คลังเก็บป้ายกำกับ: AIS

Ookla® Speedtest® เผยผลสำรวจฯ ครึ่งปีหลัง 2018 การันตี AIS เครือข่ายมือถืออันดับ 1 ที่เร็วที่สุดในไทย 4 ปีซ้อน

 

Ookla® Speedtest® ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก ที่มีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านรายใน 190 ประเทศทั่วโลก ด้วยความแม่นยำและได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเป็น App ซึ่งคนไทยนิยมใช้มากที่สุด กับยอดดาวน์โหลดแอปฯ รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยมียอดผู้ใช้ประจำกว่า 3.87 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ครึ่งปีหลังของปี 2018

ล่าสุด Ookla จัดอันดับให้ AIS เป็นอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย พร้อมครองอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการใช้งานเน็ตหนาแน่นที่สุด โดยวัดจากผู้ใช้มือถือในประเทศไทย ที่ร่วมกดทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต มากกว่า 7 ล้านครั้ง ภายใน 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ AIS ครองผู้นำอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย ถึง 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ ปี 2015 – 2018 (ดูข้อมูลการจัดอันดับเครือข่ายในประเทศไทยได้ที่www.speedtest.net/awards/thailand/)

ตอกย้ำคุณภาพเครือข่าย AIS ที่มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดให้กับคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง โดยผลการสำรวจของ Ookla สะท้อนถึงความเสถียรของเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลดสูงสุด และมีค่าคะแนนความหน่วง (Latency) ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น

AIS

สถิติที่น่าสนใจของ Ookla Speedtest ในฐานะผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต อันดับต้นของโลก และของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ปี 2006

1.      ปัจจุบันมีการใช้งานอย่างแพร่หลายใน 190 ประเทศทั่วโลก รองรับได้ถึง 17 ภาษา

2.      Ookla Speedtest เป็นแอปฯ ประเภทสปีดเทสต์ที่มีคนดาวน์โหลดมากกว่า 190 ล้านครั้งทั่วโลก ทั้งบน App Store และ Google Play Store

3.      ในประเทศไทย มีคนร่วมกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla จำนวนมากกว่า 7 ล้านราย

4.      มีผู้ใช้ทั่วโลกกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla Speedtest มาแล้วมากกว่า 22,000 ล้านครั้ง หรือประมาณ 10ล้านครั้งต่อวัน

5.      มีเครือข่าย Global Testing Server มากกว่า 7,900 Servers

6.      Ookla Speedtest ถือเป็นผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงรายเดียว ที่กำหนดเกณฑ์การประเมินคะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่แม่นยำและน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งการกำหนดกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เที่ยงตรงและแม่นยำสูงสุด จนสามารถเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มใหญ่ได้ และสะท้อนถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ได้รับอย่างแท้จริง ต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นที่มีกลุ่มประชากรตัวอย่างยังไม่มากพอที่จะเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรทั้งประเทศ หรือบางรายไม่ระบุที่มาและจำนวนกลุ่มประชากรตัวอย่างที่ชัดเจน  รวมถึงการกรองข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้ตัวจริงที่มิใช่คะแนนจาก Bot (หรือบอต โปรแกรมอัตโนมัติ)

นายปรัธนา  ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เป้าหมายสำคัญของเอไอเอส คือการมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดอย่างไม่หยุดยั้ง วันนี้เรามีคลื่นความถี่ ให้บริการคนไทยมากที่สุดคือ 120 MHz  (60MHz x 2ซึ่งเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต และยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย

รวมถึงมีเครือข่าย AIS NEXT G ที่เร็ว แรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เครือข่าย AIS 4.5G และ AIS 4G ADVANCED ที่รองรับเทคโนโลยีขั้นสูง MIMO 4×4 with CA, 256 QAM DL/64 QAM UL, LAA (Licensed Assisted Access) และ FDD Massive MIMO 32T 32R รวมทั้ง AIS SUPER WiFi ที่มีกว่า 100,000 จุดทั่วประเทศ ที่จะช่วยยกระดับการใช้ชีวิตและตอบสนองการใช้งานของคนไทยในทุกมิติ

เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลเครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย จาก Ookla Speedtest ต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี 2018 ทั้งในช่วงครึ่งปีแรก และครึ่งปีหลัง พร้อมครองอันดับ 1 ยาวนานถึง 4 ปีซ้อน นับเป็นการการันตีคุณภาพเครือข่ายโดยองค์กรชั้นนำระดับโลกที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อถือที่ได้มากที่สุด ถือเป็นความภูมิใจของทีมงานเอไอเอสทุกคนที่ได้มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพเครือข่ายและมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีสุดให้กับลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศของเรา”

Mr. Doug Suttles, CEO – Ookla กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับเอไอเอส ที่ได้รางวัลชนะเลิศ ในการทดสอบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย ในช่วงกรกฎาคม – ธันวาคม (Q3-Q4) ปี 2018 โดยรางวัลนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอสที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ 

โดยเรายืนยันว่าการเก็บข้อมูลและประเมินผลของ Ookla Speedtest เป็นวิธีการที่เป็นมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมระดับโลก สะท้อนได้ถึงคุณภาพเครือข่ายโดยรวมและความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ได้รับบริการจริงๆ ด้วยการรวบรวมข้อมูลความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Intelligent) ที่ผู้ใช้แอปพลิเคชัน Ookla Speedtest กดทดสอบด้วยตนเอง ผ่านทางเว็บไซต์และบนโทรศัพท์มือถือมากกว่าหลายล้านครั้ง

โดยรางวัลทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือ Speedtest Awards สำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย เราใช้เกณฑ์การตัดสินด้วยคะแนนความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จากประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลด สำหรับรางวัลชนะเลิศสำหรับการทดสอบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ Ookla Speedtest ประเมินจากค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบบนอุปกรณ์สมัยใหม่ (Modern Device)

โดยดูจากผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือทุกชนิด โดยไม่จำกัดว่าจะใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อแบบใด ขอเพียงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดในตลาดก็เพียงพอ หลังจากใช้เกณฑ์นี้ในการประเมิน คะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จะนับเป็นความเร็วสูงสุดของอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ของประเทศนั้นๆ โดยผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละรายจะต้องมีกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมากในการให้บริการทดสอบความเร็ว

 

from:http://mobileocta.com/ais-maintains-thailands-fastest-mobile-network/

โฆษณา

AIS คว้ารางวัล “เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย” ถึง 4 ปีซ้อน จาก Ookla Speedtest แอปฯ สปีดเทสต์ อับดับ 1 ของโลกและในไทย

Ookla® Speedtest® ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก ที่มีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านรายใน 190 ประเทศทั่วโลก ด้วยความแม่นยำและได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเป็น App ซึ่งคนไทยนิยมใช้มากที่สุด กับยอดดาวน์โหลดแอปฯ รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยมียอดผู้ใช้ประจำกว่า 3.87 ล้านคนในปีที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ครึ่งปีหลังของปี 2018

ล่าสุด Ookla จัดอันดับให้ AIS เป็นอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย พร้อมครองอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการใช้งานเน็ตหนาแน่นที่สุด โดยวัดจากผู้ใช้มือถือในประเทศไทย ที่ร่วมกดทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต มากกว่า 7 ล้านครั้ง ภายใน 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ AIS ครองผู้นำอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย ถึง 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ ปี 2015 – 2018 (ดูข้อมูลการจัดอันดับเครือข่ายในประเทศไทยได้ที่ www.speedtest.net/awards/thailand/)

ตอกย้ำคุณภาพเครือข่าย AIS ที่มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดให้กับคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง โดยผลการสำรวจของ Ookla สะท้อนถึงความเสถียรของเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลดสูงสุด และมีค่าคะแนนความหน่วง (Latency) ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น

สถิติที่น่าสนใจของ Ookla Speedtest ในฐานะผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต อันดับต้นของโลก และของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ปี 2006

1. ปัจจุบันมีการใช้งานอย่างแพร่หลายใน 190 ประเทศทั่วโลก รองรับได้ถึง 17 ภาษา 
2. Ookla Speedtest เป็นแอปฯ ประเภทสปีดเทสต์ที่มีคนดาวน์โหลดมากกว่า 190 ล้านครั้งทั่วโลก ทั้งบน App Store และ Google Play Store 
3. ในประเทศไทย มีคนร่วมกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla จำนวนมากกว่า 7 ล้านราย 
4. มีผู้ใช้ทั่วโลกกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla Speedtest มาแล้วมากกว่า 22,000 ล้านครั้ง หรือประมาณ 10 ล้านครั้งต่อวัน
5. มีเครือข่าย Global Testing Server มากกว่า 7,900 Servers 
6. Ookla Speedtest ถือเป็นผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงรายเดียว ที่กำหนดเกณฑ์การประเมินคะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่แม่นยำและน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งการกำหนดกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เที่ยงตรงและแม่นยำสูงสุด จนสามารถเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มใหญ่ได้ และสะท้อนถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ได้รับอย่างแท้จริง ต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นที่มีกลุ่มประชากรตัวอย่างยังไม่มากพอที่จะเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรทั้งประเทศ หรือบางรายไม่ระบุที่มาและจำนวนกลุ่มประชากรตัวอย่างที่ชัดเจน รวมถึงการกรองข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้ตัวจริงที่มิใช่คะแนนจาก Bot (หรือบอต โปรแกรมอัตโนมัติ)

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เป้าหมายสำคัญของเอไอเอส คือการมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดอย่างไม่หยุดยั้ง วันนี้เรามีคลื่นความถี่ ให้บริการคนไทยมากที่สุดคือ 120 MHz (60 MHz x 2) ซึ่งเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต และยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย รวมถึงมีเครือข่าย AIS NEXT G ที่เร็ว แรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เครือข่าย AIS 4.5G และ AIS 4G ADVANCED ที่รองรับเทคโนโลยีขั้นสูง MIMO 4×4 with CA, 256 QAM DL/64 QAM UL, LAA (Licensed Assisted Access) และ FDD Massive MIMO 32T 32R รวมทั้ง AIS SUPER WiFi ที่มีกว่า 100,000 จุดทั่วประเทศ ที่จะช่วยยกระดับการใช้ชีวิตและตอบสนองการใช้งานของคนไทยในทุกมิติ

เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลเครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย จาก Ookla Speedtest ต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี 2018 ทั้งในช่วงครึ่งปีแรก และครึ่งปีหลัง พร้อมครองอันดับ 1 ยาวนานถึง 4 ปีซ้อน นับเป็นการการันตีคุณภาพเครือข่ายโดยองค์กรชั้นนำระดับโลกที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อถือที่ได้มากที่สุด ถือเป็นความภูมิใจของทีมงานเอไอเอสทุกคนที่ได้มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพเครือข่ายและมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีสุดให้กับลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศของเรา”

Mr. Doug Suttles, CEO – Ookla กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับเอไอเอส ที่ได้รางวัลชนะเลิศ ในการทดสอบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย ในช่วงกรกฎาคม – ธันวาคม (Q3-Q4) ปี 2018 โดยรางวัลนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอสที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ โดยเรายืนยันว่าการเก็บข้อมูลและประเมินผลของ Ookla Speedtest เป็นวิธีการที่เป็นมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมระดับโลก สะท้อนได้ถึงคุณภาพเครือข่ายโดยรวมและความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ได้รับบริการจริงๆ ด้วยการรวบรวมข้อมูลความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Intelligent) ที่ผู้ใช้แอปพลิเคชัน Ookla Speedtest กดทดสอบด้วยตนเอง ผ่านทางเว็บไซต์และบนโทรศัพท์มือถือมากกว่าหลายล้านครั้ง

โดยรางวัลทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือ Speedtest Awards สำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย เราใช้เกณฑ์การตัดสินด้วยคะแนนความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จากประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลด สำหรับรางวัลชนะเลิศสำหรับการทดสอบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ Ookla Speedtest ประเมินจากค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบบนอุปกรณ์สมัยใหม่ (Modern Device) โดยดูจากผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือทุกชนิด โดยไม่จำกัดว่าจะใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อแบบใด ขอเพียงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดในตลาดก็เพียงพอ หลังจากใช้เกณฑ์นี้ในการประเมิน คะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จะนับเป็นความเร็วสูงสุดของอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ของประเทศนั้นๆ โดยผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละรายจะต้องมีกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมากในการให้บริการทดสอบความเร็ว”

#ais #เอไอเอส #ooklaspeedtest 
#เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย

from:https://www.flashfly.net/wp/241930

Ookla® Speedtest® การันตีให้ AIS เป็นอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย 4 ปีซ้อน ครึ่งปีหลังของปี 2018

Ookla® Speedtest® ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก ที่มีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านรายใน 190 ประเทศทั่วโลก ด้วยความแม่นยำและได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเป็น App ซึ่งคนไทยนิยมใช้มากที่สุด กับยอดดาวน์โหลดแอปฯ รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยมียอดผู้ใช้ประจำกว่า 3.87 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ครึ่งปีหลังของปี 2018

ล่าสุด Ookla จัดอันดับให้ AIS เป็นอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย พร้อมครองอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการใช้งานเน็ตหนาแน่นที่สุด โดยวัดจากผู้ใช้มือถือในประเทศไทย ที่ร่วมกดทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต มากกว่า 7 ล้านครั้ง ภายใน 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ AIS ครองผู้นำอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย ถึง 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ ปี 2015 – 2018 (ดูข้อมูลการจัดอันดับเครือข่ายในประเทศไทยได้ที่ www.speedtest.net/awards/thailand/)

ตอกย้ำคุณภาพเครือข่าย AIS ที่มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดให้กับคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง โดยผลการสำรวจของ Ookla สะท้อนถึงความเสถียรของเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลดสูงสุด และมีค่าคะแนนความหน่วง (Latency) ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น

สถิติที่น่าสนใจของ Ookla Speedtest ในฐานะผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต อันดับต้นของโลก และของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ปี 2006

  1. ปัจจุบันมีการใช้งานอย่างแพร่หลายใน 190 ประเทศทั่วโลก รองรับได้ถึง 17 ภาษา
  2. Ookla Speedtest เป็นแอปฯ ประเภทสปีดเทสต์ที่มีคนดาวน์โหลดมากกว่า 190 ล้านครั้งทั่วโลก ทั้งบน App Store และ Google Play Store
  3. ในประเทศไทย มีคนร่วมกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla จำนวนมากกว่า 7 ล้านราย
  4. มีผู้ใช้ทั่วโลกกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla Speedtest มาแล้วมากกว่า 22,000 ล้านครั้ง หรือประมาณ 10 ล้านครั้งต่อวัน
  5. มีเครือข่าย Global Testing Server มากกว่า 7,900 Servers
  6. Ookla Speedtest ถือเป็นผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงรายเดียว ที่กำหนดเกณฑ์การประเมินคะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่แม่นยำและน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งการกำหนดกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เที่ยงตรงและแม่นยำสูงสุด จนสามารถเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มใหญ่ได้ และสะท้อนถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ได้รับอย่างแท้จริง ต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นที่มีกลุ่มประชากรตัวอย่างยังไม่มากพอที่จะเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรทั้งประเทศ หรือบางรายไม่ระบุที่มาและจำนวนกลุ่มประชากรตัวอย่างที่ชัดเจน  รวมถึงการกรองข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้ตัวจริงที่มิใช่คะแนนจาก Bot (หรือบอต โปรแกรมอัตโนมัติ)

นายปรัธนา  ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เป้าหมายสำคัญของเอไอเอส คือการมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดอย่างไม่หยุดยั้ง วันนี้เรามีคลื่นความถี่ ให้บริการคนไทยมากที่สุดคือ 120 MHz  (60 MHz x 2) ซึ่งเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต และยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย รวมถึงมีเครือข่าย AIS NEXT G ที่เร็ว แรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เครือข่าย AIS 4.5G และ AIS 4G ADVANCED ที่รองรับเทคโนโลยีขั้นสูง MIMO 4×4 with CA, 256 QAM DL/64 QAM UL, LAA (Licensed Assisted Access) และ FDD Massive MIMO 32T 32R รวมทั้ง AIS SUPER WiFi ที่มีกว่า 100,000 จุดทั่วประเทศ ที่จะช่วยยกระดับการใช้ชีวิตและตอบสนองการใช้งานของคนไทยในทุกมิติ

เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลเครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย จาก Ookla Speedtest ต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี 2018 ทั้งในช่วงครึ่งปีแรก และครึ่งปีหลัง พร้อมครองอันดับ 1 ยาวนานถึง 4 ปีซ้อน นับเป็นการการันตีคุณภาพเครือข่ายโดยองค์กรชั้นนำระดับโลกที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อถือที่ได้มากที่สุด ถือเป็นความภูมิใจของทีมงานเอไอเอสทุกคนที่ได้มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพเครือข่ายและมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีสุดให้กับลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศของเรา”

Mr. Doug Suttles, CEO – Ookla กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับเอไอเอส ที่ได้รางวัลชนะเลิศ ในการทดสอบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย ในช่วงกรกฎาคม – ธันวาคม (Q3-Q4) ปี 2018 โดยรางวัลนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอสที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ โดยเรายืนยันว่าการเก็บข้อมูลและประเมินผลของ Ookla Speedtest เป็นวิธีการที่เป็นมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมระดับโลก สะท้อนได้ถึงคุณภาพเครือข่ายโดยรวมและความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ได้รับบริการจริงๆ ด้วยการรวบรวมข้อมูลความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Intelligent) ที่ผู้ใช้แอปพลิเคชัน Ookla Speedtest กดทดสอบด้วยตนเอง ผ่านทางเว็บไซต์และบนโทรศัพท์มือถือมากกว่าหลายล้านครั้ง

โดยรางวัลทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือ Speedtest Awards สำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย เราใช้เกณฑ์การตัดสินด้วยคะแนนความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จากประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลด สำหรับรางวัลชนะเลิศสำหรับการทดสอบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ Ookla Speedtest ประเมินจากค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบบนอุปกรณ์สมัยใหม่ (Modern Device) โดยดูจากผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือทุกชนิด โดยไม่จำกัดว่าจะใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อแบบใด ขอเพียงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดในตลาดก็เพียงพอ หลังจากใช้เกณฑ์นี้ในการประเมิน คะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จะนับเป็นความเร็วสูงสุดของอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ของประเทศนั้นๆ โดยผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละรายจะต้องมีกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมากในการให้บริการทดสอบความเร็ว”

ข่าว: Ookla® Speedtest® การันตีให้ AIS เป็นอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย 4 ปีซ้อน ครึ่งปีหลังของปี 2018 มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/02/14/ookla-speedtest-ais-number1-2018.html

AIS ย้ำ Vision 2019 สร้าง Digital Platform เสริมแกร่ง Digital Thailand

เริ่มเปิดศักราชใหม่ในปี 2019 กับการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่มากขึ้นกว่าเดิมโดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ที่เป็นที่สนใจอย่างมากในปีนี้ แน่นอนว่าหลายองค์กรได้มีการปรับตัวและแสดงวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานของปีนี้ออกมาให้เห็นในแนวทางนี้กันมากขึ้น และหนึ่งในองค์กรยักษ์ใหญ่ทางด้านไอทีในบ้านเราอย่าง AIS ซึ่งได้มีแนวทางการพัฒนาองค์กรในด้านนี้มาโดยตลอด ก็ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ด้วยเช่นกัน และในปีนี้ AIS ได้ออกมาประกาศว่าจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ Operator หรือผู้ให้บริการเครือข่ายเท่านั้น แต่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ไปเป็น Digital Service Provider หรือผู้ให้บริการทางด้านดิจิทัล รวมถึงแสดงถึงความพร้อมที่จะพัฒนาและก้าวไปเป็น Digital Platform ภายใต้คอนเซ็ป Sharing Digital Economy Platform เพื่อเสริมสร้างให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมของภาครัฐ และเอกชนแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย มาติดตามกันดูดีกว่าว่า ในการแถลงวิสัยทัศน์ของ AIS ในครั้งนี้ จะมีอะไรใหม่ที่น่าสนใจรวมถึงทิศทางการพัฒนาในอนาคตของ AIS นั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง


AIS พร้อมสนับสนุน Digital Infrastructure ให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Digital Intelligent Nation  

คุณกานต์ ตระกูลฮุน ประธานกรรมการ AIS ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในภาพรวมของประเทศไทย โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะก่อให้เกิดการปฎิบัติทางด้านอุสาหกรรมโลกครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันรวมถึงภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการเติบโตทางด้าน Digital Service ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ใช้ Digital Service ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในลักษณะการใช้งานแบบบุคคลมีการใช้งาน 3G/4G ไปสู่ภาคประชาชนได้รวดเร็วนอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายของการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ถูกที่สุดในอาเซียนและถูกเป็นที่ 3 ของโลกรวมไปถึงมีอัตราการเติบโตของการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เร็วที่สุดเช่นกัน 

ดังนั้นการนำ Innovation และ Digitalization มาลงทุนและพัฒนาในองค์กรจะช่วยทำให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และหากมีการร่วมมือกันทั้งในภาครัฐและเอกชนจะทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Digital Intelligent Nation ในระดับสากลได้ โดยเป้าหมายของ AIS ในภาพรวมนั้น มีความพร้อมที่จะสนับสนุน Digital Infrastructor ให้กับประเทศไทยอย่างเต็มที่

ย้อนอดีตความเป็นมาระบบคมนาคมพร้อมย้ำ 4G ในไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS ได้แสดงให้เห็นความเป็นมาของ AIS กับระบบโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยทาง AIS นั้นได้วางรากฐานให้กับระบบโทรคมนาคมในประเทศไทยมาแล้วถึง 28 ปี นับตั้งแต่ปี 1990 โดยเป็นสัญญาร่วมงานกับองค์กรโทรศัพท์แห่งประเทศไทย 25 ปีและได้รับใบอนุญาติจาก กสทช. อีก 6 ปี  ซึ่งในปีแรกได้ให้บริการแบบ 1G หรือโทรศัพท์แบบ Analog จากนั้นอีก 4 ปีจึงได้เปลี่ยนไปเป็นยุคดิจิทัล 2G แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศไทยใช้เวลานานถึง 18 ปีกว่าจะมี 3G ใช้ในปี 2012 หลังจากที่ได้มีการจัดตั้ง กสทช.ชุดใหม่พร้อมการประมูลคลื่น 2100 MHz เพื่อนำมาใช้พัฒนาเป็น 3G และภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.ชุดนี้ได้มีการจัดประมูลคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ทำให้สามารถนำมาพัฒนาเป็น 4G ในระยะเวลาเพียง 3 ปีต่อมา วันนี้จึงพูดได้ว่าระบบคมนาคมและ 4G ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเรื่องเทคโนโลยี ความเร็ว หรือความเสถียร ไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างแน่นอน 

 AIS พร้อมแล้วสำหรับ 5G แต่ประเทศไทยควรใช้ในเวลาที่เหมาะส

เรื่องของ 5G กำลังป็นเรื่องที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าจะเป็นสิ่งที่จะกำลังจะเข้ามาปฎิวัติวงการอุตสาหกรรมและธุรกิจโลกในเร็วๆนี้  ซึ่งทาง AIS ได้กล่าวอธิบายถึงแนวทางการพัฒนา 5G  ที่น่าสนใจว่า

  1. ในขณะนี้มีหลายประเทศในโลกที่เริ่มมีการเปิดให้บริการหรือมีแนวทางการพัฒนา 5G อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น จีน เกาหลี อเมริกา ญี่ปุ่น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทุกประเทศเหล่านี้ได้รับคลื่นความถี่ฟรีโดยรัฐบาล หรือมีการประมูลคลื่นความถี่ในราคาที่ถูกมาก เพราะมองว่าคลื่นความถึ่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ผู้ให้บริการเครือข่ายจำเป็นจะต้องนำไปใช้และลงทุนในด้านอื่นๆอีกมากมายเพื่อพัฒนาเครือข่าย 5G ขึ้นมา
  2. ประเทศเหล่านี้มีมุมมองของรัฐบาลที่เห็นว่า 5G ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเรื่องของโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่ประเทศเหล่านี้มีมุมมองในการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าอื่นๆที่ประเทศไทยไม่มี ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามี 5G เกิดขึ้น เกาหลีจะมี Samsung ที่เตรียมผลิตโทรศัพท์มือถือใหม่ๆ พัฒนาประเทศได้ จีนมี Huawei ที่จะสามารถขาย Network ขายโทรศัพท์มือถือใหม่ พัฒนาประเทศได้  อเมริกามีชิปเซ็ทของ 5G ที่สามารถส่งออกและสร้างรายได้ให้ประเทศได้ หรือญี่ปุ่นที่หวังจะเป็นเจ้าแห่งวงการรถยนต์ไร้คนขับ นั่นเอง 

ดังนั้นในประเทศไทยนั้นการลงทุน 5G ในวันนี้ อาจจะยังเร็วเกินไป ซึ่งคาดว่าในช่วงเวลาอีก 3 ปีข้างหน้า เมื่อมีแนวทางในการทำธุรกิจที่ชัดเจนกว่านี้จึงค่อยมาคิดกันอีกครั้งหนึ่ง  อย่างไรก็ตามประเทศไทยเสียโอกาสกับการมี 3G ที่ช้าเกินไปแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่อยากให้เสียโอกาสกับการเสียโอกาสเพราะหลงทางกับการมี 5G ที่เร็วเกินไป ในวันนี้ประเทศไทยไม่ใช่ไม่อยากมี 5G ใช้ แต่ควรจะมีใช้ในเวลาที่เหมาะสม และทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า AIS จะไม่มีการพัฒนา 5G โดยในขณะนี้ทาง AIS ได้ทำการศึกษา ทดลอง และติดตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นไป  เมื่อถึงวันที่ 5G พร้อม จะได้ใช้งาน 5G ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง

2018 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี

จากสถิติจะเห็นได้ว่าในปี 2018 นั้น มีผู้ใช้งานโทรศัพท์ถึง 90 ล้านเลขหมายที่มีการใช้งาน 4G แสดงให้เห็นว่าระบบเน็ตเวิร์คที่ดีสามารถรองรับการใช้งาน 4G ให้กับผู้บริโภคได้  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโลกแห่งการคมนาคมได้ถูกเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกแห่งดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว ผู้คนใช้งานโทรศัพท์กันมากกว่าแค่การติดต่อสื่อสารอย่างเดียว แต่ใช้ทำงาน และธุรกรรมต่างๆมากมาย พฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์มือถือได้เปลี่ยนไป มีอัตราการเติบโตเพิ่มจากการใช้งานเฉลี่ย 7.3GB ต่อเดือน ในปี 2017 เพิ่มไปเป็นละ 11.6 GB ต่อเดือนในปี 2018 และยังมีจำนวนการใช้งานต่อวันเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 3 ชั่วโมงต่อวัน เป็น 6 ชั่วโมงต่อวันอีกด้วย

ในส่วนของการใช้งานอินเตอร์เน็ตบ้าน จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากสายเคเบิ้ลไปเป็นสายไฟเบอร์ในอัตราสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นสูงมากในระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น 

AIS ประกาศเปลี่ยนจาก Mobile Operator ไปเป็น Digital Service Provider มุ่งพัฒนา Digital Platform สำหรับคนไทยภายใน 5 ปี 

และจากแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดนั้น ทำให้ทาง AIS ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ได้ออกมาประกาศว่าจะเปลี่ยนจาก Mobile Operator หรือบริษัททางด้านโทรคมนาคม ไปสู่ Digital Service Provider หรือบริษัทที่จะให้บริการทางด้าน Digital Service โดยมีแผนในการพัฒนา Digital Platform สำหรับคนไทยใน 5 ปีข้างหน้านี้ 

แม้ว่าก่อนหน้านี้ทาง AIS จะได้มีการกล่าวถึงเรื่องราวของ Digital Platform กันมาบ้างแล้วในปีที่ผ่านมา แต่สำหรับปีนี้และอีก 5 ปีข้างหน้า ทาง AIS ได้มีการมุ่งเน้นในส่วนสำคัญเพิ่มเติมเข้ามาจากเดิมได้แก่ Big Data คือ การนำ Data ที่มีอยู่อย่างมากมาย ทำให้เกิดความสำคัญ มีความหมายและสามารถนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้จริง  และ Cyber Security คือการดูแลป้องกันภัยคุกคามต่างๆเพื่อให้ Digital Platform สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจได้ว่าปลอดภัยแน่นอน และเสริมเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา ยกตัวอย่างเช่น AR , VR , Blockchain และ Robot 

ส่องเทคโนโลยีใหม่โดนใจจาก AIS 

จากเรื่องของ Digital Platform ที่ AIS ได้กล่าวถึงนั้น ในปัจจุบันทาง AIS ได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ และสิ่งต่างๆมาผสมผสานกับ Digital Platform เพื่อเกิดเป็นโครงการต่างๆ ที่ได้รับการร่วมมือกับหลายภาคส่วน ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย  ซึ่งได้มีการนำมาเสนอให้เห็นภายในงานนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งภายในงานคุณ ฮุย เว็ง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ ได้ขึ้นมาแนะนำเทคโนโลยีจากโครงการต่างๆของ AIS ได้แก่ 

AIS Super WiFi+ ( WiFi 6 ) ความเร็วได้ถึง 4.8 Gpbs

ในปีนี้ AIS จะเตรีมเปิดให้บริการ WiFi 6 ซึ่งจะมีประสิทธิภาพที่เร็วสูงขึ้นถึง 40% ใช้งานในพื้นที่ต่างๆได้ดียิ่งขึ้น และประหยัดแบตเตอรี่การใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มเปิดลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ Wi-Fi 6 ได้ที่ AIS D.C. ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และ AIS Flagship Store ที่เซ็นทรัลเวิลด์  โดยเทคโนโลยี  Wifi6 (802.11ax) เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ AIS จะได้มาเริ่มให้บริการในชื่อ AIS Super Wifi+ โดยจะสามารถใช้ความเร็วได้ถึง 4.8 Gpbs เพิ่มความสามารถในการรองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้มากถึง 8 เท่า ตอบโจทย์การเติบโตของ IoT  สำหรับในส่วนของ Fix Broadband นั้น จะมีการขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง และเสริมความแข็งแกร่งการบริการ ICT เพื่อองค์กร ที่จะส่งมอบผ่าน CS LoxInfo ในรูปแบบของ One Stop ICT Services อีกด้วย

 เริ่มเปิดทดสอบ 5G แล้วที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

AIS ได้ร่วมวิจัย 5G เพื่อเตรียมความพร้อมในอนาคต โดยร่วมมือกันระหว่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และภาคการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับการเปิดพื้นที่ 5G ให้พร้อมสัมผัสบนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพ  โดย AIS และ วิศวะจุฬาฯ ได้เปิดประสบการณ์ทดลอง 5G ของจริงแห่งแรกในไทย บริเวณพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสยามสแควร์ เร็วๆนี้  รวมถึงยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อพัฒนารถยนต์ไร้คนขับผ่านระบบ 5G  

 เปิดตัว AIS DigitALL – The First Unmanned Store ร้านดิจิทัลเต็มรูปแบบที่แรกในไทย

AIS เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ให้กับคนไทย กับการเปิดตัวร้าน The First Unmanned Store ร้านแรกในประเทศไทย โดยจะได้พบกับประสบการณ์ช้อปดิจิทัลที่แรกในประเทศไทย AIS DigitALL สะดวก ง่าย ซื้อมือถือ แพ็กเกจ แกดเจ็ต เปิดซิม จบในที่เดียวได้ด้วยตัวเอง โดยเปิดให้สัมผัสแล้ววันนี้ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า จังหวัดภูเก็ต 

สรุป AIS ตั้งใจจะทำอะไรในอีก 5 ปีข้างหน้านี้

สำหรับแนวทางการพัฒนาของ AIS ในช่วงเวลา 5 ปีต่อจากนี้ แน่นอนว่าในเรื่องของเทคโนโลยีนั้น AIS เตรียมการพัฒนาในเรื่องของการสร้าง Digital Platform สำหรับคนไทยแล้ว ซึ่งนอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้วเรื่องที่ให้ความสนใจและคำนึงถึงนั่นก็คือเรื่องของบุคลากรหรือคนไทย และเรื่องของสังคมไทย ซึ่งเป็นอีก 2 ส่วนในโลกโลกดิจิทัลที่ต้องนึกถึง ไม่เพียงแค่นึกถึงเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  

ในส่วนของการพัฒนาบุคคลากรหรือคนไทยให้ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์นั้น AIS ได้จัดทำโครงการ AIS ACADEMY for THAIs เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้คนไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจในโลกยุคดิจิทัล และสำหรับส่วนของสังคมไทยนั้นได้จัดทำโครงการ AIS Green ซึ่งจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและพาร์ทเนอร์ต่างๆในการรณรงค์ในเรื่องขยะดิจิทัล เพื่อกระตุ้นให้สังคมได้ทราบถึงผลกระทบจากขยะดิจิทัลที่เกิดขึ้น รวมไปถึงโครงการ Cyber Wellness กับการพัฒนาและสื่อสารให้เยาวชนมี  DQ – Digital Intelligence Quotient  หรือการให้ความรู้เรื่องความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับเยาวชนไทย เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกและสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อปลูกฝังและพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีให้เยาวชนพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองดิจิทัลได้อย่างเหมาะสมในอนาคตนั่นเอง 

และส่วนของการสร้าง Digital Platform นั้น AIS ยังตอกย้ำจะพัฒนา Ditital Platform ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ Ditital  Platform สำหรับ AIS เท่านั้น แต่จะเป็น Ditital Platform สำหรับคนไทยทุกคน ซึ่งนอกจากในส่วนของ Infrastructor ที่แข็งแกร่งแล้ว ในปีนี้และ 5 ปีข้างหน้าจะมีการเสริมในส่วนของ Data Analytics เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยในวันนี้ AIS มีฐานลูกค้า 41 ล้านคน ซึ่งในปีนี้ AIS จะเปิดฐานลูกค้าให้กับทุกอุตสาหกรรมเพื่อผลประโยชน์ลูกค้า ภายใต้กฎกติกาที่กฎหมายกำหนด รวมไปถึงจะมีการสร้าง Platform เพื่อเชื่อมต่อกับ Platform กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ช่วยทำให้เกิดเครือข่ายและสังคมดิจิทัลที่เติบโตและอยู่รอดร่วมกัน พร้อมทั้งเชิญชวนให้องค์กร ธุรกิจ หรือบุคคล เข้ามาร่วมสร้างเครือข่ายดิจิตอลที่ดีและแข็งแรงร่วมกัน  ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวทางในการทำงานของ AIS ในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่หวังว่า Digital Platform จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้สังคมไทยแข็งแกร่งขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ของ AIS DIGITAL INTELLIGENT NATION 2019  นั่นเอง  

บทความโดย – http://www.flashfly.net

from:https://www.flashfly.net/wp/241864

ศึกษากลยุทธ์หน้าร้านยุคใหม่ของ AIS กับว่าที่จิ๊กซอว์ตัวสำคัญไปสู่ Omni-Channel เต็มรูปแบบ

แนวโน้มการทำร้านค้าแบบไม่มีพนักงาน หรือ Unmanned Store มีสัญญาณเพิ่มขึ้น เพราะประสิทธิภาพในการประหยัดต้นทุน และการควบคุมที่ดีกว่าเดิม ซึ่งจุดนี้เองทำให้ AIS ลงทุน 20 ล้านบาทกับร้านต้นแบบที่ไม่มีพนักงาน

ais
AIS DigitALL Shop

จากแค่ค้าปลีก สู่หน้าร้านของทุกภาคธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ Brand Inside ได้นำเสนอร้านค้าที่ไม่มีพนักงานทั้งของ Amazon และ Alibaba พร้อมกับประโยชน์ และจุดเด่นของร้านค้าแบบดังกล่าว แต่ปัจจุบันแนวคิดการพัฒนาหน้าร้าน หรือจุดบริการของทุกภาคธุรกิจก็เริ่มไปในทิศทางนี้มากขึ้น ซึ่งในประเทศไทยนั้นธนาคาร และค้าปลีกบางรายก็นำร้านรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้บ้างแล้ว

แต่ล่าสุดการออกแบบร้านในลักษณะ Unmanned Store ก็ข้ามมาสู่ฝั่งผู้ให้บริการโทรคมนาคม และเป็น AIS ที่พัฒนาร้านในรูปแบบนี้ภายใต้ชื่อ AIS DigitALL Shop ตั้งอยู่ที่ Central Phuket Floresta ผ่านการลงทุนกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าขนาดพื้นที่เท่ากันในสาขาแบบปกติถึงเท่าตัว

ปรัธนา ลีลพนัง
ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS เล่าให้ฟังว่า ด้วยความต้องการอยากให้ตัวสาขาสะดวกในการใช้งาน และตอบรับความต้องการใหม่ๆ ของผู้บริโภค จึงเริ่มคิดสาขาในรูปแบบดังกล่าวมาราว 1 ปี ก่อนที่จะเกิดสาขาแบบนี้ที่จังหวัดภูเก็ต

ตอบโจทย์ทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว

“ปกติแล้วสาขาขนาดนี้ต้องใช้คน 30 คน แต่คราวนี้เราทำให้มันไม่มีเคาท์เตอร์ โดยเปลี่ยนพื้นที่นั้นเป็นจุดซื้อสินค้า และบริการต่างๆ ทำให้ลดคนไปได้เหลือ 10 กว่าคน ส่วนที่ต้องมีคนอยู่ก็เพื่อช่วยดูแลลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดกว่าเดิม พร้อมคงคอนเซ็ปต์ No Cash, No Queue และ No Counter Service เอาไว้ได้”

AIS
ตู้กดซื้อบริการ และสินค้าต่างๆ

ทั้งนี้เหตุผลที่มาเปิดช้อปในลักษณะดังกล่าวที่ภูเก็ตก็เพราะเป็นจังหวัดการท่องเที่ยว และลูกค้าชาวต่างชาติก็สามารถทำอะไรเอง เช่นซื้อซิม ส่วนคนท้องถิ่นก็สามารถซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน โดยการเลือกซื้อสินค้าทั้งหมดนั้นหลักๆ จะทำผ่านบัตรเครดิต ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจริงๆ ถึงจะมีการรับเงินสด

ขณะเดียวกันการทำสาขาแบบนี้ขึ้นมาแม้ช่วงแรกจะลงทุนสูง แต่ในระยะยาวน่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า โดย AIS คาดว่า การทำสาขา AIS DigitALL Shop จะช่วยประหยัดต้นทุนได้ 30-40% และยังเป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้ากลยุทธ์ Omni-Channel ของบริษัทอีกด้วย

AIS
สินค้าที่จำหน่ายภายใน AIS DigitALL Shop

แผนระยะยาวยังไม่ชัด ขอฟังเสียงตอบรับก่อน

อย่างไรก็ตามแผนการขยายสาขา Unmanned Store ของ AIS นั้นยังไม่ชัดเจน เนื่องจากขอดูเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการก่อน ประกอบกับการพัฒนาสาขารูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ผู้บริโภคจะเริ่มคุ้นชินกับการซื้อสินค้า หรือบริการต่างๆ โดยไม่มีพนักงานมาคอยช่วยบ้างแล้วก็ตาม

“ประสบการณ์การใช้บริการหน้าร้านมันสำคัญ เพราะถ้าเราทำได้ดี ก็มีโอกาสที่ผู้บริโภคจะจดจำ และหันมาใช้บริการกับ AIS มากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็มันก็เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ถ้าหน้าร้านดี เครืข่ายไม่ดี สุดท้ายมันก็อยู่ไม่ได้ ทำให้เราต้องเดินหน้าทั้งสองเรื่องไปพร้อมๆ กันให้ดีที่สุดเพื่อเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้”

ปัจจุบัน AIS มีหน้าร้านที่บริหารด้วยตัวเองราว 160 สาขา และมีสาขาที่ไม่ได้บริหารเองเช่น Telewiz, AIS Buddy และอื่นๆ ซึ่งตัวหน้าร้านทั้งหมดนั้นก็เริ่มนำบริการดิจิทัลต่างๆ มาตอบโจทย์ลูกค้าที่มากกว่าการเข้ามาใช้บริการกับคนบ้างแล้ว

สรุป

การพัฒนาหน้าร้านรูปแบบใหม่กลายเป็นเรื่องจำเป็นของทุกอุตสาหกรรม เพราะเมื่อปัจจุบันผู้บริโภคสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานช่วยดูแลอีกต่อไป การย่ำอยู่ที่เดิมก็เท่ากับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า นอกจากฝั่งพนักงานก็ต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้ถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ด้วย ส่วนร้านค้าแบบนี้จะเกิดมาขึ้นในไทยหรือไม่ ต้องติดตามกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/digit-all-ais-retail/

AIS ผนึก Nokia ร่วมกระทรวง DE เตรียมความพร้อม Testbed 5G-IoT ในพื้นที่ EEC

 

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวในโอกาสร่วมลงพื้นที่เตรียมความพร้อมของสนามทดสอบ 5G Testbed  ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯและพันธมิตรในแวดวงโทรคมนาคม ว่า

AIS

AIS รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนสนับสนุนภาครัฐ และภาคการศึกษา เปิดพื้นที่เพื่อจัดแสดงตัวอย่างเทคโนโลยีที่กำลังจะมาในอนาคต อาทิ IoT หรือ 5ให้แก่ นิสิต นักศึกษา นักพัฒนา พาร์ทเนอร์ รวมถึง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงของเทคโนโลยี Digital ของไทย ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ Digital ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

“โดยในการลงพื้นที่เตรียมการห้องปฏิบัติการทดสอบครั้งนี้ เราได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Nokia นำ 5G Use case และ IoT Device จาก AIS IoT Alliance Program เพื่อให้ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจและทุกอุตสาหกรรมที่จะมาใช้บริการในศูนย์นี้เห็นภาพประโยชน์จาก 5สร้างแรงบันดาลใจในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีอนาคตที่จะมาถึงอันใกล้ ทั้งนี้ use case ต่างๆ ประกอบด้วย

1.เทคโนโลยีแสดงความหน่วงที่ต่ำกว่าและให้การตอบสนองที่เร็วกว่าของเครือข่าย 5G ผ่านเกมและ application ต่างๆ

·        5G Ultra Low Latency – Cooperative Cloud Robots : สาธิตความหน่วงเครือข่าย 5ด้วยการแสดงเวลาที่หุ่นยนต์สองตัวใช้ในการหาจุดสมดุลที่ทำให้ลูกบอลอยู่กึ่งกลาง โดยหุ่นยนต์จะใช้เวลาน้อยกว่ามากบนเครือข่าย 5G เมื่อเปรียบเทียบกับเครือข่าย4G

·        5G Collaborative Car Factory : สาธิต ผู้ทดสอบจะได้ลองประกอบเครื่องยนต์ของรถยนต์ ผ่าน VR  ซึ่งจะแสดงให้เห็นความเร็วในการตอบสนองที่แตกต่างของความหน่วงระดับต่างๆ

·        5G AR Digital Rubik’s Cube และ 5G VR Football Game  : สาธิตการตอบสนองที่เร็วกว่าของเครือข่าย 5G ผ่านเกมฟุตบอลและการเล่น Rubiks cube แบบ realtime

2.เทคโนโลยี Security Orchestration and Automation ที่จะแสดงให้เห็นถึงการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายข้อมูลขององค์กร ที่มีการประสานงานอย่างสอดคล้องและตอบสนองโดยอัตโนมัติ  โดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligenceและการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learningในการตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในโลกของเครือข่าย 5G

3.เทคโนโลยีของ Nokia AVA สำหรับการออกแบบระบบดิจิทัล 5G (5G Digital Design) โดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่อง เข้ามาช่วยในการระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในรูปแบบสามมิติ (3D Geolocation) ซึ่งนำไปสู่การออกแบบระบบดิจิทัล 5ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 5ได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และได้ประสิทธิภาพของการบริการบนระบบโครงข่าย 5อย่างสูงสุด

4.เทคโนโลยี IoT  โดยโครงการ AIAPAIS IoT Alliance Program นำชุดอุปกรณ์ IoT Devices สำหรับนักพัฒนามาจัดแสดง อาทิ NB IoT Shield และ NBXBEE เพื่อให้นิสิต นักศึกษา หรือผู้ประกอบการได้ศึกษา นำไปพัฒนาเป็น IoT Solution พร้อมแสดงตัวอย่างการนำIoT Solution ไปประยุกตร์ใช้งานจริง ได้แก่ Smart Water Level Monitoring ที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการระดับน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

“เพราะ 5คือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นขีดความสามารถการเชื่อมต่อ IoT และ เครือข่ายที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียร 

อีกทั้งยังมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้แน่ใจว่า ecosystem มีความพร้อมในเวลาที่เหมาะสม  เพื่อผลักดันธุรกิจและuse case ใหม่ๆ ในระหว่างนี้ AIS และพาร์ทเนอร์ ก็จะขอร่วมสนับสนุนภาครัฐในการเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ๆของประเทศอย่างดีที่สุดแน่นอน” นายวีรวัฒน์ ย้ำ

 

from:http://mobileocta.com/ais-and-nokia-join-the-ministry-of-de-to-prepare-the-5g-iot-testbed-in-the-eec-area/

AIS ผนึก Nokia ร่วมกระทรวง DE เตรียมความพร้อม Testbed 5G-IoT ในพื้นที่ EEC มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวในโอกาสร่วมลงพื้นเตรียมความพร้อมของสนามทดสอบ 5G Testbed  ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯและพันธมิตรในแวดวงโทรคมนาคม ว่า “AIS รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนสนับสนุนภาครัฐ และภาคการศึกษา เปิดพื้นที่เพื่อจัดแสดงตัวอย่างเทคโนโลยีที่กำลังจะมาในอนาคต อาทิ IoT หรือ 5G ให้แก่ นิสิต นักศึกษา นักพัฒนา พาร์ทเนอร์ รวมถึง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงของเทคโนโลยี Digital ของไทย ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ Digital ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC”

“โดยในการลงพื้นที่เตรียมการห้องปฏิบัติการทดสอบครั้งนี้ เราได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Nokia นำ 5G Use case และ IoT Device จาก AIS IoT Alliance Program เพื่อให้ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจและทุกอุตสาหกรรมที่จะมาใช้บริการในศูนย์นี้เห็นภาพประโยชน์จาก 5G สร้างแรงบันดาลใจในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีอนาคตที่จะมาถึงอันใกล้ ทั้งนี้ use case ต่างๆ ประกอบด้วย

1.เทคโนโลยีแสดงความหน่วงที่ต่ำกว่าและให้การตอบสนองที่เร็วกว่าของเครือข่าย 5G ผ่านเกมและ applicationต่างๆ

  • 5G Ultra Low Latency – Cooperative Cloud Robots : สาธิตความหน่วงเครือข่าย 5G ด้วยการแสดงเวลาที่หุ่นยนต์สองตัวใช้ในการหาจุดสมดุลที่ทำให้ลูกบอลอยู่กึ่งกลาง โดยหุ่นยนต์จะใช้เวลาน้อยกว่ามากบนเครือข่าย 5G เมื่อเปรียบเทียบกับเครือข่าย 4G
  • 5G Collaborative Car Factory : สาธิต ผู้ทดสอบจะได้ลองประกอบเครื่องยนต์ของรถยนต์ ผ่าน VR  ซึ่งจะแสดงให้เห็นความเร็วในการตอบสนองที่แตกต่างของความหน่วงระดับต่างๆ
  • 5G AR Digital Rubik’s Cube และ 5G VR Football Game  : สาธิตการตอบสนองที่เร็วกว่าของเครือข่าย5G ผ่านเกมฟุตบอลและการเล่น Rubik’s cube แบบ real-time

2.เทคโนโลยี Security Orchestration and Automation ที่จะแสดงให้เห็นถึงการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายข้อมูลขององค์กร ที่มีการประสานงานอย่างสอดคล้องและตอบสนองโดยอัตโนมัติ  โดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในการตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในโลกของเครือข่าย 5G

3.เทคโนโลยีของ Nokia AVA สำหรับการออกแบบระบบดิจิทัล 5G (5G Digital Design) โดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่อง เข้ามาช่วยในการระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในรูปแบบสามมิติ (3D Geolocation) ซึ่งนำไปสู่การออกแบบระบบดิจิทัล 5G ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 5Gได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และได้ประสิทธิภาพของการบริการบนระบบโครงข่าย 5G อย่างสูงสุด

4.เทคโนโลยี IoT  โดยโครงการ AIAP-AIS IoT Alliance Program นำชุดอุปกรณ์ IoT Devices สำหรับนักพัฒนามาจัดแสดง อาทิ NB IoT Shield และ NB-XBEE เพื่อให้นิสิต นักศึกษา หรือผู้ประกอบการได้ศึกษา นำไปพัฒนาเป็น IoT Solution พร้อมแสดงตัวอย่างการนำ IoT Solution ไปประยุกตร์ใช้งานจริง ได้แก่ Smart Water Level Monitoring ที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการระดับน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

“เพราะ 5G คือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขีดความสามารถการเชื่อมต่อ IoT และ เครือข่ายที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียร  อีกทั้งยังมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้แน่ใจว่าecosystem มีความพร้อมในเวลาที่เหมาะสม  เพื่อผลักดันธุรกิจและ use case ใหม่ๆ ในระหว่างนี้ AIS และพาร์ทเนอร์ ก็จะขอร่วมสนับสนุนภาครัฐในการเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ๆของประเทศอย่างดีที่สุดแน่นอน” นายวีรวัฒน์ ย้ำ

from:https://www.flashfly.net/wp/241324