คลังเก็บป้ายกำกับ: Acer

Preview – ConceptD 7 Ezel สุดยอด Notebook สาย Digital Content Creator ขั้นเทพสุด มีปากกา EMR ในตัว

ConceptD 7 Ezel นี้เป็นการต่อยอดมาจาก ConceptD 7 ซึ่งเป็น Notebook สายทำงาน Digital Content Creator จากทาง Acer มาในรูปแบบ 2-in-1 Notebook พลิกหน้าจอไปมาได้ด้วยบานพับของ Ezel ที่ได้จดสิทธิบัตร (คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง ConceptD 9 แต่คนละแบบ) จัดเต็มด้วยสเปกประสิทธิภาพสูงอย่างชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX (รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที) ส่งผลให้มีความแรงเทียบกับ Deskto PC สบายๆ ภายใต้ตัวเครื่องที่เบา 2.1 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 17.9 มิลลิเมตร โดดเด่นสุดๆ ด้วยการที่มีปากกา Wacom EMR ในตัวพร้อมที่เก็บเนียนไปกับตัวเครื่อง

ConceptD 7 Ezel มีหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ แต่กลับมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง (ใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ยุคก่อนๆ) ผนวกกับหน้าจอ IPS เกรดสูง มีความละเอียดหน้าจอ 4K UHD (3840 x 2160 พิกเซล) พร้อมได้ PANTONE® Validated มาตรฐาน Adobe RGB ได้ 100% มีค่าความผิดเพี้ยนของสี delta-E น้อยกว่า 2 ส่วนกระจกเป็น Gorilla Glass 6 ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการมอบประสบการณ์ใหม่ๆในการเล่นเกมแบบเต็มประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรู วัสดุเป็นอลูมิเนียมสีขาวตลอดทั้งตัวเครื่องแซมด้วยสีส้มตามสไตล์ ConceptD สนนราคาที่ 2,699 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 80,000 บาท

ซึ่งหลักๆ แล้ว ConceptD 7 Ezel จะแบ่งออกเป็นรุ่นปกติ ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX Series ส่วนอีกรุ่นอีกสเปกจะเป็นชิปประมวลผล Intel Xeon ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสตูดิโออย่าง NVIDIA Quadro RTX Series โดยชื่อจะตอกย้ำความเป็นมืออาชีพยิ่งกว่าในชื่อ ConceptD 7 Ezel Pro

ส่วนรายละเอียดต่างๆ ก็จะเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแรมเป็นแบบ ECC ขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 2TB และติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro นับได้ว่าทาง Acer มีความตั้งใจเป็นอย่างมากในการนำเสนอ Notebook ที่เน้นการใช้งานเรื่องงานสร้างสรรค์ที่ปัจจุบันมีการขยายตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีความหลากหลายกว่าเดิม ทำให้ในส่วนของ ConceptD มีให้เลือกมากมายนั่นเอง

  

ที่สำคัญนอกจากความเป็นที่สุดยอด 2-in-1 Notebook ตัวแรงระดับมืออาชีพแล้วก็คือ ConceptD 7 Ezel มีโหมดหน้าจอให้เลือกถึง 5 โหมด จากการที่บานพับมีคสามพิเศษที่สามารถพับพลิกไปมาได้อิสระ ซึ่งแบ่งออกเป็นโหมดต่างๆ ได้แก่ Sharing Mode, Floating Mode, Stand Mode, 2 Pad Mode และ Display Mode ที่ต้องยอมรับว่ามันดีจริงๆ ในเรื่องของมุมมองการใช้งานต่างๆ นับได้เหนือชั้นกว่า Notebook ทั่วไปแน่นอน แม้ราคาดูสูงแต่จัดเต็มทุกฟีเจอร์จริงๆ อย่างที่โน้ตบุ๊คปกติทั่วไปไม่สามารถให้ได้ง่ายๆ

ConceptD 7 Ezelใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D Gen 4 ใช้พัดลม 2 ตัว ตัวละ 59 ใบพัดขนาด 0.1 มิลลิเมตร ออกแบบพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกการบินที่เงียบสนิทและทรงพลังของนกฮูก ปลายใบพัดลมของเราจึงมีรอยหยักเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอด้วยฮีทไปป์รวมกันถึงหลายเส้น ที่ใหญ่กว่าทุกๆ รุ่นหายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

  

เรื่องของการดีไซน์ออกแบบ หลักๆ ConceptD 7 Ezel ยังมีทรงคล้ายๆ กับ ConceptD 7 เรียกได้ว่าถอดแบบกันมาเลยดีกว่า ซึ่งจากการที่ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอทั้งตัวเครื่องทำให้ดูแข็งแรงทนทานและหรูหรา รวมไปถึงการพกพาก็สะดวก ด้วยหน้าจอขอบบางทำให้แม้จะเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ แต่ขอบหน้าจอบางเฉียบให้มิติโดยรวมตัวเครื่องทั้งหมดมีขนาดที่เล็กกระชับ มีความบางที่ 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นับว่ามีความบางเบากว่ารุ่นก่อนมาก รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น กับน้ำหนักเบาเพียง 2.1 กิโลกรัม

สีสันก็ยังคงเอกลักษณ์สีขาวสว่างทั้งตัวเครื่อง ทำให้ดูเรียบง่ายเรียบเนียนสวยงาม พร้อมความพิเศษจากการที่ การใช้เทคโนโลยี Micro-Arc Oxidation เป็นการใช้ไฟฟ้าแรงสูงเผาวัสดุอลูมิเนียมก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีถึงระดับจุลภาค กำเนิดเป็น Magnesium-Lithium พื้นผิวเซรามิคเคลือบทับวัสดุอีกที ทำให้ตัวเครื่องทนทานต่อรอยขีดข่วนเรียบหรูคงทน พร้อมความหรูหราและสวยงาม

โดยฝาหลังของ ConceptD 7 Ezel เป็นอลูมิเนียมดูสวยงามดุดันซึ่งไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย นอกจากขอบฝาด้านบนจะเป็นคำว่า ConceptD ส่วนด้านในเหนือคีย์บอร์ดก็เป็นอีกจุกที่มีความว่า ConceptD เรียกได้ว่าไม่มีคำว่า Acer อยู่เป็นตัวเครื่องเลย ทำให้แตกต่างจากโน้ตบุ๊คของทาง Acer ที่เป็นรุ่นอื่นๆ ชัดเจนทีเดียว

  

ConceptD 7 Ezel  มีตัวเครื่องที่มาพร้อมกับหน้าจอใหญ่ถึง 15.6”ขอบหน้าจอบางก็จริง แต่ก็ยังสามารถที่จะติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ โดยเลือกตัดคีย์ตัวเลข (Numpad) ออกไป โดยตัวปุ่มจะเป็นสีขาวเข้ากับตัวเครื่อง มีฟอนต์เป็นสีเทารวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ Backlit สีส้มที่ดูแล้วโดดเด่นและแตต่าง (ปรับแสงได้ 5 ระดับ) ที่ให้ความสว่างพอสมควร ใช้งานในที่แสงน้อยหรือกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความนุ่มติดมือ รู้สึกได้เลยว่าดีกว่าโน้ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน

ในส่วนทัชแพดนั้นจะมีขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ออกแบบปุ่มมาเป็นแบบชิ้นเดียวซ่อนปุ่มตามสมัยนิยมทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา มีขอบเป็นสีเงินสวยงาม ให้ความลื่นไหลในการใช้งานเป็นอย่างดี ซึ่งตัวทัชแพดจะวางตัวไปทางด้านซ้ายของเครื่องเล็กน้อยไม่ได้อยู่ตรงกลางหน้าจอเป๊ะๆ โดยรวมก็สามารถใช้งานได้ดีไม่ปัญหาแต่อย่างใด

  

หน้าจอของ ConceptD 7 Ezel มีขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 81% ด้วยขอบจอบางเฉียบบนความละเอียด 4K UHD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ให้ทั้งความเรียบเนียนตาหรือพื้นที่ในการใช้งานมากกว่า Full HD หลายเท่าตัว กับพาเนล IPS แบบ 60Hz เกรดสูง มาตรฐาน PANTONE® Validated ให้ค่าความสีคลาดเคลื่อนเพียง Delta E < 2 พร้อมขอบเขตสีระดับ 100% Adobe RGB ให้สีสันที่สวยงามเที่ยงตรงแบบสุดๆ เหนือกว่าโน้ตบุ๊คปกติทั่วไป ที่สำคัญมีความสว่างมากๆ ที่ 400-nit ทำให้ใช้งานนอกสถานที่หรือตามสตูดิโอได้สบายๆ อีกทั้งยังปรับโปรไฟล์สีและมอนิเตอร์โหลดของระบบได้ผ่านโปรแกรม ConceptD Palette ได้ด้วย

ซึ่งตรงนี้ทำให้รองรับการทำงานระดับมืออาชีพได้สมบูรณ์แบบทีเดียว เหมาะกับงานที่จริงจังเรื่องสีสันและความละเอียดของหน้าจอ รวมไปถึงเมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีทั้งทำงานแบบจริงจัง ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าอื่นๆ พร้อมกางได้ถึง 145 องศา ซึ่งมียางรองพิเศษที่ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้น ทำให้ระบายความร้อนดียิ่งกว่า พร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบ 720p และไมโครโฟนไว้ขอบตัวเเครื่องด้านบน ให้ความแตกต่างจากมาตรฐานของโน้ตบุ๊คทั่วไป

  

สำหรับปากกาสไตลัสที่ติดตั้งบนตัวเครื่องของ ConceptD 7 Ezel เป็นของแบรนด์ Wacom ที่ทุกคนมั่นใจได้ กับการใช้งานระดับมืออาชีพ คือความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ พร้อมด้วยเทคโนโลยี EMR (Electro-Magnetic Resonance) ปากกาที่ไร้แบตเตอรี่พร้อมความไวต่อแรงกด 4,096 ระดับจึงมอบประสบการณ์การวาดภาพที่เป็นธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งาน นอกจากนั้นยังมอบความสะดวกสบายด้วยการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และน้ำหนักที่เบาเพื่อนำเสนอความแม่นยำและการควบคุมให้แก่เรา โดยปากกาถูกติดั้งไว้ที่ขอบหน้าจอด้านขวาของตัวเครื่อง

  

ConceptD 7 Ezel จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.1 Type-A, 2 x Thunderbolt 3 (USB 3.1 Type-C, mini DisplayPort, USB-PD), HDMI, RJ45 และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน ที่สำคัญยังเลือกติดตั้งช่อง SD(XC/HC) Card reader ไว้ที่ขอบของด้านหน้าตัวเครื่องด้วย ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดดีที่สุด พร้อมมีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน

  

สำหรับแนวคิดของ ConceptD 7 Ezel จะถูกว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่เน้นการใช้งานประมวลผลสูง ๆ เป็นเวลานาน สเปคภายในใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H หรือ Intel Xeon รุ่นล่าสุด โดยทำงานร่วมกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX / Quadro RTX รุ่นใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมใช้งานโปรแกรมต่างๆ ประเภท VR, AI และการประมวลผล Big Data รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ต่างๆ อย่างตระกูลของ Adobe

สนับสนุน Ray-Tracing  รองรับงานประมวลผลหนักๆ ไม่ว่าจะเป็น AI/deep learning, การจำลองทางวิศวกรรม และสตูดิโออนิเมชั่น ที่อยู่บนแพลตฟอร์ม Nvidia Studio ซึ่งจะมาพร้อมกับ SDKs และ APIs ที่ถูกเพิ่มเข้ามาช่วยให้ผู้ที่ทำงานทางด้านกราฟิกซึ่งใช้ฮาร์ดแวร์ของทาง NVIDIA สามารถใช้งานในการสร้างสรรค์งานได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งจัดเต็มด้วยแรม ECC ขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 2TB

สำหรับ ConceptD 7 Ezel มาในรูปแบบของ 2-in-1 Notebook ซึ่งมีดีไซน์ตัวเครื่องมาในทิศทางของ ConceptD 7 รุ่นปกติ โดยตัวเครื่องนั้นจะมาพร้อมกับแกนยึดหน้าจอที่สามารถปรับแต่งรูปแบบสำหรับการใช้งานได้ พร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 15.6″ 4K ด้วยมาตรฐาน AdobeRGB ที่ 100% (Delta E น้อยกว่า 2) ใช้กระจก Gorilla Glass 6 เรียกได้เป็นหน้าจอที่เทพมากๆ ทั้งความละเอียด คุณภาพ ค่าสี และขอบเขตสี ที่หาได้ยากในโน้ตบุ๊คปกติทั่วไป

สำหรับตัวหน้าจอยังรองรับการทำงานร่วมกับปากกาสไตลัสที่ทาง Acer ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นมากับทาง Wacom EMR ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่และมีที่เก็บในตัวที่เรียบเนียน โดยตัวสไตลัสสามารถรองรับแรงกดได้ต่างกันถึง 4,096 ระดับ ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การจดโน้ตหรือไฮไลต์ ไปจนถึงการวาดภาพ เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการใช้ปากกาจริงๆ อย่างที่สุด เมื่อใช้งานร่วมกับหน้าจอที่ปรับหมุนไปมาได้ ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายอย่างที่สุด ไว้มีโอกาสแอดมินโป้งจะมารีวิวตัวจริงกันอีกทีของ ConceptD 7 Ezel นะครับ

from:https://notebookspec.com/preview-conceptd-7-ezel-digital-content-creator/510904/

Review – Predator Thronos Air บัลลังก์ Gaming รุ่นใหม่ เปิดประสบการณ์เล่นเกมสุดล้ำ ราคา 199,900 บาท

สำหรับ Pradator Thronos Air เป็นบัลลังก์ Gaming รุ่นใหม่ จากทาง Acer โดนใจ Gamer อย่างแรง ราคา 199,900 บาทไม่แพง ถ้าถูกใจ จัดเต็มด้วยหน้าจอโค้งรุ่นใหม่ Gaming Gear ชุดใหญ่ พร้อม Gaming Desktop PC ตัวเทพอย่าง Predator Orion 9000 สเปกชิปประมวลผล Core i7 / i9 การ์ดจอ GeForce RTX 2070 / RTX 2080 เรียกได้ว่าเปิดประสบการณ์เล่นเกมอย่างที่เคยมีมาก่อน แตกต่างจากการที่เราเล่นเกมผ่านทางเก้าอี้เกมมิ่งทั่วไปแน่นอน

โดย Pradator Thronos Air เป็นรุ่นที่ต่อยอดให้มีความเล็กกระชับและเบาลงเพื่อความเคลื่อนย้ายให้ง่ายกว่า Pradator Thronos รุ่นก่อน ที่มีการติดตั้งระบบไฮดรอลิกและไฟฟ้าในบางส่วน โดยรุ่นก่อนมีราคา 299,990 บาท ซึ่งไม่รวมอุปกรณ์ Gaming อื่นๆ (มีคนซื้อไปหลายชุดด้วยนะ) นับว่ามีค่าตัวที่ถูกลงด้วย ทำให้สำหรับคนที่ต้องการความล้ำเท่ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งในการติดตั้งไปติดตั้งตามบ้านก็สะดวกกว่าเดิม เพราะสามารถถอดประกอบได้ไม่ยากนัก

ส่วนประกอบหลักๆ ของ Pradator Thronos Air ทำจากวัสดุโลหะตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นสแตนเลสสตีลที่แข็งแรงทนทาน โดตลอดทั้งตัวโครงสร้างจะเป็นสีดำด้าน พร้อมดีไซน์การออกแบบที่เป็น Predator แบบจัดเต็ม ด้านหน้าจะเป็นลักษณะโล่ Predator eSport ซึ่งมีโลโก้ Predator ขนาดใหญ่ทั้งซ้ายและขวาด้วย (ด้านซ้ายเป็นประตูเข้า) สำหรับโครงหลักจะเป็นตัวยึดหน้าจอที่เราสามารถปรับหน้าจอขึ้นลงได้  พร้อมปรับหมุมซ้ายขวาแนวนอนแนวตั้งได้เกือบๆ 360 องศา

  

  

มุมมองซ้ายและขวาตัวเครื่อง Pradator Thronos Air จัดว่าเป็นบัลลังก์ Gaming ที่มีขนาดใหญ่โตประมาณนึง ฉะนั้นแล้วถ้าใครสนใจเอาไปใช้งานจำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่กันหน่อย ส่วนด้านท้ายของตัวเครื่องจะเป็นแท่นวางสำหรับ Gaming Desktop PC อย่าง Predator Orion 9000 ซึ่งดูรวมๆ แล้ว มีความคล้ายกับยานอวกาศเหมือนกัน นอกจากนี้รอบๆ ตัวเครื่องยังมีไฟ LED RGB รอบๆ ตัวที่สามารถปรับได้ผ่านทางรีโมทอีกด้วย

  

โครงสร้างทุกส่วนมีความแข็งแรงทนทานที่ดีมาก มั่นใจได้เลยเรื่องของความปลอดภัย อีกทั้งงานประกอบก็เรียบร้อยมากๆ เรียกได้ว่าไม่มีส่วนที่คมหรือบาดเราได้เลย นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ Predator ทำได้ลงตัวมากๆ ไม่ใช่แค่การนำโลหะมาประกอบกันเฉยๆ แต่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี มีอุปกรณ์ต่างๆ ผสมผสานด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด พร้อมฟีเจอร์การใช้งานที่ใช้ได้จริงๆ ให้ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งในแต่ละบุคคล สะดวกและง่ายกว่ารุ่นก่อนที่เก้าอี้จะถูกยึดเอาไว้ขยับไม่ค่อยได้

ซึ่งในส่วนของ Gaming Monitor ในตัวที่เรารีวิวนั้นจะได้มาเป็นจอโค้งขนาด 49″ สัดส่วน 32:9 ที่มีความกว้างมากๆ พาเนลเป็น IPS ได้ Refresh Rate ที่ 144Hz รองรับ DisplayHDR400 เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานต่างๆ ที่หาไม่ได้ในการนั่งเก้าอี้เล่นเกมทั่วไป (แต่ในส่วนของการแสดงผลของ Windows 10 และบางเกมยังรองรับไม่เต็ม 100%) เพราะเป็นมุมมองขาตั้งแบบพิเศษที่เป็นโครงสร้างจากด้านหลังของ Pradator Thronos Air หรือเราจะเลือกติดตั้งเป็น Gaming Monitor แบบ 3 หน้าจอก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

  

นอกจากนี้ตัว Gaming Chair ที่อยู่พื้นที่ด้านในของ Pradator Thronos Air ก็เป็นแบบแยก จากการที่มีล้อเลื่อนอิสระทำให้สามารถขยับไปมาได้เยอะ ปรับเอนหลังที่วางแขนได้หมด ตัวเก้าอี้ก็มีขนาดมที่ใหญ่พอตัว รองรับคนที่ตัวใหญ่หน่อยได้สบายๆ ที่สำคัญวัสดุของ Gaming Chair ตัวนี้ให้ความพรีเมียมแบบสุดๆ ด้วยวัสดุหนังอย่างดีให้ความนุ่มนวลสบายตัว นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งระบบนวดไฟฟ้าที่สามารถปรับโหมดการใช้งานต่างๆ ได้ด้วย มีไฟแสดงสถานะเมื่อทำงาน และปรับเป็นแบบลูกประคบร้อนได้อีกด้วย เหมาะกับคนที่เล่นหรือนั่งนานๆ แล้วอยากผ่อนคลายจริงๆ

  

สำหรับสเปกของ Gaming Desktop PC ตัวเทพอย่าง Predator Orion 9000 สามารถเลือกได้ว่าจะใช้สเปกไหน เพราะในส่วนของ Pradator Thronos Air จะไม่ได้ติดตั้งหรือให้ Gaming Monitor, Gaming Gear ใดๆ มาแต่อย่างใด ซึ่งคาดการณ์ว่าถ้าเราเลือกสเปกของ Predator Orion 9000 เป็นตัวท็อปที่เป็น Core i9-9900K + GeForce RTX 2080 ราคาจะอยู่ที่ 129,900 บาท ประกอบกับ Gaming Gear อื่นๆ มูลค่ารวมกันประมาณ 6,000 บาท และสำหรับ Gaming Monitor จอโค้ง 49″ รุ่นนี้ราคาอยู่ที่ 3x,xxx บาท รวมๆ แล้วแล้วทั้งหมด มูลค่าของ Pradator Thronos Air จะอยู่ที่เกือบๆ 400,000 บาททีเดียว

  

เอาเป็นว่าสำหรับการมาของ Pradator Thronos Air ซึ่งนับว่าเป็นบัลลังก์ Gaming รุ่นที่สองจากทาง Acer ซึ่งจัดเต็มความเป็น Gaming ไม่แพ้กัน โดดเด่นด้วยขนาดที่เล็กและเคลื่อนย้ายได้ง่ายมากกว่า ในราคา 199,900 บาท ที่ถูกกว่าเดิม 100,000 บาท (พร้อมติดตั้งถึงบ้าน) สำหรับราคาประมาณนี้เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงคิดว่าราคาสูงราคาแพง และนั่นก็จริง (ฮาๆ) แต่ก็มีคนที่เงินถึงใจถึงพร้อมซื้อกลับไปเล่นที่บ้านแน่นอน เหมือนกับ Pradator Thronos รุ่นก่อนที่ราคาสูงกว่านี้ก็ยังขายได้จริงๆ ด้วย ยังไงถ้า Pradator Thronos Air รุ่นขายจริงมาแล้วแอดมินโป้งจพมาอัพเดทกันอีกทีก็แล้วกัน ตอนนี้ลองไปชมวีดีโอรีวิวของ Pradator Thronos Air กันก่อนดีกว่า จะได้เห็นถึงการใช้งานจริงว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนตัวแล้วคาดว่าถ้าเพื่อนๆ หลายๆ คนได้ลองมาสัมผัสตัวจริงของ Pradator Thronos Air ต้องชื่นชอบแน่นอน นับว่าเป็นการเปิดประสบการณ์การเล่นเกมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แบบที่ว่าถ้าได้นั่งเล่นเกมแล้วคงไม่อยากที่จะลุกไปไหนเลยล่ะ

 

 

from:https://notebookspec.com/review-predator-thronos-air/510149/

Acer – ยึดกลยุทธ์ Dual Transformation ขับเคลื่อนธุรกิจ มุ่งตอบโจทย์การใช้งาน ยกจุดแข็งผู้นำนวัตกรรม

เอเซอร์ ยึดกลยุทธ์ Dual Transformation ขับเคลื่อนธุรกิจ

มุ่งตอบโจทย์การใช้งาน รองรับการเติบโตของ Digital Transformation

ยกจุดแข็งผู้นำนวัตกรรม จับมือพาร์ทเนอร์พัฒนาโซลูชั่นสร้าง New Business

บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมไอที ชูกลยุทธ์ “Dual Transformation” ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยจุดแข็งด้านผู้นำนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ และบริการ สร้าง New Business ด้วยการจับมือพาร์ทเนอร์พัฒนาสู่โซลูชั่นรองรับการเติบโตของ Digital Transformation พร้อมเผย Micro Trend ทำให้เกิดแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะกลุ่ม วาง Acer Enduro เป็นโปรดักส์ใหม่เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้

นายอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดไชน่า บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของเทคโนโลยีล้วนเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้บริโภคทั้งในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป และกลุ่มลูกค้าองค์กรต่างมีความต้องการใช้งานด้านเทคโนโลยีที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความล้ำสมัยทางด้านต่างๆ ความอัจฉริยะเพื่อความสะดวกสบายรวมถึงการทำในสิ่งที่เหนือความสามารถของมนุษย์

เราจะได้ยินเรื่องของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), แมชชีน เลิร์นนิ่ง, ไฮบริด คลาวด์, บล็อกเชน, เอดจ์ คอมพิวติ้ง รวมถึงเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยี 5G ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของ “ดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่น” ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเทคโนโลยีต่างๆ ให้กลายเป็นความจริง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เอเซอร์เห็นโอกาสและศักยภาพของเอเซอร์ในการนำเสนออุปกรณ์ โซลูชั่นต่างๆ ที่จะทำให้ผู้ใช้งานมีความพร้อมและความมั่นใจในการใช้งานด้านต่างๆ ด้วยการนำเสนอผ่านกลยุทธ์ “Dual Transformation

Dual Transformation เป็นการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ เทคโนโลยี ความต้องการของผู้ใช้งาน      เอเซอร์นำจุดแข็งทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บริการ โดยร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่จะช่วยในการยกระดับและสร้างประสบการณ์ตรงให้กับผู้บริโภคทำให้เกิดธุรกิจใหม่ (Create Multiple Business engine) ขณะที่ในด้านของคอนซูเมอร์นั้น การใช้งานที่มีความต้องการใช้งานเฉพาะด้าน หรือเฉพาะกลุ่มที่ทำให้เกิด Micro Trend ก็ช่วยผลักดันให้เกิดแบรนด์ใหม่ขึ้นมา (From Product to Brand)

เอเซอร์เราเป็นหนึ่งในผู้นำคอมพิวเตอร์ที่มองเห็นโอกาสในตลาดของผู้เล่นเกมที่ต้องการเครื่องที่มีดีไซน์ที่เร้าใจ มีสเปคสูงสำหรับการเล่นเกม เราเข้าใจถึงความต้องการและได้นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับการเล่นเกมในนามของ Predator เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มผู้เล่นเกม จากความสำเร็จของแบรนด์ Predator

เอเซอร์ได้ทำการสอบถามผู้ใช้งาน Predator ได้พบว่ามีผู้ใช้งานกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ใช้งาน Predator สำหรับการการเล่นเกม แต่ใช้งาน Predator ในการทำงานด้านคอนเทนต์ ทั้งการออกแบบ ตัดต่อ ภาพ วิดีโอต่างๆ นั่นจึงจุดประกายให้เกิดแบรนด์ ConceptD ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานสายครีเอเตอร์ ทั้งหมดนี้ เอเซอร์มองว่าจะช่วยยกระดับและสร้างประสบการณ์การใช้งานให้กับองค์กรและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี นาย อลัน กล่าวเสริม

 

นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า ในธุรกิจเอนเทอร์ไพรส์ของเอเซอร์ เราคือ Multi-brand solution Provider ที่นำเสนอ Total Solution Design, Professional Service และ One-Stop-Efficient Support เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าองค์กร หนึ่งเป้าหมายของเอเซอร์คือการเป็น Education’s IT Vendor ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AI เป็นเทคโนโลยีที่กล่าวถึงในแทบทุกอุตสาหกรรม แน่นอนว่ากลุ่มการศึกษาเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีเช่นกัน ทำให้เราโฟกัสในกลุ่มการศึกษาโดยแบ่งดังนี้

  • Qualified Education Services การให้บริการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • STEAM Education การเรียนรู้แบบ ที่เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนด้าน วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), ศิลปะ (Arts) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ให้เกิดกระบวนการคิด ทำ และแก้ปัญหาเข้าด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในการฝึกทักษะ
    • Adaptive Classroom การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้การเรียนการสอนต้องทันต่อสถานการณ์ การจัดเตรียมการเรียนการสอนที่สามารถปรับเปลี่ยนตลอดเวลาจะช่วยเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนได้มากขึ้น
    • Artificial Intelligence Readied AI เป็นเทคโนโลยีที่กล่าวถึงในแทบทุกอุตสาหกรรม การปั้นบุคลากรเพื่อสนองความต้องการของตลาดย่อม นอกจากอาจารย์ผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญแล้ว อุปกรณ์การเรียนการสอนทางด้าน AI ก็มีความสำคัญ อุปกรณ์ที่จะใช้ต้องมีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน การลงทุนเพื่อตอบโจทย์การเติบโตของ AI จำเป็นมากน้อยเพียงใด
  • Smart Campus ยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของกลุ่มการศึกษาที่ต้องการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
    • Better Living ความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนตัว ความปลอดภัยจากบุคคลภายนอกล้วนเป็นสิ่งที่สถานศึกษาและผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
    • Innovative University สถานศึกษาหลายแห่งตั้งเป้าไว้ว่านอกจากการเป็น smart campus แล้วยังตั้งเป้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ที่จะลดการใช้กระดาษ ลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองต่างๆ
    • Green Environment การจัดการระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาทั้งในเรื่องของการเปิดปิดไฟในห้องเรียน ที่เมื่อไม่มีคนอยู่แล้วไฟในห้องก็จะปิดเอง การตั้งค่าไฟฟ้าตามทางเดินต่างๆ ที่เมื่อจับสัญญาณคนเดินผ่านแล้วไฟจะติดขึ้นเอง ในส่วนนี้จะช่วยในการประหยัดพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในอนาคตของสถานศึกษาได้อย่างมาก
    • Better Living สภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ที่ส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ ลุกลามไปยังชีวิตประจำวัน อุปกรณ์การรายงานสภาพแวดล้อมไปจนถึงอุปกรณ์ฟอกต่างๆ ที่ช่วยลดมลภาวะรอบข้างล้วนเป็นสิ่งจำเป็น
    • Innovative University เพิ่มพื้นที่ในการแสดงศักยภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษาผ่าน VDO Wall
  • Cultural And Social Driven
    • Effectively Research การเก็บข้อมูลเพื่องานวิจัยเป็นหนึ่งในแผนงานของเกือบทุกมหาวิทยาลัย องค์ความรู้และข้อมูลต่างๆ ใน 1 งานวิจัยมีทั้งข้อมูลภายนอกจากการสอบถาม ไปจนถึงข้อมูลจากโลกโซเชียล หรือในอินเทอร์เน็ตมีปริมาณมหาศาล โดยส่วนสำคัญของการวิเคราะห์นี้ คือการเก็บข้อมูลที่ครบถ้วน เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพและคาดการณ์ได้แม่นยำ

จากข้อมูลข้างต้นเอเซอร์ได้นำจุดแข็งทางด้านฮาร์ดแวร์และบริการ พัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อให้ได้โซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการข้างต้น เราเชื่อว่ากลยุทธ์ที่เราได้วางไว้นี้จะสามารถรับมือกับการแข่งขันตลาดที่เข้มข้นได้อย่างแน่นอน

นายสุพงศ์ ตั้งตรงเบญจศีล รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก กล่าวว่า ความต้องการผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ ไอทีในปัจจุบันมีปัจจัยที่เหมือนกันคือ ความต้องการความสะดวกสบายในการใช้งาน และความต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เอเซอร์เรามีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Acer Aspire สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป, Acer Nitro สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานทั่วไปและเล่นเกมในแบบแคชชวล หรือ Acer Swift สำหรับผู้ต้องการความสะดวกในการพกพาด้วยดีไซน์บางเบา

จากข้อมูลของคุณ อลันที่ได้กล่าวถึงเรื่องการเติบโตของกลุ่มเกมมิ่งดีไวซ์อย่าง Predator ที่มีทั้ง Notebook, Desktop, Monitor และ Gaming gear เมื่อเจาะลึกลงไปในผู้ใช้งาน Predator แล้วพบว่ามีกลุ่มผู้ใช้งานอื่นๆ ที่เป็น Micro Trend อยู่ในกลุ่มผู้ใช้งาน Predator ด้วย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องการอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มีดีไซน์ที่สอดรับกับ งานครีเอเตอร์ในด้านต่างๆ เอเซอร์ตอบโจทย์นี้ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ ConceptD เมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากการเปิดตัวแบรนด์ ConceptD แล้ว เอเซอร์ยังพบความต้องการใช้งานอุปกรณ์ที่มีความแข็งแรง สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพแวดล้อม สู่การพัฒนา Acer Enduro ที่มีทั้งโน้ตบุ๊ค วินโดวส์แท็บเล็ต และแอนดรอย์แท็บเล็ต ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความต้องการใช้งานของผู้บริโภคทั้งสิ้น

ในด้านของอุตสาหกรรมอีสปอร์ตก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่เอเซอร์มุ่งมั่นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอีสปอร์ตมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนทางด้านการเรียนการสอนด้วยการจับมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม ในการจัดทำ Predator Lab เพื่อเปิดประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาในการใช้อุปกรณ์ในการสร้างสรรชิ้นงานทางด้านเกมต่างๆ และได้จับมือกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในการเปิด Predator Arena สนามฝึกซ้อมและแข่งขันอีสปอร์ตที่ครบวงจรแห่งแรกในภาคอีสาณ นอกจากนี้ร่วมผลักดันศักยภาพของนักกีฬา     อีสปอร์ตไทยด้วยการจัดการแข่งขัน APAC Predator League 2019 ทัวร์นาเมนต์เฟ้นหาสุดยอดนักกีฬา        อีสปอร์ตระดับภูมิภาคที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับด้านศักยภาพในการจัดงานเป็นอย่างดี

########################

เกี่ยวกับเอเซอร์

ก่อตั้งในปี 1976 เอเซอร์เป็นบริษัทให้บริการในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการบริการ ที่เน้นด้านงานวิจัย การออกแบบ การตลาด การขาย และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ จอมอนิเตอร์ โปรเจคเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์สวมใส่ เอเซอร์ยังได้พัฒนาคลาวด์โซลูชั่นเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์. เอเซอร์ครบรอบ 40 ปีในปี 2016 และเป็นหนึ่งใน 5 บริษัทคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลก มีพนักงาน 7,000 คนทั่วโลก และมีสำนักงานอยู่มากกว่า 160 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.acer.com

from:https://notebookspec.com/pr-acer-kickoff-fy20-next-acer-2020/510774/

Preview – Acer Swift 3 ปี 2020 สเปก AMD Ryzen 5 4500U แรงกว่าถูกกว่า คาดราคา 1x,xxx บาท

Acer Swift 3 (Acer Swift 3 SF314-42) เป็นโน้ตบุ๊คที่จัดเต็มเรื่องความคุ้มค่า การพกพา งานประกอบ และสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม ซึ่งเมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมาได้นำเสนอสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4500U ล่าสุดในประเทศไทยได้นำเครื่องเดโมมาให้สัมผัสกันจริงๆ แล้ว ซึ่งในบทความนี้แอดมินโป้งจะมาพรีวิวกันที่ตัวเครื่องภายนอกกันก่อน จากที่ก่อนหน้านี้ทาง Acer ในไทยได้ขายสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 แน่นอนว่ามาพร้อมกับความคุ้มค่าน่าใช้อย่างที่สุด เรียกได้ว่าได้ Award ในส่วนของ Best Ultrabook 2019 ของทาง NBS กันเลยทีเดียว

ซึ่งอย่างที่รู้กัน Acer ได้พัฒนาในส่วนของโน้ตบุ๊คที่เน้นการพกพามาโดยตลอด ที่สำคัญยังเป็นแบรนด์แรกที่นำเสนอโน้ตบุ๊ครูปแบบใหม่อย่าง Ultrabook มาสู่ท้องตลาดอีกด้วย สำหรับ Acer Swift 3 ปี 2020 ได้สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series สถาปัตยกรรมเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ทั้ง AMD Ryzen 5 4500U หรือ AMD Ryzen 7 4700U ที่แรงและดีกว่าเดิม  พร้อมจัดเต็มเรื่องความคุ้มค่า โดยชิปประมวลผลในส่วนของ U Series ที่เน้นประหยัดพลังงานสำหรับโน้ตบุ๊คทำงาน ซึ่งเดิม AMD ก็ทำตลาดในกลุ่มนี้ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยราคาที่ถูก ประสิทธิภาพดี

โดยชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4500U หรือ AMD Ryzen 7 4700U มาพร้อมกับการ์ดจอออนชิปเป็น Radeon RX VEGA 6 หรือ 7 รุ่นใหม่ ตัวเครื่องรองรับการติดตั้งแรมขนาด 8 – 16GB โดยติดตั้งที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB แสดงผลผ่านทางหน้าจอขนาด 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS แบบจอด้านลดแสงสะท้อนได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส แน่นอนมามี Windows 10 แท้พร้อมใช้งานทันที ส่วนการรับประกันคาดว่าเป็น 2 ปี หรือ 3 ปี (ปีแรก On-site) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย

  • Ryzen 7 4700U (Up to 4.1 GHz ,8 core/8 thread ,TDP 15W)
  • Ryzen 5 4600U (Up to 4.0 GHz ,6 core/12 thread ,TDP 15W)

 

  

Acer Swift 3 SF314-42 เครื่องนี้ใช้วัสดุประกอบหลักเป็นพลาสติกคุณภาพดีให้สัมผัสใกล้เคียงกับรุ่นปีอย่าง Acer Swift 3 รุ่นที่เป็นสเปก Intel Core i Gen 10 (แต่วัสดุจะเป็นอลูมิเนียม) โดยสีสันเป็น Steel Gray ออกแนวเทาๆ เงินๆ ซึ่งทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน้ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดีที่มาพร้อมราคาที่คุ้มค่ากว่ารุ่นเดิม ส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยมาพร้อมกับบางเพียง 16 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น (รุ่นก่อน 1.35 กิโลกรัม) ถือได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14 นิ้ว แต่ตัวเครื่องเทียบเท่ากับหน้าจอ 13.3″ อย่างรุ่นก่อนๆ ที่บางเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง

  

Acer Swift 3 SF314-57G ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ขอบจอบาง 4.37 มิลลิเมตร มีพื้นที่ 84% เป็นหน้าจอแสดงผล ได้พาเนล IPS ที่รองรับความละเอียด Full HD หรือ 1920 x 1080 พิกเซล ที่เหมาะกับการทำงานหรือความบันเทิงแบบสุดๆ ด้วยสีสันที่สมจริงเรียบเนียมและมุมมองที่กว้างกว่า อีกทั้งยังมี Acer Color Intelligence เทคโนโลยีนี้จะปรับแกมม่าและความอิ่มตัวสีแบบเรียลไทม์ ช่วยปรับสี ความสว่าง และความอิ่มตัวสี โดยไม่มีภาพขาดและความอิ่มตัวของสีเกิน แน่นอนว่าให้ประสบการณ์ใช้งานในการแสดงผลที่เยี่ยมยอด โดยมี BluelightShield ลดแสงสีฟ้า รองรับกับงานทั่วไปเป็นอย่างดีและพอเพียงกับการใช้งานทั่วไป อย่างเล่นอินเตอร์เน็ต พิมพ์งาน

  

  

ฝาหลังเป็นวัสดุพลาสติกเช่นกัน ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียมกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป พร้อมโลโก้ Acer ตามมาตรฐานกลางฝาหลัง ให้สีสันเป็นเงินมันวาว สำหรับขอบตัวเครื่องมีความโค้งมนเพื่อความสวยงาม ส่วนด้านในก็จะเป็นอลูมิเนียมที่ดูหรูหรา ตัดกับคีย์บอร์ดสีดำยิ่งให้ความสวยงามและโดดเด่น โดยตัวบานพันเป็นแบบแถวยาวแถวเดียวโดยมีคำว่า Swift อยู่ เรียกได้ว่าดีไซน์ไปในทิศทางเดียวกันทั้งซีรีย์ ขอบตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นดีไซน์แบบโค้งมนเนียนๆ เข้ากับมือเวลาหยิบจับถือขึ้นมา โดยจากสติ๊กเกอร์ด้านในบริเวณที่วางมือฟีเจอร์ที่แปะไว้เอาไว้ บอกว่าขอบหน้าจอบางเฉียบกว่ารุ่นก่อนๆ และหน้าจอ IPS มุมมองกว้าง

  

  

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาใน Acer Swift 3  เป็นแบบ Chiclet Keyboard ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะยุบตัวของปุ่มพิมพ์นั้นค่อนข้างสั้น แต่ใช้งานจริงก็พอได้อยู่ไม่ได้ลำบากในการใช้งานนัก ผิวสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นให้ความรู้สึกที่ติดนิ้ว ส่งผลให้พิมพ์ได้อย่างสะดวกไม่แพ้คีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ เลย พร้อมมีไฟคีย์บอร์ดสีขาวส่องสว่างปรับระดับได้ ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบน สีกลืนไปกับเครื่อง ซึ่งแม้ว่าเราจะไปเผลอกดระหว่างการใช้งานก็ไม่ได้ทำให้เครื่องปิดแต่อย่างใด (ต้องกดค้างซัก 3 วินาทีถึงจะมีเมนูของ Acer ขึ้นมา)

ทัชแพดถูกออกแบบมาให้มีขนาดที่ใหญ่กำลังดี โดยจะซ่อนปุ่มคลิกซ้ายและคลิกขวาเอาไว้ทำให้ดูเรียบง่ายหรูหรา จากการทดสอบแล้วทัดแพชนี้รองรับ Gesture Control ได้ดีและมีการตอบสนองที่รวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ที่เพียงแตะเท่านั้น คล้ายๆ ใช้งานพวกสมาร์ทโฟน

  

ในส่วนของลำโพงที่ติดตั้งมาเป็นแบบสเตอริโอ มาพร้อมระบบเสียง Acer TrueHarmony โดยเป็นลำโพงขนาดเล็กอยู่ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น จากการทดสอบลำโพงพบว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างดีน่าประทับใจ แยกรายละเอียดได้ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่ามีเสียงที่ดังชัดเจน โดยเน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน้ตบุ๊กทั่วไป นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ค่อนข้างดังกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปอีกด้วย

  

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-C (แตกต่างจาก Acer Swift 3 สเปก Intel Core i Gen 10 ที่เป็น Thunderbolt 3) USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 AX ที่และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด โดยรวมแล้วมีความเหมือนกัน Acer Swift 3 รุ่นก่อนหน้านี้

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่พอๆ กัน ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ไซส์เล็กเข้าไปด้วย ก็จะมีหนักไม่ถึง 1.4 กิโลกรัม ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่านอกจากตัวเครื่องที่บางเบาแล้ว ในส่วนของอแดปเตอร์เองก็มีขนาดที่เล็กและเบามากๆ โดยรวมแล้วก็จัดว่ามีน้ำหนักที่ไม่ลำบากในการพกพาเลย สมกับเป็นโน้ตบุ๊คบางเบาอีกรุ่นหนึ่ง สาวๆ น่าจะชอบกัน หยิบใส่กระเป๋าไปใช้งานข้างนอกสบายๆ

  

ปิดท้ายในส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพจากเว็บไซต์ต่างประเทศ โดยเทียบ AMD Ryzen 5 4500U ผ่านทางเครื่อง Acer Swift 3 vs Intel Core i5-10210U ผ่านทางเครื่อง Dell XPS 13 7390 ด้วยโปรแกรม Geekbench จะเห็นว่าได้คะแนนที่มากกว่า อีกทั้งยังเทียบกับชิปประมวลผล Intel Core i7-9750H ซึ่งเผยให้เห็นถึงคะแนนที่ไม่ต่างกันมากนัก เรียกได้ว่า AMD Ryzen 5 4500U มีความแรงที่พอตัวเลยทีเดียว คาดว่าจากสถาปัตยกรรมการผลิตที่ 7 นาโนเมตรที่ดีกว่า ส่วนผลทดสอบเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือแบตเตอรี่ลองดูกันตามนี้เลย

Acer Swift 3 สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4500U นอกจากจะเหนือชั้นเรื่องของประสิทธิภาพแล้ว (ตามภาพด้านบน) ​ยังโดดเด่นเรื่องการการพกพา แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงขึ้นไป กับการที่เป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.2 กก. และบางเพียง 16 มม. เท่านั้น ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ และสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่าเดิม เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการโน้ตบุ๊คคุ้มค่า ดูดี บางเบา จบครบในเครื่องเดียว คาดราคาขายไทยเริ่มต้นที่ 1x,xxx บาท ไว้มีโอกาสแอดมินโป้งจะนำเครื่องขายจริงมารีวิวเต็มๆ กันอีกครั้งนะครับ คาดว่าเร็วๆ นี้ไม่นานเกินรอแน่นอน

ที่มาผลทดสอบ 1 / 2

from:https://notebookspec.com/preview-acer-swift-3-amd-ryzen-5-4500u/510721/

Review – ConceptD CP7271K ที่สุดของ Monitor ระดับโปร 4K HDR ที่ 144Hz รองรับ G-Sync Ultimate

บทความก่อนหน้าเราได้รีวิวในส่วนของ ConceptD 500 ที่เป็น Desktop PC สาย Digital Content Creator ระดับ Workstation ซึ่งบทความนี้เราจะมารีวิว ConceptD CP7271K หน้าจอมอนิเตอร์สำหรับคนทำงานระดับมืออาชีพ โดยเป็นการจับคู่กันที่ลงตัวเป็นอย่างดี ตอบสนองคนทำงานที่ต้องการสุดยอดเครื่องมือจากทาง Acer มีความตั้งใจนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างสร้างสรรค์งาน อาทิเช่นการ Retouch Render การใช้งานโปรแกรม illustrator, Photoshop, Lightroom ที่ตอบสนองทั้งงาน 2D / 3D แน่นอนว่าความแม่นยำของเฉดสีเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับงานประเภทนี้

ConceptD CP7271K เป็นมอนิเตอร์เฉพาะทาง ที่นอกเหนือจะเน้นในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่สุดแสนลงตัว เรื่องของสเปกก็เป็นที่สุดเช่นกัน โดยมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ UHD 4K ที่ Refresh Rate 144Hz รองรับเทคโนโลยี NVIDIA G-Sync Ultimate และเทคโนโลยีเรื่องสีสันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรับรอง PANTONE Validated แสดงสีแม่นยำระดับมืออาชีพด้วยช่วงสี RGB 99%, Delta E <1 และ 93% DCI-P31 ของ Adobe พร้อมรองรับไปกับคุณภาพของ HDR ตามมาตรฐาน VESA Certified DisplayHDR 1000

ที่ต้องบอกว่าหาได้น้อยในมอนิเตอร์ในตลาดที่จะมีเทคโนโลยีมากมายขนาดนี้ สนนราคาอยู่ที่ 79,990 บาท รับประกันตัวเครื่อง 3 ปี ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และบริการ On-site Service เรียกได้สมราคากับสเปกและฟีเจอร์ที่ได้จริงๆ สำหรับราคาอาจจะดูสูงหน่อย แต่ถ้าเอาไปสร้างสรรค์ผลงาน Digital Content Creator ระดับ Workstation ก็นับได้ว่าสมราคาอยู่ เพราะกรณีนำไปทำงานที่จริงจังมูลค่างานนั้นๆ ก็จะสูงตามไปด้วยนั่นเอง

สเปค ConceptD CP7271K

  • ขนาดหน้าจอ : 27″ อัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:9
  • ความละเอียด : 3840×2160‎ (4K Ultra HD) 144 Hz
  • พาเนล : IPS คุณภาพสูง เป็นจอแบบด้าน (ลดแสงสะท้อน)
  • อัตราส่วนคอนทราสต์ : 1,000:1
  • การแสดงสีสัน : 1,000 ล้านสี
  • ระดับความสว่างที่ : 600 cd/m² – Native, 1000 cd/m² – Peak (HDR Mode)
  • Response time : 4ms สำหรับ gray to gray
  • มุมมองจอ : 178/178 องศาทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • พอร์ตเชื่อมต่อ :
    • 1 x HDMI
    • 1 x DisplayPort
    • 1 x แจ็ค 3.5 มิลลิเมตร ไว้ต่อเสียงออกลำโพงหรือหูฟัง
    • 1x USB 3.0 Upstream
    • 4x USB 3.0 Downstream
    • 1 x ช่องเสียบปลั๊กไฟ
  • ขนาดมากสุดเมื่อรวมขาตั้ง : 24.8″ x 23.6″ x 10.6″ ‎
  • น้ำหนักเฉพาะจอ : 8.25 กิโลกรัม
  • รองรับเมาท์ติดผนังตามมาตรฐาน : VESA (100mm)
  • รับประกันตัวเครื่อง 3 ปี ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และบริการ On-site Service
  • ราคา 79,990 บาท

  

บรรจุภัณฑ์ของ ConceptD CP7271K เป็นกล่องกระดาษลูกฟูกขนาดใหญ่ตามมาตรฐานของสินค้า Acer ระดับสูงที่เน้นความเรียบง่ายแต่ก็มีการป้องกันด้วยโฟมมาเป็นอย่างดี ซึ่งมีการระบุฟีเจอร์ต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจนเข้าใจง่าย ส่วนบรรจุภัณฑ์ก็ทำออกมาได้เรียบร้อยและปลอดภัยทำให้อุปกรณ์ภายในไม่เสียหายง่ายๆ โดยภายในกล่องของ ConceptD CP7271K มีตัวหน้าจอมอนิเตอร์ ฐานตั้ง ขาตั้ง รวมไปถึงสายสัญญาณ HDMI, DisplayPort, USB-B และสายไฟ คู่มือมาให้ ซึ่งเราก็สามารถพร้อมเชื่อมต่อและใช้งานได้ทันที

มาดูตัวเครื่องภายนอกโดยรวมของของ ConceptD CP7271K งานประกอบแน่นหนาพอประมาณตามสไตล์ Acer ที่เป็นผลิตภัณฑ์ระดับสูง ให้ความรู้สึกที่ดูแน่นหนามั่นคงไว้ใจได้ ส่วนหน้าตาต้องบอกเลยว่ามาในแบบของ ConceptD ที่เน้นในเรื่องของงานดีไซน์ออกแบบที่พรีเมียม บ่งบอกความเป็นตัวตน ที่นอกจากได้สเปคที่ตรงความต้องการใช้งานด้านการสร้างสรรค์แล้ว รูปลักษณ์ภายนอกก็สำคัญได้แพ้กัน โดยมีลักษณะเป็นหน้าจอขนาด 27″ ขนาดใหญ่ ตัวจอเองเป็นสีดำด้าน ขาตั้งเป็นสีเงิน ส่วนฐานวางเป็นลายไม้ ให้ความแตกต่างจากมอนิเตอร์ทั่วไปชัดเจน และลำโพงถูกติดตั้งไว้ขอบหน้าจอด้านล่างแบบ 4W x 2

  

วัสดุหลักๆ ของ ConceptD CP7271K จะเป็นพลาสติกเกรดสูงที่แข็งแรงทนทาน โดยด้านหลังของตัวจอจะเป็นสีดำด้านมีลวดลายแบบผิวไม่เรียบ โดยมีโลโก้ Acer ที่มุมซ้ายบน ซึ่งบริเวณตรงกลางนอกจากจะเป็นจุดเชื่อมกับขาตั้งที่ทำให้เราสามารถปรับมุมมองต่างๆ ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหมุนจอ ก้มเงย รวมไปถึงปรับระดับความสูงผ่านทางขาตั้ง ยังเป็นช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ ที่ภายในจัดเต็มด้วยพัดลระบายความร้อนหลายตัว ส่วนมุมซ้ายล่างจะเป็นปุ่มปรับเมนูต่างๆ ในการทำงาน พร้อมทั้งมีจอยสติ๊กไว้เลื่อนไปมาเพิ่มความสะดวกอีกด้วย

  

  

ส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากโลโก้ด้านหน้าที่เป็น Acer และไฟแสดงสถานะการทำงานสีส้ม ก็จะเป็นสติ๊กเกอร์บ่งบอกถึงฟีเจอร์ NVIDIA G-Sync Ultimate พร้อมด้วยขอบตัวเครื่องจะเป็น USB 3.0 Type-A จำนวน 4 ช่อง (ซ้ายและขวาอย่างละ 2 ช่อง) ซึ่งจากตรงนี้เราจะเป็นตำแหน่งการยึดของฉากบังแสง (Shading Hood) ที่บันเดิลมาใน ConceptD CP7271K โดยเราเองสามารถเลือกที่จะติดตั้งได้ กรณีในห้องทำงานมีแสงแวดล้อมมารบกวนเยอะๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นUSB 3.0 Type-A อีก 2 ช่องด้านหลัง ที่เราจำเป็นต้องเชื่อมต่อ USB 3.0 Type-B กับคอมพิวเตอร์เสียก่อน ปิดท้ายด้วยพอร์ตการเชื่อมต่อหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น HDMI, DisplayPort, ช่องต่อหูฟัง, ช่องจ่ายไฟ (มีฝาปิดให้เรียบร้อย )

     

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ConceptD CP7271K เป็นมอนิเตอร์สายทำงานระดับมืออาชีพ ฉะนั้นในการปรับแต่งมุมมองต่างๆ จะมีความหลากหลาย ที่สามารถปรับได้ก้มเงยที่ -5°~35° โดยที่เราสามารถหมุมได้รอบหน้าจอปรับเป็นแนวตั้งแนวนอนได้รอบทิศทาง รวมไปถึงสามารถปรับสูงต่ำได้ที่ระดับ 7.09″ อีกด้วย เรียกได้ว่าปรับแต่งได้อย่างอิสระตามใช้งานหรือคนทำงานได้แบบยืดหยุ่นกว่ามอนิเตอร์ทั่วไปชัดเจน

  

รายละเอียดส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจ ด้านบนขอบหน้าจอจะเป็นการติดตั้งเซนเซอร์ปรับตามสภาพแสงโดยรอบในตัว เซนเซอร์นี้จะวัดความสว่างของสภาพแวดล้อมและปรับไฟแบ็คไลท์ให้สอดคล้องกันโดยอัตโนมัติเพื่อลดความเมื่อยล้าของดวงตา ซึ่งฟีเจอร์นี้นับว่าเป็นความใส่ใจของทาง ConceptD CP7271K ที่ตั้งใจให้เป็นมอนิเตอร์สำหรับมืออาชีพ ส่วนขอบตัวเครื่องด้านล่างจะเป็น พัดลมระบายความร้อนอีก 2 ตัวที่ช่วยนำพาอากาศเย็นด้านล่างไปสู่ด้านบน จากการที่หน้าจอเป็น 4K Ultra HD ทำให้ค่อนข้างมีความร้อนสูงกว่ามอนิเตอร์ทั่วไปมาก

  

สำหรับขาตั้งของ ConceptD CP7271K จะมีความโดดเด่นเรื่อของดีไซน์มากกว่าส่วนของหน้าจอ ซึ่งเป็นเพราะการเลือกลายและสีสันที่เป็นลายไม้ ให้ความแตกต่างทั้งเรื่องของอารมณ์และประสบการณ์การใช้งาน ที่มีส่วนของโลโก้ ConceptD พร้อมสติ๊กเกอร์บอกถึงคุณสมบัติ PANTONE Validated และ Delta E <1 ทำให้เรามั่นใจได้เลย เมื่อเรานำไปใช้งานระดับมืออาชีพนั้น สีสันที่ออกมาต้องมีความเที่ยงตรงอย่างที่สุดแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นแอนนิเมชั่น 2D 3D Mobile game, Visual Ad, Graphic Design, Retouching ที่มีความจำเป็นตรงเน้นย้ำเรื่องของสีสันที่แม่นยำ

  

  

ทดสอบลองติดตั้งฉากบังแสง (Shading Hood) ที่ให้มาใน ConceptD CP7271K ลักษณะภายนอกจะเป็นแบบสีดำด้านพื้นผิวไม่เรียบ แต่ภายในเป็นผ้ากำมะหยี่ที่มีคุณสมบัติในการซึมซับแสงได้ดี หลักๆ แล้วประกอบไปด้วย 3 ชิ้น คือด้านข้าง 2 ชิ้น อาศัยการยึด้วยน็อตซึ่งเราสามารถติดตั้งได้ง่ายๆ ส่วนอีกชิ้นจะเป็นชิ้นบนที่นำมาประกบกันอีกที โดยเราสามารถเลือกที่จะใช้เพียงชิ้นส่วนฉากบังแสง (Shading Hood) ด้านซ้ายขวาเท่านั้นก็ได้ แน่นอนว่าจะทำให้เราสามารถปรับองศาการบังแสงรบกวนได้ด้วย แต่กรณีที่ต้องการปิดแสงทั้งหมดก็ต้องประกอบ 3 ชิ้นด้วยเข้าด้วยกัน อีกทั้งชิ้นด้านบนยังมีช่องพิเศษขนาดเล็กที่เปิดปิดได้ง่ายๆ ทำให้เราใช้งานอุปกรณ์ Calibrator ได้สะดวกที่สุดด้วย

  

พอลองใช้งานจริง สีสันที่ ConceptD CP7271K แสดงออกมา ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของ ConceptD เลย กับพาเนล IPS คุณภาพสูง ทั้งเรื่องความสดใสของสีสันที่ไม่มากเกินไป คอนทราสต์ที่กำลังเหมาะกับการใช้งาน ถือว่าเป็นมอนิเตอร์หน้าจออุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์สำหรับกลุ่ม Professional Designer หรือ Digital Content Creator หรือจะใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน ด้วย 1000 : 1 Contrast Ratio, ความสว่าง 600-1000 nits เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่ามอนิเตอร์ทั่วไปแบบเห็นได้ชัด

รับรองเลยว่าถูกใจเรื่องการเล่นเกมหรือความบันเทิงไม่แพ้เรื่องการทำงานด้วยการรองรับเทคโนโลยี HDR (High Dynamic Range)​ อย่าง DisplayHDR 1000 ทำให้เห็นทุกรายละเอียดของขอบเขตระหว่างพื้นที่ที่มืดและสว่างเพื่อสร้างภาพให้สมจริงราวกับสิ่งที่ดวงตาของเรามองเห็น โดยรองรับทั้งทำงานหรือเล่นเกมก็ยังได้ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี ตรวจจับความสว่าง และอุณหภูมิของสีเพื่อปรับระดับของแสงให้สบายตามากยิ่งขึ้น โดยใช้แสงนวลตาโทนอุ่นเพื่อความสบายตาส่วนแสงสีขาวโทนเย็นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน

มีหน้าจอขนาด 27″ ความละเอียด 4K Ultra HD ที่ 3840 x 2160‎ พิกเซล ตามมาตรฐานของมอนิเตอร์ระดับสูงที่เน้นประสบการณ์ความเรียบเนียนของเม็ดพิกเซล ทำให้เราแทบไม่เห็นรอยต่อ ส่วนพาเนลเป็น IPS พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare รวมๆ ทั้งสีสันความคมชัดแล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และด้วยการมี HDR ให้ประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยสีดำที่เข้มขึ้นและสีขาวที่กระจ่างขึ้น พร้อมความลึกและเงาที่มากขึ้น เหมาะกับการใช้งานจริงจัง ส่วนปัญหาเรื่องแสงรั่วตรงขอบจอ จากที่ลองทดสอบมาและสังเกตุมาคือไม่มีให้เห็นเลย

ส่วนการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในระดับดีมาก ด้วย Response Time 4 ms , 144 Hz Refresh Rate เหมาะกับการทำงานที่มีความเรียบเนียนตาไม่มีสะดุด กับการแสดงผลที่มีความลื่นไหล เล่นเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้ดีไม่แพ้ Gaming Monitor แท้ๆ กันเลยทีเดียว ที่สำคัญด้วยชิปประมวลผลภาพ NVIDIA G-Sync Ultimate จึงทำให้ไม่เกิดภาพ Ghost หรือ Tearing เลย แต่ก็ต้องใช้ร่วมกับการ์ดจอ NVIDIA ที่รองรับด้วย โดยปรับอัตรารีเฟรชของจอแสดงผลให้ตรงกับเฟรมเรตของ GPU แบบไดนามิก โดดเด่นแตกต่างจากโซลูชันอื่นๆ ด้วยช่วงความถี่ที่ไม่จำกัดและโอเวอร์ไดรฟ์แบบไม่คงที่ซึ่งรองรับตั้งแต่ศูนย์เฮิรตซ์ไปจนถึงค่าสูงสุดที่จอ LCD จะรองรับ

สรุปแล้วจอมอนิเตอร์ ConceptD CP7271K เป็นหน้าจอที่เหมาะกับทั้งการใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับมืออาชีพได้มาตรฐานล้ำๆ อย่างความละเอียด Ultra HD 4K และ HDR ได้ Refresh Rate 144Hz รองรับเทคโนโลยี NVIDIA G-Sync และเทคโนโลยีเรื่องสีสันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรับรอง PANTONE Validated แสดงสีแม่นยำระดับมืออาชีพด้วยช่วงสี RGB 99%, Delta E <1 และ 93% DCI-P31 ของ Adobe พร้อมรองรับไปกับ DisplayHDR 1000 เหมาะกับสายงาน Digital Content Creator อย่างที่สุด

ConceptD CP7271K น่าจะเป็นหนึ่งในจอมิเตอร์ที่สามารถเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครหลายคนที่กำลังมองหามอนิเตอร์เพื่อการใช้งานตั้งแต่ระดับ Professional ร่วมกับการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ระดับ Workstation อย่างในรีวิวจะเป็น ConceptD 500 สเปก Core i9-9900K + Quadro RTX 4000 ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบๆ ให้ประสิทธิภาพในการแสดงผลที่สูงสุด ทำให้ภาพที่ได้รับออกมาเป็นที่น่าประทับใจแบบหาได้ยากในมอนิเตอร์ทั่วไป แถมฟีเจอร์เพียบ เชื่อว่าเมื่อเทียบกับประสบการณ์การใช้งานที่จะได้รับแล้ว กับราคา 79,990 บาท รับประกัน 3 ปี On-site Service คุ้มค่าแบบสุดๆ อย่างแน่นอน

ผลิตภัณฑ์ ConceptD จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2562 ในแฟลกชิฟสโตร์ของ BananaStore แฟชั่น ไอส์แลนด์ , IT City สยามพารากอน, MINE By JIB เซ็นทรัล พระราม 2 และช่องทางออนไลน์ของ Banana IT, IT City และ JIB

from:https://notebookspec.com/review-conceptd-cp7271k-monitor-4k-hdr-with-g-sync-ultimate/509892/

Review – ConceptD 500 ที่สุดของ Workstation ระดับมืออาชีพ เพื่องาน Digital Content Creator

นับว่าเป็นอีกหนึ่งไลน์ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากๆ กับในส่วนของ ConceptD จากทาง Acer ซึ่งเน้นใช้งาสำหรับกลุ่ม Professional Designer หรือ Digital Content Creator ที่หลักๆ แล้วแบ่งเป็น Notebook / Desktop รวมไปถึง Monitor ในดีไซน์ล้ำสมัย จัดเต็มสเปคและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการแสดงผล การันตีความแม่นยำของค่าสีด้วย Delta E ที่น้อยกว่า 1, ความเงียบของพัดลม AeroBlade 3D ที่ลดเสียงรบกวนในระดับต่ำกว่า 40dB

โดยในบทความรีวิวนี้จะเป็นในส่วนของ ConceptD 500 ที่เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ Workstation สนับสนุนมืออาชีพ ที่จัดเต็มด้วยสเปกระดับโปร ด้วยชิปปะมวลผล Intel Core i9 และการ์ดจอ NVIDIA Quadro RTX ได้ดีไซน์สุดเรียบหรูลงตัวกับทุกๆ โต๊ะทำงานสายสร้างสรรค์ ส่วน ConceptD CP7 จะมาต่ออีกบทความ ซึ่งเป็นมอนิเตอร์ระดับมืออาชีพ ที่นอกเหนือจะเน้นในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่สุดแสนลงตัว เรื่องของสเปกก็เป็นที่สุดเช่นกัน โดยมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ UHD 4K ที่ Refresh Rate 144Hz รองรับเทคโนโลยี NVIDIA G-Sync และเทคโนโลยีเรื่องสีสันอีกมากมาย

ConceptD 500 สนนราคาเริ่มต้นที่ 89,990 บาท  และ ConceptD CP7271K มีราคาอยู่ที่ 79,990 บาท ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้มาพร้อมรับประกันตัวเครื่อง 3 ปี ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และบริการ On-site Service เรียกได้สมราคากับสเปกและฟีเจอร์ที่ได้จริงๆ สำหรับราคาอาจจะดูสูงหน่อย แต่ถ้าเอาไปสร้างสรรค์ผลงาน Digital Content Creator ระดับ Workstation ก็นับได้ว่าไม่แพงเลยล่ะ

สเปกเต็มๆ ของ ConceptD 500 จัดว่าเป็น Desktop Workstation ที่เฉพาะทาง เพราะเลือกใช้ชิปประมวลผลตัวแรงที่สุดอย่าง  Intel Core i9-9900K  ที่รองรับทุกๆ การทำงานที่หลากหลาย ด้วย 8 คอร์ และเทรดถึง 16 พร้อมแคชอีก 16 MB และเพิ่มความเร็วบูธได้สูงสุดที่ 5 GHz บน 2 คอร์ การใช้พลังงาน 95 W รองรับแรม 64GB ส่วนเทคโนโลยีการผลิตยังเป็น 14 nm Coffee Lake เน้นประสิทธิภาพสูงสุด อย่างที่มืออาชีพต้องการ จัดว่าเป็นซีพียูที่เรียกได้ว่ามีสเปคสูงที่สุดของ Intel ที่ขายในกลุ่มตลาดผู้ใช้ทั่วไป

ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกเฉพาะทางด้านประมวลผลกราฟิกอย่าง NVIDIA Quadro RTX 4000 สถาปัตยกรรม NVIDIA Turing  ที่ผสานกับเทคโนโลยี NVIDIA RTX นำ Ray-Tracing แบบเรียลไทม์มาสู่ผู้ใช้เวิร์คสเตชันระดับมืออาชีพ ส่งผลให้งาน 2 มิติ หรือ 3 มิติหนักๆ ก็ทำงานได้อย่างลื่นไหล ให้ความแรงและประหยัดเวลาในการทำงานมากกว่าการ์ดจอ GeForce ทั่วไป แน่อนว่าในส่วนของหน่วยความจำแรมและที่เก็บข้อมูลก็จัดเต็มด้วยแรมขนาด 64GB และ SSD M.2 ความเร็วสูงความจุ  512GB พร้อมด้วย HDD ความจุ 1TB ไว้สำรองข้อมูลด้วย

  

พอร์ตการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ก็มีความครบครันอย่างที่สุด รวมไปถึงการเชื่อมต่อแบบไร้สายก็รองรับการทำงานเป็นมาตรฐาน  นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไว้สายตามมาตรฐาน Qi ซึ่งทำให้เรานำมือถือของเราที่มีเทคโนโลยีชาร์จไฟไร้สายอย่าง iPhone ใช้งานได้ทันทีอีกด้วย นับได้ว่าเป็น Desktop PC ที่สเปกครบเครื่องและฟีเจอร์อื่นๆ ก็ครบครันอีกด้วย

 

ดีไซน์การออกแบบ ConceptD 500 จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทรงพลังที่ยกระดับการทำงานของกลุ่ม Professional Designer หรือ Digital Content Creator อาทิ ช่างภาพ ช่างวีดีโอ นักสร้างภาพยนตร์ นักสร้างการ์ตูนภาพเคลื่อนไหว นักออกแบบผลิตภัณฑ์ และนักสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นมืออาชีพ ด้วยขนาดเคส Middle Tower Case โครงสร้างเคสสีขาว ดีไซน์ขอบโค้งมนในแบบมินิมอลสไตล์ ด้านบนออกแบบด้วยลายไม้คลาสสิก ที่ดูเข้ากันแบบลงตัวและแตกต่างจาก PC Desktop ทั่วไปชัดเจน

ซึ่งนอกจากดีไซน์การออกแบบที่สวยงามแล้ว ยังมาพร้อมระบบระบายความร้อนประกอบด้วยพัดลมระบายความร้อน 3 ตัว ที่ดูดอากาศเข้าทางช่องลมด้านหน้า ทำให้มีลมหมุนเวียนเข้าออกภายในเครื่องอยู่ตลอด เสียงการทำงานอยู่ที่ระดับ 40dB ซึ่งถือว่าไม่ดังรบกวน และไม่กินไฟในชิปประมวลผลแบบ Single-core สามารถทำงานสร้างสรรค์อื่น ๆ ได้อย่างเงียบสนิทไม่รบกวนในการทำงานเลย รวมไปถึงยังมีแท่นวางชุดหูฟัง ซึ่งการออกแบบเปิดออกมาได้ด้วยการกดที่ออกแบบมาอย่างดีช่วยให้สามารถใช้งานและจัดเก็บเมื่อไม่ใช้ได้อย่างง่ายดาย

  

  

โดยรวมแล้ว ConceptD 500 นับว่าเป็น Middle Tower Case ที่มีขนาดไม่ใหญ่หรือไม่เล็กจนเกินไป เหมาะสมที่จะจัดว่าในบ้านหรือสำนักงาน ทั้งบนโต๊ะหรือใต้โต๊ะก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดี ด้วยขอบที่โค้งมน ด้านบนเป็นลายไม้และแผงด้านหน้ารูปสามเหลี่ยม นอกจากความสวยงามที่เรียบง่ายแล้วยังมีฟังก์ชันที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีและมีประโยชน์ จากการที่เราสามารถจัดระเบียบสายเคเบิล ให้มุมมองจากด้านหลังที่สะอาดตา จัดระเบียบให้สายที่ระเกะระกะ

  

  

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าในส่วนของด้านบน จะมีติดตั้งแท่นชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi แสนสะดวกรองรับมือถือทั้ง iPhone / Android และพอร์ตการเชื่อมต่อความเร็วสูงต่างๆ ด้านหน้ามีไฟสีอำพันที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นตามสไตล์ของ ConceptD รวมไปถึงส่วนของด้านบนตัวเครื่องจะมีในส่วนของปุ่ม Power, ปุ่มปิดไฟ และไฟแสดงสถานะการทำงานต่างๆ อีกทั้งยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ ประมาณนึง ประกอบไปด้วย USB-A 2.0 จำนวน 2 พอร์ต, USB-A 3.1 จำนวน 2 พอร์ต, SD Card Reader, ช่องต่อหูฟังและไมค์แบบแยกออกจากกัน ที่สำคัญกรณีที่เราไม่ใช้งานยังมีฝาปิดใสๆ ให้เราใช้งานด้วย

ตัวอย่างการใช้งานแบบเตูมรูปแบบของตัวเครื่องด้านบน ConceptD 500 ที่ทั้งชาร์จมือถือ ทั้งต่อกับ External SSD, Spyder

  

ด้านหลังของตัวเครื่อง ConceptD 500 ก็เต็มไปด้วยพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ มากมาย ตามมาตรฐานของ Desktop PC ไม่ว่าจะเป็น Power Cord ที่เป็นส่วนของ Power Supply ซึ่งติดตั้งไว้ตำแหน่งด้านบน ต่อมาจะเป็นตำแหน่งของเมนบอร์ดที่ครบครัน ประกอบไปด้วย DisplayPort จำนวน 2 พอร์ต, HDMI, DVI, PS2, USB 3.1 Tyce-A จำนวน 4 พอร์ต, USB 2.0 Type-A จำนวน 2 พอร์ต พร้อมช่องต่อไมค์ ลำโพง หูฟังแบบแยกจากกันอีก 1 ชุด ส่วนการ์ดจอก็ครบเครื่องด้วยพอร์ตแสดงผล mini DiplayPort, DisplayPort อีกจำนวน 3 พอร์ตด้วยกัน

Acer มีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง Acer Care Center โดยใน ConceptD 500 จะเป็นเวอร์ชั่นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญถ้าใครต้องการ Backup หรือ Recovery ข้อมูลภายในก็จัดการได้เลย ซึ่งถือว่าครบครันมากกว่าเวอร์ชั่นปกติ

ซึ่งในส่วนของสเปกก็แจ้งอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i9-9900K การ์ดจอเป็น NVIDIA Quadro RTX 4000 ที่บอกได้เลยว่าทั้ง 2 อย่างนี้เป็นฮาร์ดแวร์สุดยอดเรื่องของการประมวลผลในตลาดตอนนี้ สำหรับหน่วยความจำแรมก็จัดเต็มด้วยขนาด 64GB DDR4 ที่เหลือเฟือในการใช้งานทุกๆ รูปแบบ เปิดโปรแกรมได้หลากหลายพร้อมๆ กัน รวมไปถึงมี SSD M.2 NVMe ของ Kingston ความจุ 512GB เป็นตัวหลักไว้ติดตั้งโปรแกรม และได้ HDD SATA 3 ของ Toshiba ความจุ 2TB ไว้สำรองข้อมูลที่สำคัญไว้ แน่นอนมี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

สเปคซีพียู Intel Core i9-9900K ยังคงมาพร้อมเทคโนโลยีการผลิต 14nm (Coffee Lake) เหมือนเดิม มี 8 คอร์ 16 เทรด พร้อมหน่วยความจำแคช L3 ถึง 16M โดยมีความเร็วเริ่มต้น 3.6 GHz โดยสามารถบูธไปได้สูงสุดที่ 5.00 GHz แต่โดยเฉลี่ยจะวิ่งอยู่ที่ 4.6 GHz

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe ระดับเริ่มต้น แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 505 MB/s และเขียนที่ 482 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจประมาณนึง

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 / 3D Mark ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้ระดับสูง ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน้ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i9-9900K การ์ดจอเป็น NVIDIA Quadro RTX 4000 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่า Desktop PC ทั่วไป

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าชิปประมวลผลจะร้อนที่สุดที่ 94 องศาเซลเซียส และการ์ดจอแยกร้อนสุดที่ 87 องศาเซลเซียส นับว่าระบบระบายความร้อนของ ConceptD 500 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดี แม้ชิปประมวลผลจะดูว่าร้อน แต่ก็สามารถจัดการระบบระบายความร้อนออกมาอย่างน่าประทับใจไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการใช้งาน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนจาก ConceptD ที่ดี ส่งผลเราสามาาถใช้งานหนักๆ ได้แบบต่อเนื่องแบบไร้กังวล ซึ่งการทำงานในทุกๆ อย่างก็ยังมีความลื่นไหลที่ดีอยู่

สรุปรีวิว ConceptD 500 เป็นสุดยอด Workstation ระดับมืออาชีพ  ดีไซน์สวยงามลงตัว ที่เน้นความเป็นที่สุดในทุกๆ ด้าน สมกับเป็น PC Desktop ที่เน้นประสิทธิภาพเพื่องาน Digital Content Creator ที่ติดตั้งการ์ดจอตัวแรงรุ่นใหม่ล่าสุดระดับท็อปอย่าง NVIDIA Quadro RTX 4000 ด้วยความสมบูรณ์แบบในการประมวลผลภาพ 3 มิติที่รวดเร็วแม่นยำ ให้ความร้อนที่น้อยลงแต่ความแรงเพิ่มขึ้น พร้อมด้วยชิปประมวลผล Intel Core i9-9900K ที่เป็น Core i Gen 9 ตัวแรงที่สุดของ CPU Desktop อย่างที่หาไม่ได้ใน Desktop PC ทั่วไป ส่วนสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน

เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D ออกแบบพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกการบินที่เงียบสนิทและทรงพลังของนกฮูก ปลายใบพัดลมของเราจึงมีรอยหยักเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 2 จุด รวมไปถึงการเชื่อมต่อก็ครบครันทั้งมีสายและไร้สาย นอกจากนี้ยังได้พีเจอร์อย่างชาร์จไว้สายตามมาตรฐาน Qi ซึ่งทำให้เรานำมือถือของเราที่มีเทคโนโลยีชาร์จไฟไร้สายใช้งานได้ทันที พร้อมด้วยแท่นวางหูฟังส่งผลให้เราสะดวกในการทำงานอย่างสุด ส่วนข้อสังเกตมีเล็กน้อยก็คือเรื่องของความเร็ว SSD M.2 NVMe ที่ให้ความเร็วมาน้อยไปหน่อย เพราด้วยราคา 89,990 บาทน่าจะเลือกรุ่นสูงที่ดีกว่านี้ได้

  

Acer มองเห็นการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรม ความต้องการเครื่องมือในการสร้างผลงานของครีเอเตอร์ ที่จะต้องผลิต และนำเสนอผลงานได้อย่างเสถียร ถูกต้อง เช่นการ Retouch Render การใช้งาน illustrator, photoshop ความแม่นยำของเฉดสีเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับงานออกแบบ นอกจากนี้บรรยากาศในการทำงานที่ผุ้สร้างสรรค์งานส่วนใหญ่ต้องการความเงียบปราศจากเสียงรบกวน ConceptD มองเห็นความสำคัญเหล่านี้

ผลิตภัณฑ์ ConceptD จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ในปลายเดือนธันวาคม 2562 แล้ว ผ่านช่องทางแฟลกชิฟสโตร์ของ BananaStore แฟชั่น ไอส์แลนด์ , IT City สยามพารากอน, MINE By JIB เซ็นทรัล พระราม 2 และช่องทางออนไลน์ของ Banana IT, IT City และ JIB ใครสนใจก็สามารถเข้าชมเพื่อทำการตัดสินใจซื้ออีกทีได้เลย

from:https://notebookspec.com/review-conceptd-500-workstation-for-digital-content-creator/509749/

Topvalue Promotion – สุดคุ้ม ! ซื้อ Acer Nitro 5 สเปก i5 + GTX 1060 แถมฟรี HP Printer (มูลค่า 1,590.-)

ถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่น่าสนใจ ล่าสุดกับโปรโมชั่นจากทางร้าน สำหรับ Acer Nitro 5 รุ่นปี 2019 ได้สเปกเป็น Intel Core i5-8300H + NVIDIA GeForce GTX 1060 พร้อมได้ RAM 8GB + HDD 1TB ได้หน้าจอ 15.6″ IPS 144Hz ราคาเพียง 23,590 บาท (จากปกติ 30,900 บาท) โดยซื้อ Acer Nitro 5 AN515-52-5069/T002ที่ www.topvalue.com  แถมฟรี HP DESKJET INK PRINTER 1112 (มูลค่า 1,590.-) จำนวน 1 เครื่อง

สำหรับ Acer Nitro 5 รุ่นนี้ (Acer Nitro 5 AN515-52-5069/T002) ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล​อย่าง Intel Core i5-8300H ความแรงที่ได้ใกล้เคียงกับ Core i5-9300H รุ่นปัจจุบัน จับคู่มากับการ์ดจอรุ่นยอดนิมยมอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1060 (6GB GDDR5 ) ซึ่งเพียงพอในการเล่นทั้งเกมออนไลน์และออฟไลน์ เน้นความแรงและคุ้มค่าเป็นหลัก สเปกอื่นๆ อย่างหน่วยความจำแรมได้มาเลยที่ 8GB DDR4 ส่วนที่เก็บข้อมูลก็ติดตั้งมาเป็น HDD SATA 3 ความจุ 1TB พร้อมรองรับอัพเกรด SSD M.2 NVMe เพิ่มได้ภายหลังด้วย (แนะนำว่าให้อัพเกรดทันทีเลยจะดีมากๆ)

สั่งซื้อ Acer Nitro 5 ได้ที่

โดย Acer Nitro 5 รุ่นนี้มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6 นิ้ว ที่ความละเอียด Full HD ความละเอียด 1920 x 1080 พาเนล IPS ให้สีสันที่สวยงามทุกมุมมอง และในส่วนของระบบเสียงเป็นลำโพงแบบสเตอริโอ 2.0 ให้เสียงที่ดีในระดับที่น่าพอใจกว่ารุ่นเดิม ประกอบกับมีซอฟต์แวร์จัดการเสียงอย่าง DOLBY AUDIO ทำให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขั้นไปอีก ส่วนน้ำหนักจะอยู่ที่ 2.70 กิโลกรัม ถ้าเทียบกับ Gaming Notebook รุ่นใหม่ๆ

ตัวหน้าจอยังมาพร้อมกล้อง Webcam แบบ HD และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัวแบบตัดเสียง ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 1 x USB 3.0, 1 x USB 3.1 Type-C,  2 x USB 2.0, Kensington Lock, 2-in-1 SD, RJ-45 , Headset 3.5mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.0 และ Wi-Fi Intel Dual Band MU-Mimo มาตรฐาน 802.11a/b/g/n/ac

จัดว่าเป็น Gaming Notebook สเปกแรงพอตัว เล่นเกมลื่นไหล มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที การออกแบบดีไซน์ดูดุดันตามสไตล์เกมเมอร์ โดยรวมแล้วถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาสองหมื่นบาทต้นๆ ที่สำคัญยังได้ประกันเทพๆ แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 3 ปี พร้อมซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมง รวมถึงมีเครื่องสำรองใช้งานระหว่างซ่อมอีกด้วย

– ของแถมมีจำนวนจำกัด สำหรับ 10 สิทธิ์แรกเท่านั้น
– ระยะเวลากิจกรรม 1 – 29 ก.พ. 63 (หรือจนกว่าของแถมจะหมด)
– บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และคำตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด – สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1277

from:https://notebookspec.com/topvalue-promotion-buy-free-hp-deskjet-ink-printer-1112/509024/