คลังเก็บป้ายกำกับ: 2_IN_1_NOTEBOOK

รีวิว HP SPECTRE x360 13 สเปก i7-1165G7 อีกหนึ่งสุดยอด 2-in-1 Notebook หรูหรา บางเบา พรีเมียม Windows 10 Pro ประกัน 3 ปี On-site

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด 2-in-1 Notebook แห่งปี 2021 โน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ รองรับการทัชสกรีน ที่มีความบางเบามากๆ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่ไม่ใช่แค่แรงขึ้น แต่มี AI ช่วยทำงานในตัว CPU พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ทำให้ประสิทธิภาพกราฟฟิกดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมาทั้งหมด

ซึ่งนอกเหนือจากความบางเบาแล้ว ตัวเครื่องยังมีความพรีเมียมหรูหราสุดๆ ด้วยสีสัน Poseidon Blue ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน วัสดุอลูมิเนียมทั้งตัวเครื่องผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ระดับสูง กับความบางที่ 14.7 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่ส่งเสริมภาพลักษณ์แบบสุดๆ

HP Spectre x360

สเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ขับเคลื่อนด้วยแรมขนาด 16GB และที่เก็บข้อมูลความเร็วสูง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD กระจกเป็น Corning Gorilla แข็งแรงทนทาน รองรับทัชสกรีน ได้เป็น Windows 10 Pro สนนราคา 55,900 บาท  พร้อมประกัน 3 ปี On-site Service เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาพรีเมียม 2-in-1 Notebookมีฟีเจอร์หลายๆ อย่างที่เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

เรียกได้ว่าถ้าให้เทียบ HP Spectre x360 13 ก็ถือว่าเป็นตัวชนกับ 2-in-1 Notebook ระดับไฮเอนด์ของทุกแบรนด์โดยตรง ทั้งจากดีไซน์การออกแบบและสเปกด้านใน กับอะไรที่มากกว่านอกเหนือจากเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อไว้ใช้งานแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ของเราอีกด้วย  แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ พร้อมได้ฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง อีกทั้งมีฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที  

HP Spectre x360

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง ดีไซน์บางเฉียบน้ำหนักเบาสุดๆ มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 ที่จัดว่าได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ที่การันตีว่าได้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพ การตอบสนอง การพกพา และแบตเตอรี่ที่ยาวนาน รวมไปถึงได้ Windows 10 Pro เพื่องานระดับมืออาชีพที่ปรับแต่งได้มากกว่า และการประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย

HP Spectre x360

ด้วยความที่เป็น 2-in-1 Notebook เน้นงานมืออาชีพหรือองค์กร ก็ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet พร้อมปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ชาร์จไฟแบบ USB-C ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ แม้ว่าดูราคาแล้วอาจจะสูงซักหน่อยถ้าเทียบกับสเปกที่ได้ แต่ก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่มีความสามารถที่หลากหลายแบบในหนึ่งเดียว พร้อมที่จะ Work, Play & Sharing ได้ในทุกที่ทุกเวลา ส่วนตัวถือว่าถ้างบไม่ใช่ปัญหา HP Spectre x360 น่าจัดมาใช้งานที่สุด

HP Spectre x360

จุดเด่น HP SPECTRE X360 13

  • เป็น 2-in-1 Notebook จอ 13.3″ มีความพรีเมียมบางเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด พร้อมได้ Intel EVO
  • มีฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View และ Webcam Kill ที่ใช้งานได้ง่ายใช้งานได้จริง
  • มีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดี ด้วยชิปประมวลผล Core i7-1165G7 / RAM 16GB / SSD 1TB
  • หน้าจอเป็นกระจก Corning Gorilla Glass ที่ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง
  • เปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมด Sleep, Boot เครื่อง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างรวดเร็ว
  • ดีไซน์การออกแบบสวยและงานประกอบมีความประณีต ดูหรูหราและโดดเด่น
  • ใช้วัสดุชั้นดีอย่างอลูมิเนียมทำให้ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน
  • เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีคุณสมบัติ 2-in-1 Notebook ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • มีช่องทางเชื่อมต่อความเร็วสูงรุ่นล่าสุดอย่าง Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต
  • แม้จะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้ง USB 3.2 มาตรฐาน Type-A มาให้อยู่ 1 พอร์ต
  • มีปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ ชาร์จผ่าน USB-C มาให้พร้อมใช้งาน
  • มีตัวแปลง USB 3.1 Type-C มาให้ในบันเดิลเลย รองับพอร์ตหลากหลาย
  • สแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน
  • รองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2)
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานสุดถึง 12 ชั่วโมง 
  • มีซอฟต์เคสลักษณะเป็นซองหนังสุดหรู อแดปเตอร์ก็ดูดีกว่าทั่วไป
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์ใช้งานได้ทันที
  • รับประกันอยู่ที่ 3 ปี พร้อมบริการ On-site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกต HP SPECTRE X360 13

  • ไม่สามารถอัพเกรดใดๆ ได้เลยในภายหลัง
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสเปกภายใน
  • ดีไซน์ภายนอกเหมือนกับรุ่นปีก่อน

Specification

HP Spectre x360 13 สเปก Intel Core i Gen 11 มีอยู่ 1 รุ่นในตอนนี้ กับสเปก Core i7-1165G7 ราคา 55,900 บาท ที่เป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ที่ล้ำหน้า เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ โปรแกรม ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด มีความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz ส่วนการ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ Iris Xe Graphics ที่แรงกว่าเดิม

แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ลื่นไหล ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD ทัชสกรีนได้ รองรับการทัชสกรีนเต็มรูปแบบ โดยเป็นกระจก Corning Gorilla ให้ความทนทานอย่างที่สุด

HP Spectre x360

สเปกอื่นๆ ได้หน่วยความจำแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ตัวเครื่องติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล พร้อมสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน

ที่สำคัญยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง Thunderbolt 4 ที่ออกแบบมาพิเศษ จำนวน 2 พอร์ต เข้ากับตัวเครื่องสุดบางมาให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 ตัวเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro และซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์ของ HP

บันเดิลยังให้ปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุดที่เปลี่ยนไปจากการใส่ถ่าน AAAA เป็นแบบมีแบตเตอรี่ในตัว ชาร์จผ่านทาง USB-C ได้ รวมไปซอฟต์เคสหนังสุดหรูบันเดิล พร้อมด้วยอแดปเตอร์ตัวแปลงเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปพอร์ตชาร์จไฟก็โดนจับไปรวมกับ Thunderbolt 4 ด้วย

HP SPECTRE X360 13-aw2092TU ราคา 55,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD IPS 60Hz Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

Hardware / Design

การออกแบบ HP Spectre x360 13 ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ตัวท็อปสุดในตลาดอีกหนึ่งรุ่น เพราะด้วยความบางตัวเครื่องระดับ 14.7 มิลลิเมตร กับน้ำหนักแค่ 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น โดยตามรีวิวนี้มาพร้อมสี Poseidon Blue ตัดกับสี Copper Luxe ที่ดูแพงและหรูหรากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบเห็นได้ชัด ซึ่งทุกรายละเอียดพร้อมสร้างความแตกต่าง จากทั้งวัสดุอลูมิเนียมที่มอบภาพลักษณ์ความหรูหราเหนือระดับ พร้อมขอบตัวเครื่องแบบมันวาว สะท้อนความงามที่แตกต่างในสองมิติ พร้อมแม่เหล็กที่ฝาหลังที่สามารถติด HP Active Pen ได้ด้วย 

HP Spectre x360

ถือได้ว่างานประกอบเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ HP รุ่นนี้ทำได้เป็นอย่างดีที่สุดในเรื่องของการออกแบบให้มีความบางแต่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ ที่ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ นำไปทำตามได้ยาก รวมไปถึงบานพับโน๊ตบุ๊คแบบสองข้อ ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากรายละเอียดงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบานพับดีไซน์เรียบหรูสะอาดตา ซึ่งบริเวณนั้นยังมีคำว่า Spectre ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพรีเมียม อีกทั้งฝาหลังก็เป็นโลโก้ HP ระดับสูง ที่ใช้กับซีรีส์ ENVY / Spectre เท่านั้น

HP Spectre x360

จากการที่ตัวเครื่องดีไซน์มุมตัดช่วยให้เปิดฝาพับง่ายขึ้นและสวยเด่นขึ้นแบบ Gem Cut Design เหลี่ยมหน้าตัดเลียนแบบการเจียระไนอัญมณี ส่งผลให้มีการติดตั้งปุ่ม Power (Wake Up / Sleep) ยังได้ถูกออกแบบเอาไว้ขอบตัวเครื่องด้านนอก อีกทั้งที่มุมเครื่องสำหรับการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4/ USB-C ได้สะดวกขึ้น ดูแล้วอาจจะไม่คุ้นตาเหมือนกับ Ultrabook รุ่นอื่นๆ แต่เมื่อใช้งานจริงแล้วพบว่าสามารถใช้งานได้คล่องตัวและสะดวกมากๆ จากการที่มันเป็น 2-in-1 Notebook พับได้ 360 องศานั่นเอง

HP Spectre x360

ด้านล่างตัวเครื่องของ HP Spectre x360 13 จะเห็นว่ายางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ 2 เส้นยาวเพื่อยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นและเวลาใช้งานจะแน่นหนากับพื้นที่วาง พร้อมช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่ สำหรับส่วนของน็อตก็เป็นแบบพิเศษ แน่นอนว่าตรงนี้จะมีโลโก้ Windows 10 นอกจากนี้ตรงส่วนขอบด้านหน้าที่ใช้ยกฝาจอเพื่อเปิดเครื่องใช้งานก็จะมีการทำเป็นเว้าร่องลงไปเพื่อช่วยในการเปิดเครื่องที่ง่ายขึ้น ยกระดับความปลอดภัยด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนจอ และปุ่มปิด-เปิดกล้องเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

HP Spectre x360

ส่วนระบบระบายความร้อนก็ได้ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลม 2 ตัว ที่นำพาความร้อนไปได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ HP Sure View ที่เป็น Privacy Screen นี้กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่อีกด้วย โดยเราสามารถปิดเปิดได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่ม F1 ที่คีย์บอร์ดเท่านั้น

HP Spectre x360

สรุปสำหรับตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ HP Spectre x360 13 รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นปี 2020 แม้ว่าดีไซน์ภายนอกรวมๆ แล้วยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะดูแล้ว HP ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับ 2-in-1 Notebook เน้นความพรีเมียมและครบเครื่องที่สุดก็เลยเลือกใช้โมเดลนี้ไปอีกปี โดยภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือมีฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ HP Spectre x360 13 ได้มีความแตกต่างจากคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ เพราะเป็นคีย์บอร์ดลักษณะเป็นแบบสี่เหลี่ยมจตุรัสคล้ายหมากฝรั่ง ได้ไฟเรืองแสงสีขาว (Backlit Keyboard) ให้แสงสว่างในการทำงานที่มืดหรือแสงน้อย พร้อมตอบสนองได้ดีกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปแบบรู้สึกได้แถมยังสวยงามหรูหราด้วยสีขาวที่ดูเข้ากับสีตัวเครื่องเป็นอย่างดี

ส่วน Layout คีย์บอร์ดยังคงเป็น 4 แถวขนาด Full Size ซึ่งในด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ที่เพียงแตะเท่านั้น คล้ายๆ ใช้งานพวกสมาร์ทโฟน ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากๆ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นอย่าง HP Sure View ติดตั้งไว้ที่ปุ่ม F1 

HP Spectre x360

ทัชแพดเป็นวัสดุกระจกแบบด้านมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา มองไปแล้วไม่เห็นปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมมากๆ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี  ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่าขณะกำลังพิมพ์ ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Screen / Speaker

หน้าจอขนาด 13.3″ ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) ซึ่งถือได้ว่าคมชัดเป็นอย่างมาก ที่มีขอบบางเฉียบถึง 3 ด้านด้วยกัน ซึ่งเป็นแบบจอกระจก Corning Gorilla Glass ที่ทนทานกับรอยขีดขวน ซึ่งอาจจะมีการสะท้อนภาพบ้างเวลาใช้งานกลางแจ้งหรือที่มีแสงจัดๆ โดยตัวจอรองรับการทัชสกรีนจำนวน 10 จุด ทั้งการใช้งานทั้งนิ้วมือแบบมัลติทัชและปากกา HP Active Pen ไม่แค่นั้นตัวเรื่องยังสามารถรองรับแรงกดได้หลายระดับ

HP Spectre x360

อีกทั้งยังสามารถพับปรับจอได้ 360 องศา ตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook และจากการที่ตัวจอเป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง ทำให้สีสันคมชัดสมจริงไม่ว่ามองมุมไหน หรือการใช้งานโหมดใด ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้อง HP Wide Vision HD Camera และไมคโครโฟนคู่เพื่อใช้งาน VDO Call รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ อีกทั้งยังด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที 

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 23
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 26
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 83

ที่สำคัญคือเป็นโน๊ตบุ๊ค HP ที่ได้ติดตั้งฟีเจอร์ HP Sure View เป็นมาตรฐาน โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง ซึ่งที่ผ่านทางปกติจะมีเฉพาะรุ่นท็อปๆ เท่านั้น (แบรนด์อื่นๆ ไม่มี) รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่  ที่ไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อฟิล์มมาติดเพิ่ม ไม่ต้องลอกออกไปมา เพราะเราสามารถกดปุ่มปิดเปิดได้ตามความต้องการ ที่ปุ่ม F1 เรียกได้ว่าตอบโจทย์การทำงานสายมืออาชีพที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสุดอีกด้วย 

ทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ HP Spectre x360 13 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพดี แต่ดีแค่ไหนต้องทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรตหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด นอกจากนี้เรายังทำการ Display Analysis ดูประสิทธิภาพการแสดงผลแบบละเอียด อย่างที่ดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ จึงต้องใช้เครื่องมือช่วย  

s1 6
s2 6
s3 6

โดยขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 74% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับ IPS ที่หลายๆ รุ่นเลือกใช้เป็นปกติจะเห็นว่าเหนือกว่ามากๆ โดยมีความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างที่ดี ของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือรองรับการใช้งานที่กลางแจ้งได้สบายๆ อย่างไรก็ตามถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นสีตรงกับอุปกรณ์เกี่ยวพ่วงก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ แบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางแถวบนที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับบางช่องจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 6% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 นับได้ว่าสมกับพาเนล IPS ระดับสูงจริงๆ

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 29

ด้านของลำโพงนั้นมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ติดตั้งซ้ายขวาขอบบนของตัวเครื่องด้านล่าง เรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนคุณภาพเสียงต้องบอกว่าเป็นของ Bang & Olufsen ที่ไว้ใจได้ คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว และดีกว่าโน๊ตบุ๊ค HP รุ่นอื่นๆ พอตัวรวมไปถึงยังมีเทคโนโลยี HP Audio Boost ช่วยเพิ่มเสียงให้ก้องกังวาล เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความบันเทิงถึงขีดสุดจากเสียงคมชัด

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 67
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 64
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 65

Connector / Thin And Weight

สำหรับพอร์ต Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐานของสเปก Intel Core i Gen 11 ที่รองรับการโอนถ่ายข้อมูล 40 Gb/s พร้อมรองรับการชาร์จไฟ Power Delivery 3.0 และเชื่อมต่อหน้าจอภายนอก DisplayPort 1.4 ที่ความละเอียดสูง 4K/ 8K อีกทั้งรองรับ HP Sleep and Charge ด้วย บน ซึ่ง HP Spectre x360 13 นี้ ได้ถูกติดตั้งไว้บริเวณขอบตัวเครื่องด้านขวา โดยมีอยู่ 2 พอร์ตด้วยกัน เรียกได้ว่าติดตั้งมาได้แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ

HP Spectre x360

ที่โดดเด่นคือ แม้ตัวเครื่องจะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้งพอร์ต USB 3.2 Type A (HP Sleep and Charge) มาตรฐานเดิมมาให้ด้วย แต่เป็นแบบพิเศษที่เรียบเนียนไปกับตัวเครื่อง การใช้งานคือเราต้องเปิดฝาออกมาก่อนจากนั้นจึงจะเสียบสายได้ นับได้ว่าเป็นการออกแบบที่ล้ำหน้าและได้ใช้งานจริง เพราะปกติแล้วถ้าเครื่องบางมากหรือออกแบบมาพิเศษ จะโดนตัด USB Type A ออกไปด้วย แน่นอนว่ายังมีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และ micro-SD Card Reader ไว้ถ่ายโอนข้อมูล ติดตั้งเอาไว้อยู่ด้วย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 62
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 57
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 10

ซึ่งถ้าคิดว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะก็ไม่ต้องกังวล เพราะทาง HP ได้ให้อุปกรณ์เสริม อย่างยอแดปเตอร์ตัวแปลง USB-C Hub บันเดิลให้ในชุดฟรีๆ ไม่ต้องไปหาซื้อเองให้เสียงเงินและวุ่นวาย โดยรองรับขยายพอร์ตการใช้งานเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปถึงพอร์ตชาร์จไฟก็สามารถใช้งานได้ผ่านทาง USB-C Hub นี้ได้ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าในส่วนนี้ HP คิดมาเป็นอย่างดี เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามาก เมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนัก 1.6 กิโลกรัมนิดๆ โดยในส่วนของอแดปเตอร์เตอร์ก็มีความพิเศษมากๆ จากการที่ดีไซน์มาได้สวยงาม ซึ่งสามารถพันสายเก็บได้เรียบร้อย รวมไปถึงตัวสายเองก็เป็นสายแบบถักที่นอกจากหรูหราแล้วยังทนทาน

Multi-Mode

HP Spectre x360 13 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร HP Spectre x360 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง ทนทานต่อการสึกหรอแน่นอน ใช้ได้สบายใจหายห่วง

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 46

สำหรับปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุด รองรับชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้น พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้ถ่าน AAAA โดยปากกาสไตลัส HP Active Pen ทาง HP ได้ร่วมกับ Wacom ในการผลิต มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานแบบ N-Trig, มีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 2 ปุ่มทางด้านข้างและทางด้านบน และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว เสมือนใช้งานเป็นปากกาหรือดินสอจริงๆ ได้ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 73
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 74
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 78

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 8

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

บอกได้เลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหา 2-in-1 Notebook ซักตัวที่พกพาสะดวกและอยากได้ความพรีเมียมไฮเอนด์ มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบน Windows 10 Pro ได้อย่างลื่นไหล ก็สามารถเลือก HP Spectre x360 เป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook ได้เลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 72
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 77
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 79

Performance / Software  

HP Spectre x360 13 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด Quad Channel เป็นมาตรฐาน DDR4 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 6.   c2 6

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 6.   g2 5

อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro มาตั้งแต่แกะกล่อง โดยได้ฟีเจอร์การจัดการและการปรับใช้งานในธุรกิจที่มากกว่า Windows 10 Home ทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows หรืองานมืออาชีพเลย ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 6.   cine20 6

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

    ssd 6

ด้านของ Storage เป็น SSD M.2 มาตรฐาน NVMe PCIe ระดับบน ได้ความจุ 1TB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3549MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 2948 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ เห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

pc10 5

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4597 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ

game 1

ทดสอบเกมเพื่อให้รู้ถึงเฟรมเรมในการเล่นเกม โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ความละเอียด Full HD ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 45 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 28 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 57 / 28 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 36 / 14 จากการที่ตัวเครื่องต้องควบคุมความร้อนให้ไม่ร้อนจนเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นกว่ารุ่น Core i Gen 10 มากๆ แล้ว

hp1

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ HP Spectre x360 13 รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค HP ทุกรุ่น ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง HP Support Assistant เวอร์ชั่นล่าสุด โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมลดแสงและเสียงเหลือ 10% ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้สูงสุดที่ 12 ชั่วโมง ในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต คาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ดูแล้วถือว่าใช้งานได้ยาวนาน จนแทบไม่ต้องอแดปเตอร์ไปข้างนอกสถานที่ด้วยเลย ส่วนช่องระบายความร้อนจะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ โดยออกแบบให้ซ่อนตัวเอาไว้ด้านหลังติดกับกรอบอลูมิเนียมของจอ ถึงพับจอก็ไม่เห็นช่องระบายความร้อนเลย

batt 5

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 40 – 50 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 89 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะร้อนจริงๆ แต่ก็สามารถนำพาความร้อนออกไปด้วยความรวดเร็วเช่นกัน ด้วยพัดลม 2 ตัวแบบหมุนรอบจัด ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ แล้วล่ะ คาดว่าเพราะ Intel Core i Gen 11 มีความแรงที่มากขึ้นแต่ความร้อนปลดปล่อยน้อยลง 

อย่างไรก็ตามด้วยการที่ระบบระบายความร้อนของ HP Spectre x360 ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook เครื่องอื่นๆ ซึ่งจากการทดสอบให้เครื่องประมวลผลผลหนักๆ หลายชั่วโมง อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด  จากการที่ชุดระบายความร้อนไม่ได้ใหญ่แถมตัวเครื่องยังบางเฉียบอีกด้วย

temp2 2

Conclusion / Award

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง การมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ได้แพลตฟอร์มเป็น Intel EVO ที่ยืนยันว่าผ่านมาตรฐานระดับสูงของทาง Intel อย่างที่หาไม่ได้ในโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่น

แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ ด้วยการประกอบและดีไซน์สุดเนียบ ที่สำคัญยังเหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วย จากฟีเจอร์ความปลิดภัยเพื่อความอุ่นใจ ด้วย HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง และสวิตช์ Webcam Kill ซึ่งให้ความปลอดภัยอย่างที่สุด ซึ่งยังมี Windows 10 Pro เน้นการใช้งานระดับมืออาชีพองค์กรภาคธุรกิจอีก 

HP Spectre x360

แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้งานตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ หรือทุกๆ ที่ที่เราต้องการหยิบออกมาใช้งาน สมกับเป็น 2-in-1 Notebook ระดับสูง ที่เราสามารถนำติดตัวไปได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ การทำงานขององค์กร หรือความบันเทิงส่วนตัว ที่ HP Spectre x360 13 ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด จัดได้ว่าพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป หรือจะกล่าวว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ก็ว่าได้

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 31

HP Spectre x360 13 ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Bang & Olufsen คุณภาพดี ที่จัดได้ว่าให้อรรถรสของเสียงได้ดีกว่าลำโพงทั่วไปแบบรู้สึกได้ มีการเชื่อมต่อได้มาตรฐาน Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 รวมไปถึงมีประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ทำให้ HP Notebook รุ่นนี้ เป็น 2-in-i Notebook ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ตัวในตลาด สนนราคาอยู่ที่ 55,900 บาท ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คระดับไฮเอนด์ตามมาตรฐาน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 50

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของ 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง HP Spectre x360 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้ 

Best Design 

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Spectre มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน HP Spectre x360 13 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ วัสดุอลูมิเนียมคุณภาพสูง งานประกอบแน่นหนา ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์ครุ่นใหม่ ขอบจอก็บางเฉียบ ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่สำหรับคนนำไปทำงานเป็นทางการ โดยมีสีสันให้ความโดดเด่นภาพลักษณ์ดี อีกทั้งการออกแบบยังรองรับการพับหน้าจอ 360 องศา ตามลักษณะการใช้งานของ 2-in-1 Notebook ที่ให้ความบางเบาอีกด้วย

NBS award 7 Design 

Best Mobility 

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะระบบไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.3 กิโลกรัม ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 12 ชั่วโมงกว่า เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ แทบไม่ต้องพกพาอแดปเตอร์ไปข้างนอกด้วยเลย

NBS award 4 Mobility

Best Ultrabook 

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นประเภทหนึ่งของ Ultrabook ที่เป็นมาตรฐานจากทาง Intel พร้อมได้ Intel EVO จากการที่มีความแรงลื่นและความบางเบาในเครื่องเดียว โดยได้หน้าจอบางเฉียบ Micro Edge display ของ HP รวมไปถึงอีกด้านยังมี HP Sure View ลดมุมมองหน้าจอ และ Webcam Kill ปุ่มเลื่อนไปมาสำหรับเปิดปิดการใช้งานกล้องเว็บแคม ที่ช่วยเราให้เรื่องของความปลอดภัย ได้ Windows 10 Pro ที่ดีที่สุด อีกทั้งได้มาตรฐานการเชื่อมต่อขั้นสูงทั้ง Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) จึงทำให้คว้ารางวัล Best Ultrabook ไปด้วย

NBS award 1 Ultrabook

 

from:https://notebookspec.com/web/578035-review-hp-spectre-x360-13-i7-1165g7-10p

2-In-1 Notebook แนะนำ 5 รุ่นน่าซื้อ ปี 2021 สเปก Core i / Ryzen จอทัช 13.3″ – 14″ มีปากกา ดีไซน์บางเบา เริ่ม 19,900 บาท ได้ Office แท้

2-in-1 Notebook รุ่นใหม่ปี 2021 สเปก Intel Core i Gen 11 / AMD Ryzen 4000  ในช่วงราคาเริ่มต้นที่ 19,900 บาท จนไปถึง 35,900 บาท โดยรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ขนาด 13.3″ – 14″ พับหน้าจอได้ 360 องศา มีโหมดต่างๆ รวมไปถึงมีปากการองรับการขีดเขียนแม่นยำ สูงสุดถึง 4096 ระดับ ทำให้ใกล้เคียงกับปากกาหรือดินสอจริงๆ อย่างที่สุด 

พร้อมดีไซน์ที่ให้ความบางเบา พกพาสะดวก หรือบางรุ่นก็ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ก็ทำได้อย่างลื่นไหลทั้งหมด ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 แท้ หรือบางรุ่นจะได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 ทำให้พร้อมใช้งาน Word / Excel / Power Point ทันทีด้วย

2 in 1 Notebook model 2021

สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel และ AMD แบบ U Series ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน พร้อมให้ประสิทธิภาพประมวลผลได้หลากหลาย ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 8GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐานเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB – 512GB ได้พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน

2-In-1 Notebook

น้ำหนักประมาณ 1.3 – 1.6 กิโลกรัม เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยใช้งานได้ทั้งวันแน่นอน กรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็นมาตรฐาน Full HD 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลได้เป็น IPS คุณภาพดี ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม บางรุ่นได้ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 ได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัยอีกด้วย  ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

แนะนำ 2-in-1 Notebook 5 รุ่นน่าซื้อ

  1. HP Pavilion x360 14 ราคา 19,900 บาท
  2. Lenovo IdeaPad Flex 5 ราคา 21,900 – 27,900 บาท
  3. Lenovo Yoga 6 13 ราคา 27,900 – 30,900 บาท
  4. Dell Inspiron 14 5406 2-in-1 ราคา 31,900 – 34,900 บาท
  5. HP ENVY x360 13 ราคา 29,900 – 35,900 บาท 

1. HP Pavilion x360 14 ราคา 19,900 บาท

HP Pavilion x360 14 สเปก Core i Gen 11 เป็น 2-in-1 Notebook บางเบาหน้าจอ 14″ ปรับได้หลากหลายโหมด โดยเลือกใช้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ที่มาพร้อมกับความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับมัลติทัชกรีน และปากกา HP Active Pen รองรับแรงกดได้หลายระดับ ทำให้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการขีดเขียนที่สมจริง

ถือเป็น 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาหรูหรา ได้สเปก Intel Core i5-1135G7 ในราคาคุ้มค่ามากๆ มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่รับความนิยมสูง จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.61 กิโลกรัม และบางเพียง 18.7 มิลลิเมตร ทำให้การพกพาทำได้โดยง่าย

2-In-1 Notebook

ในราคาเพียง 19,900 บาท สำหรับสเปกอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจ ด้วยการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ได้แรมขนาด 8GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB ก็ทำให้ทุกๆ การใช้งานมีความลื่นไหล ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 14″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 ใช้งานได้ทันที

ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 AC กับ Bluetooth 5.0  พร้อมการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนไว้ใจได้

Pavilion%20x360%20dw1047TU c

วัสดุที่ HP Pavilion x360 14 เลือกใช้ในบริเวณฝาหลังของเครื่องจะเป็นพลาสติกเกรดสูงตัดด้วยโลโก้ของ HP ที่เป็นสีเงินเงางามบริเวณกลางฝาหลัง ส่วนด้านในเครื่องบริเวณหน้าจอเป็นกระจกทั้งบาน เล่นสีขอบจอด้านในเป็นสีดำพร้อมด้วยยางรองขอบรอบตัวจอ สำหรับตัวเครื่องด้านในบริเวณรอบๆ แป้นพิมพ์ ที่พักมือ ใช้วัสดุพลาสติกเกรดสูงเช่นกัน ที่สำคัญยังได้ลำโพง B&O ที่เสียงดีกว่าลำโพงทั่วไปอีกด้วย

HP Pavilion x360 14-dw1047TU ราคา 19,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T & 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 256GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

2. Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ราคา 21,900 – 27,900 บาท

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 รุ่นปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอทัชสกรีนขนาด 14″  มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล Intel Core i3-1115G4 / Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 ที่เป็น Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 10 นาโนเมตร ที่แรงลื่นและมี AI ในตัวช่วยประมวลผล โดยมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ตัวแรง

พร้อมมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX330 มาให้อีกด้วย ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 ในตัว  ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 21,900 บาท ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo

2-In-1 Notebook

ตัวเครื่องบางเพียง 17.9 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.5 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซลรองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย

อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Audio ให้เสียงที่ดี ที่สำคัญยังได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 ทำให้พร้อมใช้งาน Word / Excel / Power Point ทันที

IdeaPad%20Flex%205 l

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A 3.2 ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB 3.1Type-C ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Fingerprint สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย

Lenovo IdeaPad Flex 5 14ITL05-82HS009NTA ราคา 21,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1115G4 (2C/4T & 3.00 – 4.10 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years 

Lenovo IdeaPad Flex 5 14ITL05-82HS009LTA ราคา 24,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T & 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years 

Lenovo IdeaPad Flex 5 14ITL05-82HS009MTA ราคา 27,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T & 2.80 – 4.70 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years 

3. Lenovo Yoga 6 13 ราคา 27,900 – 30,900 บาท

Lenovo Yoga 6 13 เป็น 2-in-1 Notebook ปี 2021 โดดเด่นด้วยผ้าหุ้มห่อด้วยสี Abyss Blue ได้ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 13.3″ แบบทัชสกรีน ตัวเครื่องบางเพียง 18.2 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.25 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย

มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4650U / Ryzen 7 4700U ที่เป็น AMD Ryzen 4000 สถาปัตยกรรม Zen 2 ที่การผลิต 7 นาโนเมตร ส่วนสเปกอื่นๆ กับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 ในตัว ที่สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ โดยมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 27,900 – 30,900 บาท ประกันเป็นระยะเวลา 3 ปี แบบ On-site Service

2-In-1 Notebook

อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีระบบ Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีเยี่ยม พอร์ตเชื่อมต่อก็งครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB Type-C 3.1ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Fingerprint สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo ลักษณะแบบแผ่นโลหะที่ดูสวยงาม จะมีอยู่ 1 จุดที่มุมตัวเครื่อง ส่วนโลโก้ YOGA จะติดตั้งอยู่มุมฝาหลังของตัวเครื่อง ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกันแบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย ส่วนปุ่ม Power ถูกติดตั้งเอาไว้ด้านข้างตัวเครื่องตัวสไตล์ 2-in-1 Notebook

Yoga%206%2013 f

คีย์บอร์ดนั้นตัวปุ่มเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องพร้อมตัวอักษรโปร่งแสง มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดีสไตล์ Lenovo ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกดในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบนพร้อมไฟส่องสว่างแสดงสถานะ ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง

Lenovo Yoga 6 13ARE05-82FN005CTA ราคา 27,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 PRO 4650U  (6C/12T & 2.10 – 4.00 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 6 
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Lenovo Yoga 6 13ARE05-82FN003RTA ราคา 30,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 4700U  (8C/8T & 2.00 – 4.10 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service

4. Dell Inspiron 14 5406 2-in-1 ราคา 31,900 – 34,900 บาท

Dell Inspiron 14 5406 2-in-1 สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11ใหม่ล่าสุด อย่าง Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 และการ์ดจอแยก เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สไตล์ 2-in-1 Notebook ประจำปี 2021 หน้าจอ 14″ รองรับทัชสกรีนและปากกาที่ตอบโจทย์ ดีไซน์ดูหรูหรา มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด ขอบจอก็บางเฉียบ แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB  พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

2-In-1 Notebook

มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพดีอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง รองรับทัชสกรีน มีปากกาในชุดจัดจำหน่าย แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็น NVIDIA GeForce MX330 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์พอได้ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.1 ด้วย

อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.55 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 17.94 มิลลิเมตร สีสันสีเทา Titan Grey ที่ดูแล้วหรูหรา พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดสีดำที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน รับกับมือเวลาจับถือพกพา ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อย พร้อมด้วยสีที่ดูสะอาดตา

in5406t ctb 00055lf110 gy copy

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello สนนราคา Dell Inspiron 14 5406 2-in-1 มีราคากลางอยู่ที่ 31,900 – 34,900 บาท พร้อมการรับประกัน 2 ปี แบบ Dell Premium Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้

Dell Inspiron 14 5406 2-in-1-W5661545047BTHW10 ราคา 31,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T & 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + NVIDIA GeForce MX330
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

Dell Inspiron 14 5406 2-in-1-W5661545048BTHW10 ราคา 34,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T & 2.80 – 4.70 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + NVIDIA GeForce MX330
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

5. HP ENVY x360 13 ราคา 29,900 – 35,900 บาท 

HP ENVY x360 13 รุ่นปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook สเปกชิปประมวล AMD Ryzen 4000U ที่แรงลื่นล้ำกว่ารุ่นก่อนๆ มาก ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.3″ ที่ได้ความบางเบาหรูหราพรีเมียม ฟีเจอร์ครบครัน กับค่าตัวที่ไม่แพงเลย รองรับการใช้งานต่างๆ ได้ลื่นไหลสุดๆ ที่สำคัญมีรุ่นพิเศษที่เป็นลายไม้ที่ดูแล้วสวยงามแตกต่างด้วยอีกทั้งยังบันเดิลปากกา Stylus ใช้วาดรูปขีดเขียนรุ่นใหม่ ที่สามารถติดกับตัวเครื่อง พร้อมชาร์จผ่านทาง USB-C

2-In-1 Notebook

สำหรับ HP ENVY x360 13 ชิปประมวลผล Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U การ์ดจอออนชิปเป็น Radeon 6 / Radeon 7 ได้หน่วยความจำแรมขนาด 8GB / 16GB  Bus 3200MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที รวมไปถึงยังได้ซอฟต์แวร์การทำงาน Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย ได้ประกัน 3 ปี On-site Service และบริการหลังการขาย HP SmartFriend ที่เยี่ยมยอด

Envy%20x360%20ay l

ซึ่งมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ FringerPrint / Privacy Screen / Webcam Kill เรียกได้ว่าเป็น 2-in-1 Notebook ปี 2021 ที่น่าซื้อมากๆ รุ่นหนึ่งทีเดียว พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาตามนี้คือ 2 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, Micro SD Card Reader และ Headset 3.5 mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX แบบ 2×2  พร้อมบันเดิล HP Active Pen และ USB-C Hub เพื่อขยายการเชื่อมต่อมาให้เลยในกล่องเลย

Envy%20x360%20ay0111 bk

คีย์บอร์ดของ HP ENVY x360 13 ปี 2021 ก็เรียกได้ว่าพัฒนาไปจากรุ่นก่อนๆ เป็น 4 แถวขนาด Full Size ด้วยคีย์บอร์ดไซต์มาตรฐานแบบแยกปุ่ม ซึ่งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด รวมทั้งแป้นก็เด้งกับนิ้วเมื่อกดลงไปอย่างพอดี ที่สำคัญยังมีไฟคีย์บอร์ดส่องสว่าง ไว้ใช้งานในที่แสงน้อยหรือในที่มืดได้เป็นอย่างดี หรือจะปิดไว้ก็สามารถทำได้ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นอย่าง HP Sure View ติดตั้งไว้ที่ปุ่ม F1 

Envy%20x360%20ay0111 c

ส่วนขอบด้านหลังที่เป็นบานพับจะเป็นโลโก้ ENVY ที่ตอกย้ำความพรีเมียม และที่โดดเด่นสุดๆ ก็คือ ที่เก็บปากกา ซึ่ง HP Active Pen เป็นรุ่นใหม่ที่มีด้านแบน ส่งผลให้ขอบบานจอด้านซ้ายขวาที่เป็นแม่เหล็ก สามารถที่จะเก็บปากกาไปในตัวได้เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานเข้าไปอีกขั้น

HP ENVY x360 13-ay0001AU ราคา 29,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T & 2.30 – 4.00GHz)
  • GPU : AMD Radeon 6
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service + ประกันอุบัติเหตุ 1ปี

HP ENVY x360 13-ay0081AU ราคา 32,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 4700U (8C/8T & 2.00 – 4.10GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service + ประกันอุบัติเหตุ 1ปี

HP ENVY x360 13-ay0111AU ราคา 35,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 4700U (8C/8T & 2.00 – 4.10GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE :  SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service + ประกันอุบัติเหตุ 1ปี

สรุปบทความ 2-In-1 Notebook แนะนำ 5 รุ่นใหม่น่าซื้อ สเปก Core I / Ryzen ปี 2021 จอทัช 13.3″ – 14″ มีปากกา ดีไซน์บางเบา เริ่ม 19,900 บาท จนไปถึง 35,900 บาท โดยเหมาะสมกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหน้าจอทัชสกรีน 

พร้อมมีปากกาไว้ขีดเขียน รองรับการทำงานด้านกราฟิกหรือวาดภาพ จดบันทึก ส่วนการรองรับใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง เป็นมาตรฐานที่ต้องทำได้ดี โดยได้รูปแบบประกันดีที่สุดเป็นมาตรฐาน 2 – 3 ปี On-site Servcie ซ่อมฟรีถึงบ้าน

from:https://notebookspec.com/web/576275-2-in-1-notebook-model2021spec-intel-amd

2-in-1 Notebook แนะนำ 5 รุ่นน่าซื้อ ปี 2020 – 2021 จอทัชมีปากกา ดีไซน์บางเบา งบ 1x,xxx – 2x,xxx บาท

2-in-1 Notebook ปี 2020 – 2021 สเปก Intel Core i / AMD Ryzen ในช่วงราคาเริ่มต้นที่ 1x,xxx บาท จนไปถึง 2x,xxx บาท โดยรองรับการใช้งานได้หลากหลาย อย่างพับหน้าจอได้ 360 องศา มีโหมดต่างๆ รวมไปถึงมีปากการองรับการขีดเขียนแม่นยำ สูงสุดถึง 4096 ระดับ ทำให้ใกล้เคียงกับปากกาหรือดินสอจริงๆ อย่างที่สุด 

พร้อมดีไซน์ที่ให้ความบางเบา พกพาสะดวก หรือบางรุ่นก็ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ก็ทำได้อย่างลื่นไหลทั้งหมด ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันทีด้วย

2-In-1 Notebook

สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 หรือ AMD Ryzen 4000 ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน พร้อมให้ประสิทธิภาพประมวลผลได้หลากหลาย ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 4GB – 8GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐานเป็น SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB 

น้ำหนักประมาณ 1.3 – 1.6 กิโลกรัม เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยใช้งานได้ประมาณ 8 ชั่วโมงขึ้นไป กรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็นมาตรฐาน Full HD 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลได้เป็น IPS คุณภาพดี ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม บางรุ่นได้ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 ได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัยอีกด้วย 

2-In-1 Notebook

เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหน้าจอทัชสกรีน พร้อมมีปากกาไว้ขีดเขียน รองรับการทำงานด้านกราฟิกหรือวาดภาพ จดบันทึก ส่วนการรองรับใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง เป็นมาตรฐานที่ต้องทำได้ดี โดยได้รูปแบบประกันดีที่สุดเป็นมาตรฐาน 2 – 3 ปี On-site Servcie ซ่อมฟรีถึงบ้าน ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

แนะนำ 2-in-1 Notebook 5 รุ่นน่าซื้อ


1. ASUS VivoBook Flip 14 ราคา 15,900 – 16,900 บาท

ASUS VivoBook Flip 14 เป็น 2-in-1 Notebook รุ่นใหม่ล่าสุด บาง 17.6 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัม ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 14″ มาพร้อมชิปประมวลผล Intel อย่าง Core i3-8145U หรือ Core i3-10110U ที่แรงลื่นเพียงพอกับการใช้งานพื้นฐาน มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 4GB / 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว 

2-In-1 Notebook

ตัวเครื่องบางเพียง 17.6 มม. บางกว่าเก่าถึง 11% และเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูแต่คุ้มค่า เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่ราคาถูกที่สุดจากทาง ASUS ที่ได้บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล TN ขอบบาง 6.15 มิลลิเมตร ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล NanoEdge ที่บางเฉียบเป็นพิเศษ

ทำให้ ASUS VivoBook Flip 14 เหมาะกับจอภาพ Full HD ขนาด 14″ ในตัวเครื่องขนาด 13.3″ โดยมีอัตราส่วนจอภาพมากถึง 82% ของตัวเครื่องเพื่อการรับชมที่สมจริง รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง ASUS Active Pen 

การเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 2.0 Type-A, 1 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, 2-in-1 SD และ Headset 3.5mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.1 และ Wi-Fi 5 AC ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือเข้าสู่ระบบที่รวดเร็วและง่ายดายโดยผ่านคุณสมบัติของ Windows Hello

2-In-1 Notebook

สำหรับ ASUS VivoBook Flip 14 รุ่นที่ต่อยอด ASUS VivoBook Flip รุ่นก่อนๆ มาดีไซน์โดยรวมถือว่าคล้ายเดิม ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook มีสไตล์นี้มาพร้อมกับกรอบโลหะสุดอลังการ ด้วยสีน้ำเงิน Galaxy Blue บานพับโลหะที่พับได้รอบถึง 360 องศาออกแบบมาเพื่อความทนทาน

ได้รับการทดสอบการเปิดและปิดอย่างทรหดกว่า 20,000 ครั้ง เพื่อให้ได้ความทนทานสูงสุด โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนทำงานนักเรียนนักศึกษาที่เน้นใช้งานทั่วไปแต่ลื่นไหล และใช้งานได้หลากหลาย กับราคา 15,900 – 16,900 บาท รองรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

2. Lenovo IdeaPad Flex 5 ราคา 17,900 บาท

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็น 2-in-1 Notebook ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอทัชสกรีนขนาด 14″  มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 3 4300U ทำงานด้วยความเร็ม 2.70 GHz –  3.70 GHz ทำงานแบบ 4 คอร์ 4 เธร์ด พร้อมมีการ์ดจอออนชิป Radeon 5 มาให้อีกด้วย

ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 ในตัว  ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 17,900 บาท ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo

2-in-1 Notebook

ตัวเครื่องบางเพียง 17.9 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.5 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล

รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Audio ให้เสียงที่ดี

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอ โดย Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ใช้หน้าจอขนาด 14″ รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและปากกา ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080) อัตราส่วน 16:9 ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา มาพร้อม Windows 10  และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

2-in-1 Notebook

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A 3.1 ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB 3.1Type-C ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Fingerprint สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย สำหรับประกันเป็น 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo 

3. HP ENVY x360 13 ราคา 24,900 บาท

HP ENVY x360 13 เป็น 2-in-1 Notebook สเปกชิปประมวล AMD Ryzen 4000U ที่แรงลื่นล้ำกว่ารุ่นก่อนๆ มาก ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.3″ ที่ได้ความบางเบาหรูหราพรีเมียม ฟีเจอร์ครบครัน กับค่าตัวที่ไม่แพงเลย รองรับการใช้งานต่างๆ ได้ลื่นไหลสุดๆ

อีกทั้งยังบันเดิลปากกา Stylus ใช้วาดรูปขีดเขียนรุ่นใหม่ ที่สามารถติดกับตัวเครื่อง พร้อมชาร์จผ่านทาง USB-C ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่น่าซื้อสุดๆ ในราคา 29,900 ได้ประกัน 3 ปี On-site Service และบริการหลังการขาย HP SmartFriend ที่เยี่ยมยอด

HP  ENVY x360 13-ay0001AU
 

สำหรับ HP ENVY x360 13 ชิปประมวลผล Ryzen 5 4500U การ์ดจอออนชิปเป็น Radeon 6 ได้หน่วยความจำแรมขนาด 8GB Bus 3200MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

รวมไปถึงยังได้ซอฟต์แวร์การทำงาน Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย ซึ่งมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ FringerPrint / Privacy Screen / Webcam Kill เรียกได้ว่าเป็น 2-in-1 Notebook ปี 2020 ที่น่าซื้อมากๆ รุ่นหนึ่งทีเดียว

HP Notebook ENVY X360 13 AY0001AU Black 4 1605976620 e1608470279717

พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาตามนี้คือ 2 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, Micro SD Card Reader และ Headset 3.5 mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX แบบ 2×2 ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว พร้อมบันเดิลHP Active Pen และ USB-C Hub เพื่อขยายการเชื่อมต่อมาให้เลยในกล่องเลย

4. Dell Inspiron 14 5491 2-in-1 ราคา 29,900 บาท

Dell Inspiron 14 5491 2-in-1 สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ใหม่ล่าสุด และการ์ดจอแยก GeForce MX230 เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สไตล์ 2-in-1 Notebook ประจำปี 2020 หน้าจอ 14 นิ้ว รองรับทัชสกรีนและปากกาที่ตอบโจทย์ ดีไซน์ดูหรูหรา มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด

ขอบจอก็บางเฉียบ แรมขนาด 8GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล IPS ระดับ Full HD ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

2-in-1 Notebook

มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพดีอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง รองรับทัชสกรีน มีปากกาในชุดจัดจำหน่าย แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็น NVIDIA GeForce MX230 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์พอได้

สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.65 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 19.74 มิลลิเมตร สีสันสีเงิน Platinum Silver ที่ดูแล้วหรูหรา พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดสีดำที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ

2-in-1 Notebook

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello สนนราคา Dell Inspiron 14 5490 2-in-1 มีราคากลางอยู่ที่ 29,900 บาท พร้อมการรับประกัน 2 ปี แบบ Dell Premium Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้

5. Acer Spin 5 SP513-54N ราคา 29,900 บาท

Acer Spin 5 รุ่นใหม่ล่าสุด จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ทั้ง i5 / i7 สถาปัตยกรรม Ice Lake (10 นาโนเมตร) ที่ได้การ์ดจอออนชิปเป็น Iris Plus Graphic อย่าง G4 โดดเด่นด้วยการมีหน้าจอขนาด 13.5″ พาเนล IPS เกรดสูง

เป็นสัดส่วน 3:2 ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ​เน้นใช้งานพื้นที่ที่มากกว่า รองรับการใช้งานปากกา Acer Active Wacom AES Stylus ที่สำคัญคือมีที่เก็บปากกาในตัวเครื่องเลย แน่นอนว่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่แรงและดีที่สุด

2-in-1 Notebook

Acer Spin 5 ได้หน้าจอเป็น 13.5″ ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความละเอียดระดับ 2K คุณภาพสูงให้มุมมองที่กว้าง รองรับการทัชสกรีนด้วยนิ้ว 10 จุดพร้อมๆ กัน โดยมีน้ำหนักของตัวเครื่องเพียง 1.2 กิโลกรัม มาพร้อมกับ Windows Hello ติดตั้งเป็นแบบ Fingerprint

แน่นอนว่าสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake อย่าง Core i5-1035G4 ส่วนของแรมเป็นขนาดสูงสุดที่ 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ได้ความจะเป็น 512GB รองรับการชาร์จไฟแบบรวดเร็ว พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมงด้วย

รายละเอียดสเปกอื่นๆ ของ Acer Spin 5รุ่น ปี 2020 เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่าง Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่ส่งข้อมูลได้เร็วแรงและปลอดภัยที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกมาใช้เป็นมาตรฐานใน Swift 3 / Swift 5 แล้ว ส่วนของระบบเสียงเป็น Acer TrueHarmony และ DTS พร้อมมีคีย์บอร์ดไฟส่องสว่าง มีปากกาที่เขียนได้เหมือนจริงที่สุดอย่าง Acer Active Wacom AES Stylus รองรับแรงกด 4,096 ระดับ

2-in-1 Notebook

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Acer Spin 5 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.5″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย

ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ของ Acer Active Wacom AES Stylus โดยติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านล่าง มีความบาง 15.24 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.22 กิโลกรัม

 

from:https://notebookspec.com/web/553304-2-in-1-notebook-buyerguide-5model-20-21

รีวิว ASUS ZenBook Flip S UX371 สุดยอด 2-in-1 Notebook จอ OLED 4K สเปก Core i Gen 11 ได้ Intel EVO ฟีเจอร์เพียบ

ASUS ZenBook Flip S UX371 นั้นถือเป็น 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาเน้นความพรีเมียมรุ่นล่าสุด โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ประสิทธิภาพสูง มี AI ในตัว พร้อมหน้าจอ OLED 4K Ultra HD ที่ดีที่สุด อีกทั้งได้ปากกา Stylus ใช้วาดรูปขีดเขียนอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่มีความครบเครื่องอย่างสุดรุ่นนึงในตลาด ณ ตอนนี้ 

จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหราสีสัน Jade Black แซมด้วย Red Copper พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่แน่นมากๆ กว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไป กับขนาดหน้าจอ 13.3″ ตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดเน้นการพกพามากกว่ารุ่น 14″ โดยมีน้ำหนักที่ 1.2 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น จัดเต็มหรูหราตามสไตล์ของ ZenBook จากทาง ASUS ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้การใช้งานประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม

ASUS ZenBook Flip S

สเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่การผลิต 10 นาโนเมตร เทคโนโลยี SuperFin มาพร้อมความเร็ว 2.80 – 4.70 GHz ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด โดยมีการ์ดจอออนบอร์ดเป็น Intel Iris Xe Graphics ประสิทธิภาพแรงลื่นที่สุดเทียบเท่าการ์ดจอแยกได้เลยควบคู่กับแรมขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz และ SSD M.2 PCIe NVMe ความจุ 1TB

ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 13.3″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้ถึง 4096 ระดับ พาเนลจอเป็นเทคโนโลยี OLED แสดงผลได้ดีกว่า IPS ที่ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้ ตัวเครื่องเองผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G Military-Grade Standard ด้วย

VDO Review ASUS ZenBook Flip S UX371

NBS Verdict

ASUS ZenBook Flip 13 UX371 นับว่าเป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ กับความเบา 1.2 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 13.9 มิลลิเมตร เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพจากเทคโนโลยี OLED หน้าจอยังได้รับรองตามมาตรฐาน PANTONE Validated สำหรับความเป็นที่สุดในเรื่องความแม่นยำของสี พร้อมรองรับ HDR ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ASUS ZenBook Flip S

จากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ที่จะเน้นความแรงลื่น สเปกใหม่สุดๆ ซึ่งมาพร้อมความแรงที่มากขึ้นและพลัง AI ช่วยทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ  อาทิ Word, Excel, Power Point หรือ Photoshop / Premiere Pro ที่ทำให้งานที่เราทำนั้นลื่นไหลและไวกว่าเดิม อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงการ์ดจอแยก ทำงานร่วมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ซึ่งเหลือเฟือกับการใช้งานแน่นอน

พร้อมดีไซน์ดูหรูหราสวยงาม โดยเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา มีปากกา ASUS Active Pen มาด้วย ลำโพงยังเป็น Harman/Kardon เสียงดีชัดเจน อีกทั้งติดตั้ง IR 3D Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ที่สำคัญได้มี ASUS NumberPad 2.0 ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook Flip S

โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ MIL-STD-810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าพกพาไปใช้งานไปไหนมาไหนเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเครื่องก็ไม่พังง่ายแน่นอน พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันเท่าที่ตัวเครื่องจะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตัดช่องต่อหูฟังออกไป แต่ก็ยังดีมีสายแปลง USB-C to 3.5 มาให้ด้วย สำหรับราคาก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสุดยอด 2-in-1 Notebook กับราคา 55,990 บาท จริงๆ ก็ถือว่าไม่แพงเลย เพราะทุกอย่างสุดทางจริงๆ

ข้อดี ASUS ZenBook Filp S UX371

  • สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) พร้อมได้ Intel EVO
  • สเปกอื่นๆ ก็มีความแรงลื่นจัดเต็มด้วยแรมขนาด 16GB และ SSD ความเร็วสูง 1TB
  • หน้าจอความละเอียด 4K Ultra HD พาเนล IPS รองรับ HDR พร้อมทัชสกรีนได้
  • ติดตั้ง Thunderbolt 4 จำนวน 3 พอร์ต รองรับทุกๆ การเชื่อมต่อ
  • เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอได้ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนๆ ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • น้ำหนักเบา 1.2 กิโลกรัม เหมาะสำหรับคนที่ชอบนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ
  • หน้าจอสัมผัสมัลติทัชลื่นมาก รองรับแรงกดได้หลายระดับ พร้อม Stylus สามารถใช้วาดรูปได้ดี
  • เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีคุณสมบัติ 2-in-1 Notebook ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
  • รองรับการใช้งานกับปากกาสไตลัส ASUS Active Pen บันเดิลมาให้เลย
  • มาพร้อมสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • ฟีเจอร์ ASUS AI Noise Cancelation เทคโนโลยีตัดเสียง รบกวนแบบ AI ขั้นสูง
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงคุณภาพดี
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 10 – 11 ชั่วโมง
  • บานพับ ErgoLift 360° ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นเวลาใช้งาน
  • ตัวเครื่องสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายโหมด กางหน้าจอได้ 360 องศา
  • มาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดธรรมดาเป็นปุ่มกดตัวเลข LED
  • มี Windows 10 แท้ และ โปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ในตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์เป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว ใช้สะดวกพกพาง่าย
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ 1 แรก เคลมผ่าน 7-11 ได้
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่างซองเคสใส่เครื่องและสายแปลง USB-C to หูฟัง 3.5 ให้ทันที

ข้อสังเกต ASUS ZenBook Filp S UX371

  • การแกะอัพเกรดทำได้ยาก ทำได้แต่ SSD
  • จอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน
  • มีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป 

Specification

ASUS ZenBook Flip 13 UX371 มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i7-1165G7 (2.80 – 4.70GHz) ราคา 55,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 10nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic ได้แรม 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB 

ASUS ZenBook Flip S

หน้าจอขนาด 13.3″ ทัชสกรีน เป็นพาเนล OLED คุณภาพสูง ความละเอียด 4K UHD แบบกระจก ได้รับการรับรองคุณภาพโดย PANTONE รวมถึง ช่วงสี DCI-P3 100% มาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในวงการภาพยนตร์ – นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง VESA Display HDR™ 500 True Black สำหรับสีดำเข้มและช่วงสีที่กว้างขึ้น และยังมีเทคโนโลยีถนอมสายตาที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ในการช่วยกรอกแสงสีฟ้า ทำให้การจอภาพ OLED บนเครื่อง Zenbook Flip S นี้เหมาะสำหรับทั้งการทำงานและความบันเทิงเป็นอย่างยิ่ง

แม้ขอบจอบางเฉียบ NanoEdge ทั้ง 4 ด้าน แต่ก็ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลยพร้อมพับปรับได้ 360 องศา พร้อมบันเดิลปากกา Stylus อย่าง ASUS Active Pen มาให้เลยในกล่องเลย

ASUS ZenBook Flip S

พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาตามนี้คือ 2 x Thunderbolt  4 USB, 3.2 Type-A, HDMI พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 Gig+ (802.11ax) ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว การรับประกัน 3 ปี On-site Service รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย (Perfect Warranty) หน้าสเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook 14 UX425 ได้ตามนี้เลย

รวมไปถึง ASUS ZenBook Flip S UX371 ยังให้ในส่วนของอุปกรณ์บันเดิลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซองใส่อย่างดี ที่ช่วยให้ตัวเครื่องไม่เป็นรอยเวลาที่เราใส่กระเป๋าปกติ อีกทั้งยังได้ปากกามาในตัวเป็นมาตรฐานของ 2-in-1 Notebook นอกจากนั้นจากการที่ตัดช่องต่อหูฟังและไมค์มาตรฐานออกไป ก็เลยทำให้บันเดิลส่วนของ USB-C to 3.5 มาทันที ปิดท้ายก็คือ USB-A to LAN ไว้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตแบบมีสายด้วย 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 6
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 2
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 4

Hardware / Design

ASUS ZenBook Flip S UX371 นับว่าเป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพจากเทคโนโลยี OLED หน้าจอยังได้รับรองตามมาตรฐาน PANTONE Validated สำหรับความเป็นที่สุดในเรื่องความแม่นยำของสี พร้อมรองรับ HDR ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ที่จะเน้นความแรงลื่น สเปกใหม่สุดๆ

พร้อมดีไซน์ดูหรูหราสวยงาม  โดยเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา มีปากกา ASUS Active Pen มาด้วย ลำโพงยังเป็น Harman/Kardon เสียงดีชัดเจน อีกทั้งติดตั้ง IR Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ที่สำคัญได้มี ASUS NumberPad 2.0 ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook Flip S

งานประกอบก็เป็นแบบ Unibody ที่แทบจะไร้รอยต่อเลยทีเดียว วัสดุเป็นโลหะตลอดทั้งตัวเครื่อง เลือกใช้สีสันเป็น Jade Black และขอบตัวเครื่องใช้เป็น Red Copper ด้านหลังมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพงจากการเสริมความมันวาวตามสไตล์ของ ZenBook ส่วนขอบด้านหน้าก็ทำมิติเพื่อให้เปิดจอได้ง่าย อีกทั้งตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ

ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งาน ASUS ZenBook Flip S UX371 เครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ครบเครื่องสุดๆ โดดเด่นด้วยหน้าจอ OLED ที่แสดงผลภาพได้เหนือชั้นกว่าพาเนล IPS

ในส่วนของเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift 360° แบบ 2 แกน ซึ่งเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอที่ 135 องศาขึ้นไปจะช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อยแต่ได้ผลมาก

จากการที่มีบานพับแบบพิเศษ โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง ที่หากเรากางหน้าจอมากกว่านั้นก็จะรองรับการใช้งาน Multi-Mode อื่นๆ เรียกได้ว่าฟีเจอร์นี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อนบน 2-in-1 Notebook พร้อมดีไซน์ที่ดูสวยวามหรูหรา กับความเบา 1.2 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 13.9 มิลลิเมตร

ASUS ZenBook Flip S

ซึ่งบานพับ ErgoLift 360° ที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย แน่นอนว่าบานพันนี้มีกลไกแบบฟันเฟืองโลหะที่มีความแม่นยำพร้อมความทนทาน จากการทดสอบใช้งานได้ถึง 20,000 ครั้งด้วยกัน

นอกจากนี้ใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่มีช่องระบายอากาศให้เห็นเลย สำหรับ ASUS ZenBook Flip S UX371 ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ซึ่งไม่ว่าจะกางหน้าจอแบบไหนก็จะไม่บังลมจากช่องระบายความร้อนเลย ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี พร้อมเพิ่มความพิเศษที่สามารถเก็บปากกา ASUS Active Pen ไว้ที่ฝาหลังตัวเครื่องด้านบนด้วยแม่เหล็กแบบพิเศษ

ASUS ZenBook Flip S

อีกทั้งตัวเครื่อง ASUS ZenBook Flip S UX371 เองก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ครบเครื่องสุดๆ รุ่นนึงในตลาดปลายปี 2020 – ปีหน้า 2021 ได้เลย 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 53
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 83
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 49
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 25
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 26
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 18
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 16
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 71
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 73

Keyboard / Touchpad

ในส่วนของคีย์บอร์ด ASUS ZenBook Flip S UX371 ที่ได้การดีไซน์แบบ edge-to-edge ทำให้มีพื้นที่สำหรับปุ่มฟังก์ชั่นพิเศษทั้งแถวทางด้านขวาของตัวเครื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ติดตั้งคีย์บอร์ดเป็นปุ่มพลาสติกสีเดียวกับตัวเครื่องสกรีนตัวอักษรสีเทาเข้ม มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือตัดขอบมน ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ได้ดีกว่าไม่มี

ในส่วนการสัมผัสให้การสัมผัสที่นุ่มกำลังดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด ปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่ขอบเครื่องด้านซ้ายตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก ซึ่งเราสามารถจับภาพหน้าจอ ล็อกเว็บแคมไม่ให้ถูกใช้งาน หรือเข้าถึงแอป MyASUS ได้ทันที ผ่านปุ่มฟังก์ชันที่ให้มา

ASUS ZenBook Flip S

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่มากๆ เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกโดยเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีกรเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา พร้อมตัวทัชแพดเองจะมีสีเข้มกว่าตัวเครื่องด้วย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ASUS ZenBook Flip S UX371 มีแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 20
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 21
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 23

Screen / Speaker

ASUS ZenBook Flip S UX371 ติดตั้งขอบจอบางเฉียบ NanoEdge ทั้ง 4 ด้าน ถือว่าดีที่สุดในตลาดด้วยพาเนล OLED ที่เหนือชั้นกว่า IPS ในทุกๆ ด้าน มาพร้อมความละเอียด 4K Ultra HD (3840 x 2160 พิกเซล) เป็นจอกระจกที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง ด้วยความแม่นยำและความสดใสของสีที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองคุณภาพโดย PANTONE รวมถึง ช่วงสี DCI-P3 100% มาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในวงการภาพยนตร์

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 7

นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง VESA Display HDR 500 True Black สำหรับสีดำเข้มและช่วงสีที่กว้างขึ้น และยังมีเทคโนโลยีถนอมสายตาที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ในการช่วยกรอกแสงสีฟ้า ทำให้การจอแสดงผลนี้เหมาะสำหรับทั้งการทำงานและความบันเทิงเป็นอย่างยิ่ง รองรับทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและ ASUS Pen อีกจากการที่เป็น 4K Ultra HD ด้วยความเรียบเนียนของหน้าจอที่เหนือชั้นกว่า Full HD (1920 x 1080) เดิมๆ หลายเท่าตัว อย่างไรก็ตามจากการที่เป็นจอกระจกก็จะมีอาการสะท้อนแสงบ้าง ตามแต่มุมมองการวางที่เราต้องหลีกเลี่ยงแล้วแต่สถานการณ์อีกที 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 11
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 10
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 22

แม้ขอบจอจะบางเฉียบแต่ก็ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมและไมโคโฟแบบคู่ไว้ด้านบนเหมือนเดิม เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานที่สมบูรณ์แบบด้วย ASUS AI Noise Cancelation เทคโนโลยีตัดเสียง รบกวนแบบ AI ขั้นสูง เวลาที่เราใช้งานประชุมทางไกลหรือ VDO Call นั่นเอง โดยยังมีกล้องอินฟราเรด IR 3D Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello ได้อย่างราบรื่นช่วย และง่ายดายเพียงแค่มอง ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ ช่วยเรื่องของความปลอดภัยและความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดี 

s1 ux371
s2 ux371
s3 5

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% และ AdobeRGB ที่ 97% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่า 2-in-1 Notebook รุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีสูง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 500 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับสูงมากๆ ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.0 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2020 นี้เลย

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 77
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 78
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 79

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง มีทั้งเสียงเบสที่มีน้ำหนัก ไม่ใช่ใส่แต่เสียงกลาง เสียงแหลมออกมาอย่างเดียว โดยตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น ทำให้เสียงที่ค่อนข้างดังพอสมควร แยกรายละเอียดได้ซ้ายขวาได้ดี โดยรวมถือในส่วนของลำโพงถือว่าทำออกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

ASUS ZenBook Flip S

Connector / Thin And Weight

ASUS ZenBook Flip S UX371 ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของ 2-in-1 Notebook ระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว และมีพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้ว

ASUS ZenBook Flip S

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมีพอร์ท HDMI มาให้ ไว้สำหรับเชื่อมต่อไปยังทีวีหรือโปรเจ็คเตอร์ได้ทันที แต่หากใครที่ต้องการใช้พอร์ต Lan ก็ไม่ต้องไปหาซื้ออแดปเตอร์แปลง USB to Lan แยกแต่อย่างใด เพราะในส่วนของบันเดิลมีมาให้แล้วนั่นเอง โดยเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นของ ASUS ที่เลือกตัดช่องเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป แต่ก็ยังดีที่มีตัวแปลงสาย USB-C to 3.5mm มาให้ด้วย อย่างไรก็ตามเป็นได้ต้องหาซื้อ USB-C Hub มาเพิ่มเติมก็จะดีมากๆ 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 62

ขนาดของ 2-in-1 Notebook ตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.2 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็ก กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.4 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 13.3″ แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1 กิโลกรัมขึ้นไปอยู่แล้ว ซึ่ง ASUS ZenBook Flip S UX371 เป็น 2-in-1 Notebook ออกแบบมาเพื่อตอบสนองในเรื่องของการพกพาใส่กระเป๋าไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ เช่นเอาไปใช้ตามร้านกาแฟ หรือออฟฟิศชิลๆ เลยล่ะ

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 61
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 63
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 47

Multi-Mode

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ASUS ZenBook Flip S UX371 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี พร้อมปากกา ASUS Active Pen ที่รองรับแรงกดถึง 4096 ระดับ (10 – 30 กรัม) และด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 98

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู YouTube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 97

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 29
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 27
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 34

สำหรับ ASUS ZenBook Flip S UX371 วางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง แข็งแรงสามารถหมุนเปิดปิดได้เป็นพันๆ หมื่นๆ ครั้ง อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน รวมไปถึง 2-in-1 Notebook รุ่นนี้ยังมีที่เก็บปากกา ASUS Active Pen แบบพิเศษที่เป็นลักษณะแม่เหล็กที่ขอบตัวเครื่องด้านบน (ตัวปากกาจะเป็นทรงแท่งกลมแต่จะมีด้านนึงแบน) ช่วยทำให้เวลาเราถือใช้งานไปไหนมาไหนตัวปากกาก็จะติดไปด้วย แต่ยังไงก็ต้องเรื่องระวังหลุดหายด้วย 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 85

Performance / Software  

ASUS ZenBook Flip S UX371สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 ux371.   c2 4

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 3

อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 3.   cine 20

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

ssd 4

ด้านของ Storage เป็น SSD มาตรฐาน NVMe PCIe ระดับบน ความจุ 1TB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3257 MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 3087 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

pc10 ux371

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4742 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ

game ux371

ทดสอบเกมสำหรับ ASUS ZenBook Flip S UX371 สเปก Intel Core i Gen 11 ได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 56 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 29 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 62  ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 35 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นกว่ารุ่น Core i Gen 10 มากๆ แล้ว

myasus ux371

ASUS ZenBook Flip S UX371 เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผลอีกด้วย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4000 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 10 – 11 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ

ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟกลับคืนให้กับแบตเตอรี่ 0 ไปจนถึง 60% ในเวลาเพียง 49 นาที ทำให้เครื่องกลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย

batt ux371

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ล่าสุดได้ทดสอบดูผ่านทางโปรแกรม Hardware Monitor โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 97 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 – 27 องศาเซลเซียส

temp ux371

เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS ZenBook Flip S UX371 เครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบางสุดๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีในระดับที่เราไม่ต้องกังวลแล้ว

โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนท่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook

Conclusion / Award

ASUS ZenBook Flip S UX371 เป็นอีก 2-in-1 Notebook ที่น่าสนใจมากๆ ทั้งจากราคาที่ไม่สูงจนเกินไปหากเทียบกับทุกสิ่งที่ได้ทั้งตัวหน้าจอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยี วัสดุงานประกอบความทนทานขั้นสูง และสเปกภายในจนได้ Intel EVO การันตรีเรื่องประสิทธิภาพโดยรวมทีเดียว ด้วยราคาเพียง 55,990 บาท แต่ได้โน๊ตบุ๊คระดับสูงของทาง ASUS ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพรีเมียมหรูหรา โดดเด่น และมีสไตล์มากๆ เหนือชั้นกว่า 2-in-1 Notebook หลายๆ รุ่น จากการที่เป็น ZenBook S Series

ที่สำคัญเพราะทาง ASUS เลือกใช้สเปคประสิทธิภาพจากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) อย่าง Core i7-1165G7 โดยมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ทั้งแรงขึ้นพร้อมมี AI ช่วยทำงานส่งเสริมประสบการณ์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน รวมไปถึงการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติ ก็ทำได้ดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มด้วยหน่วยความจำขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 38

ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องฟีเจอร์ที่ครบเครื่องมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง NumberPad 2.0 และ 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello และ ASUS AI Noise Cancelation เทคโนโลยีตัดเสียง รบกวนแบบ AI ขั้นสูง ช่วยเรื่องการ VDO Call ได้ดีมากๆ มีน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัมและบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีความทนทานมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน

โดดเด่นที่สุดคงเป็นเรื่องหน้าจอพาเนล OLED คุณภาพสูงมาก มีความละเอียด 4K Ultra HD ที่แสดงผลได้อย่างลื่นไหล พร้อมผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองคุณภาพโดย PANTONE รวมถึง ช่วงสีจากการทดสอบจริงๆ ได้ sRGB 100% นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง VESA Display HDR 500 True Black และยังมี การรับรองจาก TÜV Rheinland ในการช่วยกรอกแสงสีฟ้า ที่สำคัญเป็นระบบสัมผัสที่รองรับการใช้งานมัลติทัชรองรับการใช้ปากกา ASUS Active Pen ที่ใช้สำหรับงานวาดรูป รองรับแรงกดได้หลายระดับเสมือนวาดบนกระดาษเลยจริงๆ เลยทีเดียว

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 80

การออกแบบดีไซน์ของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ที่ดูแล้วเรียบหรูจากสีสัน Jade Black / Red Copper และใช้วัสดุคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่อง งานประกอบก็เรียบร้อย มิติตัวเครื่องก็เล็กกระชับบางเบา พกพาสะดวก แบตใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 – 11 ชั่วโมง โดดเด่นด้วย ErgoLift 360° พร้อมความทนทาน รวมไปถึงมีประกันถึง 3 ปี แบบ On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน พร้อมประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกด้วย อีกทั้งได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ซึ่งตรงนี้ดีกว่าหลายๆ รุ่นชัดเจนมากๆ 

ASUS ZenBook Flip S

เอาเป็นว่าใครต้องการสุดยอด 2-in-1 Notebook ที่เก่งและครบเครื่องรอบด้านล่ะก็ ASUS ZenBook Flip S UX371 เป็นตัวเลือกแรกๆ แน่นอน อย่างไรก็ตามข้อจำกัดก็พออมีอย่าง การแกะอัพเกรดทำได้ยาก และในส่วนของจอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน รวมถึงมีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป แต่ตรงนี้พอเป็นเรื่องยอมรับและแก้ไขได้ไม่ยากนัก 

Awards

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับกลุ่ม 2-in-1 Notebook ด้วยกัน ซึ่ง ASUS ZenBook Flip S UX371 ก็ได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ZenBook Flip S UX371 มีความโดดเด่นเรื่องความพรีเมียมพรูหรา รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 13.3″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน  ด้วยการที่ตัวเครื่องมีความบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ที่เชื่อได้เลยว่าทาง ASUS ได้ใส่ใจในส่วนของรายละเอียดนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับวัสดุหลักในการผลิตยังให้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และยังบ่องบอกได้ถึงความสวยงามหรูหราอีกด้วย ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น

NBS award 7 Design

Best Performance

ด้วยสเปก ASUS ZenBook Flip S UX371 ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ตัวล่าสุด อย่าง Intel Core i7-1165G7 ที่มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz รวมไปถึง SSD M.2 PCIe NVMe ความเร็วสูงความจุ 1TB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้อยู่ในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าซะด้วย

 award new performance 

Best Mobility

ความบางเบาพกพาสะดวกคือจุดเด่น ด้วยมิติที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดมากๆ ขอบจอบางเฉียบทั้ง 4 ด้าน ตัวเครื่องบางเฉียบ เบาเพียง 1.2 กิโลกรัม บางเฉียบที่ 13.9 มิลลิเมตร ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน จากการใช้วัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 10 – 11 ชั่วโมง เรียกได้ว่าไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปมาก็ยังได้ ทำให้เป็น 2-in-1 Notebook ที่ลงตัวมาก ๆ สำหรับผู้ที่มองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาเน้นความพรีเมียมมาใช้งานในระดับจริงจัง

NBS award 4 Mobility

Best Graphic

สุดทางจริงๆ สำหรับหน้าจอแสดงผลหลักของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ที่เป็นหน้าจอพาเนล OLED ขนาด 13.3″ บนความละเอียด 4K Ultra HD ให้ค่าขอบเขตสี sRGB 100% และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและ ASUS Active Pen ซึ่งใช้งานหน้าจอของเราสมบูรณ์แบบด้วยความเรียบเนียน สนับสนุนการทำงานหลากหลายโปรแกรม ส่งผลให้เราเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานโน๊ตบุ๊คแบบเดิมๆ ไปตลอดกาล กับหน้าจอที่แสดงผลอะไรได้มากกว่า พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ที่คาดว่ารุ่นต่อไปจะใช้ OLED ทั้งหมด

award new Graphic

 

 

from:https://notebookspec.com/web/552777-review-asus-zenbook-flip-s-ux371-i7-g11

รีวิว Lenovo IdeaPad Flex 5 14 สเปก Core i7 + MX330 อีกหนึ่ง 2-in-1 Notebook แรงลื่นคุ้มค่า หน้าจอทัช มีปากกา

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็น 2-in-1 Notebook ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอทัชสกรีนขนาด 14″  มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล Intel Core i5-1035G1 หรือ Core i7-1065G7 ที่เป็น Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 10 นาโนเมตร ที่แรงลื่นและมี AI ในตัวช่วยประมวลผล

พร้อมมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX330 มาให้อีกด้วย ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 ในตัว  ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo

Lenovo IdeaPad

ตัวเครื่องบางเพียง 17.9 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.5 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล

รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Audio ให้เสียงที่ดี

NBS Verdict : Lenovo IdeaPad Flex 5

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ทัชสกรีนมีปากกา ประเภท 2-in-1 Notebook ที่แม้ว่าอาจจะไม่บางเบาที่สุดในรุ่นขนาด 14″ ด้วยกัน แต่ก็นำเสนอออกมาได้อย่างลงตัวในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ในดีไซน์ที่สวยงามเรียบง่ายคงความเอกลักษณ์ของ Lenovo ได้เป็นอย่างดี อย่างการออกแบบขอบจอบางเฉียบที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ

สำหรับสเปกต้องยอมรับเลยว่ามีความแรงลื่นตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นก่อนๆ อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็ยังคงยอดเยี่ยม นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด รวมไปถึงฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้อง ถอดแบบมาจาก ThinkPad เลยก็ว่าได้

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 16

เชื่อได้เลยว่าแฟนๆ ของ Lenovo ต้องชื่นชอนกันแน่นอน ส่วนแบตก็ใช้งานได้ยาวนาน 8 ชั่วโมงด้วยกัน ในราคาเริ่มต้นที่ 22,990 – 29,990 บาท นับว่ามีราคาคุ้มค่าไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 ได้ประสิทธิภาพที่ตอบสนองในทุกๆ การใช้งาน มาจากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7 โดยทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce MX350 ที่มีความแรงอัพเกรดจากรุ่นก่อนอย่าง MX250 พอตัว

อีกทั้งในส่วนของแรมเองก็ติดตั้งมาขนาด 8GB / 16GB DDR4 Bus 3200MHz พร้อมได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาใช้งานเก็บข้อมูล ส่งผลให้ประสบการณ์ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต หรือใช้งานเอกสาร อาทิ Word / Excel / Power Point ที่ยอดเยี่ยมไม่มีสะดุด เหมาะมากๆ กับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานที่ต้องการโน๊ตบุ๊คงบ 20,000 – 30,000 ที่เน้นทำงานใช้งานพื้นฐานเป็นหลัก แต่ก็อาจจะเล่นเกมบ้างนั่นเอง 

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 54

จุดเด่น Lenovo IdeaPad Flex 5

  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ Lenovo IdeaPad Flex มีความหรูหรา พรีเมียม
  • วัสดุทำจากอลูมิเนียมและพลาสติกคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบแน่นหนา
  • น้ำหนักเบา ขอบจอบาง พกพาสะดวกเหมาะสำหรับคนที่ชอบนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ
  • ใช้งานจริงลื่นไหลแบบสุดๆ ด้วย Core i Gen 10 + MX330 + RAM 16GB + SSD 512GB
  • เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอพอได้ ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก
  • ติดตั้ง USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง รองรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ และชาร์จ USB PD
  • มีฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้อง
  • เปิดฝาโน๊ตบุ๊คขึ้นมา เครื่องจะเปิดใช้งานทันที ไม่ต้องกดปุ่ม Power
  • รองรับ Quick Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว
  • มีอุปกรณ์ช่วยเก็บปากกาสไตลัสให้ติดกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ให้มาเป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว (แต่พอร์ตชาร์จเดิมๆ ก็ยังอยู่)
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเกือบๆ 10 ชั่วโมง
  • ลำโพงทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Audio ให้เสียงที่ดีประทับใจ
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ติดตั้งมาให้ทันที
  • ประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Lenovo 

ข้อสังเกต

  • แรมเป็นแบบฝั่งบอร์ดไม่สามารถอัพเกรดได้
  • ตัวเครื่องหนาและหนักกว่าโน๊ตบุ๊คจอ 14″ สเปกใกล้เคียงกัน
  • เป็นจอพาเนลระดับกลางๆ เพราะค่า sRGB ไม่สูงถึง 90%
  • จอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน

Specification

สเปกของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ตัวที่เราได้รับมารีวิว ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7-1064G7 ที่เป็นการทำงานแบบ 4 Core 8 Thread ความเร็ว 1.3GHz (เร่งไปได้สูงสุดที่ 3.9GHz) เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร การ์ดจอออนชิปเป็น Intel Iris Plus Graphic อีกทั้งมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX330 ด้านแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และฮาร์ดดิสก์แบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ทั้งมีพื้นที่เยอะและลื่นไหล เพียงพอกับการใช้งาน

Lenovo IdeaPad

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอ โดย Lenovo YOGA C640 ใช้หน้าจอขนาด 14″ รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและปากกา ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080) อัตราส่วน 16:9 ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ซึ่งจัดว่าเป็นสเปคจอที่เหมาะสำหรับการใช้งานแทบทุกรูปแบบ มาพร้อม Windows 10 Home Single Language และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A 3.1 ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB 3.1Type-C ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Fingerprint สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย สำหรับประกันเป็น 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo โดยมีอีกสเปกที่ราคาถูกกว่าเป็น Core i5-1035G1 

Hardware / Design

สำหรับ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 รุ่นที่ต่อยอด Flex Series รุ่นก่อนหน้า มาดีไซน์โดยรวมถือว่าปรับปรุงจากรุ่นก่อนๆ ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook เตัวเครื่องบางลง น้ำหนักเบาลง โดยมีชื่อว่า Platinum Grey ออกสีเทาเข้ม

ซึ่งต้องยอมรับงานประกอบตัวเครื่องดีมากๆ ด้วยบอดี้ภายในเป็นแบบซอฟต์ทัชสัมผัสพรีเมียม ส่วนฝาหลังเป็นโลหะเรียบเนียน ทำให้ตัวเครื่องดูเนี้ยบหรูสวยงาม แต่ก็ยังให้ความทนทานไปพร้อมๆ กัน

Lenovo IdeaPad

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป

ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยากทีเดียว

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ทรงประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปเน้นการพกพา เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น

มาพร้อมความบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น บอกได้เลยว่าพกพาบางเบาสะดวกกับการที่เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่พับหน้าจอได้ 360 องศานอกจากนี้ตัวเครื่องยังให้ที่เสียบปากกากับรู USB ทำให้เรามีที่วางปากกาส่วนตัวดูดีไม่เหมือนใคร

Lenovo IdeaPad

มิติตัวเครื่องการถือจับตัวเครื่องสามารถจับถือได้อย่างสะดวกด้วยมือเดียว กดลงแรงๆ ตรงคีย์บอร์ดก็ไม่ได้รู้สึกยวบหรือบุบลงไป เหมาะกับการพกพาไปทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ หรือจะใช้งานเป็นโหมดเป็นแท็ปเล็ตพรีเซนต์งานก็ถือว่าทำได้ดี แต่หากถือนานๆ ก็เมื่อยนิดหนึ่งเพราะตัวเครื่องหนักกว่าแท็บเล็ตปกติอยู่พอสมควร

มีการออกแบบภายในโดยใช้พัดลมระบายความร้อนแบบ 1 ตัว ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ทำให้การทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ ในการใช้งานไปแทบจะไม่รู้สึกถึงความร้อนภายใน ส่วนใต้ตัวเครื่องก็มาพร้อมงานประกอบเรียบร้อยมาตรฐานโน๊ตบุ๊ค Lenovo

Lenovo IdeaPad

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 40
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 15
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 12
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 22
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 23
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 24
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 30
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 33
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 39

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ด Lenovo IdeaPad Flex 5 14 นั้นตัวปุ่มเป็นสีดำเข้มกว่าตัวเครื่อง พร้อมตัวอักษรโปร่งแสง มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดีสไตล์ Lenovo ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์

ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกดในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบนพร้อมไฟส่องสว่างแสดงสถานะ

Lenovo IdeaPad

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ที่สำคัญการเข้าใช้งานผ่านทาง Windows Hello ของ Windows 10

ยังสามารถทำได้ด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ที่ติดตั้งอยู่มุมล่างซ้ายของคีย์บอร์ด แน่นอนว่าทำให้เราไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป แถมยังปลอดภัยและรวดเร็วด้วย ซึ่งจากการใช้งานจริงแล้ว ถือว่าทำได้ดีได้ไวมากๆ ไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนในตลาดปัจจุบันเลย

Screen / Speaker

หน้าจอของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นแบบกระจกขนาด 14″ พาเนล IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบทั้ง 3 ด้าน ทำให้มีความเล็กกระชับ อย่างไรก็ตามใช้งานกลางแจ้งอาจจะปัญหาเรื่องของจอกระจกที่สะท้อนบ้าง แต่เราก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้

ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่สมจริงพร้อมรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานต่างๆ เปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้าและไมโครโฟน 2 ตัวที่ซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน

Lenovo IdeaPad

อีกทั้งใส่ยางขอบจอมาตลอดแนวของจอเลย ต่างจากโน๊ตบุ๊คอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งยางนี้จะมีประโยชน์ก็ในการซับแรงกระแทกที่เกิดในเวลาที่จอพับอยู่ได้ และที่ถึงแม้ขอบจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมไปอยู่บริเวณขอบจอด้านบนของหน้าจอได้

ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น การใช้งานก็ง่ายมากๆ ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 6
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 7
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 41

ห้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 60% และ AdobeRGB ที่ 45% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่น่าประทับใจมาก ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน

s1
s2
s3

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางของจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่สุด แต่สำหรับช่องมุมซ้ายบนจะมีแสงสว่างที่ลดลงแค่ระดับ 11%

ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ด้านของลำโพงสเตอรีโอของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ใช้เป็นแบรนด์คุณภาพอย่าง Dolby Audio ให้เสียงที่ดี โดยถูกติดตั้งบริเวณด้านซ้ายขวาขอบตัวเครื่อง ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานดูหนังฟังเพลงแบบสบายๆ แล้ว 

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 10
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 8
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 9

Using Experience

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

Lenovo IdeaPad

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู YouTube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 42
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 43
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 45

อย่างไรก็ตามสำหรับ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง แข็งแรงสามารถหมุนเปิดปิดได้เป็นพันๆ หมื่นๆ ครั้ง อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน ตามสไตล์และฟีเจอร์ของ Lenovo ที่มีการต่อยอดตระกูล YOGA มาอย่างยาวนานหลายปี

Lenovo IdeaPad

สำหรับปากกาสไตลัส Lenovo Active Pen มีความสามารถเหมือนกันกับสไตลัสของ 2-in-1 Notebook ปกติ โดยมีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 2 ปุ่มทางด้านข้าง  และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียวอันนี้การันตีได้จากผู้ใช้งานนักวาดการ์ตูนหลายคนทีเดียว หรือจะใช้ไว้จดงานเขียนหนังสือก็สามารถทำได้สบายๆ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย อีกทั้งมีอุปกรณ์ที่ช้วยให้เราติดปากกาสไตลัสกับตัวเครื่องได้อีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาซักตัวที่พกพาสะดวกในราคาไม่แพง และมีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ส่วนสเปคก็ถือว่าดีมากๆ รองรับการทำงานไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกม 3 มิติ ก็ยังพอได้ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ก็สามารถทำได้ดีและเป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook เน้นบางเบาพรีเมียม ที่เป็นตัวเลือกน่าซื้ออันดับต้นๆ เลยทีเดียว

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Lenovo IdeaPad Flex 5 14 นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่มีการกระชับพื้นที่มากๆ แต่ยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 พอร์ต (รองรับการชาร์จไฟ) ที่ติดตั้งอยู่ทางด้านซ้าย พร้อมติดตั้งพอร์ต USB 3.1 Type-C จำนวน 1 พอร์ต (รองรับการใช้งาน DisplayPort, Power Delivery) และ HDMI ไว้เชื่อมต่อแสดงผลหน้าจอภายนอกอยู่ทางด้านขวา พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร

Lenovo IdeaPad

ขนาดของตัวเครื่องและอแดปเตอร์ชาร์จไฟ (หัวชาร์จให้มาเป็น USB-C แล้ว) เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 14″ แบบยุคก่อนๆ ถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.5 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวก้อนอแด็ปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นประสิทธิภาพในยุคปัจจุบันทีเดียว

Performance / Software .  

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ที่ได้รับมารีวิวเป็นสเปกขายจริง ได้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับสูงอย่าง Intel Core i7-1065G7 สถาปัตยกรรม Ice Lakeใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.30 – 3.90 GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร

มีค่า TDP ที่ 10 – 15 – 25Watt ที่เน้นความแรงกว่า Ice Lake 10 นาโนเมตร รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนแรมก็ให้มาเป็นแบบ 16GB DDR4 Bus 3200 MHz อีกทั้งได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ

c1.   c2

โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนชิปอย่าง Intel Iris Plus G7 ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดของกราฟิกชิปในทุกรุ่น ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ดีเยี่ยม รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงได้แบบไม่มีปัญหาระดับ Ultra HD กรณีเชื่อมต่อหน้าจอแยก แบบสบายๆ ลื่นไหล อย่างที่สเปกรุ่นก่อนๆ ทำไม่ได้

สำหรับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX โดยปกติแล้ว จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าการ์ดจอออนชิปของชิปประมวลผลอยู่เสมอๆ แต่ก็จะเป็น Series รองกว่าการ์ดจออย่าง NVIDIA GeForce GTX / RTX แน่นอน อย่างไรก็ตามการมาของ NVIDIA GeForce MX330 ที่ติดตั้งใน Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ยังคงพื้นฐานสถาปัตยกรรม Pascal ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook การ์ดจอแยกที่ไม่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก หรืออาจจะเล่นบ้างก็เล่นได้ลื่นไหลนั่นเอง

g1 g2

ส่วนการทดสอบพลังประมวลผลด้วยโปรแกรม Cinebench ก็ให้ผลคะแนนในส่วนของ CPU ได้ดีตามระดับของ Core i7 Gen 10 ส่วนด้านของ OpenGL ก็คะแนนพุ่งกว่าเครื่องที่ใช้ชิปออนบอร์ดทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นประหยัดพลังงาน ที่ใกล้เคียงกับตระกูล H ทีเดียว โดยดีขึ้นกว่า Core i7 Gen 8 รุ่นก่อนหน้าประมาณนึง

cine15.   cine20

ด้านของ Storage เป็น SSD มาตรฐาน NVMe ระดับบน ความจุ 512GB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3225MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 2953 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ

สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

ssd

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4137 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ

และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 10 พร้อมมีการ์ดจอแยก ทำให้มีคะแนนพุ่งใกล้เคียงโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 10H ที่เป็นสเปก Gaming ทีเดียว

pc10

ทดสอบเกมสำหรับ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เผยถึงเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 ออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก

ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-1065G7 ที่สามารถรีดพลัง NVIDIA GeForce MX330 ประกอบกับยังใช้แรม 16GB DDR4 รวมไปถึง SSD ความเร็วสูงก็ส่งผลช่วยด้วย

game test

เกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 66 ขึ้นไปตลอด (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้)

แต่ในส่วนของเกมอื่นๆ อย่าง Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ได้เฉลี่ยอยู่ที่ 125 / 53 นับได้ว่าตัวเครื่องของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 สามารถดึงประสิทธิภาพได้มากกว่าโน๊ตบุ๊คที่สเปกใกล้เคียงกัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ คาดว่าถ้าปรับ Medium ก็น่าจะเล่นได้ลื่นๆ ภาพสวยขึ้นอีกนิดพอได้อยู่

lenovo

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทไดร์เวอร์ล่าสุด

การเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง และ Fingerprint ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาด ประมาณ 4,000 mAh สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานประมาณเกือบ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบดู YouTube ผ่าน Wi-Fi โดยปรับเป็น Power Saver Mode

ถือได้ว่าเป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 14″ อีกรุ่นหนึ่งเลยที่มีแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ยาวนานในระดับที่ดีเยี่ยม ในการใช้งานจริงก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ทั้งวันได้เลย พร้อมได้ฟีเจอร์ Rapid Charge ที่ชาร์จไฟเพียง 15 นาที ใช้งานได้ถึง 2 ชั่วโมง

batt

ผลการตรวจสอบอุณหภูมิขณะเครื่องทำงานปกติ มีเปิดโปรแกรมทำงานอยู่ด้วยบางส่วน โดยทดสอบเมื่ออยู่ในห้องแอร์อุณหภูมิประมาณ 26 องศา พบว่าความร้อนของ CPU จะอยู่ในช่วง 30 – 40 – 50 องศา ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับปกติของโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ใช้ชิป Core i7-1065G7

ส่วนถ้าเป็นอุณหภูมิหลังจากทดสอบงานประมวลผลหนักๆ แล้ว จะเห็นว่าอุณหภูมิสูงสุดของ CPU นั้นพุ่งไปสูงสุดที่ 96 องศาเซลเซียส แม้อาจจะดูว่าอุณหภูมิของ CPU ค่อนข้างสูง แต่ความร้อนที่แผ่ออกมานั้นก็ไม่ได้รบกวนการทำงานแต่อย่างใด รวมไปถึงถ้าไม่ใช้งานหนัก ตัวเครื่องเองก็ระบายความร้อนออกไปได้อย่างรวดเร็วดี ส่วน GPU ร้อนสุดเพียง 76 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าทำได้ดีทีเดียว

temp2

Conclusion / Award

สรุปรีวิว Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นอีกหนึ่ง 2-in-1 Notebook หน้าจอขนาด 14″ มาพร้อมความสมบูรณ์แบบ โดยจัดว่าเป็นรองในส่วนซีรีส์ YOGA ที่จะเน้นความหรูหราและบางเบาที่มากกว่า แต่จริงๆ แล้วก็มีความ่าสนใจไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งานต่างๆ อาทิ การใช้งานปากกาและแบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนาน 

จากสเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-1065G7 ที่แม้ว่าจะไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 แต่ก็ยังได้ความแรงลื่นที่อตบโจทย์การใช้งานในราคาคุ้มค่าอยู่ อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยก NVDIA GeForce MX330 ช่วยประมวลผลงานหรือเกม 3 มิติ พร้อมได้แรมขนาด 16GB และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ได้ความเร็วระดับสูง  

Lenovo IdeaPad

ที่นอกจากความบางเบาพรีเมียมแล้วก็ยังสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 14″ แบบ Full HD พาเนล IPS ที่ได้ขอบเขตสีระดับกลางๆ แต่ก็ตอบสนองรองรับการใช้งานมัลติทัชที่ลื่นเสมือนใช้สมาร์ทโฟนแถมยังรองรับการใช้ปากกา Stylus ใช้งานวาดรูป

ได้มาตรฐานแรงกดได้หลายระดับเสมือนวาดบนกระดาษเลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ตอบสนองคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คสักเครื่องที่ไว้ใช้ทำงานและหน้าจอสัมผัสวาดรูปได้เป็นอย่างดีเลย ต่อยอดความสำเร็จจาก IdeaPad Flex รุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นโน๊ตบุ๊คสายพกพาบางเบาอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ น้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัม ขอบจอบางเฉียบที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม

อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็ยังคงยอดเยี่ยม นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด ก็พอมีข้อสังเกตอยู่บ้างจอเป็นจอกระจกทำให้ใช้งานกลางแจ้งค่อนข้างลำบากนิดหนึ่งเพราะแสงสะท้อนเวลาใช้งาน แต่ถ้าใช้งานในห้องธรรมดาก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

Lenovo IdeaPad

ซึ่งทางหากใครที่ซื้อมาเพื่อทำงานทั่วไป จดโน้ต หรือวาดรูปต่างๆ ไม่ได้เล่นเกมกินที่สเปคมากนัก บอกเลยครับว่า Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เครื่องนี้ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เพราะแทบเป็นโน๊ตบุ๊คไม่กี่รุ่นที่หน้าจอรองรับการใช้งาน Stylus ที่สามารถรู้แรงกดของเดาได้หลายระดับในราคาระดับนี้

ซึ่งจากการใช้งานสามารถทำได้ดีจริงๆ รวมไปถึงเอามาใช้งานออฟฟิศ ดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกมออนไลน์เบาๆ ก็ลงตัวทีเดียว จบในเครื่องเดียวสบายๆ ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานเกือบๆ 10 ชั่วโมง รวมไปถึงยังมีฟีเจอร์ Rapid Charge ที่ชาร์จไฟเพียง 15 นาที ใช้งานได้ถึง 2 ชั่วโมง

Lenovo IdeaPad

Awards

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มไฮบริดโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ซึ่ง Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ก็ได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 มีความโดดเด่นเรื่องสีสัน รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน  ด้วยการที่ตัวเครื่องมีความบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ

ที่เชื่อได้เลยว่าทาง Lenovo ได้ใส่ใจในส่วนของรายละเอียดนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับวัสดุหลักในการผลิตยังใช้เป็นอลูมิเนียมที่ให้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และยังบ่องบอกได้ถึงความสวยงามหรูหราอีกด้วย ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น

NBS award 7 Design

Best Mobility

ความบางเบาคือจุดเด่น ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดมากๆ บางแค่ 17.9 มิลลิเมตร เบาเพียง 1.5 กิโลกรัม ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมากๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่อง ตามมาตรฐานของ Lenovo ที่ทุกคนไว้ใจได้ 

ทำให้เป็น 2-in-1 Notebook ที่ลงตัวมาก ๆ สำหรับผู้ที่มองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาซักเครื่องมาใช้งานในระดับจริงจัง ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง แทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์กันเลยทีเดียว หรือจะพกไปก็ได้เพราะเป็น USB-C ที่เราสามรถนำไปชาร์จสมาร์ตโฟนก็สามารถทำได้ในอันเดียว

NBS award 4 Mobility

 

from:https://notebookspec.com/web/551595-review-lenovo-ideapad-flex-5-14-i7

รีวิว Dell Latitude 9510 ที่สุด 2-in-1 Notebook หน้าจอ 15″ เบา 1.5 โล สเปก Intel Core i Gen 10 vPro ฟีเจอร์ระดับมืออาชีพจัดเต็ม

Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คแบรนด์ Dell ประเภท Commercial เน้นใช้งานระดับมืออาชีพ ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Pro Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 3 ปีด้วยกัน (with Battery Service Support) ​

มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา รวมถึงโดยทั่วไปแล้วคนมักจะมองว่าแบรนด์ Dell เป็นแบรนด์ระดับสูง เพราะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในท้องตลาดนั้นอยู่ในเกรดที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปนั่นเอง โดดเด่นเรื่องความแข็งแรงทนทาน ประสิทธิภาพ สเถียรภาพ และความปลอดภัยเป็นพิเศษ

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review top 1

โดยซีรีส์ Commercial หลักๆ แล้วแบ่งออกเป็น Vostro, Latitude, Precision, XPS สำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งบทความนี้จะเป็นรีวิวของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ที่เป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 15″ ระดับท็อป ได้ความละเอียดหน้าจอก็เป็นระดับ Full HD พาเนล IPS รองรับการทัชสกรีนและปากกา Dell Active Pen ที่ขีดเขียนได้ถึง 4,096 ระดับ

พร้อมขอบหน้าจอบางเฉียบที่ดูหรูหรา ได้ขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด ซึ่งเครื่องที่ได้รับมารีวิวนี้เป็นเดโมไม่ใช่ตัวขายจริงแต่อย่างใด โดยได้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10810U ที่เป็นรุ่นพิเศษเพื่อใช้งานระดับองค์กร การ์ดจอออนชิป UHD 620 พร้อมแรมขนาด 16GB DDR3L พร้อม SSD ความจุ 256GB ใช้งาน Windows 10 Pro ได้ทันที ซึ่งจะแตกต่างจากรุ่นขายจริงอยู่หลายส่วน

NBS Verdict

Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook เหมาะกับคนที่ต้องการที่สุดของ 2-in-1 Notebook เพื่อสายงาน Commercial เน้นใช้งานระดับมืออาชีพในองค์กร ที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มคนทำงานจริงจังที่เน้นเรื่องของภาพลักษณ์ อีกทั้งยังให้ความแข็งแรง ประสิทธิภาพ สเถียรภาพ และความปลอดภัยเป็นพิเศษด้วย IR Camera และ Proximity-Sensor

ได้ประสบการณ์ใช้งานที่สุดยอดเรื่องของหน้าจอขนาดใหญ่ 15″ ที่สวยงามและทนทานด้วยกระจก Gorilla Glass 5 รวมถึงการพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดในตัวเครื่อง สนับสนุนการนำเสนองาน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้งานหลากหลายโหมด และรองรับปากกา Dell Premium Active Pen (PN579X) ไว้ขีดเขียนในตัว (แต่ตัวรีวิวไม่ได้รับมาด้วย)

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 29

ตัวเครื่องบางเบาลงไปอีกจากรุ่นก่อนๆ พร้อมทั้งเน้นพกพาใช้งานนนอกสถานที่ จากการที่แบตยาวนานกว่า 16 ชั่วโมง ได้สเปคภายในที่ครบครันเพียงพอต่อลักษณะงาน ด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รุ่นพิเศษ สถาปัตยกรรม Ice Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ อีกทั้งได้แรมขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ใช้งานทันที ในราคา 77,990 บาท

สุดท้ายกับบริการหลังการขายที่มั่นใจได้เลย จาก Dell Pro Support ที่บริการ 24/7 และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 3 ปีด้วยกัน (with Battery Service Support) แม้ราคาจะสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่ก็ยอมจ่ายได้ 

จุดเด่น

  • เป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 15″ แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 14″
  • พาเนลหน้าจอ IPS มีคุณภาพสูง ขอบเขตสีกว้าง รองรับการทัชสกรีนและปากกา
  • ขอบจอบางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป เพิ่มความโดดเด่น ส่งผลให้มิติตัวเครื่องกระชับ
  • ตัวเครื่องมีความแข็งแรงทนทนหรูหราจากวัสดุโลหะที่มีการขึ้นรูปมาเป็นอย่างดี
  • สัมผัสการพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดถือว่าดีเยี่ยมกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาทั่วไป
  • ประสิทธิภาพดีด้วยสเปกภายในที่เพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐาน
  • พอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐาน Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 20 ชั่วโมง
  • สำหรับน้ำหนักตัวเครื่องเบาเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น
  • มี Windows 10 Pro แท้ และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ พร้อมใช้งาน
  • มี Proximity-Sensor ไว้คอยตรวจจับการใช้งานของเรา
  • รองรับ Windows Hello ด้วย IR Camera
  • Dell Pro Support ประกันถึง 3 ปี มาพร้อม On Site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกตุ

  • เทียบสเปกเฉพาะ CPU / RAM / SSD มีราคาสูงกว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไปพอสมควร
  • ยังเป็น Intel Core i Gen 10 ซึ่งเป็นปกติของโน๊ตบุ๊ค Commercial ที่ใช้เวลา Optimize นานกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • อุณหภูมิความร้อนสูงสุดค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งานใดๆ 
  • ซื้อได้ผ่านทางร้านที่จำหน่ายโน๊ตบุ๊ค Dell ซีรีส์ Commercial เท่านั้น
  • เครื่องที่นำมาทดสอบเป็นเครื่องเดโม ไม่ใช่สเปกขายจริงแต่อย่างใด

Specification

สเปกภายในของตัว Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook จัดเป็นกลุ่ม 2-in-1 Notebook ระดับบน โดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 15″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง มุมมองกว้างถึง 178 องศา ใช้กระจกเป็น Gorilla Glass 5 ที่ทนทานหมดปัญหาเรื่องรอยขีดขวน รองรับการทัชสกรีนได้อย่างเต็มรูปแบบทั้งนิ้วมือและปากกา Dell Active Pen

ซึ่งหลักๆ แล้วสเปกขายจริงดูจากทางร้าน JIB มีอยู่ 1 รุ่นกัน ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-10810U มีความเร็วในการทำงานที่ 1.10 – 4.90 GHz ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธรด พร้อมรองรับ Intel vPro Technology ได้เป็นการ์ดจอออนชิปเหมือนกันก็คือ UHD Graphics 620 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดีระดับหนึ่ง

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 17

ส่วนแรมก็ติดตั้งมาแบบออนบอร์ดด้วยขนาด 16GB มาตรฐาน DDR3L ที่ Bus 2133MHz  ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน  สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็น SSD M.2 NVMe ความเร็วสูงที่ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Intel Wi-Fi 6 AX201 2×2 802.11ax พร้อม Bluetooth 5.1

ส่วนการเชื่อมต่ออื่นๆ ก็ครบครันไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.2 Type-A (one with PowerShare), 2 x Thunderbolt 3 with Power Delivery & DisplayPort (USB Type-C) ,1 x HDMI 1.4, 1 x micro-SD Card Reader รวมไปถึงมี Proximity-Sensor ไว้คอยตรวจจับการใช้งานของเราด้วย เพื่อประหยัดพลังงานนั่นเอง กับราคาที่ 77,990 บาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี แบบ Dell Pro Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell ที่ระดับมืออาชีพมั่นใจ

Hardware / Design

การออกแบบโดยรวมของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook นั้นจะดูกระชับกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15″ อยู่พอสมควร เนื่องด้วยมีการใช้ตัวเครื่องขนาด 14″ เท่านั้น ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ทางด้านแนวคิดด้านดีไซน์ตัวเครื่องนั้น Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ยังคงมาพร้อมกับ Infinity Edge display เช่นเดิมแต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือขนาดของขอบตัวเครื่องนั้นจะบางลงกว่าเดิมอีก

ทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นความแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไปอย่างชัดเจน ซึ่งโดยรวมแล้วมีความเล็กกระชับความเดิม ส่วนน้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การพกพาอย่างที่สุดทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน และเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15″ รุ่นหนึ่งในตลาดที่มีน้ำหนักเบาที่สุดด้วย 

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 28

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันจะเป็นเงิน Silver เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมแม็กนีเซียมอัลลอยด์คุณภาพสูงตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องจะเป็นโลหะชั่นเยี่ยม

ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ส่วนด้านในก็เป็นอลูมิเนียมแม็กนีเซียมอัลลอยด์เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเวลาใช้งานวางมือลงไปนั้นมีมั่นคงไม่แพ้ด้านนอก ในการใช้งานจริงทำให้มั่นใจได้เลยเรื่องความทนทาน ตามสไตล์ Dell และยิ่งตอกย้ำกับรุ่นนี้ที่เป็น 2-in-1 Notebook ระดับสูง

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 38

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัมอย่างที่กล่าวไปแล้ว

ในส่วนของความบางเครื่องก็บางเพียง 13.99 มิลลิเมตรเท่านั้น บอกได้เลยว่าจะหาโน๊ตบุ๊คแบบนี้จากแบรนด์อื่นๆ ก็ยากซักหน่อย  ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นโลหะเกรดสูงที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 16

ส่วนการออกแบบมาอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คงเป็นส่วนของโลโก้ Dell ฝาหลังที่สวยงามเป็นสีเงิน ส่วนตัวเครื่องด้านล่างก็จะมีคำว่า Latitude ปั๊มเอาไว้ นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวอีก

สำหรับ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 27

ที่สำคัญยังมีการในส่วนของเชื่อมต่อของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ก็รองรับเพราะมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครัน เรียกได้ว่าเรื่องของดีไซน์นั้นตอบโจทย์กับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15″ เครื่องเดียวจบแน่นอน ทำให้ไม่ว่าเราจะเอาไปทำงานระดับองค์กรมืออาชีพที่ต้องการความแม่นยำไว้ใจได้

หรือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้หมด ด้วยสเปคภายในที่ครบครัน แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเบาแล้ว แถมยังมีการรับประกันถึง 3 ปีอีกด้วย แบบ On-site Service คือมารับมาส่งถึงบ้านเลย นอกจากนี้ยังมี Call Center ช่วยบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 33
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 51
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 50
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 49
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 58
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 12
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 22
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 23
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 36

Keyboard / Touchpad

ส่วนของคีย์บอร์ดนั้น Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook มาตรฐานเป็นคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size ตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีดำสกรีนตัวอักษรสีขาว มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีเด้งรับกับนิ้วมือได้เยี่ยมยอดจากระยะที่ลึก ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น ตอบสนองได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ก็ถือว่าดีมากๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คปกติทั่วไป ช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด

สมกับเป็นสาย Commercial ในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียวทั้งในที่มืดๆ หรือแสงน้อย ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่แยกออกไปอยู่ที่มุมขวาบน ซึ่งข้อดีก็คือมั่นใจได้ว่าจะไม่ไปเผลอกดระหว่างการใช้งานแน่นอน พร้อมมีไฟส่องสว่างให้เห็นสถานะ

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 9

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี โดยมีการจับความเคลื่อนไหวว่าผู้ใช้กำลังพิมพ์ข้อความอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่า ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 13
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 14
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 37

Screen / Speaker

Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 15″ ขอลบางเฉียบ InfinityEdge ทัชสกรีนได้ 10 จุดพร้อมกัน สัดส่วน 16:9 ตามมาตรฐาน ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS เทคโนโลยี Truelife ให้สีสันที่สวยงามสมจริงเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบชัดเจน โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว

ประกอบกับด้วยความที่ดีไซน์หน้าจอบางทั้ง 4 ด้านส่งผลให้ประสบการณ์การใช้งานที่ค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียว อีกทั้งได้กล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟน 4 ตัวเพื่อใช้งาน VDO Call ได้ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมใช้กล้อง IR ทั้งเข้าใช้งาน Windows Hello ตรวจจับว่าเราเข้ามาใกล้เครื่องหรือไม่เพื่อปลุกเครื่องให้ตื่น และล็อคเครื่องอัตโนมัติหากเราเดินออกไปไกล พร้อมมี Intelligent Audio ปรับแต่งเสียงโดยอิงกับเสียงรบกวนรอบข้างด้วย

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 8

โดดเด่นด้วยกระจกแบบ Gorilla Glass 5 ที่แข็งแรงทนทานลดแสงสะท้อน พร้อมรองรับปากกา Dell Premium Active Pen (PN579X) รองรับเทคโนโลยี Wacom AES 2.0 technology ที่แรงกด 4096 ระดับ ให้ความรู้สึกดีเยี่ยมกว่าปากกาสไตลัสทั่วไป ไว้เขียนไว้จดหรือวาดรูปก็ทำได้ อีกทั้งมีการใส่ยางขอบจอมาตลอดแนวของจอเลย ต่างจากโน๊ตบุ๊คอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งยางนี้จะมีประโยชน์ก็ในการซับแรงกระแทกที่เกิดในเวลาที่จอพับอยู่ได้

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 5
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 7
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 6

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebookด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite ได้ค่ามาตรฐานขอบเขตสี sRGB ที่ระดับ 89% และ AdobeRGB ที่ 69% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับมืออาชีพแบบสุดๆ เรื่องของการนำไปใช้งานด้านสีที่เน้นความแม่นยำก็ตอบโจทย์อย่างสุดๆ

ด้วยมาตรฐานของพาเนล IPS ระดับสูง พร้อมได้ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้อยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานทั่วไป เหมาะกับเอาไปทำงานนอกสถานที่หรือนำเสนองาน หรือผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก

s1 10
s3 10
s2 10

 

ลำโพงสเตอริโอเทคโนโลยี Waves MaxxAudio Pro ที่อยู่บริเวณขอบตัวเครื่องด้านข้างทั้งซ้ายและขวาข้างคีย์บอร์ดลักษณะยิงลงขึ้นมาที่ตัวเราโดยตรง ให้เสียงที่ค่อนข้างดี แยกรายละเอียดได้ในระดับที่ดีน่าประทับใจ ถือได้ว่ามีเสียงดังชัดเจนออกแนวใสๆ เน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 55
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 18
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 19

Connector / Thin And Weight

Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook มีมาตรฐานพอร์ตต่างๆ เหนือชั้นกว่ากลุ่ม 2-in-1 Notebook ทั่วไป โดดเด่นด้วย Thunderbolt 3 (USB-C) สุดล้ำ ถ่ายโอนไฟล์ได้ไว พร้อมต่อจอความละเอียดสูงมาตรฐาน DisplayPort ได้ และชาร์จแบตเตอรี่ได้ในตัว (ชาร์จด้วย Power Bank ที่รองรับ PD ก็ได้) ซึ่งมีมาให้ 2 พอร์ต

รวมไปถึงยังมีพอร์ตมาตรฐาน HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ตที่มาพร้อมฟีเจอร์ Sleep Charge ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูล รวมไปถึงชาร์จสมาร์ทโฟน แน่นอนว่ายังมีช่องเชื่อมต่อไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร 

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 32

น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.5 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ที่ชาร์จ (USB-C) เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ กิโลกรัมกว่าๆ เท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แม้ปัจจุบันโน๊ตบุ๊ค 15″ จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2 กิโลกรัมขึ้นไปอยู่แล้ว แต่รุ่นนี้เป็น 2-in-1 Notebook เบากว่ามาตรฐานมากๆ แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะออฟฟิศในองค์กร หรือร้านกาแฟตอนที่ไปพบกับลูกค้า

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 34
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 31
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 60

Multi-Mode

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook พร้อมปากกา Dell Premium Active Pen (PN579X)ที่รองรับแรงกดถึง 4096 ระดับ ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี พร้อมฟีเจอร์การพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 52

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows 10 เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้ และวางบนที่นุ่มๆ ได้อย่างไร้กังวล

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 44

อย่างไรก็ตามสำหรับ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง บานพับนี้ยังผ่านบททดสอบสุดทรหดด้วยการเปิดปิดกว่าหมื่นๆ ครั้ง และการหมุนรอบ 360 องศาอย่างต่อเนื่อง รับประกันเรื่องความทนทานต่อการสึกหรอเมื่อใช้งานจริงๆ ได้เลย

จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ระดับองค์กร พกพาสะดวก ที่มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานที่หลากหลายร่วมกับโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ส่วนสเปกก็ถือว่าแรงพอตัวด้วยชิประมวลผลประหยัดพลังงานอย่าง Intel Core i Gen 10 ซึ่งใช้งานได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเลือก Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ได้เลย

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 41
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 43
Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 45

Performance / Software

Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook เครื่องรีวิวนี้มาพร้อมกับชิปประมวลผลจาก Intel Core i7-10810U ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 1.10 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 4.90 GHz เป็นซีพียูแบบ 6 Core 12 Threads ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรื่องประหยัดพลังงานนั้นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน พร้อมรองรับ Intel vPro Technology เพื่องานระดับองค์กร มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR3L Bus 2133MHz เน้นความสเถียรเป็นหลัก ซึ่งสามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบาย

c1 12.   c2 10

ด้านของการ์ดจอเป็นแบบออนชิปบน Intel Core i Gen 10 อยู่แล้ว ซึ่งการ์ดจอออนบอร์ดจะเป็น Intel UHD Graphic 620 สำหรับประมวลผลทั่วไปเช่นดูหนังหรือฟังเพลง รองรับการประมวลผลกราฟิกระดับ 3 มิติไม่หนักมาก ไม่ว่าจะตัดต่อหนังหรือจะเล่นเกมก็ถือว่าตอบสนองการทำงานได้ดีทีเดียว แม้อาจจะไม่แรงมากเทียบเท่าพวกการ์ดจอแยก แต่ก็พอเพียงกับการใช้งานเล่นเกมประเภทออนไลน์ได้ รวมไปถึงทำงานประมวลผล 3 มิติที่ไม่กินทรัพยากรเกินไปก็พอได้อยู่

g2 7.   g3 1

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นปัจจุบันก็ทำได้ดีใกล้เคียงกัน รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก ส่วนงานพื้นฐานทั่วไปอย่างงานเอกสารต่างๆ ค้นหาข้อมูลอินเตอร์เน็ตก็รองรับได้อย่างลื่นไหลอยู่แล้ว

cine15 8.   cine20 8

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD M.2 NVMe PCIe ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็น่าจะดีได้กว่านี้ กับขนาดความจุ 256GB (เครื่องขายจริงเป็น 512GB) แน่นอนว่าเร็วกว่า HDD 2.5″ SATA 3 แบบทั่วไป ซึ่งถ้าเทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด

เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1737 MB/s และเขียนที่ 1459 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานน้อยไปหน่อย ถ้าเทียบกับราคาค่าตัว อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าเป็นเครื่องเดโม ฉะนั้นแล้วสเปกขายจริงต้องดีกว่านี้แน่นอน

ssd 10

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 3,9694 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ที่แรงกว่ารุ่นทั่วไป อีกทั้งมีการ Optimize มาเป็นอย่างดีจากทาง Dell  เน้นทั้งประสิทธิภาและความสเถียรภาพเป็นหลัก

pc102

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง My Dell โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

dell

รวมไปถึงในส่วนของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ยังมีซอฟต์แวร์ Dell Power Manager ที่คอยเป็นตัวช่วยในการจัดการพลังงาน การชาร์จไฟ สถานะแบตเตอรี่ รวมไปถึงระบบระบายความร้อน ที่เราสามารถเลือกการจัดการได้ ว่าจะใช้งานทั่วไป อัตโนมัติ หรือเร่งรอบพัดลม เพื่อให้ระบายความร้อนได้สูงสุด ตามแต่ลักษณะการใช้งานของเรา

d1

ปิดท้ายด้วย Dell Mobile Connect ซอฟต์แวร์ที่คอยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกการใช้งานระหว่างพีซีและสมาร์ทโฟน  โดยเชื่อมต่อกันผ่านสัญญาณ Bluetooth ซึ่งทำให้การแจ้งเตือนต่างๆ ข้อมความ เบอร์โทร รวมไปถึงการโทรศัพท์ติดต่อ สามารถทำผ่านโน๊ตบุ๊คของ Dell ได้เลย สำหรับ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ก็มีซอฟต์แวร์ตัวนี้ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เรียกได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปทีเดียว

d2 2

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4,000 – 5,000 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) และคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน

อีกทั้งมีฟีเจอร์ Dell ExpressCharge ชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 80% ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง  ส่วนช่องระบายความร้อนของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook จะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ โดยออกแบบให้อยู่ด้านหลังของจอ ทำให้ไม่มีอะไรมาบังทิศทางลมแน่นอน

batt 9

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 35 – 40 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 100 องศาเซลเซียส นับว่าค่อนข้างสูงแต่ไม่มีผลกับการใช้งาน จากการที่ได้ระบบระบายความร้อนของ Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook แม้เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่เคยทำการรีวิวมาก็จริง แต่ในการใช้งานจริงๆ ตัวเครื่องภายนอกก็ไม่ได้ร้อนรบกวนใดๆ

เพราะความร้อนทั่วไปจะอยู่ที่เพียง 30 – 40 องศาเซลเซียสเท่านั้น นับว่า Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook เครื่องนี้จัดการระบบระบายความร้อนออกมาได้ดีมากทีเดียว ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนจาก Dell ที่ดี และชิปประมวลผล Intel ที่สามารถปรับอัตราการกินไฟได้ดีเยี่ยม แน่นอนว่าจากการที่รุ่นนี้ไม่มีการ์ดจอแยกก็มีผลเช่นกัน

temp 10

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับ 2-in-1 Notebook ระดับมืออาชีพอีกหนึ่งรุ่นที่หลายๆ คนซึ่งทำงานในองค์กรให้ความสนใจ อย่าง Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล Latitude 9000 Series ได้เป็นอย่างดี เพราะมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน ที่แม้ว่าอาจจะข้อสังเกตุในเรื่องของราคาค่าตัวที่สูงซักหน่อย (เมื่อเทียบกับสเปกที่ใกล้เคียงกัน) โดยสนนราคาที่ 77,990 บาท แต่ถ้าเทียบกับการใช้งานจริงๆ ก็ถือว่าสมราคา

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 57

ซึ่งสเปกอื่นๆ ในส่วนของ Core i7 จะได้เป็นแรมขนาด 16GB โดยส่วนตัวแล้วแนะนำว่าถ้างบถึงตัว Core i7 ก็จัดรุ่นนี้จะดีกว่า เพราะเราไม่สามารถที่จะอัพเกรดแรมได้ภายหลัง เพราะเป็นแบบฝังบอร์ดมา ยังไงลองไปหาราคาส่วนลดกับตัวแทนจำหน่ายก็น่าจะทำให้ตัดสินใจซื้อสเปก Core i7 ง่ายขึ้นด้วย (อัพเดทราคามาเหลือ 65,000 บาทโดยประมาณ) ซึ่งย้ำกันอีกครั้งสำหรับ Core i7-8665U (Quad Core 1.9GHz, Turbo 4.8GHz, 8MB cache) พร้อมรองรับ Intel vPro Technology  ที่ให้ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย สะดวกต่อการควบคุมจัดการ เสถียรภาพ เหนือชั้นกว่าชิปประมวลผลทั่วไปในตลาดด้วย

Dell Latitude 9510 2 in 1 Review 46

หน้าจอสวยสุดคุณภาพดีสุดๆ ด้วย IPS ความละเอียดเนียนๆ ที่ Full HDค่า sRGB ที่ 94% มีปากกาที่ดีที่สุดอย่าง Dell Premium Active Pen (PN579X) รองรับเทคโนโลยี Wacom AES 2.0 technology สำหรับการเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูง โดยมีการรับประกันถึง 3 ปี แบบ On-site Service คือมารับมาส่งถึงบ้านหรือที่ทำงานเลย นอกจากนี้ยังมี Call Center ช่วยบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย เอาเป็นว่าใครกำลังมองหา 2-in-1 Notebook ที่เชื่อมั่นไว้ใจได้ ตอบสนองความต้องการพร้อมเน้นประสบการณ์ใช้งานที่เหนือระดับโดยไม่กังวลในเรื่องของราคาค่าตัวเมื่อเทียบกับสเปกความแรงล่ะก็ Dell Latitude 7400 2-in-1 น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทีเดียวครับ

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Inspiron มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังได้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ จากการที่ Dell Latitude เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจ แถมยังบางเบาสุดๆ ด้วย ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

award new Design

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพา Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook  ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน้ตบุ๊ตที่เน้นความบางเบา ทั้งในความบางเพียง 13.99 มิลลิเมตรเท่านั้น  และน้ำหนักเบา 1.5 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.8 กิโลกรัม เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ รองรับการเชื่อมต่อครบครัน ชาร์จผ่าน Power Bank ได้ ที่สำคัญที่สุดตัวเครื่องมีความแข็งแรงทนทานด้วย

award new mobility

Best Performance

ด้วยสเปก Dell Latitude 9510 2-in-1 Notebook ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รุ่นพิเศษ อย่าง Intel Core i7-10810U พร้อมรองรับ Intel vPro Technology เพื่องานระดับองค์กรโดยเฉพาะ มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB รวมไปถึง SSD ความเร็วสูง NVMe ความจุ 512GB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้อยู่ในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าด้วย

award new performance

Best Battery Life

แม้ว่าในตัวของ Dell Latitude 7400 2-in-1 จะอัดแน่นไปด้วยสเปกหรือเทคโนโลยีต่างๆ แต่ในเรื่องของการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉลี่ยแล้วถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ได้นานถึงประมาณ 20 ชั่วโมงด้วยกัน ส่งผลให้ได้รางวัล Best Battery Life ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นผลมาจากการที่ Dell ได้ใส่แบตเตอรี่คุณภาพสูง และชิปประมวลผลก็ประหยัดพลังงาน อีกทั้งระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์และ Windows 10 Pro ก็เป็นตัวช่วยจัดการพลังงานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Dell ExpressCharge ชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 80% ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

award new Battery Life

from:https://notebookspec.com/web/545023-review-dell-latitude-9510-2in1-notebook

Lenovo – Promotion Commart 2019 ยกทัพรุ่นใหม่มาลดราคา พร้อมทั้งให้จอง Legion Y7000se ราคาพิเศษ

Lenovo ยกขบวนสินค้า พร้อมโปรโมชั่นจัดหนักที่มีเฉพาะงานนี้เท่านั้น! โปรโมชั่นสุดพิเศษในงาน Commart Joy 2019 ที่บูธ Lenovo ณ ไบเทค บางนา ตั้งแต่วันที่ 4 – 7 กรกฎาคม 2562 นี้ โดยมาพร้อมกับสินค้าราคาพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Legion Y540 ในราคาเริ่มต้นที่ 28,990 บาท หรือ L340 ในราคาเริ่มต้น 21,990 บาท พร้อมของแถมเพียบ และส่วนลดหน้างานสุดพิเศษ อีกทั้งยังเปิดจอง Legion Y7000se ในราคา 36,990 บาทแบบจำกัดจำนวนอีกด้วย

นอกเหนือจากนี้ยังมี Notebookสายบางเบาอย่าง ideapad รุ่นใหม่และ 2-in-1 อย่าง YOGA มาจัดโปรโมชั่นพิเศษกันด้วย รวมถึงยังนำ Legion Y530 มาจัดโปรโมชั่นลดราคาจัดหนักกันเลย ส่วนในบทความนี้จะมีรายละเอียดอะไรบ้าง ไปชมกัน

Lenovo Brochure Commart Joy 2019

Lenovo Legion Y540 รุ่นใหม่ ราคา 28,990 – 33,990 บาท

Lenovo Legion Y540 รุ่นใหม่มาแล้ว มาพร้อมกับสเปก Intel Core i Gen 9 อย่าง i5-9300H และ i7-9750H ส่วนการ์ดจอก็เป็น GTX 1650 สำหรับแรมเหมือนกันเลยก็คือ 8GB และ SSD M.2 NVMe 256GB และ HDD 1TB ได้ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ส่วนราคานั้นก็อยู่ที่ 28,990 – 33,990  บาท นับได้ว่ามีความน่าสนใจมากๆ

 

Lenovo Legion Y530 ราคา 22,990 – 35,990 บาท

Lenovo Legion Y530 Notebook Gaming รุ่นก่อน  มาพร้อมกับสเปก Intel Core i Gen 8 อย่าง i5-8300H และ i7-8750H ส่วนการ์ดจอก็เป็น GTX 1050Ti และ GTX 1060 สำหรับแรมเหมือนกันเลยก็คือ 8GB และ HDD 1TB หรือ SSD M.2 NVMe 512GB หรือ SSD M.2 NVMe 128GB + HDD 1TB ได้ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ส่วนราคานั้นก็อยู่ที่ 22,990 – 35,990  บาท แม้จะเป็นรุ่นเก่าแต่ก็นับได้ว่ามีความน่าสนใจมากๆ

Lenovo Ideapad L340 รุ่นใหม่ ราคา 21,990 บาท

Lenovo Ideapad L340 Notebook Gaming รุ่นใหม่ในราคาประหยัด มาพร้อมกับสเปก Intel Core i Gen 9 อย่าง i5-9300H ส่วนการ์ดจอก็เป็น GTX 1050 3GB สำหรับแรมให้มา 8GB และ HDD 1TB ได้ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที แถมคีย์บอร์ดยังมีไฟสีฟ้าอีกต่างหาก ส่วนราคานั้นก็อยู่ที่ 21,990 บาท ทำให้เป็น Notebook Gaming ราคาประหยัดที่น่าสนใจทีเดียว

Lenovo Ideapad S530 รุ่นใหม่ ราคา 30,990 บาท

Lenovo Ideapad S530 ideapad รุ่นใหม่พร้อมคอนเซ็ปตืบางเบาแต่ทรงพลัง มาพร้อมกับสเปค Intel Core i Gen 8 อย่าง i5-8265U ส่วนการ์ดจอเป็นออนบอร์ด Intel UHD Graphics 630 แรมให้มา 8GB และ SSD M.2 NVMe 512GB ได้ Windows 10 แม้ ใช้งานได้ทันที ด้วยการที่มีหน้าจอขนาด 13.3นิ้ว และน้ำหนักอยู่ที่ 1.49KG ทำให้เป็น ultrabook ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยราคา 30,990 บาท ฟรี Creative Nuni Micro Bluetooth Speaker ให้อีกด้วย

Lenovo Ideapad 330s ราคา 13,990 – 23,990 บาท แถม Mouse Lenovo 300

Lenovo Ideapad 330s Notebook สายบางเบาที่สเปคไม่เบา มาพร้อมกับสเปก Intel Core i Gen 7 และ Gen 8 อย่าง i3-7020U, i5-8250U และ i7-8550U ส่วนการ์ดจอก็เป็น AMD Radeon 535, Radeon 540 และ GTX 1050 4GB ส่วนแรมให้มา 4GB เหมือนกันหมด ยกเว้นรุ่นที่ใช้การ์ดจอ Radeon 540 ที่ให้มา 8GB และ HDD 1TB หรือ HDD 1TB + 16GB OPTANE หรือ SSD 512GB ได้ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ในส่วนของราคาอยู่ที่ 13,990 – 23,990 บาท

 

Lenovo Ideapad 320s ราคา 21,990 บาท

Lenovo Ideapad 320s สายพกพา ด้วยน้ำหนัก 1.2KG และหน้าจอขนาด 13.3นิ้ว มาพร้อมกับสเปค Intel Core i Gen 8 อย่าง i5-8250U ส่วนการ์ดจอเป็นออนบอร์ด Intel UHD Graphics 620 แรมให้มา 8GB และ SSD M.2 NVMe 256GB ได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันที สนนราคาอยู่ที่ 21,990 บาท ซึ่งเป็นตัวที่น่าสนใจมากหากกำลังหาเครื่องพกพาง่าย น้ำหนักเบาอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Lenovo Ideapad 530s กับส่วนลด 6000 บาท เหลือ 23,990 บาท

Lenovo Ideapad 530s ที่เหมือนเป็นรุ่นอัพเกรดของ 320s มาพร้อมกับสเปค Intel Core i Gen 8 อย่าง i5-8250U ส่วนการ์ดจอเป็น MX 150 แรมให้มา 8GB และ SSD M.2 512GB ได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันที ด้วยการที่มีน้ำหนัก 1.49KG การ์ดจอแยก และ SSD 512GB ทำให้เป็นเครื่องที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากได้เครื่องเบาแต่สเปคไม่เบาอย่างมาก

Lenovo Ideapad YOGA 530 ราคา 17,990 – 27,990 บาท

Lenovo Ideapad YOGA 530 Notebook 2-in-1 ราคาไม่แรง มาพร้อมกับสเปค Intel Core i Gen 7 และ Gen 8 อย่าง i3-7020U และ i5-8250U ส่วนการ์ดจอรุ่นที่เป็น i3 นั้นเป็นการ์ดจอออนบอร์ด Intel HD Graphics 620 ส่วนรุ่น i5 จะเป็น MX130 ส่วนของแรมรุ่น i3 นั้นให้มา 4GB ส่วน i5 ให้มา 8GB และได้ SSD 128 – 512GB ได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันที ในราคา 17,990 – 27,990 บาท ซึ่งใครอยากได้ Notebook จอสัมผัสก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี โดยในรุ่นราคา 27,990 นั้นจะแถมหูฟัง JBL T110 ให้ด้วย

Lenovo YOGA S730 ราคา 29,990 – 33,990 บาท แถมหูฟัง JBL T110 wireless

Lenovo YOGA S730 Notebook 2-in-1 น้ำหนักเบาจัด มาพร้อมกับสเปค Intel Core I Gen 8 อย่าง i5-8265U และ i7-8565U ส่วนการ์ดจอเป็นออนบอร์ด Intel UHD Graphics 620 แรมให้มา 8GB และ SSD M.2 NVMe 512GB เหมือนกัน ได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันที ด้วยความที่มีหน้าจอขนาด 13.3นิ้วและน้ำหนักอยู่ที่ 1.08KG ทำให้เหมาะแก่การพกพาไปใช้นอกสถานที่ได้อย่างดี

Lenovo YOGA C930 ราคา 69,990 บาท แถม Creative Speaker D200

Lenovo YOGA C930 Notebook 2-in-1 ระดับพรีเมี่ยม หน้าจอ 4K UHD มาพร้อมกับสเปค Intel Core i Gen 8 อย่าง i7-8550U แรมให้มาถึง 16GB และ SSD M.2 NVMe 512GB ได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันที พร้อมรองรับ Lenovo Active Pen ราคา 69,990 บาท สำหรับ Notebook ระดับพรีเมี่ยมถือเป็นตัวที่น่าสนใจไม่น้อย

ในส่วนของแถมนั้น จะแถมตามแต่ที่ทาง Lenovo กำหนดรุ่นเอาไว้อีกทั้งยังมีของแถมตามแต่ที่ร้านจะแถมเพิ่มให้ด้วย เช่น

หากซื้อ Notebook Gaming ก็จะได้รับ Lenovo Legion Kit 3 อย่างคือ กระเป๋า เมาส์และแผ่นรอง

หากซื้อเครื่องกับ Advice ก็จะมี Gift Set ของ Advice แถมเพิ่มให้ด้วย

อีกทั้งในงานยังมีการเปิดให้จอง Lenovo Legion Y7000se ในราคาพิเศษที่ 36,990 บาท อีกด้วย ซึ่งรับจำนวนจำกัด หากอยากได้ก็คงต้องรีบกันหน่อยนะครับ

from:https://notebookspec.com/lenovo-promotion-commart-2019/487286/

Review – HP ENVY x360 โน้ตบุ๊ค 2-in-1 สุดพรีเมียม น้ำหนักโคตรเบา สเปค Ryzen 5 เพียง 29,990 บาท

หากเพื่อนๆ จำกันได้ปกติแล้วอัลตร้าบุ๊คตระกูล ENVY นั้นถือเป็นอัลตร้าบุ๊คระดับ Hi-End ที่มีราคาสามหมื่นสี่หมื่นบาทขึ้นไป และนี่เป็นครั้งแรกที่ HP ได้ออกตัว ENVY x360 ที่เป็นโน้ตบุ๊ค 2-in-1 ในราคาเพียง 29,990 บาทเท่านั้น อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งบอกเลยครับว่าเป็นโน้ตบุ๊ค 2-in-1 ที่ขายดีที่สุดในงานคอมมาร์ทครั้งที่ผ่านมาก็ว่าได้

โดยรุ่นที่มีงานได้มารีวิวนั้นจะเป็นรุน HP ENV24Y x360 13 รหัส ag0000AU ที่ใช้สเปคเป็นค่ายแดง AMD Ryzen 5 2500U การ์ดจอออนบอร์ด VEGA 8 ประสิทธิภาพใช้ได้ ควบคู่กับ Ram 8 GB และ SSD m.2 256 GB PCIe NVMe ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส  13.3 นิ้ว Full HD IPS 60 Hz พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 29,900 บาท ประกัน 2 ปี On-Site รีวิวข้างในจะเป็นยังไงบ้างไปดูกันเลยครับ

from:https://notebookspec.com/review-hp-envy-x360-13/456292/

[PC] IDC วิเคราะห์ 1 ใน 5 คอมพิวเตอร์ PC ภายในปี 2020 จะเป็นแบบ 2-in-1 !!

เมื่อไม่นานผ่านมานี้ทาง IDC บริษัทวิเคราะห์ตลาดชื่อดังได้เปิดเผยข้อมูลการคาดการของเครื่องคอมพิวเตอร์ PC ที่จะถูกจำหน่ายและซื้อไปใช้งานภายในช่วงปีนี้ไปจนถึงปี 2020 ครับว่า 1 ใน 5 เครื่องเครื่องคอมพิวเตอร์ PC นั้นจะอยู่ในรูปแบบของ 2-in-1 หรือโน๊ตบุ๊ตที่สามารถถอดส่วนของคีย์บอร์ดออกจากหน้าจอแล้วสามารถใช้หน้าจอทำงานในลักษณะแท็บเล็ตได้ด้วย โดยทาง IDC นั้นได้ให้รายละเอียดของข้อมูลเอาไว้ว่าในปี 2015 ที่ผ่านมานั้นอุปกรณ์จำพวกนี้สามารถที่จะแย่งส่วนแบ่งในตลาดไปได้ 5% แต่พอไปถึงช่วงปี 2018 นั้นอุปกรณ์จำพวกนี้จะสามารถที่จะแย่งส่วนแบ่งในตลาดไปได้มากถึง 51% ครับ(เมื่อรวมเอาอุปกรณ์ประเภทนี้เข้ากับยอดขายของแท็บเล็ตแบบจริงๆ ด้วยครับ)

Surface Book

ทาง IDC ได้ให้เหตุผลเอาไว้ครับว่าที่ยอดส่วนแบ่งในตลาดของอุปกรณ์ชนิดนี้(เมื่อรวมกับแท็บเล็ต) เพิ่มขึ้นสูงขนาดนี้นั้นเนื่องจากว่าความต้องการของคอมพิวเตอร์ PC แบบแท้ๆ นั้นยังคงจะเผชิญกับความต้องการที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ ด้วยความที่ว่าความต้องการของตลาดนั้นจะเน้นไปที่อุปกรณ์ที่มาพร้อมกับ From Factor ที่มีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้มากกว่า ซึ่งภายในปี 2020 นั้นเมื่อนับเฉพาะโน๊ตบุ๊คแบบ 2-in-1 เพียงอย่างเดียวนั้นทาง IDC คาดว่ามันจะสามารถครองส่วนแบ่งในตลาดได้มากถึง 20% ของอุปกรณ์จำพวกคอมพิวเตอร์ PC ทั้งหมด(ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 นั่นเองครับ)

ทาง IDC บอกเพิ่มเติมต่อครับว่า Windows 10 ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ทั้งในรูปแบบแท็บเล็ตและโน๊ตบุ๊คได้เป็นอย่างดีนั้นจะเป็นตัวเร่งที่ทำให้อุปกรณ์จำพวก 2-in-1 สามารถที่จะทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดย Windows 10 อาจจะไม่ได้ช่วยให้การอัพเกรดคอมพิวเตอร์ PC เก่าเป็นไปได้ตามที่ทาง Microsoft ต้องการมากเท่าไรนักแต่ทว่าผลของ Windows 10 นั้นจะไปทำให้ผู้ใช้หันไปสนใจอุปกรณ์จำพวก 2-in-1 มากกว่าแทนครับ ทั้งนี้ในปี 2020 นั้นทาง IDC ได้บอกเอาไว้ว่าเมื่อรวมเอาส่วนแบ่งในตลาดของอุปกรณ์ประเภท All-in-ones, 2-in-1 และ ultraslim notebooks เข้าด้วยกันแล้วอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้น่าจะครองส่วนแบ่งในตลาดได้มากถึง 47.1% ครับ

หมายเหตุ – อย่างไรก็ตามทาง IDC ค่อนข้างที่จะบอกไว้ครับว่า Microsoft สามารถที่จะทำให้ Windows 10 นั้นมาถูกทางในการใช้งานกับอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊ค(กระทั่งคอมพิวเตอร์ PC เอง) โดยหากเทียบกับ Windows 8 แล้ว Microsoft ทำได้ดีกว่าเดิมมากครับ

หมายเหตุ 2 – ทาง IDC ระบุในส่วนของของข้อมูลการประมาณการดังกล่าวว่าเป็นการประมาณการเฉพาะในตลาดทางฝั่งยุโรปตะวันตกเท่านั้นครับ

ที่มา : theregister.co.uk

from:http://notebookspec.com/one-in-five-pcs-will-be-a-tablet-with-detachable-keyboard-by-2020/342787/

HP Spectre x2 ปี 2015 โน๊ตบุ๊คแบบ 2-in-1 ชิป Core m ในรูปแบบของ Surface Pro แต่ถูกกว่า

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ Microsoft ก็ว่าได้ครับกับผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ Surface ที่สามารถสร้างกระแสโน๊ตบุ๊คแบบ 2-in-1 ที่สามารถใช้งานในรูปแบบทั้งแท็บเล็ตและโน๊ตบุ๊คได้ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดของ Microsoft Surface Pro นั้นก็คือราคาของมันค่อนข้างจะอยู่ในระดับบนไปหน่อยครับ ด้วยสาเหตุดังกล่าวผู้ผลิตอย่าง HP จึงได้เห็นช่องว่างในตลาดและทำการเปิดตัว Spectre x2 ที่มีราคาถูกกว่าและสเปคต่ำกว่า Surface Pro ของทาง Microsoft ออกมาครับ

HP Spectre x2 600 01

จะว่าไปแล้ว Spectre x2 นั้นก็ไม่ใช่โน๊ตบุ๊คแบบ 2-in-1 ของ HP รุ่นแรกที่มีวางจำหน่ายในตลาดครับ แต่ด้วยการเพิ่มฐานตั้งตรงส่วนของหน้าจอมาทำให้ Spectre x2 นั้นดูเหมือนกับ Surface Pro มากขึ้น หน้าจอของ Spectre x2 นั้นก็มีขนาดอยู่ที่ 12 นิ้วใกล้เคียงกับ Surface Pro ครับ สิ่งหนึ่งที่ทาง HP จะเหนือกว่า Microsoft หน่อยก็คือในชุดจำหน่ายของ HP Spectre x2 นั้นจะมีคีย์บอร์ดแถมมาให้ด้วยในตัวครับ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียงเงินซื้อเพิ่มแต่อย่างใด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

HP Spectre x2 600 03

HP Spectre x2 600 04

สำหรับสเปคของ HP Spectre x2 มีดังต่อไปนี้ครับ

  • หน้าจอขนาด 12 นิ้วรองรับการสัมผัสและมีตัวเลือกความละเอียดหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 1,920 x 1,080 pixels
  • หน่วยประมวลผลของ Intel Gen-6 Core M3, M5 และ M7
  • หน่วยความจำ(RAM) มีตัวเลือกขนาด 4 GB และ 8 GB
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายในแบบ SSD มีตัวเลือกขนาดความจุ 128 GB, 256 GB และ 512 GB
  • ชิปกราฟิกเป็นแบบ integrated บนหน่วยประมวลผล Intel Core M Gen-6(ความเร็วขึ้นอยู่กับรุ่น)
  • รองรับการเพิ่มแหล่งเก็บข้อมูลผ่าน microSD Card
  • มาพร้อมกับพอร์ทเชื่อมต่อแบบ USB Type-C จำนวน 2 พอร์ท
  • มาพร้อมกับ Dongle ภายในชุดจำหน่ายซึ่งตัว Dongle จะรองรับการเชื่อมต่อมาตรฐาน USB-A
  • มีกล้องมาถึง 3 ตัวโดยกล้องหลักจะรองรับความละเอียด 8 MP สำหรับถ่ายและสนับสนุนเทคโนโลยี กล้องรอง 2 ตัว รองรับความละเอียด 5 MP สำหรับการถ่ายภาพแบบ stereoscopic shots(ด้วยความที่กล้องหลักที่รองรับความละเอียด 8 MP จะอยู่ทางด้านหลังดังนั้นคาดว่า HP Spectre x2 จะไม่รองรับฟีเจอร์ Windows Hello บน Windows 10)
  • สนับสนุนการใช้งานปากกาสไตลัสของ Wacom active pen(โดยตัวหน้าจอสัมผัสของ HP Spectre x2 รองรับการแยกแยะแรงกดได้)
  • น้ำหนักตัวหน้าจออยู่ที่ 839.15 g โดยจะมีความหนาของตัวหน้าจออยู่ที่ 8 mm
  • คีย์บอร์ดแยกจะมีส่วนของลำโพงเสริมที่เมื่อเชื่อมต่อกับส่วนของหน้าจอแล้วจะทำให้ได้เสียงที่ดีกว่าเดิม โดยจะมีลำโพงอยู่ที่ส่วนหน้าจอ 2 ตัวและที่คีย์บอร์ดอีก 2 ตัว(เชื่อมต่อแล้วจะทำงานร่วมกัน และลำโพงเป็นของ Bang & Olufsen)
  • ปุ่มบนคีย์บอร์ดแยก จะมีระยะห่างกัน 1.5 mm และเป็นคีย์บอร์ดแบบที่ไม่มีปุ่ม numpad มาให้(เหมือนโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอเล็กตามปกติ)
  • น้ำหนักเมื่อเชื่อมต่อหน้าจอเข้ากับคีย์บอร์ดจะอยู่ที่ 1.22 kg
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง
  • มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Windows 10

HP Spectre x2 600 05

HP Spectre x2 600 06

HP Spectre x2 600 07

HP Spectre x2 600 08

HP Spectre x2 จะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ $800 หรือประมาณ 28,800 บาท โดยใน Spectre x2 ทุกรุ่นนั้นจะรองรับการใส่ Sim และสามารถใช้งานดาต้าผ่านเครือข่าย 4G LTE ซึ่งในสหรัฐอเมริกานั้น HP บอกว่าจะรองรับคลื่นของโอเปอร์เรเตอร์ Verizon โดยผู้ใช้จะต้องซื้อแผนการใช้งานดาต้าแยกต่างหาก(ไม่ได้มีโปรแถมมาให้ด้วย) สำหรับกำหนดการจำหน่ายอย่างเป็นทางการนั้นทาง HP ยังไม่ได้ทำการแจ้งออกมาแต่อย่างใดครับ

ที่มา : engadget

from:http://notebookspec.com/the-hp-spectre-x2-is-like-the-surface-pro-but-cheaper-and-lower-specced/316173/