คลังเก็บป้ายกำกับ: 1._NOTEBOOK_NEWS

2 วิธี จับภาพหน้าจอ ด่วน Snip & Sketch Capture ภาพไว แต่งภาพได้ในคลิ๊กเดียว

หลายคนที่ใช้ Windows 10 อาจจะคุ้นเคยดีกับการจับภาพหน้าจอในแบบต่างๆ กันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ ก็จะต้อง Capture ภาพจากหน้าจอ แล้วเซฟไฟล์ เปิดหาไฟล์ แล้วค่อยนำมาแก้ไขได้ แต่ถ้าเป็น Snip & Sketch ที่เป็นฟีเจอร์ใหม่ คุณสามารถปรับแต่งภาพได้เลย แต่ประเด็นคือ หลายคนไม่รู้ว่าภาพที่เซฟแล้วไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน วันนี้เรามาตามหากัน

การจับภาพหน้าจอ Capture แบบด่วนๆ บน Windows 10

1.Win + Prt sc หลายคนน่าจะทราบดีอยู่แล้ว กับวิธีการ Capture ด้วยการกดปุ่ม Win + Prt sc (หรือ Print screen) ซึ่งวิธีนี้จะต่างจากการ Capture หน้าจอ ในแบบอื่นๆ เพราะทำได้เร็วกว่า เรียกว่า กดรัวๆ ได้เลย ส่วนไฟล์ที่ได้จะไปอยู่ในโฟลเดอร์ Screenshot ของ Pictures โดยอัตโนมัติ

จับภาพหน้าจอ

ส่วนถ้าเป็นการกด Prt sc เพียงอย่างเดียว จะเป็นการจับภาพหน้าจอ ที่ต้องเอาไป Paste หรือแปะไว้ที่โปรแกรมอื่นๆ เช่น Paint แล้วค่อยนำไปแต่งหรือใช้ต่อ ถ้าชั่วโมงเร่งด่วน วิธีนี้ไม่แนะนำ เพราะช้า ต้องทำหลายขั้นตอน

จับภาพหน้าจอ

2.Snip & Sketch วิธีที่สอง เป็นฟีเจอร์ที่มีเข้ามาใน Windows 10 ได้สักระยะหนึ่ง สามารถใช้ได้กับงานที่หลากหลาย การทำงานคล้ายกับ Snipping tool โดยการ Snip & Sketch นี้ ให้คุณกดปุ่ม Win + Shift + S แล้วเลือกที่ New และ Snip Now เลือกพื้นที่ที่คุณต้องการจับภาพ จากนั้นก็จะมีปากกาให้คุณวาดภาพ ใส่ข้อความและลบ เลือกใช้ได้ตามสะดวก

จับภาพหน้าจอ

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนสงสัยก็คือ ไฟล์ภาพที่ได้จากการ Capture บน Snip & Sketch ไปอยู่ที่ไหน? คุณสามารถเข้าไปตามรูธที่มีมาให้นี้กันได้เลย

%LOCALAPPDATA%\Packages\Microsoft.ScreenSketch_8wekyb3d8bbwe\TempState

วิธีการใช้งานก็แค่ Copy ลิงก์นี้ เอาไปแปะไว้ใน File Explorer หรือ Windows Explorer ของคุณ จากนั้นเมื่อใช้ Snip & Sketch ก็จะดูไฟล์จากที่นี่ได้เลย และนอกจาก 2 วิธีนี้แล้ว ใครที่อยากจะได้การ Capture หน้าจอ 8 วิธี ทาง NBS ก็ได้ทำเตรียมเอาไว้ให้แล้ว สามารถเข้าไปชมกันได้เลยครับ

from:https://notebookspec.com/2-type-screen-capture-snip-sketch/540108/

Dell XPS 13 9310 ใหม่ โน๊ตบุ๊คบางเบา light ขุมพลัง Tiger Lake พร้อม Thunderbolt 4 และ WiFi 6

การมาของซีพียูรุ่นใหม่ Tiger Lake ก็ทำเอาโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายค่าย รีบปรับโมเดลกัน เช่นเดียวกับ Dell ที่ปรับใหม่ XPS 13 9310 ด้วยซีพียู Intel Gen 11 และยังเป็น Evo-certified พร้อม WiFi 6 มาในแบบ 2-in-1 ชอบบางเบา ต้องโดน

โน๊ตบุ๊คบางเบา

Dell XPS 13 จัดเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาในแบบ 2-in-1 รุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับซีพียู Intel Tiger Lake หรือ Gen 11 ใหม่ล่าสุด กับสเปคที่ไม่ธรรมดา มีการปรับโฉมทั้งภายนอกและภายในใหม่ ชูจุดเด่นด้วย Xe Graphic และ Intel Evo-compliant ในเบื้องต้นเป็นการออกแบบโครงสร้างอะลูมิเนียม ด้วยเครื่อง CNC ในโทนสีแพลตินัมซิลเวอร์ และสีดำจากคาร์บอนไฟเบอร์ หน้าจอขนาด 13.4″ ที่มีให้เลือกทั้งแบบ Full-HD และ UltraSharp 4K UHD+ (3840 x 2400) โดยให้ความสว่างระดับ 500 nits เรียกว่าจัดจ้านสุดในตลาด รองรับ HDR400 และขอบเขตสี sRGB 100% ส่วนในรุ่น FHD+ จะมีค่า Contrast 1800:1 แต่เป็น sRGB 100% เช่นกัน ทั้งสองรุ่นได้การรับรอง Dolby Vision ด้วยเงื่อนไขลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ Coating 0.65% และมีมุมมองกว้าง 178 องศา ที่น่าสนใจคือ เป็นหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass 6 อีกด้วย

โน๊ตบุ๊คบางเบา

สเปคภายในนั้น XPS 13 9310 ของปี 2020 นี้ จะเป็นการอัพเกรดไปใช้ซีพียู Intel Tiger Lake โดยมีตัวเลือก Intel Core i3-1115G4, Core i5-1135G7 และ Core i7-1165G7 มีให้เลือกแรมตั้งแต่ 8GB – 32GB ความเร็วสูงสุด LPDDR4X-4267 ยกเว้นรุ่น Core i3 ที่ให้ความเร็ว 3733MHz เท่านั้น และ Storage มีให้เลือกตั้งแต่ 256GB, 512GB และ 1TB โดยเป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen3 อย่างไรก็ดี SSD และ RAM จะถูกติดตั้งมาบนบอร์ด ไม่สามารถอัพเกรดได้

โน๊ตบุ๊คบางเบา

ในส่วนของคีย์บอร์ด Dell ยังคงใช้ magLev ที่เป็นคีย์บอร์ดแบบเดียวกับใน Gen2 ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อปากกา Dell Premium Active Pen ที่เป็นออพชั่น ตอบสนองต่อแรงกดได้ที่ 4,096 ระดับ ส่วนปุ่มเปิด-ปิดนั้น จะรวมเอาตัวสแกนลายนิ้วมือเอาไว้ด้วย พร้อมกล้องเว็บแคม ที่สนับสนุน Windows Hello ในการเข้าถึงระบบด้วยการสแกนใบหน้า

โน๊ตบุ๊คบางเบา

ด้านการระบายความร้อน ยังคงรูปแบบเดิมของปี 2019 เอาไว้ ประกอบด้วยพัดลมคู่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มีความบาง จึงทำให้มีพื้นที่ว่างภายในสำหรับอากาศที่ไหลเวียนได้ดี และเพิ่มจำนวนใบพัดลมให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณลม พอร์ตต่อพ่วงก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เน้นไปที่พอร์ตหลัก Thunderbolt 4 และมี USB-C และ USB-A รวมถึง microSD card reader พร้อมกับ Combo jack รองรับ WiFi 6 AX1650 Killer และการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.1 สนนราคาที่เคาะออกมาอยู่ที่ 1,249.99USD หรือประมาณ 41,xxx บาท

ที่มา: Dell

from:https://notebookspec.com/dell-xps-13-9310-tiger-lake-thunderbolt-4/539635/

โปรโมชั่น MSI Notebook พร้อมส่วนลดสุดพิเศษในงาน Thailand Mobile Expo 1 – 4 ตุลาคมนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท

เตรียมเสียทรัพย์! กับโปรโมชั่น MSI Notebook พร้อมส่วนลดสุดพิเศษในงาน Thailand Mobile Expo 1 – 4 ตุลาคมนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท

สาวกมังกรแดงเตรียมช็อปโปรสุดแรงกันอีกครั้ง กับโปรโมชั่น Notebook จาก MSI  ในงาน Thailand Mobile Expo ที่จะจัดขึ้นที่ไบเทค บางนา วันที่ 1 – 4 ตุลาคม นี้ เกมมิ่งโน้ตบุ๊กราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท และส่วนลดพิเศษมูลค่าสูงสุดถึง 3,000 บาท พร้อมของพรีเมี่ยมจาก MSI ในแบบ Limited Edition! พิเศษสำหรับงานนี้เท่านั้น

ในส่วนของรุ่นที่แนะนำ จะมีตั้งแต่ขั้นไฮเอนด์ ไปจนถึงรุ่นที่เป็นแบบราคาคุ้มค่า ที่ไม่ว่าเกมไหน ก็เอาอยู่แบบไม่ต้องห่วง พ่วงมาด้วยโปรโมชั่นของพรีเมี่ยมแบบสุดคุ้ม

GE66 Raider เกมมิ่งโน้ตบุ๊กพลังเทอร์โบ พร้อมโชว์ความเป็นเกมมิ่งแบบเต็มที่ ด้วยไฟ RGB ที่จัดมาให้อย่างเต็มพิกัด รับกับดีไซน์อันหรูหรา มาพร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 3,000 บาท ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 69,900 บาท รับฟรี MSI Urban Raider Backpack มูลค่า 1,890 บาท และ RGB Gaming Mouse M99 มูลค่า 1,290 บาท

GS66 Stealth เกมมิ่งโน้ตบุ๊กสุดเรียบหรู ดูเข้ากันกับทุกการใช้งาน พร้อมความจัดจ้านด้านฟีเจอร์ที่ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์ทุกคน สะดวกในพกพาไปทุกแห่งหน พร้อมส่วนลดล้นๆสูงสุดถึง 3,000 บาท ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 69,900 บาท รับฟรี MSI Stealth Trooper Backpack มูลค่า 1,690 บาท และ RGB Gaming Mouse M99 มูลค่า 1,290 บาท

GP65 Leopard จัดเต็มประสิทธิภาพในด้านการเล่นเกม อิ่มเอมไปกับการเล่นที่ทำได้อย่างเต็มพิกัด พร้อมกับเทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่มีทุกอย่างสำหรับการเล่นเกม ในช่วงราคาพิเศษแบบเป็นกันเอง เริ่มต้นที่ 43,990 บาท รับฟรี MSI Air Backpack มูลค่า 1,490 บาท และ RGB Gaming Mouse M99 มูลค่า 1,290 บาท

GF Thin Series มีจุดเด่นที่ความบาง แต่ยังคงประสิทธิภาพในด้านการเล่นเกมไว้ได้อย่างครบครัน รองรับการเล่นเกมทุกขั้น พร้อมราคาและโปรโมชั่นอันเป็นมิตร สิทธิพิเศษสำหรับส่วนลดในงานนี้ สูงสุดที่ 3,000 บาท ฟรี MSI Air Backpack มูลค่า 1,490 บาท และ RGB Gaming Mouse M99 มูลค่า 1,290 บาท (เฉพาะรุ่นที่ร่วมโปรโมชั่น)

GL Leopard Series มีความจัดเต็มในด้านการเล่น เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมความคุ้มขั้นสุด ทุกรายละเอียดเพียบพร้อมไปด้วยคุณภาพ มากไปด้วยความคุ้มค่า ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 34,990 บาท รับฟรี Stealth Trooper Backpack มูลค่า 1,690 บาท

Alpha 15 ที่สุดของความคุ้มค่า มาพร้อม CPU Ryzen 7 และกราฟิกการ์ดตัวทีเด็ดอย่าง Radeon RX5500M รวมถึง RAM จัดเต็มถึงขนาด 16GB ราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาทรับฟรี Stealth Trooper Backpack มูลค่า 1,690 บาท

Prestige Series ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานและความสะดวกในการพกพาโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องเจอกับสถานการณ์ในการใช้งานนอกสถานที่ มีน้ำหนักเบา เข้ากันได้กับทุกไลฟ์สไตล์ ปิดท้ายด้วยโปรโมชั่นพิเศษ ส่วนลดสูงสุด 3,000 บาท ราคาเริ่มต้นที่ 34,900 บาท

ทุกท่านสามารถพบกับสินค้า MSI ได้ที่บูธของตัวแทนจำหน่ายภายใน Hall 98-99 โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด โดยสำหรับโปรโมชั่นนี้ สำหรับผู้ที่ซื้อ MSI Notebook ภายในงาน Thailand Mobile Expo ไบเทค บางนา วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 4 ตุลาคม 2563 เท่านั้น!

*บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า*

**คำตัดสินของบริษัทถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ร่วมรายการถือได้ว่าตกลงยอมรับในข้อกำหนดและเงื่อนไขข้างต้นทุกประการ**

ทุกท่านสามารถติดตามข่าวสาร รวมถึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มในส่วนผลิตภัณฑ์ของ MSI ได้ที่

MSI Gaming Website       https://th.msi.com/

MSI Thailand Facebook https://msi.gm/2u6kGeX

MSI Thailand Instagram https://msi.gm/2QOli6R

MSI Thailand YouTube https://msi.gm/2ZgU1tt

MSI Thailand Twitter https://msi.gm/30afDZW

from:https://notebookspec.com/promotion-msi-nb-thailand-mobile-expo-2020/539573/

HUAWEI MateBook 14 สเปก Ryzen 4000H / RAM 16 / SSD 512GB / จอ IPS 2K ราคาเริ่ม 25,990 บาท

หัวเว่ยส่ง HUAWEI MateBook 14 แล็ปท็อปตัวแรง อเนกประสงค์ ต่อยอดประสบการณ์ไร้รอยต่อ พร้อมนวัตกรรมสุดอัจฉริยะ

พร้อม HUAWEI MatePad T 10 Series แท็บเล็ตสายแฟมิลี่ ภาพและเสียงเสมือนจริง พร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบ

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) สร้างความประทับใจในวงการสมาร์ทดีไวซ์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแล็ปท็อปที่ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ HUAWEI MateBook 14 และแท็บเล็ตที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัยอย่าง HUAWEI MatePad T 10 Series ได้แก่ MatePad T 10s และ MatePad T 10 ในวันที่ 29 กันยายน 2563 ณ โรงแรม W Bangkok

HUAWEI MateBook 14 แล็ปท็อปสเปคล้ำทำงานได้ทุกที่ พร้อมความสะดวก และความหรูหราเต็มรูปแบบ

หัวเว่ยเล็งเห็นว่าสำหรับยุคทศวรรษ 2020 เป็นต้นไป การทำงานนอกสถานที่กลายเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ที่จำเป็นสำหรับคนทำงานโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ HUAWEI MateBook 14 จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบ นวัตกรรมที่ทันสมัย และประสบการณ์การใช้งานอัจฉริยะ HUAWEI MateBook 14 จึงมาพร้อมดีไซน์ที่หรูหรา

โดดเด่นด้วยหน้าจอ HUAWEI 2K FullView Display ความคมชัด 2160×1440 กับสัดส่วนหน้าจอกว้างถึง 90% ของตัวเครื่อง ทำให้ขอบจอมีความบางเฉียบ มาพร้อมโหมด screen capture เพียงนิ้วมือสัมผัสแบบ multi-touchscreen[1] รูปลักษณ์ภายนอกมีความหรูหราด้วยวัสดุโลหะด้าน ความบางเพียง 15.9 มม. และมีน้ำหนักเพียง 1.49 กก. ไม่ว่าจะพกไปทำงานที่ไหนก็ดูดี และคล่องตัว

MateBook 14 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยขุมพลังชิปเซ็ตสุดแรงล่าสุด AMD Ryzen 7 4800H และ Ryzen 5 4600H การ์ดจอ AMD Radeon™ Graphics พร้อมหน่วยความจำ 16GB DDR4 และความจุ 512GB ให้สามารถใช้งานได้อย่างจุใจ บวกกับแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนาน และความสามารถในการรองรับการชาร์จเร็วด้วยสายชาร์จ Type C 65W อเนกประสงค์แบบ HUAWEI SuperCharge™ 

ทำให้ทนทานต่อกิจกรรมหลากหลายทั้งดูวิดีโอหรือใช้งานทั่วไปได้ถึง 10 ชั่วโมง หรือท่องอินเทอร์เน็ตได้ 8.5 ชั่วโมง แถมยังมี ระบบระบายความร้อนรูปแบบใหม่ HUAWEI Shark Fin แบบคู่ ช่องระบายความร้อน 2 ทาง ป้องกันเครื่องร้อนระหว่างใช้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เจ้าของเครื่องสามารถใช้ Performance Mode เพียงกด Fn+P เพื่อเข้าโหมดประสิทธิภาพสูงสุด

แน่นอนว่า Huawei Share ก็เป็นฟังก์ชั่นที่ HUAWEI MateBook 14 ต้องมี เพื่อให้ผู้ใช้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มสุดอัจฉริยะที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลเอกสาร รูป และวิดีโอ รวมถึงการติดต่อสื่อสารผ่านหลายอุปกรณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ โดย HUAWEIMateBook 14 จะสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยโดยนำสมาร์ทโฟนไปแตะที่ Touch Pad ของแล็ปท็อป

ก็จะสามารถลากข้อมูลจากจอสมาร์ทโฟนที่ปรากฏบนหน้าจอแล็ปท็อป เข้าโปรแกรมบนแล็ปท็อปได้ทันทีแบบ Multi-screen Collaboration โดยจะสามารถควบคุมข้อมูลบนสมาร์ทโฟนด้วยฮาร์ดแวร์ของแล็ปท็อปได้ด้วย นอกเหนือจากนั้นยังอำนวยความสะดวกในการเข้าเครื่องแบบรวดเร็วแต่ปลอดภัยด้วยปุ่มสแกนลายนิ้วมือ Finger Print Power Button และรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยกล้องแบบ Recessed Camera อีกด้วย

HUAWEI MateBook 14 วางจำหน่ายในสี Space Grey สำหรับชิปเซ็ต Ryzen 5 ราคา 25,990 บาท ส่วนชิปเซ็ต Ryzen 7 ราคา 29,990 บาท สั่งจองตั้งแต่วันนี้ รับฟรีของแถมสุดพิเศษ HUAWEI FreeBuds 3 กระเป๋าเป้หัวเว่ย สำหรับแล็ปท็อปและเม้าส์ มูลค่ารวมกว่า 5,579 บาท ที่ HUAWEI Experience Store และ HUAWEI Online Store ที่ https://shop.huawei.com/th และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ จนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2563 เท่านั้น

หัวเว่ยยังเชื่อว่าในเมื่อแล็ปท็อปมีดีไซน์ที่หรูหราตามความนิยมของคนรุ่นใหม่แล้ว กระเป๋าใส่แล็ปท็อปเองก็ควรเป็นอุปกรณ์เสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้นได้ จึงผลิตกระเป๋าเป้ดีไซน์หรู ออกแบบในฝรั่งเศส ทรงเดียวกับกระเป๋าแฟชั่นฉีกแนวออกจากกระเป๋าแล็ปท็อปธรรมดา มีให้เลือกในสี Forest Green และ Graphite Black พร้อมวางจำหน่ายเดือนตุลาคม 2563 พร้อมกับ HUAWEI MateBook 14

HUAWEI MatePad T 10 Series แท็บเล็ตรุ่นสุดคุ้มให้สนุกกันได้ทุกวัย ทั้งครอบครัว

สำหรับสายแฟมิลี่ที่อุปกรณ์เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็นสิ่งจำเป็น หัวเว่ยก็ได้ส่ง HUAWEI MatePad T 10 Series ซึ่งประกอบด้วย MatePad T 10s และ MatePad T 10 มาเพื่อเป็นแท็บเล็ตที่ทุกคนในครอบครัวสามารถได้ประโยชน์ในราคาที่คุ้มค่า โดยทั้งสองรุ่นจะเป็นแท็บเล็ตที่ดีไซน์ตามหลักการยศาสตร์ คลาสสิค และขอบจอทุกด้านเท่ากันที่ 9.5 มิลลิเมตร พร้อมลำโพงสองจุดที่ให้ประสบการณ์เสียงทรงพลังมีมิติด้วย Histen 6.1 แท็บเล็ตตัวใหม่นี้ มาพร้อมระบบปฏิบัติการที่อัปเกรดใหม่ล่าสุดเป็น EMUI 10.1 

ซึ่งรองรับ ฟีเจอร์วิดีโอคอล MeeTime ความละเอียดระดับ HD แม้อยู่ในจุดที่อับสัญญาณ หรือแสงน้อย สามารถแบ่งหน้าจอแบบ App-Multiplier แสดงหน้าจอหลัก พร้อมหน้าจอเนื้อหาของแอปฯ ในหน้าต่างคู่ให้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีระบบปกป้องดวงตาหลายชั้น เพื่อแจ้งเตือนเมื่อใช้แท็บเล็ตในท่าทางที่ไม่เหมาะสม และมีโหมดการอ่านที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ช่วยกรองแสงสีฟ้าเพื่อการถนอมสายตาและการนอนหลับที่ดียิ่งขึ้น โดยมี Kid’s Corner ที่ควบคุมได้ด้วยฟีเจอร์ Parental Control ให้คุณหนูๆ สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับวัยเรียนรู้ได้ตามการกำหนดของผู้ปกครอง

สำหรับ HUAWEI MatePad T 10s จะมีหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว กว้าง 80% ของตัวเครื่อง ความคมชัด FHD 1920 x 1200 พิกเซล พร้อมอัลกอริทึมปรับหน้าจออัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี HUAWEI ClariVu™ บวกกับลำโพงระดับมาตรฐาน Harman Kardon เพิ่มการถนอมสายตาเป็น 6 ชั้นสำหรับ Kids Corner ทั้งการควบคุมการดูด้วยระยะห่างจากจอ การเล่นแท็บเล็ตในท่าทางที่เหมาะสม

ควบคุมความสว่าง การเตือนเมื่อใช้แท็บเล็ตในสภาวะที่มีการเคลื่อนไหว และโหมด e-Book เปลี่ยนหน้าจอเป็นสีเสมือน e-Book อ่านได้สบายตาเหมือนอ่านหนังสือจริง ส่วน HUAWEI MatePad T 10 จะมีหน้าจอ 9.7 นิ้วความคมชัดแบบ HD 1280 x 800 พิกเซล และการถนอมสายตา 4 ชั้น

HUAWEI MatePad T 10 Series วางจำหน่ายในสี Deep Sea Blue โดย HUAWEI MatePad T 10s รุ่น WIFI ราคา 5,990 บาท และรุ่น 4G ราคา 7,990 บาท หากสั่งซื้อแบบ Early Bird ตั้งแต่วันที่ 1-11 ตุลาคม 2563 รับฟรี Flip Cover มูลค่า 790 บาท ที่ HUAWEI Experience Store และ HUAWEI Online Store ที่ https://shop.huawei.com/th และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ในขณะที่ HUAWEI MatePad T 10 รุ่น 4G มาในราคา 4,990 บาท

Huawei Mobile Services รองรับบริการได้ครบครันด้วย Petal Search

สำหรับ HMS (Huawei Mobile Services) และ AppGallery เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ โดยกว่า 1.8 ล้านนักพัฒนาทั่วโลก ได้ร่วมมือกันพัฒนาจนทุกวันนี้ HUAWEI AppGallery มีแอปพลิเคชันทั้งหมดรวมแล้วกว่า 96,000 แอปฯ ที่อยู่บนแพลตฟอร์ม HMS Core เอื้อให้สมาร์ทดีไวซ์ที่ใช้ระบบ HMS สามารถมอบบริการต่างๆ ให้ผู้ใช้ ได้ตรงความต้องการมากกว่าเดิม จนกระทั่งในปัจจุบัน HUAWEI AppGallery มีผู้ใช้งานประจำกว่า 490 ล้านรายทั่วโลก

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้สมาร์ทดีไวซ์ด้วย Petal Search วิดเจ็ตใหม่ที่จะเป็นตัวช่วยค้นหาแอปพลิเคชันบนแพลตฟอร์มได้ทันทีจากหน้าแรกของสมาร์ทดีไวซ์นั้นๆ ให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดลงมาใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยสามารถดาวน์โหลดวิดเจ็ตดังกล่าวได้จาก HUAWEI AppGallery ได้เลย

สรุปรายละเอียดราคาสินค้าที่เปิดตัว

HUAWEI MateBook 14 และ HUAWEI MatePad T 10 Series ทั้งสองรุ่น พร้อมวางจำหน่ายใน HUAWEI Experience Store และร้านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ รวมถึงบนช่องทางออนไลน์ http://consumer.huawei.com/th  ตามรายละเอียด ดังนี้

ผลิตภัณฑ์   สี  คุณสมบัติ   ราคาจำหน่าย  ช่วงเวลาการจอง  ของสมนาคุณสำหรับการสั่งซื้อ ในช่วงเปิดจอง  ช่วงเวลาจัดจำหน่าย
HUAWEI MateBook 14 R5 Space Gray หน่วยความจำ  16GBความจุ  512GB 25,990 บาท 29 ก.ย. – 9 ต.ค. 63 สามารถสั่งจองได้ที่: https://bit.ly/3kNTvy0 ของสมนาคุณมูลค่ารวม 5,579 บาท ประกอบด้วย  HUAWEI FreeBuds 3 มูลค่า 3,999 บาทHUAWEI Backpack มูลค่า 1,090 บาทHUAWEI Mouse มูลค่า 490 บาท  10 ตุลาคม 2563          
HUAWEI MateBook 14 R7 Space Gray หน่วยความจำ16GBความจุ 512GB 29,990 บาท 10 ตุลาคม 2563 และวางจำหน่ายที่ร้าน Banana สาขาที่ร่วมรายการเท่านั้น
HUAWEI MatePad T 10s (4G) Deepsea Blue  RAM 3GBROM 64GB 7,990 บาท Flip Cover มูลค่า 790 บาท 1 ตุลาคม 2563
HUAWEI MatePad T 10s (Wifi) 5,990 บาท  
HUAWEI MatePad T 10 (4G) Deepsea Blue RAM 2GBROM 16GB 4,990 บาท   วางจำหน่ายที่ร้าน Banana สาขาที่ร่วมรายการเท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย และโปรโมชัน ได้ที่ http://www.facebook.com/HuaweiMobileTH

from:https://notebookspec.com/huawei-matebook-14-spec-ryzen-4000h-25990b/539561/

Review – HP Pavilion Gaming 15 สเปก Ryzen 4000H การ์ดจอ GTX 16 Series แรงลื่นร้อนน้อยน่าซื้อคุ้มค่า แม้ดีไซน์ยังเดิมๆ

HP Pavilion Gaming 15 รุ่นใหม่ปี 2020 เป็น AMD Gaming Notebook ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด จากการใช้สเปกเป็น Ryzen 4000H + GTX 1650 / GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti โดยมาพร้อมประสิทธิภาพสูงทั้งชิปประมวลผลเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร ที่ทั้งแรงและร้อนน้อย รวมถึงการ์ดจอก็แรงลื่น ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น มีแรมขนาด 8GB DDR 4 Bus 3200MHz และได้ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรงทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

สำหรับการออกแบบต้องบอกว่าเหมือนเดิมกับรุ่นก่อน 100% โดยตัวเครื่องมีความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กกระชับ หน้าจอเป็นพาเนล IPS มี Refresh Rate ที่ 144Hz ซึ่งเหาะสมในการเล่นเกม สนนราคาอยู่ที่ 24,900 – 31,900 บาท การรับประกันเป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี พร้อมบริการหลังการขายอื่นๆ แต่ต้องบอกก่อนว่าในบทความนี้เราได้เครื่องพิเศษมา เป็นเดโมยังไม่มีการขายจริงในไทย โดยเป็นสเปก Ryzen 7 4800H + GTX 1660 Ti Max-Q ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันหมด คาดว่าราคาจะขยับสูงขึ้นไปอีกนิด

from:https://notebookspec.com/review-hp-pavilion-gaming-15-r7-4800h-1660/538537/

มาแน่! AMD Ryzen 7 5700U APU เตรียมรุก 8 core 16 thread พร้อม Vega GPU wow!

ขยี้ตาแรง APU ใหม่ “Renoir refresh” กับ AMD Ryzen 7 5700U เตรียมลงตลาดกับขุมพลัง 8 core/ 16 thread กราฟิก Vega

Ryzen 7 5700U

ข้อมูลที่หลุดมาจากแหล่งข่าว TUM_APISAK อ้างถึง APU รุ่นใหม่จาก AMD Ryzen 7 5700U นับเป็นครั้งแรกที่ซีพียูหรือ APU ของ AMD Ryzen 5000 series มาปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล และมีผลทดสอบออกสู่สาธารณะ มาเป็นชื่อเต็มแทนที่จะเป็นเพียงโค๊ตเนม ตามที่เราได้เคยเห็นกัน โดยที่ Ryzen7 5700U นี้ จะมาพร้อมกราฟิก Radeon Vega ที่ได้รับการปรับปรุงมาพอสมควร พร้อมกับการทดสอบร่วมกับแรม DDR4 16GB อย่างไรก็ดี แม้จะมีชื่อออกมา แต่ก็หาได้ว่ามีสปเคและรายละเอียดอื่นๆ พอให้ได้เปรียบเทียบได้มากมายนัก

Ryzen 7 5700U

ตามข้อมูลที่ปรากฏใน Twitter นั้น ระบุเอาไว้ว่า APU Ryzen 5000 series นั้น จะมาใน 2 สไตล์ สิ่งแรกคือ อยู่ภายใต้การออกแบบของชิป Cezanne chip ที่ก่อนหน้านี้จะอ้างถึงสถาปัตยกรรม Zen 3 และอีกแบบหนึ่งคือ Lucienne chip ที่จะกลายเป็น AMD Ryzen 5 5500U และ Ryzen7 5700U APU ส่วนในรุ่น Ryzen 5 5600U และ Ryzen 7 5800U จะอยู่ในรูปแบบของ Cezanne chip

Ryzen 7 5700U

อย่างไรก็ดีทั้งคู่มีความแตกต่างกันตามพื้นฐานของสถาปัตยกรรม เนื่องจากด้านหนึ่งจะเป็น Zen 2 ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็น Zen 3 ที่ใหม่กว่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า โน๊ตบุ๊คที่ใช้ Lucienne chip นั้นจะมีราคาย่อมเยากว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ Cezanne chip ตามที่เห็นในตัวอย่างที่หลุดออกมาจาก Igor’s Lab ซึ่งระบุว่าทำงานแบบ 8 core/ 16 thread และความเร็วเริ่มต้น 3.9GHz

ข้อมูล Lucienne ของ Ryzen 5000U ที่ออกมาในช่วงแรกนี้ จะอิงไปที่ Google Chromebooks แต่สำหรับ Ryzen 7 5700U และ Ryzen 5 5500U ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่โน๊ตบุ๊คระดับไฮเอนด์ ตรงนี้น่าสนใจไม่น้อยเลย

ที่มา: AMD Ryzen 5000 series

from:https://notebookspec.com/amd-ryzen-7-5700u-apu-with-vega-gpu/538937/

HUAWEI ยกทัพเปิดตัว 3 สมาร์ทดีไวซ์รุ่นใหม่ MateBook 14 แล็ปท็อปรุ่นเทพ และอีกสองแท็บเล็ตรุ่นใหม่ตระกูล T Series พร้อมกัน 29 กันยายนนี้

HUAWEI คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทดีไวซ์ เตรียมเปิดตัวแล็ปท็อปและแท็บเล็ต 3 รุ่นใหม่กับ MateBook 14 แล็ปท็อปสเปคหรูในราคาที่เอื้อมถึง และอีกสองแท็บเล็ต MatePad T 10s และ MatePad T 10 รุ่นเล็กสเปคใหญ่เอาใจสายแฟมิลี่ พร้อมกันในวันที่ 29 กันยายน 2563

HUAWEI MateBook 14 อีกหนึ่งแล็ปท็อปที่น่าจับตามองในปี 2020 กับแล็ปท็อปสเปคแรงคุ้มราคา ดีไซน์เรียบหรู วัสดุพรีเมี่ยม น้ำหนักเบาเพื่อการพกพาที่ดีที่สุด สะดวกสบายในการใช้งานทุกสถานที่ มอบประสบการณ์การท่องโลกดิจิทัลแบบสมจริงเต็มจอ พร้อมการใช้งานง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทั้งยังมาพร้อมนวัตกรรมล่าสุด มอบความเร็วแรงแบบไร้รอยต่อด้วยขุมพลังชิปเซ็ตเต็มขั้นที่จะทำให้ผู้ใช้งานได้พบกับประสบการณ์ใหม่จากการใช้งานในมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เล่นเกม ไลฟ์สตรีมมิ่ง ดาวน์โหลดไฟล์ หรือประชุมทางออนไลน์ เป็นต้น ที่สำคัญใช้งานหนักแค่ไหนเครื่องก็ไม่ร้อน และมาพร้อมการชาร์จเร็วแบบเต็มพิกัด

พร้อมเปิดตัวสองแท็บเล็ต MatePad T 10s และ MatePad T 10 แท็บเล็ตรุ่นเล็กเอาใจสายแฟมิลี่ ผู้ช่วยคนสำคัญสำหรับทุกวัน และทุกคนในครอบครัว เหมาะสมกับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ ทั้งการทำงานและความบันเทิง พกพาไปได้ทุกที่ดั่งใจต้องการ นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อม Kids Corner แอปฯ เสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อย พร้อมติดตั้งแอปพลิเคชันสำหรับเด็กมาไว้ให้เรียบร้อยในตัวเครื่อง

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือทั้ง 3 สมาร์ทดีไวซ์ ยังคงมาพร้อมกับระบบอีโคซิสเต็มของหัวเว่ย ไม่ว่าจะแบ่งปันข้อมูล ไฟล์ภาพ หรือวิดีโอระหว่างอุปกรณ์ก็ทำได้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย เพียงแค่สัมผัสเดียว ผ่าน HUAWEI Share

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม โปรโมชั่นพิเศษ และรับชมการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของหัวเว่ยพร้อมกันในวันที่ 29 กันยายน2563 ได้ที่ https://www.facebook.com/HuaweimobileTH และ LINE Official Account: @HuaweiMobileThailand เวลา 21.00 น. และสามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่หัวเว่ยออนไลน์สโตร์ https://shop.huawei.com/th

from:https://notebookspec.com/huawei-launches-3smart-devices-matebook-14/538481/

HP mt32 และ HP mt46 โน๊ตบุ๊คขนาดเล็กที่มาพร้อม AMD Ryzen

HP mt32 และ HP mt46 โน๊ตบุ๊คขนาดเล็กสำหรับผู้ที่ต้องการความคล่องตัวเป็นหลักของทาง HP เปิดตัวอย่างเป็นทางการ งานนี้เอาใจผู้ใช้ที่เป็นแฟนๆ AMD โดยเฉพาะกับการใช้งาน APU ซีรีส์ Ryzen ของทาง AMD สเปคอื่นๆ นั้นก็เรียกได้ว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก งานนี้นักธุรกิจเตรียมสอยกันได้เลย

HP mt32 และ HP mt46

HP mt32

เริ่มกันที่รุ่นเล็กก่อนกับ HP mt32 ที่ตัวเครื่องนั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13 นิ้วรองรับความละเอียดที่ระดับ Full HD(1920×1080) ตัวเครื่องใช้ APU รุ่น AMD Ryzen R3 สำหรับสเปคในส่วนอื่นๆ นั้นจะมีดังต่อไปนี้

  • หน่วยความจำแบบ DDR4 เลือกได้สูงสุดที่ขนาด 8 GB
  • แหล้งเก็บข้อมูลแบบ SSD SATA3 ความจุเริ่มต้นที่ 128 GB
  • พอร์ตการเชื่อมต่อประกอบไปด้วย USB-A 3.1 Gen 1 จำนวน 2 พอร์ต, USB-C 3.1 Gen 1 จำนวน 1 พอร์ต, HDMI 1.4b จำนวน 1 พอร์ต, combo audio jack และ Kensington lock slot
  • ชิปโมเด็ม Intel WiFi 6 AX200 wireless card ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 ในตัว
  • ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ชิปโมเด็มรุ่น Intel XMM 7360 WWAN ได้
  • น้ำหนักไม่ถึง 1 kg
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 13 ชั่วโมง
  • ผ่านมาตรฐานความแข่งแกร่ง MIL-STD 810H
  • มาพร้อมระบบปฎิบัติการ Windows 10 IoT(หรือสามารถเลือกเป็น ThinPro OS ของทาง HP เองได้)

HP mt46

สำหรับ HP mt46 นั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 14 นิ้วและมีการเปลี่ยนมาใช้หน่วยประมวลผลเป็นรุ่น AMD Ryzen 3 PRO 4450U แทน สเปคในส่วนอื่นๆ นั้นจะเหมือนกันกับ HP mt32 แต่มีต่างกันตรงที่พอร์ต HDMI นั้นจะเป็นเวอร์ชัน 2.0 เท่านั้น

ทั้งนี้ HP mt32 นั้นยังคงไม่มีการเผยกำหนดการวางจำหน่ายและราคาอย่างเป็นทางการออกมา ทว่า HP mt46 นั้นจะวางจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคมนี้โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ $799 หรือประมาณ 24,450 บาท

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/hp-mt32-and-hp-mt46-two-new-ryzen-based-mobile-thin-clients/538463/

สารพัดคำถามเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

หลังจากเปิดผลทดสอบของ Geforce RTX 3080 ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มักจะมีหลายคำถามของหลายท่านตามมาต่างๆน่าๆเช่น ใช้ซีพียูรุ่นใหนดี ใช้ PSU ขนาดเท่าไรจะเหมาะ มีตัวไหนขายบ้าง และมันจะของขาดแบบนี้อีกนานไหม สาระพัดคำถามที่ทีมงานขอมาไขคำตอบให้

ก่อนอ่านอยากให้เพื่อนๆได้อ่านรีวิว NVIDIA GeForce RTX 3080 การ์ดจอแห่งอนาคต ให้เห็นถึงประสิทธิภาพความแรงกันก่อน และทีมงานจะพาไปพบกับคำตอบที่หลายท่านสงสัยเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

Power Supply ที่แนะนำ

Geforce RTX 3080 กินไฟสูงสุดตามสเปคที่ 320W แล้ว เพราะฉะนั้น PSU ที่แนะนำไม่ควรต่ำกว่า 650W หรือถ้ามากกว่าได้ก็ดี ยิ่งสเปคแรงยิ่งต้องใช้ PSU มากขึ้น อย่างชุดที่ทีมงานทดสอบเป็น Core i9-10900K + RAM 32 GB 2 แถว ,SSD 2 ลูก พัดลมอีก 2 ตัว ระบายความร้อนให้ซีพียู ทีมงานใช้ PSU ขนาด 850W ก็ยังถือว่าเหลือๆสบายๆ

จากการประเมิณผมแนะนำว่าสัก 750W กำลังดี ไม่มากไปไม่น้อยไป เผื่ออุปกรณ์อื่นเช่นพัดลมชุดน้ำได้อยู่ แต่ถ้าเป็นชุดน้ำเปิดพัดลมหลายตัว หรือไฟ RGB มากมาย ผมแนะนำ 850W ขึ้นไปจะดีกว่า

ซีพียูที่แนะนำ

ทีมงานทดสอบกับซีพียู Core i9-10900K การ์ดจอทำงาน 100% ซีพียูจะแกว่งอยู่ราวๆ 40 – 60% เพราะฉะนั้นถ้าลดซีพียูลงเป็น Core i7 หรือ Ryzen 7 ก็ขับได้สบายๆ หรือจะลดลงไปอีกเป็น Core i5 หรือ Ryzen 5 ผมแนะนำเป็นพวกรหัส X หรือ K แบบอันคล๊อคจะสามารถทำงานร่วมกันได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นรุ่นปรกติคิดว่าพอขับไหว แต่เกรงว่าซีพียูอาจจะทำงานหนักจนเกินไป

ความแรงที่แท้จริง

NVIDIA เคลมความแรงของ Geforce RTX 3080 สูงกว่ารุ่นก่อนถึงราว 90% แต่เมื่อทีมงานทดสอบแล้ว เน้นเฉพาะการเล่นเกม Geforce RTX 3080 จะมีเฟรมเรทที่สูงกว่า RTX 2080 Ti อยู่ราวๆ 30 – 40% หรือบางเกมอาจจะทำเฟรมได้สูงถึง 3-4 เท่าเลย และเื่อเทียบกับ RTX 2080 จะอยู่ที่ราว 60-70% แต่ด้วยราคาค่าตัวที่เปิดมาเท่า RTX 2080 แต่แรงกว่า RTX 2080Ti แม้จะไม่เท่าที่คุยไว้ แต่ผมว่าแค่นี้มันก็แรงเกินคุ้มแล้ว

Geforce RTX 3080 Founders Edition จะมีขายในบ้านเราไหม

เรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การ์ดแบบ Founders Edition ที่ NVIDIA ผลิตจะวางจำหน่ายในบ้านเรา ส่วนหนึ่งมาจากกำลังการผลิตที่ไม่สูงมาก เน้นขายแค่ในบางประเทศ และที่สำคัญเลยคือไม่อยากเข้ามาตีกับผู้ผลิตอื่นๆ เพราะเป้าหมายของ NVIDIA คือการผลิตชิปขาย ไม่ได้ต้องการขายการ์ดจอเองเสียทีเดียว (การ์ดแบบ Founders Edition เหมือนเป็นแนวทางการพัฒนาให้ผู้ผลิตอื่นๆมากกว่า เช่นลดขนาดการ์ดลง หรือภาคจ่ายไฟแบบใหม่)

DLSS 2.0 ช่วยได้จริงไหม

ต้องยอมรับว่า Geforce RTX 3080 เหมือนการ์ดซีรีย์ RTX ที่ผลิตมาเสร็จแล้ว เพราะออปชั่นหลายอย่างในรุ่นแรกที่อาจจะใช้ไม่ได้เต็มประสิทะิภาพนัก แต่มาใน Geforce RTX 3080 สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่าง DLSS 2.0 ฟังค์ชั่น AI ที่ NVIDIA พัฒนาเป็นเวอร์ชั่น 2 ช่วยให้เกมสามารถทำเฟรมเรทได้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากปรกติอยู่ที่ 100 FPS เมื่อเปิดโหมด Performance สามารถทำไปได้ถึง 160 FPS หรือในโหมด Quality ก็ยังสามารถรีดเฟรมได้ถึงระดับ 130 FPS และยังช่วยเพิ่มความคมชัดภายในเกมอีกด้วย แต่ต้องเป็นเกมที่รองรับเท่านั้น พร้อมความละเอียด 4K ด้วยนะ

เล่นที่ Full HD หรือ 4K แบบไหนคุ้มกว่า

ถ้าคุณต้องการเล่นเกมที่ความละเอียดสูงถึงระดับ 4K เน้นความละเอียดสูง Geforce RTX 3080 คือคำตอบ บอกได้เลยว่าปรับสุด 4K ได้ทุกเกม ลื่นๆ เนียนๆ เป็นการ์ดจอเล่นเกมเพื่อ 4K ที่ดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าไม่ได้เล่นถึงความละเอียด 4K อาจจะแค่ Full HD ผมว่า Geforce RTX 3080 อาจจะเกินความจำเป็นไปหน่อย เพราะแม้จะรีดเฟรมเรทได้สูง แต่มันก็เกินที่เราจะรู้สึกได้ไปแล้ว (ยกเว้นจะเอาไปขิงเพื่อนอะนะ) อาจจะลดสเปคลงไปเล่นพวก RTX 2070 ,2080 หรือเอาเงินไปลงส่วนอื่นก่อนรอการมาถึงของ RTX 3070 จะดูคุ้มค่ากว่านะ

ของขาดอีกนานไหม

Geforce RTX 3080 ทั้งการ์ด FE ในต่างประเทศ และการ์ด Custom ทั่วโลกของขาดหนักมาก ที่มาจากปัยหาหลายส่วนแต่หลักๆมาจากกำลังการผิตชิปของ NVIDIA ที่ยังไม่สามารถผลิตออกมาได้เต็มที่นัก ความต้องการของทั้งโลกที่มีอยู่สูงมีเท่าไรก็ซื้อกันหมด เพราะผลทดสอบแสดงให้เห็นว่ามันแรงกว่ารุ่นก่อนจริง คาดการว่าช่วงกลางเดือนหน้าหลังกำหนดการวางขายของ RTX 3070 น่าจะเริ่มดีขึ้น (เพราะคนรอ RTX 3070 มากกว่า 5555) เอาเป็นว่าใจเย็นๆนะครับ เดี๋ยวมีเข้ามาอีกเรื่อยๆแน่นอน

“เพื่อนๆท่านไหนมีคำถามเพิ่ม สงสัยอะไร สอบถามกันเข้ามาได้เลย เดี๋ยวทีมงานจะหาคำตอบมาให้อีกจ้า”

from:https://notebookspec.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-geforce-rtx-3080/537654/

สารพัดคำถามเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

หลังจากเปิดผลทดสอบของ Geforce RTX 3080 ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มักจะมีหลายคำถามของหลายท่านตามมาต่างๆน่าๆเช่น ใช้ซีพียูรุ่นใหนดี ใช้ PSU ขนาดเท่าไรจะเหมาะ มีตัวไหนขายบ้าง และมันจะของขาดแบบนี้อีกนานไหม สาระพัดคำถามที่ทีมงานขอมาไขคำตอบให้

ก่อนอ่านอยากให้เพื่อนๆได้อ่านรีวิว NVIDIA GeForce RTX 3080 การ์ดจอแห่งอนาคต ให้เห็นถึงประสิทธิภาพความแรงกันก่อน และทีมงานจะพาไปพบกับคำตอบที่หลายท่านสงสัยเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

Power Supply ที่แนะนำ

Geforce RTX 3080 กินไฟสูงสุดตามสเปคที่ 320W แล้ว เพราะฉะนั้น PSU ที่แนะนำไม่ควรต่ำกว่า 650W หรือถ้ามากกว่าได้ก็ดี ยิ่งสเปคแรงยิ่งต้องใช้ PSU มากขึ้น อย่างชุดที่ทีมงานทดสอบเป็น Core i9-10900K + RAM 32 GB 2 แถว ,SSD 2 ลูก พัดลมอีก 2 ตัว ระบายความร้อนให้ซีพียู ทีมงานใช้ PSU ขนาด 850W ก็ยังถือว่าเหลือๆสบายๆ

จากการประเมิณผมแนะนำว่าสัก 750W กำลังดี ไม่มากไปไม่น้อยไป เผื่ออุปกรณ์อื่นเช่นพัดลมชุดน้ำได้อยู่ แต่ถ้าเป็นชุดน้ำเปิดพัดลมหลายตัว หรือไฟ RGB มากมาย ผมแนะนำ 850W ขึ้นไปจะดีกว่า

ซีพียูที่แนะนำ

ทีมงานทดสอบกับซีพียู Core i9-10900K การ์ดจอทำงาน 100% ซีพียูจะแกว่งอยู่ราวๆ 40 – 60% เพราะฉะนั้นถ้าลดซีพียูลงเป็น Core i7 หรือ Ryzen 7 ก็ขับได้สบายๆ หรือจะลดลงไปอีกเป็น Core i5 หรือ Ryzen 5 ผมแนะนำเป็นพวกรหัส X หรือ K แบบอันคล๊อคจะสามารถทำงานร่วมกันได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นรุ่นปรกติคิดว่าพอขับไหว แต่เกรงว่าซีพียูอาจจะทำงานหนักจนเกินไป

ความแรงที่แท้จริง

NVIDIA เคลมความแรงของ Geforce RTX 3080 สูงกว่ารุ่นก่อนถึงราว 90% แต่เมื่อทีมงานทดสอบแล้ว เน้นเฉพาะการเล่นเกม Geforce RTX 3080 จะมีเฟรมเรทที่สูงกว่า RTX 2080 Ti อยู่ราวๆ 30 – 40% หรือบางเกมอาจจะทำเฟรมได้สูงถึง 3-4 เท่าเลย และเื่อเทียบกับ RTX 2080 จะอยู่ที่ราว 60-70% แต่ด้วยราคาค่าตัวที่เปิดมาเท่า RTX 2080 แต่แรงกว่า RTX 2080Ti แม้จะไม่เท่าที่คุยไว้ แต่ผมว่าแค่นี้มันก็แรงเกินคุ้มแล้ว

Geforce RTX 3080 Founders Edition จะมีขายในบ้านเราไหม

เรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การ์ดแบบ Founders Edition ที่ NVIDIA ผลิตจะวางจำหน่ายในบ้านเรา ส่วนหนึ่งมาจากกำลังการผลิตที่ไม่สูงมาก เน้นขายแค่ในบางประเทศ และที่สำคัญเลยคือไม่อยากเข้ามาตีกับผู้ผลิตอื่นๆ เพราะเป้าหมายของ NVIDIA คือการผลิตชิปขาย ไม่ได้ต้องการขายการ์ดจอเองเสียทีเดียว (การ์ดแบบ Founders Edition เหมือนเป็นแนวทางการพัฒนาให้ผู้ผลิตอื่นๆมากกว่า เช่นลดขนาดการ์ดลง หรือภาคจ่ายไฟแบบใหม่)

DLSS 2.0 ช่วยได้จริงไหม

ต้องยอมรับว่า Geforce RTX 3080 เหมือนการ์ดซีรีย์ RTX ที่ผลิตมาเสร็จแล้ว เพราะออปชั่นหลายอย่างในรุ่นแรกที่อาจจะใช้ไม่ได้เต็มประสิทะิภาพนัก แต่มาใน Geforce RTX 3080 สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่าง DLSS 2.0 ฟังค์ชั่น AI ที่ NVIDIA พัฒนาเป็นเวอร์ชั่น 2 ช่วยให้เกมสามารถทำเฟรมเรทได้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากปรกติอยู่ที่ 100 FPS เมื่อเปิดโหมด Performance สามารถทำไปได้ถึง 160 FPS หรือในโหมด Quality ก็ยังสามารถรีดเฟรมได้ถึงระดับ 130 FPS และยังช่วยเพิ่มความคมชัดภายในเกมอีกด้วย แต่ต้องเป็นเกมที่รองรับเท่านั้น พร้อมความละเอียด 4K ด้วยนะ

เล่นที่ Full HD หรือ 4K แบบไหนคุ้มกว่า

ถ้าคุณต้องการเล่นเกมที่ความละเอียดสูงถึงระดับ 4K เน้นความละเอียดสูง Geforce RTX 3080 คือคำตอบ บอกได้เลยว่าปรับสุด 4K ได้ทุกเกม ลื่นๆ เนียนๆ เป็นการ์ดจอเล่นเกมเพื่อ 4K ที่ดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าไม่ได้เล่นถึงความละเอียด 4K อาจจะแค่ Full HD ผมว่า Geforce RTX 3080 อาจจะเกินความจำเป็นไปหน่อย เพราะแม้จะรีดเฟรมเรทได้สูง แต่มันก็เกินที่เราจะรู้สึกได้ไปแล้ว (ยกเว้นจะเอาไปขิงเพื่อนอะนะ) อาจจะลดสเปคลงไปเล่นพวก RTX 2070 ,2080 หรือเอาเงินไปลงส่วนอื่นก่อนรอการมาถึงของ RTX 3070 จะดูคุ้มค่ากว่านะ

ของขาดอีกนานไหม

Geforce RTX 3080 ทั้งการ์ด FE ในต่างประเทศ และการ์ด Custom ทั่วโลกของขาดหนักมาก ที่มาจากปัยหาหลายส่วนแต่หลักๆมาจากกำลังการผิตชิปของ NVIDIA ที่ยังไม่สามารถผลิตออกมาได้เต็มที่นัก ความต้องการของทั้งโลกที่มีอยู่สูงมีเท่าไรก็ซื้อกันหมด เพราะผลทดสอบแสดงให้เห็นว่ามันแรงกว่ารุ่นก่อนจริง คาดการว่าช่วงกลางเดือนหน้าหลังกำหนดการวางขายของ RTX 3070 น่าจะเริ่มดีขึ้น (เพราะคนรอ RTX 3070 มากกว่า 5555) เอาเป็นว่าใจเย็นๆนะครับ เดี๋ยวมีเข้ามาอีกเรื่อยๆแน่นอน

“เพื่อนๆท่านไหนมีคำถามเพิ่ม สงสัยอะไร สอบถามกันเข้ามาได้เลย เดี๋ยวทีมงานจะหาคำตอบมาให้อีกจ้า”

from:https://notebookspec.com/many-questions-about-the-geforce-rtx-3080/537654/