สินเชื่อกับลูกค้าที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ดอกเบี้ยก็สูงขึ้นไปด้วย โดยบัตรเครดิตใหม่ของ Amazon ดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 28.24%

สรุป

โลกดิจิทัลแบบนี้ความเร็วในการทำธุรกิจกลายเป็นเรื่องสำคัญ ถ้า Amazon เป็นเจ้าแรกที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่ม Underbanked ได้นอกจากจะขยายฐานลูกค้า ยังสร้าง Royalty ในแบรนด์ และพัฒนาลูกค้ากลุ่มนี้ให้เข้าถึงสินเชื่อแบบอื่นๆ ได้มากขึ้น ต้องรอดูว่ากลยุทธ์เจาะลูกค้า Segment นี้จะเวิร์คหรือไม่?

ที่มา Amazon1 Amazon2CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-new-credit-card-2/

FedEx ประกาศไม่ต่อสัญญาการขนส่งสินค้าบางส่วนกับ Amazon

CNBC รายงานว่า ตอนนี้ FedEx บริษัทขนส่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาการส่งสินค้ากับ Amazon แล้ว โดยสัญญาที่ว่านี้คือ FedEx Express ที่ Amazon จะใช้บริการขนส่งทางอากาศของ FedEx

คำแถลงของ FedEx ระบุว่า ทางบริษัทตัดสินใจจะไม่ต่อสัญญา FedEx Express ซึ่งเป็นสัญญาส่งสินค้าภายในสหรัฐฯ​ กับ Amazoื ซึ่งการตัดสินใจนี้จะไม่มีผลต่อสัญญาอื่น ๆ ที่มีต่อระหว่าง Amazon และหน่วยงานอื่นของ FedEx หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริการระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน การส่งสินค้าของ Amazon Prime แบบสองวันถึงนั้นส่วนใหญ่จะใช้บริการ UPS ในขณะที่ Amazon จะใช้บริการอื่นของ FedEx เพื่อจัดการลอจิสติกส์อื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการปิดช่องว่างที่ UPS ทำไม่ได้ด้วย โดย FedEx ระบุว่าปีที่แล้วบริษัทมีรายได้จาก Amazon ราว 1.3% ดังนั้นการไม่ต่อสัญญา FedEx Express กับ Amazon ซึ่งเป็นเพียงสัญญาเดียวจากหลาย ๆ สัญญาระหว่างสองบริษัทก็คงจะไม่ได้มีผลต่อรายได้ของ FedEx มากนัก

สิ่งที่น่าสนใจในการเลิกสัญญานี้ คือทุกคนต่างก็รู้ดีว่า Amazon เองกำลังพัฒนาระบบลอจิสติกส์ของตัวเองอยู่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือจัดส่งเองทั้งหมดเพื่อลดรายจ่ายด้านการขนส่งที่จะต้องไปจ่ายให้บริษัทอื่น อย่างเช่น FedEx, UPS หรือ USPS และทำให้บริษัทควบคุมการจัดส่งสินค้าได้ดีขึ้นอีกด้วย และข่าวนี้ก็คงจะยืนยันความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างบริษัทได้ดี

ส่วนฝั่ง FedEx เองก็กำลังพัฒนาบริการขนส่งสู้กับ Amazon เช่นกัน อย่างบริการ FedEx Extra Hours ที่จะส่งสินค้าให้ภายใน 1-2 วันเหมือนกับ Amazon Prime โดยเน้นจับกลุ่มลูกค้าเป็นผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ

ที่มา – The Verge

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110213

แตกหัก! FedEx ประกาศไม่ต่อสัญญา ยกเลิกการส่งสินค้าทางอากาศทั้งหมดให้กับ Amazon

ความน่าสนใจ คือจังหวะของการไม่ต่อสัญญาของ FedEx กับ Amazon ในครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ Amazon กำลังรุกหนักกับการสร้างบริการขนส่งและเดลิเวอรี่สินค้าของตัวเอง

FedEx
FedEx Photo: Shutterstock

FedEx โบกมือลาขนส่งสินค้าทางอากาศกับ Amazon

FedEx บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ประกาศไม่ต่อสัญญาส่งสินค้าเดลิเวอรี่ทางอากาศ (air services) กับ Amazon โดยให้เหตุผลว่า การประกาศในครั้งนี้เป็น “การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์” โดยจะไม่กระทบกับสัญญาส่งสินค้าในบริการอื่นๆ เช่น การขนส่งเดลิเวอรี่ทางบก เป็นต้น

FedEx ระบุในประกาศว่า Amazon ไม่ใช่ลูกค้าเบอร์ใหญ่ของบริษัท เพราะถ้านับในแง่รายได้ของปี 2018 จาก Amazon คิดเป็นเพียง 1.3% เท่านั้น

ด้านตัวแทนของ Amazon ออกมาให้ความเห็นว่า “เราเคารพการตัดสินใจของ FedEx และขอขอบคุณการทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือลูกค้าของ Amazon มาตลอดหลายปี”

สำหรับ Amazon ในช่วงหลายปีมานี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า Amazon ได้รุกหนักในบริการขนส่งโลจิสติกส์ของตนเอง (in-house) โดย Amazon ได้สร้างคาร์โก้ใหม่ มูลค่ากว่า 47,000 ล้านบาท ลดเวลาส่งของเหลือเพียง 1 วัน หรือดูได้จากตัวอย่างล่าสุดคือการที่ Amazon Prime ประกาศส่งสินค้าภายใน 1 วัน ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งการเผยโฉมโดรนส่งของดีไซน์ล่าสุด

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ FedEx ประกาศโบกมือลาไม่ต่อสัญญา Amazon ในการขนส่งทางอากาศ ก็ทำให้หุ้นของ FedEx ตกลงไป 1% ส่วนหุ้นของ Amazon ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fedex-cancel-delivery-amazon-us/

ลอรีอัล ส่ง ModiFace เทคโนโลยี AI ทดลองลุคแต่งหน้าแบบเสมือนจริงใน Amazon

ModiFace ผู้นำเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนโลยีเสมือนจริง (AR) สำหรับอุตสาหกรรมความงาม ซึ่งลอรีอัลได้เข้าซื้อกิจการในปี 2561 ได้ประกาศการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ใน Amazon เพื่อยกระดับประสบการณ์และความมั่นใจในการช้อปปิ้งเครื่องสำอางสำหรับลูกค้า Amazon โดยลูกค้าสามารถลองลุคแต่งหน้าแบบเสมือนจริงผ่านกล้องหน้าโทรศัพท์ ลองลิปสติกเฉดสีต่าง ๆ ทั้งในแบบ live วีดีโอ หรือถ่ายภาพเซลฟี่ พร้อมบันทึกรูปภาพเพื่อแชร์กับเพื่อน ๆ

เทคโนโลยี  ModiFace ที่บริการใน Amazon มีความโดดเด่นในด้านความสมจริงของภาพที่แสดงผล การประมวลเฉดสีที่แม่นยำ และความสามารถในการเปรียบเทียบเฉดสีแบบอัตโนมัติผ่านระบบ AI โดยเทคโนโลยีของ ModiFace นี้ ทำให้ผู้ค้าสามารถเสนอการทดลองผลิตภัณฑ์ได้อย่างไม่จำกัดจำนวน และ ทำให้ผู้ซื้อสามารถลองลิปสติกหลายพันชิ้นที่มีอยู่ใน Amazon และเลือกซื้อเฉดสีที่ถูกใจที่สุด

นอกจากนี้ การทดสอบแต่ละสีสามารถแสดงตัวอย่างทันทีด้วยเทคโนโลยี AR ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าของแบรนด์เครื่องสำอางโดยใช้เทคโนโลยี AI รวมไปถึงข้อมูลรูปภาพและรายละเอียดของสินค้าใน social media เทคโนโลยีนี้สามารถประมวลผลข้อมูลที่เป็นข้อความและภาพที่เกี่ยวข้องกับเฉดสีของการแต่งหน้านั้น ๆ และนำมาแสดงผลผ่านทางเทคโนโลยีเสมือนจริง เทคโนโลยีนี้ได้เปิดใช้สำหรับ สำหรับลูกค้า Amazon ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในกลางปี 2019

from:https://www.flashfly.net/wp/254698