คลังเก็บป้ายกำกับ: 4._OTHER_NEWS

MediaTek T700 ชิปโมเด็ม 5G สำหรับโน๊ตบุ๊ค Intel ในอนาคต

หากท่านพอจะจำกันได้นั้นก่อนหน้านี้ทาง Intel ได้มีการขายเทคโนโลยีในการพัฒนาโมเด็ม 5G ของตัวเองออกไปให้กับทาง Apple แล้ว ซึ่งนั่นทำให้ทางนักวิเคราะห์หลายๆ ท่านคาดเอาไว้ว่า Intel อาจจะออกจากตลาดการพัฒนาโมเด็มสำหรับเชื่อมต่อเครือข่าย ทว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ล่าสุดทาง MediaTek และ Intel ได้ร่วมประกาศเปิดตัวชิปโมเด็ม 5G สำหรับใช้งานบนโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีของทาง Intel โดยเฉพาะในชื่อชิป MediaTek T700 แล้ว

MediaTek T700

MediaTek T700 นั้นอย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นว่าเป็นการร่วมกันพัฒนาระหว่าง MediaTek และ Intel ซึ่งหากจะว่าไปแล้วการร่วมงานในครั้งนี้นั้นก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักเพราะทาง MediaTek เองก็ค่อนข้างจะมีความสามารถในการผลิตชิปโมเด็มติดตลาดอยู่ในลำดับต้นๆ อยู่แล้ว สำหรับตัวชิป MediaTek T700 นั้นเรียกได้ว่าจัดสเปคมาเต็มเลยทีเดียวโดยมันจะรองรับการเชื่อมต่อในรูปแบบ dual-mode sub-6GHz 5G ด้วย

MediaTek T700 นั้นได้ถูกออกแบบและปรับแต่งมาให้ใช้งานร่วมกับหน่วยประมวลผลของทาง Intel ได้เป็นอย่างดี โดยทาง MediaTek และ Intel เองนั้นได้ออกมาบอกว่าตัวชิป MediaTek T700 ดังกล่าวนี้ได้เริ่มทำการส่งไปยังผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คเป็นที่เรียกร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็น Dell หรือ HP ซึ่งมีการคาดการเอาไว้ว่าโน๊ตบุ๊คที่จะมาพร้อมกับชิป MediaTek T700 นี้นั้นจะเริ่มวางจำหน่ายในตลาดอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 นี้

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/mediatek-t700-a-5g-modem-for-the-intel-notebooks-of-the-near-future/531500/

หลุด! ข้อมูล iPhone 12 Pro และ 12 Pro Max รอยบากเล็กลง กล้องหลังมี LiDAR

หลังจากที่ Apple ได้ออกโรงมาบอกกล่าวเองเลยว่าในปีนี้จะเปิดตัว iPhone 12 Series ล่าช้ากว่าเดิมประมาณ 2-3 สัปดาห์ ล่าสุดก็ได้มีข้อมูลหลุดออกมาอีกแล้ว โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ Komiya นักวิเคราะห์และให้ข่าวลือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Apple ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพดีไซน์ของ iPhone 12 Pro Series ออกมาเป็นดังนี้

โพสต์ดังกล่าวแสดงให้เห็นสมาร์ทโฟน 2 ขนาด คือ iPhone ขนาด 6.1 นิ้ว ที่น่าจะเป็น iPhone 12 Pro และ iPhone ขนาด 6.7 นิ้ว ที่น่าจะเป็น iPhone 12 Pro Max โดยทั้ง 2 รุ่นยังมาพร้อมกับรอยบากที่ส่วนบนของหน้าจอ ที่มีมาตั้งแต่ iPhone X  ซึ่งหากลองสังเกต จะพบว่ารอยบากด้านหน้าของจอนั้นมีขนาดที่เล็กลงเมื่อเทียบกับ iPhone รุ่นก่อนหน้าที่มีออกมา ซึ่งภาพดีไซน์นี้ก็มีความสอดคล้องกับ ข่าวลือเกี่ยวกับ iPhone 12 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ส่วนด้านหลังเครื่องของทั้ง 2 รุ่นยังมาพร้อมกับโมดุลกล้องที่ภายในประกอบไปด้วยวงกลมทั้งหมด 6 วง แสดงถึงตำแหน่งของกล้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ Wide, Ultra Wide หรือ Telephoto

iPhone 12 Pro

Cr: Komiya

iPhone 12 Pro

Cr: Komiya

โมดุลกของล้องด้านหลังนั้น จะเห็นว่าตัวเครื่องมาพร้อมกับเลนส์ 3 ตัวที่ขนาดใหญ่กว่าของ iPhone 11 Pro Series เล็กน้อย คาดว่าน่าจะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ของกล้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และปรับปรุงคุณภาพของรูปให้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจซึ่งเราได้เห็นในภาพดีไซน์นี้ นั่นก็คือ ส่วนที่คาดว่าจะเป็น LiDAR Scanner ที่เปิดตัวมากับ iPad Pro 2020 แต่ดูแล้วมีขนาดที่เล็กกว่า iPad Pro ซึ่งก็ต้องมารอดูกันว่าประสิทธิภาพนั้นจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

LiDAR (Light Detection And Ranging) ทำงานโดยการยิงคลื่นแสงเลเซอร์ที่ส่งไปกระทบกับพื้นผิว เพื่อวัดระยะทางผ่านการใช้ระยะเวลา LiDAR Scanner สามารถวัดระยะไปยังวัตถุรอบ ๆ ที่อยู่ไกลสูงสุด 5 เมตร โดยสามารถใช้งานได้ทั้งในและนอกอาคาร รวมถึงทำงานได้ละเอียดในระดับโฟตอนที่ความเร็วระดับนาโนวินาทีเลยทีเดียว นอกจากนี้ฟังก์ชันของ LiDAR ยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสหกรรมต่าง ๆ เช่น การบิน อวกาศ การทหาร รวมถึงในหุ่นยนต์เครื่องดูดฝุ่นที่ใช้หารูปแบบของห้อง และยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ช่วยคำนวณแบบ real-time เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือชนกับวัตถุอื่น ๆ ด้วย

นอกจากข้อมูลดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการคาดการณ์กันว่า iPhone 12 Pro Series จะมาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A14 Bionic และรองรับการใช้งาน 5G ในเรื่องของราคานั้น Komiya คาดการณ์เอาไว้ว่า iPhone 12 Pro ความจุ 128GB ราคาน่าจะอยู่ที่ 1,049 ดอลลาร์ หรือประมาณ 32,500 บาท และ iPhone 12 Pro Max ความจุ 128GB ราคาน่าจะอยู่ที่ 1,149 ดอลลาร์ หรือประมาณ 35,600 บาท

อ้างอิง: @komiya_kj

from:https://notebookspec.com/leak-iphone-12-pro-design/531083/

สรุปข่าว Samsung Galaxy Note 20 สเปค ดีไซน์ ราคา ก่อนเปิดตัว 5 สิงหาคม นี้

Samsung Galaxy Note 20 หนึ่งในสมาร์ทโฟนเรือธงจาก Samsung ที่น่าจับตามอง และแฟน ๆ สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android หลาย ๆ คนจับตามอง ซึ่งกำลังจะเปิดตัวในงาน Galaxy Unpacked วันที่ 5 สิงหาคม 2020 นี้แล้ว ทีมงาน Notebookspec จึงนำสรุปข่าว Samsung Galaxy Note 20 ที่ได้จากแหล่งน่าเชื่อถือไว้ที่นี่แล้ว ทั้งเรื่องของ สเปค ดีไซน์ รวมไปถึงราคาด้วย มาดูกันเลย

Samsung Galaxy Note 20

Samsung Galaxy Note 20 – เปิดตัว (Launching) 

สมาร์ทโฟนระดับเรือธงของ Samsung อย่างตระกูล Galaxy Note นั้นเป็นรุ่นที่มักจะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี ในทีแรก ทาง Samsung เองนั้นก็ไม่ได้มีการยืนยันออกมาว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันไหน ซึ่งก็ทำให้เกิดการคาดการณ์กันไปต่าง ๆ นานา และในที่สุด Samsung ก็ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะจัดงาน Galaxy Unpacked ในวันที่ 5 สิงหาคม 2020 ซึ่งทำให้ยืนยันได้ถึง 99.99% เลยว่า Samsung Galaxy Note 20 จะต้องเปิดตัวในงานนี้ด้วยอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามทาง Samsung ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวในงานดังกล่าว

Samsung Galaxy Note 20 – สเปค (Spec)

ในส่วนของสเปคตัวเครื่อง Samsung Galaxy Note 20 Series นั้นยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ แต่จากข่าวลือที่ทีมงานได้รวบรวมมานั้นสรุปได้ว่า Samsung Galaxy Note 20 Series นั้นจะมีมาด้วยกัน 2 รุ่น นั่นก็คือ Galaxy Note 20 และ Galaxy Note 20 Ultra ในส่วนของชิปประมวลผลนั้น ช่วงแรกมีข้อมูลจาก FCC ที่กล่าวว่า Samsung Galaxy Note 20 Series นั้นจะใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 865 อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อแบบ 5G ด้วย แต่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของชิปประมวลผล Exynos ว่าจะใช้รุ่นไหน แต่ก็มีข่าวลือออกมาว่าอาจจะเป็นตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน Galaxy S20 Ultra อย่าง Exynos 990 5G 

พร้อมกันนั้นทาง Qualcomm เองก็พึ่งจะเปิดตัวชิปประมวลผลรุ่นอัพเกรดอย่าง Snapdragon 865 Plus ออกมา จึงมีความเป็นไปได้ที่ Samsung Galaxy Note 20 อาจจะได้ใช้ชิปประมวลผลตัวนี้ และยังมีความเป็นไปได้อีกว่าในฝั่งของ Exynos ที่ทาง Samsung อาจจะอัพเกรดให้เป็น Exynos 992 แทน Exynos 990

ต่อมา ก็มีข่าวออกมาเพิ่มเติมว่า Samsung Galaxy Note 20 ที่จะวางจำหน่ายในประเทศเกาหลีนั้นจะใช้ชิปเป็น Snapdragon 865 Plus ส่วนประเทศอื่น ๆ จะได้เพียง Exynos 990 รุ่นเดียวกับที่ใช้ในSamsung Galaxy S20 Ultra

ในส่วนของ RAM นั้นก็มีข่าวออกมาว่าจะเริ่มต้นอยู่ที่ 12GB และมีหน่วยความจำ (Memory) อยู่ที่ 256GB รองรับมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นอยู่ที่ IP68 รองรับ Wireless Charging แสกนลายนิ้วมือฝังไว้ใต้หน้าจอ และเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy Note 10 ก็มีความเป็นไปได้ว่า Galaxy Note 20 นี้จะสามารถเพิ่ม MicroSD ได้เช่นกัน 

ต่อมาทาง Sammobile ได้มีการกล่าวถึงความจุแบตเตอรี่ ว่าจะมีขนาดของแบตเตอรี่อยู่ที่ 4,300 mAh ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่อยู่ใน Galaxy Note 10 ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 3,500 mAh อยู่พอสมควร นั่นจึงหมายความว่า แบตเตอรี่ที่จะใส่มาใน Galaxy Note 20 Ultra จะต้องมีแบตเตอรี่ที่ไม่น้อยกว่า 4,500 mAh อย่างแน่นอน

สำหรับช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. นั้น ตั้งแต่ที่ทาง Samsung ได้ตัดช่องนี้ออกไปก็ไม่อาจคาดหวังให้ Samsung นำกลับเข้ามาใช้ได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรุ่นระดับเรือธงเช่นนี้ แต่ก็ยังอาจมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. ในสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นอยู่ก็ได้

ในส่วนของกล้องถ่ายภาพ จากที่ UniverseIce ได้บอกเอาไว้ว่า Samsung Galaxy Note 20 Ultra นั้นจะมาพร้อมกล้อง Ultrawide ความละเอียด 12MP ที่เป็นเซ็นเซอร์ ISOCELL Fast 2L3 ของทาง Samsung และจะมีกล้อง Periscope ที่ความละเอียด 13MP ที่เป็นเซ็นเซอร์ S5K3M5 ของ Samsung ซึ่งการที่ Samsung ทำการลดความละเอียดลง แสดงให้เห็นว่า Samsung มุ่งเน้นไปที่คุณภาพของภาพถ่ายมากกว่าจำนวนพิกเซลของภาพ นอกจากนี้ยังมีข่าวลือตามออกมาทีหลังอีกด้วยด้วยว่าในกล้องหลักจะใช้เซ็นเซอร์ ISOCELL HM1 ความละเอียด 108MP แบบเดียวกับที่ใช้ใน Galaxy S20 Ultra

ในส่วนของปากกาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเลยของ Samsung Galaxy Note 20 นั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่ปากกา S-Pen เองยังคงเป็นแบบเดียวกับที่อยู่ใน Galaxy Note10 แต่อาจจะมีการเพิ่มฟีเจอร์หรือลูกเล่นใหม่ ๆ ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น 

จากนั้นก็มีอีกข่าวลือที่น่าสนใจแต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันออกมาด้วยว่า ทาง Samsung จะไม่แถม Adapter สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนมาให้ในกล่องเช่นเดียวกันกับข่าวลือของ iPhone 12 ซึ่งในส่วนนี้ยังเป็นเพียงข่าวลือจึงยังต้องรอดูข่าวสารและการเปิดตัวจริง ๆ อย่างเป็นทางการว่าจะเป็นไปตามข่าวลือดังกล่าวหรือไม่

ต่อมาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2020 ก็ได้มีสเปคแบบละเอียดของ Samsung Galaxy Note 20 หลุดออกมาให้ได้ชมกัน แถมยังมีภาพ Official Press​ Render ออกมาให้เห็นอีกด้วย โดยทั้งหมดจะเป็นของรุ่น Ultra โดยรายละเอียดมีดังนี้

  • จอแสดงผล Dynamic​ OLED ขนาด 6.9 นิ้ว​, ความละเอียด ​3200×1440 พิกเซล​, รองรับ​ Refresh Rate 120 Hz, อัตราส่วน​ 19.3:9  508 ppi​ มาพร้อม Gorilla Glass 7 รุ่นใหม่
  • ชิปเซ็ต Samsung Exynos 990
  • RAM ขนาด 12 GB LPDDR5
  • ROM ขนาด 256GB / 512 GB เป็น UFS 3.1
  • กล้องหลัง
    • กล้องหลัก 108MP, Dual Pixel, f/1.8, ขนาด 0.8 ไมครอน, รวมระบบ Autofocus เข้ากับ Laser Focus
    • กล้อง Ultrawide 12MP, f/2.2, ขนาด 1.4 ไมครอน
    • กล้อง Periscope 12MP, Optical Zoom 5x, Space Zoom 50x, f/3.0, ขนาด 1.0 ไมครอน
  • กล้องหน้า 10MP, Dual Pixel, Auto Focus, f/2.2, ขนาด 1.22 ไมครอน
  • USB Type-C 3.2 / NFC / Bluetooth 5.2 / WiFi 6 / Dual GPS
  • ลำโพงสเตอริโอที่ได้รับการปรับจูนโดย AKG
  • รองรับมาตราฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68
  • แบตเตอรี่ขนาด 4,500 mAh รองรับชาร์จเร็ว 45W (50% ใน 30 นาที) รองรับการชาร์จไร้สาย
  • Android 10 มาพร้อม One UI 2.5
  • มี 2 สี Mystic Bronze และ Mystic Black
Samsung Galaxy Note 20 Ultra

ภาพ Official Press​ Render

 

Samsung Galaxy Note 20 Ultrta

ภาพ Official Press​ Render

 

Samsung Galaxy Note 20 Ultra

ภาพ Official Press​ Render

 

Samsung Galaxy Note 20 Ultra

ภาพ Official Press​ Render

Highlight ของ Samsung Galaxy Note 20

  • ปากกา S-Pen ใหม่ ลดอัดตราการตอบสนองเหลือเพียง 9ms ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การเขียนสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ Microsoft และได้เสนอการซิงค์ OneNote อัตโนมัติ​ ด้วย​ Gesture Control
  • กล้องหลัง 108MP มาพร้อมโฟกัสอัตโนมัติด้วยเลเซอร์​ และรองรับการซูมด้วยเลนส์ 5 เท่า
  • จอแสดงผลที่รองรับ 120 Hz ซึ่งปรับโดยอัตโนมัติ
  • Samsung โฆษณาอย่างชัดเจนถึงการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพผ่าน Wireless-DeX ที่ใช้งาน​ Desktop Mode แบบไร้สายได้
  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ปรับแต่งสำหรับการเล่นเกมบนคลาวด์ผ่าน Xbox Game Pass

ผลจากการพัฒนาร่วมกับ Microsoft ทำให้ Galaxy Note 20 Ultra กลายเป็นเกมคอนโซลแบบพกพาไปในตัว ด้วยเกมบน Xbox Game Pass ที่มีให้เล่นมากกว่า 90 เกมผ่านระบบคลาวด์

ต่อมาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2020 ก็ได้มีสเปคของ Galaxy Note 20 รุ่นปกติออกตามรุ่น Ultra มา แถมมาพร้อมภาพ Official Press Render ด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกด้วยว่า Note 20 / 20 Ultra จะมีมาทั้งรุ่น 4G และ 5G ด้วย สำหรับสเปคตัวเริ่มต้นแบบละเอียดจะมีดังนี้

  • หน้าจอ Super AMOLED กระจกแบน ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ Refresh Rate 60Hz อัตราส่วน 20:9 รองรับ HDR10+
  • ชิปเซ็ต Samsung Exynos 990
  • RAM ขนาด 8 GB LPDDR5
  • ROM ขนาด 256GB เป็น UFS 3.1
  • กล้องหลัง
    • กล้องหลัก 12MP, Dual Pixel, f/1.8, ขนาด 1.8 ไมครอน
    • กล้อง Ultrawide 12MP, f/2.2, ขนาด 1.4 ไมครอน
    • กล้อง Telephoto 64MP, Optical Zoom 3x, f/2.0, ขนาด 1.0 ไมครอน
  • กล้องหน้า 10MP, Dual Pixel, Auto Focus, f/2.2, ขนาด 1.22 ไมครอน
  • USB Type-C 3.2 / NFC / Bluetooth 5 / WiFi 6 / Dual GPS
  • ลำโพงสเตอริโอที่ได้รับการปรับจูนโดย AKG
  • รองรับมาตราฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68
  • S-Pen มีอัตราการตอบสนองอยู่ที่ 26ms
  • แบตเตอรี่ขนาด 4,300 mAh รองรับชาร์จเร็ว 45W (50% ใน 30 นาที) รองรับการชาร์จไร้สาย
  • Android 10 มาพร้อม One UI 2.5
  • มี 3 สี Mystic Bronze, Mystic Green และ Mystic Black
Samsung Galaxy Note 20

ภาพ Official Press​ Render

 

Samsung Galaxy Note 20

ภาพ Official Press​ Render

 

Samsung Galaxy Note 20

ภาพ Official Press​ Render

เช่นเดียวกับ Galaxy Note 20 Ultra รุ่นปกติเองก็เป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับการเล่นเกมผ่านคลาวด์ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานกับ Project xCloud ของ Microsoft และ Xbox Game Pass เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสตรีมเกม Xbox นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชันสำนักงาน เช่น Outlook และ OneNote รวมถึงการรองรับ Wireless DeX อีกด้วย

Samsung Galaxy Note 20 – ดีไซน์ (Design)

สำหรับดีไซน์หน้าตาของ Samsung Galaxy Note 20 Series นั้น จากข่าวลือที่มีออกมาตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤษภมคม 2020 ก็แสดงให้เห็นถึงขนาดของหน้าจอที่ใหญ่พอสมควร แถมด้านหลังของตัวเครื่องดูเหมือนจะมีกล้องหลังที่มีขนาดของตัวเลนส์ที่ใหญ่ขึ้น แต่โดยภาพรวมนั้นแทบไม่มีความแตกต่างไปจาก Galaxy Note 10 มากนัก

จากข้อมูล/ข่าวลือที่หลุดออกมา พบว่า Galaxy Note 20 จะมีขนาดของหน้าจอ 6.7 นิ้ว ส่วนใน Galaxy Note 20 Ultra นั้นจะมีขนาดหน้าออยู่ที่ 6.9 นิ้ว โดยที่มีดีไซน์ของมุมหน้าจอเป็นเหลี่ยมไม่มีการโค้งมนแต่อย่างใด ซึ่งก็ทำให้เห็นความเป็นไปได้ที่หน้าจอแบบโค้งมนแบบที่ออกมาในดีไซน์ของ Galaxy Note 10 นั้นจะไม่ถูกนำมาใช้แล้ว โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนไปใช้หน้าจอแบบที่มีลักษณะแบนราบแทน ประกอบกับความนิยมในการทำจอแบบโค้งมนนั้นค่อย ๆ ลดลงไปแล้วด้วย

ในส่วนของตำแหน่งที่ใส่ปากกา S Pen นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งไปจาก Galaxy Note 10 เดิมทีจะอยู่ฝั่งขวา แต่ทว่าในรุ่นใหม่นี้จะถูกย้ายมาอยู่ฝั่งซ้ายแทน แต่แน่นอนว่าจะยังอยู่ด้านล่างตัวเครื่องเช่นเดิม นอกจากนี้จากข่าวลือที่ออกมาจะเห็นได้ว่า Galaxy Note 20 จะมีทั้งหมด 3 สีด้วยกัน คือ เทา, ทองแดง และเขียว ส่วนในรุ่น Ultra อาจจะมีสีดำ, ทองแดง และทอง ก็ได้

 

ต่อมาก็ได้มีข่าวลือเกี่ยวกับการเรียกชื่อสีอย่างเป็นทางของตัวเครื่องในแต่ละสีออกมา โดยในรุ่นปกติจะใช้ชื่อสีว่าใช้ชื่อสีว่า Grey, Green และ Copper ส่วนในรุ่น Plus หรือ Ultra นั้นจะใช้ชื่อสีว่า Copper, White และ Black นอกจากนี้ MaxWinebach ยังได้มีการโพสภาพรุ่น Ultra ในสีที่ชื่อว่า Mystic Bronze ลงบนทวิตเตอร์ของเขาด้วย โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ได้จากเว็บไซต์ในรัสเซีย

Samsung Galaxy Note 20

Cr: @MaxWinebach

จากรูปที่ปล่อยออกมานั้นช่วยสนับสนุนในเรื่องกล้องหลังที่ปรากฏในข่าวลือก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี โดยที่ตัวกล้องหลังจะมีลักษณะเป็นเลนส์ขนาดใหญ่วางเรียงกันตามแนวตั้ง อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ด้วยว่ากล้องตัวสุดท้ายอาจจะเป็นกล้อง Periscope สำหรับใช้ซูมระยะไกลอีกด้วย

ต่อมา UniverseIce ก็ได้โพสต์รูปภาพที่เผยให้เห็นชิ้นส่วนของกล้องหลัง Galaxy Note 20 / 20 Ultra วางอยู่ข้างกัน แสดงให้เห็นความแตกต่างของกล้องหลัง โดยเลนส์กล้อง 3 ตัวนั้นคาดว่าเป็นตัวเดียวกัน แต่ทว่าในรุ่น Ultra นั้นจะมีช่องที่ยังไม่แน่ว่าจะเป็น Laser Focue หรือ ToF กันแน่

Samsung Galaxy Note 20

Cr: @UniverseIce

นอกจากนี้ UniverseIce ยังได้มีการโพสต์ภาพพร้อมยืนยันว่า Galaxy Note 20 จะมาพร้อมหน้าจอแบบแบน ความละเอียด 1080p 60Hz

Samsung Galaxy Note 20

Cr: @UniverseIce

เรียกได้ว่าโดยรวมแล้วดีไซน์ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก จะมีก็แต่ส่วนของกล้องที่ดูจะมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด แต่จะเป็นจริงอย่างในข่าวลือหรือไม่นั้น เราก็ต้องติดตามการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Samsung Galaxy Note 20 Series กันในวันที่ 5 สิงหาคม 2020 นี้

Samsung Galaxy Note 20 – ราคา (Price)

มีข่าวลือออกมาว่าทาง Samsung จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ออกมาในราคาที่ต่ำกว่า Galaxy Note 10 ที่เปิดตัวไปในปี 2019 โดยมีเหตุผล 2 เหตุผลใหญ่ ๆ ก็คือ Galaxy S20 ทำยอดขายได้ไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ รวมถึงการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างมาก ซึ่งถ้าหาก Samsung ยังว่างจำหน่ายในราคาเดิมก็อาจทำให้ยอดขายตกลงอีก ซึ่งก็จะส่งผลอย่างมากต่อบริษัทเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ได้มีรายงานว่า Samsung ได้คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าจะขายเครื่องได้จำนวนไม่มาก เนื่องจาก COVID-19 ระบาด แต่กระนั้นสำหรับเหล่าแฟน ๆ ของ Samsung ก็ยังคงซื้ออยู่ดี แม้ว่า Samsung จะวางขายในราคาเท่าเดิม

สำหรับราคาที่จะจำหน่าย Galaxy Note 20 นั้น หากย้อนกลับไปดูรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy Note 10 นั้นก็พอที่จะคาดการณ์ราคาได้ในระดับหนึ่ง โดยรุ่นก่อนอย่าง Galaxy Note 10 จะมีราคาในแต่ละรุ่นดังนี้

  • Samsung Galaxy Note 10 รุ่น RAM 8GB/ROM 256GB: 32,900 บาท 
  • Samsung Galaxy Note 10 รุ่น 5G (Korea only): $1,049 หรือประมาณ 33,300 บาท
  • Samsung Galaxy Note 10 Plus รุ่น RAM 12GB/ROM 256GB: 37,900 บาท 
  • Samsung Galaxy Note 10 Plus รุ่น RAM 12GB/ROM 512GB: 40,900 บาท 
  • Samsung Galaxy Note 10 Plus 5G รุ่น RAM 12GB/ROM 256GB: $1,299 หรือประมาณ 41,250 บาท
  • Samsung Galaxy Note 10 Plus 5G รุ่น RAM 12GB/ROM 512GB: $1,399 หรือประมาณ 44,400 บาท

จากราคาดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ราคาของรุ่นก่อนนั้นจะเริ่มต้นที่ $949 ซึ่งจากข่าวลือที่ออกมานั้น มีความเป็นไปได้ว่าราคาอาจจะต่ำกว่า $900 เมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่วางจำหน่ายในไทยแล้วนั้น Note 10 จะมีราคาอยู่ที่ 32,900 บาท ถ้ากล่าวว่าราคาจะถูกกว่าเดิม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 30,000 บาท ซึ่งก็น่าจะเป็นในราคา 29,900 บาท โดยราคานี้อาจเป็นไปได้ว่าจะมีการตัด Adapter สำหรับชาร์จออกไป

ส่วนในรุ่นท็อปสุดนั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะว่างจำหน่ายอยู่ที่ราคา 39,900 บาท สำหรับราคานี้นั้นมีความใกล้เคียงกับ Galaxy Note 10 Plus 512GB อย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้มีข่าวลือออกมามากมายนัก เป็นเพียงการคาดการณ์เปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เท่านั้น 

สรุปสเปค SAMSUNG GALAXY NOTE 20 SERIES เท่าที่ทราบทั้งหมดในตอนนี้

 

Samsung Galaxy Note 20 Samsung Galaxy Note 20 Ultra
Display Super Amoled 6.7 นิ้ว ความละเอียดFHD+ 60Hz Dynamic​ OLED 6.9 นิ้ว ความละเอียด 4K 120Hz Gorilla Glass 7
Chipset Exynos 990 Exynos 990
RAM 8GB 12GB
Memory 256GB 256GB / 512GB
Front Camera 10MP 10MP
Rear Camera 12MP + Ultrawide 12MP + Periscope 13MP 108MP + Ultrawide 12MP + Periscope 12MP
Connection USB Type-C 3.2 / NFC / Bluetooth 5 / WiFi 6 / Dual GPS USB Type-C 3.2 / NFC / Bluetooth 5.2 / WiFi 6 / Dual GPS
Network 3G
4G
(5G)
Nano-SIM
3G
4G
(5G)
Nano-SIM
Battery 4,300 mAh + รองรับชาร์จเร็ว 45W 4,500 mAh + รองรับชาร์จเร็ว 45W
Color Mystic Bronze / Mystic Green /​ Mystic Black Mystic Bronze / Mystic Black
Price 31,050 บาท ? 35,100 บาท / 40,500 บาท ?
สเปคดังกล่าวเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ไม่ใช่สเปคของตัวเครื่องจริง ๆ

 

และทั้งหมดนี้คือข่าวลือ สรุปสเปค ดีไซน์ และราคา เท่าที่ทราบ ณ ตอนนี้ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลบางส่วนในนี้อาจจะกลายเป็นความจริง อย่างไรก็ตามต้องรอวันเปิดตัวที่คาดว่าน่าจะเป็นงาน Galaxy Unpacked ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2020 นี้ 

from:https://notebookspec.com/samsung-galaxy-note-20-spec-design-price/530703/

ลือ! iPad Gen 8 ไซส์เดิม เพิ่มเติมคือชิป A12 Bionic แรงสู้ iPhone Xs, iPad Air 3

ผู้ใช้ Twitter บัญชี @komiya_kj ซึ่งเป็นผู้ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับ Apple ได้ออกมากล่าวว่า iPad Gen 8 ของ Apple จะยังคงใช้ดีไซน์เดิม แต่จะได้รับชิปประมวลผล A12 Bionic สอดคล้องกับคำทำนายก่อนหน้านี้ ที่กล่าวว่า iPad Gen 8 (2020) จะมาพร้อมกับชิปประมวลผล A12 Bionic หากข้อมูลที่คุณ Komiya ได้กล่าวอ้างนั้นถูกต้อง ก็อาจแสดงว่า iPad Gen 8 ยังคงใช้จอแสดงผลขนาด 10.2 นิ้ว มาพร้อมปุ่มโฮมที่มี Touch ID ในตัว

iPad Gen 8

เป็นเพียงภาพประกอบบทความเท่านั้น ไม่ใช่รูปจริง, Cr: @iamAni_rudh

ก่อนหน้านี้ Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ของ TF International Securities ก็เคยออกมากล่าวอ้างว่า ทาง Apple จะเปิดตัว iPad ขนาด 10.8 นิ้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าที่เขากล่าวนั้นหมายถึง iPad รุ่นประหยัด หรือว่าจะเป็น iPad Air รุ่นถัดไปกันแน่

ชิปประมวลผล A12 Bionic นั้นถูกนำมาใช้ใน iPad mini 5 และ iPad Air 3 ไปแล้ว แถมยังใช้เป็นชิปประมวลผลให้กับกลุ่มสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone XR, iPhone XS และ iPhone XS Max อีกด้วย ซึ่งหากทั้งหมดนี้เป็นไปตามข่าวลือแล้วล่ะก็ iPad Gen 8 ก็จะมีความน่าสนใจมาก ๆ ในกลุ่มแท็บเล็ตราคาประหยัดเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเราก็คงต้องติมตามข่าวสารเกี่ยวกับ iPad Gen 8 กันต่อไป

อ้างอิง: @komiya_kj

from:https://notebookspec.com/rumors-ipad-gen-8-coming-with-a12-bionic/531009/

Apple มาเอง! ยืนยันแล้ว ปีนี้เปิดตัว iPhone 12 ล่าช้าแน่นอน

หลังจากที่มีกระแสว่า Apple อาจมีการ เปิดตัว iPhone 12 ช้ากว่าปกติที่จะเปิดตัวในเดือนกันยายน ล่าสุด Luca Maestri ผู้อำนวยการสายการเงิน (CFO) ของ Apple ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า iPhone 12 จะเปิดตัวช้ากว่าปกติเล็กน้อย

เปิดตัว iPhone 12

Cr: 9to5mac

Maestri ได้กล่าวว่า “อย่างที่ทราบกันว่าในปีที่แล้วเราเริ่มขายไอโฟนในปลายเดือนกันยายน ในปีนี้เราจะใช้เวลาที่ล่าช้ากว่านั้นเล็กน้อยในการเปิดตัวไอโฟน”

iPhone 11 และ iPhone 11 Pro นั้นเปิดตัวเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2019 ซึ่งความล่าช้าที่ Maestri ได้กล่าวนั้นมีความเป็นไปได้ว่า การ เปิดตัว iPhone 12 อาจจะเป็น 2-3 สัปดาห์หลังจากนั้น ซึ่งก็คือ ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2020 นั่นเอง

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวจากเว็บไซต์ Digitimes ว่า iPhone 12 ทุกรุ่นจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ตามปกติ ไม่ได้เลื่อนไปเปิดตัวเดือนตุลาคมแน่นอน เนื่องจากว่า Apple ต้องเจอคู่แข่งฝั่ง Android ที่ดุเดือดมากส่งผลให้ราคาของ iPhone 12 เวอร์ชัน 5G ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการซื้อปีนี้ นอกจากนี้ แม้ว่า Apple จะเปิดตัว iPhone 12 ในช่วงกันยายน แต่คาดว่าจะพร้อมขายจริงในเดือนตุลาคมเพราะการระบาด COVID-19 ตามที่เว็บไซต์ Macotakara ได้เคยคาดการณ์เอาไว้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อ Apple ออกมายืนยันเองแล้วแบบนี้ แฟน ๆ ผลิตภัณฑ์ Apple ก็คงรอคอยกันอีกหน่อย และนอกเหนือไปจากระยะเวลาของการเปิดตัวแล้วนั้น Apple ยังถูกคาดการณ์การว่าจะ เปิดตัว iPhone 12 รุ่นที่แตกต่างกันถึง 4 รุ่นด้วยกัน ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีการเชื่อมต่อ 5G และจอแสดงผล OLED ได้แก่ iPhone 12 รุ่น 5.4 นิ้ว จำนวน 1 รุ่น, รุ่น 6.1 นิ้ว จำนวน 2 รุ่น และรุ่น 6.7 นิ้ว ปัจจัยที่ทำให้แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันนั้นน่าจะมาจากเทคโนโลยีของกล้องอย่าง iPhone 12 Pro (หนึ่งในตัวเลือก 6.1 นิ้วและรุ่น 6.7 นิ้ว) ที่คาดว่าจะมีการตั้งค่ากล้องสามเลนส์พร้อมเครื่องสแกน LiDAR ใหม่ที่ด้านหลัง

อ้างอิง: 9to5mac, digitimes

อ่าน รวมข่าว iPhone 12 คาดการณ์ราคา และสเปคได้ที่นี่!

from:https://notebookspec.com/apple-confirmed-iphone-12/530671/

Lepow Z1-Gamut มอนิเตอร์แบบพกพาสำหรับสายกราฟิก

สำหรับผู้ใช้งานโน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานทางด้านกราฟิกแล้วนั้นอุปกรณ์หนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นที่น่าสนใจในการเลือกซื้อมาใช้งานคงหนีไม่พ้นหน้าจอแยกที่รองรับกับช่วงกว้างของสีในระดับสูง ล่าสุดทาง Lepow ได้ทำการเปิดตัวหน้าจอพกพาเชื่อมต่อด้วย USB type C รุ่น Z1-Gamut ออกมาซึ่งจุดที่น่าสนใจนั้นก็คือมันรองรับช่วงกว้างของสีแบบ sRGB มากถึง 100% เลยทีเดียว แถมอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ Z1-Gamut น่าสนใจมากขึ้นไปอีกนั้นก็คือราคาของมันไม่สูงอย่างที่คิดด้วย

Lepow Z1-Gamut USB type C portable monitor นั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 15.6 นิ้วรองรับความละเอียดที่ระดับ FHD โดยที่ตัวหน้าจอนั้นจะมาพร้อมกับ stand/cover และ ลำโพงคู่แบบ built-in เรียกได้ว่างานนี้ครบเซ็ทไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมแต่อย่างใด ตัวหน้าจอนั้นรองรับช่วงกว้างของสีแบบ sRGB ถึง 100% โดยที่ความสว่างสูงสุดของหน้าจอนั้นจะอยู่ที่ 320 cd/m2

ตัวหน้าจอใช้พาเนล IPS ทำให้มีมุมมองในการมองมากถึง 178 องศา มาพร้อมกับ refresh rate ที่ 60 Hz พอร์ตการเชื่อมต่อประกอบไปด้วย 3.5mm audio, USB type C และ mini HDMI ports โดยที่ตัวหน้าจอนั้นจะมีความหนาอยู่ที่ราวๆ 0.34 นิ้วเท่านั้น(แน่นอนว่านอกเหนือไปจากจะใช้งานร่วมกับโน๊ตบุ๊คได้แล้วมันยังสามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้อีกด้วยต่างหาก)

สำหรับการเชื่อมต่อเพื่อส่งผ่านสัญญาณภาพนั้น Lepow Z1-Gamut USB type C portable monitor จะรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบผ่านสาย type C to type C, mini HDMI to HDMI และ type C to USB type A cables ในชุดวางจำหน่ายนั้นจะมาพร้อมกับการติดตั้งฟิมล์ป้องกันหน้าจอที่ติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้วด้วย สำหรับราคานั้นจะอยู่ที่ $199 หรือประมาณ 6,255 บาท โดยตอนนี้นั้นมีการวางจำหน่ายผ่านทาง Amazon.com ก่อนหลังจากนั้นน่าจะหาได้ตามแอปพลิเคชันซื้อขายออนไลน์ในบ้านเรา

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/lepow-announces-the-new-z1-gamut-usb-type-c-portable-monitor/530540/

Sony เปิดตัวทีวีรองรับกับ PlayStation 5 กับซีรีส์ XH90, XH92 และ ZH8

งานนี้นั้นดูเหมือนกับว่าทาง Sony จะเตรียมตัวสำหรับอุปกรณ์ที่รองรับกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PlayStation 5 ออกมามากจริงๆ เพราะอุปกรณ์หลักที่ต้องใช้กับตัวเครื่องอย่างทีวีนั้นทาง Sony เองก็เปิดตัวออกมากันแบบหนาตาเป็นอย่างมาก ล่าสุดนั้นเป็นคิวของทีวีรุ่นท๊อปอย่าง XH90, XH92 และ ZH8 ที่ทาง Sony นั้นโฆษณาออกมาโดยตรงเลยว่าทีวีทั้ง 3 ซีรีส์ดังกล่าวนี้รองรับการใช้งานในการเล่นเกมด้วย PlayStation 5 ในระดับเทพอย่างแน่นอน

จริงๆ แล้วนั้นทีวี Sony ซีรีส์ XH90 ได้มีการเปิดตัวและเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแล้วโดยจะมีวางจำหน่ายด้วยกันถึง 4 ขนาดหน้าจอ สำหรับทีวีซีรีส์ XH90 นี้นั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดระดับ 4K มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android TV โดยตัวเครื่องนั้นใช้ชิปเซ็ททรงพลังอย่าง 4K HDR Processor X1 ของทาง Sony เองทำให้มันรองรับกับเฟรมเรทสูงมากถึง 120 Hz ซึ่งด้วยอัพเดทใหม่ที่ทาง Sony เริ่มทยอยปล่อยออกมานั้นจะทำให้เมื่อผู้ใช้ใช้งานเล่นเกมกับเครื่อง PlayStation 5 จะสามารถเล่นเกมที่ความละเอียด 4K@120Hz ได้เลยทีเดียว(ถ้าตัวเกมไม่โดนล๊อคเฟรมเรทเอาไว้นะ)

ด้วยอัดเดทใหม่นี้เองนั้นตัวทีวีซีรีส์ XH90 จะมาพร้อมกับ BRAVIA Game Mode ซึ่งทำให้ ow input lag อยู่ที่ 7.2 ms เมื่อทำการเชื่อมต่อเครื่องเกม PlayStation 5 เข้าทางพอร์ต HDMI ของตัวเครื่อง สิ่งที่ผู้ใช้จะได้รับก็คือการเล่นเกมที่ลื่นไหลมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก นอกไปจากนั้นแล้วทาง Sony ยังได้บอกเอาไว้อีกด้วยว่าสำหรับผู้ใช้ PlayStation 5 คู่กับจอยคอนโทรลเลอร์รุ่นใหม่อย่าง DualSense controller ด้วยแล้วนั้นเมื่อผู้ใช้ทำการเปิดตัวเครื่องเกม PS5 จากตัวจอย ตัวทีวีก็จะเปิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติไปสู่หน้าจอพร้อมสำหรับการเล่นเกมไม่ต้องมีรีโมทเพิ่มให้ยุ่งยากอีกด้วย

นอกไปจากนั้นแล้วทีวีรุ่นใหญ่ที่รองรับความละเอียดระดับ 8K อย่างซีรีส์ ZH8 8K และ XH92 นั้นก็จะได้รับการอัปเดทให้รองรับการใช้งานร่วมงานกับ PlayStation 5 อีกด้วยต่างๆ หากโดยฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามานั้นจะเหมือนกันกับรุ่น XH90 ทุกอย่าง ทว่าในรุ่น ZH8 นั้นจะรองรับการเล่นเกมด้วย PlayStation 5 ที่ 120 Hz บนความละเอียดระดับ 4K เท่านั้น ทั้งนี้คาดว่าด้วยอัพเดทดังกล่าวนี้เองนั้นทาง Microsoft เองก็น่าจะได้รับประโยชน์ด้วยเพราะ Xbox Series X เองนั้นก็น่าจะสามารถเล่นเกมบนทีวีที่ทาง Sony ประกาศออกมาว่า “Ready for PlayStation 5” ได้ที่ 4K@120Hz ด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/sony-announces-that-its-xh90-xh92-and-zh8-tvs-are-ready-for-playstation-5/530535/

ลือ! คอนเซ็ปต์ iPad mini เหมือน iPad Pro จิ๋ว เล็กกว่าเดิมเกือบ 20%

ผู้ใช้ Twitter นาม Parker Ortolani ได้โพสต์รูปภาพแสดงคอนเซ็ปต์ของ iPad mini ใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงขนาดของตัวเครื่องที่มีการออกแบบคล้ายกับ iPad Pro รุ่นล่าสุด แต่มีขนาดที่เล็กกว่า โดยมีขอบจอบาง ขอบด้านข้างมีแถบแม่เหล็กสำหรับติด Apple Pencil ซึ่งขนาดของ iPad mini ที่เห็นในรูปนั้นแสดงให้เห็นว่า iPad mini รุ่นใหม่อาจมีขนาดที่เล็กกว่ารุ่นปัจจุบันถึงเกือบ 20%

iPad mini

Cr: ParkerOrtolani

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ Parker Ortolani ได้นำเสนอนั้นค่อนข้างที่จะขัดแย้งกับข่าวลือในช่วงก่อนหน้าที่ลือว่า iPad mini ตัวใหม่จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทั้งนี้นักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ Apple อื่น ๆ อย่างเช่น Ming-Chi Kuo ก็ได่กล่าวถึง iPad mini รุ่นถัดไปว่า จะเปิดตัวได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 โดยอาจมีขนาดหน้าจออยู่ที่ประมาณ 8.5 – 9 นิ้ว ในขณะที่ iPad mini ในปัจจุบัน มีขนาด 7.9 นิ้ว และทาง Macotakara ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า iPad mini รุ่นใหม่จะมีการขยายจอแสดงผลจากขนาด 7.9 นิ้ว เป็น 8.5 นิ้ว และยังคงใช้พอร์ต Lightning เหมือนเดิม

iPad mini

Cr: ParkerOrtolani

แต่ทั้งนี้ เราก็ยังคงต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพคอนเซ็ปต์ของ iPad mini นี้มีความน่าสนใจมากทีเดียว เพราะหากมีรูปลักษณ์ดีไซน์แบบ iPad Pro แต่ราคาอยู่ในระดับของ iPad mini นั้น จะทำให้รุ่นนี้ดูน่าซื้อและน่าจับจองเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

อ้างอิง: @ParkerOrtolani

from:https://notebookspec.com/rumors-ipad-mini/528059/

Sony Bravia A9 Master series 48-inch OLED TV เปิดจองแล้ว

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้นั้นทาง Sony ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ททีวีระบบปฎิบัติการ Android TV ในซีรีส์ Bravia A9 Master ออกมา ซึ่งตัวทีวีในซีรีส์นี้นั้นจะมีขนาดหน้าจออยู่ที่ 55 นิ้ว, 65 นิ้ว และ 77 นิ้ว ความน่าสนใจของสมาร์ททีวีซีรีส์นี้ก็คือมันจะมาพร้อมกับพาเนลหน้าจอแบบ OLED ทว่าราคานั้นก็สูงใช่เล่น อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นดูเหมือนว่าทาง Sony จะยังใจดีเพราะได้เริ่มเปิดให้จอง Bravia A9 Master รุ่นเล็กสุดที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 48 นิ้วแล้ว

สำหรับ Bravia A9 Master รุ่นเล็กสุดที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 48 นิ้วนั้นจะมาพร้อมกับชื่อโมเดลว่า Bravia KD-48A9 โดยหน้าจอนั้นจะรองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K พร้อมทั้งยังคงมาพร้อมกับฟีเจอร์ X-Motion Clarity แบบเดียวกับรุ่นใหญ่ทำให้มันสามารถที่จะรองรับกับการเล่นเกมกับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ของทาง Sony อย่าง PlayStation 5 ได้แบบสบายๆ

Bravia KD-48A9 นั้นยังรองรับกับฟีเจอร์เด็ดๆ อย่าง Dolby Atmos และ Vision HDR โดยที่ตัวทีวีนั้นจะมีลำโพงแบบ Stereo กำลังเสียงอยู่ที่ 25 W พอร์ตการเชื่อมต่อจะประกอบไปด้วย HDMI จำนวนมากถึง 4 พอร์ต ตามมาด้วย USB จำนวน 3 พอร์ตและ Digital Audio, Composite และ Ethernet ทั้งนี้ Bravia KD-48A9 จะใช้กำลังไฟสูงสุดอยู่ที่ 114 W และรองรับมาตรฐานการติดตั้งแบบ VESA สำหรับราคาเปิดจองนั้นจะอยู่ที่ €1,899 หรือประมาณ 70,000 บาทในสหราชอาณาจักร กำหนดการส่งนั้นจะเริ่มตั้งแต่ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้(ในโซนยุโรป) สำหรับบ้านเรานั้นคาดว่าไม่นานเกินรอน่าจะมีวางจำหน่ายอย่างแน่นอน

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/the-sony-bravia-a9-master-series-48-inch-oled-tv-is-now-orderable/530365/

ผลสำรวจของ HP เผยแนวโน้มที่ดีในมุมมองของเจ้าของธุรกิจ SMB SMBs ที่มุ่งเน้นดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นมีความมั่นใจมากที่สุด โดยเอชพีนำเสนอบริการและโซลูชั่นใหม่ๆ เร่งขีดความสามารถในการเติบโต

ข่าวประชาสัมพันธ์   ผลสำรวจของ HP เผยแนวโน้มที่ดีในมุมมองของเจ้าของธุรกิจ SMB SMBs ที่มุ่งเน้นดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นมีความมั่นใจมากที่สุด โดยเอชพีนำเสนอบริการและโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเร่งขีดความสามารถในการเติบโต

ไฮไลท์ข่าว

  • SMBs ต้องคิดนวัตกรรมในกระบวนการทำงานให้มีความยืดหยุ่น        และพัฒนาสินค้าและบริการตรงตามความต้องการของลูกค้า
  • ขาดความชัดเจนในการนำแนวคิดทางนวัตกรรมมาใช้ เมื่อยังมีความกังวลด้านกระแสเงินสด
  • ในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม ออสเตรเลีย และไทย มีความมั่นใจสูงสุดในศักยภาพของตนที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่าน
  • ในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์มีความระมัดระวังมากกว่าในการคาดการณ์อนาคตบนสภาพเศรษฐกิจของโลก
  • เอชพีเปิดตัวโซลูชั่นการทำงานระยะไกลเพื่อให้ SMBs สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ประเทศไทย, 24 กรกฎาคม 2563 – ผลสำรวจล่าสุดของ HP Inc ในหัวข้อ “การอยู่รอดเพื่อการฟื้นฟู” กับ SMBs จำนวน 1,600 รายใน 8 ประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่า เจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกว่าร้อยละ 50 คาดหวังว่าธุรกิจไม่เพียงแค่สามารถอยู่รอดได้แต่ต้องสามารถเติบโตหลังการแพร่ระบาด และเห็นด้วยว่าดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นจะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูธุรกิจ  เพื่อตอบสนองถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เอชพีได้เปิดตัว HP Roam for Business โซลูชั่นใหม่ที่ผสมผสานการให้บริการการพิมพ์ที่ง่ายและสะดวก สามารถพิมพ์งานเอกสาร ได้ทุกที่ เสริมประสิทธิภาพการทำงานด้วย HP SecurePrint โซลูชั่นคลาวด์ที่ยืดหยุ่นและสั่งงานจากผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 60 เห็นว่าดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมแนวคิดนวัตกรรมต่อกระบวนการทำงาน สร้างรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่น อีกทั้งปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ถึงแม้ว่า SMBs มีความต้องการโซลูชั่นที่ให้ความคุ้มค่าเหล่านี้ แต่ยังมีความกังวลเรื่องการบริหารกระแสเงินสด และความไม่ชัดเจนว่าโซลูชั่นแบบใดที่เหมาะสมและจะหาได้จากที่ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีเพียง 4 ใน 10 ของ SMBs ที่สำรวจมีแผนกหรือบุคคลที่รับผิดชอบในด้านนวัตกรรม

“ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชีย แต่การระบาดใหญ่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ SMBs อย่างหนัก นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้อยู่รอดเพื่อฟื้นธุรกิจของพวกเขา” มร. ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าว “ผลการสำรวจนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยเหลือธุรกิจ SMB ในภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการใช้งานอุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ต้องการ ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ เอชพีต้องการช่วยเหลือ SMBs ปลดล็อคนวัตกรรมที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพ ทักษะและความสามารถในการฟื้นตัวจากการระบาดครั้งใหญ่นี้เพื่อความพร้อมสำหรับอนาคต”

การสำรวจนี้เสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายน 2563 ครอบคลุม SMBs ในประเทศออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ชี้ว่า:

  • บริษัทที่มีความมั่นใจสูงสุดว่าจะกลับมายืนหยัด ได้ให้ความสำคัญต่อการใช้ดิจิทัล  

เกือบร้อยละ 60 เห็นว่าการใช้ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นโดยร้อยละ74 ของ SMBs จากอินโดนีเซีย ตอบสนองเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 74 ระบุว่า เป็นสิ่งจำเป็นหรือสำคัญมาก เช่นเดียวกับ เจ้าของธุรกิจในประเทศไทยที่ร้อยละ 65 

  • มีการปรับแผนการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญหลังการระบาดใหญ่

ก่อนการระบาดใหญ่ร้อยละ 46 ของ SMBs มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจจะเติบโตแต่ภายหลังกลับลดลงเหลือร้อยละ 16 โดย SMBs ในประเทศอินเดียและเวียดนาม ยังมีความเชื่อมั่นมากที่สุดว่าจะยังเติบโตหลังการระบาดใหญ่ ส่วน SMBs ในประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีความเชื่อมั่นในเชิงบวกน้อย

  • ผลผลิตถูกกระทบ เป็นประสบการณ์ที่พบเกือบทั่วกันช่วงโควิด

มี SMBs เพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของ โควิด โดยมีร้อยละ 43 ที่ทำงานได้ผลผลิตลดลง

  • ทักษะถูกระบุว่าเป็นปัญหา

การระบาดใหญ่ชี้ให้เห็นช่องว่างด้านความคิดเกี่ยวกับการใช้และทักษะดิจิทัลภายในองค์กร ซึ่งสร้างอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจโดยมี SMBs กว่าร้อยละ 44 ได้รับผลกระทบนี้

  • SMBs ขาดความชัดเจนว่าจะมองหาความช่วยเหลือได้จากที่ใด

สถาบันการเงินอยู่ในอันดับสูงถึงร้อยละ 31 ในขณะที่ร้อยละ60 ของ SMBs ระบุว่าการสนับสนุนของรัฐบาลไม่เพียงพอและไม่ชัดเจนว่าให้ความช่วยเหลืออะไรได้บ้าง และมีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้นที่หันไปขอความช่วยเหลือจากบริษัทไอที

สำหรับตลาดในประเทศไทยพบว่าร้อยละ 65 ของ SMBs เชื่อว่าธุรกิจของพวกเขาจะอยู่รอดได้ โดยร้อยละ 65    มีความมั่นใจว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตได้หลัง COVID ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทยยังแสดงถึงการคาดการณ์การเติบโตในปีหน้าซึ่งเป็นไปในทางบวกโดยคาดว่าจะเติบโต 11% ในขณะที่ร้อยละ 40 เชื่อว่าการนำดิจิทัลมาใช้มีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ

เมื่อพูดถึงกลยุทธ์การฟื้นตัวในสามอันดับแรก SMBs ในประเทศไทยเชื่อว่ากลยุทธ์หลักที่สามารถช่วยธุรกิจของพวกเขาได้แก่ 1— รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น 2— การนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและ 3— คำแนะนำกลยุทธ์ธุรกิจ สำหรับปัจจัยที่พวกเขาคิดว่าเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ พวกเขาพิจารณาในเรื่องของการตลาดที่ตอบโจทย์กระแสเงินสดและการสรรหาบุคลากร

“ประเทศไทยสามารถจัดการกับสถานการณ์ COVID-19 ได้เป็นอย่างดีและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทยมีความมั่นใจว่าจะสามารถฟื้นตัวและอยู่รอดหลังจากสถานการณ์นี้ โดยรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูแผนธุรกิจ” มร. ลิม ชุน เต็ก  กล่าว “การสำรวจนี้ยังให้ข้อมูลเชิงลึกถึงแนวทางที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จหลังจากผลกระทบที่เกิดขึ้นและยังเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในการคิดแผนโซลูชั่นการตลาดเพื่อฟื้นฟูธุรกิจหลังจาก COVID”

ความต้องการความสามารถพิเศษ

เพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ ความสามารถด้านดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วย SMBs ปรับตัว ธุรกิจ SMBs ส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดให้เป็นหัวใจหลักที่จะลงทุนทรัพยากรในด้านนี้ โดยทั่วไปจะเพียงแต่สนองความต้องการของลูกค้า หรือทำตามสิ่งที่คู่แข่งทำไว้ มีธุรกิจ SMBs เพียงหนึ่งในห้าเท่านั้นที่มอบข้อเสนอที่ปรับแต่งได้ เพิ่มช่องทางการขายและซัพพลายเชนใหม่ๆ หรือต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ อย่างเช่น  SMBs ในประเทศอินโดนีเซีย (ร้อยละ 59) และประเทศไทย (ร้อยละ 51) ที่มีความโดดเด่นในการจัดสรรทรัพยากรด้านแนวคิดนวัตกรรมสูงสุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ SMBs ของทั้งสองประเทศมีความมั่นใจสูงสุดในประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจหลังโควิด

การบริการและโซลูชั่นสำหรับ SMBs

เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานที่คล่องตัว เอชพีได้เปิดตัวโซลูชั่นการพิมพ์ที่ให้บริการแบบครบวงจรเพื่อให้ธุรกิจ SMBs สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอชพีมอบข้อเสนอการใช้งานหนึ่งปีสำหรับ HP Roam for Business บน HP LaserJet Pro 400 ซีรีส์ที่มีการซื้อในระหว่างนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2563 ที่ให้อิสระในการใช้งานง่ายขึ้น โดยสามารถสั่งพิมพ์จากอุปกรณ์พกพาระหว่างการเดินทาง ผ่านการเชื่อมต่อ HP Roam กับเครื่องพิมพ์ภายในเครือข่ายของบริษัท

นอกจากนี้ เอชพีได้พัฒนา HP SecurePrint ซึ่งสามารถใช้งานได้กับเครือข่ายทุกประเภทรวมถึงเครือข่ายเดิมที่ติดตั้งในไฟร์วอลล์ รวมทั้งการพิมพ์ในสภาพไร้เซิร์ฟเวอร์ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานด้าน  ไอทีได้ อีกทั้งยังเสริมความแกร่งให้กับพนักงานด้วย HP Workpath โดยช่วยให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อแพลตฟอร์มคลาวด์ได้โดยตรงจากเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่น (MFP) ซึ่งได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2562 โดยมีมากกว่า 100 แอปพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์มและใช้งานบนอีกหลายพันแอปพลิเคชั่น

เพื่อตอบสนองลักษณะการทำงานของพนักงาน SMB ในหลากหลายรูปแบบ เครื่องพีซีของเอชพีได้รับการออกแบบให้สามารถทำงานได้ทุกที่ตามต้องการ ให้อิสระในการสร้างประสิทธิภาพของการทำงานที่ตรงกับแรงจูงใจ และช่วยให้พวกเขาทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย ดึงความคิดจิตนาการมาสู่ชีวิตอย่างแท้จริง

ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสภาพแวดล้อมการทำงานที่คล่องตัว เพื่อให้มั่นใจว่า SMBs รู้สึกสบายใจขณะที่ทำงานในทุกๆ ที่ เอชพีได้เสนอ Sure Click Pro ฟรีสำหรับลูกค้าเอชพี และผู้ที่ไม่ใช้ HP Windows จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2020 เทคโนโลยี และ HP Sure Click ปกป้องมัลแวร์ แรนซั่มแวร์ และไวรัสที่แฝงอยู่ในไฟล์แนบอีเมล หรือเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย

HP ช่วยให้ธุรกิจ SMBs เข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุดได้ง่ายด้วยแพลตฟอร์ม HP For Business ในประเทศไทยซึ่งเป็นโปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้รายเดือนที่ให้ลูกค้าเข้าถึงโซลูชั่นอย่างง่ายดายด้วยนวัตกรรมพร้อมใช้งานที่มาพร้อมประสิทธิภาพความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป และเครื่องพิมพ์ของเอชพี พร้อมกับบริการและดูแลทางเทคนิคตลอด 24 ชั่วโมง โปรแกรมนี้ช่วยลดแรงกดดันทางการเงินให้กับผู้ประกอบการในระยะสั้นและลดภาระในการบริหารจัดการทรัพยากรด้านไอที

การเสริมทักษะอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่จะฟื้นฟูธุรกิจและเติบโตขึ้น โปรแกรม HP LIFE เสนอหลักสูตรฝึกอบรมด้วยตนเองในรูปแบบออนไลน์ฟรี ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้รับทักษะใหม่ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจของพวกเขา เช่น การสื่อสารทางธุรกิจ ความคิดธุรกิจเพื่อความสำเร็จ การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ และการออกแบบความคิด

วิธีการศึกษา

การสำรวจเจ้าของธุรกิจ SMBs ทั้งสิ้น 1,600 ราย ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ถึง 7 มิถุนายน 2563 ประกอบด้วยการสัมภาษณ์ 200 ตัวอย่างในแต่ละประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น,   เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าของกิจการ, หุ้นส่วนกิจการ, กรรมการผู้จัดการ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน หรือผู้อำนวยการ  ของธุรกิจที่มีพนักงานน้อยกว่า 200 คน โดยแบ่งสัดส่วนของการสัมภาษณ์อย่างเท่าเทียมกันระหว่างธุรกิจขนาดไมโคร (<10 คน), ธุรกิจขนาดเล็ก (10-49 คน) และธุรกิจขนาดกลาง (50-199 คน) ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลายตั้งแต่ การค้าปลีก/ค้าส่ง, การผลิต, ธุรกิจบริการแบบมืออาชีพ, ธุรกิจด้านสุขภาพ, การศึกษาและบริการทางการเงิน

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP Inc.

HP Inc. มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมอย่างแท้จริงด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชั่นการพิมพ์ 3 มิติ เอชพีส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ hp.com 

from:https://notebookspec.com/hp-survey-shows-good-trends-in-the-view-of-smb-business-owners-smbs/529948/