คลังเก็บป้ายกำกับ: AIS

AIS 5G จับมือ Mitsubishi Electric และ TKK ใช้ Total Industrial Solution ในโรงงานทุกประเภท

การต่อสู้สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยคือ จะดึงดูดนักลงทุนอย่างไรในยุคโควิดแบบนี้ และยังมีคู่แข่งที่มาแรงอีกหลายประเทศ การใช้แรงงานราคาถูกไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การมีสาธารณูปโภคครบถ้วนก็ดูไม่ใช่จุดเด่น หลายคนพุ่งเป้าไปที่ “ดิจิทัลและเทคโนโลยี” ที่จะสร้างความแตกต่างและได้เปรียบให้กับไทย

ais business

ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS บอกว่า AIS เชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี 5G ที่มีเครือข่ายพร้อมใช้งาน ยิ่งในการร่วมมือกับ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น ซึ่งเป็นพันธมิตรในการนำโซลูชั่น Smart Manufacturing ไปใช้งานบนเครือข่าย 5G โดยได้มีการพัฒนาการทำงานในโรงงาน บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นี่คือ ต้นแบบที่ได้พัฒนามาตลอดในช่วงที่ผ่านมาสู่การใช้งานจริง ผ่านความร่วมมือกับ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น  ที่มีความแข็งแรงในด้านสายการผลิตของโรงงานในประเทศไทย และ ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น ผู้จำหน่ายสินค้าและดำเนินการใช้งานระบบควบคุมการผลิตอัตโนมัติในโรงงานชั้นนำ ที่จะมาร่วมกันนำเสนอโซลูชั่น e-F@ctory ที่พร้อมให้บริการและยกระดับภาคการผลิตด้วย Smart Manufacturing ที่ใช้งานจริงบนเครือข่าย AIS 5G ที่จะมาเสริมประสิทธิภาพการทำงานภายในภาคการผลิตได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งการเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และตอบรับความต้องการการใช้งานในรูปแบบเครือข่ายเฉพาะ (Private Network) อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล ความเร็ว ลดความหน่วง เพื่อการรองรับการทำงาน IoT ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ais business

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการยกระดับขีดความสามารถให้กับภาคอุตสาหกรรมบนโครงข่าย 5G ที่มีศักยภาพดีที่สุดในประเทศไทย ผสมผสานกับความเป็นผู้นำด้าน Factory Automation ของ Mitsubishi Electric และความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายและดำเนินการใช้งานสินค้าในระบบควบคุมการผลิตอัตโนมัติในโรงงาน ของ TKK โดยนอกเหนือจากโซลูชั่น Factory Automation ที่เป็นพื้นฐานแล้ว โซลูชั่นที่ตอบสนองการทำงานที่แตกต่าง และเหมาะกับสถานการณ์ COVID-19 ที่การทำงานแบบระยะไกลมีความสำคัญมากขึ้น ก็ต้องการ Network 5G ที่เป็น Network ไร้สายที่มีศักยภาพและมีความเสถียร อาทิ

Remote Monitoringจะช่วยให้ ผู้บริหาร, หัวหน้างาน หรือ ผู้ดูแลเครื่องจักร สามารถตรวจสอบสถานะการผลิต สถานะเครื่องหรือ ประสิทธิภาพการผลิต ได้จากทุกที่ ทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิตในภาพรวมได้ชัดเจน และยังมองเห็นปัญหาในภาพรวมเพื่อแก้ไขต่อไป

Remote Maintenanceสามารถลดระยะเวลาการเข้าหน้างานไปซ่อมบำรุงรักษา หรือตรวจสอบการทำงานเครื่องจักร และสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ทำให้ลดต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่สายการผลิตจะต้องหยุดลง

Remote Developmentจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาพรวมในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงงาน ทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และจากที่ไหนก็ได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างแผนก

Remote Serviceบริการให้คำปรึกษาแบบทางไกลได้ทันทีผ่าน Mobile Network จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของ Mitsubishi และ Partners เมื่อเครื่องจักรมีปัญหาสามารถ เข้าแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้จากระยะไกลได้อย่างรวดเร็ว

ais business

วิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายต่อไปอีกว่า ประเทศไทยนับว่าเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกมาอย่างยาวนาน ทำให้วันนี้ถึงเวลาที่ต้องนำเทคโนโลยีโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพเพื่อรักษาตำแหน่งนี้ไว้ สำหรับ e-F@ctory และความร่วมมือครั้งนี้ก็ทำให้การใช้งานจริงเกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการภาคอุตสาหกรรม เชื่อมต่อข้อมูลทุกระดับด้วยอุปกรณ์ IoT ทั้งหมด ทำให้เกิดประโยชน์กับการทำงานในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพโรงงานและสนับสนุนระบบการผลิตในอนาคตทั้งกระบวนการผลิต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS 5G จับมือ Mitsubishi Electric และ TKK ใช้ Total Industrial Solution ในโรงงานทุกประเภท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-business-partner-mitsubishi-electriec/

AIS 5G ผนึกกำลัง Mitsubishi Electric – ทีเคเค ร่วมปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมไทย ต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบสู่ “การใช้งานจริง”

การทำงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ความท้าทายในสถานการณ์ปัจจุบันของ AIS ต่อการนำศักยภาพของเทคโนโลยี 5G เข้าเสริมประสิทธิภาพการทำงานของภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นไปตามแผนงานหลัก เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภาคการผลิตของประเทศให้มีความสามารถทัดเทียมกับนานาชาติด้วยเทคโนโลยีโซลูชั่นสมัยใหม่

โดยล่าสุดได้ ลงนาม (MoU) ระหว่าง บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมแล้วที่จะมาร่วมกันเปลี่ยนโฉมหน้าของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีแบบ Total Industrial Solution ที่ใช้งานได้จริงในภาคการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทบนศักยภาพของ AIS 5G

AIS

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขยายศักยภาพ 5G สู่ภาคอุตสาหกรรมนอกเหนือจากความแข็งแกร่งของการมีเครือข่ายที่พร้อมใช้งานแล้ว การมีพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมเดินหน้าพลิกโฉมการเปลี่ยนแปลงของโรงงานให้มีศักยภาพสอดรับกับโลกยุคใหม่ก็เป็นแนวทางสำคัญที่ AIS ยึดถือมาโดยตลอด โดยเฉพาะความร่วมมือกับ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น ซึ่งเป็นพันธมิตรในการนำโซลูชั่น Smart Manufacturing ไปใช้งานบนเครือข่าย 5G พัฒนาการทำงานในโรงงาน บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ครั้งนี้ก็เป็นอีกก้าวสำคัญที่เราจะยกเอาต้นแบบที่ได้พัฒนามาตลอดในช่วงที่ผ่านมา สู่การใช้งานจริง ผ่านความร่วมมือกับ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น  ที่มีความแข็งแรงในด้านสายการผลิตของโรงงานในประเทศไทย และ ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น ผู้จำหน่ายสินค้าและดำเนินการใช้งานระบบควบคุมการผลิตอัตโนมัติในโรงงานชั้นนำ ที่จะมาร่วมกันนำเสนอโซลูชั่น e-F@ctory ที่พร้อมให้บริการและยกระดับภาคการผลิตด้วย Smart Manufacturing ที่ใช้งานจริงบนเครือข่าย AIS 5G ที่จะมาเสริมประสิทธิภาพการทำงานภายในภาคการผลิตได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งการเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และตอบรับความต้องการการใช้งานในรูปแบบเครือข่ายเฉพาะ (Private Network) อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล ความเร็ว ลดความหน่วง เพื่อการรองรับการทำงาน IoT ได้อย่างเต็มรูปแบบ”

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการยกระดับขีดความสามารถให้กับภาคอุตสาหกรรมบนโครงข่าย 5G ที่มีศักยภาพดีที่สุดในประเทศไทย ผสมผสานกับความเป็นผู้นำด้าน Factory Automation ของ Mitsubishi Electric และความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายและดำเนินการใช้งานสินค้าในระบบควบคุมการผลิตอัตโนมัติในโรงงาน ของ TKK 

โดยนอกเหนือจากโซลูชั่น Factory Automation ที่เป็นพื้นฐานแล้ว โซลูชั่นที่ตอบสนองการทำงานที่แตกต่าง และเหมาะกับสถานการณ์ COVID-19 ที่การทำงานแบบระยะไกลมีความสำคัญมากขึ้น ก็ต้องการ Network 5G ที่เป็น Network ไร้สายที่มีศักยภาพและมีความเสถียร อาทิ

·      Remote Monitoring – จะช่วยให้ ผู้บริหาร, หัวหน้างาน หรือ ผู้ดูแลเครื่องจักร สามารถตรวจสอบสถานะการผลิต สถานะเครื่องหรือ ประสิทธิภาพการผลิต ได้จากทุกที่ ทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิตในภาพรวมได้ชัดเจน และยังมองเห็นปัญหาในภาพรวมเพื่อแก้ไขต่อไป

·      Remote Maintenance – สามารถลดระยะเวลาการเข้าหน้างานไปซ่อมบำรุงรักษา หรือตรวจสอบการทำงานเครื่องจักร และสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ทำให้ลดต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่สายการผลิตจะต้องหยุดลง

·      Remote Development – จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาพรวมในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงงาน ทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และจากที่ไหนก็ได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างแผนก

·      Remote Service – บริการให้คำปรึกษาแบบทางไกลได้ทันทีผ่าน Mobile Network จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของ Mitsubishi และ Partners เมื่อเครื่องจักรมีปัญหาสามารถ เข้าแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้จากระยะไกลได้อย่างรวดเร็ว

นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายต่อไปอีกว่า “ประเทศไทยนับว่าเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกมาอย่างยาวนาน ทำให้วันนี้ถึงเวลาที่ต้องนำเทคโนโลยีโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพเพื่อรักษาตำแหน่งนี้ไว้

สำหรับ Mitsubishi Electric เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยวันนี้เราร่วมพัฒนาโซลูชั่น และนำไปใช้งานจริงแล้วมากกว่า 10,000 โซลูชั่นทั่วโลก ซึ่งเราเรียกว่า e-F@ctory และความร่วมมือครั้งนี้ก็ทำให้การใช้งานจริงเกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการภาคอุตสาหกรรม เชื่อมต่อข้อมูลทุกระดับด้วยอุปกรณ์ IoT ทั้งหมด ทำให้เกิดประโยชน์กับการทำงานในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพโรงงานและสนับสนุนระบบการผลิตในอนาคตทั้งกระบวนการผลิต”

ทางด้าน นางกัลยาณี คงสมจิตร ประธานบริหาร บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเสริมว่า “จากความเชี่ยวชาญในเรื่องของการเป็นผู้นำด้านผู้จัดจำหน่ายสินค้าในระบบควบคุมการผลิตอัตโนมัติในโรงงานและประสบการณ์ในวงการอุตสาหกรรมอย่างยาวนาน ผนวกกับความร่วมมือของ AIS และ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ในครั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถส่งมอบมอบโซลูชั่นให้กับโรงงานในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความพร้อมของเราและพันธมิตรโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ายกระดับการทำงาน เข้าใจปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง”

นายธนพงษ์ กล่าวในตอนท้ายว่า “ความมุ่งมั่น ตั้งใจของเราและพันธมิตรในครั้งนี้ ต้องการสร้างความร่วมมือแบบ End-to-End เพื่อพัฒนาโซลูชั่นสำหรับอุตสาหกรรม และตอกย้ำเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกต่อไป ด้วยความโดดเด่นของการนำเทคโนโลยี ระบบการทำงาน และโครงข่ายอัจฉริยะเข้ามาเสริมศักยภาพการทำงาน  ที่ไม่ใช่เพียงแค่ต้นแบบของการพัฒนาแต่วันนี้เราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมให้มีความสามารถทัดเทียมกับโรงงานภาคการผลิตชั้นนำด้วยโซลูชั่น สินค้า และบริการที่ใช้งานได้จริง ”

สำหรับภาคการผลิต หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียกการให้บริการได้ที่ https://business.ais.co.th/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ais-5g-joins-forces-with-mitsubishi-electric-and-tkk-to-revolutionize-the-thai-industrial-sector/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-5g-joins-forces-with-mitsubishi-electric-and-tkk-to-revolutionize-the-thai-industrial-sector

AIS แจกซิมฟรี 2564 ใช้เรียนออนไลน์ พร้อมเน็ตฟรี 2GB

AIS แจกซิมฟรี 2564 เป็น ZEED SIM หรือ Social SIM ให้แก่นักเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษา นักเรียนระดับ ปวช. และการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) AIS ร่วมกับ กสทช. สนับสนุนมาตรการช่วยเหลือนักเรียนให้ใช้ฟรี แพ็กเกจเสริมอินเตอร์เน็ตเรียนออนไลน์ผ่าน Google classroom, Google Meet , Office 365, ZOOM, Cisco Webex, Line chat แบบไม่จำกัดพร้อมเน็ตทั่วไป 2GB พร้อมมอบซิมฟรี โดยสามารถขอซิมฟรีได้ที่ช่องทาง AIS Shop AIS Telewiz และตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน

อ่านรายละเอียด รับซิมฟรี AIS

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

from:https://www.9tana.com/node/ais-sim-for-student/

AIS ไตรมาส 2/2564 รายได้เติบโต 1.2% ยังรักษาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแย่

AIS ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2564 รายได้ 42,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ที่เริ่มได้ผลกระทบจาก COVID-19) มีกำไร 23,006 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

แยกหมวดรายได้ดังนี้

  • รายได้จากโทรศัพท์เคลื่อนที่ 29,098 ล้านบาท ลดลง 1.5% จากปีก่อน จากปัจจัย COVID-19 ระลอกใหม่ และการแข่งขันด้านราคาที่กลับมารุนแรงขึ้น
  • รายได้จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 2,038 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัว (ARPU) ลดลงเพราะลูกค้านิยมสมัครแพ็กเกจราคาต่ำ
  • รายได้จากบริการอื่นๆ 1,217 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เช่น บริการคลาวด์ ความปลอดภัย บริการ ICT
  • รายได้จากการขายเครื่องและซิม 7,116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากปีก่อนที่อยู่ในช่วงปิดเมืองรอบแรก แต่ลดลง 27% จากไตรมาสก่อน

AIS ระบุว่าควบคุมต้นทุนค่าการตลาดได้ลดลง 23% จากปีก่อน สุดท้ายมีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ที่ 23,006 ล้านบาท (+3.2%), กำไรจากการดำเนินงาน 9,613 ล้านบาท (+2.3%), และกำไรสุทธิ 7,041 ล้านบาท (+0.6%) ถือว่าดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ภาพรวมก็ค่อนข้างทรงตัว จากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยการระบาดของ COVID-19 ทำให้ AIS คาดว่าตัวเลขรายได้ทั้งปี 2564 จะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย

AIS ยืนยันว่ายังจะลงทุนในเครือข่าย 5G ต่อไปแม้เศรษฐกิจชะลอตัว โดยตั้งงบลงทุนในปี 2564 ที่ 25,000-30,000 ล้านบาท

No Description

ตัวเลขอื่นที่น่าสนใจ

  • จำนวนผู้ใช้บริการ 43.2 ล้านราย เพิ่มขึ้น 5.4% จากปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อน
  • รายได้ต่อเลขหมาย (ARPU) อยู่ที่ 225 บาท ลดลง 6.2% จากปีก่อน
  • ปริมาณข้อมูลเฉลี่ยต่อเลขหมาย 19.7GB ต่อเดือน เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน
  • มือถือ 4G มีสัดส่วนเป็น 80% ของมือถือทั้งหมดในระบบแล้ว (ปีที่แล้ว 75%)
  • ลูกค้า 5G มีจำนวนเกิน 1 ล้านรายแล้ว ตั้งเป้าปีนี้ 2 ล้านราย
  • จำนวนลูกค้าไฟเบอร์ 1.535 ล้านราย เติบโต 28% จากปีก่อน
  • ความเคลื่อนไหวสำคัญในไตรมาส 2 คือ จับมือเป็นพันธมิตรคลาวด์กับไมโครซอฟท์ และ Disney+ Hotstar

No Description

ที่มา – AIS (PDF)

from:https://www.blognone.com/node/124044

AIS ไตรมาส 2 2021 รายได้รวม 42,757 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน กำไรสุทธิ 7,041 ล้านบาท

บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2021 มีรายได้รวม 42,757 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน กำไรสุทธิ 7,041 ล้านบาท รายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ลด อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพิ่ม

ais

อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง-ลูกค้าองค์กร ช่วย AIS

สำหรับรายละเอียดของรายได้รวม 42,757 ล้านบาท AIS แบ่งเป็น 3 ธุรกิจคือ

  • ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลดลง 1.5% เทียบกับปีก่อน และ 0.9% เทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค AIS จึงได้นำเสนอแพ็กเกจมือถือในระดับราคาต่ำลงเพื่อให้กลุ่มคนต่างๆ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สำหรับการเติบโตของผู้ใช้บริการ 5G หลังจากที่ AIS ได้ขยายเครือข่าย 5G ครบ 77 จังหวัด ปัจจุบัน AIS มีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 1 ล้านราย โดยปรับเป้าหมายฐานลูกค้า 5G ใหม่สู่ 2 ล้านรายภายในปีนี้
  • ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เติบโต 21% เทียบกับปีก่อน และ 6.2%เทียบกับไตรมาสก่อน ด้วยความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ ทั้งการทำงานที่บ้านและการเรียน ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา เอไอเอสไฟเบอร์มีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 104,000 ราย โดยปัจจุบันเอไอเอส ไฟเบอร์มีลูกค้ารวม 1,535,900 ราย
  • ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร เติบโต 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ปรับการดำเนินธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างการเข้าถึงลูกค้าในรูปแบบใหม่ๆ โดยมีความต้องการใช้บริการโซลูชั่นต่างๆ เช่น Cloud, Cybersecurity และ ICT solution

“ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา AIS ยังคงเดินหน้ามุ่งสร้างความเป็นผู้นำด้านบริการดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยประกาศความร่วมมือกับ Microsoft ในฐานะ Exclusive Strategic Partner ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการให้บริการ Cloud ด้วยนวัตกรรมที่ดีที่สุดเพื่อธุรกิจ พร้อมยกระดับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์ของ AIS ในเชิงลึก และล่าสุด Disney+ Hotstar ที่ AIS เป็นพันธมิตรรายเดียวในประเทศไทยที่นำเสนอแพ็กเกจรายเดือนในการรับชม ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการได้ง่ายมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของ AIS” สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS ไตรมาส 2 2021 รายได้รวม 42,757 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน กำไรสุทธิ 7,041 ล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-q2-2021/

AIS ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ปี 64 สะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

AIS ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ของปี 2564 สะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดต่อภาคส่วนต่างๆ ท่ามกลางความท้าทาย 

AIS ตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนให้คนไทย ครอบครัว ชุมชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสาธารณสุขสามารถเชื่อมต่อถึงกันอย่างราบรื่น

โดยพร้อมที่จะใช้ศักยภาพขององค์กรทั้งเทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากร ในการสนับสนุนทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันฟื้นฟู แก้ปัญหาในระยะยาว และร่วมก้าวผ่านความท้าทายไปด้วยกัน

AIS

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในการรับมืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งครั้งนี้มีความรุนแรงและขยายวงกว้างด้วยความรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตร และพนักงาน

โดยในไตรมาสที่ 2/2564 เรายังคงรักษาระดับของผลประกอบการ แม้ต้องรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาด AIS มุ่งมั่นที่จะดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งการขยายโครงข่าย 5G อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพโครงข่ายด้วยเทคโนโลยีใหม่จะช่วยสนับสนุนการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะการทำงานและเรียนจากที่บ้าน

รวมถึงเสริมการขายและบริการผ่าน Remote agent และช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ายังได้รับบริการในขณะล็อกดาวน์ สิ่งสำคัญขององค์กรในการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในภาวะวิกฤติและเกิดความยั่งยืน คือ การบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและรักษาสถานะทางการเงินให้มีความมั่นคงรองรับวิกฤติและความท้าทาย”

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564  มีรายได้รวม อยู่ที่ 42,757  ล้านบาท ใกล้เคียงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในส่วนกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2 ของปีนี้ อยู่ที่ 7,041 ล้านบาท

·      ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 1.5% เทียบกับปีก่อน และ 0.9% เทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค AIS จึงได้นำเสนอแพ็กเกจมือถือในระดับราคาต่ำลงเพื่อให้กลุ่มคนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อน้อยเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น สำหรับการเติบโตของผู้ใช้บริการ 5G หลังจากที่ AIS ได้ขยายเครือข่าย 5G ครบ 77 จังหวัด  ปัจจุบัน AIS มีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 1 ล้านราย โดยปรับเป้าหมายฐานลูกค้า 5G ใหม่สู่ 2 ล้านรายภายในปีนี้

·      ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เติบโต 21% เทียบกับปีก่อน และ 6.2%เทียบกับไตรมาสก่อน ด้วยความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ ทั้งการทำงานที่บ้านและการเรียน ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา เอไอเอสไฟเบอร์มีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 104,000 ราย โดยปัจจุบันเอไอเอส ไฟเบอร์มีลูกค้ารวม 1,535,900 ราย

·      ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร ยังคงเติบโตได้ดีต่อเนื่อง คิดเป็น 13% เทียบกับปีก่อน จากความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ปรับการดำเนินธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างการเข้าถึงลูกค้าในรูปแบบใหม่ๆ โดยมีความต้องการใช้บริการโซลูชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Cloud, Cybersecurity และ ICT solution เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายสมชัย กล่าวเสริมว่า “ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา AIS ยังคงเดินหน้ามุ่งสร้างความเป็นผู้นำด้านบริการดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน  โดยประกาศความร่วมมือกับ Microsoft ในฐานะ Exclusive Strategic Partner ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการให้บริการ Cloud ด้วยนวัตกรรมที่ดีที่สุดเพื่อธุรกิจ

พร้อมยกระดับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์ของ AIS ในเชิงลึก และล่าสุด Disney+ Hotstar ที่ AIS เป็นพันธมิตรรายเดียวในประเทศไทยที่นำเสนอแพ็กเกจรายเดือนในการรับชม ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการได้ง่ายมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของ AIS”

“สำหรับ AIS เรายังคงมีความเชื่อว่า ดิจิทัลเทคโนโลยีคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูประเทศได้ไม่ว่าจะอยู่ในเงื่อนไขใดก็ตาม เพราะฉะนั้นภายใต้สถานการณ์ที่มีข้อจำกัดมากมายและแม้ผลประกอบการของปี 2564 จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด แต่ AIS ยังคงไม่หยุดที่จะลงทุนเพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เข้าถึง และครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ พร้อมที่จะเชื่อมต่อภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถทรานฟอร์มตัวเองสู่โลกใหม่ได้ตลอดเวลา

แนวคิดการทำงานที่มุ่ง เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ยังถูกส่งมอบให้กับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการพารอด ที่ช่วยร้านค้ารายย่อยให้มีช่องทางและโอกาสเข้าถึงลูกค้า AIS การให้ลูกค้าโทรฟรีเลขหมายฉุกเฉิน แพ็คเกจหนุน SMEs ในด้านต่างๆ

และที่สำคัญกับการสอดประสานร่วมกับภาคสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องเต็มกำลัง เพื่อใช้ศักยภาพรวมถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ ของเรานำพาบุคลากร องค์กร ลูกค้า พันธมิตร สังคม และประเทศ ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปพร้อมกัน” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ais-announces-the-results-of-the-second-quarter-of-the-year-64/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-announces-the-results-of-the-second-quarter-of-the-year-64

AIS ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ปี 64 สะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

AIS ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ของปี 2564 สะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดต่อภาคส่วนต่างๆ ท่ามกลางความท้าทาย 

AIS ตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนให้คนไทย ครอบครัว ชุมชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสาธารณสุขสามารถเชื่อมต่อถึงกันอย่างราบรื่น

โดยพร้อมที่จะใช้ศักยภาพขององค์กรทั้งเทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากร ในการสนับสนุนทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันฟื้นฟู แก้ปัญหาในระยะยาว และร่วมก้าวผ่านความท้าทายไปด้วยกัน

AIS

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในการรับมืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งครั้งนี้มีความรุนแรงและขยายวงกว้างด้วยความรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งลูกค้า คู่ค้า พันธมิตร และพนักงาน

โดยในไตรมาสที่ 2/2564 เรายังคงรักษาระดับของผลประกอบการ แม้ต้องรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาด AIS มุ่งมั่นที่จะดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งการขยายโครงข่าย 5G อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพโครงข่ายด้วยเทคโนโลยีใหม่จะช่วยสนับสนุนการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะการทำงานและเรียนจากที่บ้าน

รวมถึงเสริมการขายและบริการผ่าน Remote agent และช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ายังได้รับบริการในขณะล็อกดาวน์ สิ่งสำคัญขององค์กรในการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในภาวะวิกฤติและเกิดความยั่งยืน คือ การบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและรักษาสถานะทางการเงินให้มีความมั่นคงรองรับวิกฤติและความท้าทาย”

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564  มีรายได้รวม อยู่ที่ 42,757  ล้านบาท ใกล้เคียงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในส่วนกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2 ของปีนี้ อยู่ที่ 7,041 ล้านบาท

·      ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 1.5% เทียบกับปีก่อน และ 0.9% เทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค AIS จึงได้นำเสนอแพ็กเกจมือถือในระดับราคาต่ำลงเพื่อให้กลุ่มคนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อน้อยเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น สำหรับการเติบโตของผู้ใช้บริการ 5G หลังจากที่ AIS ได้ขยายเครือข่าย 5G ครบ 77 จังหวัด  ปัจจุบัน AIS มีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 1 ล้านราย โดยปรับเป้าหมายฐานลูกค้า 5G ใหม่สู่ 2 ล้านรายภายในปีนี้

·      ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เติบโต 21% เทียบกับปีก่อน และ 6.2%เทียบกับไตรมาสก่อน ด้วยความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ ทั้งการทำงานที่บ้านและการเรียน ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา เอไอเอสไฟเบอร์มีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 104,000 ราย โดยปัจจุบันเอไอเอส ไฟเบอร์มีลูกค้ารวม 1,535,900 ราย

·      ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร ยังคงเติบโตได้ดีต่อเนื่อง คิดเป็น 13% เทียบกับปีก่อน จากความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ปรับการดำเนินธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างการเข้าถึงลูกค้าในรูปแบบใหม่ๆ โดยมีความต้องการใช้บริการโซลูชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Cloud, Cybersecurity และ ICT solution เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายสมชัย กล่าวเสริมว่า “ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา AIS ยังคงเดินหน้ามุ่งสร้างความเป็นผู้นำด้านบริการดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน  โดยประกาศความร่วมมือกับ Microsoft ในฐานะ Exclusive Strategic Partner ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการให้บริการ Cloud ด้วยนวัตกรรมที่ดีที่สุดเพื่อธุรกิจ

พร้อมยกระดับความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์ของ AIS ในเชิงลึก และล่าสุด Disney+ Hotstar ที่ AIS เป็นพันธมิตรรายเดียวในประเทศไทยที่นำเสนอแพ็กเกจรายเดือนในการรับชม ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการได้ง่ายมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของ AIS”

“สำหรับ AIS เรายังคงมีความเชื่อว่า ดิจิทัลเทคโนโลยีคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูประเทศได้ไม่ว่าจะอยู่ในเงื่อนไขใดก็ตาม เพราะฉะนั้นภายใต้สถานการณ์ที่มีข้อจำกัดมากมายและแม้ผลประกอบการของปี 2564 จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด แต่ AIS ยังคงไม่หยุดที่จะลงทุนเพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เข้าถึง และครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ พร้อมที่จะเชื่อมต่อภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถทรานฟอร์มตัวเองสู่โลกใหม่ได้ตลอดเวลา

แนวคิดการทำงานที่มุ่ง เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย ยังถูกส่งมอบให้กับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการพารอด ที่ช่วยร้านค้ารายย่อยให้มีช่องทางและโอกาสเข้าถึงลูกค้า AIS การให้ลูกค้าโทรฟรีเลขหมายฉุกเฉิน แพ็คเกจหนุน SMEs ในด้านต่างๆ

และที่สำคัญกับการสอดประสานร่วมกับภาคสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องเต็มกำลัง เพื่อใช้ศักยภาพรวมถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ ของเรานำพาบุคลากร องค์กร ลูกค้า พันธมิตร สังคม และประเทศ ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปพร้อมกัน” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ais-announces-the-results-of-the-second-quarter-of-the-year-2564/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-announces-the-results-of-the-second-quarter-of-the-year-2564

[Guest Post] AIS Business เปิดให้บริการ Open Source Support Service บน Local Cloud เป็นครั้งแรกในไทย ช่วยองค์กรเล็ก-ใหญ่ติดสปีดสร้างนวัตกรรม ตอบโจทย์ท้าทายการจัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

วันนี้ AIS Business ประกาศเปิดให้บริการ Open Source Support Service ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการใช้งาน Open Source บน local cloud สำหรับองค์กร เพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเร่งสปีดพัฒนาและขยายการนำนวัตกรรมมาใช้ พร้อมทั้งช่วยแก้ปัญหาท้าทายที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เป็นข้อกำหนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)

 

Open Source Support Service บน local cloud ที่เปิดบริการเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ที่สนับสนุนโดยบริการ open source support จากไอบีเอ็มนี้ จะช่วยให้องค์กรที่มีการใช้งาน open source software เข้าถึงเทคโนโลยี open source ได้อย่างง่ายดายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการให้บริการ การให้คำปรึกษา และการแก้ไขปัญหาการใช้งาน ตัวอย่างเช่น การนำไปประยุกต์ใช้งานด้านฐานข้อมูล middleware หรือฟีเจอร์ด้าน analytics รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการเวิร์คโหลดอย่าง Kubernetes และ Red Hat OpenShift

แม้ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจะตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของธุรกิจที่ต้องเดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน แต่ทุกธุรกิจต่างก็ยังต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าองค์กรของตนดำเนินการอย่างสอดคล้องกับกฎข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำกับดูแลองค์กรของตนอยู่ การใช้ local cloud จากผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือและมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรมั่นใจได้ว่าปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างรัดกุมและครบถ้วน ในขณะที่การใช้เทคโนโลยี open source เอง ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรในการเดินหน้าสร้างนวัตกรรม อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ให้บริการ  local cloud ในประเทศไทยรายใดที่เปิดให้บริการให้คำปรึกษา และแก้ไขปัญหาการใช้งานแพลตฟอร์มนวัตกรรม open source เต็มรูปแบบในลักษณะนี้

การร่วมมือกับผู้นำด้านเทคโนโลยี open source ระดับโลกอย่างไอบีเอ็ม ช่วยให้วันนี้ AIS Business สามารถนำความสามารถของ open source ที่ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว เข้าสนับสนุนทั้งทีมนักพัฒนาและองค์กรขนาดเล็ก รวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย

การมีทีม IBM Open Source Support มาตรฐานระดับโลกเป็นผู้ให้บริการซัพพอร์ทหนึ่งเดียว เพื่อช่วยแก้ปัญหาการใช้งานต่างๆ ให้กับลูกค้าของ AIS Business ยังช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนจากการต้องบริหารจัดการผู้ให้บริการ open source หลายเจ้า ช่วยให้การแก้ปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมด้วยแนวทาง proactive ในการป้องกันความปลอดภัยและควบคุมให้การดำเนินการมีความสอดคล้องกับข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ ทำให้วันนี้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลามากมายไปกับการแก้ปัญหา และเอาเวลาที่มีมาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ แทน อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายจากค่าไลเซนส์ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

“ในช่วงเวลาของดิสรัปชันและความไม่แน่นอนนี้ ความยืดหยุ่น การฟื้นตัวได้เร็ว และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจมีความพร้อมมากที่สุด” นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร (CEBO) ของเอไอเอส กล่าว “วันนี้องค์กรขนาดใหญ่เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของการนำเทคโนโลยี open source เข้ามาช่วยรันระบบ mission-critical และแอพพลิเคชันระดับองค์กร ขณะที่องค์กรขนาดเล็กเองก็ต้องการใช้ประโยชน์จากคลาวด์และเทคโนโลยี open source ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และความร่วมมือกับไอบีเอ็มในวันนี้จะช่วยผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในที่สุด”

“ไอบีเอ็มร่วมสนับสนุนชุมชน open source มานานกว่า 20 ปีแล้ว เพื่อต่อยอดสร้างประโยชน์ให้แก่อีโคซิสเต็มของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเป็นผู้นำด้าน open source ถือเป็นจุดที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับไอบีเอ็ม” นางสาวปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าว “วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะช่วยลูกค้าของ AIS Business ให้สามารถนำเทคโนโลยี open source เข้ามาเสริมประสิทธิภาพของระบบ ก้าวข้ามข้อจำกัดและค่าใช้จ่ายที่แพงของระบบฮาร์ดแวร์แบบเลกาซีแบบเดิมๆ มาสู่การใช้งานสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ โดยไอบีเอ็มจะนำศักยภาพเต็มเปี่ยมของ open source รวมถึงทักษะที่จำเป็นต่างๆ เข้าช่วยสนับสนุนลูกค้าองค์กรของ AIS Business ให้สามารถสร้างและขยายการใช้นวัตกรรม ภายใต้ระบบที่มีความปลอดภัย”

การศึกษาโดย Forrester Consulting พบว่าผู้บริหารด้านไอทีร้อยละ 79 ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ open source support แบบเรียลไทม์ [1]

วันนี้ ลูกค้า AIS Busines จะสามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากทั้งระบบคลาวด์และเทคโนโลยี open source อย่าง MongoDB, Kubernetes, Red Hat OpenShift รวมถึงตัวเลือกในการประมวลผลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น virtual machines, containers, bare metal หรือ serverless ผ่านแพคเกจจ่ายตามการใช้งานจริง (pay-per-use) ได้แล้ว ภายใต้การสนับสนุนจากไอบีเอ็มซึ่งเป็นพันธมิตรหนึ่งเดียวที่จะให้บริการ technical support โดยอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกในด้าน open source

สนใจบริการคลาวด์สำหรับองค์กร และบริการ Open Source Support Service จาก AIS Business สามารถติดต่อได้ที่ businesscloud@ais.co.th หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://business.ais.co.th/solution/opensource-platform.html

 

ข้อมูลอ้างอิง:

[1] “Unlock Open Source Technology’s Full Value”, a Forrester Consulting study commissioned by IBM, October 2019.

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-business-ibm-open-source-support-service-on-local-cloud/

เก็บข้อมูลให้อยู่หมัด ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดไปกับ AIS Big Data as a Service

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลมีมูลค่าดั่งน้ำมันตามคำเปรียบที่ว่า “Data is the new oil.” นั้น Big Data คงไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปสำหรับการดำเนินธุรกิจบนโลกที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) ทว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ทุกธุรกิจองค์กรควรต้องหันมาให้ความสำคัญกับ Big Data เพื่อสร้างมูลค่าหรือประโยชน์ทางการค้า หรือตอบโจทย์ธุรกิจของแต่ละองค์กรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี หากต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในการทำ Big Data และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล ผนวกกับเครื่องมือประสิทธิภาพสูงมากมายที่มาพร้อมกับต้นทุนค่าใช้จ่ายมหาศาลแล้วนั้น หลาย ๆ ธุรกิจองค์กรอาจเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายขององค์กรที่จะต้องก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไปให้ได้ 

บทความนี้จึงขอพาทุกท่านไปร่วมค้นหาความสำคัญและความท้าทายของ Big Data ในภาคธุรกิจผ่านกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่าง Nike, Walmart และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม พร้อมนำเสนอ AIS Big Data as a Service โซลูชันสำหรับธุรกิจองค์กรที่จะช่วยให้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดในการทำ Big Data และนำพาไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

Big Data คืออะไร?

ก่อนจะรู้ว่า Big Data คืออะไรนั้น เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า Data คืออะไร และแตกต่างอย่างไรกับ Big Data จากนั้นพิจารณาดูว่าองค์กรนั้น ๆ มี Big Data เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้หรือไม่

Data คือ ข้อมูลทุกอย่างทั้งในองค์กรและนอกองค์กรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ใช้งาน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้น ๆ เช่น ข้อมูลของบริษัท ข้อมูลติดต่อของลูกค้า ข้อมูลติดต่อของผู้ร่วมธุรกิจ ลักษณะของผู้บริโภค การทำรายการธุรกิจต่าง ๆ ในแต่ละวัน ตัวอักษร ไฟล์ เอกสาร รูปภาพ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ แทบทุกประเภทที่อยู่บนโลกออนไลน์ ฯลฯ

ส่วน Big Data นั้นมีองค์ประกอบลักษณะหลักของข้อมูลด้วยกัน 4 ประการ (4V) ได้แก่

  1. Volume: ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระดับ TB-PB เป็นต้น

Volume คือ ปริมาณข้อมูลที่สามารถผลิตและจัดเก็บไว้ได้นั้นจะต้องมีขนาดใหญ่มากเพียงพอ ซึ่งปริมาณของข้อมูลจะเป็นข้อบ่งบอกได้ถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของข้อมูลภายในนั้น และสามารถนำไปพิจารณาต่อได

  1. Variety: ข้อมูลที่มีความหลากหลาย เช่น รูปภาพ เสียง Datasheet ไฟล์

Variety คือ ความหลากหลายของประเภทข้อมูล โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ รูปภาพ ข้อมูลเสียงที่ถูกบันทึกไว้ วิดีโอหรือไฟล์ประเภทอื่นจากหลากหลายที่มา

  1. Velocity: การเกิดข้อมูลอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา เช่น Log, Transaction

Velocity คือ ความเร็วในการประมวลผลและผลิตข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่ง Big Data คือ ข้อมูลที่ได้มาแบบ Real-time และประมวลผลอยู่ตลอดเวลา

  1. Veracity: คุณภาพของข้อมูล RAW Data XML

Veracity คือ คุณภาพของข้อมูลที่สามารถนำไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปได้อีก เป็นข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการประมวลผลอยู่ในรูปแบบของข้อมูลดิบ ซึ่งสามารถนำไปประมวลผลต่อไปได้และมาจากหลากหลายที่มา

ทำไมต้องทำ Big Data?

ในการแข่งขันทางธุรกิจยุคปัจจุบันนั้น การตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็วฉับไวจะทำให้องค์กรขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจด้านนั้น ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจองค์กรจำเป็นต้องดำเนินการ

คำกล่าวที่ว่า “Data is a new oil.” จึงไม่ใช่การเปรียบที่เกินเลยไปจากบริบทในปัจจุบันนี้ เพราะข้อมูลก็เปรียบได้กับแหล่งน้ำมันดิบแหล่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีการนำไปใช้งาน ต้องผ่านการขุดเจาะนำมาใช้และกลั่นเป็นข้อมูลคุณภาพพร้อมใช้งานสำหรับนำไปใช้วางแผนประกอบการตัดสินใจแผนดำเนินการทางธุรกิจต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดมูลค่ามหาศาล เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ สร้างผลตอบแทนและตรงต่อความต้องการของลูกค้าที่มีเพิ่มขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามามีส่วนช่วยตอบโจทย์ในการดำเนินธุรกิจด้วยอรรถประโยชน์ ดังนี้

  1. เพิ่มรายได้
    • สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้มากขึ้น 
    • สร้าง Brand Loyalty สร้างพฤติกรรมและบริการใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า
    • ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายด้วย Personalized Marketing
  2. ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย
    • ลดต้นทุนการดำเนินการธุรกิจ
    • เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินงาน
  3. วางแผนงานในอนาคต
    • วิเคราะห์และจัดการความเสี่ยง
    • อัปเดตหรือคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ
    • เพิ่มศักยภาพระหว่าง Supplier

ด้วยเหตุผลและประโยชน์ข้างต้นนี้เอง จึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ทุกธุรกิจองค์กรควรหันมาใช้ Big Data เป็นข้อมูลเพื่อตัดสินใจขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจ (Making Data-driven Decisions)

ประยุกต์ใช้ Big Data กับธุรกิจอย่างไร?

เมื่อธุรกิจองค์กรถือครองข้อมูลอยู่ในมือแล้ว อาจเกิดคำถามว่า จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานให้เกิดคุณค่าและผลตอบแทนทางธุรกิจได้อย่างไร ในส่วนนี้จะกล่าวถึงแนวโน้มของการใช้งาน Big Data ในภาคธุรกิจ พร้อมกับกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากบริษัทต่าง ๆ ในหลายแวดวงอุตสาหกรรมที่นำ Big Data ไปใช้งานจริง

จากข้อมูลของ Gartner ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มต้องการนำ Big Data ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังนี้

  1. Improve business process and operation: เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินธุรกิจ
  2. Improve customer experience: เสริมประสบการณ์ลูกค้า
  3. Guide company strategy วางกลยุทธ์องค์กรผ่านการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลขับเคลื่อน (Data-driven Decision)
  4. Measure performance and ROI metrics: วัดประเมินประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการตอบแทนของการลงทุน (Return on Investment หรือ ROI)

1st Use Case: Nike

จากข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปเพราะความนิยมการเดินซื้อของตามห้างร้านลดลงและกระแสการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ Nike ต้องเปลี่ยนวิธีการขายแบบเดิมจากการจำหน่ายให้ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) มาเป็นการจำหน่ายกับลูกค้าโดยตรง

Nike เริ่มเก็บข้อมูลลูกค้าด้วยการทำแอปพลิเคชันที่มี Reward Program ให้ลูกค้าสมัครสมาชิกเพื่อสะสมแต้ม แล้วเชื่อมระบบเข้ากับอุปกรณ์สวมใส่ เช่น Fitbit เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า (เช่น ช่วงเวลาที่ลูกค้าใส่รองเท้าเพื่อไปออกกำลังกาย ความถี่ในการซื้อรองเท้าคู่ใหม่ เป็นต้น) และใช้ Big Data ช่วยวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อให้ Nike นำเสนอและแนะนำสินค้าได้ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้า และรักษาฐานลูกค้าให้ยังคงซื้อสินค้าของแบรนด์ต่อไป

นอกจากนี้ Nike ยังเก็บข้อมูลลูกค้าผ่าน Nike Fit โปรแกรมถ่ายรูปเท้าเพื่อดูว่าลูกค้าควรใส่รองเท้าเบอร์อะไร โดยใช้เทคโนโลยี AI Image Processing ซึ่งช่วยให้ Nike รู้ถึงวงจรการซื้อรองเท้าของลูกค้าและจัดการเรื่อง Supply Chain Management หรือการจัดการสต็อกสินค้าได้

2nd Use Case: Walmart

Walmart บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่สัญชาติอเมริกา ได้ตั้ง Analytics Hub เพื่อดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องของ Walmart จากแหล่งข้อมูลกว่า 200 แห่ง มาใช้วิเคราะห์ภายในเพื่อช่วยเรื่องการดำเนินการและแก้ปัญหาการทำงานหน้างานได้แบบเรียลไทม์ เช่น วิเคราะห์หาสาเหตุได้ว่ายอดขายของสินค้าลดลงเพราะราคาที่ติดอยู่หน้าร้านไม่ตรงกับระบบ ทำให้ราคาสูงกว่าเจ้าอื่น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ ใช้ Big Data วิเคราะห์หาสาเหตุได้ว่า สินค้าในสาขานี้ยอดขายไม่สูงเท่าสาขาอื่นเพราะพนักงานลืมนำออกมาวางไว้บนชั้น เป็นต้น

จากฐานข้อมูลเดียวกันนี้ ก็สามารถนำไปทำ Supplier Portal ให้พาร์ตเนอร์ผู้ผลิตบริหารจัดการได้ โดยสามารถคาดการณ์สินค้าที่น่าจะขายดีในช่วงเวลาใด เพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้าตาม Demand-Supply ได้ 

Walmart ยังเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าจากการทำ In-store Analytics ที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าชอบทำอะไร ใช้เวลาเลือกซื้อสินค้าส่วนไหนของร้านเป็นพิเศษ เพื่อให้ Walmart ทำ Personalized Marketing ยิงแคมเปญหาลูกค้าเฉพาะกลุ่มให้ยังคงกลับมาใช้บริการซ้ำได้ด้วย

3rd Use Case: TELCO

บริษัทโทรคมนาคมมักเผชิญกับปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ไม่ทันท่วงทีเพราะความซับซ้อนของระบบแบบเดิม เช่น ลูกค้าโทรมาร้องเรียน Call Center เรื่องเติมเงินแล้วเงินไม่เข้าระบบ ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ

การแก้ปัญหาของบริษัทนี้คือ การนำข้อมูล Operation Log เข้ามาใน Big Data และให้ทีม Operation เปิดดูผ่าน Dashboard ได้ ซึ่งตอบโจทย์เรื่องประสบการณ์ลูกค้า ทำให้ Call Center สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

อีกตัวอย่างของการใช้งาน Big Data คือ การส่ง SMS ทางการตลาดไปยังลูกค้าที่เข้ามาในพื้นที่ เช่น ห้างสรรพสินค้า สนามบิน จากปัญหาเดิมที่มีความล่าช้าในการส่ง SMS ซึ่งอาจจะช้าจนลูกค้าได้ออกจากพื้นที่นั้นไปแล้ว ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ทางการตลาดที่มุ่งหวังไว้ บริษัทโทรคมนาคมแห่งนี้จึงใช้วิธีการนำข้อมูลจากตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือจากเสาสัญญาณเป็น Trigger ส่ง SMS แคมเปญหาลูกค้าได้แบบ Near Real-time ทำให้เพิ่มโอกาสที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้นด้วย

Big Data กับความท้าทายครั้งใหญ่

จากกรณีศึกษาข้างต้นนั้น ทำให้เห็นว่า Big Data เป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและกำจัด Pain Point ต่าง ๆ ออกไป อย่างไรก็ดี สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน Big Data Platform อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคความท้าทายเหล่านี้ที่อาจจะทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ได้แก่

Challenge 1: Agility & Effort

การทำ Big Data ต้องอาศัยผู้ที่มีทักษะเฉพาะทางจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซอฟต์แวร์ที่รองรับไฟล์สกุลต่าง ๆ เพื่อทำให้ข้อมูลรวมศูนย์และเกิดผลลัพธ์ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจ ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นความยุ่งยากในการทำ Big Data ที่ต้องใช้ทั้งคน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเวลาที่เสียไปกับการเริ่มต้นดำเนินการ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่เสียไปจากลูกค้าด้วย 

Challenge 2: Security

ทุกองค์กรที่ทำ Big Data ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัย และเตรียมการทุกวิถีทางที่จะทำให้ข้อมูลทั้งในและนอกองค์กรที่บริษัทถือครองนั้นรอดพ้นจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตรวมถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัย ในขณะที่ยังคงต้องเตรียมการให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ

Challenge 3: Scalability

ด้วยสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหรือแม้แต่สถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุม เช่น การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ความท้าทายอีกเรื่องที่องค์กรต้องเผชิญ คือ จะทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานปรับขนาดได้ตามความต้องการของลูกค้าผู้ใช้งานไม่ว่าจะมีปริมาณการใช้งานมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม และหากลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว แต่ในวันข้างหน้าสถานการณ์กลับพลิกผัน ธุรกิจองค์กรจะรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

AIS Big Data as a Service คือคำตอบ

จากโจทย์ความท้าทายในการทำ Big Data ที่กล่าวไปข้างต้นนั้น AIS Business Cloud ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน Cloud Service Provider อันดับ 1 ด้านบริการครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย จึงร่วมกับ Blendata บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data อัจฉริยะ นำเสนอ “AIS Big Data as a Service” แพลตฟอร์มวิเคราะห์ Big Data อัจฉริยะแบบสำเร็จรูปบนคลาวด์ในประเทศไทย

AIS Big Data as a Service เป็นบริการแพลตฟอร์ม Blendata – Enterprise บน AIS Enterprise Cloud x VMware ที่ให้บริการรวบรวมข้อมูล บริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึง ประมวลข้อมูลให้พร้อมใช้งาน ไปจนถึงการนำข้อมูลไปใช้งานในหลากหลายรูปแบบ โดยผ่านการออกแบบการใช้งานในรูปแบบ Code-free กล่าวคือ แม้จะไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดก็สามารถใช้งานทุกฟังก์ชันเหล่านี้ได้ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • Integrate: เชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลได้จากทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น Logs, Cloud, On Premises หรือ Flat Files พร้อมรองรับฐานข้อมูลที่เป็นที่รู้จักมากมาย เช่น Oracle, MySQL, Amazon S3 และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • Manage: จัดการข้อมูลและการเข้าถึงของผู้ใช้งาน ซึ่งสามารถปรับแต่งและจัดระบบข้อมูล Big Data ให้เหมาะสมกับองค์กร และตอบสนองความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • Process: เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นชุดข้อมูลที่สะอาดพร้อมใช้งาน เพื่อปลดล็อก “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ โดยใช้เทคนิคการ Query ข้อมูล ที่สามารถทำได้โดยเขียนโค้ดหรือไม่เขียนโค้ดก็ได้ และสามารถทำได้แบบอัตโนมัติโดยการตั้งค่าผ่านฟังก์ชัน Job Scheduler หรือดำเนินการด้วยการสตรีมมิงแบบ Real-time ก็ได้เช่นกัน
  • Utilize: ประมวลผลข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ป้อนข้อมูลลงในเครื่องมือ BI ที่ติดตั้งอยู่ในตัวแพลตฟอร์ม Blendata เพื่อสร้าง Dashboard หรือ Report แบบวันต่อวัน หรือตั้งค่าการแจ้งเตือนตามเงื่อนไขสำหรับการตรวจสอบติดตามข้อมูล รวมถึงการส่งออกข้อมูลไปใช้งานต่อด้วยระบบอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่อและโหลดข้อมูลที่ประมวลผลแล้วไปยังแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันอื่นผ่าน API

คุณสมบัติเด่นของ AIS Big Data as a Service คือ การเป็น Enterprise Data Foundation ที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นคงปลอดภัย และรองรับการปรับขนาดได้ตามการใช้งาน พร้อมแพลตฟอร์ม Big Data ที่รวบรวมไว้ในที่เดียว ซึ่งช่วยลดทั้งต้นทุนด้านการบริหารจัดการและเวลาในการนำ Big Data มาใช้งาน และจุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้งานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผนวกรวมกับ Enterprise Cloud & Storage ที่ได้มาตรฐานของ VMware กับ Cloudian และฮาร์ดแวร์ศูนย์ข้อมูลระดับ Carrier-grade จึงกลายมาเป็น Total Solution ในรูปแบบแพ็กเกจต่าง ๆ ได้แก่ Essential, Premium, และ Premium Plus ตามปริมาณการใช้งาน

ด้าน AIS เองเป็นผู้ให้บริการตั้งแต่ Managed Cloud Services, Software as a Service, Security Service, Infrastructure / Platform as a Service, Data Centers, และ Networks for Businesses ดังนั้น ด้วยบริการอันครบครันและครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทยจาก AIS นี้เอง จึงทำให้ AIS Enterprise Cloud สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้ พร้อมกับมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดในระบบและบริการที่มีมาตรฐานรองรับ

ด้วยจุดแกร่งจาก AIS Big Data as a Service ของการมี Trusted Local Cloud Infrastructure อันทรงประสิทธิภาพ พร้อมขยายและติดตั้งให้พร้อมใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว รองรับการเติบโตของธุรกิจด้วยการปรับขยายขนาดได้ตามต้องการ และบริการสนับสนุนทาง Call Center ตลอดเวลาแบบ 24×7 เหล่านี้เอง AIS Big Data as a Service จึงเป็นอีกหนึ่งบริการที่ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจองค์กรทุกระดับในการทำ Big Data เพื่อกลั่นข้อมูลคุณภาพและสร้างมูลค่ามหาศาลทางธุรกิจได้ต่อไป

Image credit: PNGKey

สำหรับองค์กรธุรกิจที่สนใจบริการ AIS Big Data as a Service  สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทางเว็บไซต์: https://business.ais.co.th/ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่านได้ที่ businesscloud@ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%81/

เก็บข้อมูลให้อยู่หมัด ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดไปกับ AIS Big Data as a Service

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลมีมูลค่าดั่งน้ำมันตามคำเปรียบที่ว่า “Data is the new oil.” นั้น Big Data คงไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปสำหรับการดำเนินธุรกิจบนโลกที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) ทว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ทุกธุรกิจองค์กรควรต้องหันมาให้ความสำคัญกับ Big Data เพื่อสร้างมูลค่าหรือประโยชน์ทางการค้า หรือตอบโจทย์ธุรกิจของแต่ละองค์กรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี หากต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในการทำ Big Data และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล ผนวกกับเครื่องมือประสิทธิภาพสูงมากมายที่มาพร้อมกับต้นทุนค่าใช้จ่ายมหาศาลแล้วนั้น หลาย ๆ ธุรกิจองค์กรอาจเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายขององค์กรที่จะต้องก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไปให้ได้ 

บทความนี้จึงขอพาทุกท่านไปร่วมค้นหาความสำคัญและความท้าทายของ Big Data ในภาคธุรกิจผ่านกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่าง Nike, Walmart และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม พร้อมนำเสนอ AIS Big Data as a Service โซลูชันสำหรับธุรกิจองค์กรที่จะช่วยให้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดในการทำ Big Data และนำพาไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

Big Data คืออะไร?

ก่อนจะรู้ว่า Big Data คืออะไรนั้น เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า Data คืออะไร และแตกต่างอย่างไรกับ Big Data จากนั้นพิจารณาดูว่าองค์กรนั้น ๆ มี Big Data เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้หรือไม่

Data คือ ข้อมูลทุกอย่างทั้งในองค์กรและนอกองค์กรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ใช้งาน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้น ๆ เช่น ข้อมูลของบริษัท ข้อมูลติดต่อของลูกค้า ข้อมูลติดต่อของผู้ร่วมธุรกิจ ลักษณะของผู้บริโภค การทำรายการธุรกิจต่าง ๆ ในแต่ละวัน ตัวอักษร ไฟล์ เอกสาร รูปภาพ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ แทบทุกประเภทที่อยู่บนโลกออนไลน์ ฯลฯ

ส่วน Big Data นั้นมีองค์ประกอบลักษณะหลักของข้อมูลด้วยกัน 4 ประการ (4V) ได้แก่

  1. Volume: ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระดับ TB-PB เป็นต้น

Volume คือ ปริมาณข้อมูลที่สามารถผลิตและจัดเก็บไว้ได้นั้นจะต้องมีขนาดใหญ่มากเพียงพอ ซึ่งปริมาณของข้อมูลจะเป็นข้อบ่งบอกได้ถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของข้อมูลภายในนั้น และสามารถนำไปพิจารณาต่อได

  1. Variety: ข้อมูลที่มีความหลากหลาย เช่น รูปภาพ เสียง Datasheet ไฟล์

Variety คือ ความหลากหลายของประเภทข้อมูล โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ รูปภาพ ข้อมูลเสียงที่ถูกบันทึกไว้ วิดีโอหรือไฟล์ประเภทอื่นจากหลากหลายที่มา

  1. Velocity: การเกิดข้อมูลอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา เช่น Log, Transaction

Velocity คือ ความเร็วในการประมวลผลและผลิตข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่ง Big Data คือ ข้อมูลที่ได้มาแบบ Real-time และประมวลผลอยู่ตลอดเวลา

  1. Veracity: คุณภาพของข้อมูล RAW Data XML

Veracity คือ คุณภาพของข้อมูลที่สามารถนำไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปได้อีก เป็นข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการประมวลผลอยู่ในรูปแบบของข้อมูลดิบ ซึ่งสามารถนำไปประมวลผลต่อไปได้และมาจากหลากหลายที่มา

ทำไมต้องทำ Big Data?

ในการแข่งขันทางธุรกิจยุคปัจจุบันนั้น การตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็วฉับไวจะทำให้องค์กรขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจด้านนั้น ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจองค์กรจำเป็นต้องดำเนินการ

คำกล่าวที่ว่า “Data is a new oil.” จึงไม่ใช่การเปรียบที่เกินเลยไปจากบริบทในปัจจุบันนี้ เพราะข้อมูลก็เปรียบได้กับแหล่งน้ำมันดิบแหล่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีการนำไปใช้งาน ต้องผ่านการขุดเจาะนำมาใช้และกลั่นเป็นข้อมูลคุณภาพพร้อมใช้งานสำหรับนำไปใช้วางแผนประกอบการตัดสินใจแผนดำเนินการทางธุรกิจต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดมูลค่ามหาศาล เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ สร้างผลตอบแทนและตรงต่อความต้องการของลูกค้าที่มีเพิ่มขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามามีส่วนช่วยตอบโจทย์ในการดำเนินธุรกิจด้วยอรรถประโยชน์ ดังนี้

  1. เพิ่มรายได้
    • สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้มากขึ้น 
    • สร้าง Brand Loyalty สร้างพฤติกรรมและบริการใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า
    • ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายด้วย Personalized Marketing
  2. ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย
    • ลดต้นทุนการดำเนินการธุรกิจ
    • เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินงาน
  3. วางแผนงานในอนาคต
    • วิเคราะห์และจัดการความเสี่ยง
    • อัปเดตหรือคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ
    • เพิ่มศักยภาพระหว่าง Supplier

ด้วยเหตุผลและประโยชน์ข้างต้นนี้เอง จึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ทุกธุรกิจองค์กรควรหันมาใช้ Big Data เป็นข้อมูลเพื่อตัดสินใจขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจ (Making Data-driven Decisions)

ประยุกต์ใช้ Big Data กับธุรกิจอย่างไร?

เมื่อธุรกิจองค์กรถือครองข้อมูลอยู่ในมือแล้ว อาจเกิดคำถามว่า จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานให้เกิดคุณค่าและผลตอบแทนทางธุรกิจได้อย่างไร ในส่วนนี้จะกล่าวถึงแนวโน้มของการใช้งาน Big Data ในภาคธุรกิจ พร้อมกับกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากบริษัทต่าง ๆ ในหลายแวดวงอุตสาหกรรมที่นำ Big Data ไปใช้งานจริง

จากข้อมูลของ Gartner ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มต้องการนำ Big Data ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังนี้

  1. Improve business process and operation: เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินธุรกิจ
  2. Improve customer experience: เสริมประสบการณ์ลูกค้า
  3. Guide company strategy วางกลยุทธ์องค์กรผ่านการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลขับเคลื่อน (Data-driven Decision)
  4. Measure performance and ROI metrics: วัดประเมินประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการตอบแทนของการลงทุน (Return on Investment หรือ ROI)

1st Use Case: Nike

จากข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปเพราะความนิยมการเดินซื้อของตามห้างร้านลดลงและกระแสการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ Nike ต้องเปลี่ยนวิธีการขายแบบเดิมจากการจำหน่ายให้ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) มาเป็นการจำหน่ายกับลูกค้าโดยตรง

Nike เริ่มเก็บข้อมูลลูกค้าด้วยการทำแอปพลิเคชันที่มี Reward Program ให้ลูกค้าสมัครสมาชิกเพื่อสะสมแต้ม แล้วเชื่อมระบบเข้ากับอุปกรณ์สวมใส่ เช่น Fitbit เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า (เช่น ช่วงเวลาที่ลูกค้าใส่รองเท้าเพื่อไปออกกำลังกาย ความถี่ในการซื้อรองเท้าคู่ใหม่ เป็นต้น) และใช้ Big Data ช่วยวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อให้ Nike นำเสนอและแนะนำสินค้าได้ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้า และรักษาฐานลูกค้าให้ยังคงซื้อสินค้าของแบรนด์ต่อไป

นอกจากนี้ Nike ยังเก็บข้อมูลลูกค้าผ่าน Nike Fit โปรแกรมถ่ายรูปเท้าเพื่อดูว่าลูกค้าควรใส่รองเท้าเบอร์อะไร โดยใช้เทคโนโลยี AI Image Processing ซึ่งช่วยให้ Nike รู้ถึงวงจรการซื้อรองเท้าของลูกค้าและจัดการเรื่อง Supply Chain Management หรือการจัดการสต็อกสินค้าได้

2nd Use Case: Walmart

Walmart บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่สัญชาติอเมริกา ได้ตั้ง Analytics Hub เพื่อดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องของ Walmart จากแหล่งข้อมูลกว่า 200 แห่ง มาใช้วิเคราะห์ภายในเพื่อช่วยเรื่องการดำเนินการและแก้ปัญหาการทำงานหน้างานได้แบบเรียลไทม์ เช่น วิเคราะห์หาสาเหตุได้ว่ายอดขายของสินค้าลดลงเพราะราคาที่ติดอยู่หน้าร้านไม่ตรงกับระบบ ทำให้ราคาสูงกว่าเจ้าอื่น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ ใช้ Big Data วิเคราะห์หาสาเหตุได้ว่า สินค้าในสาขานี้ยอดขายไม่สูงเท่าสาขาอื่นเพราะพนักงานลืมนำออกมาวางไว้บนชั้น เป็นต้น

จากฐานข้อมูลเดียวกันนี้ ก็สามารถนำไปทำ Supplier Portal ให้พาร์ตเนอร์ผู้ผลิตบริหารจัดการได้ โดยสามารถคาดการณ์สินค้าที่น่าจะขายดีในช่วงเวลาใด เพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้าตาม Demand-Supply ได้ 

Walmart ยังเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าจากการทำ In-store Analytics ที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าชอบทำอะไร ใช้เวลาเลือกซื้อสินค้าส่วนไหนของร้านเป็นพิเศษ เพื่อให้ Walmart ทำ Personalized Marketing ยิงแคมเปญหาลูกค้าเฉพาะกลุ่มให้ยังคงกลับมาใช้บริการซ้ำได้ด้วย

3rd Use Case: TELCO

บริษัทโทรคมนาคมมักเผชิญกับปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ไม่ทันท่วงทีเพราะความซับซ้อนของระบบแบบเดิม เช่น ลูกค้าโทรมาร้องเรียน Call Center เรื่องเติมเงินแล้วเงินไม่เข้าระบบ ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ

การแก้ปัญหาของบริษัทนี้คือ การนำข้อมูล Operation Log เข้ามาใน Big Data และให้ทีม Operation เปิดดูผ่าน Dashboard ได้ ซึ่งตอบโจทย์เรื่องประสบการณ์ลูกค้า ทำให้ Call Center สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

อีกตัวอย่างของการใช้งาน Big Data คือ การส่ง SMS ทางการตลาดไปยังลูกค้าที่เข้ามาในพื้นที่ เช่น ห้างสรรพสินค้า สนามบิน จากปัญหาเดิมที่มีความล่าช้าในการส่ง SMS ซึ่งอาจจะช้าจนลูกค้าได้ออกจากพื้นที่นั้นไปแล้ว ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ทางการตลาดที่มุ่งหวังไว้ บริษัทโทรคมนาคมแห่งนี้จึงใช้วิธีการนำข้อมูลจากตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือจากเสาสัญญาณเป็น Trigger ส่ง SMS แคมเปญหาลูกค้าได้แบบ Near Real-time ทำให้เพิ่มโอกาสที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้นด้วย

Big Data กับความท้าทายครั้งใหญ่

จากกรณีศึกษาข้างต้นนั้น ทำให้เห็นว่า Big Data เป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและกำจัด Pain Point ต่าง ๆ ออกไป อย่างไรก็ดี สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน Big Data Platform อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคความท้าทายเหล่านี้ที่อาจจะทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ได้แก่

Challenge 1: Agility & Effort

การทำ Big Data ต้องอาศัยผู้ที่มีทักษะเฉพาะทางจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซอฟต์แวร์ที่รองรับไฟล์สกุลต่าง ๆ เพื่อทำให้ข้อมูลรวมศูนย์และเกิดผลลัพธ์ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจ ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นความยุ่งยากในการทำ Big Data ที่ต้องใช้ทั้งคน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเวลาที่เสียไปกับการเริ่มต้นดำเนินการ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่เสียไปจากลูกค้าด้วย 

Challenge 2: Security

ทุกองค์กรที่ทำ Big Data ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัย และเตรียมการทุกวิถีทางที่จะทำให้ข้อมูลทั้งในและนอกองค์กรที่บริษัทถือครองนั้นรอดพ้นจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตรวมถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัย ในขณะที่ยังคงต้องเตรียมการให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ

Challenge 3: Scalability

ด้วยสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหรือแม้แต่สถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุม เช่น การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ความท้าทายอีกเรื่องที่องค์กรต้องเผชิญ คือ จะทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานปรับขนาดได้ตามความต้องการของลูกค้าผู้ใช้งานไม่ว่าจะมีปริมาณการใช้งานมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม และหากลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว แต่ในวันข้างหน้าสถานการณ์กลับพลิกผัน ธุรกิจองค์กรจะรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

AIS Big Data as a Service คือคำตอบ

จากโจทย์ความท้าทายในการทำ Big Data ที่กล่าวไปข้างต้นนั้น AIS Business Cloud ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน Cloud Service Provider อันดับ 1 ด้านบริการครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย จึงร่วมกับ Blendata บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data อัจฉริยะ นำเสนอ “AIS Big Data as a Service” แพลตฟอร์มวิเคราะห์ Big Data อัจฉริยะแบบสำเร็จรูปบนคลาวด์ในประเทศไทย

AIS Big Data as a Service เป็นบริการแพลตฟอร์ม Blendata – Enterprise บน AIS Enterprise Cloud x VMware ที่ให้บริการรวบรวมข้อมูล บริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึง ประมวลข้อมูลให้พร้อมใช้งาน ไปจนถึงการนำข้อมูลไปใช้งานในหลากหลายรูปแบบ โดยผ่านการออกแบบการใช้งานในรูปแบบ Code-free กล่าวคือ แม้จะไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดก็สามารถใช้งานทุกฟังก์ชันเหล่านี้ได้ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • Integrate: เชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลได้จากทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น Logs, Cloud, On Premises หรือ Flat Files พร้อมรองรับฐานข้อมูลที่เป็นที่รู้จักมากมาย เช่น Oracle, MySQL, Amazon S3 และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • Manage: จัดการข้อมูลและการเข้าถึงของผู้ใช้งาน ซึ่งสามารถปรับแต่งและจัดระบบข้อมูล Big Data ให้เหมาะสมกับองค์กร และตอบสนองความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • Process: เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นชุดข้อมูลที่สะอาดพร้อมใช้งาน เพื่อปลดล็อก “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ โดยใช้เทคนิคการ Query ข้อมูล ที่สามารถทำได้โดยเขียนโค้ดหรือไม่เขียนโค้ดก็ได้ และสามารถทำได้แบบอัตโนมัติโดยการตั้งค่าผ่านฟังก์ชัน Job Scheduler หรือดำเนินการด้วยการสตรีมมิงแบบ Real-time ก็ได้เช่นกัน
  • Utilize: ประมวลผลข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ป้อนข้อมูลลงในเครื่องมือ BI ที่ติดตั้งอยู่ในตัวแพลตฟอร์ม Blendata เพื่อสร้าง Dashboard หรือ Report แบบวันต่อวัน หรือตั้งค่าการแจ้งเตือนตามเงื่อนไขสำหรับการตรวจสอบติดตามข้อมูล รวมถึงการส่งออกข้อมูลไปใช้งานต่อด้วยระบบอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่อและโหลดข้อมูลที่ประมวลผลแล้วไปยังแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันอื่นผ่าน API

คุณสมบัติเด่นของ AIS Big Data as a Service คือ การเป็น Enterprise Data Foundation ที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นคงปลอดภัย และรองรับการปรับขนาดได้ตามการใช้งาน พร้อมแพลตฟอร์ม Big Data ที่รวบรวมไว้ในที่เดียว ซึ่งช่วยลดทั้งต้นทุนด้านการบริหารจัดการและเวลาในการนำ Big Data มาใช้งาน และจุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้งานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผนวกรวมกับ Enterprise Cloud & Storage ที่ได้มาตรฐานของ VMware กับ Cloudian และฮาร์ดแวร์ศูนย์ข้อมูลระดับ Carrier-grade จึงกลายมาเป็น Total Solution ในรูปแบบแพ็กเกจต่าง ๆ ได้แก่ Essential, Premium, และ Premium Plus ตามปริมาณการใช้งาน

ด้าน AIS เองเป็นผู้ให้บริการตั้งแต่ Managed Cloud Services, Software as a Service, Security Service, Infrastructure / Platform as a Service, Data Centers, และ Networks for Businesses ดังนั้น ด้วยบริการอันครบครันและครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทยจาก AIS นี้เอง จึงทำให้ AIS Enterprise Cloud สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้ พร้อมกับมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดในระบบและบริการที่มีมาตรฐานรองรับ

ด้วยจุดแกร่งจาก AIS Big Data as a Service ของการมี Trusted Local Cloud Infrastructure อันทรงประสิทธิภาพ พร้อมขยายและติดตั้งให้พร้อมใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว รองรับการเติบโตของธุรกิจด้วยการปรับขยายขนาดได้ตามต้องการ และบริการสนับสนุนทาง Call Center ตลอดเวลาแบบ 24×7 เหล่านี้เอง AIS Big Data as a Service จึงเป็นอีกหนึ่งบริการที่ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจองค์กรทุกระดับในการทำ Big Data เพื่อกลั่นข้อมูลคุณภาพและสร้างมูลค่ามหาศาลทางธุรกิจได้ต่อไป

Image credit: PNGKey

สำหรับองค์กรธุรกิจที่สนใจบริการ AIS Big Data as a Service  สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทางเว็บไซต์: https://business.ais.co.th/ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่านได้ที่ businesscloud@ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ais-big-data-as-a-service/