คลังเก็บป้ายกำกับ: 1._NOTEBOOK_NEWS

Notebook 2019 – Killer AX1650 Wi-Fi 6 บนเครื่อง Alienware ตัวใหม่วิ่งได้แรงถึง 2.4 Gbps

โมดูล Killer WLAN AX1650 ตัวใหม่นั่น จะสามารถส่งข้อมูลไร้สายได้เร็วสูงถึง 2.4 Gbps สูงกว่า ตัวเก่าอย่าง 1550 พร้อมกับลดความหน่วงลงถึง 3 เท่า

Killer AX1650

Killer AX1650 Wi-Fi 6 บนเครื่อง Alienware ตัวใหม่วิ่งได้แรงถึง 2.4 Gbps

ถึงแม้ว่าจะอยู่ในจุดที่มีการใช้ Wi-Fi อย่างหนาแน่นก็ตาม ยังสามารถที่จะหยุดกิจกรรมที่ไม่สำคัญเอาไว้ก่อน เมื่อมีการใช้งานด้านการเล่นเกม จะลดภาระการทำงานของ CPU, RAM และจัดการทุกอย่างให้อัตโนมัติ

นอกจากนั้นยังมี ฟีเจอร์เด็ดอย่าง Killer xTend สำหรับโครงข่ายเน็ตเวิร์ก และ DoubleShot Pro เพื่อความเร็วสัญญาณที่มากขึ้น เมื่อใช้ร่วมกันกับทั้งแบบสายและไร้สาย

โดยโมดูลตัวใหม่นี้จะออกให้กับ Alienware Area-51m, Alienware m17 และ Alienware m15 ส่วน MSI จะตามมาทีหลัง

ที่มา notebookcheck.net

from:https://notebookspec.com/killer-ax1650-wi-fi-6/478486/

โฆษณา

Acer – หลุดข้อมูล Predator Helios 300 สเปก i7-9750H + GTX 1660 Ti ราคา 39,990 บาท แต่เดี๋ยวนะ ?

ก่อนหน้านี้ทาง Acer ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับ Predator Helios 300 ปี 2019 ในงาน next@acer หลักๆ แล้วจะเป็นการพูดถึงดีไซน์และฟีเจอร์ โดยยังไม่พูดถึงสเปกเต็มๆ นั่นก็เป็นเพราะ Predator Helios 300 ปี 2019 เลือกใช้ชิปประมวลผลและการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดที่ยังไม่เปิดตัว ทำให้ยังลงรายละเอียดไม่ได้มากนัก มาในตอนนี้เริ่มมีข้อมูลหน้าสเปกหลุดออกมาแล้ว แต่แอดมินโป้งก็สงสัยอยู่ ว่าทำไมข้อมูลภาพที่ออกมายังเป็นรุ่นดีไซน์เดิม ซึ่งเป็นขอบจอหน้าอยู่ โดยก่อนหน้านี้รหัส PH315-52 เป็นดีไซน์ใหม่ไปแล้วนะ

สำหรับสเปก Predator Helios 300 ปี 2019 ที่หลุดออกมาจากทางเว็บไซต์ Acer US เอง ข้อมูลก็ตามภาพเลย แน่นอนว่าใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 9 อย่าง i7-9750H ที่แรงกว่า i7-8750H รุ่นก่อน และการ์ดจอก็จะมีเป็น GeForce GTX 1660Ti (6GB GDDR6) โดยแรมใส่แรมมาที่ขนาด 16GB DDR4 2666 MHz ส่วนของฮาร์ดดิสก์เป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS แบบ 144Hz 3ms ที่ความจุแบตเตอรี่ 3720 mAh พร้อมอแดปเตอร์จ่ายไฟ 180Watt สำหรับตัวเครื่องมีน้ำหนักที่ 2.5 กิโลกรัม ?!?!? คือรุ่นดีไซน์เดิมต้อง 2.7 กิโลกรัมสิ

เรียกได้ว่างงกันไปเลย ส่วนตัวคาดว่าเว็บ Acer US เองอาจจะยังไม่ได้อัพเดทเป็นภาพที่เป็นดีไซน์ใหม่ อย่างที่เคยเห็นใน Predator Helios 300 ปี 2019 ที่ออกมาแล้ว เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ – 17.3″ แบบขอบจอบาง ด้วยการปรับดีไซน์ทั้งหมดให้ไปในทิศทางเดียวกับ Predator รุ่นอื่นๆ ที่มีความดุดันล้ำสมัยกว่ารุ่นก่อนชัดเจน มาพร้อมความสดใหม่มีไฟคีย์บอร์ด RGB 4 โซน ตัวเครื่องนั้นเป็นทรงแบบเหลี่ยมมุมตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งดูแล้วมีความสมมาตรลงตัว มาพร้อมกับวัสดุผสมระหว่างอลูมิเนียมและแมกนีเซียม มาในโทนสีดำอย่าง Obsidian black สลับกับสีฟ้าบางส่วนอย่างโลโก้และฟินระบายความร้อน

รวมไปถึง Predator Helios 300 ปี 2019 ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade Gen 4 ใช้พัดลม 3 ตัว ตัวละ 59 ใบพัดขนาด 0.1 มิลลิเมตร ออกแบบพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกการบินที่เงียบสนิทและทรงพลังชีวจักรกล ปลายใบพัดลมของเราจึงมีรอยหยักเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น พร้อมช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผล (พัดลม 1 ตัว) และการ์ดจอ (พัดลม 2 ตัว) ด้วย Heat Pipes ที่ใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

สำหรับราคา Predator Helios 300 ปี 2019  ที่หลุดออกมาล่าสุดคือ $ 1199.99  หรือคิดเป็นเงินไทยก็ตกประมาณ 39,900 บาท ก็ถือว่าราคาได้อยู่ถ้าเป็นดีไซน์ใหม่ ยังไงก็เชื่อว่าไม่น่าจะขายสเปกใหม่อย่าง i7-9750H + GTX 1660 Ti  กับดีไซน์เก่าขอบจอหนาแล้วนะครับ ยังไงรอชมข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เราจะมาอัพเดทกันอีกทีแล้วกัน

ที่มา : Acer US

from:https://notebookspec.com/geforce-gtx-1660-ti-confirmed-thanks-to-official-acer-predator-helios-300/478493/

HP – นำเสนอ Sure Sense ซอฟต์แวร์ AntiVirus ที่ทำงานด้วย Deep Learning เตรียมใน EliteBook รุ่นใหม่

HP ได้นำเสนอ ซอฟต์แวร์ AntiVirus ที่มีความปลอดภัยสูงสุด ที่เหนือกว่า HP Sure Start, Sure View และ Sure Click ในชื่อ Sure Sense โดยจะนำลงในโน๊ตบุ๊ค EliteBook ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

Sure Sense ซอฟต์แวร์ AntiVirus ที่ทำงานด้วย Deep Learning จากทาง HP

สำหรับ Sure Sense เป็นซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสแบบเรียลไทม์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับไวรัส โดยจะแตกต่างจากโปรแกรมป้องกันไวรัสทั่วไป เพราะระบบจะทำการตรวจจับไวรัสได้อย่างดียิ่งขึ้น และยังสามารถเรียนรู้ประเภทของไวรัสที่ตรวจจับได้ สำหรับอัลกอริทึ่ม AI นี้จะถูกติดตั้งลงใน ชิป พิเศษ ที่อยู่ในตัวเครื่อง ด้านประสิทธิภาพของ AI นั้นจะสามารถที่จะเรียนรู้ไวรัสชนิดใหม่ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอัพเดท หรือ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตใดๆ โดยจะใช้การประมวลผล CPU แค่ 1% เท่านั้น

เนื่องจาก Sure Sense ต้องการชิปแล็ปท็อป EliteBook รุ่นล่าสุดเท่านั้นที่รองรับคุณสมบัตินี้ ได้แก่ EliteBook 800 G6, EliteBook x360 830 G6 และ HP ZBook 14u / 15u รุ่นเก่าบางรุ่นสามารถอัปเดตเพื่อรองรับ Sure Sense ได้ รวมถึง EliteBook x360 1030 G3 และ EliteBook x360 1040 G5

ที่มา: notebookcheck.net

 

from:https://notebookspec.com/sure-sense-antivirus/478331/

ASUS TUF Gaming FX95DD โน้ตบุ๊คเล่นเกมสเปก AMD Ryzen 7 3750H + GTX1050 ราคา 26,000 บาท

มากันอย่างต่อเนื่องสำหรับ Gaming Notebook ที่น่าจับตามองของทาง ASUS อย่าง ASUS TUF Gaming FX95DD ที่เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมสเปก AMD Ryzen 7 3750H + NVIDIA GeForce GTX1050 โดยเป็นการรวมตัวกันระหว่าง 2 ค่ายที่เป็นคู่แข่งกันอย่าง AMD ในส่วนของชิปประมวลผล CPU และการ์ดจอ GPU ของ NVIDIA ที่ก่อนหน้านี้เราได้เห็นกันมาในรุ่น ASUS A570 แต่สเปกเป็น AMD Ryzen 5 2500U + GTX 1050 ที่นับว่าดี แต่ก็อาจจะไม่สุด

อีกทั้งไม่นานมานี้เราได้เห็นถึงการมาของ ASUS TUF Gaming FX505DY กันไปแล้ว ที่เป็น Gaming Notebook ราคาแค่ 19,990 – 21,990 บาท สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 3550H และการ์ดจอ AMD Radeon RX560X ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นการมาครั้งแรกของชิปประมวลผล AMD ที่เป็นระดับ Gaming ตระกูล H อย่าง Ryzen 5 3550H ซึ่งพร้อมขายจริง โดดเด่นด้วยความแรงและเทคโนโลยีการผลิตที่ดีกว่าที่ 12 นาโนเมตร ทำให้ร้อนน้อยกว่ากินไฟตัวกว่าอีกด้วย มาพร้อมการ์ดจอตัวแรงเล่นเกมลื่นอย่าง RX560X อีกด้วย

ล่าสุดเจอรุ่นใหม่รุ่นเด็ดอีกแล้วในเว็บไซต์ ASUS ประเทศจีนกับ ASUS TUF Gaming FX95DD ที่มีต้นแบบดีไซน์มาจาก ASUS TUF Gaming FX505DY เลย แต่มีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อยเช่นลวดลายฝาหลัง โดยมาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H ที่แรงกว่า Ryzen 5 3550H สถาปัตยกรรม Zen+ มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม 12 nm ความเร็ว 2.3 – 4.0 GHz แบบ 4 Core/ 8 Thread ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดที่เป็น Radeon RX Vega 10 ส่วนการ์ดจอก็อย่างที่รู้กันดีคือ GTX 1050 ถึงความแรง (แต่เป็น GDDR5 3GB) ส่วน RAM ขนาด 8GB และให้ SSD ความจุ 512GB เป็นมาตรฐาน

หน้าจอขนาด 15.6″ ขอบจอบางที่ 6.5 มิลลิเมตร ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ที่ 120 Hz อีกทั้งยังได้เทคโนโลยีหน้าจอ 120Hz ส่งผลทำให้เล่นเกมได้สมบูรณ์แบบยิ่งกว่า ลื่นไหลดีกว่า 60Hz ทั่วไป พร้อมความบางเบาที่ 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ที่แม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีความใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนๆ มาก พบกับความต่างแบบเห็นได้ชัดเจนว่ามีขนาดเล็กกว่าพอตัว เหมือนอย่างใน ASUS TUF Gaming FX505DY

นอกจากนี้คาดว่ายังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบระบายความร้อนก็ใช้ระบบ Hyper Cool สามารถปรับเร่งรับได้ ฟินระบายความร้อนสีแดง พร้อมมี Anti-Dust Tunnel สำหรับเป่าฝุ่นออกมาให้อีกด้วย จัดเต็มจริงๆ ให้มาครบไม่มีกั๊ก ส่วนของคีย์บอร์ดจะให้ไฟเป็นแบบสีแดงสีเดียว ปุ่ม WASD ทำไฮไลท์สีแดงไว้ สามารถรองรับการกดได้ 20 ล้านครั้ง Travel Key 1.8 mm การวางเลเอาท์จะเหมือนกับคีย์บอร์ดแยกจริงๆ รวมถึงความทนทานก็จัดเต็ม อาทิ ความกดอากาศ อุณหภูมิร้อนเย็น ตกกระแทรก การสั่นสะเทือน และความชื้น

สำหรับราคาของ ASUS TUF Gaming FX95DD ที่เปิดเผยออกมานั้น อยู่ที่ $866 หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 26,000 บาท รวมไปถึงไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะได้การ์ดจอที่เป็น GTX 1660Ti / GTX 1660 / GTX 1650 มาในรุ่นอื่นๆ ก็เป็นได้ เชื่อได้ว่ามีความคุ้มค่ามากๆ ทีเดียว คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเข้าไทยไหม แล้วจะเข้าเมื่อไหร่ และตลาด Gaming Notebook ที่เป็น Intel + NVIDIA จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องคอยติดตามกันดู !!!

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/asus-reveals-fx95dd-laptop-with-amds-ryzen-7-3750h-and-nvidias-geforce-gtx-1050/478309/

Asus – ZenBook S13 UX392 สุดยอด Ultrabook ขอบจอบางสุดทั้ง 4 ด้าน ขนาด 13.9″ เบา 1.08 โล

เมื่อปีก่อน 2018 ทาง ASUS ได้ส่ง ASUS ZenBook S UX391 มาทำตลาดโน้ตบุ๊คบางเบาพรีเมียม ดีไซน์สวยล้ำหน้า น้ำหนักแค่ 1 กิโลกรัม ที่แอดมินโป้งเองก็เคยรีวิวไปแล้ว มาในตอนนี้ปี 2019 ก็ได้นำเสนอ Asus ZenBook S13 UX392 ที่เป็นรุ่นต่อยอดออกมาแล้ว ที่มาพร้อม DNA ของ ZenBook อย่างเต็มเปี่ยม แต่ได้ความสดใหม่ในเรื่องของหน้าที่จากเดิมๆ ที่เป็นขนาด 13.3″ ตอนนี้เป็น 13.9″ แล้ว

ด้วยขอบจอ NanoEdge ที่บางเฉียบทั้ง 4 ด้าน มีความบางเพียง 2.5 มิลลิเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่าส่วนของหน้าจอทั้งหมด 100% คิดเป็นจอแสดงผลที่ 97% ทีเดียว และเคลมว่ามีคุณภาพระดับ 100% sRGB  ประเด็นก็คือการที่ขอบบางทั้ง 4 ด้าน จึงทำให้ต้องมีการทำขอบจอบนเขย่งขึ้นมาเพื่อติดตั้งเว็บแคมนั่นเอง ส่งผลให้ช่วยเปิดฝาได้ง่ายขึ้นด้วย

สเปก Asus ZenBook S13 UX392 นั้น ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-8565U (Whiskey Lake) ที่มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 1.8 GHz และเร่งความเร็วด้วย TurboBoost ได้เป็น 4.6 GHz ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด ส่วนการ์ดจอก็มีทั้ง Intel UHD Graphics 620 และการ์ดจอแยก GeForce MX150

แรมก็ให้มา 16GB DDR3L เป็นแบบฝังติดบอร์ดมาเช่นเดียวกับ Ultrabook ปกติ ส่วน SSD มีมาให้ขนาด 512GB มาพร้อมความเร็วสูง PCIE Gen3 SSD ใช้จอขนาด 13.9 นิ้ว แบบด้าน พาเนล IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล แถมตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit มาให้ด้วย เรียกได้ว่าเป็น Ultrabook ระดับสูงสุดของทาง ASUS ก็ว่าได้

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้น รุ่นก่อนจะมีเพียง USB 3.1 Type-C เท่านั้น (รุ่นก่อนจะมีมาตรฐาน Thunderbolt 3 ด้วย) ส่งผลให้การใช้งานนั้นจำเป็นต้องอแดปเตอร์แปลง แต่ Asus ZenBook S13 UX392 เลือกที่จะให้มาเป็น USB Type-C x 2, USB Type-A x 1 และ micro SD Card Reader แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.0

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอด Ultrabook โดยบางเพียง 12.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 1.08 กิโลกรัม (มากกว่าเดิม 30 กรัม) ทำให้ ASUS ZenBook S UX392 สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการที่สุดของโน้ตบุ๊คในเกรดระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย

โดย ASUS ZenBook S UX392 วัสดุหลักเป็นอะลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่าง Utopia Blue พร้อมแซมด้วยสี Rose Gold ชมพูทองเพิ่มสีสันให้กับรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบ Diamond-cut รวมไปถึงด้านในอย่างตัวอักษรคีย์บอร์ด เพื่อให้ ASUS ZenBook S UX391UA มีความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้น ดูแล้วมีความเหนือชั้นกว่า Ultrabook ทั่วไปแบบรู้สึกได้

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ยังคงมีอยู่ให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 5.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 145 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ถือว่าน่าสนใจทีเดียวสำหรับ Asus ZenBook S13 UX392 ไว้ยังไงมีโอกาสเดี๋ยวแอดมินโป้งจะมารีวิวให้ได้ชมกันว่าน่าซื้อแค่ไหน แล้วราคาในไทยจะอยู่ที่เท่าไร จากรุ่นเดิม 49,990 บาท คาดว่ารุ่นใหม่นี้ราคาก็น่าจะใกล้เคียงกัน สมกับ Ultrabook ระดับสูงอีกรุ่นที่น่าซื้อหามาใช้งานจริงๆ

ที่มา : notebookcheck

 

from:https://notebookspec.com/asus-zenbook-s13-ux392-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94-ultrabook-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97/478136/

Asus – ZenBook S13 UX392 สุดยอด Ultrabook ขอบจอบางสุดทั้ง 4 ด้าน ขนาด 13.9″ เบา 1.08 โล

เมื่อปีก่อน 2018 ทาง ASUS ได้ส่ง ASUS ZenBook S UX391 มาทำตลาดโน้ตบุ๊คบางเบาพรีเมียม ดีไซน์สวยล้ำหน้า น้ำหนักแค่ 1 กิโลกรัม ที่แอดมินโป้งเองก็เคยรีวิวไปแล้ว มาในตอนนี้ปี 2019 ก็ได้นำเสนอ Asus ZenBook S13 UX392 ที่เป็นรุ่นต่อยอดออกมาแล้ว ที่มาพร้อม DNA ของ ZenBook อย่างเต็มเปี่ยม แต่ได้ความสดใหม่ในเรื่องของหน้าที่จากเดิมๆ ที่เป็นขนาด 13.3″ ตอนนี้เป็น 13.9″ แล้ว

ด้วยขอบจอ NanoEdge ที่บางเฉียบทั้ง 4 ด้าน มีความบางเพียง 2.5 มิลลิเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่าส่วนของหน้าจอทั้งหมด 100% คิดเป็นจอแสดงผลที่ 97% ทีเดียว และเคลมว่ามีคุณภาพระดับ 100% sRGB  ประเด็นก็คือการที่ขอบบางทั้ง 4 ด้าน จึงทำให้ต้องมีการทำขอบจอบนเขย่งขึ้นมาเพื่อติดตั้งเว็บแคมนั่นเอง ส่งผลให้ช่วยเปิดฝาได้ง่ายขึ้นด้วย

สเปก Asus ZenBook S13 UX392 นั้น ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-8565U (Whiskey Lake) ที่มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 1.8 GHz และเร่งความเร็วด้วย TurboBoost ได้เป็น 4.6 GHz ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด ส่วนการ์ดจอก็มีทั้ง Intel UHD Graphics 620 และการ์ดจอแยก GeForce MX150

แรมก็ให้มา 16GB DDR3L เป็นแบบฝังติดบอร์ดมาเช่นเดียวกับ Ultrabook ปกติ ส่วน SSD มีมาให้ขนาด 512GB มาพร้อมความเร็วสูง PCIE Gen3 SSD ใช้จอขนาด 13.9 นิ้ว แบบด้าน พาเนล IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล แถมตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit มาให้ด้วย เรียกได้ว่าเป็น Ultrabook ระดับสูงสุดของทาง ASUS ก็ว่าได้

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้น รุ่นก่อนจะมีเพียง USB 3.1 Type-C เท่านั้น (รุ่นก่อนจะมีมาตรฐาน Thunderbolt 3 ด้วย) ส่งผลให้การใช้งานนั้นจำเป็นต้องอแดปเตอร์แปลง แต่ Asus ZenBook S13 UX392 เลือกที่จะให้มาเป็น USB Type-C x 2, USB Type-A x 1 และ micro SD Card Reader แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 5.0

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอด Ultrabook โดยบางเพียง 12.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 1.08 กิโลกรัม (มากกว่าเดิม 30 กรัม) ทำให้ ASUS ZenBook S UX392 สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการที่สุดของโน้ตบุ๊คในเกรดระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย

โดย ASUS ZenBook S UX392 วัสดุหลักเป็นอะลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่าง Utopia Blue พร้อมแซมด้วยสี Rose Gold ชมพูทองเพิ่มสีสันให้กับรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบ Diamond-cut รวมไปถึงด้านในอย่างตัวอักษรคีย์บอร์ด เพื่อให้ ASUS ZenBook S UX391UA มีความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้น ดูแล้วมีความเหนือชั้นกว่า Ultrabook ทั่วไปแบบรู้สึกได้

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ยังคงมีอยู่ให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 5.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 145 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ถือว่าน่าสนใจทีเดียวสำหรับ Asus ZenBook S13 UX392 ไว้ยังไงมีโอกาสเดี๋ยวแอดมินโป้งจะมารีวิวให้ได้ชมกันว่าน่าซื้อแค่ไหน แล้วราคาในไทยจะอยู่ที่เท่าไร จากรุ่นเดิม 49,990 บาท คาดว่ารุ่นใหม่นี้ราคาก็น่าจะใกล้เคียงกัน สมกับ Ultrabook ระดับสูงอีกรุ่นที่น่าซื้อหามาใช้งานจริงๆ

ที่มา : notebookcheck

 

from:https://notebookspec.com/asus-zenbook-s13-ux392-with-97-percent-screen-to-body-ratio/478136/

Acer – Concept D ไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับผู้ที่ทำงานทางด้านการสร้างสื่อความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะ

ในช่วงวันที่ 11 เมษายนผ่านมานั้นทาง Acer ได้มีการจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไลน์ใหม่ของตัวเองขึ้นมาที่ใช้ชื่อว่า Concept D โดยผลิตภัณฑ์ในไลน์ Concept D นั้นจะเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้ในีระดับพรีเมียมที่ต้องการคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานชั้นสูงโดยเฉพาะ Concept D นั้นมีทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ, โน๊ตบุ๊คและหน้าจอ ซึ่งนอกจากการเน้นในส่วนของสเปคของตัวเครื่องแต่ละรุ่นที่สูงแล้ว ทาง Acer ยังได้ใส่ใจในการออกแบบระบบระบายความร้อนซึ่งทาง Acer ได้บอกเอาไว้ว่าเสียงรบกวนในการทำงานนั้นจะดังไม่ถึง 40 dB ครับ

Acer Concept D 500

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดใน Concept D นั้นจะประกอบไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง, โน๊ตบุ๊ค 3 เครื่อง, หน้าจออีก 2 เครื่องและที่น่าสนใจมากที่สุดนั้นก็คือชุดหูฟังอีกชุดที่โดยปกติแล้วนั้นเราจะไม่ได้เห็นการใช้งานหูฟังกับเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานชั้นสูงเท่าไรครับ

โดยปกติทั่วไปแล้งนั้นผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับสูงในการทำงานส่วนใหญ่จะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการเล่นเกมเพื่อเอามาใช้ในการทำงานแทนครับ ทาง Acer ได้มองเห็นช่องว่างในส่วนดังกล่าวนี้จึงได้มีแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไลน์ Concept D ขึ้นมาเพื่อใช้งานทางด้านการต่อสื่อวีดีโอและภาพถ่ายโดยะเฉพาะนี้ออกมาครับ

Acer Concept D 900

เริ่มต้นกันที่เครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั่งโต๊ะรุ่นใหญ่สุดก่อนกับ Concept D 900 โดยสเปคของตัวเครื่องนั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • หน่วยประมวลผล Intel Xeon Gold 6148 ที่มาพร้อมกับแกนการประมวลผลมากถึง 20 แกน
  • หน่วยความจำแบบ ECC สามารถเลือกเพิ่มเข้าไปได้มากที่สุดถึง 192 GB
  • กราฟิกการ์ดของทาง NVIDIA ในรุ่น Quadro RTX 6000
  • ตัวเครื่องนั้นจะเน้นในเรื่องความยาวเป็นพิเศษคือยาวมากถึง 25 นิ้วซึ่งเป็นความยาวที่เข้ามาเพิ่มภายในเคสสำหรับให้การระบายอากาศดีและเงียบขึ้น ส่วนทางด้านความกว้างของตัวเครื่องนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรจากเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานในระดับมืออาชีพเท่าไรนักซึ่งเหมือนกันกับส่วนสูงของตัวเครื่องที่สูงเพียงแค่ 18 นิ้วเท่านั้นครับ

ส่วนน้องเล็กอย่าง Concept D 500 นั้นจะมีความพิเศษในการออกแบบซึ่งนั่นก็คือบริเวณด้านบนของตัวเครื่องจะมีการใช้วัสดุเป็นไม้ทำการปิกเอาไว้ครับ ส่วนสเปคของ Concept D 500 นั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • หน่วยประมวลผล Intel Core i9 -9900K
  • กราฟิกการ์ดของทาง NVIDIA รุ่น Quadro RTX 4000
  • ทางด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมพอร์ตการเชื่อมต่ออย่าง USA-A จำนวน 3 พอร์ต, USB-C จำนวน 1 พอร์ต, รูสำหรับเสียบหูฟังและไมโครโฟน, SD card slot และยังรองรับการชาร์จไว้สายตามมาตรฐาน Qi ด้วยอีกครับ

Acer Concept D 9

มาต่อกันที่โน๊ตบุ๊คกันบ้างครับกับ Concept D 9 ที่เมื่อเห็นแล้วนั้นหลายๆ ท่านอาจจะรู้สักเหมือนเคยเห็นมาก่อนซึ่งก็ไม่แปลกครับเนื่องจากดีไซน์ตัวเครื่องในรูปแบบนี้นั้นเหมือนกันกับ Predator Triton 900 ที่ทาง Acer ได้ทำการเปิดตัวเอาไว้ตั้งแต่ในงาน IFA 2018 และ CES 2019 โดยมีกำหนดการการวางจำหน่ายบเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทว่าทาง Acer ได้เปลี่ยนใจนำเครื่องรุ่นดังกล่าวนั้นมาไว้ในไลน์ Concept D แทนครับ

ตัวเครื่องนั้นจะมาพร้อมกับแกนยึดหน้าจอที่สามารถปรับแต่งรูปแบบสำหรับการใช้งานได้ครับ(ตามรูป ซึ่งสามารถปับหมนุได้สูงสุดถึง 180 องศา) ส่วนสเปคของตัวเครื่องนั้นก็ต้องบอกเลยครับว่าแรงเหมือนกัน โดยสเปคนั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • หน้าจอขนาด 17 นิ้วรองรับความละเอียดที่ระดับ 4K พร้อมทั้งยังสามารถที่จะสั่งงานผ่านการสัมผัสได้ โดยตัวหน้าจอนั้นยังคงรองรับช่วงกว้างของสีแบบ Adobe RGB ด้วยครับ
  • ตัวเครื่องนั้นจะมาพร้อมกับปากกาสไตลัสที่ทาง Acer ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นมากับทาง Wacom สำหรับการใช้งานบน Concept D 9 โดยเฉพาะครับ
  • หน่วยประมวลผลนั้นยังคงไม่แน่ชัดเท่าไรนักโดยทาง Acer ได้บอกเอาไว้ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลรุ่นที่ 9 ของทาง Intel ซึ่งทำให้ความเป็นไปได้ของหน่วยประมวลผลรุ่นที่จะถูกเลือกมาใช้งานมากที่สุดนั้นก็หนีไม่พ้น i9-9980HK ครับ
  • กราฟิกการ์ดของทาง NVIDIA รุ่น GeForce RTX 2080
  • น้ำหนักของตัวเครื่องหนักมากคืออยู่ที่ประมาณ 4 kg

ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วทาง CNET ได้ได้มีโอกาสเข้าไปทำข่าวในส่วนนี้นั้นได้บอกเอาไว้ครับว่าตัวเครื่องนั้นน่าจะเป็นตัวอย่างทางด้านวิศวะกรรมเท่านั้นยังคงไม่ใช่ตัวเครื่องจริงๆ ที่จะมีการผลิตและวางจำหน่ายออกมา ซึ่งทาง CNET เองก็ได้ให้ความเห็นและมีความหวังว่าตัวเครื่องที่ขจะถูกผลิตขึ้นมาเพื่อทำการวางจำหน่ายจริงนั้นน่าจะมีความสวยงามด้านดีไซน์มากกว่านี้ครับ

ตามมาด้วยโน๊ตบุ๊ครุ่นเล็กกับ Concept D 7 และ Concept D 5 ซึ่งมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 15.6 นิ้วรองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K เช่นเดียวกัน แถมทั้งยังรองรับช่วงกว้างของสีแบบ Adove RGB ถึง 100% ทว่าตัวเครื่องนั้นก็ดูแล้วอาจจะคุ้นตากันบ้างอย่าง Concept D 7 นั้นจะเหมือนกันกับเครื่องรุ่น Triton 500 สำหรับสเปคของ Concept D 7 นั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • หน่วยประมวลผลรุ่นที่ 9 ของทาง Intel ซึ่งยังคงไม่มีการเผยข้อมูลว่าจะเป็นรุ่นใด ทว่าน่าจะหนีไม่พ้น i7-9850H
  • กราฟิกชิปที่เลือกใช้นั้นจะเป็นของทาง NVIDIA ในรุ่น GeForce RTX 2080 Max-Q โดยที่บนตัวเครื่องนั้นจะไม่มีปุ่ม Turbo มาให้ดังนั้นแล้วตัวกราฟิกชิปบน Concept D 7 นั้นจะไม่สามารถทำการ OC ได้เหมือนกับเครื่องในรุ่น Triton 500 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมครับ

และโน๊ตบุ๊ครุ่นสุดท้ายที่ทาง CNET บอกเอาไว้ว่าเหมือนกับ Aspire มากอย่าง Concept D 5 นั้นก็ถือว่าเป็นรุ่นเล็กสุดที่มาพร้อมกับสเปคซึ่งคงความแรงไว้ในแบบฉบับรุ่นเล็กอย่าง

  • หน่วยประมวลผลอาจจะใช้ในรุ่น i7-8705G หรือไม่ก็ i5-8305G ซึ่งเมื่อลงท้ายด้วยรหัส G แล้วนั้นหมายความว่าโน๊ตบุ๊คในรุ่น Concept D 5 นี้นั้นจะมาพร้อมกับกราฟิกชิปแบบฝังรุ่น AMD Radeon RX Vega M GL ครับ

ปิดท้ายกับมอนิเตอร์ที่เน้นการใช้งานทางด้านการตัดต่อวีดีโอและภาพเป็นหลักรุ่น Concept D CM7321K ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 32 นิ้วรองรับความละเอียดที่ระดับ 4K แถมทั้งยังรองรับฟีเจอร์ HDR 1000 ภายใต้การใช้เทคโนโลยีหน้าจอแบบ LED ที่มีจำนวน mini-LED ภายใต้หน้าจอเพื่อให้แสงสว่างมากถึง 1100 จุดซึ่งทำให้สามามารถที่จะปิดจุดดำไปได้มากถึง 90% ส่วนข้อมูลอื่นๆ ของ Concept D CM7321K นั้นยังคงไม่ได้รับการเปิดเผยออกมาเพิ่มเติมแต่อย่างใดครับ

สุดท้ายสุดๆ แล้วกับหน้าจอรุ่น Concept D CP7271K โดยตัวหน้าจอนั้นจะมีขนาดอยู่ที่ 27 นิ้ว รองรับความละเอียดที่ระดับ 4K บน refresh rate 144 Hz พร้อมทั้งยังรองรับกับเทคโนโลยี G-sync Ultimate หรือที่เคยเรียกกันว่า G-Sync HDR ซึ่งทำให้ทราบได้ว่าหน้าจอรุ่นนี้นั้นจะมาพร้อมกับความสว่างมากถึง 1000 nits แถมทั้งยังรองรับช่วงกว่างของสีแบบ Adobe RGB ถึง 100% อีกด้วยครับ

สำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการและราคาจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ Concept D นี้นั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • Concept D 900 เริ่มวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $19,999 หรือประมาณ 635,450 บาท
  • Concept D 500 เริ่มวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,699 หรือประมาณ 54,000 บาท
  • Concept D 9 เริ่มวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $4,999 หรือประมาณ 158,550 บาท
  • Concept D 7 เริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $2,299 หรือประมาณ 73,050 บาท
  • Concept D 5 เริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,699 หรือประมาณ 54,000 บาท
  • Concept D CM7321K เริ่มวางจำหน่ายในเดือนกันยายน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $2,999 หรือประมาณ 95,300 บาท
  • Concept D CP7271K เริ่มวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคม ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,999 หรือประมาณ 63,520 บาท

ทั้งนี้กำหนดการและราคาดังกล่าวนั้นเป็นการขายในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ส่วนในโซนอื่นๆ ของโลกนั้นคงต้องติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา : cnet

from:https://notebookspec.com/acers-new-concept-d-line-for-professional-creatives-makes-sense-for-acer/478110/