คลังเก็บป้ายกำกับ: ​_โควิด_19

COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น

COVID-19 ยังอยู่กับเราอีกนาน หนทางอีกยาวไกลกว่ามันจะสิ้นสุด แต่มันสามารถควบคุมได้ด้วยมาตรการทางสาธารณสุข ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าว

COVID-19

Tedros Adhanom Ghebreyesus กล่าวไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ทั่วโลกจะฉีดวัคซีนไปแล้วราว 780 ล้านโดส แต่มาตรการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่างจากสังคมก็ยังต้องนำมาใช้ต่อไปเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลง เราต้องการเห็นสังคม เศรษฐกิจ การค้าและการเดินทางกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ตอนนี้หลายประเทศมีผู้ป่วยหนักในระดับที่มากเกินไป มันจะทำให้ผู้คนล้มตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (สำหรับประเทศไทยผู้ป่วยสะสม 30,338 คน หายป่วยแล้ว 24,111 คน ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 965 คน เสียชีวิตสะสม 37 คน ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 505,215 คน เข็มที่ 2 สะสม 73,317 คน)

โรคระบาด COVID-19 นี้ยังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะสิ้นสุด แต่เราก็มีเหตุผลมากมายที่ยังทำให้มองโลกในแง่ดีอยู่ มีการติดเชื้อและการเสียชีวิตน้อยลงในช่วง 2 เดือนแรกของปี แสดงให้เห็นว่าไวรัสและไวรัสสายพันธุ์ใหม่สามารถยับยั้งได้ แต่การให้ความระมัดระวังด้านสาธารณสุขยังมีลักษณะสับสน เชื่องช้า และไม่สม่ำเสมอ เช่น ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ ไม่เว้นระยะห่างจากสังคม ใช้ชีวิตปกติทั้งที่มีการระบาดของ COVID-19 อย่างหนัก

ปัจจุบันอินเดียมีคนติดเชื้อมากกว่าบราซิลแล้ว กลายเป็นประเทศที่มีการติด COVID-19 มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงต่อสู้กับโรคระบาดระลอก 2 อินเดียฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ไปแล้วราว 105 ล้านโดสจากประชากรทั้งหมดราว 1.4 พันล้านคน (ข้อมูลจาก JHU ระบุว่า อินเดียมีคนติดเชื้อรวม 13.68 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 1.71 แสนคน รักษาหาย 12.25ล้านคน)

Maria van Kerkhove หัวหน้าทีม WHO ระบุว่า ขณะนี้ เรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตของโรคระบาด อยู่ในช่วงโศกนาฏกรรมของโรคระบาดมาอย่างยาวนานหลายสัปดาห์แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 9% เป็นการติดเชื้อเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 7 สัปดาห์แล้ว โควิดกำลังขยายตัวเป็นเส้นกราฟที่เป็น exponential curve คือเส้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีอัตราการเติบโตของผู้ติดเชื้อและผู้แพร่เชื้อแบบก้าวกระโดด

Tedros กล่าวว่า ในบางประเทศ แม้จะมีการติดเชื้อ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง แต่ตามร้านอาหาร ไนท์คลับ ตลาดก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ค่อยระมัดระวังการแพร่เชื้อ วันจันทร์ที่ผ่านมามีการรายงานว่า มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านคนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5%

นี่คือตัวอย่างประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดของค่ำคืนที่ผ่านมา เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ประเทศ ดังนี้

  • มีระดับการติดเชื้อ 6,400 คนต่อ 1 ล้านคน สำหรับคืนที่ผ่านมา ฝรั่งเศส โปแลนด์ ฮังการี ตุรกี
  • มีระดับการติดเชื้อ 4,300 คนต่อ 1 ล้านคน ยูเครน บัลกาเรีย เซอร์เบีย บอสเนีย เชก สวีเดน จอร์แดน อาร์เจนตินา ชิลี
  • มีระดับการติดเชื้อ 3,200 ต่อ 1 ล้านคน บราซิล ปารากวัย เปรู อิตาลี ออสเตรีย กรีซ ลิทัวเนีย ลัตเวีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,600 ต่อ 1 ล้านคนคนต่อ 1 ล้านคน สหรัฐอเมริกา แคนาดา โคลัมเบีย โอมาน อิหร่าน โรมาเนีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,100 คนต่อ 1 ล้านคนมองโกเลีย อิรัก เยอรมนี
โควิด-19 COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

ที่มา – Reuters, The Guardian, ทำเนียบรัฐบาล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/covid-19-critical-point-in-pandemic/

ชาตินิยมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ จีนกังวลประสิทธิภาพ เตรียมนำเข้าวัคซีนประเทศอื่นเพิ่ม

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระบาดจีนกำลังเตรียมหาวัคซีนมาใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น หลังจากที่ประสิทธิภาพของวัคซีนเริ่มสร้างความกังวล

Sinovac China Vaccine

วัคซีนจีนมีหลากหลายแบรนด์ด้วยกัน ดังนี้

  • Sinovac หรือ CoronaVac เป็นวัคซีนที่พัฒนาที่ปักกิ่ง ผลิตโดยบริษัท Sinovac
  • Sinopharm หรือ BBIBP-CorV ผลิตโดยวิสาหกิจจีน มีการพัฒนาวัคซีนจาก 2 แห่งคือที่ปักกิ่งและที่อู่ฮั่น
  • CanSino วัคซีนต้าน COVID นี้พัฒนาโดย CanSinoBIO ใช้ฉีดเพียง 1 โดสเท่านั้น ใช้ adenovirus ของมนุษย์เป็นตัวนำสารพันธุกรรมเข้าสู่เซลส์มนุษย์เพื่อให้สร้างโปรตีนต่อ ซึ่งวัคซีนชนิดนี้ของจีนมีการทำงานแบบเดียวกับวัคซีนของรัสเซีย Sputnik V
  • Anhui Zhifei Logcom & Chinese Academy of Sciences หรือ ZG2001

วัคซีนจีนประสิทธิภาพต่ำ หัวหน้าศูนย์ป้องกันโรคระบาดในจีนยังเป็นกังวล

SCMP เผยว่า ผลการทดลองในบราซิลพบว่าวัคซีน Sinovac นั้นมีประสิทธิภาพ 50.4% ขณะที่ตุรกีมีประสิทธิภาพ 83.5% ก่อนหน้านี้องค์การสหประชาชาติเคยระบุไว้ว่าวัคซีนควรมีประสิทธิภาพราว 50%

ในเรื่องของการเตรียมนำวัคซีนประเทศอื่นมาใช้นี้ สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า Gao Fu หัวหน้าศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระบาดจีนกล่าวไว้ในที่ประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า กำลังพิจารณาที่จะแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของวัควีนที่ใช้อยู่ เนื่องจากยังมีประสิทธิภาพไม่สูงนัก ดังนั้นการแก้ปัญหาด้วยการมีวัคซีนต้าน COVID ที่มีความหลากหลายมากขึ้น น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ เป็นไปได้ว่าจีนน่าจะจัดหาวัคซีนเพิ่มผ่านกรอบการทูตแบบทวิภาคีหรือการทูตสองฝ่ายที่เรียกว่า การทูตวัคซีนนั่นเอง

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนจัดหาวัคซีนให้หลายประเทศทั่วโลกราว 40 ล้านโดส มีทั้งบราซิล เซอร์เบียร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้านสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรก็จัดหาวัคซีน Johnson & Jonson ไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วราว 1 พันล้านโดส

Sinovac Biotech วัคซีน จีน
(Photo by Andressa Anholete/Getty Images)

อย่างไรก็ดี FT รายงานว่า ชิลีก็ต้องพึ่งพาวัคซีน Sinovac จากจีนเช่นกัน การศึกษาชิ้นล่าสุดพบว่า ประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีนของชิลีแค่เพียง 1 โดส มีประสิทธิภาพเพียง 3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ 2 โดสถึงจะได้ 56% ทางผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขท้องถิ่นไม่ได้มองว่ามีความเชื่อมโยงใดๆ กับประสิทธิภาพของวัคซีนล่าสุด

ทั้งนี้ ในโซเชียลมีเดียก็มีก็โพสต์ข้อความจาก Yanzhong Huang นักวิจัยอาวุโสด้านสาธารณสุขโลกจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ซึ่งก็เป็นข้อความที่ถูกเซ็นเซอร์ด้วย โดย Huang ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลออกมายอมรับอย่างเปิดเผย ถึงความกังวลที่มีต่อการฉีดวัคซีน ซึ่งกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนฉีดวัคซีนไปแล้วราว 65 ล้านโดส

ผลการทดลองทางคลินิกระยะ 3 ยังไม่เปิดเผย หลายประเทศวิจารณ์หนัก

การผลิตวัคซีนของผู้ผลิตจากจีนไม่ได้เปิดเผยการทดลองระยะที่ 3 ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นขาดความโปร่งใส ด้าน Sinopharm อ้างว่าประสิทธิภาพของวัคซีนสูงราว 79% สูงพอๆ กับวัคซีนของ AstraZeneca ด้าน AstraZeneca เองก็ปรับแก้ไขประสิทธิภาพให้มีอัตราลดลงหลังจากเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณือย่างหนัก แต่ทาง Sinopharm ก็ไม่ได้เปิดเผยการทดลองระยะ 3 แต่อย่างใด

Xi Jinping สี จิ้นผิง ประธานาธิบดี จีน
Xi Jinping ภาพจาก Shutterstock

ด้าน Peter English อดีตที่ปรึกษาศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ สาธารณสุขอังกฤษ กล่าวว่า เรื่องที่จีนไม่เผยแพร่ผลการทดลองระยะที่ 3 เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ด้านผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงระบุว่า CoronaVac หรือวัคซีน Sinovac นี้มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 51% สำหรับคนที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ซึ่งก็มีการเปิดเผยผลการทดลองระยะ 1 และ 2

นอกจากประสิทธิภาพวัคซีนจะต่ำจนทำให้สาธารณสุขจีนเองยังเป็นกังวลแถมยังไม่เปิดเผยข้อมูลการทดลองระยะ 3 แต่จีนก็ยังตั้งเป้าผลิตวัคซีนต้านโควิดภายในปี 2022 ให้ได้ 5,000 ล้านโดส

หัวหน้าสมาคมวัคซีนแห่งประเทศจีนเผย ประเทศจีนตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพในการผลิตวัควีนต้าน COVID-19 ให้ได้ 5,000 ล้านโดสภายในปีหน้าหรือปี 2022 โดยตอนนี้จีนกำลังเร่งฉีดวัคซีนภายในประเทศมากขึ้น

CGTN สื่อจีนที่ควบคุมการเผยแพร่โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีการสัมภาษณ์ Yin Weidong ผู้ที่เป็น CEO เป็นดั่งหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนบริษัท Sinovac Biotech ระบุว่าภารกิจของ Sinovac ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีสิ่งที่ต้องทำต่อ นั่นก็คือการควบคุมโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ

Sinovac มั่นใจ พัฒนาและวิจัยวัคซีนดีแล้ว ผลทดลองระยะ 3 ศึกษาจากประเทศพันธมิตร

Yin ของ Sinovac ระบุว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแค่การเริ่มต้น เพราะ COVID-19 เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก เหมือนกับมนุษย์กำลังพบเจอกับศัตรูที่เข้ามาโจมตี ศัตรูย่อมไม่บอกเราอยู่แล้วว่าจะโจมตีเราอย่างไร มันมีแต่ความท้าทายและความไม่แน่นอนในการผลิตวัคซีน

ส่วนกรณีคำถามเรื่องการทดลองระยะ 3 ที่ทั่วโลกให้ความสนใจอยู่นั้น Yin ระบุว่า เขาพอใจมากกับข้อมูลที่มีอยู่ สาเหตุที่เขาพอใจ เขาบอกว่าเพราะอัตราการติดเชื้อ COVID ในจีนอยู่ในระดับต่ำ เราไม่สามารถทำการศึกษาทดลองระยะ 3 ในจีนได้ นี่เป็นความจริง หรือเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ในอดีต วัคซีนจีนและบริษัทจีนมีน้อยมาก ในการทดลองระยะ 3 เราต้องประเมินการศึกษานอกประเทศจีน เราจะประเมินการทดลองระยะ 3 จากนอกประเทศจีนได้อย่างไร นี่เป็นคำถามที่ยาก แต่ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือโรคระบาดเกิดขึ้นในจีนและเกิดในหลายประเทศ

China COVID-19 Face Masks
ภาพจาก Shutterstock

เงื่อนไขสำคัญในการทดลองประกอบด้วย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประเทศนั้นมีการแพร่ระบาดของโรคอย่างหนักและโรคมีความรุนแรง เรื่องที่สองคือ ประชากรจำนวนมากต้องการวัคซีน เรื่องที่สามคือ ประเทศหุ้นส่วนของเรามีการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างอ่อนแอ ต้องการความช่วยเหลือ

ตอนนี้จีนมีการทดลองทางคลินิกในหลายประเทศ ทั้งบราซิล อินโดนีเซีย ตุรกี และชิลี ตอนนี้ผลการทดลองระยะ 3 เปิดเผยแล้ว เราเริ่มทดลองที่บราซิลที่ถือว่ามีการติด COVID มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ข้อมูลจาก JHU ระบุว่า บราซิลมีการติดเชื้อ​ COVID-19 เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและอินเดีย มีผู้ติดเชื้อรวม 13,482,023 คน รักษาหาย 11,878,958 คน เสียชีวิต 353,137 คน/ ทั่วโลกเสียชีวิตจาก COVID-19 ไปแล้ว 2,938,439 คน รักษาหาย 77,516,666 คน ติดเชื้อรวม 136,157,645 คน)

ส่วนเรื่องเตรียมผลิตวัคซีนให้ได้ 5,000 ล้านโดสภายในปี 2022 นั้น Feng Duojia เผยเป้าหมายดังกล่าวในงานประชุมของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยจีนเตรียมเพิ่มการผลิตวัคซีนต้าน COVID ราว 20 เท่าจากการผลิตเดิมหรือที่ส่งวัคซีนไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งจีนเริ่มรณรงค์สร้างภูมิคุ้มก้ันโรค COVID อย่างช้าๆ เนื่องจากขาดแคลนกำลังการผลิตที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการฉีดวัคซีนได้ ปัจจุบันจีนฉีดวัคซีนไปแล้วราว 130 ล้านโดส ส่งออกไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส ราว 100 ประเทศ

สรุป

ซีอีโอจาก Sinovac ใช้วิธีทดลองและศึกษาระยะ 3 กับประเทศที่ระบุเงื่อนไขไว้ดังนี้ เป็นประเทศที่มีการติด COVID-19 อย่างหนัก มีอาการของโรคและแพร่เชื้อรุนแรง และเป็นประเทศพันธมิตรที่มีการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่ยังไม่แข็งแกร่งนัก ต้องการความช่วยเหลือ ในจีนมีการควบคุมโรคได้ดีแล้วจึงทำการทดลองได้ยาก จึงเลือกทดลองจากคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ข้างต้น ส่วนผลลัพธ์เป็นที่พอใจสำหรับ Sinovac แต่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ส่วนใครที่ต้องการค้นหาคำตอบจากการทดลองทางเทคนิคระยะ 3 ลองสืบค้นการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อ การควบคุมโรคจากประเทศเหล่านี้เพิ่มเติม บราซิล อินโดนีเซีย ตุรกี และชิลี

ที่มา – Caixing Global, Financial Times (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ชาตินิยมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ จีนกังวลประสิทธิภาพ เตรียมนำเข้าวัคซีนประเทศอื่นเพิ่ม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-concern-effective-chinese-vaccine-covid-19-not-high/

ศูนย์วิจัยกสิกร: หลังโควิดระบาดใหม่ ภารกิจด่วนของรัฐคือสร้างความเชื่อมั่น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ การครองชีพของไทยเผชิญความไม่แน่นอนสูงหลังเกิด COVID-19 ระบาดระลอกใหม่ ภารกิจเร่งด่วนของภาครัฐคือการสร้างความเชื่อมั่น

Thai economic covid-19

เดือนมีนาคม 2564 ภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนอยู่ที่ 40.4 และ 41.5 จาก 39.5 และ 41.3 เดือนกุมภาพันธ์ 64 ตามลำดับ หลังสถานการณ์ COVID-19 มีแนวโน้มดีขึ้น มีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการระบาด ยกเลิกพื้นที่สีแดงทั้งหมด ร้านอาหาร สถานบันเทิงต่างๆ กลับมาเปิดได้แต่จำกัดเวลาปิด ทำให้มุมมองต่อรายได้และการมีงานทำในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากมีการอนุมัติแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แบ่งระดับการเปิดประเทศเป็น 4 ระยะ

เริ่มจากการปรับลดจำนวนวันกักตัว รวมถึงมีภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่องให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องกักตัวในเงื่อนไขที่ว่าต้องมีการฉีดวัคซีนแล้วและจะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ จนครอบคลุมทั่วประเทศช่วงต้นปี 2565 ซึ่งเป็นสัญญาณดีต่อธุรกิจภาคการท่องเที่ยวมีการจ้างงานอยู่ราว 3 ล้านคน สัญญาณธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ส่งผลดีต่อตลาดแรงงาน

อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจและครองชีพของครัวเรือนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาอันสั้นจากผลกระทบการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ช่วงต้นเดือนเมษายน 64 ที่ผ่านมา สถานการณ์ระบาดรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้นในเมือนมีนาคม 64 กลับมาเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นอีกครั้ง ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

Thai COVID-19
(Photo by Lauren DeCicca/Getty Images)

สถานการณ์ระบาดระลอกใหม่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของภาวะการครองชีพของครัวเรือน จะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และทำให้การสำรวจภาวะการครองชีพของครัวเรือนเดือนมีนาคม 64 ที่ครัวเรือนมองแนวโน้มภาวะการครองชีพในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวดีขึ้น จะไม่สะท้อนภาพการครองชีพของครัวเรือนที่รวมผลกระทบของการระบาดในเดือนเมษายนเข้าไว้ด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดและการเร่งดำเนินการจัดหาและกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมจำนวนประชากร

หากสถานการณ์ระบาดมีแนวโน้มยืดยาวอาจทำให้ผลกระทบไม่เกิดแก่เพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจแต่จะต่อเนื่องไปถึงแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวของไทยให้ล่าช้า ส่งผลต่อการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงท่องเที่ยวปลายปีนี้ที่หวังว่าจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้และทำให้เศรษฐกิจขยายต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ 2.6%

ที่มา – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ศูนย์วิจัยกสิกร: หลังโควิดระบาดใหม่ ภารกิจด่วนของรัฐคือสร้างความเชื่อมั่น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kasikorn-research-analysis-on-new-wave-of-covid-19-in-thai/

ไม่พบความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตัน AstraZeneca ผ่านผลวิจัยคลินิกระยะ 3 ในสหรัฐฯ แล้ว

AstraZeneca (แอสต้าเซนเนก้า หรือ AZD1222) ผ่านเกณฑ์ผลวิจัยทางคลินิกระยะ 3 ในสหรัฐอเมริกาแล้ว มีประสิทธิผล 79% ในการป้องกันโควิด และมีประสิทธิผล 100% ในการป้องกันการเกิดโรครุนแรงและป่วยในระดับที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

AstraZeneca
AstraZeneca

การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างการวิจัยถึงความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนในอาสาสมัคร 32,449 พบผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการของโควิด-19 จำนวน 141 ราย เป็นการทดสอบแบบสุ่มในอัตราส่วน 2:1 ระหว่างการให้วัคซีนกับยาหลอก ประสิทธิผลของวัคซีนมีความเสถียรในทุกกลุ่มเชื้อชาติและอายุ มีข้อสังเกตว่าอาสาสมัครที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ประสิทธิผลวัคซีนอยู่ที่ 80% ทั้งนี้อาสาสมัครทนต่อผลข้างเคียงวัคซีนได้ดี

นอกจากนี้ ได้เจาะจงตรวจสอบวิเคราะห์เกี่ยวกับภาวะอุดตันของหลอดเลือดดำที่รับเลือดจากสมอง ได้รับความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาอิสระ ไม่พบว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหรืออาการของการมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหมู่อาสาสมัคร 21,583 รายที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ไม่พบภาวะอุดตันของหลอดเลือดดำที่รับเลือดจากสมอง

กลุ่มอาสาสมัครที่เข้าร่วมการวิจัยนี้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ โดย 79% เป็นคนผิวขาว/คอเคเซียน 8% เป็นคนผิวดำ/แอฟริกันอเมริกัน 4% เป็นชนพื้นเมืองอเมริกัน 4% เป็นชาวเอเชีย และ 22% เป็นฮิสแปนิก ประมาณ 20% ผู้เข้าร่วมทดลองมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 60% เป็นกลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วนรุนแรง โรคหัวใจ เสี่ยงต่อการเกิดโรคโควิด-19 รุนแรง

AstraZeneca COVID-19 Vaccine วัคซีนโควิด-19
ภาพจาก Shutterstock

การทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 มีการเว้นระยะห่างเข็มแรกและเข็มที่สองเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อเปรีบเทียบกับเข็มสองที่ห่านกัน 12 สัปดาห์ พบว่า วัคซีนจะให้ประสิทธิผลสูงกว่า AstraZeneca สามารถจัดเก็บและขนส่งได้ที่อุณหภูมิแช่เย็นทั่วไป (2-8 องศาเซลเซียส) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน สามารถฉีดให้กับผู้ป่วยได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่เดิมในระบบสาธารณสุข

ที่มา – AstraZeneca

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไม่พบความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตัน AstraZeneca ผ่านผลวิจัยคลินิกระยะ 3 ในสหรัฐฯ แล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/astrazeneca-usa-phase-3-trial-vaccine-effective-79-percent/

อยู่อย่างสิ้นหวัง ไทยฆ่าตัวตายมากที่สุดอันดับ 1 ของอาเซียน

ต้องสิ้นหวังขนาดไหน คนไทยถึงฆ่าตัวตายมากมายขนาดนี้และยังมากติดอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย 

ปีที่ผ่านมา ผลจากโควิดระบาดทำให้คนตกงานนับล้านราย อัญกาญจน์ บู๊ประเสริฐ หญิงวัย 59 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่รู้สึกสิ้นไร้ไม้ตรอก ไร้เพื่อนและญาติมิตรที่จะให้ความช่วยเหลือเธอได้ เธอเล่าว่า เธอต้องแบ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซองให้สามารถกินได้ 3 มื้อเพื่อประทังชีวิต

suicide, mental health in Thailand

อัญกาญจน์หมดหวังจากการรอเงินเยียวยาของรัฐบาล 5,000 บาทต่อเดือนซึ่งมีระยะเวลาจ่าย 3 เดือนรวมเป็น 15,000 บาท เธอบอกว่า เธอก็เป็น 1 ใน 15 ล้านคนที่ขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คุณสมบัติเธอไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือนั้น เธอไปกระทรวงการคลัง เธอพบว่าพวกเขาไม่ฟังคำเรียกร้องจากเธอเลย พวกเขาทำราวกับว่าคนจนเหมือนกับหมูหรือไม่ก็หมาขี้เรื้อน 

เธอพยายามฆ่าตัวตายด้วยยาเบื่อหนูหน้ากระทรวงการคลัง เธอบอกว่าเธอต้องการประท้วง “มันไม่ได้เกิดขึ้นกับฉันแค่คนเดียว คนอื่นก็ประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน” 

เธอคิดว่ารัฐบาลน่าจะต้องการกำจัดความยากจนในประเทศ แต่สิ่งที่พวกเขาทำน่าจะเป็นจริง พวกเขากำลังกำจัดชีวิตคนทีละคน ทีละคน หลังจากที่เธอพยายามฆ่าตัวตาย ภาครัฐก็เข้ามาทบทวนกรณีของเธออีกครั้งและตัดสินใจให้เธอคุณสมบัติผ่านได้รับความช่วยเหลือ

การฆ่าตัวตายในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่เกิดโควิดระบาด ยอดรวมอยู่ที่ 2,551 ภายในระยะเวลาครึ่งปีแรกของปี 2020 เพิ่มขึ้นถึง 22% เทียบจากช่วงเดียวกันปี 2019 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิดระบาดหนักมีทั้งพนักงานธุรกิจการท่องเที่ยว พนักงานให้บริการทางเพศและแรงงานอพยพ ซึ่งสองกลุ่มหลังนี้ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมจึงไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังของรัฐได้ ในส่วนของการท่องเที่ยวมีรายได้เป็น 12% ของ GDP การไม่เปิดให้ประเทศสามารถเดินทางได้สะดวกอย่างก่อนหน้านี้ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

depress เศร้า ซึมเศร้า mental health
ภาพจาก Shutterstock

ข้อมูลปี 2019 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การฆ่าตัวตายของไทยรายปีอยู่ที่ 14.4 ต่อ 100,000 คน ขณะที่เฉลี่ยแล้วในระดับโลกอยู่ที่ 10.5 ต่อ 100,000 คน ถ้าเปรียบเทียบกับสมาชิกอาเซียนในฟิลิปปินส์อยู่ที่ 3.2 และสิงคโปร์อยู่ที่ 11.2 ต่อ 100,000 คน 

ทุกๆ 10 นาที มีการพยายามฆ่าตัวตายในไทย

เรื่องนี้ Antonio L Rappo รองศาสตราจารย์สังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเมืองไทยกว่า 20 ปี ระบุว่า อัตราการฆ่าตัวตายในไทยสัมพันธ์กับเหตุผลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ถ้าแยกเรื่องเศรษฐกิจออกไป คนไทยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการต่อสู้ทางจิตใจมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยเรื่องความตาย 

ประเทศที่มีวัฒนธรรมการประท้วง หมายความว่า ประชาชนอาจจะยินดีที่จะตาย 

ในช่วงที่มีโควิดระบาด ก็มีการให้ความช่วยเหลือผู้ที่จะฆ่าตัวตาย เช่น หน่วยงานที่เรียกว่าสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เป็นสมาคมที่ให้บริการเป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยมีอาสาสมัครจากหลายอาชีพ ผลัดเปลี่ยนกันมาทำหน้าที่นี้โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ 

นอกจากนี้ นายแพทย์ วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ ที่เป็นทั้งจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และเป็นโฆษกกรมสุขภาพจิต ก็ยังต้องเพิ่มคู่สายเป็น 20 สายให้คนสามารถโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาได้ เนื่องจาก ผู้โทรเข้ามาต้องรอสายยาวนาน 10-12 นาที ก่อนจะมีใครสักคนมารับสาย นพ. วรตม์ ระบุว่า ไม่มีใครต้องการรอจนกว่าคนจะมารับสาย เขาต้องการรอสายแค่ภายใน 5 นาทีเท่านั้น  

ภาพจาก Shutterstock

อย่างไรก็ดี ภาครัฐก็มีสิ่งที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตให้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคสามารถครอบคลุมเรื่องนี้ได้ด้วย  เรื่องนี้ อมรเทพ สัจจะมุณีวงศ์ก็เคยเจอปัญหา ผ่านประสบการร์เป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน

เขาพูดถึงช่องว่างของเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานด้านสุขภาพจิตขาดแคลน ระยะเวลาการรอคอยที่ยาวนานถ้าต้องการรับการรักษาจากโรงพยาบาลของรัฐ ไปจนถึงหากคิดจะรักษาในโรงพยาบาลเอกชนก็มีราคาค่อนข้างแพงอีก เขายังได้สร้างแอปพลิเคชันที่เรียกว่า Sati เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ใช้งานที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตไว้คุยกับคนที่ได้รับการฝึกฟังมาบ้างแล้ว

ทั้งนี้ ภาครัฐได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจที่เรียกว่า Hope Task Force โดยใช้แพตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, TikTok และ Line เพื่อสือสารกับคนที่ประสบปัญหาอยู่ ซึ่งก็จะมีการจัดเตรียมช่องทางให้อาสาสมัครและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตให้สามารถพูดคุยกันได้ นอกจากนี้ก็ยังมีแอปพลิเคชั่น Mental Health Check Up ที่ผู้ใช้งานสามารถตอบคำถามเช็คสุขภาพจิตทั้งเรื่องหมดไฟในการทำงาน ความเครียด รวมถึงอาการซึมเศร้าด้วย

ภาพจาก Unsplash

นพ.วรตม์ ระบุว่า เรื่องการฆ่าตัวตายและประเด็นเรื่องสุขภาพจิตควรจะเป็นปัญหาของทุกคนด้วย เขาบอกว่าปัจจุบัน เราขาดทรัพยากรในการให้ความช่วยเหลือเรื่องสุขภาพจิตในไทย เพราะโควิด-19 ระบาด แต่เราสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการเชิญภาคีหลายฝ่ายและพูดคุยกับผู้คนจำนวนมากเพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหา สำหรับคนที่มีปัญหาต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต สามารถโทรสายด่วนที่กรมสุขภาพจิตเบอร์ 1323 หรือเบอร์สมาคมสมาริตันส์เบอร์ 02-713-6793

ที่มา – CNA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อยู่อย่างสิ้นหวัง ไทยฆ่าตัวตายมากที่สุดอันดับ 1 ของอาเซียน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/suicide-and-mental-health-problem-in-thailand-top-1-in-asean/

สิงคโปร์เตรียมเปิดประเทศปลายปี 64 พร้อมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกล้าฉีดวัคซีน

ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้สัมภาษณ์ BBC โดยระบุว่า สิงคโปร์น่าจะกลับมาเปิดพรมแดนได้ในช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่หลายประเทศเร่งฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 

Lee Hsien Loong ลี เซียน ลุง
(Photo by Chris McGrath/Getty Images)

ลี เซียน ลุง กล่าวว่า ถ้าหลายประเทศสามารถฉีดวัคซีนต้านโควิดได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม สิงคโปร์ก็อาจจะมั่นใจมากขึ้นและพัฒนาระบบในประเทศที่สามารถเปิดพรมแดนระหว่างประเทศได้เพื่อที่จะทำให้เดินทางได้ปลอดภัยอีกครั้ง เขาหวังว่าปลายปีนี้หรือไม่ก็ปีหน้า น่าจะเริ่มเปิดประเทศได้อีก 

สิงคโปร์เริ่มจัดการควบคุมโควิด-19 ได้ มีคนติดเชื้อโควิดใหม่ภายในประเทศน้อยลง และมีการฉีดวัคซีนต้านโควิดในประเทศบ้างแล้ว ลี เซียน ลุง ระบุว่าประเทศอาจจะต้องโน้มน้าวประชาชนให้ได้รับวัคซีนมากขึ้น เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงจาการติดเชื้อโควิดลง 

สิงคโปร์อนุมัติวัคซีนจาก Pfizer-BioNTech และ Moderna และยังรับวัคซีน Sinovac จากจีนด้วย นายกฯ ลี เซียน ลุง ระบุว่า วัคซีนน่าจะปลอดภัยและได้มาตรฐาน ถ้าวัคซีนปลอดภัยและได้มาตรฐานเราก็พร้อมจะใช้วัคซีนจากหลากหลายแหล่ง วัคซีนไม่เกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติ แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการใช้งาน ถ้าวัคซีนดี เราก็พร้อมจะใช้มัน 

ที่มา – CNA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สิงคโปร์เตรียมเปิดประเทศปลายปี 64 พร้อมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกล้าฉีดวัคซีน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/singapore-will-open-border-in-the-end-of-2021-and-persuade-people-to-take-vaccine/

รับผิดชอบเต็มที่ ญี่ปุ่นพร้อมเปย์ถ้าฉีดวัคซีนต้านโควิดเสียชีวิตพร้อมค่าทำศพด้วย

ญี่ปุ่นเริ่มจะแจกจ่ายวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับประชาชนบ้างแล้วตั้งแต่ช่วง 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข, แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่น ประกาศว่าจะให้เงินสำหรับครอบครัวที่มีคนเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 จำนวน 44.2 ล้านเยนหรือประมาณ 12 ล้านบาท และยังจ่ายค่าทำศพให้ด้วยราว 209,000 เยนหรือประมาณ 5.9 หมื่นบาท 

ญี่ปุ่นมีคนติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศรวม 426,807 คน เสียชีวิต 7,595 คน รักษาหาย 401,653 คน (อัตราการตายจากไข้หวัดใหญ่ของญี่ปุ่นในปี 2018 สูงพอๆ กับการตายจากโควิด-19ในปี 2020) การเริ่มแจกจ่ายวัคซีนต้านโควิด-19 ของญี่ปุ่นนี้ถือว่าช้าและตามหลังประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นเริ่มฉีดวัคซีนให้บุคลากรทางการแพทย์ คนสูงวัยบ้างแล้ว

Japan ญี่ปุ่น
ภาพจาก Getty Images

การประกาศงบประมาณที่เตรียมจะให้กับประชาชนถ้าหากฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้วเสียชีวิต ส่วนหนึ่งมาจากการต้องการสร้างความมั่นใจให้ประชาชน หลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ต่อต้านการฉีดวัคซีนเพราะกลัวผลลัพธ์ที่อาจจะเป็นผลลบต่อสุขภาพมากกว่าผลบวก การกลัวความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิต การกลัวที่จะเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน เป็นต้น

นอกจากนี้ การจัดเตรียมงบประมาณดังกล่าวยังพยายามสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นค่อนข้างมั่นใจในการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ว่าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยแน่นอนโดยมีเงินเป็นหลักประกันที่จะทำให้ประชาชนวางใจในสิ่งที่พวกเขากังวล

ที่มา – Sora News 24, Japan Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รับผิดชอบเต็มที่ ญี่ปุ่นพร้อมเปย์ถ้าฉีดวัคซีนต้านโควิดเสียชีวิตพร้อมค่าทำศพด้วย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/japan-government-will-pay-44-million-yen-for-people-die-from-covid-19-vaccination/

ผู้เชี่ยวชาญคาด อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่าจะฟื้นตัวอาจใช้เวลานานถึงปี 2023

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดการณ์ว่า สูญรายได้ไปแล้วราว 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 38 ล้านล้านบาท กว่าจะฟื้นตัวใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งก็มีผลมาจากปัจจัยเรื่องไวรัสกลายพันธุ์บ้าง หลายประเทศแบนการเดินทางเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดบ้าง ดังนั้น เป็นไปได้ว่า กว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวได้เท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิดระบาดอาจต้องรอไปถึงปี 2023 หรือ พ.ศ 2566 

การท่องเที่ยว tourism
BOURNEMOUTH, ENGLAND – MAY 25: Tourists enjoy the hot weather at Bournemouth beach on May 25, 2020 in Bournemouth, United Kingdom. The British government has started easing the lockdown it imposed two months ago to curb the spread of Covid-19, abandoning its ‘stay at home’ slogan in favour of a message to ‘be alert’, but UK countries have varied in their approaches to relaxing quarantine measures. (Photo by Finnbarr Webster/Getty Images)

โควิดระบาดที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่เลวร้ายมากสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก มองในแง่บวกมากๆ อาจจะเริ่มฟื้นตัวช่วงต้นปี 2021 แต่การระบาดระลอกใหม่ของโควิดในหลายประเทศทำให้มีการเริ่มแบน และนำไปสู่การพยายามใช้มาตรการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดโควิดอีก ก็อาจทำให้กว่าจะฟื้นตัวเหมือนก่อนโควิดระบาดคืออีกสองปีถัดไป 

วิกฤตที่เกิดกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวครั้งนี้ถือว่าร้าายแรงกว่าสมัยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2009 มากถึง 11 เท่า วิกฤตนี้ส่งผลโดยตรงต่อตำแหน่งงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากถึง 100-120 ตำแหน่ง โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง 

เรื่องนี้ทาง UNWTO (United Nations World Tourism Organization) มีการทำแบบสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวพบว่า การที่การท่องเที่ยวโลกจะกลับมาฟื้นตัวได้เหมือนช่วงก่อนโควิดนั้น พบว่า ในปี 2021 มีแค่ 1% เท่านั้น ขณะที่ปี 2022 คาดว่าจะฟื้นตัว 15% ปี 2023 คาดว่าจะฟื้นตัว 43% ส่วนปี 2024 หรือปีถัดไป คาดว่าจะฟื้นตัวที่ 41% 

ที่มา – WEF, UNWTO

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผู้เชี่ยวชาญคาด อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่าจะฟื้นตัวอาจใช้เวลานานถึงปี 2023 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/travel-industry-take-long-time-recovery-after-covid-outbreak/

อิสราเอลปลดล็อคมาตรการล็อคดาวน์ หลังประสบความสำเร็จจากการฉีดวัคซีน

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามสำหรับประเทศอิสราเอลที่มีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 อย่างเต็มที่ ล่าสุด อิสราเอลเริ่มลดมาตรการล็อคดาวน์ประเทศลงบ้างแล้ว โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งร้านรวงต่างๆ ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีก แต่ยังคงมาตรการเว้นระยะห่างจากสังคมและใช้หน้ากากปกคลุมใบหน้าต่อไป 

อิสราเอล Israel
Photo by Taylor Brandon on Unsplash

ด้านกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นี่คือขั้นตอนแรกสำหรับการกลับเข้าสู่วิถีชีวิตปกติ อิสราเอลมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก มากกว่า 49% ของจำนวนประชากรได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 โดส หลังจากที่ก่อนหน้านี้อิสราเอลเพิ่งจะเข้าสู่มาตรการล็อคดาวน์ประเทศระลอกที่ 3 เมื่อช่วงวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมาหลังจากมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 

หลังจากนี้ เมื่อมีการลดมาตรการล็อคดาวน์ลง ผู้คนจะสามารถเข้าไปชอปปิงได้ตามห้างสรรพสินค้าและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ยิมสำหรับออกกำลังกาย โรงแรม สุเหร่า (สถานที่สำหรับเข้าร่วมพิธีทางศาสนาของชาวยิว) 

อีเวนท์ด้านกีฬาหรือคอนเสิร์ตจะให้มีความหนาแน่นของผู้เข้าชมได้เพียง 75%  ต้องมีจำนวนไม่มากกว่า 300 คนภายในอีเวนท์นั้นๆ และต้องไม่เกิน 500 คนภายนอกอีเวนท์ ส่วนสนามบินยังปิดต่อไปอีกราว 2 สัปดาห์ ขณะที่ร้านอาหารและบาร์จะเปิดให้ใช้บริการได้ช่วงต้นเดือนมีนาคม 

แม้จะเริ่มมีการลดมาตรการล็อคดาวน์แล้ว แต่ก็ยังมีการเรียกดูพาสปอร์ตเขียว เพื่อเป็นหนังสือรับรองว่าได้มีการรับวัคซีนแล้ว โดยประชากรชาวอิสราเอลเกือบ 50% ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว พวกเขาจะได้รับพาสปอร์ตเขียวภายใน 1 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีนโดสที่สอง 

PM Benjamin Netanyahu, Israel
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐนตรีอิสราเอล

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า จากผลการศึกษาพบว่า ความเสี่ยงจากการป่วยจากการติดเชื้อโควิดนี้ลดลงราว 95.8% สำหรับคนที่ได้รับวัคซีนสองโดสจากบริษัท Pfizer และพบว่า วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการเกิดไข้หรือมีปัญหาทางเดินหายใจได้มากถึง 98% ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู คาดหวังว่าชาวอิสราเอลราว 95% ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปจะได้รับวัคซีนในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า 

ด้านปาเลสไตน์นั้นยังคงรอวัคซีนต่อไป ขณะที่กลุ่มที่อยู่ในบริเวณฉนวนกาซาก็เริ่มได้รับวัคซีนโดสแรกจากอิสราเอลบ้างแล้ว 

ที่มา – BBC, The Guardian 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อิสราเอลปลดล็อคมาตรการล็อคดาวน์ หลังประสบความสำเร็จจากการฉีดวัคซีน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/israel-decrease-lockdown-measure-after-vaccination/

มาตรการ “โกดังเก็บหนี้” ทางช่วยธุรกิจโรงแรมหลังเจอโควิดลากยาว

รัฐเตรียมออกมาตรการ โกดังเก็บหนี้ ช่วยธุรกิจโรงแรมหลังโควิดลากยาวทั้งในและต่างประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดธุรกิจโรงแรมในไทยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีในการฟื้นตัว โรงแรมจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 4,000 รายวิกฤตหนักต้องช่วยเหลือเร่งด่วน

Bangkok Silent Night COVID-19 โกดังเก็บหนี้
ภาพจาก Shutterstock

สถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ทำให้ความหวังในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักเนื่องจากประเทศยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างที่เคยคาดการณ์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2564 จะไม่กลับมาดีขึ้นและทำการปรับประมาณค่าคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติลงเหลือ 2-4.5 ล้านคนจากที่เคยประมาณไว้ 4.5-7 ล้านคนในปี 2563

แม้ว่าในปี 2564 จะมีการคาดการณ์ปริมาณการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 90-120 ล้านครั้งแต่ขนาดของรายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวในประเทศก็ยังไม่สามารถทดแทนรายได้ส่วนที่หายไปจากการสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เนื่องจากธุรกิจโรงแรมและที่พักมีสัดส่วนรายได้ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 70% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท

ธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูงอย่างโรงแรมและที่พักในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา กรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมถึงกลุ่มที่พักราคาประหยัดซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านการแข่งขันและสร้างรายได้

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามีกิจการโรงแรมและที่พักจดทะเบียนจำนวนกว่า 4,000 แห่งที่ต้องการความช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วนในสถานการณ์นี้

ตรัง Trang Covid-19 13
ภาพโดย Brand Inside

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือทั้ง Soft Loans การขยายเวลาชำระหนี้ ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมโรงแรม กระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกัน แต่มาตรการเหล่านั้นเป็นมาตรการที่ออกมาเพื่อเยียวยาผลกระทบระยะแรกและไม่เพียงพอต่อผลกระทบที่มากขึ้นจากการระบาดระลอกใหม่

เพื่อเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นรัฐบาลและธนาคารพาณิชย์เตรียมออกมาตรการโกดังเก็บหนี้ หรือ Asset Warehousing ซึ่งอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยวัตถุประสงค์ของมาตรการนี้คือการที่ผู้ประกอบการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้กับสถาบันการเงินตามราคาและเงื่อนไขที่ตกลงกันโดยที่ผู้ประกอบการยังมีสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยการเช่าและทำการซื้อคืนกิจการในภายหลัง

มาตรการโกดังเก็บหนี้นี้จะทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากการที่ภาระหนี้และต้นทุนในการจัดการโรงแรมลดลง ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันทางการเงินในการลดความเสี่ยงจากภาวะหนี้เสียและลดภาระในการตั้งกองทุนและสำรองหนี้

อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ยังอยู่ระหว่างการสรุปเงื่อนไข เช่น

  • กลุ่มผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการและการประเมินศักยภาพลูกค้าของธนาคาร
  • ราคาในการขาย-โอนกรรมสิทธ์/ราคาซื้อคืน-ค่าประกัน
  • ภาระภาษีและค่าธรรมเนียมในการโอนหนี้
  • ระยะเวลาของโครงการ
  • เกณฑ์การจัดชั้นหนี้และตั้งสำรองหนี้/ทรัพยสินรอการขายสำหรับสถาบันการเงิน
  • การเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในการรักษาสภาพโรงแรม

สรุป:

การระบาดระลอกใหม่ทำให้การท่องเที่ยวไทยปี 64 ไม่ฟื้นตัว เสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โรงแรมและที่พักที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับผลกระทบหนักโดยเฉพาะที่พักราคาประหยัดที่ไม่มีทางเลือกในการสร้างรายได้มาก ภาครัฐเตรียมดันนโยบายโกดังเก็บหนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสียให้กับธนาคาร

อย่างไรก็ตามนโยบายนี้เน้นช่วยธุรกิจโรงแรมและที่พักที่จดทะเบียนเป็นหลัก ธุรกิจโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนอาจต้องรอการช่วยเหลือจากมาตรการอื่นๆ ต่อไป

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post มาตรการ “โกดังเก็บหนี้” ทางช่วยธุรกิจโรงแรมหลังเจอโควิดลากยาว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/hotel-industry-asset-warehouse/