คลังเก็บป้ายกำกับ: 0._TOP_CONTENT

Preview – ConceptD 7 Ezel สุดยอด Notebook สาย Digital Content Creator ขั้นเทพสุด มีปากกา EMR ในตัว

ConceptD 7 Ezel นี้เป็นการต่อยอดมาจาก ConceptD 7 ซึ่งเป็น Notebook สายทำงาน Digital Content Creator จากทาง Acer มาในรูปแบบ 2-in-1 Notebook พลิกหน้าจอไปมาได้ด้วยบานพับของ Ezel ที่ได้จดสิทธิบัตร (คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง ConceptD 9 แต่คนละแบบ) จัดเต็มด้วยสเปกประสิทธิภาพสูงอย่างชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX (รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที) ส่งผลให้มีความแรงเทียบกับ Deskto PC สบายๆ ภายใต้ตัวเครื่องที่เบา 2.1 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 17.9 มิลลิเมตร โดดเด่นสุดๆ ด้วยการที่มีปากกา Wacom EMR ในตัวพร้อมที่เก็บเนียนไปกับตัวเครื่อง

ConceptD 7 Ezel มีหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ แต่กลับมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง (ใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ยุคก่อนๆ) ผนวกกับหน้าจอ IPS เกรดสูง มีความละเอียดหน้าจอ 4K UHD (3840 x 2160 พิกเซล) พร้อมได้ PANTONE® Validated มาตรฐาน Adobe RGB ได้ 100% มีค่าความผิดเพี้ยนของสี delta-E น้อยกว่า 2 ส่วนกระจกเป็น Gorilla Glass 6 ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการมอบประสบการณ์ใหม่ๆในการเล่นเกมแบบเต็มประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรู วัสดุเป็นอลูมิเนียมสีขาวตลอดทั้งตัวเครื่องแซมด้วยสีส้มตามสไตล์ ConceptD สนนราคาที่ 2,699 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 80,000 บาท

ซึ่งหลักๆ แล้ว ConceptD 7 Ezel จะแบ่งออกเป็นรุ่นปกติ ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX Series ส่วนอีกรุ่นอีกสเปกจะเป็นชิปประมวลผล Intel Xeon ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสตูดิโออย่าง NVIDIA Quadro RTX Series โดยชื่อจะตอกย้ำความเป็นมืออาชีพยิ่งกว่าในชื่อ ConceptD 7 Ezel Pro

ส่วนรายละเอียดต่างๆ ก็จะเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแรมเป็นแบบ ECC ขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 2TB และติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro นับได้ว่าทาง Acer มีความตั้งใจเป็นอย่างมากในการนำเสนอ Notebook ที่เน้นการใช้งานเรื่องงานสร้างสรรค์ที่ปัจจุบันมีการขยายตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีความหลากหลายกว่าเดิม ทำให้ในส่วนของ ConceptD มีให้เลือกมากมายนั่นเอง

  

ที่สำคัญนอกจากความเป็นที่สุดยอด 2-in-1 Notebook ตัวแรงระดับมืออาชีพแล้วก็คือ ConceptD 7 Ezel มีโหมดหน้าจอให้เลือกถึง 5 โหมด จากการที่บานพับมีคสามพิเศษที่สามารถพับพลิกไปมาได้อิสระ ซึ่งแบ่งออกเป็นโหมดต่างๆ ได้แก่ Sharing Mode, Floating Mode, Stand Mode, 2 Pad Mode และ Display Mode ที่ต้องยอมรับว่ามันดีจริงๆ ในเรื่องของมุมมองการใช้งานต่างๆ นับได้เหนือชั้นกว่า Notebook ทั่วไปแน่นอน แม้ราคาดูสูงแต่จัดเต็มทุกฟีเจอร์จริงๆ อย่างที่โน้ตบุ๊คปกติทั่วไปไม่สามารถให้ได้ง่ายๆ

ConceptD 7 Ezelใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D Gen 4 ใช้พัดลม 2 ตัว ตัวละ 59 ใบพัดขนาด 0.1 มิลลิเมตร ออกแบบพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกการบินที่เงียบสนิทและทรงพลังของนกฮูก ปลายใบพัดลมของเราจึงมีรอยหยักเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอด้วยฮีทไปป์รวมกันถึงหลายเส้น ที่ใหญ่กว่าทุกๆ รุ่นหายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

  

เรื่องของการดีไซน์ออกแบบ หลักๆ ConceptD 7 Ezel ยังมีทรงคล้ายๆ กับ ConceptD 7 เรียกได้ว่าถอดแบบกันมาเลยดีกว่า ซึ่งจากการที่ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอทั้งตัวเครื่องทำให้ดูแข็งแรงทนทานและหรูหรา รวมไปถึงการพกพาก็สะดวก ด้วยหน้าจอขอบบางทำให้แม้จะเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ แต่ขอบหน้าจอบางเฉียบให้มิติโดยรวมตัวเครื่องทั้งหมดมีขนาดที่เล็กกระชับ มีความบางที่ 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นับว่ามีความบางเบากว่ารุ่นก่อนมาก รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น กับน้ำหนักเบาเพียง 2.1 กิโลกรัม

สีสันก็ยังคงเอกลักษณ์สีขาวสว่างทั้งตัวเครื่อง ทำให้ดูเรียบง่ายเรียบเนียนสวยงาม พร้อมความพิเศษจากการที่ การใช้เทคโนโลยี Micro-Arc Oxidation เป็นการใช้ไฟฟ้าแรงสูงเผาวัสดุอลูมิเนียมก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีถึงระดับจุลภาค กำเนิดเป็น Magnesium-Lithium พื้นผิวเซรามิคเคลือบทับวัสดุอีกที ทำให้ตัวเครื่องทนทานต่อรอยขีดข่วนเรียบหรูคงทน พร้อมความหรูหราและสวยงาม

โดยฝาหลังของ ConceptD 7 Ezel เป็นอลูมิเนียมดูสวยงามดุดันซึ่งไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย นอกจากขอบฝาด้านบนจะเป็นคำว่า ConceptD ส่วนด้านในเหนือคีย์บอร์ดก็เป็นอีกจุกที่มีความว่า ConceptD เรียกได้ว่าไม่มีคำว่า Acer อยู่เป็นตัวเครื่องเลย ทำให้แตกต่างจากโน้ตบุ๊คของทาง Acer ที่เป็นรุ่นอื่นๆ ชัดเจนทีเดียว

  

ConceptD 7 Ezel  มีตัวเครื่องที่มาพร้อมกับหน้าจอใหญ่ถึง 15.6”ขอบหน้าจอบางก็จริง แต่ก็ยังสามารถที่จะติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ โดยเลือกตัดคีย์ตัวเลข (Numpad) ออกไป โดยตัวปุ่มจะเป็นสีขาวเข้ากับตัวเครื่อง มีฟอนต์เป็นสีเทารวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ Backlit สีส้มที่ดูแล้วโดดเด่นและแตต่าง (ปรับแสงได้ 5 ระดับ) ที่ให้ความสว่างพอสมควร ใช้งานในที่แสงน้อยหรือกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความนุ่มติดมือ รู้สึกได้เลยว่าดีกว่าโน้ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน

ในส่วนทัชแพดนั้นจะมีขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ออกแบบปุ่มมาเป็นแบบชิ้นเดียวซ่อนปุ่มตามสมัยนิยมทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา มีขอบเป็นสีเงินสวยงาม ให้ความลื่นไหลในการใช้งานเป็นอย่างดี ซึ่งตัวทัชแพดจะวางตัวไปทางด้านซ้ายของเครื่องเล็กน้อยไม่ได้อยู่ตรงกลางหน้าจอเป๊ะๆ โดยรวมก็สามารถใช้งานได้ดีไม่ปัญหาแต่อย่างใด

  

หน้าจอของ ConceptD 7 Ezel มีขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 81% ด้วยขอบจอบางเฉียบบนความละเอียด 4K UHD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ให้ทั้งความเรียบเนียนตาหรือพื้นที่ในการใช้งานมากกว่า Full HD หลายเท่าตัว กับพาเนล IPS แบบ 60Hz เกรดสูง มาตรฐาน PANTONE® Validated ให้ค่าความสีคลาดเคลื่อนเพียง Delta E < 2 พร้อมขอบเขตสีระดับ 100% Adobe RGB ให้สีสันที่สวยงามเที่ยงตรงแบบสุดๆ เหนือกว่าโน้ตบุ๊คปกติทั่วไป ที่สำคัญมีความสว่างมากๆ ที่ 400-nit ทำให้ใช้งานนอกสถานที่หรือตามสตูดิโอได้สบายๆ อีกทั้งยังปรับโปรไฟล์สีและมอนิเตอร์โหลดของระบบได้ผ่านโปรแกรม ConceptD Palette ได้ด้วย

ซึ่งตรงนี้ทำให้รองรับการทำงานระดับมืออาชีพได้สมบูรณ์แบบทีเดียว เหมาะกับงานที่จริงจังเรื่องสีสันและความละเอียดของหน้าจอ รวมไปถึงเมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีทั้งทำงานแบบจริงจัง ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าอื่นๆ พร้อมกางได้ถึง 145 องศา ซึ่งมียางรองพิเศษที่ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้น ทำให้ระบายความร้อนดียิ่งกว่า พร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบ 720p และไมโครโฟนไว้ขอบตัวเเครื่องด้านบน ให้ความแตกต่างจากมาตรฐานของโน้ตบุ๊คทั่วไป

  

สำหรับปากกาสไตลัสที่ติดตั้งบนตัวเครื่องของ ConceptD 7 Ezel เป็นของแบรนด์ Wacom ที่ทุกคนมั่นใจได้ กับการใช้งานระดับมืออาชีพ คือความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ พร้อมด้วยเทคโนโลยี EMR (Electro-Magnetic Resonance) ปากกาที่ไร้แบตเตอรี่พร้อมความไวต่อแรงกด 4,096 ระดับจึงมอบประสบการณ์การวาดภาพที่เป็นธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งาน นอกจากนั้นยังมอบความสะดวกสบายด้วยการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และน้ำหนักที่เบาเพื่อนำเสนอความแม่นยำและการควบคุมให้แก่เรา โดยปากกาถูกติดั้งไว้ที่ขอบหน้าจอด้านขวาของตัวเครื่อง

  

ConceptD 7 Ezel จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.1 Type-A, 2 x Thunderbolt 3 (USB 3.1 Type-C, mini DisplayPort, USB-PD), HDMI, RJ45 และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน ที่สำคัญยังเลือกติดตั้งช่อง SD(XC/HC) Card reader ไว้ที่ขอบของด้านหน้าตัวเครื่องด้วย ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดดีที่สุด พร้อมมีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน

  

สำหรับแนวคิดของ ConceptD 7 Ezel จะถูกว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่เน้นการใช้งานประมวลผลสูง ๆ เป็นเวลานาน สเปคภายในใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H หรือ Intel Xeon รุ่นล่าสุด โดยทำงานร่วมกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX / Quadro RTX รุ่นใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมใช้งานโปรแกรมต่างๆ ประเภท VR, AI และการประมวลผล Big Data รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ต่างๆ อย่างตระกูลของ Adobe

สนับสนุน Ray-Tracing  รองรับงานประมวลผลหนักๆ ไม่ว่าจะเป็น AI/deep learning, การจำลองทางวิศวกรรม และสตูดิโออนิเมชั่น ที่อยู่บนแพลตฟอร์ม Nvidia Studio ซึ่งจะมาพร้อมกับ SDKs และ APIs ที่ถูกเพิ่มเข้ามาช่วยให้ผู้ที่ทำงานทางด้านกราฟิกซึ่งใช้ฮาร์ดแวร์ของทาง NVIDIA สามารถใช้งานในการสร้างสรรค์งานได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งจัดเต็มด้วยแรม ECC ขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 2TB

สำหรับ ConceptD 7 Ezel มาในรูปแบบของ 2-in-1 Notebook ซึ่งมีดีไซน์ตัวเครื่องมาในทิศทางของ ConceptD 7 รุ่นปกติ โดยตัวเครื่องนั้นจะมาพร้อมกับแกนยึดหน้าจอที่สามารถปรับแต่งรูปแบบสำหรับการใช้งานได้ พร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 15.6″ 4K ด้วยมาตรฐาน AdobeRGB ที่ 100% (Delta E น้อยกว่า 2) ใช้กระจก Gorilla Glass 6 เรียกได้เป็นหน้าจอที่เทพมากๆ ทั้งความละเอียด คุณภาพ ค่าสี และขอบเขตสี ที่หาได้ยากในโน้ตบุ๊คปกติทั่วไป

สำหรับตัวหน้าจอยังรองรับการทำงานร่วมกับปากกาสไตลัสที่ทาง Acer ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นมากับทาง Wacom EMR ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่และมีที่เก็บในตัวที่เรียบเนียน โดยตัวสไตลัสสามารถรองรับแรงกดได้ต่างกันถึง 4,096 ระดับ ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การจดโน้ตหรือไฮไลต์ ไปจนถึงการวาดภาพ เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการใช้ปากกาจริงๆ อย่างที่สุด เมื่อใช้งานร่วมกับหน้าจอที่ปรับหมุนไปมาได้ ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายอย่างที่สุด ไว้มีโอกาสแอดมินโป้งจะมารีวิวตัวจริงกันอีกทีของ ConceptD 7 Ezel นะครับ

from:https://notebookspec.com/preview-conceptd-7-ezel-digital-content-creator/510904/

มีงบ 20,000 บาท ซื้อ Notebook จอ 15.6″ สำหรับทำงาน / เรียน เน้นเบาๆ พกพาบ่อย แบตอยู่นานๆ รุ่นไหนดี

ช่วง Notebook งบประมาณในการซื้อ 20,000 บาท จัดได้ว่ามีความนิยมสูงอย่างมาก เพราะเป็นช่วงราคาที่ไม่สูงเกินไป เหมาะกับนักเรียนนักศึกษาคนทำงาน ที่ต้องการโน้ตบุ๊คไว้ใช้งานพื้นฐานซักเครื่อง อาทิ การใช้โปรแกรมออฟฟิศ การดูหนังฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ รวมไปถึงนำไปใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอหรือเล่นเกมบ้าง ก็สนับสนุนการใช้งาานได้อย่างลื่นไหลอยู่ แน่นอนว่ามาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้งานได้ทันที แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 6 – 10 ชั่วโมง ใช้งานนอกสถานที่สบายๆ

สเปกหลักๆ มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 หรือ AMD Ryzen 3000 รหัส U รุ่นใหม่ประหยัดพลังงานพิเศษ ได้แรมพื้นฐานมาขนาด 8GB ได้ ที่เก็บข้อมูลเป็นมาตรฐาน SSD M.2 NVMe ความจุ 256 – 512GB (บางรุ่นติดตั้ง HDD 2.5″) ได้หน้าจอที่ใหญ่เหมาะสมกับการใช้งานด้วยขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนลเป็น IPS หรือ TN ให้สีสันที่สวยงาม โดยตัวเครื่องมีน้ำหนักเริ่มต้นเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น พกพาติดตัวไปไหนมาไหนสะดวกมากๆ ที่สำคัญบางรุ่นมีโปรแกรม Office ให้ใช้งานฟรีๆ ด้วย จะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง ไปชมกันต่อเลย

ASUS VivoBook 15 X512DA : Ryzen 5 3500U ราคา 16,900 บาท

ASUS VivoBook 15 X512DA ได้ดีไซน์บางเบา Thin & Light ขอบจอบางเฉียบ NanoEdge ทั้ง 4 ด้าน สัดส่วนจอแสดงผล 88% แถมมีฟีเจอร์บานพับ ErgoLift เหมือนในรุ่นพี่ ZenBook เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า มาพร้อมสีสัน 4 เฉดสีที่แตกต่างจากคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น สีเงิน (Transparent Silver), สีเทา (Slate Grey), สีแดงแสด (Coral Crush) และ สีน้ำเงิน (Peacock Blue) ซึ่งขอบจอด้านในจะตัดเป็นสีดำดูแล้วมีความสวยงามลงตัว โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 10 ชั่วโมง

จัดได้ว่า ASUS VivoBook 15 X512DA เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ที่ทำมาได้สวยมาก มีความบางเบาเน้นพกพา ด้วยน้ำหนักเพียง 1.75 กิโลกรัมเท่านั้น รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เท่านั้น ฝาหลังจะเป็นไปตามสีของตัวเครื่อง ประกอบกับวัสดุพลาสติกคุณภาพสูงให้สัมผัสที่ดูดีเกินราคา ซึ่งอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge พร้อมกับเวลากางหน้าจอ ตัวเครื่องจะยกสูงขึ้น 2 องศา

สเปกภายในใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด AMD Ryzen 5 3500U (2.10 – 3.70 GHz) เป็นสถาปัตยกรรม 12 nm Zen+ รุ่นใหม่ ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด การ์ดจอออนบอร์ด VEGA 8 ประสิทธิภาพดี รองรับการเล่นเกมออนไลน์พอได้  แรมให้มาขนาด 4GB DDR4 แบบฝังบอร์ด และ 4GB ติดมาอีกแถว รวมเป็น 8GB (ติดตั้งได้สูงสุดที่ 20GB) สำหรับฮาร์ดดิสก์ให้มาทั้ง SSD ความเร็วสูงแบบ NVMe M.2 ความจุ 256GB + HDD 1TB ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 15.6″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล TN คุณภาพดี

มีลำโพงคุณภาพทำงานร่วมกับระบบเสียง ASUS SonicMaster ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ USB 3.1 Type-C, USB 3.1 Type-A , USB 2.0 Type-A, HDMI, และ microSD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Dual-band Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 4.1 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี

Lenovo IdeaPad S340 15 : Core i5-1035G4 ราคา 17,490 บาท

Lenovo IdeaPad S340 15 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ดีไซน์บางเบา Thin & Light วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดี มองไปคล้ายกับโลหะใีพื้นผิวเรียบเนียนจับแล้วติดมือ ได้ขอบจอบาง Narrow Bezel ทั้ง 3 ด้านซ้ายขวาและขอบบน ทำให้มีสัดส่วนจอแสดงผลเยอะกว่าโน้ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ ๆ แบบก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ซึ่งขอบจอด้านในเป็นสีดำตัดกับสีตัวเครื่องโดยรวมอย่าง Platinum Grey ดูแล้วมีความสวยงามลงตัว เครื่องบางเพียง 17.9-19.4 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักที่ 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ด้วย

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้คีย์บอร์ดด้านขวาเท่านั้น ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย

ใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด Intel Core i5-1035G4 (1.10 – 3.70 GHz) เป็นสถาปัตยกรรม 10 นาโนเมตร Ice Lake รุ่นใหม่ ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด การ์ดจอออนชิป Intel Iris Plus Graphics ประสิทธิภาพดี รองรับการเล่นเกมออนไลน์พอได้  แรมให้มาขนาด 8GB DDR4 แบบฝังบอร์ด และรองรับการติดตั้งอีก 1 แถว สำหรับฮาร์ดดิสก์ให้มาทั้ง SSD ความเร็วสูงแบบ NVMe M.2 ความจุ 512GB

ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 15.6″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพดี สีสันสดใส มุมมองกว้างกว่าพาเนล TN พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 1 x USB 3.1 Type-C, 2 x USB 3.1 Type-A, HDMI, และ SD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 4.2 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ และ Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท)พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี

Huawei MateBook D15 : Ryzen 5 3500U ราคา 17,990 บาท

วัสดุตัวเครื่องของ Huawei MateBook D15 เลือกใช้เป็นอลูมิเมียมอัลลอยด์ตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งมีงานประกอบที่ยอดเยี่ยม ทนทานแน่นหนา ที่สำคัญยังเป็นแบบ Unibody นั่นก็คือแทบจะไร้รอยต่อ ประกอบด้วยกันเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ก็คือ ฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และฝาล่างเท่านั้น (ตรงนี้เป็นพลาสติก) ทั้งจากที่ดูด้วยตาเปล่าและการสัมผัส พร้อมพื้นผิวเป็นแบบทรายทำให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยากกว่าปกติ ตรงนี้ถือว่าเป็นความใส่ใจเพราะเราไม่ต้องค่อยมาเช็ดหรือทำความสะอาดบ่อยๆ

เรื่องการออกแบบดีไซน์ของ Huawei MateBook D15 โดดเด่นด้วยหน้าจอมีขอบบางสุดๆ ที่ 5.3 มิลลิเมตร คิดเป็นพื้นที่ 87% ของสัดส่วนหน้าจอทั้งหมด ที่เป็นขนาดหน้าจอขนาด 15.6″ ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ FullView screen สัดส่วนแบบ 16:9 ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้พกพาสะดวก มีความบางเพียง 16.9 มิลลิเมตรเท่านั้น น้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.62 กิโลกรัม ทำให้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอใหญ่ที่พกพาสะดวกรุ่นนึงทีเดียว การใช้งาน Windows Hello จะเป็นการสแกนนิ้วมือ Fingerprint ซึ่งเป็นปุ่ม Power ในปุ่มเดียว ที่เปิดปุ๊มสแกนปั๊บในครั้งเดียว

ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 3000 รหัส U อย่าง AMD Ryzen 5 3500U (2.1 – 3.7GHz) เป็นสถาปัตยกรรม 12 nm Zen+ รุ่นใหม่ ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด การ์ดจอออนบอร์ด VEGA 8 ประสิทธิภาพดี รองรับการเล่นเกมออนไลน์พอได้ แรมให้มาขนาด 8GB DDR4 สำหรับที่เก็บข้อมูลให้มาทั้ง SSD ความเร็วสูงแบบ NVMe M.2 ความจุ 256GB ที่เพียงพอกับทุกๆ การใช้งาน รวมไปถึงมีฮาร์ดดิสก์ HDD SATA 3 ความจุ 1TB ไว้สำรองไฟล์ด้วย เหมาะกับคนที่ใช้งานมือถือ Huawei อยู่แล้วที่สุด เพื่อใช้งานทั่วไปร่วมกันผ่านทาง Huawei Share ช่วยเรื่องของแชร์ไฟล์และแชร์หน้าจอได้อย่างเต็มรูปแบบ

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล IPS คุณภาพดี ขอบหน้าจอบางเฉียบ ส่งผลให้ต้องติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ระหว่างปุ่ม F6 – F7 ลักษณะการใช้งานเป็นแบบ Pop-up และมีไมค์ดิจิตอลติดตั้งอยู่ขอบตัวเครื่องด้านหน้า ส่วนพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 2.0 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.0 Type-A จำนวน 1 ช่อง, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ

และยังมี USB-C ที่ชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์มาให้ด้วย พร้อมอแดปเตอร์ 65W ชาร์จทาง USB-C ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 160 กรัมเท่านั้น แน่นอนว่ารองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย นับว่าเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าโน้ตบุ๊คช่วงราคาเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 AC กับ Bluetooth 4.2 และมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.69 กิโลกรัม พร้อมการรับประกัน 2 ปีตามมาตรฐานของ Huawei สนนราคาที่ 17,990 บาท

HP 15s : Core i5-10210U ราคา 16,900 บาท

ดีไซน์การออกแบบของ HP 15s รุ่นปี 2019 วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด (มองไปคล้ายโลหะมากๆ) เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน สีสันเป็นสีเงิน Natural Silver ตลอดทั้งตัวเครื่อง จะเป็นพลาสติกทั้งหมดแต่งานประกอบแน่นหนา ฝาหลังเป็นแบบเรียบๆมีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้บริเวณคีย์บอร์ดจะเรียบๆ เช่นกัน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่ที่มุมบนซ้ายด้านบนของคีย์บอดร์ด

ส่วนด้านในตัวเครื่องบริเวณที่พักข้อมือก็จะเป็นสีเงินเช่นเดียวกัน แค่มีการเล่นลวดลายคล้ายโลหะแบบปัดเสี้ยน รวมถึงแป้นคีย์บอร์ดก็เป็นสีเงิน ช่วยเสริมความสวยงามได้ดี จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่บางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.69 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องที่ 17.9 มิลลิเมตร ตามสไตล์โน้ตบุ๊คสมัยนี้ที่เน้นบางเบาและขอบจอต้องบางด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คอีกรุ่นที่ราคาไม่แพง เน้นใช้งานทั่วไป ประสิทธิภาพดีลื่นไหลใช้งานได้ยาวๆ

มาพร้อมสเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับกลางอย่าง Intel Core i5-1035G1 (Ice Lake) ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.0 – 3.6GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 15Wattโดยมีการ์ดจอบนชิปเป็น Intel UHD Graphics G1 ที่รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนใส่ฮาร์ดดิสก์ให้มาแบบ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB พร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 ราคา 16,990 บาท

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล TN คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2 และมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.69 กิโลกรัม พร้อมการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนไว้ใจได้

Acer Swift 3 : Core i5-1035G1 + MX250 ราคา 19,390 บาท

Acer Swift 3 เครื่องนี้ใช้วัสดุประกอบหลักเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์คุณภาพดีให้สัมผัสใกล้เคียงกับรุ่นปีอย่าง Acer Swift 5 โดยสีสันเป็น Steel Gray ออกแนวเทาๆ เงินๆ หรือสีชมพู Millennial Pink ที่เหมาะกับทั้งหนุ่มๆ ลุคเท่แบบคลูๆ หรือสาวๆ ที่ดูน่ารักสดใส  ซึ่งทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน้ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดีที่มาพร้อมราคาที่คุ้มค่ากว่ารุ่นเดิม

ส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยมาพร้อมกับบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.19 กิโลกรัมเท่านั้น (รุ่นก่อน 1.35 กิโลกรัม) ถือได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14 นิ้ว แต่ตัวเครื่องเทียบเท่ากับหน้าจอ 13.3″ อย่างรุ่นก่อนๆ ที่บางเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้นแบบรู้สึกได้ จนรุ่นเก่าต้องอิจฉาเลยทีเดียว กับแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเป็น 10 ชั่วโมง พร้อมยังสามารถชาร์จได้รวดเร็วด้วยการชาร์จเพียง 30 นาที ก็สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง

Acer Swift 3 สเปก Core i5-1035G1 มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 1.0 GHz และเร่งความเร็วด้วย TurboBoost ได้เป็น 3.6 GHz ส่วนการ์ดจอออนชิปก็เป็นรุ่นใหม่ Intel UHD Graphics G1 เป็นสถาปัตยกรรม Ice Lake 390เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร ที่เล็กและร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้น พ่วงด้วยการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX250 รุ่นใหม่ ที่แรงระดับเทียบเคียง GTX 950M ทำให้พอเล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ แต่ให้ความร้อนที่น้อย แรมให้มาขนาด 8GB DDR4 เพียงพอต่อการใช้งานทันที ส่วน SSD M.2 NVMe มีมาให้ขนาด 512GB มาพร้อมความเร็วสูงและพื้นที่ใส่ไฟล์ใหญ่ๆ ได้สบายๆ

หน้าจอขนาด 14″ เป็นพาเนล IPS ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส ได้ Windows 10 แท้ ประกันเป็น 2 ปี หรือ 3 ปี (ปีแรก On-site) โดยรองรับการส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ Thunderbolt 3 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด สนนราคาปัจจุบันที่ 19,390 บาท ประกันจะเป็น 2 ปีส่งเคลมศูนย์ปกติ

from:https://notebookspec.com/budget-of-20000-baht-buy-a-15-6-notebook-screen-for-work-study-focus-on-light-often-portable/509962/

Preview – Acer Spin 5 สเปก Core i Gen 10 จอเทพ 13.5″ 2K สัดส่วน 3:2 มีที่เก็บปากกา Wacom ในตัว

Acer Spin 5 รุ่นใหม่ล่าสุด ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2020 ซึ่งล่าสุด Acer ประเทศไทยได้นำมาในสัมผัสตัวจริงแล้ว บทความนี้แอดมินโป้งเลยนำมาเขียนพรีวิวก่อน โดยจัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ทั้ง i5 / i7 สถาปัตยกรรม Ice Lake (10 นาโนเมตร) ที่ได้การ์ดจอออนชิปเป็น Iris Plus Graphic อย่าง G4 / G7

โดดเด่นด้วยการมีหน้าจอขนาด 13.5″ พาเนล IPS เกรดสูง เป็นสัดส่วน 3:2 ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ​เน้นใช้งานพื้นที่ที่มากกว่า รองรับการใช้งานปากกา Acer Active Wacom AES Stylus ที่สำคัญคือมีที่เก็บปากกาในตัวเครื่องเลย แน่นอนว่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่แรงและดีที่สุด

Acer Spin 5 จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ได้หน้าจอเป็น 13.5″ ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความละเอียดระดับ 2K คุณภาพสูงให้มุมมองที่กว้าง โดยมีน้ำหนักของตัวเครื่องเพียง 1.2 กิโลกรัม มาพร้อมกับ Windows Hello ติดตั้งเป็นแบบ Fingerprint แน่นอนว่าสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake อย่าง Core i5-1035G4 และ Core i7-1065G7 ส่วนของแรมเป็นขนาดสูงสุดที่ 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe ได้ความจะเป็น 256GB – 1TB รองรับการชาร์จไฟแบบรวดเร็ว พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมงด้วย

รายละเอียดสเปกอื่นๆ ของ Acer Spin 5รุ่น ปี 2020 เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่าง Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่ส่งข้อมูลได้เร็วแรงและปลอดภัยที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกมาใช้เป็นมาตรฐานใน Swift 3 / Swift 5 แล้ว ส่วนของระบบเสียงเป็น Acer TrueHarmony และ DTS พร้อมมีคีย์บอร์ดไฟส่องสว่าง มีปากกาที่เขียนได้เหมือนจริงที่สุดอย่าง Acer Active Wacom AES Stylus รองรับแรงกด 4,096 ระดับ

  

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Acer Spin 5 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.5″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ของ Acer Active Wacom AES Stylus โดยติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านล่าง มีความบาง 15.24 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.22 กิโลกรัม

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันออกแนวดำๆ เทาๆ เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอะลูมิเนียมคุณภาพสูงตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องจะเป็นอะลูมิเนียม ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ส่วนด้านในก็เป็นอลูมิเนียมเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเวลาใช้งานวางมือลงไปนั้นเราได้ทั้งความทนทานและความพรีเมียมไปพร้อมๆ กัน สำหรับปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ขอบตัวเครื่องด้านขวาทำให้กดปุ่มได้สะดวกในทุกๆ โหมด

  

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Acer Spin 5 ที่เป็นโน้ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.22 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 15.24 มิลลิเมตร บอกได้เลยว่าจะหาโน้ตบุ๊คแบบนี้จากแบรนด์อื่นๆ ก็ยากซักหน่อย  ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

ส่วนการออกแบบมาอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คงเป็นส่วนของโลโก้ Acer ฝาหลังที่สวยงามเป็นเทามันวาว ส่วนตัวเครื่องด้านในเหนือคีย์บอร์ดคำว่า Spin  ปั๊มเอาไว้ นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวอีก สำหรับ Acer Spin 5 ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

  

เรียกได้ว่าเรื่องของดีไซน์นั้นตอบโจทย์กับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คหน้าจอเล็กกระทัดรัดเครื่องเดียวจบแน่นอน ทำให้ไม่ว่าเราจะเอาไปทำงาน หรือเพื่อความบันเทิง ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้หมด ด้วยสเปคภายในที่ครบครัน แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเบาแล้ว โดดเด่นด้วยเมื่อเราเปิดฝาขึ้นมาขอบตัวเครื่องด้านหลังก็จะช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นด้วย ช่วยในการมองจอและการพิมพ์ที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย แตกต่างจาก 2-in-1 Notebook ในตลาดยิ่งกว่าจากการที่เป็นขนาด 13.5″ สัดส่วน 3:2 ที่ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ที่ให้พื้นที่ด้านยาวมากว่า รองรับการทัชสกรีนด้วยนิ้ว 10 จุดพร้อมๆ กัน

  

ส่วนของคีย์บอร์ดนั้น Acer Spin 5 ตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีดำสกรีนตัวอักษรสีขาว มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น ก็ถือว่าทำไว้ดีอยู่แล้วเช่นกันตามสไตล์ของ Dell กับคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด รวมทั้งแป้นก็เด้งกับนิ้วเมื่อกดลงไปอย่างพอดี ในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี พร้อมความสามารถใช้งานสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ใช้งาน Login Windows 10 ผ่านทาง Window Hello

  

ลำโพงสเตอริโอ Acer TrueHarmony มีเทคโนโลยี DTS ที่อยู่บริเวณขอบตัวเครื่องด้านหลังให้เสียงที่ค่อนข้างดี รองรับกับการใช้งานทุกๆ โหมด แยกรายละเอียดได้ในระดับที่ดีน่าประทับใจ ถือได้ว่ามีเสียงดังชัดเจนออกแนวใสๆ เน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน้ตบุ๊คทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

  

Acer Spin 5 จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานบางเบาหน้าจอ 13.5″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 2 x Thunderbolt 3 / 2 x USB 3.1 Type-A / 1 x HDMI 1.4 / micro-SD Card Reader และ Mic-in/Headphone-out  ให้ความครบเครื่องมากกว่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ – 14″ ทั่วไป โดดเด่นด้วย Thunderbolt 3 ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน รองรับการชาร์จไฟผ่านทางมาตรฐาน USB-PD อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX พร้อมใช้งานตามมาตรฐานโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่สเปก Core i Gen 10 ต้นปี 2020 นี้

สนนราคาเริ่มต้นของ Acer Spin 5 รุ่นใหม่ปี 2020 จะมีราคาเริ่มต้นที่ 899 เหรียญสหรัฐในต่างประเทศ หรือประมาณ 27,000 บาท คาดว่าจะพร้อมจำหน่ายในไทยเร็วๆ นี้ ในราคาที่ใกล้เคียงกัน ไว้รอติดตามชมรีวิวเต็มๆ อีกที เมื่อแอดมินโป้งได้เครื่องขายจริงมาแล้วนะครับ ใครสนใจ 2-in-1 Notebook ที่ได้มาตรฐานหน้าจอใหม่ไว้ใช้งานทั่วไป หรือทำงานระดับมืออาชีพ ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ อดสนใจรอกันอีกนิด เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นในตลาดที่ขายดีแน่นอน เพราะนอกจากสเปกและฟีเจอร์ที่ดีแล้ว คาดว่าประกันก็จะเป็นแบบ 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านอีกด้วย

from:https://notebookspec.com/preview-acer-spin-5-core-i-gen-10/510677/

5 สิ่งสุดเจ๋ง!!! ของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ที่ควรมีใน Gaming Notebook ปี 2020

การเลือกซื้อ Gaming Notebook ในปี 2020 นั้น ต้องยอมรับว่ามีตัวเลือกให้เราซื้อหลากหลายมากๆ ทั้งในส่วนของสเปกที่นำเสนอสิ่งใหม่อยู่ตลอด รวมไปถึงแต่ละแบรนด์เองก็มีรุ่นให้เลือกที่มากมาย ซึ่งในบทความนี้เราจะมาว่ากันถึง 5 สิ่งสุดเจ๋ง ที่ควรมีใน Gaming Notebook ปี 2020 ซึ่งบอกได้เลยในส่วนของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด

สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H จับคู่มากับ NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti Max-Q ได้ RAM 16GB และ SSD 512GB พร้อมจอ IPS 240Hz กับราคาเพียง 39,990 บาท มีการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็ม

สำหรับ 5 สิ่งสุดเจ๋งของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ที่สมกับเป็น Gaming Notebook ปี 2020 ว่ามีสิ่งไหนบ้าง ไปชมกันต่อเลย

1. CPU แรงเร็ว GPU ลื่นไหล หน้าจอไหลลื่น

ASUS ROG Zephyrus G GA502 มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen ตระกูล U  พอตัว สถาปัตยกรรม Zen+ มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม 12 nm ความเร็ว 2.3 – 4.0 GHz แบบ 4 Core/ 8 Thread ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดที่เป็น Radeon RX Vega 10 สำหรับใช้งานพื้นฐาน

ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti Max-Q ที่ใช้สถาปัตยกรรมกับ RTX ที่เย็นกว่า GTX 10 Series พร้อมตัดพวกฟีเจอร์อื่นๆ ออกไปเน้นความแรงเป็นหลัก เน้นเย็นและประหยัดพลังงานเข้ากับตัวเครื่องที่บางเบา โดย NVIDIA GeForce GTX GTX 1660 Ti Max-Q ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GTX 1060 รุ่นก่อนหน้า แต่ก็ร้อนน้อยกว่า GTX 1660 Ti รุ่นปกติ เพราะเป็นรุ่น Max-Q เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook บางเบา แต่ก็แรงไม่แพ้กัน

โดยทาง ASUS เค้า Overclock มาให้จากโรงงานแล้ว พร้อมด้วย ROG Boost ที่ดันให้สุดถึง 1435 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่ 60 วัตต์ในโหมดเทอร์โบ ทำให้มีพลังเหลือเฟือสำหรับเกมยอดนิยมไปจนถึงประสบการณ์ VR แบบเต็มรูปแบบ เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

มาพร้อมแรมภายในแบบฝังบอร์ดขนาด 16GB DDR4 (8GB จำนวน 2 แถว Bus 2400 MHz) และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ซึ่งเพียงพอในการใช้งาน ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ โดยโดดเด่นกว่ารุ่นก่อนที่ได้เป็นหน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 240Hz ซึ่งนับได้ว่าลื่นไหลกว่า  ทั้งเล่นเกมและทำงานแบบเห็นได้ชัดเจน

2. ดีไซน์สวยเด่น เล่นเกมก็ได้มันส์ทำงานก็ดีเยี่ยม

สำหรับการดีไซน์และออกแบบตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus G GA502ต้องบอกว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยวัสดุคุณภาพสูงและสวยงามน่าประทับใจ ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook บางเบาได้อย่างลงตัว ส่งผลให้เสริมประสบการณ์ใช้งานยิ่งขึ้นไปอีก จากแต่ก่อนแทบเป็นไปไม่ได้ที่ความแรงระดับนี้ จะอยู่บนตัวเครื่องที่บางและเบาแบบนี้ แต่ตอนนี้ทาง ASUS ทำออกมาได้แล้ว ในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ASUS ROG Zephyrus G GA502 จะอยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์เป็นหลักด้วยการ์ดจอ GeForce GTX 1660Ti Max-Q ที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่า GTX 10 Series ที่เคยมีมาทั้งหมด รวมไปถึงหน้าจอก็ใหญ่ที่ 15.6″ ซึ่งมีขอบหน้าจอที่บางเฉียบ ส่งผลให้ตัวเครื่องเทียบเท่า 14″ พร้อมทั้งใช้งานได้เต็มตามากขึ้น

ตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus G GA502 นั้นเป็นทรงแบบเหลี่ยมมุมตลอดทั้งตัวเครื่อง เรียกได้ว่าแทบไม่มีความโค้งเว้าใดๆ ซึ่งดูแล้วมีความสมมาตรลงตัว มาพร้อมกับวัสดุผสมระหว่างอะลูมิเนียมและแมกนีเซียม มาในโทนดำตัดกับสีเทาเข้ม (Armor Titanium) ขอบของตัวเครื่องรวมไปถึงขอบด้านหลังนั้นถูกออกแบบมุมมาเป็นอย่างดีมีคำว่า ZEPHYRUS เรียกได้ว่าจะเอาไปเล่นเกมก็มีความดุดันตามสไตล์ของ ROG หรือทำงานก็มีความเรียบหรูดูดี พรีเมียมเกินราคาไปอีก ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานหรือนักเรียนนักศึกษาก็ตอบโจทย์ได้หมด

3. ตัวเครื่องบางเบา พกพาสะดวก พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน

ASUS ROG Zephyrus G GA502 เป็นซีรีส์ ROG ที่เน้นความบาง ที่ 19.9 – 2.04 มิลลิเมตร  มาพร้อมน้ำหนักเบาที่ 2.1 กิโลกรัม พร้อมหน้าจอขอบบางที่ 6.2 มิลลิเมตร ขนาด 15.6″ สัดส่วนเป็น 81% ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 240Hz และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 180 W เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 2.5 กิโลกรัมเท่านั้น พอแบกพกพาไปไหนมาไหนได้อยู่ไม่หนักมาก ถือมือเดียวก็สบายๆ หยิบจับไปไหนก็สะดวกทีเดียว

ดีไซน์โดยรวมเน้นความดุดัน แข็งแกร่งสไตล์ ROG ด้วยวัสดุเป็นโลหะพร้อมลวดลายแบบปัดเสี้ยนคล้ายกับ ROG ในหลายๆ รุ่น แต่ดูแล้วมีความสดใหม่กว่า เรียกได้ว่าดูเป็น Gamer สายจริงจังยิ่งขึ้นไปอีกกว่าพวก TUF Gaming Series โดยเลือกใช้วัสดุตัวเครื่องเป็นโลหะส่วนของชิ้นฝาหลัง ส่วนด้านในเป็นพลาสติกคุณภาพสูง มีความแข็งแรงทนทาน โดยยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่สวยงาม ด้วยเส้นสายที่ทันสมัยและการตกแต่งเสริมความพรีเมียม ระบบระบายความร้อนที่มีความล้ำหน้าทำให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมของทุกชิ้นส่วน ด้วยการออกแบบและวิศวกรรมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของ Zephyrus series

มาดูทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus G GA502 กันบ้าง ซึ่งเครื่องนี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว โดยตัวพอร์ตจะอยู่ด้านซ้ายมือตัวเครื่องทั้งหมด มีทั้ง USB 3.1 Type-A (Gen 1) จำนวน 3 พอร์ต, USB 3.1 Gen2 Type-C with DisplayPort 1.4 พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, LAN RJ45 และ HDMI ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวสในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wireless แบบ 802.11 ac หรือเรียกว่ามาตราฐาน Wi-Fi 5 ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น

4. ร้อนน้อยกว่า + แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาว

เรื่องอุณหภูมิในการใช้งานนั้น ASUS ROG Zephyrus G GA502 เมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 30 – 40 องศาเซลเซียส ส่วนกราฟิกการ์ดจะอยู่ที่ 35 – 45 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 28 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัดสุด ด้วยการเปิดโหมด Turbo

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องอยู่ที่ไม่เกิน 85 – 91 องศาเซลเซียส ส่วนกราฟิกการ์ดจะอยู่ที่ 75 – 81 องศาเซลเซียสโดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้เป็นอย่างดีมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้กลับมา แน่นอนว่ามากกว่า Gaming Notebook ในสเปกเดียวกัน สำหรับเสียงรบกวนในเวลาทำงานนั้นถือว่าดังประมาณนึง จากการที่เราสามารถเพิ่มรอบสูงสุดได้ด้วยซอฟต์แวร์จากปกติที่จะเป็นแบบ Balance ก็สามารถทำได้

ที่สำคัญคือ แม้อุณหภูมิในการประมวลผลหนักๆ จะได้ตัวเลขอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูง แต่ประสิทธิภาพ (Performance) มีความเสถียรไม่มีอาการแกว่ง นอกจากนี้ในการทำงานอุณหภูมิผิวสัมผัสบริเวณที่ใช้งานจริง ไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส ทำให้การใช้งานจริงไม่รู้สึกร้อนมือหรือรบกวนการใช้งานเลย ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS ROG Zephyrus G GA502 ครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ความจุ 4800mAh ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 9 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 15.6″ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้

5. ฟีเจอร์เด็ดๆ จัดเต็ม ในราคาคุ้มค่าที่สุด

ASUS ROG Zephyrus G GA502 เป็นคีย์บอร์ดมีไฟ LED สีขาวสีเดียว ให้ความสะดวกด้วยปุ่ม Spacebar ด้านมุมล่างซ้ายก็ทำแหว่งออกมานิดหนึ่งเพื่อให้ใช้นิ้วโป้งซ้ายกดง่ายขึ้น แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง รวมถึงสามารถมีฟังก์ชั่นเพิ่มลดเสียง เปิดปิดไมค์ และ  ซึ่งตัวปุ่มต่างๆ ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์

ทัชแพดเองขนาดใหญ่แบบซ้อนปุ่ม ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ฟีเจอร์ Multi-touch หรือ Smart Gesture ที่สามารถใช้งานควบคู่กับ Windows 10 ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งานระหว่าง Overboost mode สำหรับประสิทธิภาพในการเล่นเกมระดับสูงสุด, Silent mode สำหรับเสียงรบกวนที่น้อยที่สุด, และ Balanced mode เพื่อความสมดุลในการใช้งาน

ASUS ROG Zephyrus G GA502 ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบร อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์ ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต

สรุปปิดท้ายสำหรับ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ราคา 39,990 บาท ที่เก่งครบจบรอบด้านอย่างที่หาไม่ได้ใน Gaming Notebook ทั่วไป คุ้มค่าไม่แพ้ในส่วนของ Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ในตลาด จากการรวมตัวของ AMD และ NVIDIA ผ่านทาง ASUS ที่แบรนด์อื่นสามารถทำตามได้ยาก หรือพูดง่ายๆ Gaming Notebook ในตลาดที่เป็น AMD + NVIDIA มีเพียง ASUS เป็นเจ้าแรงที่ทำก่อนใครเพื่อน พร้อมมีตัวเลือกให้มากมาย

โดยถ้าเน้นคุ้มค่าไปเลยจะเป็นในส่วนของ TUF Gaming FX505 Series โดย ASUS ROG Zephyrus G GA502 จะเน้นที่ประสบการณ์ใช้งานที่รอบด้านมากกว่า สมกับเป็น Gaming Notebook ปี 2020 ที่รองรับทุกๆ การใช้งานจริงๆ แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 9 ชั่วโมง แถมยังเครื่องยังร้อนน้อยอีกด้วย

ซึ่งจุดเด่นของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ก็คือ ได้ความเป็น ROG ที่พรีเมียม ตัวเครื่องบางเบา แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ประสิทธิภาพดีลื่นไหล พอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน อย่างที่หาใน Gaming Notebook ราคาถูกกว่าอย่าง TUF Gaming ไม่ได้ ในส่วนของประสิทธิภาพการเล่นเกมก็ดีเยี่ยมถึงแม้จะไม่ใช่การ์ดจอ GTX 1660 Ti ตัวปกติ แต่ทาง ASUS ก็ทำการ Overclock มาให้แล้ว ทำให้ความแรงใกล้เคียงทีเดียว พร้อมได้แรมมาเลยขนาด 16GB ทำให้ลื่นไหลทันทีไม่ต้องเสียเวลาไปอัพเกรดเพิ่มภายหลัง และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ก็มีความลื่นไหลในขนาดที่เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว นอกจากนี้หน้าจอยังได้มาตรฐานที่สูงกว่าก็คือ Refresh Rate ที่ 240Hz อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/5-cool-things-from-asus-rog-zephyrus-g-ga502/509028/

จัดอันดับ Noteboook เล่นเกมออนไลน์ DOTA 2 / Overwatch / PUBG ลื่นๆ งบ 20,000 – 25,000 บาท

Noteboook เล่นเกม หรือ Gaming Notebook ในปี 2020 นั้น มีตัวเลือกในตลาดมากมายหลากหลายช่วงราคา ต่างรุ่นต่างแบรนด์กันออกไป แน่นอนว่ามาพร้อมกับสเปกที่แรงลื่น ด้วยชิปประมวลผลและการ์ดจอประสิทธิภาพดี ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้งานพื้นฐานได้สบายๆ อย่าง ทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงแล้ว จำเป็นต้องรองรับกับการเล่นเกม 3 มิติได้ดีด้วย

หลักๆ เลยก็คือเกมประเภทออนไลน์ จากการที่ตัวเกม อาทิ DOTA 2/ Overwatch / PUBG ที่จัดว่ากินทรัพยากรในการเล่นเกมระดับกลางๆ ได้เฟรมเรทที่สูงระดับเฉลี่ยที่ 60 fps ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับปรับกราฟิกอีกที) ส่งผลให้ในการเลือกซื้อ Gaming Notebook ที่จะซื้อมาใช้งานควรจะเป็นการ์ดจอระดับ Gaming ในช่วงงบประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ก็ถือว่ามีความคุ้มค่าน่าใช้งาน กับสเปกอื่นๆ ที่ต้องมีความแรงลื่นสัมพันธ์กันด้วย ซึ่งบทความนี้เราจะมา จัดอันดับ Noteboook กัน

สำหรับสเปกโดยรวมแล้วจะใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 3550H หรือ Intel Core i5-9300H ส่วนการ์ดจอก็จะแนะนำเป็น GTX 1050 Ti / GTX 1650 แน่นอนว่าส่วนของหน่วยความจำแรมจะเป็นขนาด 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 256 – 512GB อีกทั้งหน้าจอได้ขนาดมาตรฐานที่ 15.6″ พาเนล TN / IPS ความละเอียด Full HD ที่ Refresh Rate 60 / 120 / 144Hz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ประกันตั้งแต่ 2 ปีแบบปกติ จนไปถึงประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย จะมีรุ่นไหนบ้างไปชมกันต่อเลย

ASUS TUF Gaming FX505DT : Ryzen 5 3550H + GTX 1650 ราคา 19,900 บาท

ถือว่าเป็นกระแสที่สุดก็ว่าได้สำหรับ ASUS TUF Gaming FX505DT รุ่นราคา 19,900 บาท (จากปกติ 24,900 บาท) ใช้ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5 3550H ทำงานแบบ 4 Core/8 Thread ด้วยความเร็ว 2.10 – 3.70 GHz สถาปัตยกรรม 12 นาโนเมตร ประสิทธิภาพแรง พร้อมฟีเจอร์มากมาย เช่น SenseMI คอยจัดการให้เหมาะสมกับการใช้งานอย่างที่ไม่มีใน Intel  ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดที่เป็น Radeon RX Vega 10 ส่วนการ์ดจอก็อย่างที่รู้กันดีคือ GTX 1650 (GDDR5 4GB) ส่วนแรมขนาด 8GB 1 แถว DDR4 และให้ SSD NVMe ความจุ 512GB เป็นมาตรฐาน

ส่วนสเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้หน้าจอที่ 120Hz แบบ NanoEdge ขอบจอบาง ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ขนาด 15.6″ สามารถติดตั้งแรมได้สูงสุด 32GB DDR4 Bus 2666 รวมไปถึงที่เก็บข้อมูลก็รองรับทั้ง SSD M.2 และฮาร์ดดิสก์ปกติ SATA 3 ด้วย อีกทั้งการเชื่อมต่อก็ครบถ้วนด้วยมาตรฐาน Wi-Fi AC และ Bluetooth 5.0  พร้อมกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัว

ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาให้พอตัวทั้ง HDMI, 2 x USB 3.1 Type-A, 1 x USB 2.0, Kensington lock slot, LAN RJ-45, รูหูฟังกับไมค์แบบ Combo ซึ่งพอร์ตเชื่อมต่อทั้งหมดจะอยู่ด้านซ้ายมือตัวเครื่อง พร้อมระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้มาให้ในตัว การรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็มครับ

Acer Nitro 5 : Ryzen 5 3550H + GTX 1050Ti ราคา 20,900 บาท

Acer Nitro 5 รุ่นใหม่ ใช้สเปกที่เป็น AMD ชิปประมวลผล Ryzen 5 3550H และใช้การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1050Ti ในราคาคุ้มค่าที่ 20,900 บาท ที่สำคัญได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS ที่ 120Hz แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้พร้อมใช้งานทันที จากที่ก่อนหน้านี้มีสเปก AMD ก็จริง แต่เป็น Ryzen + Radeon ให้เลือกเท่านั้น พร้อมด้วยดีไซน์ขอบจอบางเฉียบซึ่งต้องบอกว่าได้รับการออกแบบที่เหมือนกันสำหรับภายนอก แต่ภายในนั้นต่างด้วยสเปกชัดเจน

ส่วนฟีเจอร์ CoolBoots ช่วยระบายความร้อนก็ยังมีอยู่เช่นเดิมสเปกที่เหลือก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แรมขนาด 8GB ส่วน SSD M.2 NVMe ใส่ให้มาเลย 512GB รองรับอัพเกรด M.2 SATA อีก 1 ช่อง พร้อม HDD 2.5″  ส่วนประกันได้เป็น 3 ปี On-site Service หรือจะส่งศูนย์ซ่อมด่วนภายใน 3 ชั่วโมงก็สามารถทำได้ หน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ขอบจอบางเพียง 7.18 มิลลิเมตร พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องพอๆ กับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แบบก่อน โดยเป็นหน้าจอ Refresh Rate ที่ 120Hz  เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจไม่มีปัญหา

ในส่วนของระบบเสียงเป็นลำโพงแบบสเตอริโอ 2.0 ให้เสียงที่ดีในระดับที่น่าพอใจกว่ารุ่นเดิม ประกอบกับมีซอฟต์แวร์จัดการเสียงอย่าง Wave MaxxAudio ทำให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขั้นไปอีก น้ำหนักจะอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัมถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ มาพร้อมกล้อง Webcam แบบ HD และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัวแบบตัดเสียง การเชื่อมต่อไร้สายก็มาพร้อมกับ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 5 2×2 MU-MIMO พร้อมซอฟต์แวร์อย่าง NitroSense มาช่วยปรับแต่งเหมือนเดิม

HP Pavilion Gaming 15 : Ryzen 5 3550H + GTX 1650 ราคา 23,900 บาท

HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD Ryzen 5 3550H + GTX 1650 ถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่คุ้มค่า โดยมาพร้อมประสิทธิภาพสูง ด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 3550H และการ์ดจอ GeForce GTX 1650 คุณภาพเยี่ยม ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็วด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรงทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

HP Pavilion Gaming 15 รุ่นนี้สเปก AMD Ryzen 5 3550H + GTX 1650 มีความแตกต่างกับ HP Pavilion Gaming 15 สเปก i5-9300H อยู่หลายส่วน ทั้งสเปกที่ได้ SSD มาพร้อมใช้งานทันที รวมไปถึงดีไซน์หลายๆ สุดที่ไม่เหมือนกัน เรียกได้มีความสดใหม่ โดยมาพร้อม 2 สีสันหลักก็คือ สีเขียวและสีม่วง พร้อมทั้งมีให้เลือกหน้าจอ IPS คุณภาพสูง sRGB ที่ 96% ซึ่งมี Refresh Rate ที่ 144Hz ให้เลือก มีราคาล่าสุดอยู่ที่ 21,900 บาทเท่านั้น (ราคาปกติอยู่ที่ 23,900 บาท)

นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Realtek Wi-Fi 5 แบบ MU-MIMO มิติของตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 15 เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คจอขนาด 15.6 นิ้ว ก็มีขนาดเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัดแถมมีน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 2.3 กิโลกรัม พกพาง่าย พร้อมการรับประกัน 2 ปี ซ่อมฟรีถึงบ้านและบริการช่วยเหลืออื่นๆ อีกด้วย

MSI GF63 Thin : i5-9300H + GTX 1050 Ti ราคา 22,900 บาท

MSI GF63 Thin ที่เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูง คุณภาพเยี่ยม โดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัมเท่านั้น เน้นพกพาสะดวก แต่ยังได้สเปก Gaming เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน้ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-9300H (2.40 – 4.10 GHz) ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ดส่วนการ์ดจอก็เป็น NVIDIA GeForce GTX 1050 Ti จัดเต็มด้วยแรมขนาด 8GB และ SSD ที่ 512GB ในทุกๆ รุ่น ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

มีที่เก็บข้อมูลเป็นมาตรฐาน SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB ที่ทั้งแรงและลื่นไหล ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8GB แบบ DDR4 จำนวน 1 แถว อัปเกรดได้สูงสุด 32 GB (ใส่ Ram ได้ 2 แถว) นับได้ว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6 นิ้ว ที่ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพสูง IPS ที่ 60Hz ให้จอแสดงผลมีมุมมองกว้าง สวยงาม ไม่ว่าจะดูหนังหรือเล่นเกมก็สามารถใช้ได้ดีชัดเจน ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว

ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI,  3 x USB 3.1, USB 3.1 Type C, Kensington lock slot, 2-in-1 SD, Lan RJ-45 , รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 AC + Bluetooth 5.0 น้ำหนัก 1.86 กิโลกรัม พร้อม Windows 10 แท้ ซึ่งดูจากราคาที่จำหน่ายล่าสุดที่ 22,900 บาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่าทีเดียวสำหรับ Gaming Notebook ที่เน้นน้ำหนักเบาๆ

Lenovo IdeaPad L340 Gaming : i5-9300H + GTX 1650 ราคา 24,900 บาท

Lenovo IdeaPad L340 นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่องเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่ครบครัน ลงตัวอย่าง จะสร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง สเปกเต็มๆใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-9300H (2.40 – 4.10 GHz) ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด และประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR5)

โดยให้หน่วยความจำแรมมาขนาด 8GB พร้อมติดตั้งที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ซึ่งรองรับการอัพเกรดใส่ HDD SATA 3 ได้อีก 1 ตัว ระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก ที่สำคัญยังได้โปรแกรมทำงานเอกสารยอดนิยมอย่าง Microsoft Office ไม่ว่าจะเป็น Word / Excel / Power Point ไปใช้งานฟรีๆ (มูลค่า 4,290 บาท)

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบด้านลดแสงสะท้อน ความบะเอียด Full HD พาเนล TN คุณภาพดีให้สีสันสวยงามและมุมมองที่กว้างเพียงพอกับการใช้งาน เหมาะกับการทำงานหรือเล่นเกมได้หมด พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Intel Wireless-AC 9560 2×2 AC

from:https://notebookspec.com/ranking-noteboook-playing-online-games-dota-2-overwatch-pubg-slippery-budget-20000-25000-baht/508899/

จัดอันดับ Notebook รุ่นใหม่ ปี 2020 สเปกล่าสุด Intel / AMD / NVIDA ราคาเริ่ม 18,000 บาท

ในปี 2020 นี้ เราจะได้เจอกับ Notebook รุ่นใหม่ๆ มากมาย ที่เป็นการนำเสนอจากแบรนด์คอมพิวเตอร์ชั้นนำ รวมไปถึงผู้ผลิตชิปประมวลผลและการ์ดจอ ที่ตั้งใจขายของใหม่สด ที่จัดเต็มด้วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนฟีเจอร์และดีไซน์ก็ล้ำหน้า รวมไปถึงมีลูกเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งเสริมให้เรามีประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมสมกับเป็น Notebook ปี 2020 ที่ต่อยอดมาจากปีก่อน 2019 นั่นเอง

สำหรับบทความนี้เราจะมาจัดอันดับ Notebook ปี 2020 ที่มีความน่าสนใจในแต่แบรนด์ที่ได้มีการเปิดตัวกันไปแล้ว ซึ่งจะพร้อมขายจริงเร็วๆ นี้ จากการที่ต้องรอทางผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เปิดตัวของใหม่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ASUS TUF Gaming A15/A17 และ ASUS ROG Zephyrus G14 ที่ได้ชิปประมวลล่าสุดอย่าง AMD Ryzen 7 4800H/4800HS สถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร ที่แรงขึ้นแต่ร้อนน้อยลงอีก

ส่วน MSI จะเป็น MSI Bravo 15 ที่เป็น AMD Ryzen ตัวเดียวกันจับคู่มากับ Radeon RX5500M และ MSI GE66 Raider, MSI GS66 Stealth ที่ได้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 10 รหัส H การ์ดจอก็คาดว่าเป็น NVDIA GeForce RTX Super นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ Acer Swift 3 รุ่นใหม่จอใหม่ที่เลือกใช้ AMD Ryzen 4000 Series รหัส U ปิดท้ายด้วย Lenovo Legion Y740S ที่เป็น Gaming Notebook ที่บางสุดในโลกกับแนวคิดใหม่ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปชมกันเลย

ASUS TUF Gaming A15/A17 ราคา 2x,xxx บาท

ตลาด Gaming Notebook แตกกันไปแล้ว เมื่อปี 2019 จากการมาของ ASUS TUF Gaming FX505 Series มาในตอนนี้ทาง ASUS ก็ได้นำเสนอ ASUS TUF Gaming A15/A17 (FX506/FX706) อีกแล้ว โดยเป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมสายคุ้มค่ารุ่นใหม่ ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส H รุ่นล่าสุด อย่าง Ryzen 7 4800H (หรือ Ryzen 5 4600H) โดยจับคู่มาการ์ดจอที่แรงสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (เริ่มต้นด้วย GTX 1650) แน่นอนว่ามาแทนที่รุ่นเดิมอย่าง ASUS TUF Gaming FX505 รุ่นต่างๆ อาทิ DT, DU, DV พร้อมเตรียมลดราคาให้ถูกลงเก่าเดิมด้วย

สำหรับ ASUS TUF Gaming A15/A17 (FX506/FX706) เพิ่งเปิดตัวกันไปในงาน CES 2020 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา  เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่สดใหม่สุดๆ ทั้งจากสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series (เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร) และได้ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ซึ่งกว่าเดิม สวยกว่าเดิม พร้อมคงฟีเจอร์เด็ดๆ ไว้เช่นเดิม ในส่วนของราคาคาดการณ์แล้วอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต้นๆ จนไปถึง 30,000 บาทกลางๆ นั่นเอง

ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้รุ่นอื่นๆ อย่างในเรื่องของขอบหน้าจอบาง  นั่นก็ทำให้ตัวเครื่องมิติโดยรวมมีความเล็กกระทัดรัดลง แม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีความใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนๆ มาก ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม จัดได้ว่าเป็น Notebook ที่สเปกแรงมากๆ แต่น้ำหนักเบาๆ พกพาสะดวก

  

ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ลดขนาดของตัวเครื่องแบบ 15.6″ ลงได้ถึง 7% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และตัวเครื่องแบบ 17.3″ อย่าง ASUS TUF Gaming A17 ลงได้ถึง 8% (คาดว่าจะเข้าไทยภายหลัง) โดย ASUS TUF Gaming รุ่นใหม่ที่จะเลือกเป็นโมเดลมาจำหน่ายในไทยจะเป็น Fortress Gray โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม

โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป

  

โดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุของ ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ที่เป็น Gaming Notebook สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen รุ่นใหม่ล่าสุดนั้น ทำได้ดีตามมาตรฐานของ ASUS TUF Gaming ที่ทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ ที่ไม่ใช่แค่แรง แต่แข็งแรงทนทาน ระบบระบายความร้อนดี ขอบจอต้องบางเฉียบ ยกให้เป็น Gaming Notebook การ์ดจอ RTX ราคาคุ้มค่าที่สุดของช่วงต้นปี 2020 เลยก็ว่าได้ (ไว้ราคาราคาและสเปกจริงๆ เคาะอีกที)

สำหรับ ASUS TUF Gaming A17 (FX706) ซึ่งเป็นรุ่นหน้าจอ 17.3″ จะมีความคล้ายกับ ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ในทุกๆ ดีไซน์การออกแบบ แต่จะแตกต่างเรื่องของมิติที่มีความใหญ่กว่าทุกๆ ด้าน รวมไปถึงมีน้ำหนักที่มากกว่าที่ 2.6 กิโลกรัม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Gaming Notebook หน้าจอใหญ่ เน้นเล่นเกมหรือมองได้สะใจ โดยที่สามารถแบกรับน้ำหนักที่มากกว่าได้ ยังไงรอลุ้นกันอีกทีว่าทาง ASUS จะนำเข้าไทยเมื่อไร และราคาจะสูงกว่า ASUS TUF Gaming A15 (FX506) แค่ไหนกัน

ASUS ROG Zephyrus G14 ราคา 3x,xxx บาท

ASUS ROG Zephyrus G14 เป็น Gaming Notebook ปี 2020 หน้าจอ 14″ ที่แรงที่สุดในโลก สเปก AMD Ryzen 7 4800HS และ NVIDIA GeForce RTX 2060 ซึ่งเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่สุดแรงสุด ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอประสิทธิภาพสูงยอดนิยมที่สุด คุ้มค่าสุดๆ จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน มารวมตัวกันใน ASUS ROG Zephyrus G14 ที่เป็น Gaming Notebook ที่อยู่ในซีรีส์พรีเมียมของ ASUS ที่เน้นความพรีเมียม บางเบา แบตยาวนาน ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ได้ โดยมีน้ำหนักเบาแค่ 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาสะดวกตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดกว่า 15.6″ พอตัว

อีกทั้ง ASUS ROG Zephyrus G14 ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์ Anume Martix ฝาหลังที่เป็นไฟ LED จำนวน 6536 ดวง ที่ปรับแต่งเปลี่ยนแปลงได้ผ่านทางซอฟตฺแวร์ วัสดุฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม ส่วนสเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสามารถติดตั้งแรมได้สูงสุดที่ 32GB อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับราคาและสเปกยังไม่เคาะขายในไทย แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้ได้ทันที และได้ประกันก็เป็น 2 ปีตามาตรฐาน ASUS ที่สามารถเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย รายละเอียดส่วนนี้รอติดตามกันอีกที

สำหรับสเปก ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมสายบางเบาแนวใหม่ ด้วยขนาดหน้าจอ 14″ ที่ปกติเราไม่ค่อยได้เห็นกัน ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส H (Mobile) ​รุ่นล่าสุด อย่าง Ryzen 7 4800H (Up to 4.2 GHz ,8 core/16 thread ,TDP 45W ) ในเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ที่ร้อนน้อยแรงและแรงขึ้น เช่นเดียวกับ AMD Ryzen 3000 Series (Dekstop) และที่สำคัญคือสามารถใส่แรมบัสสูงได้มากขึ้นถึง DDR4-3200MHz ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติก็จะมีความลื่นไหลแน่นอนกว่ารุ่นก่อนๆ

ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นซีรีส์ ROG ที่เน้นความบาง ที่ 17.9 – 19.9 มิลลิเมตร  มาพร้อมน้ำหนักเบาที่ 1.6 กิโลกรัม รวมไปถึงแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า Gaming Notebook ทั่วไปกับขนาดหน้าจอขอบบางที่ 6.9 มิลลิเมตร ขนาด 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 120Hz ดีไซน์โดยรวมเน้นความดุดัน แข็งแกร่งสไตล์ ROG ด้วยวัสดุฝาหลังเป็นโลหะให้ดีไซน์ที่ไม่เคยมีมาก่อนใน ROG ที่เน้นความเรียบง่ายสุดๆ ดูแล้วมีความสดใหม่ เรียกได้ว่าดูเป็น Gamer สายทำงานพกพายิ่งขึ้นไปอีกกว่าพวก TUF Gaming Series ที่เน้นคุ้มค่า

ตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus G14 มี 2 สีสันให้เลือกคือ สีขาวและดำ เลือกใช้วัสดุตัวเครื่องเป็นโลหะส่วนของชิ้นฝาหลัง โดยมุมซ้ายล่างจะเป็นแผ่นสีเงิน ROG ส่วนด้านในเป็นพลาสติกคุณภาพสูง มีความแข็งแรงทนทานประมาณนึง โดยยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่สวยงามทันสมัยพรีเมียม มีความทนทานระดับ Military Grade ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้ ด้วยการออกแบบและวิศวกรรมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของ Zephyrus Series

การมาของ ASUS ROG Zephyrus G14 เชื่อได้เลยว่าตลาด Gaming Notebook สนุกสนานแน่นอน ไม่ใช่แต่เป็นรุ่นหน้าจอ 14″ ที่แรงที่สุดในโลกเท่านั้น  แต่จากการมาของสเปกชิปประมวลผลให้ล่าสุดจาก AMD อย่าง Ryzen 4000 Series ที่ดูแล้วจากรายละเอียดที่เปิดเผยออกมา มีความเหนือกว่า Intel อยู่พอสมควร (ว่ากันตามสเปกที่ทราบตอนนี้) รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน สนนราคาอยู่ที่ไม่เกิน 40,000 บาท

MSI Bravo 15 ราคา 2x,xxx บาท

จัดว่าเป็น Gaming Notebook ไฮไลท์ในงาน CES 2020 จากทาง MSI เลยก็ว่าได้ กับการมาของ MSI Bravo 15 ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด เน้นประสิทธิภาพจากทาง AMD ที่แรงขึ้นเป็นเท่าตัวพร้อมประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิม จากเทคโนโลยีการผลิตชิป CPU ที่ 7 นาโนเมตร

จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น โดยรุ่นที่เราได้จับตัวจริงยังได้ส่วนของแรมเป็นขนาด 16GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 256GB พร้อมด้วย HDD 2TB อีกหนึ่งตัวด้วยกัน สนนราคาคาดว่าอยู่ที่ 2x,xxx บาท ตามแต่สเปกขายจริงอีกที

สำหรับ MSI Bravo 15 ถือว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นถัดมาจาก MSI Alpha 15 ที่เป็น AMD Notebook ที่ใช้ทั้งชิปประมวลผล Ryzen 7 3750H และการ์ดจอเป็น AMD Radeon RX5500M โดยในความพรีเมียม แตกต่างจาก MSI Bravo 15 จะให้ความคุ้มค่าที่มากกว่า เพราะถูกจัดว่าให้เป็นรุ่นที่รองกว่า MSI Alpha 15 นั่นเอง (แต่ได้สเปกใหม่กว่านะ) โดยเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 144Hz แน่นอนว่ารองรับ FreeSync ให้ภาพไม่ฉีกขาด โดดเด่นด้วยน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัม ขอบจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัด

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 2.9 – 4.2GHz โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร เช่นเดียวกับการ์ดจอ Radeon RX5500M ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับการมาของ AMD Ryzen รุ่นใหม่ตระกูล 4000 H Series ซึ่งได้เห็นตัวจริงๆ ครั้งแรกบน  MSI Bravo 15 นั่นเอง

หน้าตาการออกแบบเอง MSI Bravo 15 ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกับ MSI GF63 / GF65 ทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้แตกต่างชัดเจนคือส่วนของโลโก้ฝาหลังด้วยนกธันเดอร์เบิร์ดสยายปีกสีเงินมันวาว สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดย MSI Bravo 15 ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าโดยรวมนั้นดีอยู่แล้ว มีน้ำหนักที่คาว่าใกล้เคียงกับ MSI GF63 / GF65 ที่เบาเพียง 1.86 กิโลกรัม

MSI GE66 Raider ราคา 6x,xxx บาท

ที่สุดของ Gaming Notebook รุ่นล่าสุดจากทาง MSI อย่าง MSI GE66 Raider ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2020 จัดว่าเป็น Gaming Notebook สุดล้ำ ออกแบบมาสำหรับยุคอนาคต โดยเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่างคอนเซปต์ sci-fi รูปทรงภายนอกนั้นมีการนำความเป็น sci-fi ในโลกอนาคตมาปรากฏอยู่บนรูปทรงของตัวเครื่อง สื่อถึงเรื่องของประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการใช้งานที่เหนือกว่าใคร สเปกภายในเป็น Intel + NVIDIA รุ่นใหม่สุด ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยไม่ได้

วัสดุหลักรวมถึงส่วนของฝาพับทำมาจากอลูมิเนียมคุณภาพสูง หุ้มด้วยไทเทเนียมสีเงินที่ส่องประกายฉายให้เห็นโทนสีที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และในส่วนหลักของแสงที่ส่องสว่างออกมาจากบริเวณด้านหน้าของที่วางมือ ก็คือฟังก์ชั่น Mystic Light แสดงแสงไฟแบบ Panoramic Aurora กว่า 16.7 ล้านเฉดสี วัสดุเป็นอะคริลิคที่ทั้งใสและสวยงาม ประกอบกับไฟ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries ช่วยให้ได้บรรยากาศที่เหมาะสมในการเล่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

MSI GE66 Raider เป็รุ่นต่อยอดมาจาก MSI GE65 Raider เมื่อปีก่อน แต่ได้แรงบรรดาใจเต็มๆ จากรุ่นพี่อย่าง MSI GT76 Titan โดยถูกออกแบบโดดเน้นความเป็นเกมมิ่งด้วย Design ที่ดุดัน โฉบเฉี่ยว เน้นโทนสีเทาสว่างตลอดทั้งตัวเครื่อง แตกต่างจากตาม Gaming Notebook ทั่วไปของ MSI ดูแล้วคล้ายคลึงกับรถยนต์สปอร์ตหรูหรา โดยจะเน้นความสวยงามทั้งด้านการออกแบบ และวัสดุ เริ่มจากบานฝาพับถูกออกแบบโดยใช้วัสดุ Aluminum เรียบเน้นความโดดเด่นให้เห็นพื้นผิวของอลูมิเนียม

ซึ่งจะให้ความหรูหราน่าสัมผัส พร้อมความเรียบเนียนของพื้นผิวฝาหลัง ประกอบกับสัญลักษณ์ของตัวเครื่องที่โดยปกติแล้วนั้นรถยนต์สปอร์ตสุดหรูจะมีการแสดงตราสัญลักษณ์ตัวเครื่องที่กระโปรงฝาหน้ารถ ซึ่งในทำนองเดียวกันเองนั้นทาง MSI เองก็มีการแสดงในส่วนนี้เช่นเดียวกันทำให้ทั้งหมดนั้น MSI GE66 Raider สื่อถึงความหรูหรามีระดับพร้อมทั้งยังมากับประสิทธิภาพที่เราต้องประทับใจมากๆ สมกับเป็น Gaming Notebook ระดับสูงของปี 2020 นี้จริงๆ

MSI GE66 Raider เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ที่เน้นความเป็นที่สุดในเกือบทุกด้าน โดยเป็นรองเพียง GT Series เท่านั้น ที่ได้สเปกใหม่ล่าสุดที่ยังเปิดเผยไม่ได้ ซึ่งจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H พร้อมด้วยการ์ดจอ NVIDIA GeFroce ที่ใหม่กว่า RTX 20 Series ด้วยความสมบูรณ์แบบในความเป็นโน้ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมจากประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ทำได้ดี ให้ความร้อนที่น้อยลงแต่ความแรงเพิ่มขึ้น พร้อมให้หน้าจอ Refresh Rate ที่ 300Hz เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง สำหรับราคาคาดว่าอยู่ที่ 6x,xxx บาท พร้อมเปิดตัวสเปกขายจริงช่วงกลางปี 2020 นี้

MSI GS66 Stealth ราคา 5x,xxx บาท

สำหรับ MSI GS66 Stealth มีรายละเอียดต่างจาก MSI GS65 รุ่นก่อนมากมาย ทั้งสเปกและดีไซน์ โดยเปิดตัวครั้งแรกที่งาน CES 2020 ซึ่งเราได้มีโอกาสพรีวิวตัวจริงกัน โดยเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่เน้นความบางเบาหรูหรา ด้วยสีสันตัวเครื่องที่ดำด้านสนิทตลอดทุกส่วน โดดเด่นด้วยโลโก้ MSI ฝาหลังเป็นแบบการยิงเลเซอร์ฝังลงไป ให้ความพรีเมียมเรียบเนียนอย่างที่สุด

MSI GS66 Stealth ยังเป็น Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ที่มีความเบาบางมีขอบจอบางพิเศษ ที่ได้ความแรงไม่แพง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่เพกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.99 กิโลกรัม บางที่ 19.81 มิลลิเมตร ทำให้ถือมือเดียวได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง

สเปกยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H ส่วนการ์ดจอก็เป็น NVIDIA GeForce RTX Super รุ่นใหม่ๆ ที่จะมีการเปิดตัวเร็วๆ นี้เช่นกัน แน่นอนว่าส่วนของแรมและ SSD ต้องจัดเต็มแน่นอน มาพร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้ ที่สำคัญคือได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง ความละเอียด Full HD ที่รองรับ Refresh Rate ที่สูงถึง 300Hz ทีเดียว เรียกได้ว่าส่วนสเปกฮาร์ดแวร์จัดเต็มแบบสุดๆ ไปเลย

MSI GS66 Stealth ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน MSI Cooler Boost Trinity+ ขจัดความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 10% เน้นความบางด้วยการนำใบพัดขนาด 0.1 มม. มาใส่ไว้ ทำให้ได้อุณหภูมิที่ดีที่สุดในขณะเล่นเกม ด้วยพัดลม 3 ตัวที่แตกต่างกัน เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

ปิดท้ายด้วย MSI GS66 Stealth  ยังมีแบตเตอรี่ ที่มาพร้อมความจุสูงสุด 99.9Whr ระดับเดียวกับที่อนุญาตให้พกขึ้นเครื่องบินโดยสาร รองรับการทำงานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง + รวมไปถึงรองรับการชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้อีกด้วย เรียกได้ยกมาตรฐานใหม่สำหรับ Gaming Notebook สายบางเบาประจำปี 2020 นี้จริงๆ คาดว่าจะเข้าไทยจริงๆ ประมาณกลางปี 2020 นี้ (หรือเร็วกว่านั้น) เพราะต้องรอเปิดตัวชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 20 Series Super / RTX 30 Series เสียก่อน สนนราคา MSI GS66 Stealth คาดการณ์อยู่ที่ 5x,xxx บาทขึ้นไป

 Acer Swift 3 ราคา 18,000 บาท

ในงาน CES 2020 ก็มีการนำเสนอ Acer Swift 3 รุ่นใหม่ จอ 13.5″ ที่ได้สัดส่วนเป็น 3:2 พร้อมความละเอียด 2256 x 1504 พิกเซล พาเนล IPS ที่ดีกว่าเดิม (รุ่นก่อนเป็น 14″ 1920 x 1080 พิกเซล) ซึ่งอย่างที่รู้กัน Acer ได้พัฒนาในส่วนของโน้ตบุ๊คที่เน้นการพกพามาโดยตลอด แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสุด 16 ชั่วโมง พร้อมยังสามารถชาร์จได้รวดเร็วเพียง 30 นาที ก็สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง

อีกทั้งได้สเปกเป็น Intel Core i Gen 10 และเพิ่มสเปก AMD Ryzen 4000 เข้ามา ส่งผลให้เป็นโน้ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่ที่คุ้มค่าที่น่าจับตามองที่สุด ด้วยราคาเริ่มต้นที่ $599 หรือประมาณ 18,000 บาท สำหรับสเปก AMD หรือถ้าเป็นสเปก Intel จะมีราคาเริ่มต้นที่ $699 หรือประมาณ 21,000 บาท แต่ได้สเปกครบครันครบเครื่อง พร้อมมีพอร์ตเทพ Thunderbolt 3 ด้วย (สำหรับสเปก Intel)

Acer Swift 3 ปี 2020 ได้สเปกชิปประมวลผล Intel  Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร ทั้ง Core i3-1005G1 / Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7  ที่แรงกว่าเดิม จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX250 หรือ AMD Ryzen 7 4700U ที่สถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอออนชิป Radeon Vega 7 พร้อมจัดเต็มเรื่องความคุ้มค่า การพกพา

สเปก Acer Swift 3 ปี 2020 รุ่น Intel Core i Gen 10 จะได้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX250 ที่แรงระดับเทียบเคียง GTX 950M ทำให้พอเล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ แต่ให้ความร้อนที่น้อย แรมให้มาขนาด 8GB LPDDR4X (รองรับสูงสุด 16GB )เพียงพอต่อการใช้งานทันที ส่วน SSD M.2 NVMe มีมาให้ขนาด 512GB มาพร้อมความเร็วสูงและพื้นที่ใส่ไฟล์ใหญ่ๆ ได้สบายๆ ส่วนสเปก AMD Ryzen 4000 เท่าที่ทราบตอนนี้จะมีเพียง AMD Ryzen 7 4700U ทำงานแบบ 8 คอร์ 8 เธรด ที่ความเร็ว 2.1 – 4.0GHz ส่วนสเปกอื่นๆ น่าจะใหล้เคียงกัน

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ Thunderbolt 3 รองรับการใช้งานหลากหลายทั้ง USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery (ส่วนสเปก AMD เป็น USB 3.1 Type-C), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด

ซึ่งสเปก Intel จะมีน้ำหนักเพียง 1.19 ก.ก. และบางเพียง 15.95 ม.ม. เท่านั้น ส่วนสเปก AMD จะมีน้ำหนักที่ 1.19 ก.ก. เหมือนกัน โดยมีความบางมากกว่าที่ 16.6 ม.ม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ และสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่าเดิม เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการโน้ตบุ๊คคุ้มค่า หรูหรา บางเบา จบครบในเครื่องเดียว แน่นอนว่าในการที่จอเป็นเป็นสัดส่วน 3:2 ที่ความละเอียด 2256 x 1504 พิกเซล ทำให้ได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ เพราะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมความเรียบเนียนตาด้วย

รียกได้ว่าตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ Acer Swift 3 ปี 2020 นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นเดิมที่ดูลงตัว เพราะดูแล้ว Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับโน้ตบุ๊คบางเบาราคาคุ้มค่า ที่ราคาไม่แพง โดยเริ่มต้นเพียงสองหมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น ที่ให้ภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ จัดได้ว่ามีราคาที่ถูกลงกว่าเดิมมากๆ อีกทั้งยังได้ความบางเบาและมีพอร์ต Thunderbolt 3 ด้วย อย่างที่โน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ Intel Core i Gen 10 ที่แบรนด์อื่นๆ ไม่ให้มา ส่วนถ้าสเปกเป็น AMD Ryzen 4000 จะได้เป็น USB 3.1 Type-C

Lenovo Legion Y740S ราคา 30,000 บาท

ล่าสุด ทาง Lenovo ได้นำเสนอ Lenovo Legion Y740S โดยเป็น Gaming Notebook ที่บางที่สุดในโลกตอนนี้ กับความบางเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงขนาดหน้าจอ 15.6″ รุ่นใหม่ล่าสุด ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานประมาณ 8 ชั่วโมง ในส่วนของสเปกจะมีการอัพเดทอีกครั้งซึ่งคาดว่าน่าจะมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H (ที่กำลังจะเปิดตัว) หลักๆ ใช้การ์ดจอเป็นออนชิปกรณีใช้งานทั่วไป แต่ที่แน่นอนเลยก็คือได้พอร์ต Thunderbolt 3 มา 2 พอร์ต รองรับการเชื่อมต่อ eGPU เพื่อการเล่นเกม 3 มิติหนักๆ อีกที

สำหรับ Gaming Notebook ของทาง Lenovo ซีรีส์ Legion ได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาโดยตลอด แน่นอนว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ เช่นเดียวกัน ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูสวยงามแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ชัดเจน เน้นความเรียบง่ายใช้งานได้จริง ให้อารมณ์โน้ตบุ๊คที่ใช้งานระดับมืออาชีพ พร้อมประสิทธิภาพการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ ได้แบบสบายๆ และในงาน CES 2020 ก็ได้เปิดตัว Lenovo Legion Y740S ที่จัดว่าเป็น Gaming Notebook ที่เบาที่สุด มีมิติตัวเครื่องเพียง 356 x 251.8 x 14.9 มิลลิเมตร เน้นพกพาบางเบา คาดการณ์น้ำหนักตัวเครื่องน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 2 กิโลกรัม

ดีไซน์ของตัวเครื่องเน้นความเรียบง่ายแต่ดุดันตามสไตล์ของ Legion ที่มีลักษณะชัดเจนไม่ซ้ำใคร ได้สีสัน Iron Gray ที่ Lenovo ใช้ในหลายๆ รุ่นของตนเอง ให้ความรู้สึกที่แข็งแรงบึกบึน วัสดุเป็นอลูมิเนียมให้ความหรูหราพร้อมกับป้องกันรอยนิ้วมือไปในตัว สำหรับสเปกอื่นๆ อย่างหน้าจอได้มีใหเเลือกสูงสุดเป็นพาเนล IPS ความละเอียด 4K Ultra HD ที่ให้ความสว่างถึง 500 nits พร้อมได้มาตรฐานขอบเขตสี 100% sRGB ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 10 รหัส H รุ่นสูงสุดเป็น Core i9 ส่วนของแรมขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ความจุสูงสุดที่ 1TB สำหรับการ์ดจอที่ใช้งานในการเล่นเกมจำเป็นต้องต่อการ์จอแบบกล่องแยก eGPU เท่านั้น

สนนราคาของ Lenovo Legion Y740S อยู่ที่ 1099.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 บาท ตามแต่สเปกและฟีเจอร์แบบละเอียด พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2020 นี้ แฟนๆ ของ  Lenovo ซีรีส์ Legion รอซื้อกันได้เลย

from:https://notebookspec.com/new-notebook-rankings-for-the-year-2020-latest-specifications-intel-amd-nvida-starting-at-18000-baht/508800/

จัดอันดับ Notebook รุ่นใหม่ ปี 2020 สเปกล่าสุด Intel / AMD / NVIDIA ราคาเริ่ม 18,000 บาท

ในปี 2020 นี้ เราจะได้เจอกับ Notebook รุ่นใหม่ๆ มากมาย ที่เป็นการนำเสนอจากแบรนด์คอมพิวเตอร์ชั้นนำ รวมไปถึงผู้ผลิตชิปประมวลผลและการ์ดจอ ที่ตั้งใจขายของใหม่สด ที่จัดเต็มด้วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนฟีเจอร์และดีไซน์ก็ล้ำหน้า รวมไปถึงมีลูกเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งเสริมให้เรามีประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมสมกับเป็น Notebook ปี 2020 ที่ต่อยอดมาจากปีก่อน 2019 นั่นเอง

สำหรับบทความนี้เราจะมาจัดอันดับ Notebook ปี 2020 ที่มีความน่าสนใจในแต่แบรนด์ที่ได้มีการเปิดตัวกันไปแล้ว ซึ่งจะพร้อมขายจริงเร็วๆ นี้ จากการที่ต้องรอทางผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เปิดตัวของใหม่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ASUS TUF Gaming A15/A17 และ ASUS ROG Zephyrus G14 ที่ได้ชิปประมวลล่าสุดอย่าง AMD Ryzen 7 4800H/4800HS สถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร ที่แรงขึ้นแต่ร้อนน้อยลงอีก

ส่วน MSI จะเป็น MSI Bravo 15 ที่เป็น AMD Ryzen ตัวเดียวกันจับคู่มากับ Radeon RX5500M และ MSI GE66 Raider, MSI GS66 Stealth ที่ได้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 10 รหัส H การ์ดจอก็คาดว่าเป็น NVDIA GeForce RTX Super นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ Acer Swift 3 รุ่นใหม่จอใหม่ที่เลือกใช้ AMD Ryzen 4000 Series รหัส U ปิดท้ายด้วย Lenovo Legion Y740S ที่เป็น Gaming Notebook ที่บางสุดในโลกกับแนวคิดใหม่ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปชมกันเลย

ASUS TUF Gaming A15/A17 ราคา 2x,xxx บาท

ตลาด Gaming Notebook แตกกันไปแล้ว เมื่อปี 2019 จากการมาของ ASUS TUF Gaming FX505 Series มาในตอนนี้ทาง ASUS ก็ได้นำเสนอ ASUS TUF Gaming A15/A17 (FX506/FX706) อีกแล้ว โดยเป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมสายคุ้มค่ารุ่นใหม่ ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส H รุ่นล่าสุด อย่าง Ryzen 7 4800H (หรือ Ryzen 5 4600H) โดยจับคู่มาการ์ดจอที่แรงสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (เริ่มต้นด้วย GTX 1650) แน่นอนว่ามาแทนที่รุ่นเดิมอย่าง ASUS TUF Gaming FX505 รุ่นต่างๆ อาทิ DT, DU, DV พร้อมเตรียมลดราคาให้ถูกลงเก่าเดิมด้วย

สำหรับ ASUS TUF Gaming A15/A17 (FX506/FX706) เพิ่งเปิดตัวกันไปในงาน CES 2020 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา  เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่สดใหม่สุดๆ ทั้งจากสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series (เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร) และได้ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ซึ่งกว่าเดิม สวยกว่าเดิม พร้อมคงฟีเจอร์เด็ดๆ ไว้เช่นเดิม ในส่วนของราคาคาดการณ์แล้วอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต้นๆ จนไปถึง 30,000 บาทกลางๆ นั่นเอง

ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้รุ่นอื่นๆ อย่างในเรื่องของขอบหน้าจอบาง  นั่นก็ทำให้ตัวเครื่องมิติโดยรวมมีความเล็กกระทัดรัดลง แม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีความใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนๆ มาก ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม จัดได้ว่าเป็น Notebook ที่สเปกแรงมากๆ แต่น้ำหนักเบาๆ พกพาสะดวก

  

ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ลดขนาดของตัวเครื่องแบบ 15.6″ ลงได้ถึง 7% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และตัวเครื่องแบบ 17.3″ อย่าง ASUS TUF Gaming A17 ลงได้ถึง 8% (คาดว่าจะเข้าไทยภายหลัง) โดย ASUS TUF Gaming รุ่นใหม่ที่จะเลือกเป็นโมเดลมาจำหน่ายในไทยจะเป็น Fortress Gray โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม

โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป

  

โดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุของ ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ที่เป็น Gaming Notebook สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen รุ่นใหม่ล่าสุดนั้น ทำได้ดีตามมาตรฐานของ ASUS TUF Gaming ที่ทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ ที่ไม่ใช่แค่แรง แต่แข็งแรงทนทาน ระบบระบายความร้อนดี ขอบจอต้องบางเฉียบ ยกให้เป็น Gaming Notebook การ์ดจอ RTX ราคาคุ้มค่าที่สุดของช่วงต้นปี 2020 เลยก็ว่าได้ (ไว้ราคาราคาและสเปกจริงๆ เคาะอีกที)

สำหรับ ASUS TUF Gaming A17 (FX706) ซึ่งเป็นรุ่นหน้าจอ 17.3″ จะมีความคล้ายกับ ASUS TUF Gaming A15 (FX506) ในทุกๆ ดีไซน์การออกแบบ แต่จะแตกต่างเรื่องของมิติที่มีความใหญ่กว่าทุกๆ ด้าน รวมไปถึงมีน้ำหนักที่มากกว่าที่ 2.6 กิโลกรัม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Gaming Notebook หน้าจอใหญ่ เน้นเล่นเกมหรือมองได้สะใจ โดยที่สามารถแบกรับน้ำหนักที่มากกว่าได้ ยังไงรอลุ้นกันอีกทีว่าทาง ASUS จะนำเข้าไทยเมื่อไร และราคาจะสูงกว่า ASUS TUF Gaming A15 (FX506) แค่ไหนกัน

ASUS ROG Zephyrus G14 ราคา 3x,xxx บาท

ASUS ROG Zephyrus G14 เป็น Gaming Notebook ปี 2020 หน้าจอ 14″ ที่แรงที่สุดในโลก สเปก AMD Ryzen 7 4800HS และ NVIDIA GeForce RTX 2060 ซึ่งเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่สุดแรงสุด ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอประสิทธิภาพสูงยอดนิยมที่สุด คุ้มค่าสุดๆ จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน มารวมตัวกันใน ASUS ROG Zephyrus G14 ที่เป็น Gaming Notebook ที่อยู่ในซีรีส์พรีเมียมของ ASUS ที่เน้นความพรีเมียม บางเบา แบตยาวนาน ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ได้ โดยมีน้ำหนักเบาแค่ 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาสะดวกตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดกว่า 15.6″ พอตัว

อีกทั้ง ASUS ROG Zephyrus G14 ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์ Anume Martix ฝาหลังที่เป็นไฟ LED จำนวน 6536 ดวง ที่ปรับแต่งเปลี่ยนแปลงได้ผ่านทางซอฟตฺแวร์ วัสดุฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม ส่วนสเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสามารถติดตั้งแรมได้สูงสุดที่ 32GB อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับราคาและสเปกยังไม่เคาะขายในไทย แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้ได้ทันที และได้ประกันก็เป็น 2 ปีตามาตรฐาน ASUS ที่สามารถเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย รายละเอียดส่วนนี้รอติดตามกันอีกที

สำหรับสเปก ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมสายบางเบาแนวใหม่ ด้วยขนาดหน้าจอ 14″ ที่ปกติเราไม่ค่อยได้เห็นกัน ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 Series รหัส H (Mobile) ​รุ่นล่าสุด อย่าง Ryzen 7 4800H (Up to 4.2 GHz ,8 core/16 thread ,TDP 45W ) ในเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ที่ร้อนน้อยแรงและแรงขึ้น เช่นเดียวกับ AMD Ryzen 3000 Series (Dekstop) และที่สำคัญคือสามารถใส่แรมบัสสูงได้มากขึ้นถึง DDR4-3200MHz ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติก็จะมีความลื่นไหลแน่นอนกว่ารุ่นก่อนๆ

ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นซีรีส์ ROG ที่เน้นความบาง ที่ 17.9 – 19.9 มิลลิเมตร  มาพร้อมน้ำหนักเบาที่ 1.6 กิโลกรัม รวมไปถึงแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า Gaming Notebook ทั่วไปกับขนาดหน้าจอขอบบางที่ 6.9 มิลลิเมตร ขนาด 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 120Hz ดีไซน์โดยรวมเน้นความดุดัน แข็งแกร่งสไตล์ ROG ด้วยวัสดุฝาหลังเป็นโลหะให้ดีไซน์ที่ไม่เคยมีมาก่อนใน ROG ที่เน้นความเรียบง่ายสุดๆ ดูแล้วมีความสดใหม่ เรียกได้ว่าดูเป็น Gamer สายทำงานพกพายิ่งขึ้นไปอีกกว่าพวก TUF Gaming Series ที่เน้นคุ้มค่า

ตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus G14 มี 2 สีสันให้เลือกคือ สีขาวและดำ เลือกใช้วัสดุตัวเครื่องเป็นโลหะส่วนของชิ้นฝาหลัง โดยมุมซ้ายล่างจะเป็นแผ่นสีเงิน ROG ส่วนด้านในเป็นพลาสติกคุณภาพสูง มีความแข็งแรงทนทานประมาณนึง โดยยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่สวยงามทันสมัยพรีเมียม มีความทนทานระดับ Military Grade ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้ ด้วยการออกแบบและวิศวกรรมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของ Zephyrus Series

การมาของ ASUS ROG Zephyrus G14 เชื่อได้เลยว่าตลาด Gaming Notebook สนุกสนานแน่นอน ไม่ใช่แต่เป็นรุ่นหน้าจอ 14″ ที่แรงที่สุดในโลกเท่านั้น  แต่จากการมาของสเปกชิปประมวลผลให้ล่าสุดจาก AMD อย่าง Ryzen 4000 Series ที่ดูแล้วจากรายละเอียดที่เปิดเผยออกมา มีความเหนือกว่า Intel อยู่พอสมควร (ว่ากันตามสเปกที่ทราบตอนนี้) รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน สนนราคาอยู่ที่ไม่เกิน 40,000 บาท

MSI Bravo 15 ราคา 2x,xxx บาท

จัดว่าเป็น Gaming Notebook ไฮไลท์ในงาน CES 2020 จากทาง MSI เลยก็ว่าได้ กับการมาของ MSI Bravo 15 ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด เน้นประสิทธิภาพจากทาง AMD ที่แรงขึ้นเป็นเท่าตัวพร้อมประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิม จากเทคโนโลยีการผลิตชิป CPU ที่ 7 นาโนเมตร

จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น โดยรุ่นที่เราได้จับตัวจริงยังได้ส่วนของแรมเป็นขนาด 16GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 256GB พร้อมด้วย HDD 2TB อีกหนึ่งตัวด้วยกัน สนนราคาคาดว่าอยู่ที่ 2x,xxx บาท ตามแต่สเปกขายจริงอีกที

สำหรับ MSI Bravo 15 ถือว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นถัดมาจาก MSI Alpha 15 ที่เป็น AMD Notebook ที่ใช้ทั้งชิปประมวลผล Ryzen 7 3750H และการ์ดจอเป็น AMD Radeon RX5500M โดยในความพรีเมียม แตกต่างจาก MSI Bravo 15 จะให้ความคุ้มค่าที่มากกว่า เพราะถูกจัดว่าให้เป็นรุ่นที่รองกว่า MSI Alpha 15 นั่นเอง (แต่ได้สเปกใหม่กว่านะ) โดยเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 144Hz แน่นอนว่ารองรับ FreeSync ให้ภาพไม่ฉีกขาด โดดเด่นด้วยน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัม ขอบจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัด

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 2.9 – 4.2GHz โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร เช่นเดียวกับการ์ดจอ Radeon RX5500M ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับการมาของ AMD Ryzen รุ่นใหม่ตระกูล 4000 H Series ซึ่งได้เห็นตัวจริงๆ ครั้งแรกบน  MSI Bravo 15 นั่นเอง

หน้าตาการออกแบบเอง MSI Bravo 15 ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกับ MSI GF63 / GF65 ทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้แตกต่างชัดเจนคือส่วนของโลโก้ฝาหลังด้วยนกธันเดอร์เบิร์ดสยายปีกสีเงินมันวาว สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดย MSI Bravo 15 ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าโดยรวมนั้นดีอยู่แล้ว มีน้ำหนักที่คาว่าใกล้เคียงกับ MSI GF63 / GF65 ที่เบาเพียง 1.86 กิโลกรัม

MSI GE66 Raider ราคา 6x,xxx บาท

ที่สุดของ Gaming Notebook รุ่นล่าสุดจากทาง MSI อย่าง MSI GE66 Raider ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2020 จัดว่าเป็น Gaming Notebook สุดล้ำ ออกแบบมาสำหรับยุคอนาคต โดยเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่างคอนเซปต์ sci-fi รูปทรงภายนอกนั้นมีการนำความเป็น sci-fi ในโลกอนาคตมาปรากฏอยู่บนรูปทรงของตัวเครื่อง สื่อถึงเรื่องของประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการใช้งานที่เหนือกว่าใคร สเปกภายในเป็น Intel + NVIDIA รุ่นใหม่สุด ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยไม่ได้

วัสดุหลักรวมถึงส่วนของฝาพับทำมาจากอลูมิเนียมคุณภาพสูง หุ้มด้วยไทเทเนียมสีเงินที่ส่องประกายฉายให้เห็นโทนสีที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และในส่วนหลักของแสงที่ส่องสว่างออกมาจากบริเวณด้านหน้าของที่วางมือ ก็คือฟังก์ชั่น Mystic Light แสดงแสงไฟแบบ Panoramic Aurora กว่า 16.7 ล้านเฉดสี วัสดุเป็นอะคริลิคที่ทั้งใสและสวยงาม ประกอบกับไฟ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries ช่วยให้ได้บรรยากาศที่เหมาะสมในการเล่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

MSI GE66 Raider เป็รุ่นต่อยอดมาจาก MSI GE65 Raider เมื่อปีก่อน แต่ได้แรงบรรดาใจเต็มๆ จากรุ่นพี่อย่าง MSI GT76 Titan โดยถูกออกแบบโดดเน้นความเป็นเกมมิ่งด้วย Design ที่ดุดัน โฉบเฉี่ยว เน้นโทนสีเทาสว่างตลอดทั้งตัวเครื่อง แตกต่างจากตาม Gaming Notebook ทั่วไปของ MSI ดูแล้วคล้ายคลึงกับรถยนต์สปอร์ตหรูหรา โดยจะเน้นความสวยงามทั้งด้านการออกแบบ และวัสดุ เริ่มจากบานฝาพับถูกออกแบบโดยใช้วัสดุ Aluminum เรียบเน้นความโดดเด่นให้เห็นพื้นผิวของอลูมิเนียม

ซึ่งจะให้ความหรูหราน่าสัมผัส พร้อมความเรียบเนียนของพื้นผิวฝาหลัง ประกอบกับสัญลักษณ์ของตัวเครื่องที่โดยปกติแล้วนั้นรถยนต์สปอร์ตสุดหรูจะมีการแสดงตราสัญลักษณ์ตัวเครื่องที่กระโปรงฝาหน้ารถ ซึ่งในทำนองเดียวกันเองนั้นทาง MSI เองก็มีการแสดงในส่วนนี้เช่นเดียวกันทำให้ทั้งหมดนั้น MSI GE66 Raider สื่อถึงความหรูหรามีระดับพร้อมทั้งยังมากับประสิทธิภาพที่เราต้องประทับใจมากๆ สมกับเป็น Gaming Notebook ระดับสูงของปี 2020 นี้จริงๆ

MSI GE66 Raider เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ที่เน้นความเป็นที่สุดในเกือบทุกด้าน โดยเป็นรองเพียง GT Series เท่านั้น ที่ได้สเปกใหม่ล่าสุดที่ยังเปิดเผยไม่ได้ ซึ่งจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H พร้อมด้วยการ์ดจอ NVIDIA GeFroce ที่ใหม่กว่า RTX 20 Series ด้วยความสมบูรณ์แบบในความเป็นโน้ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมจากประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ทำได้ดี ให้ความร้อนที่น้อยลงแต่ความแรงเพิ่มขึ้น พร้อมให้หน้าจอ Refresh Rate ที่ 300Hz เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง สำหรับราคาคาดว่าอยู่ที่ 6x,xxx บาท พร้อมเปิดตัวสเปกขายจริงช่วงกลางปี 2020 นี้

MSI GS66 Stealth ราคา 5x,xxx บาท

สำหรับ MSI GS66 Stealth มีรายละเอียดต่างจาก MSI GS65 รุ่นก่อนมากมาย ทั้งสเปกและดีไซน์ โดยเปิดตัวครั้งแรกที่งาน CES 2020 ซึ่งเราได้มีโอกาสพรีวิวตัวจริงกัน โดยเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่เน้นความบางเบาหรูหรา ด้วยสีสันตัวเครื่องที่ดำด้านสนิทตลอดทุกส่วน โดดเด่นด้วยโลโก้ MSI ฝาหลังเป็นแบบการยิงเลเซอร์ฝังลงไป ให้ความพรีเมียมเรียบเนียนอย่างที่สุด

MSI GS66 Stealth ยังเป็น Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ที่มีความเบาบางมีขอบจอบางพิเศษ ที่ได้ความแรงไม่แพง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่เพกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.99 กิโลกรัม บางที่ 19.81 มิลลิเมตร ทำให้ถือมือเดียวได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง

สเปกยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H ส่วนการ์ดจอก็เป็น NVIDIA GeForce RTX Super รุ่นใหม่ๆ ที่จะมีการเปิดตัวเร็วๆ นี้เช่นกัน แน่นอนว่าส่วนของแรมและ SSD ต้องจัดเต็มแน่นอน มาพร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้ ที่สำคัญคือได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง ความละเอียด Full HD ที่รองรับ Refresh Rate ที่สูงถึง 300Hz ทีเดียว เรียกได้ว่าส่วนสเปกฮาร์ดแวร์จัดเต็มแบบสุดๆ ไปเลย

MSI GS66 Stealth ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน MSI Cooler Boost Trinity+ ขจัดความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 10% เน้นความบางด้วยการนำใบพัดขนาด 0.1 มม. มาใส่ไว้ ทำให้ได้อุณหภูมิที่ดีที่สุดในขณะเล่นเกม ด้วยพัดลม 3 ตัวที่แตกต่างกัน เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

ปิดท้ายด้วย MSI GS66 Stealth  ยังมีแบตเตอรี่ ที่มาพร้อมความจุสูงสุด 99.9Whr ระดับเดียวกับที่อนุญาตให้พกขึ้นเครื่องบินโดยสาร รองรับการทำงานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง + รวมไปถึงรองรับการชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้อีกด้วย เรียกได้ยกมาตรฐานใหม่สำหรับ Gaming Notebook สายบางเบาประจำปี 2020 นี้จริงๆ คาดว่าจะเข้าไทยจริงๆ ประมาณกลางปี 2020 นี้ (หรือเร็วกว่านั้น) เพราะต้องรอเปิดตัวชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 20 Series Super / RTX 30 Series เสียก่อน สนนราคา MSI GS66 Stealth คาดการณ์อยู่ที่ 5x,xxx บาทขึ้นไป

 Acer Swift 3 ราคา 18,000 บาท

ในงาน CES 2020 ก็มีการนำเสนอ Acer Swift 3 รุ่นใหม่ จอ 13.5″ ที่ได้สัดส่วนเป็น 3:2 พร้อมความละเอียด 2256 x 1504 พิกเซล พาเนล IPS ที่ดีกว่าเดิม (รุ่นก่อนเป็น 14″ 1920 x 1080 พิกเซล) ซึ่งอย่างที่รู้กัน Acer ได้พัฒนาในส่วนของโน้ตบุ๊คที่เน้นการพกพามาโดยตลอด แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสุด 16 ชั่วโมง พร้อมยังสามารถชาร์จได้รวดเร็วเพียง 30 นาที ก็สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง

อีกทั้งได้สเปกเป็น Intel Core i Gen 10 และเพิ่มสเปก AMD Ryzen 4000 เข้ามา ส่งผลให้เป็นโน้ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่ที่คุ้มค่าที่น่าจับตามองที่สุด ด้วยราคาเริ่มต้นที่ $599 หรือประมาณ 18,000 บาท สำหรับสเปก AMD หรือถ้าเป็นสเปก Intel จะมีราคาเริ่มต้นที่ $699 หรือประมาณ 21,000 บาท แต่ได้สเปกครบครันครบเครื่อง พร้อมมีพอร์ตเทพ Thunderbolt 3 ด้วย (สำหรับสเปก Intel)

Acer Swift 3 ปี 2020 ได้สเปกชิปประมวลผล Intel  Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร ทั้ง Core i3-1005G1 / Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7  ที่แรงกว่าเดิม จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX250 หรือ AMD Ryzen 7 4700U ที่สถาปัตยกรรม 7 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอออนชิป Radeon Vega 7 พร้อมจัดเต็มเรื่องความคุ้มค่า การพกพา

สเปก Acer Swift 3 ปี 2020 รุ่น Intel Core i Gen 10 จะได้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX250 ที่แรงระดับเทียบเคียง GTX 950M ทำให้พอเล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ แต่ให้ความร้อนที่น้อย แรมให้มาขนาด 8GB LPDDR4X (รองรับสูงสุด 16GB )เพียงพอต่อการใช้งานทันที ส่วน SSD M.2 NVMe มีมาให้ขนาด 512GB มาพร้อมความเร็วสูงและพื้นที่ใส่ไฟล์ใหญ่ๆ ได้สบายๆ ส่วนสเปก AMD Ryzen 4000 เท่าที่ทราบตอนนี้จะมีเพียง AMD Ryzen 7 4700U ทำงานแบบ 8 คอร์ 8 เธรด ที่ความเร็ว 2.1 – 4.0GHz ส่วนสเปกอื่นๆ น่าจะใหล้เคียงกัน

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ Thunderbolt 3 รองรับการใช้งานหลากหลายทั้ง USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery (ส่วนสเปก AMD เป็น USB 3.1 Type-C), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด

ซึ่งสเปก Intel จะมีน้ำหนักเพียง 1.19 ก.ก. และบางเพียง 15.95 ม.ม. เท่านั้น ส่วนสเปก AMD จะมีน้ำหนักที่ 1.19 ก.ก. เหมือนกัน โดยมีความบางมากกว่าที่ 16.6 ม.ม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ และสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่าเดิม เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการโน้ตบุ๊คคุ้มค่า หรูหรา บางเบา จบครบในเครื่องเดียว แน่นอนว่าในการที่จอเป็นเป็นสัดส่วน 3:2 ที่ความละเอียด 2256 x 1504 พิกเซล ทำให้ได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ เพราะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมความเรียบเนียนตาด้วย

รียกได้ว่าตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ Acer Swift 3 ปี 2020 นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นเดิมที่ดูลงตัว เพราะดูแล้ว Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับโน้ตบุ๊คบางเบาราคาคุ้มค่า ที่ราคาไม่แพง โดยเริ่มต้นเพียงสองหมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น ที่ให้ภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ จัดได้ว่ามีราคาที่ถูกลงกว่าเดิมมากๆ อีกทั้งยังได้ความบางเบาและมีพอร์ต Thunderbolt 3 ด้วย อย่างที่โน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ Intel Core i Gen 10 ที่แบรนด์อื่นๆ ไม่ให้มา ส่วนถ้าสเปกเป็น AMD Ryzen 4000 จะได้เป็น USB 3.1 Type-C

Lenovo Legion Y740S ราคา 30,000 บาท

ล่าสุด ทาง Lenovo ได้นำเสนอ Lenovo Legion Y740S โดยเป็น Gaming Notebook ที่บางที่สุดในโลกตอนนี้ กับความบางเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงขนาดหน้าจอ 15.6″ รุ่นใหม่ล่าสุด ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานประมาณ 8 ชั่วโมง ในส่วนของสเปกจะมีการอัพเดทอีกครั้งซึ่งคาดว่าน่าจะมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H (ที่กำลังจะเปิดตัว) หลักๆ ใช้การ์ดจอเป็นออนชิปกรณีใช้งานทั่วไป แต่ที่แน่นอนเลยก็คือได้พอร์ต Thunderbolt 3 มา 2 พอร์ต รองรับการเชื่อมต่อ eGPU เพื่อการเล่นเกม 3 มิติหนักๆ อีกที

สำหรับ Gaming Notebook ของทาง Lenovo ซีรีส์ Legion ได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาโดยตลอด แน่นอนว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ เช่นเดียวกัน ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูสวยงามแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ชัดเจน เน้นความเรียบง่ายใช้งานได้จริง ให้อารมณ์โน้ตบุ๊คที่ใช้งานระดับมืออาชีพ พร้อมประสิทธิภาพการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ ได้แบบสบายๆ และในงาน CES 2020 ก็ได้เปิดตัว Lenovo Legion Y740S ที่จัดว่าเป็น Gaming Notebook ที่เบาที่สุด มีมิติตัวเครื่องเพียง 356 x 251.8 x 14.9 มิลลิเมตร เน้นพกพาบางเบา คาดการณ์น้ำหนักตัวเครื่องน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 2 กิโลกรัม

ดีไซน์ของตัวเครื่องเน้นความเรียบง่ายแต่ดุดันตามสไตล์ของ Legion ที่มีลักษณะชัดเจนไม่ซ้ำใคร ได้สีสัน Iron Gray ที่ Lenovo ใช้ในหลายๆ รุ่นของตนเอง ให้ความรู้สึกที่แข็งแรงบึกบึน วัสดุเป็นอลูมิเนียมให้ความหรูหราพร้อมกับป้องกันรอยนิ้วมือไปในตัว สำหรับสเปกอื่นๆ อย่างหน้าจอได้มีใหเเลือกสูงสุดเป็นพาเนล IPS ความละเอียด 4K Ultra HD ที่ให้ความสว่างถึง 500 nits พร้อมได้มาตรฐานขอบเขตสี 100% sRGB ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 10 รหัส H รุ่นสูงสุดเป็น Core i9 ส่วนของแรมขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ความจุสูงสุดที่ 1TB สำหรับการ์ดจอที่ใช้งานในการเล่นเกมจำเป็นต้องต่อการ์จอแบบกล่องแยก eGPU เท่านั้น

สนนราคาของ Lenovo Legion Y740S อยู่ที่ 1099.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 บาท ตามแต่สเปกและฟีเจอร์แบบละเอียด พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2020 นี้ แฟนๆ ของ  Lenovo ซีรีส์ Legion รอซื้อกันได้เลย

from:https://notebookspec.com/new-notebook-rankings-for-the-year-2020-latest-specifications-intel-amd-nvidia-starting-at-18000-baht/508800/