คลังเก็บป้ายกำกับ: Accessories

รีวิว KLEVV CRAS XR RGB แรม สวย แรง คุ้ม

ทีมงาน NBS ได้มีโอกาสสัมผัสแรมอีกหนึ่งแบรนด์ที่มาพร้อมจุดเด่นเรื่องของราคาคุ้ม แต่สวยแรงไม่แพ้ใครในรีวิว KLEVV CRAS XR RGB รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่มความสวยงามของไฟ RGB ให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมสเปคจัดเต็ม แต่จะแรงขนาดไหน สวยอย่างไร และราคาท่าไรตามไปชมกัน

KLEVV ถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ในบ้านเรา ที่เข้ามาทำตลาดไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่โดดเด่นในเรื่องของราคาที่คุ้มค่า แต่ยังคงมาพร้อมสเปคสูงตอบสนองผู้ใช้งานหนัก สายโอเวอร์คล๊อค ไปจนถึงสายแต่งไฟ RGB ที่สวยงาม โดยแรม KLEVV ผลิตมาจากเกาหลีใต้เชื่อถือได้แน่นอน

KLEVV CRAS XR RGB ได้พัฒนาขึ้นมาจากรุ่น CRAS X โดยปรับปรุงในส่วนของสเปคและแสงสี RGB ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ซึ่งสามารถแสดงสีได้ถึง 16.8 ล้านสี ดึงดูดทุกสายตาด้วยการออกแบบให้มีบาร์เรืองแสงที่สามารถแสดงสีได้อย่างลื่นไหลโดดเด่น ทั้งการแสดงสีและเอฟเฟ็กต์ต่างๆ สามารถปรับแต่งค่าได้ และซิงค์กับเมนบอร์ดที่สนับสนุนการแสดงผลแสงแบบ RGB ผ่านทางซอฟต์แวร์ของแต่ละค่าย พร้อม Heatspreader ช่วยในการระบายความร้อนด้วยตัวกระจายความร้อนอลูมิเนียมเพื่อการนำความร้อนที่ดีขึ้นและผ่านขั้นตอนการทดสอบที่เข้มงวดของ Essencore เพื่อให้ได้คุณภาพและความน่าเชื่อถือสูงสุด

แรม KLEVV CRAS XR RGB DDR4 มีความเร็วสูงสุดที่ 4,266MHz ที่ CL19-26-26-46 และ 4,000MHz ที่ CL19-25-25-45 ทั้งรุ่น 16GB (8GBx2) และ 8GB และรุ่นที่มีความเร็วสูงสุดที่ 3,600MHz ที่ CL18-22-22-42 หรือรุ่นความจุสูงอย่าง นอกจากนี้ยังมีรุ่นความจุ 32GB (16GBx2) ที่ความเร็ว 3,600MHz มีให้เลือกทั้งแบบ Single DIMM และ DualDIMM พร้อมตัวเลือกความจุที่หลากหลายให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความเหมาะสม

นอกจากนั้น KLEVV CRAS XR RGB ยังได้รับมาตรฐาน QVL (Qualified Vendor List) สนับสนุนแพลตฟอร์มทั้งจาก  Intel และ AMD นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ได้กับ Intel XMP (eXtreme Memory Profile) 2.0 รองรับการโอเวอร์คล็อกภายในคลิกเดียวจากในไบออสและมีการรับประกันตลอดอายุการใช้งานอีกด้วย

Specification

Format DDR4 Unbuffered DIMM
Capacity 8GB(8×1) 16GB(8×2) 16GB(16×1), 32GB(16×2)
Speed 3600 18-22-22-42 @1.35V 3600 18-22-22-42 @1.35V 3600 18-22-22-42 @1.35V
4000 19-25-25-45 @1.4V 4000 19-25-25-45 @1.4V
4266 19-26-26-46 @1.4V 4266 19-26-26-46 @1.4V
Dimension (L)137.4 x (W) 42.5 x (H) 8.3 mm
Warranty Limited Lifetime Warranty

.

หน้าตากล่องของ KLEVV CRAS XR RGB เรียบแต่เด่น ด้วยการโชว์ไฟ RGB พร้อมสเปคต่างๆที่มาเต็มอย่างครบครัน

KLEVV CRAS XR RGB ที่ทีมงานได้มาทดสอบเป็นแบบ 16 GB (8GB x2) คามเร็วบัส 4,000MHz ที่ CL19-25-25-45 รองรับทั้ง Intel และ AMD โดยแรม KLEVV ตัวนี้การันตีเชื่อถือได้ด้วย MADE IN KOREA ซึ่งหายากมากในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่วนใหญ่จะมาจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เป็นหลัก

KLEVV CRAS XR RGB ปรับจากรุ่นก่อนพอสมควร เน้นเรียบหรู ไม่ได้หนาเหมือนในรุ่นก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นยังปรับตัว Heatspreader จากสีดำอลูมิเนียมเดิมที่ออกจะดูบอบบางไปหน่อย เป็นสีเทา พร้อมขึ้นรูปเพื่อช่วยตักอากาศ และแนบชิดชิปแรมเข้าไปมากกว่าเดิม โดยมีเส้นสีดำที่ระบุรุ่น KLEVV CRAS XR RGB พร้อมไฟ RGB แบบวงที่ดีไซน์ใหม่ด้านบน

สเปคแรมที่ทีมงานได้มาทดสอบเป็น 4,000MHz ที่ CL19-25-25-45 แบบ 16GB (8GBx2)

Heatspreader KLEVV CRAS XR RGB ดีไซน์ใหม่ที่ทำให้ตัวแรมบางกว่าเดิม แนบชิดกับตัวชิปแรมมากขึ้น พร้อมดีไซน์เป็นจุดเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสอากาศ ดูเรียบ หรู และดูแข็งแรงมากกว่าเดิมด้วย

อีกหนึ่งจุดเด่นของ KLEVV CRAS XR RGB คือไฟ RGB แบบบาร์ที่ดีไซน์เป็นวงรีด้านบน โดยรอบขอบแรม ทำให้เหมือนมีไฟ RGB 2 เส้นหมุนวนได้ จะต่างจากแบรนด์อื่นๆที่เป็นเส้นหนาเส้นเดียว ส่วนความสวยงามจะเป็นไงเดี๋ยวรู้กัน

KLEVV CRAS XR RGB เมื่อติดตั้งลงบนเมนบอร์ด ขนาดดูกะทัดรัด และแรมไม่ติดกันเกินไปเหมือนในรุ่นก่อน Heatspreader ก็ดูแข็งแรงกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของการปรับแต่งไฟ RGB สามารถปรับแต่งได้จากซอฟแวร์ของเมนบอร์ดได้เลยอย่างใน ASROCK Polychrome Sync

KLEVV CRAS XR RGB เมื่อเปิดไช้งานจะเป็นสไตล์ไฟแบบ ARGB ที่เป็นแสงไฟวิ่งไปมาแบบสมูธ ไม่ได้เป็นดวงๆชัดเจนเหมือนไป RGB แบบรุ่นก่อน สวยงามกว่า ไม่สว่างเกินไป พร้อมสามารถปรับแต่งได้จากซอฟแวร์ของผู้ผลิตเมนบอร์ดแบรนด์ต่างๆ

จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครของ KLEVV CRAS XR RGB ก็คือเส้นไฟ RGB แบบวงรี หรือด้านบนแรมที่ดีไซน์เป็นรูปวง ไม่ได้เป็นแท่งบาร์เส้นเดียว เหมือนมีเส้นไฟ RGB 2 เส้นบนแรมแถวเดียว สวยงามไม่เหมือนใคร

KLEVV CRAS XR RGB สามารถเปิด XMP ได้เลยไม่มีปัญหา

สเปคเครื่องทดสอบ

  • RAM : KLEVV CRAS XR RGB 16GB (2x8GB) 4,000 MHz
  • CPU : Intel® Core™ i7-9700K Processor
  • M/B : Asrock Z390 Phantom Gaming X
  • PSU : THERMALTAKE 850W TOUGHPOWER GRAND RGB (80+ GOLD)

สเปคที่ทีมงานทดสอบวันนี้เป็น i7-9700K พร้อมเมนบอร์ด Z390

ในส่วนของสเปคแรม KLEVV CRAS XR RGB โชว์ได้อย่างครบถ้วน

ทีมงานลองเปรียบเทียบซ้ายแบบยังไม่เปิด XMP ที่ความเร็วบัส 2,133 MHz กับขวาเปิด XMP ที่ความเร็วบัส 4,000 MHz จะเห็นว่ามีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาเล็กน้อย

สเปคโดยละเอียดของแรม  ทั้ง 2 แถว

เปรียบเทียบซ้ายแบบยังไม่เปิด XMP ที่ความเร็วบัส 2,133 MHz กับขวาเปิด XMP ที่ความเร็วบัส 4,000 MHz มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมาโดยเฉพาะความเร็วการอ่านเขียนที่เห็นได้ชัดเลยทีเดียว

ซ้ายแบบยังไม่เปิด XMP ที่ความเร็วบัส 2,133 MHz กับขวาเปิด XMP ที่ความเร็วบัส 4,000 MHz สามารถทำความเร็วในการคำนวน Hyper Pi น้อยลงเกือบวินาที

ในส่วนของการ encoding ขวาที่ความเร็วบัส 4,000 MHz ใช้เวลาน้อยกว่า 1 วินาที

KLEVV CRAS XR RGB เป็นแรมที่จัดเต็มทั้งประสิทธิภาพด้วยความเร็วบัสที่สูงถึง 4,000MHz และค่าระดับ CL19-25-25-45 ซึ่งช่วยให้การโอเวอร์คล๊อคไปได้มากขึ้น หรือแม้แค่การทำงานทั่วไปก็สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ไปจนถึงความสวยงามด้วยไฟ RGB แบบบาร์ที่ทำให้สามารถปรับแต่งได้มากกว่า และสวยงามกว่าด้วยเส้นไฟแบบวงรี ที่ทำให้เหมือนมีเส้นไฟ 2 เส้นในแรมแถวเดียว รวมไปถึงการระบายความร้อนที่ดีด้วย Heatspreader ที่ติดตั้งมาด้วย

จากการทดสอบของทีมงานที่ความเร็วบัสสูงกว่าโดยการเปิด XMP 2.0 ที่ทำให้แรมสามารถวิ่งได้ถึงความเร็วสูงสุด 4,000 MHz จะทำให้การทำงานถอดรหัสต่างๆรวดเร็วขึ้น แม้จะไม่ได้เร็วมากจนเห็นได้ชัด ต่างกันเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ความเร็วบัสแรมที่สูงกว่า ย่อมดีกว่านั่นเองครับ

ถ้าคุณต้องการแรมที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยแรมที่ออกแบบมาเพื่อการโอเวอร์คล๊อค พร้อมไฟ RGB ที่สวยงามโดนเด่น พร้อมราคาที่คุ้มค่า KLEVV CRAS XR RGB คือหนึ่งใคำตอบที่ดีไม่น้อย

KLEVV CRAS XR RGB สเปคความเร็ว 3600 MHz 16 GB (8GBx 2) มาในราคาค่าตัว 3,590 บาท เมื่อเทียบสเปคต่อราคาและฟังคืชั่นไฟ RGB ถือว่าคุ้มมากเลย

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีรองรับการ OC
  • มีไฟ RGB สวยงามไม่เหมือนใคร
  • ระบายความร้อนได้ดี
  • ราคาจัดว่าคุ้ม

ข้อสังเกต

  • วางจำหน่ายในบ้านเราเร็วๆนี้

from:https://notebookspec.com/review-klevv-cras-xr-rgb/536861/

Review – Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock เพิ่มประสิทธิภาพ Mac / PC ด้วย Hub เชื่อมต่อความเร็วสูงแบบมืออาชีพ

การใช้งาน Notebook ในปัจจุบันปี 2020 นี้ ก็ต้องบอกว่าเราใช้งานกันหนักหน่วงและหลากหลายมากยิ่งขึ้น จากการที่ Notebook เองมีสเปกที่แรงลื่น ฟีเจอร์ก็ครบครัน โดยบางรุ่นก็พร้อมพอร์ต Thunderbolt 3 ที่ให้ประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อดีที่สุด ทั้งในเรื่องความเร็วและรองรับกับอุปกรณ์ ซึ่งในบทความนี้เราได้มีโอกาสรีวิว Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock อุปกรณ์เสริมที่จะช่วยขยายความสามารถต่างๆ ในการเชื่อมต่อ เพื่อก้าวเข้าสู่การใช้งานระดับมืออาชีพไปอีกขั้น สนนราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 7,900 บาท (259.99 เหรียญสหรัฐ)

โดยพอร์ต Thunderbolt 3 ที่มีฟอร์มหรือหน้าตาภายนอกเหมือนกับ USB Type-C เลย แต่เป็นพอร์ตเทพที่สามารถทำได้ทุกอย่างจากที่กล่าวมาบนก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นเพราะตัวเครื่องภายในจะมีคอนโทรลเลอร์พิเศษไว้ควบคุมเฉพาะตัว ซึ่งสามารถจ่ายไฟชาร์จได้สูงสุดถึง 100W รับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดถึงระดับ 40GB/s แน่นอนว่าต่อจอแยก 4K ก็ยังได้ และยังสามารถต่อ eGPU หรือกล่องการ์ดจอแยกได้อีกด้วย ปกติแล้วพอร์ตนี้จะอยู่ในเฉพาะ Notebook บางรุ่นเท่านั้น สัญลักษณ์จะใช้เป็นรูปสายฟ้าชัดเจน

สำหรับ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ขยายการเชื่อมต่อต่างๆ ของ Notebook ที่เราใช้งาน โดยเป็นการเพิ่มพอร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น USB-A / USB-C / LAN RJ45 / HDMI / SD Card Reader / ช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าทำให้ Notebook ของเรานั้นมีความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเลยใน MacBook ของ Apple ที่ปกติก็จะมีเพียง Thunderbolt 3 มาให้เท่านั้น หรือ Notebook ที่ใช้ Windows ของแบรนด์ต่างๆ บางรุ่นที่มีความบางมากๆ ก็จะมีเพียงพอร์ต Thunderbolt 3 เช่นกัน

ตัวกล่องบรรจุภัณฑ์ของ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock มาตามสไตล์ของแบรนด์ Corsair ที่เชื่อว่าหลายๆ คน น่าจะรู้กันเป็นอย่างดีอยู่ กับอีกหนึ่งผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ ทั้งในส่วนของเคสพีซี อุปกรณ์ Gaming Gear รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่ง Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ก็นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น ตัวกล่องเองมาในโทนสีเหลืองสลับกับดำ พร้อมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ที่บ่งบอกถึงชื่อรุ่นและภาพประกอบชัดเจน

ด้านหลังของกล่อง Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ก็จะบอกถึงฟีเจอร์การใช้งานของพอร์ตต่างๆ ที่ติดตั้งมาในตัวเครื่อง ว่าแต่ละพอร์ตนั้นทำหน้าที่อะไรบ้าง ซึ่งหลักๆ แล้วจะแบ่งเป็นด้านหน้าของตัวเครื่องและด้านหลัง ที่จัดได้ว่ามีพอร์ตใช้งานที่หลากหลาย เพียงพอต่อการใช้งานแน่นอน เรียกได้ว่าขยายการเชื่อมต่อจาก Thunderbolt 3 เดิมๆ ได้มากมายพอตัวทีเดียว

อุปกรณ์ต่างๆ ที่ให้มากับ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ภายในกล่อง แน่นอนว่าประกอบไปด้วยตัวเครื่อง Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ที่เป็นลักษณะเป็น Hub ขยายใหญ่กว่า Hub USB ปกติทั่วไป นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสายเชื่อมต่อเป็น Thunderbolt 3 ความยาว 50 เซ็นติเมตร ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน และอุปกรณ์สุดท้ายคืออแดปเตอร์จ่ายไฟและสายไฟ (แยกสายดิน) ขนาดพอๆ กับอแดปเตอร์ที่ใช้กับ Notebook โดยจ่ายกำลังไฟอยู่ที่ 100 Watt ปิดท้ายด้วยคู่มือการใช้งานเบื้องต้น

Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock เป็น Hub ที่เลือกใช้วัสดุใช้เป็นอะลูมิเนียมตลอดทั้งตัวมีความโค้งมนตามขอบ ให้ความพรีเมียมสวยงาม อีกทั้งงานประกอบโดยรวมก็มีความเรียบร้อยมากๆ มีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งเลือกใช้สีสันตัวเครื่องเป็นเทา Space Grey สมกับเป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Corsair เรียกได้ว่านำไปใช้งานกับ MacBook หรือ Notebook ก็ดูเข้ากันเป็นอย่างดี โดยด้านบนจะเป็นโลโก้ Corsair แบบยิงเลเซอร์ให้ความเรียบง่ายแต่ก็บ่งบอกถึงความเป็น Corsair ได้แบบน้อยแต่มาก รวมๆ แล้วก็จับถือกระชับมือ พอพกพาไปไหนมาไหนได้อยู่ด้วยน้ำหนักประมาณ 200 กรัม +

ด้านหน้าของ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ติดตั้งปุ่ม Power ซึ่งเมื่อเราเชื่อมต่ออแดปเตอร์พร้อมใช้งานแล้ว ก็จำเป็นต้องกดปุ่มค้างเพื่อเปิดเครื่องให้ใช้งานได้ด้วย ซึ่งถ้าเปิดแล้วจะไฟ LED สีขาวขึ้นมา (ไม่ใช้งานก็กดค้างเพื่อปิด) ถัดมาก็จะเป็นส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อ ไล่มาเลยก็จะเป็น USB 3.2 Type-C รองรับการเชื่อมต่อความเร็วสูงสุด 10 Gbps ไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อโอนถ่ายข้อมูล หรือชาร์จมือถือได้ ต่อมาก็เป็น SD Card Reader รองรับมาตรฐาน UHS II ไว้ถ่ายโอนไฟล์จากการ์ดจากกล้อง และช่องต่อหูฟัง Headset แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร ที่รองรับทั้งไมโครโฟนและหูฟังในช่องเดียว

ต่อกันที่ส่วนด้านหลังของ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock จะเห็นถึงพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ ที่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A รองรับการเชื่อมต่อความเร็วสูงสุด 5 Gbps จำนวน 2 ช่อง มีไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์มาตรฐานเดิมๆ ต่อมาก็จะเป็น Gigabit LAN RJ45 ไว้เชื่อมต่อกับ Network แบบมีสาย ขยับไปอีกก็จะเป็น USB 3.2 Type-C รองรับการเชื่อมต่อความเร็วสูงสุด 10 Gbps อีกหนึ่งช่อง ถัดไปก็จะเป็น HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง เพื่อใช้งานกับหน้าจอภายนอก ต่อมาก็จะเป็นพอร์ต Thunderbolt 3 ที่เอาไว้เชื่อมต่อกับ Notebook และช่องเสียบอแดปเตอร์ และปิดท้ายกับ Kensington Security Slot ไว้ล็อกตัวเครื่องกับโต๊ะป้องกันการสูญหายนั่นเอง

ด้านล่างของตัวเครื่อง Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ไม่มีอะไรมาก หลักๆ ก็จะเป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ พร้อมกับยางรองขนาดใหญ่บริเวณซ้ายและขวา ไว้ทำหน้าที่ป้องกันการลื่นไหลขณะที่เราใช้งานบนโต๊ะ รวมไปถึงไม่ให้ตัวเครื่องสัมผัสกับพื้นผิวโดยตรง ซึ่งจากการใช้งานจริงๆ ก็ถือว่าสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี

ทดสอบใช้งานจริงๆ ของ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ก็นับว่าตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ใช้งาน MacBook หรือ Notebook ที่ใช้งาน Windows ที่บอกได้ว่าใช้งานง่าย เพื่อเชื่อมต่อตัว Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock เปิดปุ่ม Power ให้พร้อมใช้งาน จากนั้นเราก็สามารถใช้เป็น Hub เพื่อเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้ทันที ไว้จะเป็น Flashdrive / External SSD หรือการเชื่อมต่อไปยังหูฟัง และหน้าจอภายนอก ซึ่งแต่ละพอร์ตนั้นก็ออกแบบมาดี คือ ไม่ชิดจนเกินไปนัก ทำให้ในการถอดเข้าถอดออกไม่เป็นอุปสรรคในการใช้งาน

อีกทั้งตัว Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ยังรองรับการชาร์จไฟเข้าไปยัง MacBook หรือ Notebook ที่เราใช้เชื่อมต่ออยู่ด้วย ทำให้เราไม่ต้องชาร์จไฟจากอแดปเตอร์เองแแยกต่างหาก เรียกได้จบครบในเส้นเดียวไปเลย ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าทำให้สะดวกสบายง่ายต่อการใช้งานมากๆ เช่น กรณีที่เราเดินทางไปใช้งานบ่อยๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องพกพาอแดปเตอร์ของ MacBook / Notebook ไปมาเลย เพราะสามารถใช้ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock จ่ายไฟให้ได้ทุกๆ ครั้ง เราเชื่อมต่อ โดยเราจะเลือกนำ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ไว้ที่ทำงาน แล้วเอาอแดปเตอร์ Notebook ไว้บ้าน อันนี้ก็ไม่ว่ากันแล้วแต่จะจัดการได้เลย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องรู้คือ Notebook ปี 2020 เกือบทั้งหมด 100% แม้จะมาพร้อมกับพอร์ตอย่าง USB Type-C ซึ่งถึงแม้จะใช้เป็นฟอร์มนี้ แต่มาตรฐานการรองรับก็จะแตกต่างกันออกไป ที่ถ้าจะให้ชัวร์เราต้องดูจากหน้าสเปกของ Notebook รุ่นนั้นๆ อีกที อีกทั้งยังมี USB Type-C มาตรฐาน 3.1 / 3.2 ที่มีสามารถเอามาต่อจอแยกผ่านสาย Type-C ได้ รวมถึงชาร์จไฟโน๊ตบุ๊คได้ ด้วยฟีเจอร์ PD (Power Delivery) โดยใช้สายเพียงเดียว (โดยปกติส่วนใหญ่จะมีสัญลักษณ์เหมือนรูปด้านขวามากกว่า ตัว D ย่อมาจาก Display Port)

แต่ในการใช้งาน Notebook ร่วมกับ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock จำเป็นต้องเป็น Notebook ที่มาพร้อมกับมาตรฐานการเชื่อมต่อ Thunderbolt 3 เท่านั้น ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ง่ายๆ ก็คือเป็นสัญลักษณ์สายไฟตรงพอร์ต (ย้ำก็คือ Notebook ที่เป็นเพียงมาตรฐาน USB Type-C ไม่สามารถใช้งานได้) โดยในการเชื่อมต่อกันระหว่าง Notebook และ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock อาจจะมีการดาว์นโหลดไดร์เวอร์เพิ่มเติมเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการแต่อย่างใด

ส่วนถ้าใครใช้งาน MacBook หรือ iMac / Mac mini รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นมาตรฐาน Thunderbolt 3 อยู่แล้ว อันนี้ก็สามารถใช้งาน Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ได้ทันที แต่ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ก็ต้องอย่าลืมกด Safely remove hardware ออกด้วย เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ และปิดท้ายสำคัญมากๆ ก็คือ ก่อนซื้อ Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock ก็ตรวจสอบ Notebook ของเราให้แน่ใจว่าด้วยว่ารองรับการเชื่อมต่อ Thunderbolt 3 หรือไม่ ไม่งั้นอาจจะซื้อมาเสียเงินฟรีๆ ก็เป็นไปได้

สรุปรีวิว Corsair TBT100 Thunderbolt 3 Dock จัดว่าเป็นอุปกรณ์เสริมประเภท Hub ขยายการเชื่อมต่อพอร์ตต่างๆ ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด จากการที่เป็นแบรนด์ Corsair ที่หลายๆ คนเชื่อมั่น และน่าจะเคยใช้อุปกรณ์ของเค้ามาอยู่แล้ว ทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าเป็นของดีแน่นอน และจากรายละเอียดอื่นๆ ทั้งดีไซน์งานประกอบ การใช้งานก็ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ แต่อีกจุดที่ต้องทราบก็คือ มีราคาที่ค่อนข้างสูงหน่อย ซึ่งถ้าใครซื้อไปใช้งานมืออาชีพก็ถือว่ารับได้

ปิดท้ายด้วย ตัวอย่าง Notebook รุ่นต่างๆ ที่รองรับ Thunderbolt 3

Acer Swift 3 ราคา 13,900 – 28,900 บาท

Lenovo Yoga Slim 7 14  ราคา 31,990 – 39,990 บาท

MSI Prestige 14 ราคา 35,900 – 43,900 บาท

Dell Inspiron 13 7391 2-in-1 ราคา 34,990 – 44,990 บาท

from:https://notebookspec.com/review-corsair-tbt100-thunderbolt-3-dock/537620/

Review – Lenovo Tab M10 REL FHD แท็บเล็ตจอใหญ่ คุ้ม ๆ ในราคาไม่ถึง 7,000

ตลาดของแท็บเล็ต Android ในปีนี้ ต้องนับว่ายังค่อนข้างซบเซาครับ ที่มีเปิดตัวมาส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มเครื่องระดับท็อปลงมาจนถึงระดับกลางในช่วงราคาหมื่นนิด ๆ ส่วนกลุ่มของแท็บเล็ตราคาต่ำกว่าหมื่น หนึ่งในแบรนด์ที่มีออกรุ่นใหม่ออกมาอยู่เป็นระยะ ๆ ก็คือ Lenovo ที่ล่าสุดได้วางจำหน่าย Lenovo Tab M10 REL FHD แท็บเล็ตจอ 10.1″ รุ่นใหม่ในราคาไม่แพงออกมา ตีโจทย์ผู้ที่อยากได้แท็บเล็ต Android ราคาไม่สูง รองรับงานเบา ๆ และใช้เพื่อความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงได้สบาย ๆ

Lenovo Tab M10 REL FHD

โดย Lenovo Tab M10 REL FHD จะเป็นรุ่นที่มีความคล้ายคลึงกับ Lenovo Tab M10 (HD) ที่เราเคยรีวิวกันไปก่อนหน้านี้ครับ แต่รุ่นนี้จะมาพร้อมจอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p เพื่อการชมภาพยนตร์ที่เต็มอารมณ์ยิ่งขึ้น จากความคมชัดของภาพ ส่วนสเปคอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็มีดังนี้

สเปค Lenovo Tab M10 REL FHD

  • ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 450 มี 8 คอร์ ความเร็วสูงสุด 1.8 GHz
  • หน้าจอ IPS 10.1″ ความละเอียด 1920 x 1080 สัมผัสได้ 10 จุด
  • แรม 4 GB
  • พื้นที่เก็บข้อมูล 64 GB รองรับ MicroSD เพิ่มได้สูงสุด 256 GB
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล แบบ fixed focus
  • ลำโพงคู่หน้า ระบบเสียง Dolby Audio
  • ใส่ซิม ใช้งาน 4G LTE ได้ (มีช่องนาโนซิมช่องเดียว)
  • รองรับ WiFi 2.4 และ 5 GHz (802.11b/g/n)
  • Android 9.0 Pie
  • แบตเตอรี่ 7000 mAh ชาร์จผ่านช่อง MicroUSB
  • น้ำหนัก 480 กรัม
  • ราคา 6,500 – 7,000 บาท แถมเคสฝาพับแบบ folio และฟิล์มกันรอยหน้าจอฟรี

สเปคโดยรวม ๆ ของ Lenovo Tab M10 REL FHD ก็ถือว่าเป็นแท็บเล็ตที่ค่อนข้างคุ้มทีเดียวครับ ชิป Snapdragon 450 นั้นรองรับการใช้งานเบา ๆ เล่นแอปโซเชียล ใช้เรียนออนไลน์ ดูหนังผ่าน Netflix ได้สบาย ส่วนแรมก็ให้มา 4 GB ด้วย ส่วนถ้าต้องการใช้อินเตอร์เน็ตนอกสถานที่ ก็สามารถใส่ซิมใช้ 4G ในไทยได้สบาย จะเสียดายก็ตรง Android ที่ยังเป็นเวอร์ชัน 9 อยู่ ซึ่งอาจต้องรอลุ้นกันซักนิดนึงว่าจะได้อัพขึ้นมาเป็นซัก Android 10 หรือเปล่า

หน้าจอมีขนาด 10.1″ ที่มีขอบทั้ง 4 ด้านค่อนข้างหนาซักนิดนึง จึงทำให้ตัวเครื่องอาจจะดูใหญ่กว่าแท็บเล็ตที่ราคาสูงกว่าหลาย ๆ รุ่นในปัจจุบันที่มักออกแบบมาให้ขอบจอบางลง ส่วนด้านสีสัน ความคมชัดนี้ถือว่าน่าพอใจเลยทีเดียวครับ มุมมองก็กว้างตามสไตล์ของพาเนล IPS ด้านของแสงสะท้อนจากกระจกจอก็มีพอสมควร เลยอาจจะทำให้ใช้งานกลางแจ้งไม่ค่อยถนัดนัก

ฟีเจอร์การปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติก็มีมาให้ใช้ด้วยครับ แต่จากที่ผมลอง รู้สึกว่ามันปรับได้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ บางครั้งระบบก็ปรับไปจนจอมืดสุดเลยเหมือนกัน ก็คงต้องรอการอัพเดตเฟิร์มแวร์เพื่อแก้ไขกันอีกที ระหว่างนี้ก็แนะนำว่าให้ปิดการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติไปก่อนจะดีกว่า

อัตราส่วนจอเป็นแบบ 16:9 เหมาะกับการใช้งานด้านความบันเทิง โดยเฉพาะการชมภาพยนตร์ที่ทำภาพออกมาในอัตราส่วน 16:9 ที่จะเต็มจอพอดีเลย แต่ถ้าเป็นภาพแบบ 21:9 ก็จะมีขอบดำบนล่างซักนิดนึง

ฝาหลังเป็นพลาสติกสีเทาเข้มจนเกือบดำ ทำผิวละเอียดแบบเนื้อทราย ให้ความรู้สึกที่ดูทันสมัย พรีเมียม โดยตรงมุมขวาบนสุดจะมีกล้องหลังติดมาให้ด้วย

กล้องหลังมีเพียงตัวเดียวนะครับ รองรับออโต้โฟกัส สามารถปรับตำแหน่งโฟกัสได้ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลก็อยู่ในระดับที่พอใช้งานได้ เผื่อต้องใช้ถ่ายแบบฉุกเฉิน

ขอบด้านบนจะมีลำโพงอยู่ 2 ตำแหน่ง เสียงก็ดังพอสมควร ตามมาตรฐานของแท็บเล็ตทั่วไป

บริเวณขอบขวาของจอจะมีช่อง 3.5 มม. ถัดมาเป็นช่อง Micro USB ช่องรับเสียงของไมค์ และก็ถาดใส่ซิมกับ Micro SD ซึ่งน่าเสียดายนิดนึงตรงที่พอร์ตชาร์จยังไม่ได้เป็น USB-C ที่ตอนนี้เผลอ ๆ จะหาซื้อสายชาร์จได้สะดวก และมีตัวเลือกมากกว่าสาย Micro USB เสียอีก

ส่วนถาดใส่ซิมก็จะมีช่องใส่นาโนซิม 1 ใบ และช่อง MicroSD แยกอีก 1 ใบ

ฝั่งซ้ายมีปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง และก็ปุ่ม Power

ทีนี้มาดูที่เคสฝาพับแบบ folio ที่แถมมาในกล่องบ้าง ต้องบอกว่าตัวเคสนั้นหนามาก ๆ ฝาด้านนอกทำมาจากผ้าสีเทาเข้ม ส่วนกรอบซิลิโคนที่หุ้มตัวเครื่องก็เป็นสีเทาเข้มเช่นกัน มาพร้อมความหนาที่น่าจะถูกใจคนที่อยากได้เคสที่เน้นการป้องกันตัวเครื่องจริง ๆ

ฝาพับมีแม่เหล็กอยู่ภายใน ทำให้สามารถใช้การปิดฝาพับเพื่อปิดหน้าจอ และเปิดฝาพับเพื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาได้ด้วย

ลองดูความหน้าของเคสครับ พอใช้ร่วมกับตัวเครื่องแล้ว ทำให้เหมือนพกหนังสือเล่มหนึ่งเลย ส่วนอีกจุดที่ตั้งข้อสังเกตคือน้ำหนัก เพราะผมรู้สึกว่าพอใส่เคสแล้วตัวเครื่องมันหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย

ฝาพับรองรับการพับครึ่งในแนวยาว ทำให้สามารถตั้งเครื่องในลักษณะเอียงหน้าจอตามภาพด้านบนได้

หรือจะพับแล้วเอียงจอโดยมีฝาพับรองไว้แบบนี้ก็ได้เช่นกันครับ สำหรับประสบการณ์การใช้งาน Lenovo Tab M10 REL FHD โดยรวม ก็ต้องบอกว่าเป็นแท็บเล็ต Android ที่รองรับการใช้งานพื้นฐานได้ดีในระดับหนึ่ง สามารถใช้เล่น Facebook Instagram ได้ จะใช้ดูหนังจากพวกแอปสตรีมมิ่งเช่น Netflix หรือ Viu ได้สบายมาก รองรับ Widevine ระดับ L1

ส่วนการใช้ทำงาน ก็สามารถโหลดแอปมาใช้งานเพิ่มได้ เช่นถ้าต้องแก้ไขไฟล์เอกสารต่าง ๆ ก็โหลดแอปกลุ่ม Office จาก Microsoft มาใช้ได้เลย รองรับการแก้ไข การสร้างไฟล์ที่ไม่ได้มีความซับซ้อน ไม่ได้ใส่ภาพจำนวนมากได้แบบไม่เหนือบ่ากว่าแรงนัก

ด้านของการพกพา ถ้าในส่วนของตัวเครื่องอย่างเดียว ผมมองว่ามันค่อนข้างโอเคเลย น้ำหนักประมาณ 480 กรัม ใกล้เคียงกับแท็บเล็ตรุ่นอื่น ๆ ที่ขนาดหน้าจอประมาณ 10 นิ้ว แต่พอใช้ร่วมกับเคส folio ที่แถมมาด้วย แน่นอนว่ามันช่วยปกป้องตัวเครื่องได้ดีมาก และทำให้จับถือได้แบบไม่ลื่นมือ แต่ในส่วนของน้ำหนักนั้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้กับเคสที่หนาเป็นพิเศษครับ

ซอฟต์แวร์

ต่อกันที่ซอฟต์แวร์ Lenovo Tab M10 REL FHD มาพร้อมกับ Android 9.0 ซึ่งก็แอบแปลกใจนิดนึง เพราะที่จริงควรจะมาพร้อมกับ Android 10 มากกว่า แต่ที่จริง Android 9 ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานพื้นฐานแล้วครับ เพราะแอปส่วนใหญ่ก็ยังรองรับ Android 9 อยู่ ยังไม่ได้จัดว่าตกรุ่นไปไกลมากมาย

พื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่องให้มา 64 GB เมื่อเปิดมาครั้งแรก ระบบจะใช้ไปราว ๆ 12 GB เท่ากับเหลือให้ใช้งานได้จริงอีก 52 GB ด้วยกัน และถ้าใส่ MicroSD เพิ่มเข้าไป ระบบก็จะมีให้เลือกว่าเราจะใช้งานพื้นที่ของ MicroSD ในรูปแบบไหน ระหว่างใช้เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลร่วมกับพื้นที่ของตัวเครื่อง หรือจะใช้เป็นเสมือน USB drive ในการใช้ถ่ายโอนไฟล์กับอุปกรณ์อื่น ซึ่งในภาพด้านบนผมเลือกแบบแรกครับ ระบบมันเลยมองว่ามีพื้นที่รวม 128 GB

พอตรวจสอบสเปคคร่าว ๆ ด้วย CPU-Z ตัวแอปก็แจ้งว่าชิปประมวลผลในเครื่องเป็น Snapdragon 450 ที่จัดว่าเป็นชิประดับเริ่มต้นจากฝั่ง Qualcomm ของสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตในยุคนี้ มีคอร์ประมวลผลด้วยกัน 8 คอร์ ความเร็วในการทำงานสูงสุด 1.8 GHz จุดเด่นคือการใช้พลังงานที่น้อย ทำให้สามารถใช้แบตเตอรี่ได้อย่างยาวนาน ซึ่งประกอบกับที่ตัวเครื่องให้แบตมาถึง 7000 mAh ทำให้แทบไม่ต้องห่วงเลย ใช้ไป 2-3 วันแบบไม่ต้องชาร์จก็ยังไหว (ถ้าไม่ค่อยได้เล่นเกม)

ผลทดสอบจากแอปทดสอบประสิทธิภาพครับ ภาพซ้ายสุดคือจาก AnTuTu ซึ่งก็ได้คะแนนอยู่ในระดับเดียวกับมือถือสเปคระดับเริ่มต้นที่เน้นการใช้งานพื้นฐาน ส่วนภาพกลางมาจากแอป GeekBench ที่ทดสอบความแรงของ CPU ในแบบ single core และ multi core ส่วนภาพขวาสุดจากแอป AndroBench สำหรับทดสอบความแรงของชิปพื้นที่เก็บข้อมูล ซึ่งตามสเปคแล้วจะชิปแบบ eMMC ซึ่งก็รองรับการใช้งานแอปที่ไม่จำเป็นต้องโหลดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อยู่

ทดสอบการเล่นเกม PUBG Mobile บน Lenovo Tab M10 REL FHD ด้วยความละเอียดสูงสุดที่ตัวเกมยอมให้ปรับได้ก็ตามภาพด้านบนครับ ผลคือเกมไม่ค่อยลื่นเท่าไหร่ แนะนำว่าควรปรับลงไปต่ำสุดจะดีกว่า (แต่ก็ไม่แนะนำเท่าไหร่)

ส่วนเกม RoV อันนี้สบายครับ ปรับสูงสุดเท่าที่เกมอนุญาตได้สบาย แต่จะไม่มีโหมดเฟรมเรตสูงให้ปรับ ดังนั้นเฟรมเรตในเกมจึงตันอยู่ที่ 30fps ซึ่งจากที่ผมเล่น ๆ มา ตัวเลขเฟรมเรตนั้นค่อนข้างนิ่งดีมาก ๆ

ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Lenovo Tab M10 REL FHD อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับการเล่นเกม ก็น่าจะเป็นเรื่องของจอความละเอียดระดับ FHD ที่มาจับคู่กับชิป Snapdragon 450 ที่มี GPU ไม่ค่อยแรงนัก เลยดูเหมือนเป็นการฝืนกำลังเครื่องไปนิดนึงกับการเล่นเกมที่ต้องประมวลผลกราฟิก และมีการแสดงภาพที่มีความซับซ้อน แต่ถ้าเป็นพวกเกมกราฟิกเบา ๆ เกมที่ไม่ต้องเน้นเฟรมเรตสูง เช่น เกมเล่นฆ่าเวลาอย่างพวกเรียงเพชร พวกนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน

ตัวอย่างรูปถ่าย

รวม ๆ แล้วกล้องของ Lenovo Tab M10 REL FHD จัดว่ามีคุณภาพที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตรุ่นอื่น ๆ ในช่วงราคาใกล้เคียงกันครับ ถ้าเป็นการถ่ายกลางแจ้งที่มีแสงสว่างเพียงพอหน่อย ภาพนั้นออกมาคมชัดใช้ได้อยู่เหมือนกัน การจับโฟกัสก็ทำได้ไวตามมาตรฐาน แต่ถ้าปล่อยให้กล้องจับโฟกัสและวัดแสงอัตโนมัติ ภาพอาจจะดูมืดกว่าที่ควรจะเป็นนิดนึง ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการแตะเลือกจุดโฟกัส/วัดแสงใหม่ หรือเปิดโหมด HDR ช่วย

ส่วนการถ่ายภาพในที่มีแสงน้อย ถ่ายภาพกลางคืนนั้นก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของแท็บเล็ต คือยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ด้านของกล้องหน้าก็จะเป็นแบบ fixed focus นะครับ ทำให้ไม่สามารถแตะเปลี่ยนจุดโฟกัสได้ ความคมชัดก็ไม่สูงมากนัก เหมาะกับการใช้วิดีโอคอลมากกว่าถ่ายเซลฟี่แบบจริงจัง

สรุปรีวิว Lenovo Tab M10 REL FHD

Lenovo Tab M10 REL FHD เป็นแท็บเล็ตราคาต่ำกว่าหมื่นที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแท็บเล็ตจอใหญ่ เน้นภาพสบายตา ดูหนัง ฟังเพลงแบบชิล ๆ ไม่เน้นเรื่องความแรงสำหรับการเล่นเกมมากนัก หรือจะใช้ประกอบการเรียนก็ยังได้ ด้วยความคุ้มค่าจากสิ่งที่ได้ ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ FHD IPS ความสามารถในการใส่ซิมเพื่อใช้งาน 4G ได้ ลำโพงคู่ที่ให้เสียงในระดับที่น่าพอใจ แบตอึด ในค่าตัวไม่ถึง 7,000 บาทเท่านั้น ซึ่งในราคานี้ ยังมีเคสฝาพับแบบ folio (ที่แข็งแรงมาก) และฟิล์มกันรอยหน้าจอให้ฟรีอีก 1 ชุดด้วย

ส่วนข้อจำกัดก็อย่างที่กล่าวไปด้านบนครับ คืออาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมที่มีกราฟิกหนัก ๆ มากนัก ด้วยชิปประมวลผลและชิปกราฟิกที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน ทำงานร่วมกับจอความละเอียดที่ค่อนข้างสูงซักนิด และก็เวอร์ชันของ Android ที่ติดเครื่องมาเป็นเวอร์ชัน 9 แต่ถ้าคุณกำลังมองหาแท็บเล็ตราคาไม่แพงซักเครื่องมาใช้ดูหนัง เล่นเฟซจอใหญ่ ๆ อยู่ Lenovo Tab M10 REL FHD เครื่องนี้ก็จัดว่าน่าสนใจอยู่เหมือนกันนะ

from:https://notebookspec.com/review-lenovo-tab-m10-rel-fhd/538010/

รีวิว Samsung Galaxy Watch 3 สมาร์ทวอทช์ตัวท็อป เซนเซอร์ครบ ตรวจจับสุขภาพได้รอบด้านอัตโนมัติ

Samsung Galaxy Watch 3 เป็นนาฬิกาที่จะพาผู้ใช้ไปให้สุดทางของเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ ในเพราะในซีรี่ย์หลักตัวนี้ของ Samsung จะไม่มีการกั๊ก มีเทคโนโลยีอะไรดีก็ใส่เข้ามาหมด

Galaxy Watch3 ถูกวางเป็น Hi-End ของสมาร์ทวอทช์ Samsung ครับ ใช้หน้าจอ Super AMOLED Full Color กระจกจอ Corning Gorilla Glass DX มีการเปิดตัวมาสองขนาดคือ 1.2 นิ้ว (41มิลลิเมตร) และ 1.4 นิ้ว(45มิลลิเมตร) สีสันหน้าจอคือสุดยอดเกรดคุณภาพ จอสวยและคมชัดที่สุด 360×360 บนจอแค่ขนาดนิ้วกว่าๆ

ตัวเรือนสวยงามครับ  มีคุณภาพงานประกอบสูงมาก สวมใส่แล้วให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม เพราะเกรดหน้าตาระดับนี้มันไปได้หมด จะใส่เล่นหรือใส่ไปงานแบบเป็นทางการ

ตัวเรือนสแตนเลส สายหนังแท้ สเปคจัดเต็ม Exynos 9110 Dual-Core 1.15GHz RAM 1GB ROM 8GB มีหน่วยประมวลผลที่ไว้มากขึ้น พร้อมแรมและรอมสำหรับการจัดเก็บไฟล์และติดตั้งแอพพลิเคชั่น


ที่ต้องมีสเปคสูง และระบุชิพเซ็ตชุดประมวลผลเหมือนเครื่องสมาร์ทโฟนเพราะ Galaxy Watch Series มันมีระบบที่สามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นและทำงานได้เหมือนกับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งบนข้อมือเราเลยละครับ ด้วยการรันระบบ Wearable Tizen OS 5.5 ที่ Samsung พัฒนาขึ้นมาไกล มีแอพพลิเคชั่นมากมายให้ใช้งานกันได้บนตัวนาฬิกา มีทั้งแอพทั้งเกม รวมถึงเป็นระบบที่มีหน้า Watch Face เยอะและสวยงามมากที่สุดในบรรดาสมาร์ทวอทช์ทั้งมวลแล้วครับ




สามารถสร้าง Watch Face ของตัวเองได้ด้วยนะครับ โดยการอ้างอิงสีสันจากสิ่งต่างๆ รอบตัว หรือการแต่งกายในแต่ละวัน ถ่ายภาพโทนสีจากสิ่งที่ต้องการอ้างอิง แล้วเลือกใช้แพทเทิร์นที่ชอบได้เลย ^^


ตัวเรือนหรูหรา มีสีสันที่เข้ากันได้กับทั้งเพศชายเพศหญิง งานประกอบเกรดสูง กันน้ำ IP68 ใส่อาบน้ำได้เลย และทนน้ำลึกสูงสุดที่ 5 ATM เป็นระดับใส่ลงว่ายน้ำไตรกีฬาสบายๆ เล่นกีฬาทางน้ำไม่ต้องถอดครับ

ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน อึดทนได้มาตรฐานการทดสอบทางทหาร MIL-STD 810G ทั้งอึดทั้งทน ใส่ลุยป่าฝ่าดงคนน่าจะตายก่อนนาฬิกาพัง อึดมากทั้งการกระทบกระแทกและการกันน้ำกันฝน

ใส่การเชื่อมต่อไร้สายมาครบครันที่สุด Bluetooth 5.0, Wi-Fi (b/g/n), NFC, GPS/GLONASS/Beidou/Galileo รวมถึงมีรุ่น LTE ที่สามารถเชื่อมต่อ eSim รับสัญญาณมือถือและอินเตอร์เน็ตเครือข่าย 4G ได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

เซนเซอร์ใส่มันมาทุกอย่าง Accelerometer ตรวจจับการเคลื่อนที่และความเร็ว, Barometer ตัววัดแรงกันอากาศบอกค่าพิกัดความสูงต่ำ, Gyro ตรวจจับแกนหมุน, Light
Sensor ตรวจจับวัดแสง, Optical Heart Rate Sensor ตรวจจับชีพจรหัวใจ , และ Electrical Hear Rate Sensor หรือตัววัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ฟังก์ชั่นด้านสุขภาพ จะเปิดรองรับการใช้งานในประเทศที่อนุญาตแล้วเท่านั้น ประเทศไทยรอการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ ก็พร้อมจะอัพเดทให้ใช้งานได้ทันที)

เรียกว่าใส่มาครบไม่ว่าจะเคลื่อนไหวท่าไหน เดินทางยังไง นั่งหรือเดินหรือวิ่งหรือนอน เจ้า Galaxy Watch3 รู้ได้หมด และเป็นรุ่นที่เลือกใช้เกรดเซนเซอร์ระดับสูงทุกตัวเลยด้วยครับ เพราะว่าเป็นรุ่นพรีเมี่ยม

ด้วยความไฮเทคโนโลยีของ Galaxy Watch3 ทำให้สมาร์ทวอทช์เรือนนี้ของ Samsung เป็นอุปกรณ์ตัวเดียวที่มีความสามารถในการตรวจจับเยอะมาก ความดันโลหิต, การวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และตรวจออกซิเจนในเลือด (SpO 2) ซึ่งเป็นความสามารถที่แอดวานส์มากขึ้นไปอีกขั้น แต่ยังต้องรอการอนุญาตใช้งานจากหน่วยงานในประเทศซะก่อน รวมถึงการตรวจจับอัตราการเต้นหัวใจ คุณภาพในการนอนหลับ และความเครียดของผู้สวมใส่ ที่วันนี้สามารถใช้งานได้แล้วใน Watch3


 

ในด้านความคุณสมบัติความสามารถ มีการเซนเซอร์และตัวรับสัญญาณมาครบเลย และยังรองรับการชาร์จไร้สายด้วยครับ โดยภายในกล่องจะมีแท่นชาร์จแบบไร้สายมาให้ มีขนาดเล็กพกง่ายครับตัวชาร์จของ Watch3 และสามารถใช้ระบบชาร์จ “Wireless PowerShare” ของสมาร์ทโฟน Samsung ในการชาร์จแบตให้กับตัวนาฬิกายามฉุกเฉินได้ด้วยเช่นกัน

แบตเตอรี่ภายในของ Watch มีมาให้ในขนาด 247 mAh สำหรับรุ่นขนาด 41มิลลิเมตร และ 340 mAh สำหรับรุ่นขนาด 45มิลลิเมตร ใช้งานได้แบบทั่วไปได้ประมาณสามวันครับ ถ้าใช้งานหนักๆ สำหรับเป็นเครื่องจับการออกกำลังกายก็จะได้ประมาณหนึ่งวัน อยู่ที่กิจกรรมออกกำลังกายนั้นเปิดจับด้วยเซนเซอร์อะไรบ้าง

หน้าการใช้งานของ Galaxy Watch3 ก็จะใช้การสัมผัสหน้าจอและปุ่มควบคุมสองปุ่มนั้นคือปุ่มย้อนกลับและปุ่มโฮม โดยจะใช้เป็นปุ่มเรียกรายการแอพพลิเคชั่นขึ้นมาใช้งานด้วยครับ

ในหน้าแรกของนาฬิกา จะเป็นหน้าปัดที่เราเลือกนำมาใช้งาน และสไลด์ซ้ายเพื่อเลื่อนไปหน้าวิตเจ็ตถัดไปได้ หรือจะสไลด์ไปขวาเพื่อดูรายการแจ้งเตือนต่างๆ และสไลด์หน้าจอลงเพื่อเข้าหน้าการตั้งค่าด่วน เราสามารถใช้ Bezel หรือวงแหวนรอบหน้าปัดหมุนเพื่อเลื่อนตัวเลือกได้ด้วยนะครับ

ปุ่มล่างกดค้างเพื่อเปิดและปิดการทำงานของตัวนาฬิกา สำหรับปุ่มด้านบนถ้ากดค้างไว้จะเป็นการเรียกระบบ Samsung Pay หรือระบบจ่ายเงินของ Samsung เจ้าตัวนี้รองรับด้วย



กดพร่อมกันสองปุ่มเป็นการเซฟภาพหน้าจอตัวนาฬิกาได้ด้วยนะ ^^

ด้วยการเชื่อมต่อไร้สายที่ตัว Watch3 รองรับ ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth, Wifi, หรือแม้กระทั่ง eSim LTE ทำให้มันสามารถเข้าถึงการใช้งานต่างๆ ได้ด้วยตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นการโทรออกรับสาย ทั้งเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือไม่ได้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแต่เป็นรุ่นรองรับ eSim

การเข้าถึงสโตร์เพื่อดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้งานด้วยตัวนาฬิกาเอง



การเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธ เพื่อใช้งานกับหูฟัง เล่นเพลงได้จากพื้นที่จัดเก็บภายในตัว เราสามารถโยนไฟล์เสียงของเราจากตัวสมาร์ทโฟนมาจัดเก็บไว้ในนาฬิกาได้นะครับ รวมถึงรูปภาพก็ได้เช่นกัน มันมีโปรแกรมในการเปิดไฟล์เหล่านั้นได้เหมือนสมาร์ทโฟน

แต่ยังไงก็ตาม การใช้งานของ Samsung Galaxy Watch 3 จะเริ่มต้นทำงานได้ ต้องเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น Galaxy Wearable บนสมาร์ทโฟนซะก่อนนะครับ ซึ่งรองรับทุกยี่ห้อที่ใช้ระบบ Android 5.0 ขึ้นไป  RAM อย่างน้อย 1.5GB และสำหรับ iOS ต้องเป็น iPhone 5 ที่ใช้ iOS9.0 ขึ้นไป




ดาวน์โหลด Galaxy Wearable จากสโตร์ของระบบ แล้วเชื่อมต่อใช้งานได้เลยครับ โดยตัวแอพจะเป็นศูนย์กลางการตั้งค่าต่างๆ พร้อมกับเป็นตัวอัพเดทซอฟท์แวร์ให้กับอุปกรณ์ Galaxy Watch

เราสามารถกำหนดการแจ้งเตือน รูปแบบการแสดงผล และการหน้าตาการใช้งานต่างๆ ของ Watch 3 ได้ในแอพพลิเคชั่นนี้ทั้งหมด

ความสามารถสูง เป็นผู้ช่วยในการใช้ชีวิต

สิ่งที่เป็นหน้าที่สำคัญของอุปกรณ์อย่างสมาร์ทวอทช์ คือ “ความสะดวก” ผมว่าอันนี้สำคัญ มันต้องช่วยเหลือเราได้ในการใช้ชีวิต ซึ่งทุกวันนี้ชีวิตครึ่งหนึ่งเราผูกติดอยู่กับสมาร์ทโฟน และเจ้า Samsung Galaxy Watch 3 จะเข้ามาช่วยให้ครึ่งหนึ่งของชีวิตเราในส่วนนั้น สะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก

Samsung Galaxy Watch 3 สามารถรับการแจ้งเตือนที่ติดต่อเข้ามายังสมาร์ทโฟนของเราได้ทั้งหมด โดยสามารถแสดงผลเป็นภาษาไทยได้สมบูรณ์ และด้วยหน้าจอที่ใหญ่ ทำให้ผมสามารถอ่านข้อความหรือเห็นข้อมูลการติดต่อเข้ามาได้ชัดเจน

 

โดยระบบของมันนอกจากการแจ้งเตือนและการรับรู้ได้บนข้อมือของเราได้แล้วนั้น มันยังมีความสามารถในการจัดการงานติดต่อสื่อสาร ด้วยการตอบกลับด้วยข้อความด่วน หรือจะพิมพ์ตอบไปโดยการทัชพิมพ์บนหน้าปัดนาฬิกาได้เลยละครับ ไม่ต้องจับสมาร์ทโฟน แต่ก็จะพิมพ์ยากหน่อย ^^มันเอาไว้แค่อ่านก็จะเหมาะสมกว่า




รวมถึงการคุยสนทนา รับสาย วางสาย อันนี้ใช้บ่อยเลย เพราะบางครั้งมือถือลืมไว้อีกห้องหรืออยู่ในรถ ไม่ต้องไปหยิบ รับสายคุยผ่านนาฬิกาได้เลย แม้ไม่ได้เชื่อมต่อหูฟัง แต่ลำโพงกับไมค์ของตัวนาฬิกาก็เอาอยู่ครับ คุยสนทนาในที่เสียงดังไม่มาก ไม่มีปัญหา แอบรู้สึกว่าไฮเทคแบบไม่อยากให้ใครมองยังไงไม่รู้ด้วย 555 ย้อนแย้งในตัว

การใส่ Galaxy Watch อยู่กับตัว ทำให้ผมถือจับสมาร์ทโฟนน้อยลงกว่าครึ่ง บางวันแทบไม่จับมือถือเลยถ้าไม่เล่นเกมหรือเล่นโซเชี่ยล เพราะเราตรวจเช็คอีเมลและแชตที่ติดต่อแจ้งเขามาได้แค่พลิกข้อมือขึ้นมาอ่าน โดยเฉพาะถ้าเราใช้รุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อ 4G เราอาจจะสามารถใช้งานมันโดยไม่มีสมาร์ทโฟนอยู่ข้างตัวได้เลยละครับ

และช่วยให้ผมไม่พลาดสายการติดต่อเข้ามาด้วยนะครับ เพราะบางทีไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ แต่เจ้านี้ก็สั่นเตือนอยู่ตรงข้อมือ

เมื่อติดตั้งแอพพลิเคชั่นได้เหมือนสมาร์มโฟน ฉะนั้นความสามารถของตัวนาฬิกา ก็จะขึ้นอยู่กับแอพที่เราเลือกมาใช้งานครับ มีแอพตัวดังหลายตัวที่มีในสโตร์ของ Galaxy Watch



มีแอพช่วยในการใช้งานได้ดีอย่างแอพรีโมทกล้องที่จะใช้นาฬิกาเป็นชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพ หรือแอพดู Youtube บนนาฬิกา เอามาแก้ขัดแก้เหงาบางช่วงบางตอน ^^

มีแอพที่ให้เราใช้นาฬิกาเป็นอุปกรณ์ PPT เพื่อเป็นรีโมทสำหรับการนำเสนอพรีเซนเตชั่นให้กับ PC ได้ด้วยนะครับ


สำหรับผู้ใช้ที่เป็นผู้หญิง ทาง Samsung มีออกแบบแอพที่ช่วยเตือนรอบเดือนใส่เข้ามาให้ด้วยนะครับ แจ้งเตือนกันลืมจะได้เตรียมตัว

การตอบสนองของ Watch 3 ทำงานได้รวดเร็วกว่าสมาร์ทวอทช์ที่ใช้งานกับสมาร์ทโฟน Android แบรนด์อื่นค่อนข้างชัดครับ น่าจะเร็วที่สุดแล้วสำหรับการตอบสนอง

อีกอย่างคือหน้าตาการใช้งานของมันค่อนข้างสวย ทาง Samsung ออกแบบ Widget มาทันสมัย ไอคอนสวยงาม แม้แต่การเล่นเพลงผ่านแอพบนสมาร์ทโฟนยังสวยงาม แสดงปกเพลงได้ครบถ้วน

ไม่ใช่แค่เป็นผู้ช่วยในการติดต่อสื่อสารและความบันเทิง มันยังเป็นผู้ช่วยที่ดูแลสุขภาพของเราได้ด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นการจตรวจจับก้าวเดิน การเคลื่อนไหว แจ้งเตือนการนั่งนานเกินไป หรือแม้แต่กิจกรรมออกกำลังกายเล็กๆ ที่มันจะตรวจจับได้ทันทีว่าเรากำลังทำอะไร

ตกดึกก็สามารถตรวจจับการนอนของเราได้ด้วย โดยตรวจจับละเอียดแบ่งแยกเกรดการนอนของเราได้ถึง 4 ระดับเลยทีเดียว

ตรวจจับการชีพจรหัวใจ แล้วนำไปวิเคราะห์ความเครียด ถ้าตรวจพบระดับความเครียดของร่างกายที่สูงเกินไป ทาง Samsung ก็ออกแบบวิธีการผ่อนคลาย ด้วยการกำหนดทำสมาธิลมหายใจ เป็นไกด์ให้เราทำตามเพื่อคลายความเครียดของร่างกายเราลงได้ครับ




ในรุ่นนี้ยังสามารถตรวจจับชีพจรระหว่างวัน ตรวจจับความเครียดด้วยอัลกอริทึ่มได้ รวมถึงตรวจจับ ความดันโลหิต, การวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และตรวจออกซิเจนในเลือด (SpO 2) แต่ต้องรอการอัพเดทและการอนุญาตจากหน่วยงานรัฐในประเทศไทยเราซะก่อนนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องของสุขภาพที่สำคัญ

มีระบบเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ที่สามารถตั้งค่าไว้ได้ในแอพพลิเคชั่น Galaxy Wearable เช่นการแจ้ง SOS ไปยังหมายเลขที่เรากำหนดไว้ทันทีโดยการกดปุ่มโฮมสามครั้งเพื่อขอความช่วยเหลือ และสามารถตรวจจับการล้มที่ไม่ปกติของผู้สวมใส่ได้จากเซนเซอร์ และส่ง SOS แจ้งไปยังปลายทางได้ทันทีด้วยเช่นกัน

ใช้นาฬิกาและสมาร์ทโฟน ค้นหากันและกันได้ด้วยนะครับ โดยการส่งเสียงและระบุตำแหน่ง


ปรับตัวตามการใช้ชีวิตของเราได้ด้วย มีโหมดสำหรับโรงภาพยนตร์ ที่จะปิดเสียง ปิดไฟ ไม่ให้รบกวนคนอื่นขณะรับชมภาพยนตร์ในโรงหนัง

มีโหมดป้องกันหน้าจอจากการว่ายน้ำหรือตัวเครื่องเปียก จะปิดการสัมผัสหน้าจอเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากหน้าจอที่โดนน้ำ

มีฟังก์ชั่นการขับดันน้ำทิ้ง พร้อมคำแนะนำหลังการโดนน้ำให้ด้วยครับ


สิ่งเหล่านี้คือผู้ช่วยในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทั้งแบบอัตโนมัติและอัตโนมือ เช้าจรดเย็นเราจะได้ประโยชน์จาก Galaxy Watch3 มากมายเลยครับ ยังไม่นับรวมความเป็นเครื่องประดับสวยๆ ให้กับผู้ใส่ ส่วนตัวผมว่ามันสวยและดูแพงจริงๆ ครับ งานออกแบบ Samsung ได้รับการยอมรับว่าทำมาได้ดีทุกรุ่นของสมาร์ทวอทช์


การทำงานเพื่อการออกกำลังกาย

ขออนุญาตออกตัวกันตรงๆ สำหรับผู้รีวิวไม่ใช่สายออกกำลังกายสักเท่าไหร่นะครับ แต่จะเล่าให้ฟังว่ามันทำอะไรได้บ้างในฐานะคนรู้เรื่องไอทีมากกว่าเรื่องการดูแลสุขภาพ ^^

สิ่งที่ทำให้ Galaxy Watch มีความสามารถในด้านการออกกำลังกายสูงสุด ไม่ได้อยู่ที่ตัวนาฬิกาเพียงเท่านั้น เพราะไม้ตายของ Samsung อยู่ที่แอพพลิเคชั่นตัวเก่งด้านสุขภาพ ที่ชื่อว่า ” Samsung Health

ถ้าแอพ Galaxy Wearable มีไว้สำหรับการจัดการตัวอุปกรณ์ แอพพลิเคชั่น Samsung Health ก็มีไว้สำหรับการดูแลสุขภาพของผู้สวมใส่นั้นแหละครับ





ใน Samsung Health จะเป็นแอพที่รวมรวมสถิติการเคลื่อนไหวร่างกาย ตรวจจับสถิติการนอน การออกกำลังกาย ระดับการเต้นของหัวใจ การตรวจจับทุกอย่างที่กระทำผ่าน Galaxy Watch 3 จะถูกบันทึกเอาไว้ในแอพพลิเคชั่นนี้ทั้งหมดครับ โดยจะซิงก์เข้ากับโปรไฟล์ของเราที่สามารถสมัครใช้งานได้ผ่านตัวแอพพลิเคชั่นโดยตรง และจะทำการเก็บบันทึกเอาไว้ให้เรา เป็นบริการฟรีจาก Samsung ไม่คิดค่าบริการ สามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ของแอพ Samsung Health ได้เต็มที่เลยครับ ซึ่งผมจะบอกว่าบริการภายใน Samsung Health มีมูลค่ามาก เพราะโปรแกรมการออกกำลัง และการดูแลสุขภาพ ที่ออกแบบมาจากสถาบันชื่อดังระดับโลก มีให้ใช้งานกันอยู่ในแอพตัวนี้ มากกว่า 120 โปรแกรม ฟรี!


การบันทึกที่ย้อนหลังดูได้เป็นรายวัน การจัดเก็บสถิติการออกกำลังกายที่ผ่านมา เป็นกิจกรรมที่สามารถแชร์หากันระหว่างเพื่อผู้ใช้แอพได้เพื่อความสนุกที่มากขึ้น

ทาง Samsung ออกแบบอัลกอริทึมตรวจจับการออกกำลังที่น่าจะครบที่สุดในโลกอยู่ที่นี่แล้วครับ กิจกรรมของผู้สวมใส่จะเป็นกีฬาหรือการออกกำลังกายอะไร เชื่อว่ามีมาให้ครบ โดยแต่ในละโหมด จะมีข้อมูลและการเก็บสถิติที่สำคัญต่อกิจกรรมนั้นๆ เอาไว้ให้พร้อมใช้ และมีการปรับปรุงอัพเดทให้ทันสมัย เพื่อให้เข้ากับความสามารถของอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง และเขาก็พัฒนามาไกลมากแล้วด้วยครับ








ยิ่งกว่าการออกกำลังเป็นครั้งคราว ในบริการของ Samsung Health ยังมีแผนการพัฒนาร่างกายอย่างต่อเนื่องมาให้เราด้วยครับ โปรแกรมพวกนี้แหละที่มีมูลค่ามหาศาลปกติราคาแพง แต่ในแอพนี้มีให้เลือกใช้เพียบครับ

จะเทรนต์ตัวเองเพื่อการวิ่งมาราธอน หรือจะเทรนด์ตัวเองเพื่อฟื้นฟูร่างกาย โปรแกรมลดความอ้วน มีการกำหนดแผนเหมือนเป็นโค๊ชให้เราแบบรายวัน



แผนดูแลสุขภาพ จะมาพร้อมกับคำอธิบายและภาพประกอบ โดยจะเป็น เสียงภาษาไทย ด้วยนะครับ ยอดเยี่ยมมาก เราทำตามกิจกรรมในแต่ละวัน โดยตัวโปรแกรมจะทำหน้าที่เป็นโค๊ช และตัวนาฬิกาจะทำหน้าที่ในการจัดเก็บสถิติและการเคลื่อนไหว โดยการทำงานระหว่างตัวแอพและนาฬิกาจะซิงก์การทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติเลยครับ



ถ้าอุปกรณ์ทีวีในบ้านเรา รองรับฟังก์ชั่น Smart View ก็สามารถส่งภาพจากหน้าจอมือถือไปขึ้นแสดงบนจอทีวีได้จากในแอพด้วยนะครับ ^^ ออกกำลังกายในแต่ละวันด้วยแผนโปรแกรมเหล่านีั้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม อันนี้คือความคุ้มค่าของ Galaxy Watch เต็มๆ

ยังมีโปรแกรมเสริมสร้างด้านสุขภาพจิตและสมาธิ ด้วยการกำหนดลมหายใจ การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายด้วยเสียงสภาพแวดล้อมและดนตรีบำบัด ทุกอย่างใช้งานกันให้เต็มที่ เพราะมีอยู่ใน Samsung Health แอพเดียบครบครับ



สรุปท้ายรีวิว

Samsung Galaxy Watch 3 เป็นสมาร์ทวอทช์ที่มาในเกรดระดับพรีเมี่ยม ท็อปสุดทั้งการผลิตและสเปคของตัวนาฬิกา เซนเซอร์ครบ ตรวจจับสุขภาพได้เยอะที่สุด ชีพจร, ความเครียด, ความดันโลหิต, การวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และตรวจออกซิเจนในเลือด (บางบริการใช้ได้ในบางประเทศเท่านั้น) การเชื่อมต่อไร้สายมีพร้อมทั้ง Bluetooth, Wifi และ LTE มีความสามารถในตัวเองสูงที่สุดในตลาดแล้วครับ และการทำงานที่ใช้ระบบ Tizen มีความใกล้เคียงสมาร์ทโฟน สามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นและมีพื้นที่จัดเก็บไฟล์ในตัว

ตัววัสดุเกรดสูง กันน้ำระดับ 5ATM และทนทานผ่านมาตรฐานทดสอบทางการทหาร

ในด้านระบบใช้งานสนุก เพราะมีแอพพลิเคชั่นเสริมที่ติดตั้งเพิ่มได้จาก Galaxy Store และมีหน้า Watch Face ที่เยอะมากที่สุดในตลาด

มีแอพจัดการอุปกรณ์ที่ดีมากอย่าง Galaxy Wearable ซึ่งเป็นแอพศูนย์กลางของอุปกรณ์ Wearable ทุกตัวของ Samsung และแอพดูแลสุขภาพระดับพรีเมี่ยม Samsung Health ที่ภายในใส่บริการดูแลสุขภาพให้ใช้ได้ฟรีไว้เยอะมากที่สุด รองรับการออกกำลังกายครบถ้วนทุกกิจกรรมที่นิยมเล่นกัน

สวยงาม ทนทาน ครอบคลุมทั้งการเป็นผู้ช่วยสมาร์ทโฟน และการเป็นผู้ช่วยออกกำลัง และเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพ ที่มีความครบถ้วนมากที่สุกในตลาดขณะนี้ครับ

ข่าว: รีวิว Samsung Galaxy Watch 3 สมาร์ทวอทช์ตัวท็อป เซนเซอร์ครบ ตรวจจับสุขภาพได้รอบด้านอัตโนมัติ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/17/review-samsung-galaxy-watch-3.html

Apple เปิดขายสายแบบไร้รอยต่อใหม่ Solo Loop, Braided Solo Loop และสายสีใหม่มากมาย

นอกจากจะเปิดตัว Apple Watch Series 6 และ Apple Watch SE […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-released-new-apple-watch-band-new-color-september-2020.html

รีวิว Philips Hue Play HDMI Sync Box เปลี่ยนมิติการดูหนังและเล่นเกมกับไฟที่เปลี่ยนสีตามการแสดงผลจริง

อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะติดตั้งไฟเอาไว้แสดงสีสันหลังจอทีวีขนาดยักษ์ภายในบ้านของเรา แต่อเล็กซ์เชื่อแน่ว่ามีไม่น้อยที่มีความฝันอยากจะมีไฟหลังทีวีที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามการแสดงผลของภาพหน้าจอเอาไว้ใช้เวลาที่เราเล่นเกมหรือดูหนัง ให้เหมือนกับที่เหล่าสตีมเมอร์บน PC เขาทำกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงได้ เพราะสำหรับจอทีวีที่เราใช้ดูหนังฟังเพลงนั้น แอพพลิเคชั่นอะไรต่างๆ นาๆ มันไม่ได้สามารถพัฒนาได้อย่างอิสระเหมือนกับบน Windows หรือ Mac เลยทำให้มีข้อจำกัดหลายๆ อย่างในการเซ็ตอัพอุปกรณ์ของเราให้ได้ไฟสวยงามตามต้องการ

และดูเหมือน Philips Hue เองก็จะเข้าใจหัวอกและความต้องการของเราๆ ท่านๆ กันเป็นอย่างดี ล่าสุดจึงได้มีการออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ (ที่จริงๆ ก็ออกมาตั้งแต่เมื่อต้นปีแล้วล่ะแต่ก็ยังไม่ถูกนำเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการสักที) อย่างเจ้า Philips Hue Play HDMI Sync Box ที่ทำตัวเองเป็นสะพานในการอ่านค่าภาพจากสัญญาณ HDMI แล้วส่งค่าสัญญาณเหล่านั้นออกไปเป็นสีสันที่ไฟในกลุ่ม Philips Hue ของตน ว่ากันตามหลักการแล้วมันก็ดูดีอยู่นะ แต่การใช้งานจริงจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาพิสูจน์กัน

philips-hue-sync-box

แกะกล่องและสเป็กของ Philips Hue Play HDMI Sync Box

พอร์ต HDMI นั้นรองรับ HDMI สูงสุดที่มาตรฐาน 2.0b ซึ่งเพียงพอต่อการส่งผ่านสัญญาณ Dolby Vision และ HDR10+ และทีวีที่มีช่อง HDMI ARC แต่สำหรับทีวีรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งออกมาขายในปีนี้ที่ปรับมาตรฐานไปรองรับ eARC ซึ่งต้องอาศัยมาตรฐาน HDMI 2.1 สำหรับการส่งภาพและเสียงที่คุณภาพ 48Gbps กันแล้วนั้น เจ้ากล่องตัวนี้ยังรองรับไปไม่ถึงมาตรฐานระดับนั้น

Philips Hue Play HDMI Sync Box นั้น ณ ตอนนี้ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่หากใครอยากได้จริงๆ ก็มีหลายๆ ร้านที่นำเข้ามาขายกันแล้ว โดยสนนราคานั้นก็จะโหดนิดๆ ซึ่งราคาที่ Philips Hue ขายในต่างประเทศนั้นจะอยู่ที่ USD 229.99 ในช่วงราคาปกติ แต่ในช่วงที่ขาดตลาดราคาก็มีพุ่งขึ้นไปถึงประมาณ USD 499 กันเลยในบางที่ (เช่นใน Ebay) โดยสำหรับในประเทศไทยนั้นสามารถหาซื้อได้จาก Lazada (อเล็กซ์เองก็ได้มาจาก Lazada เช่นเดียวกัน) โดยสนนราคานั้นจะอยู่ที่ประมาณ 11,000 – 12,000 บาทนั่นเอง ส่วนร้านที่อเล็กซ์ซื้อมานั้นก็ตามไปดูกันได้ผ่านทางลิงก์นี้เลย – ซื้อ Philips Hue Play HDMI Sync Box ผ่านทาง Lazada

ในตัวกล่องนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เปิดมาเราก็จะเห็นกล่อง Hue HDMI Sync Box โดดเด่นเป็นพระเอกของงานเลย ตามมาด้วยอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีมาให้ครบทั้งสาย HDMI สายพาวเวอร์เพื่อต่อใช้งานกล่อง และหัวเปลี่ยนสำหรับสายพาวเวอร์อีก 2 แบบ (หนึ่งในนั้นใช้งานกับปลั๊กบ้านเราได้เลย) รวมไปจนถึงพวกคู่มือแนะนำการใช้งานอีก 2 เล่ม

hue-play-hdmi-sync-unbox




Hue Play HDMI Sync Box นั้นมาพร้อมกับช่องเสียบ HDMI อีก 4 ช่องหลัก และ 1 ช่องแบบ ARC ให้ใช้สำหรับการเชื่อมต่อกล่องเข้ากับโทรทัศน์ของเราอีกทีหนึ่ง โดย HDMI ทั้ง 4 ช่องนั้น จะมีช่อง 2 และ 4 ที่สามารถส่งผ่านภาพแบบ Dolby Vision และ HDR10+ สำหรับจอแสดงผลที่รองรับได้ โดยต้องทำการเปิดการตั้งค่า ARC Bypass จากแอพพลิเคชั่นก่อนถึงจะใช้งานการซิงค์ไฟกับ Dolby Vision หรือ HDR10+ ได้

พอร์ต HDMI นั้นรองรับ HDMI สูงสุดที่มาตรฐาน 2.0b ซึ่งเพียงพอต่อการส่งผ่านสัญญาณ Dolby Vision และ HDR10+ และทีวีที่มีช่อง HDMI ARC แต่สำหรับทีวีรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งออกมาขายในปีนี้ที่ปรับมาตรฐานไปรองรับ eARC ซึ่งต้องอาศัยมาตรฐาน HDMI 2.1 สำหรับการส่งภาพและเสียงที่คุณภาพ 48Gbps กันแล้วนั้น เจ้ากล่องตัวนี้ยังรองรับไปไม่ถึงมาตรฐานระดับนั้น ซึ่งส่งผลให้ใครที่อยากจะเอามาใช้งานกับ PlayStation 5 ที่รองรับการแสดงผลภาพสูงสุดที่ 4K@120Hz นั้นอาจจะต้องผิดหวังหน่อย เพราะกล่องตัวนี้จะปล่อยภาพได้สูงสุดที่ 4K@60Hz เท่านั้น สัญญาณใดๆ ที่สูงกว่านั้นจะถูกดาวน์เกรดมาใช้ที่ 4K@60Hz ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อุปกรณ์ที่เพิ่งออกจำหน่ายในปีนี้กลับไม่รองรับมาตรฐานอนาคตที่กำลังจะมาถึงซะอย่างนั้น แต่ก็คงไม่ได้กระทบกับผู้ใช้งานทั่วไปมากนัก เพราะปัจจุบันทีวีที่รองรับ eARC เองก็ยังมีราคาสูงและต้องเป็นรุ่นใหม่ๆ เท่านั้นอยู่ และ APPDISQUS เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงยังไม่พิจารณาเปลี่ยนทีวีกันในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ดังนั้นสำหรับพวกจอทีวีรุ่นท็อปที่จะยังใช้พอร์ต HDMI ARC ทั้งหลายในปัจจุบันก็ยังแฮ๊ปปี้กับ Hue Play HDMI Sync Box ได้อย่างไม่มีปัญหา

Philips Hue Play HDMI Sync Box เองยังรองรับการใช้งาน IR สำหรับการเอารีโมตอื่นๆ มาใช้งานร่วมกับตัวมันด้วย โดยตัวรีโมตนั้นไม่ได้มีแถมมาให้ในกล่องแต่อย่างใด ใครอยากได้คงต้องหารีโมตอื่นๆ ในบ้านมาใช้งานแทน แต่หากใครอยากสั่งงานให้ทันสมัยหน่อย ในอัพเดตล่าสุด Philips ก็ได้เพิ่มการสั่งงานด้วยเสียงโดยรองรับทั้ง 3 บริการใหญ่ๆ อย่าง Siri (ผ่านทาง Shortcut หรือคำสั่งลัด), Google Assistant และ Amazon Alexa มาด้วยนะ ซึ่งหลักๆ ก็จะสามารถสั่งสลับการใช้งานพอร์ต HDMI พอร์ตต่างๆ ได้ สั่งเปิด/ปิดฟังก์ชั่น Sync หรือการเล่นไฟอัตโนมัติตามภาพ สั่งปรับโหมดการใช้งาน รวมไปจนถึงความเข้มข้นและความสว่างของแสงได้นั่นเอง


หน้าที่หลักของ Hue Play HDMI Sync Box นั้นคือการให้แสงส่องหลังทีวีที่เราเรียกกันในภาษาทางการว่า Bias Lighting (บางคนอาจจะเรียกว่า Ambient Lighting ซึ่งถ้าตามความหมายจริงๆ ก็จะต่างกันอยู่ แต่ในกรณีแสงแบบที่ Hue Play HDMI Sync Box ให้นี้ก็จะนิยมเรียกกันทั้งสองแบบนี้ล่ะครับ) โดย Bias Light ที่ได้นั้นจะเป็นแบบ Responsive หรือแบบตอบสนอง ซึ่งจะต่างกับแบบ Static หรือแบบนิ่งอย่างที่เคยเห็นนิยมใช้ประดับหลังทีวีกัน ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่าระหว่าง Responsive และ Static นั้น มันจะหมายความว่าอย่างไร

ข่าว: รีวิว Philips Hue Play HDMI Sync Box เปลี่ยนมิติการดูหนังและเล่นเกมกับไฟที่เปลี่ยนสีตามการแสดงผลจริง มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/15/review-philips-hue-play-hdmi-sync-box-new-generation-of-responsive-bias-light.html

รีวิว Razer BlackWidow V3 Tenkeyless คีย์บอร์ดแมคคานิคย่อไซด์ พิมพ์ไวปุ่มไม่ลั่น ด้วย Green Switch

คีย์บอร์ดเกมมิ่งตัวพรีเมี่ยมใหม่ Razer BlackWidow V3 Tenkeyless รุ่นสกรีนภาษาไทยมาแล้วครับ

Razer BlackWidow V3 Tenkeyless เป็นคีย์บอร์ดตัวใหม่ที่มีการดีไซด์ให้เล็กลง ด้วยการตัดส่วนของชุด Number Pad ออกไป ทำให้ใช้พื้นที่ในการวางคีย์บอร์ดน้อย และมีตำแหน่งการวางมือใกล้กับตัวเมาส์ได้มากขึ้น เป็นทรงคีย์บอร์ดที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคีย์บอร์ดเกมมิ่งครับ




 

โดยในรุ่นที่เราได้มารีวิวในบทความนี้ เป็นรุ่นที่ใช้ Key cap แบบสกรีนภาษาไทยมาเรียบร้อยแล้ว และออกแบบปุ่มมาได้สวยงาม เพราะจะสังเกตุเห็นว่าทาง RAZER ยังคงตำแหน่งตัวอักษรอังกฤษอยู่ตรงกลางเช่นเดิม เวลาไฟรอดผ่านปุ่มขึ้นมาแสงก็จะสมมาตรสวยงามพอดิบพอดี

สวิทช์ปุ่มกดในรุ่นนี้เลือกใช้เป็นของแพง RAZER GREEN MECHANICAL SWITCHES ทั้งชุด ปุ่มแมคคานิคสีเขียวประเภท Tactile สุดทนทาน ผ่านการทดสอบการใช้งานได้กว่า 80 ล้านคลิ๊ก! จากที่ทดสอบใช้ฟิลลิ่งดี เสียงคลิ๊กอยู่ในระดับกลางพอได้ยิน

ปุ่มประเภทนี้จะไม่ลั่นเองขณะพักนิ้วง่ายๆ เหมือนสวิตช์แนว Linear และจะมีเสียง “คลิ๊ก” ในจังหวะกด นิยมใช้เล่นเกมที่ต้องห้ามพลาด การกดจังหวะที่ต้องแม่นยำ เช่น MOBA หรือ RTS เพราะเผลอปุ่มลั่นออกของหรือสกิลในจังหวะที่ไม่ใช่จะเป็นเรื่องเอา สำหรับเกมแนวนี้แนะนำให้เลือกเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้สวิตช์ปุ่มสีเขียวจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม และยังเป็นสวิทช์ที่ถูกใจผมที่สุดในบรรดาสวิตช์ทั้งหมด เพราะนอกจากเหมาะกับการเล่นเกมในระดับที่ต้องการความแม่นยำสูงแล้ว เมื่อนำมาใช้ในการพิมพ์ก็ทำได้ดีเช่นกันเพราะเหตุผลที่ปุ่มไม่ตื้นจนลั่นง่ายเกินไปเวลาไปโดนแค่เบาๆ

แน่นอนว่าคีย์บอร์ดของ RAZER ก็ต้องมาพร้อมไฟ CHROMA RGB สวยงาม เซ็ตได้เป็นรายปุ่มด้วยโปรแกรม Razer Synapse


ตัวชุดโปรแกรมของ Razer คือสิ่งที่ทำให้สินค้า Razer ได้เปรียบกว่าแบรนด์อื่นๆ เพราะมันทำได้หลากหลายมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการลิงก์อุปกรณ์ของตัวเองเข้ากับพาร์ทเนอร์สามารถปรับแต่งคีย์บอร์ดเพื่อเซ็ตไว้เป็นโปรไฟล์ใช้งานในเกมต่างๆ เช่นการกำหนดมาโครเซ็ตไว้ล่วงหน้า




การกำหนดสีไฟของ Razer ทำได้ละเอียดมากครับ เพราะมีฟรีเซ็ตรูปแบบเอฟเฟ็กต์ไฟไว้ให้ถึง 11 รูปแบบ แต่ก็ยังมี CHROMA STUDIO ให้เราสามารถสร้างรูปแบบผสมของชุดไฟบนคีย์บอร์ดของเราได้อย่างอิสระ กำหนดได้เองเหมือนคีย์บอร์ดเป็นพื้นผ้าใบ ให้เราเลือกใช้เอฟเฟ็กไฟต่างๆ ไล่เรียงได้เป็นรายปุ่มเลยทีเดียวครับ ผสมผสมรูปแบบไฟที่เราชอบเหมือนเป็นงานศิลปะ ^^ ปรับได้ทั้งแนวการเคลื่อนที่ของไฟ ความเร็ว และความสว่าง ใครที่ชอบการแต่งไฟ ถูกใจ Razer ทุกคนครับ

ทาง Razer ยังมีการออกแบบไฟกับเกมพาร์ทเนอร์หลายเจ้าไว้เป็นพิเศษด้วยนะครับ แค่เปิดเกมที่ลิงก์ไว้ แสงไฟบนคีย์บอร์ดก็จะปรับเปลี่ยนไปให้เข้ากับการเล่นเกมนั้นๆ ได้อย่างอัตโนมัติ




ลักษณะพิเศษของคีย์บอร์ด

Razer BlackWidow V3 Tenkeyless มีลักษณะของคีย์บอร์ดที่มีฐานแป้นหนา ปุ่มยกสูง ออกแบบมาตามสรีระเวลาวางตำแหน่งคีย์บอร์ดในระดับตั้งฉากกับข้อศอก แน่นหนาแข็งแรง ใส่อารมณ์กับมันได้ในยามกำลังมัน ^^

ด้านหน้าแป้นคีย์ จะมีการวางสัญลักษณ์งู Boomslang ของ Razer วัสดุหลักของอุปกรณ์จะเป็นพลาสติก ABS

มีไฟแจ้งสถานะของการเปิด Caps lock และ Scroll Lock รวมถึงมีโหมดพิเศษที่สามารถเรียกใช้งานได้จากแป้นคีย์บอร์ดโดยตรง อย่าง “การเซ็ตมาโครแบบเร่งด่วน” เจ้า BlackWidow V3 Tenkeyless สามารถเซ็ตชุดมาโครคีย์ได้แบบทันทีโดยไม่ต้องเข้าไปเซ็ตค่าในโปรแกรม โดยการกด FN+F9 เพื่อเริ่มบันทึก ไฟแสดงส5านะ Macro โหมดก็จะกระพริบ เราก็เริ่มทำการกดสิ่งต่างๆ ที่ต้องการบันทึกได้เลย เมื่อเสร็จแล้วก็ FN+F9 อีกครั้งเพื่อเสร็จสิ้น ไฟสถานะมาโครก็จะติดค้างเพื่อให้เรายืนยันด้วยการปุ่มใดปุ่มหนึ่งบนคีย์บอร์ดเพื่อบันทึกเป็นปุ่มเรียกใช้งาน Macro ชุดนี้ ก็เป็นอันเสร็จครับ

มีไฟแจ้งสถานะเข้าโหมดเกม เราสามารถเรียกใช้ได้โดยการกด FN+F10 ในโหมดเกมจะเป็นการปิดกั้นการทำงานของคีย์บอร์ดที่อาจจะทำให้เราหลุดออกจากเกมโดยไม่ตั้งใจครับ เช่นปิดกั้นปุ่ม Windows หรือการกด Alt + Tabs จะถูกปิดไว้ไม่ให้ทำงานครับ

ช็อตคัทบนคีย์บอร์ดก็จะทำมาสวยงามครับ เวลาเรากดปุ่ม FN จะมีเพียงไฟแสดงปุ่มช็อตคัทที่จะสว่างเท่านั้น บน BlackWidow V3 Tenkeyless ยังมีปุ่ม Sleep เพื่อพักการใช้งาน PC ได้ชั่วคราวด้วยครับ ตรงปุ่ม Pause มุมขวาบน

ด้านหลังของคีย์บอร์ด จะมียางกันลื่นอยู่ทั้งสี่มุม พร้อมขาพับปรับระดับความชันของคีย์บอร์ดได้สามระดับ และมีการออกแบบสาย USB ให้ออกได้สามทิศทาง มุมซ้าย มุมขวา และตรงกลาง เพื่อให้เราจัดเก็บสายเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น สายที่ให้มาค่อนข้างหน้าแข็งแรง ไม่ต้องหักขาดในง่ายๆ เลยครับ



 

ดุดัน สวยงาม มาตรฐานสูงครับ Razer BlackWidow V3 Tenkeyless ใครมองหาคีย์บอร์ดเกรด GREEN SWITCHES ก็ตัวนี้แหละครับ มีรุ่นสกรีนภาษาไทยมาให้เรียบร้อย ราคาจำหน่าย 3,390 บาท เปิดจำหน่ายผ่านทาง Razer.official.store บน Shopee และ Lazada




สรุปท้ายรีวิว

ไฟสวย ปรับแต่งได้เยอะมากตามสไตล์ CHROMA RGB ด้วยความเป็นสินค้าแบรนด์ Razer ที่มีโปรแกรมจัดการที่ดีและมีพาร์ทเนอร์เยอะ ยังไงก็น่าใช้ และในรุ่นนี้ก็มาพร้อมการออกแบบที่เป็นขนาด Tenkeyless ตามเทรนด์นิยม ปุ่มกดกรีนสวิตช์ที่ใครตามหาก็อยู่ในรุ่นนี้ด้วยเช่นกั Razer Green Mechanical Switch ฟิลลิ่งกำลังดีครับ ใช้งานมันทั้งเล่นเกมและการพิมพ์ มาพร้อมคีย์แคปภาษาไทยแล้ว

ครบเครื่องพรีเมี่ยม คุณภาพสูงอีกหนึ่งอุปกรณ์เกมมิ่งครับ

 

ข่าว: รีวิว Razer BlackWidow V3 Tenkeyless คีย์บอร์ดแมคคานิคย่อไซด์ พิมพ์ไวปุ่มไม่ลั่น ด้วย Green Switch มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/14/review-razer-blackwidow-v3-tenkeyless.html

ลองของ – เพิ่มแรม 16GB + 8GB ของเดิมในโน้ตบุ๊คมันจะได้ด้วยกันไหมนะ

โน้ตบุ๊คปัจจุบันโดยเฉพาะเกมมิ่งมักจะมาพร้อมแรมแบบ 8GB เป็นอย่างน้อยอยู่แล้ว พร้อมเหลืออีกหนึ่งช่องให้อัพเกรทเพิ่มได้ แต่ก็มักจะมีคำถามว่า ใส่เพิ่มอีก 8GB รวมเป็น 16GB หรือว่าใส่ข้ามเป็น 16GB อีกแถวเลยได้ไหม แบบว่าไม่อยากถอดของเก่าออก แต่ก็อยากได้ความจุสูงไปเลย วันนี้ทีมงานมีคำตอบครับ

โน้ตบุ๊คเกมมิ่งหลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่ราคาไม่สูงมาก มักจะให้แรมมาแค่ 8GB ซึ่งมันก็เพียงพอกับการใช้งาน และมักจะมีเหลืออีกช่องไว้ให้อัพเกรทเพิ่มเติม ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็อยากจะอัพเกรทเพื่อเพิมประสิทธิภาพให้ตัวเครื่อง แต่ก็มักจะมีคำถามว่า แรมตัวใหม่ที่จะเพิ่มจำเป็นตองเป็นรุ่นความจุรวมไปถึงบัสที่เท่ากันไหม เช่นแรมเครื่อง 8GB 3,200 MHz แรมที่เพิ่มก็ควรจะเป็น 8GB 3,200 MHz เหมือนกันหรือเปล่า ซึ่งผมตอบเลยว่าไม่จำเป็น ทั้งความจุ และความเรวบัส

โดยในส่วนของความเร็วบัสแรมนั้น ถ้าได้เท่ากันก็จะดี แต่ถ้าความเร็วบัสไม่เท่ากัน ตัวแรมก็จะวิ่งเท่าตัวที่มีความเร็วช้ากว่าเอง เช่นแรตัวเครื่อง 2,933 MHz และแรมตัวใหม่มีความเร็ว 3,200 MHz ตัวแรมที่เร็วกว่าก็จะปรับความเร็วให้เท่ากันตัวที่ช้ากว่าเองครับ ซึ่งพอใช้งานจริงก็แทบไม่รู้สึกถึงความต่าง ทีมงานเลยจะขอโฟกัสที่ความจุแรมที่ต่างกันมากกว่าในบทความนี้

โดยเหยื่อของทีมงานในวันนี้คือ Lenovo Ideapad Gaming 3 AMD Ryzen 5 4600H รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ให้แรมมาแล้ว 8GB บัส 3,200 MHz และเหลือช่องให้ใส่แรมเพิ่มอีก 1 ช่อง

เหยื่อของเราอีกชิ้นคือแรม Transcend JM3200HSE ความจุ 16G บัส 3,200 MHz แรมยอดฮิตสำหรับผู้ใช้โน้ตบุ๊คเลยตัวนี้

Transcend JM3200HSE กับความจุ 16GB แบบแถวเดียว ด้วยชิปแรมทั้งหมด 8 เม็ด 2 ฝั่ง ตกเม็ดละ 2GB พร้อมความเร็วบัสที่ 3,200 MHz ผลิตในไต้หวัน ประกันตลอดชีพเชื่อถือได้แน่นอน

การติดตั้งใน Lenovo Ideapad Gaming 3 ก็ไม่ยากครับ ไขน๊อตใต้เครื่อง จากนั้นหาบัตรค่อยๆแซะฝาเครื่องเปิดออกมา แถวแรมจะอยู่ใต้แผ่นยางปิด เปิดมันออกมาใส่แรมเฉียงๆและก็กดลงไปได้เลย

มาเช็คหน่อยว่าแรมเห็นครบไหม

Lenovo Ideapad Gaming 3 ที่ทีมงานทดสอบร่วมด้วยเป็น AMD Ryzen 5 4800H รองรับแรมบัส 3,200 MHz ได้เต็มประสิทธิภาพ

แรมเห็นเต้มความจุ 24 GB (8 + 16 GB) และยังเป็น Dual Channel ที่ความเร็วบัส 1,596 MHz หรือ 3,200 MHz นั่นเอง แม้จะต่างยี่ห้อ ต่างความจุ แต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้

ช่องแรกจะเป็นแรมที่มากับเครื่อง ยี่ห้อ SK Hynix ความจุ 8GB บัส 3,200 MHz

ช่องแรกจะเป็นแรมที่ทีมงานเพิ่มเข้าไปจาก Transcend ความจุ 16GB ที่ความเร็วบัส 3,200 MHz

Lenovo Ideapad Gaming 3 ที่ทีมงานทดสอบเป็นรุ่นท๊อป มาพร้อมการืดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti

ประสิทธิภาพ 8GB vs 24 GB แบบ Single Thread ไม่ต่างกัน แต่พอ Multi Thread มีคะแนนสูงขึ้นมาเล็กน้อย

ส่วนการเล่นเกมไม่ต่างกัน ส่วนหนึ่งน่าจะเพระาตัวเกม Far Cry 5 ไม่ได้กินแรมเครื่องมากมายนัก แต่เกมเปิดเร็วขึ้นมาอย่างชัดเจน และถ้าเล่นเกมพร้อมทำงานอื่นๆจะลื่นไหลขึ้น สลับหน้าจอได้เร้วขึ้นโดยไม่หน่วง

สรุปส่งท้ายจากการทดสอบ แม้แรมจะต่างความจุกัน ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ 100% ไม่มีปัญหาใดๆในการใช้งาน ถ้างบไม่เยอะมาก อาจจะใส่แรม 8GB ไปก่อน แต่ถ้าอยากอัพเกรทครั้งเดียวแล้วจบเลย ตัดใจซื้อแรม 16GB ไปเลย เพิ่มอีกไม่กี่ร้อย แต่ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า และไม่จำเป็นต้องถอดแรมตัวเก่าออกด้วยครับ

ท่านที่สนใจแรม Transcend JM3200HSE-16G ตัวนี้ สามารถสั่งซื้อได้ที่ Lazada ในราคาค่าตัว 2,150 บาท หรืออาจจะถูกกว่านี้ได้อีก คุ้มกว่าซื้อ 8GB อีกนะ

from:https://notebookspec.com/try-something-add-16gb-8gb-ram-of-the-original-in-the-notebook-will-it-be-together/536962/

รีวิว HUAWEI Watch Fit แค่ใส่ไว้แล้วใช้ชีวิต ตรวจจับทุกสิ่งอัตโนมัติ อยู่ได้นานถึง 10 วัน

HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่ผมขอเรียกมันว่าลูกครึ่งนาฬิกาและสายรัดข้อมือดีกว่านะครับ ด้วยรูปทรงหน้าปัดที่ไม่เหมือนใคร ทรงยาวแต่จอใหญ่  ตัวเรือนไม่หนักสามารถใส่ใช้งานตลอดวันโดยไม่รู้สีกอะไร และอยู่กับเราได้เป็นอาทิตย์โดยไม่ต้องถอดออกมาชาร์จเลยด้วยซ้ำ

มันก็จะเหมือนกับสาย Fitness Tracker ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ที่ใส่ติดข้อมือเราเอาไว้ เป็นผู้ช่วยส่วนตัวในยามออกกำลังกาย เป็นผู้ช่วยสมาร์ทโฟนเพื่อการแจ้งเตือน และเป็นผู้ช่วยจัดเก็บกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย เป็นนาฬิกาบอกเวลาธรรมดาๆ และเป็นให้อีกหลายสิ่งหลายอย่าง แม้ไม่ใช่ทุกอย่าง ^^ แต่ก็มีราคาค่าตัวแค่ 3,499 บาทเท่านั้นเอง

มันมีชื่อเต็มว่า HUAWEI WATCH Fit Active Edition ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว ทำงานด้วย AI และระบบอัตโนมัติ ช่วยเหลือผู้สวมใส่ทั้งการแจ้งเตือนและดูแลสุขภาพครับ

ตัวเรือนน้ำหนักเบา ความรู้สึกตอนใส่สบายๆ เพราะมันไม่ใหญ่ไม่หน่วง เรือนมันจริงๆ หนักแค่ 21 กรัม กระจายน้ำหนักตามทรงยาวของสาย ขนาดรวม 46 x 30 x 10.7 มิลลิเมตร ขนาดความกว้างแค่นี้ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย จะลำลองก็พอได้ จะจริงจังก็หล่ออยู่ครับ

เพราะหน้าจอแสดงผลของมันภาพชัดและสีสวย  1.64” AMOLED  ขอบบางเล็กเพียง 0.95 มม ภาพบนจอเห็นชัดเจนดีมาก สู้แสงได้แม้ใช้งานในตอนกลางวัน เห็นอะไรชัดเจน

อยู่กับเราได้ตลอดจริงๆ ครับ มันแบตอึด ตัวเล็กน้ำหนักเบา แถมกันน้ำระดับ 5ATM แข่งกันดำน้ำกับมันเราตายก่อน ฉะนั้นหายห่วงที่จะพามันไปอาบน้ำหรือเล่นกีฬาทางน้ำได้เลยครับ

ใส่แล้วใส่ยาว ไม่ต้องถอด เพราะแบตเตอรี่ชาร์จเต็มทีก็อยู่ได้เป็นอาทิตย์สบายๆ ใส่นานจนลืมเรื่องชาร์จ ไม่ใช่จำพวกต้องถอดชาร์จทุกวันจนลืมใส่


มันถูกออกแบบมาให้ติดตัวตลอดแม้ยามนอนหลับ จะบอกว่ากระจกหน้าจอของเจ้าตัวนี้ทนทานดีมากนะครับ เห็นเครื่องราคาไม่แพง แต่ผมทดสอบให้แล้วด้วยความไม่ตั้งใจ ^^ ทนรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี โดนขอบ PC ไปหลายดอกยังไม่เห็นรอยครับ

มีปุ่มควบคุมเพียงปุ่มเดียวเป็นทั้งปุ่มเปิดรายการใช้งานและกดอีกครั้งเป็นปุ่มโฮมย้อนกลับมาหน้าแรก ส่วนการเลื่อนหน้าจะใช้การสไลด์หน้าจอโดยตรง สไลด์ซ้าย/ขวา คือดู Widget ที่นำมาวางเอาไว้ทีละหน้า เลื่อนขึ้นจะเป็นหน้าศูนย์แจ้งเตือน เลื่อนลงคือเข้าหน้าตั้งค่าต่างๆ ของนาฬิกา

สรุปแล้วจากตัวเครื่องภายนอก มันคืออุปกรณ์คู่กายเลยครับ ตัวไม่หนัก ไม่หน่วง น้ำหนักเบา แบตเตอรี่อึด หน้าปัดทนทาน และกันน้ำ 5ATM อยู่อึดอยู่ทนอยู่นาน เป็นแนวใส่แล้วไม่ต้องมาถอดเข้าถอดออกบ่อยๆ

การใช้งานภายใน

การทำงานของ HUAWEI WATCH Fit จะใช้งานร่วมกันกับแอพพลิเคชั่น Huawei health รองรับทั้งระบบ Android และ iOS ซึ่งในปัจจุบันต้องบอกก่อนว่า แอพบนระบบ Android มีความสมบูรณ์ครบ แต่บนระบบ iOS จะใช้งานบางอย่างไม่ได้ เช่นไม่สามารถใช้เป็นชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพได้ หรือยังไม่มีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกใช้เหมือนในระบบ Android ครับ


บนแอพ Huawei health จะเป็นศูนย์กลางการใช้งานเลยครับ มันเอาไว้ตั้งค่าการทำงานต่างๆ เช่นกำหนดการแจ้งเตือน กำหนดหน้าการใช้งานบนตัวนาฬิกา รวมถึงใช้ในการจัดเก็บสถิติต่างๆ ของผู้ใช้ ให้อยู่ในโปรไฟล์ไอดีของเราบนแอพพลิเคชั่น Huawei health นั้นเองครับ


เราสามารถอัพเดทระบบของตัวนาฬิกาได้ที่แอพนี้เช่นกัน

มันถูกออกแบบให้ทำงานอัตโนมัติเป็นหลักครับ ตัว AI ของระบบจะคอยตรวจจับเองว่า เรากำลังเดิน กำลังนั่ง หรือกำลังนอน แล้วจะตรวจจับเก็บสถิติเหล่านั้นเอาไว้ให้เรา

สามารถตรวจจับการนอนได้ลึกถึง 4 ระดับ และสามารถนับรวมการนอนกลางวันเข้าไปในชั่วโมงพักผ่อนของเราได้ด้วยครับ การจับแม่นยำมาก เวลาหลับและเวลาตื่นตรงเป๊ะเลย

ตัวมันมีเซ็นเซอร์ GPS ในตัว ฉะนั้นจึงสามารถจัดเก็บระยะทางได้ด้วยตัวมันเองไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนในยามออกเดินหรือวิ่ง มีเซนเซอร์ตรวจจับชีพจรหัวใจ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอีกหลายอย่าง เช่นการตรวจจับความเครียดจากอัลกรอริทึมการหายใจ


ถ้าตรวจพบความเครียดที่มากเกินไป จะแวะพักกำหนดลมหายใจในโหมดกำหนดลมหายใจ ผ่อนคลายชีวิต ทำให้ร่างกายได้ออกซิเจนอย่างเต็มที่ และสามารถตรวจวัดออกซิเจนในเลือดได้ ซึ่งจะวัดได้แค่แบบกะประมาณไม่ใช่ในระดับที่ใช้ยืนยันทางแพทย์ได้นะครับ



เป็นสมาร์ทวอทช์ในระบบที่มีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกใช้งานเยอะเลยนะครับ สวยงามดูแฟชั่นดีหลายแบบ และสามารถใช้รูปภาพหรือรูปถ่ายภายในเครื่องของสมาร์ทโฟน มาทำเป็นภาพบนหน้าปัดนาฬิกาได้ด้วยเช่นกัน

 




เจ้าแอพตัวนี้ สามารถเป็นผู้ช่วยในการแจ้งเตือนเพื่อปลุกคุณในตอนเช้าได้นะครับ รวมถึงใช้ตั้งบันทึกเตือนรอบเดือนของคุณสุภาพสตรีได้ด้วย


ในด้านการออกกำลังกาย ตัวมันมีทั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ตรวจจับชีพจรหัวใจ มี GPS ตรวจจับระยะทาง ฉะนั้นใครชอบออกกำลังกาย เจ้านี้มีครบครับ และยังมีชุดโปรแกรมสำหรับการฝึกฝนร่างกาย ที่จะแนะนำเราเป็นเสียงและภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอ



รวมทั้งชุดออกกำลังกายบนแอพพลิเคชั่น และบนตัวนาฬิกาก็จะมีการออกกำลังที่รองรับมากถึง 96 ชนิดเลยทีเดียว ครบครันทุกการออกกำลังกายแล้วละครับที่ส่วนใหญ่เขานิยมเล่นกัน

ในฐานะเป็นผู้ช่วยผู้ใช้สมาร์ทโฟน ก็สามารถรองรับการแสดงผลภาษาไทยสมบูรณ์ 100% สามารถรับการแจ้งเตือนมาแสดงบนข้อมือเราได้ สามารถแสดงสายเรียกเข้าได้ด้วยนะครับ แต่ไม่สามารถรับสายสนทนาคุยผ่านตัวนาฬิกาได้ เป็นแค่การแจ้งเตือนว่ามีสายโทรเข้ามาเท่านั้นครับ

สามารถทำตัวเป็นรีโมทระยะไกล สำหรับควบคุมกดชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพของสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออยู่ได้ และเป็นรีโมทสำหรับการควบคุมเครื่องเล่นเพลงได้ด้วยครับ

กดค้นหาสมาร์ทโฟน ให้เครื่องที่เชื่อมต่ออยู่ สงเสียงให้เรารู้ตำแหน่งได้

จะเห็นว่าครบแล้วละครับ งานที่ต้องการใช้ จุดเด่นคือเจ้าตัวนี้มันทำงานได้ไว หน้า UI ไม่ค่อยซับซ้อน จอแสดงผลสวย ใหญ่ อ่านได้ชัดเจน และที่สำคัญคือแบตเตอรี่มันอึดมาก ใช้งานได้นานเป็นอาทิตย์โดยไม่ต้องชาร์จ

อันนี้สำคัญมากๆ เพราะสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ ที่จะออกแบบมาเป็นผู้ช่วยของผู้ใช้ให้ดีที่สุด ก็ต้องสามารถอยู่กับเจ้าของได้นานมากเท่าที่จะนานได้นั้นเอง

แถมรองรับระบบชาร์จไวซะอีก ใช้เป็นอาทิตย์แต่ชาร์จไฟแค่หลักนาที เสียบชาร์จไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง แบตเตอรี่ก็กลับมากว่า 70% แล้วครับ

สรุปท้ายรีวิว

สมาร์ทวอทช์ราคาไม่แพง ถูกแต่ฉลาดและใช้งานได้ดีครับ จอภาพสวย แบตเตอรี่อึดมาก การทำงานฉลาดด้วย AI มีการตรวจจับอัตโนมัติ รองรับภาษาไทยสมบูรณ์ เป็นผู้ช่วยผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ชอบการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ HUAWEI WATCH Fit มาพร้อมกับเซนเซอร์คุณภาพดี มีทั้งเซนเซอร์ชีพจร และ GPS ในตัว พร้อมโปรแกรมการออกกำลังกายกว่า 96 ชนิด กันน้ำ 5ATM รองรับกิจกรรมทางน้ำ มีลำโพงสำหรับการโค๊ชชิ่งแนะนำการฝึกตัวเองจากชุดโปรแกรมที่ Huawei ออกแบบไว้ให้

ราคาแค่ 3,499 บาท ทำได้ขนาดนี้ ยอดเยี่ยมมากครับ

สเปค HUAWEI WATCH Fit

  • หน้าจอ : 1.64” AMOLED / ขอบบางเพียง 0.95 มม
  • Size : 46 x 30 x 10.7 mm.
  • ROM : 4 GB
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0 BLE
  • น้ำหนัก : 21 กรัม (ไม่รวมสาย)
  • กันน้ำ : 5ATM (50 เมตร)
  • รองรับโหมดออกกำลังกาย 96 โหมด
  • คอร์สฟิตเนส 12 รูปแบบ พร้อมแนะนำด้วยภาพเคลื่อนไหว
  • เทคโนโลยีการชาร์จเร็ว ชาร์จ 1 ครั้ง ใช้งานได้ 10 วัน

ข่าว: รีวิว HUAWEI Watch Fit แค่ใส่ไว้แล้วใช้ชีวิต ตรวจจับทุกสิ่งอัตโนมัติ อยู่ได้นานถึง 10 วัน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/13/review-huawei-watch-fit.html

รีวิว ENCORE Passion หูฟัง TWS สำหรับสายสปอร์ตจาก พี่ตูน บอดี้สแลม

เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด..อังกอร์ ไม่ใช่สิ!! นี่เป็นการรีวิวหูฟังที่ไม่เกี่ยวข้องกับเสือสมิงหรือการปิ้งไก่กลางป่าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะนี่คือ ENCORE หูฟังรุ่น Passion หูฟัง True wireless Sport Earphon แบรนด์ไทยจากพี่ตูน บอดี้สแลม บอดี้กันน้ำระดับ IPX6 ออกแบบมาเพื่อสายสปอร์ตที่แท้ทรู คนชอบวิ่งแบบพี่ตูน และคนชอบออกกำลังกายเหงื่อโทรมกาย เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา อัตราการดีเลย์ต่ำ  วางจำหน่ายในราคา 2,490 บาท

แรงบันดาลใจของพี่ตูน…สู่สุดยอดเสียงของ ENCORE

“มันเหมือนตอนคอนเสิร์ตที่เราจะชอบเรียกช่วงหนึ่งว่า Encore คือมันจบไปแล้วนะ แต่ไม่พอ 

เราเรียกร้องที่จะแบบอยากทำอีก อยากได้ยินอีก พาฉันไปอีก เล่นให้ฉันฟังอีก อยากสนุกอีก”

                                                                                                             พี่ตูนกล่าว

ในเมื่อรักพี่ตูนเรามาดูหูฟังที่พี่ตูนนำเสนอจะน่าใช้น่าซื้อแค่ไหนไม่ดูกัน!!

ดีไซน์ของหูฟัง ENCORE Passion

ดีไซน์ของตัวหูฟังออกไปในแนวสปอร์ตเรียบง่าย ตัวเคสขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป สีดำด้านจับแล้วลื่นมือให้ความรู้สึกดี สกรีนโลโก้ ENCORE อยู่ตรงมุมซ้าย

เปิดมาด้านในจะเห็นนิยาม “Find Your Strength From Within” ตัวหูฟังทรงสปอร์ตเป็นพลาสติกกับยางอย่างละครึ่งเน้นการใช้งานกันน้ำกันเหงื่อ

ด้านข้างตัวเคสจะเป็นพอร์ตชาร์จ ตัวนี้ยังคงใช้เป็นพอร์ต Micro USB อยู่

ที่ตัวหูฟังจะมีโลโก้ ENCORE เห็นเด่นๆ ตรงนี้จะเป็น  Touch Contral จุดสัมผัสสำหรับควบคุมการใช้งานของตัวหูฟัง

ส่วนลำโพงจะหุ้มจุกซิลิโคนทรงดอกเห็ดตัวนี้จะขนาดไซส์ M ในกล่องจะมีอีก 2 ไซส์เป็น S กับ L ไว้สำหรับเปลี่ยนให้ด้วยค่ะ

ด้านในเป็นขั้วชาร์จ สำหรับชาร์จกับเคสชาร์จ

ตัวหูฟังออกแบบมาเน้นการใช้งานสายออกกำลังกาย และคนที่ต้องเคลื่อนไหวบ่อยๆ คนที่ชอบเดิน คนที่ชอบออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวตัวเยอะๆ อย่างการวิ่ง ตัวหูฟังลักษณะจะค่อนข้างอ้วนเพื่อกระชับเข้ากับช่องหู และไม่เลื่อนหลุดได้ง่าย

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง ENCORE PASSION พร้อมเคสชาร์จ
  • สมุดโน้ตแบบฉีก
  • สาย micro-USB 2.0
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • จุกซิลิโคนใส่หูฟังสำรอง 2 ไซส์

การเชื่อมต่อ เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 โดยการใส่ตัวหูฟังกลับเข้าไปยังเคสเปิดปิดฝาเคส 1 ครั้ง นำหูฟังออก ตัวหูฟังก็จะพร้อมเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ของเรา ได้เลย

การใช้งาน

๐ แตะ 1 ครั้งข้างใดข้างหนึ่งจะเป็นการ เปิด/ปิด เพลง

๐๐ เป็นการเรียกใช้คำสั่งเสียง Google Assistant/Siri

—- กดค้างที่ข้างขวาเป็นการ Skip เลื่อนเพลงถัดไป

—- กดค้างที่ข้างซ้ายเป็นการ Forward ย้อนกลับเพลงเดิม

ทดสอบเสียง

“เพราะเสียงเพลง..ไม่ได้เป็นเพียงตัวโน้ตหรือลีลาดนตรี

เพราะเนื้อร้อง..มีพลังผลักดันที่มากกว่าด้วยถ้อยคำเพราะๆ 

แค่ฟังไม่พอ ..มันต้องดื่มด่ำ”

                                                                                                                            พี่ตูนกล่าว (อีกครั้ง)

เสียงของเจ้าตัวหูฟัง ENCORE Passion จะเน้นไปในโทนเสียงสูง ใครที่ชอบฟังเสียงแนวทุ้ม นุ่มลึก น่าจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ อาจจะต้องเบริ์นหูฟังกันก่อนใช้ เสียงกลางเสียงต่ำ ยังโอเครอยู่ เบสแน่นพอประมาณค่ะ มิติเสียงค่อนข้างกว้าง

หลังจากลองฟังเพลงหลายๆ แนว เจ้าตัวหูฟัง Passion เหมาะกับเพลงป๊อบใสๆ มากกว่าแนวเพลงอื่น เพลงซินท์ป๊อบ เน้นซาวด์คนตรีที่เป็นเสียงสังเคราะห์เยอะๆ หูแหกค่ะบอกเลย มันแหลมโดดไปมาก คือต้องเบิร์นหูก่อนจริงๆ แหละ รุ่นนี้ การดูหนังเล่นเกม อัตราการดีเลย์ต่ำ ดูหนังดูซีรีย์ผ่าน Netflix ดู Youtube โอเครอยู่ค่ะ

ใช้ในการสนทนารับสาย คุณภาพของของไมโครโฟน รับสายในอาคารเสียงสนทนาชัดเจน ตัวนี้ไม่มี ANC ใช้งานข้างนอกเสียงรบกวน พวกเสียงการจราจร เสียงคนอื่นคุยก็จะแทรกๆ ปลายสายก็จะไม่ค่อยได้ยินเราเท่าไหร่ เหมาะกับใช้งานในอาคารมากกว่า

แบตเตอรี่ ตัวเคสขนาด 500mAh ตัวหูฟังขนาดแบตเตอรี่ 60mAh ทั้ง 2 ข้าง ตัวหูฟังชาร์จเต็มใช้เวลา 1.5 ชั่วโมง ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ถือว่าอึดมากๆ ค่ะ เก็บชาร์จกับตัวเคสได้ซ้ำ 5 ครั้ง รวมๆ การใช้งานได้ 20 ชั่วโมง น่าเสียดายตัวพอร์ตชาร์จยังเป็น Micro USB ในขณะที่ตัวหูฟัง TWS ส่วนใหญ่หันมาใช้พอร์ต USB Type C กันแล้ว ตรงนี้หัก 1 คะแนน …ไม่ปลื้ม

สรุปความน่าใช้

หูฟัง True wireless  เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา อัตราการดีเลย์ต่ำ กันน้ำระดับ IPX6 ออกแบบมาเพื่อสายสปอร์ตโดยเฉพาะ เสียงดี น่าใช้ ในราคาที่เอื้อมถึงได้ 2,490 บาท รักพี่ตูนก็ช่วยอุดหนุนหูฟังพี่ตูนกันด้วยค่ะ

 

ข่าว: รีวิว ENCORE Passion หูฟัง TWS สำหรับสายสปอร์ตจาก พี่ตูน บอดี้สแลม มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/12/review-of-encore-passion-tws-headphones-for-sports.html