คลังเก็บป้ายกำกับ: AI

Mist บริษัทลูกของ Juniper เปิดตัวบริการคลาวด์แบบ AI และอุปกรณ์ Wi-Fi 6

Mist บริษัทที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ด้านเน็ตเวิร์กอย่าง Juniper  ได้เปิดตัวแอพพลายแอนซ์แบบ AI ที่ทำงานผ่านคลาวด์ และแอคเซสพอยต์แบบ Wi-Fi 6 (Mist AP43) สำหรับสนับสนุนผู้ใช้ให้สามารถติดตั้งเครือข่ายไร้สายแบบหนาแน่นสูงได้อย่างอัจฉริยะ

โดยดาวเด่นของการเปิดตัวใหม่ครั้งนี้คืออุปกรณ์ที่ชื่อว่า Mist Edge ที่ขยายความครอบคลุมบริการคลาวด์ของ Mist ไปถึงสำนักงานสาขา และเปิดให้องค์กรจัดการโครงสร้างพื้นฐาน Wi-Fi แบบกระจายได้จากตำแหน่งศูนย์กลางเดียวกัน

อุปกรณ์ Mist Edge นี้มีจุดเด่นอยู่ที่เอนจิ้นแบบ AI ของบริษัทที่ช่วยจัดการงานต่างๆ ให้โดยอัตโนมัติ เช่น ปรับแต่งความแรงของสัญญาณรวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Wi-Fi ซึ่งทาง Mist ได้ให้ตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจไว้หลายประการไม่ว่าจะเป็น

การโรมมิ่งอย่างต่อเนื่องสำหรับเครือข่ายแบบ Campus ขนาดใหญ่ผ่านการเชื่อมต่อแบบ Tunnel ในสถานที่ตั้งขององค์กรที่มีการเชื่อมต่อระหว่างแอคเซสพอยต์ต้นทางและปลายทาง
การขยายขอบเขตของ Virtual LAN (VLAN) ไปยังสำนักงานสาขาหรือสถานีควบคุมการสื่อสาร เพื่อใช้แทนเทคโนโลยีสื่อสารระยะไกลอย่าง Virtual Private Network (VPN)
ใช้แบ่งทราฟิกแบบไดนามิกสำหรับอุปกรณ์แบบ IoT
มีความสามารถในการแยกท่อส่งข้อมูล (Tunnelling) เพื่อแยกทราฟิกของบุคคลภายนอก กับภายในองค์กรออกจากกัน

ทั้งนี้ Mist ระบุว่ากำลังพัฒนา Mist Edge รุ่นที่เป็นซอฟต์แวร์อย่างเดียวออกมาด้วยในไม่ช้า

จุดแข็งของ Mist คือแพลตฟอร์มไร้สายแบบ AI ที่ทำให้การสื่อสารผ่าน Wi-Fi สามารถพึ่งพาได้ คาดการณ์และวัดค่าได้มากขึ้น นอกจากนี้ Mist ยังได้รับพกย่องทางด้านการส่งมอบแอพพลิเคชั่นผ่านไมโครเซอร์วิสและคอนเทนเนอร์บนคลาวด์ด้วย

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/junipers-mist-adds-wifi-6-and-ai-based-cloud-services/

โฆษณา

จากเหตุการณ์ Facebook ล่ม แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการตรวจหาและแท็กรูปผู้คนต่างๆ บนเว็บไซต์ของ AI

เมื่อคืนวันพุธสัปดาห์ก่อนหน้า หลายๆ คนน่าจะประสบปัญหาเดียวสำหรับการใช้งาน Facebook | Messenger | Instagram | WhatsApp ว่าไม่สามารถเปิดรูปภาพที่เพื่อนโพสต์หรือส่งมาได้ ขึ้นเป็นภาพที่ยังโหลดไม่ขึ้นตลอด ล่าสุดหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เราก็ได้เห็นความลับเบื้องหลังของระบบ AI ของ Facebook ที่ใช้ตรวจและแท็กผู้คนในภาพของเว็บไซต์แล้ว จะเป็นยังไง มาดูกันเลยดีกว่า

ถ้าตอนที่ระบบกำลังล่ม ใครได้สังเกตรูปถ่ายที่ได้อัพโหลด ก็จะเห็นว่าในรูปนั้นจะขึ้นรูปเป็นแบบเหมือนรูปยังโหลดไม่เสร็จพร้อมกับข้อความที่ว่า “ในรูปอาจจะมี: ผู้คนกำลังยิ้ม, ผู้คนกำลังเต้น, งานแต่งงาน และในร่ม” หรือว่า “ในรูปอาจจะมี: แมว” พูดง่ายๆ เลยว่าสำหรับสายตาคอมพิวเตอร์แล้ว มันเห็นเราแค่นั้นจริงๆ ไม่ว่าเราจะโพสต์รูปเฮฮาแค่ไหน มันก็เห็นเป็นแค่ตัวอักษรแบบข้างต้นเฉยๆ.. ขณะที่บน Instagram ก็จะขึ้นข้อความแบบนี้ในลักษณะเดียวกัน โดย Facebook ได้ใช้ AI ในการตรวจจับและแท็กรูปภาพแบบนี้มาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2016 แล้ว 

ทั้งนี้ก็ไม่ชัวร์ว่า Facebook จะนำข้อมูลดังกล่าวของเราไปทำโฆษณาขึ้นฟีดหรือเปล่า เพราะข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่แทบจะเป็นส่วนตัวเอามากๆ เชื่อว่ามนุษย์ตัวเป็นๆ อย่างเราก็แทบไม่ได้สังเกตหรอกว่าเวลาเพื่อนโพสต์หรืออัพรูปอะไร มีวัตถุอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่ AI ของ Facebook จับได้หมดเลยนะ รู้หมดเลยว่าเรามีสัตว์เลี้ยงหรือเปล่า งานอดิเรกเป็นอะไร ชอบไปไหนวันหยุด หรือแม้กระทั่งของสะสมต่างๆ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 มีโปรแกรมเมอร์หนึ่งคนได้ออกมาสร้างและพัฒนาส่วนต่อขยายของ Google Chrome ที่จะมาให้คำบรรยายว่าในรูปแต่ละรูปนั้นมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง พร้อมทั้งยังบอกอีกว่า “ผมคิดว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่าในรูปภาพหนึ่งรูปนั้นมีข้อมูลอะไรต่างๆ เกี่ยวกับพวกเขามากมายแค่ไหน” 

บางอัน AI ก็ถึงกับบอกได้เลยว่าคนที่อยู่ในภาพนั้นมีชื่อว่าอะไร

ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น Facebook จะเอาไปใช้ทำอะไรต่อ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและแปลกประหลาดอย่างมากที่ระบบ AI ของหนึ่งในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกจะออกมาเรียบง่ายขนาดนี้.. แต่ก็นะเบื้องหลังอาจจะซับซ้อนมากกว่านี้ก็ได้

ว่าแต่อันนี้ตลกนะ AI ของ Facebook กลับตรวจจับได้แค่ 6 คนในรูปที่มีทั้งหมด 7 คน… หรือจริงๆ AI นั้นถูกแล้ว มี 6 คนจริงๆ ส่วนอีกคนนั้นเป็นพระเจ้า ฮ่าๆ

ที่มา: TheVerge 

 

from:https://droidsans.com/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-facebook-%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab/

จากเหตุการณ์ Facebook ล่ม แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการตรวจหาและแท็กรูปผู้คนต่างๆ บนเว็บไซต์ของ AI

เมื่อคืนวันพุธสัปดาห์ก่อนหน้า หลายๆ คนน่าจะประสบปัญหาเดียวสำหรับการใช้งาน Facebook | Messenger | Instagram | WhatsApp ว่าไม่สามารถเปิดรูปภาพที่เพื่อนโพสต์หรือส่งมาได้ ขึ้นเป็นภาพที่ยังโหลดไม่ขึ้นตลอด ล่าสุดหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เราก็ได้เห็นความลับเบื้องหลังของระบบ AI ของ Facebook ที่ใช้ตรวจและแท็กผู้คนในภาพของเว็บไซต์แล้ว จะเป็นยังไง มาดูกันเลยดีกว่า

ถ้าตอนที่ระบบกำลังล่ม ใครได้สังเกตรูปถ่ายที่ได้อัพโหลด ก็จะเห็นว่าในรูปนั้นจะขึ้นรูปเป็นแบบเหมือนรูปยังโหลดไม่เสร็จพร้อมกับข้อความที่ว่า “ในรูปอาจจะมี: ผู้คนกำลังยิ้ม, ผู้คนกำลังเต้น, งานแต่งงาน และในร่ม” หรือว่า “ในรูปอาจจะมี: แมว” พูดง่ายๆ เลยว่าสำหรับสายตาคอมพิวเตอร์แล้ว มันเห็นเราแค่นั้นจริงๆ ไม่ว่าเราจะโพสต์รูปเฮฮาแค่ไหน มันก็เห็นเป็นแค่ตัวอักษรแบบข้างต้นเฉยๆ.. ขณะที่บน Instagram ก็จะขึ้นข้อความแบบนี้ในลักษณะเดียวกัน โดย Facebook ได้ใช้ AI ในการตรวจจับและแท็กรูปภาพแบบนี้มาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2016 แล้ว 

ทั้งนี้ก็ไม่ชัวร์ว่า Facebook จะนำข้อมูลดังกล่าวของเราไปทำโฆษณาขึ้นฟีดหรือเปล่า เพราะข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่แทบจะเป็นส่วนตัวเอามากๆ เชื่อว่ามนุษย์ตัวเป็นๆ อย่างเราก็แทบไม่ได้สังเกตหรอกว่าเวลาเพื่อนโพสต์หรืออัพรูปอะไร มีวัตถุอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่ AI ของ Facebook จับได้หมดเลยนะ รู้หมดเลยว่าเรามีสัตว์เลี้ยงหรือเปล่า งานอดิเรกเป็นอะไร ชอบไปไหนวันหยุด หรือแม้กระทั่งของสะสมต่างๆ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 มีโปรแกรมเมอร์หนึ่งคนได้ออกมาสร้างและพัฒนาส่วนต่อขยายของ Google Chrome ที่จะมาให้คำบรรยายว่าในรูปแต่ละรูปนั้นมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง พร้อมทั้งยังบอกอีกว่า “ผมคิดว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่าในรูปภาพหนึ่งรูปนั้นมีข้อมูลอะไรต่างๆ เกี่ยวกับพวกเขามากมายแค่ไหน” 

บางอัน AI ก็ถึงกับบอกได้เลยว่าคนที่อยู่ในภาพนั้นมีชื่อว่าอะไร

ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น Facebook จะเอาไปใช้ทำอะไรต่อ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและแปลกประหลาดอย่างมากที่ระบบ AI ของหนึ่งในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกจะออกมาเรียบง่ายขนาดนี้.. แต่ก็นะเบื้องหลังอาจจะซับซ้อนมากกว่านี้ก็ได้

ว่าแต่อันนี้ตลกนะ AI ของ Facebook กลับตรวจจับได้แค่ 6 คนในรูปที่มีทั้งหมด 7 คน… หรือจริงๆ AI นั้นถูกแล้ว มี 6 คนจริงๆ ส่วนอีกคนนั้นเป็นจูดาส พระเจ้า ฮ่าๆ

ที่มา: TheVerge 

 

from:https://droidsans.com/facebook-down-revealed-how-ai-tagged-photos/

ราคาพิเศษ! คอร์สอบรม Intro to Deep Learning by TechTalkThai Training 20 – 27 ก.ค. 2019

TechTalkThai Training ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจเริ่มต้นเรียนรู้ศาสตร์ทางด้าน AI และ Deep Learning ทุกท่าน เข้าเรียนคอร์สอบรม “Intro to Deep Learning by TechTalkThai Training” เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีพื้นฐานเบื้องต้นในการทำ Deep Learning พร้อมสัมผัสการทำ Lab จริงด้วย PyTorch และ TensorFlow รวมถึงได้ทดลองวิเคราะห์ Data จริง และมี Assignment เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ในวันที่ 20 – 27 กรกฎาคม 2019 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ ค่าใช้จ่าย และวิธีการสมัครเรียนดังนี้

Intro to Deep Learning by TechTalkThai Training

วัน-เวลา: วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2562 9:30 – 17:00 และวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 9:30 – 17:00
สถานที่: HUBBA Sathorn (แผนที่ https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=13.7199508,100.53084369999999)
ราคา: 3,900 บาท (จากราคาเต็ม 9,900 บาท)
ซื้อคอร์ส: https://www.eventpop.me/e/6278-intro-to-deep-learning

คอร์ส Intro to Deep Learning เป็น Workshop 2 วัน เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการเรียนรู้หลักการทำงานพื้นฐานของ Deep Learning ลงมือสร้าง Neural Network และทดลองกับ Dataset ต่างๆ เพื่อที่จะสามารถนำไปต่อยอดกับ Dataset ของคุณเองได้ Framework ที่ใช้ใน Workshop มีตั้งแต่ NumPy ที่ใช้ในการประมวลผลขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง PyTorch ที่นิยมใช้ในงานวิจัยและมีโมเดลให้เลือกใช้มากมาย และ TensorFlow ที่เหมาะสำหรับการเอาโมเดลไปใช้งานบน Production

ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมภาษา Python หรือคุ้นเคยกับภาษาอื่นๆ มาก่อน และมีพื้นฐานแคลคูลัสเบื้องต้น

เนื่องจากเป็นคอร์สเปิดใหม่ จึงลดราคาให้จากราคาเต็ม 9,900 บาท ลดเหลือ 3,900 บาทเท่านั้น! (รวมอาหารกลางวันและเบรก) แต่ไม่ต้องห่วงว่าราคานี้แล้วคุณภาพคอร์สจะไม่ดี ผู้สอนเคยสอนมาหลายงานแล้วรวมถึงสอน PyTorch เบื้องต้นที่ Facebook Developer Circle มาด้วย ดังนั้นหายห่วงได้

ท่านสามารถเลือกออกใบกำกับภาษีสำหรับบริษัทได้ใน Event Pop หรือหากท่านต้องการใบเสนอราคาสามารถแจ้งได้ทางอีเมล teera@techtalkthai.com ทางเราจะส่งรายละเอียดการโอนเงินพร้อมใบเสนอราคาให้

* คอร์สนี้เป็นคอร์สสำหรับผู้เริ่มต้น ไม่เหมาะกับ Data Engineer, Data Scientist ที่มีความชำนาญอยู่แล้ว
** ผู้เรียนต้องนำคอมพิวเตอร์ของตัวเองมาใช้ในการเรียน

Prerequisites

  • Python programming or have experience in other programming language
  • Basic linear algebra and calculus (ความรู้พื้นฐานระดับม.ปลาย)

Required Software

  • Latest desktop versions of Chrome, Firefox or Safari

Course Outline

Day 1 – 20/07/2019

09:30 – 10:00 Registration, coffee break, and welcome

10:00 – 12:00

  • Intro to deep learning
    • Applications in real-world
    • Intro to neural network ทำความรู้จักกับโครงข่ายประสาทเทียมที่เป็นเบื้องหลังของ deep learning
    • Classification problem, intuition, and visualization ตัวอย่างปัญหาการจำแนกประเภทข้อมูล เช่น แยกภาพสุนัขกับแมวออกจากกัน
  • Intro to PyTorch
    • Hands-on: Getting to know NumPy and Tensor เริ่มต้นทำความรู้จัก data structure พื้นฐานที่ใช้ในงาน deep learning
    • Hands-on: Implement a simple neural network
    • Hands-on: Working on MNIST dataset นำ neural network ที่สร้างมาก่อนหน้าที่มาทดลองกับ MNIST dataset

12:00 – 13:00 Lunch Break

13:00 – 15:00

  • Error function and error minimization เราไม่สามารถพัฒนาโมเดลให้ดีขึ้นได้ถ้าเราไม่มีการวัดผล ในส่วนนี้เราจะมาทำความรู้จัก error function และวิธีการทำให้โมเดลมีความแม่นยำสูงขึ้น
  • Backpropagation ทำความรู้จักกับ algorithm ที่เป็นหัวใจหลักของ deep learning
  • Hands-on: Backpropagation

15:00 – 15:15 Coffee break

15:15 – 16:45

  • Hands-on: Train a simple neural network
  • Hands-on: Working on Fashion-MNIST dataset
  • Homework: Extended MNIST การบ้านให้กลับไปทดลองทำระหว่างสัปดาห์

16:45 – 17:00 Q&A

Day 2 – 27/07/2019

09:30 – 10:00 Registration, coffee break, and welcome

10:00 – 12:00

  • Intro to TensorFlow
  • Hands-on: TensorFlow
  • Convolutional Neural Network มารู้จักกับ neural network ที่นิยมใช้กับข้อมูลประเภทรูปหรือบ้างครั้งก็มีการเอาไปใช้กับข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือด้วย
  • Hands-on: Convolution

12:00 – 13:00 Lunch Break

13:00 – 15:00

  • Hands-on: A simple convolutional neural network
  • A lightweight model: MobileNet ทดลองทำโมเดลที่เหมาะสำหรับนำไปใช้งานบนอุปกรณ์ที่มีพลังการประมวลผลไม่มาเช่นมือถือหรือ web browser
  • Hands-on: MobileNet
  • Hands-on: Create your own dataset
  • Hands-on: Deploy your model on TensorFlow.js นำโมเดลที่เทรนขึ้นไปใช้งานบนเว็บด้วย TensorFlow.js

15:00 – 15:15 Coffee break

15:15 – 16:45

  • Hands-on: Working on non-image dataset e.g. Titanic dataset ทดลองทำงานกับ dataset ประเภทอื่นเช่น Titanic dataset

16:45 – 17:00 Q&A

สนใจลงทะเบียนเรียนได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อคอร์สเรียนได้ทันทีที่ https://www.eventpop.me/e/6278-intro-to-deep-learning โดยคอร์สจะมีราคา 3,900 บาท จากราคาเต็ม 9,900 บาท และสามารถออกใบเสร็จบริษัทได้ หากติดขัดประการใดหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ teera@techtalkthai.com

About Instructor

ธีระ ลายธีระพงศ์ จบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จาก KMITL และปริญญาโทด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จาก AIT หัวข้องานวิจัยที่สนใจคือ machine learning และ computer vision ปัจจุบันเป็น technical training lead ที่ TechTalkThai มีประสบการณ์วิจัย computer vision และ deep learning กับสถาบันวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่น (NII) และร่วมสอน deep learning กับสมาคมโปรแกรมเมอร์แห่งประเทศไทย, Facebook Developer Circle, และบริษัทเอกชน

Teera Laiteerapong graduated master of computer engineering from Asian Institute of Technology and bachelor of computer engineering from King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang. His research interests are machine learning and computer vision. Currently, he is technical training lead at TechTalkThai.

About TechTalkThai Training

TechTalkThai Training เป็นทีมงานส่วนหนึ่งของ TechTalkThai ที่มุ่งเน้นการจับมือร่วมกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ในสาขาต่างๆ จากภายนอก ในการเปิดคอร์สสอนเทคโนโลยีให้กับเหล่าผู้ที่สนใจในวงการ IT เพื่อให้ผู้ที่ทำงานในวงการ IT สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญ ผ่านการตรวจสอบโดยทีมงาน TechTalkThai และมีราคาคอร์สที่ไม่สูงจนเกินไป สามารถออกใบกำกับภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้ที่สนใจร่วมเปิดคอร์สใหม่ๆ กับทาง TechTalkThai Training สามารถติดต่อทีมงานได้ทันทีที่ teera@techtalkthai.com

from:https://www.techtalkthai.com/intro-to-deep-learning-by-techtalkthai-training-2019-07-20-to-27/

Tech 2019 – พนักงาน Amazon พัฒนา AI ที่จะช่วยให้น้องแมวเลิกคาบซากสัตว์เข้าไปในบ้าน

คงต้องเริ่มยอมรับกันจริงๆ ครับว่าในปัจจุบันนั้น AI เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเราๆ ท่านๆ กันมากขึ้น ล่าสุดนั้นได้มีการเผย AI ที่พัฒนาโดยคุณ Ben Hamm ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Amazon ซึ่งถือได้ว่าเป็น AI ที่น่าสนใจเอามากๆ สำหรับผู้ที่เลี้ยงน้องแมวโดยปล่อยให้เข้าออกในบ้านได้อย่างอิสระ

AI ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ที่ทางคุณ Ben เริ่มที่จะเบื่อกับนิสัยการคาบซากสัตว์เข้ามาในบ้านของเขาครับ ดังนั้นคุณ Ben เองจึงได้พัฒนา AI ดังกล่าวขึ้นแล้วติดตั้งไว้กับประตูเข้าออกสำหรับน้องแมวเพื่อที่จะฝึกให้น้องแมวเลิกพฤติกรรมดังกล่าวครับ

ตัว AI นั้นจะถูกผนวกเข้ากับกล้องที่สามารถติดตั้งชุดคำสั่ง AI ได้(อย่าง DeepLens ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของทาง Amazon เอง) โดยตัว AI นั้นจะเริ่มทำการจับภาพเพื่อที่จะทำการเรียนรู้ว่าภาพที่บันทึกได้ภาพไหนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการโดยในที่นี้ก็คือภาพที่เจ้าเหมียวนั้นเดินเข้ามาที่ประตูเข้าบ้านพร้อมกับซากสัตว์ครับ ลักษณะของกดารเรียนรู้นั้นจะเป็นไปตามภาพดังต่อไปนี้ครับ

เมื่อตัว AI นั้นสามารถที่จะทำการจับภาพน้องเหมียวคาบเอาซากสัตว์มาด้วยนั้น ตัว AI จะทำการสั่งให้ประตูเปิดปิดสำหรับเข้าบ้านของเจ้าเหมียวล๊อคเป็นระยะเวลา 15 นาทีครับ ออกไปจากนั้นแล้วตัว AI จะยังส่งข้อความไปหาคุณ Ben ด้วยครับว่า ณ ขณะนั้นเจ้าเหมียวของคุณ Ben กำลังคาบซากสัตว์มา ตามที่คุณ Ben ได้กล่าวไว้นั้นวิธีการดังกล่าวนี้สามารถที่จะลดจำนวนการคาบซากสัตว์เข้าบ้านของเจ้าเหมียวได้เป็นอย่างดีครับ

นอกไปจากนั้นแล้วคุณ Ben ยังได้กล่าวอีกด้วยครับว่า AI ดังกล่าวนั้นสามารถที่จะพัฒนาขึ้นไปให้ฉลาดกว่าเดิมได้อีกอย่างเช่นทำการป้องกันไม่ให้เจ้าเหมียวไปทำการไล่ฆ่านกซึ่งเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของเจ้าเหมียว โดยตัวคุณ Ben เองนั้นจะได้ส่ง AI ดังกล่าวนี้ไปให้กับ National Audubon Society เพื่อที่จะขยายการใช้งานให้มากขึ้นต่อไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เรียกว่างานนี้ทั้งฉลาดและก็ใจบุญอีกด้วยครับ

ที่มา : theverge

from:https://notebookspec.com/an-amazon-employee-made-an-ai-powered-cat-flap-to-stop-his-cat-from-bringing-home-dead-animals/487129/

Juniper Networks เปิดให้บริการ Mist Cloud-managed Wi-Fi อย่างเป็นทางการในไทย

Juniper Networks ผู้นำด้านนวัตกรรมเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย ประกาศเปิดให้บริการ Mist ระบบเครือข่ายไร้สายอัจฉริยะที่ผสานเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ Wi-Fi อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมเปิดตัว Access Point รุ่นใหม่ที่รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 ผู้ที่สนใจสามารถทีม Juniper Networks ประเทศไทยเพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันที

Juniper Networks ควบรวมกิจการ Mist Systems นำ AI สู่ระบบ Wi-Fi

Mist Systems เป็นผู้ให้บริการ Cloud-managed Wireless Networks รายแรกของโลกที่ผสานเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) เข้าไปยังแพลตฟอร์มของตนเพื่อรับประกันประสิทธิภาพในการใช้งาน รวมไปถึงช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถวิเคราะห์และหาทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกจุดและรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้มีลูกค้าผู้ใช้บริการระบบ Cloud-managed Wi-Fi ของ Mist Systems ในทุกอุตสาหกรรม เช่น Walmart อุตสาหกรรมค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ติดตั้ง AP กว่า 50,000 เครื่องทั่วประเทศ หรือ T-Mobile หนึ่งในผู้บริการโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เป็นต้น

Juniper Networks ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Mist Systems เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วยมูลค่าราว $405 ล้าน (ประมาณ 12,960 ล้านบาท) ซึ่งขณะนี้ดำเนินการควบรวมกิจการเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมให้บริการโซลูชัน Cloud-managed Wi-Fi แก่ลูกค้าทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) แล้ว

ผสานเทคโนโลยี AI รับประกันประสิทธิภาพ Wi-Fi

Mist เป็นโซลูชันระบบเครือข่ายไร้สายแบบ Cloud-managed Wi-Fi อย่างแท้จริง ซึ่งถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Microservices” กล่าวคือ มีการแยก Service หรือ Engine ต่างๆ ออกจากกัน ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาและอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือในกรณีที่ Service/Engine ใดมีปัญหาก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อ Service/Engine อื่นๆ ในขณะที่ Cloud-managed Wi-Fi ทั่วไปมักเป็นการนำ Wireless Controller ที่มีอยู่แล้วโยนขึ้น Cloud แล้วให้บริการเสมือนเป็น Controllerless

Mist Cloud-managed Wi-Fi ผสานเทคโนโลยี AI สำหรับรวบรวมข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้และอุปกรณ์ต่างๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ Wi-Fi ค้นหาต้นตอของปัญหา รวมไปถึงปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ เหล่านี้ช่วยรับประกันประสิทธิภาพการใช้ระบบ Wi-Fi ให้ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ

คุณสมบัติเด่นของเทคโนโลยี AI ของ Mist ได้แก่

  • ใช้แนวคิด Service Level Expectation (SLE) สำหรับการันตีประสิทธิภาพของ Wi-Fi โดยผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดตัวแปรต่างๆ เช่น Roaming, Time to connect, Coverage, Capacity, Throughput ว่าต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นแล้วให้แจ้งเตือน
  • สามารถดูรายละเอียดเชิงลึกของระบบ Wi-Fi เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาและตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ ช่วยให้การวิเคราะห์และรับมือกับเหตุไม่พึงประสงค์ทำได้ง่ายขึ้น
  • ตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติบนระบบ Wi-Fi พร้อมแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ
  • เรียนรู้การใช้ Wi-Fi ในแต่ละวันแล้วนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อปรับแต่งช่องสัญญาณและกำลังส่งโดยอัตโนมัติ ช่วยให้การใช้งานในวันถัดไปมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
  • มีระบบ Virtual Assistant เรียกว่า “Marvis” สำหรับตอบคำถาม (คล้าย Siri หรือ Cortana) เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบหรือผู้บริหารที่ไม่เชี่ยวชาญด้านเทคนิค

ให้บริการ Location Analytics ด้วยเทคโนโลยี Virtual Bluetooth LE

นอกจากบริการอัปโหลดและแสดงผลสถานะของ Access Point รวมไปถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบน Floor Plan แบบเรียลไทม์แล้ว Mist ยังสามารถแสดงผลการใช้งานในรูปของ Throughput หรือจำนวนผู้ใช้ในบริเวณต่างๆ ของ Floor Plan ได้อีกด้วย ทีมการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อทำ Marketing Campaign ให้มีประสิทธิผลได้

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญของ Mist Cloud-managed Wi-Fi คือ สิทธิบัตรเทคโนโลยี Virtual Bluetooth LE ซึ่งช่วยแปลง Access Point ให้เป็นตัวส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์พกพาของผู้ใช้เมื่อเข้ามาอยู่ในบริเวณที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าเดินมาเข้ามาในร้านขายอุปกรณ์กีฬา Access Point ที่อยู่ใกล้ที่สุดจะยิงสัญญาณ BLE ไปยังสมาร์ตโฟนเพื่อให้แอปพลิเคชันที่ใช้ SDK ของ Mist แสดงผลโปรโมชันหรือแคมเปญการตลาดต่างๆ ของร้านค้าได้ นอกจากนี้ Mist ยังใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการให้บริการติดตามทรัพย์สิน ซึ่งสามารถแสดงผลบน Floor Plan ได้อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.juniper.net/us/en/products-services/wireless/mist/

เปิดตัว Mist AP43 มาตรฐาน Wi-Fi 6

Juniper Networks ยังได้ประกาศเปิดตัว Access Point รุ่นใหม่ Mist AP43 ที่รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax อย่างแท้จริง โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ OFDMA และ MU-MIMO แบบ 4×4:4 ด้วยอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 2,400 Mbps และ 1,148 Mbps บนย่านความถี่ 5 GHz และ 2.4 GHz ตามลำดับ ที่สำคัญคือมีเสารับส่งสัญญาณสำหรับ BLE มากถึง 16 เสา เพื่อให้การติดตามและจับตำแหน่งของอุปกรณ์มีความแม่นยำถึงขีดสุด

Mist AP43 สามารถบริหารจัดการได้ผ่านระบบ Cloud โดยไม่จำเป็นต้องมี Controller และมีการผสานเทคโนโลยี AI สำหรับเพิ่ม User Experience รวมไปถึงช่วยให้การวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาและดำเนินการแก้ไขเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Virtual BLE สำหรับให้บริการ Location Analytics อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.mist.com/wp-content/uploads/mist-ap43-datasheet.pdf

Juniper Networks เปิดให้บริการ Mist Cloud-managed Wi-Fi อย่างเป็นทางการในไทย ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อทีม Juniper Networks ประเทศไทย, ผู้จัดจำหน่าย และพาร์ทเนอร์เพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/juniper-networks-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-mist-cloud-managed-wi-fi-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2/

Juniper Networks เปิดให้บริการ Mist Cloud-managed Wi-Fi อย่างเป็นทางการในไทย

Juniper Networks ผู้นำด้านนวัตกรรมเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย ประกาศเปิดให้บริการ Mist ระบบเครือข่ายไร้สายอัจฉริยะที่ผสานเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ Wi-Fi อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมเปิดตัว Access Point รุ่นใหม่ที่รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 ผู้ที่สนใจสามารถทีม Juniper Networks ประเทศไทยเพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันที

Juniper Networks ควบรวมกิจการ Mist Systems นำ AI สู่ระบบ Wi-Fi

Mist Systems เป็นผู้ให้บริการ Cloud-managed Wireless Networks รายแรกของโลกที่ผสานเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) เข้าไปยังแพลตฟอร์มของตนเพื่อรับประกันประสิทธิภาพในการใช้งาน รวมไปถึงช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถวิเคราะห์และหาทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกจุดและรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้มีลูกค้าผู้ใช้บริการระบบ Cloud-managed Wi-Fi ของ Mist Systems ในทุกอุตสาหกรรม เช่น Walmart อุตสาหกรรมค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ติดตั้ง AP กว่า 50,000 เครื่องทั่วประเทศ หรือ T-Mobile หนึ่งในผู้บริการโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เป็นต้น

Juniper Networks ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Mist Systems เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วยมูลค่าราว $405 ล้าน (ประมาณ 12,960 ล้านบาท) ซึ่งขณะนี้ดำเนินการควบรวมกิจการเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมให้บริการโซลูชัน Cloud-managed Wi-Fi แก่ลูกค้าทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) แล้ว

ผสานเทคโนโลยี AI รับประกันประสิทธิภาพ Wi-Fi

Mist เป็นโซลูชันระบบเครือข่ายไร้สายแบบ Cloud-managed Wi-Fi อย่างแท้จริง ซึ่งถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Microservices” กล่าวคือ มีการแยก Service หรือ Engine ต่างๆ ออกจากกัน ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาและอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือในกรณีที่ Service/Engine ใดมีปัญหาก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อ Service/Engine อื่นๆ ในขณะที่ Cloud-managed Wi-Fi ทั่วไปมักเป็นการนำ Wireless Controller ที่มีอยู่แล้วโยนขึ้น Cloud แล้วให้บริการเสมือนเป็น Controllerless

Mist Cloud-managed Wi-Fi ผสานเทคโนโลยี AI สำหรับรวบรวมข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้และอุปกรณ์ต่างๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ Wi-Fi ค้นหาต้นตอของปัญหา รวมไปถึงปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ เหล่านี้ช่วยรับประกันประสิทธิภาพการใช้ระบบ Wi-Fi ให้ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ

คุณสมบัติเด่นของเทคโนโลยี AI ของ Mist ได้แก่

  • ใช้แนวคิด Service Level Expectation (SLE) สำหรับการันตีประสิทธิภาพของ Wi-Fi โดยผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดตัวแปรต่างๆ เช่น Roaming, Time to connect, Coverage, Capacity, Throughput ว่าต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นแล้วให้แจ้งเตือน
  • สามารถดูรายละเอียดเชิงลึกของระบบ Wi-Fi เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาและตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ ช่วยให้การวิเคราะห์และรับมือกับเหตุไม่พึงประสงค์ทำได้ง่ายขึ้น
  • ตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติบนระบบ Wi-Fi พร้อมแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ
  • เรียนรู้การใช้ Wi-Fi ในแต่ละวันแล้วนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อปรับแต่งช่องสัญญาณและกำลังส่งโดยอัตโนมัติ ช่วยให้การใช้งานในวันถัดไปมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
  • มีระบบ Virtual Assistant เรียกว่า “Marvis” สำหรับตอบคำถาม (คล้าย Siri หรือ Cortana) เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบหรือผู้บริหารที่ไม่เชี่ยวชาญด้านเทคนิค

ให้บริการ Location Analytics ด้วยเทคโนโลยี Virtual Bluetooth LE

นอกจากบริการอัปโหลดและแสดงผลสถานะของ Access Point รวมไปถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบน Floor Plan แบบเรียลไทม์แล้ว Mist ยังสามารถแสดงผลการใช้งานในรูปของ Throughput หรือจำนวนผู้ใช้ในบริเวณต่างๆ ของ Floor Plan ได้อีกด้วย ทีมการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อทำ Marketing Campaign ให้มีประสิทธิผลได้

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญของ Mist Cloud-managed Wi-Fi คือ สิทธิบัตรเทคโนโลยี Virtual Bluetooth LE ซึ่งช่วยแปลง Access Point ให้เป็นตัวส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์พกพาของผู้ใช้เมื่อเข้ามาอยู่ในบริเวณที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าเดินมาเข้ามาในร้านขายอุปกรณ์กีฬา Access Point ที่อยู่ใกล้ที่สุดจะยิงสัญญาณ BLE ไปยังสมาร์ตโฟนเพื่อให้แอปพลิเคชันที่ใช้ SDK ของ Mist แสดงผลโปรโมชันหรือแคมเปญการตลาดต่างๆ ของร้านค้าได้ นอกจากนี้ Mist ยังใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการให้บริการติดตามทรัพย์สิน ซึ่งสามารถแสดงผลบน Floor Plan ได้อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.juniper.net/us/en/products-services/wireless/mist/

เปิดตัว Mist AP43 มาตรฐาน Wi-Fi 6

Juniper Networks ยังได้ประกาศเปิดตัว Access Point รุ่นใหม่ Mist AP43 ที่รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax อย่างแท้จริง โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ OFDMA และ MU-MIMO แบบ 4×4:4 ด้วยอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 2,400 Mbps และ 1,148 Mbps บนย่านความถี่ 5 GHz และ 2.4 GHz ตามลำดับ ที่สำคัญคือมีเสารับส่งสัญญาณสำหรับ BLE มากถึง 16 เสา เพื่อให้การติดตามและจับตำแหน่งของอุปกรณ์มีความแม่นยำถึงขีดสุด

Mist AP43 สามารถบริหารจัดการได้ผ่านระบบ Cloud โดยไม่จำเป็นต้องมี Controller และมีการผสานเทคโนโลยี AI สำหรับเพิ่ม User Experience รวมไปถึงช่วยให้การวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาและดำเนินการแก้ไขเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Virtual BLE สำหรับให้บริการ Location Analytics อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.mist.com/wp-content/uploads/mist-ap43-datasheet.pdf

Juniper Networks เปิดให้บริการ Mist Cloud-managed Wi-Fi อย่างเป็นทางการในไทย ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อทีม Juniper Networks ประเทศไทย, ผู้จัดจำหน่าย และพาร์ทเนอร์เพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/juniper-officially-introduces-mist-cloud-managed-wi-fi-in-thailand/