คลังเก็บป้ายกำกับ: AI

Samsung ขนไฮไลท์นวัตกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI, IoT และ 5G ตอบโจทย์ Connected Living อย่างสมบูรณ์แบบในงาน CES 2019

บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ประกาศความเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI), IoT และ 5G อันถือเป็นรากฐานหลักในการสร้างวิสัยทัศน์สำหรับการใช้ชีวิตแบบเชื่อมต่อถึงกัน (Connected Living) พร้อมเผยนวัตกรรมแพลตฟอร์มหุ่นยนต์แห่งอนาคต ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ ช่วยยกระดับวิถีชีวิต มอบความสะดวกสบายและเป็นอิสระยิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภค ที่งาน คอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ ประจำปี 2562 (CES 2019) ณ ลาสเวกัส สหรัฐฯ
 

“ปี 2019 ถือเป็นการครบรอบ 50 ปีของ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ โดยในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นนำเสนอและส่งมอบนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง” มร. คิม ฮยอน ซอก ประธานและหัวหน้าส่วนซัมซุง คอมซูมเมอร์อิเลคโทรนิคส์ กล่าว “ในปี 2019 นี้ เราจะเดินหน้าพัฒนาไปสู่อีกขั้นและยกระดับความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อลงมือสร้างวิสัยทัศน์การใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกันของเราให้เป็นจริง”

ผนึกเทคโนโลยี IoT, 5G และ AI เข้าสู่ยุค ‘Intelligence of Things’

 แรงขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ชีวิตที่เชื่อมต่อของซัมซุงนั้น คือการผลักดันเทคโนโลยี AI, IoT และ 5G ที่หลอมรวมกันเป็น Intelligence of Things เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันอย่างอัจฉริยะ สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในงานคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ ปีนี้ ซัมซุง ได้อธิบายถึงการขับเคลื่อนเทคโนโลยีหลักเหล่านี้ ให้เกิดนวัตกรรม ตลอดทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อัจฉริยะต่าง ๆ

นับตั้งแต่การรวมแอปพลิเคชัน SmartThings และการนำเสนอ SmartThings Cloud ได้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนผู้ใช้SmartThings ที่ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 220% และการติดตั้งแอปฯ เพิ่มขึ้น 61% รวมไปถึงจำนวนพันธมิตรที่เข้าร่วมในระบบดังกล่าว ได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 44% โดยในปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถสัมผัสประสบการณ์ SmartThings ผ่านอุปกรณ์จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเช่น Amazon, Google, Bose, Sylvania และ Plume

ซัมซุงยกระดับความเป็นผู้นำด้านการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญ โดยการนำเสนอการเชื่อมต่อ 5G ให้กับผู้บริโภค โดยซัมซุงเป็นผู้ถือสิทธิบัตรอันดับหนึ่งของ European Telecommunication Standards Institute (ETSI) และถือเป็นบริษัทแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติจาก FCC ให้รองรับอุปกรณ์ 5G เชิงพาณิชย์ โดยซัมซุงได้สนับสนุนการค้าเครือข่าย 5Gสำหรับใช้ในบ้านและเครือข่ายแบบเคลื่อนที่ กับผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ทั้งในสหรัฐฯ และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้งสามค่ายใหญ่ในเกาหลี โดยมีการทดสอบสัญญาณเพิ่มเติมทั้งในยุโรปและเอเชียด้วย โดยซัมซุงยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดประสิทธิภาพของ 5G ในมือของผู้บริโภค ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่จะรองรับเทคโนโลยี 5G ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 นี้อีกด้วย

โดยซัมซุงมีแนวคิดที่ว่า เทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์นั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อถูกนำมาช่วยทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงก่อตั้งศูนย์ Global AI กว่า 7 แห่ง และได้นำเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการของซัมซุง และเพื่อให้มั่นใจว่า ซัมซุงได้ร่วมมือกับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน AI อย่างแท้จริง ทาง Samsung NEXTและ Samsung Strategy and Innovation Center หรือ SSIC จึงทุ่มงบประมาณลงทุนกับสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AIกว่า 20 แห่ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

Bixby แพลตฟอร์มอันชาญฉลาดของซัมซุงกับการขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง

Bixby มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นโซลูชัน สำหรับสมาร์ทโฟนกาแลคซี่ให้ฉลาดขึ้น แต่ในวันนี้ Bixby ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์แบบเปิด (Open AI Platform) ที่สามารถรองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งซัมซุงได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า ระบบผู้ช่วยคำสั่งเสียงอัจฉริยะนี้ กำลังจะถูกนำมาใช้เป็นฟีเจอร์หลักใน ซัมซุง คิว แอลอีดี ทีวี และสมาร์ททีวีรุ่นปี 2019 รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านต่าง ๆ เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ลำโพง AI และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ Bixby ยังได้ขยายการใช้งานไปยังแพลตฟอร์มใหม่ ๆ อย่างห้องโดยสารอัจฉริยะ (Digital Cockpit) และแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ โดยแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น Uber ระบบจองตั๋ว Ticketmaster และอีกมากมาย ได้หันมาใช้ Bixby เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบริการต่าง ๆ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และในงานนี้ ซัมซุงได้ประกาศว่า iHealthRadio ได้ร่วมเข้ามาเป็นหนึ่งพันธมิตรใหม่ของบริษัท และยังมีแนวโน้มจะนำ Bixby ไปผนึกกำลังกับพันธมิตรอื่น ๆ ในอนาคต เช่น Google เพื่อขยายฐานพันธมิตรให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ซัมซุงยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทฯ ได้แก่ ความเป็นธรรม ความรับผิดชอบ และความโปร่งใส โดยซัมซุงแสดงจุดยืนในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า อัลกอริทึมที่สร้างขึ้นมานั้น มีความ ปลอดภัย ครอบคลุม และยึดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เป็นหลัก ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่า ซัมซุงได้จัดการและใช้ข้อมูลส่วนตัวเหล่านั้นอย่างไรบ้าง

ยกระดับประสบการณ์อย่างเหนือชั้น กับไลน์อัพผลิตภัณฑ์ซัมซุง ในปี 2019

ซัมซุง เปิดตัวไลน์อัพนวัตกรรมล่าสุด ตอกย้ำวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ในการมอบวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นเพื่อผู้บริโภค สร้างนิยามใหม่ผ่านประสบการณ์อัจฉริยะ และเป็นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ใช้มากขึ้นในแบบฉบับของซุมซุง

  • ประสบการณ์ความบันเทิงเหนือระดับ

ซัมซุง เปิดตัว QLED 8K ขนาด 98 นิ้ว สมาชิกล่าสุดของตระกูล QLED ปี 2019 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในไลน์อัพ ณ ขณะนี้ จากเดิมที่มีเพียงขนาด 65, 75, 82 และ 85 นิ้ว มาพร้อมชิปประมวลผลควอนตัม 8K มอบคุณภาพการรับชมที่ดีที่สุดทั้งระบบภาพ ดีไซน์ และคุณสมบัติอัจฉริยะต่าง ๆ ในขนาดที่หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าผู้ใช้จะดูคอนเทนต์ผ่านบริการสตรีมมิ่ง กล่องทีวีดิจิทัล ระบบ HDMIUSB หรือแม้แต่การเชื่อมต่อจากจอโทรศัพท์มือถือ (Screen Mirroring) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบเฉพาะของซัมซุง ในQLED 8K 2019 สามารถตรวจจับและปรับความละเอียดของภาพ ให้กลายเป็นความคมชัดคุณภาพระดับ 8K ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ทรงพลังและอัจฉริยะที่สุดของซัมซุงในขณะนี้

ในปี 2019 สมาร์ททีวีจากซัมซุง นำเสนอช่องทางการค้นหาคอนเทนต์และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มากขึ้นกว่าที่เคย ด้วยอัลกอริทึม AI ที่ผ่านการพัฒนา สามารถเรียนรู้ถึงการสมัครสมาชิกของผู้ใช้ ลิสต์รายการโปรด ลักษณะอุปนิสัยในการดูทีวี ด้วยโปรแกรมUniversal Guide ช่วยให้สามารถค้นหารายการที่เหมาะสมกับผู้รับชมอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้ใช้งานยังมีช่องทางในการค้นหาและควบคุมรายการโปรดของพวกเขาที่ง่ายและสะดวกขึ้นผ่านการสั่งงานด้วยเสียงหรือ Bixby และ รีโมท AI รวมไปถึงช่องทางอื่น ๆ อย่างการควบคุมทีวี ผ่าน Amazon Echo และ Google Home

เพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกความบันเทิง ความคุ้มค่าและฟังก์ชันแพลตฟอร์มแบบเปิดให้กับผู้ใช้ ซัมซุงประกาศว่า ซัมซุง สมาร์ททีวี ในปี 2019 รองรับแอปพลิเคชัน iTunes Movie & TV Shows และ Apple AirPlay 2 โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ผ่านการอัพเดทเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุด โดยซัมซุงถือเป็นเจ้าแรกในอุตสาหกรรม ที่รองรับแอปพลิเคชันจากแอปเปิล อย่าง iTunes Movie & TV Shows ให้สามารถใช้งานบนซัมซุงสมาร์ททีวีได้ และพร้อมเปิดให้บริการใน 100 ประเทศ รวมทั้งรองรับแอปพลิเคชัน AirPlay 2 ในอีกกว่า 190 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

ในปี 2019 ตู้เย็นแฟมิลี่ ฮับ (Family Hub) เจนเนอเรชันใหม่ ถูกพัฒนาให้สามารถใช้งานได้ง่ายและชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดยจะมีหน้าจอ แฟมิลี่ บอร์ด (Family Board) แบบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้สื่อสารและแบ่งปันความทรงจำบนพื้นที่สุดสร้างสรรค์บริเวณด้านหน้าของตู้เย็น การันตีด้วยรางวัลนวัตกรรมดีเด่นจาก CES 2019 ตู้เย็นแฟมิลี่ ฮับ ปี 2019 มาพร้อมฟีเจอร์ชาญฉลาดมากมาย อาทิ การสั่งงานผ่านคำสั่งเสียง Bixby ซึ่งผู้ใช้งานสามารถตั้งเวลาเตาอบล่วงหน้า ค้นหาสูตรอาหาร หรือแม้แต่การเรียก Uber ผ่านการสั่งการด้วยภาษาอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ Bixby ยังแสดงผลลัพธ์และจัดเรียงข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าจอได้อย่างลงตัว มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โดยตู้เย็นแฟมิลี่ ฮับ รุ่นก่อนหน้านี้ สามารถตั้งค่าการอัพเดทอัตโนมัติ และใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน

อีกหนึ่งผู้ชนะรางวัลนวัตกรรมดีเด่นจากเวที CES 2019 อย่างเครื่องซักผ้าฝาหน้าใหม่จากซัมซุง ด้วยเทคโนโลยี SuperSpeedสามารถซักผ้าปริมาณมากได้เสร็จสิ้นในเวลาเพียง 30 นาที[1] นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมคุณสมบัติอัจฉริยะต่าง ๆ ของเครื่องซักผ้าผ่านผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ Bixby เช่น ขอคำแนะนำสำหรับรอบการซักผ้าที่เหมาะสมที่สุด กำหนดรอบซักเพื่อให้เสร็จตามเวลาที่ต้องการ หรือสร้างความสะดวกสบายด้วยการเชื่อมต่อกับระบบอบผ้าอัตโนมัติเมื่อทำการซักเสร็จสิ้น ช่วยบริหารจัดการการซักผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

  • การทำงาน

ในส่วนของการทำงาน ซัมซุงได้นำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่รวมเอาทั้งความสามารถ และการใช้งานที่ยืดหยุ่นเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านแล็ปท็อป ที่ซัมซุงส่ง ‘Notebook 9 Pro’คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปรุ่นล่าสุด ที่เน้นการออกแบบทางวิศวกรรมมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่เป็นมือโปร ให้พกพาได้สะดวก พร้อมทั้งทำงานสร้างสรรค์นอกสถานที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ Notebook Odyssey gaming แล็ปท็อปอีกรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการเล่นเกมโดยเฉพาะ ผสานขุมพลัง NVIDIA® GeForce RTX™ 20-series GPU เล่นเกมได้ลื่นไหล พร้อมทั้งทำงานได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากแล็ปท็อปแล้ว ซัมซุงยังได้พัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอมอร์นิเตอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ในยุคปัจจุบัน โดยเปิดตัว ‘Samsung Space Monitor’ หน้าจอรุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวออกมาพร้อมกันถึง 2 ขนาด คือ ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียดระดับ QHD ประสิทธิภาพในการทำงานสูง และหน้าจอขนาด 32 นิ้ว ที่รองรับการแสดงเนื้อหาภาพที่ความละเอียดระดับ 4K UHD โดยหน้าจอรุ่นใหม่ทั้งสองขนาดนี้ เน้นการออกแบบสไตล์มินิมอล ผสมผสานกับฟังก์ชันการทำงานได้ลงตัวช่วยเพิ่มพื้นที่บนโต๊ะทำงานให้กว้างขึ้น พร้อมขาติดตั้งหน้าจอเข้ากับโต๊ะที่สามารถปรับองศาการทำงาน ขึ้น-ลง ได้ตามใจชอบ ช่วยให้ผู้ใช้เห็นภาพจากหน้าจอได้อย่างชัดเจน โดยไม่ถูกสิ่งแวดล้อมรอบข้างรบกวน เตรียมพร้อมสำหรับการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • เชื่อมต่อการขับขี่

ซัมซุงร่วมมือกับ HARMAN ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องเสียงระดับโลก ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ โดยเปิดตัว The Digital Cockpit 2019 เทคโนโลยีห้องโดยสารในรถยนต์สุดล้ำ เพิ่มประสบการณ์ในการขับขี่ มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อ ความเป็นส่วนตัว และด้านความปลอดภัย ด้วยการนำผู้ช่วยคำสั่งเสียงอัจฉริยะ Bixby เข้ามาเชื่อมต่อในรถยนต์ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรับรู้และควบคุมกลไกในรถยนต์ได้ผ่านคำสั่งเสียง เช่น เช็คปริมาณน้ำมันในถังก่อนการออกเดินทางระยะไกล หรือออกคำสั่งปรับอุณหภูมิในรถยนต์ให้พอเหมาะ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีกล้องเข้ามาใช้งานในห้องโดยสารอัจฉริยะ หรือ Digital Cockpit โดยระบบจะจดจำใบหน้าของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารแต่ละคน ซึ่งสามารถตั้งค่าการใช้งานในรถให้เป็นส่วนตัวได้ เช่น การปรับเอนเบาะที่นั่ง ปรับแสงสว่างเฉพาะที่ จัดหน้าจอให้เป็นส่วนตัว รวมทั้งจัดเพลย์ลิสต์เพลงที่ชื่นชอบของแต่ละบุคคลได้

สำหรับผู้โดยสาร สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ของซัมซุงเข้ากับหน้าจอที่รองรับ Samsung Dex ให้ทำงานระหว่างการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย และ Digital Cockpit ยังเน้นเรื่องประสบการณ์ของผู้ขับให้ได้รับความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนกระจกมองหลังแบบทั่วไป และใช้ระบบกล้องมองหลังเข้ามาแทนที่ ด้วยเทคโนโลยี Cellular-V2X ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันเครือข่ายสัญญาณอุปกรณ์เคลื่อนที่ของซัมซุง ร่วมพัฒนาให้มาอยู่ในเทคโนโลยียานยนต์ จะช่วยให้รถยนต์สามารถรับข้อมูลและทำการวิเคราะห์ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ให้ปลอดภัย และสนุกมากยิ่งขึ้น

  • อุปกรณ์โซลูชั่น

ซัมซุงเน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้างของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบัน ที่จะต้องผนวกเข้ากับความฉลาดล้ำ โดยบริษัทกำลังมุ่งหน้าพัฒนา และเตรียมเปิดตัวโซลูชันที่จะเข้ามากำหนดกรอบของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในอนาคตอย่างครบครัน

นอกจากนี้ โปรเซสเซอร์ปัญญาประดิษฐ์ และหน่วยความจำบนอุปกรณ์พกพาของซัมซุง รวมทั้งชิป Exynos Auto ที่เปิดตัวไปล่าสุด ยังจะเข้ามามีส่วนช่วยให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และโซลูชันด้านหน่วยความจำ ยังพร้อมที่จะรับมือกับข้อมูลจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ที่จะทำงานซับซ้อนมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

  • แพลตฟอร์มหุ่นยนต์สำหรับอนาคตของ AI

ซัมซุงได้นำเสนอสุดยอดนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกันแห่งอนาคต Connected Living โดยการพัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ที่มีทั้ง ซัมซุงบอตแคร์ (Samsung Bot Care), ซัมซุงบอตแอร์ (Samsung Bot Air), ซัมซุงบอตรีเทล (Samsung Bot Retail) และ ซัมซุงเจ็มส์ (Samsung GEMS) ซึ่งซัมซุงได้เลือกเปิดตัว ซัมซุงบอตแคร์ อย่างเป็นทางการเป็นรุ่นแรก ซึ่งแพลตฟอร์มหุ่นยนต์รุ่นนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการสุขภาพของตนเองในแต่ละวันได้ โดยนวัตกรรมหุ่นยนต์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ซัมซุงกำลังพัฒนาอยู่ จะเข้ามาช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม และทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้น

 

from:http://www.flashfly.net/wp/239475

Advertisements

อนาคต 4 ประการของโซลูชั่นด้านการ Monitoring สถานะระบบในปี 2019

เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านไอทีมากมาย รวมถึงในโลกของระบบตรวจสอบหรือ Monitoring ด้วย
ที่ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านไอทีในองค์กรต่างๆ มีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่า สร้างปัญหาในการเลือกเฟ้นเครื่องมือสำหรับตรวจสอบสถานะระบบต่างๆ เพื่อให้สามารถรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลออกมาให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น ตัวเจ้าหน้าที่เองก็จำเป็นต้องมีทักษะและความสามารถมากขึ้นเพื่อไล่ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้ทัน ดังนั้น โซลูชั่นด้านมอนิเตอริ่งแบบครบวงจรจึงเริ่มเข้ามาเติมเต็มความต้องการดังกล่าว และนี่ก็ถึงเวลาที่ควรจะมีนวัตกรรมใหม่มาช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้นในปีใหม่นี้ อันได้แก่

1. ระบบมอนิเตอริ่งที่ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยอัลกอริทึมชั้นสูงและกลไกแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เข้ามาบุกตลาดระบบตรวจสอบสถานะจำนวนมาก เนื่องจากช่วยให้วิศวกรตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นจากข้อมูลประสิทธิภาพและการส่งมอบบริการและแอพพลิเคชั่นที่แม่นยำและรอบด้าน

2. ระบบมอนิเตอริ่งที่ใช้แมนชีนเลิร์นนิ่ง

ก่อนหน้านี้เทคโนโลยี AI ยังจูนไม่ค่อยติดกับข้อมูลหลากหลายประเภทที่ได้รับจากระบบตรวจสอบด้านไอทีเท่าไร โดยมักถูกนำไปใช้ประมวลผลข้อมูลพวกภาพ, วิดีโอ, และเสียงมากกว่า แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาโซลูชั่นที่ลงตัวมากขึ้น และคาดว่าภายในอีกสามปีข้างหน้า แมชชีนเลิร์นนิ่งจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมโลกของโซลูชั่นมอนิเตอริ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้ามาแทนที่การจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในที่สุด ทำให้บริษัทไม่ต้องลงทุนด้านบุคลากรมากเกินจำเป็นอีกต่อไป

3. APM จะถูกลดบทบาทลง

แม้จะไม่หายไปเสียทีเดียวสำหรับเครื่องมือจัดการประสิทธิภาพแอพพลิเคชั่นหรือ APM นั้นเคยมีบทบาทสำคัญมากในการตรวจสอบประสิทธิภาพการให้บริการส่วนหน้าบ้านที่รองรับลูกค้าหรือ Front-End โดยเฉพาะเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ใช้งานดีมากน้อยแค่ไหน แต่ในอนาคตแม้ APM จะยังไม่หนีหายไปไหน แต่องค์กรต่างๆ จะหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลหลังบ้านแทนหรือ Back-End ซึ่งนอกเหนือความครอบคลุมของระบบ APM โดยเฉพาะการยกระดับความเร็วการประมวลผลข้อมูล

4. จะมีโซลูชั่นใหม่ที่ถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

จากเทรนด์การย้ายทุกอย่างขึ้นคลาวด์นั้น หลายบริษัทมองแค่ย้ายแอพเดิมทั้งดุ้นขึ้นไปโดยไม่ได้ปรับแต่งให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบใหม่ จนเกิดช่องว่างด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ดังนั้นต่อจากนี้คาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เหล่านี้มากขึ้น

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/4-predictions-monitoring/

TCL เปิดตัวทีวี TCL X10 QLED 8K พร้อมแพลตฟอร์ม TCL AI-IN ระบบ AI ในงาน CES 2019

TCL แบรนด์โทรทัศน์ที่ติดอันดับหนึ่งในสามของโลกและบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ เปิดตัวทีวี 8K รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในงาน International Consumer Electronics Show 2019 ประกอบด้วยทีวีรุ่นเรือธงอย่าง TCL X10 QLED 8K และทีวีรุ่นเรือธงจากซีรีส์ 8 ซึ่งเป็นทีวีระบบ QLED 8K รุ่นแรกที่จะจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา บริษัทยังได้ประกาศการเข้าร่วมสมาคม 8K อย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง และเปิดตัวแพลตฟอร์ม TCL AI-IN สำหรับโซลูชันที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ด้วย

TCL AI-IN เป็นแพลตฟอร์ม AI ใหม่ล่าสุดจาก TCL ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่ทำงานด้วยระบบ AI ทั้งหมด ซึ่งผนวกเข้ากับพันธมิตรเทคโนโลยีสำหรับสมาร์ททีวีอย่างเช่น Android TV™, Roku (เฉพาะในอเมริกาเหนือ) และ Amazon Alexa ได้สำเร็จ TCL ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์แบบใหม่ที่ไม่ซับซ้อนและสามารถออกแบบได้เองตามความต้องการ

ทีวีรุ่น TCL X10 QLED 8K ขนาด 75 นิ้ว เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ภายใต้แพลตฟอร์ม TCL AI-IN โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในบางประเทศตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2019 และมาพร้อมคุณสมบัติที่สำคัญดังนี้:

  • เทคโนโลยีจอภาพระดับ 8K ที่มีความละเอียด 7,680 x 4,320 (33.2 เมกาพิกเซล) หรือสี่เท่าของพิกเซลรวมของทีวีระบบ 4K และแสดงภาพที่คมชัด อัดแน่นด้วยรายละเอียด สมจริง
  • เทคโนโลยี Quantum Dot Display รองรับการแสดงภาพด้วยขอบเขตสีที่กว้าง ครอบคลุมเฉดสีเกือบ 100% ของ DCI-P3
  • เทคโนโลยีปรับความคมชัด Ultra-contrast control zones solution
  • เทคโนโลยีภาพ Dolby Vision®
  • ซาวด์บาร์คุณภาพระดับเดียวกับโรงภาพยนตร์จาก Onkyo และเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos®
  • Android TV พร้อมระบบผู้ช่วย Google Assistant ในตัว
  • ซาวด์บาร์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI
  • ดีไซน์เรียบง่าย ส่วนที่บางที่สุดหนาเพียง 14.5 มม ทำให้ทีวีรุ่นนี้เป็นทีวีที่ระบบ Direct Backligh ขนาด 75 นิ้วที่บางที่สุดในอุตสาหกรรม ระยะมองภาพลดเหลือ 4 มม.
  • ดีไซน์ไร้ขอบ

ทีวีรุ่น QLED 8K ที่เป็นรุ่นเรือธงจากซีรีส์ 8 จะเริ่มจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในปี 2019 ข้อมูลจำเพาะทั้งหมดของทีวีจะเปิดเผยให้ทราบในภายหลัง

*ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์และขนาดมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดในแต่ละประเทศ

from:http://www.flashfly.net/wp/239216

กรมสรรพากร เตรียมใช้ AI แยกผู้เสียภาษีกลุ่มดีหรือกลุ่มเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่งเสริม e-Payment

กรมสรรพากรย้ำกฎหมาย e-Payment ส่งเสริมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เตรียมใช้ AI แยกผู้เสียภาษีกลุ่มดีหรือกลุ่มเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรม

นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร ได้กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ว่าทางกรมยืนยันว่าการยกร่างแก้ไขกฎหมาย ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่เกินกว่าเหตุ เป็นการใช้สิทธิที่ชอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ

โดยการแก้ไขกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี เป็นส่วนหนึ่งของแผนของกรมที่จะเดินหน้าเรื่องอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ สาระสำคัญคือ จะช่วยให้การเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ซึ่งจากเดิมผู้เสียภาษีจะต้องเตรียมเอกสารมายื่นต่อกรมเอง แต่สถาบันการเงินจะหักภาษีและเป็นผู้ยื่นให้กรมสรรพากรแทนทั้งหมด รวมทั้งกฎหมายใหม่ จะเป็นการรองรับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิสก์ในการยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่ต้องยื่นเอกสารเป็นกระดาษ ก็จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิสก์แทน

ส่วนกรณีที่กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินรวมถึง non-Bank ต้องแจ้งข้อมูลบัญชีที่รับเงินเข้าในข่ายที่เป็นธุรกรรมพิเศษ ประกอบด้วย 1.การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีต่อธนาคาร และ 2. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีต่อธนาคาร และยอดรวมของการรับฝากตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปนั้น กรมฯ ยืนยันว่าเป็นการส่งข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เอาไปตรวจสอบเรียกเก็บภาษี เพราะไม่ใช่ว่าจะตรวจสอบง่ายๆ กรมต้องการเฉพาะข้อมูลเพื่อไปทำการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เสียภาษี กลุ่มผู้เสียภาษี เพื่อทำแผนปรับปรุงประสิทธิภาพจัดเก็บต่อไป

“กรมไม่ได้มีเจตนาแก้ไขกฎหมายโดยมุ่งไปตรวจสอบใคร ธนาคารมีหน้าที่ส่งข้อมูลมาให้กรม และข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ในระบบ ไม่มีเจ้าหน้าที่กรมคนไหนได้เห็นข้อมูลที่ส่งมา จะส่งมาเฉพาะ ชื่อ นามสกุล จำนวนครั้งที่ฝากโอน และวงเงินที่ได้รับเท่านั้น” นายปิ่นสาย กล่าว

ส่วนกรณีที่กังวลว่าจะไปเรียกเก็บภาษีจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และกลุ่มเอสเอ็มอีหรือไม่นั้น กรมยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาโดยตรงที่จะเข้าไปจัดเก็บ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร หากกลุ่มผู้ค้าดังกล่าว มีรายได้ถึงเกณฑ์ ก็ต้องยื่นแบบเสียภาษีอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่ามีการออกกฎหมายแล้วจะต้องเสียภาษี เพราะทุกคนมีหน้าที่เสียภาษีให้ถูกต้อง โดยตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2-8) กำหนดให้อาชีพอิสระต้องเสียภาษีเหมาจ่าย 0.5% ของรายได้ หรือนำรายได้ไปคูณด้วย 0.005 ซึ่งหากกลุ่มผู้ค้าออนไลน์มีรายได้ถึงเกณฑ์เข้าบัญชี 2 ล้านบาท ก็จะเสียภาษีแค่ 10,000 บาท
จากการแก้ไขกฎหมายจะทำให้กรมสามารถแยกข้อมูลผู้เสียภาษี รวมทั้งกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะแยกเป็นกลุ่มดีและกลุ่มเสี่ยง ในกลุ่มดีที่เสียภาษีถูกต้อง ก็จะให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนกลุ่มเสี่ยงก็จะดูว่าเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ในรายที่รายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่เคยมีการยื่นแบบเสียภาษีเลย กรมก็จะส่งหนังสือไปให้ยื่นแบบให้ถูกต้อง หรือ หากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก ก็จะต้องออกหนังสือเชิญมาพบ พูดคุย

นายปิ่นสาย กล่าวว่า กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 และจะมีผลต่อการยื่นแบบเสียภาษีในปี 2564 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขรายละเอียดในการดำเนินงาน เช่น จะไม่นับข้อมูลผู้ที่ฝาก โอน หรือถอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง รวมทั้งการเปิดบัญชีครั้งแรก 2 ล้านบาท ก็จะไม่ให้ส่งข้อมูลเข้ามาที่กรม และการเปิดบัญชีร่วม ที่อยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่า จะนับจำนวนที่บุคคลใด ทั้งนี้ เชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายจะไม่กระทบกับคนส่วนใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 26,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 4-5 แสนบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่า 2 ล้านบาท ไม่ต้องเข้าเกณฑ์เสียภาษีอยู่แล้ว

ที่มา – กรมสรรพากร ( Revenue Department )

from:http://www.flashfly.net/wp/239156

เมื่อโลกกำลังก้าวสู่ยุค โรบอทบนคลาวด์?

หากคุณคิดว่าคลาวด์เป็นแค่ที่เก็บข้อมูลบนก้อนเมฆ เพื่อจะได้มีพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์เหลือเพิ่มขึ้น และเรียกใช้ข้อมูลได้ตลอดเวลาแล้วล่ะก็บอกได้เลยว่าความคิดแบบนี้เก่าไปแล้ว เพราะตอนนี้เป็นยุคของ Cloud Computing ซึ่งก็คือการเก็บรวบรวมวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูลบนคลาวด์ซึ่งเมื่อมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้นเทคโนโลยีคลาวด์จะปรับเปลี่ยนโลกใน 4 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจะยกระบบขึ้นสู่คลาวด์

คลาวด์จะทำให้ทุกอย่างในโลกปลอดภัยมากขึ้นและจัดการได้ดีขึ้นรวมถึงในเมืองใหญ่ๆ ลองคิดถึงเครื่องยนต์กลไกหรือระบบต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นลิฟท์ไปจนถึงที่จอดรถฟาร์มไปจนถึงโรงไฟฟ้าทั้งหมดจะเริ่มใช้คลาวด์ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลและเราก็น่าจะได้เห็นโซลูชันอัจฉริยะสำหรับทุกๆ สิ่งในเร็ววันเช่นรถไร้คนขับแท็กซี่โดรน รถไฟอัจฉริยะ และนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านการเกษตรหรือการจ่ายไฟ

ความก้าวหน้าเหล่านี้ไม่ใช่แค่สำหรับบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นในความเป็นจริงแล้ว ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดเพราะโดยทั่วไปบริษัทขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือที่จำเป็นในการวิเคราะห์และใช้งานได้ง่ายกว่า แต่เมื่อเข้าสู่การใช้งานระบบคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบคาดว่าแม้แต่บริษัทเล็ก ๆ ก็จะใช้การวิเคราะห์ข้อมูล, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และคุณสมบัติอื่นๆ ของคลาวด์เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดตั้งแต่ธุรกิจธนาคารไปจนถึงอุตสาหกรรมการบินการเกษตร ไปถึงงานศิลปะทุกๆ องค์กรจะยกระบบขึ้นสู่คลาวด์ ทำให้มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดทั้งในด้านความเร็วและประสิทธิภาพ

ขั้นตอนที่ 2: การบริหารจัดการข้อมูลจะทำบนคลาวด์

เมื่อองค์กรได้เปลี่ยนถ่ายสู่ระบบคลาวด์และเริ่มเก็บข้อมูล ปัญหาต่อไปก็คือ จะจัดการกับดาต้าเหล่านั้นอย่างไร คลาวด์จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการช่วยจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลในโลกนี้ อีกวิธีหนึ่งที่คลาวด์สามารถช่วยจัดการข้อมูลได้ดีกว่าก็คือ การใช้งานบนสมาร์ทโฟนที่เก็บข้อมูลมากมายในรูปแบบต่างๆ เช่น อีเมล ข้อความ และรูป การวิเคราะห์ข้อมูลที่มีโครงสร้างต่างกันต้องใช้เวลาและพลังในการประมวลผลซึ่งสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ ดังนั้นโทรศัพท์จึงต้องส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ทรงประสิทธิภาพบนคลาวด์ มีการคาดการณ์ว่า ในราวปี พ.ศ. 2568 สัดส่วนข้อมูลที่เป็นวิดีโอความละเอียดสูงของผู้ใช้แต่ละคนจะคิดเป็น 89%ของปริมาณข้อมูลทั้งหมด และที่น่าแปลกใจคือเนื้อหาของวิดีโอจะเป็นมากกว่าแค่การอวดแมวหรือสัตว์เลี้ยงของตัวเองบนยูทูป โดยส่วนใหญ่จะเป็นพวกโฆษณาหรือวิดีโอที่อัดไว้ใช้ในแอพพลิเคชั่นความปลอดภัยสาธารณะ

ขั้นตอนที่ 3: AI จะเกิดขึ้นในคลาวด์

เมื่อข้อมูลทั้งหมดมีการจัดเก็บและบริหารจัดการบนคลาวด์แล้วAIจะบีบอัดและผสานรวมข้อมูลให้เป็นแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการใช้งานบนคลาวด์AI จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวิเคราะห์ข้อมูลและหาวิธีใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด

คลาวด์จะรองรับ AI และช่วยให้เทคโนโลยีเริ่มต้นใช้งานได้จริงๆ ตัวอย่างหนึ่งคือการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือกับคลาวด์ ด้วยความอัจฉริยะแบบ Always-on อุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคตจะตอบสนองกับการสั่งการด้วยเสียงได้ในทันที ทำให้มั่นใจได้ว่ารูปภาพต่างๆ จะได้รับการจัดระเบียบตามคอนเทนท์ และการถ่ายรูปก็จะปรับเปลี่ยนไปตามหัวข้อเฉพาะภายใต้เงื่อนไขการถ่ายรูปในแบบต่างๆ

ขั้นตอนที่ 4 : แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจะมาจากคลาวด์

คนกว่าหนึ่งล้านคนทั่วโลกต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ทุกปี ลองคิดถึงภาพในอนาคตที่จำนวนอุบัติเหตุจากรถชนกันลดลงจนเกือบจะเป็นศูนย์ดูสิ ซึ่งอนาคตแบบนั้นมีทางเป็นไปได้และก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เพราะเทคโนโลยีคลาวด์นั่นเอง ยานยนต์จะมาพร้อมเซ็นเซอร์และกล้องรอบตัว ซึ่งจะทำให้เกิดดาต้าจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน ข้อมูลจำนวนมากนั้นต้องมีการประมวลผลแบบเรียลไทม์ ดังนั้นการประมวลผลจะเกิดภายในตัวรถเลย แต่งานหลายอย่างๆ อาทิ การอัพเดทซอฟท์แวร์และแมชชีนเลิร์นนิ่ง จะเกิดขึ้นบนคลาวด์ แอพพลิเคชั่นอื่นๆ เช่น การส่งของทางโดรน สมาร์ทเฮลธ์แคร์ เครื่องจักรด้านการเกษตรอันทันสมัย และหุ่นยนต์ผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งหมดจะทำงานในลักษณะเดียวกัน แอพพลิเคชั่น AI จะมีให้บริการเป็นจำนวนมากผ่านคลาวด์และสร้างประโยชน์มากมายแก่มนุษย์

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-robot-on-cloud/

Google Assistant เตรียมฉลองการติดตั้งลงในอุปกรณ์ครบ 1,000 ล้านเครื่อง ในเดือนมกราคมนี้

ตั้งแต่ Google เปิดตัวระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Assistant เมื่อปี 2016 ก็ทำเอาหลายๆ คน ทึ่งกับความอัจฉริยะของมันจริงๆ เพราะเราสามารถสั่งงานด้วยเสียงให้มันทำนู่นทำนี่ได้ และมันก็ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในมือถือ แทบเล็ต หรือลำโพงอัจฉริยะเท่านั้น แต่ตอนนี้มันได้เข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ IT หลายๆ อย่าง ซึ่ง Google คาดการณ์เอาไว้ว่าจะมีอุปกรณ์อัจฉริยะที่มี Google Assistant ถึง 1,000 ล้านชิ้น ในเร็วๆ นี้ 

สำหรับข้อมูลดังกล่าว ทาง Google เป็นคนเปิดเผยออกมาเองว่า ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2019 จะมีอุปกรณ์อัจฉริยะที่มี Google Assistant ในตัว อยู่บนโลกนี้กว่า 1,000 ล้านชิ้น ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาแบบก้าวกระโดดจากปีที่แล้วเกิน 100% เลยทีเดียว เพราะเมื่อช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปี 2018 มีอุปกรณ์อัจฉริยะจำนวน 400 ล้านชิ้น ที่มี Assistant ฝังอยู่ในตัว

ในตอนแรกที่เราได้รู้จักเจ้า Google Assistant มันจะใช้งานได้เฉพาะกับมือถือ Pixel / Pixel XL เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน มันได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ IT ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทวอทช์, ทีวี, แทบเล็ตและมือถือ Android รุ่นใหม่ๆ ทุกรุ่น หรือแม้แต่อุปกรณ์ที่เราไม่คิดว่ามันจะมี Google Assistant อยู่ด้วย อย่างเช่นตู้เย็น เตาอบ เครื่องซักผ้า ฯลฯ

ใครจะไปรู้ว่าอุปกรณ์พวกนี้ก็ยังอัจฉริยะได้

ถึงแม้ว่า Google Assistant จะเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เป็นพันล้านชิ้น แต่จำนวนของผู้ใช้งาน Google Assistant ก็ไม่ได้เยอะเท่ากับจำนวนอุปกรณ์หรอกนะ เพราะบางคนอาจจะเป็นเจ้าของอุปกรณ์ที่มี Google Assistant อยู่หลายชิ้น ภายในบ้านแค่หลังเดียวก็ได้ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะบางคนแค่เดินออกจากบ้านก็มีทั้งมือถือ, แทบเล็ต, สมาร์ทวอทช์, หูฟังไร้สาย ที่มี Assistant อยู่ในตัวแล้ว) ก็ไม่แปลกใจเลยที่ภายในสิ้นเดือนนี้ บนโลกเราจะมี Google Assistant อยู่ถึง 1,000 ล้านตัว แถมในอนาคต Google ยังมีแผนที่จะขยับขยายให้ Assistant เข้าไปอยู่ในฟีเจอร์โฟนที่มีอยู่อีกกว่า 100 ล้านเครื่อง ทั่วโลกอีกด้วย

 

ที่มา : Techcrunch

from:https://droidsans.com/google-says-assistant-will-be-on-a-billion-devices-by-the-end-of-the-month/

ซัมซุงเตรียมเผยเทคโนโลยี AI และ IoT สุดล้ำ ในงาน CES 2019 พร้อมถ่ายทอดสดตรงจากลาสเวกัส ในวันอังคาร ที่ 8 มกราคม นี้ เวลา 05.00 น.

 

ซัมซุง ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเตรียมเผยนวัตกรรมสุดล้ำ ในงาน CES 2019 นิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิคส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Samsung

โดยปีนี้ซัมซุงชูจุดเด่นด้านการหลอมรวมนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไอโอที (IoT) ที่จะเข้ามาช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน สะดวกสบาย และง่ายยิ่งขึ้น ผ่านแอปพลิเคชั่นแบบใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพให้เอไอสุดล้ำทำงานได้ดีกว่าเดิม ผนวกกับอุปกรณ์ใหม่ล่าสุด ที่จะมาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อเอไอและไอโอที เข้ากับการใช้ชีวิตของผู้คนยุคนี้ได้อย่างลงตัว

โดยงานแถลงข่าวของซัมซุงรอบสื่อมวลชน จะเริ่มขึ้นในวันอังคาร ที่ 8 มกราคมนี้ เวลา 05.00 น. (ตรงกับวันจันทร์ ที่ 7 มกราคม เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น) พร้อมถ่ายทอดสดจากศูนย์การประชุม Mandalay Bay South Convention Center ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา สามารถติดตามการถ่ายทอดสด พร้อมอัปเดตข้อมูลเทคโนโลยีล่าสุดของซัมซุงในปี 2019 ก่อนใครได้ที่

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EHw8Gk

 

from:http://mobileocta.com/samsung-to-release-advanced-ai-and-iot-technology-at-ces-2019/