คลังเก็บป้ายกำกับ: AIS

AIS ทดสอบเครือข่าย 5G ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

AIS เริ่มทดสอบเครือข่าย 5G ในภาคใต้ โดยใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตามนโยบายของ กสทช. ที่ต้องการผลักดันพื้นที่หาดใหญ่เป็นสมาร์ทซิตี้

เครือข่ายที่ทดสอบใช้ความถี่ 28GHz โดยทดลองใช้งานใน 3 use cases คือ

  • Mobile Surveillance นำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะส่งต่อผ่านเครือข่าย 5G เพื่อวิเคราะห์ภาพวัตถุรอบคันรถ
  • Object Detection ตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่ เช่น ตรวจจับรถยนต์หรือบุคคลต้องสงสัย
  • EV Autonomous การสื่อสารระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับ EV ด้วยกัน (vehicle to vehicle communication) โดยส่งข้อมูลที่มีความหน่วง (latency) ต่ำ และมีเสถียรภาพสูง

ก่อนหน้านี้ AIS ทดสอบเครือข่าย 5G ไปแล้วที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

ที่มา – AIS

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110916

โฆษณา

AIS จับมือ ม.สงขลานครินทร์ ทดสอบ 5G ครั้งแรกในภาคใต้ ด้วยแนวคิด Smart City, Smart Living ทดลองโมเดลสมาร์ทซิตี้ ครั้งแรกในไทย

เอไอเอส โดยนายมหัณณพ อภินันทนพงศ์ หัวหน้าส่วนงานปฎิบัติการภูมิภาค-ภาคใต้ และสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (มอ.) โดย ผศ.วศิน สุวรรณรัตน์ รองอธิการบดีวิทยาเขตหาดใหญ่ พร้อมทีมนักพัฒนา นำโดย ผศ.ดร.วรรณรัช สันติอมรทัต ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยงสขลานครินทร์ จับมือทดลอง ทดสอบเทคโนโลยี 5G ครั้งแรกในภาคใต้ ด้วยแนวคิด “Smart City, Smart Living” สร้างโมเดลสมาร์ทซิตี้ครั้งแรกในไทย ภายใต้การสนับสนุนจากสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของภาคใต้ในการพัฒนานวัตกรรม และสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาในอนาคต อาทิ 5G, IoT และโซลูชั่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักศึกษา นักพัฒนา และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบเทคโนโลยีแห่งอนาคต

โดยการลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ เอไอเอส และ มอ.ได้นำ 5G Use Case และ IoT Device มาทดลอง ทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 28 GHz เพื่อทดสอบศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ใน 3 คุณสมบัติหลัก คือ ความเร็วที่เหนือระดับไปอีกขั้น, เครือข่ายที่ตอบสนองรวดเร็วและเสถียร (Latency) รวมถึงศักยภาพในการขยายการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่ออุปกรณ์ หรือ IoT ซึ่งเป็นรากฐานในการสร้างโมเดลเมืองอัจฉริยะ รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและมีความปลอดภัย โดยมี Use Case เริ่มต้น ประกอบด้วย

1. นวัตกรรม Mobile Surveillance: นวัตกรรมเพื่อการตรวจตราและรักษาความปลอดภัยจาก Video Analytics และ AI ได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการนำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะส่งต่อผ่านเครือข่าย 5G ที่จะสามารถวิเคราะห์ภาพจำแนกวัตถุรอบคันรถ, วิเคราะห์ความพร้อมของผู้ขับขี่ และการแจ้งเตือนความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. นวัตกรรม Object Detection: นวัตกรรมจับวัตถุที่เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้อย่างแม่นยำ ผ่าน 5G อาทิ ตรวจจับรถยนต์หรือบุคคลต้องสงสัย โดยข้อมูลจะแสดงผลเรียลไทม์ที่ War Room ของมหาวิทยาลัย ในกรณีที่ตำรวจแจ้งลักษณะบุคคลและรถต้องสงสัยเข้ามา ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยก็จะสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของรถหรือคนร้ายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านระบบรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยได้ดียิ่งขึ้น

3. นวัตกรรม EV Autonomous: นวัตกรรมการสื่อสารระหว่างรถ EV ต่อรถ EV ผ่านเครือข่าย 5G ครั้งแรกของไทย (Vehicle to Vehicle communication system) ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง มีความหน่วงต่ำ และระบบมีความเสถียรมาก ทำให้รถยนต์สามารถสื่อสารข้อมูลการขับขี่ ข้อมูลความปลอดภัย และข้อมูลการจราจรไปมาระหว่างกันเองได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้คนขับ ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงป้องกันการจราจรติดขัดในเส้นทาง

จากการทดลอง ทดสอบครั้งนี้ จะทำให้ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหรรม และผู้เกี่ยวข้องใน 5G Ecosystem เห็นภาพของประโยชน์ของ 5G ในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาได้มีโอกาสพัฒนา Innovation Idea อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะมาถึง ตลอดจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

from:https://www.flashfly.net/wp/260119

AWN ชำระเงินประมูลคลื่น 900MHz งวดที่ 3 จำนวน สี่พันสามร้อยหนึ่งล้านสี่แสนบาทถ้วน

บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN ในกลุ่มเอไอเอส ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 900MHz ชุดที่ 1 คลื่นความถี่ 895-905 MHz คู่กับ 940-950MHz ที่ราคาประมูล 80,949.78 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และที่ผ่านมาได้ชำระเงินงวดที่ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส ได้เดินทางไปชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900MHz งวดที่ 3 โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เงินจำนวน 4,301,400,000.00 บาท (สี่พันสามร้อยหนึ่งล้านสี่แสนบาทถ้วน) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว พร้อมนำส่งหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่งวดที่ 4 ณ สำนักงาน กสทช. เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562

from:https://www.flashfly.net/wp/260098

AIS จับมือ ม.สงขลานครินทร์ เดินหน้าทดลอง ทดสอบ 5G ครั้งแรกในภาคใต้ เริ่มด้วยแนวคิด “Smart City, Smart Living” ทดลองโมเดลสมาร์ทซิตี้ ครั้งแรกในไทย

 

เอไอเอส โดยนายมหัณณพ อภินันทนพงศ์ หัวหน้าส่วนงานปฎิบัติการภูมิภาค-ภาคใต้ และสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (มอ.) โดย ผศ.วศิน สุวรรณรัตน์ รองอธิการบดีวิทยาเขตหาดใหญ่พร้อมทีมนักพัฒนา นำโดย ผศ.ดร.วรรณรัช สันติอมรทัต ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยงสขลานครินทร์ จับมือทดลอง ทดสอบเทคโนโลยี 5G ครั้งแรกในภาคใต้

ด้วยแนวคิด Smart City, Smart Living” สร้างโมเดลสมาร์ทซิตี้ครั้งแรกในไทย ภายใต้การสนับสนุนจากสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของภาคใต้ในการพัฒนานวัตกรรม และสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาในอนาคต อาทิ 5G, IoT และโซลูชั่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักศึกษา นักพัฒนา และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G  ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

AIS 5G

โดยการลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ เอไอเอสและมอ.ได้นำ 5G Use Case และ IoT Device มาทดลอง ทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 28 GHz เพื่อทดสอบศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ใน 3 คุณสมบัติหลัก คือ ความเร็วที่เหนือระดับไปอีกขั้น, เครือข่ายที่ตอบสนองรวดเร็วและเสถียร (Latency) รวมถึงศักยภาพในการขยายการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่ออุปกรณ์ หรือ IoT ซึ่งเป็นรากฐานในการสร้างโมเดลเมืองอัจฉริยะ รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและมีความปลอดภัย โดยมี Use Case เริ่มต้น ประกอบด้วย

1.      นวัตกรรม Mobile Surveillance: นวัตกรรมเพื่อการตรวจตราและรักษาความปลอดภัยจาก Video Analytics และ AI ได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการนำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะส่งต่อผ่านเครือข่าย 5G ที่จะสามารถวิเคราะห์ภาพจำแนกวัตถุรอบคันรถวิเคราะห์ความพร้อมของผู้ขับขี่ และการแจ้งเตือนความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.      นวัตกรรม Object Detection: นวัตกรรมจับวัตถุที่เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้อย่างแม่นยำ ผ่าน 5G อาทิ ตรวจจับรถยนต์หรือบุคคลต้องสงสัย โดยข้อมูลจะแสดงผลเรียลไทม์ที่ War Room ของมหาวิทยาลัย ในกรณีที่ตำรวจแจ้งลักษณะบุคคลและรถต้องสงสัยเข้ามา ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยก็จะสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของรถหรือคนร้ายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านระบบรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยได้ดียิ่งขึ้น

3.      นวัตกรรม EV Autonomousนวัตกรรมการสื่อสารระหว่างรถ EV ต่อรถ EV ผ่านเครือข่าย 5G ครั้งแรกของไทย (Vehicle to Vehicle communication system) ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง มีความหน่วงต่ำ และระบบมีความเสถียรมาก ทำให้รถยนต์สามารถสื่อสารข้อมูลการขับขี่ ข้อมูลความปลอดภัย และข้อมูลการจราจรไปมาระหว่างกันเองได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้คนขับ ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงป้องกันการจราจรติดขัดในเส้นทาง

จากการทดลอง ทดสอบครั้งนี้ จะทำให้ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหรรม และผู้เกี่ยวข้องใน 5G  Ecosystem เห็นภาพของประโยชน์ของ 5Gในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาได้มีโอกาสพัฒนา Innovation Idea อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะมาถึง ตลอดจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

from:http://mobileocta.com/ais-joins-hands-with-prince-of-songkla-university-continue-to-test-the-first-5g-test-in-the-south/

AWN ชำระเงินประมูลคลื่น 900MHz งวดที่ 3 จำนวน สี่พันสามร้อยหนึ่งล้านสี่แสนบาทถ้วน

 

บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN ในกลุ่มเอไอเอส ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 900MHz ชุดที่ 1 คลื่นความถี่ 895-905 MHz คู่กับ 940-950MHz ที่ราคาประมูล 80,949.78 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และที่ผ่านมาได้ชำระเงินงวดที่ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว

 

AIS

โดยล่าสุด นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอสได้เดินทางไปชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900MHz งวดที่ 3 โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เงินจำนวน 4,301,400,000.00 บาท (สี่พันสามร้อยหนึ่งล้านสี่แสนบาทถ้วน) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว พร้อมนำส่งหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่งวดที่ 4 ณ สำนักงาน กสทช. เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562

 

from:http://mobileocta.com/awn-pay-for-the-900mhz-spectrum-auction-3rd-installment/

AIS กับการปรับองค์กรในยุคดิจิทัล – เปิดรับนวัตกรรม สนับสนุนสตาร์ทอัพภายใน สร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงใน DNA ของทุกฝ่าย

องค์กรทั้งหลายในปัจจุบันต่างก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของการปรับตัวไปตามเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โจทย์ที่พวกเขาต้องตอบให้ได้เพื่อการเข้าร่วมแข่งขันในตลาด ณ ตอนนี้ คือการปรับตัวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างคุณค่าและลดต้นทุน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจให้ทันสมัย และสอดคล้องกับความเป็นไปมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากสมาชิกภายในองค์กรทุกคนไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทีมงาน ADPT มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ AIS ถึงแนวทางที่พวกเขาได้เริ่มต้นใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองในยุคของ Digital Transformation ตั้งแต่แนวคิด การกำหนดแผนการ การสร้างวัฒนธรรม ไปจนถึงผลงานเป็นรูปธรรมที่สำเร็จออกมา จึงจะขอแชร์ความรู้ให้ทุกท่านได้อ่านเป็นไอเดียในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป 

เทคโนโลยีรอบตัว เลือกโฟกัสให้ถูกและพร้อมเปลี่ยนอยู่เสมอ 

ทุกวันนี้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นมีให้เลือกจนละลานตาอยู่รอบตัวเรา ทุกสิ่งดูสำคัญ น่าสนใจ และสดใหม่น่าใช้งานทั้งสิ้น คำถามก็คือเราจะเลือกโฟกัสกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมชิ้นไหนบ้าง จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร 

AIS เองก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่ต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ และพวกเขาก็เลือกใช้ขั้นตอนที่เรียกว่า Strategic Exploration ที่เริ่มจากการสอดส่องหาเทรนด์ที่กำลังมาแรงและน่าสนใจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ก่อนจะค่อยๆ พิจารณาถึง Scenario ในการนำนวัตกรรมเหล่านั้นไปใช้หรือให้บริการว่ามีความเหมาะสม สร้างคุณค่า และมีโอกาสทางธุรกิจมากแค่ไหน จากนั้น AISก็จะสรุปสิ่งที่พวกเขาเลือกและวาดภาพกลยุทธ์ที่ธุรกิจจะก้าวไปได้พร้อมกับนวัตกรรมที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมา โดยขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อปรับให้โฟกัสและกลยุทธ์ของพวกเขาทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ 

Framework ในการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กรของ AIS ซึ่งเริ่มจาก Strategic Exploration ก่อนจะพัฒนาไปตามขั้นตอนและโครงการต่างๆด้านขวามือ

เปลี่ยนสมาชิกในองค์กรให้เป็น Innovator

การสร้างองค์กรที่สนับสนุนนวัตกรรมนั้นอาจจะมีวิธีที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆ องค์กรเห็นพ้องต้องกัน คือการสร้างวัฒนธรรมที่พร้อมเปิดรับความคิดใหม่ๆ และเสี่ยงไปกับมัน AIS จึงได้จัดตั้งทีม Novel Engine Execution Team (NEXT) ขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2018เพื่อเป็นหน่วยงานที่ช่วยกระตุ้นการเกิดของนวัตกรรม สร้างวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และช่วยสนับสนุนโครงการด้านนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในองค์กรในโครงการต่างๆ

สำหรับAIS แล้ว พวกเขาคิดว่านวัตกรรมและการปรับตัวนั้นสอดคล้องกับแนวความคิดของการสร้างธุรกิจ (New Business) ใหม่จึงวางแผนการสร้างแนวคิดแบบเจ้าของกิจการหรือStart up เพิ่มขึ้นในองค์กร โดยแบ่งภารกิจออกเป็นสามส่วน 1. การเสาะหาความคิดและผู้ประกอบการจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือแวดวงวิชาการ 2. การ Recruit พนักงานที่มีลักษณะ เจ้าของกิจการจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก และ 3. การสร้างเจ้าของกิจการและ Innovator จากสมาชิกภายในองค์กรเอง

โดยหนึ่งในการสร้างนวัตกรจากสมาชิกภายในองค์กร AIS ได้จัดตั้งโครงการที่ชื่อว่า InnoJump Bootcamp ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในองค์กรส่งไอเดียการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ รอบตัว และหากไอเดียที่ได้รับนั้นน่าสนใจ มีตลาดรองรับ ก็จะสนับสนุนให้เริ่มพัฒนาไอเดียนั้นขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการจริงในขั้น InnoJump Experience Lab โดยมีงบประมาณและทรัพยากรไว้อำนวยความสะดวกพนักงาน และหากทดลองแล้วว่านวัตกรรมที่สร้างมานั้นตอบโจทย์ผู้ใช้งาน สามารถเติบโต สร้างรายได้ และพึ่งพาตัวเองได้จนถึงจุดหนึ่ง AIS ก็จะผลักดันให้โครงการดังกล่าวเข้ามาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ AIS ที่พร้อมให้บริการผู้คนทั่วประเทศ 

School Van Clever เผยโฉมโปรเจกต์แรกจาก InnoJump 

School Van Clever นับเป็นโปรเจกต์แรกสุดของโครงการ InnoJump ที่มีจุดเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “หากได้เป็น CEO 24 ชั่วโมง คุณจะทำอะไร?” ไอเดียนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยการรวบรวมทีมงานที่เป็นพนักงาน AIS จากหลายจังหวัดในภาคใต้ ก่อนจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นด้วยการสนับสนุนด้านทรัพยากรและการวางแผนร่วมกับหลายฝ่ายในองค์กร

นวัตกรรมของ School Van Clever คือระบบเฝ้าระวังให้กับนักเรียนที่โดยสารรถตู้ไปและกลับจากโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดใจอย่างการที่เด็กติดอยู่ในรถตู้จนเสียชีวิตอีก ทีมงานออกไอเดียที่เรียบง่ายและได้ผลในการติดตั้งกล้องและเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจสอบภาพภายในรถ ความเคลื่อนไหว ตำแหน่ง และความเร็วในการเคลื่อนที่ของรถ โดยที่ผู้ปกครองและอาจารย์สามารถเข้ามาตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันได้แบบ Real-time โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถดับเครื่อง หากเซ็นเซอร์สามารถจับความเคลื่อนไหวภายในรถได้ ก็จะแจ้งเตือนไปยังคนขับทันทีอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเข้ามาตรวจสอบในตัวรถ

แอปพลิเคชัน School Van Clever ที่ผู้ปกครองสามารถเข้ามาตรวจสอบการโดยสารรถรับส่งของบุตรหลานได้
หน้าตา Prototype ของกล่องเซ็นเซอร์ที่จะนำไปติดในรถตู้รับส่งนักเรียน

หลังการทดลองนำไปใช้ พบว่าระบบ School Van Clever สร้างความประทับใจให้กับครู ผู้ปกครอง และคนขับรถตู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ช่วยขจัดความกังวลต่อความปลอดภัยของนักเรียนของทุกฝ่าย นอกจากนี้ ระบบยังได้รับความสนใจจากผู้ให้บริการรถตู้โดยสารประจำทางที่ต้องการตรวจสอบพฤติกรรมของคนขับรถ ซึ่งก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ทางทีมกำลังพิจารณาที่จะขยับขยายไปสู่ 

ปัจจุบัน School Van กำลังเริ่มทดสอบระบบกับรถรับส่งนักเรียนชั้นอนุบาลและประถมในภาคใต้ ซึ่งในช่วงแรกจะเน้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสุราษฎร์ธานี และในเมืองหาดใหญ่ โดยภายในปีนี้พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะติดตั้งระบบดังกล่าวในรถรับส่งให้ได้ทั้งสิ้น250คัน 

เมื่อมีแผนการและตลาดที่ชัดเจน AIS ก็ได้สนับสนุนการเติบโตของ School Van Clever ไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งหัวหน้าทีม School Van Clever จากเดิมที่เป็นวิศวกรเข้ามาดูแลโปรเจกต์นี้อย่างเต็มตัวในฐานะ Headรวมไปถึงการเตรียมตั้ง Business Unit แยกออกมาโดยเฉพาะในลักษณะของ Internal VC เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของ School Van Clever ให้ก้าวไปข้างหน้า และบรรลุเป้าหมายในการเข้ามาเป็นอีกหนึ่งบริการของ AISในที่สุด 

เราได้เรียนรู้อะไรจากการสร้างนวัตกรรมของ AIS?

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของ AIS ในครั้งนี้แล้ว ทีมงาน ADPT เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่ผู้อ่านอาจนำไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเองได้ จึงขอสรุปมาสั้นๆ ณ ที่นี้ 

1. ตั้ง Scopeที่ดี 

การสร้างนวัตกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสำหรับธุรกิจในระยะยาวแล้วนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาจะต้องช่วยสร้างคุณค่าและส่งเสริมการดำเนินการของธุรกิจได้เป็นอย่างดี AIS เริ่มต้นด้วยการเปิดกว้างต่อไอเดียที่หลากหลายทุกประเภทเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จากนั้นจึงค่อยๆพิจารณาถึงความเป็นไปได้ทางการตลาด การดำเนินการ คุณค่าที่โครงการจะสร้าง และเป้าหมายที่องค์กรมีอยู่แล้วจึงคัดเลือกไอเดียมาบ่มเพาะต่อในโครงการ Innojump 

การทำเช่นนี้ช่วยให้พวกเขาได้ไอเดียที่สดใหม่ไม่ติดกรอบอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันขั้นตอนการคัดเลือกก็ช่วยให้พวกเขาไม่หลุดไปจากเป้าหมายที่มีอยู่

2. จริงจังกับนวัตกรรม 

จากกรณีของ School Van และโปรเจกต์อื่นๆ ที่กำลังจะตามมา เราจะเห็นได้ว่า AIS นั้นมีขั้นตอนการเปลี่ยนจากไอเดียในจินตนาการเป็นธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเป็นระบบ พวกเขามีการสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่างๆ มีการวางแผนการเงินและการตลาด มีเป้าหมาย และมีความตั้งใจในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจอย่างแท้จริง 

เมื่อองค์กรแสดงออกว่าพวกเขาให้คุณค่ากับไอเดียใหม่ๆ และมีความตั้งใจจริงในการสร้างธุรกิจจากนวัตกรรมที่เปิดรับจากทุกคน สมาชิกในองค์กรก็ย่อมรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง และมีความกระตือรือร้นในการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ซึ่งมีความสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต 

3. โครงสร้างที่สนับสนุนนวัตกรรม

การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากโครงสร้างที่สนับสนุนการเกิดและเติบโตของนวัตกรรม AIS มีการจัดตั้งงบประมาณและทรัพยากรที่รองรับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการเปิดโอกาสและสร้างพื้นที่ให้พนักงานได้คิดค้นและร่วมมือกัน ตั้งแต่การตั้งโครงการเปิดรับไอเดีย การจัดเทรนนิ่งให้ความรู้ การเปิดรับการสร้างนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน และการจัดโครงสร้างองค์กรให้ง่ายต่อความร่วมมือ การให้แรงจูงใจอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ รวมไปถึงการมีโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นเพียงพอในการจัดตั้ง Business Unit และตำแหน่งงานสำหรับทีมนวัตกรรมแต่ละโปรเจกต์ 
การสร้างนวัตกรรมนั้นต้องการทั้งเวลา เงินทุน และการวางแผนที่รอบคอบ และดูเหมือนว่า AIS จะเตรียมความพร้อมในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี


หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของธุรกิจในปัจจุบัน คือการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งนี้นั้นไม่ใช่เพียงการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงให้ทั้งองค์กรเตรียมพร้อมที่จะเสี่ยง ล้มเหลว เปลี่ยน ประสบความสำเร็จ และวนกลับไปเปลี่ยนแปลงอีก เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อความเป็นต่อในการแข่งขัน 

การเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์​ของธุรกิจ การจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ และความร่วมมือจากสมาชิกภายในองค์กรทั้งหมด จึงจะสำเร็จขึ้นมาเป็นองค์กรที่อยู่รอดและทันยุคอยู่เสมอ เป็นงานที่ใหญ่ และต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับธรรมชาติขององค์กรที่เป็นอยู่ ทางทีมงาน ADPT หวังว่า เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวของ AIS ในวันนี้แล้วจะได้แนวคิดกลับไปประยุกต์ใช้บ้างไม่มากก็น้อย

from:https://www.techtalkthai.com/ais-org-transformation-new-business-innovative-culture/

AIS โชว์ความแกร่งโซลูชัน IoT สำหรับธุรกิจ คว้ารางวัล Thailand IoT Services Provider of the Year 2019 จาก Frost & Sullivan

หลังจากที่ AIS ได้คว้ารางวัล 2019 Frost & Sullivan Thailand IOT Services Provider of the Year และเป็นข่าวใหญ่กันไปนั้น ทางทีมงาน TechTalkThai ก็ได้มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกกับทีมงานของ AIS ในประเด็นเรื่องโซลูชันทางด้าน IoT ที่ AIS ได้นำเสนอและให้บริการแก่ภาคธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยจนได้รับรางวัลในครั้งนี้ ว่าเบื้องหลังนั้นมีเทคโนโลยีใดของ AIS บ้างที่พร้อมให้บริการแล้วแก่ภาคธุรกิจในไทย นอกเหนือไปจากระบบโครงข่ายที่เคยเป็นข่าวมาหลายต่อหลายครั้งก่อนหน้านี้

AIS คว้ารางวัล Thailand IoT Services Provider of the Year ปี 2019 จาก Frost & Sullivan ด้วยคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

ในการประกาศผลรางวัลประจำปีนี้ AIS ได้รับรางวัล 2019 Frost & Sullivan Thailand IOT Services Provider of the Year จากการแจกรางวัล Asia Pacific Best Practices Awards เนื่องในฐานะที่ AIS ได้มีความสำเร็จในโครงการทางด้าน IoT อย่างหลากหลายในประเทศไทย และสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของการเริ่มต้นนำ IoT ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

ในรายงานของ Frost & Sullivan ได้ทำการสำรวจทั้งในแง่มุมของนวัตกรรมและเทคโนโลยี, ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ และเสียงตอบรับจากลูกค้าที่ใช้งานจริง ซึ่งคะแนนของ AIS นั้นก็สูงกว่าคู่แข่งที่ไม่เปิดเผยชื่ออย่างชัดเจนในทุกหมวดหมู่ของเกณฑ์การตัดสิน พร้อมทั้งยังได้มีการวิเคราะห์ในภาพรวมถึงจุดเด่นของโซลูชันทางด้าน IoT จาก AIS ด้วย

ตอบโจทย์ความท้าทาย IoT สำหรับธุรกิจไทย: ความครอบคลุม, ความมั่นคงปลอดภัย, การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ และความชัดเจนของโครงการ

สำหรับประเด็นสำคัญที่ทำให้ AIS ได้รับรางวัลในครั้งนี้มานั้นก็คือการที่ AIS สามารถตอบโจทย์ความท้าทายที่ทุกๆ ธุรกิจต้องเผชิญในการริเริ่มโครงการทางด้าน IoT ขึ้นมาได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

AIS ตอบโจทย์ความต้องการด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการด้าน IoT นี้ได้ด้วยโครงข่าย 4G ที่มีอยู่ในมือ อีกทั้งยังมีการออกแบบระบบโครงข่ายเหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัย มีการแยกการเชื่อมต่อออกจากระบบโครงข่ายทั่วไป ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เชื่อมต่อผ่านระบบโครงข่ายของ AIS นั้นจะได้รับสัญญาณคมชัดทั่วไทย และข้อมูลจะไม่รั่วไหลออกไปสู่ภายนอกอย่างแน่นอน

ไม่เพียงแต่ในแง่มุมของระบบโครงข่ายเท่านั้น แต่ AIS ได้ให้บริการทางด้าน IoT แบบ End-to-End อย่างแท้จริงด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนโซลูชันทางด้าน IoT เข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการริเริ่มนำ e-SIM เข้ามาใช้เพื่อให้อุปกรณ์ IoT มีขนาดเล็กลงเป็นอย่างมาก, การพัฒนา IoT Platform ต่างๆ เพื่อให้เริ่มต้นใช้งาน IoT ได้ง่าย, การนำบริการ Cloud ของตนเองเข้ามาช่วยในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการนำบอร์ดสำหรับพัฒนามาเพื่อให้ธุรกิจต่างๆ ได้เริ่มต้นพัฒนาโซลูชันด้าน IoT ของตนเองได้อย่างง่ายดาย

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและหลายคนอาจคิดไม่ถึงก็คือ IoT นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ AIS แต่เป็นโซลูชันที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ยุค 2G แล้ว เพราะที่ผ่านมาธุรกิจในเมืองไทยหลากหลายนั้นก็มีความต้องการในลักษณะนี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นตู้ ATM, ตู้บัตรเติมเงิน, เครื่องอ่านบัตรเครดิต, ระบบติดตามยานพาหนะ และอื่นๆ ทำให้ทีมงานของ AIS นั้นมีประสบการณ์กับการออกแบบระบบในลักษณะคล้ายคลึงกันมาแล้วเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปี ทำให้ทีมงานของ AIS สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มี เข้ามาให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อาจยังใหม่กับเรื่องของ IoT ได้เป็นอย่างดี และทำให้ทุกโครงการมีความชัดเจน ประเมินข้อดีข้อเสียและความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน

5 องค์ประกอบหลักของ AIS IoT: ไม่ได้มีแค่ระบบเครือข่าย แต่มีทุกอย่างให้ภาคธุรกิจพร้อมนำไปใช้งาน

โดยทั่วไปหากพูดถึงเรื่องของ IoT กับ Mobile Operator นั้นเรามักนึกถึงแต่ภาพของการให้บริการระบบโครงข่าย 4G กันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วในอุตสาหกรรมนี้การที่จะทำให้โครงการด้าน IoT เป็นจริงขึ้นมาได้นั้นยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนกันมากขึ้นว่าโซลูชันด้าน IoT ของ AIS นั้นมีอะไรให้ใช้งานกันบ้าง ทางทีมงาน TechTalkThai จึงได้พูดคุยกับทีมงานของ AIS และสรุปองค์ประกอบหลักๆ 5 ส่วนของ AIS IoT ออกมาได้ดังนี้

1. Network: โครงข่ายครอบคลุมทั่วไทย พร้อมขยายระบบตอบรับภาคธุรกิจ มีให้เลือกใช้ทั้ง NB-IoT และ eMTC

การให้บริการโครงข่ายของ AIS เพื่อตอบรับต่อความต้องการด้านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT นั้นถือว่ามีความครอบคลุมเป็นอย่างมาก โดยทาง AIS นั้นได้มีการนำโครงข่ายทั้ง NB-IoT และ eMTC เข้ามาให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันออกไป โดย NB-IoT และ eMTC นั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกันดังนี้

NB-IoT

  • ใช้พลังงานต่ำ ทำให้บางอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อนั้นอาจมีอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ปี
  • รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาล อาจมากถึง 100,000 อุปกรณ์ต่อ Base Station ได้เลยทีเดียว
  • มีระยะไกลเกินกว่า 10 กิโลเมตรจาก Base Station และสัญญาณยังคงชัดเจนแม้อยู่ในอาคาร
  • เริ่มต้นใช้งานได้ง่าย บนมาตรฐานเดียวกันจาก 3GPP เหมือนเครือข่าย 4G

eMTC

  • เหมาะสำหรับระบบ IoT ที่เน้นการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันเอง เช่น ระบบ Connected Car หรือระบบ Tracking ต่างๆ
  • รองรับการรับส่งข้อมูลเสียงจากอุปกรณ์ IoT สมัยใหม่ได้
  • สามารถรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาล เช่น ภาพ, วิดีโอ หรืออื่นๆ ที่เกินกว่าขีดความสามารถของ NB-IoT ได้
  • ใช้พลังงานต่ำกว่าการใช้งาน 3G หรือ 4G ในการรับส่งข้อมูลทั่วไป

ปัจจุบันนี้ระบบโครงข่ายแบบ NB-IoT นั้นพร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยแล้ว ส่วน eMTC นั้นสามารถพูดคุยกับทีมงาน AIS เพื่อเพิ่มจุดให้บริการตามความต้องการในการใช้งานได้ในอนาคต โดยภายในระบบโครงข่ายเหล่านี้จะใช้ IPv6 ทั้งหมด เพื่อให้รองรับอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้ในอนาคต

ทั้งนี้บริการในการเชื่อมต่อเครือข่ายเหล่านี้ก็จะมีวิธีการคิดค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล และมีราคาต่ำกว่าการใช้งาน Package โทรศัพท์มือถือในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ IoT มักจะไม่ได้รับส่งข้อมูลปริมาณมากนักแต่เน้นการเชื่อมต่อที่เสถียรและประหยัดพลังงานเสียมากกว่า ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อปีต่ออุปกรณ์นั้นก็อาจต่ำถึงหลักร้อยบาทได้เลยทีเดียว

นอกจากนี้ภาคธุรกิจเองก็ยังสามารถพูดคุยกับทีมงาน AIS เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานได้ เช่น ช่วงที่ทำ QC/QA อุปกรณ์ในขั้นตอนการผลิตและต้องมีการทดสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายนั้นจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และเริ่มคิดค่าใช้จ่ายจริงหลังจากที่มีลูกค้าซื้ออุปกรณ์นั้นๆ ไปใช้งานจริงแล้ว โดยค่าใช้จ่ายด้านการเชื่อมต่อโครงข่ายนี้ก็ถูกเหมารวมอยู่ในราคาสินค้าเลย และมีอายุการใช้งานตามจำนวนปีที่ต้องการได้

สำหรับในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย ระบบโครงข่ายเหล่านี้สามารถแยกการใช้งานของแต่ละธุรกิจออกจากกันได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการที่อุปกรณ์ IoT ของตนเองจะถูกเข้าถึงจากบุคคลภายนอก หรือถูกโจมตีผ่านระบบ Internet ทั่วๆ ไป

2. Device: ผลักดัน IoT บอร์ด สร้าง Prototype/Pilot Project ได้จริง

สำหรับประเด็นนี้น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาหลายคนมาแล้วจากการที่ AIS ประกาศเปิดตัว IoT Board เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำไปทดลองพัฒนาโซลูชันต่างๆ ด้วยตนเองได้ ซึ่งบอร์ดเหล่านี้มีชื่อว่า DEVIO Series โดยมีทั้งรุ่น DEVIO NB-SHIELD I และ DEVIO NB-XBEE I ให้เลือกนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ

จุดเด่นหนึ่งก็คือการที่ AIS ได้เริ่มนำ Embedded SIM หรือ eSIM เข้ามาใช้งานในตัวบอร์ดเหล่านี้เพื่อลดขนาดของบอร์ดให้เล็กลง และเพื่อให้นักพัฒนาเริ่มมีความคุ้นเคยกับ eSIM ที่ต่อไปจะกลายเป็นทางเลือกหลักสำหรับอุปกรณ์ IoT ในอนาคตกันด้วย

นอกจากนี้ AIS เองก็ยังได้มีการพัฒนา AIS Library for Developers ขึ้นมาเพื่อให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานความสามารถต่างๆ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายของ AIS ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชม GitHub ของโครงการนี้ได้ที่ https://github.com/AIS-DeviceInnovation ทันที

ทั้งนี้ทาง AIS เองก็ได้มีการนำ Hardware ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละโครงการที่ AIS ได้เข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ทาง AIS เองก็ต้องสรรหา Hardware ที่จะตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางรูปแบบต่างๆ มาใช้งานนั่นเอง

3. Platform: พัฒนา IoT Platform ช่วยให้การทดสอบ ติดตั้ง และใช้งานระบบ IoT รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น

ถัดจากตัวอุปกรณ์ IoT แล้ว ทาง AIS เองก็ยังได้มีการพัฒนา Platform ขึ้นมาเพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยด้วยการยืนยันตัวตนอุปกรณ์และการเข้ารหัสข้อมูล ไปจนถึงการทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวม, วิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผลข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ IoT เหล่านั้นด้วย

Platform ดังกล่าวนี้มีชื่อว่า MAGELLAN ที่ได้รวมเอาทั้งความสามารถในการลงทะเบียนอุปกรณ์, การเชื่อมต่อกับ AIS Library for Developers, การรองรับ CoAP, ระบบ Dashboard สำหรับแสดงผลเบื้องต้น และ API เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเชื่อมต่อกับ Business Application อื่นๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการ

MAGELLAN นี้เปิดให้ใช้งานได้ฟรี เนื่องจากทาง AIS นั้นมองว่า MAGELLAN นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถเริ่มต้นทดสอบโครงการด้าน IoT ได้โดยที่มีค่าใช้จ่ายแรกเริ่มน้อยมาก และสามารถเริ่มนำข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ IoT นั้นไปสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ และขยายผลต่อเป็นโครงการที่จริงจังมากขึ้นได้ในภายภาคหน้า

ส่วนธุรกิจที่ต้องการระบบ Platform ขนาดใหญ่เพื่อใช้งานในโซลูชันทางด้าน IoT อย่างจริงจังนั้น AIS ก็มีบริการ AIS Business Cloud สำหรับรองรับระบบขนาดใหญ่อยู่ด้วย โดยภายในบริการนี้จะใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud สำหรับธุรกิจองค์กรทั้งหมด ทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้ใช้งาน Software ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและทนทานสูง, ผ่านการรับรองมาตรฐานต่างๆ อย่างเข้มข้น และมีทีมงานในไทยคอยดูแลแก้ไขปัญหาให้ตลอด 24 ชั่วโมง

4. Solutions: มีโซลูชัน IoT สำเร็จรูปให้พร้อมใช้งาน ตอบโจทย์มาตรฐานที่ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญ

สำหรับธุรกิจที่มีโจทย์ความต้องการที่ชัดเจนอยู่แล้ว และต้องการโซลูชันที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วในปัจจุบัน ทาง AIS เองก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันต่างๆ รวมถึงมีการร่วมมือกับผู้พัฒนาโซลูชันรายอื่นๆ เพื่อสร้างบริการในส่วนนี้ขึ้นมา ให้ภาคธุรกิจสามารถเริ่มต้นนำโซลูชันทางด้าน IoT เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้งานกับธุรกิจของตนเองได้เลย ไม่ต้องพัฒนาเองตั้งแต่ศูนย์ ตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • NB-IoT Motor Tracker โซลูชันสำหรับติดตามยานพาหนะด้วยอุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS ที่มีขนาดเล็กและทนทาน พร้อม Web และ Mobile Application ให้พร้อมใช้งานได้ทันที
  • Personal Tracking โซลูชันสำหรับติดตามตัวบุคคลหรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ โดยจะเป็น Tag ขนาดเล็กที่มีปุ่ม Emergency Alarm ให้กดได้ รวมถึงยังมี Web และ Mobile Application ให้ติดตามข้อมูลตำแหน่งและการกดปุ่ม Emergency Alarm ได้ด้วย
  • Energy Monitor โซลูชันสำหรับติดตามการใช้พลังงานอย่างปลอดภัย ทำให้สามารถติดตามการใช้พลังงานไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่ต้องการได้แบบ Real-time และประเมินค่าไฟได้ทันที

ทาง AIS เองนั้นก็ยังมีโซลูชันอื่นๆ นอกเหนือจากตัวอย่างดังกล่าวอีกมากมาย เช่น ระบบ Face Recognition, License Plate Recognition, Cold Chain Management, Home Automation, Smart Lighting, Smart Parking, Smart Building ไปจนถึง Smart Factory และ Smart Environment เลยทีเดียว

5. Ecosystems: สร้างชุมชน AIAP ร่วมพัฒนาโซลูชัน IoT กับภาคอุตสาหกรรมและนักพัฒนาอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายก็คือการสร้างชุมชน AIS IoT Alliance Program หรือ AIAP ที่ได้รวมเอาทั้งเหล่านักพัฒนาที่มีโซลูชันด้าน IoT เป็นของตัวเอง และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน IoT ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง เพื่อให้ความต้องการที่แท้จริงทางธุรกิจและทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงทาง AIS เองก็จะได้สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารอัปเดตต่างๆ ทางด้าน IoT ให้กับชุมชน และจัดอบรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับสมาชิกใน AIAP ได้อย่างง่ายดายด้วย

ปัจจุบันภายใน AIAP นี้มีสมาชิกทั้งแบบบุคคลและองค์กรวมกันมากกว่า 1,300 รายแล้ว และมีคอร์สต่างๆ มากกว่า 12 คอร์ส, มี Workgroup ทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมต่างๆ กว่า 16 กลุ่ม และยังมีการนำเสนอความต้องการเชิงธุรกิจสำหรับนำไปใช้งานจริงแล้วกว่า 52 โครงการ เพื่อให้เหล่านักพัฒนาได้ทำความเข้าใจและพัฒนาโซลูชันมาตอบโจทย์ธุรกิจไทยและนำไปใช้งานจริงได้

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมใน AIAP สามารถสมัครได้ที่ https://aiap.ais.co.th/

อนาคต 5G จะทำให้ภาพของ IoT พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ และ AIS พร้อมทดสอบร่วมกับภาคธุรกิจแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากในอนาคต ก็คือการมาของ 5G ที่จะถือว่าพลิกโฉมวงการ IoT ไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว การมาของ 5G นั้นอาจหมายถึงเพียงแค่การที่เราจะมี Bandwidth บน Smartphone มากขึ้น และทำให้ใช้งาน Application ใหม่ๆ อย่าง Augmented Reality (AR) หรือ Virtual Reality (VR) ได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับการนำมาใช้งานในเชิง IoT นั้น มาตรฐาน 5G ได้มีการออกแบบความสามารถเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะอยู่มากมาย ทำให้ในอนาคตการนำ IoT มาใช้งานนั้นจะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมา AIS นั้นได้เคยมีการทดสอบ 5G ร่วมกับภาคธุรกิจหรือสถาบันต่างๆ มาบ้างแล้ว ดังนั้นหากธุรกิจใดมีแผนที่จะนำ IoT Application ที่ต้องการระบบเครือข่ายที่มีขีดความสามารถเหนือยิ่งกว่า 4G ไปใช้ ก็สามารถติดต่อ AIS เพื่อทำการทดสอบได้ทันที

ติดต่อทีมงาน AIS ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันต่างๆ ทางด้าน IoT ของ AIS สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://business.ais.co.th/iot/ หรือลงทะเบียนเพื่อติดตามข่าวสารและเข้าร่วมชุนชน AIAP ได้ทันทีที่ https://aiap.ais.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/ais-iot-won-thailand-iot-services-provider-of-the-year-2019-from-frost-sullivan/