คลังเก็บป้ายกำกับ: 4._OTHER_NEWS

Windows Update – Microsoft จะทำการติดตั้ง Windows 10 1903 บนเครื่องที่ใช้งานรุ่น 1803 โดยอัตโนมัติ

Microsoft นั้นได้ยอมให้ผู้ใช้ชะลอการอัพเดต Windows 10 นานสูงสุด 35 วัน ถึงอย่างนั้น Microsoft ได้ประกาศว่าจะทำการอัพเดตอัตโนมัติทันทีหาก Windows รุ่นปัจจุบันบนเครื่องสิ้นสุดการให้บริการ ซึ่งดูเหมือนว่าการบังคับอัพเดตจะมีผลกับผู้ใช้ที่ใช้งานการอัปเดตเมษายน 2018

เมื่อเดือนที่แล้ว Microsoft ได้บอกเอาไว้ว่า

“ ตอนนี้เรากำลังสร้างและฝึกอบรมการบวนการทำงานด้วย machine learning เพื่อที่จะอัพเดตอุปกรณ์ที่ใช้งานการอัปเดตเมษายน 2018 และ Windows 10 รุ่นก่อนหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเรายังสามารถให้บริการอัพเดตต่างๆได้ ”

ในการอัพเดตล่าสุดMicrosoft ได้บอกว่าจากนี้จะเป็น “ การเริ่มต้น ” กระบวนการสำหรับลูกค้ากับอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการอัพเดต และใกล้หมดเวลาสนับสนุน โดย Microsoft บอกว่าจะเริ่มต้นที่รุ่น Home และ Pro ที่ใช้งานอัปเดตเมษายน 2018

“ จากอุปกรณ์จำนวนมากที่ใช้งานอัพเดตเมษายน 2018 ที่จะครบการให้บริการ 18เดือนในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2019 นี้ เราจะเริ่มกระบวนการอัปเดตทันทีสำหรับรุ่น Home และ Pro เพื่อให้มันใจว่าจะมีเวลาเพียงพอในการอัพเดตอย่างราบรื่น ”

Microsoft มั่นใจว่าพวกเขากำลังจัดอันดับความสำคัญของอุปกรณ์ที่ “ น่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการอัพเดต ” จากนั้นจะขยายกระบวนการอัพเดตไปยังอุปกรณ์อื่นหลังจากทำการแก้ปัญหาต่างๆแล้ว

ผู้ใช้ Windows 10 ส่วนมากยังคงใช้งานเวอร์ชั่น 1803 (อัปเดตเมษายน 2018) กันอยู่ เนื่องด้วยอัพเดตเดือนตุลาคม 2018 นั้นมีปัญหาค่อนข้างมากทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะอัพเดตกัน ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้จะยังคงใช้งานเวอร์ชั่น 1803 (อัปเดตเมษายน 2018)ได้ต่อไปอีกเพียง 35 วัน หลังจากนั้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็จะถูกบังคับอัพเดตเป็นอัพเดตพฤษภาคม 2019 อย่างแน่นอน 

ที่มา : wccftech

from:https://notebookspec.com/automatic-update-to-windows-10-1903-begins-for-some-users/488613/

โฆษณา

เตือนภัย – อย่าเล่น !!! FaceApp แอปสุดฮิตขณะนี้ (ปรับรูปให้หน้าดูแก่) เพราะจะโดนดึงข้อมูลไปใช้งานได้

ยังไม่คนอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ถึงการใช้งานต่างๆ บนโลกออนไลน์ ว่าจริงๆ แล้วไม่เคยมีอะไรฟรี เราจะต้องแลกกับอะไรบางอย่างเสมอ ล่าสุดสำหรับ FaceApp แอปพลิเคชั่นสุดฮิตขณะนี้ ซึ่งหลักๆ เห็นกันบ่อยที่สุดในโลก Social Media ก็คือ การปรับรูปให้หน้าดูแก่ขึ้น (ปรับให้เด็กลงก็ได้) โดยในตอนนี้ทางสื่อต่างๆ ทั่วโลกได้ออกมาเตือนถึงความอันตรายที่หลายคนอาจจะไม่ทราบได้กันแล้ว

โดย FaceApp เป็นแอปพลิเคชั่นที่เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ผ่านทาง App Store หรือ Google บนมือถือของเราไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือ Android ซึ่งจริงๆ แล้ว FaceApp เป็นของบริษัท Big Data ยักษ์ใหญ่ที่จะนำไปใช้พัฒนา AI ของนักพัฒนาชาวรัสเซีย ซึ่งจากข้อมูลที่ทราบคือใช้งานกันแค่ไม่กี่วัน ก็มีกว่า 150 ล้านบัญชีไปแล้ว ที่สำคัญคือไม่เกี่ยวข้องกับ Facebook ที่เราเล่นๆ กันแต่อย่างใดเลยด้วย (เผื่อบางคนเข้าใจผิดติดเองไปเองอีก)

ความอันตรายก็คือ คนที่ใช้งานแอปนี้จะโดดดูดข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Server ของทางนักพัฒนา ซึ่งมีสิทธิที่จะทำอะไรกับข้อมูลของเราก็ได้ และแม้จะลบโพสต์หรือแอปไปแล้ว แต่ต้นทางน่าจะยังติดตามหรือมีข้อมูลโปรไฟล์ของเราได้อยู่ก็เพราะเราได้ให้สิทธิเขาไปแล้วนั่นเอง ส่งผลให้อาจจะมีโฆษณาตามมาให้กวนใจ หรือเอาข้อมูลของเราอย่างเช่นใบหน้าไปใช้งานเกี่ยวกับ AI แบบฟรีๆ พูดง่ายๆ ก็คือนำข้อมูลของเราไปสร้างรายได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ให้กับเราหรือไม่ต้องบอกเราด้วยซ้ำ กรณีที่เราเสียหายขึ้นมาก็เรียกร้องอะไรไม่ได้ด้วย

สำหรับบริษัทที่พัฒนาแอปนี้ขึ้นมามีชื่อว่า Wireless Lab โดยทำงานร่วมกับบริษัทที่ทำ Big Data อีกบริษัทหนึ่งชื่อ Yendex ซึ่ง Yendex นี้เองเป็นบริษัทไฮเทคระดับที่ว่าเป็น “Google แห่งรัสเซีย” ก็ได้ พร้อมมีบริการหลายอย่างที่ Google มี ส่วนตัว Server ก็แยกใช้อีกบริษัทหนึ่ง…ฟังดูน่ากลัวไหมล่ะ ยังไงก็มีเพื่อนคนไหนเล่นก็เตือนๆ กันหน่อยก็แล้วกัน เดี่ยวจะได้แค่ความบันเทิงแล้วไม่คุ้มเสียเอา ???

 

ที่มา : businessinsiderappleinsider

from:https://notebookspec.com/dont-use-faceapp-if-you-want-to-keep-the-rights-to-your-photos/488620/

CPU – AMD Ryzen 7 3800X ผล Overclock แรก สามารถดันได้ถึง 5.9GHz แถม OC Ram ได้ถึง 5774MHz อีกด้วย

AMD Ryzen 7 3800X สามารถโอเวอร์คล็อกแบบ Single-Core ได้ถึง 5.9 GHz โดยการใช้ไนโตรเจนเหลวช่วยลดอุณหภูมิ ซึ่ง TSAIK นักโอเวอร์คล็อกได้ทำการโอเวอร์คล็อก AMD Ryzen 7 3800X บน บอร์ด MSI MEG X570 GODLIKE อีกทั้งยังโอเวอร์คล็อก Ram DDR4 ได้สูงถึง 5,774 MHz ถึงแม้จะยังไม่เห็นค่าประสิทธิภาพ ทว่าดูเหมือน AMD Ryzen 7 3800X จะโอเวอร์คล็อกได้ดีทีเดียว

สำหรับ CPU Ryzen Gen 3 ที่เปิดตัวในงาน E3 นั้นได้รับบทวิจารณ์ที่ค่อนข้างดี โดยในการเปิดตัว Ryzen 9 3950X นั้น AMD ได้แสดงการโอเวอร์คล็อกด้วยไนโตรเจนเหลวให้ดู ซึ่งค่อนข้างเป็นที่น่าสนใจพอสมควร และในคราวนี้จะเป็นคิวของ Ryzen 7 3800X ที่จะทำลายสถิติความเร็วในการใช้ไนโตรเจนเหลว

นักโอเวอร์คล็อก TSAIK สามารถดันคล็อก AMD Ryzen 7 3800X ไปได้สูงถึง 5.9 GHz เมื่อระบายความร้อนด้วยไนโตรเจนเหลวบนบอร์ด MSI MEG X570 GODLIKE ที่มี Ram 16 GB ซึ่งไม่ใช่แค่ CPU ที่ถูกโอเวอร์คล็อกแต่ Ram เองก็ถูกโอเวอร์คล็อกด้วย โดย Ram DDR4 นั้นโอเวอร์คล็อกได้ถึง 5,774 MHz ซึ่งตัวเลขนี้เป๋าค่าที่น่าประทับใจมากเมื่อตัว CPU มีทำการโอเวอร์คล็อกนั้นมีความเร็วพื้นฐานที่ 3.9 GHz และ Turbo ที่ 4.5 GHz โดย CPU-Z ได้บอกว่ามีความเร็วคล็อกอยู่ที่ 5911.3 MHz ค่า multiplier ที่ x59 และมีบัส 100.19 MHz ซึ่งค่าเหล่านี้นั้นใช้แรงดันไฟเพียง 1.1 V เท่านั้น ซึ่งจะน่าประทับใจอย่างยิ่งหากค่าถูกต้อง

 Ryzen 7 3800X ที่ 5.9 GHz แบบ Single-Core นั้นเมื่อนำไปเทียบกับ Intel Core i9-9900K แล้วถือว่าไม่ได้สูงมากนัก แต่ก็ยังถือว่าน่าชื่นชมสำหรับแพลตฟอร์มใหม่ที่พึ่งจะมา สำหรับ Core i9-9900K ที่สามารถทำได้ถึง 7.6 GHz แบบ All-Core, Ryzen 7 2700X ที่ทำได้ถึง 6 GHz แบบ All-Core ซึ่ง der8auer ทำการโอเวอร์คล็อกด้วยไนโตรเจนเหลว นอกจากนี้ Threadripper 2990WX ที่มี 32 Core นั้นโอเวอร์คล็อกได้ถึง 6 GHz แบบ All-Core เหมือนกัน ซึ่งมีความแตกต่างของแพลตฟอร์มและการตั้งค่าการโอเวอร์คล็อกที่ใช้ในแต่ละกรณีด้วย ทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า Ryzen 7 3800X จะสามารถโอเวอร์คล็อกไปได้ไกลแค่ไหน

TSAIK ไม่ได้ให้ตัวเลขประสิทธิภาพใดๆมาเปรียบเทียบเลย ดังนั้นผลจากการโอเวอร์คล็อกนี้นั้นยังไม่ชัดเจนเท่าไร ดังนั้นก็ควรที่จะรอดูว่านักโอเวอร์คล็อกรายอื่นจะสามารถทำการโอเวอร์คล็อกแบบ All-Core ได้ใกล้เคียง 6 GHz ได้หรือเปล่า 

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/amd-ryzen-7-3800x-pushed-to-5-9-ghz-along-with-ddr4-ram-at-5-774-mhz-on-ln2-seems-to-have-good-potential-for-an-all-core-overclock-record/488606/

Intel – นำเสนอชิปประมวลผล Atom รุ่นใหม่ ที่อาจมาพร้อมความจำแบบ L3 อย่างที่ใช้บน CPU Desktop

ก่อนหน้านี้ได้มีผลการทดสอบหน่วยความจำแบบ L3 จากเว็บ 01.org เพื่อตรวจสอบหา L3 cache hits / miss บนชิป Snow Ridge ULV ที่กำลังจะมา โดย Snow Ridge และ Lakefield เป็นชื่อของชิปตระกูล Atom รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะมาปลายปี 2562 ซึ่งจะมาพร้อมกับแพ็คเกจ Foveros 3D แบบใหม่สำหรับสถาปัตยกรรมแบบ Hybrid ที่เอา Core แบบ Desktop รวมเข้ากับ ULV

CPU ตระกูล Atom ของ Intel เป็นรุ่นแรงดันไฟต่ำเป็นพิเศษ ซึ่งมีกำหนดการที่จะอัพเกรดอย่างมากด้วยการเปิดตัว Lakefield และ Snow Ridge รุ่นรองรับ 5G  โดย Intel ได้ประกาศแล้วว่า Lakefield รุ่นใหม่จะมีฟีเจอร์ Foveros hybrid design ที่เอา Desktop Core Sunny Cove รวมเข้ากับ Tremont ULV 4 Core นอกจากนี้ Intel พึ่งจะอัพเดตเอกสารสำหรับตระกูล Atom ที่กำลังจะมาอีกทั้งยังมีโอกาสที่ตัวชิปจะใช้หน่วยความจำแบบ L3 ด้วย

นี่จะเป็นครั้งแรกที่ Intel จะเอาความจำแบบ L3 มาใส่ใน ULV  ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานจะมีไม่มากนัก แต่แคช L3 มีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้กับ CPU แบบ Hybrid ซึ่งการใช้งานแคช L3 นั้นถูกเจอบนเว็บ 01.org ของ Intel ที่บอกถึงการทดสอบ Hit / miss ของแคช L3 บนชิป Snow Ridge

การรวมแคช L3 จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็หมายความว่าชิป Atom ตัวใหม่จะมี TDP ที่สูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องสูงขึ้นให้น้อยที่สุดเพื่อรักษาแรงดันไฟใฟ้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เท่ากับว่าแพคเกจ Foveros 3D เองก็ต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย เนื่องจากแคช L3 นั้นเดิมจะใช้กับ CPU Desktop เท่านั้น จึงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่า Intel จะขยายแคช L3 เพื่อให้สามารถใช้กับทั้ง Desktop และ ULV ได้หรือไม่

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/intel-s-next-gen-atom-cpus-may-integrate-l3-cache-memory/488441/

Apple – ทดสอบ SSD บน MacBook Air 2019 พบความเร็วลดลง คาดว่าเพื่อลดต้นทุน แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งาน

เปิดขายกันเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ MacBook Air ปี 2019 ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ทั้งบางและเบาในสีสันที่สวยงามถึง 3 สี ชิปประมวลผล Core i5 ตระกูล Y Gen 8 มาพร้อม Touch ID และ Thunderbolt 3×2 พอร์ต ก็ได้เปิดตัวสเปกใหม่รุ่นใหม่ออกมา ด้วยการเพิ่มการแสดงผลแบบ True Tone ให้กับหน้าจอ Retina Display เพื่อประสบการณ์การรับชมที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เหมือนกับที่มีมาแล้วในฝั่งของ MacBook Pro และราคาก็ปรับให้ถูกลงเริ่มต้นเพียง 35,900 บาท อีกทั้งยังประหยัดยิ่งขึ้นอีกสำหรับนักศึกษาระดับวิทยาลัยในราคาเพียง 31,900 บาทเท่านั้น โดยแบ่งออกด้วยกันเป็น 2 รุ่นคือ

อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่า Apple มีการปรับราคาของ MacBook Air ให้มีราคาถูกลงมากว่าเมื่อก่อน จากรุ่นปี 2018 จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 42,900 บาท ซึ่งจากการที่สื่อต่างประเทศได้มีโอกาสทดสอบรุ่นปี 2019 แล้ว ก็พบว่าที่เก็บข้อมูล SSD ของ MacBook Air รุ่นล่าสุด ได้มีความเร็วลดลงกว่ารุ่นปี 2018 โดยรุ่นเก่านั้นมีความความเร็วในการอ่านอยู่ที่ราวๆ 2000B/s และความเร็วในการเขียนอยู่ที่ 920MB/s ซึ่งเทียบกับรุ่นใหม่จะมีความเร็วในการอ่านอยู่ที่ราวๆ 1300MB/s และความเร็วในการเขียนอยู่ที่ราวๆ 1000MB/s

ที่ต้องบอกว่าถ้าดูความเร็วในการอ่านการเขียนของ SSD ใน MacBook Air ปี 2018 และปี 2019 เทียบกันแล้วด้วยโปรแกรมทดสอบ SSD มาตรฐานของ macOS อย่าง Disk Speed Test พบว่ารุ่นปี 2018 เขียนได้เร็วกว่าประมาณ 35% แต่ในการเขียนก็ช้ากว่ารุ่นใหม่เล็กน้อย ที่คาดว่าการที่ Apple ได้มีการปรับสเปกของ SSD ซึ่งมาตรฐานเป็น M.2 NVMe PCIe เกรดกลางๆ ทั้ง 2 ปีนี้ คาดว่าช่วยในการลดต้นทุนของ MacBook Air เองให้มีราคาถูกลงมา ส่วนประสบการณ์ใช้งานกับความเร็วประมาณนี้ก็ไม่มีผลอะไรมาก เพราะเอาเข้าจริงๆ MacBook Air ก็ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5 ตระกูล Y Gen 8 ซึ่งก็ไม่ได้แรงมากอยู่แล้ว ร่วมกับแรมขนาด 8GB เหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไป ตามกลุ่มที่ Apple วางเอาไว้เช่นนักศึกษาหรือคนที่เน้นใช้งานพื้นฐานนั่นเอง

อย่างไรก็ตามแม้การใช้งานจริงๆ อาจจะไม่มีผลอะไร แต่กระทบต่อความรู้สึกมากกว่าาสำหรับคนที่รู้เรื่องสเปกเชิงลึก ต่างจากคนทั่วไปถ้า MacBook Air รุ่นใหม่ราคาถูกลงกว่าเดิมเยอะจับต้องได้ง่ายขึ้นก็เป็นอะไรที่รับได้ เพราะก็ไม่ได้ใช้โปรแกรมหรืออะไรหนักๆ อยู่แล้ว ตรงนี้ต่างจากกรณีของ MacBook Pro หรือ Notebook ที่เน้นใช้งานหนักๆ อย่างเล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอจริงจัง เพราะความเร็วของ SSD มาตรฐานเป็น M.2 NVMe PCIe ควรจะเป็นเกรดสูง ที่มีความเร็วในการเขียนระดับ 3000MB/s และอ่านอยู่ที่ 2000MB/s ขึ้นไปนั่นเอง ซึ่งนั่นเห็นผลชัดเจนแน่นอนสำหรับความเร็วที่มากขึ้น

ที่มา : wccftech

 

from:https://notebookspec.com/2019-macbook-air-has-35-slower-1-3gbs-ssd-read-speed/488446/

CPU – คะแนน AMD Ryzen 7 3800X ถูก Intel Core i9-9900KS แซงแล้วในผล Geekbench ล่าสุด

การเปรียบเทียบอันใหม่ที่ถูกพบบน Geekbenck ที่เหมือนจะเป็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Intel Core i9-9900KS ที่กำลังจะมา ซึ่งถูกนำไปเทียบกับ AMD Ryzen 7 3800X ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการแข่งกันทั้งแบบ Single-Core และ Multi-Core 

จากการตรวจสอบอย่างหนักของ Tum Apisak บน Geekbenck ทำให้พบการเปรียบเทียบตัวใหม่ของ Intel Core i9-9900KS และ AMD Ryzen 7 3800X โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า CPU Intel นั้นพ่ายให้กับ CPU AMD ในการทดสอบแบบ Multi-Core ทว่ามันเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยจะเท่าเทียมสักเท่าไร จากผลการเปรียบเทียบใหม่นั้นเป็นผลดีต่อทีมวิศวกรของ intel มากขึ้น

ในการทดสอบใหม่นี้ CPU Intel และ AMD นั้นจะทดสอบด้วย Ram ที่สเปคเท่ากัน(ของเดิม Intel  ใช้ Ram แย่กว่า) ที่น่าสนใจคือ ในการเปรียบเทียบล่าสุด AMD Ryzen 7 3800X ใช้ mainboard เป็น Gigabyte X570 Aorus Master รุ่นใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสู้กับ Intel Core i9-9900KS

Intel Core i9-9900KS นั้นได้คะแนนแบบ Single-Core อยู่ที่ 6,450 คะแนนเมื่อเทียบกับ AMD Ryzen 7 3800X ที่ได้คะแนน 5,919 คะแนน ส่วนแบบ Multi-Core ได้คะแนนอยู่ที่ 38,301 คะแนนเมื่อเทียบกับ AMD Ryzen 7 3800X ที่ได้ 36,933 คะแนน ซึ่งนี้จะเป็นโอกาสที่ผู้ซื้อจะคาดหวังในประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาสูงกว่า i9-9900K ไม่มากนัก

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/amd-ryzen-7-3800x-in-x570-motherboard-surpassed-by-unhindered-intel-core-i9-9900ks-in-latest-geekbench-reveal/488434/

Lenovo – ยุติการออกแบบโน๊ตบุ๊ค ThinkPad ให้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถเปลี่ยนเองได้ต่อจากนี้ไป

หลังจากที่เราได้ทำการรายงานแก่ทุกท่านไปว่า Lenovo เองนั้นยังคงเป็นผู้ผลิตรายหนึ่งที่ออกแบบโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนเองได้อย่างง่ายดายนั้น ล่าสุดดูเหมือนกับว่ามันจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้วครับเพราะเมื่อไม่นานมานี้ทางผู้ผลิตคลิปสำหรับ Youtube รายหนึ่งนาม Louis Rossmann ผู้ที่ทำคลิปเกี่ยวกับการถอดประกอบโน๊ตบุ๊คสำหรับเพื่อทำการแก้ไขในส่วนของฮาร์ดแวร์สำหรับผู้ใช้งานโน๊ตบุ๊คด้วยตัวเองได้ทำคลิปแสดงความไม่พอใจกับโน๊ตบุ๊ค Lenovo ที่จะไม่ได้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้เองอีกต่อไปครับ

โน๊ตบุ๊ครุ่นดังกล่าวนั้นก็คือ Lenovo ThinkPad T490 และ P53 รุ่นที่สานต่อความสำเร็จมาจาก T480 และ P52 ซึ่งแน่นอนว่ารุ่นพี่ของมันนั้นสามารถที่จะทำยอดขายได้จำนวนมาก ทว่าเราก็ไม่แน่ใจว่าสำหรับรุ่นใหม่อย่าง T490 และ P53 นั้นจะสามารถทำยอดจำหน่ายได้สูงเท่ารุ่นพี่ของมันหรือไม่เพราะสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปก็คือแบตเตอรี่ที่ผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนเองได้นั้นจะไม่มีอีกต่อไปแล้วบน ThinkPad ทั้ง 2 รุ่นใหม่นี้ครับ

ถึงแม้ว่าการตัดแบตเตอรี่สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตัวเองของโน๊ตบุ๊คทั้ง 2 รุ่นนั้นจะไม่ได้ทำให้ความหนาของตัวเครื่องในรุ่น P52 และ P53 เปลี่ยนไปมากเท่าไรนัก(คืออยู่ที่ราวๆ 24 – 28 mm) ทว่าความง่ายในการถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่หายไปนั้นก็จะเป็นปัญหาให้กับผู้ใช้ที่ต้องพกที่ชาร์จโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนแทนที่การพกแบตเตอรี่ก้อนที่ 2 ที่แน่นอนว่าการพกแบตเตอรี่ตัวที่ 2 ไปไหนมาไหนนั้นย่อมมีความสะดวกสบายมากกว่าเนื่องจากน้ำหนักที่เบากว่าและคุณยังสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ไหนก็ได้ในระยะเวลารวดเร็วไม่จำเป็นต้องหาที่ชาร์จแบตเตอรี่ครับ

เรื่องดังกล่าวนี้นั้นได้มีการตั้งกระทู้บน Reddit และมีการโต้เถียงกันอย่างมากมายว่าเรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้อย่างใดทาง Lenovo คิดอะไรอยู่และแน่นอนว่าเสียงส่วนใหญ่ของผู้ใช้นั้นจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันซึ่งนั่นก็คือแสดงถึงความไม่พอใจกับ Lenovo ในการตัดความสามารถเรื่องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองของผู้ใช้ไปบนโน๊คบุ๊ครุ่นใหม่ครับ แล้วท่านๆ ล่ะครับคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้บ้าง

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/lenovo-thinkpad-laptops-online-backlash-over-the-removal-of-external-battery-options/488390/