คลังเก็บป้ายกำกับ: Accessories

Adonit ลดแรงช่วง COVID-19 มาพร้อมปากกา Stylus และแก็ดเจ็ต ราคาพิเศษ วันนี้ – 30 เมษายนนี้

Adonit Covid 19 Promotion April 2020Adonit จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าและแก็ดเจ็ตราคาพิเศษในช่วงสถานการณ์ COVID – 19 มาพร้อมปากกา Sylus แบตเตอรี่สำรอง และกริปถ่ายรูป ช้อปออนไลน์กันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายนนี้ Adonit ลดแรงช่วง COVID-19 มาพร้อมปากกา Stylus และแก็ดเจ็ต ราคาพิเศษ วันนี้ – 30 เมษายนนี้ Adonit คัดสรรสินค้าขายดีมาจัดโปรโมชันลดราคาสุดคุ้ม ทั้งปากกา Sylus แบตเตอรี่สำรอง และกริปถ่ายรูปในราคาพิเศษ ใครที่อยากจะหาอุปกรณ์เสริมสำหรับ iPhone, iPad ไม่ควรพลาด และสินค้าทุกตัวยังรับประกันสินค้า 14 วันด้วย สามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ส่งตรงถึงหน้าบ้าน ได้ที่ สั่งซื้อสินค้า : m.me/AdonitTH Lazada : https://bit.ly/39nUtuQ Shopee : https://bit.ly/2UEtszl ชมรายละเอียดและติดตามโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่ Adonite Facebook ปากกา Adonit Sylus แบตเตอรี่สำรอง TravelCube กริปถ่ายรูป ย้ำอีกที […]

from:https://www.iphonemod.net/adonit-covid-19-promotion-april-2020.html

Work From Home ไม่สะดุด ด้วยหูฟังสเปคระดับท็อป Plantronics Voyager 3200 Series

Plantronics Voyager 3200 Series Promotion April 2020 For Wfhช่วงเวลาที่ต้อง Work From Home ทำงานอยู่ที่บ้านแบบนี้ เราก็คงจะต้องพูดคุยผ่านวิดีโอคอล Conference กันซะส่วนใหญ่ แต่จะดียิ่งกว่าหากมีอุปกรณ์หูฟัง Plantronics Voyager 3200 Series ที่ช่วยให้การสนทนาราบรื่นมากขึ้น ตัดเสียงรบกวนได้ การทำงานอยู่บ้านไม่มีสะดุด และช่วงนี้ลดราคาพิเศษด้วย Work From Home ไม่สะดุด ด้วยหูฟังสเปคระดับท็อป Plantronics Voyager 3200 Series สำหรับช่วงนี้ใครที่ต้องทำงานอยู่บ้าน และจะต้องวิดีโอคอลเพื่อประชุมหรือพูดคุยกับทีมงาน บางครั้งอาจจะมีเสียงเล็ดลอดหรือเสียรบกวนแทรกเข้าไป แต่เราสามารถใช้ตัวช่วยอย่างหูฟัง Plantronics Voyager 3200 Series มาช่วยในการตัดเสียงรบกวนได้อย่างดีเยี่ยม มอบอิสระในการทำงานมากขึ้น หูฟัง Plantronics Voyager 3200 Series มีสองรุ่นให้เลือก ได้แก่ Voyager 3200 และ Voyager 3240 มีคุณสมบัติเด่น ดังนี้ หูฟังบลูทูธอัจฉริยะ คุยชัด ฟังชัด ด้วยไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนถึง 3 ตัว […]

from:https://www.iphonemod.net/plantronics-voyager-3200-series-promotion-april-2020-for-wfh.html

Review – SKULLCANDY Indy เสียงดี สีสวยยังกะบอยแบรนด์

หากพูดถึงหูฟัง True Wireless สักตัวนอกจากเสียงดี เชื่อมต่อง่าย หลุดยากแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่แต่ละแบรนด์ขับเขี้ยวกันเหลือเกินเลยก็คือเรื่องของการออกแบบ ที่แต่ละแบรนด์ก็พยายามที่จะดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนใคร ไปจนถึงการเล่นสีสันที่แตกต่างอย่าง SKULLCANDY ในรุ่น Indy ที่ทีมงานมานำเสนอในวันนี้ มาพร้อมจุดเด่นด้วยการออกแบบ ไปจนถึงสีพิเศษที่มีจำนวนจำกัดและยังแถมแว่นสุดเท่ยังกะบอยแบนด์

SKULLCANDY หูฟังไร้สาย รุ่น Indy True Wireless เป็นหูฟังแบบ Earbugs แบบมีก้านยื่นออกมาแบบเดียวกับ Airpod เพื่อการรับเสียงสนธนาที่ดีกว่า และมโครโฟนพร้อม Noise Reduction ลดเสียงรบกวนขณะคุยโทรศัพท์อีกด้วย อีกทั้งยังเหมาะใส่ออกกำลัง พร้อมคุณสมบัติการกันน้ำเหงื่อ และฝุ่น ระดับ IP55 รวมถึงสามารถ ควบคุมได้ด้วยระบบสัมผัส บริเวณด้านหลังหูฟัง แบตเตอรี่รวม 16 ชม (หูฟัง 4 ชั่วโมง และ ชาร์จเคส 12 ชั่วโมง) มี Stablity Gel ช่วยให้สวมใส่ได้กระชับ  ชาร์จไว 10 นาที ฟังต่อได้อีก 1.2 ชม โดยสี Dope Gold จะพิเศษกว่าสีอื่นตรงที่ขายเฉพาะใน Central เท่านั้น และยังแถมแว่น 9FIVE สีทองรุ่นพิเศษอีกด้วย

SKULLCANDY หูฟังไร้สาย รุ่น Indy  มอบเสียงเพลงอันไพเราะ เพื่อเปิดประสบการณ์แห่งโลกของดนตรีให้กับคุณ ด้วยหูฟังไร้สาย In-Ear True Wireless ที่ถูกออกแบบให้มีดีไซน์ที่ทันสมัย พกพาไปได้ทุกที่

  • เทคโนโลยีบลูทูธ เวอร์ชั่น 5.0
  • แบตเตอร์รี่สูงสุด 16 ชั่วโมง (หูฟัง 4 ชม. และ กล่องชาร์จ 12 ชม.)
  • IPX4 : ทนน้ำ ทนเหงื่อ
  • เจลซิลิโคนเพื่อล็อกกระชับหู เมื่อทำกิจกรรมเคลื่อนไหวมาก (ถอดออกได้)
  • Touch Controls : – ควบคุมการใช้งาน, การโทร, เปลี่ยนเพลง, ปรับเสียงด้วยการสัมผัส
  • Noise Reduction – ลดเสียงรบกวนตอนคุยสาย
  • มีไมโครโฟนในตัว – ใช้คุยสายได้ทั้งซ้ายและขวา
  • เสียงคุณภาพด้วยไดรเวอร์ 6 มม.

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง
  • จุกหูฟังสำรอง (S,M,L)
  • ซิลิโคนรองหูเพื่อความกระชับ
  • กล่องชาร์จ
  • สายชาร์จ USB
  • คู่มือการใช้งาน
  • สี : ทอง
  • ประเภทพลังงาน : ใช้แบตเตอรี่
  • ประเภท : ไร้สาย
  • ประเทศเจ้าของแบรนด์ : USA
  • รับประกัน 1 ปี

SKULLCANDY Indy True Wireless สี Dope Gold จะมาในกล่องสีทองชัดเจน สีสวยเหมาะกับท่านที่ต้องการความแตกต่าง พร้อมระบุฟีเจอร์ต่างๆอย่างครบครัน พร้อกล่องแว่น 9FIVE ที่แถมมา

แว่น 9FIVE ที่แถมมาบอกเลยว่าของดี สีทองสวยงาม รุ่นพิเศษเฉพาะกับที่แถม SKULLCANDY Indy True Wireless สี Dope Gold เท่านั้น

กล่องเคสของ SKULLCANDY Indy True Wireless สี Dope Gold จะมาในโทนสีทองอร่ามเห็นมาแต่ไกล พร้อมสกรีนชื่อสี กล่องขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังสามารถถือได้สะดวก วัสดุเป็นพลาสติกเคลือบสี มีไฟ 3 จุด แสดงสถานะแบตเตอรี่ กล่องปิดเปิดด้านบนมีแม่เหล็กลีอคการปิดเปิด

พอร์ตชาร์ตเป็นแบบ Micro USB ด้านล่าง พร้อมสกรีนรายละเอียด

ภายในกล่องชาร์ตเป็นโทนสีดำเงา การชาร์ตก็แค่กย่อนตัวหูฟังเข้าไปเท่านั้น

ตัวหูฟัง SKULLCANDY Indy เป็นสีทอง Dope Gold ชัดเจน ขนาดไม่ใหญ่ น้ำหนักเบาใส่หูได้สบายๆ โดยหลังหูฟังตรงโลโก้ SKULLCANDY จะเป็นปุ่มแบบสัมผัส สามารถสั่งงานได้ทั้งซ้ายขวา นอกจากจุดหุฟังแล้ว บริเวณขอบหูฟังที่เป็นยางสีดำ จะเป็นเจลที่ช่วยให้ใส่ได้กระชับไม่ลื่นหลุดง่าย

ขอบด้านบนจะมีไฟแสดงสถานะ พร้อมเจลที่ช่วยให้ใส่ได้กระชับหู ปลายกานด้านล่างจะเป็นขั้วชาร์ต พร้อมช่องไมค์

บอกเลยว่าเมื่อใส่คู่กับแว่นสุดแสนเข้ากัน จากที่ทดลองใช้งาน สามารถใส่ได้ง่ายและกระชับ ไม่ลื่นหลุดง่ายแม้เหงือเยอะ ใส่ได้แน่นพอดี หูฟังไม่หนัก ใส่ได้สบายอยู่ แต่ถ้าเทียบกับ Airpods ใหญ่กว่าอยู่เล็กน้อย

ทดสอบการใช้งานและเสียง

การใช้งาน

ตัวหูฟังใส่ได้กระชับ หูฟังไม่หนักจนเกินไป แต่ถ้าไม่ได้ใส่อินเอียรประจำอาจจะคันๆในรูหูที่จุกอุดอยู่หน่อย ปุ่มสั่งงานแบบสัมผัสไม่ไวหรือช้าจนเกินไป สั่งงานได้หลากหลายได้แม้กระทั่งเพิ่มลดเสียง เก็บเสียงได้ดี อาการหลุดมีพอสมควรโดยเฉพาะในที่ สัญญาณกวนเยอะ แต่เชื่อมต่อได้เร็ว

ฟังเพลง

เสียงเบสค่อนข้างเด่น แต่ก็ไม่ได้ดังมากถึงขนาดเป็นลูกๆ เสียงร้องค่อนข้างจัดเจน แต่เสียงเด่นจะเป็นเสียงโทนแหลม แต่โดยรวมให้รายละเอียดเสียงที่ครบ ได้ยินทุกรายละเอียด เหมาะกับฟังเพลงทุกแนว แต่อาจจะไม่ได้มีโทนที่เด่นขึ้นมาชัดเจนมากนักนอกจากเสียงแหลมที่ดูจะเด่นสุด

ดูหนัง

เสียงพูดคมชัดได้ยินครบ เสียงเบสค่อนข้างเด่น เก็บรายละเอียดเสียงได้ดี ทิศทางเสียงพอแบ่งได้แต่ไม่ชัดเจนมาก เหมาะกับหนังที่บทพูดเยอะ โดยรวมดูได้ทุกแนว แต่รายละเอียดเสียงอาจจะไม่มากเหมือนพวกหูฟัง Headphone

สนธนา

หูฟังสามารถได้สินเสียงสนธนาทั้ง 2 ข้าง ไมค์อยู่ที่ปลายก้านหูฟัง เก็บเสียงได้ดี ปลายสายได้ยินเสียงชัดเจน แต่ก็ต้องพูดดังประมาณหนึ่ง ถ้าพูดเบาไปหรือเทียบเท่าโทรกับมือถือเสียงจะเข้าไม่ชัดเจนนัก

SKULLCANDY Indy สี Dope Gold เป็นหูฟัง True Wireless สำหรับท่านที่ชื่นชอบความแตกต่าง ด้วยสีทองที่ไม่เหมือนใครเป็นเอกลักษณ์ของ SKULLCANDY Indy อีกทั้งยังแถมแว่น 9FIVE ให้มาด้วย ใช้คู่กันอย่างเท่ และเมื่อพูดถึงเรื่องของเสียง จัดว่าประทับใจโดยเฉพาะส่วนตัวผมเองที่ฟังเพลงหลายๆแนว รายละเอียดเสียงของ SKULLCANDY Indy  เก็บได้ดี เหมาะกับท่านที่ไม่ได้เน้นโทนเสียงใด โทนเสียงหนึ่ง ทนน้ำทนเหงือได้ ใส่ได้กระชับ เก็บเสียงสนธนาได้ดีเลยทีเดียว

SKULLCANDY Indy True Wireless สี Dope Gold ราคา 4990 บาท แถมแว่น 9FIVE เฉพาะที่ Central เท่านั้น มีจำนวนจำกัด

จุดเด่น

  • กระชับไม่หลุดง่าย
  • หูฟังน้ำหนักเบาไม่ใหญ่เกินไป
  • สีสวยไม่เหมือนใคร
  • แถมแว่นสุดเท่ 9FIVE
  • ปุ่มสัมผัสใช้งานได้หลากหลาย

ข้อสังเกตุ

  • เคสชาร์ตค่อนข้างใหญ่
  • สัญญาณหลุดเป็นบางครั้ง
  • ไม่เหมาะกับท่านที่ไม่ชอบหูฟังแบบ Earbuds

SKULLCANDY Indy True Wireless สี Dope Gold ราคา 4,990 บาท

  • รุ่นพิเศษมีจำหน่ายเฉพาะที่ Central : http://bit.ly/DopeCENTRAL2
  • FB: Skullcandy Thailand
  • IG: @SkullcandyTH

#SkullcandyTH #feelSkullcandy #Mentagram

สั่งซื้อ SKULLCANDY Indy สีอื่นได้ที่

SoundProof

Digital2Home

Central

from:https://notebookspec.com/review-skullcandy-indy-true-wireless-dope-gold/513441/

เปิดตัวหูฟัง Mi True Wireless Earphones 2 ราคา 2,399 บาท

Mi True Wireless Earphones 2 17เปิดตัวรุ่นแรกไม่ทันไรก็ถึงเวลาเปิดตัวรุ่นสอง Mi True Wireless Earphones 2 หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ที่รองรับการเชื่อมต่อที่มีความเสถียรมากขึ้น สามารถใช้งานร่วมกับ Bluetooth 5.0 เพื่อความเร็วในการรับส่ง ไม่ขาดการสื่อสาร ฟังเพลงชัดไม่ขาดตอน แถมมีราคาเปิดตัวเพียง 2,399 บาท สามารถใช้งานได้ทั้ง Android และ iOS Mi True Wireless Earphones 2 หูฟังรุ่นนี้คล้ายกับลูกผสม Airpod แต่มีจุดเด่นที่ราคาและสเปกรองรับ SBC, AAC และ LHDC เพิ่มประสบการณ์ฟังเพลงมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี (ENC) และมีเซ็นเซอร์ในการตรวจสอบว่าสวมใส่อยู่หรือไม่ โดยเพลงจะหยุดทันทีหากถอดหูฟังออกจากหู อีกทั้งยังรองรับระบบสัมผัสด้วยการแตะเบา ๆ สองครั้งเพื่อรับสายหรือสั่งด้วยเสียง นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานได้ยาวนาน 14 ชั่วโมง และใช้เวลาชาร์จรวมเพียง 4 ชั่วโมง โดยการเปิดตัวในครั้งนี้มาพร้อมกับสมาร์ตโฟน Redmi Note 9S หากใครสนใจก็สามารถสั่งซื้อทั้งสองได้ผ่านช่องทางออนไลน์

from:https://www.iphonemod.net/mi-true-wireless-earphones-2.html

Xiaomi เปิดตัว Redmi Band สมาร์ทวอทช์แบตครึ่งเดือน ราคา 460 บาท

Redmi Smartband Coverขึ้นชื่อว่า Xiaomi ไม่มีอะไรแพง ล่าสุดแบรนด์ลูกอย่าง Redmi ซึ่งเน้นสินค้าที่ราคาถูกลงมาอีก ได้เปิดตัวสมาร์ทวอทช์หรือเรียกให้ถูกคือ สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพมากกว่า Redmi Band ด้วยราคาเพียง 460 บาท ดูเผินเหมือนจะเอามาชนกับ Mi Band โดยตรงเลยด้วยซ้ำ แต่งานประกอบเน้นความเรียบหรูมากกว่า Redmi Band ในงานครบรอบ 10 ปี Mi Fan Festival นอกจากจะเปิดตัวทีวีสองรุ่นแล้ว ยังมาพร้อมกับ Redmi Band ที่มีหน้าจอแสดงผล 1.08″ (OLED) มีสีให้เลือกมากมาายถึง 4 สี พร้อมกับหน้าปัดที่มีให้เลือกถึง 72 แบบ สามารถชาร์จไฟได้ง่ายผ่าน USB-A ไม่จำเป็นต้องพึ่งสายชาร์จแยก ส่วนแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนาน 14 วัน เน้นความเข้าถึงง่ายกับทุกคนด้วยราคาเป็นมิตรเพียง 99 หยวน (ประมาณ 460 บาท) แต่ถึงน่าเสียดายเล็กน้อยที่ไม่มี NFC สำหรับการชำระเงิน (ซึ่งก็ใช้ที่เมืองไทยไม่ได้อยู่แล้ว) เหมือนกับ Mi […]

from:https://www.iphonemod.net/redmi-smartband.html

Preview – ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ที่สุดของนวัตกรรม Gaming Notebook สองหน้าจอ สเปก Core i9-10980HK + RTX 2080 Super

ปฏิวัติวงการ Gaming Notebook อีกครั้ง สำหรับการมาของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ซึ่งจัดว่าเป็นรุ่นพี่ใหม่สุดล้ำที่สุดของตระกูล ROG โดดเด่นด้วยสเปกชิปประมวลผล Intel Core i9-10980HK และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2080 Super พร้อมจัดเต็มด้วยฟีเจอร์มากมาย แต่ที่เป็นจุดเด่นที่สุดก็คือนวัตกรรมหน้าจอที่สอง ROG ScreenPad Plus ที่ถูกยกมาจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX581 ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการเล่นเกมและทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ มีความพิเศษที่เมื่อกางหน้าจอหลักขึ้นมา จอที่สองก็ยกตัวให้สูงยิ่งขึ้นทำให้ได้มุมมองใช้งานลงที่สุด

ซึ่งล่าสุดแอดมินโป้งได้ไปร่วมงานเปิดตัวลับๆ ที่ทาง ASUS ประเทศไทยจัดขึ้น กับรอบ Sneak Peek ที่มีการนำเสนอ Gaming Notebook รุ่นใหม่ๆ ปี 2020 อย่าง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 และรุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ASUS ROG Strix 15,17 / ASUS ROG Scar 15, 17 /ASUS ROG Zephyrus G15, M15, S15, S17 ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการอัพเดทสเปกและฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงได้ปรับดีไซน์การออกแบบไปในตัว ส่งผลให้ใครจะซื้อ Gaming Notebook รุ่นล่าสุด ตอนนี้ก็ใกล้มากๆ แล้วก็จะเปิดสเปกและราคาขายจริงอย่างเป็นทางการ

  

สำหรับบทความนี้เราจะมาทำการพรีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ที่เป็นตัวท็อปกันก่อน ที่ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจสุดๆ เพราะเป็น Gaming Notebook ทรงใหม่รุ่นใหม่ที่ไม่เคยมาก่อนใน ASUS จากการที่ผสานนวัตกรรมจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX581 ซึ่งเป็น Notebook สายทำงานระดับมืออาชีพ กับ ASUS ROG Zephyrus Series ที่เป็น Notebook เล่นเกมสายจริงจังตัวจริง ที่ทุกๆ คนยอมรับและรู้จักกันเป็นอย่างดี ที่จะมีรายละเอียดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 อย่างไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

  

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ระดับสูง 4K sRGB 100% (หรือ Full HD 300Hz) + หน้าจอที่สอง ROG ScreenPad Plus โดยทำงานร่วมกันอย่างลงตัวสุดๆ นอกจากนี้ยังได้เรื่องของระบบระบายความร้อน AAS Plus amplifies airflow ที่ให้อากาศไหลเวียนได้ดีขึ้นกว่า 30% อีกทั้งทั้งทำงานร่วมกับซิลิโคนนำความร้อนขั้นเทพอย่าง Liquid Metal จากทาง Thermal Grizzly ที่เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการความร้อน ที่ก่อนหน้านี้เคยใชใน ASUS ROG Mothership GZ700 ไปแล้ว ในส่วนของไฟ RGB คีย์บอร์ด, ระบบเสียง, และการเชื่อมต่ออื่นๆ ก็จัดเต็มที่สุด สมกับเป็นหนึ่งในที่สุดของ Gaming Notebook ปี 2020 จริงๆ

  

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ดูเป็น Gaming Notebook ที่ได้รับ DNA จาก ASUS ROG มาอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีน้ำหนักเบาทเพียง 2.4 กิโลกรัม และเนื่องด้วยมีขอบจอที่ค่อนข้างบาง ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพาสะดวกสบาย แม้จะไม่ได้เบาที่สุดๆ แต่ได้ฟีเจอร์จัดเต็มแบบไร้คู่แข่ง เพราะในตลาดตอนนี้แนวคิดหน้าจอที่สองขนาดใหญ่โตระดับ 14.1″ แบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น ได้ความละเอียดเป็น 3840 x 1100 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วและปากกา แบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น

ซึ่งการออกแบบออกมาได้ดูทันสมัยและเรียบง่ายมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของมุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบมุมเป็นเหลี่ยม มิติโดยรวมเป็นแบบสี่เหลี่ยมตัดขอบสวยงามให้ผิวสัมผัสที่ดีอารมณ์ซีรีส์ StudioBook ลักษณะสีเงินพร้อมสลับด้วยสีดำลงไปที่ไม่เหมือนใคร ส่วนวัสดุงานประกอบจะเป็นอลูมิเนียมเกรดสูงทั้งหมด สำหรับตำแหน่งของคีย์บอร์ดที่แตกต่างจากโน้ตบุ๊ครุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน จากการที่เลื่อนชุดแป้นคีย์บอร์ดมาไว้ด้านล่างสุด และขยับในส่วนของทัชแพดออกไปด้านข้าง จากการที่ด้านบนเหนือคีย์บอร์ดได้มีการติดตั้ง ROG ScreenPad Plus เอาไว้นั่นเอง

ตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องวัสดุจะเป็นอลูมิเนียมทั้งหมด ซึ่งโลหะเกรดนี้มีความแข็งแรงมากกว่าโลหะอัลลอยธรรมดาแสดงถึงความเอาใจใส่ในรายละเอียดของการดีไซน์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และใต้ตัวเครื่อง ทำให้มีทั้งความแข็งแรในด้านดีไซน์ฝาหลังใช้ลวดลายเป็นแนวทะแยงแบ่งครึ่งพร้อมโลโก้ ASUS ROG ติดตั้งไปทางด้านขวา รวมถึงแกนพับหน้าจอขนาดใหญ่ดูแข็งแรงทนทานสุดๆ เลยทีเดียว พร้อมเว้นช่อง V-Shaped ทำให้ไม่บังช่องระบายความร้อนด้านหลัง

  

หน้าจอ ROG ScreenPad Plus ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 เป็นพาเนล IPS แบบด้าน รองรับการทัชสกรีน บนความคมชัดระดับ 4K ที่ 3840 x 1100 พิกเซล  อันเป็นเอกลักษณ์ของ ASUS ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินและใช้งานจอภาพทั้งสองบนโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่องได้อย่างเต็มความสามารถ หน้าจอสัมผัสขนาดอัตราส่วน 32:9 เหนือคีย์บอร์ดเพิ่มเนื้อที่การทำงานของจอภาพ ในขณะที่ยังคงรูปแบบโน้ตบุ๊ก โดยหน้าจอ ROG ScreenPad Plus จะเอียงขึ้นมา 13 องศาเอง เมื่อเราเปิดฝาหน้าจอหลักขึ้นมา

โดยสามารถใช้งานจอ ScreenPad Plus ได้เสมือนเป็นจอแสดงผลที่สองของ Windows 10 ใช้แสดงภาพ หรือใช้ฟังก์ชั่นต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดเวลาผู้ใช้ด้วยซอฟท์แวร์ ScreenXpert ซึ่งช่วยให้การใช้งานหลายๆหน้าต่างและแอพลิเคชั่นเป็นเรื่องง่าย รวมถึงปุ่มลัดคอนโทรลอย่าง App Switcher, ViewMax และ App Navigator ที่สามารถใช้งานโต้ตอบข้ามหน้าจอระหว่างหน้าจอหลัก และ ScreenPad Plus ผู้ใช้สามารถเริ่มโหมดการทำงานเปิดโปรแกรมหลายโปรแกรมได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียว

  

นอกจากนี้ยังสามารถลากแอพพลิเคชั่น, แถบเครื่องมือ หรือเมนูไปยังจอ ScreenPad Plus เพื่อลดความยุ่งเหยิงของหน้าจอหลัก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น กลุ่มครีเอเตอร์สามารถเชื่อมต่อเครื่องมือในการทำงาน เช่น ตัวอย่างวีดีโอ. การควบคุมไทม์ไลน์, รหัสวินโดวส์ หรือพาแนลเสียงเข้ากับ ROG ScreenPad Plus เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างลื่นไหลมากที่สุด และเมื่อใช้งานแอพลิเคชั่นทางด้านโซเชียลบน ROG ScreenPad Plus ก็ยังช่วยให้สามารถติดตามข่าวสารและตอบข้อความได้ทันทีในขณะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องสลับหน้าต่างไปมา

  

เมื่อมีจอที่สองเกินขึ้น สำหรับ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ก็ได้มีการวางตำแหน่งของคีย์บอร์ดที่แตกต่างจากโน้ตบุ๊ครุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน จากการที่เลื่อนชุดแป้นคีย์บอร์ดมาไว้ด้านล่างสุด และขยับในส่วนของทัชแพดออกไปด้านข้าง ทำให้บริเวณด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีพื้นที่ไว้ติดตั้ง ROG ScreeenPad Plus ซึ่งจริงๆ นั้นทาง ASUS ได้ติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบจัดเต็มเอาไว้ด้วยด้านล่าง โดยมีช่องขนาดใหญ่ทำหน้าที่ดูดลมเย็นลงไปให้ผ่านทางฮีต์ไปป์ เรียกได้ว่างานประณีตละเอียดดีจริงๆ

โดยแป้นพิมพ์ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีการออกแบบมาให้ปุ่มมีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือ เป็นแบบ Chiclet มีระยะยุบ 1.4 มิลลิเมตร พร้อมความโค้งของปุ่มรับเข้ากับนิ้ว ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น สัมผัสนุ่ม มีระยะห่างของปุ่มกำลังพอดี แน่นอนว่ามี พร้อมไฟ RGB จัดเต็ม และเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้งด้วย

ดีไซน์ทัชแพดแบบ NumberPad นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิก โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดีรวมไปถึงปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็มีความนุ่มและเด้งรับได้น่าประทับใจ การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก นอกเหนือจากนั้นทัชแพดยังสามารถเปลี่ยนไปใช้งานในรูปแบบของปุ่ม NumPad ได้ ซึ่งตรงจุดนี้นั้นถือว่า ASUS สามารถที่จะใช้พื้นที่ได้อย่างมีประโยชน์ที่สุด

  

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว ระบบเสียง ESS + Hi-Res Audio พร้อมด้วย Smart AMP ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ Nahimic Sonic Studio ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า พูดเลยว่ามีโน้ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นที่ทำเสียงออกมาดีได้ขนาดนี้  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

  

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีพอร์ตมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 พอร์ต, และพอร์ต Thunderbolt 3 อีก 1 พอร์ต รองรับการ DisplayPort 1.4 และ USB PD ในตัว พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ แยกออกจากกันขนาด 3.5 มิลลิเมตร อย่างละช่อง, HDMI และช่องเสียบอแดปเตอร์ ปิดท้ายด้วย LAN RJ45 ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) พร้อมอัตราการรับ-ส่งข้อมูลที่เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น

ส่วนการพกพาเองก็ถือว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 มีน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊ค 15.6 นิ้วตัวอื่นๆ ที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานที่สูงเหมือนกันถือว่าหนักและหนากว่าเล็กน้อย ที่รับได้อยู่จากฟีเจอร์ล้ำๆ มากมาย แต่ก็โดดเด่นกว่าก็คือมิติตัวเครื่องเล็กลงมาก อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมในเรื่องการพกพาไปไหนมาไหน ก็พอที่จะใส่กระเป๋าและเอาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ไม่ยากเย็นอะไร สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ก็จะเป็นเรื่องของมาตรฐานแรมจะได้เป็น DDR4 Bus 3200MHz ตามสเปกของ Core i Gen 10 H ส่วน SSD M.2 NVMe ก็จัดเต็ม !!!

ไว้ยังไงเราคงได้มีโอกาสรีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 กันอีกครั้ง บอกได้เลยว่าเป็น Gaming Notebook อีกตัวที่น่าตื่นเต้นจริงๆ ไม่ใช่แต่ได้สเปกใหม่ล่าสุดที่เป็น Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX Super เท่านั้น แต่ทาง ASUS ยังยัดฟีเจอร์ล้ำๆ มากมายทั้งเรื่องระบบระบายความร้อน การแสดงผลหน้าจอที่สองและอื่นๆ เยอะแยะไปหมด ในส่วนของราคาคาดการณ์สำหรับสเปกท็อปสุดน่าจะมีมากกว่า 100,000 บาทแน่นอน ส่วนถ้าเป็นสเปกรองลงมาหน่อย น่าจะอยู่เกือบๆ 100,000 บาทนะครับ ไว้รอติดตามสเปกและราคาขายจริงกันอีกทีก็แล้วกัน น่าจะทราบข้อมูลเพิ่มเติมกันช่วงเดือนเมษายนต่อนี้แหละ

from:https://notebookspec.com/preview-asus-rog-zephyrus-duo-15/515706/

Review – Lenovo ThinkVision M14 จอพกพาคุ้มกว่า USB-C เส้นเดียวเอาอยู่

สำหรับผู้ใช้งานโน้ตบุ๊ค ไปจนถึงท่านที่ต้องการจอภาพเล็กๆสำหรับใช้งานสักตัว ก็มักจะประสบปัญหากับจอภาพทั่วไปที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการพกพา ไหนจะต้องต่อไฟ ไหนจะต้องต่อสายจอภาพ ขนาดก็ใหญ่ ทำให้มีการผลิตจอภาพเพื่อการพกพาโดยเฉพาะ โดยใช้สาย USB-C เส้นเดียวทั้งจ่ายไฟเชื่อมต่อจอภาพได้ในเส้นเดียว อย่างจอภาพ Lenovo ThinkVision M14 ที่ทีมงานซื้อมารีวิวในวันนี้ ด้วยจุดเด่นที่ขนาดกะทัดรัดพกพาสะดวก ราคาถูกกว่า เบากว่า ดีกว่าแบรนด์อื่น

Lenovo ThinkVision M14 เป็นจอภาพที่ออกแบบมาเพื่อสายทำงานเพื่อการพกพาไปใช้งานนอกบ้าน ไม่ว่าจะพรีเซนท์งานที่ร้านกาแก หรือทำงานนอกออฟฟิตชิลๆได้ด้วย 2 จอภาพ เหมือนทำงานในออฟฟิต ด้วยการออกแบบที่มีขาตั้งพับปรับได้ บางเบากว่า ในขนาด 14 นิ้ว พาแนลแบบ IPS ขนาด Full HD (1920 x 1080) จอด้าน ด้วยน้ำหนักเพียง 570 กรัมกับความบางเพียง 4.4 มม. เชื่อมต่อด้วย USB-C เต็มรูปแบบ ซึ่งสนับสนุน DisplayPort 1.2 แบบ Alt Mode และรองรับการจ่ายไฟแบบ PD2.0 ใช้งานได้ทั้งโน้ตบุ๊คและสมาร์ทโฟน

จอแสดงผล 14 นิ้ว Full HD (1920 x 1080) แบบ IPS
ความสว่าง 300 nits
ขอบเขตสี มาตรฐาน NTSC 72%
อัตราการตอบสนอง 6ms พร้อม OD
พอร์ต 2 x USB-C (DP1.2 แบบ Alt Mode)
สายเคเบิล สาย USB-C to C
น้ำหนัก 570 กรัม
ความหนา 4.4 มม. / 0.17 นิ้ว (เฉพาะส่วนของหน้าจอแสดงผลเท่านั้น)
การทำองศาหน้าจอ -5° ถึง 90°
การทำองศาขาปรับระดับ 0° ถึง 90°
ความปลอดภัย ช่องล็อก Kensington
เทคโนโลยีถนอมดวงตา ลดการปล่อยแสงสีฟ้า

กล่อง Lenovo ThinkVision M14 มาพร้อมสเปค รายละเอียดต่างๆที่ระบุมาอย่างครบครัน ทีมงานสั่งมาจาก lenovo.com ราวๆ 2 อาทิตย์ก็มาถึง

ภายในกล่องมีตัวจอ Lenovo ThinkVision M14 ซองใส่ คู่มือแนะนำการใช้งาน และสาย USB-C to USB-C แบบ DisplayPort 1.2

ซองเก็บจอเป็นแบบผ้าที่นิ่ม สีดำเทา ข้างในสีแดง เรียบๆสวยงาม และนิ่มกันกระแทกได้กำลังดี

หน้าจอ Lenovo ThinkVision M14  เหมือนถอดจอภาพของ ThinkPad มาเลย เป็นจอด้าน ช่วยลดแสง มีขอบแต่ไม่มาก ทำให้จอมีความแข็งแรงดีกว่าแบบจอไร้ขอบ เท่าๆกับจอของโน้ตบุ๊ค 14 นิ้วทั่วไป แต่อาจจะแคบกว่าด้วยเพราะไม่มี Webcam พร้อมสกรีน ThinkVision

ด้านหลังจอ Lenovo ThinkVision M14  จะเห็นวัสดุชัดเจน เป็นพลาสติกผิวเรียบ เหมือนตัวเครื่อง ThinkPad ค่อนข้างแข็งแรง แต่ก็เป็นรอยนิ้วมือได้ง่าย โดยด้านหลังนอกจากตัวจอแล้ว ยังมีตัวฐานที่เป็นขาตั้ง พร้อมตัวควบคุม และพอร์ตเชื่อมต่อด้วย

ตำแหน่งขาตั้งนอกจากสกรีนสเปคต่างๆแล้วยังมีขาตั้ง 2 แบบคือแบบเล็กสำหรับแนวตั้งฉาก หรือยกจอแนวนอนขึ้นมาเล็กน้อย ยังมีขาตั้งใหญ่ที่สามารถปรับมุมมองได้มากกว่า

Lenovo ThinkVision M14 มาพร้อมจุดเด่นที่ขาตั้งสามารถปรับได้หลายระดับ และยังวางได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งเสริมที่ต้อพกพาแยก

ขาตั้งใหญ่สามารถปรับมุมมองได้หลากหลายตั้งแต่ 0° ถึง 90° และจะเห็นว่าด้านข้างจอภาพบางมากๆ แทบไม่ต่างจากจอภาพโน้ตบุ๊ค

ขาตั้งเล็กสามารถใช้งานแนวตั้งได้ สำหรับพื้นที่จำกัดมากๆ

ขอบฐานด้านซ้ายจะมีปุ่มลดแสงสีฟ้า เพิ่มลดความสว่าง และ USB-C

ขอบฐานด้านขวามีปุ่มเปิดปิด ที่ติดตั้งสายล๊อค และ USB-C อีกหนึ่งพอร์ต

โดยตัวปุ่ม Power จะมีไฟแสดงสถานะด้วย

การเชื่อมต่อทีมงานทดสอบร่วมกับ ThinkPad T480s แค่เสียบสาย USB เท่านั้น พร้อมพร้อมใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องต่อไฟเพิ่มแต่อย่างใด

ความหนาของขอบจอ จัดว่าบางมาก บางกว่ารุ่นที่ทีมงานใช้เสียอีก

เทียบความบางกับโน้ตบุ๊ค Lenovo ThinkPad T480s

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า จะมีพอร์ต USB-C 2 พอร์ตไปทำไม ซึ่งการออกแบบนี้มีประโยชน์มาก ด้านหนึ่งต่อกับโน้ตบุ๊ค ส่วนอีกด้านต่อกับ Adapter เพื่อชาร์ตโน้ตบุ๊คและจ่ายไฟให้จอภาพพร้อมกันได้เลย ไม่เปลืองพอร์ตโน้ตบุ๊คด้วย เหมาะกับโน้ตบุ๊คที่รองรับ PD Charge

รูปจาก : www.factoryxii.today

ทดสอบใช้งานเริ่มด้วยการเชื่อมต่อบอกเลยว่าเก็บสายที่แถมไว้ให้ดี เพราะว่าจอต้องใช้สายเส้นนั้นเป็นหลักสำหรับการใช้ โดยทีมงานลองใช้สายอื่นทั้งแบบ USB-C และ USB-A มาเชื่อมต่อก็ไม่สามารถใช้งานได้ แต่สำหรับสายที่ให้มาสามารถเชื่อมต่อใช้งานได้เลย เชื่อมต่อเร็วได้ความละเอียดสูงสุด

เรื่องของคุณภาพของจอเช่นเดียวกับจอภาพของ ThinkPad เลย ด้วยพาแนลแบบ IPS ให้สีสันสดใสคมชัด แต่ก็ไม่จัดจ้านจนเกินไป ด้วยจอภาพแบบด้าน เหมาะสำหรับทำงานเอกสาร หรือใช้งานต่อเนื่องยาวนานได้โดยไม่เมื่อยล้าสายตา มองด้านข้างสีก็ไม่เพียน สะท้อนแสงน้อย

คุณภาพของการเชื่อมต่อแม้จะเป็นพอร์ต USB-C แต่เท่าที่ทีมงานเชื่อมต่อกับ ThinkPad T480s ที่เป็น Thunderbolt 3 ก็สามารถแสดงผลได้อย่างสมูธไม่กระตุกหรือติดขัด ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอ หรือเล่นเกมก็ไม่มีปัญหา

ส่วนการพกพานั้นต้องบอกว่าพกพาได้สะดวกมาก กระเป๋าโน้ตบุ๊คใบเดียวก็สามารถพกพาได้ ขนาด 14 นิ้ว เท่ากับโน้ตบุ๊คทั่วไปไม่ใหญ่ หยิบใช้งานได้สะดวก

Lenovo ThinkVision M14 เป็นจอที่เหมาะกับท่านที่ต้องเดินทางไปทำงานยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ หรือไปพรีเซนท์งานตามสถานที่ต่างๆเช่นร้านกาแฟ หรือ co working space ที่อาจจะไม่มีจอให้ต่อเพิ่ม กับจอที่สามารถพกพาไปกับท่านได้ทุกที่ เพิ่มพื้นที่การทำงานให้มากขึ้นอีกเท่าตัว ในขนาดที่บางเบามาก ด้วยจอภาพขนาด 14 นิ้ว Full HD IPS แบบจอด้าน จบงานได้ด้วยสาย USB-C เพียงเส้นเดียวไม่ต้องต่อไฟเพิ่ม และยังมีโหมดช่วยลดแสงสีฟ้า ช่วยถนอมสายตาได้มากขึ้นไปอีก และยังปรับมุมมองขาตั้งได้ตามต้องการ

Lenovo ThinkVision M14 มีราคาที่ 6,784.80 บาท ถ้ามองแค่ขนาดอาจจะแพง แต่ถ้าเทียบกับความสะดวกและเทียบกับแบรนด์อื่นที่เป็นจอภาพพกพาเหมือนกันยังจัดว่าถูกกว่า ในฟังค์ชั่นที่สะดวกกมากกว่า

สั่งซื้อได้ที่ : Lenovo.com

จุดเด่น

  • บางเบาพกพาสะดวก
  • มีพอร์ต USB-C 2 พอร์ต จ่ายไฟพร้อมใช้งานได้
  • ปรับระดับขาตั้งมุมมองได้หลากหลาย
  • จอ IPS สีสันคมชัด แบบจอด้านสบายตา
  • มีโหมดลดแสงสีฟ้า

ข้อสังเกต

  • วัสดุเป็นรอยนิ้มือได้ง่าย
  • สามารถใช้กับสาย USB-C ได้แค่บางประเภทเท่านั้น

from:https://notebookspec.com/review-lenovo-thinkvision-m14/513850/