คลังเก็บป้ายกำกับ: ADVER

Advice ลดแรง โปรโมชั่น คอมมาร์ท ช้อปครบ จบที่เดียว โน้ตบุ๊ค พีซี คอมประกอบ DIY ใน Commart 2020

แอดไวซ์ กลับมาอีกครั้ง!! กับ Commart 20 – 23 ส.ค. 63 นี้ ที่ ไบเทค บางนา ฮอลล์ 98-99 ยกขบวนสินค้าไอทีแบรนด์ดัง พร้อม โปรโมชั่น ส่วนลดสุดพิเศษ โปรแรง ช้อปครบ จบที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น โน้ตบุ๊ค พีซี คอมประกอบ DIY และอุปกรณ์ไอทีครบครันพร้อม โปรโมชั่น คอมมาร์ท มากมายในงานที่คุณไม่ควรพลาด !!

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

พบกับโปรผ่อนง่าย….สบายกระเป๋า!! เมื่อช้อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป ผ่อน 0% นานสูงสุด 36 เดือน

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

นอกจากนี้เชิญสัมผัส กับ แอดไวซ์ นาทีทอง Online ลดสูงสุด 99% อยู่บ้านก็ลุ้นได้!! เขากับยุค New Normal
Live ทุกวัน เวลา 13.00 น. และ 18.00 น. ติดตามรายละเอียดและร่วมสนุกได้ที่ Fanpage : AdviceClub

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

โปรโมชั่น คอมมาร์ท พบกับ Comset สุด Exclusive พร้อมให้คุณได้เป็นเจ้าในราคาพิเศษ เริ่มต้นที่ 8,990 บาทเฉพาะที่ แอดไวซ์ เท่านั้น!!!

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

Intel Experience Zone สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำ “THE POWER OF 10 “
ขุมพลังที่แท้จริงจาก Processsor Gen ใหม่ล่าสุดจาก Intel พร้อมให้ทดสอบประสิทธิภาพที่เหนือกว่าใคร

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

Shopee x Advice รับส่วนลด 7% สูงสุด 1,500 บาท เมื่อช้อปครบ 15,000 บาท!!

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

ยังเรียนอยู่ไม่มีปัญหา..ถือบัตรนักศึกษามาหาพี่!! โปรโมชั่นพิเศษจาก Thisshop
สำหรับนิสิต-นักศึกษาที่ต้องการผ่อนสินค้าโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต สามารถใช้บัตรนักศึกษามาผ่อนสินค้าที่แอดไวซ์ได้แล้ว!!!

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

โปรโมชั่นของแถมส่งตรงจากญี่ปุ่น เมื่อซื้อสินค้าครบทุก 5,000 บาท หมุนฟรี Gashapon โมเดลลิขสิทธิ์แท้จาก BANDAI และตู้พิเศษ สำหรับพ่อบ้านใจกล้า แม่บ้านใจถึง ลุ้นรับของรางวัลรวมกว่า 400,000 บาท

โปรโมชั่น คอมมาร์ท

ยังไม่พอสำหรับนักช้อปออนไลน์เชิญพบกับ “Advice IT Expo 2020” 20 – 23 ส.ค. 63
ช้อปสินค้าไอทีออนไลน์กับแอดไวซ์ ราคาเดียวกับงานคอมมาร์ต เปิดโอกาสให้กับลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทางงานคอมมาร์ต ด้วยโปรโมชั่นพิเศษหน้าเว็บไซต์ www.itexpo.advice.co.th ยกรายการสินค้าและราคาจากงานคอมมาร์ตมาแบบเต็มๆ เอาใจลูกค้าสายช้อปออนไลน์ ที่ไม่ต้องเดินทางมาที่งานเพื่อเลี่ยงสถานที่คนพลุกพล่านและเป็นอีกหนึ่งช่องทางอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดอีกด้วย

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Advice

from:https://notebookspec.com/advice-promotion-commart-2020-pc-notebook-diy/533352/

Acer x Intel Project Avenger เปิดให้ร่วมทดสอบเล่นเกม Marvel’s Avengers พร้อมแนะนำ Gaming Notebook

ถือว่าเป็นอีก 1 กิจกรรมที่น่าสนใจจากทาง Acer x Intel Project Avenger งานนี้ห้ามพลาดกันเลยทีเดียว แค่ลงทะเบียนรับโค้ดทดลองเล่นเกม Marvel’s Avengers ฟรี เพื่อร่วมทดสอบ Closed Beta บนเครื่องพีซี ที่มอบให้เป็นพิเศษจาก Intel เท่านั้น รีบลงทะเบียนกันด่วนๆ โดยโค้ดเกมมีจำนวนจำกัด ที่นับได้ว่าเกม Marvel’s Avengers เป็นอีกหนึ่งสุดยอดเกม จากทาง Square Enix  ซึ่งร่วมมือกับ Partner มากมาย ที่สำคัญคือมี Intel นั่นเอง แน่นอนว่าทาง Acer เองก็เป็นหนึ่งในส่วนร่วมนั้นด้วย คลิกดูข้อมูล

สำหรับเกม Marvel’s Avengers มีรายละเอียดของตัวเกมก็ได้เผยออกมาแล้ว โดยตัวเกมจะดำเนินเรื่องใหม่ทั้งหมดเล่าถึงเหตุการณ์เฉลิมฉลอง A-Day จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ทีมต้องแตกหักแยกทางกันแต่เนื้อหาเกมหลักจะอยู่ในช่วง 5 ปีให้หลังที่ผู้เล่นจะต้องรวบรวมทีม Avengers ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้จะมีตัวละครให้เล่น 5 ตัวได้แก่ Captain America, Thor, Iron-Man, Black Widow และ Hulk ตามตัวอย่าง ระบบเกมสามารถเล่นได้ออนไลน์ทั้งแบบคนเดียวหรือ Multiplayer เล่นร่วมกันได้ 4 คน

และล่าสุด Acer ยังมีการจัดข้อเสนอพิเศษไว้สำหรับคนที่กำลังมองหา Gaming Notebook ใหม่ๆ สำหรับเล่นเกมที่หลากหลายแบบ สเปกได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H มากมาย มาพร้อมกับการ์ดจอตัวแรง NVIDIA GeForce GTX / RTX ได้แรมและ SSD จัดเต็ม ซึ่งมีรุ่นต่างๆ ให้เลือก อาทิ Acer Nitro 5 / Acer Predator Helios 300 / Acer Predator Triton 300 / Acer Predator Triton 500 แต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

Acer Nitro 5 15 / 17 ราคา 29,990 – 41,990 บาท

Acer Nitro 5 AN515 เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ และ Acer Nitro 5 AN517 เป็น Gaming Notebook ขนาดจอ 17.3″ ได้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ตอนนี้พร้อมขายอย่างเป็นทางการหลากหลายรุ่นแล้ว โดยผสานความแรงร่วมกับการ์ดจอ GeForce รุ่นล่าสุด ซึ่ง Acer Nitro 5 AN515 / Acer Nitro 5 AN517 เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ / 17.3″ ราคาคุ้มค่า หนัก 2.3 / 2.7 กิโลกรัม ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง

สำหรับ Acer Nitro 5 AN515 / Acer Nitro 5 AN517 ใช้ชิปประมวลผล Core i5-10300H / Core i7-10750H เป็นขุมพลังหลัก ทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti / GTX 160 Ti / RTX 2060 ที่แรงลื่นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของแรมจัดเต็มมาให้เลยที่ 16GB DDR4 Bus 2933MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลให้มามาตรฐาน SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที

Acer Nitro 5 AN515 / Acer Nitro 5 AN517 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ดีไซน์มีการปรับปรุงใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม ด้วยเส้นสายลวดลายที่ดูดุดันกว่าที่เคย โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.7 กิโลกรัม และที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo

ติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ พร้อมกับการตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. ติดตั้งปุ่มแป้นคีย์ตัวเลข (Numpad) โดยตัวปุ่มจะเป็นสีดำ มีฟอนต์เป็นสีแดง รวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง รวมถึงปุ่ม NitroSense จะมีขอบเป็นไฮไลน์เด่นออกมา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ RGB แบบ 4 โซน ดูแล้วเป็น Gaming Notebook สวยงาม เอามาเล่นตอนกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความติดมือ ดีกว่าโน้ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน จะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

Acer Nitro 5 AN515 / Acer Nitro 5 AN517 มาพร้อมกับซอฟแวร์ยูทิลิตี้ NitroSense ที่ทำให้เราสามารถปรับค่าต่างๆ ในตัวเครื่องได้อย่างง่ายดายไม่ว่า CoolBoots เร่งรอบพัดลมให้สุดที่ 6000 รอบทั้ง 2 ตัว ที่ใช้ระบายความร้อน CPU/GPU เมื่อต้องใช้งานหนักๆ รวมไปถึงการปรับโหมดการใช้งาน เช่นประหยัดพลังงานใช้แบตเตอรี่ก็ต้องเป็น Power Saver และสุดท้ายกับการดูสถานะการทำงานของตัวเครื่องก็มีทั้ง อุณหภูมิ รอบพัดลม กันแบบเวลาจริงเลยล่ะ เรียกได้ว่า Acer ใส่ใจใน NitroSense เพื่อให้เราใช้งานได้งานและใช้งานได้จริงทีเดียว

Predator Triton 300 ราคา 43,990 – 59,990 บาท

Acer Predator Triton 300 มีตัวเลือกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i5-10300H ทำงานที่ความเร็ว 2.50 – 4.50 GHz แบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด และ Core i7-10750H ทำงานที่ความเร็ว 2.60 – 5.0 GHz แบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสูงที่ได้ทั้งความแรงและร้อนน้อยกว่าอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) สนนราคาเริ่มต้นถูกสุด ที่ 43,990 บาทในฝั่งของ Gaming Notebook แบรนด์ Predator

แรมมาตรฐานเป็น DDR4 Bus 2933MHz ขนาด 16GB / 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz / 3ms ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน ได้ Windows 10 ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมด้วยกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน 

Acer Predator Triton 300 (2020) ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรู วัสดุเป็นอะลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่องสีดำแซมด้วยสีฟ้า Predator ที่โดดเด่น เป็น DNA ของ Gaming Notebook จากทาง Acer Predator ปี 2020 นี้ก็ว่าได้ มีความบางสุด 19.9 มิลลิเมตร และเบาที่ 2.3 กิโลกรัม และถือว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่ขอบบาง แต่ไม่ได้มีการตัดชุด Numpad ด้านขวาออกไปแต่อย่างใด เชื่อว่าหลายคนน่าจะถูกใจสิ่งนี้ โดยมีปุ่มที่ใหญ่และช่องว่างที่พอดี ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน

สำหรับดีไซน์ตัวปุ่มเองก็มีความพิเศษที่เป็นขอบสีขาวกึ่งโปร่งแสงให้ความสวยงามเวลาใช้งานจริง รวมถึงบริเวณด้านขวายังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ รวมไปถึงมีปุ่มปรับระดับเสียง ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษที่สำคัญไฟ LED ก็เป็นแบบ 4 โซน เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ให้วิ่งไปมาตามโปรไฟล์ต่างๆ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้ เช่นตั้งไว้เป็นสีขาวหรือสีฟ้าสีเดียว

Predator Helios 300 ราคา 49,990 – 59,990 บาท

Acer Predator Helios 300 ปี 2020 ที่จะจำหน่ายในประเทศไทย มาพร้อมกับหลากหลายสเปกและราคา หลักๆ แล้วเป็นชิปประมวลผลเป็น Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ส่วนการ์ดจอเริ่มต้นเป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) พร้อม แรมขนาด 16GB / 32GB DDR4 Bus 2933 MHz ที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 แบบ NVMe PCIe ที่ความจุ 512GB – 1TB รวมถึงยังใส่ฮาร์ดดิสก์ 2.5″ ได้อยู่ จัดว่าให้สเปกมาเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไปมากๆ แต่เหมาะสำหรับการเล่นเกมแบบสุดๆ

มีตัวเลือกหน้าจอขนาด 15.6″ หรือ 17.3″ แบบด้าน ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพ IPS ตอบสนองที่ 144Hz 3ms แถมตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนล บนซอฟแวร์เสียง DTS:X Ultra ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, ช่องเสียบหูฟังไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E2600 Ethernet Controller

Acer Predator Helios 300 (2020) จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ที่ 15.6″ และ 17.3″ แต่กลับมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง จากการที่ขอบจอบางที่ 7.9 มิลลิเมตร มีพื้นที่การแสดงผลที่ 79% โดยได้ความแรงไม่แพ้ Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พกพาพอได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง กับน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม และ 2.9 กิโลกรัม ตามลำดับ

คีย์บอร์ดถือว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ / 17.3″ โดยบริเวณด้านขวาของชุดคีย์บอร์ดยังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีกเวลาที่จะปรับแต่งการใช้งานโหมดต่างๆ รวมไปถึงการปรับรอบพัดลมหรือปรับสีไฟคีย์บอร์ดด้วย อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษที่เป็นโทนฟ้าต่างจากปุ่มคีย์บอร์ดอื่นๆ ที่สำคัญไฟคีย์บอร์ด LED ก็เป็นแบบ RGB แบ่ง 4 โซน เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้

Predator Triton 500 ราคา 79,990 – 89,990 บาท

Acer Predator Triton 500 ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 10H ในรุ่น Core i7-10875H ทำงานที่ความเร็ว 2.3 – 5.1 GHz แบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ซึ่งให้ความแรงและ Core การทำงานที่มากกว่า i7-10750H ทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสูงรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Super Max-Q (8GB GDDR6) / RTX 2080 Super Max-Q (8GB GDDR6) เป็นตัวแรงที่สุดในฝั่งของ Gaming Notebook 

แรมมาตรฐานเป็น DDR4 Bus 2933MHz ขนาด 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน 300Hz / 3ms / G-Sync ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน ได้ Windows 10 สนนราคา 79,990 / 89,990 บาท

ซึ่งจากสเปกนี้ทำให้รองรับการเล่นเกมในปัจจุบันลื่นๆ ได้ทุกเกมแน่นอน ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมด้วยกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง Thunderbolt 3, USB 3.1 Type-A  และ LAN RJ45 Killer Ethernet E3100, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth V5.0 และ Wi-Fi มาตรฐาน Killer Wi-Fi 6 AX1650G

สำหรับ Acer Predator Triton 500 ถือว่าเป็น Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ที่มีความเบาบาง ขอบจอบางที่ได้ความแรงไม่แพง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก ด้วยน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัม บางที่ 17.9 มิลลิเมตร (จัดว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ที่บางเบาที่สุดในโลกรุ่นนึง) ทำให้ถือมือเดียวได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอะลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง

คีย์บอร์ดของ Acer Predator Triton 500 มีการตัดชุด Numpad ด้านขวาออกไป แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ถูกใจนัก ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจว่าถ้ามีมันจะแน่นเกินไป ดูใช้งานไม่ได้จริงแถมยังไม่สวยงาม ทำให้ทาง Acer ตัดสินใจเลือกที่จะเน้นใช้งานแป้นคีย์บอร์ดหลักด้วยการไว้ตรงกึ่งกลางตัวเครื่องแทน โดยมีปุ่มที่ใหญ่และช่องว่างที่พอดี ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน นอกจากนี้บริเวณด้านขวายังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ รวมไปถึงมีปุ่มปรับระดับเสียง ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีก

อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษ ที่สำคัญไฟ LED ก็เป็นแบบ Per-Key RGB แบบเต็มรูปแบบ เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้ ส่วนในการใช้งาน Turbo เราก็สามารถกดปุ่มได้เลย

from:https://notebookspec.com/acer-x-intel-project-avenger/531994/

ซื้อแว่น VR เล่นเกมสุดล้ำ Acer Windows Mixed Reality Headset (AH501S) ใน Commart 2020 ราคาพิเศษ 9,990 บาท (ปกติ 14,990 บาท)

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมในการเล่นเกมสุดล้ำ สำหรับ Windows Mixed Reality โดยเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AR และ VR เอาทั้ง 2 อย่างนี้มารวมกันเป็นสื่อผสมแบบเสมือนจริง โดยระบบการทำงานนี้จะมีความคล้ายคลึงกับการทำงานบน Microsoft HoloLens โดยจะรองรับเฉพาะระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่เป็นตัว Creators Update ขึ้นไปที่ทาง Microsoft ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับ ซึ่งการทำงานจะคล้ายๆ แว่น VR ของ HTC Vive และ Oculus Rift

ล่าสุดด้วยการมาของ Acer Windows Mixed Reality Headset (AH501S) ซึ่งบอกเลยว่า Acer ทำการตลาดได้รวดเร็วก่อนใครเสมอมา หลายปีก่อนก็ทำออกมาเป็นเจ้าแรก โดยในรุ่นนี้ก็เป็นการอัพเกรดจากรุ่นก่อนหน้าในหลายๆ ส่วนด้วย ที่สำคัญคือมีราคาวางจำหน่ายประมาณ 14,990 บาทเท่านั้น ซึ่งในงาน Commart 2020 ครั้งนี้ก็จัดโปรโมชั่นพิเศษลดเหลือเพียง 9,990 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าราคาไม่แพงเลย ถ้าเทียบกับประสบการณ์เล่นเกมที่เราจะได้

OJO500 Bundle with Optic system, Hard Strip, Headphone & Motion Controllers

  • เต็มอิ่มด้วย Resolution 2,880 x 1,440 พิกเซล พร้อมด้วย Refresh Rate ที่ 90 Hz
  •  แถมหูฟังกับ Controller ไปพร้อมกับ VR
  • รองรับเกมที่เล่นผ่าน Steam  
  • ติดตั้งง่าย ไม่ต้องติดตั้ง Sensor แยก
  • ออกแบบมาให้สวมใส่ได้สบาย ด้วยรูปแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสรีระเฉพาะของแต่ละคน ทำให้สวมใส่ได้นาน
  • ทำจากพลาสติกทำให้น้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทนทาน
  • สามารถพลิกตัวแว่นขึ้นได้โดยไม่ต้องถอด
  • ราคาเพียงแค่หมื่นต้นๆ (14,990 บาท) ***พิเศษเฉพาะใน Commart 2020 ราคา 9,990บาท***
  • Warranty 1ปี (ถ้าเสียสามารถนำเข้ามาที่ศูนย์บริการของ Acer ทั่วประเทศ)

Acer Windows Mixed Reality Headset (AH501S) ต้องใช้คอมพิวเตอร์สเปคที่เป็นการ์ดจอ GTX 1650 ขึ้นไป หรืออย่างน้อยก็ควรเป็น GTX 1050 ขึ้นไปแล้วกัน ส่วนชิปประมวลผลก็เป็น Intel Core i5-10300H / AMD Ryzen 5 4600H ขึ้นไป ซึ่ง Gaming Notebook อย่าง Acer Nitro 5 รองรับแน่นอน หรือใครจะเอาไปใช้ Predator Series รุ่นต่างๆ ก็จะใช้งานได้เยี่ยมยอดยิ่งขึ้นไปอีก

จากการใช้งานและงานดีไซน์บอกเลยว่า Acer Windows Mixed Reality Headset (AH501S) ทุกอย่างดูลงตัว และการใช้งานได้จริงในส่วนของการเล่นเกมแทบไม่แตกต่างจากแว่น VR ตัวแพงรุ่นอื่นเลย ซึ่งตัว Acer Windows Mixed Reality Headset (AH501S) นอกจากจะเอามาเล่นเกมแล้ว จุดประสงค์ของมันจริงๆ คือไว้สำหรับใช้งานร่วมกับ Windows 10 ที่เป็น Creators Update ขึ้นไปให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

กล่าวคือเราสามารถใช้ Windows Mixed Reality ในการดูหนัง ฟังเพลง ท่องเว็บ หรือใช้งานโปรแกรมอื่นๆ ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ แตกต่างจากดูหน้าจอคอมปกติแบบเดิมๆ อันแสนน่าเบื่อก็ได้ด้วย กับราคาโปรโมชั่น 9,990 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยกับอุปกรณ์มีฟีเจอร์ฟังก์ชั่นเด็ดๆ แบบนี้ หากเพื่อนๆ คนไหนมีงบประมาณถึงหรืออยากลองเล่น VR บอกเลยว่า Acer Windows Mixed Reality Headset (AH501S) ตัวนี้สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีแน่นอนทีเดียว

ใครสนใจก็จัดในงาน Commart 2020 ที่จัดขึ้น ณ ไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 20 – 23 สิงหาคมนี้ได้เลย ที่บอกก็เลยว่าราคาพิเศษจริงๆ ใครอยากซื้อก็ซื้อได้เลย เดี๋ยวงานจบราคาจะปรับเป็นปกติที่ 14,990 บาทนะครับ ยังไงก็ไปลองเล่นลองดูที่งานกันก่อนก็ได้ ค่อยตัดสินใจอีกที

from:https://notebookspec.com/acer-windows-mixed-reality-price-9990-baht/532762/

Review – MSI Modern 14 สเปก Ryzen 4000U แรงลื่นคุ้มเบา 1.6 โล แบตนาน 13 ช.ม.

MSI Modern 14 เป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่หน้าจอ 14″ ตัวแรงลื่นราคาคุ้มค่า มาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U รุ่นล่าสุดครั้งแรกใน MSI อย่าง Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Radeon 6 / 7 ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน้ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ

สำหรับ MSI Modern 14 ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมสีดำ Onyx Black เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS ความละเอียด Full HD บางเฉียบ ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเพียง 19,990 / 23,590 บาทเท่านั้น จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊ค Ryzen 4000U หน้าจอขนาด 14″ ที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว

from:https://notebookspec.com/review-msi-modern-14-spec-ryzen-4000u/532257/

Review – Acer Predator Helios 300 (2020) สเปก i7-10750H / RTX 2070 Max-Q จอ 15.6″ IPS 144Hz แรงลื่น OC ได้

Acer Predator Helios 300 (PH315-53) ปี 2020 นี้เป็นการต่อยอดมาจาก Gaming Notebook เน้นความพรีเมียมและประสบการณ์ใช้งานกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมแนวทางการออกแบบไปในทิศทางเดียวกันกับ Predator ปี 2020 รุ่นอื่นๆ สเปกแน่นอนว่าเป็นใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ผสานด้วยการ์ดจอรุ่นใหม่อย่าง GeForce RTX 2060 ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพกับความสมจริงกว่าที่เคยมีมา เพราะสามารถ Overclock เพิ่มได้ โดยท็อปสุดเป็น GeForce RTX 2070 Max-Q ที่นับว่ามีประสิทธิภาพความแรงเล่นเกมได้ลื่นไหลแน่นอน

โดยรุ่นที่เรานำมารีวิว สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ RTX 2070 Max-Q รวมถึงติดตั้งแรม 32GB และ SSD 1TB ที่แรงเข้ากันลงตัว ทำให้สิทธิภาพสูงมากๆ รองรับทุกๆ การใช้งาน มาพร้อมขนาดหน้าจอทั้ง 15.6″ และ 17.3″ ให้เลือกกัน ที่ 144Hz โดยเน้นความแรงประสิทธิภาพในการเล่นเกมเป็นหลัก แบบไม่เน้นความบางเบามากนักที่สำคัญได้ระบบระบายความร้อนเอกสิทธิ์จากทาง Acer อย่าง AeroBlade 3D Gen 4 ส่งผลให้แม้สเปกจะแรงแค่ไหน แต่ก็จัดการความร้อนได้เยี่ยมไรักังวล สนนราคามีตั้งแต่ 49,990 – 59,990 บาท ทุกรุ่นประกัน 3 ปี On-site Service

from:https://notebookspec.com/review-acer-predator-helios-300-2020-spec-i7-10750h-rtx-2070-max-q/532001/

Review – Acer Predator Helios 300 (2020) สเปก i7-10750H / RTX 2070 Max-Q จอ 15.6″ IPS 144Hz แรงลื่น OC ได้

Acer Predator Helios 300 (PH315-53) ปี 2020 นี้เป็นการต่อยอดมาจาก Gaming Notebook เน้นความพรีเมียมและประสบการณ์ใช้งานกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมแนวทางการออกแบบไปในทิศทางเดียวกันกับ Predator ปี 2020 รุ่นอื่นๆ สเปกแน่นอนว่าเป็นใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ผสานด้วยการ์ดจอรุ่นใหม่อย่าง GeForce RTX 2060 ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพกับความสมจริงกว่าที่เคยมีมา เพราะสามารถ Overclock เพิ่มได้ โดยท็อปสุดเป็น GeForce RTX 2070 Max-Q ที่นับว่ามีประสิทธิภาพความแรงเล่นเกมได้ลื่นไหลแน่นอน

โดยรุ่นที่เรานำมารีวิว สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ RTX 2070 Max-Q รวมถึงติดตั้งแรม 32GB และ SSD 1TB ที่แรงเข้ากันลงตัว ทำให้สิทธิภาพสูงมากๆ รองรับทุกๆ การใช้งาน มาพร้อมขนาดหน้าจอทั้ง 15.6″ และ 17.3″ ให้เลือกกัน ที่ 144Hz โดยเน้นความแรงประสิทธิภาพในการเล่นเกมเป็นหลัก แบบไม่เน้นความบางเบามากนักที่สำคัญได้ระบบระบายความร้อนเอกสิทธิ์จากทาง Acer อย่าง AeroBlade 3D Gen 4 ส่งผลให้แม้สเปกจะแรงแค่ไหน แต่ก็จัดการความร้อนได้เยี่ยมไรักังวล สนนราคามีตั้งแต่ 49,990 – 59,990 บาท ทุกรุ่นประกัน 3 ปี On-site Service

from:https://notebookspec.com/review-predator-helios-300-i7-10750h-rtx-2070/532001/

แนะนำ MSI Notebook น่าซื้อ ปี 2020 ตามการใช้งาน 5 รุ่น งบ 19,900 – 59,900 บาท คุ้มค่า บางเบา เล่นเกม ประสิทธิภาพสูง ตอบโจทย์คนทำงานและเกมเมอร์

MSI Notebook น่าซื้อ ประจำปี 2020 มีให้เลือกหลากหลายรุ่นมากมาย ซึ่มีทั้งรุ่นที่เน้นทำงานบางเบา เล่นเกมคุ้มค่า หรือเล่นเกมระดับโปร รวมถึงทำงานระดับโปรด้วย โดยมีราคาเริ่มต้นไม่ถึง 20,000 บาท จนไปถึงหลายหมื่นบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นซีรีส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Modern 14 / Modern 15 / Bravo 15 / GF73 / GP65 / GL65 จัดเต็มเรื่องของสเปกแบบสุดทาง ตอบสนองประสิทธิภาพที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนฟีเจอร์และดีไซน์ก็ล้ำหน้าไม่แพ้กัน รวมไปถึงมีลูกเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งเสริมให้เรามีประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมสมกับเป็น Notebook เพื่อการทำงานหรือเล่นเกม สมกับที่เป็น MSI ที่ตั้งใจนำเสนอ Notebook ที่เหนือชั้นกว่า

สำหรับบทความนี้เราจะมาแนะนำ MSI Notebook รุ่นใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจ ซึ่งประกอบไปรุ่นที่เน้นพกพา ดีไซน์บางเบา แบตเตอรี่ยาวนาน หรือเล่นแบบสเปกจัดเต็ม รวมไปถึงเทคโนโลยีล้ำๆ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 หรือ AMD Ryzen 4000 ทำงานร่วมกับการ์ดจอ Radeon RX 5500M / GeForce MX330 / GTX 1650 / GTX 1650 Ti / 1660 Ti / RTX 2060 / RTX 2070 ในส่วนของแรมที่ 8GB – 16GB และ SSD 512GB – 1TB ก็ใส่เต็มพร้อมใช้งานทันที ในราคาที่ถูกสุดแค่ 19,900 บาทเท่านั้น !!! เชื่อว่าต้องถูกใจกันซักรุ่นอย่างแน่นอน มีอะไรบ้างไปชมกันต่อเลย

MSI Modern 14 ราคา 19,900 – 23,500 บาท

MSI Modern 14 เป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่หน้าจอ 14″ ตัวแรงลื่น สีดำ Onyx Black เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U รุ่นล่าสุดอย่าง Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Radeon 6 / 7 ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน้ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ

สำหรับ MSI Modern 14 ได้หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS มาตรฐานความละเอียด Full HD ที่จะช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น บางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเพียง19,900 บาทเท่านั้น จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊ค Ryzen 4000U หน้าจอขนาด 14″ ที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐานอีกด้วยพร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน รวมถึงยังได้มาตรฐาน Military Grade มีความทนทานในการใช้งานเป็นพิเศษมากกว่าโน้ตบุ๊กทั่วๆไป ในเรื่องของการทน ฝุ่น ละอองน้ำ และการกระแทก ในส่วนของแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง

ส่วนความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน้ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลยครับ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม พร้อม Ergonomics View Design ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้นจากพื้นที่ 5 องศา ส่งผลให้พัดลมสามารถดูดลมเย็นเข้าไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเอียงของตัวเครื่องเล็กน้อยนั้น ก็ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมตัดขอบเพชรเพิ่มความหรูหรา พร้อมความทนทานระดับ Military Standard ด้วยการผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งทนร้อนทนเย็น ความดันอากาษ ความชื้นและฝุ่นต่างๆ ในระดับหนึ่ง มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ถือว่า MSI นำเสนอโน้ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลย

MSI Modern 15 ราคา 25,900 – 28,900 บาท

MSI Modern 15 ตั้งใจตอบโจทย์สายคนทำงาน Content Creator โดยเฉพาะ ที่นอกจากสเปกที่ดีแล้ว งานดีไซน์และงานประกอบก็ลงตัวแลดูทันสมัย เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก โดยยังรักษาความเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม ทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ให้ความพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ทั้งด้านนอกฝาหลังและด้านในตัวเครื่องจนไปถึงชิ้นส่วนใต้ตัวเครื่องด้วย เรียกได้ว่าดูดีเกินราคาค่าตัวจริงๆ

พร้อมกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน ขอบหน้าจอก็มีความบางมากๆ แทบจะไร้ขอบทีเดียว อีกทั้งด้วยที่เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ช่วยให้มุมมองในการมองเห็นเพิ่มมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าทั้งสเปก ฟีเจอร์ วัสดุ เหนือกว่าโน้ตบุ๊คบางเบาหลายๆ ค่าย อีกทั้งยังได้มาตรฐานทนทานอย่าง Military Grade ทำให้รองรับต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คน้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้

MSI Modern 15 เป็นโน้ตบุ๊คสเปกรุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U (Comet Lake ที่ 14 นาโนเมตร) ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธรด ให้ความแรงเพียงพอกับทุกๆ การทำงาน ซึ่งทั้งรุ่น i5 / i7 จะได้การ์ดจอรุ่นใหม่ที่มีความแรงพอประมาณอย่าง NVIDIA GeForce MX330 (2GB GDDR5) แรม 8GB DDR4 Bus 2666 MHz จำนวน 1 แถว (ใส่เพิ่มได้อีก 1 แถว) พร้อม SSD NVMe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 โดดเด่นแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 13 ชั่วโมง  ในราคาเพียง 25,900 – 28,900 บาท

สเปกหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจอย่างสุดๆ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ขอบจอบางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

MSI Modern 15 จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานบางเบาหน้าจอ 15.6″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.2 Type-A Gen 2, 1x USB 3.2 Type-A Gen 1, 1 x USB 3.1 Type-C Gen 2 / DisplayPort, 1x HDMI 1.4, micro-SD Card Reader และ Mic-in/Headphone-out อย่างไรก็ตาม พอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ อาจจะดูขาดไปอย่าง LAN RJ45 เหมือนพวกโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ แต่ในการใช้งานจริงก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะ

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบเป็นมาตรฐานที่รองรับกับทุกอุปกรณ์อีกด้วย ที่สำคัญมีซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI รวมถึงในชุดจัดจำหน่ายยังมี Softcase ซองหนังไว้ให้เราใช้งานร่วมกันเวลาพกพากับกระเป๋าอื่นๆ ที่ไม่มีช่องใส่โน้ตบุ๊คอีกด้วย

MSI Bravo 15 ราคา 29,900 – 32,900 บาท

MSI Bravo 15 นับว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2020 จอ 15.6″ น้ำหนักเบาสุดๆ ที่ 1.96 กิโลกรัม สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H อีกหนึ่งรุ่นในตลาด จากทาง MSI ที่น่าสนใจจริงๆ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H /Ryzen 7 4800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 2 (Renoir) จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม RDNA แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น กว่าสเปกก่อนๆ อย่าง Ryzen 3000H + Radeon RX5500M ใน MSI Apha 15 รุ่นพี่ที่ออกมาก่อน

ในส่วนของสเปกอื่นๆ MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ขอบจอบางเฉียบ พาเนลเลือกใช้เป็น IPS ที่รองรับ Refresh Rate 120Hz ที่ให้ทั้งสีสันที่สวยงามและความลื่นไหลไปพร้อมๆ กัน โดยติดตั้งหน่วยความแรมเป็นขนาด 8GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200Hz และใส่ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ซึ่งได้ทั้งความลื่นไหลและความจุสูงไปในตัวเดียว โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 29,990 บาทกับรุ่น Ryzen 5 4600H และ 32,990 บาทกับรุ่น Ryzen 7 4800H ซึ่งมีราคาต่างกันที 3,000 บาท

สำหรับชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส H เน้นประสิทธิภาพจากทาง AMD ที่แรงขึ้นเป็นเท่าตัวพร้อมประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิม จากเทคโนโลยีการผลิตชิป CPU ที่ 7 นาโนเมตร จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น โดยรุ่นที่เราได้เป็นหน่วยความจำขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz รองรับการอัพเกรดอีก 1 แถวทันที (ซึ่งในรีวิวใส่มาเป็น 16GB แล้ว) และที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 NVMe พร้อมรองรับการใส่ SSD M.2 อีกหนึ่งตัวด้วยกัน มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ประกันเป็นแบบ 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 2.9 – 4.2GHz โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร เช่นเดียวกับการ์ดจอ Radeon RX5500M ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับการมาของ AMD Ryzen รุ่นใหม่ตระกูล 4000 H Series ซึ่งได้เห็นตัวจริงๆ ครั้งแรกบน  MSI Bravo 15 นั่นเอง (ส่วน MSI Bravo 17 คาดว่าจะตามภายหลังอีกที)

โดย MSI Bravo 15 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 120 Hz แน่นอนว่ารองรับเทคโนโลยี AMD FreeSync Premium ให้ภาพลื่นไหลและไม่ฉีกขาด ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 3.2 Type-A Gen 1, 2 x USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์ 3.5 มิลลิเมตร พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1

วัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง อีกทั้งตัวเครื่องก็มีความบางสุดที่ 21.7 มิลลิเมตรด้วย ส่งผลให้การพกพาไม่เป็นปัญหาแน่นอน พร้อมใช้ลวดลายเป็นลักษณะเงาบรัชปัดเสี้ยนเป็นเส้นๆ ทั้งภายนอกและภายใน แนวตั้งดูโดดเด่นแบบเรียบง่ายตามสไตล์ของ Gaming Notebook แบรนด์ MSI หลายๆ รุ่น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีระบบระบายความร้อนแบบพิเศษ Cooler Boost 5 ที่มาพร้อม 2 พัดลมขนาดใหญ่ ฮีทไปป์ 6 เส้น เย็นเฉียบหายห่วงไปเลย พร้อมกับทำการเซาะร่องระบายอากาศหลายตำแหน่งด้วยกัน ลำโพงก็อยู่ที่ด้านล่าง 2 ตัวทำให้ตัวเครื่องสามารถกระจายเสียงได้ดี

MSI GF75 Thin ราคา 42,900 – 44,900 บาท

MSI GF75 Thin เป็น Gaming Notebook รุ่นใหม่ที่มีหน้าจอขนาด 17.3″ ดีไซน์ขอบบางพิเศษ ทำให้มิติตัวเครื่องเทียบกับรุ่นหน้าจอ 15.6″ เท่านั้น ใช้สเปก Intel Core i Gen 10 ตระกูล H ตัวแรงลื่นเน้นประสิทธิภาพ สถาปัตยกรรม Comet Lake เทคโนโลยีการผลิต 14 นาโนเมตร ด้วยสเปกเป็นชิปประมวลผล Core i7-10750H ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ที่ความเร็ว 2.60 – 5.00 GHz ทำงานเต็มที่ร่วมกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce ประสิทธิภาพดีเยี่ยมอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti (6GB GDDR6) / RTX 2060 (6GB GDDR6)

หน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว แบบด้าน ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz แถมตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนลบนซอฟแวร์เสียง Nahimic 3 ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ส่วนของแรมมีขนาด 16GB DDR4 Bus 2666MHz แบบ 8GB x 2 (Dual Channel) มีที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมรองรับการอัพเกรดด้วย HDD 2.5″ อีก 1 ตัวด้วย

ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type A Gen 1 จำนวนสามช่อง, USB 3.2 Type-C Gen 1 หนึ่งช่อง, HDMI, SD(XC/HC) card reader, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45  การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.1 และ Wireless มาตรฐาน 6 AX ที่ดีกว่าเดิม 3 เท่า มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ประกัน 2 ปี มี Windows 10 แท้ โดยสนนราคาอยู่ที่ 42,900 – 44,900 บาท

แม้ดีไซน์และแนวทางการออกแบบคล้ายกับ MSI GF75 รุ่นก่อนหน้าที่เป็นสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 9H ซึ่งเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ ที่เน้นความบางเบาเช่นเดียวกัน ด้วยน้ำหนัก 2.2 กิโลกรัม และมีความบางที่ 22~23.1 มิลลิเมตร ทำให้เป็น Gaming Notebook หน้าจอใหญ่ ที่เล็ก บางเบา กระทัดรัด ที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้เลยแม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 17.3″ ที่จอใหญ่กว่ารุ่น 15.6″ แต่ในเรื่องการพกพาก็สามารถทำได้ยอดเยี่ยมทีเดียว

ได้แกนฝาพับแข็งแรงทนทาน พร้อม Ergonomics View Design ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้นจากพื้น ส่งผลให้พัดลมสามารถดูดลมเย็นเข้าไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเอียงของตัวเครื่องเล็กน้อยนั้น ก็ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นไซต์มาตรฐานมี Numpad ไว้ใชงานแป้นตัวเลขตามปกติ วัสดุอลูมิเนียมขัดเงาบรัชเป็นเส้นๆ แนวตั้งดูโดดเด่นแบบเรียบง่าย พร้อม ด้วยโลโก้มังกรแดง Dragon Army มินิมอลสุดๆ ในส่วนของขอบด้านหน้าเป็นพลาสติกมีการเว้นพื้นที่เว้าเอาไว้ให้เปิดฝาหน้าจอได้ง่าย

ในส่วนของด้านหลังยังมีช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่อีก 4 ช่อง แบบหลัง 2 (แต่จะเป่าลมร้อนไปผ่านทางหน้าจอขณะใช้งาน) และด้านข้างอีก 2 ช่องทั่งซ้ายและขวา ช่วยให้สามารถระบายอากาศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใช้ระบบ Cooler Boost 5 ฮีทไปป์ 7 เส้น ด้านฐานล่างใช้วัสดุพลาสติก ABS งานประกอบแน่นหนาแข็งแรง มียางรอง 4 มุม ยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ในจุดนี้สามารถถอดอัพเกรดได้ไม่ยาก รวมถึงซ่อมบำรุงรักษาทำความสะอาดเครื่องในระยะยาวได้สะดวกสมเป็น Gaming Notebook ตัวแรงใช้งานยาวๆ อย่างที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องความทนทาน

MSI GP65 45,900 – 59,900 บาท

MSI GP65 Leopard จัดว่าเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นท็อป แต่ได้ราคาที่คุ้มค่าต่อสเปกสุดๆ โดยจัดเต็มจากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H และการ์ดจอ Gaming จากทาง NVIDIA ได้แรมมาขนาด 16GB DDR4 Bus 2666MHz เป็นมาตรฐาน ติดตั้งแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB (อัปเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA 3 ได้อีก) หน้าจอ 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์ Dragon Center เวอร์ชันใหม่

ที่สำคัญ MSI GP65 Leopard ได้ดีไซน์ดุดันตามสไตล์ของ G Series จาก MSI ยังมีฟีเจอร์ Gaming มากมาย อาทิ ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 คีย์บอร์ด SteelSeries พร้อมไฟ Per-key RGB แบบปรับแต่งแยกปุ่มอิสระ มีพอร์ตการเชื่อมต่อครบครันทั้ง USB-C / A 3.2 และอื่นๆ พร้อมการเชื่อม Wi-Fi 6 AX โดยมีน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ประกอบกับการใช้หน้าจอที่ขอบบาง ทำให้ตัวเครื่องเล็กกระทัดรัด สะดวกต่อการพกพามากยิ่งขึ้น 

MSI GP65 Leopard รุ่นใหม่ล่าสุดด้วยชิปประมวลผลตัวแรง ที่ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีราคาตั้งแต่ 45,900 – 59,900 บาท สเปกเป็น Core i7-10875H (2.30 GHz, 16 MB L3 Cache, up to 5.10 GHz) ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด หรือ Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ส่วนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti (6GB GDDR6) / RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 (8GB GDDR6) เรียกได้ว่าตอบสนองการเล่นเกมได้เต็มที่เต็มอารมณ์กว่าสเปก Gaming Notebook ทั่วไปที่เน้นความคุ้มค่าอย่างเดียว

ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2 ชาแนลแบบ Giant Speaker บนซอฟแวร์เสียง Nahimic 3 ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, USB 3.2 Type-C หนึ่งช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, SD(XC/HC) card reader, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45

การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX น้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ได้ประกัน 2 ปี มี Windows 10 แท้ โดยสนนราคาอยู่ที่ 49,900 บาท ส่วนอีกสเปกจะแตกต่างตรงที่เป็นชิปประมวลผล Core i7-10750H จับคู่มากับการ์ดจอ RTX 2070 กับราคา 51,900 บาท ถือว่าเป็น Gaming Notebook ในช่วงราคานี้ที่น่าสนใจมากๆ เพราะได้ทั้งสเปกและฟีเจอร์ที่จัดเต็มเหมือนตระกูล GE ในราคาถูกลงกว่าเดิมเยอะ 

มาพร้อมกับการดีไซน์สีสันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สีโทนดำและเทาแบบทูโทนจากวัสดุบอดี้ตัวเครื่องฝาหลังจะเป็นอลูมิเนียมสัมผัสผิวเรียบหรูสวยงาม ผสานกับโลโก้มังกร MSI มีไฟสว่างสีขาวเมื่อเปิดเครื่อง ดูโดยรวมแล้วเรียบง่ายกว่า ดุดันสไตล์เกมมิ่งโน้ตบุ๊คระดับ Hi-End ในราคาคุ้มค่า มีความบางของตัวเครื่องเพียง 27.5 มิลลิเมตร รอบๆ ตัวเครื่องยังถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานต่าง ๆได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครอบคลุมถูกจัดวางในส่วนฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของตัวเครื่องในส่วนของด้านหน้ายังคงเป็นที่อยู่ของไฟ LED แสดงสถานะของตัวเครื่อง 3 จุด

คีย์บอร์ดของ MSI GP65 Leopard โดดเด่นมากๆ จากการที่ใช้ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน ที่สำคัญในคราวนี้ไฟ LED ที่เป็น RGB สามารถเปลี่ยนสีทีละปุ่ม ตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่าน Steelseries Engine 3  โดดเด่นด้วยการกด Fn แล้ว จะมีไฟสีแดงไฮไลท์ขึ้นมา พร้อม Silver Lining Print ขอบโปร่งแสงสวยงาม นอกจากนี้ยังมี Hotkey ตรงมุมขวาบนของชุดแป้นคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเร่งรอบพัดลมและปุ่มเปิด Steelseries Engine 3

MSI GL65 Leopard ราคา 33,900 – 36,900 บาท

ในส่วนของ MSI GL65 Leopard หลักๆ แล้วจะมีความคล้ายกับ MSI GP65 Leopard ทั้งในส่วนของดีไซน์และฟีเจอร์ แต่จะแตกต่างเรื่องของสีสันตัวเครื่องที่เป็นสีดำตลอดทั้งตัวเครื่อง และไฟคีย์บอร์ดจะเป็นสีแดงสีเดียว รวมไปถึงในเรื่องของสเปกก็เป็นการ์ดจอที่แรงน้อยกว่าเท่านั้นเอง แน่นอนว่าราคาก็เลยถูกกว่าด้วย อันนี้เพื่อนๆ สามารถเลือกซื้อได้ตามงบและลักษณะการใช้งานกันอีกทีนะครับ

from:https://notebookspec.com/recommended-msi-notebooks-worth-buying-in-2020-according-to-usage-5-models-budget/531827/

แนะนำ Acer Predator Gaming Notebook ปี 2020 สเปก Core i Gen 10H + GeForce RTX ประสิทธิภาพสูงสุด เริ่มต้น 43,900 บาท จัดเต็มฟีเจอร์รอบด้าน พร้อมเร่งความแรง OC ได้ด้วยปุ่ม Turbo ง่ายๆ มีประกันเทพ 3 ปี

Predator นับได้ว่าเป็นแบรนด์ Gaming ของทาง Acer ที่ตอกย้ำเรื่องของประสิทธิภาพความแรงลื่นขั้นสูงสุด ทั้งจากสเปกภายในและฟีเจอร์ต่างๆ อาทิ ระบบระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม และปุ่มเร่งความแรงได้ง่ายๆ เพียงปุ่มเดียว และอื่นๆ ตอบสนองการเล่นเกมของบรรดาเกมเมอร์ระดับมืออาชีพได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่า Gaming PC / Gaming Notebook ทั่วไปแบบชัดเจน รวมไปถึงล่าสุดก็ได้มีอุปกรณ์ Gaming Gear ต่างๆ ไว้ใช้งานร่วมกับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วด้วย เรียกได้ว่าครกำลังมองหาคอมพิวเตอร์ Gaming ตัวจริงในตลาด ประจำปี 2020 ทาง Acer ก็พร้อมจำหน่ายรุ่นใหม่ล่าสุดแล้ว

โดยเราจะมาบอกถึงฟีเจอร์หลักๆ ที่เป็น DNA ของ Predator ที่เป็น Gaming Notebook ก็คือ เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D Gen 4 ใช้พัดลม 2 ตัว ออกแบบพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกการบินที่เงียบสนิทและทรงพลังของนกฮูก ปลายใบพัดลมของเราจึงมีรอยหยักเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง ฟินเป็นสีฟ้าสวยงาม

อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายๆ โดยมีปุ่มกดที่เร่งประสิทธิภาพอย่างปุ่ม Turbo เพียงการกดครั้งเดียว ตัวเครื่องจะเร่งรอบพัดลมอัตโนมัติให้แรงที่สุดทั้ง 2 ตัว เพื่อให้ชิปประมวลผลทำได้เต็มที่ 100% ส่วนการ์ดจอก็จะมีการเร่งความแรงไปอีกให้เกิน 100% ด้วยการ Overclock การใช้งาน Turbo เราก็สามารถกดปุ่มได้เลย โดยเมื่อกดแล้วเราจะเห็นว่ามีไฟสีฟ้าสว่างขึ้นที่ปุ่ม พร้อมกับรอบพัดลมที่ดังขึ้น และตัวซอฟต์แวร์เองก็จะแสดงสถานะการทำงานของการ Overclock การ์ดจอด้วย

รวมถึงมีซอฟแวร์ยูทิลิตี้ PredatorSense ที่ทำให้เราสามารถปรับค่าต่างๆ ในตัวเครื่องได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าไฟคีย์บอร์ด RGB, ไฟพัดลม, เร่งรอบพัดลมได้เมื่อต้องใช้งานหนักๆ รวมไปถึงเรายังสามารถ Overclock การ์ดจอ เพื่อเร่งประสิทธิภาพให้แรงยิ่งขึ้นไปอีกได้ รวมไปถึงรองรับการเชื่อมต่อกับมือถืออีกด้วย และสุดท้ายกับการดูสถานะการทำงานของตัวเครื่องก็มีทั้ง อุณหภูมิ รอบพัดลม กันแบบเวลาจริงเลยล่ะ เรียกได้ว่า Acer ใส่ใจ Predator Sense เพื่อให้เราใช้งานได้จริงๆ

ด้านลำโพงเป็นแบบสเตอริโอแบบ 2 ตัวโดยจะอยู่ทางด้านล่างมุมซ้ายและขวาของเครื่องอย่างละตัว ลำโพงนั้นจะมีการวางตำแหน่งในลักษณะเฉียงลงไปยังพื้นเพื่อที่จะให้เสียงได้สัมผัสกับพื้นแล้วสะท้อนขึ้นมาก ซึ่งคุณภาพเสียงการใช้งานต่างๆ เมื่อใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ DTS:X Ultra ระบบเสียงที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมจำลองเสียง 3 มิติ สนับสนุน VR เต็มรูปแบบใช้เล่นเกมนี่บันเทิงได้เต็มอารมณ์ ยิ่งถ้าต่อหูฟังยิ่งได้อรรถรสในการเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพเสียงเบส เสียงสนทนา และระดับเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนี้การเชื่อมต่างๆ ก็ครบถ้วน พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม Ethernet Controller และการเชื่อมต่อ Wi-Fi แบบ Wireless-AX 1650 และ Killer Control Center 2.0 ที่ช่วยให้การเล่นเกมออนไลน์ให้มีเสถียรภาพและสมูทขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าประกันได้เป็น 3 ปี แบบ On-site Service ทุกรุ่น หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมง (ถ้าเคลมนานกว่านั้นมีเครื่องสำรองให้ใช้) เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook ที่เก่งครบจบรอบด้านจริงๆ

สำหรับในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Acer Predator ในส่วนของ Gaming Notebook ซึ่งในตอนนี้ที่พร้อมจำหน่ายในไทยแล้ว จะแบ่งออกเป็น Predator Triton 300 / Predator Triton 500 / Predator Helios 300 / Predator Helios 700 โดยแต่ละรุ่นก็จะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงช่วงราคาก็มีความหลากหลายตั้งแต่ 43,900 – 129,900 บาท มีสเปกฮาร์ดแวร์เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX / RTX พร้อม RAM / SSD จัดเต็ม ที่แต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

Predator Triton 300 ราคา 43,990 – 59,990 บาท

Acer Predator Triton 300 มีตัวเลือกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i5-10300H ทำงานที่ความเร็ว 2.50 – 4.50 GHz แบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด และ Core i7-10750H ทำงานที่ความเร็ว 2.60 – 5.0 GHz แบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสูงที่ได้ทั้งความแรงและร้อนน้อยกว่าอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) สนนราคาเริ่มต้นถูกสุด ที่ 43,990 บาทในฝั่งของ Gaming Notebook แบรนด์ Predator

แรมมาตรฐานเป็น DDR4 Bus 2933MHz ขนาด 16GB / 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz / 3ms ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน ได้ Windows 10 ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมด้วยกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน 

Acer Predator Triton 300 (2020) ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรู วัสดุเป็นอะลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่องสีดำแซมด้วยสีฟ้า Predator ที่โดดเด่น เป็น DNA ของ Gaming Notebook จากทาง Acer Predator ปี 2020 นี้ก็ว่าได้ มีความบางสุด 19.9 มิลลิเมตร และเบาที่ 2.3 กิโลกรัม และถือว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่ขอบบาง แต่ไม่ได้มีการตัดชุด Numpad ด้านขวาออกไปแต่อย่างใด เชื่อว่าหลายคนน่าจะถูกใจสิ่งนี้ โดยมีปุ่มที่ใหญ่และช่องว่างที่พอดี ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน

สำหรับดีไซน์ตัวปุ่มเองก็มีความพิเศษที่เป็นขอบสีขาวกึ่งโปร่งแสงให้ความสวยงามเวลาใช้งานจริง รวมถึงบริเวณด้านขวายังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ รวมไปถึงมีปุ่มปรับระดับเสียง ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษที่สำคัญไฟ LED ก็เป็นแบบ 4 โซน เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ให้วิ่งไปมาตามโปรไฟล์ต่างๆ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้ เช่นตั้งไว้เป็นสีขาวหรือสีฟ้าสีเดียว

Predator Helios 300 ราคา 49,990 – 59,990 บาท

Acer Predator Helios 300 ปี 2020 ที่จะจำหน่ายในประเทศไทย มาพร้อมกับหลากหลายสเปกและราคา หลักๆ แล้วเป็นชิปประมวลผลเป็น Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ส่วนการ์ดจอเริ่มต้นเป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) พร้อม แรมขนาด 16GB / 32GB DDR4 Bus 2933 MHz ที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 แบบ NVMe PCIe ที่ความจุ 512GB – 1TB รวมถึงยังใส่ฮาร์ดดิสก์ 2.5″ ได้อยู่ จัดว่าให้สเปกมาเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไปมากๆ แต่เหมาะสำหรับการเล่นเกมแบบสุดๆ

มีตัวเลือกหน้าจอขนาด 15.6″ หรือ 17.3″ แบบด้าน ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพ IPS ตอบสนองที่ 144Hz 3ms แถมตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนล บนซอฟแวร์เสียง DTS:X Ultra ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, ช่องเสียบหูฟังไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E2600 Ethernet Controller

Acer Predator Helios 300 (2020) จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ที่ 15.6″ และ 17.3″ แต่กลับมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง จากการที่ขอบจอบางที่ 7.9 มิลลิเมตร มีพื้นที่การแสดงผลที่ 79% โดยได้ความแรงไม่แพ้ Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พกพาพอได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง กับน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม และ 2.9 กิโลกรัม ตามลำดับ

คีย์บอร์ดถือว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ / 17.3″ โดยบริเวณด้านขวาของชุดคีย์บอร์ดยังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีกเวลาที่จะปรับแต่งการใช้งานโหมดต่างๆ รวมไปถึงการปรับรอบพัดลมหรือปรับสีไฟคีย์บอร์ดด้วย อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษที่เป็นโทนฟ้าต่างจากปุ่มคีย์บอร์ดอื่นๆ ที่สำคัญไฟคีย์บอร์ด LED ก็เป็นแบบ RGB แบ่ง 4 โซน เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้

Predator Triton 500 ราคา 79,990 – 89,990 บาท

Acer Predator Triton 500 ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 10H ในรุ่น Core i7-10875H ทำงานที่ความเร็ว 2.3 – 5.1 GHz แบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ซึ่งให้ความแรงและ Core การทำงานที่มากกว่า i7-10750H ทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสูงรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Super Max-Q (8GB GDDR6) / RTX 2080 Super Max-Q (8GB GDDR6) เป็นตัวแรงที่สุดในฝั่งของ Gaming Notebook 

แรมมาตรฐานเป็น DDR4 Bus 2933MHz ขนาด 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน 300Hz / 3ms / G-Sync ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน ได้ Windows 10 สนนราคา 79,990 / 89,990 บาท

ซึ่งจากสเปกนี้ทำให้รองรับการเล่นเกมในปัจจุบันลื่นๆ ได้ทุกเกมแน่นอน ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมด้วยกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง Thunderbolt 3, USB 3.1 Type-A  และ LAN RJ45 Killer Ethernet E3100, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth V5.0 และ Wi-Fi มาตรฐาน Killer Wi-Fi 6 AX1650G

สำหรับ Acer Predator Triton 500 ถือว่าเป็น Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ที่มีความเบาบาง ขอบจอบางที่ได้ความแรงไม่แพง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก ด้วยน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัม บางที่ 17.9 มิลลิเมตร (จัดว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ที่บางเบาที่สุดในโลกรุ่นนึง) ทำให้ถือมือเดียวได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอะลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง

คีย์บอร์ดของ Acer Predator Triton 500 มีการตัดชุด Numpad ด้านขวาออกไป แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ถูกใจนัก ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจว่าถ้ามีมันจะแน่นเกินไป ดูใช้งานไม่ได้จริงแถมยังไม่สวยงาม ทำให้ทาง Acer ตัดสินใจเลือกที่จะเน้นใช้งานแป้นคีย์บอร์ดหลักด้วยการไว้ตรงกึ่งกลางตัวเครื่องแทน โดยมีปุ่มที่ใหญ่และช่องว่างที่พอดี ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน นอกจากนี้บริเวณด้านขวายังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ รวมไปถึงมีปุ่มปรับระดับเสียง ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีก

อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษ ที่สำคัญไฟ LED ก็เป็นแบบ Per-Key RGB แบบเต็มรูปแบบ เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้ ส่วนในการใช้งาน Turbo เราก็สามารถกดปุ่มได้เลย

Predator Helios 700 ราคา 129,990 บาท

Acer Predator Helios 700 เป็น Gaming Notebook รุ่นท็อปสุด มาพร้อมกับสเปกที่ดีที่สุดชิปประมวลผลเป็น Intel Core i9-10980HK ความเร็ว 2.40 GHz ที่สามารถเร่งการทำงานไปได้ถึง 5.30 GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด การ์ดจอแรงที่สุดในตระกูล RTX อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2080 Super (8GB GDDR6) โดยแรงกว่า RTX 2080 ไปอีกขั้น พร้อมแรมขนาดใหญ่ที่ 64GB DDR4 ที่ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ SSD m.2 แบบ NVMe PCIe ที่ความจุ 1TB จัดว่าให้สเปกมาเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไปมากๆ แต่เหมาะสำหรับการเล่นเกมแบบสุดๆ ให้เฟรมเรทขับเคลื่อนได้สูงมากๆ

หน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว แบบด้าน ความละเอียด Full HD (1920 × 1080 พิกเซล) ​พาเนลคุณภาพ IPS คุณภาพสูง พร้อมตอบสนองที่ 144 Hz ทำงานร่วมกันกับชิป NVIDIA G-Sync ส่งผลให้ภาพทีความลื่นไหลไม่ฉีกขาด ในเฟรมเรทที่สูงอยู่ ตัวเครื่องยังมีลำโพงคุณภาพสูงทำงานบนซอฟแวร์เสียง DTS:X Ultra แบบ 5.1 channel ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์การใช้งานงานทั้งภาพและเสียงที่สมบูรณ์แบบ

ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น Thunderbolt 3 จำนวน 1 ช่อง, USB 3.1 Type-A จำนวน 3 ช่อง หนึ่งช่อง, HDMI 2.0, DisplayPort 1.4, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E3100 Ethernet Controller, Wi-Fi 6 AX ทำงานแบบ Kller Doubleshot Pro พร้อม  Killer Control Center 2.0 ที่ช่วยให้การเล่นเกมออนไลน์ให้มีเสถียรภาพและสมูทขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐาน

สำหรับ Acer Predator Helios 700 ถือว่าเป็น Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ที่มี HyperDrift keyboard ซึ่งเราสามารถใช้ปกติเหมือน Notebook ทั่วไป แต่เมื่อจะใช้งานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกม ก็สามารถใช้ฟีเจอร์ HyperDrift keyboard สไลด์เลื่อนออกมาได้ทั้งชุดคีย์บอร์ดและทัชแพดก็จะทำมุมพับเอียงไปพร้อมๆ กัน เพิ่มความแรงด้วยการ Overclock และการระบายความร้อนที่มากยิ่งขึ้น

มีน้ำหนักที่ 4.5 กิโลกรัม และความหนาที่ 41.7 มิลลิเมตร จัดว่าเป็น Gaming Notebook จอ 17.3″ ที่ไม่เน้นความบางเบา แต่เน้นความแรง ระบบระบายความร้อน และฟีเจอร์มัลติโหมดเป็นหลัก ไม่สนความบางเบาอย่าง Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ในปัจจุบัน ทำให้การพกพานั้นอาจจะไม่สะดวกนัก แต่ก็พอที่เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนบ้าง บนพื้นฐานการออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุพลาสติกเกรดดีตลอดทั้งตัวเครื่อง

from:https://notebookspec.com/introducing-acer-predator-gaming-notebook-2020-core-i-gen-10h-geforce-rtx-specifications/530836/

Review – MSI GE66 Raider สเปก i7-10750H / RTX 2070 / RAM 16GB / SSD 1TB / จอ IPS 240Hz ราคาแค่ 65,900 บาท ได้ดีไซน์และฟีเจอร์สุดล้ำ

ที่สุดของ Gaming Notebook ขนาด 15.6″ รุ่นล่าสุด อย่าง MSI GE66 Raider ซึ่งบทความนี้เราได้รับเครื่องจริงสเปกจริงมารีวิวแล้ว เป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ผสานการทำงานการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2070 จัดว่าเป็น Gaming Notebook สุดล้ำและสุดแรง โดยเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่างคอนเซปต์ Sci-Fi รูปทรงภายนอกนั้นมีการนำความเป็นยานอวกาศในโลกอนาคต สื่อถึงเรื่องของประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการใช้งานที่เหนือกว่าใคร สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มทั้งหน้าจอ IPS 240Hz พร้อมแรม 16GB และ SSD M.2 เกรดสูงความจุ 1TB สนนราคาเพียง 65,900 บาท !!!

วัสดุหลักรวมถึงส่วนของฝาพับทำมาจากอลูมิเนียมคุณภาพสูง สีสันโทนไทเทเนียมเงินแบบด้านที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รูปทรงโดยรวมมีความคล้ายกับ MSI GT76 Titan รุ่นพี่ และในส่วนหลักของแสงที่ส่องสว่างออกมาจากบริเวณด้านหน้าของที่วางมือ ก็คือ Mystic Light แสดงแสงไฟแบบ Panoramic Aurora วัสดุเป็นอะคริลิคที่รมดำเข้ากับตัวเครื่อง ประกอบกับไฟ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries หน้าจอเป็น IPS ระดับ 240Hz พร้อมลำโพง Duo Wave Speaker ระบบเสียง Dynaudio ทั้งหมดนี้ช่วยให้เพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

from:https://notebookspec.com/review-msi-ge66-raider-spec-i7-10750h-rtx-2070-ram-16gb-ssd-1tb-ips-240hz/530651/

แนะนำ MSI Creator 15 ที่สุดของ Notebook ทรงพลังสายสร้างสรรค์ สเปก i7-10875H + RTX 2060 / 2070 Max-Q ได้จอเทพ 4K ทัชสกรีนได้ รองรับ NVIDIA Studio Driver เร่งประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก

จัดว่าเป็นอีกหนึ่ง Notebook คถณภาพสูงปี 2020 ที่น่าสนใจมากๆ สำหรับการมาของ MSI Creator 15 ซึ่งเป็น Notebook ประเภท Content Creator ระดับสูง เน้นงานมืออาชีพต่างๆ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 / 2070 Max-Q พร้อมทั้งได้หน้าจอขนาด 15.6″ พาเนลคุณภาพสูงมากๆ ให้สีสันที่คมชัดและเหมาะกับการทำงานด้านกราฟิก มัลติมีเดีย ด้วยความละเอียดระดับ 4K และมี AdobeRGB 100% และค่า Factory-calibrate Delta-E <2 พร้อมเทคโนโลยี True Color ช่วยปรับโปรไฟล์สีต่างๆ ตามลักษณะการใช้งาน

โดย MSI Creator 15 ที่แม้ว่าดูจากดีไซน์ภายนอกจะมีการถอดแบบมาจาก MSI GS66 Stealth กับอีกหนึ่งสุดยอด Gaming Notebook จากทาง MSI ที่เน้นไปในหการเล่นเกมเป็นหลัก เพราะได้ในส่วนของสเปกท็อปสุดเป็นชิปประมวลผล Intel Core i9-10980HK และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2080 Super Max-Q รวมไปถึงเลือกใช้หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD รองรับ Refresh Rate ที่ 300Hz แต่ว่าในส่วนของ MSI Creator 15 มีแนวคิดที่ต่างออกไป แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยีที่คล้ายกันในหลายๆ จุด อาทิ ระบบระบายความร้อน Cooler Boost Trinity+ หรือ ระบบเสียง Duo Wave Speaker

MSI Creator 15 แบ่งออกเป็น 2 สเปกหลักๆ ใช้ชิปประมวลผลตัวแรงกว่า Core i7-10750H ที่เป็นรุ่นทั่วไป อย่าง Core i7-10875H ความเร็ว 2.30 – 5.10 GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ที่ 16 MB L3 Cache ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมการ์ดจอรุ่นใหม่ที่แรงลื่นและร้อนน้อยสุดๆ อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) ที่ทั้ง 2 อย่างนี้ระดับ Gaming Desktop ตัวไฮเอนด์ มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe จำนวน 2 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ DDR4 Bus 2666MHz รองรับ Dual Channel

นอกจากนี้มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6″ รองรับการทัชสกรีน 10 จุด ที่ความละเอียด 4K Ultra HD (3840 x 2160 พิกเซล) พาเนลคุณภาพสูง IPS สีสดใสมุมมองกว้าง ขอบเขตสีระดับ AdobeRGB 100% มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า True Pixel ที่เป็นการรวมความสุดยอดด้านสีสันของหน้าจอ เป็นต่อในการใช้งานด้านสีสัน ทั้งความกว้างของการแสดงค่าสี ที่ได้มาตรฐาน Adobe RGB ในระดับสูง รวมถึงมีการรับรองมาตรฐานด้านค่าสีต่างๆจากทาง Calman ผ่านการคาลิเบรตแสงและสีจากทางโรงงานทีละตัว ให้เราสร้างสรรค์ผลงานได้สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ต้องกลัวเรื่องความคลาดเคลื่อนของของค่าสี ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น

และตัวเครื่อง MSI Creator 15 ยังมีด้วยลำโพงคุณภาพสูงแบบ Duo Wave Speaker ที่ติดตั้งมุมของตัวเครื่องด้านใน โดยมีซอฟแวร์ปรับแต่งเสียง Nahimic เวอร์ชั่น 3 สู่ระบบเสียงที่ดีที่สุด ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-C Gen2 และ Thunderbolt 3 (รองรับ DisplayPort / PD charging) อย่างละ 1 ช่อง, 3 x Type-A USB3.1, 1x RJ45, 1x (4K @ 60Hz) HDMI บอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ ส่วนช่องหูฟัง Hi-Res Audio และไมค์แบบแจ็คทอง 3.5 มิลลิเมตรเป็นแบบแยกออกจากกัน เอาใจ Gaming Headset ทีเดียว การเชื่อมต่อไร้สายก็จะมีมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1 แน่นอนว่ามาพร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

สำหรับการออกแบบ MSI Creator 15 ต้องยอมรับว่ามีรายละเอียดต่างๆ เหมือนกันกับ MSI GS66 Stealth จริงๆ แต่ว่าแตกต่างในเรื่องของสีสัน โดยเป็นสีออกเทาๆ เงินๆ ชื่อว่า Carbon Grey ที่ยังคงความพิเศษ ก็คือ เรื่องของดีไซน์ที่บางเบา ที่บางสุดแค่ 18.9 มิลลิเมตร และเบาเพียง 2.1 กิโกลกรัม แต่อัดแน่นเรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ภายใน ส่งผลให้เรื่องประสิทธิภาความแรงนั้นทะลุมาตรฐาน Notebook ทั่วไปไปไกลทีเดียว รวมไปถึงทำให้เราพกพาไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย กับแบตเตอรี่ความจุใหญ่ถึง 99.9WHr ที่ให้ใช้งานได้ยาวนานสุดๆ ที่ 9 ชั่วโมงทีเดียว

วัสดุทั้งหมดตลอดตัวเครื่องของ MSI Creator 15 ใช้เป็นอะลูมิเนียมขึ้นรูปที่ทั้งสวยงามทนทานพร้อมงานประกอบทุกชิ้นส่วยสุดเนี๊ยบ ใส่ใจทุกๆ รายละเอียด อย่างโลโก้ฝาหลังจะเป็นการยิงเลเซอร์ลงไป สมกับเป็น Notebook ระดับมืออาชีพ ปุ่มเปิดปิดเครื่อง MSI Creator 15 ถูกติดตั้งบริเวณมุมขวาบนของคีย์บอร์ด พร้อมไฟ LED แสดงสถานะการทำงานเหนือคีย์บอร์ดติดตั้งช่องลมโปร่งขนาดใหญ่เพื่อให้ช่วยระบายความร้อนที่ดีกว่าเดิม โดยติดตั้งลำโพงเอาไว้ส่วนของที่วางข้อมือทั้งซ้ายและขวา พร้อมมีฟีเจอร์ Hi-Res Audio ด้วยชิปเสียงต่างหาก ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปอย่างชัดเจน สนับสนุน VR และ 3D เต็มรูปแบบใช้เล่นเกมนี่บันเทิงได้เต็มอารมณ์

ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าหลายๆ รุ่น พร้อมกางได้ถึง 180 องศา และมีฟีเจอร์ Flip-n-share เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง พร้อมใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน MSI Cooler Boost Trinity+ ขจัดความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 10% เน้นความบางด้วยการนำใบพัดขนาด 0.1 มม. มาใส่ไว้ ทำให้ได้อุณหภูมิที่ดีที่สุดในขณะเล่นเกม ด้วยพัดลม 3 ตัวที่แตกต่างกัน เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยะยาวไม่ว่างานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม 

คีย์บอร์ดของ MSI Creator 15 ให้อารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด ได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟส่องสว่างสีขาวสวยงามลงตัว ทัชแพดมีขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้นพิเศษ โดยดูเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด พร้อมพื้นผิวกระจกที่เรียบลื่นซึ่งช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อการใช้งานได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงมี Fingerprint แสกนนิ้วมือใช้งานผ่านทาง Windows Hello ด้วย อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย

ที่สำคัญ MSI Creator 15 มีความโดดเด่นเฉพาะทางที่มากกว่า Notebook ทั่วไปชัดเจน เพราะรองรับและสนับสนุนลักษณะของงานสายมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น การทำภาพเคลื่อนไหว 3D ด้วย Ray Tracing, การตัดต่อวีดีโอขั้นสูง 4K/6K/8K, การตกแต่งภาพที่ซับซ้อน, การออกแบบกราฟิกระดับสูง, การสร้างภาพสถาปัตยกรรม และการถ่ายทอดสด (Streaming) เต็มรูปแบบ เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ กับคนที่ทำงาน Content Creator อย่าง Youtuber / Streamer / VDO Editor / Photographer / 3D Animator / Graphic Designer รวมไปถึง สถาปัตย์ / วิศวกร และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกทั้งล่าสุดทาง NVIDIA ผู้ผลิตการ์ดจอ (GPU) รายใหญ่และผู้นำด้านนวัตกรรมด้านคอมพิวเตอร์ไอทีของโลก ได้มีการนำเสนอแพลตฟอร์มอย่าง NVIDIA Studio ที่จะเปลี่ยนให้ Notebook ที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce ที่ปกติแล้วใช้ทำงานหรือเล่นเกม สามารถขับเคลื่อนได้เทียบเท่า Notebook การ์ดจอ NVIDIA Quadro ที่เป็น Workstation ระดับสตูดิโอราคาแพง ด้วยการเพิ่มพลังการประมวลผล การแสดงภาพได้สีสันที่มากกว่า รองรับการทำงานหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บที่รวดเร็วได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้เราสร้างสรรค์งานคุณภาพได้จากที่ทุกๆ ที่

ส่งผลให้ MSI Creator 15 รุ่นนี้สามารถที่จะเลือกติดตั้ง Studio Driver เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ อาทิ Autodesk / Photoshop / Lightroom / Premiere Pro / OBS Studio / Unreal Engine 4 ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถเทียบประสิทธิภาพจากวีดีโอด้านล่างนี้ได้เลย (ซอฟต์แวร์ที่รองรับดูเพิ่มเติมได้)

สำหรับการที่เราใช้งานเป็น Studio Driver แทนที่ ส่งผลให้ MSI Creator 15 ทำงานได้เต็มที่ยิ่งขึ้น อีกทั้งมีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) มาช่วยจัดการงานต่างๆ ให้ลื่นไหลอย่างที่สุด พร้อมเร่งการแสดงภาพที่เที่ยงตรงโดยการปลดล็อคคุณสมบัติที่ให้รองรับการใช้สี 30 บิต สามารถสร้างเฉดสีกว่า 1,000 ล้านเฉดสี ในแอพพลิเคชั่น OpenGL ให้กับการ์ดจอ GeForce (จากปกติเป็นระบบสี 24 บิต ที่รองรับเฉดสีได้ถึง 16.7 ล้านสี) ซึ่งจะไร้รอยต่อระหว่างไล่เฉดสี ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม พร้อมรองรับการงาน HDR ขั้นสูงได้ (High Dynamic Range)

แน่นอนว่า MSI Creator 15 รองรับการใช้งาน Studio Driver ได้ทันที ดูได้จากการที่จะมี Badge (สติ๊กเกอร์) มาที่ตัวเครื่องทันทีด้วย ซึ่งเราเอง สามารถเลือกใช้งานไดร์เวอร์ได้ตามความต้องการนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง NVIDIA ที่พัฒนาต่อยอดร่วมกับแบรนด์คอมพิวเตอร์อย่าง MSI นั่นเอง

ทำให้เมื่อเราใช้งาน MSI Creator 15 ก็จะมีความรวดเร็วแม่นยำขึ้นแบบชัดเจน อย่างงานตัดต่อวีดีโอ โดยสามารทำได้ลื่นไหลกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นการสนับสนุนการถอดรหัสวิดีโอในโปรแกรม Premiere Pro ที่มีดึงพลังการประมวลผลของการ์ดจอมาช่วยชิปประมวลผลด้วย ในด้านการทำงานต่างๆ ก็ทำให้ประสิทธิภาพของมันดีขึ้นกว่าการใช้ Game Ready Driver แบบเดิมๆ นอกจากนี้การที่เราใช้งาน Studio Driver การ์ดจอจะจัดการความร้อนได้ดีขึ้น ทำให้เย็นลงไปกว่าก่อนหลายองศาเซลเซียสทีเดียว

ไว้ยังไงมีโอกาสเราจะมาทำการรีวิว MSI Creator 15 แบบเต็มๆ อีกที ในหลายๆ รูปแบบ ทั้งการทดสอบใช้งานจริงใช้ NVIDIA Studio Driver ด้วย ว่าจะใช้งานได้ดีขึ้นแค่ไหนด้วย แล้วเจอกันในบทความรีวิวตัวเต็มนะครับ

from:https://notebookspec.com/introducing-the-msi-creator-15-the-most-powerful-notebook-with-the-i7-10875h-rtx-2060-2070-max-q/530582/