คลังเก็บป้ายกำกับ: 0._TOP_CONTENT

Gaming Notebook น่าซื้อ 2020 สเปก Core i Gen 10H / Ryzen 4000H ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ แรงลื่นคุ้มค่า เริ่ม 26,900 บาท

มากันเกือบุกแบรนด์แล้วสำหรับ Gaming Notebook รุ่นใหม่สเปกแรงลื่นปี 2020 ที่มาพร้อมกับการอัพเดทล่าสุด ทั้งในส่วนของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H และ AMD Ryzen 4000H ที่แน่นอนว่าได้ความแรงลื่นที่มากกว่าเดิม ส่วนการ์ดจอ Gaming ก็มีรุ่นใหม่ที่น่าสนใจออกมา สำหรับรุ่นราคาที่เน้นความคุ้มค่าของแบรนด์ NVIDIA อย่างในรุ่น GeForce GTX 1650 Ti ที่ต้องบอกว่ายอดนิยมที่สุดของ Gaming Notebook ช่วงราคา 2x,xxx บาทก็ว่าได้ ซึ่งในตอนนี้มีทั้งแบรนด์ Acer / ASUS / MSI / Lenovo / HP

ซึ่งการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti มีสเปกการทำงาน CUDA 1,024 คอร์  และความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุด 1.49GHz รวมถึงปรับปรุงไปใช้แรมภายในมาตรฐาน GDDR6 เหมือนอย่างรุ่น GeForce GTX 1660 Ti โดยได้ขนาดมาเป็น 4GB เท่ากับรุ่นก่อนหน้าอย่าง GeForce GTX 1650 นั่นเอง ส่งผลให้การมาของการ์ดจอ GTX 1650 Ti เป็นตัวแทรกกลางระหว่าง GTX 1650 และ GTX 1660 Ti ก็ว่าได้

ในบทความนี้ก็เลยจะมาแนะนำ Gaming Notebook การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ ใส่แรมภายใน 4GB GDDR6 ที่แรงลื่นเพียงพอต่อการเล่นเกม 3 มิติทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในปัจจุบันแน่นอน เทียบกับความแรงต่อราคาแล้วคุ้มค่า ในส่วนของชิปประมวผลก็มีทั้ง Core i5-10300H / Core i7-10750H และ Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H / Ryzen 7 4800HS เป็นตัวเลือก

ได้แรมมาเป็นมาตรฐาน DDR4 ที่ขนาด 8GB – 16GB ส่วน SSD ได้ความจุ 512GB เป็นมาตรฐาน หน้าจอขนาด 14″ / 15.6″ / 16.1″ Full HD IPS ที่ 120Hz – 144Hz  ที่ต้องบอกเลยว่า สเปกเพียงพอต่อทุกๆ การใช้งานพื้นฐานหรือเล่นเกมหนักๆ ก็ทำได้ดีเยี่ยม โดยมีตัวเครื่องเบาที่ 1.6 กิโลกรัม ติดตั้ง Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที มีประกันดีที่สุดเป็นแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านยาวนาน 3 ปี ราคาเริ่มต้นถูกที่สุดที่ 26,900 บาทเท่านั้น ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

Lenovo IdeaPad Gaming 3i ราคา 27,990 – 30,990 บาท

Lenovo IdeaPad Gaming 3i เป็น Gaming Notebook เน้นความคุ้มค่าประจำปี 2020 เป็นโน้ตบุ๊คสเปกแรงที่สามารถเอาไปเล่นเกมได้สบายๆ โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H รุ่นใหม่อย่าง Core i5-10300H / Core i7-10750H พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ อีกทั้งได้ดีไซน์ใหม่ขอบจอที่บางและน้ำหนักเครื่องที่ไม่หนักจนเกินไป รวมๆ มีความเรียบง่าย โดยมาพร้อมกับโทนสีดำ Onyx Black พร้อมแซมด้วยสีฟ้า ที่ดูแล้วสวยงามและแตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไปชัดเจน วางตำแหน่งเป็นซีรีส์ Gaming เริ่มต้นของทาง Lenovo

สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3i นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่อง เป็นโน้ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ ที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 27,990 บาท ที่สำคัญได้การรับประกัน On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 2 ปีด้วย และได้ประกันอุบัติเหตุด้วย รวมไปถึงบริการหลังการขายอื่นอื่นๆ อีกมากมายด้วย

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) พร้อม Privacy Shutter และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 2 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ส่วนการรับประกันแน่นอนว่าเป็น ประกัน 2 ปี แบบ On-Site Service โทรแจ้งช่างมาซ่อมได้ถึงที่ รวมไปถึงมีประกันอุบัติเหตุและบริการอื่นๆ อย่างเครื่องสำรองระหว่างรอซ่อมด้วย

 

สำหรับน้ำหนักและความหนาของตัวเครื่อง Lenovo IdeaPad Gaming 3i ถือว่าเป็นเบาตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊คปี 2020 ที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าในหลายๆ ส่วน แม้จะมีขนาดหน้าจอใหญ่ที่ 15.6″ แต่ก็มีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้พกพาไปไหนมาไหนสะดวกสบายมาก โดยรวมแล้วการดีไซน์ของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i รุ่นใหม่นี้ถือทำได้ดีมาก ใครจะเอาไปทำงานก็ดูเรียบๆ หรือใครจะเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้ดีเป็นรองตระกูล Legion เลย เชื่อได้เลยว่าจะเป็น Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่ทำให้ตลาดคึกคักทีเดียว

HP Pavilion Gaming 16 ราคา 34,900 บาท

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นล่าสุด เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมขนาดหน้าจอ 16.1″ รุ่นแรกของโลก แบบ New Normal กันไปเลย ที่ในตอนนี้พร้อมขายในไทยแล้ว ได้สเปกใหม่ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง i7-10750H หรือ Core i5-10300H กับการที่เป็น Gaming Notebook คุ้มค่า จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยมอย่าง GTX 1650 Ti ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

ความโดดเด่นยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ได้เป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ใช้งานทันที (พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง) มาพร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาขายจริงสเปกนี้อยู่ที่ 30,900 – 34,900 บาท (ต่างกันที่สเปกชิปประมวลผลเท่านั้น) การรับประกันที่เป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นนี้ยังคงใช้ดีไซน์เดิมเหมือนกับสเปกก่อนหน้า แต่ได้มีการขยับขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้น แน่นอนมีน้ำหนักที่มากขึ้นด้วยเป็น 2.35 กิโลกรัม ได้ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น เรียกได้มีความเฉียบและใช้งานได้จริงในเรื่องของการจัดการความร้อน ลำโพงจะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 16 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีความครบครับประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แบบแยกไมค์หูฟังหรือไมค์อย่างเดียว แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมี LAN RJ45 โดดเด่นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปตรงที่ทาง HP ได้มีการเล่นสีสันเหมือนกับโทนตัวเครื่องด้วย สัญลักษณ์พอร์ตต่างๆ ก็จะเป็นสีเขียวไปด้วย ดูแล้วลงตัวจริงๆ

Lenovo Legion 5 / 5i ราคา 30,990 – 39,990 บาท

Lenovo Legion 5 เป็น Gaming Notebook แบบเมนสตรีมที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 อีกทั้งยังเต็มไปด้วยตัวเลือกองค์ประกอบที่หลากหลายให้แก่ผู้เล่น ทั้งชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ทำงานกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ได้แรมขนาด 8GB DDR4 (Bus 3200MHz) และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ทุกๆ รุ่น โดย Lenovo Legion 5 ทุกรุ่นรองรับ Wi-Fi 6และ Dolby Atmos ตัวเครื่องสี Phantom Black น้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม มีเทคโนโลยี Rapid Charge Pro เทคโนโลยี Lenovo Legion Coldfront 2.0 ที่ช่วยควบคุมความอุณหภูมิ

คีย์บอร์ด Lenovo Legion TrueStrike แม่นยำ นุ่มนวล หนักแน่น  พร้อม 4-zone RGB รองรับ anti-ghosting 100% และตอบสนองได้รวดเร็วใน 1ms ทนทานมากขึ้นด้วยการเคลือบสารให้คุณสมบัติต้านทานการเสียดสีและการสึกกร่อน และแบตเตอรี่ที่ปรับใหม่ให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (ใช้ได้นานถึง 8 ชั่วโมง)ด้วยเทคโนโลยี Advanced Optimus และ Hybrid Mode อีกทั้งสามารถเลือกปรับโหมดได้เองระหว่างโหมดการรักษาอุณหภูมิ Quiet, Balance และ Performance นอกจากนี้ยังสามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน  

และที่สำคัญคือจอ 15.6 นิ้ว Full HD (1920 x 1080) IPS display 144 Hz และตอบสนองในเวลา ❤ ms รองรับเทคโนโลยี VESA DisplayHDR 400 100% sRGB และคมชัด สมจริงด้วย Dolby Vision จอจัดเต็มจริงๆ แม้ดีไซน์หลักจะยังเป็นรูปแบบเดิมแบบ Y540 และใน Legion 5 แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นดีไซน์ที่ลงตัวที่สุดแบบหนึ่ง เพราะทำให้ตัวเครื่องมีช่องระบายความร้อนได้ทั้ง 3 ทิศทาง พอร์ตเชื่อมต่อที่มากกว่าและสามารถใช้ประโยชน์เครื่องจากด้านหลังได้เต็มที่ รวมไปถึงจอภาพที่สามารถกางได้ 180 องศา โดยใน Lenovo Legion 5 ยังได้อัพเกรดขึ้นมาหลายๆ ส่วน

นอกเหนือจากนั้นยังมีในส่วนสเปกที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ด้วย ซึ่งจะใช้ชื่อรุ่นเป็น Lenovo Legion 5i อีกทั้งจะมีรุ่นหน้าจอใหญ่ 17.3″ เป็นตัวเลือกอีกด้วย สเปกหลักๆ ในส่วนของการ์ดจอเหมือนกันหมด เพราะเราคะดมาเฉพาะรุ่น GTX 1650 Ti และได้แรม 8GB DDR4 (Bus 2933MHz) พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ไม่ต่างกัน แน่นอนว่าในส่วนของประสิทธิภาพก็มีความโดดเด่นไม่เป็นรองกันด้วย รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ก็มีความเหมือนกันอีกด้วย แต่สำหรับรุ่นหน้าจอ 17.3″ ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักที่มากกว่าด้วย ที่ 2.98 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ Gaming Notebook จอใหญ่แบบนี้

ASUS TUF Gaming A15 FA506 ราคา 26,900 – 29,900 บาท

ASUS TUF Gaming A15 FA506 เป็น Gaming Notebook การ์ดจอ GTX 1650 Ti ที่หลายคนจับตามอง (เพราะรุ่นก่อนหน้าทำไว้ดีมาก) มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ตัวแรงสุดๆ ด้วยเทคโนโลยีการผลิต 7nm จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ประสิทธิภาพสูง ในราคาสุดคุ้มเพียง 26,900 – 29,900 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วนนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณไม่เกิน 30,000 บาท

โดย ASUS TUF Gaming A15 FA506 ได้สเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz (แต่ถ้าอัพเกรดแรมเป็น 16GB ก็จะดีเยี่ยมมากๆ) และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz มีเทคโนโลยี Adaptive Sync ให้ภาพลื่นไหลไม่ฉีกขาด พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

ASUS TUF Gaming A15 FX506 ต่อยอดรุ่นก่อนหน้าได้อย่างดีเยี่ยมในหลายๆ ส่วน เริ่มจากกดีไซน์ใช้สีสัน Fortress Gray โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบสไตล์รังฝังที่ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด และตัวคีย์บอร์ดก็ตอบสนองพร้อมความทนทานที่เยี่ยมยอด

รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว อีกทั้งแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงโดยประมาณ โดดเด่นด้วยอุณหภูมิ CPU ชิปประมวลผล ใช้งานหนักๆ ร้อนไม่เกิน 75 – 87 องศาเซลเซียส ส่วน GPU การ์ดจอจะอยู่ที่ไม่เกิน 70 – 75 องศาเซลเซียส เท่านั้นเอง

MSI GF63 Thin ราคา 27,900 – 31,900 บาท

ยังคงเป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ปี 2020 ที่แรงลื่นและเบาที่สุดในตลาด กับการมาของ MSI GF63 Thinโดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัมเท่านั้น และบางเพียง 21.7 มิลลิเมตร เน้นพกพาสะดวก ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูง คุณภาพเยี่ยม  แต่ยังได้สเปก Gaming เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน้ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย อัพเดทเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q (ร้อนน้อยกว่ารุ่นปกติ) ​ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งคู่ รวมไปถึงมีรุ่นราคาถูกกว่า ที่มาพร้อมกับ Core i5-9300H / Core i7-9750H ที่แม้จะเป็นรุ่นเก่ากว่า แต่ก็ยังแรงเหลือๆ อยู่ (ก็เลยมาแนะนำ เพราะแบรนด์อื่นๆ เค้าไม่ทำกัน)

นอกจากนั้น MSI GF63 Thin จัดเต็มด้วยสเปกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ให้ความลื่นไหลสบายตา พร้อมได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 2666 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB  ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A Gen 1, USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 4 ชั่วโมง

หน้าตาการออกแบบเอง MSI GF63 Thin ปี 2020 ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงคล้ายเดิมทั้งหมดทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดย MSI GF63 Thin ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าโดยรวมนั้นดีอยู่แล้วแม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ซึ่งขอบจอ Thin Bezel บางมากเพียง 4.9 มิลลิเมตร เท่านั้น บางมากๆ จนคิดว่าจอ 14 นิ้วด้วยซ้ำ

ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก ทำให้ MSI GF63 Thin เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมน่าซื้อที่สุดรุ่นนึงทีเดียว รวมถึงมีซอฟท์แวร์ MSI Dragon Center รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมของคุณให้มากยิ่งขึ้น พร้อมการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น ในราคาเพียง 27,900 – 33,900 บาท โดยมีความแตกต่างเพียงเรื่องสเปกชิปประมวลผลและมาตรฐาน Wi-Fi 5 AC / 6 AX รวมถึง Bluetooth 5.0 / 5.1 เท่านั้น

Acer Nitro 5 AN515 ราคา 31,900 บาท

Acer Nitro 5 AN515 หรือ Acer Nitro 5 ปี 2020 สเปก Core i Gen 10H จากที่ก่อนหน้านี้เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง ด้วยชิปประมวลผล Intel Core i 10H อย่าง Core i5-10300H ที่ทำงานด้วยความเร็ว 2.50GHz – 4.5GHz แบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด กับคู่มากับการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 2666MHz ทันทีแบบไม่ต้องอัพเกรดกันให้เสียเวลา มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA3 ภายหลัง) พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน้ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมได้มาตรฐานขอบเขตสี NTSC 72% ด้วย

ดีไซน์มีการปรับปรุงใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม ด้วยเส้นสายลวดลายที่ดูดุดันกว่าที่เคย โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม และที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

ติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ พร้อมกับการตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. ติดตั้งปุ่มแป้นคีย์ตัวเลข (Numpad) โดยตัวปุ่มจะเป็นสีดำ มีฟอนต์เป็นสีแดง รวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง รวมถึงปุ่ม NitroSense จะมีขอบเป็นไฮไลน์เด่นออกมา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ RGB แบบ 4 โซน ดูแล้วเป็น Gaming Notebook สวยงาม เอามาเล่นตอนกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความติดมือ ดีกว่าโน้ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน จะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

ASUS ROG Zephyrus G14 GA401 ราคา 39,900 – 42,900 บาท

ASUS ROG Zephyrus G14 สเปกการ์ดจอ GTX 1650 Ti ซึ่งเป็นสเปกเริ่มต้น มีทั้งรุ่นที่เป็น AniMe Matrix และไม่เป็น ซึ่งจัดว่าเป็นGaming Notebook ปี 2020 หน้าจอ 14″ สุดล้ำ วัสดุฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม พร้อมมีไฟ LED ปรับแต่งได้ ใช้สเปก AMD Ryzen 5 4600HS / Ryzen 7 4800HS ซึ่งเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่สุดแรงสุด เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน เน้นความพรีเมียม บางเบา แบตยาวนาน ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ได้ โดยมีน้ำหนักเบาแค่ 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาสะดวกตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดกว่า 15.6″ พอตัว

ส่วนสเปกอื่นๆ ของASUS ROG Zephyrus G14 ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสามารถติดตั้งแรมมาขนาด 8GB – 16GB Bus 3200 MHz อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สำหรับหน้าจอเป็นขนาด 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง sRGB เกือบ 100% แสดงผล Refresh Rate ที่ 120Hz ลื่นไหล แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้ได้ทันที อีกทั้งมีปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint ด้วย ได้ประกันก็เป็น 2 ปีตามาตรฐาน ASUS ที่สามารถเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

นอกจากนี้รายละเอียดอื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus G14 ก็จะมีระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพงเป็น 2.2 Channel พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 2 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 และชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้ ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดจั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือไม่ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมมา ถ้าใครจะใช้ต้องหามาติดตั้งเอง และจากกการทดสอบใช้งานแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 10 ชั่วโมงโดยประมาณ

ASUS ROG Zephyrus G14 อยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์สายพกพาบางเบาที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าที่เคยมีมาทั้งหมด รวมไปถึงหน้าจอมีขนาด 14″ แบบขอบจอบาง แต่ตัวเครื่องเทียบเท่า 13.3″ เท่านั้น ทำให้ใช้งานได้เต็มตามากขึ้น ส่วนช่องระบายความร้อนมีทั้งหมด 4 ช่อง เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 81 ใบ ที่ทรงพลังนำพาความร้อนออกได้เป็นอย่างดี ร้อนที่สุดจากการทดสอบไม่เกิน 90 องศาเซลเซียสเท่านั้นสำหรับ CPU

สำหรับฟีเจอร์ AniMe Matrix ที่ติดตั้งไว้ที่ฝาเครื่องด้านนอกเป็นเครื่องแรกของโลก เป็นฟีเจอร์ที่ล้ำไม่ซ้ำใครจริงๆ ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของ G14 สามารถปรับแต่งได้ในแบบของคุณเอง จอ LED ที่ทันสมัยนี้ประกอบด้วย ไฟ LED มากมายเพื่อใช้แสดงภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในคุณภาพที่เรากำหนดได้เองผ่านทาง Armory Crate เพื่อเป็นการแสดงความคิดสร้างสรรค์ของภาพและเสียงที่ตรงใจผู้ใช้งาน และในอนาคตจะมีการอัพเดทที่น่าตื่นเต้น ซึ่งจะแสดงข้อความแจ้งเตือนต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแสดงสถานะแบตเตอรี วันที่ เวลา อีเมล และอื่นๆ ได้อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/gaming-notebook-%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-2020-%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%81-core-i-gen-10h-ryzen-4000h-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2/527632/

แนะนำ HP Pavilion Gaming 16 โน้ตบุ๊คเล่นเกมจอ 16.1″ IPS 144Hz รุ่นแรกของโลก สเปก Core i7-10750H + 1650 Ti ราคา 34,900 บาท

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นล่าสุด เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมขนาดหน้าจอ 16.1″ รุ่นแรกของโลก แบบ New Normal กันไปเลย ที่ในตอนนี้พร้อมขายในไทยแล้ว ได้สเปกใหม่ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง i7-10750H กับการที่เป็น Gaming Notebook คุ้มค่า จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยมอย่าง GTX 1650 Ti ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นนี้ยังคงใช้ดีไซน์เดิมเหมือนกับสเปกก่อนหน้า แต่ได้มีการขยับขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้น แน่นอนมีน้ำหนักที่มากขึ้นด้วยเป็น 2.35 กิโลกรัม ได้ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น เรียกได้มีความเฉียบและใช้งานได้จริงในเรื่องของการจัดการความร้อน นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX

ความโดดเด่นยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ได้เป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ใช้งานทันที (พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง) มาพร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาขายจริงสเปกนี้อยู่ที่ 34,900 บาท การรับประกันที่เป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี

หน้าตาการออกแบบของ HP Pavilion Gaming 16 สเปก Intel รุ่นกลางปี 2020 ยังคงดีไซน์ไว้เหมือนรุ่นปีก่อน ได้ปรับหน้าจอให้ใหญ่กว่า Gaming Notebook รุ่นมาตรฐานทั่วไป ที่ปกติแล้วเป็นขนาด 15.6″ แต่ HP Pavilion Gaming 16 เป็นขนาด 16.1″ เรียกได้ว่าใหญ่ที่ 0.5″ ซึ่งดูแล้วเป็นทิศทางของ Gaming Notebook ในตลาดหลังจากนี้ด้วย คาดว่าในอนาคตหลายๆ แบรนด์น่าจะทยอยขยับหน้าจอเป็น 16.1″ กันหมดก็เป็นไปได้ (เป็นเรื่องเทคนิคทางการผลิตที่อาจจะคุ้มค่ากว่า 15.6″)

ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีเขียว (ส่วนสีม่วงอาจจะตามมาภายหลัง) โดยฝาหลังของตัวเครื่องมีโลโก้ HP เป็นเอกลักษณ์สะดุดตาให้ความมันวาวด้านบน ประกอบกับพื้นผิวสีดำด้านให้ความรู้สึกเป็น Gaming ที่ดี วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดี มองแล้วคล้ายกับโลหะ แต่ได้มีการปรับดีไซน์ให้ใหญ่ขึ้นในทุกมิติแน่นอนว่าช่วยดูดลมเย็นได้ดีขึ้น

ส่วนดีไซน์อื่นๆ ของ HP Pavilion Gaming 16 ปี 2020 ก็ถือว่าน่าประทับใจเช่นเดียวกัน กับมิติที่ตัวเครื่องที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นถ้าเทียบกับรุ่นหน้าจอ 15.6″ ให้ความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร (หนาขึ้นมา 0.02 มิลลิเมตร) พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องเบาๆ ที่ 2.35 กิโลกรัม (หนักกว่าเดิม 100 กรัม) ลำโพงจะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

คีย์บอร์ดตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีดำเข้ากับตัวเครื่อง โดยสกรีนตัวอักษรเป็นสีเขียวพร้อมฟอนต์ที่ดูเข้ากับตัวเครื่อง การใช้งานก็เด้งรับกันนิ้วเป็นอย่างดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งหมด แน่นอนว่ามาพร้อมกับปุ่มชุดตัวเลข Numpad ด้านขวา ในส่วนของไฟ LED Backlit สีเขียวก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว เห็นได้ชัดว่าดูเป็นเกมมิ่งมากยิ่งขึ้น สำหรับปุ่ม Power อยู่มุมซ้ายบนเป็นสีเงินพร้อมมีไฟ LED แสดงสถานะการเปิดตัวเครื่อง ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง โดยมีสัมผัสที่หนืดเล็กน้อยกำลังดี ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบปุ่มซ่อนคลิกซ้ายขวา ทำให้ความรู้สึกในการกดที่ดี รองรับการใช้งานมัลติทัช

หน้าจอแสดงผลของ HP Pavilion Gaming 16 มีขนาด 16.1” ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงแบบด้าน Anti-glare สำหรับการเล่นเกมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วย Refresh Rate สูงสุด 144Hz รองรับการแสดงค่าสีตามมาตรฐาน sRGB ที่ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% ให้ทุกการใช้งาน สมจริง ไร้อาการภาพเบลอและฉีกขาด และยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน ที่ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคมได้ปกติอยู่ ถือว่าดีกว่ามาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 ทั่วไปมากทีเดียว

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 16 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีความครบครับประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แบบแยกไมค์หูฟังหรือไมค์อย่างเดียว แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมี LAN RJ45 โดดเด่นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปตรงที่ทาง HP ได้มีการเล่นสีสันเหมือนกับโทนตัวเครื่องด้วย สัญลักษณ์พอร์ตต่างๆ ก็จะเป็นสีเขียวไปด้วย ดูแล้วลงตัวจริงๆ

ตอนนี้แอดมินโป้งได้เครื่องจริงมารีวิวแล้ว กำลังทำการติดตั้งโปรแกรมและทำการทดสอบอยู่ ยังไงรอชมติดตามรีวิวตัวเต็มของ HP Pavilion Gaming 16 กันได้เลย ในส่วนของสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ได้การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) แรมติดตั้งมาแล้วขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz (แนะนำให้อัพเกรดเป็น 16GB) ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่าหน้าจอเป็น 16.1″ Full HD IPS 144Hz สนนราคาที่ 34,900 บาท คาดว่าอีกไม่นานน่าจะมีสเปกอื่นๆ มาอัพเดทให้เลือกซื้ออีก

from:https://notebookspec.com/introduce-hp-pavilion-gaming-16-gaming-notebook-display-16-ips-144hz-spec-core-i7-10750h-1650-ti/527634/

แนะนำ 2-in-1 Notebook น่าซื้อ ปี 2020 หน้าจอทัชสกรีนมีปากกาพร้อมใช้งาน สเปก Intel Core i Gen 10 เริ่ม 1x,xxx – 4x,xxx บาท

แนะนำ 2-in-1 Notebook น่าซื้อช่วงหลังกลางปี 2020 สเปก Intel Core i Gen 10 ในช่วงราคาเริ่มต้นที่ 1x,xxx บาท จนไปถึง 4x,xxx บาท โดยรองรับการใช้งานได้หลากหลาย อย่างพับหน้าจอได้ 360 องศา มีโหมดต่างๆ รวมไปถึงมีปากการองรับการขีดเขียนแม่นยำ สูงสุด 4096 ระดับ ที่ให้ความบางเบา พกพาสะดวก หรือบางรุ่นก็ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ก็ทำได้อย่างลื่นไหลทั้งหมด

สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i3 / i5 / i7 ทั้งสถาปัตยกรรม Ice Lake และ Comet Lake ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน พร้อมให้ประสิทธิภาพประมวลผลได้หลากหลาย ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปของ Intel ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX250 หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 4GB – 8GB – 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐานเป็น SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB – 1TB ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันทีด้วย

น้ำหนักประมาณ 1.3 – 1.6 กิโลกรัม เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยใช้งานได้ประมาณ 8 ชั่วโมงขึ้นไป กรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็นมาตรฐาน Full HD 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลได้เป็น IPS คุณภาพดี ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยียม ทั้งสีสันสดใส มุมมองที่กว้าง บางรุ่นได้ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 ได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัยอีกด้วย หรือบางรุ่นก็ยังมีฟีเจอร์พิเศษอีกด้วย อาทิ จอที่สอง หรือ Thunderbolt 3 และ Wi-Fi 6

เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหน้าจอทัชสกรีน พร้อมมีปากกาไว้ขีดเขียน รองรับการทำงานด้านกราฟิกหรือวาดภาพ จดบันทึก ส่วนการรองรับใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง เป็นมาตรฐานที่ต้องทำได้ดี โดยได้รูปแบบประกันดีที่สุดเป็นมาตรฐาน 2 – 3 ปี On-site Servcie ซ่อมฟรีถึงบ้าน ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

ASUS VivoBook Flip 14 ราคา 15,900 – 16,900 บาท

ASUS VivoBook Flip 14 เป็น 2-in-1 Notebook ปี 2020 รุ่นใหม่ล่าสุด บาง 17.6 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัม ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 14″ มาพร้อมชิปประมวลผล Intel อย่าง Core i3-8145U หรือ Core i3-10110U ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 4GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 15,900 – 16,900 บาท รองรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ ในราคาไม่แพง

ตัวเครื่องบางเพียง 17.6 มม. บางกว่าเก่าถึง 11% และเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูแต่คุ้มค่า เป็นโน้ตบุ๊คที่บางที่ราคาถูกที่สุดจากทาง ASUS ที่ได้บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล TN ขอบบาง 6.15 มิลลิเมตร ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล NanoEdge ที่บางเฉียบเป็นพิเศษ ทำให้ ASUS VivoBook Flip 14 เหมาะกับจอภาพ Full HD ขนาด 14″ ในตัวเครื่องขนาด 13.3″ โดยมีอัตราส่วนจอภาพมากถึง 82% ของตัวเครื่องเพื่อการรับชมที่สมจริง รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง ASUS Active Pen 

การเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 2.0 Type-A, 1 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, 2-in-1 SD และ Headset 3.5mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.1 และ Wi-Fi มาตรฐานใหม่ 802.11a/b/g/n/ac ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือเพื่อการถอดรหัสเข้าสู่ระบบที่รวดเร็วและง่ายดายโดยผ่านคุณสมบัติของ Windows Hello

สำหรับ ASUS VivoBook Flip 14 รุ่นที่ต่อยอด ASUS VivoBook Flip รุ่นก่อนๆ มาดีไซน์โดยรวมถือว่าคล้ายเดิม ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook มีสไตล์นี้มาพร้อมกับกรอบโลหะสุดอลังการ ด้วยสีน้ำเงิน Galaxy Blue บานพับโลหะที่พับได้รอบถึง 360 องศาของ VivoBook Flip 14 ที่ออกแบบมาเพื่อความทนทาน ได้รับการทดสอบการเปิดและปิดอย่างทรหดกว่า 20,000 ครั้ง เพื่อให้ได้ความทนทานสูงสุด โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนทำงานนักเรียนนักศึกษาที่เน้นใช้งานทั่วไปแต่ลื่นไหล และใช้งานได้หลากหลาย

HP Pavilion x360 14 ราคา 20,900 – 23,900 บาท

HP Pavilion x360 14 ปี 2020 นั้นถือเป็น 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาหรูหรา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ล่าสุดได้สเปก Core i Gen 10 ในราคาคุ้มค่าเหมือนเดิม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่คาดว่าจะขายดีเช่นเดิม จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา

ในราคาเริ่มต้นเพียง 20,900 บาท สเปกจะเป็น Core i3-10310U + GeForce MX130 + RAM 8GB + SSD 512GB สำหรับชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U + NVIDIA GeForce MX130 + RAM 8GB + SSD 512GB จะมีราคาอยู่ที่ 23,900 บาท ที่ในส่วนชิปประมวลผล Core i3 / i5 นี้เป็นสถาปัตยกรรม Comet Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 14 นาโนเมตร ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 14″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 ประกัน 2 ปี On-Site

ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2

HP Pavilion x360 14 เป็น 2-in-1 Notebook บางเบาหน้าจอ 14 ปรับได้หลากหลายโหมด โดยเลือกใช้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ที่มาพร้อมกับความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับมัลติทัชกรีน และปากกา HP Active Pen รองรับแรงกดได้หลายระดับ ทำให้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการขีดเขียนที่สมจริง ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.58 กิโลกรัม และบางเพียง 20 มิลลิเมตร ทำให้การพกพาทำได้โดยง่าย

HP Pavilion x360 14 มาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบใหม่ ขอบจอบางเฉียบ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คยุคปัจจุบันที่มาพร้อมสีสันที่สวยงามลงตัวอย่าง Cloud Blue โดยฝาหลังจะเป็นน้ำเงินอ่อนส่วนตัวเครื่องภายในจะเป็นเทาเข้มที่ดุดัน เชื่อได้ว่ายังโดนใจวัยรุ่นเพราะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ มีหน้าตาออกไปทางเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราด้วยการเล่นกับการออกแบบที่มีความโค้งเว้ามีมิติในหลายๆ ส่วน

Lenovo Yoga C640 ราคา 28,900 – 32,900 บาท

Lenovo YOGA C640 เป็น 2-in-1 Notebook ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 13.3″ มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U ที่เป็น Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Comet Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 14 นาโนเมตร ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB – 16GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 28,990 – 32,990 บาท ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo แบบ On-site Service

ตัวเครื่องบางเพียง 16.95 มม. บางกว่าเก่าถึง 11% และเบาเพียง 1.25 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน้ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา  หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดี

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB Type-C 3.1ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Finger Print สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย

สำหรับ Lenovo YOGA C640 ดีไซน์โดยรวมถือว่าปรับปรุงจากรุ่นก่อนๆ ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook เพิ่มเติมคือมีใหม่ ตัวตัวเครื่องบางลง น้ำหนักเบาลง ตัวเครื่องสีดำเทา โดยมีชื่อว่า Iron Grey ซึ่งต้องยอมรับงานประกอบตัวเครื่องดีมากๆ ด้วยพื้นผิวเป็นแบบซอฟต์ทัชสีดำสัมผัสพรีเมียม ทำให้ตัวเครื่องดูเนี้ยบหรูสวยงาม แต่ก็ยังให้ความทนทานไปพร้อมๆ กัน การออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Lenovo YOGA C640  เป็น 2-in-1 Notebook ที่ทรงประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปเน้นการพกพา เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.25 กิโลกรัมเท่านั้น มาพร้อมความบางเพียง 16.95 มิลลิเมตรเท่านั้น บอกได้เลยว่าบางสุดๆ แบบที่หารุ่นเปรียบเทียบได้ยาก

Dell Inspiron 14 5491 2-in-1 ราคา 28,900 – 31,900 บาท

Dell Inspiron 14 5491 2-in-1 เป็น 2-in-1 Notebook ที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้งานทั่วๆ ไปหรือผู้ที่รักความบันเทิงทั้งในส่วนของเกมและมัลติมีเดีย ด้วยฟีเจอร์มีสแกนลายนิ้ว Fingerprint และสเปคภายในที่ครบครัน ตัวเครื่องบางเบาลงไปอีกจากรุ่นก่อน แต่ก็ยังได้ชิปประมวลผล Core i Gen 10 U สถาปัตยกรรม Comet Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร และการ์ดจอแยก​ NVIDIA GeForce MX230 อีกทั้งได้แรมขนาด 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ใช้งานทันที

สเปกของ Dell Inspiron 14 5490 2-in-1 จะถูกแบ่งด้วยกันเป็น 2 รุ่นหลักๆ คือ Core i5-10210U / Core i7-10510U ซึ่งด้านประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผลเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) รุ่นล่าสุด ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร

ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพดีอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง รองรับทัชสกรีน มีปากกาในชุดจัดจำหน่าย แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็น NVIDIA GeForce MX230 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์พอได้ สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.65 กิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน รวมไปถึงมีบริการอื่นๆ อย่าง Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทำการอีกด้วย

ASUS ZenBook Flip 14 ราคา 29,900 – 35,900 บาท

ASUS ZenBook Flip 14 UX463FL นับว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce MX250 ที่แรงพิเล่นเกมออนไลน์ 3 มิติได้ลื่นไหล เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพขนาดหน้าจอ 14″ IPS Full HD TouchScreen พร้อมดีไซน์ดูหรูหราสวยงาม ที่สำคัญได้มี ScreenPad 2.0 กับหน้าจอที่สอง ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ เป็นหน้าจอที่สองโดยเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา มีปากกา ASUS Active Pen มาด้วย

สเปกภายในอื่นๆ ASUS ZenBook Flip 14 UX463FL ที่น่าสนใจได้รับการติดตั้งแรมมาขนาด 8GB พร้อมด้วย SSD ความจุ 512GB ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ รวมไปถึงลำโพงยังเป็น Harman/Kardon เสียงดีชัดเจน อีกทั้งติดตั้ง IR 3D Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ประกัน 2 ปีตามมาตรฐาน ASUS (ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุ) นับว่าถูกคุ้มมากๆ เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ ส่งผลให้เป็นสุดยอดโน้ตบุ๊คยุคใหม่เลยก็ว่าได้ กับราคา 29,900 – 35,900 บาท

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ZenBook Flip 15 UX563FD นั้นจะดูเล็กกว่าและบางกว่าโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ อยู่พอสมควร ได้สีสันที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่าง Gun Metal Grey โดยมีน้ำหนักเบาเพียง 1.9 กิโลกรัม พร้อมความบางเฉียบ และเนื่องด้วยมีขอบจอที่ค่อนข้างบางตามสไตล์ NanoEdge ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพาสะดวกสบาย แม้จะไม่ได้เบาที่สุดๆ แต่ได้ฟีเจอร์จัดเต็มแบบไร้คู่แข่ง เพราะในตลาดตอนนี้แนวคิด 2 หน้าจอแบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น ในรุ่นนี้ได้เป็น ScreenPad 2.0 ขนาด 5.65″

บานพับ ErgoLift 360° แบบ 2 แกน ซึ่งเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอที่ 135 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง ที่หากเรากางหน้าจอมากกว่านั้นก็จะรองรับการใช้งาน Multi-Mode อื่นๆ เรียกได้ว่าฟีเจอร์นี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อนบน 2-in-1 Notebook พร้อมดีไซน์ที่ดูสวยวามหรูหรา พร้อมกันนั้นยังการเชื่อมต่อไร้สายเป็น Wi-Fi 6 AX สุดล้ำด้วย

Dell Inspiron 13 7391 ราคา 34,990 – 44,990 บาท

Dell Inspiron 13 7391 จัดว่าเป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook รุ่นใหม่ล่าสุด ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ปลายปี 2019 หน้าจอ 13.3″ ขอบจอบางเฉียบ ความละเอียด Full HD / Ultra HD รองรับการทัชสกรีนและปากกา พร้อมมีช่องเก็บตรงบานพับในตัว ที่ดูหรูหรา มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด ขอบจอก็บางเฉียบ แรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล WVA ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell Inspiron 13 7391 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง Dell XPS 13 ที่เป็นรุ่นพี่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ห้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ โดยติดตั้งอยู่ที่บานพับ ซึ่งอาศัยแม่เหล็กในการเก็บอีกที ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello

จุดเด่นของ Dell Inspiron 13 7391 ที่เป็นโน้ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 13.66 -15.90 มิลลิเมตร บอกได้เลยว่าจะหาโน้ตบุ๊คแบบนี้จากแบรนด์อื่นๆ ก็ยากซักหน่อย  ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา ที่สำคัญคือติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 3 มาให้พร้อมใช้งานด้วย สนนราคา Dell Inspiron 13 7391 อยู่ที่ 44,990 บาท กับรุ่น Core i7-10510U ได้จอ Ultra HD / 39,990 บาท จอ Full HD ส่วนถ้าเป็นรุ่น Core i5-10210U ได้จอ Full HD จะอยู่ที่ 34,990 บาท สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน

Acer Spin 5 SP513 ราคา 29,900 – 39,900 บาท

Acer Spin 5 รุ่นใหม่ล่าสุด จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ทั้ง i5 / i7 สถาปัตยกรรม Ice Lake (10 นาโนเมตร) ที่ได้การ์ดจอออนชิปเป็น Iris Plus Graphic อย่าง G4 / G7 โดดเด่นด้วยการมีหน้าจอขนาด 13.5″ พาเนล IPS เกรดสูง เป็นสัดส่วน 3:2 ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ​เน้นใช้งานพื้นที่ที่มากกว่า รองรับการใช้งานปากกา Acer Active Wacom AES Stylus ที่สำคัญคือมีที่เก็บปากกาในตัวเครื่องเลย แน่นอนว่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่แรงและดีที่สุด

Acer Spin 5 ได้หน้าจอเป็น 13.5″ ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความละเอียดระดับ 2K คุณภาพสูงให้มุมมองที่กว้าง รองรับการทัชสกรีนด้วยนิ้ว 10 จุดพร้อมๆ กัน โดยมีน้ำหนักของตัวเครื่องเพียง 1.2 กิโลกรัม มาพร้อมกับ Windows Hello ติดตั้งเป็นแบบ Fingerprint แน่นอนว่าสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake อย่าง Core i5-1035G4 และ Core i7-1065G7 ส่วนของแรมเป็นขนาดสูงสุดที่ 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe ได้ความจะเป็น 256GB – 1TB รองรับการชาร์จไฟแบบรวดเร็ว พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมงด้วย

รายละเอียดสเปกอื่นๆ ของ Acer Spin 5รุ่น ปี 2020 เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่าง Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่ส่งข้อมูลได้เร็วแรงและปลอดภัยที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกมาใช้เป็นมาตรฐานใน Swift 3 / Swift 5 แล้ว ส่วนของระบบเสียงเป็น Acer TrueHarmony และ DTS พร้อมมีคีย์บอร์ดไฟส่องสว่าง มีปากกาที่เขียนได้เหมือนจริงที่สุดอย่าง Acer Active Wacom AES Stylus รองรับแรงกด 4,096 ระดับ

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Acer Spin 5 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.5″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ของ Acer Active Wacom AES Stylus โดยติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านล่าง มีความบาง 15.24 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.22 กิโลกรัม

เรียกได้ว่าเรื่องของดีไซน์นั้นตอบโจทย์กับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คหน้าจอเล็กกระทัดรัดเครื่องเดียวจบแน่นอน ทำให้ไม่ว่าเราจะเอาไปทำงาน หรือเพื่อความบันเทิง ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้หมด ด้วยสเปคภายในที่ครบครัน แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเบาแล้ว โดดเด่นด้วยเมื่อเราเปิดฝาขึ้นมาขอบตัวเครื่องด้านหลังก็จะช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นด้วย ช่วยในการมองจอและการพิมพ์ที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย แตกต่างจาก 2-in-1 Notebook ในตลาดยิ่งกว่าจากการที่เป็นขนาด 13.5″ สัดส่วน 3:2 ที่ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ที่ให้พื้นที่ด้านยาวมากว่า

HP Spectre x360 13 ราคา 44,900 – 47,900 บาท

จัดว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด 2-in-1 Notebook แห่งปี 2020 สำหรับ HP Spectre x360 รุ่นล่าสุดที่นับว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ ที่มีความบางเบามากๆ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U (Ice Lake) ซึ่งนอกเหนือจากความบางเบาแล้ว ตัวเครื่องยังมีความหรูหราสุดๆ ด้วยสีสัน Poseidon Blue หรือในสีโทนดำเข้มอย่าง Dark Ash Silver ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน วัสดุอลูมิเนียมทั้งตัวเครื่องผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ระดับสูง กับความบางที่ 14.7 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น

สเปก Intel Core i Gen 10U มีอยู่หลักๆ คือ สเปก Core i5-1035G1 ราคา 44,990 บาท และ Core i7-1065G7 ราคา 47,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร ที่เล็กและร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ยังพอได้ พร้อมประกัน 3 ปี On-site Service เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหา Ultrabook พรีเมียมหรือ 2-in-1 Notebook ที่เจ๋งเหนือใคร !!

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส รองรับการทัชสกรีนเต็มรูปแบบ โดยเป็นกระจก Corning Gorilla ให้ความทนทานอย่างที่สุด ตัวเครื่องติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล ร้อมสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน

พที่สำคัญยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง Thunderbolt 3 ที่ออกแบบมาพิเศษ เข้ากับตัวเครื่องสุดบางมาให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 Combo ตัวเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์ของ HP ที่สำคัญบันเดิลยังให้ปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุด รวมไปซอฟต์เคสหนังสุดหรูบันเดิล พร้อมด้วยอแดปเตอร์ตัวแปลงเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปพอร์ตชาร์จไฟก็โดนจับไปรวมกับ Thunderbolt 3 ด้วย

from:https://notebookspec.com/introducing-2-in-1-notebook-to-buy-in-2020-touch-screen-pen-ready-for-intel-core-i-gen-10/527509/

5 New Normal ของ Gaming Notebook ระดับท็อป ปี 2020 !!! เทียบกับรุ่นคุ้มค่า ต่างกันอย่างไร

Gaming Notebook ในตลาดปี 2020 มีให้เลือกกันหลากหลายมากยิ่งขึ้น หลักๆ แล้วเริ่มต้นตั้งแต่ราคา 2x,xxx บาทขึ้นไปจนไปถึงหลักแสนบาท โดยมาพร้อมกับสเปกที่แรงลื่นกว่าเมื่อหลายปีก่อน อย่าง Core i Gen 10H อาทิ Core i5 / Core i7 และการ์ดจอ GeForce GTX 1650 / 1650 Ti / 1660 Ti พร้อมกับฟีเจอร์ก็จัดเต็มขึ้นเริ่ม ที่สำคัญคือมาในราคาที่ถูกคุ้มค่ามากกว่าเดิม ซึ่งจริงๆ แล้ว โน้ตบุ๊คเล่นเกมก็ได้มีการแบ่งกลุ่มออกอย่างชัดเจน ง่ายๆ แล้วสามารถดูได้จากราคาเป็นหลัก

สำหรับราคา 2x,xxx – 4x,xxx บาท จะเป็น Gaming Notebook ที่ให้สเปกและความแรงต่อราคาที่คุ้มค่ามากๆ แต่ก็อาจจะไม่ได้ฟีเจอร์พิเศษอื่นๆ ส่วนถ้าขยับขึ้นมาหน่อย ในงบ 4x,xxx – 6x,xxx บาท ซึ่งช่วงราคานี้ก็จะได้ฟีเจอร์ Gaming บางอย่างเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ 240Hz เรื่องระบายความร้อนที่หายห่วง ไฟคีย์บอร์ด RGB Per-key หรือไฟ RGB แน่นอนว่าสเปกก็จะขยับขึ้นมา ด้วยแรมมาตรฐาน 16GB และ SSD 512GB ขึ้นไป

ในส่วนอื่นๆ ต่อกันที่ช่วงราคา 6x,xxx ขึ้นไปล่ะก็ เราจะได้เรื่องของดีไซน์ความบางเบาที่มากยิ่งขึ้น งานประกอบที่เนี๊ยบสุดๆ รวมไปถึงสเปกก็จะได้เป็นชิปประมวลผลและการ์ดจอระดับบน ไม่ว่าจะเป็น Core i7-10875H / Core i9-10980HK และ GeForce RTX 2070 / 2070 Super / 2080 / 2080 Super รวมไปถึงมีรุ่น Max-Q ที่ติดตั้งใน Gaming Notebook บางเบาเป็นตัวเลือกด้วย ส่วนเรื่องระบายความร้อนก็ยอดเยี่ยมมากๆ แม้เครื่องจะบางเบาแค่ไหน แต่การจัดอุณหภูมิก็จัดเต็ม ปิดท้ายด้วยฟีเจอร์พิเศษๆ อย่างหน้าจอที่ 2 หรือไฟ RGB จัดเต็มอย่างที่สุด หรือหน้าจอ 300Hz / HDR เป็นต้น

ในบทความนี้เราก็จะแนะนำมาตรฐานใหม่ 5 New Normal ของ Gaming Notebook ระดับท็อป ปี 2020 !!! เทียบกับรุ่นคุ้มค่า ต่างกันอย่างไร เพื่อไว้เป็นแนวทางในการเลือกซื้อ เพราะบางคนดูจากสเปกทั่วไปอาจจะไม่เห็นความต่าง แต่จริงๆ แล้วนอกจากสเปกยังมีความต่างอื่นๆ ที่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

ดีไซน์และฟีเจอร์พิเศษเหนือชั้นกว่า

ในส่วนนี้ถือว่าเป็นจุดแรกเลยก็ว่าได้ สำหรับ Gaming Notebook ระดับท็อป ปี 2020 ที่เราจะเห็นกันได้ง่ายที่สุด เพราะด้วยดีไซน์การออกแบบที่ให้ความสวยงามหรูหราแข็งแรงทนทาน บางรุ่นได้ความเบาเบา พร้อมใช้วัสดุที่ให้ความพรีเมียมแบบสุดๆ ในบางรุ่นจะมาพร้อมไฟ RGB รอบๆ ตัวเครื่อง ซึ่งอาจจะเป็นด้านหน้า ด้านหลัง หรือข้างๆ ของตัวเครื่อง ที่ให้ความสวยงามเป็นพิเศษ

โดยที่เราสามารถปรับแต่งได้ผ่ายทางซอฟต์แวร์ เรียกได้ว่าเอาใจคอเกมที่ชอบปรับแต่งไฟ DIY ด้วยตนเองแบบสุดๆ หรือบางรุ่นจะได้เป็น หน้าจอที่สองช่วยเสริมการทำงานของหน้าจอหลัก ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือระดับทุกการเล่นเกมและทำงาน เรียกได้ว่าเราไม่สามารถหาได้แน่นอนในส่วนของ Gaming Notebook ระดับเริ่มต้น

หน้าจอแสดงผลมาตรฐานสูงกว่า

ประสบการณ์ใช้งานด้านภาพกับการเล่นเกมนั้นเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ในส่วนของสเปกภายในทีเดียว สำหรับ Gaming Notebook ระดับท็อป ปี 2020 เราจะได้หน้าจอที่ดีที่สุดในตลาด ด้วยพาเนล IPS เกรดที่ดีที่สุด โดยหลักๆ แล้วมีขนาดให้เลือกที่ 15.6″ หรือ 17.3″ ที่ความละเอียด Full HD หรือเรียบเนียนกว่าอย่าง 4K Ultra HD

อีกทั้งได้ Refresh Rate ที่ 144Hz ขึ้นไป สูงสุดถึง 240Hz – 300Hz ทำให้ลื่นไหลสุดๆ โดยบางรุ่นยังรองรับมาตรฐาน HDR ซึ่งช่วยให้ภาพแสดงผลทั้งโทนมืดและสว่างได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่าที่เคยมีมา รวมไปถึงค่าขอบเบตสีได้มาตรฐานระดับ sRGB 100% / AdobeRGB 100% ด้วย ที่หาได้ยากใน Gaming Notebook กลุ่มทั่วไป

คีย์บอร์ด Gaming ไฟปรับแต่งได้มากกว่า

ถือว่าเป็นปัจจัยที่ Gamer ใส่ใจรายละเอียด เพราะคีย์บอร์ดนั้นเป็นอุปกรณ์ที่เราต้องใช้งานเป็นประจำ ไม่ใช่แต่เรื่องของความสวยงามด้วยไฟ RGB เท่านั้น แต่ต้องได้อารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด ระยะกด ความโค้ง ขนาดของปุ่ม และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน รวมไปถึงมีความทนทานเป็นพิเศษ รองรับการใช้งานหนักๆ สไตล์ Gaming ได้สบาย

ที่สำคัญไฟ LED ก็ต้องเป็นแบบ Per-key ด้วย โดยจะสามารถเปลี่ยนสีทีละปุ่ม ตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งบางแบรนด์อาจจะพัฒนาร่วมกับผู้ผลิต Gaming Gear รายอื่นๆ ส่งผลให้ในการใช้งาน Gaming Gear ร่วมกันก็จะสามารถปรับแต่งได้อย่างลงตัวที่สุด รวมไปถึงปรับตามเกมที่เราเล่นด้วยก็สามารถทำได้ ในกรณีที่โปรไฟล์เกมนั้นๆ รองรับ

สเปกฮาร์ดแวร์ภายในทั้งระบบแรงกว่า

จริงๆ จะบอกว่าเป็นประเด็นหลักๆ ของการเลือกซื้อ Gaming Notebook ระดับท็อปก็เป็นไปได้ เพราะเมื่อเราเลือกที่จ่ายเงินมากกว่า เราก็ต้องคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพความแรงที่แรงกว่ามาตรฐานทั่วไปอยู่แล้ว จากการเลือกใช้ชิปประมวลผลตัวท็อปสุดที่แรงที่สุด โดยติดตั้งในตอนนี้ อย่าง Intel Core i9- 10980HK หรือตัวรองลงมาอย่าง Intel Core i7-10875H ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพไว้ใจได้ในทุกๆ การทำงานหรือเล่นเกม รวมไปถึงเปิดโปรแกรมหลายอย่างพร้อมกัน

พร้อมการ์ดจอรุ่นใหม่ที่แรงลื่นอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 / 2070 Super / 2080 / 2080 Super รวมไปถึงมีรุ่น Max-Q ที่หาไม่ได้ใน Gaming Notbook คุ้มค่า โดยมีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ DDR4 Bus 3200 MHz ขนาด 16GB จำนวน 2 แถว (Dual Channel) เป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่ง Gaming Notebook บางรุ่นยังสามารถเลือก Overclock เพิ่มเติม เร่งความแรงไปได้อีกด้วย

ชุดระบบระบายความร้อนเย็นกว่า

จากการที่เป็น Gaming Notebook ระดับท็อป แน่นอนว่าต้องมาพร้อมชิปประมวลผลและการ์ดจอระดับบนเช่นกัน ซึ่งอย่างที่เราพอทราบกันมา ยิ่งสเปกแรงเท่าไหร่ การทำงานของตัวเครื่องเมื่อใช้งานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติที่ปรับกราฟิกสุดๆ ก็ยิ่งทำให้ฮาร์ดแวร์ภายในปลอดปล่อยความร้อนออกมาเยอะกว่าการใช้งานทั่วไปด้วย (พัดลมอาจจะไม่ทำงานเลยก็ได้) ซึ่งถ้า Gaming Notebook ทั่วไปอาจจะไม่ให้ความสำคัญมากนัก

แต่กรณี Gaming Notebook ระดับนี้ล่ะก็ ชุดระบบระบายความร้อนต้องจัดเต็มยิ่งกว่า เพื่อให้ควบคุมความร้อนที่เก็บขึ้นให้เย็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท่อฮีท์ไปป์ขนาดใหญ่จำนวนเยอะ หรือใช้พัดลมแบบพิเศษที่เร่งได้ รวมไปถึงบางรุ่นเลือกที่จะติดตั้งซิลิโคน Liquid Metal ที่สุดแห่งการระบายความร้อนช่วยด้วยอีกทาง เพื่อให้การทำงานทุกๆ อย่างมีความราบลื่นไม่มีสะดุดตอลอดการเล่นเกมหรือทำงานหนักหน่วง

สำหรับข้อมูลทั้งหมดน่าจะเป็นแนวทางการเลือกซื้อ Gaming Notebook กันได้นะครับ ว่าจริงๆ แล้ว เราจะดูแต่สเปกชิปประมวลผล การ์ดจอ แรม และที่เก็บข้อมูลไม่ได้ เพราะยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ซึ่งเป็นรายละเอียดของ Gaming Notebook ระดับท็อป ที่แตกต่างจากกลุ่ม Gaming Notebook เน้นความคุ้มค่า ฉะนั้นแล้วเพื่อนๆ คนไหนเลือกซื้อ Gaming Notebook ที่มีราคาสูง ก็ต้องยอมรับเลยว่าต้องได้ประสบการณ์ใช้งานโดยรวมที่ดีกว่าแน่นอน ปิดท้ายด้วยรุ่นต่าง ไม่ว่าจะเป็น

ASUS ROG Zephyrus S17 (GX701) : Intel Core i7-10875H + RTX 2080 Super Max-Q ราคา 119,900 บาท

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 (GX550) : Intel Core i9-10980HK + RTX 2080 Super ราคา 10,990 บาท

Lenovo Legion 7i : Intel Core i9-10980HK + RTX 2080 Super ราคา 99,990 บาท

Acer Predator Triton 500 : Intel Core i7-10875H + RTX 2080 Super Max-Q ราคา 89,900 บาท

MSI GE66 Raider : Intel Core i9-10980HK + RTX 2080 Super Max-Q ราคา 82,990 บาท

from:https://notebookspec.com/5-new-normal-of-gaming-notebook-2020/527047/

แนะนำ Dell Notebook น่าซื้อปี 2020 ทั้งรุ่นคุ้มค่า / บางเบา / 2-in-1 / Gaming / พรีเมียม สเปก Core i Gen 10 / Gen 9 ประกัน On-site 2 – 3 ปี มีบริการช่วยเหลือพิเศษ

Dell จัดว่าเป็นแบรนด์ Notebook ที่ได้รับความนิยมชมชอบเสมอมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปีปัจจุบัน 2020 จากการที่ทุกคนมั่นใจเรื่องของประกัน On-site ระยะเวลา 2 – 3 ปี และบริการหลังการขายที่ไว้ใจได้ รวมไปถึงมี Notebook ให้เลือกซื้อหลากหลายตามความต้องการ เหมาะกับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน พร้อมทั้งอัพเดทสเปกเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด

ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ที่ได้สถาปัตยกรรม Ice Lake หรือ Comet Lake พร้อมฟีเจอร์ Wi-Fi 6 / Thunderbolt 3 หรือในส่วนของ Gaming Notebook ที่ใช้เป็น Core i Gen 9 แต่ก็มาพร้อมการ์ดจอแยกตัวแรงอยู่ อย่างในปี 2020 นี้ Dell ก็พร้อมที่จะนำเสนอ Notebook ที่ตอบสนองในทุกๆ การทำงาน ความบันเทิง รวมไปถึงการเล่นเกมด้วย

โดยจุดแข็งของแบรนด์ Dell อย่างชัดเจน กับภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นมา จากบริการหลังการขายอย่าง Dell Premium Support ซึ่งประกอบไปด้วยบริการซ่อมเคลมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ระยะเวลาสูงสุด 2 – 3 ปีเต็มด้วย รวมไปถึงมีเรื่องของบริการอื่นๆ อย่าง Call Center จากผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 วัน แบบ 7 วันทำการ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง SupportAssistant ทำให้มั่นใจได้เลย (อ่านรายละเอียดเพิ่ม)

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำ จัดอันดับ Dell Notebook รุ่นน่าซื้อ เน้นคุ้มค่า / บางเบา / 2-in-1 / Gaming / พรีเมียม เหมาะกับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานทั่วไป หรือมืออาชีพ รวมไปถึง Gamer จริงจัง ล่าสุดกันโดยมีราคาคุ้มค่าเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นจนไปถึงแสนบาทที่เป็น Notebook ระดับสูง เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมจะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง ไปชมกันต่อเลยครับ

*** ราคาหน้าร้านต่างๆ ขายจริงราคาถูกลงกว่านี้พอสมควร บางรุ่นถูกกว่าเป็นหมื่นบาท !!! ก่อนซื้อตรวจสอบได้อีกทีสำหรับราคาแต่ละร้านทั้งแบบหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์ ***

Dell Inspiron 14 3493 ราคาคุ้มค่า ได้สเปก Core i Gen 10 มีการ์ดจอแยก พอเล่นเกมลื่น

ดีไซน์การออกแบบของ Dell Inspiron 14 3493 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วอื่นๆ อยู่เล็กน้อย เหมาะกับการพกพา แนวคิดโดยรวมถอดแบบมาจากรุ่นบนอย่าง Dell Inspiron 14 3000 Series ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน รับกับมือเวลาจับถือพกพา ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อย พร้อมด้วยสีที่ดูสะอาดตา มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล TN  อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.66 กิโลกรัมเท่านั้น

สเปกของ Dell Inspiron 14 3493 จะถูกแบ่งด้วยกันเป็น 2 รุ่นหลักๆ คือ Core i5-1035G / Core i7-1065G7 โดยเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) รุ่นล่าสุด ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX230 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์พอได้ สำหรับที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ HDD 1TB / SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 4GB /  8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมการรับประกัน 2 ปี แบบ Dell Premium Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell

Dell Inspiron 14 5490 ดีไซน์บางเบา สเปก Core i Gen 10 มีการ์ดจอแยก พอเล่นเกมลื่น

ดีไซน์การออกแบบของ Dell Inspiron 5490 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วอื่นๆ อยู่พอสมควร เนื่องด้วยมีการใช้ตัวเครื่องขนาด 13 นิ้วเท่านั้น ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก แต่ก็ยังใส่จอขนาด 14 นิ้วเทียบเท่ากับโน้ตบุ๊คมาตรฐานแบเดิมๆ ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.42 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 17.29 มิลลิเมตร

สเปกของ Dell Inspiron 5490 จะถูกแบ่งด้วยกันเป็น 2 รุ่นหลักๆ คือ Core i5-10210U / Core i7-10510U  ซึ่งในครั้งนี้แอดมินโป้งได้มาเป็นสเปก Core i5 ซึ่งด้านประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U ความเร็ว 1.60 GHz ที่สามารถเร่งการทำงานไปได้ถึง 4.20 GHz โดยเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) รุ่นล่าสุด ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร

ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพดีอย่าง WVA ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็น NVIDIA GeForce MX230 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์พอได้ สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.42 กิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello  พร้อมการรับประกัน 2 ปี แบบ Dell Premium Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ ซึ่ง Dell Inspiron 5490 มีราคากลางอยู่ที่ 26,990 – 29,990 บาท

Dell Inspiron 13 5391 เครื่องเบาสุด บางสุด หรูสุด จอ 13.3″ สเปก Core i Gen 10

Dell Inspiron 13 5391 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ ขอบบางเฉียบ เน้นพกพา ตามสไตล์ของ Ultrabook ปี 2020 ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ใหม่ล่าสุด และการ์ดจอแยก GeForce MX250 เป็นโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่เบาสุดๆ ที่ 1.24 กิโลกรัม เล็กกระทัดรัดบางสุดเพียง 14.9 มิลลิเมตร แรมขนาด 8GB DDR3L พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล IPS ระดับ Full HD ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

สเปกของ Dell Inspiron 13 5391 จะถูกแบ่งด้วยกันเป็น 2 รุ่นหลักๆ คือ Core i5-10210U / Core i7-10510U  ซึ่งในครั้งนี้แอดมินโป้งได้มาเป็นสเปก Core i5 ซึ่งด้านประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U ความเร็ว 1.60 GHz ที่สามารถเร่งการทำงานไปได้ถึง 4.20 GHz โดยเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) รุ่นล่าสุด ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร

ได้มาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dell Inspiron 13 5391 ที่เป็นโน้ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.24 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 14.9 – 16.8 มิลลิเมตร

โดย Dell Inspiron 13 5391  มีให้เลือกทั้งสีสันสีเงิน Platinum Silver ที่ดูแล้วหรูหรา สง่างาม เหมาะกับหนุ่มๆ ที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่เน้นภาพลักษณ์ไว้ใช้งาน หรือสีม่วงอ่อน Iced Lilac เหมาะสมกับสาวๆ ที่ดูน่ารักๆ พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดสีเดียวกับตัวเครื่องที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ สนนราคาไม่แพงเลย สำหรับสเปก Core i5-10210U อยู่ที่ 27,990 บาท และรุ่น Core i7-10510U ที่ 30,990 บาท ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด

Dell Inspiron 13 7391 2-in-1 Notebook ราคา 34,990 – 44,990 บาท

Dell Inspiron 13 7391 จัดว่าเป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook รุ่นใหม่ล่าสุด ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ปลายปี 2019 หน้าจอ 13.3″ ขอบจอบางเฉียบ ความละเอียด Full HD / Ultra HD รองรับการทัชสกรีนและปากกา พร้อมมีช่องเก็บตรงบานพับในตัว ที่ดูหรูหรา มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด ที่ 1.4 กิโลกรัม ขอบจอก็บางเฉียบ แรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล WVA ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell Inspiron 13 7391 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง Dell XPS 13 ที่เป็นรุ่นพี่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ห้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ โดยติดตั้งอยู่ที่บานพับ ซึ่งอาศัยแม่เหล็กในการเก็บอีกที

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันจะเป็น Abyss Black ออกแนวดำๆ เทาๆ เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูงตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องจะเป็นอะลูมิเนียม ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป แต่ก็เป็นรอยนิ้วมือได้ค่อนข้างง่ายเช่นกัน ดังนั้นผู้ใช้อาจจะต้องขยันเช็ดดูแลทำความสะอาดเครื่องซักหน่อย ส่วนด้านในก็เป็นอลูมิเนียมเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญคือติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 3 มาให้พร้อมใช้งานด้วย สนนราคา Dell Inspiron 13 7391 อยู่ที่ 44,990 บาท กับรุ่น Core i7-10510U ได้จอ Ultra HD / 39,990 บาท จอ Full HD ส่วนถ้าเป็นรุ่น Core i5-10210U ได้จอ Full HD จะอยู่ที่ 34,990 บาท สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน

Dell Inspiron 15 7590/7591 ราคา 34,990 – 45,990 บาท

Dell Inspiron 7590/7591 จัดได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานบางเบา ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ชิปประมวลผลเป็น Core i5/i7 ตระกูล H Gen 9 การ์ดจอเป็น GTX 1050/GTX1650 ที่เป็นรุ่นใหม่ มาพร้อมมาตรฐานใหม่ในเรื่องของขนาดตัวเครื่อง น้ำหนักและดีไซน์การออกแบบที่เล็กกว่าโน้ตบุ๊คในหน้าจอขนาดเดียวกัน ที่สำคัญด้วยบริการ Dell Pro Support ระยะเวลา 3 ปีเต็ม ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ทำให้มั่นใจได้เลย บริการหลังการขายของ Dell นั้นยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน 

โดย Dell Inspiron 7590 และ 7591 ต่างกันตรงเรื่องของสีสัน โดย 7590 คือ สีดำ Abyss Black และ 7591 คือสี Platinum Silver ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดจากทาง Intel อย่าง Core i5-9300H และ i7-9750H ที่เป็นตระกูลเน้นประสิทธิภาพทำงานหนักๆ ได้สบายๆ และการ์ดจอ Gaming ระดับกลางๆ อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1050 (3GB GDDR5) / GTX 1650 (4GB GDDR5) ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน พร้อมด้วย SSD M.2 NVMe ความจุ 256 – 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell Inspiron 7590/7591 ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ให้ดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบางแบบสุดๆ ส่วนของตัวเครื่องจะใช้เป็นโลหะที่ดูสวยงามและทนทาน เป็นส่วนประกอบหลักตลอดทั้งตัวเครื่อง  ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ที่สำคัญส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหรามากๆ ให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ  ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่าโน้ตบุ๊คที่เน้นประสิทธิภาพทั่วๆ ไปในตลาด

Dell XPS 13 7390 2-in-1 Notebook ราคา 69,990 – 89,990 บาท

Dell XPS 13 7390 ที่สุดของ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.4″ ยกระดับประสบการณ์ใหม่หมดทุกด้าน ด้วย InfinityEdge ที่ใหญ่ขึ้น 7% ในส่วนดีไซน์โดยรวมมีเพรียวบางกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 8% เหนือชั้นกว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไปด้วยการมีพัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ทำให้เครื่องเย็นเร็วขึ้น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงกว่ารุ่นก่อนถึง 2.5 เท่า โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอที่มีขนาด 13.4″ อัตราส่วน 16:10 บนความละเอียด Full HD+ (1920 x 1200 พิกเซล)

หรือ Ultra HD+ (3840 x 2400 พิกเซล) พาเนล IPS ระดับสูงให้ค่าขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100% พร้อมด้วย Dolby Vision ที่ปรับปรุงการแสดงสีและความละเอียดได้ดียิ่งขึ้น จับรายละเอียดและความคมชัดของภาพได้อย่างแม่นยำ รวมถึงให้ความสามารถ ในการเพลิดเพลินไปกับคอนเท้นท์คุณภาพระดับ HDR ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน HDR400 โดดเด่นด้วยจอแบบกระจก Corning Gorilla Glass 5 ที่สดใสและทนทาน

Dell XPS 13 7390 2-in-1 Notebook สเปก Core i Gen 10 มาพร้อมกับ 2 สเปก 2 ราคา ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-1035G1 (1.00 – 3.60GHz)/ Intel Core i7-1065G7 (1.30 – 3.90GHz) ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลที่ดีและสามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้ที่ต้องบอกว่าแรงมากๆ เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ พร้อมการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ G1 / G7 ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และด้วยการที่เป็นสถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้ร้อนน้อยกว่าเดิม พร้อมประสิทธิภาพของ AI ที่เร็วขึ้น 2.5-3 เท่า นับว่าก้าวกระโดดจาก Dell XPS 13 รุ่นก่อนพอตัวเลยทีเดียว

มาพร้อมแรมภายในขนาด 8GB / 16GB LPDDR4x Bus 3733 MHz และ SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB / 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ รองรับการสำรองไฟล์ต่างๆ ได้แบบสบายๆ สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็พอได้

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นหลักๆ ให้มาเป็น Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery) พร้อมช่องต่อหูฟังมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร และ Card Reader แบบ Micro-SD Card มาให้ด้วย ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า พร้อม Killer AX1650 แยกประเภทและจัดลำดับความสำคัญของวิดีโอสตรีมมิ่ง และการสื่อสาร รวมถึงทราฟฟิกข้อมูล ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ในการใช้งานออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด

ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี Dell Premium Support โดยทั้ง 3 ปี เป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน รวมถึงมีบริการหลังการขายอย่างการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์แวร์ และซอฟต์แวร์ได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา 24×7 ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือ ณ ไซต์งานหลังการประเมินอาการผ่านระบบจากระยะไกล

Dell XPS 15 7590 ล้ำสุดด้วยจอ 15.6″ 4K OLED แรงสุดจากสเปก i9 + GTX 1650

Dell XPS 15 7590 ที่จัดได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมมาตรฐานใหม่ในเรื่องของขนาดตัวเครื่อง น้ำหนักและดีไซน์การออกแบบที่เล็กกว่าโน้ตบุ๊คในหน้าจอขนาดเดียวกัน แน่นอนว่านั่นก็มาจากการที่ Dell มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมทั้งต่อยอดความสำเร็จที่มีอยู่อย่างตลอดเวลา ล่าสุดคือล้ำหน้ากว่าที่นอกเหนือจากดีไซน์ภายนอกแล้วยังเลือกใช้หน้าจอเทคโนโลยี OLED ที่ดีที่สุด ความละเอียดเป็น 4K Ultra HD รองรับการทัชสกรีนด้วย แน่นอนว่าแสดงผลได้ขอบเขตสี sRGB 100% เพื่องานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ

รุ่นสเปกของ Dell XPS 15 7590 แบ่งออกด้วยกันเป็น 3 รุ่น ใช้ชิประมวลผลเน้นความแรงของทาง Intel อย่าง Core i7-9750H โดยรุ่นท็อปสุดจะใช้งานเป็น Core i9-9980HK ใช้งานร่วมกับการ์ดจอประสิทธิภาพสูงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่าโน้ตบุ๊คที่เน้นประสิทธิภาพทั่วๆ ไปในตลาดทีเดียว รองรับการงานหนักๆ ทั้งหมด รวมไปถึงการเล่นเกม 3 มิติด้วย สนนราคาเริ่มต้นที่ 69,990 บาท ไปจนถึง 104,990 บาท พร้อมประกัน Dell Pro Support ระยะเวลา 3 ปีเต็มด้วยกัน

แรมก็ให้มา 16GB – 32GB แบบมาตรฐาน DDR4 ส่วนที่เก็บข้อมูลได้เป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TBตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit มาให้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คระดับสูงได้อย่างเต็มภาคภูมิ ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานของกลุ่มโน้ตบุ๊คทั่วไปมาให้ค่อนข้างครบ จัดเต็มด้วย Thunderbolt 3 และ Wi-Fi 6 AX1650 (2×2) สุดล้ำ รวมไปถึงยังมี HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก และ Card Reader มาให้ด้วย อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยก็คือระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ได้ขอบหน้าจอบางแบบสุดๆ เพียงแต่อาจจะดูแปลกตาเล็กน้อยในตอนแรกๆ เท่านั้น ส่วนของบอดี้ จะใช้เป็นอลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบหลัก  ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ที่สำคัญส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหรามากๆ ให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ Dell XPS 15 (2017) เป็นโน้ตบุ๊คทรงประสิทธิภาพระดับสูงที่เน้นการพกพา เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.8 กิโลกรัม ส่วนความบางมีความส่วนที่บางสุดเพียง 11 มิลลิเมตร และส่วนที่หนาสุดก็เพียง 17 มิลลิเมตรเท่านั้น

Dell G3 / G5 / G7 ราคา 25,990 – 65,990 บาท

Dell G3 15 3590 เป็น Gaming Notebook ราคาถูกสุดที่เป็นน้องเล็กของ G Series ดีไซน์ดูบางเบา ซึ่งมีความบางตัวเครื่องเพียง 21.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 2.1 กิโลกรัม ขนาดหน้าจอ  ตัวเครื่องสีดำเทาแซมฟ้าในแนวเดียวกับ G Series ซึ่งสเปกหลักๆ แล้วเน้นประสิทธิภาพต่อความคุ้มค่า สำหรับการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce อย่าง 1050, GTX 1650, GTX 1660 Ti Max-Q ประกบคู่กับชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง i5-9300H และ i7-9750H ที่เป็น Core i Gen 9 รุ่นล่าสุด รองรับการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลกว่ารุ่นก่อนๆ

Dell G5 15 5590 รุ่นรองมาจาก Dell G7 15 7590 ซึ่งเป็น Gaming Notebook ดีไซน์การมีการปรับใหม่ให้ดูสวยงามเฉียบเรียบยิ่งขึ้น มิติตัวเครื่องดูเล็กกระชับลงจากการที่ขอบหน้าจอบางลงตามเทรนด์ของ Notebook ปี 2019 มาพร้อมสีเทาที่ดูเข้มหน่อยสไตล์แบบทูโทน ที่บอกได้เลยว่าดูหรูหรามากๆ ตามมาตรฐานของ Dell ที่หลายๆ คนชื่นชอบกันอยู่แล้ว วัสดุหลักๆ เป็นพลาสติกคุณภาพดี ที่มีงานประกอบที่แน่นหนา รวมไปถึงระบบระบายความร้อนก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ เน้นความเป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมที่คุ้มค่าตามสไตล์ของ Dell

สำหรับสเปกหลักๆ ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 9 อย่าง i7-9750H / i5-9300H ใส่แรมมาขนาด 8 – 16GB รวมไปถึงสนับสนุนการใช้งานทั้งฮาร์ดดิสก์ปกติ 2.5″ และ SSD M.2 NVMe ตามมาตรฐาน ที่สำคัญการ์ดจอเป็น GeForce GTX 1650 และ RTX 2060 ที่ต้องบอกว่าสมกับการรอคอยของหลายๆ คน นอกเหนือจากนั้นเรื่องของสเปกหน้าจอก็โดดเด่น ขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD  พาเนล IPS โดยแบ่งออกเป็น 3 รุ่น

Dell G7 15 7590 รุ่นท็อปสุดตระกูล G Series ดีไซน์สวยงามเฉียบเรียบ มิติตัวเครื่องดูเล็กกระชับลงจากการที่ขอบหน้าจอบางลงตามเทรนด์ของ Notebook ปี 2019 มาพร้อมสีเทาที่ดูเข้มหน่อยสไตล์แบบทูโทน ที่บอกได้เลยว่าดูหรูหรามากๆ ตามมาตรฐานของ Dell ที่หลายๆ คนชื่นชอบกันอยู่แล้ว วัสดุหลักๆ ก็เป็นอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่มีงานประกอบที่แน่นหนา รวมไปถึงระบบระบายความร้อนเป็นแบบโชว์โปร่งใสสีฟ้าดูดีทีเดียว

สำหรับสเปกหลักๆ ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 9 อย่าง i7-9750H ใส่แรมมาขนาด 16GB DDR4 รวมไปถึงสนับสนุนการใช้งานทั้งฮาร์ดดิสก์ปกติ 2.5″ และ SSD M.2 NVMe ตามมาตรฐานที่ติดตั้งมาแล้ว 512GB โดดเด่นด้วยการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 และ RTX 2070 Max-Q ที่ต้องบอกว่าสมกับการรอคอยของหลายๆ คน นอกเหนือจากนั้นเรื่องของสเปกหน้าจอก็โดดเด่น ขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD  พาเนล IPS ที่ 144Hz และ 240Hz  แน่นอนว่าของดีเป็นประกัน Dell On-site Premium Support ระยะเวลา 2 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 รุ่น

Alienware m15 R2 ราคา 79,990 – 119,900 บาท

Alienware M15 R2 ที่สุดของ Gaming Notebook จากทาง Dell สเปกสุดแรงดีไซน์สุดล้ำ หน้าจอขนาด 15.6″ มีมิติตัวเครื่องที่เล็กลงจากการที่ขอบจอบาง เล็กกว่ารุ่นก่อนๆ โดยมีน้ำหนักแค่ 2.16 กิโลกรัมเท่านั้น และมีความบางสุดๆ ของตัวเครื่องเพียง 17.9 มิลลิเมตร กับสเปกที่จัดเต็มด้วยชิปประมวลผล Intel Core i9-9980HK /Intel Core i7-9750H ส่วนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 2080 Max-Q / 2070 Max-Q / 2060 OC Ready สนนราคาขายจริงอยู่ที่ 79,990 – 119,990 บาท

ในส่วนของสเปกและฟีเจอร์อื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มาพร้อมกับแรมขนาด 8 – 16GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 256 – 512GB ได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD (1920 x 1080) มี Refresh Rate ที่ 240Hz กับความสว่างสูงถึง 300-nits ได้ค่าขอบเขตสี sRGB 100% color gamut รวมไปถึงมี Tobii Eyetracking ที่เราสามารใช้ดวงตาในการเล่นเกมอีกด้วย ส่วนการเชื่อมต่อก็จัดเต็มด้วย Killer Wi-Fi 6 AX1650 (2×2) และ Bluetooth 5.0

แน่นอนว่าใช้งานได้ทันทีด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 64bit ที่มีซอฟต์แวร์แสกนไวรัส McAfee* Security Center 12 Month subscription มาให้ด้วย ซึ่งในส่วนของประกันเป็นแบบ 2 ปี เป็นบริการ Dell Premium Support ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ที่หลายคนประทับใจกันอยู่แล้ว 

สำหรับ Alienware M15 R2 เป็น Gaming Notebook ที่หลายคนจับมอง จากความสวยงามหรูหราเกินหน้าเกินตา และเป็น Gaming Notebook ระดับบนของทาง Dell ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสเปกแรงลื่น ยังได้เรื่องของประกันเทพ 2 ปี On-site Service ที่ทุกคนมั่นใจ นอกจากนี้ยังได้ฟีเจอร์ไฟ RGB ล้ำๆ อย่าง AlienFX Lighting Zones  ที่ปรับแต่งได้รอบตัว และ Tobii Eye Tracker ไว้เล่นเกมด้วยดวงตา ส่งผลให้มีความเหนือชั้นมากกว่า Gaming Notebook ในระดับราคาช่วงเดียวกัน

ซึ่งต้องบอกเลยว่าราคาค่าตัวนั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ Gaming Notebook ในสเปกใกล้เคียงกัน ซึ่งสำหรับรุ่นเริ่มต้นราคา 79,990 บาท ส่วนแรมเดิมๆ ขนาด 8GB น้อยไปหน่อย ซึ่งถ้าได้ 16GB เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจะดีกว่า รวมไปถึง SSD ความจุ 256GB ไม่น่าจะพอแน่นอน สำหรับการใช้งานติดตั้งเกมหรือลงโปรแกรมเพิ่มเติม อีกทั้งเมื่อใช้งานจริงๆ แล้วพบว่าความร้อนที่เกิดขึ้นเวลาใช้งานหนักๆ ค่อนข้างสูง ที่เอาจริงๆ แนะนำให้ซื้อรุ่นราคา 89,990 บาท จะเหมาะสมกับ เพราะได้ทั้งการ์ดจอแยก แรม และ SSD รวมถึงหน้าจอที่ดีกว่า คุ้มค่ากว่า

เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน้ตบุ๊คที่เน้นความแรง งานประกอบ ดีไซน์ที่ดุดัน และการรับประกันเทพๆ แล้วล่ะก็ Alienware M15 R2 น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทีเดียว ซึ่งควรจะซื้อรุ่นกลางราคา 89,990 บาทขึ้นไป โดดเด่นด้วยประสบการณ์ใช้งานได้ที่ไม่เหมือนใคร ส่วนการมาของ Alienware M15 R2 ทำให้ Dell มี Gaming Notebook รุ่นท็อปใหม่แล้ว ส่วนรุ่นรองลงมาก็จะเป็น Dell G Series รุ่นต่างๆ อย่าง G7, G5 , G3 สามารถเลือกได้ตามงบประมาณเริ่มต้น 2x,xxx บาท

from:https://notebookspec.com/recommended-dell-notebook-to-buy-in-2020-value-slim-2-in-1-gaming-premium/527051/

แนะนำ Notebook 2020 งบ 12,xxx – 13,xxx บาท เน้นคุ้ม ถูกสุด ใช้งานทั่วไป หน้าจอ 14″ / 15.6″ เบาสุด 1.19 โล มี Windows 10 แท้ ใช้งานลื่นไหล ไร้ปัญหา ช้าหน่วงค้าง

Notebook สำหรับใช้งานทั่วไป ในปี 2020 มีราคาที่ถูกคุ้มค่าอย่างมาก แน่นอนว่ามาพร้อมประสิทธิภาพที่เหลือเฟือในการทำงานพื้นฐาน จากที่ได้สเปก Intel Core i3 / AMD Ryzen 3 รุ่นใหม่ สเปกอื่นๆ ได้แรมขนาด 4GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 ที่รวดเร็วลื่นไหล ความจุ 256GB – 512GB แน่นอนว่ามีระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ และการเชื่อมต่อที่ครบครันทั้งไร้สายและมีสาย ซึ่งส่วนมากในตลาดจะมีช่วงหลายช่วงราคา แต่สำหรับหลายๆ คนต้องการ Notebook เน้นไปเอาใช้งานพื้นฐานอย่างเรียนออนไลน์ หรือพิมพ์งานเอกสาร Word, Excel, Power Point เล่นอินเตอร์เน็ต

รวมไปถึงนำไปดูหนังฟังเพลง ชมวีดีโอสตรีมมิ่งต่างๆ อาทิ Youtube หรือ Netflix ดูซีรีส์ต่างช่องทางต่างๆ บอกได้เลยว่างบประมาณหมื่นบาทต้นๆ ก็เพียงพอแล้ว แม้ประสบการณ์อาจจะไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับตัวแพงๆ แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Notebook 2020 งบ 12,xxx – 13,xxx บาท เน้นคุ้ม ถูกสุด ใช้งานทั่วไป หน้าจอ 14″ / 15.6″ มี Windows 10 แท้ ใช้งานลื่นไหล ไร้ปัญหา ช้าหน่วงค้าง โดยน้ำหนักตัวเครื่องเบาสุดที่ 1.19 กิโลกรัม ประกันเป็นแบบ 2 ปี และดีที่สุดจะเป็น On-site Service หรือปีแรกมีประกันอุบัติเหตุด้วย ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

Acer Aspire 3 A314-22 ราคา 12,990 บาท

Acer Aspire 3 A314-22 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ ที่เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก Acer Aspire 3 สเปก AMD รุ่นก่อนๆ อย่างน่าประทับใจทีเดียว ทั้งเรื่อง สเปก ดีไซน์การออกแบบ พร้อมฟีเจอร์ต่างๆ นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นเดิมที่ดูลงตัว เพราะดูแล้ว Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับโน้ตบุ๊คราคาคุ้มค่า ที่ราคาไม่แพง แต่ได้สเปกแรงคุ้มค่าอย่าง AMD Ryzen 3 3250U รวมไปถึงแรมขนาด 4GB (แนะนำว่าถ้าอัพเกรดเป็น 8GB จะดีมากๆ) และ SSD M.2 ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาถูกสุดเพียง 12,990 บาท

Acer Aspire 3 A314-22 จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คเน้นคุ้มค่าในเรื่องของการเชื่อมต่อ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.2 Type-A, 1 x USB 2.0, HDMI, Lan RJ45 และรูหูฟังกับไมค์แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน  แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มี USB 3.1 Type-C เลย น่าจะให้มาซัก 1 พอร์ต ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 4.2 และอินเตอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi 5 AC

เหมาะมากๆ สำหรับคนทำงานจริงจังพนักงานออฟฟิศ หรือนักเรียนนักศึกษาเรียนออนไลน์ ที่เน้นใช้งานทั่วไปในราคาคุ้มค่าไม่แพงให้ประสิทธิภาพพอตัว รองรับการพกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊ครุ่นก่อนๆ ทำให้เราสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างคล่องตัวเหมือนกันด้วยน้ำหนักเพียง 1.9 กิโลกรัม พร้อมแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนนเกือบตลอดทั้งวัน อแดปเตอร์เองก็มีขนาดที่เล็กกระทัดรัดมากๆ

ด้านการออกแบบดีไซน์ของ Acer Aspire 3 A314-22รุ่นนี้จะมาในสไตล์เรียบๆ ได้หน้าจอแบบขอบจอบาง โดยลักษณะรวมแล้วเป็นสีดำแบบมันวาว Charcoal Black หรือสีเงินสว่าง Pure Silver มีลักษณะพื้นผิวแบบเรียบๆ แต่ดูดี ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่ายๆ มาพร้อมสเปกและประสิทธิภาพการใช้งานที่ครบครันด้วยสเปกใหม่ล่าสุด ในงบประมาณการเลือกซื้อที่ไม่แพงจนเกินไป ด้านการออกแบบดีไซน์ใหม่นี้จะมาในสไตล์เรียบง่ายแต่มีความสวยงามดูดีเกินราคา

ASUS M509DA-EJ442T ราคา 12,990 บาท

ASUS M509DA ได้ดีไซน์บางเบา Thin & Light ขอบจอบางเฉียบ NanoEdge ทั้ง 4 ด้าน สัดส่วนจอแสดงผล 82.5% เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ที่จะมาพร้อมกับโมเดลที่มีการปรับเปลียนดีไซน์ใหม่ทั้งหมดจาก M Series รุ่นก่อนๆ มาพร้อมสีสันสวยงาม ซึ่งขอบจอด้านในจะตัดเป็นสีดำดูแล้วมีความสวยงามลงตัว ตามสไตล์ของ ASUS ที่มีความเป็นลักษณะเฉพาะตัว  มาพร้อมสีสัน 2 เฉดสี ไม่ว่าจะเป็น สีเงิน (Transparent Silver) และสีเทา (Slate Grey)

จัดได้ว่า ASUS M509DA เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ที่ทำมาได้สวยดูดีเกินราคา มีความเรียบง่ายเน้นพกพา ด้วยน้ำหนักเพียง 1.9 กิโลกรัม รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เท่านั้น รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที เหมาะสำหรับคนหาโน้ตบุ๊คคุ้มๆ ไม่แพง งบแค่หมื่นบาทต้นๆ วัสดุพลาสติกคุณภาพสูงให้สัมผัสที่ดีน่าประทับใจ

สเปกภายในใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด AMD Ryzen 3 3250U ทำงานแบบ 2 คอร์ 4 เธร์ด การ์ดจอออนบอร์ด VEGA 3 ประสิทธิภาพดี แรมให้มาขนาด 4GB DDR4 แบบฝังบอร์ด โดยติดตั้งได้สูงสุดที่ 12GB (แนะนำให้ใส่เพิ่มอีก 4GB รวมเป็น 8GB) สำหรับที่เก็บข้อมูลให้มาเป็นมาตรฐาน SSD ความเร็วสูงแบบ NVMe M.2 ความจุ 512GB ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 15.6″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล TN คุณภาพดี

มีลำโพงคุณภาพทำงานร่วมกับระบบเสียง ASUS SonicMaster ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ USB 3.1 Type-C, USB 3.1 Type-A , USB 2.0 Type-A, HDMI, และ microSD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 4.1 ด้วย สนนราคาล่าสุดเพียง 12,990 บาทเท่านั้น ได้ประกันเป็นแบบมาตรฐาน 2 ปี ปีแรกได้ประกันอุบัติเหตุด้วย

ASUS M509DA เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ เรียนออนไลน์ ที่มีบางเบาหน่อย เน้นใช้งานนอกสถานที่ในราคาที่ไม่สูงมาก แต่ได้ประสิทธิภาพแรงเกินคุ้มค่า รองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ  พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 145 องศา ขอบจอตัวเครื่องก็บางมากๆ ดูแล้วลดขนาดตัวเครื่องลงไปได้เยอะเลยทีเดียว ยิ่งใส่กระเป๋าเดินทางไปไหนมาไหนสบายๆ

Lenovo IdeaPad 3 14 ราคา 13,400 บาท

Lenovo IdeaPad 3 14 เป็นโน้ตบุ๊คราคาคุ้มค่าที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ในทุกๆ วัน รองรับทุกๆ การใช้งานพื้นฐาน กับราคาเพียง 11,900 บาท ด้วยดีไซน์ที่เบาและมีสไตล์ เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่ เป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้า 14″ ความละเอียด Full HD ได้สเปกรีเฟรชอย่างชิปประมวลผล AMD Ryzen 3 3250U ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเหมือนกับ Ryzen 3 3200U รุ่นก่อน นอกจากนี้ยังได้แรม 4GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มาทันที และระบบปฏิบัติการ  Windows 10 ภายใน โดดเด่นที่ตัวเครื่องเบาแค่ 1.6 กิโลกรัม

การมาของ Lenovo IdeaPad 3 14 ​เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน้ตบุ๊คบางเบาหน่อย รูปลักษณ์ดูแพงเกินกว่าค่าตัว เน้นใช้งานนอกสถานที่ ในราคาที่ไม่แพง แน่นอนว่าประสิทธิภาพการทำงานก็ไม่ได้สูงมากเช่นกัน โดยรองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ เป็นต้น เหมาะสำหรับคนหาคอมพิวเตอร์เครื่องสำรองงบหมื่นบาทต้นๆ พร้อมได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 ไปใช้งานด้วย โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมงทีเดียว

ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 14″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล TN คุณภาพดี สีสันสดใส มุมมองกว้างกว่าพาเนล TN พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 3 x USB 3.1 Type-A, HDMI และ SD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 5.0 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลมศูนย์ปกติ

Lenovo IdeaPad 3 14 เป็นโน้ตบุ๊คดีไซน์บางเบา Thin & Light วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดีพื้นผิวคล้ายปัดเสี้ยนแต่จับแล้วเรียบ ขอบจอบาง Narrow Bezel ทั้ง 2 ด้านซ้ายขวา ทำให้มีสัดส่วนจอแสดงผลเยอะกว่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แบบก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ซึ่งขอบจอด้านในเป็นสีดำตัดกับสีตัวเครื่องโดยรวมอย่าง Platinum Grey Glossy ดูแล้วมีความสวยงามลงตัว เน้นการบางเบาเน้นพกพา ด้วยน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับ แน่นอนว่าตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่ได้ดีขึ้น

Lenovo IdeaPad 3 15 ราคา 13,190 บาท

Lenovo IdeaPad 3 15 เป็นโน้ตบุ๊คเน้นทำงานเป็นหลัก ได้สเปก Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) ที่คุ้มค่าใช้งานได้ลื่นไหล ออกแบบมาให้ใช้งานได้ในทุกๆ วัน รวมไปถึงเรียนออนไลน์ ในราคาถูกที่สุดที่ 13,190 บาท ได้ Windows 10 และ Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปฟรีๆ มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ที่เบาและมีสไตล์ Lenovo เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน้ตบุ๊คบางเบาหน่อย รูปลักษณ์ดูดีเกินกว่าค่าตัว เน้นใช้งานนอกสถานที่ ในราคาที่ไม่แพง โดยรองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ เป็นต้น

สำหรับ Lenovo IdeaPad 3 15 เป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้า 15.6″ ความละเอียด Full HD ได้สเปกใหม่ล่าสุดอย่างชิปประมวลผล Intel Core i3-1005G1 ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า Core i Gen 8 U รุ่นก่อนๆ แรมขนาด 4GB (แนะนำว่าถ้าอัพเกรดเป็น 8GB จะดีมากๆ) และ SSD M.2 NVMe 512GB โดยมีความเบาเพียง 1.7 กิโลกรัม เรียกได้ว่าสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊ตหน้าจอใหญ่งบหมื่นกว่าบาท เน้นนำมาใช้งานลื่นไหล แรงลื่นทุกๆ การใช้งาน ก็มีความน่าสนใจทีเดียว โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน

ที่แม้ขอบจอจะบางเฉียบแต่ก็ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ด้านบนเหมือนเดิม ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น  พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 1 x USB 3.1 Type-C, 2 x USB 3.1 Type-A, HDMI, และ SD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 4.2 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี

Lenovo IdeaPad 3 15 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ดีไซน์บางเบา Thin & Light วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดี มองไปคล้ายกับโลหะใีพื้นผิวเรียบเนียนจับแล้วติดมือ ได้ขอบจอบาง Narrow Bezel ทั้ง 3 ด้านซ้ายขวาและขอบบน ทำให้มีสัดส่วนจอแสดงผลเยอะกว่าโน้ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ ๆ แบบก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ซึ่งขอบจอด้านในเป็นสีดำตัดกับสีตัวเครื่องโดยรวมอย่าง Platinum Grey ดูแล้วมีความสวยงามลงตัว เครื่องบางเพียง 19.99 มิลลิเมตร รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ด้วย

HP 15s ราคา 13,900 บาท

HP 15s เป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มาพร้อมความคุ้มค่า แต่ก็ยังได้ดีไซน์ที่สวยงามเกินราคา เลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U (Ice Lake) ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ 10 นาโนเมตร ที่เล็กลงและดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ตัวเครื่องบางเบาออกแบบมาใหม่ ดูสวยงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัว Pavilion และเน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาไม่แพงเป็นหลัก มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.69 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟแบบชิคๆ คูลๆ ได้ความหรูหราโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครในราคาเบาๆ ด้วย

ซึ่งในตลาดตอนนี้มีให้เลือกทั้ง Intel Core i3-1005G1 พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่ ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วย แรม 4GB (แนะนำว่าถ้าอัพเกรดเป็น 8GB จะดีมากๆ) และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB + Optane 16GB อีกด้วยได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล TN คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว สนนราคาเพียง 13,900 บาท ได้ Windows 10 พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2  ทำงานต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต)

ดีไซน์การออกแบบของ HP 15s รุ่นปี 2020 วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด (มองไปคล้ายโลหะมากๆ) เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน สีสันเป็นสีเงิน Natural Silver ตลอดทั้งตัวเครื่อง จะเป็นพลาสติกทั้งหมดแต่งานประกอบแน่นหนา ฝาหลังเป็นแบบเรียบๆมีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้บริเวณคีย์บอร์ดจะเรียบๆ เช่นกัน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่ที่มุมบนซ้ายด้านบนของคีย์บอดร์ด

Acer Swift 3 เป็นโน้ตบุ๊คสายบางเบา ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร ทั้ง Core i3-1005G1 ที่แรงกว่าเดิมพร้อมทำงานด้วย AI  (ทำงานซ้ำๆ หรือโปรแกรมรองรับ) ได้แรมขนาด 4GB (รองรับการอัพเกรดแรมอีก 1 แถว) และมีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 256GB หน้าจอขนาด 14″ แบบด้านเป็นพาเนล IPS ความละเอียด Full HD พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันทีตั้งแต่เปิดเครื่องในครั้งแรก รวมไปถึงการ Restore ก็สามารถทำได้ง่ายมากๆ ด้วย

พร้อมจัดเต็มเรื่องความคุ้มค่า การพกพา ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.19 กก. และบางเพียง 15.95มม. เท่านั้น ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ และสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่าเดิม เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องการโน้ตบุ๊คคุ้มค่า หรูหรา บางเบา จบครบในเครื่องเดียว ใช้วัสดุประกอบหลักเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์คุณภาพดี โดยสีสันเป็น Steel Gray ออกแนวเทาๆ เงินๆ หรือสีชมพู Millennial Pink และ Glacier Blue ที่เหมาะกับทั้งหนุ่มๆ ลุคเท่แบบคลูๆ หรือสาวๆ ที่ดูน่ารักสดใส  ซึ่งทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง ส่วนประกันเป็น 2 ปี มีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมง

ที่สำคัญยังให้พอร์ตอย่าง Thunderbolt 3 ที่เป็น USB 3.1 / DisplayPort / PD รองรับการชาร์จไฟในตัวอีกด้วย อย่างที่โน้ตบุ๊ครุ่นราคาประมาณ 20,000 บาท สเปก Core i Gen 10 ไม่ค่อยจะให้มาด้วย รวมไปถึงจัดเต็มกว่าเพราะมาพร้อมการเชื่อมต่อไร้สาย Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ยังได้ฟีเจอร์แสกนลายนิ้ว Fingerprint เพื่อเข้าใช้งานเพื่อความปลอดภัยด้วย โดยรวมแล้วต้องบอกว่าเหนือชั้นกว่าโน้ตบุ๊คในกลุ่มราคาเดียวกันทีเดียว

ที่นอกเหนือจากนั้นแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 8 ชั่วโมง คุ้มค่าๆ จริง  ซึ่งทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน้ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดีที่มาพร้อมราคาที่คุ้มค่ากว่ารุ่นเดิมส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยมาพร้อมกับบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.19 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของอแดปเตอร์เองก็มีขนาดที่เล็กและเบามากๆ โดยรวมแล้วก็จัดว่ามีน้ำหนักที่ไม่ลำบากในการพกพาเลย สมกับเป็นโน้ตบุ๊คบางเบาอีกรุ่นหนึ่ง สาวๆ น่าจะชอบกัน หยิบใส่กระเป๋าไปใช้งานข้างนอกสบายๆ

from:https://notebookspec.com/ntroducing-notebook-2020-budget-12-xxx-13-xxx-baht-focusing-on-the-cheapest-general-use-screen-14-15-6-lightest-1-19kg-windows-10/526918/

Notebook 2020 รุ่นใหม่น่าซื้อ จอ 15.6″ IPS 144Hz คุณภาพสูง สเปกเล่นเกมลื่นไหล ใช้ทำงานสบายตา ราคาไม่แพง เริ่ม 25,900 บาท

Notebook 2020 รุ่นใหม่หน้าจอพาเนล IPS ในตอนนี้มีกันให้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลายรุ่นทีเดียว โดยมีตั้งแต่ราคาถูกๆ หมื่นกว่าบาท จนไปถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ แต่ที่แนะนำจริงๆ ควรจะเป็นสเปกระดับ Gaming เพราะจะสามารถให้ทำงานได้อย่างลื่นไหลแน่นอน รวมไปถึงเอาไปเล่นเกมได้ดีชัวร์ ๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้ ก็มีราคาที่ไม่แพงแล้ว อีกทั้งยังได้ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลกับทุกๆ การใช้งานด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนของ Notebook หน้าจอพาเนล IPS เอาจริงๆ แล้วก็มีอยู่หลายเกรดด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็น IPS เหมือนๆ กัน แต่คุณภาพในการแสดงผลก็แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงความแม่นยำของสี ขอบเขตสีก็มีทั้งระดับกลางๆ หรือสูงๆ ซึ่งกรณีที่เน้นใช้งานจริงจัง ทำงานระดับมืออาชีพ แนะนำว่าควรได้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB ระดับ 90% ขึ้นไป จึงจะเหมาะสมกับการทำงานกราฟิกหรือ Artwork รวมไปถึงโปรเซสไฟล์ภาพถ่ายหรือตัดต่อวีดีโอ

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Notebook น่าซื้อ ปี 2020 หน้าจอ IPS คุณภาพสูง โดยให้สีตรงแม่นยำ ในราคาถูกสุดๆ เริ่มต้นที่ 25,900 บาท โดยทั้งหมดนั้นเป็น Gaming Notebook ที่มีความแรงลื่นอยู่แล้ว ใช้สเปกเป็น AMD Ryzen 4000H หรือ Intel Core i Gen 10H ได้การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650/1650Ti/1660Ti/RTX2060 ส่วนจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

HP Pavilion Gaming 15 ราคา 25,900 – 29,900 บาท

HP Pavilion Gaming 15 รุ่นใหม่ปี 2020 สเปก AMD + NVIDIA ถือว่าเป็น Gaming Notebook ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H สถาปัตยกรรม Zen 2 เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ผสานกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น มีแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz และได้ SSD M.2 NVMe ที่ความจุ 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรงทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

รายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจของ HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD เรียกได้มีความสดใหม่ โดยมาพร้อม 2 สีสันหลักก็คือ สีเขียวและสีม่วงโดยตัวเครื่องมีความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กลง พร้อมทั้งมีให้เลือกหน้าจอ IPS คุณภาพสูง มาตรฐาน sRGB ที่ 96% และ AdobeRGB ที่ 71% ซึ่งมี Refresh Rate ที่ 144Hz ช่วยลดอาการภาพเบลอและฉีกขาด และยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน จึงจัดได้ว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นหนึ่งที่ถูกที่สุดในตลาด แต่ได้หน้าจอที่ดีมากๆ

นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX แบบ MU-MIMO มิติของตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 15 เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คจอขนาด 15.6 นิ้ว ก็มีขนาดเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัดแถมมีน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 2.3 กิโลกรัม พกพาง่าย อีกทั้งมี Windows 10 มาให้พร้อมใช้งานด้วย ประกันก็เป็นแบบ 2 ปี On-site Service ที่ใช้งานได้อย่างสบายใจ เรื่องคุณภาพเสียงและแบตเตอรี่ก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ส่วนความร้อนก็จัดการได้เป็นอย่างดี ทำงานได้อย่างไร้กังวลเลย

อย่างไรก็ตามหน้าตาการออกแบบเอง HP Pavilion Gaming 15 รุ่นนี้ ต้องบอกว่ายังคงรูปแบบเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เมื่อเทียบกับ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ แต่ก็ยังได้ความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของโน้ตบุ๊คเล่นเกมที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน แต่แตกต่างที่ความเรียบง่ายใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีเขียว โดยฝาหลังของตัวเครื่องมีโลโก้ HP เป็นเอกลักษณ์สีเขียวสะดุดตา ด้านบนประกอบกับพื้นผิวสีดำด้านให้ความรู้สึกเป็น Gaming ที่ดี วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดีมองแล้วคล้ายกับโลหะ

Lenovo Legion 5 ราคา 27,990 – 32,990 บาท

เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ สำหรับ Gaming Notebook จากแบรนด์ Lenovo ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen กับรุ่นล่าสุดคือ Ryzen 4000H ที่เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร บนพื้นฐานสถาปัตยกรรม Zen 2 ที่ทั้งร้อนน้อยแต่ทรงพลัง ในราคาค่าตัวที่คุ้มค่าด้วย ที่นอกจากสเปกจะใดใหม่แล้ว ดีไซน์หลักๆ ได้เป็นการต่อยอดรูปแบบตั้งแต่ Legion Y530 จนมาถึง Y540 และใน Legion 5 แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นดีไซน์ที่ลงตัวที่สุดแบบหนึ่ง เพราะทำให้ตัวเครื่องมีช่องระบายความร้อนได้ทั้ง 3 ทิศทาง พอร์ตเชื่อมต่อที่มากกว่าและสามารถใช้ประโยชน์เครื่องจากด้านหลังได้เต็มที่ รวมไปถึงจอภาพที่สามารถกางได้ 180 องศา

อย่างที่บอกไปแล้วว่า Lenovo Legion 5 มาพร้อมกับชิปประมวลผลสุดล้ำอย่าง AMD Ryzen 4000H แบ่งเป็น Ryzen 5 4600H และ Ryzen 7 4800H รุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถตอบสนองการเล่นเกม และการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในราคาที่คุ้มค่ากว่า ในส่วนของการ์ดจอมีให้เลือกทั้ง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti ที่สามารถตอบสนองการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล พร้อมแรม 8GB DDR4 Bus 3200MHz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB รองรับการอัพเกรดฮาร์ดดิสค์แบบ 2.5 นิ้ว ภายหลัง

และที่สำคัญคือจอ 15.6 นิ้ว Full HD (1920 x 1080) พาเนล IPS ที่ Refresh Rate 120Hz / 144Hz รองรับเทคโนโลยี VESA DisplayHDR 400 100% sRGB (สำหรับ 144Hz) และคมชัด สมจริงด้วย Dolby Vision จอจัดเต็มจริงๆ โดยได้คีย์บอร์ดก็ได้อัพเกรทขึ้นกว่าเดิมด้วย Legion TrueStrike keyboard ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้สัมผัสเที่ยงตรง แม่นยำ ทนทาน และรองรับ anti-ghosting ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมไฟ RGB 4 โซน

อัพเกรดระบบควบคุมอุณหภูมิและระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 2.0 ให้ระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้น ผ่านใบพัดโพลีเมอร์คริสตัลเหลว 67 ใบและท่อนำความร้อนแบบทองแดง ทำให้ระบายความร้อนได้รวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังให้คุณเลือกปรับโหมดได้เองระหว่างโหมดการรักษาอุณหภูมิ Quiet, Balance และ Performance นอกจากนี้ยังสามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน  

สี Phantom Black ดุดัน เบาเพียง 2.3 กิโลกรัม เหมาะแก่การพกพาไปในทุกที่ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ใช้งานต่อเนื่องยาวนานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง ยืดแบตเตอรี่ให้สามารถเล่นเกมได้นานต่อเนื่องขึ้นด้วยเทคโนโลยี Hybrid Mode, NVIDIA Advanced Optimus นอกจากนี้ยังมีระบบชาร์จเร็ว Rapid Charge Pro และ OverDrive Support รองรับ Intel WiFi 6 และ ระบบเสียง Dolby Atmos ที่ให้มิติของเสียงสมจริงมากยิ่งขึ้น การรับประกันเป็นแบบ 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และมีประกันอุบัติเหตุ 2 ปีอีกด้วย

หรือถ้าใครอยากได้สเปกที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ก็มีให้เลือกซื้ออย่างรุ่น Lenovo Legion 5i ด้วย โดยมีราคาและรุ่นต่อไปนี้

Acer Nitro 5 ราคา 29,990 – 39,900 บาท

Acer Nitro 5 (2020) หรือ Acer Nitro 5 AN515 สเปกใหม่ล่าสุด ได้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H พร้อมการ์ดจอ GeForce รุ่นล่าสุด จากที่รุ่นก่อนๆ เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง ได้รับการพัฒนาหลายๆ ส่วนแล้ว อาทิ ดีไซน์ภายนอก คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ เป็นการต่อยอดพร้อมแข่งกันกับ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 29,900 บาท (ราคากลาง)

สเปกภายในของ Acer Nitro 5 (2020) เลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i 10H อย่าง Core i5-10300H (2.50 GHz, 8 MB L3 Cache up to 4.50 Ghz) /Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) กับคู่มากับการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR5) / GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) / GTX 1660 Ti (6GB GDDR6) / RTX 2060 (6GB GDDR6) ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 2933MHz มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA3 ภายหลัง) พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน้ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

เชื่อได้ว่าในอนาคตจะมี Notebook ที่น่าสนใจ รุ่นใหม่น่าซื้อ จอ 15.6″ พาเนล IPS ได้ Refresh Rate ที่ 144Hz คุณภาพสูง สเปกเล่นเกมลื่นไหล ใช้ทำงานสบายตา ราคาไม่แพง จะออกมากันเรื่อยๆ อีก เพราะบางคนอาจจะไม่ได้อยากได้แค่เอาไปเล่นเกมเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว 120Hz น่าจะพอเพียงแล้ว สำหรับ Gaming Notebook ระดับเริ่มต้น แต่ต้องการคุณภาพของหน้าจอด้วย ไว้รอติดตามและเราจะมาอัพเดทกันอีกทีนะครับ

from:https://notebookspec.com/buyer-guide-new-2020-notebook-worth-buying-15-6-ips-144hz-screen/526698/

แนะนำ Acer Predator Helios 300 (2020) สเปก Core i Gen 10H แรงสุดด้วย GeForce RTX 2070 Max-Q โน้ตบุ๊คเล่นเกมครบเครื่อง แรงลื่นล้ำ ราคาคุ้มค่า

Acer Predator Helios 300 ปี 2020 ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปที่งาน next@acer 2020 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ที่มีความครบเครื่องเรื่องของสเปก Core i Gen 10H แรงสุดด้วย GeForce RTX 2070 Max-Q ได้ฟีเจอร์มากมาย รวมไปถึงการออกแบบดีไซน์ที่ดูจริงจัง Gaming มากกว่าตระกูลที่เป็น Nitro 5 / Nitro 7 เน้นความพรีเมียมและประสบการณ์ใช้งานกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมแนวทางการออกแบบไปในทิศทางเดียวกับรุ่นพี่อย่าง Predator Helios 500 / Predator Helios 700 แต่มาในราคาที่ราคาถูกกว่า คาดราคาขายเริ่มต้นจะอยู่ที่ 40,000 บาท (1,199.99 เหรียญสหรัฐ)

ที่สำคัญคือเสริมด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ที่แรงเข้ากันลงตัว ทำให้สิทธิภาพตัวเครื่องเทียบกับ Deskto PC สบายๆ  และการ์ดจอแรงสุดๆ อย่าง GeForce GTX RTX 2070 Max-Q ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพกับความสมจริงกว่าที่เคยมีมา เพราะสามารถ Overclock เพิ่มได้ ที่นับว่ามีประสิทธิภาพความแรงเล่นเกมได้ลื่นไหลแน่นอน รองรับหน่วยความจำสูงสุด DDR3 2933 MHz 32 GB, PCIe NVMe SSD 2 ตัวในการกำหนดค่า RAID 0 และฮาร์ดไดรฟ์สูงสุด 2 TB ให้ความเร็วและพื้นที่ในการจัดเก็บเกมและความบันเทิงได้อย่างจุใจ 

มีขนาดหน้าจอทั้ง 15.6″ และ 17.3″ ให้เลือกกัน รองรับ Refresh Rate ที่ 240 Hz (3ms) โดยเน้นความแรงประสิทธิภาพในการเล่นเกมเป็นหลัก แบบไม่เน้นความบางเบามากหนักตามสไตล์ของ Predator Helios Series ที่สำคัญได้ระบบระบายความร้อนเอกสิทธิ์จากทาง Acer อย่าง AeroBlade 3D Gen 4 ส่งผลให้แม้สเปกจะแรงแค่ไหน แต่ก็จัดการความร้อนได้เยี่ยมไรักังวล ซึ่งในบทความ เราจะมาแนะนำ Acer Predator Helios 300 รุ่นใหม่กันก่อน ก่อนที่จะนำมาขายในไทยอย่างเป็นทางการ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปชมกันต่อเลย

Acer Predator Helios 300 ปี 2020 ที่จะจำหน่ายประเทศไทยเร็วๆ นี้มาพร้อมกับหลากหลายสเปกและราคา หลักๆ แล้วเป็นชิปประมวลผลเป็น Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ส่วนการ์ดจอเริ่มต้นเป็น NVIDIA GeForce GTX 1660Ti (6GB GDDR6) หรือ RTX 2060 (6GB GDDR6) จนไปถึง RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) พร้อม แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 2933 MHz ที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 แบบ NVMe PCIe ที่ความจุ 512GB – 1TB รวมถึงยังใส่ฮาร์ดดิสก์ 2.5″ ได้อยู่ จัดว่าให้สเปกมาเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไปมากๆ แต่เหมาะสำหรับการเล่นเกมแบบสุดๆ

หน้าจอขนาด 15.6″ หรือ 17.3″ แบบด้าน ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพ IPS ตอบสนองที่ 240Hz 3ms แถมตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนล บนซอฟแวร์เสียง Waves Maxx Audio ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, ช่องเสียบหูฟังไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E2600 Ethernet Controller

และการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 แบบ Wireless-AX 1650 ซึ่งทำงานร่วมกับ Killer Control Center 2.0 ของ Killer ที่ช่วยให้การเล่นเกมออนไลน์ให้มีเสถียรภาพและสมูทขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐาน แน่นอนว่า Acer Predator Helios 300 (2020) รุ่นที่ขายในไทยต้องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้พร้อมใช้งานทันที มีประกัน 3 ปี On-site Service หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมง ตามมาตรฐานของ Acer Predator ที่เป็น Gaming Notebook ระดับกลางค่อนสูง

Acer Predator Helios 300 (2020) จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ที่ 15.6″ และ 17.3″ แต่กลับมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง จากการที่ขอบจอบางที่ 7.9 มิลลิเมตร มีพื้นที่การแสดงผลที่ 79% โดยได้ความแรงไม่แพ้ Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พกพาพอได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง

โดยเป็นส่วนสำคัญในการมอบประสบการณ์ใหม่ๆในการเล่นเกมแบบเต็มประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน  ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรูมา พร้อมความสดใหม่เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ตัวเครื่องนั้นเป็นทรงแบบเหลี่ยมมุมตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งดูแล้วมีความสมมาตรลงตัว วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่องแซมด้วยสีฟ้า Predator ที่โดดเด่น เป็น DNA ของ Gaming Notebook จากทาง Acer Predator ปี 2020 นี้ก็ว่าได้

Acer Predator Helios 300 มาในโทนสีดำสลับกับสีฟ้าบางส่วนอย่างโลโก้และฟินระบายความร้อน พร้อมกันนั้นพื้นผิวเรียบเนียน ซึ่งจะทำได้ละเอียดกว่าการขัดปกติ และช่วยให้สีติดที่เนื้อวัสดุได้อย่างดีที่สุด แถมยังมีความทนทานด้วย โดยการใช้งานจริงนับว่าให้สัมผัสที่เยี่ยมยอด แตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไปแบบรู้สึกได้ในครั้งแรก

ฝาหลังจะมีโลโก้ Predator พร้อมกับความสามารถเปล่งแสงสีฟ้าได้ ส่วนขอบด้านหน้าจะมีการว้าวเว้นเอาไว้ให้เปิดฝาได้ง่าย ตรงขอบก็จะมีการตัดมุมไว้ให้ดูสวยงามและโดดเด่นกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป สำหรับด้านฐานล่างตัวเครื่อง Acer Predator Helios 300 (2020) รุ่นนี้เป็นอะลูมิเนียมเรียบๆ พร้อมมียางรองขนาดเล็กทั้งหมด 4 จุด ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ส่วนงานประกอบก็เนียบเหมือนเดิม เรื่องนี้ไว้ใจทาง Acer เค้าได้เลย

Acer Predator Helios 300 ยังใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D Gen 4 ใช้พัดลม 2 ตัว ตัวละ 59 ใบพัดขนาด 0.1 มิลลิเมตร ออกแบบพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกการบินที่เงียบสนิทและทรงพลังของนกฮูก ปลายใบพัดลมของเราจึงมีรอยหยักเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง ฟินเป็นสีฟ้าสวยงาม

เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผล (พัดลม 1 ตัว) และการ์ดจอ (พัดลม 1 ตัว) ด้วย Heat Pipes รวมกันถึง 3 เส้นพาดผ่าน CPU และ GPU ที่ใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม จากการที่เราสามารถเพิ่มรอบสูงสุดได้ด้วยโหมด CoolBoots นั่นเอง

Acer Predator Helios 300 ปี 2020 โดดเด่นด้วยฟีเจอร์เพียบพร้อมและเทคโนโลยีที่ครบครัน โดยมีปุ่มกดที่เร่งประสิทธิภาพของ  อย่าง Turbo ซึ่งอยู่เหนือแป้นคีย์บอร์ดทางซ้าย เพียงการกดครั้งเดียว ตัวเครื่องจะเร่งรอบพัดลมอัตโนมัติให้แรงที่สุดทั้ง 2 ตัว เพื่อให้ชิปประมวลผลทำได้เต็มที่ 100% ส่วนการ์ดจอก็จะมีการเร่งความแรงไปอีกให้เกิน 100% ด้วยการ Overclock การใช้งาน Turbo เราก็สามารถกดปุ่มได้เลย โดยเมื่อกดแล้วเราจะเห็นว่ามีไฟสีฟ้าสว่างขึ้นที่ปุ่ม พร้อมกับรอบพัดลมที่ดังขึ้น และตัวซอฟต์แวร์เองก็จะแสดงสถานะการทำงานของการ Overclock การ์ดจอด้วย

คีย์บอร์ดถือว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ / 17.3″ โดยบริเวณด้านขวาของชุดคีย์บอร์ดยังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีกเวลาที่จะปรับแต่งการใช้งานโหมดต่างๆ รวมไปถึงการปรับรอบพัดลมหรือปรับสีไฟคีย์บอร์ดด้วย อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษที่เป็นโทนฟ้าต่างจากปุ่มคีย์บอร์ดอื่นๆ ที่สำคัญไฟคีย์บอร์ด LED ก็เป็นแบบ RGB แบ่ง Per-Key เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้

ซอฟแวร์ยูทิลิตี้ PredatorSense ที่ทำให้เราสามารถปรับค่าต่างๆ ในตัวเครื่องได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าไฟคีย์บอร์ด RGB, ไฟพัดลม, เร่งรอบพัดลมได้เมื่อต้องใช้งานหนักๆ รวมไปถึงเรายังสามารถ Overclock การ์ดจอ เพื่อเร่งประสิทธิภาพให้แรงยิ่งขึ้นไปอีกได้ รวมไปถึงรองรับการเชื่อมต่อกับมือถืออีกด้วย และสุดท้ายกับการดูสถานะการทำงานของตัวเครื่องก็มีทั้ง อุณหภูมิ รอบพัดลม กันแบบเวลาจริงเลยล่ะ เรียกได้ว่า Acer ใส่ใจใน Predator Sense  เพื่อให้เราใช้งานได้งานและใช้งานได้จริงทีเดียว

ด้านลำโพงเป็นแบบสเตอริโอ แบบ 2 ตัวโดยจะอยู่ทางด้านล่างมุมซ้ายและขวาของเครื่องอย่างละตัว ลำโพงนั้นจะมีการวางตำแหน่งในลักษณะเฉียงลงไปยังพื้นเพื่อที่จะให้เสียงได้สัมผัสกับพื้นแล้วสะท้อนขึ้นมาก ซึ่งคุณภาพเสียงการใช้งานต่างๆ เมื่อใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ Waves MaxxAudio ที่ผสานกับ DTS:X Ultra จำลองเสียงรอบทิศทาง เพิ่มประสิทธิภาพเสียงเบส เสียงสนทนา และระดับเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook ที่เก่งครบจบรอบด้านเลย

เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Acer Predator Helios 300 ปี 2020 ทั้งในส่วนของสเปกและราคาขายจริง จะมานำเสนอกันอีกที คาดว่าไม่นานเกินรอแน่นอน สำหรับการมาขายจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ อีกทั้งบทความรีวิวและวีดีโอ Acer Predator Helios 300 ปี 2020 ก็จะตามมาภายหลังด้วย แฟนๆ Predator เตรียมตัวซื้อหากันได้เลย สำหรับ Gaming Notebook ตัวจริงที่จัดเต็มทั้ง สเปกและดีไซน์ รวมถึงฟีเจอร์ Gaming ขนาดนี้

from:https://notebookspec.com/acer-predator-helios-300-2020-the-latest-core-i-gen-10h-with-geforce-rtx-2070-max-q/526530/

Notebook 2020 น่าซื้อ จอ 14″ IPS ทำงานทั่วไป เน้นบางเบา สเปก Ryzen 4000U แรงลื่น ใช้งานง่ายๆ เริ่ม 19,900 บาท

บทความนี้เราจะมาแนะนำ Notebook น่าซื้อ ประจำช่วงกลางปี 2020 สเปก AMD Ryzen 4000U เน้นทำงาน จอ 14″ IPS เริ่มราคาถูกสุดๆ ที่ 19,900 บาท ได้สถาปัตยกรรม Zen 2 โค้ดเนม Renoir (เรนัวร์) เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สุดล้ำหน้ากว่าที่เคยมีมาในตลาดโน้ตบุ๊ค ที่ได้ความแรงลื่นกว่า Notebook สเปก AMD Ryzen 3000U หรือ Ryzen 3000H เลยทีเดียว นับได้ว่าเป็นชิปประมวลของ Notebook ยุคใหม่ โดยบางรุ่นจะมาพร้อมโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ด้วย ส่วนประกันมีทั้งแบบ 2 ปี และ 3 ปี ซึ่งปีแรกมีประกันอุบัติเหตุ หรือ On-site Service

ที่ได้ความสดใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย ด้วยฟีเจอร์ที่ล้ำหน้าไม่ว่าจะเป็นแรมมาตรฐาน DDR4 3200MHz และ SmartShift  รวมถึง Wi-Fi 6 AX ที่ยอดยอดประสบการณ์ใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งกับความร้อนที่เกิดขึ้นก็น้อยกว่า และแบตเตอรี่เมื่อใช้งานโหมดประหยัดพลังงานก็ยาวนานกว่าเดิมด้วย ทั้งในส่วนของ AMD Ryzen 4000 U ที่เน้นติดตั้งในโน้ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาประหยัดพลังงานสำหรับโน้ตบุ๊คทำงานหรือคุ้มค่าอย่าง AMD Ryzen 5 4500U /AMD Ryzen 7 4700U ได้แรม 8GB และ SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB จะมีรุ่นไหน ไปชมกันต่อเลย

MSI Modern 14 ราคา 19,900 บาท

MSI Modern 14 เป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่หน้าจอ 14″ ตัวแรงลื่น สีดำ Onyx Black เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U รุ่นล่าสุดอย่าง Ryzen 4500U ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Radeon 6 ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน้ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ

สำหรับ MSI Modern 14 ได้หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS มาตรฐานความละเอียด Full HD ที่จะช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น บางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเพียง19,900 บาทเท่านั้น จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊ค Ryzen 4000U หน้าจอขนาด 14″ ที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐานอีกด้วยพร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน รวมถึงยังได้มาตรฐาน Military Grade มีความทนทานในการใช้งานเป็นพิเศษมากกว่าโน้ตบุ๊กทั่วๆไป ในเรื่องของการทน ฝุ่น ละอองน้ำ และการกระแทก ในส่วนของแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง

ส่วนความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน้ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลยครับ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม พร้อม Ergonomics View Design ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้นจากพื้นที่ 5 องศา ส่งผลให้พัดลมสามารถดูดลมเย็นเข้าไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเอียงของตัวเครื่องเล็กน้อยนั้น ก็ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

Acer Swift 3 SF314 ราคา 22,990 – 25,990 บาท

Acer Swift 3 SF314-42 แบ่งออกเป็น 2 สีหลักๆ คือ สีเงิน Silver ที่ดูสว่างเรียบๆ เนี๊ยบๆ  และสีม่วง Purple ที่ดูสดใสน่ารักเหมาะกับสาวๆ ซึ่งทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน้ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดีที่มาพร้อมราคาที่คุ้มค่ากว่ารุ่นเดิม ส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยมาพร้อมกับบางเพียง 15.95 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14 นิ้ว แต่ตัวเครื่องเทียบเท่ากับหน้าจอ 13.3″ อย่างรุ่นก่อนๆ ที่บางเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง

Acer Swift 3 SF314-42 ใช้ชิปประมวลผลตัวแรงสุดๆ คุ้มค่าสุดๆ ด้วย AMD Ryzen 5 4500U (2.30 GHz up to 4.00 GHz, 8 MB L3 Cache) และ Ryzen 7 4700U (2.00 GHz up to 4.10 GHz, 8 MB L3 Cache) ที่เป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม Zen 2 โค้ดเนม Renoir (เรอนัวร์) มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ที่แรงขึ้นมากๆ และร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน  ได้แรม 8GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอขนาด 14 นิ้ว เป็นพาเนล IPS ความละเอียด Full HD แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากๆ

ประกันเป็น 2 ปี พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย พร้อม Windows 10 แท้  ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ ไปเลยตรงจุดนี้ มีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง USB 3.1 Type-C ที่รองรับ DisplayPort + Power Delivery), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด

ASUS VivoBook 14 D413 ราคา 19,990 – 22,990 บาท

ASUS VivoBook 14 D413 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่ความผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์และประสิทธิภาพการใช้งาน และคงความเป็นเอกลักษณ์ของ VivoBookที่เน้นสีสันและความสนุกสนาน ช่วยการทำงานมัลติทาสกิ้ง และการใช้งานเพื่อความบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม ตัว WiFi 6 AX ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อที่ดีกว่ารุ่นก่อนๆ ที่สำคัญยังเปิดตัวสีใหม่รับปี 2020 มาพร้อมสีสัน 4 เฉดสี อย่างสี Resolute Red, Gaia GreenDreamy White และ Indie Black ที่แตกต่างจากคู่แข่ง พร้อมความพิเศษเพิ่มลูกเล่นบนแป้น ‘Enter’ ด้วยขอบตัดสีเหลืองสะดุดตาแบบสุดๆ พร้อมกันนั้นยังมีสติ๊กเกอร์ให้เราสามารถแปะแต่งเพิ่มเติมอีกด้วย

สเปกภายในของตัว ASUS VivoBook 14 D413 มาพร้อมสเปกภายในเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 U Series อย่าง Ryzen 4500U / Ryzen 7 4700U ได้การ์ดจอออนชิปเป็น Radeon RX VEGA 6 / 7 รุ่นใหม่ ที่รองรับทุกๆ การใช้งาน มาพร้อมขอบหน้าจอบางพิเศษ NanoEdge ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS ในส่วนของสเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจด้วยแรม 8GB DDR4 Bus 3200MHz  พร้อม SSD 512GB แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานทันที พร้อมลำโพงเสียงคุณภาพสูงจากแบรนด์ลำโพงระดับโลก Harman/Kardon ราคาขายไทยอยู่ที่ 19,990 – 22,990 บาท ได้ประกัน 2 ปีตามมาตรฐาน ASUS และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

โดดเด่นด้วยสีสันทูโทนรวมถึงการออกแบบทำมาได้สวยมาก ตัวเครื่องภายนอกและด้านในได้วัสดุคุณภาพสูงที่แข็งแรงทนทาน โดยเฉพาะส่วนของส่วนของฝาหน้าจอที่เป็นอลูมิเนียมอัลลอยที่ดูสวยงามพร้อมความเรียบง่าย แน่นอนว่ามีโลโก้ ASUS VivoBook อย่างโดดเด่น ส่วนตัวด้านล่างก็จะเป็นพลาสติกที่แข็งแรง ทำให้ตัวเครื่องน้ำหนักที่เบา มีการนำเสนอพื้นผิวแบบเรียบเนียนสัมผัสดี ทั้งหมดนี้อยู่ในน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.4 กิโลกรัม พร้อมความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร และขอบจอบางเพียง 5.7 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ดีมากๆ สำหรับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ปี 2020 ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ติดเครื่องมาพร้อม Windows 10 ไปใช้งานฟรีๆ ด้วย

from:https://notebookspec.com/notebook-2020-should-buy-a-14-ips-screen-general-work-focusing-on-slim-ryzen-4000u-specification/526535/

แนะนำ Acer Swift 5 เบาไม่ถึงโล สเปก Core i รุ่นล่าสุด การ์ดจอออนชิป Intel Xe สุดล้ำ จอกระจก Gorilla Glass ป้องกันแบคทีเรีย เริ่ม 30,000 บาท

Acer Swift 5 (SF514-55) รุ่นใหม่กลางปีนี้ ที่เพิ่งเปิดตัวไปที่งาน next@acer 2020 จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายบางเบาระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย โดยสเปกใช้ชิป Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake-U เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 nm+ ที่มี Intel Xe Graphics การ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ตัวแรก (อย่าง Core i7-1165G7) ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ หลายเท่าตัว รวมไปถึงยังมีรุ่นการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX350 ที่มีความแรงพอๆ กับการ์ดจอ Gaming ด้วย ในส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ยังมาพร้อมกับ Wi-Fi 6 AX (GIG+) แบบ Dual-band และ Bluetooth 5.0 และ USB ได้มาตรฐานเป็น 3.2 Gen 2

ซึ่งผลการทดสอบจากพอมีข้อมูลจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า Tiger Lake-U รุ่น 15W เองนั้นก็สามารถให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า Ice Lake-U 18%-32% เลยทีเดียว และถ้าไปเทียบกับ Tiger Lake-U 28W ก็ยิ่งให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกคือ 29%-64% กันเลยทีเดียว ประสิทธิภาพที่สูงขนาดนี้นอกจากจะได้มากจากความเร็วของ CPU Clock ที่สูงขึ้นแล้วยังได้มาเพราะการปรับปรุงสถาปัตยกรรมใหม่ของชิปประมวลผลอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามคงต้องรอชมข้อมูลจริงๆ จากทาง Intel อย่างเป็นทางการอีกที แต่คาดว่ามันต้องเจ๋งอย่างแน่อน

Acer Swift 5 (SF514-55) มาพร้อมหน้าจอ 14″ แบบทัชสกรีน ความละเอียด Full HD ใช้พาเนลเป็น IPS เกรดสูง sRGB 100% โดยมีน้ำหนักเพียง 9xx กรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 8 – 16GB มาตรฐาน LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่เบาที่สุด โดยมีทั้งรุ่นการ์ดจอออนชิปและการ์ดจอแยกให้เลือก แน่นอนว่ายังมี Fingerprint ติดตั้งมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ให้พร้อมเข้าใช้งาน

เรียกได้ว่า Acer เสนอโน้ตบุ๊คบางเบารูปแบบใหม่อย่าง Ultrabook มาสู่ท้องตลาด ไม่ใช่แค่บางเบาแบบสุดๆ แต่ยังได้ยกระดับการใช้งานด้วยฟีเจอร์เทคโนโลยี Corning Gorilla Glass พร้อมการเคลือบสาร Antimicrobial ป้องกันแบคทีเรีย รวมไปถึงในส่วนของทัชแพดด้วย พร้อมได้สเปกที่แรงลื่นขึ้นจากการที่เป็น Intel Core i Gen 11 โดดเด่นด้วยได้พอร์ต Thunderbolt 3 ที่โอนไฟล์ไว ชาร์จไฟได้ ต่อจอแยกก็ได้ สนนราคาเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาท (999 เหรียญสหรัฐ) แล้วแต่สเปก ที่เป็น Intel Core i5 และ Core i7 รุ่นใหม่ล่าสุด

สำหรับตัวเครื่อง Acer Swift 5 (SF514-55) ทำจากแมกนีเซียมลิเธียมและแมกนีเซียมอลูมิเนียมคุณภาพสูง ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวกด้วยน้ำหนักที่น้อยกว่า 1 กก. ขนาดบางเฉียบ 14.95 มม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ Screen-to-Body น่าประทับใจสูงสุด 90% แบตเตอรี่ใช้งานยาวนานสามารถชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมงในการชาร์ต 30 นาที หรือถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มๆ 100% ก็จะสามารถใช้งานได้ 10 ชั่วโมง + แน่นอน พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี Mist Green และ Safari Gold ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

ซึ่งนอกเหนือจากตัวเครื่องคุณภาพดีทำให้เรามั่นใจในการใช้งานที่ดูแล้วไม่แตกหักง่ายๆ ยังเสริมความสวยงาม หรูหรา ทั้งๆ ที่ราคาไม่แพงจนเกินไปด้วย ตามมาตรฐาน Acer ที่ปกติแล้วดีไซน์จะสวยงามแบบเรียบๆ พร้อมความทนทานที่ให้ได้มากกว่า ส่วนอแดปเตอร์แทบไม่ต้องพกติดไปด้วย นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนความรู้สึกแบบแต่ก่อน ที่เราต้องคอยพกพาโน้ตบุ๊คน้ำหนักกิโลกว่า หรือถ้ารวมอแดปเตอร์ด้วยก็อาจจะปาเข้าไปเป็น 2 กิโลกรัมได้เลย เพราะเบากว่าเดิมมากๆ ถือมือเดียวสบาย หยิบถือติดตัวไปใช้งานตามร้านกาแฟหรือ Co Working Space ก็ประทับใจสุดๆ

คาดว่าถ้า Acer Swift 5 (SF514-55) นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ก็จะได้ในส่วนของประกัน 3 ปี (On-site Service ในปีแรก) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย แน่นอน สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปพร้อมใช้งานอีกด้วย ยังไงคนไหนในปี 2020 นี้ กำลังมองหาโน้ตบุ๊คบางเบาที่ได้สเปกแรงๆ ฟีเจอร์ป้องกันแบคทีเรียล้ำๆ กว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปล่ะก็ ลองดูเป็น Acer Swift 5 (SF514-55) รุ่นนี้ได้เลย สำหรับรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม ไว้ติดตามกันอีกที เราจะมาอัพเดทกันเรื่อยๆ เลย

from:https://notebookspec.com/introducing-the-acer-swift-5-the-latest-in-core-i-not-an-intel-xe-chip/526529/