คลังเก็บป้ายกำกับ: ADVER

PR-เมื่อต้องเลือกของขวัญปีใหม่ ให้เซอร์ไพรซ์เหล่าเกมเมอร์

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นช่วงเวลาอันดีสำหรับการหาของขวัญให้กับตนเองและส่งมอบให้กับผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาในการเลือกหา เพื่อให้เหมาะกับผู้รับเหล่านั้น แต่ถ้าคุณอยากจะมอบของขวัญสักชิ้นให้เป็นพิเศษ สำหรับเพื่อน คนรู้ใจ หรือลูกหลานของคุณที่ชื่นชอบการเล่นเกม การเลือกของขวัญปีใหม่สำหรับคอเกม คงไม่มีอะไรดีไปกว่า บรรดาเกมมิ่งเกียร์ เช่น หูฟัง เมาส์ คีย์บอร์ดและ Accessories ที่ใช้ได้ในทุกๆ วัน แต่ก็คงต้องเลือกให้เหมาะกับการเล่นเกมของเขาเหล่านั้น เช่น ชอบเล่นเกมแนวใด หรือถนัดใช้แบบใดเป็นต้น

หูฟัง hyperx

ชอบเล่นเกมแอ็คชั่นและ FPS: ควรเลือกคีย์บอร์ดที่ตอบสนองได้ไว ระยะการกดที่สั้น คีย์บอร์ด Mechanical นอกจากจะให้การตอบสนองที่ดี มีจังหวะคลิ๊กที่ให้ความสนุกสนานแล้ว ยังมาพร้อมกับความทนทาน เพื่อให้รองรับการกดถี่ๆ ได้ต่อเนื่อง อันเป็นธรรมชาติของคนที่เล่นเกมแนวนี้ และอาจมีสีสันของแสงไฟ เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความสวยงาม ส่วนการเลือกหูฟังควรสวมใส่สบาย คล่องตัว ไม่หนักศีรษะ ครอบหูมีความนุ่มนวล ที่สำคัญควรสนับสนุนระบบเสียงรอบทิศทาง และไมโครโฟนที่ให้เสียงคมชัด เพื่อให้การสื่อสารภายในทีมได้ชัดเจน

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น HyperX Alloy Originsเป็นคีย์บอร์ด Mechanical ซึ่งใช้สวิทช์ที่ทาง HyperX พัฒนาขึ้นเอง ระยะการกดที่สั้น ตอบสนองไวและมีปุ่มสำหรับตั้งค่า macro key ได้และฟีเจอร์ที่จำเป็นในการเล่นเกมครบครัน ให้ความทนทานสูงรองรับการกดได้ถึง 80 ล้านครั้ง และ หูฟัง HyperX Cloud Alpha Sหูฟังดีไซน์สวย น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ด้วยครอบหูเมมโมรีโฟม และคุณสมบัติ Dual Chamber แยกเสียงเบสกลางและสูง ให้เสียงที่ใสสะอาด ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนให้การสื่อสารที่คมชัด และมีไดรเวอร์ขนาด 50mm ตอบโจทย์สำหรับคอเกม ที่ชื่นชอบความเร้าใจ พร้อมบุกตะลุยมสนามรบ รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง

เล่นเกมทั่วไปและใช้งานทั่วไป: การเลือกคีย์บอร์ดมัลติมีเดีย ที่ครบเครื่องสำหรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม โดยเฉพาะคีย์บอร์ดที่มีความทนทาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง หรือในส่วนของปุ่มกดก็ตาม เพราะนอกจากจะต้องใช้ในการงานหรือความบันเทิงทั่วไปแล้ว ก็ต้องรองรับการเล่นเกม ที่ต้องใช้การกดปุ่มต่อเนื่องทั้งวัน นอกจากนี้ควรมีปุ่มที่ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกม และฟังก์ชั่นที่จำเป็น หรือถ้ามีแสงไฟ RGB ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเร้าใจในการเล่นเกมมากขึ้น ส่วนการเลือกหูฟังของผู้ใช้ในกลุ่มนี้ เพื่อให้ความคล่องตัว ทั้งการทำงาน และในด้านมัลติมีเดีย หูฟังแบบไร้สาย ก็ทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไดรเวอร์ที่ออกแบบมาให้รองรับทั้งการเล่นเกมในโหมดการใช้สายและมัลติมีเดียได้ รวมถึงขนาดกระทัดรัดสะดวกต่อการพกพาไปใช้ยังที่ต่างๆ

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น เกมมิ่งคีย์บอร์ด HyperX Alloy Elite RGB เป็นทั้งคีย์บอร์ดสำหรับเล่นเกมและมัลติมีเดียคีย์บอร์ดในตัว ด้วยปุ่มมัลติมีเดียและ Volume wheel ขนาดใหญ่ใช้งานสะดวก ให้คุณเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงทั้งการชมภาพยนตร์และการฟังเพลง และยังมีฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกม อาทิ Game Mode, N-Key Rollover หรือ Anti-Ghosting ก็ตาม พร้อมปุ่มที่ให้ความแม่นยำ กดสนุก กับคีย์สวิทช์ CHERRY MX และมีแสงไฟ RGB บนคีย์บอร์ด สามารถปรับแต่งได้บนซอฟต์แวร์ โครงสร้างมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และ หูฟัง HyperX Cloud MIX ที่มีดีไซน์สวย รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านทางสัญญาณ Bluetooth ให้สัญญาณเสียงที่ดีระดับ Hi-Res สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน ไดรเวอร์ที่ทันสมัยในแบบ Dual Chamber ขนาด 40mm ให้รายละเอียดเสียงได้ดี น้ำหนักเบา พกพาง่าย พร้อมชุดควบคุมเสียงบนตัวหูฟัง และยังรองรับการเล่นเกมด้วยการต่อสายเข้ากับพีซีได้อีกด้วย

ชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นคอนโซล: เพื่อให้คนที่ชื่นชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นเกมคอนโซลสนุกมากยิ่งขึ้น การเลือกหูฟังที่น้ำหนักเบา และสวมใส่ได้ง่าย น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด เพราะจะช่วยให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว และใช้งานได้ยาวนานขึ้น ออกแบบให้ใช้งานได้สะดวกทั้งช่วงเล่นเกมและพักอีกด้วย ครอบหูฟังมีความนุ่มนวลใส่สบาย พลังเสียงที่ดีและไมโครโฟนที่ตัดเสียงรบกวนได้ ให้พลังเสียงที่ดีและแม่นยำ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมแนว Action Adventure เช่น Death Stranding ที่ต้องอาศัยพลังเสียงเพิ่มความสนุกและให้รายละเอียดเสียง เพื่อการทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น

หูฟัง hyperx

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น หูฟัง HyperX Cloud Stinger PS4 เป็นหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นคอนโซล อย่างเช่น PS4 โดยเฉพาะ ให้ความแข็งแรง และน้ำหนักเบา ครอบหูฟังเป็นแบบเมมโมรีโฟมสวมใส่สบายหู ทำให้เล่นต่อเนื่องได้ยาวนาน ครอบหูหมุนได้ 90 องศา คล้องคอเมื่อตอนพักเบรก ไดรเวอร์ 50mm ให้คุณภาพเสียงที่ดีและระบุตำแหน่งเสียงของศัตรูได้ชัดเจน มีตัวปรับเลื่อนเสียงบนที่ครอบหู ให้ง่ายต่อการใช้ หูฟัง HyperX Cloud Earbuds เป็นหูฟังสำหรับเกมเมอร์ในกลุ่มที่ชอบเล่นเกมบนเครื่องเล่นแบบพกพา เช่น Nintendo Switch เป็นต้น ขนาดเล็กพกสะดวก สามารถใช้ไมโครโฟนในตัว in-line เพื่อการสื่อสารขณะเล่นเกมได้ มีชิ้นส่วนที่เป็นซิลิโคนทำให้สวมใส่สบายใช้งานได้นาน และเสียงเบสที่หนักแน่น เสียงกลางและต่ำสดใส และปุ่มเอนกประสงค์สำหรับการรับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/pr-new-year-gift-for-gamer/504866/

Best Creator Notebook 2019 : MSI Prestige 14 / 15 ที่สุดของโน้ตบุ๊คสายทำงานสร้างสรรค์ แรงจบครบในเครื่องเดียว

ยอมรับเลยว่า MSI สามารถนำเสนอ Gaming Notebook ที่ดีและจัดเต็มได้ดีตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ 2019 ในส่วนของโน้ตบุ๊คสาย Creator สายทำงานสร้างสรรค์ อาทิ ยูทูปเบอร์, ช่างภาพ, อนิเมเตอร์ และนักดนตรี อย่างในรุ่น MSI Prestige 14 / 15 ที่เป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ล่าสุด สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รุ่น Core i7-10710U ที่แรงสุดในรุ่น ได้การ์ดจอแยกตัวแรงระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q โดดเด่นด้วยหน้าจอพาเนล IPS ความละเอียด 4K Ultra HD ระดับมืออาชีพ  และด้วยความเบาสุดเพียง 1.2 – 1.6 กิโลกรัม ทำให้พกพาได้สะดวกสุดๆ อีกด้วย

กับราคาเปิดตัวที่ 43,900 – 59,900 บาทถือว่าสมราคาต่อสเปกต่อฟีเจอร์ สำหรับในช่วงราคาโน้ตบุ๊คระดับมืออาชีพ ส่วนสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มมากๆ ด้วยหน่วยความจำแรมขนาด 16 – 32GB พร้อม SSD NVMe ความจุ 512GB – 1TB พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX (แรงกว่า AC สามเท่า) และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 3 เป็นมาตรฐานอีกด้วย โดยในบทความนี้เราจะมาขยายความและสรุป Best Creator Notebook 2019 ที่ทาง MSI Prestige 14 / 15ได้ไป ลองมาดูกันได้เลย

สเปก i7-10710U + GTX 1650 Max-Q ทำงานเล่นเกมแรงลื่น ฟีเจอร์ได้

MSI Prestige 14 / 15 เป็นโน้ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นออกมาจากผลิตภัณฑ์ Gaming Notebook แบบปกติของ MSI ด้วยความบางเบา รูปแบบโน้ตบุ๊คบางเบาเรียกได้ว่าถือมือเดียวได้สบายๆ พกพาไปใช้งานนอกบ้านได้อย่างสะดวก มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับสูงอย่าง Intel Core i7-10710U สถาปัตยกรรม Comet Lakeใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 6 Core / 12 Thread ความเร็ว 1.10 – 4.70 GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 10 – 15 – 25Watt ที่เน้นความแรงกว่า Ice Lake 10 นาโนเมตร รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนแรมก็ให้มาเป็นแบบ 16 GB DDR4 Bus 2666 MHz  ที่เพียงพอต่อการใช้งานทันที อีกทั้งได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ

อีกทั้งยังมีกราฟิกการ์ดจอแยกตัวแรงที่เน้นความคุ้มค่าอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q ที่ต้องบอกว่าแรงเทียบเท่าระดับพีซีแบบสบายๆ และแรงกว่า GTX 1050 Ti แบบรู้สึกได้จากการที่สามารถขับเฟรมเรทได้ลื่นไหล โดยเป็นรอง GTX 1650 รุ่นปกติเล็กน้อย เพราะเน้นประหยัดพลังงานและปลดปล่อยความร้อนที่น้อยกว่า และแม้ไม่มีฟีเจอร์อย่างที่ใน RTX Series มี แต่ก็ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ แทบไม่ต้องอัพเกรดอะไรเลย ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX แบบ 2×2 (แรงกว่า AC สามเท่า) และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต เป็นมาตรฐานอีกด้วย รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้มาใช้งานได้ทันทีในการเปิดเครื่องครั้งแรก พร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI

คีย์บอร์ดมีระยะกดที่ 1.5 มิลลิเมตร ด้วยการที่รูปแบบปุ่มมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าคีย์บอร์ด MSI แบบเดิมๆ ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม เข้ากับตัวปุ่มสีเงินเทาเป็นอย่างดี ดูแล้วสะอาดตา พรีเมียมสุดๆ จากการใช้งานจริงถือว่าปุ่มเด้งรับกับนิ้วดีมากๆ รวมไปถึงมี Hotkey แถวบน พร้อมมีปุ่มเรียก Creator Center ไว้ปรับโหมดการใช้งานได้สะดวกที่สุด และพิเศษที่ปุ่ม F12 ที่ช่วยให้พลิกหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ กรณีไว้นำเสนองานกับลูกค้า

ทัชแพดมีขนาดใหญ่และกว้างเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คทั่วไป ลักษณะเป็นผืนผ้ายาวดูเป็นเนื้อแบบกระจก ซึ่งมีตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ให้สัมผัสที่ลื่นติดมือมากๆ โดยมีการตัดขอบด้านบนดูโค้งมน เข้ากับตัวเครื่องสวยงามลงตัว จากการใช้งานจริงๆ ถือว่าเป็นทัชแพดที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย

ที่สำคัญใช้เทคโนโลยี Cooler Boost 3 แบบพัดลม 2 ตัวอยู่ทางด้านหลังของตัวเครื่อง ยิงเป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและกราฟิกการ์ด ด้วย Heat Pipes รวมกันถึง 3 เส้น โดยแยกฝั่ง CPU และ GPU ออกจากกัน ในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานระยะยาวไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม ซึ่งถ้าเป็น MSI Prestige 14 จะเป็นพัดลม 1 ตัว แต่ก็ถือว่าจัดการความร้อนได้ดีอยู่ แต่ได้ ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่ ซึ่งในส่วนของการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 70 – 74 องศาเซลเซียส ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร แต่ถ้าใช้งานทั่วไปคือแทบไม่มีเสียงเรียกว่าเงียบจริงจัง เพราะพัดลมไม่หมุนเลย

บางเฉียบ 15.9 ม.ม. เบาสุด 1.29 กิโลกรัม แบตยาวนาน 12 ชั่วโมง

สำหรับ MSI Prestige 14 / 15 ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงแต่บางเบาขนาดหน้าจอ 14″ /  15.6″ ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด เพราะได้ความละเอียดรุ่นท็อปเป็น 4K Ultra HD ถูกต่อยอดมาจาก MSI Prestige รุ่นเล็กรุ่นรองท็อปที่เป็น Full HD เรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก โดยยังรักษาความเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.29 / 1.6 กิโลกรัม ทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันพรีเมียมด้วยวัสดุอะลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมตัดขอบเพชรเพิ่มความหรูหรา

โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สี Carbon Gray กับตัวเครื่องด้านนอกและสีเทากับตัวเครื่องด้านใน พร้อมตกแต่งรายละเอียดบริเวณขอบด้วยเทคโนโลยี diamond-cutting สีฟ้าสดใสตลอดทั้งตัวเครื่อง ตั้งแต่โลโก้ ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน ซึ่งดูแล้วเป็นการเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆ ที่โน้ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพต้องดูดำๆ ดีไซน์ไม่ทันสมัย ให้กลายเป็นโน้ตบุ๊คที่ดูน้อยแต่เรียบหรูแทนนั่นเอง

ที่สำคัญกับแนวคิดที่ได้ขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งบางเฉียบเพียง 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ซึ่งการใช้งานจริงมุมมองมันก็จะดู เป็นปกติกว่าโน้ตบุ๊คบางรุ่นที่ย้ายไปติดตั้งที่อื่น ส่วนความบางสุดๆ ของตัวเครื่องอยู่ที่ 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน้ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลยครับ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม

ส่งผลให้ตลอดทั้งตัวเครื่องมีมิติตัวเครื่องที่เล็กลงกว่าโน้ตบุ๊คทำงานหน้าจอ 14″ / 15.6″ ทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งโดยรวมแล้วไม่ใช่แค่บางเบาและสเปกดีแต่ในประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในโน้ตบุ๊คสายบางเบาเน้นพกพา แต่มาพร้อมการ์ดจอระดับ GTX 1650 Max-Q สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็ม ที่แม้ราคาอาจจะสูงกว่าพวก Gaming Notebook แต่ได้น้ำหนักที่เบาและตัวเครื่องที่ดูหรูมาแทน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบนของชุดคีย์บอร์ด พร้อมบริเวณบานพับก็เป็นช่องระบายความร้อน 2 ช่อง ที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Prestige 14 / 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ เกือบ 12 ชั่วโมงโดยประมาณ หรือถ้ารุ่น MSI Prestige 15 จะได้ประมาณ 8 ชั่วโมง แต่โดยส่วนตัวก็ถือว่ายอมรับได้ (ใช้ได้นานมากแล้ว) ​จากการที่น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง พกพาอแดปเตอร์ไปอีกตัวก็พอไหวอยู่ พร้อมความสามารถ PD ที่ชาร์จไฟกลับเข้าไป 15 นาที เครื่องก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 2 ชั่งโมงแล้ว

หน้าจอเทพสุด True Pixel Display สูงสุดได้ 4K Ultra HD

MSI Prestige 15 รุ่นท็อปสุดได้หน้าจอขนาด 15.6″ มีเทคโนโลยี True Pixel Display ที่ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล Ultra HD ซึ่งส่งผลให้มีความหนาแน่นของพิกเซลสูงมากที่ 220 PPI เลย พร้อมได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปมากๆ ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจอย่างที่สุด ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ โดยการสเกลเพิ่มมาเป็นที่ 250% ให้ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว และด้วยความที่จอเป็นแบบด้านแต่ก็ยังให้เรื่องสีสันสดใส ตอนสนองการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกม

ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางฉียบเพียง 5.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งให้พื้นที่แสดงผลทั้งหมดกว่า 90% เลยทีเดียว แต่ก็ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟนแบบคู่ไว้ที่ขอบจอด้านบนได้ปกติอยู่ ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 180 องศา ช่วยให้การนำเสนองานกับคนที่นั่งตรงข้ามกันง่ายยิ่งขึ้นด้วย

ที่สำคัญจากการที่ MSI Prestige 15 ยังเคลมเรื่องของคุณภาพหน้าจออีกว่าได้ค่ามาตรฐานสีสันที่ AdobeRGB ใกล้เคียง 100% ซึ่งนับว่าสูงมากๆ เหมาะกับงานทุกๆ ประเภทการทำงาน ที่จริงจังเรื่องสีสัน พร้อมยังแสดงค่าสีที่แม่นยำและเที่ยงตรงจากการที่ ∆E* (delta E) น้อยกว่า 2 นอกจากนี้ด้วยการที่ MSI Prestige 15 ผ่านการ Calibrate สีจากโรงงานทุกเครื่องทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าพร้อมใช้งานสุดๆ ปิดท้ายด้วยการได้รับการรับรองโดยมาตรฐานระดับโลกในด้านความแม่นยำของค่าสีจาก CalMAN Color Calibration อีกด้วย

ทดสอบแล้วพบว่าให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 97% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 93% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอที่ดีกว่าในโน้ตบุ๊กราคาระดับเดียวกัน

ส่วน MSI Prestige 14 รุ่นเล็กได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 14″ และ MSI Prestige 15 รุ่นรอง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ค่อนข้างน่าประทับใจ ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 เพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน หรือถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็เหมาะสมไม่แพ้กับรุ่นหน้าจอ 4K Ultra HD

สรุป Best Creator Notebook 2019 : MSI Prestige 14 / 15

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู
  • ตัวเครื่องบางเฉียบ เล็กกระชับกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเพียง 1.29 – 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรง Core i7-10710U และการ์ดจอ GTX 1650 Max-Q เทียบเท่า Gaming Notebook
  • หน้าจอแสดงผลกางได้ 180 องศา ขอบจอบางเฉียบขนาด 14 ” / 15.6″
  • จอคุณภาพสูงความละเอียดสูงสุด 4K Ultra HD ขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100%
  • จัดเต็มเรื่องแรมที่ 16 – 32GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB – 1TB
  • มี Windows 10 แท้ พร้อมซอฟ์ตแวร์ Creator Center ที่ดี ใช้งานได้ทันที
  • ประสิทธิภาพดีทั้งการทำงานและการเล่นเกม ให้ความลื่นไหล
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง
  • มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Wi-Fi 6 AX ใหม่ล่าสุด
  • การจัดการความร้อนในส่วนของการ์ดจอทำได้ดี
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 3 มา 2 พอร์ต รองรับการชาร์จไฟ
  • อแดปเตอร์มีขนาดที่เล็กและเบา พอร์ตเป็น USB-C PD ชาร์จมือถือก็ได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 8 – 12 ชั่วโมง
  • ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสเปกและฟีเจอร์ รวมถึงประสบการณ์ใช้งาน
  • รุ่น 14″ มี Ergonomics View Design ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น

from:https://notebookspec.com/best-creator-notebook-2019-msi-prestige-14-and-15/504816/

MSI Promotion – รับไปเลยส่วนลด Gaming Notebook สุดฮิตสูงสุด 50% ที่งาน Commart WORK 2019

โปรโมชั่นของขวัญสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายสิ้นปีจาก MSI

รับไปเลยส่วนลดสูงสุด 50% ที่งาน Commart WORK 2019

ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดี กับงานแสดงสินค้าไอทีที่กำลังจะเกิดขึ้นในสิ้นปีนี้อย่าง Commart WORK 2019 เตรียมส่งท้ายชาวไอทีในสิ้นปีนี้ ด้วยโปรโมชั่นที่ขนกันมาอย่างจุใจ และ MSI ก็ไม่พลาดที่จะนำเกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมราคาพิเศษสุดๆไปให้ได้เลือกซื้อกันในงาน พร้อมกิจกรรม Early Bird ลุ้นรับส่วนลดสูงสุดถึง 50% และของพรีเมี่ยมแบบเน้นๆมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท

ในส่วนของโปรโมชั่นสำหรับเกมมิ่งโน้ตบุ๊กนั้น ก็มีให้เลือกกันมากมายกว่า 10 รุ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่คุ้มค่าสมราคาทั้งนั้น มีรุ่นไหนน่าสนใจ เราจะพาไปแนะนำกันแบบคร่าวๆ

  

เริ่มที่เซ็ตจุใจ กับ MSI GS และ GE Series เมื่อซื้อสองรุ่นที่กำหนดนี้ รับไปเลยทันที Gaming Monitor Optix G241VC และเซ็ตของพรีเมี่ยมมูลค่ารวม 10,190 บาท ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะของพรีเมี่ยมนั้นมีจำนวนจำกัด!

Alpha 15 ในงานนี้มาพร้อมราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นที่ 25,900 บาท จากราคาเต็ม 27,900 บาท พร้อมโปรโมชั่นเสริมความแรงอย่าง RAM DDR IV 8GB ที่ขอบอกว่ามีจำนวนจำกัด รีบตัดสินใจกันให้ไว

และยังมีโปรโมชั่นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กรุ่นอื่นๆอีกมากมายกว่า 10 รายการ ราคาเริ่มต้นที่ 23,900 บาท ซึ่งแต่ละรุ่นก็รับประกันคุณภาพในการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ราคาพิเศษนี้ เฉพาะที่งาน Commart WORK 2019 เท่านั้น

ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ ในงานนี้ MSI ยังมีโปรโมชั่นสำหรับนักสร้างสรรค์คอนเทนต์มานำเสนอ พร้อม CPU Intel เบอร์ล่าสุดอย่าง 10th Gen ที่จะช่วยเน้นประสิทธิภาพในการทำงานของคุณให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เพิ่มเติมคือความคุ้มค่า ราคาเริ่มต้นที่ 23,900 บาทเท่านั้น

  

  

  

  

และ MSI Mobile Workstation ที่มาพร้อมการ์ดจอ Nvidia Quadro ราคาเริ่มต้นที่ 41,900 บาท

จัดเต็มขนาดนี้ ที่บูธ MSI Notebook หมายเลข A12 ฮอลล์ 98 เจอกันวันที่ 19-22 ธันวาคมนี้ ในงาน Commart WORK 2019

ติดตามรายละเอียดโปรโมชั่นทั้งหมดได้ที่ : http://bit.ly/2RT7IyJ

**สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่

MSI Gaming Fanpage หรือโทร. 02-409-2984 (เวลาทำการ จ-ศ 9.00น. ถึง 18.00น.)0.

Facebook MSI: https://msi.gm/2u6kGeX

from:https://notebookspec.com/msi-promotion-gaming-notebook-commart-work-2019-2/504749/

Review – ASUS ZenBook 14 UX434 โน้ตบุ๊คบางเบา ล้ำสุดๆ ด้วย ScreenPad 2.0 สเปก Core i Gen 10 + MX250

ASUS ZenBook 14 UX434 เป็นโน้ตบุ๊กบางเบาสเปก Intel Core i Gen 10 ที่เน้นความกะทัดรัด พกพาสะดวก ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊ค 2 จอสุดล้ำ ได้ดีไซน์ตัวเครื่องขอบจอบางเป็นมาตรฐาน จากการใช้หน้าจอแสดงผล 14″ ขอบบางแบบ NanoEdge ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงซึ่งทำให้ ZenBook รุ่นนี้กลายเป็นโน้ตบุ๊กมิติตัวเครื่องเทียบเท่าขนาด 13.3″ เท่านั้น เบาสุดเพียงแค่ 1.26 กิโลกรัม ส่วนตัวเครื่องก็บางเพียง 16.9 มิลลิเมตรเท่านั้นได้สเปก Core i Gen 10 ที่สดใหม่

โดดเด่นด้วย ScreenPad 2.0 กับหน้าจอที่สอง ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ เป็นหน้าจอที่สอง แบ่งเป็นสองสเปกคือ Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U ที่เป็น Core i Gen 10 + GeForce MX250 สำหรับ ASUS ZenBook 14 UX434 สนนราคาเริ่มแค่ 26,990 บาท ถึง 35,990 บาท สเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจด้วยแรม 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ในตัว ประกัน 2 ปีตามมาตรฐาน ASUS นับว่าถูกคุ้มมากๆ เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ ส่งผลให้เป็นสุดยอดโน้ตบุ๊คยุคใหม่เลยก็ว่าได้

from:https://notebookspec.com/review-asus-zenbook-14-ux434-core-i-gen-10/504307/

Review – HP Pavilion Gaming 15 สเปก Ryzen 7 3750H + GTX 1660 Ti Max-Q + จอ 144Hz sRGB 96%

HP Pavilion Gaming 15 รุ่นใหม่สเปก Ryzen 7 3750H + GTX 1660 Ti ถือว่าเป็น AMD Gaming Notebook ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด โดยมาพร้อมประสิทธิภาพสูง ด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H และการ์ดจอ GeForce 1660 Ti Max -Q ประสิทธิภาพสูง แต่ร้อนน้อย ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น มีแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรงทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก รวมไปถึงการรับประกันที่เป็นแบบ On-site Serive ระยะเวลา 2 ปี

รายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจของ HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD เรียกได้มีความสดใหม่ โดยมาพร้อม 2 สีสันหลักก็คือ สีเขียวและสีม่วงโดยตัวเครื่องมีความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กลง พร้อมทั้งมีให้เลือกหน้าจอ IPS คุณภาพสูง sRGB ที่ 96% ซึ่งมี Refresh Rate ที่ 144Hz มีราคาอยู่ที่ 30,990 บาท จึงจัดได้ว่าเป็น Gaming Notebook สเปกการ์ดจอ GTX 1660 Ti ที่มาพร้อม SSD ที่ถูกที่สุดในตลาดก็ว่าได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมีรุ่นราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 19,990 – 23,990 บาท แต่สเปกจะเป็น  Ryzen 5 3550H + GTX 1050 / 1650

from:https://notebookspec.com/review-hp-pavilion-gaming-15-ryzen-7-3750h-gtx-1660-ti-max-q/504461/

Best Gaming Notebook Hi-end 2019 : MSI GE65 Raider ที่สุดของโน้ตบุ๊คเล่นเกมฟีเจอร์จัดเต็ม

เป็นอีกหนึ่ง Award จากทาง NotebookSPEC ที่น่าสนใจ กับในส่วนของ Best Gaming Notebook Hi-end 2019 ซึ่งในส่วนของ MSI GE65 Raider จากการที่เราคัดเลือกจาก Gaming Notebook ระดับสูงทั้งหมดในตลาด โดย MSI GE65 Raider เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ที่เน้นความเป็นที่สุดในเกือบทุกด้าน โดยเป็นรองเพียง MSI GT76 Titan เท่านั้น ที่ติดตั้งการ์ดจอตัวแรงรุ่นใหม่ล่าสุดระดับสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 20 Series ด้วยความสมบูรณ์แบบในความเป็นโน้ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมจากประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ทำได้ดี

ให้ความร้อนที่น้อยลงแต่ความแรงเพิ่มขึ้น พร้อมให้หน้าจอ Refresh Rate ที่ 240Hz เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูงซึ่งฟินมากๆ เพราะ RTX 2060 – RTX 2070 สามารถขับได้สบายๆ กับราคาเปิดตัวที่ 62,900 – 72,900 บาทถือว่าคุ้มค่าน่าซื้อ (ถูกสุดตอนนี้แค่ 49,990 บาทเท่านั้น) สำหรับในช่วงราคา Gaming Notebook ระดับนี้ ยิ่งช่วงนี้ราคาถูกลงกว่าเดิมอีก ทำให้เราสามารถตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากเลย สำหรับคนที่ต้องการ Gaming Notebook แบบจัดเต็ม โดยในบทความนี้เราจะมาขยายความและสรุป Best Gaming Notebook Hi-end 2019 ที่ทาง MSI GE65 Raider ได้ไป ลองมาดูกันได้เลย

MSI GE65 Raider สเปกแรง i7-9750H + RTX 2060/2070 ฟีเจอร์เทพ

MSI GE65 Raider เป็น Gaming Notebook ระดับสูงที่มาพร้อมกับชิปประมวลผลสูงสุด Intel Core i7-9750H การ์ดจอรองรับได้สูงสุด NVIDIA GeForce RTX 2060 6GB GDDR6 / RTX 2070 8GB GDDR6 มีช่องใส่แรม 2 ช่อง โดยใส่มาแล้ว 16GB DDR4-2666 หนึ่งแถว หน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS ได้มาตรฐาน sRGB ที่ 90% AdobeRGB ที่ 71% พร้อมรีเฟรชเรตสูงถึง 240 Hz ลื่นไหล มีทั้งช่อง 2.5″ และ NVMe M.2 PCIe Gen 3 จำนวน 2 ช่อง ใส่มาแล้ว 1TB ที่หนึ่งช่อง มาพร้อม Windows 10 และซอฟต์แวร์ Dragon Center เวอร์ชันใหม่

พอร์ตการเชื่อมต่อเป็น USB-C 3.2 Gen 2 ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 ระบบเสียงจาก Dynaudio พร้อมซับวูฟเฟอร์ คีย์บอร์ด SteelSeries พร้อมไฟ Per-key RGB แบบปรับแต่งแยกได้รายปุ่ม มี Killer Gigabit Ethernet และ Killer Wi-Fi 6 (AX) ที่ทำงานร่วมกันเป็น Killer Doubleshot Pro น้ำหนักของ MSI GE65 Raider อยู่ที่ 2.27 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อดูจากสเปคแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าทำมาได้เบาเกินคาดมาก ๆ ประกอบกับการใช้หน้าจอที่ขอบบาง ทำให้ตัวเครื่องไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป สะดวกต่อการพกพามากยิ่งขึ้น พกไปเล่นเกมนอกสถานที่ได้สบาย

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 6 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 80 – 100+ FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-9750H ที่สามารถรีดพลัง NVIDIA GeForce RTX 2060 ออกมาได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับยังใช้แรม 16GB DDR4 รวมไปถึง SSD NVMe ระดับสูงก็ส่งผลช่วยด้วย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง Battlefield V/ FarCry 5 / GTA V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว พร้อมรองรับฟีเจอร์ DLSS / Ray Tracing อย่าง RTX Series ก็ให้ภาพสวยงาม แต่ก็ต้องแลกกับการกินทรัพยากรเครื่องเพิ่มเติมด้วย

เกมออนไลน์กินสเปกน้อยลงมาอย่าง DOTA 2 / Overwatch รวมไปถึง PUBG ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทอยู่ที่ราวๆ 100 ขึ้นไปตลอด ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แบบไร้กังวล

ทางด้านช่องระบายความร้อนของ MSI GE65 Raider จะมีมาให้ด้วยกันถึง 3 ช่อง ด้านหลังสอง และด้านซ้ายอีกหนึ่ง โดยใช้พัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 7 เส้นดีกว่าเดิม ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Cooler Boost 5 ที่ช่วยนำพาความร้อนออกไปอย่างรวดเร็ว เน้นในเรื่องของทิศทางการไหลเวียนเข้าออกของลมที่ดีขึ้นจากเดิมพอสมควร

โดยจะมีช่องระบายความร้อนรวมทั้งหมดถึง 3 ช่อง เป็นด้านหลัง 2 ด้านข้างอีกอย่างละ 1 มีครีบระบายความร้อนเป็นสีดำซึ่งดูแล้วเรียบเนียนจากตัวเครื่องในส่วนของ Heat Pipe ก็ให้มามากถึง 7 เส้น โดยจัดเต็มกว่าแบรนด์อื่นๆ เหมือนเคย วางตัวยาวตั้งแต่ส่วนของชิปประมวลเรื่อยมาจนถึงส่วนที่เป็นครีบระบายความร้อนทองแดงที่มีการชุบด้วยสีดำอย่างอลังกาลงานสร้างไม่มีกั๊กใส่เต็มทุกเม็ดจริงๆ

จากการที่สเปกจะแรงด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-9750H ทำให้ความร้อนสูงสุดที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าสูงอยู่ไม่น้อยเลย เรียกได้ว่าเกือบๆ 100 องศาเซลเซียส เรียกได้ชุดระบายความร้อนจาก MSI ที่ว่าดีกว่า Gaming Notebook ทั่วไป ถึงกระนั้นก็ยังทำได้ปกติ ไม่มีผลต่อการใช้งานใดๆ (แต่มีผลกับจิตใจแน่นอน ฮา) ซึ่งในส่วนของการ์ดจออย่าง RTX 2060 / RTX 2070 นับว่าควบคุมความร้อนได้ดีมาก ร้อนสุดที่ 69 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง ส่วนตัวเครื่องภายนอกนั้นรับรู้สัมผัสได้ถึงความร้อนเล็กน้อย ในส่วนนี้ถือว่าให้ประสบการณ์ที่น่าพอใจทีเดียว

คีย์บอร์ดของเป็นฟีเจอร์เทพๆ ของ MSI GE65 Raider โดดเด่นมากๆ จากการที่ใช้ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน ที่สำคัญในคราวนี้ไฟ LED ที่เป็น RGB สามารถเปลี่ยนสีทีละปุ่ม ตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ พร้อมเทคโนโลยีใหม่อย่าง Silver Lining Print ขอบโปร่งแสงสวยงาม สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่าน Steelseries Engine 3

ระบบเสียงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยลำโพง Giant Speakers แบรนด์ DYNAUDIO 2.2 ชาแนล โดยลำโพงปกติก็ใหญ่ขึ้นขนาด 2W + 2W พร้อมมีซัพวูฟเฟอร์ในตัว 2 ตัวขนาด 3W + 3W โดยมีซอฟแวร์ปรับแต่งเสียง Nahimic 3 จำลองการเสียงได้สมบูรณ์แบบ  ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าทั้งความดังและคุณภาพเสียงอย่างชัดเจน ใช้เล่นเกมนี่บันเทิงได้เต็มอารมณ์ แถมซัพพอร์ทไฟล์ Hi-res 24bit/192kHz ที่ใช้  ESS Sabre Hi-Fi DAC ในการขับได้อีกด้วยสมกับเป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊คระดับบนจริงๆ

MSI DRAGON CENTER Version 2 เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้า จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Gaming Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูต่างๆ สามารถใช้งานได้จริงๆ มีประโยชน์ทั้งนั้น อย่างที่หาได้ยากใน Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ

สรุป Best Gaming Notebook Hi-end 2019 : MSI GE65 Raider

  • สเปกแรงลื่นด้วย Core i7-9750H + RTX 2060/2070 + RAM 16GB + SSD 1TB
  • หน้าจอเทพด้วยพาเนล IPS ได้ sRGB ที่ 90% รองรับ Refresh Rate ที่ 240Hz
  • ประสิทธิภาพสูง สมกับเป็น Gaming Notebook Hi-end
  • ดีไซน์ Gaming ตัวจริง มีเอกลักษณ์ชัดเจน ตามสไตล์ MSI
  • Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับ SteelSeries
  • ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 ทำได้ดีเยี่ยม
  • ลำโพง Giant Speakers แบรนด์ DYNAUDIO 2.2 ชาแนล
  • มี Killer Gigabit Ethernet และ Killer Wi-Fi 6 (AX)
  • มีซอฟต์แวร์ MSI DRAGON CENTER ช่วยปรับแต่ง
  • ราคาไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับ Gaming Notebook ระดับเดียวกัน

ชมรีวิว MSI GE65 Raider

from:https://notebookspec.com/best-gaming-notebook-hi-end-2019-msi-ge65-raider-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%8a/504270/

Best Gaming Notebook Hi-end 2019 : MSI GE65 Raider ที่สุดของโน้ตบุ๊คเล่นเกมฟีเจอร์จัดเต็ม

เป็นอีกหนึ่ง Award จากทาง NotebookSPEC ที่น่าสนใจ กับในส่วนของ Best Gaming Notebook Hi-end 2019 ซึ่งในส่วนของ MSI GE65 Raider จากการที่เราคัดเลือกจาก Gaming Notebook ระดับสูงทั้งหมดในตลาด โดย MSI GE65 Raider เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ที่เน้นความเป็นที่สุดในเกือบทุกด้าน โดยเป็นรองเพียง MSI GT76 Titan เท่านั้น ที่ติดตั้งการ์ดจอตัวแรงรุ่นใหม่ล่าสุดระดับสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 20 Series ด้วยความสมบูรณ์แบบในความเป็นโน้ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมจากประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ทำได้ดี

ให้ความร้อนที่น้อยลงแต่ความแรงเพิ่มขึ้น พร้อมให้หน้าจอ Refresh Rate ที่ 240Hz เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูงซึ่งฟินมากๆ เพราะ RTX 2060 – RTX 2070 สามารถขับได้สบายๆ กับราคาเปิดตัวที่ 62,900 – 72,900 บาทถือว่าคุ้มค่าน่าซื้อ (ถูกสุดตอนนี้แค่ 49,990 บาทเท่านั้น) สำหรับในช่วงราคา Gaming Notebook ระดับนี้ ยิ่งช่วงนี้ราคาถูกลงกว่าเดิมอีก ทำให้เราสามารถตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากเลย สำหรับคนที่ต้องการ Gaming Notebook แบบจัดเต็ม โดยในบทความนี้เราจะมาขยายความและสรุป Best Gaming Notebook Hi-end 2019 ที่ทาง MSI GE65 Raider ได้ไป ลองมาดูกันได้เลย

MSI GE65 Raider สเปกแรง i7-9750H + RTX 2060/2070 ฟีเจอร์เทพ

MSI GE65 Raider เป็น Gaming Notebook ระดับสูงที่มาพร้อมกับชิปประมวลผลสูงสุด Intel Core i7-9750H การ์ดจอรองรับได้สูงสุด NVIDIA GeForce RTX 2060 6GB GDDR6 / RTX 2070 8GB GDDR6 มีช่องใส่แรม 2 ช่อง โดยใส่มาแล้ว 16GB DDR4-2666 หนึ่งแถว หน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS ได้มาตรฐาน sRGB ที่ 90% AdobeRGB ที่ 71% พร้อมรีเฟรชเรตสูงถึง 240 Hz ลื่นไหล มีทั้งช่อง 2.5″ และ NVMe M.2 PCIe Gen 3 จำนวน 2 ช่อง ใส่มาแล้ว 1TB ที่หนึ่งช่อง มาพร้อม Windows 10 และซอฟต์แวร์ Dragon Center เวอร์ชันใหม่

พอร์ตการเชื่อมต่อเป็น USB-C 3.2 Gen 2 ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 ระบบเสียงจาก Dynaudio พร้อมซับวูฟเฟอร์ คีย์บอร์ด SteelSeries พร้อมไฟ Per-key RGB แบบปรับแต่งแยกได้รายปุ่ม มี Killer Gigabit Ethernet และ Killer Wi-Fi 6 (AX) ที่ทำงานร่วมกันเป็น Killer Doubleshot Pro น้ำหนักของ MSI GE65 Raider อยู่ที่ 2.27 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อดูจากสเปคแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าทำมาได้เบาเกินคาดมาก ๆ ประกอบกับการใช้หน้าจอที่ขอบบาง ทำให้ตัวเครื่องไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป สะดวกต่อการพกพามากยิ่งขึ้น พกไปเล่นเกมนอกสถานที่ได้สบาย

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 6 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 80 – 100+ FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-9750H ที่สามารถรีดพลัง NVIDIA GeForce RTX 2060 ออกมาได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับยังใช้แรม 16GB DDR4 รวมไปถึง SSD NVMe ระดับสูงก็ส่งผลช่วยด้วย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง Battlefield V/ FarCry 5 / GTA V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว พร้อมรองรับฟีเจอร์ DLSS / Ray Tracing อย่าง RTX Series ก็ให้ภาพสวยงาม แต่ก็ต้องแลกกับการกินทรัพยากรเครื่องเพิ่มเติมด้วย

เกมออนไลน์กินสเปกน้อยลงมาอย่าง DOTA 2 / Overwatch รวมไปถึง PUBG ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทอยู่ที่ราวๆ 100 ขึ้นไปตลอด ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แบบไร้กังวล

ทางด้านช่องระบายความร้อนของ MSI GE65 Raider จะมีมาให้ด้วยกันถึง 3 ช่อง ด้านหลังสอง และด้านซ้ายอีกหนึ่ง โดยใช้พัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 7 เส้นดีกว่าเดิม ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Cooler Boost 5 ที่ช่วยนำพาความร้อนออกไปอย่างรวดเร็ว เน้นในเรื่องของทิศทางการไหลเวียนเข้าออกของลมที่ดีขึ้นจากเดิมพอสมควร

โดยจะมีช่องระบายความร้อนรวมทั้งหมดถึง 3 ช่อง เป็นด้านหลัง 2 ด้านข้างอีกอย่างละ 1 มีครีบระบายความร้อนเป็นสีดำซึ่งดูแล้วเรียบเนียนจากตัวเครื่องในส่วนของ Heat Pipe ก็ให้มามากถึง 7 เส้น โดยจัดเต็มกว่าแบรนด์อื่นๆ เหมือนเคย วางตัวยาวตั้งแต่ส่วนของชิปประมวลเรื่อยมาจนถึงส่วนที่เป็นครีบระบายความร้อนทองแดงที่มีการชุบด้วยสีดำอย่างอลังกาลงานสร้างไม่มีกั๊กใส่เต็มทุกเม็ดจริงๆ

จากการที่สเปกจะแรงด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-9750H ทำให้ความร้อนสูงสุดที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าสูงอยู่ไม่น้อยเลย เรียกได้ว่าเกือบๆ 100 องศาเซลเซียส เรียกได้ชุดระบายความร้อนจาก MSI ที่ว่าดีกว่า Gaming Notebook ทั่วไป ถึงกระนั้นก็ยังทำได้ปกติ ไม่มีผลต่อการใช้งานใดๆ (แต่มีผลกับจิตใจแน่นอน ฮา) ซึ่งในส่วนของการ์ดจออย่าง RTX 2060 / RTX 2070 นับว่าควบคุมความร้อนได้ดีมาก ร้อนสุดที่ 69 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง ส่วนตัวเครื่องภายนอกนั้นรับรู้สัมผัสได้ถึงความร้อนเล็กน้อย ในส่วนนี้ถือว่าให้ประสบการณ์ที่น่าพอใจทีเดียว

คีย์บอร์ดของเป็นฟีเจอร์เทพๆ ของ MSI GE65 Raider โดดเด่นมากๆ จากการที่ใช้ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน ที่สำคัญในคราวนี้ไฟ LED ที่เป็น RGB สามารถเปลี่ยนสีทีละปุ่ม ตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ พร้อมเทคโนโลยีใหม่อย่าง Silver Lining Print ขอบโปร่งแสงสวยงาม สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่าน Steelseries Engine 3

ระบบเสียงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยลำโพง Giant Speakers แบรนด์ DYNAUDIO 2.2 ชาแนล โดยลำโพงปกติก็ใหญ่ขึ้นขนาด 2W + 2W พร้อมมีซัพวูฟเฟอร์ในตัว 2 ตัวขนาด 3W + 3W โดยมีซอฟแวร์ปรับแต่งเสียง Nahimic 3 จำลองการเสียงได้สมบูรณ์แบบ  ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าทั้งความดังและคุณภาพเสียงอย่างชัดเจน ใช้เล่นเกมนี่บันเทิงได้เต็มอารมณ์ แถมซัพพอร์ทไฟล์ Hi-res 24bit/192kHz ที่ใช้  ESS Sabre Hi-Fi DAC ในการขับได้อีกด้วยสมกับเป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊คระดับบนจริงๆ

MSI DRAGON CENTER Version 2 เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้า จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Gaming Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูต่างๆ สามารถใช้งานได้จริงๆ มีประโยชน์ทั้งนั้น อย่างที่หาได้ยากใน Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ

สรุป Best Gaming Notebook Hi-end 2019 : MSI GE65 Raider

  • สเปกแรงลื่นด้วย Core i7-9750H + RTX 2060/2070 + RAM 16GB + SSD 1TB
  • หน้าจอเทพด้วยพาเนล IPS ได้ sRGB ที่ 90% รองรับ Refresh Rate ที่ 240Hz
  • ประสิทธิภาพสูง สมกับเป็น Gaming Notebook Hi-end
  • ดีไซน์ Gaming ตัวจริง มีเอกลักษณ์ชัดเจน ตามสไตล์ MSI
  • Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับ SteelSeries
  • ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 ทำได้ดีเยี่ยม
  • ลำโพง Giant Speakers แบรนด์ DYNAUDIO 2.2 ชาแนล
  • มี Killer Gigabit Ethernet และ Killer Wi-Fi 6 (AX)
  • มีซอฟต์แวร์ MSI DRAGON CENTER ช่วยปรับแต่ง
  • ราคาไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับ Gaming Notebook ระดับเดียวกัน

ชมรีวิว MSI GE65 Raider

from:https://notebookspec.com/best-gaming-notebook-hi-end-2019-msi-ge65-raider/504270/