คลังเก็บป้ายกำกับ: ไว-ไฟ

บทความน่ารู้ : ความแตกต่างระหว่าง Wi-Fi 6 และ Wi-Fi 6E

เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง Wi-Fi Alliance ได้ปฏิวัติการเรียกชื่อ หรือรีแบรนด์ชื่อมาตรฐานในชุด IEEE ของ Wi-Fi แบบต่างๆ ให้อยู่ในรูปที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก โดยแทนที่จะเสียเวลาแกะจากรหัสว่ามาตรฐานไหนมาก่อนมาหลังระหว่าง IEEE 802.11n, 802.11ac, และ 802.11ax นั้น ก็เปลี่ยนมาเรียกเป็น Wi-Fi 4, Wi-Fi 5, และ Wi-Fi 6 แทน เรียกว่าคนยุคใหม่โชคดีมากกับชื่อที่เห็นปู๊บรู้เลยแบบนี้ แต่อาจจะดีใจได้ไม่นานเมื่อพบการประกาศเปิดตัวมาตรฐานใหม่ล่าสุดในชื่อ Wi-Fi 6E ที่เริ่มมีรหัสแปลกปลอมต่อท้าย จนทำให้ผู้บริหารด้านไอทีทั้งหลายต่างสงสัยถึงความแตกต่างระหว่าง Wi-Fi 6 กับ Wi-Fi 6E และสิ่งที่ต่างกันดังกล่าวมีผลกับแผนการพัฒนาระบบแลนไร้สายของตัวเองในปัจจุบันหรือไม่

ทั้งนี้เป็นเพราะ Wi-Fi 6 เพิ่งออกมาให้ใช้ได้ไม่นาน จึงแปลกใจพอสมควรที่รีบมีการประกาศ Wi-Fi 6E ตัวถัดมา อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณพบว่า Wi-Fi 6E เองใช้สเปกตามมาตรฐาน IEEE เดียวกันกับ Wi-Fi 6 ทุกอย่าง เพียงแค่เพิ่มความสามารถในการใช้ย่านความถี่เข้ามา ก็น่าจะทำให้ชัดเจนง่ายขึ้น จริงๆ แล้ว Wi-Fi 6E เหมือนกับ Wi-Fi 6 ทุกกระเบียดนิ้ว เว้นแต่ว่าฮาร์ดแวร์ไร้สายที่เกี่ยวข้องจะสามารถเขยิบขึ้นไปใช้ช่วงย่านความถี่ไร้สายอิสระ (Unlicensed) ใหม่อย่าง 6 GHz ได้ด้วย หรือจะระบุให้ละเอียดกว่านี้ก็คือ ทาง Alliance วางแผนที่จะใช้ช่องสัญญาณ 80 MHz ทั้ง 14 ช่องควบคู่กับช่องสัญญาณแบบ 160 MHz เพิ่มอีก 7 ช่องสำหรับการใช้งานในสหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลประเทศอื่นทั่วโลกก็กำลังมองหาย่านความถี่อิสระ และช่องสัญญาณเพิ่มในทำนองเดียวกันด้วย

ความหมายของคำว่า E

ดังนั้น ตัว “E” ใน Wi-Fi 6E จึงย่อมาจาก “Extended” ที่สื่อถึงการขยายขอบเขตการใช้ย่านความถี่ไร้สายเพิ่มมากขึ้น นั่นคือ Wi-Fi 6E ได้ออกมาโดยมองว่า FCC จะเปิดการใช้งานย่าน 6 GHz ที่ไม่มีใครจับจองไว้เพิ่มสำหรับให้มาใช้กับ Wi-Fi ในอนาคต คุณอาจมองได้ว่า Wi-Fi 6E เป็นการเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ไม่แน่นอนล่วงหน้าเนื่องจากย่าน 6 GHz ยังไม่พร้อมให้ใช้งานอย่างอิสระในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดี ถ้าคุณเคยได้ยินคำพูดของประธาน FCC อย่าง Ajit Pai ก็จะรู้ว่ามีการให้ความสำคัญมากกับเรื่องการเปิดย่านความถี่ให้ใช้นี้ โดยจากการแถลงเมื่อปีที่แล้ว Pai กล่าวว่า “เราคาดหวังที่จะผลักดันมาตรการเหล่านี้ เพื่อทำให้ย่านความถี่ 6 GHz ออกมาใช้งานอย่างอิสระได้อย่างรวดเร็ว” ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมทาง Wi-Fi Alliance ถึงก้าวล้ำหน้าไปก่อนด้วยการแจ้งกับสาธารณชนว่าจะมีมาตรฐานที่ขยายขีดความสามารถเพิ่มเติมของ Wi-Fi 6 ออกมา

จากมุมมองทางเทคนิคนั้น การเพิ่มช่วงความยาวคลื่นในย่านความถี่ 6 GHz นี้จะให้ประโยชน์ที่เหนือกว่าย่านความถี่ 2.4 และ 6 GHz ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันหลายประการ อย่างแรกก็คือ การเพิ่มช่องสัญญาณจะช่วยยกระดับความสามารถในการสื่อสารไร้สายในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์ใช้งานอย่างหนาแน่นได้ ประการที่สอง การเพิ่มช่องสัญญาณที่กว้างถึง 160 MHz ถือเป็นวิธีที่ดีมากในการให้ทรูพุตแก่การใช้งานที่ผลาญแบนด์วิธสูงอย่างเช่น การสตรีมมิ่งวิดีโอความละเอียดสูงมาก ซึ่งจริงๆ แล้ว การใช้ย่านความถี่ 6 GHz ย่อมให้ความเร็วที่เหนือกว่าที่มีดีเลย์น้อยกว่ามาก แม้จะแลกด้วยระยะทางครอบคลุมสัญญาณที่น้อยกว่าย่านความถี่ 2.4 และ 5 GHz เล็กน้อยก็ตาม ประการสุดท้าย ย่าน 6 GHz นี้จะไม่โดนรบกวนสัญญาณ (ณ ตอนนี้) จากอุปกรณ์อื่นที่ไม่ได้ใช้ Wi-Fi แต่มาใช้ย่านความถี่ 2.4 และ 5 GHz เดียวกันในการทำงาน ดังนั้น สำหรับพื้นที่ที่มีการรบกวนสัญญาณที่ส่งผลต่อการสื่อสารผ่าน Wi-Fi 4,5, และ 6 ค่อนข้างมากนั้น มาตรฐาน Wi-Fi 6E จึงเหมาะกับการนำมาใช้เป็นอย่างยิ่ง

บทส่งท้าย

สำหรับองค์กรส่วนใหญ่ที่วางระบบ Wi-Fi 6 เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าประโยชน์ที่มากขึ้นของ Wi-Fi 6E ยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจอัพเกรดใหม่อีก ถึงอย่างไรก็ดี ถ้าเกิดเจอปัญหาเรื่องความแออัดในการใช้งาน, ความหน่วงหรือปัญหาทรูพุต, หรือแม้แต่เรื่องการรบกวนสัญญาณที่เป็นประเด็นสำคัญขึ้นมา หรือแม้แต่การมีแผนที่จะเพิ่มอุปกรณ์ IoT ไร้สายจำนวนนับร้อยนับพันตัวที่รองรับมาตรฐาน 6E ด้วยแล้ว สถาปนิกด้านเครือข่ายอาจหันมามองการอัพเกรดเครือข่ายแลนไร้สายส่วนหนึ่งมาใช้แอคเซสพอยต์ที่รองรับ Wi-Fi 6E เพิ่ม หรือถ้าคุณกำลังมีแผนที่จะอัพเกรดเครือข่ายของตัวเองที่ยังเป็น Wi-Fi 4 หรือ 5 อยู่ภายใน 6 – 18 เดือนข้างหน้า ก็อาจเลือกที่จะระงับแผนก่อนที่จะเห็นฮาร์ดแวร์ที่รองรับ 6E ออกมาให้ใช้งานอย่างแพร่หลายในตลาดก็ได้

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/comparing-wi-fi-6e-to-wi-fi-6/

CAT เร่งเจรจาพันธมิตร ! หวังจะให้บริการฟรี Wi-Fi ได้ต่อเนื่อง

CAT ยังยืนกราน! พร้อมขยายการให้บริการ Wi-Fi ฟรี ต่อเนื่องหลัง Google แจ้งยุติการให้บริการ Google Station ในประเทศไทย

พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยเกี่ยวกับการประกาศยุติให้บริการ Google Station ภายในปี 2563 นี้ของ Google ว่าจะมีผลกับประเทศที่ให้บริการ Google Station จำนวน 8 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่ง CAT ได้รับแจ้งจากผู้บริหารของ Google ให้รับทราบเกี่ยวกับการยุติการให้บริการล่วงหน้า และ CAT ยังคงพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงสำหรับประชาชนต่อไป

“การยุติการให้บริการ Google Station จะไม่กระทบกับการให้บริการของ CAT เพราะเราสามารถนำทรัพยากรโครงข่าย WiFi เดิมไปพัฒนาและให้บริการอื่นๆ ได้ แต่ระหว่างนี้ CAT ได้หารือและเจรจากับพันธมิตร หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง” พันเอก สรรพชัย กล่าว

from:https://www.enterpriseitpro.net/cat-google-station-wi-fi/

AIS ผนึก Huawei พัฒนาเราท์เตอร์ใหม่ ทำให้เน็ตบ้านแตะ 1,000 Mpbs

เอไอเอส ไฟเบอร์ นำสุดยอดนวัตกรรม “SuperMESH WiFi” เสริมประสิทธิภาพการใช้งานเน็ตบ้าน ภายใต้แนวคิด “เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า” ด้วยเราท์เตอร์มาตรฐานใหม่ และแพ็กเกจบริการใหม่ที่คุ้มค่า

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้เน็ตบ้านของคนในปัจจุบัน พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการความเร็วของอินเทอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมอและครอบคลุมทุกบริเวณของบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในบ้าน 2 ชั้น แต่มี WiFi Router เพียง 1 ตัว และอาจไม่สามารถวางเราท์เตอร์ในตำแหน่งกึ่งกลางของบ้าน ทำให้อาจกระจายสัญญาณ WiFi ได้ไม่ครอบคลุม

ศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส

ที่ผ่านมา เอไอเอส ไฟเบอร์ จึงมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่พัฒนานวัตกรรม SuperMESH WiFi ให้สามารถเชื่อมโยงสัญญาณ Mesh WiFi ถึงกันได้ครอบคลุมทั่วทุกมุมของบ้าน โดยไม่ต้องเดินสาย LAN

ทำให้ลูกค้าใช้เน็ตบ้านได้เต็มประสิทธิภาพตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง ซึ่งได้มีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกศึกษา ทดสอบ และพัฒนาเทคโนโลยี Mesh WiFi ในเชิงลึกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า จนทำให้ Mesh WiFi มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ยกระดับประสบการณ์การใช้งานเน็ตบ้านที่ดีที่สุดให้กับคนไทย

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 และในอนาคต อาทิ การเติบโตของ Video Streaming ในความละเอียดระดับ 4K, เทคโนโลยี 5G และแอปพลิเคชันใหม่ๆ, เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิต

ทาง เอไอเอส ไฟเบอร์ ได้เจรจากับหัวเว่ย ในการพัฒนาร่วมจนได้เราท์เตอร์ที่เทคโนโลยีดีที่สุดและล้ำหน้าที่สุดในตลาด ที่สามารถทำความเร็วเน็ตบ้านได้เต็มสปีดถึง 1 Gbps บน WiFi ไม่ต้องผ่านสาย LAN เรียกได้ว่าเป็นรายแรกที่คิดค้นการพัฒนาดังกล่าวนี้

สำหรับแพ็กเกจใหม่นี้ ลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันสามารถสมัครแพ็กเกจ AIS FIbre SuperMESH WiFi ด้วยแพ็กเกจความเร็ว 1000/200 Mbps เพียง 999 บาทต่อเดือน พร้อมรับฟรี! AIS FIbre SuperMESH WiFi Router จำนวน 2 ตัว มูลค่า 7,980 บาท

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-huawei-super-mesh-wi-fi/

สิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องรู้ เกี่ยวกับความสามารถหลักของ Wi-Fi 6 และบทบาทของ Ai

Wi-Fi 6 เป็นมาตรฐานที่น่าสนใจมากที่จะเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไอทีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และแสดงให้เห็นว่าเครือข่ายไร้สายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ AI สามารถมีบทบาทช่วยเหลือในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ได้

จากที่ทุกคนรอคอยกันมานาน ล่าสุดทาง Wi-Fi Alliance ก็ได้ปล่อยมาตรฐานการรับรอง Wi-Fi 6 ไปเมื่อเดือนกันยายน โดยระบุถึงความสามารถที่มากกว่าเกือบ 4 เท่าของมาตรฐานก่อนหน้า หรือให้ประสบการใช้งานที่ดีขึ้น

โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย อย่างเช่น พี่ทำงานที่มีการใช้อุปกรณ์ดิจิตอลหนาแน่นเป็นพิเศษ มหาวิทยาลัย สนามบิน และสนามกีฬา ซึ่งตอนนี้มีผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ 2 เจ้าที่เริ่มขายผลิตภัณฑ์ Wi-Fi 6 กันแล้ว

อันได้แก่ Samsung Galaxy S10 และ iPhone 11 เรียกว่าเวลาถึงเวลาที่ผู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่จะเริ่มย้ายไปใช้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกันแล้ว ดังนั้นเราลองมาดูเทคโนโลยีสำคัญใน Wi-Fi 6 ดังนี้

OFDMA ย่อมาจาก Orthogonal Frequency Division Multiple Access การพัฒนาหลักที่สำคัญของมาตรฐานนี้เนื่องจากช่วยเพิ่มการรองรับการใช้งานที่หนาแน่นของอุปกรณ์ และเสถียรภาพของแอพพลิเคชั่น

BSS Coloring ซึ่ง BSS ย่อมาจาก Basic Service Set เป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการอธิบายตัวแอคเซสพอยต์ไร้สาย (AP) พี่อุปกรณ์ client ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อด้วย ซึ่งมาตรฐาน IEEE 802.11ah นี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพของคลื่นวิทยุได้

1024-QAM เวลาที่คนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปคลื่นวิทยุนั้นจะเป็นการสร้างสัญญาณ ที่ความถี่ของจุดแสดงถึงปริมาณข้อมูลที่สามารถส่งได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มทรูพุตได้มากถึง 25%

Extending MU-MIMO ดาวน์ลิงค์สำหรับผู้ใช้หลายคนพร้อมกันผ่าน MIMO ที่เปิดตัวมาตั้งแต่มาตรฐาน 802.11ac Wave 2 (หรือที่เรียกกันว่า Wi-Fi 5) นี้ จะอำเภอความสะดวกให้หลายอุปกรณ์สามารถรับข้อมูลพร้อมกันจากแอคเซสพอยต์ตัวเดียวกันได้

Target Wait Time (TWT) เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการลดการใช้พลังงานซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออุปกรณ์ IoT ที่ใช้แบตเตอรี่ โดยเปิดให้อุปกรณ์สามารถกำหนดได้ว่าจะเปิดทำงานเพื่อรับส่งข้อมูลหรือจะพักการทำงานเมื่อไหร่

บทบาทของ AI ใน Wi-Fi 6 ตัว Wi-Fi 6 ถือเป็นโปรโตคอลที่ซับซ้อน จะซับซ้อนเกินกว่าที่บริษัทต่างๆ จะนำใช้งานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่ง AI ในการจัดการและปรับปรุงเครือข่ายแบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น OFDMA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากในการใช้งาน แต่ AI สามารถเข้ามาหาวิธีที่ดีที่สุดในการแบ่งช่องสัญญาณ โดยอิงจากลักษณะของอุปกรณ์ไคลเอนต์ที่อยู่รวมกันบนเครือข่ายได้ (เช่น กรณีที่มีอุปกรณ์บางส่วนเท่านั้นที่รองรับ Wi-Fi 6)

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/wi-fi-6s-top-features-and-the-role-of-ai/

Wi-Fi 6E นิยามใหม่ สำหรับอุปกรณ์ WiFi6 ที่ทำงานบนย่าน 6GHz

Wi-Fi Alliance ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่จำแนกอุปกรณ์ Wi-Fi 6 ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอนาคตที่สามารถทำงานบนย่านความถี่ 6 GHz ได้ ซึ่งเป็นย่านความถี่สาธารณะที่สำคัญที่กำลังจะเปิดให้ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

Wi-Fi 6E นี้จะกลายเป็นชื่อมาตรฐานทั่วไปสำหรับผู้ใช้ไวไฟที่ต้องการมองหาอุปกรณ์ที่ให้ฟีเจอร์และความสามารถของ Wi-Fi 6 ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ความหน่วงต่ำ และอัตราการส่งข้อมูลที่เร็วกว่าบนย่าน 6 GHz

การใช้ประโยชน์จากย่านความถี่ใหม่นี้ทำให้สามารถพัฒนานวัตกรรม Wi-Fi และให้มูลค่าเพิ่มแก่ทั้งผู้บริโภค ธุรกิจ และเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือเครือข่าย Wi-Fi พร้อมแล้วที่จะใช้ประโยชน์จากย่านความถี่ใหม่นี้ทันทีที่อนุญาตเปิดใช้

ทาง Wi-Fi Alliance กำลังผลักดันความพยายามระดับนานาชาติเพื่อให้ย่านความถี่ใหม่นี้เปิดให้ใช้ประโยชน์ได้ ขณะที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ใช้ย่านความถี่นี้ไปพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุน Internet of Things ได้เป็นอย่างมาก

ที่มา : lightreading

from:https://www.enterpriseitpro.net/wi-fi-6e-designated-for-wifi-6-devices-capable-of-6ghz-operation/

Wi-Fi 6E นิยามใหม่ สำหรับอุปกรณ์ WiFi6 ที่ทำงานบนย่าน 6GHz

Wi-Fi Alliance ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่จำแนกอุปกรณ์ Wi-Fi 6 ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอนาคตที่สามารถทำงานบนย่านความถี่ 6 GHz ได้ ซึ่งเป็นย่านความถี่สาธารณะที่สำคัญที่กำลังจะเปิดให้ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

Wi-Fi 6E นี้จะกลายเป็นชื่อมาตรฐานทั่วไปสำหรับผู้ใช้ระบบไร้สายที่ต้องการมองหาอุปกรณ์ที่ให้ฟีเจอร์และความสามารถของ Wi-Fi 6 ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ความหน่วงต่ำ และอัตราการส่งข้อมูลที่เร็วกว่าบนย่าน 6 GHz

การใช้ประโยชน์จากย่านความถี่ใหม่นี้ทำให้สามารถพัฒนานวัตกรรม Wi-Fi และให้มูลค่าเพิ่มแก่ทั้งผู้บริโภค ธุรกิจ และเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือเครือข่าย Wi-Fi พร้อมแล้วที่จะใช้ประโยชน์จากย่านความถี่ใหม่นี้ทันทีที่อนุญาตเปิดใช้

ทาง Wi-Fi Alliance กำลังผลักดันความพยายามระดับนานาชาติเพื่อให้ย่านความถี่ใหม่นี้เปิดให้ใช้ประโยชน์ได้ ขณะที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ใช้ย่านความถี่นี้ไปพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุน Internet of Things ได้เป็นอย่างมาก

ที่มา : lightreading

from:https://www.enterpriseitpro.net/wi-fi-6e-designated-for-wifi-6/

เคล็ด (ไม่) ลับ 4 ประการ เพื่อ Wi-Fi บ้านที่เร็วและมีประสิทธิภาพ

Wi-Fi ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องมีทุกบ้านไปแล้ว ดังนั้นการที่มันช้าเป็นเต่าจนทำให้ดูหนังหรือทำงานจากบ้านไม่ได้เต็มที่ ชวนให้เสียอารมณ์นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ดังนั้น ทาง HackRead.com จึงได้แนะนำเคล็ดลับ 4 ข้อที่จะเนรมิตให้ Wi-Fi บ้านคุณเร็วและดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ดังต่อไปนี้

1. วางเราท์เตอร์ไว้ที่สูง
ตอนนี้แกะกล่องเราท์เตอร์ตัวใหม่ของคุณนั้น คุณอาจจะแค่วางไว้บนโต๊ะที่ว่างๆ หรือในตู้ หรืออาจจะบนพื้นข้างเครื่องปริ๊นท์ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ถือเป็นจุดอับทั้งสิ้น การวางเราท์เตอร์บนพื้นหรือเอาไว้ใกล้วัตถุอื่นมักทำให้ไวไฟช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น จึงควรย้ายเราท์เตอร์ของคุณไปไว้ตำแหน่งที่สูงขึ้นในบ้าน ซึ่งจะช่วยขยายระยะการกระจายสัญญาณของคลื่นวิทยุ และลดโอกาสที่จะโดนสัญญาณอื่นรบกวน และถ้าเป็นไปได้ ควรวางไว้บนชั้นวางชั้นบนสุดในสำนักงาน หรือไว้ที่ตำแหน่งกลางบ้านเช่นห้องนั่งเล่น

2. ลดการรบกวนสัญญาณไร้สาย
เมื่อพิจารณาดีๆ แล้ว เครือข่ายไวไฟของคุณไม่ใช่แค่อย่างเดียวภายในบ้านที่มีการส่งสัญญาณออกมา ยังมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วบ้านจำนวนมากมายที่สามารถรบกวนสัญญาณไวไฟ จนทำให้ความเร็วเน็ตช้าลงได้

ตัวอย่างเช่น เตาไมโครเวฟสามารถรบกวนเครือข่ายไวไฟของคุณได้มาก ทั้งนี้เนื่องจากทำงานภายใต้ย่านความถี่ 2.45 GHz ที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับย่านความถี่ไวไฟ 2.4 GHz ที่เราท์เตอร์ของคุณกำลังใช้งานอยู่

นอกจากนี้ ถ้าคุณมีอุปกรณ์บลูทูชภายในบ้าน อุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังทำงานในช่วงย่านความถี่ 2.4 GHz ด้วย ดังนั้นเพื่อป้องกันการกวนคลื่นความถี่ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ก็ควรย้ายเราท์เตอร์ออกจากอุปกรณ์เหล่านี้ให้ไกลมากที่สุด

รวมทั้งยังควรปิดการทำงานของอุปกรณ์บลูทูช แล้วดูว่ามีความแตกต่างของสัญญาณไวไฟที่สังเกตได้หรือไม่ด้วย

3. ปิดการทำงานบางแอพ
ถ้าคุณย้ายเราท์เตอร์ให้อยู่ห่างจากเตาไมโครเวฟและอุปกรณ์บลูทูชของคุณแล้ว แต่ยังพบว่าการเชื่อมต่อยังช้าอยู่อีก ก็ถึงเวลาที่ต้องมองหาต้นเหตุอย่างอื่น โดยลองเล่นบทนักสืบด้วยการตรวจสอบว่าโปรแกรมไหนใช้แบนด์วิธมากผิดปกติ

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมักจะดาวน์โหลดโปรแกรมผ่านบิททอร์เรนต์ ย่อมทำให้การท่องเว็บช้าลงไปด้วย อีกทั้งเวลาไฟล์กำลังถูกซิงค์อยู่เบื้องหลังการทำงานของคอมพิวเตอร์ของคุณ ตัวอย่างเช่น เวลาที่ Dropbox หรือ Google Drive กำลังย้ายไฟล์อยู่

ก็มักจะสวาปามแบนด์วิธค่อนข้างมาก จนทำให้ไวไฟช้าลง ถ้าคุณติดตั้งตัวเอ็กซ์เทนชั่นอย่าง Privacy Badger หรือ AdBlockPlus คุณควรพบว่าโปรแกรมเหล่านี้สามารถป้องกันแอนิเมชั่นหรือวิดีโอที่ใช้แบนด์วิธมากได้

4. ตรวจสอบระบบความปลอดภัยของคุณ
อีกหนึ่งเหตุผลที่มักทำให้อินเทอร์เน็ตช้าคือ ระบบความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอ จนทำให้คนอื่นขโมยแบนด์วิธของคุณไปใช้ได้ เช่น การไม่ได้ตั้งหรือใช้รหัสผ่านอย่างเหมาะสม ทำให้บ้านใกล้เรือนเคียงเอาแบนด์วิธไปใช้คนไวไฟของคุณช้าลง

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/4-helpful-tips-to-make-your-wifi-fast-and-efficient/

เคล็ดลับ 5 ข้อในการพิจารณาเพื่อวางแผนติดตั้งระบบ Wi-Fi 6

หลักการพื้นฐานของบิดาแห่งการวางแผนอย่าง 6P: Proper Prior Planning Prevents Poor Performance ยังใช้ได้จริงแม้แต่ในเรื่องของการวางระบบทางเทคโนโลยี ไม่ว่าคุณจะพร้อมที่จะอัพเกรดไปใช้ Wi-Fi เวอร์ชั่นถัดไปสำหรับองค์กรหรือสถานที่ที่ต้องการหรือไม่ก็ตาม

ก็ถือว่าแผนสำหรับการใช้ Wi-Fi 6 (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ 802.11ax) จะดีได้เท่าที่เหล่าผู้จัดการด้านไอทีจะทุ่มเทใส่ใจในการทำแผนดังกล่าว จำไว้ว่า การอัพเกรดนี้ไม่ใช่การแข่งขัน แม้จะมีประโยชน์ที่จะได้มากมาย แต่ก็มีข้อควรพิจารณาก่อนการวางระบบพอสมควรเช่นกัน

ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของ Wi-Fi 6 คือความสามารถในการรองรับทราฟิกได้มากขึ้น ด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมาก นั่นหมายความว่าระบบเครือข่ายไร้สายจะสามารถรองรับโหลดที่หนักกว่าเดิมได้ รวมทั้งมาตรฐาน Wi-Fiใหม่ก็ยังทำงานเข้ากันได้กับอุปกรณ์มาตรฐานก่อนหน้าด้วย

เหล่าผู้จำหน่ายต่างผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้ Wi-Fi 6 ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแอคเซสพอยต์ (AP) เราท์เตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์ไคลเอนต์ต่างๆ โดยมีผู้จำหน่ายที่น่าจับตามองตั้งแต่ Aerohive, Aruba, Asus, Broadcom, Cisco, D-Link, Intel, Netgear, Qualcomm, และ Samsung และนี่คือ 5 ปัจจัยที่ควรพิจารณา

1. การใช้งานของคุณตอนนี้ถึงระดับแออัดหรือยัง?
แม้มาตรฐานใหม่จะให้ความเร็วการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นมาก แต่หลักๆ แล้ว Wi-Fi 6 จะให้ความสำคัญกับด้านประสิทธิภาพการทำงานบนเครือข่ายไร้สาย โดยถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการแออัดบนเครือข่าย ที่มีจำนวนอุปกรณ์ใช้งานจำนวนมาก

2. การรองรับอุปกรณ์
ขณะที่เราได้เห็นอุปกรณ์ Wi-Fi 6 อย่าง AP และเราท์เตอร์โผล่ขึ้นมาเป็นจำนวนมากนั้น แต่อุปกรณ์ไคลเอนต์อย่างสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, แล็ปท็อป, และอื่นๆ อีกมากมายก็จำเป็นต้องพัฒนาไล่ตามให้ทันเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์จาก Wi-Fi 6 อย่างแท้จริงด้วย

3. กำหนดการออกประกาศหรือการรับรองมาตรฐาน
แน่นอนว่ามีหลายคนที่แม้อยากจะรีบติดตั้งระบบใหม่ แต่ก็อยากรอให้มีการทดสอบและออกประกาศรับรองมาตรฐานให้มั่นใจมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ทาง Wi-Fi Alliance ก็ได้เลื่อนกำหนดการรับรองมาตรฐานจากเป้าเดิมในไตรมาสที่ 3 นี้ไปเป็นสิ้นปีแทนเสียด้วย

4. ธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
จะมีธุรกิจใดบ้างที่สามารถนำประโยชน์จาก Wi-Fi 6 ไปใช้ให้ได้ประโยชน์มากขึ้นและคุ้มค่าอย่างชัดเจน? ทั้งนี้การตัดสินใจที่จะลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีใหม่โดยที่ยังไม่เห็น ROI ที่แน่ชัดนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

5. ข้อควรพิจารณาในการออกแบบ
แนะนำว่าระหว่างการเตรียมพร้อมสำหรับ Wi-Fi 6 นั้น บริษัทต่างๆ ควรออกแบบการใช้ช่องสัญญาณ 20 MHz คุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องด้วย โดยผู้วางแผนจะต้องระลึกว่า มาตรฐานใหม่นี้ได้กำหนดการใช้พลังงานที่ต่ำกว่าเดิมสำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบนเครือข่าย แต่ได้ประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าเดิม โดยเฉพาะด้านการปรับแต่งเวลาเปิด/ปิดการทำงาน

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้ใช้ได้กับทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ แล็ปท็อป และอุปกรณ์ IoT อื่นๆ รวมทั้งยังควรตระหนักถึงพลังงานที่ต้องรองรับด้วย เนื่องจากเครือข่าย Wi-Fi 6 ต้องการพลังงานมากกว่าเดิมสำหรับธุรกิจและองค์กรต่างๆ ที่ต้องการวางระบบ

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/five-considerations-for-a-wi-fi-6-deployment-plan/

จัดอันดับ 10 สุดยอด Wi-Fi Router ประจำปี 2019

เราท์เตอร์ที่มีในตลาดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ แบบที่มีโมเดมบิวท์อินในตัว กับแบบที่ต้องใช้โมเด็มแยกต่างหาก ซึ่งในสหราชอาณาจักรนั้น คนส่วนใหญ่จะใช้แบบแรกกันเนื่องจากอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือแบบ ADSL (และ VDSL) ที่ต้องใช้โมเด็มแปลงสัญญาณ

ขณะที่แบบที่สองมักใช้กับเน็ตแบบเคเบิล อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีเราท์เตอร์แบบใหม่แบบที่สามแล้วที่เรียกว่า Mesh WiFi ซึ่งประกอบด้วยเราท์เตอร์ไวไฟสองตัวหรือมากกว่าทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเป็นเครือข่ายไวไฟที่ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานในบ้านขนาดใหญ่ได้ทั้งหลัง

เราท์เตอร์กลุ่มล่าสุดนี้ไม่ได้แพงอย่างที่คิด ดังนั้นถ้าคุณวางแผนจะซื้อเราท์เตอร์ใหม่เพราะตัวเก่าไม่ได้มีไวไฟครอบคลุมเพียงพอ ก็อาจจะหันมาเลือกใช้ระบบ Mesh ที่จะเชื่อมต่อกับเราท์เตอร์ที่ใช้งานปัจจุบันของคุณเพื่อให้ได้สัญญาณเชื่อมต่อที่ดีกว่าเดิม

มีหลายกรณีที่เราไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมเพื่อยกระดับการเชื่อมต่อเครือข่ายไวไฟภายในบ้าน โดยสามารถใช้เทคนิคหรือการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อทำให้เราท์เตอร์เดิมที่ใช้งานอยู่ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่เร็วและครอบคลุมมากขึ้นได้ หรือถ้าต้องการสัญญาณไวไฟที่ดีขึ้นภายในห้องใดห้องหนึ่ง ก็อาจเลือกใช้เน็ตเวิร์กอแดปเตอร์แบบพาวเวอร์ไลน์ที่มีไวไฟในตัวมาใช้ เป็นต้น

เราท์เตอร์บางรุ่นมีฟีเจอร์ให้บริการเครือข่าย “Guest” ที่ให้แขกหรือบุคคลภายนอกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยแยกส่วนออกจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ บนเครือข่ายภายในบ้านได้ ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่เปิดธุรกิจขนาดเล็กอย่างเช่นโรงแรมหรือหอพัก

ทั้งนี้ทาง TechAdvisor.co.uk ได้รวบรวมรายชื่อเราท์เตอร์ไวไฟที่ถือว่าดีที่สุดประจำปี 2019 ไว้ดังต่อไปนี้

1. Asus DSL-AC68U (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2015 มีราคา 199.99 ปอนด์แม้จะเปิดตัวมานานแล้วหลายปี แต่เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งถ้าคุณใช้กับบริการอินเทอร์เน็ตที่ไม่ต้องใช้โมเด็มแล้ว ก็สามารถเลือกรุ่นที่ไม่มีโมเด็มอย่าง RT-AC68U แทนรุ่น DSL ปกติได้

 

2. TP-Link VR2600 (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 11สิงหาคม2016มีราคา 279.99 ปอนด์ มีประสิทธิภาพที่เยี่ยมยอดในภาพรวม ทำได้หลายอย่างภายในเครื่องเดียว เหมาะกับการนำมาใช้แทนที่ BT Home Hub เดิม ติดอยู่ที่เราท์เตอร์นี้เน้นการใช้งานผ่านช่องสัญญาณย่านความถี่5 GHz ด้วยเทคโนโลยี MU-MIMO ขณะที่ไม่ได้เน้นการใช้งานบนย่านความถี่ 2.4 GHz มากเท่าที่ควร

3. Netgear XR500 Nighthawk Pro (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 3พฤษภาคม2018มีราคา 299ปอนด์เป็นเราท์เตอร์ที่เน้นสำหรับเล่นเกมส์โดยเฉพาะ ที่ระบบปฏิบัติการ DumaOS ให้ความยืดหยุ่นเป็นพิเศษที่คุณคาดหวังได้จาก Synology NAS โดยให้ความสำคัญกับการจัดการเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าแค่ให้บริการเครือข่าย ติดอยู่ที่ราคาที่แพงพอสมควร

 

4. Asus DSL-AC88U (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2017 มีราคา 299.99 ปอนด์ ให้การเชื่อมต่อที่ยอดเยี่ยมทั้งด้าน Wi-Fi, LAN, และบรอดแบรนด์รบถ้วนในเครื่องเดียว ถือว่ามีคุณภาพดีเหนือกว่าเราท์เตอร์บรอดแบรนด์ทั่วไปที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้มาใช้เป็นอย่างมาก เหมาะอย่างยิ่งแก่ผู้ใช้ที่เน้นการใช้งานไวไฟอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เวลาเลือกซื้อระวังสับสนกับรุ่น RT-AC88U เนื่องจากแม้รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนกัน แต่เป็นเราท์เตอร์รุ่นที่ไม่มีโมเด็ม ADSL บิวท์อินอยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้กับอินเทอร์เน็ตแบบ ADSL ได้

5. AVM FRITZ!Box 7590 (คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2018 มีราคา 229.99 ปอนด์ ทำงานได้เหนือกว่าเราท์เตอร์ทั่วไป แต่มาพร้อมกับราคาที่มากพอสมควร ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้แน่ใจว่าได้ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาจริงที่จะทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับการลงทุน

6. D-Link DIR-882 EXO AC26007590 (คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 6กุมภาพันธ์2018 มีราคา 149.99ปอนด์มีจุดเด่นที่การผสานเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายที่แข็งแกร่งเข้ากับฟีเจอร์พิเศษที่มีประโยชน์มากอย่าง DNLA และ FTPในราคามากกว่ารุ่นAC1900 เพียงเล็กน้อย ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ใช้งาน Wi-Fi อย่างหนัก

 

7. Asus RT-AC87U (คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 9สิงหาคม2016 มีราคา 199.99 ปอนด์เป็นเคเบิลเราท์เตอร์ที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม โดยเฉพาะบนย่านความถี่ 5GHz รวมทั้งมีดีไซน์โฉบเฉี่ยว ฟีเจอร์มากมายให้ใช้ได้สะดวกผ่านอินเทอร์เฟซที่เรียบง่าย

8. AVM Fritz Box 7530(คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 28มกราคม2019มีราคา 139.99 ปอนด์ เป็นทางเลือกที่ดีถ้าต้องการอัพเกรดเราท์เตอร์เก่าด้วยตัวใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีในราคาที่คุ้มค่า พร้อมฟีเจอร์เพิ่มเติมอย่างเช่นการรองรับ VOIP และการสตรีมมีเดียผ่านเครือข่าย แม้จะมีปัญหาหลักด้านซอฟต์แวร์ที่ยังเสียเปรียบคู่แข่ง โดยเวอร์ชั่นสำหรับ iOS ไม่ได้ประสิทธิภาพเหมือนบนแอนดรอยด์

9. Synology RT2600ac(คะแนน 4 ดาว) เคย รีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2017 มีราคา 239.99 ปอนด์ ทาง Synology ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบที่มาควบคู่กับฟีเจอร์ด้าน NAS ที่ยอดเยี่ยม ได้ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

10. Netgear Nighthawk AX4 (คะแนน 3.5ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 29กรกฎาคม 2019มีราคา 199.99 ปอนด์

 

 

ที่มา : Techadvisor

from:https://www.enterpriseitpro.net/best-wi-fi-routers-2019/

เริ่มเผยออกมาแล้ว มาตรฐาน Wi-Fi รุ่นใหม่ที่ชื่อว่า “802.11be”

โลกของ Wi-Fi มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะดูยากมากที่จะมีอุปกรณ์ที่รองรับ Wi-Fi 6 อย่างแท้จริงออกมาสู่ตลาด แต่ตอนนี้ IEEE ก็เริ่มเตรียมพร้อมร่างมาตรฐาน Wi-Fi เวอร์ชั่นถัดไปกันแล้ว จนหลายคนมองว่าไปเร็วกันเหลือเกินฉันตามไม่ทันแล้วบัวลอย

โดยมาตรฐานที่จะออกมาถัดจาก Wi-Fi 6 จะใช้ชื่อเป็นทางการว่า 802.11be ที่ค่อนข้างแน่นอนว่าชื่อดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนมาใช้ Wi-Fi 7 ในไม่ช้า ซึ่งแม้รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐานใหม่ 802.11be จะยังไม่ชัดเจนนัก แต่จากข้อมูลที่มีมาถึงปัจจุบันก็ใบ้ให้เราทราบได้ดังต่อไปนี้

โดยสิ่งที่จะเข้ามาต่อแถว Wi-Fi 6 เคยถูกเรียกชื่อว่า EHT ย่อมาจาก Extremely High Throughputแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้นก็ได้รับชื่อเป็นทางการในซีรี่ย์ 802.11 ว่า 802.11be อันเป็นสัญญาณว่ายังอยู่ในช่วงการเตรียมพร้อมของ IEEE

เพราะถ้าจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Wi-Fi 7 ก็จะต้องมี Wi-Fi Alliance เข้ามาสนับสนุนด้วยในที่สุด ทั้งนี้ทาง Carol Ansley ที่ปรึกษาอาวุโสจาก CommScope (หรือชื่อเดิมคือ ARRIS) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐาน Wi-Fi โดยเฉพาะต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า มาตรฐานใหม่นี้เน้นเรื่องความเร็วล้วนๆ

โดยระบุว่า “Wi-Fi 6 นั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับประสิทธิภาพและคุณภาพ ดังนั้นสำหรับ 802.11be นี้ พวกเราจึงกลับมาให้ความสำคัญกับทรูพุตที่ต้องมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน” อย่างเช่น Wi-Fi 7 จะรองรับแชนเนล 320 MHz และ “สเปกตรัมที่ไม่ต่อเนื่องที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

เอกสารของ IEEE เขียนทำนองว่า Wi-Fi 7 จะทำงานบนย่านความถี่ที่กระจายแยกจากกันพร้อมๆ กันได้ดีกว่าเดิม ซึ่งทางนักวิจัยจาก IDC คุณ Phil Solis กล่าวในงาน Wi-Fi NOW USAที่กรุงวอชิงตันดีซีเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า “หมายถึงความสามารถในการใช้สเปกตรัมใดก็ได้ตั้งแต่ 0 – 7 GHz”

นั่นหมายความว่ารวมถึงย่านความถี่อย่าง 900 MHz, 2.4 GHz, 5 GHz,ไปจนถึงย่านความถี่ใหม่ที่ 6 GHz ด้วย นอกจากนี้ยังพูดถึงความสามารถในการสตรีมแยกกัน 16 การเชื่อมต่อ และสื่อสารกับ AP พร้อมกันหลายตัวอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/whats-beyond-wi-fi-6-its-called-well-802-11be/