คลังเก็บป้ายกำกับ: AI

VISA เผยใช้ AI คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าธุรกรรมไหนมีความเสี่ยงต่อการโกง

เราได้เห็นการใช้งาน AI กันในหลายด้าน โดยเฉพาะในสมาร์ทโฟนถูกนำไปใช้ไม่ว่าจะเรื่องกล้อง หรือการปรับแต่งการใช้พลังงาน แต่ความสามารถของ AI ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ปัจจุบันถูกนำไปใช้งานในหลากหลายอุปกรณ์และอุตสาหกรรมมากๆ รวมไปถึงในฝั่งธุรกรรมธนาคารต่างๆ ล่าสุดทาง VISA ก็ได้เปิดเผยว่าใช้ AI ในการตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง และป้องกันการสูญเสียไปได้หลายแสนล้านบาทเลยทีเดียว

AI ที่ใช้ในการตรวจสอบธุรกรรมของ VISA นี้มีชื่อว่า Visa Advanced Authorisation (VAA) ซึ่งจะนำเอาทุกธุรกรรมมาผ่านการตรวจสอบประเมินตามข้อกำหนดต่างๆรวมกว่า 500 ข้อ เพื่อประเมินคะแนนความเสี่ยง และแชร์กลับไปให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์อีกครั้งว่าจะอนุมัติหรือปฎิเสธรายการนั้นๆต่อไป โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา VAA ได้ทำการตรวจสอบไปแล้วมากกว่า 127,000 ล้านรายการระหว่างร้านค้าและสถานบันการเงินบน VisaNet ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อยที่ระบบสามารถแยกธุรกรรมที่ดีกับไม่ดีออกจากกันได้อย่างแม่นยำ และมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ในระหว่างที่มีธุรกรรมเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวินาที หากมีความผิดพลาดขึ้นมา ก็อาจจะทำให้ผู้ถือบัตรเกิดความลำบากสับสนจนไม่อยากใช้งานได้นั่นเอง ตามงานวิจัยที่เคยทำไว้ระบุว่าราว 51% ของผู้ถือบัตร ถ้าเกิดมีการปฎิเสธธุรกรรมที่ผิดพลาดก็จะทำให้ผู้ถือบัตรเปลี่ยนไปใช้งานการ์ดอีกใบทันที ไม่รอให้รูดใหม่อีกครั้ง

evolution of payment security

วิวัฒนาการของความปลอดภัยทางการจ่ายเงิน ซึ่งในยุคที่ 4 ทางจะมีเรื่องของการยืนยันตัวตนทางชีวภาพ (Biometrics), Artificial Intelligence (AI), และข้อมูล (Data) มาร่วมด้วย ซึ่งทาง Visa มีวิสัยทัศน์ที่จะลดเรื่องการโกงให้น้อยกว่าปัจจุบันที่น้อยอยู่แล้วให้ลงไปอีกเท่าตัวให้ได้

ด้วย VAA ที่ใช้ AI มาประเมินผลนี้ช่วยทำให้สถานบันการเงินต่างๆ ป้องกันการสูญเสียจากการโกงได้สูงถึงปีละ $25 billion ต่อปี หรือราวแปดแสนล้านบาทเลยทีเดียว

from:https://droidsans.com/visa-ai-vaa-prodictive-analytics/

โฆษณา

AutoDraw | ของเล่นใหม่จาก Google ที่จะเปลี่ยนภาพวาดยึกยือของเราให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยระบบ AI

ระบบ AI ใหม่ล่าสุดของ Google อาจทำให้ฝันของผู้ที่ชื่นชอบการวาดภาพแต่ไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เป็นจริงเสียที เมื่อระบบ AI ดังกล่าวจะเข้ามาช่วยปรับแต่งภาพบิดๆ เบี้ยวๆ ที่เราวาด ให้กลายมาเป็นภาพลายเส้นที่สวยขึ้น และดูรู้เรื่องมากขึ้นกว่าเดิม โดยเครื่องมือดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า AutoDraw ที่ใช้ได้ฟรีๆ ผ่านเว็บไซท์ทั้งบนคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนทั่วไป

ซอฟต์แวร์ดังกล่าวนั้นจะใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่เราพบเจอในเกม Quick, Draw ที่ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นโดย Google เอง โดยเกมดังกล่าวจะให้เราวาดภาพสิ่งที่กำหนดภายในเวลา 20 วินาที และจะให้ AI เป็นคนทายว่าเราวาดอะไร ซึ่งเจ้า AI นั้นก็จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาเล่นเกม และก็จะสามารถทายได้แม่นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งทาง Google ก็ได้นำเจ้า AI แบบเดียวกันนี้แหละ.. มาช่วยเดาภาพที่เราวาดใน AutoDraw ว่ามันน่าจะเป็นอะไร เพื่อที่จะได้ช่วยเลือกภาพสำเร็จรูปที่มีอยู่แล้วมาใช้แทนนั่นเอง

วิธีเล่นก็ง่ายๆ แค่เราเข้าไปที่เว็บไซท์ autodraw.com และเริ่มวาดรูปสิ่งที่เราต้องการ จากนั้นแถบเครื่องมือด้านบนก็จะโผล่ขึ้นมาแนะนำว่าเรากำลังจะวาดรูปอะไร ก็ให้เราเลือกภาพสำเร็จรูปจากแถบดังกล่าวได้เลย เมื่อได้ภาพที่พอใจแล้ว เราก็สามารถแต่งเติมสีสัน เปลี่ยนที่ ลงสี ขยาย หรือหด ภาพนั้นได้ด้วยเครื่องมือทางซ้าย (ถ้าใช้มือถือ เครื่องมือจะเป็นไอคอนวงกลมอยู่ตรงมุมซ้ายล่างของจอ)

เมื่อวาดเส้นยึกยือออกมาแบบนี้ ก็จะมีแถบแนะนำขึ้นมาด้านบนว่าเราพยายามจะวาดอะไร

มีตัวช่วยในการวาดรูปได้ง่ายๆ แบบนี้แล้ว ต่อให้ใครวาดรูปไม่เก่งแค่ไหนก็น่าจะสามารถสร้างภาพวาดที่ตัวเองต้องการจะสื่อออกมาได้แล้วล่ะ.. ไหนใครวาดรูปอะไรกันบ้าง ลองเอามาแชร์ให้ดูกันหน่อยนะครับ

 

ที่มา: digitalsynopsis

from:https://droidsans.com/google-autodraw-ai-experiment/

Adobe สร้าง AI ช่วยตรวจจับใบหน้าที่ถูกแก้ไขด้วย Photoshop

เทคโนโลยี AI ได้สร้างความกังวลให้กับชาวโลกมากขึ้น เนื่องจากถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างรูปภาพและวีดีโอปลอมที่เหมือนจริงจนยากที่จะดูออก อย่างไรก็ตาม AI ก็ช่วยตรวจจับใบหน้าที่ถูกปลอมแปลงได้เช่นกัน

Adobe ได้ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จาก UC Berkeley เพื่อใช้ Machine Learning มาช่วยตรวจจับใบหน้าที่ถูกแก้ไขด้วย Liquify ของ Photoshop ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยปรับแต่งโครงสร้างใบหน้า รวมถึงการแสดงออกทางสีหน้า

อัลกอริทึมที่ Adobe และ UC Berkeley ร่วมกันสร้างขึ้น สามารถตรวจจับใบหน้าที่ถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการเชิญอาสาสมัครมาทดสอบตรวจจีบใบหน้าด้วยตาเปล่า เปรียบเทียบกับการตรวจจับด้วย AI พบว่าอาสาสมัครสามารถตรวจจับใบหน้าที่ถูกแก้ไขได้เพียง 53% ขณะที่ AI ตรวจจับได้ถึง 99% และยังสามารถแนะนำวิธีแก้ไขภาพให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะถูกแก้ไข

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือตรวจจับใบหน้านี้ ยังอยู่ในก้าวแรกของงานวิจัยเท่านั้น

ที่มา – The Verge
https://www.flashfly.net/wp/255620

from:https://www.flashfly.net/wp/255620

อบรมฟรี ! Software-Defined Cameras นิยามใหม่ของกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ

ความอัจฉริยะ คือหนึ่งในกุญแจสำคัญขับเคลื่อนความก้าวหน้าระดับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย หัวเว่ย Software-Defined Cameras ไม่เพียงรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทั่วไปเท่านั้น แต่หัวเว่ยยังพัฒนาแอพพลิเคชั่นตลอดจนอัลกอริธึ่มต่างๆอย่างต่อเนื่องนำมาสู่ระบบวิเคราะห์อันชาญฉลาดด้วยเทคโนโลยี AI ในสถานการณ์ความปลอดภัยที่หลากหลาย

โดยหัวเว่ยได้จัดอบรมแบบ Webinar ในวันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2562 เวลา 14:00-15:00 น. ทุกท่านสามารถลงทะเบียนเข้ารับการอบรมเรื่องราว Software-Defined Cameras ได้ฟรีที่ – ลงทะเบียนทันที

หัวข้อการอบรม 1 ชั่วโมงนี้ท่านจะได้ทราบข้อมูลใน 3 องค์ประกอบต่างดังนี้

1. การพัฒนาของอุตสาหกรรมกล้องวงจรปิด

อุตสาหกรรมกล้องวงจรปิดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของความอัจฉริยะ และเริ่มวิวัฒนาการจากกล้องที่มีคุณสมบัติเพียงอย่างเดียวสู่กล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่มีความสามารถหลากหลาย รองรับการใช้งานได้ตามความต้องการ ยกตัวอย่างเช่น กล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่มาพร้อมกับ “ระบบสั่งการล้ำยุค” เพื่อช่วยลดภาระงานให้กับผู้ปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพต่อราคาที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม

2. เทคโนโลยี Software-Defined Camera คืออะไร และจำเป็นแค่ไหนต่อธุรกิจ

Software-Defined Camera คืออะไร มีขั้นตอนการประมวลผลจากข้อมูลเพียงที่เดียวสู่การประมวลผลข้อมูลที่มีหลากหลายมิติได้อย่างไร และเทคโนโลยีเอไอเข้ามาช่วยบริหารจัดการแทนแรงงานมนุษย์ได้อย่างไร

3. ทำไมต้องเลือก หัวเว่ย Software-Defined Cameras

หัวเว่ย Software-Defined Camera ผสานการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีล้ำยุค เช่น ผู้ช่วยเอไอ, มุมมองภาพแบบหลากหลายมิติ และการหลอมรวมการทำงานของเครือข่ายที่กว้างขึ้น ตลอดจนรองรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอัลกอริธึ่มและแอพพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตัวกล้องที่มีดีไซน์สวยงาม ทันสมัย สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับระบบการดูแลความปลอดภัย

สำหรับผู้ลงทะเบียน มีสิทธิ์ลุ้นรับของที่ระลึกและหูฟังไร้สายจากทางหัวเว่ยอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/software-defined-cameras/

เชิญร่วมงานสัมมนา AI & Big Data ประจำปี 2019 ที่จะเปิดประสบการณ์ของคุณ

งานสัมมนา 2 วัน ที่จะทำให้คุณเข้าใจพลังมหาศาลของ AI และ Big Data ในองค์กรเห็นตัวอย่างจริง ของการทำ AI แบบง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยี ที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจคุณ

หัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation คือการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาประยุกต์ใช้ในองค์กร และองค์ประกอบสำคัญของ AI ก็คือการที่จะต้องมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) แล้วใช้ Machine Learning มาเป็นอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งความถูกต้องของ AI อยู่ที่การมีข้อมูลที่มากพอ และการใช้อัลกอริทึมอย่าง Deep Learning ที่สามารถจำลองโมเดลของ Neural Networks ที่ใหญ่ขึ้นได้ (โดยต้องมีระบบประมวลผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น) ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะสามารถพัฒนาโมเดลที่ซับซ้อนขึ้น แต่หากยังขาดข้อมูลที่ไม่มากพอหรือไม่มีระบบประมวลขนาดใหญ่ ก็ยากที่จะได้ AI ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม

AI คืออะไร จะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นองค์กรแบบ AI ได้อย่างไร มาหาคำตอบกันได้ในงานสัมมนาเชิงปฎิบัติการครั้งนี้ ที่มีรูปแบบการสัมมนาที่แตกต่างกับงานทั่วๆไป โดยผู้ร่วมสัมมนาจะได้ฟังการบรรยายในวันแรกที่จะเน้นเรื่องราววิวัฒนาการของ AI ความหมายของ AI ประโยชน์ของ AI และความสัมพันธ์กับ Big Data รวมถึงแนวทางการเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่ยุค AI ซึ่งเป็นการบรรยาย กึ่งอบรม พร้อมทั้งมีการสาธิตระบบ AI ต่างๆประกอบ จากนั้นในวันที่สองจะแบ่งเป็น 2 ห้องโดยห้องแรกจะเป็นการบรรยายในหัวข้อต่างๆทั้งด้าน AI และ Big Data และห้องที่สองจะเป็นการบรรยายกึ่งปฎิบัติการในการสร้างระบบ AIต่างๆในองค์กร ที่จะแสดงให้เห็นว่าการทำ AI ในปัจจุบันง่ายมากๆจนใครๆ ก็ทำได้

สุดท้ายผู้เข้าอบรมยังสามารถจะสัมผัสและทดลองกับระบบ AI จริงที่นำมาแสดงในงาน อาทิเช่น Smart Speaker, Smart Home, ChatBotหรือ Smart Vision

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.imcinstitute.com/ai2019

from:https://www.enterpriseitpro.net/seminar-ai-and-bigdata-2019/

Robert Downey Jr. ประสบการณ์หลอมให้คิดหล่อ ขอช่วยโลกด้วย AI และหุ่นยนต์

แม้จะสวมบทฮีโร่ในภาพยนตร์ Iron Man แต่ Robert Downey Jr. ก็ต้องการช่วยเหลือโลกในชีวิตจริงด้วย ความพิเศษคือ Downey Jr. ตั้งความหวังให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ AI และเครื่องกลหุ่นยนต์เป็นอาวุธหลักในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน คาดว่าวิสัยทัศน์ของหนุ่ม Downey Jr. จะเป็นรูปร่างได้ภายในปีหน้า

Downey Jr. เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากการรับบท Tony Stark มหาเศรษฐีเพลย์บอยผู้ใจบุญที่สวมชุด Iron Man ในภาพยนตร์ Iron Man ออกมาช่วยเหลือโลกให้พ้นภัยจากวายร้ายในจักรวาลมาร์เวลอย่าง Thanos แต่ในชีวิตนอกจอ Downey Jr. ตัวจริงแสดงจุดยืนต้องการช่วยโลกของตัวเองโดยขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม RE:MARS (ย่อมาจาก Machine Learning, Automation, Robotics and Space) ที่ Amazon จัดขึ้นในลาสเวกัส เพื่อประกาศรายละเอียดองค์กรใหม่ที่เขาตั้งขึ้นเองในชื่อว่า Footprint Coalition

เป้าหมายของ Footprint Coalition คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีเพื่อช่วยโลกจากภัยมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ขยายผลจากการที่ Downey Jr. ได้พบกับและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่จุดประกายความคิด จนเกิดการรวมกลุ่มในโครงการนี้โดยที่ Downey Jr. ไม่ได้แสดงตัวแทนที่ผู้เชี่ยวชาญ แต่จะใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองเรื่องความสัมพันธ์กับผู้คนหรือ connection ที่จะเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายให้มาพบกันเพื่อร่วมมือกันสางปมปัญหาวิกฤติโลกร้อนก่อนที่จะสายไป

ให้ชื่อเสียงช่วยโลก

ก้าวใหม่ของ Downey Jr. เกิดขึ้นตามรอยเซเลบฯนักกิจกรรมชื่อดังอย่าง Leonardo DiCaprio และ Gisele Bündchen เพราะเป็นการใช้ชื่อเสียงในฐานะนักแสดงเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อม บนเวที re:MARS หนุ่ม Downey Jr. พูดตรงไปตรงมาถึงบทบาท Tony Stark และปัญหาชีวิต ก่อนจะประเมินว่าโครงการ Footprint Coalition จะเปิดตัวในเดือนเมษายน 2020 ซึ่งหลังจากนั้นเราจะได้เห็นหุ่นยนต์และเทคโนโลยีช่วยทำความสะอาดโลกใบนี้

ต่อหน้าผู้ฟังที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI, นักบินอวกาศ และหน่วยงานด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ Downey Jr. เรียกเสียงปรบมือได้เกรียวกราว เขาไม่ได้เสแสร้งว่ามีภูมิรู้เหมือนผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ แต่ Downey Jr. หวังว่าจะใช้ทักษะที่มีเป็นตัวเชื่อมโยงผู้มีอิทธิพลหลายด้าน เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เอาชนะอุปสรรคที่มักพบในระบบหน่วยงานรัฐ

เป้าหมายของโครงการ Footprint Coalition คือการย้อนรอยติดตาม carbon footprint หรือการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยใช้ AI หุ่นยนต์และเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ Downey Jr. ยอมรับว่าแรงผลักดันให้เขามีส่วนร่วมในโครงการ คือประสบการณ์ 11 ปีในฐานะนักแสดงหลักของจักรวาล Marvel Universe ตลอดเวลา Downey Jr. เข้าใจตัวละคร Tony Stark ที่เปลี่ยนจาก “นักหาประโยชน์จากสงครามที่ไร้จิตใจ” มาเป็น “คนที่เต็มใจเสียสละตนเองเพื่อผลประโยชน์ของชุมชน”

Downey Jr. เล่าถึงเหตุการณ์ที่มาของโครงการว่าได้พบกับผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมในงานเลี้ยงอาหารค่ำงานหนึ่งช่วง 6 เดือนที่แล้ว เขาสนใจมากเมื่อผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการใช้หุ่นยนต์กับเทคโนโลยี อาจจะทำให้มนุษย์สามารถ “ทำความสะอาดโลก” ได้อย่างชัดเจนภายใน 10 ปี

แม้ว่า AI และหุ่นยนต์จะช่วยปัดกวาดมลพิษโลกได้ไม่ทั้งหมด แต่ Downey Jr. ก็พอใจแล้วที่ได้เริ่มต้น Downey Jr. รู้ว่าความเป็นเซเลบฯของตัวเองทำให้เขาสามารถเข้าถึงผู้คนได้ทุกประเภท ทำให้เขาพร้อมจะผลักดันโครงการนี้ และเริ่มรวบรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำให้ฝันเป็นจริง โดยยินดีที่จะอุทิศชีวิต 11 ปีข้างหน้า เพื่อให้ตัวเขาที่จะมีอายุ 65 ปีในเวลานั้นได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลก

“ผมอุทิศตัวเองเพื่อทำสิ่งที่อาจเล็กน้อยมากในการสร้างประโยชน์ให้โลกตามที่กล่าวไป ไม่ว่าโครงการนี้จะล้มเหลวหรือไม่ แต่นี่ก็ยังคงเป็นความคิดที่ดีที่สุดที่ผมเคยมี”

อินกับบท Iron Man?

สื่อบางสำนักหยอก Downey Jr. ว่า Tony Stark จะต้องภูมิใจแน่ถ้าได้รู้ว่า Downey Jr. อินกับบทบาทเขาจนลุกขึ้นมาประกาศพันธกิจช่วยโลก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Downey Jr. อินกับบทจนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ Downey Jr. เคยประสบปัญหายาเสพติดรุนแรงหลังจากแจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Less than zero ภาพยนตร์นี้ Downey Jr. รับบทเป็นลูกเศรษฐีที่ชีวิตตกต่ำจากยาเสพติด ว่ากันว่าความอินกับบทภาพยนตร์มากเกินไปทำให้ Downey Jr. เริ่มกลับมาใช้ยาเสพติดในชีวิตจริง หลังจากถูกพ่อชักชวนให้ลองเสพกัญชาครั้งแรกตอนอายุ 6 ขวบ

หนูน้อย Downey Jr. เกิดในปี 1965 ที่เมืองนิวยอร์ค คุณแม่เป็นนักแสดงขณะที่คุณพ่อเป็นทั้งนักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ ตามประวัติพบว่า Downey Jr. เริ่มอาชีพนักแสดงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และถูกพ่อนักเล่นยาชักชวนให้ลองเสพกัญชาครั้งแรกตอนอายุ 6 ขวบ ภายหลัง Downey Jr. ยอมรับว่าช่วงเวลาเดียวที่เขารู้สึกว่าได้รับความรักจากพ่อ คือช่วงที่เสพกัญชาด้วยกัน

พ่อและแม่แยกทางกันเมื่อ Downey Jr. อายุ 11 ปี แม้ชีวิตในวัยเด็กอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่น่าจดจำ แต่หนูน้อย Downey Jr. มุ่งมั่นกับความฝันในการเป็นนักแสดง กระทั่งช่วงมัธยมปลาย Downey Jr. ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาเป็นนักแสดงเต็มตัว และแจ้งเกิดผ่านบทลูกเศรษฐีขี้ยาในภาพยนตร์ Less than zero เมื่ออายุได้ 22 ปี นับแต่นั้น Downey Jr. ก็ประสบความสำเร็จในอาชีพนักแสดงจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกจากบทชาลี แชปลิน มีงานแสดงมากขึ้นแต่ปัญหายาเสพติดก็ยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตไม่ไปไหน

Downey Jr. ถูกจับขณะเมายา เปลือยกายขับรถ และพกพาอาวุธปืนเมื่ออายุได้ 31 ปี เวลานั้นศาลสั่งรอลงอาญาโดย Downey Jr. ต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่เพราะไม่ไปรายงานตัวตามกำหนด จึงถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน หลังจากออกจากคุก ชีวิตของ Downey Jr. ตกต่ำสุดขีด มีปัญหาทั้งเรื่องครอบครัวและอาชีพนักแสดง จนกระทั่งอายุ 38 ปี หนุ่มใหญ่ Downey Jr. ตัดสินใจเลิกใช้ยาอย่างจริงจัง

ปี 2008 ภาพยนตร์ Iron Man ภาคแรกทำรายได้ 18,700 ล้านบาท จากทุนสร้าง 4,500 ล้านบาท ปัจจุบัน Downey Jr. กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก คาดว่าการแสดงภาพยนตร์ 1 เรื่อง Downey Jr. ทำเงินได้สูงถึง 2,560 ล้านบาท.

ที่มา: : Fastcompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/robert-downey-jr-experience-ai/

AI & Big Data 2019 โดยสถาบัน IMC เปิดให้สมัครลงทะเบียนแล้ว

งานสัมมนา 2 วันที่จะทำให้คุณเข้าใจพลังมหาศาลของ AI และ Big Data ในองค์กร เห็นตัวอย่างจริงของการทำ AI แบบง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจคุณ

หัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation คือการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาประยุกต์ใช้ในองค์กร และองค์ประกอบสำคัญของ AI ก็คือการที่จะต้องมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) แล้วใช้ Machine Learning มาเป็นอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งความถูกต้องของ AI อยู่ที่การมีข้อมูลที่มากพอ และการใช้อัลกอริธึมอย่าง Deep Learning ที่สามารถจำลองโมเดลของ Neural Networks ที่ใหญ่ขึ้นได้  (โดยต้องมีระบบประมวลผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น) ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะสามารถพัฒนาโมเดลที่ซับซ้อนขึ้น แต่หากยังขาดข้อมูลที่ไม่มากพอหรือไม่มีระบบประมวลขนาดใหญ่ ก็ยากที่จะได้ AI ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม

AI คืออะไร จะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นองค์กรแบบ AI ได้อย่างไร  มาหาคำตอบกันได้ในงานสัมมนาเชิงปฎิบัติการครั้งนี้ ที่มีรูปแบบการสัมมนาที่แตกต่างกับงานทั่วๆไป โดยผู้ร่วมสัมมนาจะได้ฟังการบรรยายในวันแรกที่จะเน้นเรื่องราววิวัฒนาการของ AI ความหมายของ AI ประโยชน์ของ AI และความสัมพันธ์กับ Big Data รวมถึงแนวทางการเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่ยุค AI ซึ่งเป็นการบรรยาย กึ่งอบรม พร้อมทั้งมีการสาธิตระบบ AI ต่างๆประกอบ  จากนั้นในวันที่สองจะแบ่งเป็น 2 ห้อง โดยห้องแรกจะเป็นการบรรยายในหัวข้อต่างๆทั้งด้าน AI และ Big Data  และห้องที่สองจะเป็นการบรรยายกึ่งปฎิบัติการในการสร้างระบบ AI ต่างๆในองค์กร ที่จะแสดงให้เห็นว่าการทำ AI ในปัจจุบันง่ายมากๆจนใครๆ ก็ทำได้

สุดท้ายผู้เข้าอบรมยังสามารถจะสัมผัสและทดลองกับระบบ AI  จริงที่นำมาแสดงในงาน อาทิเช่น Smart Speaker, Smart Home, ChatBot หรือ Smart Vision



สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.imcinstitute.com/ai2019

from:https://www.techtalkthai.com/ai-and-big-data-2019-by-imc/