คลังเก็บป้ายกำกับ: AI

[Guest Post] บลูบิค (BBIK) แนะภาคธุรกิจปรับใช้แนวปฏิบัติ 6 ขั้นตอน ทำ ‘Data Architecture’ ยกระดับคุณภาพฐานข้อมูล – ปลดล็อคศักยภาพปัญญาประดิษฐ์ สู่การเป็น Data-Driven Organization

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันครบวงจร แนะภาคธุรกิจเร่งทำ “Data Architecture หรือ สถาปัตยกรรมข้อมูล” ในการออกแบบและสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลองค์กรในทุกกระบวนการ ให้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบและมีมาตรฐานผ่านหลักปฏิบัติ 6 ขั้นตอน เพื่อปูทางสู่การเป็น Data-Driven Organization ช่วยปลดล็อคศักยภาพและการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มความได้เปรียบทางธุรกิจจากกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงที่ถูกต้องแม่นยำ

นายพิพัฒน์ ประภาพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าทีม Big Data and Advanced Analytics บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กระแสความตื่นตัวของภาคธุรกิจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในประเทศไทยนั้นถือว่าอยู่ในระดับสูง แต่กลับมีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามขั้นตอนสำคัญในการวางรากฐานให้กับข้อมูลอย่าง การวางแผนและออกแบบการจัดการข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ “Data Architecture หรือ สถาปัตยกรรมข้อมูล” ส่งผลให้หลายองค์กรที่นำ Artificial Intelligence (AI) หรือ Machine Learning (M/L) มาใช้งานโดยที่ไม่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลที่เหมาะสม ต้องเผชิญกับปัญหาด้านการประมวลผลข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล (Data Cleansing) นานเกินไปจน ทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจและก่อให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคตในที่สุด

“การให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างสถาปัตยกรรมข้อมูลในประเทศไทยนั้นยังน้อย สวนทางกับความต้องการทำ Data Analytics หรือ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึก (Insights) ที่มีสูง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพและถูกต้องแม่นยำสูงนั้น จำเป็นต้องมีสถาปัตยกรรมข้อมูลที่กำหนดมาตรฐานในการรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล ตรวจสอบ คัดกรอง แก้ไข และวิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้อง รวมทั้งออกแบบให้การเรียกใช้งานข้อมูลที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งในโลกของ Data Analytics มีคำเปรียบเปรยเกี่ยวกับข้อมูลว่า Garbage in – Garbage out หรือ GIGO หมายถึง หากข้อมูลที่เราป้อนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ ไม่สอดคล้องกับความต้องการ   จึงเปรียบเหมือนกับขยะ ผลลัพธ์ที่ได้จากคอมพิวเตอร์ก็ไม่ต่างกับขยะที่ไร้ประโยชน์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้การสร้างสถาปัตยกรรมข้อมูลจึงเป็นการปูพื้นฐานที่สำคัญในการนำข้อมูลไปใช้งานทุกรูปแบบ” นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้วยเหตุนี้ Data Architecture จึงเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานและการออกแบบการบริหารจัดการ โครงสร้างและสร้างมาตรฐานคุณภาพข้อมูลให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตอบโจทย์ธุรกิจ อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล ลดเวลาการทำงาน และความผิดพลาดจาก Human Error รวมถึงยกระดับความถูกต้องแม่นยำให้กับข้อมูล เพื่อเพิ่มศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วย

ดังนั้นองค์กรที่ต้องการก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือองค์กรที่กำลังประสบปัญหาการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ไม่เต็มศักยภาพ จึงควรเร่งทำ Data Architecture ซึ่งทาง บลูบิค ได้วางแนวปฏิบัติในการทำ Data Architecture เบื้องต้น 6 ขั้นตอน ที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกองค์กร ด้วยการออกแบบโมเดลสถาปัตยกรรมข้อมูลเฉพาะสำหรับแผนกลยุทธ์หรือโครงการต่างๆ ดังนี้

1) การทำความเข้าใจกลยุทธ์ของธุรกิจ รวบรวมความต้องการและเป้าหมายของธุรกิจ เพื่อนำไปกำหนดการออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการตัดสินใจ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของกลยุทธ์นั้นๆ

2) การคัดแยกข้อมูลที่มีคุณค่า (Identify Value Data) เมื่อเข้าใจกลยุทธ์ทางธุรกิจแล้ว คัดกรองเฉพาะข้อมูลหลักที่จำเป็นต้องมีคุณภาพ (Critical Data Elements) ทำความเข้าใจกับทิศทางการไหลของข้อมูล และโครงสร้างของข้อมูลที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการคิดแผนกลยุทธ์ และมีประโยชน์ต่อกระบวนการตัดสินใจ โดยจัดให้มีหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการคุณภาพข้อมูล จัดให้มีการกำหนดโครงสร้างและคุณลักษณะข้อมูลที่มีคุณภาพที่ชัดเจน และเข้าใจการไหลของข้อมูลตั้งแต่การนำเข้าข้อมูลจนถึงส่วนที่จะนำข้อมูลไปใช้งาน

3) การจัดลำดับความสำคัญข้อมูล (Prioritization of Data) การจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลทำให้สามารถกำหนดจุดเริ่มต้นของการออกแบบและจัดระเบียบของโมเดลข้อมูล เพื่อที่จะทำให้สถาปัตยกรรมข้อมูลที่สร้างขึ้นมานั้นสอดคล้องกับการนำข้อมูลไปใช้งานและกลยุทธ์ในการดำเนินงานขององค์กร จึงสามารถเรียกข้อมูลไปใช้ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

4) การนำข้อมูลที่ได้มาไปเชื่อมโยงกับ Use Case เพื่อกำหนดกรอบข้อมูล ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในเชื่อมต่อ รวบรวมข้อมูล การออกแบบแบบจำลองข้อมูล และเข้าสู่กระบวนการสร้างแบบจำลองข้อมูล สำหรับกลยุทธ์นั้นได้

5) การใช้ประโยชน์จากข้อมูล Insights นำข้อมูลที่ผ่านการกระบวนการวิเคราะห์โดย Data Analytics หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อทำแผน Quick Win หรือ ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายตามแผนกลยุทธ์ที่ได้วางไว้

6) การสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนในองค์กร เมื่อประสบความสำเร็จจากการนำข้อมูลจากสถาปัตยกรรมไปใช้แล้ว ควรทำการประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรในองค์กรทราบถึงความสำคัญและประสิทธิผลในการใช้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพ เพื่อปรับมุมมองเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมข้อมูลให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

“เมื่อ Data-Driven Organization กลายเป็นพันธกิจของหลายองค์กร การวางรากฐานข้อมูลด้วยการสร้างสถาปัตยกรรมข้อมูลจะช่วยให้องค์กรเข้าใจข้อมูลและการจัดการข้อมูลได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับการใช้งานในภาคธุรกิจนั้น ซึ่งภารกิจเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องมีบุคคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งภาคธุรกิจและเทคโนโลยีเป็นอย่างดี เพื่อให้การปรับเปลี่ยนองค์กรสามารถบรรลุตามเป้าหมายได้อย่างราบรื่น จากประสบการณ์ของ บลูบิค ที่ได้เข้าไปช่วยปรับเปลี่ยนองค์กรชั้นนำสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พบว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจการใช้งานข้อมูลในมุมธุรกิจนั้น สามารถลดความเสี่ยงจากข้อมูลสำคัญสูญหายระหว่างกระบวนการจัดเก็บ ลดเวลากระบวนการทำ Data Cleansing  สามารถตรวจสอบและสร้างมาตรฐานข้อมูลที่เหมาะสมกับธุรกิจ ทำให้จำนวนข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องและแม่นยำมีมากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดลดลงด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าวปิดท้าย  

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ Website : www.bluebik.com หรือติดตามข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ที่ Facebook Page : Bluebik Group และ LinkedIn : Bluebik Group

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-bbik-data-driven-organization/

Alibaba Cloud เปิดศูนย์ Data Center แห่งที่ 3 ในเยอรมนี

Alibaba Cloud ขยายศักยภาพการให้บริการระบบคลาวด์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เพิ่มสาขาให้กับศูนย์ Data Center แห่งที่ 3 ในประเทศเยอรมนี เพื่อรองรับประสิทธิภาพในการประมวลมวลด้าน Storage, Networking, Database, Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning ซึ่งเป็นบริการที่จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลมหาศาล

Credit: Alibaba Cloud
สัปดาห์ก่อนจะมีการเปิดศูนย์ Data Center แห่งใหม่ในเยอรมนี Alibaba Cloud ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดศูนย์ Data Center แห่งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่ง Alibaba เล็งเห็นถึงการบริการคลาวด์ทุกภาคส่วน เป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งภายในประเทศไทยและทั่วโลก
 
ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคยุโยปทางด้านอุตสาหกรรมประเภทยานยนต์ การผลิต การค้าปลีก และเกม โดย Alibaba ได้เปิดศูนย์ Data Center แห่งแรกในประเทศเยอรมนี ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อปี 2559
 
การแถลงข่าวเปิดศูนย์ Data Center แห่งใหม่ในเยอรมนี Alibaba Cloud มองเห็นถึงความสอดคล้องด้านมาตรฐานและข้อบังคับด้านความปลอดภัยของประเทศเยอรมนี ที่ระบุเกี่ยวกับการควบคุมการฏิบัติตามข้อกำหนดของ Cloud Computing (C5) และจะต้องผ่านการตรวจสอบภายใต้ German AI Cloud Services Compliance Criteria Catalogue ซึ่งเป็นมาตรฐานการทดสอบสำหรับการรับรองความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน AI ที่นำมาใช้ในประเทศเยอรมนี
 
นอกจากนี้ ยังชูนโยบายในการใช้พลังงานสีเขียว 100% ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่แถลงข่าวในกรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าวของ Alibaba Cloud จะใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะบนคลาวด์เพื่อตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละวันสำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่ศูนย์ Data Center
 
Data Center แห่งใหม่ล่าสุดนี้ จะได้รับการผลักดันให้ผู้จำหน่ายในประเทศจีน โดยขยายฐานการให้บริการไปยัง 84 โซน ซึ่งพร้อมใช้งานแล้วอยู่ใน 27 ภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ภายนอกประเทศจีน ได้แก่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
 

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-opens-third-data-center-in-germany/

อินเทลได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ชิป AI Gaudi2” ที่เปรียบดั่งเวทมนตร์ที่จะช่วยลูกค้า

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อินเทลได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวนมากทั้งชิปซิลิกอน, ซอฟต์แวร์, และบริการต่างๆ ในงานอีเวนต์ Vision ครั้งแรกที่จัดขึ้นในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เริ่มจากการเปิดตัวชิป AI Gaudi 2 ที่เป็นชิป Xeon Scalable รุ่นที่ 4

นอกจากนี้ยังมีโครงการ Apollo AI ที่ร่วมมือกับ Accenture, แผนการพัฒนา IPU ใหม่ที่ยาวไปถึงปี 2026, ตัว GPU Solution, และชิป Core HX เจน 12 สำหรับแล็ปท็อปที่ใช้ทำงานแบบไฮบริดโดยเฉพาะ รวมไปถึงโมเดลบริการใหม่ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาในอนาคต

Pat Gelsinger ซีอีโอของอินเทล ออกมากล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากที่สุดทั่วโลกตอนนี้ ที่องค์กรทั้งหลายต่างเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและต้องเชื่อมต่อทั่วถึงกันหมด ดังนั้นความสำเร็จจึงขึ้นกับความเร็วในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัย”

“เราตื่นเต้นที่จะได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปรียบดั่งเวทมนตร์เข้ามาช่วยทั้งลูกค้าและพาร์ทเนอร์ในการปฏิวัติระบบดิจิตอล แม้จะเป็นระบบที่ซับซ้อนมากที่สุดก็ตาม” อย่างชิป 12th Gen HX ก็ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญสำหรับคอมพิวเตอร์แบบพกพาสำหรับผู้ใช้องค์กร

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CRN

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-vision-2022-ai-gaudi2-chip/

Google ใช้ระบบ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบน Workspace สามารถสรุปการประชุม หรือสรุปข้อความแชทได้อัตโนมัติ

Google Workspace (G Suite เดิม) เป็นบริการที่ประกอบไปด้วยแอปที่เน้นการทำงานหลาย ๆ อย่างในระดับองค์กร เช่น Gmail, Calendar, Meet, Drive ฯลฯ ซึ่งทาง Google ก็ได้พยายามพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยล่าสุด Google ได้ออกมาเผยว่าตอนนี้ได้ใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยให้แอปต่าง ๆ บน Workspace มีความสามารถมากกว่าเดิม และฉลาดกว่าเดิม จนทำได้แม้กระทั่งสรุปการประชุมโดยอัตโนมัติให้เหลือแค่ใจความสำคัญเท่านั้น

ในตอนนี้น่าจะมีหลาย ๆ บริษัทที่เริ่มปรับเปลี่ยนหันมาทำงานแบบ Work from home หรือแบบ Hybrid กันมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการประชุมแบบออนไลน์เป็นอะไรที่สำคัญมากในการวางแผนงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งทาง Google ก็ได้เอาระบบ AI สุดอัจฉริยะมาช่วยให้การทำงานแบบนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น…

Auto-summaries สรุปการประชุมด้วยระบบ AI

หนึ่งในฟีเจอร์สุดเจ๋งที่ Google นำเอาระบบ AI เข้ามาช่วย ก็คือ Auto-summaries ในแอป Google Doc ที่จะใช้ Machine Learning ในการประมวลผลภาษา และการเขียนของเอกสารการประชุม จากนั้นจึงแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำออกไป และคัดเอาส่วนที่สำคัญ ๆ ออกมารวบรวมไว้ให้สรุปกันได้ง่าย ๆ ว่ามันคือเรื่องอะไร

Auto-summaries คัดเฉพาะเนื้อหาจากเอกสารประชุมให้เหลือแค่ใจความสำคัญ

นอกจากนี้ Auto-summaries ยังถูกนำมาใส่ไว้ในแอป Google Spaces (แอปสำหรับแชทเป็นกลุ่ม) ให้มันช่วยประมวลผลการพูดคุยในแอปดังกล่าวให้ออกมาเป็นไฮไลท์ที่จับเฉพาะใจความสำคัญเป็นข้อ ๆ ให้ดูได้เลย

คัดเนื้อหาที่คุยกันใน Google Spaces มาสรุปให้เหลือหัวข้อสำคัญ ๆ เท่านั้น 

ปรับปรุงภาพวิดีโอคอล Google Meet ให้ชัดเจนและสว่างขึ้น

การประชุมทางไกลผ่าน Google Meet จะมองเห็นหน้าของแต่ละคนได้แบบชัดเจนแจ่มแจ๋วมากขึ้น แม้ว่าตอนนั้นจะประชุมอยู่ในห้องที่มีไฟสลัว ๆ หรือเว็บแคมจะเป็นรุ่นเก่าเก็บแล้วก็ตาม เพราะระบบ AI จะเข้ามาช่วยในการปรับปรุงภาพให้สว่างไสวจนมองเห็นกันได้แบบชัดเจนเลยล่ะ

 

Portrait Light ปรับแสงสำหรับวิดีโอคอลได้เหมือนอยู่ในสตูดิโอ

ถ้าหากว่าแค่ปรับปรุงภาพวิดีโอคอลให้ชัดเจนและสว่างยังไม่พอ Google Meet ยังใช้ระบบ Machine Learning เพื่อช่วยในการจำลองทิศทางของแสงได้เหมือนกับอยู่ในสตูดิโอเลย จะเลือกให้หน้าฝั่งไหนสว่าง หรือจะให้ผ่องเท่ากันทุกด้านก็ทำได้ง่าย ๆ เลย

 

ตัดเสียงสะท้อนสำหรับวิดีโอคอล

ประชุมทางไกลแบบภาพจัดเจนอย่างเดียวก็พาลจะคุยกันไม่รู้เรื่องเอา Google ก็เลยปรับปรุงระบบเสียงด้วยระบบ de-reverberation เพื่อช่วยลดเสียงสะท้อนแม้อยู่ในห้องแคบ ๆ ทำให้คุยกันได้แบบชัดเจนมากขึ้น

แชร์คอนเท้นต์ให้คนในทีมได้

ในการประชุมทางไกลด้วย Google Meet คราวนี้เราสามารถแชร์คอนเท้นต์ต่าง ๆ ให้ผู้ร่วมประชุมคนอื่นสามารถร่วมควบคุมได้ด้วย อย่างเช่นเราแชร์คลิปวิดีโอไปในห้องประชุม ผู้ร่วมประชุมคนอื่น (ที่ได้รับอนุญาต) ก็จะกดเล่น กดหยุด กดเร่งวิดีโอได้ด้วย ไม่จำกัดอยู่แค่คนแชร์คอนเท้นต์แค่คนเดียวเท่านั้น

แปลงเสียงการประชุมให้เป็นตัวหนังสือ

สำหรับคนที่มาร่วมประชุมใน Google Meet ไม่ได้ ในอีกไม่นานนี้ Google จะเอาระบบ Automated transcriptions เข้ามาช่วยในการถอดเสียงประชุมให้ออกมาเป็นตัวอักษรพร้อมอ่านได้เลย ไม่ต้องมานั่งฟังการประชุมใหม่อีกรอบ

เพิ่มความปลอดภัยให้กับ Workspace

หากไฟล์ใน Gmail, Google Slides, Docs และ Sheets มีอะไรไม่ชอบมาพากล ไม่ว่าจะเป็นมัลแวร์ที่แฝงมา หรือจะเป็นลิ้งค์แบบ Phishing หลอกดูดรหัสผ่านต่าาง ๆ ระบบจะมีการแจ้งเตือนทันที

นับว่าเป็นการนำระบบ AI ที่แสนจะอัจฉริยะมาใช้งานควบคู่กับการทำงานได้แบบถูกที่ถูกทางจริง ๆ เพราะแต่ละอย่างที่ใส่เข้ามาเนี่ย เรียกว่าเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายให้กับการทำงานเยอะเลย…แต่ฟีเจอร์บางอย่าง เช่น Auto-summaries หรือ Automated transcriptions ในช่วงแรกจะยังรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ สำหรับภาษาอื่น ๆ อาจต้องรอกันอีกซักพักเลยล่ะ

 

ที่มา : Google

from:https://droidsans.com/google-ai-increases-workspace-performance/

เจาะไฮไลต์งาน Google I/O 2022

ที่งาน Google I/O 2022 มีการประกาศฟีเจอร์ใหม่ๆในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Google มากมายทั้ง Android, Application, Cloud และอื่นๆ นับร้อยรายการ ซึ่งเราขอตัดเอาไฮไลต์สำคัญมาให้ได้ติดตามกันครับ

Credit: Google

1.) Google Translate รองรับภาษาใหม่อีก 24 ภาษา ทำให้ภาพรวมใช้การได้กว่า 133 ภาษาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตอัลกอริทึม Machine Learning ให้สามารถแปรได้โดยไม่ต้องเห็นตัวอย่างมาก่อนหรือมองเห็นแค่ monolingual text เท่านั้น

2.) Google Maps สามารถแสดงผลแบบสมจริง (immersive view) โดยรองรับทั้งการใช้งานบนมือถือหรือแท็บเล็ตทั่วไป ทั้งนี้จะเริ่มเปิดตัวที่ ลอสแองเจิลลิส ลอนดอน นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก และโตเกียวก่อน

3.) YouTube สามารถทำฟีเจอร์ Transcription และสร้าง Chapter ได้อัตโนมัติ

4.) Google Docs มีการเพิ่มฟีเจอร์บทสรุป ทำให้สร้างโน๊ตย่อแปะไว้ได้

5.) Google Search สามารถค้นหารูปภาพได้อย่างฉลาดมากขึ้น เช่น ถ่ายรูปส่วนบ้านที่ต้องการซ่อมแซมและคำว่า near me จากนั้น Google Search จะแสดงร้านค้าที่ใกล้ที่สุดโดยจะเริ่มที่ผู้ใช้งานภาษาอังกฤษก่อน

6.) ความสามารถด้าน AI ที่ Google กล่าวถึงมีหลายอย่างเช่น

  • เพิ่มความแม่นยำในเรื่องของสีผิวจาก Monk Skin Tone Scale พร้อมเปิดโอเพ่นซอร์สผ่าน skintone.google 
  • เปิดตัว LaMDA2 เป็นส่วนหนึ่งใน AI Test Kitchen
  • ออกโมเดลภาษาใหม่ที่ชื่อ PaLM เพื่อใช้แก้ปัญหา math word ที่ซับซ้อนและอธิบายขั้นตอนได้อย่างละเอียด
  • ฟีเจอร์ Multisearch ในแอปให้สามารถเพิ่มการค้นหาได้หลายองค์ประกอบ
  • ทำให้ Google Assistant เข้าถึงได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเปิดเองด้วยฟีเจอร์ Nest Hub Max

7.) Android 13 

  • Google Wallet รองรับการเก็บ Student ID ตั๋วเข้าชม บัตรวัคซีน และข้อมูลอื่นๆได้มากขึ้น รวมถึง Wallet เองกำลังเดินทางไปสู่ Wear OS
  • Wear OS จะได้รับฟีเจอร์ขอความช่วยเหลือในปีนี้ (SoS)
  • เตรียมอัปเดตหน้า Privacy Policy ใหม่
  • แอปพลิเคชันต้องขอสิทธิ์ก่อนส่งแจ้งเตือนผู้ใช้
  • Android Tablet มีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นเช่น Split Screen และอื่นๆ พร้อมทั้งผู้ใช้จะสามารถ copy & paste รูปหรือ URL จากมือถือข้ามไปยัง Android 13 Tablet ได้
  • เลือกภาษาต่างกันให้แอปได้
  • รองรับการทำ end-to-end encryption ให้ข้อความสำหรับการคุยกันในกลุ่ม
  • ประกาศความสำเร็จของแอปข้อความว่ามีผู้ใช้งานกว่า 500 คนล้านต่อเดือน โดยความพิเศษของแอปมีการใช้มาตรฐานในการแชร์ข้อมูลขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม (Rich Communication Services : RCS

8.) Developer

  • เตรียมปล่อยแพลตฟอร์ม smart home หรือ Matter ในเดือนหน้า โดย SDK ใหม่จะมีฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ Matter ยังทำงานร่วมกันกับ Android ทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปได้โดยง่าย
  • เปิดตัว AlloyDB หรือ managed service ของ PostgreSQL ที่คุยว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันกับ Youtube, Search, Maps และ Gmail
  • เปิดตัว Cloud TPU v4 ขนาด 8 pod ที่ทำงานร่วมกันให้ประสิทธิภาพสูงถึง 9 exaflop โดยเชื่อว่าเป็นศูนย์ประมวลผล Machine Learning ที่แรงสุดขณะนี้ตั้งอยู่ใน Oklahoma นอกจากนี้ยังลดการปล่อยคาร์บอนไปกว่า 90% 
  • ประกาศ Flutter 3.0 รองรับการทำงานหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, Web, iOS, Android, Windows และ MacOS
  • เพิ่มฟีเจอร์ Live Edit ใน Android Studio
  • เปิดตัว Cloud Run Job ช่วยทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้เพื่อรันสคริปต์ในการจัดการคลาวด์เช่น Database Migration หรือเพื่อมอนิเตอร์งานต่างๆเป็นต้น

9.) Google Pixel ประการอัปเดต Pixel 6 และ 6 Pro คาดว่าน่าจะพรีออเดอร์และส่งของได้ในกรกฎาคมนี้สนนราคาราว 449 เหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยการอวดโฉม Pixel 7 และ 7 Pro ที่ใช้ Next-gen Tensor นอกจากนี้ยังขายเรื่องของ Pixel Buds Pro รวมถึงแผนการออก Pixel Watch ในปีนี้ และแผนการออก Pixel Tablet ในปีหน้า

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/google-io-2022-heres-everything-google-just-announced/ และ https://blog.google/technology/developers/io-2022-100-things/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-cloud-launches-alloydb-a-new-fully-managed-postgresql-database-service/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-launches-a-9-exaflop-cluster-of-cloud-tpu-v4-pods-into-public-preview/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-debuts-cloud-run-jobs-for-containerized-scripted-tasks/

from:https://www.techtalkthai.com/google-i-o-2022-hightlight-annoucement/

Intel เปิดตัวชิป AI ใหม่ ภายใต้ชื่อ Guadi2

Gaudi2 คือชื่อเรียกของชิป AI ตัวใหม่จากค่าย Intel ที่ได้รับการพัฒนาโดยทีม Habana Labs บริษัทสตาร์ทอัพด้านชิป AI ในประเทศอิสราเอล ซึ่ง Intel ทำการซื้อกิจการมาในช่วงปลายปี 2019 ด้วยมูลค่ากว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

credit : Intel
Intel เริ่มต้นในตลาดชิป AI ด้วยการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากการประมวลผล AI เป็นอีกหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วมากที่สุดสำหรับตลาด Data Center โดยที่มี Nvidia ครอบครองตลาดนี้อยู่บนแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ CUDA ที่คุ้นเคยกันอย่างดี
 
นอกจากนี้ Intel ยังมีแผนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน AI ควบคู่ไปกับชิปที่มีการเปิดตัวออกมาก่อน ซึ่งจะทำให้ความดุเดือดในการแข่งขันเพื่อกระทบไหล่ CUDA จากค่าย Nvidia ที่ยืนหนึ่งมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ Intel ยังเผยไต๋กลยุทธ์การทำการตลาดของซอฟต์แวร์ในอนาคต ด้วยเปิดมาตรฐานให้สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรีจาก GitHub ซึ่งเป็นเว็บไวต์ซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ
 
Gaudi2 จะกลายเป็นชิป AI ที่มีความเร็วเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อนที่ Habana เคยผลิตออกมา ชิปรุ่นใหม่นี้ถูกผลิตขึ้นภายใต้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ขนาด 7 นาโนเมตร ซึ่งดีกว่าเดิมที่เคยทำได้ที่ 16 นาโนเมตร ตามนวัตกรรมยิ่งขนาดของทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากเท่าไร ชิปจะยิ่งมีความเร็วและทรงพลังมากขึ้น
 
Intel มองเป้าต่อจากนี้ไป หลังจากเปิดตัวชิป AI รุ่น Guadi2 สู่ตลาดเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 25% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ โดยประเมินมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
 

from:https://www.techtalkthai.com/intel-intel-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%9b-ai-%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/

Intel เปิดตัวชิป AI ใหม่ ภายใต้ชื่อ Guadi2

Gaudi2 คือชื่อเรียกของชิป AI ตัวใหม่จากค่าย Intel ที่ได้รับการพัฒนาโดยทีม Habana Labs บริษัทสตาร์ทอัพด้านชิป AI ในประเทศอิสราเอล ซึ่ง Intel ทำการซื้อกิจการมาในช่วงปลายปี 2019 ด้วยมูลค่ากว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

credit : Intel
Intel เริ่มต้นในตลาดชิป AI ด้วยการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากการประมวลผล AI เป็นอีกหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วมากที่สุดสำหรับตลาด Data Center โดยที่มี Nvidia ครอบครองตลาดนี้อยู่บนแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ CUDA ที่คุ้นเคยกันอย่างดี
 
นอกจากนี้ Intel ยังมีแผนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน AI ควบคู่ไปกับชิปที่มีการเปิดตัวออกมาก่อน ซึ่งจะทำให้ความดุเดือดในการแข่งขันเพื่อกระทบไหล่ CUDA จากค่าย Nvidia ที่ยืนหนึ่งมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ Intel ยังเผยไต๋กลยุทธ์การทำการตลาดของซอฟต์แวร์ในอนาคต พร้อมด้วยเปิดมาตรฐานให้สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรีจาก GitHub ซึ่งเป็นเว็บไวต์ซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ
 
Gaudi2 จะกลายเป็นชิป AI ที่มีความเร็วเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อนที่ Habana เคยผลิตออกมา ชิปรุ่นใหม่นี้ถูกผลิตขึ้นภายใต้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ขนาด 7 นาโนเมตร ซึ่งดีกว่าเดิมที่เคยทำได้ที่ 16 นาโนเมตร ตามนวัตกรรมยิ่งขนาดของทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากเท่าไร ชิปจะยิ่งมีความเร็วและทรงพลังมากขึ้น
 
Intel มองเป้าต่อจากนี้ไป หลังจากเปิดตัวชิป AI รุ่น Guadi2 สู่ตลาดเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 25% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ โดยประเมินมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
 

from:https://www.techtalkthai.com/intel-launches-new-ai-ship/

รีวิว Whiteboards ฟีเจอร์ใหม่บน Zoom Meeting

Whiteboards ฟีเจอร์ใหม่ บน Zoom Meeting สร้างประสบการณ์ใหม่ให้การระดมไอเดีย การวางแผนงานเวิร์คช้อป และการเรียนการสอนในห้องเรียนออนไลน์ร่วมกันบนกระดานไวท์บอร์ดดิจิทัล ที่ทำอะไรได้มากกว่ากระดานจริง
 

Zoom Meeting แอปประชุมออนไลน์ในรูปแบบ Video Conference กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับประยุกต์ใช้งานในระดับองค์กร และระดับการศึกษาในรูปแบบออนไลน์ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ COVID-19 ได้มอบประสบการณ์ที่ยาวนานจนเกิดทักษะความเชี่ยวชาญที่ได้จากการใช้งานจริงเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน Work form Home หรือ การเรียนออนไลน์ 100% ทั่วทั้งประเทศ
 
สำหรับการประชุมที่มีประสิทธิภาพและการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมกับผู้อื่นในจำนวนมาก Zoom Meeting เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ได้รับความนิยมและการยอมรับในระดับองค์กรและการเรียนการสอนออนไลน์ ล่าสุด Zoom ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า “Whiteboards” โดยจะเข้ามาเพิ่มรูปแบบการประชุม การเรียนการสอนออนไลน์ ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และมีสัมฤทธิ์ผลที่สูงมากยิ่งขึ้น

Zoom Whiteboards เหมาะกับลักษณะงานใด 

 

Brainstorming & Ideation

เพื่อการระดมไอเดียชิ้นงาน

Zoom Whiteboards ช่วยให้การทำงานร่วมกันได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ สามารถแชร์ไวท์บอร์ดออนไลน์เพื่อทำงานร่วมกับใครก็ได้ด้วยบัญชี Zoom

  • มาพร้อมเครื่องมือสำหรับงานไวท์บอร์ดในระดับมืออาชีพ ทำให้ผู้ใช้สามารถขยายมุมมอง และพรีเซ็นต์ไอเดียชิ้นงานของตนได้อย่างไหลลื่น
  • กระดานไวท์บอร์ดออนไลน์ของ Zoom สามารถรองรับการเข้าถึงได้ทั้งบน Web Browser, Client Zoom และ Zoom Rooms สำหรับ Touch

Presenting & Teaching

สำหรับการเรียนการสอน

Zoom Whiteboards ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ Zoom ที่รองรับทั้งหมด ตั้งแต่ Laptop ไปจนถึง Zoom Rooms สำหรับ Touch

  • ใช้กระดานไวท์บอร์ดดิจิทัลขนาด 55 และ 65 นิ้วจาก DTEN และ Neat เพื่อนำเสนอและทำงานร่วมกัน
  • พบกับฟีเจอร์ไวท์บอร์ดเสมือนจริง เช่น รองรับการใช้งานรูปแบบ Touch Screen, Extendable Canvas, Adding Images และ Templates ที่ทำให้การนำเสนอและการสอนง่ายขึ้นมาก

Meetings & Workshops

สำหรับการประชุมและเวิร์คช็อป

สามารถใช้งานแพลตฟอร์มที่มีอยู่ของ Zoom ทำงานร่วมกับ Zoom Whiteboards ได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนเครื่องมือใหม่ทั้งหมด เพื่อคุณภาพในการทำงานร่วมกัน

  • แชร์หรือสร้างงานบนไวท์บอร์ดแบบโต้ตอบเรียลไทม์ใน Zoom Meetings ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้หลากหลาย
  • ช่วยยกระดับงานเวิร์กช็อปด้วยการนำเสนอวิธีใหม่ในการทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์ม Zoom

Zoom Whiteboards รองรับงานลักษณะใดบ้าง

  1. สร้างคุณภาพและความยืดหยุ่นในการทำงานเป็นทีม
  2. สร้างการทำงานร่วมกันบนกระดานไวท์บอร์ดแบบโต้ตอบ
  3. สร้างมิติใหม่ในการจัดการไอเดีย จัดระเบียบชิ้นงาน และสามารถลงมือทำได้ทันที
  4. สร้างการแชร์กระดานไวท์บอร์ดให้กับผู้อื่นๆ ได้
  5. สามารถเข้าถึงกระดานไวท์บอร์ดของคุณได้ทุกเวลา
  6. สามารถเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์

Zoom Whiteboards มีเครื่องมืออะไรให้ใช้งานบ้าง

  • แถบเครื่องมือ Toolbar : สำรวจแถบเครื่องมือใหม่บน Zoom Whiteboard ประกอบไปด้วย Select, Draw, Shape, Line, Text, Sticky Note, Image, Eraser, Color, Undo, Redo, Page และ Move Toolbar ครบเครื่องในการสร้างสรรค์ไอเดียชิ้นงานร่วมกันที่หลากให้ปรากฏบนการดานดิจิทัล
  • แถบเมนู : มาพร้อมเมนูคำสั่งให้การทำงานร่วมกันที่ไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชื่อโปรเจ็คงาน การแชร์กระดานร่วมกัน การแสดงความคิดเห็นร่วมกัน และเมนูอื่นๆ ทั้งหมดบน Zoom Whiteboards ซึ่งประกอบไปด้วยชุดเมนูคำสั่ง Version History, Export, Help, Leave Feedback, Report, Lock Board และ Move to Trash 
  • แถบเมนูขยายให้พื้นที่หน้ากระดาน Whiteboard สามารถขยายเข้าและขยายออกได้ตั้งแต่ 0% และสูงสุดที่ 1000% โดยค่ามาตรฐานจะเป็น 100% ช่วยให้สามารถสร้างเนื้อหางานได้อย่างไม่รู้จบในหนึ่งชิ้นงานทั้งในและการประชุมจากระยะไกล
  • สามารถ Export ออกมาเป็นไฟล์ PDF และ PNG ได้
ไฟล์ PNG
ไฟล์ PDF
  • Zoom ได้สร้างช่องทางการแสดงความคิดเห็น (Leave Feedback) จากประสบการณ์การใช้งานจริงบนฟีเจอร์ Whiteboards โดยจะลิงค์เข้าสู่หน้าเพจการตอบแบบสอบถามทั้ง 7 ข้อ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่ได้สัมผัส
  • นอกจากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้สึกในการได้ใช้งานจริงแล้ว Zoom Whiteboards ยังเปิดช่องทางสำหรับรับแจ้งรายงานเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้แก่ผู้ใช้งาน เพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์และความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน โดยผู้ใช้งานสามารถดำเนินการได้จากเมนูคำสั่ง Report และเลือกหมวดหมู่ที่ต้องการร้องทุกข์ 

หมวดหมู่การแจ้งเหตุ

  • การแชร์หน้าจอที่ไม่เหมาะสม
  • แขกไม่ได้รับเชิญ
  • การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
  • วิดีโอที่ไม่เหมาะสม
  • ประพฤติมิชอบ
  • ก้าวร้าว ผิดกฎหมาย ไม่เหมาะสม
  • การฆ่าตัวตายทำร้ายตัวเอง
  • สามารถล็อคกระดาน Whiteboards โดยที่การล็อคบอร์ดจะลบสิทธิ์การดูสำหรับทุกคนยกเว้นเจ้าของ เมื่อเจ้าของบอร์ดต้องการปลดล็อคบอร์ดเพื่อคืนสิทธิ์ให้ผู้อื่นกลับมาร่วมสร้างสรรค์งานต่อได้เหมือนเดิม เจ้าของสามารถกระทำได้ผ่านช่องทางเดิม
  • การลบกระดาน Whiteboards จะถูกย้ายไปที่ถังขยะ และผู้ทำงานร่วมกันจะไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป ทั้งนี้ เจ้าของกระดานสามารถเรียกคืนจากถังขยะกลับมาใช้งานได้เช่นกัน 
  • Share กระดานไวน์บอร์ดให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงเพื่อใช้งานร่วมกันได้โดยการส่งผ่านอีเมลและสามารถระบุสิทธิ์ 

Zoom Rooms for Touch

Zoom Whiteboards ผสานกันอย่างลงตัวช่วยให้ทีมงานในพื้นที่และจากระยะไกลสามารถแชร์ทำงานร่วมกันบนเนื้อหาเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานร่วมกับ กล้อง ลำโพง และจอแสดงผลแบบสัมผัสประเภทไวท์บอร์ดแบบอินเทอร์แอคทีฟได้อย่างไหลลื่น เพิ่มขีดความสามารถในการประชุมให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

Neat Board

นอกจากซอฟต์แวร์ Zoom ยังมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ All-in-One Touch Systems ที่สามารถผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยมีให้ได้ตามลักษณะการใช้งาน

DTEN D7

Zoom Whiteboards สู่โลกการประชุมเสมือนจริง

จะเป็นอย่างไร เมื่อ Zoom Whiteboards ผสานโลกการประชุมเสมือนจริงกับแว่น VR ให้ทุกการประชุมมีอรรถรสและบรรยากาศการมีส่วนร่วมในห้องประชุมจริง เป็นอีกก้าวสู่ยุค Digital Transformation สำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Metaverse ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีการประชุมออนไลน์ในรูปแบบ Video Conference จาก Zoom Meeting  

Zoom Plan & Price มีฟีเจอร์ Whiteboards 

ทุกแผนแพ็คเก็ตในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Zoom Meeting ทั้งฟรีและมีค่าบริการ ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ Whiteboards ให้เลือกใช้งานครบถ้วนแล้ว โดยขีดความสามารถบางอย่างจะแตกต่างกันออกไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

  • Basic Plan (ฟรี) สามารถใช้งานฟีเจอร์ Zoom Whiteboard บนกระดานดิจิทัลได้สูงสุดจำนวน 3 บอร์ด พร้อมคุณสมบัติมาตรฐานและพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ 25 MB
  • Pro Plan มีค่าบริการ 149.90$ ต่อปี สามารถใช้งานฟีเจอร์ Zoom Whiteboard บนกระดานดิจิทัลได้สูงสุดจำนวน 3 บอร์ด พร้อมคุณสมบัติมาตรฐานและพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ 1 GB (พื้นที่ตามแพ็คเก็ต)
  • Business Plan มีค่าบริการ 199.90$ ต่อปี สามารถใช้งานฟีเจอร์ Zoom Whiteboard บนกระดานดิจิทัลได้ไม่จำกัดจำนวนบอร์ด พร้อมคุณสมบัติมาตรฐาน และพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ตามแพ็คเก็ต
  • Enterprise Plan มีค่าบริการ 240$ ต่อปี สามารถใช้งานฟีเจอร์ Zoom Whiteboard บนกระดานดิจิทัลได้ไม่จำกัดจำนวนบอร์ด พร้อมคุณสมบัติมาตรฐาน และพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ตามแพ็คเก็ต

อ้างอิงข้อมูลจาก : Zoom

แพ็คเก็ตเสริม เพิ่มขีดความสามารถให้กับ Zoom Whiteboard สำหรับผู้ใช้แผน Pro ที่ต้องการใช้งานกระดานไวท์บอร์ดแบบไม่จำกัดจำนวน ส่วนความจุขึ้นอยู่กับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ราคาแพ็คเก็ตเสริม 24.90$ ต่อปี

##

สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Zoom เพิ่มเติมได้ที่ https://zoom.us/

##

from:https://www.techtalkthai.com/review-whiteboards-new-feature-zoom-meeting/

ฟูจิตสึ ประยุกต์ใช้ AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อการพยากรณ์สึนามิ แบบเรียลไทม์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านภัยพิบัติระหว่างประเทศ (IRIDeS) ที่มหาวิทยาลัยโทโฮคุ สถาบันวิจัยแผ่นดินไหวที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ฟูจิตสึ และเมืองคาวาซากิ ร่วมมือจัดทำการทดลองภาคสนามของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำงานบนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ฟูกากุ (Fugaku) ของฟูจิตสึ เพื่อการพยากรณ์สึนามิแบบเรียลไทม์ที่มีความละเอียดสูง สนับสนุนการอพยพสึนามิอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพระหว่างการฝึกซ้อมป้องกันภัยพิบัติในเมืองคาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างการทดลองภาคสนาม ผู้เข้าร่วมจากชุมชนโดยรอบจะได้รับแจ้งเกี่ยวกับเวลาที่มาถึง รวมถึงความสูงของคลื่นสึนามิที่คาดการณ์ไว้ผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนที่พัฒนาโดยฟูจิตสึ การฝึกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างผู้อยู่อาศัย และหลีกเลี่ยงกรณีที่ผู้คนถูกทิ้งไว้เบื้องหลังระหว่างการอพยพ

โครงการนี้แสดงถึงก้าวล่าสุดในการริเริ่มอย่างต่อเนื่อง ตามกรอบข้อตกลงที่ลงนามระหว่างเมืองคาวาซากิ และฟูจิตสึในปี 2557 ส่งเสริมการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน เพื่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมวิจัย และพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการร่วมมุ่งหวังลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติสึนามิโดยใช้ไอซีทีในพื้นที่ชายฝั่งคาวาซากิ” ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของการแบ่งปันข้อมูลระหว่างผู้เข้าร่วมการทดลองภาคสนามผ่านแอป ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการใช้วิธีการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในทางปฏิบัติที่ใช้ประโยชน์จากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) และเทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับการพยากรณ์อุทกภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมีส่วนสนับสนุนให้เกิดสังคมที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

รูปภาพของแอปพลิเคชัน

การทำงาน

การทดลองภาคสนามเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของการอพยพโดยใช้ข้อมูลพยากรณ์อุทกภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิด้วย AI โดยข้อมูลนี้จะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชันที่พัฒนาโดยฟูจิตสึ ซึ่งผู้อยู่อาศัย และผู้จัดงานจะอ้างอิงตามเวลาจริงในระหว่างการจำลองการอพยพ การทดลองภาคสนามจะดำเนินการภายใต้การดูแล และคำแนะนำของ ศ.ฟุมิฮิโกะ อิมามูระ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยภัยพิบัตินานาชาติแห่งมหาวิทยาลัยโทโฮคุ และ ศ.ทาเคชิ ฟุรุมุระ จากสถาบันวิจัยแผ่นดินไหวแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว

ผู้เข้าร่วมหลายคนที่บรรยายสรุปก่อนการทดลองภาคสนาม จะทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านข้อมูลภัยพิบัติ และรับข้อมูลโดยละเอียด รวมถึงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ระดับความสูงของคลื่นสึนามิ ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ จะได้รับข้อความในแอปพลิเคชัน ซึ่งระบุว่า AI ได้คาดการณ์น้ำท่วมสำหรับตำแหน่งของพวกเขา

เมื่ออพยพ ผู้นำข้อมูลด้านภัยพิบัติสามารถตรวจสอบตำแหน่งปัจจุบันของผู้เข้าร่วมในชุมชนเดียวกัน และแจ้งเตือนผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการอพยพโดยใช้ฟังก์ชันการส่งข้อความของแอปพลิเคชัน การทดลองภาคสนามจะตามด้วยหลักสูตรการป้องกันภัยพิบัติออนไลน์ ซึ่งจะมีการทบทวนการดำเนินการอพยพของผู้เข้าร่วม

แอปพลิเคชันนี้มีโหมดการแสดงผลสองโหมด โหมดแรกคือ โหมดรายละเอียด ซึ่งข้อมูลคาดการณ์น้ำท่วมจากคลื่นสึนามิที่สร้างโดย AI จะแสดงบนแผนที่ด้วยสีต่างๆ ที่สัมพันธ์กับเวลาที่มาถึง และความสูงน้ำท่วมของสึนามิที่เข้ามา โหมดที่สองเป็นการแสดงผลแบบธรรมดาที่แสดงเฉพาะข้อความเตือนผู้ใช้ในบางพื้นที่เกี่ยวกับอุทกภัยที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดสึนามิ แอปพลิเคชันนี้ยังมีฟังก์ชันการส่งข้อความที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบตำแหน่งของสมาชิกในชุมชนคนอื่นๆ บนแผนที่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการสื่อสาร และรวบรวมอย่างปลอดภัยในระหว่างการอพยพ ผู้ใช้สามารถโพสต์ แบ่งปันข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจุดต่างๆ ตามเส้นทางอพยพที่สันนิษฐานว่าได้รับความเสียหาย ยากที่จะผ่าน จนอพยพ และรวมตัวกันที่ศูนย์อพยพเรียบร้อยแล้ว

แผนการณ์ในอนาคต

จากผลตอบรับจากผู้เข้าร่วมการทดลองภาคสนาม ทั้งสี่ฝ่ายจะตรวจสอบวิธีการส่ง และใช้การพยากรณ์ภัยพิบัติของ AI เพิ่มเติมเพื่อให้ทราบถึงการอพยพตามชุมชนที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งส่งเสริมการใช้ และการประยุกต์ใช้ AI ในทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนมาตรการบรรเทาภัยพิบัติ ให้มีส่วนทำให้ชุมชนท้องถิ่นปลอดภัยยิ่งขึ้น

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/fujitsu-ai-and-supercomputer-to-predict-tsunami/

[Guest Post] ขอเชิญร่วมงาน Rapid Business Transformation after Covid-19 สร้างโอกาสทางธุรกิจหลังโควิด-19 ด้วย AI แพลตฟอร์มช่วยวิเคราะห์ข้อมูล [12 พ.ค. 2565]

Rapid Business Transformation after Covid-19 by leveraging End-to-End Analytics Platform for Customer Data on Cloud ขอเชิญร่วมรับฟังเสวนาออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านในแต่ละแง่มุม ร่วมพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์ แนะนำแนวทาง ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจหลังโควิด-19 โดยใช้ AI แพลตฟอร์มในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่อยู่บนคลาวด์ชั้นนำของโลกซึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและมีระบบความปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งเจาะลึกไปถึงวิธีการเพิ่มมูลค่าของข้อมูลทางธุรกิจในองค์กรของท่านให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย AI แพลตฟอร์มจะช่วยคิด วิเคราะห์ ให้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึก และช่วยตัดสินใจให้ท่านดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันสูง ณ ปัจจุบัน ห้ามพลาด! วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00-15.30 น.

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Rapid Business Transformation after Covid-19 by leveraging End-to-End Analytics Platform for Customer Data on Cloud
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2565 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Zoom Webinar
ภาษา: ภาษาไทย และภาษาอังกฤษในบางช่วง

ลิงก์ลงทะเบียน: https://us02web.zoom.us/webinar/register/WN_DV1HWEcISSeTjrJclBcbqA

Who should attend: CTO, CIO, CDO, CISO, CMO, Data Analytic, Data Science, Business Analytic, Customer Insight, Customer Experience

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-webinar-rapid-business-transformation-after-covid-19/