คลังเก็บป้ายกำกับ: AIS_BUSINESS

AIS Business Virtual Event: 5G for BUSINESS is Now [11 พ.ย. 2021 @ 9.30น. – 16.00น.]

พลาดไม่ได้สำหรับธุรกิจองค์กรไทย กับการอัปเดตเทคโนโลยี 5G สำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในงาน AIS Business Virtual Event: 5G for BUSINESS is Now วันที่ 11 พฤศจิกายน 2021 เวลา 9.30น. – 16.00น. ที่จะพาทุกท่านไปเปิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจจากการมาของ 5G ที่สามารถประยุกต์ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ในแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างหลากหลาย

เตรียมธุรกิจของคุณให้พร้อมกับสนามแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีบนโครงข่าย 5G ที่จะทำให้ทุกนวัตกรรมถูกส่งไปถึงมือของผู้ใช้งานและบนทุกอุปกรณ์ได้แล้วในงาน Virtual Event ครั้งนี้!

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบกำหนดการ และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ดังนี้

AIS Business Virtual Event: 5G for BUSINESS is Now

วันที่: 11 พฤศจิกายน 2021
เวลา: 9.30น. – 16.00น.
รายละเอียดของงาน: https://www.zipeventapp.com/e/5G-for-Business-is-Now?ref=TTT
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย): https://www.zipeventapp.com/Event/Register/32A565DE-C656-4225-AABF-41BBC548D27E

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบุกเบิกเทคโนโลยีทางด้าน 5G ที่รวดเร็วไม่แพ้ชาติอื่นๆ ในโลก และจุดนี้เองที่ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ต่อยอดจากการมาของ 5G นี้ให้ได้รวดเร็วยิ่งกว่าใคร เพื่อขึ้นเป็นผู้นำในแต่ละหมวดหมู่อุตสาหกรรม และสามารถแข่งขันกับธุรกิจนานาชาติได้อย่างเข้มแข็ง

ด้วยเหตุนี้ ทีมงาน AIS Business ที่มีความพร้อมในการผลักดันสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้าน 5G ไปพร้อมกับธุรกิจองค์กรไทย จึงได้จัดงาน AIS Business Virtual Event: 5G for BUSINESS is Now ครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อให้เหล่าผู้นำของธุรกิจในอุตสาหกรรมที่หลากหลายซึ่งเป็นพันธมิตรกับ AIS ได้มาแบ่งปันวิสัยทัศน์และประสบการณ์ของการนำ 5G ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเอง ซึ่งล้วนเป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริงหรือกำลังมีการคิดค้นวิจัยและพัฒนาอยู่ในประเทศไทย รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลจากธุรกิจระดับโลกที่ใช้ 5G นำไปสู่การสร้างความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่จะมาพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่าง 5G และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับธุรกิจองค์กรไทย

กำหนดการ

ในงาน Virtual Event นี้ ทุกท่านจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี 5G กลุ่มอุตสาหกรรม และผู้บริหารองค์กรชั้นนำมากมายกว่า 25 ท่าน จากพันธมิตร 21 องค์กรกลุ่มธุรกิจ ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้ในประเด็นที่หลากหลายดังต่อไปนี้

9.30น. – 12.00น. Keynote

  • 5G for Business อัปเดตแนวโน้มและภาพรวมของการใช้งาน 5G ในภาคธุรกิจทั่วโลกและในประเทศไทย
  • Thailand and APAC 5G Readiness สรุปแนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตของการใช้งาน 5G ในประเทศไทยและในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • AIS B2B 5G Platforms & Solutions รับชมโซลูชันจาก AIS Business ที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจองค์กรและภาครัฐสามารถเริ่มต้นใช้งาน 5G รองรับนวัตกรรมต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

13.00น. – 16.00น. Breakout Sessions

Track 1

  • Adaptability to Digital Manufacturing Transformation ร่วมเรียนรู้ถึงวิสัยทัศน์ใหม่ที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมของไทย ในการนำนวัตกรรมการผลิตแบบดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจโรงงานและการผลิต ที่กำลังเกิดขึ้นจริงแล้วใน EEC
  • 5G Infrastructure for Industry 4.0 ทำความรู้จักกับระบบโครงสร้างพื้นฐานของ 5G ที่จำเป็นต่อการใช้งานในภาคธุรกิจ, แนวคิด Cloud-to-Edge, การสร้าง 5G Smart Factory ด้วย MEC และแนวคิดของการผลิตอย่างยั่งยืนที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยมี 5G เป็นหัวใจสำคัญ

Track 2

  • Future Robotics and Automation for Thailand Industry 4.0 สรุปภาพของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะต้องมีการใช้หุ่นยนต์และการทำงานแบบอัตโนมัติอัจฉริยะโดยมี 5G เป็นระบบโครงข่ายพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงการทำงานในโลกแห่งความเป็นจริงและการประมวลผลในโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน
  • 5G for Smart Manufacturing เปลี่ยนการผลิตให้เป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในโรงงาน, การสร้างโรงงานอัจฉริยะที่ควบคุมการผลิตได้จากระยะไกล, การดูแลรักษาและบริหารจัดการโรงงานแบบดิจิทัล ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานแบบอัจฉริยะ

Track 3

  • Exploring the Future of 5G/IoT in Digitalizing Enterprises เจาะลึกกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมในยุค 5G ด้วยการนำ Internet of Things เข้ามาใช้ในภาคธุรกิจองค์กร สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นด้วยการผสมผสานของเทคโนโลยีแห่งอนาคตเข้าด้วยกัน
  • 5G IoT & Security กรณีศึกษาของการใช้งาน IoT ร่วมกับ 5G ที่เกิดขึ้นจริง, แนวคิด Digital Twin บนระบบ IoT, การสร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานด้วย IoT, การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายแห่งอนาคตในโลกยุค 5G และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบ IoT และเครื่องจักรต่างๆ ที่เชื่อมต่อเครือข่าย 5G

มาร่วมอัปเดตภาพปัจจุบันของการใช้งาน 5G ในธุรกิจไทย และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นบน 5G ได้ในงาน AIS Business Virtual Event: 5G for BUSINESS is Now ครั้งนี้

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถทำการลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันทีที่ https://www.zipeventapp.com/Event/Register/32A565DE-C656-4225-AABF-41BBC548D27E

from:https://www.techtalkthai.com/ais-business-virtual-event-5g-for-business-is-now/

CloudJump webinar: Manage Modernize and Secure your Data with Veeam & AWS [26 ต.ค. 2021 – 13.30น.]

AIS Business ร่วมกับ AWS และ Veeam ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนา CloudJump webinar ในหัวข้อ Manage Modernize and Secure your Data with Veeam & AWS ในวันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 13:30 – 15:00 น.

โดยในงานนี้ ท่านจะได้รู้จักกับ Solution จาก Veeam และ AWS ที่จะช่วยให้ท่านสามารถทำการสำรองข้อมูลต่างๆที่อยู่ภายใต้ Hybrid Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล และยังสามารถทำการย้ายข้อมูลได้อย่างยืนหยุ่นและปลอดภัย

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

วันที่ 26 ตุลาคม 2021
เวลา 13.30น. – 15.00น.
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย): https://app.livestorm.co/ais/cloudjump-webinar-manage-modernize-and-secure-your-data-with-veeam-and-aws?type=detailed 

พบกับเนื้อหาดังต่อไปนี้ในงาน Webinar ครั้งนี้

Modern Data Protection

Solution จาก Veeam ที่จะช่วยจัดการข้อมูลต่างๆที่อยู่ภายใต้ Hybrid Cloud ให้สามารถทำการโยกย้ายได้อย่างอิสระ ในการทำ Cloud Data Management ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องมือจัดการข้อมูลองค์กร ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปกป้องข้อมูล และการกู้คืนข้อมูลได้ในระดับที่ธุรกิจองค์กรต้องการด้วย

Transform your data to Cloud with AWS

บริการพื้นที่เพื่อจัดเก็บ และปกป้องข้อมูลบน Cloud ไม่ว่าปริมาณเท่าใด รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ใช้งานได้ง่าย มีบริการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด การกำกับดูแล และ รองรับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนด จาก AWS

Data Backup as a Service with AIS

บริการ จาก AIS สำหรับจัดเก็บข้อมูล cloud ของลูกค้าที่ใช้งานอยู่แบบ On premise หรือ Enterprise cloud ไปไว้ที่ AWS -S3 ผ่านซอฟต์แวร์ Veeam license และบริการ backup managed service ที่จะคอย monitor จากทำงานให้ลูกค้า

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ครั้งนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://app.livestorm.co/ais/cloudjump-webinar-manage-modernize-and-secure-your-data-with-veeam-and-aws?type=detailed

from:https://www.techtalkthai.com/cloudjump-webinar-manage-modernize-and-secure-your-data-with-veeam-and-aws-by-ais-business/

เริ่มก้าวแรกกับการพัฒนานวัตกรรม IoT ในองค์กรอย่างง่ายดายและมั่นใจ ด้วยโซลูชันจาก Microsoft Azure และ AIS Business

ในอีก 10 ปีนับถัดจากนี้ IoT จะกลายเป็นสนามแข่งขันทางนวัตกรรมใหม่สำหรับธุรกิจองค์กรไทยและทั่วโลกที่ต่างต้องเร่งพัฒนาโซลูชันขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี การพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครคิดค้นมาก่อนนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นธุรกิจองค์กรทั่วโลกที่ได้เริ่มมีประสบการณ์กับการพัฒนาระบบ IoT มาบ้างแล้ว จึงต่างมองหาแนวทางที่จะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกของ IoT นั้นเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด และหากนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมานั้นสามารถสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาได้ องค์กรก็ต้องสามารถต่อยอดจากระบบเดิมเพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานจำนวนมากที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถเร่งสร้างนวัตกรรมด้าน IoT แข่งขันกับตลาดระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว ทาง AIS Business จึงได้จับมือกับ Microsoft นำเสนอโซลูชันทางด้านเทคโนโลยี IoT โดยเฉพาะร่วมกัน ให้ธุรกิจมุ่งเน้นกับการสร้าง Use Case ใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมของตนเอง โดยสามารถวางใจให้ AIS Business และ Microsoft นั้นช่วยดูแลในส่วนของเทคโนโลยีเบื้องหลังได้อย่างมั่นใจ

ตลาด IoT ภาคธุรกิจในไทยยังคงเติบโตท่ามกลางวิกฤต การแย่งชิงตลาดใหม่แห่งอนาคตกำลังกลายเป็นสนามรบของธุรกิจไทย

สำหรับในช่วงปี 2020 – 2021 ที่ผ่านมา ตลาด IoT สำหรับภาคธุรกิจองค์กรในประเทศไทยนั้นถือว่ามีการปรับตัวไปในทิศทางที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยภาพรวมของตลาดนั้นยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้จะมีวิกฤตโรคระบาดจากเชื้อไวรัส COVID-19

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังของการเติบโตในตลาดนี้ของประเทศไทยเองก็มีประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะ Use Case เดิมๆ ในตลาดนี้ที่เคยมีมาก่อนจะเกิดโรคระบาดนั้นกลับทรงตัวทั้งหมด แทบไม่มีการเติบโตหรือมีการเติบโตที่น้อยมาก แต่ปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมของตลาดนี้เติบโตอย่างน่าสนใจก็คือ Use Case ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำ Digital Transformation ของภาคธุรกิจ เช่น

  • อุตสาหกรรมคมนาคมขนส่ง (Transportation & Logistics) ที่มีการเติบโตทั้งในส่วนของการทำ Fleet Management จากการที่ธุรกิจขนส่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากกระแสของ E-Commerce และการบริหารจัดการ Cold Chain เพื่อให้ภาพของ Logistics มีความสมบูรณ์ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต
  • อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะกันมากขึ้น ทั้งในส่วนของ Telematics และ Infotainment
  • อุตสาหกรรมภาคการผลิต (Manufacturing) ที่มีการนำ IoT ไปใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ เครื่องจักร ทำให้บริหารจัดการการผลิตการควบคุมคุณภาพสินค้า การจัดการพลังงาน ลดต้นทุน และสามารถตรวจสอบแก้ไขความผิดปกติของระบบต่างๆ ได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายกับกระบวนการผลิต
  • อุตสาหกรรมประกัน (Insurance) ที่มีการนำเทคโนโลยี IoT เข้าไปใช้เพื่อตรวจสอบและติดตามข้อมูลของลูกค้ามากยิ่งขึ้น สำหรับการออกแบบกรมธรรม์รูปแบบใหม่ๆ
  • อุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail) และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีการพัฒนาตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติหรือระบบ Kiosk เพิ่มขึ้นมาในตลาดหลากหลายรูปแบบ และแพร่กระจายไปทั่วประเทศเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการได้อย่างทั่วถึง

แน่นอนว่าอนาคตนับถัดจากนี้ไป ภาพของอุตสาหกรรม IoT ในภาคธุรกิจนั้นก็จะยังคงเติบโตต่อไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาและสร้างตลาดใหม่ๆ ของตนเอง และนี่เองก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจองค์กรไทยต้องตื่นตัวเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรม IoT ในแบบฉบับของตนเองขึ้นมาแข่งขันกันหลังจากนี้

ระบบตัวอย่างของการใช้ IoT ในการธุรกิจ Logistics บน Microsoft Azure เพื่อติดตามสถานะการขนส่งสินค้าในพื้นที่ต่างๆ Credit: Microsoft

3 ปัจจัยสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม IoT – ต้องเริ่มเร็ว เห็นผลไว ต่อยอดได้

อย่างไรก็ดี สำหรับธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่เคยมีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบ IoT ขึ้นมาทดลองใช้งานหรือใช้งานจริงแล้ว ก็ย่อมจะพบกับอุปสรรคสำคัญร่วมกัน นั่นก็คือ ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและความยุ่งยากในการดูแลรักษาระบบเบื้องหลัง

ในโซลูชัน IoT หนึ่งๆ นั้น จะประกอบไปด้วยทั้งอุปกรณ์ Sensor, การเชื่อมต่อเครือข่าย, การรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล และการตอบสนองแบบอัตโนมัติ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบข้างต้นนี้ต่างก็ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีย่อยหลากหลายส่วนมารวมกัน โดยภาคธุรกิจนั้นนอกจากจะต้องออกแบบ Business Model สำหรับโซลูชัน IoT นี้ให้ดีแล้ว ก็ยังต้องคอยบริหารจัดการ Lifecycle ของเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ดี และมีความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เหตุนี้เอง ธุรกิจองค์กรจึงเห็นพ้องต้องกันว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันให้โครงการด้านการพัฒนาระบบ IoT ในธุรกิจองค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนนั้น มีดังต่อไปนี้

  1. การเริ่มต้นต้องทำได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถลองผิดลองถูกกับแนวคิดใหม่ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและเวลามากนัก ทำให้การเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เร็ว และยังปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมได้ง่ายขึ้น
  2. ต้องมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้เห็นชัด เพื่อให้ฝ่ายบริหาร การเงิน และธุรกิจนั้นเห็นผลของการลงทุนที่เป็นรูปธรรม รวมถึงเกิดผลกระทบในเชิงบวกต่อพนักงานภายในองค์กร
  3. ต้องสามารถต่อยอดได้ง่าย เพื่อที่ว่าหากโซลูชันใดที่พัฒนาขึ้นมานั้นกลายเป็นที่นิยมของตลาด องค์กรก็จะต้องคว้าโอกาสสำคัญนั้นเอาไว้ให้ได้ และพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายให้มากที่สุด ในขณะที่สามารถเพิ่มขยายเพื่อรองรับผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด

จะสังเกตได้ว่า ทั้ง 3 ปัจจัยนี้ล้วนเป็นความท้าทายทางด้านเทคโนโลยีทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเรียกได้ว่ากลยุทธ์ทางด้านเทคโนโลยีนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ โครงการด้าน IoT สำหรับภาคธุรกิจก็ว่าได้

 

ระบบตัวอย่างในการทำ Fleet Management บน Microsoft Azure เพื่อติดตามค่าของ Sensor ที่ติดตั้งเอาไว้บนจุดต่างๆ ของรถ Credit: Microsoft

 

เริ่มต้นพัฒนานวัตกรรม IoT ในองค์กร ด้วยโซลูชันจาก Microsoft Azure และ AIS Business ร่วมกัน

เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าความท้าทายหลักๆ ของของการพัฒนานวัตกรรมด้าน IoT ในภาคธุรกิจนั้นล้วนเป็นประเด็นทางด้านเทคโนโลยี AIS Business ในฐานะของผู้นำทางด้านระบบ IoT และโครงข่าย 5G ในไทย จึงได้ร่วมมือกับ Microsoft เพื่อนำเสนอโซลูชันที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถเร่งสร้างนวัตกรรม IoT ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และตอบโจทย์ในระยะยาวได้ ดังนี้

1. Microsoft Azure IoT Central บริการ SaaS ควบคุมและรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลจาก Sensor ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเอง

Microsoft Azure IoT Central เป็นบริการ Managed IoT App Platform ในรูปแบบ Software-as-a-Service (SaaS) ที่ทาง Microsoft ได้พัฒนาระบบกึ่งสำเร็จรูปสำหรับรองรับระบบ IoT เอาไว้ เพื่อเปิดให้ธุรกิจองค์กรสามารถเชื่อมต่อ Sensor จากอุปกรณ์ IoT ของตนเองขึ้นมายังบริการ Cloud และทำการประมวลผล, วิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผล หรือส่งข้อมูลต่อออกไปยัง Business Application อื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ทำให้องค์กรแทบไม่ต้องเสียเวลาพัฒนา Software ในส่วนนี้ด้วยตนเองเลย

การใช้ Microsoft Azure IoT Central นี้จะช่วยให้องค์กรที่มีความชัดเจนว่าจะใช้อุปกรณ์ IoT ใดในการทำงานอยู่แล้ว สามารถเริ่มต้นใช้งานระบบได้ในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และเหมาะกับกรณีการใช้งานที่ไม่ซับซ้อนมากนักที่มุ่งเน้นการรวบรวม, ประมวลผล และแสดงผลข้อมูลจาก Sensor เป็นหลัก ดังนั้นหากองค์กรใดกำลังเริ่มต้นก้าวแรกกับการพัฒนาโซลูชัน IoT ของตนเอง ก็สามารถพิจารณาเลือกใช้ Microsoft Azure IoT Central ได้ทันที

2. Microsoft Azure IoT Platform พัฒนา IoT Application ที่ซับซ้อนพร้อมต่อยอดได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องดูแลระบบ IT Infrastructure เอง

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีความต้องการพัฒนาระบบ IoT ที่มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น Microsoft Azure IoT Platform คือบริการ Cloud ที่จะสามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการที่ Microsoft นั้นได้เตรียมองค์ประกอบต่างๆ ทางด้าน IT Infrastructure สำหรับการออกแบบระบบ IoT เอาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบประมวลผล, ฐานข้อมูล, ระบบควบคุม IoT, ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกหยิบชิ้นส่วนต่างๆ ไปใช้งาน และพัฒนา Software  ของตนเองต่อยอดบนระบบเหล่านี้ได้อย่างอิสระ

ด้วยเหตุนี้ Microsoft Azure IoT Platform จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีทีมพัฒนา Software เป็นของตนเอง หรือเคยมีประสบการณ์พัฒนาระบบ IoT ของตนเองมาก่อนแล้วและต้องการแนวทางใหม่ที่ยืดหยุ่นกับการทำงานมากยิ่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องพะวงเรื่องการดูแลระบบ IT Infrastructure พื้นฐานด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมหรือความสามารถใหม่ๆ ต่อยอดระบบได้อย่างต่อเนื่อง และรองรับลูกค้าปริมาณมากขึ้นได้ในอนาคต

3. บริการด้านเทคนิคและโครงข่ายสำหรับ Microsoft Azure โดยทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจาก AIS Business

AIS Business เองนั้นเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งของ Microsoft มาโดยตลอด จึงสามารถให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Microsoft ได้อย่างเชี่ยวชาญ รวมถึงยังมีความร่วมมือกับ Microsoft ในแง่มุมที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีจาก Microsoft ได้อย่างครบถ้วนด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

  • การเป็น CSP และ LSP ของ Microsoft ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชันได้ทั้งในลักษณะของ Cloud และ On-Premises ตอบโจทย์ Hybrid Cloud ได้เป็นอย่างดี
  • การมี Edge Node สำหรับ Microsoft Azure ในประเทศไทย และมี ExpressRoute เชื่อมต่อเครือข่ายตรงไปถึง Data Center ของ Microsoft Azure ทำให้สามารถให้บริการเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการใช้งาน Cloud ได้
  • การมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่มี Certificate จาก Microsoft คอยให้บริการเชิงเทคนิค ทั้งการออกแบบระบบไปจนถึงการดูแลรักษาแก้ไขปัญหาการใช้งาน
  • การมีทีมดูแลด้าน Security โดยเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าโซลูชันที่พัฒนาขึ้นมานี้จะมีความมั่นคงปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงและอุดช่องโหว่ต่างๆ ที่อาจถูกโจมตีจากภายนอกได้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยโซลูชันทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้ AIS Business และ Microsoft จึงพร้อมที่จะเป็นผู้ช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้าน IoT สำหรับภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว คุ้มค่า และมั่นใจ

สนใจ Microsoft Azure และโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft ติดต่อ AIS Business ได้ทันที

สำหรับธุรกิจที่สนใจใช้งาน Microsoft Azure หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/microsoftazure.html หรือติดต่อตัวแทนของ AIS Business ที่ดูแลธุรกิจของท่านได้ทันที หรือติดต่อที่ businesscloud@ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/build-your-first-iot-solution-with-microsoft-azure-and-ais-business/

AIS Webinar : Hybrid Work Challenges Require Intelligent Communications [29 Sep 2564]

AIS Business ขอเรียนเชิญทีม IT, IT Admin ผู้ดูแลระบบ Phone System เข้าร่วมฟัง Mobility Jump Webinar ในหัวข้อ “Hybrid Work Challenges Require Intelligent Communications” ที่จะแนะนำการใช้ระบบ Microsoft Teams Phone ด้วยเทคโนโลยีการจัดการระบบโทรศัพท์รูปแบบใหม่ บน Cloud Platform ทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบ Phone System ในรูปแบบเก่า และยังสามารถทำให้พนักงานในองค์กรสามารถติดต่อสื่อสารกันเสมือนอยู่ในออฟฟิศโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือ ติดต่อสื่อสารเบอร์ภายในองค์กรได้ ในวันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 10:00 – 11:00 น.โดยมีหัวข้อและวิธีการลงทะเบียนตามด้านล่าง ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

ชื่องาน: Hybrid Work Challenges Require Intelligent Communications with Microsoft Teams Phone

วัน: วันพุธที่ 29 กันยายน 2021

เวลา: 10:00 – 11:11 น.

วิทยากร:

  • Mr. Norapol Jirasanchai                   Enterprise Product Management Specialist – AIS Business
  • Mr. วราวุฒิ ภู่ทอง                             Business Development Director – Millennium Plus One Co., Ltd.
  • Mr. วันฉัตร เจษฎาวนิชกุล                  Managing Director – Poise Technology Co., Ltd.
  • Mr. วิสุทธิ์ มณีนาค                            General Manager – Poise Technology Co., Ltd.

เวลา: 10:00 – 11:11 น.

ช่องทางการบรรยาย: Virtual Conference

ลิงก์ลงทะเบียน :  https://teams.microsoft.com/registration/ZPY9g8hh8Eq8zrnu1fEOWg,dVr27vh0N0WL_mpvyNR2OQ,9_w4ZbsSWkqSSmv2wUhsoQ,HGoLZbXIE0iZcdoQhuZxGw,nmLk1sl0AUuvoyUi2gI8VA,-_4QzU2GekOpxLXnMHYoFQ?mode=read&tenantId=833df664-61c8-4af0-bcce-b9eed5f10e5a

ปัจจุบันลูกค้าองค์กรมีความจำเป็นทีต้องให้พนักงานทำงานได้จากทุกที ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวันเหมือนสมัยก่อน จึงทำให้ต้องมีระบบโทรศัพท์ที่ทำให้พนักงานทุกคนในองค์กรสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในออฟฟิศด้วยกัน จึงทำให้ต้องหาระบบที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าองค์กรในรูปแบบ Unified Communication Tools ที่รวบรวมระบบสื่อสารในองค์กรให้เป็นระบบด้วยกันไม่ว่าจะโทร จะแชทหรือประชุม ก็ใช้ Microsoft Teams เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบสื่อสารกันภายในองค์กรเพื่อตอบโจทย์การเข้าสู่ยุคการทำงานรูปแบบใหม่

from:https://www.techtalkthai.com/ais-webinar-hybrid-work-challenges-require-intelligent-communications/

AppMan ตอบรับกระแสเติบโตเดินหน้า สู่การเป็นผู้ให้บริการ SaaS ผลักดันธุรกิจไทยสู่การทำงานแบบ Intelligent Work ด้วยเทคโนโลยี

2 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการธุรกิจองค์กรทั่วโลกนั้น ก็คือการเปลี่ยนแปลงการทำงานมาสู่รูปแบบ Hybrid Work เพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤต และการทำงานแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี Automation ที่จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรสามารถนำบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไปสร้างคุณค่าใหม่ๆ ได้อย่างเหมาะสม

AppMan คือผู้พัฒนาเทคโนโลยีสัญชาติไทยที่สามารถตอบโจทย์ทั้งสองเทรนด์ให้แก่ธุรกิจองค์กรไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและการประชุม ไปจนถึงการพัฒนาระบบ AI ขึ้นมาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานต่างๆ ขององค์กรให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากโจทย์ความต้องการจริงของธุรกิจไทย และถูกใช้งานแล้วในองค์กรขนาดใหญ่มากมาย

ในโอกาสนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้รับโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับคุณกอล์ฟ ธนภูมิ เจริญศิริ CEO และ Co-Founder แห่ง AppMan ซึ่งก็ถือว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างมากมาย ทั้งสำหรับธุรกิจองค์กรที่มีแผนทำ Digital Transformation และธุรกิจ Software ไทยที่กำลังมองหาแนวทางในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ จึงขอนำสรุปประเด็นต่างๆ ในการพูดคุยกันเอาไว้ในบทความนี้ครับ

รู้จักกับ AppMan ผู้มุ่งมั่นสร้างการเติบโตให้ธุรกิจไทย ด้วย Intelligent Working Process (IWP) Framework

คุณกอล์ฟได้เริ่มต้นเล่าความเป็นมาของ AppMan ที่ก่อตั้งมานานนับ 10 ปี ด้วยจุดเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจในลักษณะของ Software House ที่รับงานจากภาคธุรกิจองค์กรเป็นหลัก จนเริ่มเข้าใจรูปแบบการทำงานและความต้องการของธุรกิจองค์กรไทยมากขึ้น และสั่งสมประสบการณ์จนมั่นใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ Cloud ในลักษณะ Software-as-a-Service (SaaS) ในตลาดเมืองไทยได้

สิ่งที่ AppMan ทำนั้นก็คือการพัฒนาโซลูชันต่างๆ ที่มีความต้องการเฉพาะและเป็นที่ต้องการของธุรกิจองค์กรไทย ในการทำให้การทำงานต่างๆ ของธุรกิจนั้นมีความเป็น Paperless, เป็นอัตโนมัติ และชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อนำเทคโนโลยีส่วนต่างๆ ที่มีอยู่มาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน AppMan ก็สามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า Intelligent Working Process (IWP) Framework ขึ้นมาเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจองค์กรไทยใดๆ ที่ต้องการทำ Digital Transformation สำหรับการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ทันสมัย เป็นอัตโนมัติ และลดต้นทุนการทำงานลงได้

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ AppMan ได้มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง จนมีโซลูชันด้วยกันหลายแขนง ดังนี้

Electronic Point of Sale (EPOS)

โซลูชัน EPOS นี้มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า AgentMate ซึ่งเป็นโซลูชัน InsurTech สำหรับการขายประกันในแบบ Digital และ Paperless อย่างเต็มตัวจาก AppMan ที่ช่วยให้เซลส์ขายประกันนั้นสามารถเปิดและปิดการขายได้บนโลกออนไลน์แบบครบวงจร ด้วยความสามารถที่ครอบคลุม ดังนี้

  • e-Quotation ระบบออกใบเสนอราคาออนไลน์
  • Unit-Linked Simulator เครื่องมือสำหรับช่วยอธิบายสินค้าในกลุ่ม Unit-Linked ให้เข้าใจง่ายขึ้น เลือกได้ตามใจ แสดงได้ทั้งแบบแผนภูมิภาพ และ ตาราง
  • e-Application / e-Submission ระบบยื่นแบบประกันออนไลน์
  • Remote e-Application ระบบ Video Call พร้อมการแชร์หน้าจอ ที่มีความสามารถสำหรับการปิดการขายและการทำ eKYC เพื่อให้ขายประกันจากทางไกลได้
  • Product Configurator ระบบสำหรับออกแบบและสร้างกรมธรรม์ใหม่ เพื่อให้ธุรกิจประกันสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย
  • Digi Claim Solution ระบบเคลมประกันออนไลน์เพื่อช่วยให้การเคลมประกันเกิดขึ้นได้ด้วยประสบการณ์ที่ดี
  • E-surveyor ระบบเคลมประกันแบบไม่มีคู่กรณีออนไลน์เพื่อช่วยให้การเคลมประกันเกิดขึ้นได้ครอบคลุมทุกพื้นที่แม้ห่างไกลกัน ลดเวลาการรอเจ้าหน้าที่และสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าแก่ลูกค้า

Intelligent Document Processing (IDP)

จากความเชี่ยวชาญในตลาด InsurTech ของ AppMan ทำให้ AppMan เล็งเห็นว่าความสามารถในการนำ AI และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในแง่มุมต่างๆ นั้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้งานได้กับหลายอุตสาหกรรม จึงได้ปรับนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาเปิดให้บริการในมุมที่กว้างขึ้น ได้แก่

  • AppMan OCR ระบบ AI อ่านตัวหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีความแม่นยำถึง 98%
  • Docu Identifier ระบบตรวจสอบคัดกรองข้อมูลสำคัญจากเอกสาร เช่น เลขบัตรประชาชน, เลขพาสปอร์ต และข้อมูลอื่นๆ
  • e-Signature ระบบเซ็นลายเซ็นบนเอกสาร Digital
  • Digital Face-to-Face ระบบประชุมออนไลน์ที่สามารถนำไปประยุกต์เพื่อให้บริการลูกค้าได้จากทางไกล พร้อมทำ PDPA ได้ในตัว
  • Chat Bot ระบบบอตสำหรับโต้ตอบลูกค้าโดยอัตโนมัติผ่านทาง LINE และ Facebook Messenger

จะเห็นได้ว่า AppMan ได้ทำการต่อยอดองค์ความรู้, ประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในวงการประกัน มาสู่ธุรกิจองค์กรทั่วไปในการทำ Digital Transformation ได้อย่างลงตัว เปลี่ยนกระบวนการการทำงานหลายๆ ส่วนให้เป็น Paperless และเป็นแบบอัตโนมัติได้ด้วย AI ทำให้ฐานลูกค้าของ AppMan นั้นมีความหลากหลาย ในขณะที่ลูกค้าหลักอย่างตลาดประกันภัยนั้นก็ยังมีฐานและเทคโนโลยีที่เข้มแข็งอยู่

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาโซลูชันของ AppMan ทั้งหมดได้ที่ https://www.appman.co.th/

การรับมือกับ COVID-19 เทคโนโลยี Remote Working และ Automation คือหัวใจสำคัญ

คุณกอล์ฟเล่าว่าในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมานี้ ถือเป็นช่วงจังหวะสำคัญที่หลายธุรกิจได้ปรับนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้เสริมในการทำงานเพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้หรือเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และโซลูชันต่างๆ ของ AppMan เองก็ได้เข้าไปมีบทบาทต่อหลายธุรกิจมากทีเดียวในช่วงนี้

โจทย์หนึ่งซึ่ง AppMan ได้เข้าไปช่วยธุรกิจองค์กรไทยในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ก็คือการช่วยให้ธุรกิจองค์กรยังคงทำงานและให้บริการลูกค้าได้โดยที่ไม่ต้องเจอหน้ากันโดยตรง ด้วยการประยุกต์นำเทคโนโลยีของตนที่เปิดให้บริการในรูปแบบ Cloud เข้าไปเสริมอย่างหลากหลาย เช่น

  • การนำระบบ Video Call ไปใช้ในการให้บริการลูกค้าจากระยะไกล หรือผสานระบบเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน Business Application ขององค์กรเพื่อให้พนักงานติดต่อสื่อสารกันได้โดยง่าย
  • การนำเทคโนโลยี OCR และ Face Recognition มาใช้ในการจัดการเอกสารข้อมูลลูกค้าและยืนยันตัวตน ทำให้กระบวนการสำคัญทางธุรกิจหลายส่วนที่จำเป็นต้องมีการยืนยันตัวตนลูกค้านั้น สามารถทำได้แบบออนไลน์
  • การผสานรวมเทคโนโลยีต่างๆ ที่องค์กรเคยใช้อย่างกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นระเบียบและมีมาตรฐานมากขึ้น เพื่อให้พนักงานทั้งองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้ภายใต้ระบบเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ทำให้ลูกค้าของ AppMan ไม่เพียงแต่ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องไปได้ท่ามกลางวิกฤตเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางด้านการทำงานแบบอัจฉริยะสำหรับอนาคตที่นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานในการทำงาน เพิ่มความคล่องตัวในกระบวนการต่างๆ และลดต้นทุนการดำเนินการในระยะยาวลงไปได้พร้อมๆ กัน

ให้บริการ SaaS แก่ธุรกิจองค์กร ระบบหลังบ้านต้องยืดหยุ่นสูงสุดด้วยบริการ Cloud ชั้นนำ

ด้วยความที่บริการทั้งหมดของ AppMan ถูกนำเสนอต่อธุรกิจองค์กรในรูปแบบของ SaaS คือคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง โดยที่ธุรกิจองค์กรไม่ต้องลงทุนในระบบ IT Infrastructure เองแต่อย่างใด ก็ทำให้โจทย์ของ AppMan นั้นไม่ได้มีเพียงแค่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องออกแบบและบริหารจัดการระบบ Cloud ให้มีประสิทธิภาพ มั่นคงทนทาน และมั่นคงปลอดภัยอีกด้วย

เหตุนี้เองทำให้ AppMan เลือกตัดสินใจใช้ Microsoft Azure เป็นบริการ Cloud หลัก ด้วยความยืดหยุ่นของตัวบริการที่สูง, มีความมั่นคงทนทาน และยังมี Security ในระดับที่ดีพร้อมมีเครื่องมือต่างๆ ให้ใช้มากมายในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่อยอดในอนาคต ทั้ง Kubernetes สำหรับรองรับสถาปัตยกรรมแบบ Microservices, GPU Node สำหรับการเทรน AI Model ใหม่ๆ บน Cloud และเครื่องมือด้าน Data และ AI บน Microsoft Azure ที่ถือว่ามีให้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย

อย่างไรก็ดี คุณกอล์ฟได้ชี้ถึงจุดสำคัญในการเลือกใช้ Microsoft Azure ที่โดดเด่นเหนือกว่าบริการ Cloud อื่นมากๆ ก็คือการรองรับ Microsoft Active Directory (AD) อย่างเต็มตัว ทำให้สามารถเชื่อมต่อระบบยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ร่วมกับ AD ที่ธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากในไทยใช้งานอยู่แล้วได้เลย ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการ Deploy ระบบต่างๆ ให้กับลูกค้าลงไปเป็นอย่างมาก ในขณะที่ลูกค้าองค์กรเองก็ไม่ต้องยุ่งยากกับการมีรหัสผ่านหลายชุด และยังคงใช้รหัสผ่านหรือการยืนยันตัวตนจาก AD ที่ใช้อยู่เดิมได้ทันที

เลือกใช้บริการ Microsoft Azure จาก AIS Business ไม่เพียงแต่สนับสนุนด้านเทคโนโลยี แต่ยังเติมเต็มด้านธุรกิจด้วย

ไม่เพียงแต่เทคโนโลยี Cloud ที่ดีเท่านั้นที่จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของ AppMan เติบโตต่อไปได้ แต่การเลือกใช้บริการ Microsoft Azure จาก AIS Business เองก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ AppMan เติบโตได้มากยิ่งขึ้นด้วย เพราะนอกเหนือจากการให้การสนับสนุนทางด้านการแก้ไขปัญหาแล้ว AIS เองก็ยังมีโครงการ AIS Microsoft for Startup ที่มาสนับสนุนธุรกิจของ AppMan ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ AIS Business ช่วยสนับสนุน AppMan เพื่อให้เติบโตไปด้วยกันได้นั้น ก็คือการที่ AppMan ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน Ecosystem ของ AIS Business และได้ผสานเทคโนโลยีหรือโซลูชันร่วมกันในการเข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับธุรกิจองค์กร ที่เดิมทีหากมีเพียงแค่ AppMan หรือ AIS Business ฝ่ายใดฝ่ายเดียวนั้นก็อาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม แต่เมื่อจับมือร่วมกันไปโดยมีพันธมิตรรายอื่นๆ อย่างเช่น Microsoft เข้ามาประกอบอยู่ภายในโซลูชันด้วย ก็ทำให้ทั้งคู่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจองค์กรได้ครบภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับของประเทศไทย และในระดับของภูมิภาค

คุณกอล์ฟระบุว่าโซลูชันของ AIS Business นั้นไม่ได้มีเพียงแค่เครือข่ายโทรศัพท์หรือ Internet อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แต่ยังมีทั้งบริการ Cloud, Media Platform และทีมงานที่มีความเข้าใจในธุรกิจทั้งในส่วนของฝ่ายขายและฝ่ายเทคนิค ทำให้การจับมือกับ AIS Business และนำเสนอโซลูชันร่วมกันสู่ธุรกิจองค์กรทั้งขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็กนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ใช้ Ecosystems เร่งทำ Digital Transformation ให้สำเร็จ และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

คุณกอล์ฟได้ให้คำแนะนำถึงเหล่าธุรกิจองค์กรที่ต้องการทำ Digital Transformation ในทุกวันนี้ว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้โครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้คือการเปลี่ยนมุมมองจากการใช้งานเทคโนโลยีของผู้พัฒนาเพียงรายใดรายหนึ่ง มาสู่ภาพของการใช้เทคโนโลยีจาก Ecosystem แทน

แนวทางดังกล่าวนี้จะมีข้อดีในแง่ของการที่ธุรกิจองค์กรจะสามารถเริ่มต้นใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้านมารวมพลังกันสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งตรงนี้เองจะทำให้ Time-to-Market ในการทำสิ่งใหม่ๆ ของธุรกิจนั้นรวดเร็วมากและเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับบการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เองจากศูนย์ซึ่งถึงแม้อาจจะดูเหมือนว่ามีการลงทุนที่ต่ำกว่า แต่ก็ต้องแลกมากับความเสี่ยงและการเสียโอกาสจากความล้าช้าในการพัฒนาเทคโนโลยีนั่นเอง

ในทางกลับกัน สำหรับธุรกิจ Software House เองก็ควรเปลี่ยนกลยุทธ์ของธุรกิจไปสู่ภาพของ Ecosystem ด้วยเช่นกัน เพราะการจับมือกับธุรกิจอื่นๆ และนำจุดแข็งของแต่ละธุรกิจมารวมกัน จะเป็นการเปิดโลกสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น และตลาดที่กว้างมากขึ้น รวมถึงยังทำให้เกิดความเชี่ยวชาญที่จะตอบโจทย์เฉพาะทางของแต่ละธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะที่การจับมือกันในลักษณะนี้ก็จะทำให้สามารถผสานรวมเทคโนโลยีให้ทำงานแบบ Automation ร่วมกันได้อีกด้วย

เริ่มต้นโครงการ AI สำคัญที่ “คน”

สุดท้าย สำหรับการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจองค์กรนั้น คุณกอล์ฟแนะนำว่าควรเริ่มต้นจากทีมที่ไม่ใหญ่ แต่มี Mindset ที่อยากเรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยหัวใจสำคัญของการริเริ่มโครงการทางด้าน AI ที่ดีนั้นคือการมีทีมงานที่ไม่กลัวเทคโนโลยีและกล้าที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI ก็เป็นได้เพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น

เมื่อองค์กรมีทีมขนาดเล็กที่พร้อมจะเป็นผู้ริเริ่มทางด้าน AI แล้ว ลำดับถัดมาก็คือการทำให้คนอื่นๆ ในองค์กรเลิกกลัว AI หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เสียก่อน ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจถึงข้อดีของเทคโนโลยีเหล่านี้ที่จะทำให้ทุกคนทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ทำให้พวกเขาตกงาน

ต่อจากนั้น การคัดเลือกกระบวนการในการทำงานที่มีอยู่เดิมมาเปลี่ยนให้เป็น Automation มากขึ้นด้วย AI นั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยคุณกอล์ฟแนะนำว่าให้เริ่มจากโครงการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อ Process อื่นๆ มากนัก เพื่อให้เริ่มต้นได้ง่าย เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน และทำให้ทุกคนเห็นภาพที่ดีของการ Transform กระบวนการทำงานในส่วนนี้ได้

คุณกอล์ฟแชร์ประสบการณ์ว่าสุดท้ายแล้วโครงการ AI ในองค์กรนั้นมักไม่ได้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ภายในองค์กรอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ และการเริ่มจากการพูดคุยกับผู้พัฒนา AI ที่เชี่ยวชาญในไทยหรือเริ่มต้นใช้ Software สำเร็จรูปก่อนนั้นก็เป็นการริเริ่มที่ดี เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานนั้นได้สัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เร็ว

คุณกอล์ฟได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะนำเทคโนโลยีใดๆ มาใช้ในองค์กรนั้น เทคโนโลยีนั้นๆ ก็เป็นเพียงแค่ Tool ที่ต้องมาตอบโจทย์ของ People และ Process ในองค์กรเท่านั้น และ AI ก็ไม่ต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ เลยในภาพนี้

สนใจโซลูชัน Intelligent Working Process ติดต่อ AppMan ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจทำ Digital Transformation ในรูปแบบต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีด้าน Remote Working, Automation, AI, OCR, Face Recognition และอื่นๆ สามารถติดต่อทีมงาน AppMan ได้ที่ E-mail: career@appman.co.th หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ AppMan ได้ทันทีที่ https://www.appman.co.th/

สนใจ Microsoft Azure และโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft ติดต่อ AIS Business ได้ทันที

สำหรับธุรกิจที่สนใจใช้งาน Microsoft Azure หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/microsoftazure.html หรือติดต่อตัวแทนของ AIS Business ที่ดูแลธุรกิจของท่านได้ทันที หรือติดต่อที่ businesscloud@ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-x-appman-saas-provider-support-thai-business-to-intelligent-work/

AIS CloudJump Webinar : The Future of Secure Work – Works, Workers, Workplaces [22 กันยายน 2564]

AIS Business ร่วมกับ Microsoft (Thailand) ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนา CloudJump webinar ในหัวข้อ The Future of Secure Work – Works, Workers, Workplaces ซึ่งจะมาพูดถึงเทรนด์ในการทำงานที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันผู้ใช้และองค์กร จากภัยคุกคามใหม่ๆในโลกไซเบอร์ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Microsoft และ AIS Business

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : The Future of Secure Work – Works, Workers, Workplaces

วันเวลา : วันพุธที่ 22 กันยายน 2564 เวลา 9.00 – 10.30 น.

ลงทะเบียนได้ที่ : https://app.livestorm.co/ais/cloudjump-webinar-the-future-of-secure-work-works-workers-workplaces?type=detailed

เมื่อการทำงานในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไป คนทำงานก็ต้องปรับวิถีในการทำงาน รวมถึงสถานที่ในการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ พนักงานหลายท่านยังคงทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) บางท่านใช้อุปกรณ์ส่วนตัวในการทำงาน หรือบางท่านก็เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจากร้านกาแฟ แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ในขณะที่เราทำงานหรือเข้าถึงข้อมูลของบริษัทจากนอกออฟฟิศนั้นจะมีความปลอดภัย ผู้ไม่ประสงค์ดีจึงใช้ช่องโหว่นี้ในการโจมตีทางไซเบอร์ ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ทำให้ตัวเลขสถิติ Cyber Attack เพิ่มขึ้นในปริมาณมาก

กำหนดการ

9.00 – 9.30 น. Future of Work Transformation (เทรนด์ในการทำงานในรูปแบบใหม่ในอนาคต)

9.30 – 10.15 น. Enabling secure remote work (การสร้างความปลอดภัยในการทำงานนอกออฟฟิศ ควรจะต้องคำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง)

10.15 – 10.30 น. Updated use cases & scenario (แชร์ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงพร้อมแนะนำวิธีในการป้องกัน)

from:https://www.techtalkthai.com/ais-cloudjump-webinar-the-future-of-secure-work-works-workers-workplaces-22-sep-2564/

ZipEvent ปรับตัวสู่การเป็นผู้นำการจัด Virtual Event พร้อมขยายธุรกิจรับลูกค้าใหม่ด้วย Microsoft Azure จาก AIS Business

ในวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ อุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นกลุ่มแรกเลยนั้นก็คือธุรกิจรับจัด Event ที่งานจำนวนมากต้องถูกยกเลิกไป และไม่มีใครรู้ว่าจะกลับมาจัด Event ได้อีกครั้งเมื่อไหร่

ZipEvent ที่เป็นทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยีและให้บริการระบบลงทะเบียนสำหรับงาน Event นั้นก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ที่ดีของผู้บริหาร ก็ทำให้ ZipEvent สามารถเร่งพัฒนาระบบ Virtual Event และปรับทีมเพื่อหันมาให้บริการในส่วนนี้ได้อย่างทันท่วงที กลายเป็นทางเลือกแรกๆ ของธุรกิจองค์กรจำนวนมากในการจัดงานออนไลน์ท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้

ในบทความนี้ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้คุยกับคุณเจ ภาโรจน์ เด่นสกุล Co-founder และ CEO แห่ง Zipevent ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกับธุรกิจรับจัด Event ในไทย รวมถึงแนวทางที่ ZipEvent ปรับตัวทั้งเป็นการภายในและการปรับให้อุตสาหกรรมก้าวสู่โลกของ Digital อย่างเต็มตัวไปด้วยกัน

ZipEvent: จากผู้พัฒนาระบบลงทะเบียนงาน Exhibition สู่ผู้นำด้านการจัด Virtual Event

คุณเจได้เริ่มต้นเล่าถึงธุรกิจของ ZipEvent ในช่วงก่อนยุค COVID-19 ว่าเดิมที ZipEvent นั้นมุ่งเน้นไปที่การให้บริการ Platform และ Service ที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนเข้าร่วม Event ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่ระบบลงทะเบียนออนไลน์ ไปจนถึงอุปกรณ์และทีมบริการการลงทะเบียนหน้างานจริง โดยที่ผ่านมาในแต่ละปีนั้น ZipEvent มีลูกค้ามาจัด Event บนระบบของ ZipEvent มากถึง 1,000 – 2,000 ราย ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นยานยนตร์, การเงิน, การศึกษา และธุรกิจองค์กรทั่วไป

อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงต้นปี 2020 ที่ COVID-19 เริ่มระบาดในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อวงการการจัด Event โดยธุรกิจหลายแห่งนั้นก็ตัดสินใจยกเลิกการจัดงานไป ในขณะที่บางธุรกิจนั้นก็ยังคงเดินหน้าต่อด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานมาเป็นแบบ Online แทน

ZipEvent เองนั้นมีแผนที่จะพัฒนาระบบสำหรับรองรับการจัดงานแบบ Virtual Event อยู่แล้วตั้งแต่ปีก่อนหน้านั้น เมื่อวิกฤต COVID-19 มาถึง ทาง ZipEvent จึงเร่งพัฒนาระบบให้พร้อมใช้งานอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นศูนย์กลางในการจัด Virtual Event ให้กับธุรกิจจำนวนมากในไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ใช้เฉพาะส่วนของระบบลงทะเบียนเพื่อเชื่อมต่อกับระบบ Online Meeting ที่มีอยู่เดิม หรือใช้ Platform ทั้งหมดของ ZipEvent ในการจัดงานก็ตาม

รองรับการจัด Virtual Event ได้หลายรูปแบบ ทั้ง Webinar, Online Conference และ Online Exhibition

ในช่วงแรกที่ ZipEvent เริ่มให้บริการระบบ Virtual Event นั้น ทางทีมงานได้เริ่มจากการพัฒนาระบบให้รองรับการจัดงานในรูปแบบของ Webinar และ Online Conference ที่เป็นการนำเสนอแบบ Live ก่อน โดยมีช่องทางให้ผู้ร่วมงานสามารถสื่อสารกับผู้นำเสนอได้ผ่านระบบ Chat, Q&A, Poll, Questionnaire และการแบ่งปันไฟล์เอกสาร ซึ่งก็สามารถตอบโจทย์ของธุรกิจจำนวนมากในการจัดงานสัมมนาแบบออนไลน์ได้อยู่แล้ว

แต่แน่นอนว่าอีกตลาดใหญ่ของการจัด Event นั้นก็คืองาน Exhibition ซึ่งยังไม่มีทางออกบนโลก Digital ที่ดีนัก ทาง ZipEvent จึงได้ทำการพัฒนาระบบสำหรับการจัด Virtual Exhibition เพิ่มเติมขึ้นมา โดยมีการออกแบบ Customer Journey ใหม่ให้มีความคล้ายคลึงกับการไปงาน Exhibition จริงๆ อย่างเช่นการพัฒนา Virtual Booth ที่ผู้เยี่ยมชมสามารถรับชมข้อมูลของแต่ละบริษัทและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในบูธได้ผ่านการทำ Video Call เรียกได้ว่าเป็นการยกประสบการณ์ของงาน Exhibition จริงขึ้นมาสู่โลกออนไลน์ก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งทีมงาน ZipEvent ก็เคยจัดงานสำหรับผู้เข้าร่วมงานจำนวน 20,000 – 30,000 คนมาแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่ ZipEvent ได้เสริมเข้าไปให้กับระบบเหล่านี้ ก็คือการนำพลังของ Data มาใช้สร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับผู้จัดงานออนไลน์ สร้างระบบรายงานที่จะทำให้ผู้จัดงานสามารถเห็นพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมงานได้โดยละเอียด นำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้ปรับปรุงการจัดงานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม

คุณเจยังได้เล่าถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตอีกว่า หลังจากที่ประเทศไทยสามารถรับมือกับ COVID-19 ได้ดีขึ้นแล้ว การจัด Event น่าจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบ Hybrid Event อย่างเต็มตัว เพราะผู้จัด Event นั้นได้สัมผัสกับศักยภาพของโลก Online ที่สามารถทำให้แต่ละ Event นั้นมีผู้เข้าถึงจำนวนมากได้จากทุกที่ทุกเวลาแล้ว ในขณะที่ประสบการณ์การไปร่วมงานจริงๆ นั้นก็ยังคงมีพลังอยู่ ทำให้การจัด Hybrid Event ในอนาคตนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าและมีผู้เข้าร่วมงานมากว่าการจัด Event แบบเดิมๆ อย่างในอดีตแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจในบริการ Virtual Event หรือบริการส่วนอื่นๆ ของ ZipEvent สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.zipeventapp.com/home/organizer

ฝ่าฟันวิกฤตที่สถานการณ์ไม่แน่นอน การใช้ Cloud คือคำตอบ

ประเด็นหนึ่งที่คุณเจได้หยิบยกมาเล่าถึงในการพูดคุยกันครั้งนี้ก็คือเรื่องของการที่มีลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาใช้บริการของ ZipEvent เป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว และการจัด Virtual Event ให้กับลูกค้าแต่ละรายนั้นก็มีโจทย์ที่แตกต่างกัน, มีขนาดของงานที่แตกต่างกัน ทำให้การใช้ทรัพยากรประมวลผลเพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ยากต่อการทำนายมาก ในขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไปด้วย

โชคดีที่ ZipEvent นั้นใช้ Microsoft Azure เป็นบริการ Cloud เพื่อรองรับระบบต่างๆ ที่ ZipEvent พัฒนาขึ้นมาอยู่แล้ว ทำให้สามารถปรับเพิ่มลดทรัพยากรบน Cloud ได้อยู่ตลอดเวลา รองรับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าและรายได้อย่างยืดหยุ่น ในขณะที่ยังสามารถนำเทคโนโลยีใหม่บน Microsoft Azure มาใช้เสริมให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

การใช้ Microsoft Azure นี้ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านระบบ IT Infrastructure ของ ZipEvent นั้นเกิดขึ้นตามการใช้งานจริง ช่วยให้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและเศรษฐกิจไม่ดีนี้ ZipEvent สามารถเดินหน้าได้ง่ายขึ้น บริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดี เพราะไม่ต้องมีการลงทุนระบบ IT ล่วงหน้าแต่อย่างใด

ไม่เพียงแต่ประเด็นทางด้านการเงินเท่านั้น แต่คุณเจยังเสริมอีกด้วยว่า Microsoft Azure เองก็ยังมีจุดเด่นทั้งเรื่องของ Reliability ของระบบที่สูง อีกทั้งยังมีเรื่องของ Security ที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ ZipEvent สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างมั่นใจ ไม่สะดุดติดขัดอีกด้วย

ใช้ Microsoft Azure พร้อมบริการระดับมืออาชีพในประเทศไทยจาก AIS Business แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ได้ง่ายขึ้น

ในการใช้งาน Microsoft Azure ครั้งนี้ ทาง ZipEvent ได้เลือกใช้งานผ่านพันธมิตรชั้นนำของ Microsoft ในประเทศไทยอย่าง AIS Business เป็นผู้ให้บริการ ซึ่งคุณเจก็ระบุว่านอกจากบริการด้านการ Support ที่ดีจากทีมงาน AIS Business แล้ว ทาง AIS Business ก็ยังเป็น Technology Enabler ที่มาช่วยให้ ZipEvent สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยใช้งานจาก Microsoft มาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งบริการใหม่ๆ บน Microsoft Azure ที่ไม่เคยใช้มาก่อน หรือโซลูชันอย่าง Microsoft 365 ที่นิยมอย่างเช่น Microsoft Teams ซึ่งก็ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักที่ ZipEvent ใช้ทำงานในทุกวันนี้

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่าง 5G หรือ Fiber เองก็สำคัญไม่น้อยในการทำงานแบบ Work from Home และ AIS Business เองก็มีบริการสำหรับตอบโจทย์เหล่านี้อย่างครบถ้วน พร้อมความสามารถในการที่เปิดให้ผู้ใช้งานปรับความเร็วได้เองตามต้องการ ก็ช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

อีกหนึ่งโซลูชันที่น่าสนใจจาก AIS Business ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ก็คือบริการการส่ง SMS สำหรับใช้ในการสื่อสารทำการตลาดลูกค้า เป็นอีกช่องทางนอกเหนือจาก Email และ Social Media ที่ได้ผล และเข้าถึงตัวลูกค้าได้จริงๆ

มองหาพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีที่ดี จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้น

คุณเจได้ทิ้งท้ายในการพูดคุยสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยประเด็นเรื่องของการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีหรือ Technology Partner ที่จะกลายเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากธุรกิจได้เลือกใช้เทคโนโลยีที่ดี และมีพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีที่เก่ง ก็จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าเติบโตไปได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเสียเวลานานในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้หรือสร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับทีมงาน กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

สนใจโซลูชันระบบลงทะเบียนสำหรับงาน Exhibition หรือจัด Virtual Event ขนาดใหญ่ ติดต่อ ZipEvent ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจจัด Virtual Event สามารถติดต่อทีมงาน ZipEvent ได้ที่ E-mail: sales@zipeventapp.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ZipEvent ได้ทันทีที่ https://www.zipeventapp.com/

สนใจ Microsoft Azure และโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft ติดต่อ AIS Business ได้ทันที

สำหรับธุรกิจที่สนใจใช้งาน Microsoft Azure หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft สามารถติดต่อตัวแทนของ AIS Business ที่ดูแลธุรกิจของท่านได้ทันที หรือติดต่อที่ businesscloud@ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/zipevent-virtual-event-chose-microsoft-azure-by-ais-business/

AIS Business ผนึกกำลัง Mitsubishi Electric และ TKK ร่วมนำโซลูชัน 5G e-F@ctory ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยพร้อมใช้งานจริง

เห็นได้ชัดเจนว่าในปี 2021 นี้ ภาคอุตสาหกรรมถือว่าเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การส่งออก ที่อาจจะยังพอช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้บ้าง ดังนั้น การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อช่วยเร่งประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้นและช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นไปได้ อีกทั้งยังช่วยเสริมศักยภาพความสามารถให้ทัดเทียมกับนานาชาติต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ AIS Business 5G จึงยังคงเดินหน้าผนึกกำลังอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างองค์กร (MOU) ระหว่าง AIS Business กับบริษัท Mitsubishi Electric Factory Automation และบริษัท TKK Corporation เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยความร่วมมือของ 3 บริษัทนี้จะมาร่วมกันพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมไทยให้เข้าใกล้สู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ได้มากขึ้น ด้วยการร่วมกันสร้างเทคโนโลยี Total Industrial Solution ที่ผสมผสานทั้ง Operation Technology (OT), Information Technology (IT) และ System Integration (SI) เพื่อทำให้เกิดการยกระดับโซลูชัน e-F@ctory ที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรมทุกประเภท และยกระดับภาคอุตสาหกรรมให้กลายเป็น Smart Manufacturing ร่วมกับการใช้งานเครือข่าย 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รู้จักกับ Mitsubishi Electric ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชัน

เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วสำหรับแบรนด์ Mitsubishi Electric หากแต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า Mitsubishi Electric นั้นยังเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน (Solution Provider) ด้วย โดยบริษัท Mitsubishi Electric Factory Automation นั้นเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท Mitsubishi จาก 623 แห่ง ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อันเป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์ในห้างสรรพสินค้า ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าของรถยนต์ คอนโทรลเลอร์ อุปกรณ์ขับเคลื่อน หรือหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน e-F@ctory ที่จะช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้เกิดระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Factory Automation: FA) ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัย

หากย้อนไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว จุดที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าสนใจนั่นคือแรงงาน (Labor Incentive) หากแต่ ณ ปัจจุบันนี้อาจจะไม่ใช่จุดเด่นของประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ Mitsubishi Electric ได้สร้างบริการโซลูชัน e-F@ctory ขึ้นมาเพื่อช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสายการผลิตด้วยเทคโนโลยีการผลิตดิจิทัล (Digital Manufacturing) ที่สามารถทำให้สายการผลิตภายในโรงงานนั้นมีผลิตภาพ (Productivity) คุณภาพ (Quality) ความปลอดภัย (Safety และ Security) และความยั่งยืน (Sustainability)  รวมทั้งยังสามารถรวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนภายในโรงงานเข้าด้วยกันเพื่อนำมาแสดงผลเป็นแผนภาพ (Visualize) จนทำให้สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในโรงงานได้

แน่นอนว่าการจะขยับภาคอุตสาหกรรมไทยจากยุค Labor Incentive ให้กลายเป็นยุค Digital Manufacturing ได้นั้นไม่สามารถทำสำเร็จได้เพียงลำพังอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงต้องสร้างเป็นระบบนิเวศน์ (ecosystem) หรือที่เรียกว่า e-F@ctory Alliance ที่เป็นความร่วมมือกันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งความร่วมมือกับทาง AIS และ TKK ในครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการพัฒนา Factory Automation Remote Solution ที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานให้กลายเป็นลักษณะควบคุมจากระยะไกล (Remote Control) ได้ด้วยความเชี่ยวชาญของ TKK ที่ช่วยสร้างโซลูชันให้เกิดขึ้นจริงได้ในภาคอุตสาหกรรม ร่วมกับการผสมผสานกับ AIS 5G ที่จะช่วยผลักดันให้เกิด Smart Manufacturing ได้เร็วและดีขึ้นกว่าเดิม

e-F@ctory : Factory Automation Remote Solution

AIS จะมาเติมเต็มในการทำ e-F@ctory อย่างไร

การจะสร้าง Total Industry Solution ให้เป็นจริงและใช้งานได้จริงนั้น จำต้องทำให้เกิดความร่วมมือแบบ End-to-End ในการพัฒนาโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งต้องปรับโซลูชันจากที่เป็นเชิง Proof of Concept (PoC) ให้กลายเป็น Proof of Scale (PoS) ดังตัวอย่างที่ถือว่าดำเนินการสำเร็จไปแล้วก่อนหน้านี้ คือความร่วมมือระหว่าง AIS กับทาง Mitsubishi Electric ในการนำโซลูชัน Smart Manufacturing ไปใช้งานบนเครือข่าย 5G ในโรงงานของบริษัท SNC Former ได้สำเร็จในช่วงต้นปีที่ผ่านมานั่นเอง

ด้วยความแข็งแกร่งของคลื่นความถี่สัญญาณ 5G ของ AIS ที่ถือได้ว่าดีที่สุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของแบนด์วิธ (Bandwidth) ที่มีปริมาณมากที่สุดหรือค่าความหน่วง (Latency) ต่ำที่สุด ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งครอบคลุมมากกว่า 95% ของบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ Eastern Economic Corridor (EEC) จึงทำให้ AIS เชื่อมั่นว่า 5G ของบริษัทสามารถรองรับความต้องการใช้งานได้มากกว่าล้านอุปกรณ์ได้อย่างไร้กังวล

ดังนั้น AIS จึงเป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและแพลตฟอร์มของ e-F@ctory ที่จะให้บริการโครงข่าย 5G Private Network ที่สามารถเลือกย่านความถี่ที่เหมาะสมในการทำ Smart Manufacturing ตามที่ต้องการ สามารถปรับแต่ง (Tailor) ตามโซลูชันที่ต้องการใช้งานได้ และประโยชน์ที่ได้รับอีกส่วนหนึ่งในการใช้งาน 5G นั่นคือการทำให้สายการผลิตสามารถทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิมโดยที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับเส้นสายที่วางไว้ภายในโรงงานเท่านั้นแล้ว ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์ Autonomous Mobile Robots (AMR) ที่ปรับเส้นทางได้สะดวกและตลอดเวลา เป็นต้น

จากความร่วมมือกันในครั้งนี้ จะทำให้สามารถต่อยอดโซลูชันเพื่อสร้างบริการให้ทำงานจากระยะไกลได้อย่างหลากหลายกรณี ตัวอย่างเช่น พนักงานอาจจะสามารถเข้าไปดูสถานะเครื่องแล้วซ่อมบำรุงได้โดยที่ไม่ต้องวิ่งเข้าไปที่โรงงานจริง ๆ การตรวจสอบติดตามสถานะอุปกรณ์ ทดสอบแก้ไขปัญหา การเรียกใช้ข้อมูลเพื่อนำมาวางแผน เหล่านี้สามารถทำได้อย่างสะดวกบนโครงข่าย 5G ของ AIS 

ด้วยเหตุนี้ AIS ในฐานะผู้ให้บริการ 5G ที่แข็งแรงที่สุดในประเทศไทยพร้อมกับบริการเทคโนโลยีดิจิทัลโซลูชันและพันธมิตรที่มีมากมาย รวมทั้งทีมงานที่มีความสามารถ ความเชี่ยวชาญในส่วนอื่น ๆ ทั้ง IoT และ Cybersecurity จะช่วยสนับสนุนความต้องการลูกค้าให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้งานจริง และช่วยเติมเต็มให้ e-F@ctory สำหรับภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

TKK กับวิสัยทัศน์อุตสาหกรรม 4.0

หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้รู้จักกับบริษัท TKK มาบ้างแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักนั้น บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น หรือ TKK เป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 

  • Industrial Product ผู้จัดจำหน่าย จัดหาอุปกรณ์อะไหล่สำรอง (Spare part) ในเครื่องจักรของโรงงาน อาทิ มอเตอร์ เบรคเกอร์ ปั๊ม วาล์ว สายพาน ลูกปืน กระบอกสูบ Programmable Logic Control (PLC) อินเวอร์เตอร์ เป็นต้น
  • Agent Brand ตัวแทนจำหน่ายสินค้า 50 แบรนด์ดังชั้นนำระดับโลก และหนึ่งในนั้นคือตัวแทนจัดจำหน่ายอุปกรณ์ของทาง Mitsubishi Electric ด้วยนั่นเอง
  • Total Solution Provider ผู้ให้บริการรับดูแลออกแบบ ปรับปรุงและพัฒนาระบบ Factory Automation ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็น System Integrator ที่ให้บริการดังนี้
    • บริการออกแบบและให้คำปรึกษาเรื่องระบบอัตโนมัติ (Automation)
    • บริการเขียนโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมเครื่องจักร
    • หุ่นยนต์อุตสาหกรรมและหุ่นยนต์บริการ
    • ระบบกล้อง (Vision System) สำหรับตรวจสอบงานคุณภาพในสายการผลิต
    • ระบบ SCADA ICONICS ซอฟต์แวร์สามารถเข้าถึงการทำงานของเครื่องจักร และสามารถวิเคราะห์การทำงานที่เกิดขึ้นได้ จึงทำให้สามารถเห็นภาพรวมการผลิตได้แบบ Real Time 

แน่นอนว่าเป้าหมายสูงสุดของภาคอุตสาหกรรมไทย ณ ตอนนี้ คือการปรับเปลี่ยนให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 ให้ได้ หากแต่ในปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่ายังไปไม่ถึงจุดนั้นและอาจจะยังห่างไกลอยู่มากนัก ซึ่งการจะทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ (Autonomous หรือ Automation) ได้นั้นจำต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในสายการผลิตที่ต้องมีการสื่อสารระหว่างเครื่องกับเครื่อง (machine-to-machine: m2m) ผสมผสานกับเทคโนโลยี IoT ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและประสิทธิภาพการสื่อสาร เพื่อให้เครื่องจักรสามารถวิเคราะห์ปัญหา พร้อมการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องมีการแทรกแซงของมนุษย์ได้

ดังนั้น เห็นได้ชัดเจนเลยว่า e-F@ctory Alliance จึงเป็นระบบนิเวศน์และแพลตฟอร์มที่มีความสำคัญมาก ที่จะต้องร่วมมือกัน เป็นพันธมิตรกัน เพื่อร่วมกันสร้างและทำให้เกิดการยกระดับของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยให้กลายเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ได้

ความร่วมมือจะทำให้เกิดโซลูชันที่ใช้ได้จริง

ในความร่วมมือกันของ AIS กับ Mitsubishi Electric และ TKK ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะทำให้เกิดการยกระดับโซลูชันในภาคอุตสาหกรรมที่จะสามารถใช้งานได้จริงในอนาคต ด้วยการต่อยอดจาก Factory Automation Remote Solution หรือ SCADA ICONICS ของ Mitsubishi Electric ผู้เชี่ยวชาญด้าน Operation Technology ผสมผสานกับโครงข่าย 5G และ Digital Platform จาก AIS ผู้เชี่ยวชาญด้าน Information Technology และ TKK ผู้เชี่ยวชาญการให้บริการในการนำไปใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมจริง หรือ System Integrator จะทำให้สามารถสร้างโซลูชันรูปแบบใหม่ที่สามารถทำงานจากระยะไกล นำไปใช้งานได้จริง ตอบโจทย์กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ณ ปัจจุบัน โดยเพิ่มขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  • Remote Monitoring สามารถตรวจสอบสถานะ หรือข้อมูลต่าง ๆ ได้จากระยะไกล ด้วยความสามารถในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้บนเซิร์ฟเวอร์หรือ Remote Cloud จึงทำให้สามารถเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนรวดเร็ว และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที
  • Remote Maintenance สามารถสนับสนุนให้ทีมงานซ่อมบำรุง สามารถตรวจสอบการทำงานของเครื่องจักรได้ และสามารถสั่งการได้จากระยะไกล ทำให้ลดเวลาทำงานลงไป และลดการเข้าไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรืออันตรายได้มากขึ้น 
  • Remote Development สนับสนุนการช่วยวางแผน บริหารจัดการภาพรวมของหลาย ๆ โรงงานจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเข้าไปที่สถานที่จริง สนับสนุนให้เกิดทำงานได้อย่างต่อเนื่องจากทุกหนทุกแห่ง
  • Remote Service สนับสนุนการให้บริการให้คำปรึกษาจากระยะไกล แม้ว่าตัวพนักงานจริง ๆ จะไม่สามารถเข้าไปที่หน้างานได้

บทสรุป

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทั้ง AIS และ Mitsubishi Electric และ TKK มีความเชื่อมั่นอย่างมาก ว่าจะสามารถยกระดับโซลูชันภาคอุตสาหกรรมให้เข้าใกล้อุตสาหกรรม 4.0 ได้มากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ภาคอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าระยะยาวอาจจะเป็นจุดที่ช่วยดึงดูดต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นได้ด้วย และจะสามารถยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยไปสู้กับนานาชาติได้อย่างแน่นอน

ผู้ที่สนใจบริการธุรกิจจาก AIS เพิ่มเติม  สามารถดูข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่ https://business.ais.co.th/ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลท่านอยู่

from:https://www.techtalkthai.com/ais-business-mitsubishi-electric-tkk-collaboration-for-5g-e-factory/

เปลี่ยนโฉมองค์กรสู่ยุคใหม่ ตอบโจทย์การทำงานจากทุกที่ด้วยโซลูชัน Unified Endpoint Management

ยุคใหม่ของการทำงานในองค์กรมาถึงแล้ว นั่นคือการเปิดให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ หากพิจารณาเพียงผิวเผิน หลายท่านอาจคิดว่าเพียงแค่เปิดการเชื่อมต่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงระบบได้คงเพียงพอ แต่อันที่จริงสาระสำคัญของมุมมองที่ดูเข้าใจง่ายนี้ กลับซ่อนความท้าทายไว้หลายประการ และหนึ่งในเรื่องหลักก็คือความสามารถในการบริหารจัดการอุปกรณ์หลากหลายแพลตฟอร์มที่มีการใช้งานกันอยู่ในองค์กร ควบคู่กันกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องง่ายกับผู้ใช้งานและตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงปลอดภัยด้วย

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักโซลูชัน Unified Endpoint Management ว่าจะสามารถจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นมากมายได้อย่างไร และสิ่งที่เหนือกว่าโซลูชันทั่วไปในท้องตลาด

ปัญหาการจัดการเครื่องในองค์กรแบบเดิม

ช่วงเข้าทำงานที่ใหม่หลายคนคงมีประสบการณ์การรอเครื่องประจำตำแหน่งนานนับสัปดาห์ กว่าที่จะสามารถทำงานได้จริง อีกทั้งเมื่อใช้ไประยะหนึ่งกลับพบว่าโปรแกรมลงมาไม่ครบหรือเกิดปัญหาบางอย่าง ก็ต้องนำเครื่องกลับส่ง IT Support ทุกครั้งไป เสียเวลาไปอีกหลายวัน เพราะ IT Support เองก็มีงานอื่นรออยู่ล้นมือ สาเหตุหลักก็มาจากอุปกรณ์ผู้ใช้ในองค์กรเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่ IT Support ต้องดูแลทุกระบบไอทีด้วยแล้ว แก้ปัญหานั้นจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นมาก

นอกจากนี้ในมุมของผู้ใช้งานเองก็ไม่สะดวกสบายนักกับการทำงานนอกสถานที่ เพราะต้องมีการรีโมตกลับเข้ามายังออฟฟิศก่อนเพื่อใช้งานแอปภายใน เนื่องจากองค์กรติดเรื่องข้อจำกัดด้านความมั่นคงปลอดภัย จำต้องเก็บระบบไว้กับตัว แทนที่จะย้ายระบบไปบนคลาวด์ หนึ่งในสาเหตุนั้นก็คือไม่มีโซลูชันที่สามารถควบคุมการใช้งานของอุปกรณ์ส่วนบุคคลและอุปกรณ์ภายในขององค์กร รวมถึงต้องรองรับแพลตฟอร์มต่างๆ สาเหตุเหล่านี้ก็เนื่องมาจากองค์กรยังไม่มีเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม ทำให้การทำงานขาดความคล่องตัว สร้างประการณ์ด้านลบแก่คนทำงานทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้เองจึงก้าวเข้ามาสู่ยุคของโซลูชันที่เรียกว่า Unified Endpoint Management (UEM)

UEM คืออะไร?

Gartner ได้อธิบายถึงความหมายของ UEM ไว้ว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถรองรับการบริหารจัดการของอุปกรณ์ได้ทั้งมือถือและเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ในยุคสมัยของการบริหารจัดการอุปกรณ์ได้ถูกแบ่งเป็น 3 ช่วงตามภาพประกอบ ซึ่งช่วงแรกจะยังรองรับเพียงแค่การบริหารจัดการตามประเภทของอุปกรณ์ ในเวลาถัดมาโซลูชันเริ่มบูรณาการกันมากขึ้น จึงมีหน้าจอบริหารจัดการเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติการทำงานยังแยกขาดกัน

ในขณะที่ยุคใหม่ของ UEM จะสามารถดูแลอุปกรณ์ได้หลายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นมือถือ คอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งอุปกรณ์ IoT ด้วยหน้าจอบริหารจัดการเดียวกัน และมีกระบวนการเหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถจัดการเรื่องความมั่นคงปลอดภัยในตัวข้อมูลและแอปพลิเคชัน โดยไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใด ทำให้องค์กรสามารถตอบโจทย์เรื่องระเบียบข้อบังคับหรือกฏหมายด้านข้อมูล เปลี่ยนการทำงานให้ก้าวสู่ยุคใหม่ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

รู้จักกับ VMware Workspace ONE โซลูชันชั้นนำในตลาด UEM

ท่ามกลางการแข่งขันของผู้เล่นมากมายในตลาดนั้น หนึ่งในโซลูชันที่ Gartner ได้ยกย่องให้อยู่ในตำแหน่ง Leader มาหลายปีซ้อนนั่นก็คือโซลูชันจาก VMware เช่นเดียวกันกับ Forrester ผู้จัดอันดับผลิตภัณฑ์และสินค้าทางไอที ก็ชี้ไปในทางเดียวกันว่า VMware UEM คือผู้นำของตลาดนี้ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความน่าเชื่อถือในตลาดระดับโลกได้ว่า VMware UEM เป็นโซลูชันชั้นนำที่โลกให้การยอมรับ

1.) ดูแลอุปกรณ์ได้หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกแพลตฟอร์ม

ความเก่งกาจของโซลูชัน Workspace ONE ก็คือความสามารถในการบริหารจัดการอุปกรณ์ได้แทบทุกประเภท สำหรับงานในองค์กรไม่ว่าจะเป็น Windows, macOS, iOS และ Android ซึ่งก็เพียงพอแล้วกับการใช้งานขององค์กรในทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเช่นใน Windows 10 โซลูชัน VMware Workspace ONE สามารถติดตามสินทรัพย์ได้ว่าเครื่องอยู่ที่ใด กำหนด Policy ของเครื่องว่าควรเป็นอย่างไร สั่งอัปเดต BIOS (เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ DELL เท่านั้น) หรือการสั่งแพตช์ช่องโหว่ Windows ตลอดจนการตรวจสอบว่ามีฟีเจอร์ต่างๆ เปิดใช้หรืออยู่หรือไม่เช่น BitLocker

2.) ใช้งานง่าย ควบคุมอุปกรณ์ได้ตั้งแต่ Day Zero Onboarding

จากประสบการณ์อันเจ็บปวดที่พนักงานใหม่ต้องรอคอยเครื่องหลายวันคงไม่มีอีกแล้ว เพราะแม้แต่พนักงานที่ไม่เชี่ยวชาญไอทีก็สามารถดูแลตัวเองได้  หลังเปิดเครื่องใหม่ที่ได้รับมา  ระบบก็จะทำการ Enrollment เครื่องอย่างอัตโนมัติเพื่อเข้าไปรับโปรไฟล์ตามบัญชีใช้งาน และบังคับใช้ Policy ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานรายนั้น หากพนักงานลาออก เปลี่ยนตำแหน่ง หรือทำเครื่องสูญหาย Workspace ONE ก็มีความสามารถที่จะสั่งลบข้อมูลสำคัญขององค์กรได้จากทางไกล

3.) ตอบโจทย์ Zero Trust

Zero Trust หมายถึงการที่ไม่ไว้วางใจในทุกสิ่ง ดังนั้นทุกการเข้าใช้งานจะต้องถูกตรวจสอบเสมอ หัวใจสำคัญอันดับแรกของแนวทางนี้ก็คือ Identity Access Management และสิงสำคัญนี้ก็ติดมาพร้อมกับชุดของ Workspace ONE ในส่วนที่เรียกว่า Access Intelligence ซึ่งสามารถใช้เป็นโซลูชันในการจัดการ Identity ของทุกการใช้งานหรือสามารถผูกเข้ากับ Active Directory เดิมที่มีอยู่แล้วก็ได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Single Sign-on อีกด้วย

หากผู้ใช้งานจำเป็นต้องเชื่อมต่อเข้ามาใช้ทรัพยากรในองค์กร VMware Workspace ONE Tunnel คือฟีเจอร์ที่จะช่วยทำ per APP VPN ให้การเชื่อมต่อระหว่าง End User กับแอปพลิเคชันมีความมั่นคงปลอดภัย ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Client ที่อุปกรณ์ปลายทางให้ยุ่งยาก และสามารถควบคุมการใช้งานไปจนถึงระดับแอปพลิเคชัน ซึ่งเหนือกว่าแค่การทำ VPN แบบปกติ ไม่เพียงเท่านั้นในระดับ Network ตัว Workspace ONE ยังสามารถทำงานร่วมกับ VMware NSX ซึ่งเป็นสุดยอดโซลูชันด้านหรือ Software Defined-Network, SD-WAN และ SASE ในตัวเดียวกันได้อีกด้วย

ข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายและที่ถูกจัดเก็บอยู่จะมีการเข้ารหัส เพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าข้อมูลของท่านจะไม่ถูกเปิดเผย และยังมีการควบคุม Policy ให้ข้อมูลไม่สามารถถูกแชร์หรือหลุดออกไปได้ง่ายๆ ในส่วนของ Threat Protection ทาง VMware ได้นำเสนอโซลูชัน Carbon Black หรือ Cloud-native Endpoint Security ที่เป็น Intelligence ในการรับมือกับภัยคุกคามบน Endpoint ต่างๆ

4.) รองรับแอปพลิเคชันทุกรูปแบบ

ในมุมของการจัดการแอปพลิเคชัน ไอทีขององค์กรสามารถสร้างโปรไฟล์แอปพลิเคชันตามแผนกหรือรายผู้ใช้ได้ อย่างไรก็ดีในการใช้งานบางกรณีที่องค์กรถูกบังคับด้วย กฏหมายและระเบียบปฏิบัติในทางอุตสาหกรรม ทำให้ต้องการมาตรการดูแลเรื่องข้อมูลสูงกว่าปกติ VMware ได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า VMware Productivity App ซึ่งก็คือแอปพลิเคชันพิเศษที่ VMware พัฒนาขึ้นเองเช่น อีเมล แชท และเบราเซอร์ ซึ่งข้อดีคือองค์กรจะสามารถจำกัดการใช้งานของพนักงาน ได้มากกว่าแอปพลิเคชันทั่วไปในท้องตลาด ตอบโจทย์เรื่องความสำคัญของข้อมูลนั่นเอง

สำหรับแอปพลิเคชันพิเศษที่เขียนขึ้นในองค์กร ก็สามารถใช้ได้กับ Workspace ONE อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Virtualized Apps หรือใช้โซลูชัน VDI เพื่อจำลองเครื่องบนคลาวด์และให้อุปกรณ์ทำหน้าที่รับภาพเท่านั้น นอกจากนี้เอง Workspace ONE ยังมีความสามารถในการเชื่อมต่อทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันการทำงานอื่นได้ ผ่านฟีเจอร์ Mobile Flow ซึ่งอยู่ในรูปแบบ no-code หรือ low code เช่น เมื่อเครื่องเกิดปัญหาขึ้นผู้ใช้งานสามารถเปิดเคสจาก Workspace ONE เข้าระบบ ServiceNow ได้โดยตรง

5.) ง่ายกว่าใคร ด้วยประสบการณ์เดียว

อุปสรรคสำคัญของโซลูชันส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จระหว่างการผลักดันใช้ในองค์กรนั่นก็คือ User Experience เพราะแม้จะมีฟังก์ชันฟีเจอร์น่าสนใจขนาดไหนแต่หากเข้าถึงผู้ใช้งานไม่ได้แล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ Workspace ONE จะถูกออกแบบมาให้รองรับได้ทุกแพลตฟอร์ม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ User รู้สึกลำบากเพราะหน้าจอการใช้งานนั้นเข้าใจได้ง่าย และเหมือนกันในทุกแพลตฟอร์ม ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่เป็นปัญหาในการเข้าถึงผู้ใช้งานในทุกระดับ

AIS Business Unified Endpoint Management x Fusion

Fusion Advantec คือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานในด้าน Digital Workspace และ Cloud Transformation โดยส่วนของ VMware ทาง Fusion Advantec มีรางวัลการันตีความเชี่ยวชาญด้วย Certified ที่ตรงกับการให้บริการในด้าน Digital Workspace, Workspace UEM และ Desktop & Mobility ด้วยเหตุนี้ AIS Business จึงจับมือร่วมกับ Fusion Advantec เพื่อนำบริการ Workspace ONE จาก VMware มาให้บริการลูกค้าได้อย่างมั่นใจ

โดยโปรโมชันที่ AIS Business นำเสนอต่อองค์กรมีอยู่ 3 ทางเลือกคือ

  • Standard – เหมาะสำหรับการใช้งานในระดับองค์กรทั่วไป มีการใช้แอปพลิเคชันตามท้องตลาดไม่ได้พิเศษมากนัก ซึ่งในชุดมาตรฐานนี้มาพร้อมกับความสามารถ UEM และ IAM มาให้แล้ว
  • Advanced – สำหรับองค์กรที่มีความเข้มงวดจาก กฏหมายหรือข้อบังคับ ที่จำเป็นต้องควบคุมดูแลพิเศษ ในชุดแพ็กเกจนี้จะมี Productivity Apps เข้ามาตอบโจทย์ รวมถึงกรณีที่ต้องติดต่อใช้แอปที่ตั้งอยู่ในองค์กรแต่ยังไม่มี VPN เป็นของตัวเอง ก็สามารถใช้ฟีเจอร์ per App VPN จาก Workspace ONE Tunnel ที่อยู่ในแพ็กเกจนี้ได้เช่นกัน
  • Enterprise – องค์กรที่มีขนาดใหญ่และมีการพัฒนาแอปพลิเคชันภายในของตัวเองขึ้นมา ไม่สามารถใช้วิธีการทั่วไปได้ ต้องพึ่งพาการทำ Virtualized Apps หรืออาจจะต้องการใช้งาน VDI เพิ่ม จะเหมาะกับแพ็กเกจนี้มากที่สุด

ทั้งหมดนี้ราคาเพียงหลักร้อยต่อเดือนเท่านั้น ดังนั้นสำหรับองค์กรที่ยังมองหาโซลูชันที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานให้เป็น Digital Anywhere Workspace สามารถไว้วางใจให้ AIS Business และ Fusion Advantec ดูแลองค์กรของท่านได้

AIS UEM ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยหลากหลายโซลูชัน นอกจาก VMware Workspace ONE แล้ว AIS ยังมีโซลูชัน UEM จากผู้ให้บริการระดับโลกอื่นๆ อีกหลากหลายแพลทฟอร์ม เช่น IBM MaaS360, MobileIron, Samsung Knox, WeGuard เป็นต้น ซึ่งแต่ละแพลทฟอร์มจะมีจุดเด่นและความเหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้าองค์กรในแต่ละกรณีแตกต่างกันไป

ลงทะเบียนเข้า AIS Business Webinar เพื่อรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม

ทาง AIS Business ขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา Mobility Jump Webinar ในหัวข้อ “Freedom & Secure for work everywhere” ในวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 – 11.30 น.

หากองค์กรใดสนใจการจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ขององค์กรด้วย Unified Endpoint Management  (UEM) สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่าน หรืออีเมล์ business@ais.co.th   ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AIS UEM Page

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-organize-to-work-anywhere-with-uem-solution-by-ais-business/

[Guest Post] AIS Business เปิดให้บริการ Open Source Support Service บน Local Cloud เป็นครั้งแรกในไทย ช่วยองค์กรเล็ก-ใหญ่ติดสปีดสร้างนวัตกรรม ตอบโจทย์ท้าทายการจัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

วันนี้ AIS Business ประกาศเปิดให้บริการ Open Source Support Service ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการใช้งาน Open Source บน local cloud สำหรับองค์กร เพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเร่งสปีดพัฒนาและขยายการนำนวัตกรรมมาใช้ พร้อมทั้งช่วยแก้ปัญหาท้าทายที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เป็นข้อกำหนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)

 

Open Source Support Service บน local cloud ที่เปิดบริการเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ที่สนับสนุนโดยบริการ open source support จากไอบีเอ็มนี้ จะช่วยให้องค์กรที่มีการใช้งาน open source software เข้าถึงเทคโนโลยี open source ได้อย่างง่ายดายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการให้บริการ การให้คำปรึกษา และการแก้ไขปัญหาการใช้งาน ตัวอย่างเช่น การนำไปประยุกต์ใช้งานด้านฐานข้อมูล middleware หรือฟีเจอร์ด้าน analytics รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการเวิร์คโหลดอย่าง Kubernetes และ Red Hat OpenShift

แม้ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจะตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของธุรกิจที่ต้องเดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน แต่ทุกธุรกิจต่างก็ยังต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าองค์กรของตนดำเนินการอย่างสอดคล้องกับกฎข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำกับดูแลองค์กรของตนอยู่ การใช้ local cloud จากผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือและมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรมั่นใจได้ว่าปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างรัดกุมและครบถ้วน ในขณะที่การใช้เทคโนโลยี open source เอง ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรในการเดินหน้าสร้างนวัตกรรม อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ให้บริการ  local cloud ในประเทศไทยรายใดที่เปิดให้บริการให้คำปรึกษา และแก้ไขปัญหาการใช้งานแพลตฟอร์มนวัตกรรม open source เต็มรูปแบบในลักษณะนี้

การร่วมมือกับผู้นำด้านเทคโนโลยี open source ระดับโลกอย่างไอบีเอ็ม ช่วยให้วันนี้ AIS Business สามารถนำความสามารถของ open source ที่ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว เข้าสนับสนุนทั้งทีมนักพัฒนาและองค์กรขนาดเล็ก รวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย

การมีทีม IBM Open Source Support มาตรฐานระดับโลกเป็นผู้ให้บริการซัพพอร์ทหนึ่งเดียว เพื่อช่วยแก้ปัญหาการใช้งานต่างๆ ให้กับลูกค้าของ AIS Business ยังช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนจากการต้องบริหารจัดการผู้ให้บริการ open source หลายเจ้า ช่วยให้การแก้ปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมด้วยแนวทาง proactive ในการป้องกันความปลอดภัยและควบคุมให้การดำเนินการมีความสอดคล้องกับข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ ทำให้วันนี้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลามากมายไปกับการแก้ปัญหา และเอาเวลาที่มีมาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ แทน อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายจากค่าไลเซนส์ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

“ในช่วงเวลาของดิสรัปชันและความไม่แน่นอนนี้ ความยืดหยุ่น การฟื้นตัวได้เร็ว และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจมีความพร้อมมากที่สุด” นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร (CEBO) ของเอไอเอส กล่าว “วันนี้องค์กรขนาดใหญ่เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของการนำเทคโนโลยี open source เข้ามาช่วยรันระบบ mission-critical และแอพพลิเคชันระดับองค์กร ขณะที่องค์กรขนาดเล็กเองก็ต้องการใช้ประโยชน์จากคลาวด์และเทคโนโลยี open source ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และความร่วมมือกับไอบีเอ็มในวันนี้จะช่วยผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในที่สุด”

“ไอบีเอ็มร่วมสนับสนุนชุมชน open source มานานกว่า 20 ปีแล้ว เพื่อต่อยอดสร้างประโยชน์ให้แก่อีโคซิสเต็มของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเป็นผู้นำด้าน open source ถือเป็นจุดที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับไอบีเอ็ม” นางสาวปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าว “วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะช่วยลูกค้าของ AIS Business ให้สามารถนำเทคโนโลยี open source เข้ามาเสริมประสิทธิภาพของระบบ ก้าวข้ามข้อจำกัดและค่าใช้จ่ายที่แพงของระบบฮาร์ดแวร์แบบเลกาซีแบบเดิมๆ มาสู่การใช้งานสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ โดยไอบีเอ็มจะนำศักยภาพเต็มเปี่ยมของ open source รวมถึงทักษะที่จำเป็นต่างๆ เข้าช่วยสนับสนุนลูกค้าองค์กรของ AIS Business ให้สามารถสร้างและขยายการใช้นวัตกรรม ภายใต้ระบบที่มีความปลอดภัย”

การศึกษาโดย Forrester Consulting พบว่าผู้บริหารด้านไอทีร้อยละ 79 ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ open source support แบบเรียลไทม์ [1]

วันนี้ ลูกค้า AIS Busines จะสามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากทั้งระบบคลาวด์และเทคโนโลยี open source อย่าง MongoDB, Kubernetes, Red Hat OpenShift รวมถึงตัวเลือกในการประมวลผลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น virtual machines, containers, bare metal หรือ serverless ผ่านแพคเกจจ่ายตามการใช้งานจริง (pay-per-use) ได้แล้ว ภายใต้การสนับสนุนจากไอบีเอ็มซึ่งเป็นพันธมิตรหนึ่งเดียวที่จะให้บริการ technical support โดยอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกในด้าน open source

สนใจบริการคลาวด์สำหรับองค์กร และบริการ Open Source Support Service จาก AIS Business สามารถติดต่อได้ที่ businesscloud@ais.co.th หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://business.ais.co.th/solution/opensource-platform.html

 

ข้อมูลอ้างอิง:

[1] “Unlock Open Source Technology’s Full Value”, a Forrester Consulting study commissioned by IBM, October 2019.

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-business-ibm-open-source-support-service-on-local-cloud/