คลังเก็บป้ายกำกับ: 5G

Intel จับมือ VMware พัฒนาแพลตฟอร์ม vRAN ใหม่เพื่อผลักดันการใช้ 5G

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางอินเทลและ VMware ได้ประกาศความร่วมมือที่จะเข้ามาช่วยผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมในการผลักดัน 5G และ LTE ออกมาให้เร็วมากที่สุด ด้วยแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใหม่สำหรับโครงข่ายเวอร์ช่วลไลซ์โดยเฉพาะ

แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นนี้สำหรับใช้กับเครือข่ายที่เรียกว่า virtualized Radio Access Network หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า vRAN ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ช่วลไลเซชั่นแบบ Software-Defined นี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการ

รวมทั้งทำให้เปิดใช้โครงข่ายได้เร็วกว่าเดิม มีผู้ให้บริการหลายรายเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายแบบเวอร์ช่วลกับ RAN เพื่อเร่งความเร็วในการออกบริการ 5G ของตัวเอง แต่การผสานการทำงานของซอฟต์แวร์มักมีความซับซ้อนมาก

แต่ด้วยแพลตฟอร์ม vRAN ที่ผสานกับเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญชั้นนำจากทั้งอินเทลและ VMware ย่อมช่วยอำนวยความสะดวกในการวางระบบการให้บริการที่ Edge ของเครือข่ายให้เร็วขึ้น โดยความร่วมมือนี้จะเป็นการสร้างอินเทอร์เฟซเปิดที่เขียนโค้ดปรับแต่งได้

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-vmware-vran/

MediaTek จับมือ Intel พัฒนาชิปโมเด็ม T700 5G สำหรับใช้บน โน้ตบุ๊ค ยุคถัดไป

เรียกได้ว่าถือเป็นดีลการร่วมมือครั้งใหญ่เลยทีเดียวสำหรับ MediaTek ได้จับมือร่วมกับ Intel ผู้ผลิตซีพียูยักษ์ใหญ่วงการคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาโมเด็ม MediaTek T700 ที่เป็นแบบบสแตนด์อโลน 5G ซึ่งล่าสุดก็ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมจะนำเจ้าโมเด็มตัวนี้มาใช้กับพีซีและโน้ตบุ๊คในยุคถัดไปอีกด้วย

โดยโมเด็ม T700 5G ของ MediaTek นั้นถูกออกมาแบบใช้สำหรับพีซีที่ใช้ซีพียู Intel โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการโทร 5G แบบสแตนด์อโลน (SA)  และรองรับการทำงานร่วมอุปกรณ์ OEM ของ MediaTek และ Intel ต่างๆ ในอนาคตอย่างเช่นพวกอุปกรณ์ IoT  ซึ่งจะเป็นการมอบประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

การเป็นหุ้นส่วนของเรากับ Intel เป็นส่วนขยายตามธรรมชาติของธุรกิจมือถือ 5G ที่กำลังเติบโต และเป็นโอกาสทางการตลาดที่ดีมากสำหรับ MediaTek ในการก้าวเข้าสู่ตลาดพีซี
Joe Chen
ประธานแห่ง MediaTek กล่าว

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อ Mediatek ผสานความเชี่ยวชาญร่วมกับ Intel ในส่วนของพีซีเพื่อใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีโมเด็ม 5G ย่อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคที่จะสามารถใช้งานพีซีและโน้ตบุ๊คได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

แน่นอนว่าการที่ Intel ได้ร่วมเป็นหุ้นส่วนกับ MediaTek ในการพัฒนาโซลูชันโมเด็ม 5G นั้นถือเป็นการพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ Intel และเราก็พร้อมที่จะเป็นผู้นำทั้ง 4G/LTE และ 5G บนพีซี ซึ่งจะพลิกโฉมขีดความสามารถของพีซีให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น
Chris Walker รองประธานองค์กรของ Intel และผู้จัดการทั่วไปของ Mobile Client Platforms กล่าว

นอกจากนี้โมเด็มของ MediaTek T700 5G นั้นยังถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานสูง เพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊ค และในอนาคตทาง MediaTek  ก็จะเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยี 5G ขั้นสูงในที่ใช้ในกลุ่มพีซี มือถือ บ้าน รถ และ IoT อีกด้วย  และคาดว่าโน้ตบุ๊คเครื่องแรกที่จะใช้โซลูชันโมเด็ม MediaTek และ Intel ที่พัฒนาร่วมกัน จะพร้อมให้ใช้งานภายในต้นปี 2021 ครับ

 

ที่มา : เมลประชาสัมพันธ์, mediatek

from:https://droidsans.com/mediatek-intel-modem-5g/

AIS แม้รายได้ลด แต่ยังทุ่มงบ 3.5 หมื่นล้านบาท ลงทุน 5G ต่อเนื่อง

เอไอเอส รายงานผลประกอบการ ไตรมาส 2/2563 กำไรสุทธิ อยู่ที่ 7,235 ล้านบาท ลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เติบโตขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการควบคุมต้นทุนได้ดี โดยมีรายได้รวม ลดลง 4.1% อยู่ที่ 42,256 ล้านบาท จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังคงมีผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ซึ่งกระทบต่อการใช้จ่ายผู้บริโภคในด้านการใช้มือถือ ในขณะที่ ธุรกิจเน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ มีความต้องการจากการล๊อกดาวน์ที่ต้องทำงานจากบ้าน ทำให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 112,200 ราย

ทั้งนี้ เอไอเอส ยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 70% ของกำไรสุทธิ และประกาศจ่ายเงินปันผล 3.24 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 3 กันยายน 2563 นี้ และยังคงงบลงทุนเครือข่าย ทั้ง 4G, 5G ประมาณ 35,000 ล้านบาท มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลร่วมฟื้นฟูประเทศในทุกระดับอย่างเต็มที่

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ในภาพรวมของผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจโทรคมนาคมได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวและการปิดบริการชั่วคราว AIS Shop, Serenade Club และ AIS Telewiz

ในพื้นที่ตามประกาศของภาครัฐ รวมถึง การสนับสนุนมาตรการของกสทช.เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้ใช้บริการ ทั้งการมอบดาต้าและค่าโทรฟรีในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลต่อรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในส่วนธุรกิจเน็ตบ้านได้รับผลเชิงบวกจากการที่ลูกค้าต้องทำงานหรือเรียนหนังสือจากบ้าน ทำให้มีความต้องการติดเน็ตบ้านสูงขึ้นมาก ด้วยผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 บริษัทมุ่งเน้นที่จะบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อคงความแข็งแรงของกระแสเงินสดให้สามารถลงทุนในธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุน 5G เพื่อการเติบโตในระยะยาว”

ในไตรมาส 2 เอไอเอสมีรายได้รวม 42,256 ล้านบาท ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ เอไอเอสยังคงมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือสูงที่สุดในตลาดที่ 41 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นลูกค้าระบบรายเดือน จำนวน 9.5 ล้านราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 395,600 ราย ในไตรมาสนี้ และมีลูกค้าระบบเติมเงินอยู่ที่ 31.4 ล้านราย ซึ่งลดลงจำนวน 531,900 ราย โดยมีสาเหตุหลักจากยอดขาย Sim2Fly ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดของการเดินทางระหว่างประเทศ ในขณะที่รายได้ต่อเลขหมายเฉลี่ยเท่ากับ 239 บาท/เลขหมาย/เดือน จากสภาพการแข่งขันในตลาดที่ยังคงสูงจากแพ็กเกจประเภท Fixed Speed Unlimited ซึ่งยังมีให้บริการในทุกโอเปอร์เรเตอร์ ขณะที่ COVID-19 ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทั้งการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และเรียนที่บ้าน (Learn from Home) ส่งผลให้การใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 15% เทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่เฉลี่ย 17 กิกะไบต์ต่อเดือน และสัดส่วนลูกค้าที่ใช้ 4G ยังเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง 75% ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ จากความต้องการติดเน็ตบ้านในช่วงโควิด ส่งผลให้มีลูกค้ารวม 1.2 ล้านราย และมีรายได้จากธุรกิจเน็ตบ้าน 1,683 ล้านบาท เติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กรก็ยังคงเติบโตจากความต้องการใช้บริการโซลูชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Cloud และ ICT solution เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แม้ว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบในเชิงรายได้ บริษัทมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกิจกรรมทางการตลาดที่น้อยลงในช่วงสถานการณ์โควิด ส่งผลให้เอไอเอสมีกำไรสุทธิ 7,235 ล้านบาท ลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เติบโต 3.3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงมีการบริหารจัดการกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการลงทุนขยายโครงข่ายทั้งบริการ 5G และ 4G เพื่อรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในครึ่งปีแรกรวม 42,328 ล้านบาท และคงงบลงทุนทั้งปี 2563 ประมาณ 35,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-growth-quarter/

[Gest Post] อีริคสัน จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมจัดแสดงนวัตกรรม 5G

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือล่าสุดในงาน “Chula 5G For Real Exhibition” โดยจัดแสดงและนำเสนอนวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกันจากเทคโนโลยี 5G ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ IoT อาทิ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Automos Vehicles) ทันตแพทย์ทางไกล (Tele-Dentistry) ที่ตอบรับสังคมสูงวัย และบริการตรวจรักษาทางไกล (Tele-Medical Services) ให้กับประชาชนผ่านเทคโนโลยีเอไอ

ภาพจากซ้ายไปขวา: นายวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเน็ตเวิร์คโซลูชันส์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด , ศ.ดร. บุญไชย สถิตมั่นในธรรม หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ร้อยโท ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้างานฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด

 

ศ.ดร. วาทิต เบญจพลกุล ประธานโครงการทดสอบบริการโทรคมนาคมไร้สาย 5G กล่าวว่า “ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ศูนย์ 5G Innovation Center ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของเราได้พัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย ร่วมกับพันธมิตรอื่น ๆ จากหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงอีริคสันด้วย ศูนย์ฯ แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงาน กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) โดยมีพันธกิจหลักคือเพื่อพัฒนารูปแบบการใช้งานต่าง ๆ ที่มีคุณประโยชน์แก่สังคมและขับเคลื่อนให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้น หนึ่งปีเต็ม ๆ ที่พวกเรามุ่งมั่นทำงานกันอย่างหนัก วันนี้เราพร้อมแสดงให้ทุกภาคส่วนได้เห็นความสำเร็จและความคืบหน้าของการพัฒนานวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี 5G ในประเทศไทยแล้ว”

เทคโนโลยี 5G จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไกลไปสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว พร้อมตอบสนองความต้องการและสร้างความน่าเชื่อถือได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสใหม่ ๆ ไปสู่กลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย ประกอบด้วย กลุ่มดูแลสุขภาพ (Healthcare) กลุ่มยานยนต์ (Automotive) และกลุ่มการผลิตด้านอุตสาหกรรม (Manufacturing) ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยคาดการณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2573 มูลค่าของรายได้รวมจากธุรกิจดิจิทัลที่เปิดใช้งานเทคโนโลยี 5G จะอยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

นางนาดีน อัลเลน ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ถือเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่อีริคสันได้เป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือครั้งนี้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ที่เข้ามาช่วยเสริมและสร้างนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตที่ดีกว่าในงาน “Chula 5G For Real Exhibition”

“เราทราบกันดีว่าเทคโนโลยี 5G นั้นไม่ใช่เป็นเพียงเทคโนโลยีด้านเครือข่ายรุ่นถัดไปเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมมากมายให้เกิดขึ้นและเป็นจริงได้พร้อมกับผลักดันทั้งภาคอุตสาหกรรมและสังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ พร้อมนำพาเทคโนโลยี IoT ให้ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับการทำงานทั้งหมดตั้งแต่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนไปจนถึงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์แบบเรียลไทม์ภายในโรงงาน” นางนาดีน กล่าวเสริม

ด้วยประสบการณ์และการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกว่า 100 ปี อีริคสันมุ่งมั่นสนับสนุนผู้ให้บริการโทรคมนาคมเปิดใช้เทคโนโลยี 5G เพื่อรับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ พร้อมมอบประสบการณ์ออนไลน์ที่เหนือกว่าให้แก่ผู้ใช้งาน โดยอีริคสันมีการลงทุนอย่างจริงจังด้านการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในระดับโลกเพื่อพัฒนาพอร์ตโฟลิโอ 5G ให้มีความครอบคลุมและโดดเด่น อันประกอบไปด้วยแพลตฟอร์ม 5G ครบวงจรที่ครอบคลุมโซลูชั่นเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ Ericsson Spectrum Sharing และ 5G-ready (hardware) radios

นอกจากนี้ อีริคสันยังร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำรวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันทางด้านเทคโนโลยีมากกว่า 40 แห่ง และพันธมิตรในอุตสาหกรรมอีก 30 ราย เพื่อสร้างความเข้าใจการพัฒนานวัตกรรมและสร้างระบบนิเวศ 5G ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

“การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้เครือข่ายโทรคมนาคมทั้งเครือข่ายมือถือและเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบ้านสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ พร้อมย้ำให้เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีการเชื่อมต่อคุณภาพสูงที่จะมีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจและขับเคลื่อนผลิตภาพของประเทศ โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือความเร็วสูงอย่าง 5G จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำเสนอแพลตฟอร์มที่มีเสถียรภาพสำหรับสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย” นางนาดีนกล่าวสรุป

ปัจจุบันอีริคสันได้ลงนามในสัญญาทางการค้ากับลูกค้าต่าง ๆ ไปแล้วถึง 99 ราย โดยมีผู้ให้บริการถึง 55 รายได้เปิดใช้งานเครือข่าย 5G แล้วใน 5 ทวีป

 

เกี่ยวกับ อีริคสัน

อีริคสัน สนับสนุนผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในการสร้างมูลค่าสูงสุดจากการเชื่อมต่อ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครือข่าย (Networks)  การบริการดิจิทัล (Digital Services) การบริหารจัดการเครือข่าย (Managed Services) และธุรกิจเกิดใหม่ที่กำลังเติบโต (Emerging Business) และมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือลูกค้าให้มุ่งสู่ระบบดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพ และมองหารายได้รูปแบบใหม่ การลงทุนเพื่อพัฒนา นวัตกรรมของอีริคสันได้มอบประโยชน์จากระบบโทรศัพท์และเครือข่ายเคลื่อนที่ให้แก่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก อีริคสันจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในกรุงสต็อกโฮล์ม และใน NASDAQ นครนิวยอร์ค ติดตามข้อมูลข่าวสารของอีริคสันได้ที่ www.ericsson.com

from:https://www.techtalkthai.com/ericsson-chula-5g-for-real-exhibition/

[Guest Post] เอไอเอส เดินหน้าผนึก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้าง Use Case 5G ต่อเนื่อง หลังจากร่วมสร้างปรากฏการณ์นำผลงานวิจัยช่วยโควิดสำเร็จ

เอไอเอส ร่วมชื่นชมความสำเร็จโครงการวิจัย 5G ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงาน CU 5G For Real พร้อมยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรต่อเนื่อง หลังจากร่วมทดลอง ทดสอบ และสนับสนุน Digital Infrastructure  ให้แก่ Use Case ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประโยชน์แก่สังคม ช่วยรับมือโควิดได้อย่างดีในช่วงที่ผ่านมา

 

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวในโอกาสการแสดงผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ของคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการสื่อสาร ว่า “AIS รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนสนับสนุนภาครัฐ และภาคการศึกษา เปิดพื้นที่เพื่อพัฒนาความพร้อมให้แก่นิสิต นักศึกษา  นักพัฒนา รวมถึง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงของเทคโนโลยี Digital ของไทย ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบ เพื่อพัฒนาไอเดียด้วยเทคโนโลยีล่าสุด อย่าง 5G และเทคโนโลยีอื่นๆ อาทิ  AI, IoT ฯลฯ ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลาของการร่วมเป็นพันธมิตรกันนั้น สามารถเรียนรู้ และนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปสร้างสรรค์ และพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่น การเปิดตัว 5G อย่างเป็นทางการในประเทศไทยได้สมตามเจตนารมณ์ของภาครัฐ”

โดย AIS และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เริ่มลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา วิจัย เพื่อพัฒนาและทดลองทดสอบเทคโนโลยี 5G ภายใต้การสนับสนุนของ กสทช. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมมือกันใน 3 ด้าน ประกอบด้วย

  1. ทดลองทดสอบร่วมกันทางเทคนิค เพื่อทำความรู้จัก เข้าใจทุกแง่มุมของเทคโนโลยี 5G ไปด้วยกันในฐานะนักวิจัย และผู้ให้บริการเครือข่าย
  2. เปิดพื้นที่เพื่อให้นักวิจัยและนิสิต ได้ลงมือศึกษาบนเครือข่าย 5G จริง ผ่าน “ศูนย์ 5G AI/IoT Innovation Center” ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช. ที่เปิดให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เพื่อเป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ 5G แห่งแรกในเมืองไทย ทั้งนี้ เอไอเอส ยังมีความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งศูนย์ทดสอบ 5G LIVE  ในชื่อ “ 5G Garage Innovation LAB”
  3. เอไอเอสและคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันพัฒนา Use case ต่างๆ ในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงให้การสนับสนุนระบบสื่อสาร หรือ Digital Infrastructure สำหรับ Use case ในภาคสาธารณสุข ที่ได้มีโอกาสนำไปใช้งานจริงแล้วและประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา
                                              คณะผู้บริหารเยี่ยมชมหุ่นยนต์ 5G

 

โดยความร่วมมือที่ผ่านมา ประกอบด้วย

  • ร่วมนำเสนอเทคโนโลยี 5G และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ใน “ศูนย์ 5G AI/IoT Innovation Center” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
    และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • เตรียมเปิด “ศูนย์ 5G Garage Innovation LAB” ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง AIS และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช. ณ อาคารวิศวฯ 100 ปี เพื่อเป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ 5G แห่งแรกในเมืองไทย ที่ให้ได้ลงมือพัฒนาจริง ภายใต้เครือข่าย 5G LIVE  ซึ่งนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ รวมถึงนักพัฒนา ใน 5G Ecosystem สามารถเข้ามาใช้ 5G Garage Innovation LAB  เป็นพื้นที่ศึกษา  เรียนรู้ ทดลอง ทดสอบ นวัตกรรม 5G ได้ในทุกแง่มุม เพราะจะประกอบไปด้วยข้อมูลเทคโนโลยีเกี่ยวกับ 5G ที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานแบบครบวงจร ตั้งแต่ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G, อุปกรณ์โครงข่าย, อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ ตลอดจนตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน หรือ Use case ที่มาจากความร่วมมือของผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับโลก พร้อมทั้งการสัมมนา workshop เพื่อพัฒนาความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค รวมไปถึงร่วม Co-Develop บริการต้นแบบบน 5G เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกระดับในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง โดยคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก เอไอเอส และ พาร์ทเนอร์ในแวดวงโทรคมนาคมทั้งในและต่างประเทศ
  • ร่วมกับนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมนำนวัตกรรม IoT, AI, Robotic และ 5G เข้ามาประยุกต์ใช้ในเขตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เป็นเสมือนศูนย์กลางเทคโนโลยี Digital ที่ทันสมัย และสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดในประเทศ โดยรูปแบบของ Use case ที่อยู่ระหว่างการเตรียมพัฒนา เช่น Robot Mini Cargo,  Smart Pole, Robot  Physical therapy ฯลฯ โดยเมื่อเดือนเมษายน 2562 ได้เปิดตัวรถยนต์ไร้คนขับคันแรกของไทยที่เชื่อมต่อบนเครือข่าย LIVE Network 5G (1st 5G Connected Car) ที่เกิดจากการศึกษาและทดลองร่วมกันระหว่าง SMART MOBILITY RESEARCH CENTER จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเอไอเอส ที่ทำให้รถยนต์สามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้คนขับ ผ่านการใช้งานเครือข่าย 5G  ของเอไอเอส
  • สนับสนุนระบบสื่อสารและ Digital Infrastructure ให้ Use case ของคณาจารย์ นักวิจัยในวงการสาธารณสุข อาทิ การทดสอบหุ่นยนต์ต้นแบบในการรักษาทางการแพทย์เพื่อผ่าตัดเจาะกระดูก หรือ Teleoperation drilling robot ที่ใช้การควบคุมระยะไกล (remote) ซึ่งในระหว่างกระบวนการเจาะกระดูกคนไข้เพื่อรักษานั้น แพทย์จะสามารถรับรู้ได้ถึงทุกสัมผัสในทุกขั้นตอนการเจาะผ่าน remote ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครือข่ายที่ตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วมากๆ หรือ Latency ต่ำอย่าง 5G รวมถึงเทคโนโลยี Robotic ที่ได้เข้าไปสนับสนุนระบบสื่อสาร (ซิมการ์ด) ให้กับภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ และศูนย์ Regional Center of Robotics Technology จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาหุ่นยนต์คุณหมอ และหุ่นยนต์นินจา, ทีม CU-RoboCovid คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ปิ่นโตและหุ่นยนต์กระจก เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงระหว่างวิกฤติโควิดที่ผ่านมา

“โดยเอไอเอสยังคงยืนยันที่จะทำงานร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อคนไทยตลอดไป” นายวีรวัฒน์ กล่าวย้ำในตอนท้าย

 

from:https://www.techtalkthai.com/ais-join-chula-create-use-case-5g/

ประธานของสายผลิตภัณฑ์ 5G หัวเว่ย เผยเทคโนโลยี 5G จะสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

ภายในงานประชุมออนไลน์ “Better World Summit” ประจำปี พ.ศ. 2563 จัดโดยหัวเว่ย เมื่อเร็วๆ นี้ นายริทชี่ เผิง ประธานของสายผลิตภัณฑ์ 5G บริษัท หัวเว่ย กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “5G สร้างมูลค่าใหม่แก่ภาคอุตสาหกรรม” ว่า “เทคโนโลยี 5G เป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Digitalization) 

ซึ่งเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานแบบเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้เกิดการแบ่งโครงข่ายแบบครบวงจร (End-to-End หรือ E2E) ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพโครงข่ายเพื่อรองรับการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบต่างๆ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), การประมวลผลคอมพิวเตอร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ

ทั้งนี้ เทคโนโลยี 5G ยังช่วยภาคอุตสาหกรรมต่างๆ พัฒนาศักยภาพด้านการประหยัดพลังงาน สร้างมูลค่าและอัตราการเติบโตใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น” 

นอกเหนือจากจะทำให้เกิดการผสานกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เทคโนโลยี 5G ยังขยายการเชื่อมต่อทางดิจิทัลที่มีคนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ 4 รูปแบบ ได้แก่

การให้บริการโครงข่ายที่หลากหลาย: นอกจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โครงข่าย 5G ยังมอบการเชื่อมต่อที่ดีกว่าให้กับบ้านเรือนทั่วไปและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การถ่ายทอดสด (streaming) แบบไร้สายด้วยความคมชัดระดับ HD, การสื่อสารทางไกลเพื่อการแพทย์ (telemedicine), การควบคุมทางไกล (remote control) และอุตสาหกรรมการผลิตแบบอัจฉริยะ (smart manufacturing)

ศักยภาพที่ครอบคลุมนอกจากแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย รวมถึงการดาวน์โหลดข้อมูล โครงข่าย 5G ยังรับรองแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นสำหรับการอัปโหลด การส่งข้อมูลที่มีความหน่วงต่ำ (low-latency) และความเสถียรที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหร้บการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งต่อยอดจากการกำหนดความแม่นยำสูงและศักยภาพใหม่ด้านอื่นๆ

เทอร์มินัลที่หลากหลายปัจจุบัน สมาร์ทโฟนทำงานในฐานะเทอร์มินัลหลักสำคัญสำหรับโครงข่าย 3G และ 4G เมื่อเทคโนโลยี 5G เริ่มเข้ามาเป็นจุดศูนย์กลาง จะมีอุปกรณ์หลากหลายชนิดมากขึ้นที่สามารถเข้าถึงโครงข่ายดังกล่าวได้ เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณสำหรับผู้บริโภค (CPE), กล้อง, ยานพาหนะทางอากาศไร้คนขับ (UAVs) เป็นต้น

มูลค่าการเชื่อมต่อที่มากขึ้นนอกจากการให้ความสำคัญกับการให้คนและสิ่งต่างๆ เป็นจุดศูนย์กลาง การเชื่อมต่อ 5G จะไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์การใช้งานชั้นยอดให้แก่ผู้ใช้ แต่ยังทำให้หลากหลายอุตสาหกรรมสามารถปรับวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานดีขึ้น ทั้งยังมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การให้บริการโครงข่ายที่หลากหลาย บนรากฐานสถาปัตยกรรม 5G ที่เป็นหนึ่งเดียว

กลุ่มมาตรฐานอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 3GPP ได้พัฒนาสถาปัตยกรรมการจัดแบ่งโครงข่ายในรูปแบบ E2E (End-to-End) ที่ครอบคลุมทั้งโครงข่ายวิทยุ, โครงข่ายหลักและเทอร์มินัลต่างๆ โดยโครงข่ายที่ถูกแบ่งออกนี้สามารถสร้างขึ้น จัดการ และปฏิบัติการบนเครือข่ายเองได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดโครงข่ายเสมือนแบบหลายทางบนโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายเดียวกัน ทั้งนี้ โครงข่ายแต่ละส่วนต่างเป็นโครงข่ายแบบ E2E ที่แยกตัวออกมาอย่างสิ้นเชิงและถูกปรับเปลี่ยนตามความต้องการใช้งานที่หลากหลายสำหรับการนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรม

เอกสารตีพิมพ์ฉบับที่ 15 ของ 3GPP ได้ถูกนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจแล้ว โดยให้ความสำคัญกับบริการต่างๆ ที่ต้องการใช้งานแบนด์วิดท์เป็นอย่างมาก เช่น การถ่ายทอดสดด้วยความคมชัดระดับ HD, การสื่อสารทางไกลเพื่อการแพทย์ (telemedicine) และความปลอดภัยสาธารณะ โดยสเปคล่าสุดของ 5G – 3GPP Release 16 จะเสริมศักยภาพของเทคโนโลยี 5G อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ในด้านแอปพลิเคชันการสื่อสารที่มีความเสถียรระดับสูงและมีความหน่วงต่ำ (URLLC) โดยจะ
ทำให้เกิดแรงผลักดันใหม่ในการพัฒนาแอปพลิชันตามความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานเชิงอุตสาหกรรม เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ แก่ผู้ให้บริการโครงข่ายเพื่อสร้างการเติบโตในตลาด

การพัฒนาอุปกรณ์ที่รวดเร็วและอีโคซิสเต็มที่กำลังเติบโต

จากการสำรวจล่าสุดโดยสมาคมผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือระดับโลก (GSA) มีจำนวนโมดูล 5G 49 โมดูลที่เปิดตัวแล้ว และกว่า 54% ของโมดูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากจำนวนโมดูลของ 5G ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความหลากหลายของอุปกรณ์ 5G ในตลาดก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (CPE) สำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม, กล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ 5G (STB) และกล่อง T-Box สำหรับใช้งานในรถเพื่อเป็นเทอร์มินัลปล่อยสัญญาณ 5G

ปัจจุบัน อุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (CPEs) 5G เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ได้ถูกใช้สนับสนุนการปฏิบัติการทางไกลของเครื่องจักรในท่าเรือต่างๆ ในขณะที่กล้อง 5G ถูกนำไปใช้เพื่อการถ่ายทอดสดภารกิจวัดความสูงของยอดเขาจูมู่หลางหม่า (Qomolangma) ครั้งล่าสุด หรือเป็นที่รู้จักกันในนามยอดเขาเอเวอเรสต์ คาดการณ์ว่า 2 – 3 ล้านโมดูล 5G จะถูกนำไปวางตลาดในประเทศจีน และด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดขนาดใหญ่จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงเป็นอย่างมาก จึงคาดกันว่าราคาต่อชิ้นจะต่ำถึง 20 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ.2564 ซึ่งจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอีกด้วย

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมที่ถูกขับเคลื่อนโดย 5G เพื่อสรรสร้างมูลค่าใหม่

เทคโนโลยี 5G ได้มอบโอกาสมหาศาลให้แก่โครงข่ายมือถือ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมแนวดิ่ง (vertical industries) การผสาน 5G กับรูปแบบการใช้งานต่างๆ ในแนวดิ่งส่งผลให้เกิดเรื่องราวของความสำเร็จมากมาย

สำหรับท่าเรืออัจฉริยะ แบนด์วิดท์ระดับสูงและการส่งข้อมูลที่มีค่าความหน่วงต่ำของเทคโนโลยี 5G ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการทำงานของเครน ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบจากการปฏิบัติงานภายในพื้นที่สู่การควบคุมทางไกล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายต้นทุนทางธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติงานภายในพื้นที่ซึ่งมีผู้ควบคุมเครนได้เพียง 1 ตัวต่อ 1 คนเท่านั้น แต่การควบคุมทางไกลทำให้ควบคุมเครนได้ถึง 4 ตัวพร้อมกัน นอกจากค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงที่ลดลงกว่า 70% แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังเพิ่มศักยภาพการจัดการสินค้าโดยรองรับตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นจาก 25 ตู้เป็น 30 ตู้ต่อชั่วโมง และยังช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มความปลอดภัยจากการลดความเสี่ยงการทำงานให้น้อยที่สุด

เทคโนโลยี 5G ยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยโมดูล 5G มีศักยภาพรองรับจำนวนการเชื่อมต่อมากกว่าเทคโนโลยี 4G ถึง 50 เท่า ในขณะที่ใช้พลังงานในปริมาณที่เท่ากัน จึงมีประสิทธิภาพของพลังงานต่อบิทเพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า

เทคโนโลยี 5G ช่วยให้การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการให้บริการด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี 5G ทำให้เกิดบริการด้านการให้คำปรึกษาทางไกล จึงลดจำนวนคนไข้ที่ต้องไปพบแพทย์ด้วยตัวเองแต่ไม่ได้ลดจำนวนของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาหรือทำให้คุณภาพการวินิจฉัยต่ำลง และด้วยจำนวนการเดินทางที่ลดลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดจากการเดินทางมาพบแพทย์แบบวิธีเดิมจึงลดลงถึง 99.6%

นวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดย 5G

นายเผิงชี้ให้เห็นความสำคัญของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของโครงข่าย 5G ที่ได้ขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่อุตสาหกรรมแนวดิ่งหลากหลายรูปแบบ เช่น โครงข่าย TDD ซึ่งเดิมถูกนำมาใช้เพื่อเสริมโครงข่าย
มือถือคุณภาพสูง (eMBB) ช่วยเสริมความเร็วในการดาวน์โหลดมากกว่าการอัปโหลด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่สามารถรองรับความต้องการใช้งานแบนด์วิดท์ระดับสูงที่ต้องการความหน่วงต่ำอันเกิดจากการที่ 5G ขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมได้

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ หัวเว่ยพร้อมด้วยกลุ่มพันธมิตรในอุตสาหกรรมได้เปิดตัวนวัตกรรมโซลูชัน Super Uplink โดยโซลูชันแบบ E2E นี้ได้ใช้งานคลื่น TDD และ FDD เข้ามาเสริมการทำงานของการอัปโหลด ในขณะที่ลดค่าความหน่วง จนถึงปัจจุบัน นวัตกรรมนี้ได้ปรับเปลี่ยนทั้งการเชื่อมต่อกับคลื่นวิทยุและโครงข่ายหลัก ซึ่งจากการตรวจสอบที่จัดทำบนโครงข่ายที่ใช้งานจริงแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมนี้ทำให้ค่าความหน่วงลดลงกว่า 30% ในขณะที่ความเร็วของการอัปโหลดเพิ่มขึ้นถึง
สี่เท่า เมื่อผสมกับแถบคลื่นความถี่ของการอัปโหลดที่เต็มรูปแบบ ระบบ TDD จะทำให้สามารถส่งต่อประสบการณ์การ
อัปโหลดด้วยความเร็วระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ได้

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี นายเผิงยังเสนอให้ภาคอุตสาหกรรม “ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยกันค้นหาโมเดลธุรกิจ มาตรฐานต่างๆ การสนับสนุนเชิงนโยบาย นวัตกรรมด้านแอปพลิเคชัน และความหลากหลายของอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม”

5G

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานประชุม Better World Summit 2020 กรุณาคลิก ที่นี่

from:https://www.mobileocta.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-5g/

ประธานของสายผลิตภัณฑ์ 5G หัวเว่ย เผยเทคโนโลยี 5G จะสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

ภายในงานประชุมออนไลน์ “Better World Summit” ประจำปี พ.ศ. 2563 จัดโดยหัวเว่ย เมื่อเร็วๆ นี้ นายริทชี่ เผิง ประธานของสายผลิตภัณฑ์ 5G บริษัท หัวเว่ย กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “5G สร้างมูลค่าใหม่แก่ภาคอุตสาหกรรม” ว่า “เทคโนโลยี 5G เป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Digitalization) 

ซึ่งเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานแบบเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้เกิดการแบ่งโครงข่ายแบบครบวงจร (End-to-End หรือ E2E) ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพโครงข่ายเพื่อรองรับการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบต่างๆ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), การประมวลผลคอมพิวเตอร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ

ทั้งนี้ เทคโนโลยี 5G ยังช่วยภาคอุตสาหกรรมต่างๆ พัฒนาศักยภาพด้านการประหยัดพลังงาน สร้างมูลค่าและอัตราการเติบโตใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น” 

นอกเหนือจากจะทำให้เกิดการผสานกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เทคโนโลยี 5G ยังขยายการเชื่อมต่อทางดิจิทัลที่มีคนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ 4 รูปแบบ ได้แก่

การให้บริการโครงข่ายที่หลากหลาย: นอกจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โครงข่าย 5G ยังมอบการเชื่อมต่อที่ดีกว่าให้กับบ้านเรือนทั่วไปและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การถ่ายทอดสด (streaming) แบบไร้สายด้วยความคมชัดระดับ HD, การสื่อสารทางไกลเพื่อการแพทย์ (telemedicine), การควบคุมทางไกล (remote control) และอุตสาหกรรมการผลิตแบบอัจฉริยะ (smart manufacturing)

ศักยภาพที่ครอบคลุมนอกจากแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย รวมถึงการดาวน์โหลดข้อมูล โครงข่าย 5G ยังรับรองแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นสำหรับการอัปโหลด การส่งข้อมูลที่มีความหน่วงต่ำ (low-latency) และความเสถียรที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหร้บการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งต่อยอดจากการกำหนดความแม่นยำสูงและศักยภาพใหม่ด้านอื่นๆ

เทอร์มินัลที่หลากหลายปัจจุบัน สมาร์ทโฟนทำงานในฐานะเทอร์มินัลหลักสำคัญสำหรับโครงข่าย 3G และ 4G เมื่อเทคโนโลยี 5G เริ่มเข้ามาเป็นจุดศูนย์กลาง จะมีอุปกรณ์หลากหลายชนิดมากขึ้นที่สามารถเข้าถึงโครงข่ายดังกล่าวได้ เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณสำหรับผู้บริโภค (CPE), กล้อง, ยานพาหนะทางอากาศไร้คนขับ (UAVs) เป็นต้น

มูลค่าการเชื่อมต่อที่มากขึ้นนอกจากการให้ความสำคัญกับการให้คนและสิ่งต่างๆ เป็นจุดศูนย์กลาง การเชื่อมต่อ 5G จะไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์การใช้งานชั้นยอดให้แก่ผู้ใช้ แต่ยังทำให้หลากหลายอุตสาหกรรมสามารถปรับวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานดีขึ้น ทั้งยังมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การให้บริการโครงข่ายที่หลากหลาย บนรากฐานสถาปัตยกรรม 5G ที่เป็นหนึ่งเดียว

กลุ่มมาตรฐานอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 3GPP ได้พัฒนาสถาปัตยกรรมการจัดแบ่งโครงข่ายในรูปแบบ E2E (End-to-End) ที่ครอบคลุมทั้งโครงข่ายวิทยุ, โครงข่ายหลักและเทอร์มินัลต่างๆ โดยโครงข่ายที่ถูกแบ่งออกนี้สามารถสร้างขึ้น จัดการ และปฏิบัติการบนเครือข่ายเองได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดโครงข่ายเสมือนแบบหลายทางบนโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายเดียวกัน ทั้งนี้ โครงข่ายแต่ละส่วนต่างเป็นโครงข่ายแบบ E2E ที่แยกตัวออกมาอย่างสิ้นเชิงและถูกปรับเปลี่ยนตามความต้องการใช้งานที่หลากหลายสำหรับการนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรม

เอกสารตีพิมพ์ฉบับที่ 15 ของ 3GPP ได้ถูกนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจแล้ว โดยให้ความสำคัญกับบริการต่างๆ ที่ต้องการใช้งานแบนด์วิดท์เป็นอย่างมาก เช่น การถ่ายทอดสดด้วยความคมชัดระดับ HD, การสื่อสารทางไกลเพื่อการแพทย์ (telemedicine) และความปลอดภัยสาธารณะ โดยสเปคล่าสุดของ 5G – 3GPP Release 16 จะเสริมศักยภาพของเทคโนโลยี 5G อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ในด้านแอปพลิเคชันการสื่อสารที่มีความเสถียรระดับสูงและมีความหน่วงต่ำ (URLLC) โดยจะ
ทำให้เกิดแรงผลักดันใหม่ในการพัฒนาแอปพลิชันตามความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานเชิงอุตสาหกรรม เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ แก่ผู้ให้บริการโครงข่ายเพื่อสร้างการเติบโตในตลาด

การพัฒนาอุปกรณ์ที่รวดเร็วและอีโคซิสเต็มที่กำลังเติบโต

จากการสำรวจล่าสุดโดยสมาคมผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือระดับโลก (GSA) มีจำนวนโมดูล 5G 49 โมดูลที่เปิดตัวแล้ว และกว่า 54% ของโมดูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากจำนวนโมดูลของ 5G ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความหลากหลายของอุปกรณ์ 5G ในตลาดก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (CPE) สำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม, กล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ 5G (STB) และกล่อง T-Box สำหรับใช้งานในรถเพื่อเป็นเทอร์มินัลปล่อยสัญญาณ 5G

ปัจจุบัน อุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (CPEs) 5G เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ได้ถูกใช้สนับสนุนการปฏิบัติการทางไกลของเครื่องจักรในท่าเรือต่างๆ ในขณะที่กล้อง 5G ถูกนำไปใช้เพื่อการถ่ายทอดสดภารกิจวัดความสูงของยอดเขาจูมู่หลางหม่า (Qomolangma) ครั้งล่าสุด หรือเป็นที่รู้จักกันในนามยอดเขาเอเวอเรสต์ คาดการณ์ว่า 2 – 3 ล้านโมดูล 5G จะถูกนำไปวางตลาดในประเทศจีน และด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดขนาดใหญ่จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงเป็นอย่างมาก จึงคาดกันว่าราคาต่อชิ้นจะต่ำถึง 20 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ.2564 ซึ่งจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอีกด้วย

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมที่ถูกขับเคลื่อนโดย 5G เพื่อสรรสร้างมูลค่าใหม่

เทคโนโลยี 5G ได้มอบโอกาสมหาศาลให้แก่โครงข่ายมือถือ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมแนวดิ่ง (vertical industries) การผสาน 5G กับรูปแบบการใช้งานต่างๆ ในแนวดิ่งส่งผลให้เกิดเรื่องราวของความสำเร็จมากมาย

สำหรับท่าเรืออัจฉริยะ แบนด์วิดท์ระดับสูงและการส่งข้อมูลที่มีค่าความหน่วงต่ำของเทคโนโลยี 5G ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการทำงานของเครน ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบจากการปฏิบัติงานภายในพื้นที่สู่การควบคุมทางไกล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายต้นทุนทางธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติงานภายในพื้นที่ซึ่งมีผู้ควบคุมเครนได้เพียง 1 ตัวต่อ 1 คนเท่านั้น แต่การควบคุมทางไกลทำให้ควบคุมเครนได้ถึง 4 ตัวพร้อมกัน นอกจากค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงที่ลดลงกว่า 70% แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังเพิ่มศักยภาพการจัดการสินค้าโดยรองรับตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นจาก 25 ตู้เป็น 30 ตู้ต่อชั่วโมง และยังช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มความปลอดภัยจากการลดความเสี่ยงการทำงานให้น้อยที่สุด

เทคโนโลยี 5G ยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยโมดูล 5G มีศักยภาพรองรับจำนวนการเชื่อมต่อมากกว่าเทคโนโลยี 4G ถึง 50 เท่า ในขณะที่ใช้พลังงานในปริมาณที่เท่ากัน จึงมีประสิทธิภาพของพลังงานต่อบิทเพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า

เทคโนโลยี 5G ช่วยให้การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการให้บริการด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี 5G ทำให้เกิดบริการด้านการให้คำปรึกษาทางไกล จึงลดจำนวนคนไข้ที่ต้องไปพบแพทย์ด้วยตัวเองแต่ไม่ได้ลดจำนวนของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาหรือทำให้คุณภาพการวินิจฉัยต่ำลง และด้วยจำนวนการเดินทางที่ลดลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดจากการเดินทางมาพบแพทย์แบบวิธีเดิมจึงลดลงถึง 99.6%

นวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดย 5G

นายเผิงชี้ให้เห็นความสำคัญของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของโครงข่าย 5G ที่ได้ขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่อุตสาหกรรมแนวดิ่งหลากหลายรูปแบบ เช่น โครงข่าย TDD ซึ่งเดิมถูกนำมาใช้เพื่อเสริมโครงข่าย
มือถือคุณภาพสูง (eMBB) ช่วยเสริมความเร็วในการดาวน์โหลดมากกว่าการอัปโหลด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่สามารถรองรับความต้องการใช้งานแบนด์วิดท์ระดับสูงที่ต้องการความหน่วงต่ำอันเกิดจากการที่ 5G ขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมได้

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ หัวเว่ยพร้อมด้วยกลุ่มพันธมิตรในอุตสาหกรรมได้เปิดตัวนวัตกรรมโซลูชัน Super Uplink โดยโซลูชันแบบ E2E นี้ได้ใช้งานคลื่น TDD และ FDD เข้ามาเสริมการทำงานของการอัปโหลด ในขณะที่ลดค่าความหน่วง จนถึงปัจจุบัน นวัตกรรมนี้ได้ปรับเปลี่ยนทั้งการเชื่อมต่อกับคลื่นวิทยุและโครงข่ายหลัก ซึ่งจากการตรวจสอบที่จัดทำบนโครงข่ายที่ใช้งานจริงแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมนี้ทำให้ค่าความหน่วงลดลงกว่า 30% ในขณะที่ความเร็วของการอัปโหลดเพิ่มขึ้นถึง
สี่เท่า เมื่อผสมกับแถบคลื่นความถี่ของการอัปโหลดที่เต็มรูปแบบ ระบบ TDD จะทำให้สามารถส่งต่อประสบการณ์การ
อัปโหลดด้วยความเร็วระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ได้

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี นายเผิงยังเสนอให้ภาคอุตสาหกรรม “ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยกันค้นหาโมเดลธุรกิจ มาตรฐานต่างๆ การสนับสนุนเชิงนโยบาย นวัตกรรมด้านแอปพลิเคชัน และความหลากหลายของอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม”

5G

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานประชุม Better World Summit 2020 กรุณาคลิก ที่นี่

from:https://www.mobileocta.com/huawei-reveals-5g-technology-will-create-new-value-for-the-industrial-sector/

Hands-On | สัมผัส Galaxy Note 20 5G และ Note 20 Ultra 5G พรีวิว ตัวเครื่อง การใช้งาน S Pen และฟีเจอร์ใหม่

จาก 2011 ปีแรกที่ Samsung ได้ปล่อย Galaxy Note ออกมา ทำเอาหลายคนฮือฮากับหน้าจอขนาดใหญ่ และความสามารถของ S Pen ในการ จด วาด เขียน ทุกสิ่งบนหน้าจอ และพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึง Galaxy Note 20 ที่จุดแข็งของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ถูกทำให้เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการวาดภาพ จดโน๊ต เก็บไอเดีย และการนำไปใช้ทำงานหรือเรียนได้แบบรอบด้านจริงจัง นั่นคือสิ่งที่แฟนๆ ของ Note หากได้เข้ามาสัมผัสแล้วติดกันงอมแงม

ดีไซน์ Galaxy Note 20 และ Note 20 Ultra

หน้าตาของทั้ง 2 รุ่นรอบนี้มีความแตกต่างกันพอสมควรเลยทีเดียว ตั้งแต่ขนาดของตัวเครื่องที่คนละไซส์ ไล่ไปตั้งแต่หน้าจอ 6.7 นิ้ว และ 6.9 นิ้ว ทำให้มิติของทั้งคู่นั้นต่างกัน

โดยจอของ Galaxy Note 20 นั้นจะเป็นจอแบน Flat Screen ที่หลายๆ คนโดนใจกับตอน S20 นั่นเอง ซึ่งแฟนๆ ของ Note เองก็น่าจะชอบด้วย เพราะจอที่ไม่โค้งทำให้การจดและเขียนสิ่งต่างๆ บนหน้าจอบริเวณขอบๆ นั้นสะดวกขึ้น

ส่วน Galaxy Note 20 Ultra นั้นหน้าจอยังมีความโค้งอยู่บ้าง แต่ไม่ลึกเหมือน Dual Edge แล้ว ความละเอียด WQHD+ มีอัตรารีเฟรชเรต 120Hz แถมยังใช้กระจกนิรภัย Gorilla Glass 7 เป็นรุ่นแรกของโลกอีกด้วย

ความบางของทั้งคู่นั้นพอๆ กัน เรียกว่าอยู่ในระดับที่กำลังจับได้ถนัดมือทั้ง 2 รุ่น ส่วนฝาหลังของ Note 20 นั้นจะโค้งมากกว่า Note 20 Ultra อยู่นิดหน่อย

และหากสังเกตุดีๆ ก็จะเห็นว่ากระจกหลังเครื่องอย่างสี Mystic Green และ Mystic Bronze นั้นเปลี่ยนมาใช้เป็นสไตล์กระจกฝ้า ที่ลดรอยนิ้วมือเวลาหยิบจับ แต่จะมีสี Mystic Black ของ Note 20 Ultra ที่ทำมาสะท้อนเหมือนเป็นกระจกไปเลย

ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของ Note 20 ซึ่งต่างจาก Note ทุกรุ่นก่อนหน้านี้คือ… ช่องเก็บ S Pen ที่ถูกย้ายเอามาไว้ด้านซ้าของตัวเครื่องแทน เนื่องจากด้านขวานั้นพื้นที่ไม่พอ ด้วยความที่โมดูลกล้องมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ทาง Samsung ต้องตัดสินใจย้ายช่องมาไว้ด้านนี้ ซึ่งแฟนๆ ของ Note น่าจะมีบ่นกันหลายคนแน่นอน เพราะต้องมีการปรับตัวกันพอสมควร ข้างๆ กันคือลำโพง พอร์ต USB C และไมโครโฟน

ถาดซิมของทั้ง 2 รุ่นจะอยู่บริเวณด้านบนของตัวเครื่อง ทั้งคู่รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิม โดยจะเป็นถาดแบบ Nano Sim คู่ และยังรองรับ e-SIM ด้วย ส่วนการเพิ่มหน่วยความจำด้วย micro SD นั้นมีช่องให้เสียบแค่ในรุ่น Note 20 Ultra เท่านั้น รูเล็กๆ ที่เห็นคือไมคืตัวที่ 2 นะครับ โดยรุ่นนี้ Samsunเ ใส่ไมค์มาให้ทั้งหมด 3 ตัว อีกตัวนึงจะอยู่ที่กล้องหลัง

 

Galaxy Note 20 กับฟีเจอร์ S Pen สุดเฉียบ

ปากกา S Pen จุดเด่นของ Note Series ถูกพัฒนาให้ตอบสนองได้ดีขึ้นอีกขั้น ด้วยอัตรา Latency หรือความหน่วงที่ลดลงจาก 42ms ใน Note 10 เหลือเพียง 26ms ใน Note 20 และ 9ms ใน Note 20 Ultra

เรียกว่าหากเอามาลากให้ดูพร้อมๆ กันจะเห็นได้ชัดเลยว่าเส้นของ Note 20 Ultra นั้นวิ่งตามหัวปากกาติดๆ เลยทีเดียว

ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งาน Samsung Note ก็ถูกเพิ่มเติมให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน อย่างแรกคือ Easy Type n Write จะพิมพ์หรือจะเขียนก็สามารถทำควบคู่กันไปได้ แค่กดสลับโหมดด้านล่าง สลับไปสลับมาได้สบายๆ

แถมยังสามารถ เปิดไฟล์ PDF แล้วจัดการขีดเขียนลงไปได้ แล้วทำการเซฟเป็น PDF ส่งกลับไปได้ มีเครื่องมือให้ Import/Export เรียบร้อย บอกลาการแคปจอแก้ไขทีหละหน้าไปเลย มีแปลงไฟล์ PPT หรือ Power Point ด้วยนะ

Audio Bookmark ทีเด็ดของการจดเลคเชอร์หรือบันทึกการประชุม เพราะเราสามารถบันทึกเสียงไป พร้อมกับจดโน้ตไปพร้อมๆ กันได้

แล้วเวลามาเปิดฟังย้อนหลัง เมื่อเสียงเล่นไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราจดไว้ก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ เริ่ดอะ

ส่วนใครที่บางทีต้องรีบบันทึกไอเดียแบบด่วน บางครั้งอาจจะเผลอจดเอียงจดเบี้ยว ก็มี AI Neat Note มาช่วยจัดระเบียบให้สวยงามได้ (เสียดาย ไม่ช่วยแก้ลายมือให้สวยๆ ด้วย ไม่งั้นแจ่มเลย)

และคราวนี้ใน Samsung Note เราสามารถสร้างโฟลเดอร์แยกเก็บเอกสารเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ได้แล้ว มี Folder มาให้เลือกแยกเก็บงานไม่ให้ปะปนกัน (ควรจะมีตั้งนานแล้วปะ) อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่คือ Note Live Sync ที่สามารถให้คนอื่นเข้ามาทำเอกสารไปพร้อมๆ กันได้แบบ realtime (คล้ายๆ Google Doc)

ลูกเล่นของปากกา S Pen ที่กวัดแกว่งไปมาเหมือนไม้กายสิทธิ์ของ Harry Potter ก็ยังมีอยู่ รอบนี้มีฟีเจอร์ Advance Air Action ที่เพิ่มท่าทางเข้ามาอีก 5 แบบ เอาไว้เรียกฟังก์ชั่นหรือแอปที่ใช้งานบ่อยๆ ได้ง่ายขึ้น เช่นแคปหน้าจอก็สะบัดมือรัวๆ อะไรแบบนั้น (ขออภัยที่แนบภาพจาก Tab S7 เอาไว้หารูปของ Note 20 เจอแล้วจะเอามาเปลี่ยนให้ แต่คำสั่งของทั้ง 2 รุ่นใช้เหมือนกันครับ)

Samsung Dex ที่เปลี่ยนมือถือ Galaxy ให้กลายเป็นคอมพ์ตั้งโต๊ะได้ รอบนี้สะดวกกว่าเดิมด้วย Wireless DeX ส่งสัญญาณขึ้นหน้าจอหรือทีวีผ่าน Miracast แถมยังมี Dual Mode สามารถใช้งานมือถือไป และใช้ DeX ไปพร้อมๆ กันได้ด้วย

Galaxy Note 20 กับงานกล้องของเด็ด

กล้องหน้าของทั้ง 2 รุ่นมีความละเอียดเท่ากันคือ 10 ล้านพิกเซลอยู่บนหน้าจอ Infinity-O ด้านบนกลางเครื่อง สามารถปรับระยะเซลฟรี่ได้ 2 ระดับ

สามารถใช้ในการถ่ายวิดีโอสลับไปมาระหว่างกล้องหน้าและหลังได้เหมือนเดิม มีโหมด Selfie แบบสโลโมชั่นให้ใช้งาน

ส่วนกล้องหลังนั้นคอนนี้มีโหมดการถ่ายวิดีโอ 8K ในอัตราส่วน 21:9 เพิ่มเข้ามาอีก

แต่ที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือโหมด Pro Video ที่จัดเต็มเรื่องฟีเจอร์แบบสุดๆ มีทั้งระบบ Adjustable Zoom Speed คือสามารถเลือกความเร็วในการซูมแบบเนียนๆ ได้แล้ว

ส่วนปัญหาในงานวิดีโอกับการใช้ไมค์นอก Galaxy Note 20 จบมากๆ เพราะสามารถใช้ไมโครโฟนของบลูทูธที่ต่อกับเครื่องในการบันทึกเสียงได้ด้วย ถ้ามี Galaxy Buds+ หรือ Galaxy Buds Live จับมาแพร์ซะ ใช้แทนไมค์ลอยได้เลย

นอกจากนั้นยังมีแถบความดังเสียงให้เรามอนิเตอร์ได้ และเลือกปรับระดับความดังหรือเบาในการบันทึกได้ด้วยแถบ dB ด้านล่าง

ชุดกล้องหลังของ Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของเซนเซอร์ ขนาดของโมดูลกล้อง และระยะการซูม

Galaxy Note 20 ประกอบไปด้วยกล้องหลัก 12MP กล้องอัลตร้าไวด์ 12MP และกล้องเทเลโฟโต้ 64MP มีระยะ Optical Zoom 3 เท่า และ Space Zoom สูงสุด 30 เท่า

ส่วนกล้องของ Galaxy Note 20 Ultra นั้นเซนเซอร์หลักความละเอียดอยู่ที่ 108 ล้านพิกเซล มีกล้องอัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล และกล้องเลนซูม Periscope 12 ล้านพิกเซล โดยมีระยะซูม Optical 5 เท่า และ Space Zoom สุงสุด 50 เท่า ส่วนจุดแดงๆ ที่เห็นนั่นคือ Laser Focus ที่เขามาช่วยในการวัดระยะของวัตถุ และจับโฟกัสให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งระยะของภาพที่ได้ก็ตามนี้เลยครับ






สำหรับตัวอย่างภาพถ่ายของ Galaxy Note 20 และ Note 20 Ultra อันนี้ถ้าได้เครื่องจริงมาทดสอบเมื่อไหร่จะรีบเอามาลงให้ชมกันแน่นอน ส่วนสเปคของทั้ง 2 รุ่นและรายละเอียดทั้งหมดรออ่านได้ในสรุปงานเปิดตัว Galaxy Unpakced นะครับ จบงานแล้วจะมาแปะลิงค์ให้

 

from:https://droidsans.com/preview-galaxy-note-20-hands-on/

[Guest Post] ประธานของสายผลิตภัณฑ์ 5G หัวเว่ย เผย เทคโนโลยี 5G จะสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

เซินเจิ้น ประเทศจีน – ภายในงานประชุมออนไลน์ “Better World Summit” ประจำปี พ.ศ. 2563 จัดโดยหัวเว่ย เมื่อเร็วๆ นี้ นายริทชี่ เผิง ประธานของสายผลิตภัณฑ์ 5G บริษัท หัวเว่ย กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “5G สร้างมูลค่าใหม่แก่ภาคอุตสาหกรรม” ว่า “เทคโนโลยี 5G เป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Digitalization) ซึ่งเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานแบบเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้เกิดการแบ่งโครงข่ายแบบครบวงจร (End-to-End หรือ E2E) ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพโครงข่ายเพื่อรองรับการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบต่างๆ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), การประมวลผลคอมพิวเตอร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ ทั้งนี้ เทคโนโลยี 5G ยังช่วยภาคอุตสาหกรรมต่างๆ พัฒนาศักยภาพด้านการประหยัดพลังงาน สร้างมูลค่าและอัตราการเติบโตใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น”  

                                                  นายริทชี่ เผิง กล่าวเปิดงาน

 

นอกเหนือจากจะทำให้เกิดการผสานกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เทคโนโลยี 5G ยังขยายการเชื่อมต่อทางดิจิทัลที่มีคนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ 4 รูปแบบ ได้แก่

การให้บริการโครงข่ายที่หลากหลาย: นอกจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โครงข่าย 5G ยังมอบการเชื่อมต่อที่ดีกว่าให้กับบ้านเรือนทั่วไปและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การถ่ายทอดสด (streaming) แบบไร้สายด้วยความคมชัดระดับ HD, การสื่อสารทางไกลเพื่อการแพทย์ (telemedicine), การควบคุมทางไกล (remote control) และอุตสาหกรรมการผลิตแบบอัจฉริยะ (smart manufacturing)

ศักยภาพที่ครอบคลุม: นอกจากแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย รวมถึงการดาวน์โหลดข้อมูล โครงข่าย 5G ยังรับรองแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นสำหรับการอัปโหลด การส่งข้อมูลที่มีความหน่วงต่ำ (low-latency) และความเสถียรที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหร้บการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งต่อยอดจากการกำหนดความแม่นยำสูงและศักยภาพใหม่ด้านอื่นๆ

เทอร์มินัลที่หลากหลาย: ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนทำงานในฐานะเทอร์มินัลหลักสำคัญสำหรับโครงข่าย 3G และ 4G เมื่อเทคโนโลยี 5G เริ่มเข้ามาเป็นจุดศูนย์กลาง จะมีอุปกรณ์หลากหลายชนิดมากขึ้นที่สามารถเข้าถึงโครงข่ายดังกล่าวได้ เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณสำหรับผู้บริโภค (CPE), กล้อง, ยานพาหนะทางอากาศไร้คนขับ (UAVs) เป็นต้น

มูลค่าการเชื่อมต่อที่มากขึ้น: นอกจากการให้ความสำคัญกับการให้คนและสิ่งต่างๆ เป็นจุดศูนย์กลาง การเชื่อมต่อ 5G จะไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์การใช้งานชั้นยอดให้แก่ผู้ใช้ แต่ยังทำให้หลากหลายอุตสาหกรรมสามารถปรับวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานดีขึ้น ทั้งยังมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การให้บริการโครงข่ายที่หลากหลาย บนรากฐานสถาปัตยกรรม 5G ที่เป็นหนึ่งเดียว

กลุ่มมาตรฐานอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 3GPP ได้พัฒนาสถาปัตยกรรมการจัดแบ่งโครงข่ายในรูปแบบ E2E (End-to-End) ที่ครอบคลุมทั้งโครงข่ายวิทยุ, โครงข่ายหลักและเทอร์มินัลต่างๆ โดยโครงข่ายที่ถูกแบ่งออกนี้สามารถสร้างขึ้น จัดการ และปฏิบัติการบนเครือข่ายเองได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดโครงข่ายเสมือนแบบหลายทางบนโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายเดียวกัน ทั้งนี้ โครงข่ายแต่ละส่วนต่างเป็นโครงข่ายแบบ E2E ที่แยกตัวออกมาอย่างสิ้นเชิงและถูกปรับเปลี่ยนตามความต้องการใช้งานที่หลากหลายสำหรับการนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรม

เอกสารตีพิมพ์ฉบับที่ 15 ของ 3GPP ได้ถูกนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจแล้ว โดยให้ความสำคัญกับบริการต่างๆ ที่ต้องการใช้งานแบนด์วิดท์เป็นอย่างมาก เช่น การถ่ายทอดสดด้วยความคมชัดระดับ HD, การสื่อสารทางไกลเพื่อการแพทย์ (telemedicine) และความปลอดภัยสาธารณะ โดยสเปคล่าสุดของ 5G – 3GPP Release 16 จะเสริมศักยภาพของเทคโนโลยี 5G อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ในด้านแอปพลิเคชันการสื่อสารที่มีความเสถียรระดับสูงและมีความหน่วงต่ำ (URLLC) โดยจะทำให้เกิดแรงผลักดันใหม่ในการพัฒนาแอปพลิชันตามความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานเชิงอุตสาหกรรม เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ แก่ผู้ให้บริการโครงข่ายเพื่อสร้างการเติบโตในตลาด

การพัฒนาอุปกรณ์ที่รวดเร็วและอีโคซิสเต็มที่กำลังเติบโต

จากการสำรวจล่าสุดโดยสมาคมผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือระดับโลก (GSA) มีจำนวนโมดูล 5G 49 โมดูลที่เปิดตัวแล้ว และกว่า 54% ของโมดูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากจำนวนโมดูลของ 5G ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความหลากหลายของอุปกรณ์ 5G ในตลาดก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (CPE) สำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม, กล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ 5G (STB) และกล่อง T-Box สำหรับใช้งานในรถเพื่อเป็นเทอร์มินัลปล่อยสัญญาณ 5G

ปัจจุบัน อุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (CPEs) 5G เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ได้ถูกใช้สนับสนุนการปฏิบัติการทางไกลของเครื่องจักรในท่าเรือต่างๆ ในขณะที่กล้อง 5G ถูกนำไปใช้เพื่อการถ่ายทอดสดภารกิจวัดความสูงของยอดเขาจูมู่หลางหม่า (Qomolangma) ครั้งล่าสุด หรือเป็นที่รู้จักกันในนามยอดเขาเอเวอเรสต์ คาดการณ์ว่า 2 – 3 ล้านโมดูล 5G จะถูกนำไปวางตลาดในประเทศจีน และด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดขนาดใหญ่จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงเป็นอย่างมาก จึงคาดกันว่าราคาต่อชิ้นจะต่ำถึง 20 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ.2564 ซึ่งจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอีกด้วย

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมที่ถูกขับเคลื่อนโดย 5G เพื่อสรรสร้างมูลค่าใหม่

เทคโนโลยี 5G ได้มอบโอกาสมหาศาลให้แก่โครงข่ายมือถือ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมแนวดิ่ง (vertical industries) การผสาน 5G กับรูปแบบการใช้งานต่างๆ ในแนวดิ่งส่งผลให้เกิดเรื่องราวของความสำเร็จมากมาย

สำหรับท่าเรืออัจฉริยะ แบนด์วิดท์ระดับสูงและการส่งข้อมูลที่มีค่าความหน่วงต่ำของเทคโนโลยี 5G ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการทำงานของเครน ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบจากการปฏิบัติงานภายในพื้นที่สู่การควบคุมทางไกล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายต้นทุนทางธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติงานภายในพื้นที่ซึ่งมีผู้ควบคุมเครนได้เพียง 1 ตัวต่อ 1 คนเท่านั้น แต่การควบคุมทางไกลทำให้ควบคุมเครนได้ถึง 4 ตัวพร้อมกัน นอกจากค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงที่ลดลงกว่า 70% แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังเพิ่มศักยภาพการจัดการสินค้าโดยรองรับตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นจาก 25 ตู้เป็น 30 ตู้ต่อชั่วโมง และยังช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มความปลอดภัยจากการลดความเสี่ยงการทำงานให้น้อยที่สุด

เทคโนโลยี 5G ยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยโมดูล 5G มีศักยภาพรองรับจำนวนการเชื่อมต่อมากกว่าเทคโนโลยี 4G ถึง 50 เท่า ในขณะที่ใช้พลังงานในปริมาณที่เท่ากัน จึงมีประสิทธิภาพของพลังงานต่อบิทเพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า

เทคโนโลยี 5G ช่วยให้การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการให้บริการด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี 5G ทำให้เกิดบริการด้านการให้คำปรึกษาทางไกล จึงลดจำนวนคนไข้ที่ต้องไปพบแพทย์ด้วยตัวเองแต่ไม่ได้ลดจำนวนของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาหรือทำให้คุณภาพการวินิจฉัยต่ำลง และด้วยจำนวนการเดินทางที่ลดลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดจากการเดินทางมาพบแพทย์แบบวิธีเดิมจึงลดลงถึง 99.6%

นวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดย 5G

นายเผิงชี้ให้เห็นความสำคัญของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของโครงข่าย 5G ที่ได้ขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่อุตสาหกรรมแนวดิ่งหลากหลายรูปแบบ เช่น โครงข่าย TDD ซึ่งเดิมถูกนำมาใช้เพื่อเสริมโครงข่ายมือถือคุณภาพสูง (eMBB) ช่วยเสริมความเร็วในการดาวน์โหลดมากกว่าการอัปโหลด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่สามารถรองรับความต้องการใช้งานแบนด์วิดท์ระดับสูงที่ต้องการความหน่วงต่ำอันเกิดจากการที่ 5G ขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมได้

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ หัวเว่ยพร้อมด้วยกลุ่มพันธมิตรในอุตสาหกรรมได้เปิดตัวนวัตกรรมโซลูชัน Super Uplink โดยโซลูชันแบบ E2E นี้ได้ใช้งานคลื่น TDD และ FDD เข้ามาเสริมการทำงานของการอัปโหลด ในขณะที่ลดค่าความหน่วง จนถึงปัจจุบัน นวัตกรรมนี้ได้ปรับเปลี่ยนทั้งการเชื่อมต่อกับคลื่นวิทยุและโครงข่ายหลัก ซึ่งจากการตรวจสอบที่จัดทำบนโครงข่ายที่ใช้งานจริงแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมนี้ทำให้ค่าความหน่วงลดลงกว่า 30% ในขณะที่ความเร็วของการอัปโหลดเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า เมื่อผสมกับแถบคลื่นความถี่ของการอัปโหลดที่เต็มรูปแบบ ระบบ TDD จะทำให้สามารถส่งต่อประสบการณ์การอัปโหลดด้วยความเร็วระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ได้

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี นายเผิงยังเสนอให้ภาคอุตสาหกรรม “ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยกันค้นหาโมเดลธุรกิจ มาตรฐานต่างๆ การสนับสนุนเชิงนโยบาย นวัตกรรมด้านแอปพลิเคชัน และความหลากหลายของอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม”

            ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานประชุม Better World Summit 2020 กรุณาคลิก ที่นี่

 

เกี่ยวกับหัวเว่ย 

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชั่นที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม, ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชันและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบและทุกขนาด นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า เรามีพนักงานกว่า 194,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด   

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com  

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-ritchie-peng-5g-brings-new-value-to-industries/

เผยรายชื่อ 13 สถาบันการศึกษาเมืองไทย ร่วมจอย Huawei ICT Academy

หัวเว่ย จัดงานประชุม Huawei Asia Pacific ICT Talent Forum 2020 สำรวจเทรนด์แรงงานด้านไอซีทีและกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยงานสัมมนาได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและศาสตราจารย์ด้านไอทีมาร่วมพูดคุยถึงความต้องการแรงงานทักษะสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้นำเสนอแผนดำเนินงานที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านไอซีทีในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ในงานยังได้ประกาศเปิดโครงการ Huawei Asia Pacific ICT Certification ให้แก่นักศึกษาหรือผู้ทำงานในสาขาไอซีที ที่เคยเข้าร่วมหรือสนใจเข้าร่วมโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2563 ผู้เข้าร่วมโครงการที่สอบผ่านโดยใช้เวลาที่น้อยที่สุดจะได้รับรางวัลตามลำดับเวลาที่ทำได้

นายไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและที่ปรึกษาผู้บริหาร ของหัวเว่ย เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “องค์กรทั้งหลายเริ่มปรับเปลี่ยนคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของพนักงาน ภูมิทัศน์ไอซีทีโฉมใหม่จะทำให้ตลาดขาดแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงราว 5 ล้านคน เราตั้งเป้าที่จะพัฒนาแรงงานไอซีทีให้ได้ 2 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อป้อนแรงงานที่มีทักษะซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการเข้าสู่ตลาด ในปี 2563 เราจะตั้งโครงการ Huawei ICT Academy อีกกว่า 200 แห่ง ตลอดจนฝึกอบรมและออกใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ให้แก่นักศึกษาและพนักงานกว่า 10,000 คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ หัวเว่ยได้สร้างระบบนิเวศด้านบุคลากร เพื่อสนับสนุนการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมไอซีที อันสอดคล้องกับกลยุทธ์การบ่มเพาะบุคลากรของบริษัท ระบบนิเวศนี้ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลัก 3 โครงการด้วยกัน คือ ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย (Huawei Certification), โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) และการแข่งขัน Huawei ICT Competition

ส่วนในประเทศไทยตอนนี้ นายไมเคิล กล่าวว่า มีสถาบันการศึกษาไทยร่วมโครงการดังกล่าวแล้วประมาณ 13 สถาบัน โดยตั้งเป้าจะวางแผนให้ถึง 20 สถาบันภายในปีนี้ สำหรับรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับหัวเว่ย ดำเนินโครงการนี้ในประเทศไทย ได้แก่
1. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
5. วิทยาลัยเซาท์อีสท์บางกอก
6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
8. มหาวิทยาลัยรังสิต
9. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
10. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
11. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
12. มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
13. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับตลาดไอซีทีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากหัวเว่ยได้ประกาศการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดการแข่งขัน Huawei ICT Competition ครั้งแรกในประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อปี 2561 มีนักศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,000 คน ทีมผู้ชนะระดับประเทศจำนวน 3 คน และได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศในเวทีการแข่งขันระดับโลกที่เซินเจิ้น ประเทศจีน อีกด้วย

พร้อมกันนี้เขายังบอกว่าโครงการที่หัวเว่ยตั้งขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างเช่นในเรื่อง ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย และ โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ จะทำให้นักศึกษามีพื้นฐานที่ดีมากยิ่งขึ้น และยังสามารถที่จะช่วยเป็นใบเบิกทางในการสร้างรายได้หรือเงินเดือนที่สูงขึ้นให้แก่ตัวเองในอนาคตอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ict-academy/