คลังเก็บป้ายกำกับ: ไมโครซอฟท์

“ทำงานกับพาร์ทเนอร์ให้มากขึ้น-ไม่ทิ้งความสัมพันธ์ในองค์กร” วิสัยทัศน์ของ MD ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย

เข้ามานั่งในตำแหน่ง MD ของไมโครซอฟท์ ประเทศไทยครบ 3 ปีแล้วสำหรับคุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ ที่ต้องเจอศึกหนักในยุคที่โควิด-19 สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่ของโอกาสใหม่ทางธุรกิจและการปรับตัวในการทำงานให้ Productive มากขึ้น

แม้ว่าการเข้ามานั่งในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ของคุณธนวัฒน์ จะเน้นหลักๆ ในเรื่องของการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์และปรับเปลี่ยนการทำงานในหลายอย่าง แต่ด้วยภาวะวิกฤตตั้งแต่ต้นปี ทำให้ไมโครซอฟท์ ตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมในการเดินหน้าประเทศ

ด้วยปัญหา GDP ของทั่วโลกที่ลดลงอย่างมหาศาล อย่างประเทศไทยเองก็ลดลงกว่า 6.7% จากผลกระทบเรื่องการล็อกดาวน์ที่ยิ่งใช้เวลานานก็ยิ่งส่งผลกระทบในเรื่องรายได้ แรงงานและการใช้จ่ายหมุนเวียนในประเทศ โดยจะมุ่งหวังแต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาไทยกว่า 40 ล้านคนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานก็ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลทั้งในแง่ขององค์กรที่ต้องขาดแรงงาน และศักยภาพของพนักงานเองก็ไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของบริษัทได้ หากมองตำแหน่งที่ทุกหน่วยงานกำลังต้องการคงเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจด้านวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีและความปลอดภัยเป็นหลัก

“ความต้องการเรื่องตำแหน่งงานใหม่ๆ ในไทยเชื่อว่าจะมีมากถึง 3 ล้านตำแหน่งงาน โดยงานที่ตลาดงานต้องการมากที่สุดจะเป็นสายงานด้าน software development เพราะงานด้านนี้จะกลายเป็นคีย์หลักที่ทุกองค์กรต้องการซึ่งทางไมโครซอฟท์มุ่งหวังที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาทักษะความสามารถด้านต่างๆ เพื่อส่งต่อให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังต้องการ”

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ไมโครซอฟท์ ได้เน้นแนวคิดเรื่อง Tech Intensity หรือการขับเคลื่อนศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร มาในปีนี้เนื่องจากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อโลกและพฤติกรรมมนุษย์ทำให้วิถีชีวิตของพวกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จนเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ไมโครซอฟท์จึงได้ยกแนวความคิด Resiliency หรือ ความสามารถในการปรับตัวและยืนหยัดรับมือคลื่นความเปลี่ยนแปลงให้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงใหญ่ ๆ ได้แก่

  • Response​: การตอบสนองต่อเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงที
  • Recovery: แผนรับมือ ฟื้นฟูระบบงานและธุรกิจให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ
  • Reimagine: ปรับทิศทางของธุรกิจ รูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้แตกต่างพร้อมรับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ 5 เทรนด์สำคัญกับก้าวต่อไปของชีวิตในโลกดิจิทัล ประกอบด้วย

  1. New Way of Work and Life​ แนวคิดการทำงานและการใช้ชีวิตแบบใหม่
  2. Virtual Century​ ยุคที่โลกแห่งความจริงและโลกเสมือนจริงใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
  3. Hyper Automation​ เมื่อเทคโนโลยีสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานแบบอัตโนมัติได้ในทุกขั้นตอน
  4. Accelerating Digital​ เมื่อการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลต้องเร่งความเร็ว เพื่อรองรับการปรับตัวขององค์กรให้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
  5. Business Model Revamp​ การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งระบบ เพื่อตอบโจทย์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในบริบทใหม่ทางสังคม

ทั้ง 5 เทรนด์นี้ ต้องมีรากฐานอยู่บน Trust หรือความไว้วางใจในเทคโนโลยีโดยคำนึงถึงความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในทุกขั้นตอน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทางไมโครซอฟท์ยึดถือมาโดยตลอด

ด้วยการปรับเปลี่ยนของเทคโนโลยีทำให้บางบริการของไมโครซอฟท์เติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า เพราะหลายองค์กรจำเป็นต้องทำงานแบบ Work from Home จึงต้องปรับตัวแบบไฮบริด เช่น Mictosoft Team ที่มีองค์กรทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ลงทะเบียนใช้งานฟรีมากกว่า 2,000 องค์กร

เหนือสิ่งอื่นใด เพื่อให้การทำงานในยุคนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ไมโครซอฟท์ให้ความสำคัญกับทีมงานในองค์กร เพราะทุกฝ่ายต้องประสานงานกัน การทำงานเป็นทีมที่ดีได้คือพนักงานจะต้องสบายใจที่อยู่กับองค์กร ดังนั้น เราจึงมีการดูแลเพิ่มขึ้นทั้งเรื่องของการทำงานร่วมกัน การรีสกิล อัพสกิลที่พนักงานต้องการ เพราะเราต้องทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์มากขึ้น

จึงมีการสร้างทีมงาน Customer Success Unit (CSU) มุ่งยกระดับความสำเร็จของลูกค้าทุกมิติในปีนี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความพอใจสูงสุดในการใช้งานเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์อย่างเต็มประสิทธิภาพในฐานะพันธมิตรที่ก้าวสู่ความสำเร็จไปพร้อมกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/interview-microsoft-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=interview-microsoft-thailand

ไมโครซอฟท์แก้ปัญหาบลูทูธและ GPU ของอินเทลบนวินโดวส์ 10 2004

เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมานั้น ไมโครซอฟท์ได้ออกตัวแก้ไขปัญหาที่ทำให้อุปกรณ์วินโดวส์ 10 ที่ใช้ฮาร์ดแวร์อย่าง Realtek Bluetooth และหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ integrated หรือ iGPU ของอินเทล เป็นอุปสรรคต่อการอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น May 2020

โดยปัญหาทั้งสองรายการนี้ถูกแก้ในตัวอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 KB4568831 non-security preview cumulative update ที่ออกมาล่าสุดนี้ รวมทั้งยังมาพร้อมกับตัวแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างการสั่งพิมพ์ผ่านเน็ตเวิร์ก

การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ และฟีเจอร์ความปลอดภัยในครอบครัวด้วย สำหรับปัญหารายการแรกนั้นทำให้วินโดวส์ 10 2004 ทำงานร่วมกับหน้าจอที่ใช้ฟีเจอร์ Variable refresh rate (VRR) ร่วมกับการ์ดจอที่ใช้ iGPU ของอินเทลไม่ได้

ขณะที่อีกปัญหาหนึ่งเป็นกรณีที่ไดรเวอร์ของ Realtek Bluetooth บางเวอร์ชั่นทำงานร่วมกับวินโดวส์ไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เปิดปัญหามาต่อเนื่องนั้น ไมโครซอฟท์ได้รับปากว่าจะทำการแก้ไขให้เสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคม

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-fixes-windows-10-2004/

ไมโครซอฟท์ ระบุ “CCleaner” เป็นแอพพลิเคชั่นอันตราย !!

ตอนนี้ระบบไมโครซอฟท์ได้ตรวจจับโปรแกรมทำความสะอาดริจิสตรี้และปรับแต่งระบบชื่อดังอย่าง CCleaner ว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่ไม่พึงประสงค์หรือ PUA ในโปรแกรมแอนติไวรัสอย่าง Microsoft Defender แล้ว

ซึ่ง CCleaner นี้เป็นทั้งตัวกำจัดไฟล์ขยะ, ลบรีจิ้สตรี้ที่ไม่เป็นระเบียบ, รวมทั้งคอยปรับการตั้งค่าเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของวินโดวส์ ซึ่งมี Piriform เป็นผู้พัฒนายูทิลิตี้นี้ ซึ่งต่อมาทาง Avast ได้เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2017

ท่ามกลางความกังวลของผู้ใช้จากการที่ Avast ชอบผูกผลิตภัณฑ์เข้ากับโปรโมชั่นส่งเสริมการขายของตัวเอง แบบขายตรง ขายเก่ง แถมยังสงสัยว่าแอบดูดข้อมูลการใช้งานที่ผู้ใช้ตั้งค่าปิดกั้นไม่ได้ แถมยังบังคับให้อัพเดทโปรแกรมอยู่ตลอด

แม้จะพยายามตั้งค่าไม่ให้อัพเดทอัตโนมัติก็ตาม ในปี 2019 ไมโครซอฟท์จึงแบนโปรแกรม CCleaner นี้บนฟอรั่ม Microsoft Community เนื่องจากพยายามแทรกลิงค์ไปดาวน์โหลดโปรแกรมโพสต์ และครั้งนี้ไมโครซอฟท์ก็ตัดสินแล้วว่าโปรแกรมนี้อาจสร้างความเสียหายมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์

ที่มา : BleepingComputers

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-now-detects-ccleaner-as-a-potentially-unwanted-application/

ไมโครซอฟท์อาจเข้าซื้อกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ ผลพวงจากคำสั่งแบนของทรัมป์

มีรายงานว่า ไมโครซอฟท์กำลังพิจารณาในการซื้อธุรกิจแอพโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง TikTok ที่ดำเนินกิจการอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นของบริษัทจีนอย่าง ByteDance อยู่ ข่าวนี้เป็นผลจากการที่หลายสำนักข่าว

หรือแม้แต่บลูมเบิร์กได้รายงานเมื่อวันศุกร์ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีคำสั่งให้ ByteDance ต้องขายกิจการ TikTok ที่อยู่ในสหรัฐฯ ทิ้ง ด้วยเหตุผลด้านความกังวลต่อภัยความมั่นคงของชาติ

ข่าวลือเรื่องซื้อกิจการนี้มาจากทวิตเตอร์ของนักข่าว Fox Business Network อย่าง Charles Gasparino ที่ทวีตว่าได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวที่เป็นธนาคารด้านการลงทุนว่า ไมโครซอฟท์ “กำลังคุยที่จะซื้อ” ธุรกิจ TikTok ในประเทศสหรัฐฯ อยู่

แม้จะระบุเพิ่มเติมว่า ยังไม่สามารถยืนยันว่าไมโครซอฟท์จะซื้อจริง แต่ก็สื่อได้ชัดเจนว่ากำลังมีหลายบริษัททาบทามที่จะซื้อติ๊กต่อก ซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์ด้วย ทาง ByteDance เองก็กำลังโดนสืบสวนจากคณะกรรมการด้านการลงทุนจากต่างชาติของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วย

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-may-look-to-acquire-tiktok/

TikTok จะยอมถูกซื้อหรือจะถูกแบน: ทรัมป์เตรียมแบน ส่วน Microsoft เตรียมซื้อ

TikTok มาถึงจุดที่อเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์ หรือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พยายามจะแสดงให้โลกเห็นว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ เพราะเป็นแอปพลิเคชันที่ผลิตโดยบริษัทสัญชาติจีน ขณะเดียวกัน Microsoft ก็เตรียมจะเข้าซื้อ

ล่าสุด สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนค่อยๆ ร้อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมทรัมป์ยังออกมาส่งสัญญาณว่าอาจเตรียมแบน Tiktok ผ่านคำสั่งประธานาธิบดีด้วย 

Satya Nadella CEO Microsoft ภาพจาก Microsoft

ในขณะที่ทรัมป์ก็เตรียมจะแบนอยู่ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft ก็เตรียมจะซื้อ TikTok มาครอบครอง ทั้งนี้ แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ Microsoft เผยข้อมูลกับสำนักข่าว CNBC ว่า Microsoft กำลังพูดคุยถึงประเด็นการเตรียมซื้อ TikTok แพลตฟอร์มแห่งยุคสมัยที่กำลังมาแรงอย่างมากในช่วงโควิด-19 ระบาดอย่างหนักหน่วง

TikTok ไม่ใช่รายแรกที่ Microsoft ให้ความสนใจ ก่อนหน้านั้นในปี 2016 Microsoft ก็เพิ่งซื้อ LinkedIn ด้วยมูลค่า 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.4 แสนล้านบาท และยังซื้อ Mojang ผู้พัฒนาเกม Minecraft อันโด่งดังด้วยมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท 

ทั้งนี้ ByteDance บริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาแอปพลิเคชัน TikTok ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2017 นี้ หลังโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ยอดการดาวน์โหลดแอปฯ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาสูงมากถึง 2,000 ล้านครั้ง 

ที่มา – CNBC, Mashable

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/microsoft-talks-to-buy-tiktok-or-ban-by-trump/

Microsoft Edge เริ่มบล็อกการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น เพื่อลดการสแปมจากเว็บ

เว็บไซต์ทั้งหลายเริ่มล้ำเส้นมากขึ้นด้วยการขยันส่งการแจ้งเตือนต่างๆ ของตัวเอง ซึ่งทางไมโครซอฟท์ก็เห็นปัญหาการสแปมของเว็บไซต์เหล่านี้ จึงได้พัฒนา Microsoft Edge 84 เวอร์ชั่นล่าสุดที่มีความสามารถใหม่มาจัดการ

ฟีเจอร์นี้ชื่อว่า Quiet Notification Request เป็นการจัดประสบการณ์ด้านการร้องขอการแจ้งเตือนรูปแบบใหม่ ที่มีเป้าหมายลดการขออนุญาตแจ้งเตือนที่มีลักษณะเป็นสแปม ซึ่งบนแอดเดรสบาร์จะขึ้นรูปกระดิ่งที่เขียนว่า “Notifications blocked”

หลังจากที่ได้การแจ้งเตือนหรือมี API แบบ Push เข้ามา และบราวเซอร์จะยังไม่แสดงการแจ้งเตือนเหล่านี้เต็มรูปแบบ ไมโครซอฟท์ย้ำว่าจะเปิดใช้ฟีเจอร์นี้แบบดีฟอลต์กับผู้ใช้ทุกคน

โดยสามารถเลือกปิดได้ตามต้องการ ด้วยการตั้งค่าเปลี่ยนที่ edge://settings/content/notifications ฟีเจอร์ใหม่ของ Microsoft Edge จะช่วยลดการร้องขอการแจ้งเตือนที่เว็บส่วนใหญ่ตอนนี้มักขึ้นหน้าต่างขอให้สมัครการแจ้งเตือนทุกครั้งเปิดเว็บไซต์

ที่มา : BleepingComputers

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-edge-block-spam/

Microsoft และ Citrix จับมือกันสร้างอนาคตของรูปแบบการทำงานสมัยใหม่

สถานที่ปฏิบัติงานในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากที่เราเคยเห็นไม่กี่เดือนก่อนหน้า จากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 บีบบังคับให้ทุกคนต้องกักตัวเองอยู่ในบ้าน แต่โชคดีที่เราสามารถเชื่อมต่อทำงานจากบ้านได้มากกว่าในอดีต

โดยองค์กรส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนมาให้ทำงานจากระยะไกลเพื่อให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานเป็นหลัก ดังนั้น ทางไมโครซอฟท์จึงตกลงร่วมมือกับ Citrix

เพื่อสนับสนุนโมเดลการทำงานแบบยืดหยุ่นใหม่นี้ทั้งสองบริษัทได้ประกาศที่จะร่วมกันสนับสนุนองค์กรทั่วโลกในการย้ายขึ้นมาอยู่บนคลาวด์เพื่อเร่งความเร็วในการสร้าง “สถานที่ปฏิบัติงานแบบดิจิตอล และเดสก์ท็อปแบบเวอร์ช่วล” ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เน้นการช่วยเหลือองค์กรในการแปลงระบบขึ้นสู่คลาวด์

ด้วยการผสานงานระหว่าง Microsoft Azure, Microsoft 365, และ Citrix Workspace ทำให้ได้แพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ทำงานแบบยืดหยุ่น ให้เข้าถึงแอพพลิเคชั่น คอนเท็นต์ และบริการทางธุรกิจต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-citrix/

ไมโครซอฟท์ยืนยัน! ว่าเตรียมการปลดพนักงานในหลายแผนก อาจถึง 1,000 คน

ทางสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ไมโครซอฟท์ไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนตำแหน่งงานที่เชิญออก หรือประเภทตำแหน่งที่ถูกลดพนักงานลง หรือแม้แต่ตำแหน่งที่ตั้งหรือพื้นที่ที่มีพนักงานได้รับผลกระทบครั้งนี้

ทางไมโครซอฟท์ออกมายืนยันว่ามีการเลย์ออฟพนักงานในหลายทีม ในหลายภูมิภาคจริง ซึ่งทางโฆษกของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้กล่าวว่า เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นกับบริษัททั่วไปที่ต้องมีการประเมินธุรกิจของตัวเองใหม่ทุกไตรมาส

ทั้งนี้ ทางสำนักข่าวอย่าง Business Insider เคยออกมารายงานก่อนหน้านี้ว่าจำนวนพนักงานที่ไมโครซอฟท์จะเชิญออกมีเกือบ 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงทีมงานเว็บไซต์สำนักข่าวออนไลน์อย่าง MSN.com และทีมงานคลาวด์ของ Microsoft Azure ด้วย

ไมโครซอฟท์ได้เริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ 2021 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จากข้อมูลล่าสุดบนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 31 มีนาคมนั้น ระบุว่ามีพนักงานรวมกว่า 156,439 คน อยู่ในสหรัฐฯ มากถึง 92,335 คน กว่า 46 เปอร์เซ็นต์เป็นตำแหน่งเกี่ยวกับวิศวกร

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-layoffs-confirmed/

ประธาน Microsoft: “เราต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะคนจะตกงานกว่า 250 ล้านคนทั่วโลก”

Microsoft
Photo: Shutterstock

พร้อมช่วยเหลือคนตกงาน เปิดโครงการเรียนฟรี เพิ่มทักษะ

Brad Smith ประธานไมโครซอฟท์ กล่าวว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับปัญหาการตกงานครั้งใหญ่ โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดการตกงานไม่ต่ำกว่า 250 ล้านตำแหน่งทั่วโลก

ดังนั้น หนทางที่จะอยู่รอดในโลกที่งานได้รับความท้าทายจึงเป็นเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลที่จะยิ่งทวีคูณความสำคัญ

“เราอยู่ในโลกที่มีความเหลื่อมล้ำทางอินเทอร์เน็ต ดังนั้นถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ ความเหลื่อมล้ำในด้านอื่นๆ ก็จะยิ่งย่ำแย่ลงไปด้วย แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยบริษัทหรือรัฐบาลใดเพียงอย่างเดียว” Smith กล่าว

ล่าสุด ทาง Microsoft จึงได้เปิดโครงการคอร์สเรียนฟรีเพื่อเพิ่มพูนทักษะให้กับผู้คนกว่า 25 ล้านคนทั่วโลก โดยทางบริษัทจะใช้เงินกว่า 20 ล้านดอลลาร์เพื่อเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่านี่คือหนทางที่จะช่วยเหลือผู้คนทั่วโลกที่ตกงานได้

บริษัทเทคโนโลยีควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจซึ่ง Smith ได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC ไว้คือการเก็บภาษีจากบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย

ในยุคที่เกิดการตกงานจำนวนมาก แน่นอนว่าเทคโนโลยีอย่าง AI และหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทสูงมาก ซึ่งรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกต้องพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพื่อทำให้บริษัทเทคโนโลยีแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นไปตามกฎหมาย เพราะถึงที่สุดแล้วหน้าที่พื้นฐานของบริษัทและรัฐบาลคือการทำให้ประชาชนมีทักษะและได้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลง

ที่มา – BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/president-microsoft-jobs-loses/

สองยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟท์และกูเกิ้ล จับมือพัฒนา Progressive Web App (PWA)

มีความเคลื่อนไหวที่สะเทือนวงการอีกครั้ง เมื่อสองค่ายใหญ่ด้านไอทีอย่างไมโครซอฟท์และกูเกิ้ลร่วมมือกันพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Progressive Web App (PWA) เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาเว็บให้เข้าถึง Google Play Store

โดยเว็บแอพแบบใหม่นี้จะใช้ API และฟีเจอร์บนเว็บบราวเซอร์ที่มีการพัฒนาขึ้นมามากมาย ร่วมกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเว็บที่เน้นคอนเท็นต์เป็นหลักหรือ Progressive Enhancement แบบเดิม เพื่อสร้างประสบการณ์ใช้งานที่เหมือนใช้แอพจริง

แต่จริงๆ แล้วคือแพลตฟอร์มที่เป็นเว็บแพพลิเคชั่น ซึ่งมีลักษณะคล้าย “Instant App” บนแอนดรอยด์ที่ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง ทั้งนี้ตัว PWABuilder ของไมโครซอฟท์ และ Bubblewrap ของกูเกิ้ลจะเปิดให้สร้างแอพแอนดรอยด์อย่างสมบูรณ์

โดยแทบไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับโค้ด โดยจะหันมาใช้เว็บ API แทน โดยมีเครื่องมือพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์สของไมโครซอฟท์อย่าง PWABuilder.com ที่ช่วยสร้าง PWA คุณภาพสูงพร้อมที่จะนำมาเผยแพร่ผ่านแอพสโตร์

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%97%e0%b9%8c/