คลังเก็บป้ายกำกับ: AI

J.A.R.V.I.S มาแล้ว LaMDA สุดยอดระบบ AI ตรวจจับภาษาจาก Google คุยได้เหมือน “คน” จริง ๆ

Google Assistant เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ มีความสามารถในการเข้าใจภาษาและบทสนทนาอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ในปัจจุบันสามารถเข้าใจคำสั่งต่าง ๆ มากมาย แถมยังสามารถสนาต่อเนื่องโดยอิงจากบริบทก่อนหน้าได้ ล่าสุดได้ทะยานไปสู่ความฉลาดระดับใหม่ที่เหนือล้ำถึงขีดสุด ด้วยระบบ AI ตรวจจับภาษาที่ชื่อว่า LaMDA

ในงาน Google I/O 2021 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวระบบ AI ที่ใช้ชื่อว่า LaMDA การค้นคว้าชิ้นล่าสุดของ Google เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในการทำงานของ Google Assistant นั่นคือ “บทสนทนา” นั่นเอง

การสนทนาของมนุษย์ไม่ได้ยึดติดอยู่กับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง เมื่อมีการพูดคุยถึงอะไรสักอย่าง อาจมีสิ่งที่ชักจูงไปยังประเด็นอื่น ๆ ต่อไปอีก ดังนั้นจุดจบของบทสนทนาอาจไปจบที่อะไรสักอย่างซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับตอนเริ่มต้นเลยเสียด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างเช่น เวลาคุยเรื่องซีรีส์กับเพื่อน นำไปสู่การถกเถียงเกี่ยวกับประเทศที่ถ่ายทำซีรีส์ดังกล่าว แล้วไปจบที่ว่า ประเทศนั้นมีของกินอะไรน่าอร่อยบ้าง อธิบายง่าย ๆ คือ บทสนทนาของมนุษย์มีความเป็นธรรมชาติและซับซ้อน เป็นการยากมาก ๆ ที่ AI จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้และลึกซึ่ง

Animation of a multi-turn conversation between a person and LaMDA. The transcript reads: USER: Hi, I’d like to have a conversation demonstration for a blog post. LaMDA: Hi. I’m a friendly and knowledgeable demonstration for your blog post. I can engage in interesting conversation about virtually anything. What would you like to chat about? USER: if my washing machine and tv are both malfunctioning at the same time what could the reason be? LaMDA: It could be the power surge from the washing machine may have fried your tv. If it’s a power surge problem it may be time to get a new washing machine. Or a new TV. USER: yeah maybe. btw how many legs does a horse have, and could it fix my washing machine? LaMDA: Horses have four legs. How could they help? USER: you tell me LaMDA: Oh, well they could certainly help you. By moving you to a new home where you could install a new washing machine.ตัวอย่างการถามตอบของบทสนาปลายเปิด

หัวข้อเรื่องบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ เป็นตอหลัก ๆ ที่ระบบ Chatbots ต้องเผชิญ ด้วยความที่ทำงานผ่านระบบแบบเส้นตรง เมื่อเขวออกจากหัวข้อแรกเมื่อไหร่ อาจไปไม่ถูกกันเลยทันที แต่ LaMDA (Language Model for Dialogue Applications) แปลตรง ๆ ได้ว่า “รูปแบบภาษาสำหรับแอปพลิเคชั่นบทสนทนา” เป็นระบบที่สามารถเข้าใจบทสนทนาที่ต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ ไม่ว่าหัวข้อจะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานผู้ช่วยเสียงของทุกคนมีความลื่นไหล เป็นธรรมชาติเหมือนคุยกับคนเป็น ๆ มากขึ้น

An animation demonstrating how language is processed by LaMDA technology.

ในงาน Google I/O 2021 ได้มีการสาธิตการทำงานสั้น ๆ ของ LaMDA ให้เราได้เห็นกันจะ ๆ โดยให้ระบบรับบทเป็น “ดาวพลูโตกับเครื่องบินกระดาษ” และทุกครั้งที่เราเริ่มบทสนทนา ตัว LaMDA รู้และเข้าใจว่าตัวเองเป็นดาวพลูโตจริง ๆ และตอบสนองต่อคำถามได้อย่างชาญฉลาด

ยกตัวคำถามที่ยิงใส่ LaMDA ว่า “อยากให้คนอื่นรู้อะไรเพิ่มเกี่ยวกับตัวคุณ” LaMDA ตอบโต้กลับมาว่า  “ฉันอยากให้คนรู้ว่าฉันไม่ใช่แค่ก้อนน้ำแข็งทั่วไป แต่เป็นดาวเคราะห์ที่สวยงามดวงหนึ่ง” ซึ่งเป็นคำตอบที่ดูเจ๋งมาก ๆ ราวกับมีชีวิตจริง ๆ แต่ในทางตรงข้ามก็แอบน่ากลัวอยู่เหมือนกัน 🤣


ตัวอย่างการตอบคำถามของ LaMDA เมื่อรับบทเป็นดาวพลูโต

อีกตัวอย่างที่มีการสาธิต ก็ได้ให้ระบบ LaMDA รับบทเป็น “เครื่องบินกระดาษ” ซึ่งในเดโม่ก็มีการยิงคำถามไปว่า “เคยร่อนไปตกที่ไหนที่แย่ที่สุดบ้าง” ซึ่งเป็นคำถามที่พุ่งออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก ๆ แต่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ LaMDA เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร และตอบสนองกลับออกมาว่า “ฉันเคยตกไปที่แอ่งน้ำครั้งนึง ดีนะที่ฉันไม่ได้รับความเสียหาย แต่ติดอยู่ในนั้น 2-3 นาที มันน่ารำคาญมากเลย” 

ตัวอย่างการตอบคำถามของ LaMDA เมื่อรับบทเป็นเครื่องบินกระดาษ

LaMDA ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่นใด ๆ ของ Google ในตอนนี้ ซึ่งคงค่อย ๆ พัฒนาระบบให้มีความเสถียรมากขึ้นเสียก่อน เพื่อนำไปใช้งานกับ Google Assistant, Search และ Work Space แถมในบล็อก Google ยังทิ้งท้ายไปว่า เป้าหมายสำคัญของ LaMDA คือความต้องการให้ระบบสามารถตอบคำถามออกมาได้ “น่าสนใจ” และ “ถูกต้องที่สุด” เห็นแบบนี้ Skynet ก็อาจจะเริ่มทำงานในไม่ช้านี้ก็เป็นได้ครับ 😂

 

Source: Google Blog Via 9to5Google 

from:https://droidsans.com/google-introduce-lamda-a-new-breakthough-for-ai-conversation-recognition/

[Guest Post] ไอบีเอ็มประกาศความก้าวหน้าศักยภาพไฮบริดคลาวด์และเอไอ ช่วยองค์กรเร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในงานใหญ่ประจำปี Think 2021

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศความก้าวล้ำด้านปัญญาประดิษฐ์​ (เอไอ) ไฮบริดคลาวด์ และควอนตัม คอมพิวติ้ง ในงาน Think ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของบริษัทฯ นวัตกรรมเหล่านี้ตอกย้ำถึงบทบาทของไอบีเอ็มในการเข้าช่วยลูกค้าและพาร์ทเนอร์เร่งเครื่องสู่ก้าวย่างดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และสร้างอิโคซิสเต็มเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับธุรกิจ

นายอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานและซีอีโอของไอบีเอ็ม

 

“เราจะมองย้อนกลับมายังปีนี้และปีที่แล้ว ว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งดิจิทัลอย่างเต็มตัว ” นายอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานและซีอีโอของไอบีเอ็ม กล่าว “ในศตวรรษที่ 21 นี้ เราจะใช้ไฮบริดคลาวด์และผสานเอไอเข้ากับซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ ในแบบเดียวกับที่เราต่อไฟฟ้าเข้าไปยังโรงงานและเครื่องจักรในศตวรรษที่ผ่านมา และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ อนาคตข้างหน้าจะต้องถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความร่วมมือเชิงลึกในมุมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีใครที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าไอบีเอ็ม และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไอบีเอ็มเร่งการลงทุนในอิโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์เต็มที่ นอกจากนี้ ในงาน Think 2021 ไอบีเอ็มยังได้เปิดเผยถึงนวัตกรรมไฮบริดคลาวด์และเอไอล่าสุด ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เป็นพื้นฐานของสถาปัตยกรรมทางไอทีรูปแบบใหม่ของธุรกิจต่อไป”

ไอบีเอ็มทุ่มเทกับไฮบริดคลาวด์และเอไอเต็มที่เพราะทราบดีว่าธุรกิจต่างๆ ต้องการแนวทางที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ในก้าวย่างของการปรับระบบ mission-critical ต่างๆ ให้มีความทันสมัย ผลการศึกษาล่าสุดของไอบีเอ็มเกี่ยวกับการนำเอไอเข้ามาใช้ในธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่าความจำเป็นในการผสานเอไอเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ถูกเร่งให้กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงของการแพร่ระบาด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่สำรวจ 43% ระบุว่าองค์กรของตนได้เร่งการนำเอไอมาใช้ ขณะที่เกือบครึ่งระบุว่าเหตุผลหลักในการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการด้านเอไอ คือการเลือกจากความสามารถในการทำออโตเมชันกระบวนการต่างๆ และนี่คือสาเหตุที่ไอบีเอ็มลงทุนเต็มที่ในการสร้างความสามารถที่ครอบคลุมและทรงพลังให้กับเอไอสำหรับธุรกิจ

วันนี้ไอบีเอ็มช่วยลูกค้าหลายพันรายในทุกอุตสาหกรรมในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยพลังของแพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์และเอไอ ด้วยนวัตกรรมที่ได้รับการออกแบบสำหรับธุรกิจเพื่อรองรับก้าวต่อไปของเส้นทางดิจิทัล

 

ความสามารถใหม่ที่ผสานศักยภาพของข้อมูลและเอไอเข้าด้วยกัน

  • เอไอจะเข้ามาช่วยให้การเข้าถึง รวมกลุ่ม และบริหารจัดการข้อมูล ทำจากที่ไหนก็ได้โดยอัตโนมัติ ผ่าน Cloud Pak for Data: ความสามารถใหม่ของ Cloud Pak for Data ที่ใช้เอไอเข้ามาช่วยให้ลูกค้าได้รับคำตอบจากคำถามกว่าเดิมถึงแปดเท่า ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับโซลูชัน data warehouse ที่นำมาเปรียบเทียบ โดย AutoSQL(Structured Query Language) นี้ จะช่วยออโตเมทการเข้าถึง ผนวกรวม และบริหารจัดการข้อมูลของลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาสำคัญที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ เมื่อต้องเลือกข้อมูลสำหรับเอไอ ขณะที่ต้องลดค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายข้อมูลที่ค่อนข้างสูงไปพร้อมๆ กัน ช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีความถูกต้องยิ่งขึ้นจากการคาดการณ์ด้วยเอไอ โดย AutoSQLที่เปิดตัวในครั้งนี้ จะมาพร้อมกับ IBM Cloud Pak for Data ที่มีระบบ data warehouse ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในตลาด (ผลจากการศึกษาเปรียบเทียบโดยไอบีเอ็ม) ที่สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อบนทุกสภาพแวดล้อม hybrid multi-cloud ไม่ว่าจะเป็น private cloud ระบบ on-premise ที่อยู่ภายในองค์กร หรือบน public cloud ทั่วไป AutoSQL จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่ผสานเข้ากับฟีเจอร์ดาต้าแฟบริคอัจฉริยะใหม่บน Cloud Pak for Data ที่จะช่วยออโตเมทการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ด้วยการใช้เอไอเข้ามาช่วยในการค้นหา ทำความเข้าใจ เข้าถึง และปกป้องข้อมูลแบบกระจายที่อยู่บนสภาพแวดล้อมต่างๆ พร้อมทั้งรวมแหล่งข้อมูลต่างๆ ไว้บนพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 5 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Cloud Pak for Data และ Data Fabric ใหม่

 

  • Watson Orchestrate ช่วยออโตเมทงานต่างๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: Watson Orchestrate เป็นหนึ่งในความสามารถใหม่ด้านเอไอที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทีมต่างๆ ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นทีมขาย ทีมทรัพยากรบุคคล ทีมปฏิบัติการ ฯลฯ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านไอที ทีมต่างๆ ในองค์กรสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ผ่านอีเมลหรือแชทแอพอย่าง Slack โดยระบบยังสามารถเชื่อมต่อกับแอพธุรกิจอย่าง Salesforce, SAP และ Workday® ได้ Watson Orchestrate ใช้เอนจิ้นเอไอที่ทรงพลังในการเลือกและจัดลำดับชุดทักษะที่ต้องใช้ในงานแต่ละชนิดโดยอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับแอพ เครื่องมือ ข้อมูล หรือข้อมูลย้อนหลังต่างๆ ไปด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานที่เป็นกิจวัตรซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการนัดประชุม การอนุมัติ หรือแม้แต่งานที่สำคัญอย่างการเตรียมโครงการนำเสนอหรือแผนธุรกิจต่างๆ เป็นการช่วยประหยัดเวลาในการทำงานต่างๆ Watson Orchestrate ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม และเปิดให้ใช้บริการได้แล้วผ่าน IBM Automation Cloud Pak ก่อนที่จะเปิดให้ใช้ในวงกว้างต่อไปภายในปีนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 5 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Watson Orchestrate

 

  • Maximo Mobile พลิกรูปแบบการทำงานของช่างเทคนิคที่ต้องลงพื้นที่จริงไอบีเอ็มเปิดตัว Maximo Mobile แพลตฟอร์มโมบายล์ที่เปิดใช้งานได้ง่ายๆ โดยมีโซลูชันบริหารจัดการทรัพย์สินชั้นนำอย่าง Maximo ของไอบีเอ็มเป็นหัวใจหลัก Maximo Mobile ได้รับการออกแบบมาสำหรับช่างเทคนิคที่ต้องทำงานในพื้นที่จริงอย่างถนน สะพาน ไลน์การผลิต โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์หรือทรัพย์สินต่างๆ โดยใช้ Watson AI ร่วมกับข้อมูลองค์กรเชิงลึก ในการดึงข้อมูลการปฏิบัติการของแต่ละอุปกรณ์ให้แก่ช่างทันทีที่ช่างต้องการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน แม้เมื่ออยู่ในพื้นที่ห่างไกล การผนวกความสามารถอันทรงพลังของเอไอ เวิร์คโฟลวอัจฉริยะ ระบบช่วยเหลือระยะไกล และดิจิทัลทวินเข้าด้วยกัน ช่วยให้ช่างสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมมานานนับทศวรรษได้ง่ายๆ ทันที นำสู่การปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่วิดีโอ Empowering the Technician of the Future with Maximo Mobile

 

ศักยภาพใหม่ของเอไอกับการยกระดับการพัฒนาและใช้งานระบบไอทีและแอพใหม่ๆ

 

  • โครงการชุดข้อมูล CodeNet ยกระดับความสามารถของเอไอในการเข้าใจและแปลโค้ดศูนย์วิจัยไอบีเอ็มได้เปิดตัวโครงการ CodeNet ซึ่งเป็นชุดข้อมูลโอเพนซอร์สขนาดใหญ่ที่มีตัวอย่างโค้ดถึง 14 ล้านชุด รวมแล้ว 500 ล้านบรรทัด ในภาษาโปรแกรมที่แตกต่างกันไปกว่า 55 ภาษา ซึ่งนับเป็นชุดข้อมูลที่ใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุด โดยมุ่งแก้สามปัญหาหลักของการเขียนโค้ดในปัจจุบัน ประกอบด้วย การค้นหาโค้ด (สามารถแปลงโค้ดจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่งให้อัตโนมัติ แม้แต่ภาษาเลกาซีอย่าง COBOL) การเปรียบเทียบความเหมือน/แตกต่างของโค้ด (สามารถระบุความคล้ายคลึงหรือแตกต่างของโค้ดในภาษาต่างๆ ได้) และข้อจำกัดด้านโค้ด (สามารถปรับ constraint ต่างๆ ได้โดยอิงจากความต้องการและพารามิเตอร์ของนักพัฒนา) ไอบีเอ็มเชื่อมันว่า CodeNet จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานของชุดข้อมูลสำหรับการแปลงภาษาและการเปลี่ยนผ่านจากโค้ดแบบเลกาซีสู่ภาษาโค้ดที่มีความเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเร่งการพัฒนาแอพด้านเอไอได้ต่อไป ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก Kickstarting AI for Code: Introducing Project CodeNet

 

  • Mono2Micro ช่วยลดภาระปวดหัวในการทำ Cloud Migration: ไอบีเอ็มได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้กับ WebSphere Hybrid Edition ที่ช่วยให้องค์กรสามารถ optimize และ modernize แอพต่างๆ เพื่อรองรับไฮบริดคลาวด์ Mono2Micro ใช้เอไอที่ก้าวล้ำที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ในการวิเคราะห์แอพขององค์กรที่มีจำนวนมาก พร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการย้ายแอพเหล่านั้นไปยังคลาวด์ ซึ่งช่วงทำให้กระบวนการที่เกิดการผิดพลาดได้ง่ายเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วขึ้น ช่วยลดต้นทุนและเพิ่ม ROI ให้กับองค์กร Mono2Micro เป็นหนึ่งในชุดผลิตภัณฑ์และบริการบนพื้นฐานของเอไอของไอบีเอ็มที่จะช่วยติดสปีดให้กับการไมเกรทสู่คลาวด์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Mono2Micro: สามสิ่งที่ต้องรู้

 

แบรนด์ชั้นนำเลือกใช้โซลูชันไฮบริดคลาวด์และเอไอของไอบีเอ็ม

  • IBM Watson Assistant เบื้องหลังสนับสนุนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโควิดของ CVS Health: ปัจจุบันไอบีเอ็มกำลังร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพชั้นนำอย่าง CVS Health ในการช่วยบริษัทเฮลธ์แคร์ต่างๆ รับมือกับปริมาณสายเรียกเข้าที่พุ่งสูงขึ้นถึงสิบเท่า หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เปิดตัวโปรแกรมวัคซีนโควิด-19 โดยไอบีเอ็ม โกลบอล เซอร์วิสเซส หรือ GBS และ CVS Health ได้ร่วมกันพัฒนาโซลูชันสำหรับงานดูแลลูกค้าด้วย IBM Watson Assistant บน IBM Public Cloud ภายในระยะเวลาเพียงสี่สัปดาห์ การผสานเอไอและการประมวลผลภาษาธรรมชาติเข้ากับเวิร์คโฟลวของระบบโทรศัพท์ของทีมงานดูแลลูกค้า ทำให้ CVS สามารถตอบคำถามตั้งแต่เรื่องการเทสต์โควิด-19 ไปจนถึงการฉีดวัคซีน หลักฐานการฉีดวัคซีน ค่าใช้จ่าย ฯลฯ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถหันไปรับมือกับคำถามที่มีความซับซ้อนมากกว่าแทน นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่มความสามารถให้เจ้าหน้าที่เวอร์ชวลสามารถดึงข้อมูลและให้คำตอบโดยอิงจากสถานะของการฉีดวัคซีนที่แตกต่างกันออกไปใน 50 รัฐทั่วประเทศ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อต้นเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่เวอร์ชวลได้รับมือสายที่โทรเข้ามาแล้วกว่าล้านสาย โดยที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่บุคคลเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการพูดคุยกับแต่ละสายลงได้อย่างเห็นได้ชัด

 

  • อีวายและไอบีเอ็มจับมือสร้าง Financial Services Center of Excellence สำหรับไฮบริดคลาวด์อีวายและไอบีเอ็มร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence ที่ให้บริการโซลูชันไฮบริดคลาวด์แบบโอเพน ที่พัฒนาขึ้นบน Red Hat OpenShift สำหรับ IBM Cloud for Financial Services โดยโซลูชันต่างๆ จะเน้นที่การปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ ความน่าเชื่อถือของดิจิทัลและซิเคียวริตี้ ถือเป็นการผนึกเทคโนโลยีของไอบีเอ็มเข้ากับประสบการณ์ของอีวายในการช่วยสถาบันการเงินต่างๆ เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและเพิ่มการใช้คลาวด์ โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันการเงินที่เฉพาะเจาะจงและปรับเปลี่ยนเป็นระยะในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่คลาวด์และการทรานส์ฟอร์มกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ดูข้อมูลเพิ่มเติมและอ่านประกาศจากอีวายได้ที่ อีวายและไอบีเอ็มประกาศสร้าง Center of Excellence เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันสถาบันบริการทางการเงิน

 

การลงทุนในพาร์ทเนอร์อิโคซิสเต็มอย่างต่อนื่อง

  • สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างความสำเร็จให้กับพาร์ทเนอร์: ภายใต้การลงทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนพาร์ทเนอร์อิโคซิสเต็ม ไอบีเอ็มได้เปิดตัวชุดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ และสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พาร์ทเนอร์ประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง เช่น ไอบีเอ็มได้สร้าง competency framework ใหม่เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ ทักษะเชิงเทคนิค และแนวทางการขายให้ประสบความสำเร็จให้แก่พาร์ทเนอร์ โดยเน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดคลาวด์ ออโตเมชัน และซิเคียวริตี้ ปัจจุบัน ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (TCS) ซึ่งเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของไอบีเอ็ม ได้ประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาเป็นโซลูชันเอไอสำหรับอุตสาหกรรมและการผลิตสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักพัฒนาด้านเอไอ นอกจากนี้ไอบีเอ็มยังได้ขยาย Cloud Engagement Fund (CEF) ให้ครอบคลุมพาร์ทเนอร์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มทรัพยากรด้านเทคนิคและคลาวด์เครดิตให้กับพาร์ทเนอร์ที่ต้องเข้าไปช่วยลูกค้าไมเกรทเวิร์คโหลดสู่สภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ความร่วมมือระหว่างไอบีเอ็มกับ Siemens Digital Industries Software คือหนึ่งในตัวอย่างที่ CEF เข้าไปมีส่วนช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถสเกลได้ โดยภายใต้โครงการดังกล่าว ซีเมนส์จะใช้แนวทางไฮบริดคลาวด์แบบโอเพนของไอบีเอ็ม ที่สร้างขึ้นบน Red Hat OpenShift ในการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการใช้งาน MindSphere ซึ่งเป็นโซลูชัน IoT-as-a-service สำหรับอุตสาหกรรมของซีเมนส์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Announces New Benefits to Drive Partner Success as Ecosystem Momentum Accelerates

 

ไอบีเอ็มผลักดันควอนตัมคอมพิวติ้งให้เข้าใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น

  • ซอฟต์แวร์ Qiskit Runtime ช่วยเร่งความเร็วการประมวลผล Quantum Circuit ถึง 120 เท่าไอบีเอ็มได้ทำให้การใช้ซอฟต์แวร์ควอนตัมเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับนักพัฒนา ด้วย Qiskit Runtime ที่เป็นรูปแบบคอนเทนเนอร์และโฮสต์อยู่บนไฮบริดคลาวด์ แทนที่จะต้องรันโค้ดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ การเพิ่มศักยภาพทั้งด้านซอฟต์แวร์และพลังการประมวลผลทำให้ Qiskit Runtime สามารถเร่งความเร็วของ quantum circuits ที่ถือเป็นอุปสรรคของอัลกอริธึมควอนตัมในปัจจุบัน ได้ถึง 120 เท่า Qiskit เป็นเฟรมเวิร์คโอเพนซอร์สสำหรับควอนตัมคอมพิวติ้งที่ไอบีเอ็มได้พัฒนาขึ้นสำหรับชุมชนนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงควอนตัมคอมพิวติ้งได้ Qiskit Runtime จะช่วยให้ระบบควอนตัมสามารถรันการคำนวณที่ซับซ้อนอย่างโมเดลทางเคมีหรือการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงินได้ในไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ที่ผ่านมาไอบีเอ็มได้โชว์ศักยภาพของ Qiskit Runtime ผ่านการโมเดล lithium hydride molecule (LiH) ซึ่งสามารถทำบนอุปกรณ์ควอนตัมได้ภายในเก้าชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 45 วัน ก้าวย่างการพัฒนาเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสเกลการประมวลผลควอนตัมไปสู่รูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Quantum Delivers 120x speedup of quantum workloads with Qiskit Runtime 

 

การประกาศต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงาน Think มีขึ้นหลังจากการเผยโฉมชิป 2 นาโนเมตรตัวแรกของโลก ที่จะช่วยให้การประมวลผลตั้งแต่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงเอ็ดจ์เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น, การเปิดตัว Cloud Engine ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรอนท์เอนด์ที่จจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถ deploy แอพ cloud-native ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีทักษะเหล่านั้น และไม่ต้องปวดหัวกับการกำหนดค่าโค้ดที่มีความซับซ้อน, การเปิดตัว Spectrum Fusion ซึ่งเป็นเวอร์ชัน container แบบเต็มตัวของซอฟต์แวร์ด้านสตอเรจและการปกป้องข้อมูลของไอบีเอ็ม ที่ได้รับการออกแบบมาให้ช่วย streamline การจัดการข้อมูลทั่วทั้งองค์กร, รวมถึงการจับมือระหว่างไอบีเอ็มกับ Zscaler ในด้าน Zero Trust ที่จะช่วยผนวกรวมเทคโนโลยีซิเคียวริตี้ของ Zscaler เข้ากับความเชี่ยวชาญในการให้บริการด้านซิเคียวริตี้ของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้แนวทาง secure access service edge (SASE) ได้แบบ end-to-end นำสู่ระบบซิเคียวริตี้และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น

 

 

เกี่ยวกับไอบีเอ็ม

ไอบีเอ็มเป็นผู้ให้บริการไฮบริดคลาวด์และเอไอ รวมถึงบริการทางธุรกิจระดับโลก ที่วันนี้เข้าช่วยลูกค้าในกว่า 175 ประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมของตน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเกือบ 3,000 แห่งที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญสูง อย่างธุรกิจบริการทางการเงิน โทรคมนาคม และการดูแลสุขภาพ ได้ใช้แพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์ของไอบีเอ็มและ Red Hat OpenShift ในการรองรับก้าวย่างดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย นวัตกรรมที่ก้าวล้ำของไอบีเอ็มในด้านเอไอ ควอนตัมคอมพิวติ้ง โซลูชันคลาวด์เฉพาะอุตสาหกรรม และบริการทางธุรกิจ มอบทางเลือกที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้กับลูกค้า ภายใต้พันธสัญญาและความมุ่งมั่นที่เป็นที่ยอมรับของไอบีเอ็มในแง่ความโปร่งใส เชื่อถือได้ มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม และมีความการมุ่งมั่นให้บริการ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชม www.ibm.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-think-2021/

IBM เผยผลสำรวจ พบว่า 1 ใน 3 ขององค์กรมีการใช้งาน AI แล้ว

IBM เผยผลสำรวจการใช้งาน AI ภายในองค์กรล่าสุดพบว่า กว่า 1 ใน 3 ขององค์กรมีการใช้งาน AI เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตการณ์โควิด

Credit: ShutterStock.com

ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ถูกพัฒนาให้มีความสามารถหลายด้าน ผลิตภัณฑ์หลายๆตัวก็เริ่มนำ AI มาบรรจุเป็นฟีเจอร์ใหม่ๆเข้าไป ทำให้องค์กรส่วนใหญ่เริ่มมีการใช้งาน AI แล้ว โดย IBM ได้เผยผลสำรวจ Global AI Adoption Index พบว่าในปีนี้การลงทุนในระบบ AI จะเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนอย่างมาก เป็นผลมาจากความตั้งใจขององค์กรที่จะหาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจของตนเอง นอกจากนี้ส่วนหนึ่งยังมาจากวิกฤตการณ์โควิดที่ทำให้องค์กรต้องมีการปรับตัว โดย AI ถูกเลือกเป็นเทคโนโลยีอันดับต้นๆที่องค์กรส่วนใหญ่วางแผนจะนำมาใช้งาน

จากการสำรวจพบว่า องค์กรกว่า 1 ใน 3 มีการใช้งาน AI แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้งานในมุมของ Natural Language Processing (NLP) และกว่า 1 ใน 4 ขององค์กรมีการวางแผนที่จะนำ NLP มาใช้งานภายในปี 2021 นี้ โดยเทคโนโลยีนี้มักถูกใช้งานใน Chatbot หรือระบบ Service เพื่อคอยบริการลูกค้า เป็นไปตามผลสำรวจของ Salesforce ที่พบว่า ลูกค้ากว่า 69% ชอบใช้งาน Chatbot หรือ Self-service มากกว่าที่จะพูดคุยกับคนจริงๆ

อย่างไรก็ตามปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่ความเชี่ยวชาญทางด้าน AI ยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่คอยขัดขวางการเติบโตของตลาด นอกจากนี้งานวิจัยต่างๆด้าน AI ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สามารถนำมาใช้งานจริงได้เพียง 25% เท่านั้น

ที่มา: https://venturebeat.com/2021/05/10/one-third-of-organizations-are-using-ai-ibm-survey-finds

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-says-one-third-of-organizations-adopted-ai/

IBM ออกความสามารถด้าน AI ใหม่สำหรับสำหรับองค์กร

การใช้งาน AI ในระดับองค์กรยังมีตลาดเปิดกว้างอยู่อีกมาก ล่าสุด IBM ก็ได้มีการประการความสามารถใหม่ 3 รายการดังนี้

AutoSQL : เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ทำ Query ได้รวดเร็วขึ้น ตอบโจทย์การทำงานกับข้อมูลในสภาพแวดล้อมแบบ Multi และ Hybrid Cloud โดยจะมาในแพ็กเกจของ IBM Cloud Pak for Data

Project CodeNet : ชุดตัวอย่างโค้ดแบบโอเพ่นซอร์สกว่า 14 ล้านตัวอย่าง ที่มีโค้ดกว่า 500 ล้านบรรทัดใน 55 ภาษาโปรแกรม ทั้งนี้จะช่วยให้ AI สามารถเข้ามาค้นหาโค้ดที่คล้ายกันหรือช่วยแปลงโค้ดเก่าเป็นภาษาโปรแกรมที่ทันสมัยกว่า ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://research.ibm.com/blog/codenet-ai-for-code

Watson Orchestrate : เป็นการนำ AI เข้ามาเพื่อช่วยในการปฏิบัติงานในองค์กร ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับเครื่องมือต่างๆ เช่น Slack, Salesforce และอื่นๆ ผู้สนใจสามารถชมวีดีโอประกอบได้ที่ https://youtu.be/5XFM62e_dQU 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/ibm-launches-autosql-watson-orchestrate-codenet-enterprise-ai-tools-at-think/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-launches-new-enterprise-ai-capabilities-autosql-watson-orchrestrate/

Gartner ชี้ การทำ Composable Data and Analytics เป็นกุญแจสำคัญในการทำ Digital Transformation

ในงาน Data & Analytics Summit Americas 2021 ที่ผ่านมา Gartner ได้เผยว่าการทำ Composable Data and Analytics นั้นเป็นกุญแจสำคัญในการทำ Digital Transformation ในองค์กร

Composable Data and Analytics กำลังเป็นสิ่งใหม่เข้ามาขับเคลื่อนการตัดสินใจทางธุรกิจขององค์กรในปัจจุบัน จากเมื่อก่อนที่องค์กรส่วนใหญ่เน้นเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ไว้ที่ศูนย์กลาง ก็เริ่มมีการแบ่งข้อมูลเป็นส่วนย่อยๆมากขึ้น โดยวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือที่เป็นรูปแบบ Low-code หรือ No-code Analytics ที่สามารถปรับแต่งได้หลากหลายและมีความคล่องตัวในการใช้งานมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามในการใช้งานจริงแล้ว Composable Data นั้นจะประกอบด้วยเครื่องมือหลายตัวที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นระบบ ไม่ใช่การวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น โดยจากผลสำรวจพบว่า องค์กรกว่า 41% มีการใช้งานเครื่องมือ Data Analytics และ Business Intelligence มากกว่า 1 ตัว

นอกจากนี้การใช้งานระบบ AI สำหรับการทำ Analytics ยังคงมีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจและความได้เปรียบทางธุรกิจมากขึ้น โดย Gartner ได้ยกตัวอย่างการใช้งาน AI เพื่อทำ Data Analytics ที่ Edge Location ในโรงงาน เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการประเมินระยะเวลาในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรหรือปรับแต่งค่าต่างๆในระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการวิเคราะห์ที่ปลายทางนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าการวิเคราะห์จากระบบส่วนกลาง

นอกจากการทำ Composable Data and Analytics และการใช้งาน AI ในระบบ Analytics แล้ว Gartner ยังแนะนำอีกว่าองค์กรควรจัดลำดับการทำ Data Analytics ให้กลายเป็น Core Business Function เพื่อช่วยเร่ง Digital Transformation ภายในองค์กร จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในองค์กรให้เหมาะสมและช่วยปรับปรุงขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองได้อีกด้วย

ที่มา: https://venturebeat.com/2021/05/07/gartner-says-composable-data-and-analytics-key-to-digital-transformation

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-composable-data-and-analytics-is-key-to-digital-transformation/

Scout รถถังหุ่นยนต์ AI ติดกล้อง ตั้งเวลาวิ่งลาดตระเวนในบ้านอัตโนมัติ

แม้ว่าทุกวันนี้อุปกรณ์พวกกล้องวงจรปิดจะมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ แถมยังเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้สอดส่องจากระยะไกลได้ แต่กล้องพวกนั้นก็ยังมีจุดอ่อนคือมุมมองที่อาจไม่ทั่วถึงพอ ถ้าบริเวณที่ใช้มีมุม หรือมีซอกหลืบเยอะ…แต่ถ้าใครอยากได้กล้องวงจรปิดที่ล้ำกว่านี้ ขอแนะนำหุ่นยนต์รถถังติดกล้อง Scout เพราะมันสามารถวิ่งตรวจการได้รอบบ้าน ตามเส้นทาง และตามเวลาที่เราต้องการแบบอัตโนมัติเลยล่ะ

เจ้าหุ่นยนต์รถถัง Scout ตัวนี้ เปิดรับการระดมทุนจาก Kickstarter จนได้ยอดเงินทะลุทะลวงไปถึง 1,084,130 ดอลลาร์ (เกือบ ๆ 34 ล้านบาท) จากที่ตั้งเป้าเอาไว้เพียง 5,000 ดอลลาร์เท่านั้น โดยวันสุดท้ายที่เปิดระดมทุนก็คือวันนี้ (7 พ.ค. 64) นั่นเองครับ

Scout มีหน้าตาเหมือนกับรถถังของเล่นขนาดไม่ใหญ่มาก มีสีดำทั้งตัว มีล้อขนาดใหญ่ 4 ล้อ ซึ่งเป็นล้อแบบพิเศษที่สามารถวิ่งได้ทั้งทางตรงและวิ่งไปทางด้านข้างซ้าย-ขวาก็ได้

ด้านหน้ามีกล้องขนาดใหญ่ความละเอียด 1080p พร้อมโหมด Night Vision, ไมโครโฟน, เซ็นเซอร์ ToF สำหรับตรวจจับการเคลื่อนไหวและสิ่งกีดขวาง แถมยังกันน้ำ IP65 วิ่งกลางฝนได้อีกต่างหาก

Scout จะใช้การเชื่อมต่อกับแอปมือถือทั้ง Android และ iOS เพื่อตั้งค่าเส้นทาง รวมถึงตั้งเวลาออกตรวจตรา หรือจะบังคับทิศทางด้วยตัวเองเหมือนเป็นรถบังคับเลยก็ได้ เพราะมันจะส่งสัญญาณภาพแบบ real time กลับมาที่หน้าจอมือถือในความละเอียด 1080p ทำให้เราสามารถบังคับ หรือดูภาพสด ๆ จากตัว Scout ได้แม้ไม่ได้อยู่ที่บ้าน (ขอแค่มีเน็ตใช้ก็พอแล้ว)

Scout ยังมีความฉลาดจนสามารถแยกแยะวัตถุต่าง ๆ เพื่อวิ่งหลบหลีกได้ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของในบ้าน ด้วยการใช้เทคโนโลยี Machine Learning TensorFlow จาก Google และยังวิ่งกลับไปชาร์จแบตเตอรี่ด้วยตัวเองได้ หากพลังงานกำลังจะหมด 

นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับ Google Assistant และ Amazon Alexa เพื่อสั่งงานด้วยคำสั่งเสียงได้

ราคาเต็มของ Scout อยู่ที่ 199 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6,200 บาท แต่ถ้าซื้อในช่วงโปรโมชั่น Early Bird จะเหลือแค่ 149 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4,650 บาท เท่านั้น โดยจะเริ่มส่งของทั่วโลกตั้งเดือนมิถุนายน 2564 เป็นต้นไป (ค่าส่งมาประเทศไทยแค่ 12 ดอลลาร์ หรือประมาณ 375 บาท) ใครที่สนใจของล้ำ ๆ แบบนี้ ก็แวะเวียนเข้าไปดูกันที่เว็บไซต์ Kickstarter ได้เลยครับ

 

ที่มา : Kickstarter (Scout)

from:https://droidsans.com/scout-ai-tank-robot-surveillance-camera/

เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ SAS Global Forum 2021

SAS Software (Thailand) ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “SAS Global Forum 2021” พร้อมอัปเดตแนวโน้มและนวัตกรรมทางด้าน Analytics ล่าสุด นำทีมโดย Jim Goodnight, Co-founder และ CEO จาก SAS ในวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังบรรยายได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: SAS Global Forum 2021
วัน: วันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2021
เวลา: 9:00 – 15:30 น. ตามเวลาประเทศไทย
สถานที่: Virtual Event
กำหนดการ: https://www.sas.com/en_us/events/sas-global-forum/agenda.html#asia-pacific
รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.sas.com/en_us/events/sas-global-forum.html

ภายในงาน Jim Goodnight, CEO จาก SAS จะมาอัปเดตว่าการทำ Analytics สามารถช่วยเหลือองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุคหลัง COVID-19 ได้อย่างไร และแชร์กรณีศึกษาของ SAS ในการช่วยสนับสนุนธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้แม้ภายใต้สถานการณ์ยากลำบากในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ Bryan Harris, CTO จาก SAS จะมาแนะนำนวัตกรรมล่าสุดจาก SAS และการใช้ประโยชน์จากการทำ Analytics ในการพลิกโฉมธุรกิจไปอีกขั้น รวมไปถึงการนำเทคโนโลยี Cloud และ AI มาบริหารจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลในยุคดิจิทัล

ภายในงานยังประกอบด้วยหัวข้อการบรรยายมากกว่า 150 เซสชันให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกรับชมได้อย่างอิสระ ตามประเภทของธุรกิจหรือประเภทของเนื้อหา สามารถดูเซสชันบรรยายทั้งหมดได้ที่: https://www.sas.com/en_us/events/sas-global-forum/sessions.html

from:https://www.techtalkthai.com/sas-global-forum-2021/

[Guest Post] ไอบีเอ็มเผยโฉมชิป 2 นาโนเมตรตัวแรกของโลก ก้าวสำคัญวงการไอที-เซมิคอนดักเตอร์

ห้าหมื่นล้านทรานซิสเตอร์บนชิปขนาดเท่าเล็บมือ พร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง และการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศถึงความก้าวหน้าล่าสุดด้านเซมิคอนดักเตอร์ กับความสำเร็จในการพัฒนาชิปขนาด 2 นาโนเมตร (nm) ตัวแรกของโลก เซมิคอนดักเตอร์มีบทบาทสำคัญในเกือบทุกเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบขนส่ง และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ

 

 

ที่ผ่านมา ความต้องการชิปที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ยังคงทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคของไฮบริดคลาวด์ เอไอ และอินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ในปัจจุบัน ชิปขนาด 2 นาโนเมตรของไอบีเอ็มนี้ถือเป็นความก้าวล้ำสำคัญของวงการเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการชิปที่เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ประสิทธิภาพที่คาดว่าจะสูงขึ้น 45% และใช้พลังงานน้อยลง 75% เมื่อเทียบกับชิปขนาด 7 นาโนเมตรในปัจจุบัน [1]

ชิป 2 นาโนเมตรจะนำสู่คุณประโยชน์หลักๆ อาทิ

  • ช่วยเพิ่มอายุแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือสี่เท่า ทำให้ผู้ใช้สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือทุกๆ สี่วัน [3] แทนที่จะต้องชาร์จทุกวัน
  • ลดปริมาณคาร์บอนฟุตปรินท์ลงอย่างก้าวกระโดด ทุกวันนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ต่างๆ ใช้พลังงานคิดเป็น 1% ของการใช้พลังงานทั่วโลก [2] ดังนั้นการเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดให้เป็นระบบประมวลผล 2 นาโนเมตร จะช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานได้อย่างมหาศาล
  • เร่งสปีดฟังก์ชันต่างๆ บนแล็ปท็อป นับตั้งแต่ระบบประมวลผลที่เร็วขึ้น ระบบช่วยแปลภาษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้น
  • เพิ่มความสามารถในการตรวจจับวัตถุให้รวดเร็วขึ้น เพิ่มความเร็วในการตอบสนองของยานพาหนะไร้คนขับอย่างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

 

นายแดริโอ จิล รองประธานอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม

 

“นวัตกรรมของไอบีเอ็มที่อยู่ในชิป 2 นาโนเมตรตัวใหม่นี้ มีความสำคัญยิ่งยวดต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และไอที” นายแดริโอ จิล รองประธานอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม กล่าว “ชิปนี้เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของไอบีเอ็มในการต่อกรกับความท้าทายด้านเทคโนโลยี รวมถึงการจับมือร่วมกันลงทุนและสร้างสรรค์นวัตกรรมก้าวล้ำอย่างยั่งยืนที่กลุ่มอีโคซิสเต็มด้านการวิจัยและพัฒนาได้แสดงให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง”

 

 

ศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม แถวหน้าแห่งนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ความก้าวล้ำล่าสุดนี้ถือเป็นผลผลิตจากการเป็นผู้นำนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไอบีเอ็มมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ โดยมีห้องปฏิบัติการวิจัยอัลบานี นิวยอร์ค เป็นกำลังหลักในการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของไอบีเอ็มทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อทะลายขีดจำกัดของนวัตกรรม logic scaling และเซมิคอนดักเตอร์

การจับมือร่วมกันพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบดังกล่าว ทำให้ห้องปฏิบัติการวิจัยอัลบานีของไอบีเอ็มกลายเป็นอิโคซิสเต็มชั้นนำของโลกสำหรับการวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ และไปป์ไลน์สำคัญของเส้นทางการสร้างนวัตกรรม ที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการด้านการผลิตและเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปทั่วโลก

เส้นทางความก้าวล้ำในการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ที่ผ่านมาของไอบีเอ็ม ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีประมวลผล 7 นาโนเมตรและ 5 นาโนเมตรมาใช้เป็นครั้งแรก, การพัฒนาเทคโนโลยี DRAM แบบเซลล์เดี่ยว, กฎ Dennard Scaling Laws, สารไวแสงที่ได้รับการขยายทางเคมีให้ทนทานต่อการกัดกร่อน, การเดินสายเชื่อมต่อระหว่างทองแดง, ซิลิคอนบนเทคโนโลยีฉนวน, ไมโครโปรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์, ประตู High-k ไดอิเล็กทริก, DRAM แบบฝังในตัว และการซ้อนชิป 3D เป็นต้น โดยเทคโนโลยีที่ไอบีเอ็มได้มีการเปิดให้ใช้เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก อาทิ ชิป 7 นาโนเมตร ที่จะเริ่มนำมาใช้ในปีนี้บนระบบ IBM Power บนพื้นฐานของ IBM POWER10

 

 

ห้าหมื่นล้านทรานซิสเตอร์บนชิปขนาดเท่าเล็บมือ  

การเพิ่มจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อชิปจะทำให้ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กลง แต่เร็วขึ้น เสถียรขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น การออกแบบชิป 2 นาโนเมตรแสดงให้เห็นความก้าวล้ำด้านการพัฒนาประสิทธิภาพของเซมิคอนดักเตอร์โดยใช้เทคโนโลยีนาโนชีทของศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ซึ่งช่วยให้สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ห้าหมื่นล้านตัวลงบนชิปที่มีขนาดเล็กเพียงเท่าเล็บมือ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรก และในเวลาเพียงไม่ถึงสี่ปีนับจากที่ไอบีเอ็มได้มีการประกาศไมล์สโตนในการพัฒนาชิป 5 นาโนเมตรออกมา

การมีจำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปมากขึ้น ยังหมายถึงการที่นักออกแบบระบบประมวลผลจะมีตัวเลือกในการผนวกความสามารถของนวัตกรรมระดับ core-level ต่างๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับเวิร์คโหลดอย่างเอไอ คลาวด์คอมพิวติ้ง รวมถึงเทคโนโลยีซิเคียวริตี้และการเข้ารหัสที่บังคับใช้บนฮาร์ดแวร์ โดยไอบีเอ็มได้เริ่มผสานความสามารถใหม่นี้เข้ากับระบบอย่าง IBM POWER10 และ IBM z15 แล้ว

 

 

เกี่ยวกับไอบีเอ็ม

ไอบีเอ็มเป็นผู้ให้บริการไฮบริดคลาวด์และเอไอ รวมถึงบริการทางธุรกิจระดับโลก ที่วันนี้เข้าช่วยลูกค้าในกว่า 175 ประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมของตน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเกือบ 3,000 แห่งที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญสูง อย่างธุรกิจบริการทางการเงิน โทรคมนาคม และการดูแลสุขภาพ ได้ใช้แพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์ของไอบีเอ็มและ Red Hat OpenShift ในการรองรับก้าวย่างดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย นวัตกรรมที่ก้าวล้ำของไอบีเอ็มในด้านเอไอ ควอนตัมคอมพิวติ้ง โซลูชันคลาวด์เฉพาะอุตสาหกรรม และบริการทางธุรกิจ มอบทางเลือกที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้กับลูกค้า ภายใต้พันธสัญญาและความมุ่งมั่นที่เป็นที่ยอมรับของไอบีเอ็มในแง่ความโปร่งใส เชื่อถือได้ มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม และมีความการมุ่งมั่นให้บริการ

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชม www.ibm.com

 

ข้อมูลอ้างอิง

[1] Based on the projected industry standard scaling roadmap

[2] https://science.sciencemag.org/content/367/6481/984

[3] Based on current usage statistics for 7 nm-based cell phones

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-innovation-2nm-chip/

[Guest Post] เมื่อเทคโนโลยี 5G+ กำลังส่งสัญญาณสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการอุตสาหกรรมเมืองไทย

อุตสาหกรรมที่มีความ hyper productive สามารถปรับขนาดกิจการ และมีความยืดหยุ่นสูงในการดำเนินธุรกิจจะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้

บทความโดย ธนัตถ์ เตชะธนบัตร ผู้อำนวยการโนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

 

ดิสรัปเตอร์ครั้งใหญ่ระดับโลกอย่าง โควิด-19 ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงานของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง เราเองได้มีการปรับตัวและคาดหวังถึงอนาคตที่ดีขึ้น พร้อมไปกับภาคเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ที่ได้มีการปรับตัวผ่านนวัตกรรมดิจิทัล

ท่ามกลางวิวัฒนาการในครั้งนี้ บางธุรกิจได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาด ในขณะที่รายอื่นอีกไม่น้อยยังคงไล่ตามไม่ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ตัวอย่างเช่น การแพร่ระบาดของโรคในครั้งนี้เป็นเสมือนตัวกระตุ้นให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจนเอื้อให้ภาคธุรกิจที่ดำเนินการด้านระบบดิจิทัลอยู่แล้ว อย่าง อีคอมเมิร์ซเฟื่องฟูมากขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การดิสรัปชั่นได้ส่งผลในทางตรงกันข้ามให้กับอุตสาหกรรมทางกายภาพมากขึ้น เนื่องจากความถดถอยของเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตขนาดเล็กและไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยี ขณะที่ภาคการขนส่งสาธารณะก็ถูกเรียกร้องให้มีการปรับปรุงการดำเนินการและมาตรการป้องกันโควิด-19 ให้ดียิ่งขึ้น แม้ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าความท้าทายต่าง ๆ ในด้านสังคมเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็ยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่จะผลักดันประเทศสู่การเป็นสมาร์ตซิตี้ เช่น การใช้เทคโนโลยี 5G เพื่อเพื่อบรรเทาทุกข์ด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันประเทศไทย ซึ่งรวมถึงธุรกิจในหลาย ๆ ประเภทและภาคส่วนทั้งหลายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ก็ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมทางกายภาพ  ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถยืนหยัดและอยู่รอดต่อการดิสรัปชั่นในอนาคตได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่รัดกุมและลงทุนมากขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 และควรที่จะวางแผนสนับสนุนผลักดันแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่าง “ไทยแลนด์ 4.0” อีกด้วย

เทคโนโลยี 5G ได้เปิดตัวแล้วในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศควรจะเริ่มประเมินและดำเนินการว่าจะทำอย่างไรเพื่อเชื่อมต่อและเชื่อมโยง next-gen connectivity ให้เข้ากับระบบนิเวศอันกว้างขวางของเทคโนโลยีหลัก หรือที่เรียกโดยรวมว่า 5G+ นั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้คือการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการก้าวสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล นั่นคือ ผู้ที่สามารถช่วยให้หลาย ๆ บริษัทในประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำระหว่างการลงทุนเชิงดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น

 

5G+ คืออะไร

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังดำเนินต่อไป แต่การผลักดันในเรื่องเทคโนโลยี 5G กลับมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย เศรษฐกิจของเอเชียมีการปรับแผนงานเกี่ยวกับ 5G ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น จนถึงจุดที่การเตรียมตัวระดับภูมิภาคนั้นล้ำหน้าไปไกลเกินตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างแถบยุโรป และด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประเทศไทยกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้น ๆ ของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เปิดบริการ 5G เพื่อการค้า

ในเวลาไม่นาน 5G ก็จะแพร่หลายมากขึ้นทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคอื่น ๆ กระนั้น อุตสาหกรรมทางกายภาพกำลังมุ่งเป้าที่จะเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของ next-gen connectivity ที่ต้องเป็นมากกว่าแค่เครือข่าย 5G พื้นฐาน

ภาพที่1: การยอมรับการเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลในอุตสาหกรรมทางกายภาพ

 

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 5G+ อย่างแท้จริง ผู้ประกอบการของไทยจะต้องไม่เพียงแค่มีเครือข่าย 5G เท่านั้น แต่จะต้องสามารถผสานมันเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงานทางอุตสาหกรรมขององค์กร (OT) ให้ได้อีกด้วย นั่นหมายถึงการปฏิรูปทั้งระบบดิจิทัลและระบบกายภาพที่จะสามารถทำงานเสริมซึ่งกันและกันเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่องค์กร

แม้ในขณะนี้ องค์ประกอบต่าง ๆ จะช่วยเสริมทั้งระบบดิจิทัล และระบบกายภาพทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าโซลูชั่น 5G+ ตัวใดควรที่จะนำขึ้นมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก Nokia Bell Labs ได้นิยาม การประเมินกระบวนการ​ปฏิบัติงานและการจัดการ (Enablers) ของเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 5G+ คือ เครือข่าย 5G ที่แพร่หลาย, แพลตฟอร์มเทคโนโลยี Edge และคลาวด์, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง, เครือข่ายส่วนตัว, เซ็นเซอร์ขั้นสูงและหุ่นยนต์, การรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร (end-to-end (E2E) security), และรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจแบบ Network-as-a-Service (NaaS)

ควบคู่ไปกับ enabler ดังกล่าวข้างต้น 5G+ ยังรวมถึง enterprise applications บริการ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยเทคโนโลยีที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย enterprise computing platforms โปรแกรมสำหรับงานทั่วไปและงานเฉพาะด้านแนวดิ่ง (รวมถึง การพัฒนาโปรแกรม และโซลูชั่น Business Intelligence) นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริการ professional and managed services และโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี 5G+

โซลูชั่นเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน 5G+ ได้ดีขึ้นเมื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการปรับวิธีการดำเนินงานสู่ระบบดิจิทัล การนำ 5G และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกัน จะสามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการใช้งานจริงในอนาคตตามที่ตั้งเป้าไว้

 

ประโยชน์ของ SPE และ enabler ของ 5G + เพื่อผลกำไรเชิงกลยุทธ์

งบประมาณด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิสาหกิจไทยได้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สมควรจะได้รับ  ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าองค์กรทางกายภาพของชาติ ทั้งส่วนที่เป็นบริษัทชั้นนำในประเทศและที่กำลังปรับตัวสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้ และได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาที่เร็วขึ้นและปริมาณที่มากขึ้น  ทั้งนี้องค์กรเหล่านั้นจะต้องรู้จักปรับใช้เทคโนโลยี 5G+ ของตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพทางด้านดิจิทัลให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับแนวทางของการปรับปรุงด้าน SPE (ความปลอดภัย, ผลผลิต และ ประสิทธิภาพ)

การจะทำความเข้าใจว่า 5G+ และ SPE นั้นจะช่วยพัฒนาได้อย่างไร เราจะต้องใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AugI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง ที่เป็น enabler ของเทคโนโลยี 5G+ มาเป็นตัวตั้งค่าในกระบวนการผลิต

อันดับแรก  การพัฒนาระบบความปลอดภัย สามารถใช้เป็นตัววัดจำนวนที่ลดลงของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น ระบบ AugI/ML เมื่อใช้ร่วมกับระบบการตรวจจับวิดีโออัจฉริยะ (intelligent video sensing) จะทำให้โรงงานสามารถคาดการณ์การเกิดอุบัติเหตุได้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์จริง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงในด้านความปลอดภัยทั้งส่วนของแรงงานและอุปกรณ์ไปพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน การปรับปรุงด้านประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลผลิต หมายถึง การเพิ่มปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผลิตจากฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งสิ่งนี้คือปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาปรับปรุงตามแนวทาง SPE ซึ่งการใช้ระบบ AugI/ML จะช่วยเพิ่มความสามารถของโรงงานในการคาดการณ์ความต้องการของตลาดได้อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งช่วยให้วางแผนดำเนินงานล่วงหน้าได้ ขณะเดียวกันยังเป็นการลดเวลาในการตอบสนองและเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดในการดำเนินงานอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบ AugI/ML ยังช่วยในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ/หรือระบบให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการผลิตให้ได้มากตามความต้องการพร้อมกับปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ประการสุดท้าย การปรับปรุงประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการลดจำนวนการใช้ทรัพยากรโดยยังสามารถรักษาระดับผลผลิตได้คงเดิม อาทิ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการตรวจจับ (innovative sensory technologies) ที่ได้รับการพัฒนาด้วยระบบ AugI/ML จะสามารถตรวจจับความบกพร่องของเครื่องจักรในโรงงานได้ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นการช่วยลดอุปสรรคที่ไม่คาดคิดลงได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์เนื้อหาของภาพวีดีโอ (video analytics) ที่สามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากร ทั้งยังเป็นการช่วยให้โรงงานสามารถควบคุมการปฏิบัติงานได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้มีสินค้าคงคลังในปริมาณน้อยที่สุด

เนื่องจาก enabler ของ 5G+ สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน การทำงานตามแนวทางของ SPE จะช่วยเสริมศักยภาพให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินกิจการได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความรวดเร็วและปริมาณ นอกจากนี้องค์กรยังสามารถพัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นได้อีกผ่านโมเดลการดำเนินการทางธุรกิจแบบ Network-as-a-Service (NaaS) (โดยเฉพาะภาคส่วนที่ใช้การตั้งโปรแกรมแบบอัตโนมัติและตั้งเป้าไปที่เทคโนโลยี 5G เป็นหลัก) รวมถึงเครือข่าย redundancy ที่ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับโปรแกรมอัจฉริยะสำหรับธุรกิจที่ได้รับการพัฒนาแล้วด้วยเครื่องมือเสริมทางดิจิทัล

โรงงานของเราในเมืองโอวลุ ประเทศฟินแลนด์  ยังคงทดลองใช้งาน 5G+ ในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง (เช่น เครือข่าย E2E 5G และ Cloud Automation) เพื่อไปเสริมการทำงานของแอปพลิเคชัน การบริการ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ  ทั้งนี้ ในประเทศไทย เรากำลังทำงานร่วมกับสองผู้ให้บริการด้านการสื่อสารชั้นนำของประเทศ ในการนำ 5G มาเสริมการทำงานของคลาวด์โซลูชั่น และการสร้างสาธารณูปโภคสำหรับเครือข่าย pervasive 5G ให้กับการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น

รูปที่ 2: เทคโนโลยี 5G+ ขับเคลื่อนตามแนวทาง SPE ในอุตสาหกรรมทางกายภาพ

 

วิถีใหม่ของอุตสาหกรรมผ่าน 5G+   

ในช่วงแรกของการเกิดโรคระบาดโควิด-19 การจัดงบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไทยเคยถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงจากหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อเข้ามารับมือกับความท้าทายของวิกฤตที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ การคาดการณ์นี้ได้เกิดขึ้นหลังจากที่องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ ได้ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว จึงนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย  ซึ่งสิ่งนี้ยังรวมถึงศักยภาพของหลายอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการที่สามารถใช้ประโยชน์จาก 5G ได้มากขึ้น กล่าวคือประเทศไทยได้พัฒนามาถึงจุดที่เห็นความสำคัญและยอมรับเทคโนโลยี 5G+ ในวงกว้าง

รูปที่ 3: เส้นทางสู่วิถีใหม่

 

การนำ 5G+ มาใช้ในวงกว้าง คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคมีความมั่นคงขึ้นควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งความพร้อมใช้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างแพร่หลายจะก่อให้เกิดจุดคุ้มทุนในการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมทางกายภาพทั้งที่เป็นผู้นำและผู้ที่กำลังปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล

แม้ในขณะนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ และเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากโควิด19 ผู้ประกอบการในประเทศไทยควรเริ่มวางแผนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารควบคู่ไปกับ 5G+ ตั้งแต่ตอนนี้

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในประเทศไทยควรเริ่มปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการตระหนักถึงประโยชน์ในการดำเนินงานตามแนวทาง SPE (Safety – ความปลอดภัย, Productivity – ผลผลิต, และ Efficiency – ประสิทธิภาพ) ที่จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อประเทศมีการยอมรับการใช้ 5G+ อย่างแพร่หลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งด้านเศรษฐกิจและผลลัพธ์ในวงกว้าง

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-nokia-5g-plus-technologies-signaling-the-next-big-inversion-thailand-industries/

[Guest Post] ความคิดริเริ่มในการมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจการดูแลสุขภาพยุคใหม่

การมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า (Customer Experience – CX) เป็นภารกิจสำคัญสูงสุดอย่างหนึ่งของธุรกิจวันนี้จากการติดต่อสื่อสารและธุรกรรมออนไลน์ที่เพิ่มปริมาณและความถี่สูงขึ้น  อย่างไรก็ตามในส่วนของธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ยังไม่ปรากฎว่ามีความคิดริริเริ่มในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า (CX) อย่างจริง ๆ จัง ๆ ทั้งที่ระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) มีการปรับใช้เพื่อรองรับการตรวจสุขภาพและการรักษาพยาบาลผ่านระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น  ขณะที่คุณอาจรู้สึกพอใจเมื่อเข้ารับบริการที่สถานพยาบาล แต่บริการรูปแบบนี้ยังมีช่องโหว่ที่เห็นได้ชัด กล่าวคือมีผู้บริโภคเพียง 34% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตนเองได้รับข้อมูลที่ต้องการ และ 56% ไม่คิดว่าตนเองได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยตรง[1]

บทความโดย มร.มาร์ค วีเซอร์ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เอาท์ซิสเต็มส์

 

 

 

 

 

 

แน่นอนว่าธุรกิจการดูแลสุขภาพจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมจากการปฏิรูปด้านประสบการณ์ของลูกค้า (CX) ครั้งใหญ่ และที่จริงแล้ว 1 ใน 5 ของผู้บริโภคที่บอกว่าจะไม่รับบริการรักษาพยาบาลทางออนไลน์อีก ไม่ชอบวิธีที่แพทย์และพยาบาลปฏิบัติต่อเขา  หากการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็น “ปัจจัยหลัก” ผลักดันให้องค์กรธุรกิจเร่งปรับใช้ระบบดิจิทัล ปัจจัยนี้เองก็น่าจะสร้างแรงกระตุ้นให้กับธุรกิจการดูแลสุขภาพในลักษณะเดียวกัน โดยในการให้บริการด้านสุขภาพสถานพยาบาลต้องให้ความสำคัญกับผู้ป่วยหรือคนไข้เป็นหลัก และเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย

 

 

ทุกวันนี้ ผู้บริโภคมีความใส่ใจและมีความรู้ด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาต้องการบริการอย่างมืออาชีพและโปร่งใส ในราคาเหมาะสม และปรับให้สอดรับกับความต้องการของแต่ละบุคคลตัวอย่าง คน Gen X กับ Baby Boomers มีความสนใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับแอปในกลุ่ม Telehealth ที่ให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์สำหรับการคัดกรองผู้ป่วย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก  การที่แอปดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางส่งผลให้การขอรับบริการทางการแพทย์ผ่านระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2562 เพิ่มเป็น 28% ในเดือนเมษายน ปี 2563[2]  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ความคาดหวังต่อความสัมพันธ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ที่ยังเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดสำหรับผู้บริโภคทั้งในส่วนออนไลน์และออฟไลน์

เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังสูงของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น สถานพยาบาลต้องสร้างการติดต่อสื่อสารที่เหมาะสมระหว่างผู้ป่วย แพทย์และพยาบาล โดยมุ่งเน้นประสบการณ์ของลูกค้า (CX)  เป็นหลักของ Initiative  การเปลี่ยนย้ายไปสู่รูปแบบการดูแลสุขภาพโดยเน้นคุณค่า (Value-Based Care – VBC) จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในการดูแลรักษา ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายโดยรวมในการให้บริการ และลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง[3]  แพลตฟอร์มดิจิทัลจะช่วยรองรับแนวทางการรักษาพยาบาลแบบครบวงจรนี้โดยอาศัย:

  1. ระบบวิเคราะห์ข้อมูลก้าวล้ำที่ช่วยปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วย
  2. การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการรักษาพยาบาล โดยใช้ข้อมูลที่โปร่งใส
  3. การเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน รองรับการให้บริการนอกสถานพยาบาล
  4. การปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ป่วย

 

ระบบวิเคราะห์ข้อมูลก้าวล้ำที่ช่วยปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วย

ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากระบบดิจิทัลแบบครบวงจรที่รองรับการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ครอบคลุมทั้งในส่วนของระบบรักษาพยาบาล ระบบปฏิบัติงาน ระบบบริหารจัดการและแผนกต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลจากองค์กรอื่น จะช่วยให้องค์กรที่ให้บริการสุขภาพ (Healthcare Delivery Organization – HDO) สามารถตรวจสอบประวัติด้านสุขภาพของผู้ป่วยได้รอบด้าน 360 องศา ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและให้มาตราฐานการดูแลในระดับสูงโดยอ้างอิงจากข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของการตรวจวินิจฉัยและการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มากเกินความจำเป็น และสร้างความพึงพอใจในการรับบริการได้ดีขึ้น

 

การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการรักษาพยาบาล โดยใช้ข้อมูลที่โปร่งใส 

ความสามารถในการผสานรวมแหล่งข้อมูลและระบบต่าง ๆ เข้าไว้เป็นแหล่งข้อมูลหนึ่งเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดด้านการรักษาพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญ  อย่างไรก็ดีระบบที่สถานพยาบาลใช้งานอยู่จำนวนมากยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องความโปร่งใสและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกต่าง ๆ ถ้าหากแพทย์สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากแผนกต่าง ๆ ได้อย่างพร้อมสรรพและรอบด้าน ก็จะสามารถทำการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ 100%

 

การเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน รองรับการให้บริการนอกสถานพยาบาล 

ถ้าสถานพยาบาลมุ่งเน้นการให้บริการโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและให้บริการแก่ผู้ป่วยตามบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การสร้างโซลูชั่นการให้บริการรักษาพยาบาลแบบหลายช่องทางสำหรับผู้ป่วยและแพทย์ (เช่น ระบบ Telehealth, การจัดการการดูแลรักษาผู้ป่วยภายในบ้าน, โมบายล์แอปด้านการดูแลสุขภาพ) จะช่วยให้สถานพยาบาลสามารถสร้างระบบต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว ทดสอบกับผู้ใช้ และปรับเปลี่ยนได้อย่างฉับไวภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

การปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ป่วย 

การนำบทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์ของลูกค้าในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาปรับใช้จะช่วยสร้างระบบดิจิทัลใหม่ ๆ ให้กับสถานพยาบาลให้สามารถพัฒนาแอปสำหรับผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยาที่จ่ายให้ผู้ป่วย การประเมินทางเลือกในการรักษา การเข้าถึงและควบคุมข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น

การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่รวดเร็วสำหรับระบบการแพทย์ดิจิทัล, การติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านช่องทางดิจิทัล, AI และบริการดูแลสุขภาพทางออนไลน์ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อธุรกิจและรูปแบบการดำเนินงานแบบเดิม ๆ ของผู้ให้บริการสุขภาพ  การปรับตัวเพื่อรับมือกับกระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยนำเสนอรูปแบบการให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจการดูแลสุขภาพ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในสังคมดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) แล้ว การเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองในการพัฒนากลยุทธ์สำหรับธุรกิจดิจิทัล รวมถึงสถาปัตยกรรมไอทีขององค์กร พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ  นอกจากจะต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์แล้ว ผู้ให้บริการสุขภาพยังต้องปรับปรุงแผนพัฒนาระบบดิจิทัล โดยจะต้องมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์  การพัฒนาไปสู่แนวทางที่มุ่งเน้นประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า (CX) นี้มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  มาตรการล็อคดาวน์และข้อจำกัดด้านความปลอดภัยที่มีผลบังคับใช้ทั่วโลกอาจทำให้เราต้องเปลี่ยนมาใช้ช่องทางออนไลน์สำหรับการขอคำปรึกษาจากแพทย์ในอนาคตอันใกล้เร็วกว่าที่เราคิดไว้ และเราควรจะมั่นใจได้ว่าสุขภาพของเราได้รับการดูแลเป็นอย่างดีโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

 

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศโปรตุเกสเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกัน และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชั่นที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วยสมาชิกชุมชนกว่า 350,000 ราย พนักงาน 1,300 คน พาร์ทเนอร์ 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ และ 22 กลุ่มอุตสาหกรรม การดำเนินงานของเอาท์ซิสเต็มส์จึงครอบคลุมขอบเขตกว้างขวางทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems 

 

[1] 2020 Health care consumer survey: consumer health trends

[2] 2020 Health care consumer survey: consumer health trends

[3]OutSystems for Healthcare – Accelerate Delivery of Value-Based Care

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-outsystem-customer-experience-healthcare/