คลังเก็บป้ายกำกับ: AI_AND_ROBOTS

ธุรกิจประกันภัยกับแนวโน้มในการปรับทีมสู่ Digital Workforce ด้วย RPA โดยผู้เชี่ยวชาญจาก DCS

ถึงแม้ว่าการมาของโรคระบาดทั่วโลกในยามนี้จะทำให้หลายธุรกิจต้องหยุดชะงัก แต่สำหรับบางธุรกิจแล้วนี่คือช่วงเวลาสำหรับการทดลองนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้งานและปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคต และ บริษัทประกันภัยชั้นนำก็ได้ใช้จังหวะนี้ ในการเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้นด้วย Robotic Process Automation หรือ RPA สร้างทีม Digital Workforce มารองรับต่ออนาคตการทำงานในยุค New Normal

การออกกรมธรรม์นั้นยังมีหลายขั้นตอนที่อิงกับเอกสารกระดาษ

Credit: ShutterStock.com

ในธุรกิจประกันภัยนั้น หลายครั้งที่ต้องมีการออกแบบกรมธรรม์เฉพาะทางและขายผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น การประกันภัยเกี่ยวกับกิจกรรมกีฬาประเภทต่าง ๆ หรือการทำงานบางประเภท ทำให้การออกกรมธรรม์นั้นจะต้องใช้ข้อมูลของลูกค้าในรูปแบบที่แตกต่างไปจากการขายกรมธรรม์ตรงไปยังลูกค้าแต่ละราย และต้องมีธุรกิจอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอน รวมถึงยังต้องจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากปกติด้วย

การทำประกันภัยในลักษณะนี้ข้อมูลมักถูกเก็บอยู่ในรูปของกระดาษ และส่งมายังธุรกิจประกันในลักษณะของไฟล์ภาพที่ผ่านการสแกนมาแล้ว โดยอาจประกอบไปด้วยข้อมูลหลายชุด เช่น เอกสารใบสมัครใช้บริการหรือสมัครสมาชิกของลูกค้ากับธุรกิจพันธมิตร, เอกสารสำเนาบัตรประชาชนหรือ หนังสือเดินทาง ของลูกค้า, เอกสารแบบฟอร์มอื่นๆ รวมถึงแบบฟอร์มข้อมูลสำหรับการทำประกัน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนเดิมนี้ต้องมีทีมงานเข้ามาจัดการ เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารที่สแกนและอ่านข้อมูลด้วยตนเองก่อนการตรวจสอบและกรอกข้อความ ทำให้เกิดความล่าช้าและมีโอกาสผิดพลาดได้ ด้วยเหตุนี้ธุรกิจประกันภัยทั่วโลกจึงมีแผนในการนำเทคโนโลยีด้าน Automation เข้ามาช่วยปรับกระบวนการส่วนนี้ให้เป็นอัตโนมัติ เป็นการนำร่องของธุรกิจเพื่อก้าวสู่การเป็น Digital Workforce อย่างเต็มตัวในอนาคต

เปลี่ยนการจัดการเอกสารกระดาษให้เป็นอัตโนมัติ ด้วย RPA และ OCR

บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (DCS) ได้นำเสนอโซลูชันเพื่อตอบโจทย์นี้ให้แก่ธุรกิจประกันด้วยการนำเทคโนโลยี RPA มาใช้งานร่วมกับ OCR โดย RPA จะช่วยปรับ Flow การทำงานทั้งหมดให้เป็นอัตโนมัติตั้งแต่การรับอีเมล์มาเปิดอ่านไปจนถึงการกรอกข้อมูลไปยังระบบต่างๆ และพิมพ์เอกสารออกมา ในขณะที่ OCR จะเข้ามามีบทบาทในการอ่านข้อมูลบนเอกสารกระดาษที่ถูกสแกนส่งมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแบบฟอร์มใบสมัคร เอกสารส่วนตัว เช่น สำเนา บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง และอื่นๆ  เพื่อส่งข้อมูลที่อ่านได้จากเอกสารต่าง ๆ ให้ RPA นำข้อมูลเหล่านี้ไปกรอกรวมกันบนระบบของธุรกิจประกัน ซึ่งมีระบบย่อย ๆ หลายระบบอยู่ภายใน โดยทีมงาน DCS จะดูแล RPA ทั้งหมดและจัดการเชื่อมต่อกับระบบ OCR ให้พร้อมใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

แนวทางนี้สามารถทดสอบในขั้นตอนการทำ POC ได้จนสำเร็จภายในเวลาเพียงแค่ 1 วันครึ่งเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ลูกค้ารายหนึ่งของ DCS อย่างบริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย พึงพอใจเป็นอย่างมาก และตัดสินใจเริ่มต้นดำเนินโครงการจนปรับแต่งให้ระบบมีความสมบูรณ์ และฝึกอบรมให้พนักงานสามารถใช้งาน RPA ได้จนจบภายในเวลาเพียง 2 เดือน ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ออกกรมธรรม์ได้เร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก และการทำงานของระบบอัตโนมัตินี้ก็ถูกต้อง 100% พร้อมสำหรับการปรับตัวสู่ Digital Workforce ได้ทันที

ปรับทีมงานสู่ Digital Workforce ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานจากที่บ้านได้อย่างสะดวกแม้ในช่วง COVID-19 แพร่ระบาด

Credit: ShutterStock.com

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการนำ RPA มาใช้งานในธุรกิจนี้สามารถช่วยลดเวลาในการทำงานและทำให้ทีมงานภายในธุรกิจประกันภัยสามารถใช้เวลากับงานอื่นที่มีความสำคัญสูงกว่าและสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจได้มากขึ้น บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย เคยต้องใช้เวลาประมาณ 250 ชั่วโมงต่อเดือนในการทำงานนี้ ก็สามารถลดเวลาเหลือเพียง 85.5 ชั่วโมงหรือเพียง 34% เท่านั้น เมื่อมีการนำ RPA มาใช้ สามารถประหยัดเวลาในการทำงานลงไปได้เกือบ 3 เท่าเลยทีเดียว และยังใช้ทีมงานในการทำงานน้อยลงถึง 50% ซึ่งเมื่อคำนวณกลับมาเป็นตัวเลขในเชิงค่าใช้จ่ายแล้วบริษัท ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในกระบวนการนี้ได้กว่า 89% หรือใช้ทรัพยากรโดยรวมน้อยลงเกือบ 10 เท่าเลยก็ว่าได้

 กล่าวโดยสรุปได้ว่า RPA มีส่วนสำคัญในการปรับกระบวนการทำงานภายในบริษัทให้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากขึ้นต่อเนื่องไปในอนาคต อีกทั้ง ยังช่วยให้พนักงานสามารถ Remote เข้ามาทำกระบวนการต่างๆ อย่างอัตโนมัติได้จากที่บ้าน ตอบสนองต่อนโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ได้เป็นอย่างดี

RPA ของ UiPath เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ได้รวดเร็ว และรองรับการต่อยอดสู่ Hyperautomation

RPA ของ UiPath เป็นเครื่องมือ ที่ธุรกิจประกันภัยหลายแห่งทั่วโลกเลือกใช้งาน เพราะทั้งง่ายต่อการใช้งานและการดูแลรักษา รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ไม่สูง และคืนทุนได้อย่างรวดเร็วจากการปรับกระบวนการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ถูกต้องและรวดเร็ว ทำให้ทีมที่ดูแลกรมธรรม์สามารถใช้งานได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรบกวนทีมงานฝ่าย IT ภายในองค์กรเลย

ในระยะยาว UiPath จะช่วยให้ธุรกิจยกระดับจากเพียงแค่การทำ Automation สู่การเป็น Hyperautomation ด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับการทำงานของตนเองเป็นอัตโนมัติได้มากขึ้น เช่น UiPath Discovery Tool และเครื่องมืออื่นๆ ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการการทำ Automation จำนวนมากภายในธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ Gartner ยังได้ยกให้ UiPath เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี RPA สำหรับธุรกิจองค์กรจากการจัดอันดับประจำปี 2019 ทั้งในแง่ของ Completeness of Vision และ Ability to Execute อีกด้วย

เปลี่ยนกระบวนการให้เป็นอัตโนมัติ ต้องอาศัยทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีประสบการณ์ด้านธุรกิจอย่าง DCS

ความสำเร็จของโครงการลักษณะนี้ส่วนหนึ่ง คือการมีทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการออกแบบและติดตั้งใช้ระบบงาน ซึ่ง DCS เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบงานของ UiPath RPA และยังมีประสบการณ์ในการเชื่อมระบบ RPA เข้ากับ OCR มาก่อน ทำให้สามารถทำทำ POC แล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 วันครึ่ง และสามารถติดตั้งระบบจนใช้งานจริงได้ด้วยการลงมือเข้าไปปรับ Flow กระบวนการทั้งหมดด้วยตนเอง และออกแบบการจัดการกับข้อมูลให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 

คุณสันทัด เจิดจรรยาพงศ์

โทร 02 6848471 หรืออีเมล์ Suntad.c@dcs.premier.co.th 

หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.datapro.co.th/index.php/rpa

from:https://www.techtalkthai.com/dcs-insurance-industry-rpa-digital-workforce/

[Video Webinar] Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังสัมมนาออนไลน์เรื่อง “Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน” พร้อมแนะนำการใช้ AI ในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังข้อมูลบน Hybrid Multicloud แบบเชิงรุก ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน หลายองค์กรเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและนำข้อมูลที่มึอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้า สร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ หรือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจเหนือคู่แข่ง การนำเทคโนโลยี Artificial Intelligent, Machine Learning และ Deep Learning เข้ามาช่วยเสริมความสามารถทางด้านธุรกิจกลายเป็นประเด็นอันดับต้นๆ ที่ผู้บริหารของแต่ละองค์กรเริ่มกล่าวถึง ในขณะที่บางองค์กรก็เริ่มนำเข้ามาประยุกต์ใช้งานกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานภายใน Data Center ขององค์กรเอง หรือใช้ผ่านเครื่องมือบน Hybrid Multicloud

NetApp เป็นผู้นำโซลูชันในการบริหารจัดการข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนองค์กรในการทำ Digital Transformation รวมไปถึงเตรียมความพร้อมในการสร้างสภาวะแวดล้อมแบบ Hybrid Multicloud ให้กับองค์กร มาพร้อมกับโซลูชันประสิทธิภาพสูง รองรับการเติบโตของระบบ และมีความสามารถในการบริหารจัดการ รับส่งข้อมูลไปยัง Public Cloud ชั้นนำด้วยเทคโนโลยี DataFabric ของ NetApp

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับการบรรยายดังต่อไปนี้

  • การพลิกโฉมธุรกิจขององค์กรโดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุน
  • รู้จักกับสถาปัตยกรรมแบบ AI Control Plane
  • การใช้ AI ในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังข้อมูลบน Hybrid Multicloud แบบเชิงรุก

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-digital-data-transformation-ep-2-building-ai-powered-organization/

รับชม ON-DEMAND DCS WEBINAR: TECHNOLOGY CHANGING THE FUTURE – AI IS ENABLING MANUFACTURING

ผู้สนใจสามารถรับชม Webinar เรื่อง “TECHNOLOGY CHANGING THE FUTURE – AI IS ENABLING MANUFACTURING” จาก Datapro Computer Systems และ IBM ย้อนหลังกันได้เลยครับ

หัวข้อ: Technology Changing the Future – AI is Enabling Manufacturing
ผู้บรรยาย: ทีมงาน Datapro Computer Systems และทีมงาน IBM
ภาษา: ไทย

เราอยู่ในยุคของ Industry 4.0 หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมด้วยความรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน ช่วยให้คุณขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลมากมายที่คุณมีอยู่ และนำเอาข้อมูลของคุณมาเพิ่มมูลค่า และช่วยในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดขึ้นผสานกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่กำลังพูดถึงในวงกว้าง เช่น Artificial Intelligence, IoT, 5G ในท่ามกลางการหยุดชะงักที่ผิดปกติทั่วโลกเวลานี้ การที่คุณสามารถนำเอาข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาใช้งานได้ที่เหมาะสม ถูกที่ถูกเวลา สามารถเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน หากคุณกำลังมองหาแนวทางดังกล่าวลองมาฟังหัวข้อสัมมนาดีๆ ที่เรายินดีนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการก้าวขั้นต่อไปสำหรับธุรกิจ และอุตสาหกรรมของคุณ

ใน Webinar นี้จะนำเสนอหัวข้อดังต่อไปนี้

  • How AI adds intelligence to manufacturing Digital Transformation
  • Improve product quality and yield with intelligent, secure and adaptable manufacturing operations
  • How to Fit Storage for AI into Manufacturing
  • Q&A

Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน DCS และ IBM

from:https://www.techtalkthai.com/on-demand-dcs-webinar-technology-changing-the-future-ai-is-enabling-manufacturing/

Cisco เข้าซื้อกิจการ Modcam ยกระดับฟีเจอร์ Video Analytics ให้ Cisco Meraki

Cisco ประกาศควบรวมกิจการ Modcam ผู้ให้บริการด้าน Video Analytics จากสวีเดน เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้าน Machine Learning, Computer Vision และ Cloud-managed Cameras จากบริษัทดังกล่าวมายกระดับคุณสมบัติด้าน Video Analytics ให้แก่โซลูชัน Smart Camera ของ Cisco Meraki

Modcam เป็นผู้ให้บริการด้าน Video Analytics ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Malmӧ ประเทศสวีเดน ก่อตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้ระบบกล้องวงจรปิดมีความชาญฉลาดมากขึ้น แม้ว่ากล้องในปัจจุบันจะมีฟีเจอร์ด้าน Video Analytics มากมาย เช่น Motion Detection หรือ Machine Learning-based Object Detection แต่กล้องเหล่านั้นสามารถวิเคราะห์วิดีโอที่ตัวเองจับได้เท่านั้น เรียกว่าเป็นมุมมองแบบไมโคร แต่ด้วยเทคโนโลยีจาก Modcam ทำให้สามารถผสานข้อมูลเหล่านั้น ก่อให้เกิดเป็นมุมมองแบบมาโครจากหลายๆ กล้องได้

นอกจากนี้ Modcam ยังให้บริการการระบุตำแหน่งและเส้นทางการเคลื่อนที่ที่มีความแม่นยำ เมื่อผสานการทำงานร่วมกับระบบวิเคราะห์ระหว่างกล้องแต่ละตัว ทำให้ห้างร้านสามารถเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและวางแผนจัดการพื้นที่ของร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

Cisco วางแผนที่จะนำเทคโนโลยีทั้งหมดของ Modcam เข้ามาใช้งานใน Cisco Meraki MV Smart Camera เพื่อเพิ่มความฉลาดในการวิเคราะห์วิดีโอมากขึ้นในอนาคต

จนถึงตอนนี้ Cisco ยังไม่เปิดเผยมูลค่าในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้

ที่มา: https://blogs.cisco.com/news/cisco-announces-corporate-news-073120

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-acquires-modcam-video-analytics-company/

พลิกโฉมอุตสาหกรรมการผลิตด้วยระบบเฝ้าระวัง Storage และเครือข่าย IoT จาก CSL

วิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นอกจากจะทำให้ทุกธุรกิจทั่วไทย เปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้พึ่งพาระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องการทำงานได้จากทุกที่ รวมถึงการควบคุมการผลิตให้เกิดความต่อเนื่องและประสิทธิภาพ เพื่อเป็น Digital Factory แน่นอนว่าระบบดิจิทัลจะมีประสิทธิภาพได้นั้นต้องทำงานบนโครงสร้างพื้นฐาน (IT Infrastructure) ด้วยเช่นกัน

CSL ผู้ให้บริการ Data Center ระบบ Cloud และ ICT Services แบบครบวงจร จึงได้นำเสนอโซลูชันเพื่อพัฒนา IT Infrastructure ของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเฝ้าระวังระบบต่างๆ แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบ IoT เพื่อนำข้อมูลมาใช้สำหรับวางแผนการผลิตได้อย่างทันท่วงที ลดภาระของผู้ดูแลระบบ และให้องค์กรมีความสามารถในการสร้างการเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตในยุคนี้

IT Infrastructure ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิต

ปฏิเสธไม่ได้ว่า IT Infrastructure ทั้ง Network และ System ต่างเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบการผลิตสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี Machine Learning ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยให้สามารถปรับปรุงสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องต่อความต้องการ ณ เวลานั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที ความสามารถของ Machine Learning ที่ช่วยเฝ้าระวังสถานะการทำงานของ Servers, Storages และ Network แบบรวมศูนย์ พร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลระบบทราบ ก็ช่วยให้สามารถตรวจพบและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงความสูญเสียและลด Downtime เมื่อเกิดเหตุขัดข้องที่ไม่คาดฝันได้

CSL ผนึกกำลัง Dell และ Ruckus ตอบโจทย์ Digital Transformation กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตในยุค New normal

CSL ผู้ให้บริการ Data Center, ระบบ Cloud และ ICT Services แบบครบวงจร พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ทุกธุรกิจในประเทศไทยเพื่อทำ Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็น Conferencing & Collaboration, Wi-Fi, Data, Workspace Management, Security, End-user Devices, Internet of Things, Cloud Services และ Platform for End-user Computing โดยมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ ออกแบบ ติดตั้ง ปรับแต่งการใช้งานให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมขององค์กร ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขาย CSL Managed Service เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าสามารถพลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลและพร้อมแข่งขันในตลาด

ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบันมีการนำอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เข้ามาใช้เพื่อตรวจสอบและเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อม รวมไปถึงมีระบบ Storage ที่คอยจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก่อนนำไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสายการผลิต CSL นำเสนอระบบ Cloud-based Storage Analytics และระบบผสาน Cloud Wi-Fi และ IoT จาก Dell Technologies และ Ruckus เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามสถานะระบบ Storage และเครือข่ายไร้สาย ระบบ IoT และ ได้จากศูนย์กลางจากที่ไหนก็ได้ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังระบบ IT Infrastructure

ยกระดับระบบการจัดเก็บ (Storage) ด้วยการเฝ้าระวัง ติดตาม และวิเคราะห์ เพื่อประเมินเหตุการณ์ล่วงหน้า รับมือปัญหาได้ทันท่วงทีและทำงานได้ต่อเนื่อง

CSL ขอนำเสนอ CloudIQ เป็น Cloud-based Storage Analytics ที่ใช้เทคโนโลยี Machine Learning ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานะการทำงานของระบบ Storage แบบเชิงรุก (Proactive) โดยรวมรวบข้อมูลสถานะของ Storage ทั้งหมดขององค์กรมาแสดงบนหน้า Dashboard เดียว ช่วยให้ผู้ดูแลระบบมองเห็นภาพรวมและเข้าใจการทำงานของ Storage ได้ง่าย ทั้งยังสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติและประเมินเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยให้การวิเคราะห์สถานการณ์และแก้ปัญหาทำได้อย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติเด่นของ CloudIQ ประกอบด้วย

  • Proactive Health Score: ติดตามและตรวจสอบสถานะการทำงานของ Storage ผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น การทำงานของอุปกรณ์ (แหล่งจ่ายไฟ, พัดลม, ดิสก์), ความสอดคล้องของการตั้งค่าและการใช้งานจริง, ความจุเพียงพอต่อการใช้งาน, ประสิทธิภาพการทำงาน และการปกป้องข้อมูล โดยแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบคะแนน ช่วยให้ผู้ดูแลระบบทำการประเมินแบบเชิงรุกได้ว่า อุปกรณ์ใดที่เริ่มหรือกำลังมีปัญหาอยู่ โดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้มาแจ้ง
  • Predictive Analytics: ประเมินเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนระบบ Storage ในอนาคต โดย Machine Learning จะทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ และแจ้งถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้ผู้ดูแลระบบทราบถึงสถานการณ์ความเสี่ยงและลงมือแก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงคาดการณ์พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้งานสำหรับทำ Capacity Planning
  • Anomaly Detection: ตรวจจับพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่ผิดปกติ พร้อมค้นหาต้นตอของปัญหา ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้งานระบบ Storage

CloudIQ ให้บริการในรูปของแอปพลิเคชันแบบ Cloud-native สามารถใช้งานได้ทันทีผ่าน Web Browser หรือ Mobile App โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ใดๆ เพิ่มเติม รองรับการทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ Dell EMC Storage โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการทำงาน สามารถจัดเก็บ Log ได้นานถึง 2 ปี ลูกค้าของ Dell Technologies สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เครือข่าย Wi-Fi และ IOT ตอบโจทย์ให้ระบบในโรงงานทำงานได้ต่อเนื่อง พร้อมจัดเก็บข้อมูลได้ไม่สะดุด

ในยุค Industry 4.0 อุปกรณ์ IoT ถูกนำเข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนสายการผลิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การเชื่อมต่อและ Bandwidth มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การก้าวไปสู่การเป็น Digital Factory จึงต้องมีเครือข่าย Wired และ Wireless ที่ทันสมัย ที่พร้อมรองรับการใช้งานอุปกรณ์ IoT เหล่านี้ ที่สำคัญคืออุปกรณ์ต้องสามารถใช้งานภายใต้สภาพแวดล้อมของโรงงานที่อาจเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ความชื้นสูง หรืออุณหภูมิที่มนุษย์ยากจะอยู่อาศัยได้

เฝ้าระวังและตรวจสอบสถานะ Wi-Fi และ IoT พร้อมบริหารจัดการจากศูนย์กลาง ด้วย Ruckus IoT Suite

CSL ร่วมกับ Ruckus ผู้ให้บริการเครือข่าย Wired และ Wireless อัจฉริยะที่พร้อมให้บริการ Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 (802.11ax) ซึ่งมีอัตราการรับส่งข้อมูลรวมสูงสุดถึง 6 Gbps พร้อมพอร์ตเชื่อมต่อกับ Switch แบบ Multigigabit สามารถบริหารจัดการทั้งเครือข่าย Wired และ Wireless ได้จากศูนย์กลางผ่านระบบ Cloud ทั้งยังสามารถเฝ้าระวังและตรวจสอบสถานะการทำงานของ  Access Point/Switch รวมไปถึงการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้บนหน้า Dashboard เดียว ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามระบบเครือข่ายจากที่ไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบ Network Analytics ที่ใช้เทคโนโลยี AI/ML ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายแบบเชิงรุก (Proactive) อีกด้วย

Ruckus IoT Suite เป็นการผสานรวมการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ IoT ไว้ภายใต้ระบบบริหารจัดการ (Controller) เดียวกัน ในขณะที่ Access Point เองก็พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ผ่านโปรโตคอลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น BLE, LoRa หรือ Zigbee ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมอุปกรณ์ IoT ผ่านทางระบบของ Ruckus และบน Network Infrastructure เดิมได้ทันที รวมศูนย์การจัดการ Wired, Wireless และ IoT ทั้งหมดไว้ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว สามารถใช้งานร่วมกับระบบล็อกประตูอัตโนมัติ กล้อง CCTV และอุปกรณ์ IoT จากแบรนด์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์

อุตสาหกรรมการผลิตที่สนใจโซลูชันระบบเฝ้าระวัง Storage และเครือข่าย IOT สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทางอีเมล csl-presales@ais.co.th หรือโทร 02-263-8185

CSL พร้อมให้คำปรึกษาโซลูชันด้านที่เหมาะสมกับทุกองค์กรธุรกิจ

CSL มีโซลูชันที่ครบถ้วน พร้อมด้วยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์โซลูชันด้าน ICT ให้กับองค์กรธุรกิจมาอย่างยาวนาน CSL จึงมีความพร้อมในการให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหาโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณสำหรับองค์กรธุรกิจทุกขนาด พร้อมบริการหลังการขาย รวมถึงการบริการในรูปแบบ Managed Services ที่ช่วยแบ่งเบาภาระด้านบุคคลากรและค่าใช้จ่ายด้าน ICT โดยรวมให้กับองค์กรธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ CSL พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 1370 ในการให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาแก่ลูกค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-factories-with-storage-monitoring-and-iot-solutions-by-csl/

G-Able หนุนคนยุคใหม่เก่ง AI และ IoT เพิ่มขีดความสามารถในยุคดิจิทัล

ปัจจุบันเทคโนโลยี AI และ IoT ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การพัฒนาทั้งสองเทคโนโลยีนี้จะมาช่วยมนุษย์ในเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัย รวมถึงในภาคอุตสาหกรรมก็จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในด้านการผลิต เพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ยิ่งภาวะวิกฤตหลายอย่างที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เทคโนโลยีทั้งสองนี้ ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้คนและองค์กรให้ก้าวผ่านวิกฤตการณ์ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

ถึงแม้ว่าทั้งสองเทคโนโลยีจะมีความสำคัญลำดับต้นๆในยุคดิจิทัล แต่ในภาคอุตสาหกรรมของไทยยังขาดแคลนบุคคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนี้อีกเป็นจำนวนมาก ภาครัฐและภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเสริมสร้างพื้นที่ พัฒนากำลังคนทางด้าน AI และ IoT ที่มีคุณภาพ และสามารถทำงานได้จริง

ในฐานะที่เป็นผู้นำในการให้บริการด้านดิจิทัลโซลูชันอย่างครบวงจร G-Able ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีทั้งสองนี้ จึงร่วมมือกับภาคีในการจัดแข่งขันในโครงการ ค้นหาสุดยอดฝีมือโทรคมนาคมและไอซีทีเทิดพระเกียรติ ครั้งที่ 13” เพื่อพัฒนาบุคคลากรและเยาชนไทยให้มีทักษะความรู้ และความสามารถทางด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล

การแข่งขันในครั้งนี้ เป็นการแข่งขันประเภททีม ทีมละไม่เกิน 2 คน เพื่อทดสอบความรู้ใน 2 สาขา ได้แก่ IoT (Smart NodeMCU) มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี Internet of Things เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในยุคดิจิทัล และ สาขา AI (Chatbot) เพื่อการพัฒนาแชทบอทและโปรแกรมสนทนาที่นำมาใช้ในการตอบโต้กับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

โดยนอกจากผู้ร่วมแข่งขันจะได้ทดสอบความรู้ทางภาคทฤษฏีแล้ว ทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศจะต้องใช้ความรู้ ทักษะและความสามารถแข่งขันทางภาคปฏิบัติ เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้ใช้ได้จริง ผู้ชนะจากแต่ละสาขาจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศจากมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช นอกจากนี้ ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับเงินรางวัล พร้อมทั้งใบประกาศเกียรติคุณจากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

โครงการฯ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2020 ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดการแข่งขันและสมัครผ่านเว็บไซต์ https://contest.thaifstt.org/ และสามารถสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ 02-781 9000 ต่อ 4532 อีเมล contest.thaifstt@gmail.com

from:https://www.techtalkthai.com/ai-and-iot-contest-2020-by-thai-fstt-and-g-able/

[Guest Post] AI Solution จาก IBM

จากปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ อาจจะทำให้องค์กรหรือหลายๆโรงงานต้องหยุดชะงัก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆที่เสียโอกาสทางรายได้

ทาง IBM จึงได้เสนอช่องทางการแก้ปัญหาด้วยการนำ AI Solution ด้าน Quality Inspection ที่ชื่อว่า Solution IBM Visual Insights มาช่วยในการตรวจสอบคุณภาพการผลิต ช่วยให้หาข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ฝ่ายการตลาดบริษัทเมโทร คอนเนค จำกัด
เบอร์โทร 02-089-4508
อีเมล์ mktmcc@metroconnect.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ai-solution-from-ibm-by-metro-connect/

[Webinar] Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน

NetApp ร่วมกับ Ingram Micro ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าฟังสัมมนาออนไลน์เรื่อง “Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน” พร้อมแนะนำการใช้ AI ในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังข้อมูลบน Hybrid Multicloud แบบเชิงรุก ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน
ผู้บรรยาย:

  • คุณจรีวรรณ วลัยวิบูลย์สันติ Technical Service Engineer Professional Services Group จาก Ingram Micro
  • คุณสยาม กมลทิพย์สุคนธ์ Senior Technical Consultant จาก NetApp (Thailand)
  • คุณภูมิพิชญ์ อังสุพานิช Solutions Engineer จาก NetApp (Thailand)

วันเวลา: วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_TsLE7O8WSIeNb5VNUjToFQ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน หลายองค์กรเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและนำข้อมูลที่มึอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้า สร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ หรือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจเหนือคู่แข่ง การนำเทคโนโลยี Artificial Intelligent, Machine Learning และ Deep Learning เข้ามาช่วยเสริมความสามารถทางด้านธุรกิจกลายเป็นประเด็นอันดับต้นๆ ที่ผู้บริหารของแต่ละองค์กรเริ่มกล่าวถึง ในขณะที่บางองค์กรก็เริ่มนำเข้ามาประยุกต์ใช้งานกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานภายใน Data Center ขององค์กรเอง หรือใช้ผ่านเครื่องมือบน Hybrid Multicloud

NetApp เป็นผู้นำโซลูชันในการบริหารจัดการข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนองค์กรในการทำ Digital Transformation รวมไปถึงเตรียมความพร้อมในการสร้างสภาวะแวดล้อมแบบ Hybrid Multicloud ให้กับองค์กร มาพร้อมกับโซลูชันประสิทธิภาพสูง รองรับการเติบโตของระบบ และมีความสามารถในการบริหารจัดการ รับส่งข้อมูลไปยัง Public Cloud ชั้นนำด้วยเทคโนโลยี DataFabric ของ NetApp

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับการบรรยายดังต่อไปนี้

  • การพลิกโฉมธุรกิจขององค์กรโดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุน
  • รู้จักกับสถาปัตยกรรมแบบ AI Control Plane
  • การใช้ AI ในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังข้อมูลบน Hybrid Multicloud แบบเชิงรุก

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/2519737931671474/

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-webinar-digital-data-transformation-ep-2-building-ai-powered-organization/

[Video Webinar] Create Intelligent Digital Workforce with RPA & AI

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย I AM Consulting Webinar เรื่อง Create Intelligent Digital Workforce with RPA & AI เพื่อให้องค์กรมีความรู้พร้อมสร้าง “แรงงานดิจิทัลอัจฉริยะ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และพร้อมรับมือกับการทำงานในยุค New Normal ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณ กริช วิโรจน์สายลี (Country Vice President), พรเทพ แสงหิรัญพฤทธิ์ (Assistant Vice President), วาสนา ปานสกุล (Manager) และ เอกภาพ วาชัยยุง (Consultant) จาก I AM Consulting

เมื่อวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้องค์กรต้องเร่งรับมือกับ Digital Disruption และ New Normal ที่กำลังเกิดขึ้น I AM Consulting ผู้ให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบ Enterprise IT ชั้นนำของประเทศไทย จึงได้จับมือกับ Automation Anywhere ผู้นำด้าน Robotic Process Automation (RPA) ระดับโลก นำเสนอโซลูชัน RPA เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถก้าวผ่านวิกฤต และประสบความสำเร็จในภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

สำหรับกิจกรรม Webinar ครั้งนี้ I AM Consulting มุ่งหวังให้ผู้ร่วมงานได้รับความรู้ในการสร้าง “แรงงานดิจิทัลอัจฉริยะ” ด้วยการนำระบบทำงานอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์หรือ RPA ไปใช้ ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาไปอีกขั้นด้วยการนำ AI มาผสานการทำงาน โดยเนื้อหาในครั้งนี้จะทำให้ ผู้ร่วมกิจกรรมตระหนักว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับองค์กรโดยใช้ “แรงงานดิจิทัลอัจฉริยะ” นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะไม่จำเป็นต้องเป็น Data Scientist หรือ AI Professional ก็สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย และเมื่อได้เห็นความสามารถและคุณประโยชน์ที่หลากหลายแล้ว ย่อมสามารถเห็นโอกาสในการนำไปใช้จริงในส่วนงานต่างๆ ขององค์กรได้

เพื่อเสริมความเข้าใจ ภายในงานยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์การใช้ RPA และ AI เพื่อสร้าง “แรงงานดิจิทัลอัจฉริยะ” และได้นำไปใช้จริงในองค์กรผ่านกรณีศึกษา พร้อมเปิดประสบการณ์เชิงปฏิบัติด้วยภาพการสร้าง Bot ผ่านแพลตฟอร์มของ Automation Anywhere ซึ่งมี IQ Bot™ ที่เกิดจากการนำ RPA และ AI มาผสานการทำงาน โดยเฉพาะการนำไปใช้เพื่อจัดการกับข้อมูลที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน (Unstructured Data) ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการต่อไป

นอกจากนี้ หากผู้ร่วมงานมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม ยังสามารถได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของ I AM Consulting ในช่วง Q&A ได้อีกด้วย

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • RPA และ AI กับการสร้างแรงงานดิจิทัลอัจฉริยะในยุค New Normal
  • Cognitive Technology กับกระบวนการจัดการเอกสารแบบอัจฉริยะ
  • กรณีศึกษา: การใช้ RPA และ AI เพื่อสร้าง “แรงงานดิจิทัลอัจฉริยะ”
  • เปิดประสบการณ์การสร้าง bot ผ่าน Automation Anywhere Hello Bot
  • Q&A ถามตอบทุกข้อข้องใจกับผู้เชี่ยวชาญ

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-create-intelligent-digital-workforce-with-rpa-and-ai/

9 ตัวอย่างการใช้งาน Chatbot อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจองค์กร ด้วย Intumit SmartRobot โดย CTC Global (Thailand)

เมื่อ Chatbot ได้กลายเป็นอีกช่องทางหลักที่ธุรกิจใช้ในการให้บริการแก่ลูกค้าและสื่อสารกับพนักงานภายในองค์กร ความต้องการในระบบ Chatbot ที่มีความชาญฉลาดด้วยการผสานระบบ AI เข้ามาใช้ในการเรียนรู้และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากและกรณีการทำงานที่ซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นมาในธุรกิจองค์กรทั่วโลก และ Intumit SmartRobot ก็คือโซลูชัน Chatbot อัจฉริยะที่รองรับการทำงานได้อย่างยืดหยุ่นและสามารถใช้งานได้หลายภาษา ทำให้หลายธุรกิจองค์กรที่มี Workflow ที่ซับซ้อนและมีลูกค้าจากหลายชาติเลือกใช้งานนั่นเอง

รู้จักกับ Intumit SmartRobot ระบบ Chatbot อัจฉริยะสัญชาติไต้หวันที่มีลูกค้าธุรกิจองค์กรระดับโลก

Intumit คือธุรกิจสัญชาติไต้หวันที่มีอายุกว่า 20 ปี ซึ่งเริ่มต้นจากการพัฒนาโซลูชันด้าน Knowledge Management Systems, Data Crawling และ Search Engine ก่อนที่จะต่อยอดมาสู่การพัฒนาโซลูชันด้าน Data Analytics และก้าวสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI และ Chatbot ในเวลาถัดมา

สำหรับผลิตภัณฑ์เรือธงของ Intumit นั้นคือ SmartRobot ระบบที่ผสานเทคโนโลยีหลากหลายแขนงทางด้าน AI และ Chatbot เอาไว้ด้วยกัน เพื่อเป็น Platform สำหรับให้ภาคธุรกิจองค์กรนำไปใช้ต่อยอดพัฒนาระบบ Chatbot อัจฉริยะเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และด้วยทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลภาษาของ Intumit เองนั้นก็ทำให้ SmartRobot สามารถรองรับการทำงานร่วมกับภาษาต่างๆ ได้มากกว่า 20 ภาษา จนกลายเป็นบริษัทที่มีลูกค้าจากหลากหลายประเทศทั่วโลก และมีธุรกิจองค์กรกว่า 500 แห่งเลือกใช้งาน Intumit ในการสร้าง Chatbot เพื่อให้บริการและโต้ตอบด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติในงานที่มีความซับซ้อนในหลากหลายอุตสาหกรรม

ด้วยการพัฒนา Intumit SmartRobot มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบสามารถทำการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับ AI Engine ที่มีความชาญฉลาดจากผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลก, การเชื่อมต่อกับระบบ Business Application สำคัญเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลทางธุรกิจและทำงานร่วมกับระบบเหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติ, การรองรับ Platform ได้หลากหลายทำให้สามารถย้ายระบบได้อย่างยืดหยุ่น ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับระบบเพื่อตอบสนองกับผู้ใช้งานได้หลายช่องทาง ทั้งการแชท, การโต้ตอบด้วยเสียง และการใช้หุ่นยนต์ในการตอบสนองกับลูกค้า รวมถึงยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้ ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง Use Case ที่ตนเองต้องการขึ้นมาได้อย่างอิสระ และเสริมช่องทางใหม่ๆ ในการสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ในเชิงธุรกิจนั้น การมี Chatbot ที่ชาญฉลาดเข้ามาช่วยในการสื่อสารและตอบสนองกับลูกค้านั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมากมาย โดย Intumit ได้สรุปภาพรวมคร่าวๆ ที่ธุรกิจองค์กรจะได้รับจากการนำ Chatbot ไปใช้ในธุรกิจ ดังนี้

  • สามารถตอบรับต่อการร้องขอใช้บริการต่างๆ จากลูกค้าได้มากถึง 80%
  • ช่วยลดภาระงานของพนักงานในทีมให้บริการลงได้ถึง 60%
  • สามารถช่วยลูกค้าในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้านการสนับสนุนหลังการขายได้มากกว่า 100,000 กรณีต่อวัน
  • ลดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาลงได้ถึง 50%
  • ช่วยให้ลูกค้ามีความพึงพอใจในการให้บริการได้ถึง 90%

ถึงแม้ว่า Intumit จะมีลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมหนึ่งที่โดดเด่นมากนั้นก็คือธุรกิจด้านการเงินและธนาคาร ที่ในไต้หวันนั้น ตลาดของระบบ Chatbot ในอุตสาหกรรมนี้กว่า 80% นั้นล้วนเป็นลูกค้าของ Intumit ทั้งสิ้น ทำให้เห็นได้ชัดถึงความมั่นใจที่เหล่าธุรกิจมีต่อเทคโนโลยีของ Intumit นั่นเอง

9 ตัวอย่างการใช้งาน Intumit SmartRobot ในธุรกิจหลากหลายอุตสาหกรรม

เพื่อให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้งาน Chatbot ในภาคธุรกิจองค์กรอย่างได้ผลมากยิ่งขึ้น ทาง Intumit ได้ยกตัวอย่างของโครงการต่างๆ ที่น่าสนใจเอาไว้ดังนี้

1 AI-based Chatbot บน Website และ Smartphone

สำหรับกรณีนี้คือกรณีพื้นฐานที่สุดในการใช้งาน Chatbot เพื่อตอบโต้และให้บริการลูกค้าของธุรกิจผ่านทาง Website, Chat และ Smartphone เพื่อให้ลูกค้าสามารถร้องขอข้อมูลหรือใช้บริการต่างๆ ได้ด้วยตนเองในแบบ Self-Service และทำให้ธุรกิจไม่ต้องมีพนักงานเพื่อคอยตอบผู้ใช้งานจำนวนมากนัก อีกทั้งเมื่อธุรกิจเติบโตจนมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น ความคุ้มค่าของระบบ Chatbot ก็จะยิ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ

ทั้งนี้หากต้องมีการให้บริการลูกค้าที่ใช้ภาษาที่แตกต่างหลากหลาย Chatbot ก็จะยิ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจองค์กรได้เป็นอย่างดี และสามารถให้บริการลูกค้าเชื้อชาติต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2 Chatbot ให้บริการคำแนะนำการวางแผนด้านการเงิน

สำหรับบริการ Robo-Advisor ก็ถือเป็นอีกหนึ่งบริการที่มีการนำ Chatbot ไปใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลของลูกค้าและให้คำแนะนำด้านการวางแผนทางการเงินในรูปแบบต่างๆ และนำเสนอข้อมูลที่ลูกค้าแต่ละรายสนใจแตกต่างกันไปได้ เพื่อให้ลูกค้าของธุรกิจการเงินสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เหมาะสมที่สุดกับตนเองได้อย่างง่ายดาย

3 ระบบ Knowledge Assistant ช่วยพนักงานในการทำงาน

ในธุรกิจที่พนักงานแต่ละคนจะต้องให้บริการลูกค้าและตอบคำถามซึ่งอาจมีความซับซ้อนสูง Chatbot จะสามารถเข้ามาช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยลูกค้าในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เช่น แทนที่จะพนักงานจะต้องค้นหาข้อมูลของลูกค้าหรือบริการต่างๆ ด้วยตนเอง ก็ใช้ Chatbot ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้แทน ทำให้บทสนทนากับลูกค้าเป็นไปได้อย่างราบรื่นและแก้ไขปัญหาได้ในเวลาอันสั้น สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

4 การผสานระบบเข้ากับหุ่นยนต์ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า

Chatbot นั้นไม่ได้ถูกใช้งานจำกัดอยู่เพียงแค่บนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพา แต่การผสานระบบเข้ากับอุปกรณ์ IoT หรือหุ่นยนต์อย่างเช่น Softbank Pepper นั้นก็เป็นไปได้ด้วย ทำให้ธุรกิจสามารถนำอุปกรณ์ IoT หรือหุ่นยนต์ไปใช้บริการลูกค้าได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นระบบ Front Desk, ระบบ Help Desk, ระบบ Access Control, ระบบ Telemedicine หรืออื่นๆ ก็ตาม

5 ระบบ GuideBot นำทางในสนามบินหรือห้างสรรพสินค้า

ในสนามบินหรือห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดใหญ่นั้น ก็สามารถประยุกต์ใช้ Chatbot แทนระบบแผนที่ที่อาจเข้าใจยากได้ โดย Intumit เคยมีโครงการพัฒนา Mobile Application เพื่อสร้างระบบ Augmented Reality ที่ Mascot ของสนามบินจะมาคอยนำทางและนำเสนอบริการต่างๆ ให้กับผู้ที่อยู่ในสนามบินได้ ไม่ว่าผู้ใช้งานจะต้องการสื่อสารในภาษาใดก็ตาม เป็นต้น

6 Chatbot ประจำเมือง Smart City

ในหลายโครงการ Smart City ทั่วโลกนั้น ก็มีการพัฒนาระบบ Chatbot ประจำเมืองเพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลและการร้องขอใช้บริการต่างๆ เกิดขึ้นได้แบบ Self-Service จากทุกที่ทุกเวลา อำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่อยู่อาศัยหรือเดินทางมาทำธุรกิจและมาเที่ยวได้เป็นอย่างดี ไม่มีข้อจำกัดด้านกำแพงภาษาอีกต่อไป

7 การให้บริการภาครัฐและ Open Data ผ่าน Chatbot

บริการภาครัฐเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถใช้งาน Chatbot ได้อย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนหรือร้องขอการใช้บริการต่างๆ ก็ตาม การใช้ Chatbot จะช่วยลดเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี และมีการคัดกรองด้านความสมบูรณ์ของเอกสารหรือข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ก่อนการให้บริการได้ อีกทั้งยังทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่ตนเองต้องการทราบได้จากทุกที่ทุกเวลา

อีกแง่มุมหนึ่งนั้น ก็คือการนำ Chatbot มาใช้เป็นอีกช่องทางในการเผยแพร่ Open Data ให้แก่ประชาชน เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลหรือการแสดงผลในรูปแบบต่างๆ นั้นเป็นไปได้อย่างเข้าใจง่าย ไม่ต้องมีความรู้เชิงเทคนิคก็สามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง

8 ระบบ Online Collaboration อัจฉริยะผสานข้อมูลจาก Business Application

เมื่อทุกคนต้องทำงานแบบ Remote Working กันมากขึ้นในการทำ Social Distancing นี้ การผสานระบบ Collaboration ที่ธุรกิจใช้งานอยู่เข้ากับระบบ Business Application ไม่ว่าจะเป็น ERP, CRM หรืออื่นๆ และทำให้ในการประชุมงานสามารถเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูลต่างๆ ในการสนทนาได้ทันทีก็จะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็น Data-Driven มากขึ้น ตอบรับต่อการทำงานแบบ New Normal ที่ทุกคนต้องพร้อมปรับตัว ทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในการทำงานได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นได้เป็นอย่างดี

9 ระบบ Chatbot ด้านสุขภาพและสาธารณสุข

สุดท้ายนั้นสำหรับโรงพยาบาลและหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข Chatbot จะช่วยเป็นตัวกลางในการสื่อสารและช่วยดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอใช้บริการต่างๆ หรือสอบถามข้อมูลด้านสุขภาพและการแพทย์ ไปจนถึงการเป็นระบบแจ้งเตือนผู้ป่วยให้ทานยาหรือนัดหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโดยอัตโนมัติ เป็นต้น

รองรับหลายภาษา สามารถใช้ภาษาไทยได้พร้อมทีมสนับสนุนจาก CTC Global (Thailand)

จุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ Intumit SmartRobot นี้ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มธุรกิจองค์กนั้น ก็คือความสามารถในการรองรับภาษาต่างๆ ได้มากกว่า 20 ภาษา และยังมีการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อรองรับภาษาใหม่ๆ ไปพร้อมกับความชาญฉลาดของระบบที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ธุรกิจองค์กรในหลากหลายประเทศสามารถเลือกใช้งานได้อย่างมั่นใจ รวมถึงสำหรับธุรกิจที่มีสาขาอยู่หลายประเทศหรือมีลูกค้าหลายประเทศ ก็สามารถสร้างบริการ Chatbot กลายระบบเดียวที่เข้าใจหลายภาษาและให้บริการลูกค้าทุกรายได้อย่างไร้รอยต่อ

สำหรับการรองรับภาษาไทยนั้น ทาง Intumit ได้ร่วมมือกับ CTC Global (Thailand) เพื่อพัฒนาให้ระบบรองรับภาษาไทยแล้ว และทีมงาน CTC Global (Thailand) ก็พร้อมที่จะช่วยนำเทคโนโลยีของ Intumit มาติดตั้งและปรับใช้งานให้เข้ากับความต้องการของธุรกิจองค์กรไทย เพื่อสร้างระบบ Chatbot ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางที่แตกต่างกันไปในแต่ละองค์กรได้

สนใจติดต่อ CTC Global (Thailand) ได้ทันที

ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี Chatbot หรือโซลูชันจาก Intumit สามารถติดต่อทีมงาน CTC Global (Thailand) ได้ทันทีที่โทร 02-059-0411 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่  https://www.ctc-g.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/9-chatbot-use-cases-with-intumit-smartrobot-by-ctc-global-thailand/