คลังเก็บป้ายกำกับ: โควิด-19

Tesla ปรับลดเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัท 10-30% บางส่วนถูกสั่งพักงาน

Elon Musk
WASHINGTON, DC – MARCH 09: Elon Musk, founder and chief engineer of SpaceX speaks at the 2020 Satellite Conference and Exhibition March 9, 2020 in Washington, DC. Musk answered a range of questions relating to SpaceX projects during his appearance at the conference. (Photo by Win McNamee/Getty Images)

ปรับลดเงินเดือน พักงานบางส่วน

Tesla ออกประกาศถึงพนักงานทั้งบริษัท โดยระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนนี้เป็นต้นไป ทางบริษัทจะทำการปรับลดเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทเป็นการชั่วคราว รวมถึงมีพนักงานบางส่วนที่ต้องพักงานเนื่องจากไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ รายละเอียดที่สำคัญมีดังนี้

  • สำหรับพนักงานในสหรัฐอเมริกา: พนักงานทั่วไปจะถูกปรับลดเงินเดือน 10%, ผู้บริหารระดับ Director ขึ้นไปจะถูกปรับลดเงินเดือน 20%, ผู้บริหารระดับรองประธานบริษัทขึ้นไปจะถูกปรับลดเงินเดือน 30%
  • สำหรับพนักงานนอกสหรัฐอเมริกา: จะขึ้นอยู่กับนโยบายของสำนักงานในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากต้องทำให้สอดคล้องกับกฎหมายในท้องถิ่น
  • พนักงานบางส่วนที่ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้จะถูกสั่งพักงานและไม่ได้รับเงินเดือน (furlough without pay) แต่ยังคงได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลตามเดิม
  • ในระหว่างนี้จะไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือนและ/หรือการปรับตำแหน่งใดๆ ในบริษัท

อย่างไรก็ตาม นโยบายปรับลดเงินเดือนจะดำเนินไปจนถึงสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 ส่วนการพักงานชั่วคราวเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ของ Tesla คาดว่าจะสิ้นสุดและกลับมาสู่สภาวะปกติในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tesla-pay-cut-furlough-covid-19/

กลุ่มทรูและบริษัทสตาร์ทอัพ ส่งหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะอำนวยความสะดวกห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

กลุ่มทรู ผนึกกำลังคณะวิศวฯจุฬาฯ พร้อมด้วยบริษัทสตาร์ทอัพ HG Robotics และ Obodroid ส่งหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะระบบคลาวด์ผ่าน True5G สนับสนุนบริการทางการแพทย์ ช่วงวิกฤตโควิด -19 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยในวันที่ 06 เมษายน 2563 กลุ่มทรูขอร่วมดูแลไทยเพื่อก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน โดยร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยบริษัทสตาร์ทอัพ HG Robotics และ Obodroid ภายใต้โครงการ CU-RoboCovid ติดตั้งหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะระบบคลาวด์ผ่าน True5G  อำนวยความสะดวกบุคลากรทางการแพทย์ ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โดยใช้เครือข่าย True5G ควบคุมการเชื่อมต่อหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะ  (Quarantine Delivery Robot) ผ่านระบบสื่อสารทางไกล (Quarantine Telepresence) รวมทั้งควบคุมรถเข็นได้จากระยะไกล (Remote Cart)  เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดการเสี่ยงติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ซึ่งการพัฒนาและทดสอบหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะพร้อมอุปกรณ์ควบคุมของโครงการ CU-RoboCovid นี้    กลุ่มทรูได้ร่วมส่งมอบโซลูชั่นพร้อมซิม True 5G-Ready และอุปกรณ์รับสัญญาณ CPE 5G เพื่อเพิ่มศักยภาพในการควบคุมทางไกลและเพิ่มความแม่นยำในการทำงานของหุ่นยนต์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่จะแบ่งเบาภาระการปฎิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี

นายพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ หัวหน้าคณะทำงานและกรรมการยุทธศาสตร์ 5G บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในสถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้ ทุกคนต่างตระหนักดีว่า บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้เสียสละ และเป็นกำลังสำคัญที่สุดในการดูแลรักษาผู้ป่วย กลุ่มทรูในฐานะหนึ่งในบริษัทไทยที่มีความพร้อมเป็นผู้ให้ บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทย มิได้นิ่งนอนใจ นอกเหนือจากการส่งกำลังใจและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ยังได้นำศักยภาพเทคโนโลยี True5G เครือข่ายอัจฉริยะของกลุ่มทรู เข้าร่วมพัฒนากับพันธมิตรเพื่อหาทางสนับสนุนการปฎิบัติงานภายในโรงพยาบาลให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น โดยได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยบริษัทสตาร์ทอัพ HG Robotics และ Obodroid ภายใต้โครงการ CU-RoboCovid พัฒนาหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะ ควบคุมผ่านเครือข่าย True5G ซึ่งมีจุดเด่นทั้งเรื่องของศักยภาพความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ และความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์หลากหลาย ทำให้เพิ่มความแม่นยำในการควบคุม และมีประสิทธิภาพสูงในการเชื่อมต่อกับหุ่นยนต์ขนส่ง  (Quarantine Delivery Robot) ระบบสื่อสารทางไกล (Quarantine Telepresence) และรถเข็นควบคุมจากระยะไกล (Remote Cart) ซึ่งทำให้แพทย์และพยาบาลสามารถปฏิบัติงานดูแลรักษาผู้ป่วยได้จากระยะไกล โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปใกล้กับผู้ป่วย ลดความเสี่ยงติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะเดียวกันก็สามารถดูแลคนไข้ได้อย่างทั่วถึง สร้างความอุ่นใจให้กับคนไข้ที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดเวลา และสามารถเรียกหาได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระ และยกระดับความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้อีกทางหนึ่ง  ทั้งนี้หุ่นยนต์และระบบสื่อสารทางไกลดังกล่าว ได้นำไปใช้งานจริงแล้ว ณ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลรามาจักรีนฤบดินทร และโรงพยาบาลสนาม วชิระภูเก็ตที่อยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้ง” 

ดร.มหิศร ว่องผาติ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง (CEO/Co-Founder) บริษัท เอชจี โรโบติกส์ จำกัด กล่าวว่าเราได้พิสูจน์การใช้งานเครือข่ายของทรูมาแล้วจากการใช้ TigerDrone ที่มีจำหน่ายไปทั่วประเทศซึ่งส่งข้อมูลการทำงานด้วยทรูมูฟ เอช 4G เราเชื่อว่าเครือข่ายTrue 5G จะเป็นตัวเลือกที่มั่นใจได้ในสถานการณ์โควิด-19 และการทดสอบในช่วงแรกก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถใช้งานได้ดี”

 

รายละเอียดการทำงานของหุ่นยนต์ขนส่ง  (Quarantine Delivery Robot)

  • หุ่นยนต์ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ที่จำเป็น พร้อมระบบสื่อสารทางไกล Telepresence ที่จะเข้ามาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ลดอัตราการใช้อุปกรณ์การแพทย์จากการถอดเปลี่ยนชุดทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนโซนการรักษาที่มีความเสี่ยง รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแพทย์
  • ระบบสื่อสารทางไกล (Quarantine Telepresence)

เทคโนโลยีการสื่อสารทางไกล Telepresence ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ แท็บเล็ตจากฝั่ง
ของเจ้าหน้าที่ และแท็บเล็ตจากฝั่งคนไข้ เชื่อมต่อกันด้วยโปรแกรมที่ทางทีมได้พัฒนาขึ้น ผ่านเครือข่ายTrue 5G สื่อสารได้รวดเร็ว สอดส่องอาการได้ง่าย ชัดเจน 

  • รถเข็นควบคุมจากระยะไกล (Remote Cart)

รถเข็นที่พัฒนามาเพื่อให้สามารถควบคุมจากระยะไกลได้ผ่านเครือข่ายTrue 5G สามารถนำมาใช้ในการขนส่งอาหาร ยาหรือ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ต่างๆ เคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ สามารถติดตั้งมาพร้อมกับแท็บเล็ตที่มีระบบสื่อสารทางไกล (Telepresence) บนรถเข็นเพิ่มความสามารถในการทำงานควบคู่กับการสื่อสารกับคนไข้ได้แบบ 2 ทาง โดยบุคลากรทางการแพทย์ไม่ต้องเสี่ยงต่อการติดชื้อ สร้างความอุ่นใจทั้งบุคลากรและคนไข้ในสถานการณ์โควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

 

ข่าว: กลุ่มทรูและบริษัทสตาร์ทอัพ ส่งหุ่นยนต์ขนส่งอัจฉริยะอำนวยความสะดวกห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/04/06/true-support-medical-services-chulalongkorn-hospital.html

กลับมาเปิดใหม่ คนก็ไม่มา ห้างในจีนเปิดอีกครั้งหลังวิกฤตไวรัส ปรากฏลูกค้าหายเกินครึ่ง

Walmart in Shanghai Photo: Getty Images

ภาพของหน้าร้านล่มสลายชัดขึ้นหลังวิกฤตไวรัส

แม้ว่าวิกฤตไวรัสโควิด-19ในระดับโลกยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่ แต่ในประเทศจีนตอนนี้มีรายงานจากทางการแล้วว่า ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศแล้ว ทางรัฐบาลจีนจึงมีมาตรการยกเลิกคำสั่งปิดเมืองและกลับมาฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกครั้ง

ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารกว่า 80% และพื้นที่ค้าขายทั่วจีนกว่า 90% กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งแล้ว

ประเด็นคือ แม้ว่าร้านค้าต่างๆ จะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่าผู้บริโภคยังไม่ออกจากบ้านมาซื้อของมากเท่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง ดูได้จากตัวอย่างเหล่านี้

  • Walmart ในเซี่ยงไฮ้ที่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง แต่เมื่อไปสอบถามพนักงานที่ให้บริการในร้านว่ามีผู้บริโภคมาจับจ่ายซื้อของมากน้อยแค่ไหน ผลปรากฏว่า “ลูกค้าหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ” หรือแม้กระทั่งยอดขายบนออนไลน์ที่ซื้อสินค้าส่งแบบเดลิเวอรี่ก็ไม่เติบโตมากเท่าที่ควร
  • Suning.com ร้านค้าขายเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนรายนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อกลับมาเปิดหน้าร้านอีกครั้ง ยอดขายไม่ดี ตกต่ำกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงปกติ
  • ผลสำรวจของ China Chain Store & Franchise Association พบว่า ยอดขายของห้างที่กลับมาเปิดใหม่กว่าครึ่งตกต่ำลง 30-70% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2020

คำถามคือ ทำไมคนยังไม่(กล้า)ออกจากบ้าน

Nikkei Asain Review สัมภาษณ์พนักงานของห้าง Carrefour ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งให้ความเห็นว่า “ลูกค้าที่มาห้างแทบจะไม่ซื้ออะไรเลย นอกจากสินค้าลดราคา”

ตอนนี้แม้ว่าวิกฤตไวรัสในจีนจะเบาบางลงไปมาก แต่หลายคนยังคงมีความหวาดกลัวต่ออนาคต โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะด้วยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และด้วยไม่รู้ว่าโควิด-19 จะส่งผลกระตามมาอีกระลอกจนทำให้อาจโดนปลดออกจากงานหรือไม่ จึงไม่แปลกที่ผู้คนส่วนใหญ่จะปรับตัวให้อยู่ในโหมดรัดเข็มขัด ประหยัดให้มากที่สุด

แล้วธุรกิจอะไรที่อยู่รอด กำลังไปได้สวย

ธุรกิจที่มาแรงในปัจจุบันคืออีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต Hema ที่ทำกลยุทธ์ New Retail มาตั้งแต่แรก โดยเชื่อมช่องทางทั้งออฟไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างมาก ซึ่งทางบริษัทแม่อย่าง Alibaba ก็ประกาศจะลงทุนเพิ่มและจะขยายสาขาอีกกว่า 200 แห่ง

ส่วนอีกราบคือแอพพลิเคชั่นเดลิเวอรี่ส่งอาหารเบอร์ 1 อย่าง Meituan Dianping ก็เติบโตอย่างมากในช่วงวิกฤตไวรัสที่ผู้คนออกจากบ้านไม่ได้ ล่าสุด บริษัทแม่อย่าง Tencent ประกาศว่าจะบุกเข้าสู่ตลาดค้าส่งอาหารสดด้วยแล้วเช่นกัน

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/walmart-china-reopen-customer-traffic-down/

Forbes ติดตามภารกิจมหาเศรษฐีโลกรวมใจสู้ภัยโควิด-19 มีชื่อเจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์ รวมอยู่ด้วย

เว็บไซต์ FORBES.COM สื่อดังระดับโลกเผยแพร่บทความ Billionaire Tracker: Actions The World’s Wealthiest Are Taking In Response To The Coronavirus Pandemic โดยนำเสนอให้เห็นว่าบรรดามหาเศรษฐีชั้นนำได้เข้ามาช่วยโลกรับมือวิกฤตโควิด-19 และพยุงเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีเบอร์ต้นของโลกอย่างบิลล์ เกตส์ที่เคยออกมาเตือนถึงโรคระบาดครั้งใหญ่ได้บริจาคเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยสนับสนุนการผลิตวัคซีนและวินิจฉัยโรค เช่นเดียวกับมหาเศรษฐีทุกวงการในสหรัฐฯ และทั่วโลก ซึ่งฟอร์บส์ได้รวบรวมมาว่ามหาเศรษฐีชั้นนำทั่วโลกที่ต่างบริหารธุรกิจจนประสบความสำเร็จสร้างอาณาจักรที่แข็งแกร่งนี้ พวกเขาได้ออกมาช่วยเหลือสังคมอย่างไรบ้างในยามวิกฤตนี้ มีตั้งแต่การบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ถุงมือยาง เครื่องช่วยหายใจ เครื่องมือวินิจฉัยและตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไปจนถึงปรับเปลี่ยนไลน์การผลิตสินค้ามาร่วมเดินเครื่องจักรผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลนอย่างเร่งด่วนแทน อาทิ กลุ่มธุรกิจแบรนด์แฟชั่นดัง LVMH , กลุ่มธุรกิจยานยนต์ Ford และบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง GE และอีกหลายธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต่างกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของไวรัสกันอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ฟอร์บส์ยังรายงานด้วยว่าทำเนียบมหาเศรษฐีที่ร่วมเข้ากอบกู้วิกฤตครั้งนี้ หนึ่งในนั้นมีชื่อของคนไทยธนินท์ เจียรวนนท์ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ

ฟอร์บส์ รายงานว่า นายธนินท์ได้เปิดตัวโครงการช่วยเหลือต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสังคมจากวิกฤตโควิด-19 หลายโครงการและถือเป็นแนวคิดริเริ่มครั้งแรกไม่ว่าจะเป็น การทุ่มงบประมาณสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยแจกฟรีให้ทุกคน โดยตั้งเป้าจะเร่งผลิตให้ได้วันละ 100,000 ชิ้น หรือเดือนละ 3 ล้านชิ้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขณะเดียวกันได้มอบชุดป้องกันการติดเชื้อเพื่อแพทย์ พยาบาล และบุคลากรโรงพยาบาล ตลอดจนมีโครงการจัดส่งอาหารฟรีให้บุคลากรโรงพยาบาลรัฐกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักบริเวณ รวมทั้งการประกาศว่าจะไม่มีการขึ้นราคาสินค้าในสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ นอกจากนี้ได้มีการรวมรวมโครงการเพื่อสังคมที่กลุ่มซีพีได้ดำเนินการในช่วง 4 ปีที่ผ่านมากว่า 450 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเงินบริจาคเงินและอาหารยามวิกฤตน้ำท่วม ทุนการศึกษา โครงการผิงกู่ และการลงทุนให้สังคมด้านการศึกษา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ฟอร์บส์ได้รวบรวมและรายงานให้เห็นภาพของกลุ่มธุรกิจ และมหาเศรษฐีชั้นแนวหน้าของโลกที่ทุ่มเทอย่างเต็มกำลังเพื่อร่วมกู้วิกฤตโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรมจำนวนเกือบร้อยคน นอกจากบิลล์ เกตส์แล้วยังมีแจ็ก หม่าผู้ร่วมก่อตั้งอาณาจักร Alibaba ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงิน 14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 นอกจากนี้เขายังบริจาคชุดทดสอบโรค 500,000 ชุดและหน้ากากอนามัย 1 ล้านชิ้นให้กับประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา รวมทั้งได้ส่งเวชภัณฑ์และชุดทดสอบโรคไปยังอิตาลี และประเทศอื่น ๆ ทั่วแอฟริกา ละตินอเมริกา เอเชีย และล่าสุดได้จัดตั้ง Global MediXchange สำหรับการรวมองค์ความรู้โควิด-19 เพื่อแบ่งปันข้อมูลกับแพทย์ทั่วโลก ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระหว่างการแพร่ระบาด ขณะที่เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ แห่ง LVMH เจ้าของแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ได้แปลงโรงงานผลิตน้ำหอมสามแห่งมาผลิตเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรคแจกจ่ายให้กับหน่วยงานของฝรั่งเศสและระบบโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปฟรี ทั้งยังจัดหาหน้ากากอนามัยอย่างน้อย 40 ล้านชิ้นให้กับฝรั่งเศสโดยจ่ายเงินประมาณ 5.4 ล้านดอลลาร์ (5 ล้านยูโร) สำหรับการจัดส่งในสัปดาห์แรก

ส่วนเศรษฐีเจ้าของอาณาจักรเฟซบุ๊คมาร์ค ซักเคอเบิร์กได้ร่วมพามูลนิธิของเขาทำงานร่วมกับ UC San Francisco และ Stanford University เพื่อเร่งวินิจฉัยโรค ตลอดจนซื้อเครื่องตรวจวินิจฉัยที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA นอกจากนี้ยังประกาศมอบเงิน 100 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ และได้บริจาคเงิน 20 ล้านดอลลาร์ให้กับสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ขณะเดียวกันยังประกาศจะบริจาคเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อซื้อหน้ากากจำนวน 720,000 ชิ้น ให้กับเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ และจะทำงานเพื่อหาแหล่งบริจาคอีกนับล้านต่อไป

ฟากเจฟฟ์ เบโซสเจ้าของอาณาจักรแอมาซอน ลงทุนจำนวน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ในโครงการ AWS Diagnostic Development Initiative เพื่อสร้างชุดการทดสอบโควิด-19 รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนการจ้างงานเต็มเวลาและพาร์ทไทม์ 100,000 ตำแหน่งทั่วสหรัฐอเมริกา ตลอดจนเพิ่มค่าจ้างรายชั่วโมงในอเมริกาและทั่วโลก โดยแอมาซอนยังบริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์ให้กับกองทุนฉุกเฉินโควิด-19 ในวอชิงตัน ดี.ซี. และสร้างกองทุนบรรเทาทุกข์ 5 ล้านดอลลาร์สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และบริจาค 1 ล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิซีแอตเทิลใหม่เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสระบาดด้วย ขณะที่ลี กาชิงนักลงทุนผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียบริจาคเงิน 13 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือเมืองอู่ฮั่น เป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของโรค ขณะเดียวกันมูลนิธิของเขายังได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยจำนวน 250,000 ชิ้น ให้กับองค์กรสวัสดิการสังคมและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในฮ่องกง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/forbes-covid19/

เมื่อไวรัส disrupt ค้าปลีก Taobao อีคอมเมิร์ซจีนใช้โอกาสนี้ดึงร้านค้าทั่วจีนเข้าสู่แพลตฟอร์ม

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ วงการค้าปลีกรู้ดีอยู่แล้วว่า อีคอมเมิร์ซเป็นหนึ่งในอนาคต เพียงแต่วิกฤตไวรัสรอบนี้เป็นตัวเร่งให้มันหมุนไวขึ้นอีกอย่างมหาศาล

Taobao
หน้าเว็บไซต์ Taobao.com

ทางรอดของค้าปลีกในยุคโรคระบาด

Taobao แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนของ Alibaba ประกาศแผนดึงค้าปลีกและค้าส่งออฟเข้าสู่แพลตฟอร์ม หลังจากที่หลายรายต้องปิดหน้าร้านลงไปเนื่องจากวิกฤตไวรัสโควิด-19

Taobao เชิญชวนคนทำธุรกิจในวงการค้าปลีกทุกชนิดเข้าสู่แพลตฟอร์มในชาวงวิกฤตด้วยการประกาศว่า จะยกเลิกค่าธรรมเนียมการเข้าแพลตฟอร์มทั้งหมด รวมถึงขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนในการสมัคร ผลปรากฏว่าในเดือนมีนาคมมียอดคนสมัครเข้ามาขายของบนแพลตฟอร์ม Taobao จำนวนมาก ซึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ มีจำนวนการไลฟ์สดขายของเพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนก่อนหน้าถึง 719%

ในประเทศจีน เพียงแค่เอาของมาขายบนแพลตฟอร์มเฉยๆ อาจไม่พอ เพราะสิ่งที่ต้องทำคือ ไลฟ์สดขายของเพื่อกระตุ้นยอดขายด้วย ดังนั้นแพลตฟอร์มไหนที่มีฟีเจอร์ซึ่งตอบโจทย์ในจุดนี้ก็ย่อมดึงดูดผู้ค้าให้เขามาอยู่ใน ecosystem

กรณีศึกษา Red Dragonfly ร้านขายรองเท้าที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใน Taobao

Red Dragonfly คือร้านขายรองเท้าที่มีหน้าร้านกว่า 4,000 ทั่วจีน ซึ่งถูกสั่งปิดทุกสาขาไปเรียบร้อยจากพิษโควิด-19 หลังจากนั้น Red Dragonfly จึงได้เข้ามาขายสินค้าใน Taobao และในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำการไลฟ์สดขายรองเท้าผ่านแพลตฟอร์ม มียอดคนดูกว่า 4.3 แสนครั้ง ช่วยเร่งยอดขายให้เติบโตเพิ่มมากขึ้น 114% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ยุครุ่งเรืองของเจ้าแพลตฟอร์ม

Taobao ตั้งเป้าว่าในปีนี้จะดึงค้าปลีกที่มีหน้าร้านเข้าสู่แพลตฟอร์มอีกกว่า 200,000 ราย และรวมถึงเว็บไซต์ขายของออนไลน์ทั่วๆ ไปอีกหลายรายที่กระจัดกระจายอยู่บนอินเตอร์เน็ตกว่า 100 มาร์เก็ตเพลสให้เข้ามาอยู่รวมกันบนแพลตฟอร์มให้ได้มากที่สุด

มากกว่านั้น ในปีนี้ Taobao จะทดลองนำเอาเทคโนโลยี AR มาใช้ร่วมกับ 5G ที่เริ่มเห็นรูปเห็นร่างมากขึ้นเพื่อมาผลักดันวงการค้าปลีกยุคใหม่ (New Retail) และกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้าต่างๆ บนแพลตฟอร์ม

ในช่วงวิกฤตโรคระบาดแบบนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่จะสร้าง ecosystem ให้แข็งแกร่งมากขึ้น และแน่นอนว่าในท้ายที่สุดเมื่อพายุผ่านพ้นไป เจ้าแพลตฟอร์มจะเป็นใหญ่มากขึ้นอีกหลังจากนี้ (ทั้งที่แต่ก่อนก็ใหญ่โตมหาศาลอยู่แล้ว)

ที่มา – Alizila

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/taobao-ecommerce-future-of-stores/

ไม่เชื่อเหรอ นี่โควิดนะ! ตำรวจอินเดียแปลงร่างเป็นไวรัสหยุดประชาชนให้อยู่ติดบ้าน

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้ คือความตระหนัก และใส่ใจปัญหา เพื่อช่วยกันป้องกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจอินเดียได้ถ่ายคลิปวิดีโอเต้นเพื่อสอนการล้างมือที่ถูกวิธีไปแล้ว

เนื่องจากประเทศอินเดียมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก จนต้องมีคำสั่งปิดประเทศอย่างน้อย 21 วัน ใน 36 รัฐ ทำให้ร้านค้า โรงงาน สำนักงาน ตลาด และศาสนสถานจำเป็นต้องปิดลง ในอีกทางหนึ่งตำรวจอินเดียจำเป็นต้องสร้างความตระหนักให้กับประชาชน ให้ระมัดระวังการใช้ชีวิต ด้วยการสวมหมวกที่มีรูปร่างคล้ายไวรัสที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์สีสันต่างๆ ไว้บนหัวในขณะปฎิบัติหน้าที่เพื่อตั้งด่านตรวจรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากชาวอินเดียยังคาดความตระหนักในเรื่องการป้องกันโรคโควิด-19 อยู่อีกมาก

B. Gowtham ศิลปินท้องถิ่นในประเทศอินเดีย ผู้เป็นเจ้าของแนวคิดหมวกไวรัสนี้ เล่าว่า รัฐบาลมีมาตรการห้ามประชาชนออกจากบ้าน แต่ยังมีคนจำนวนมากฝ่าฝืนและออกมานอกบ้านเช่นเดิม โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน หรือหน้ากากอนามัยที่เหมาะสม

ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของโรคโควิด-19 เพราะไวรัสเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นการสร้างหมวกรูปไวรัส จะช่วยให้คนเห็นถึงความอันตรายของโรคโควิด-19 ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

Babu ตำรวจในประเทศอินเดีย เล่าว่าเขาจะดักตรวจรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย พร้อมกับตักเตือน เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น

ที่มา – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/india-police-wear-covid-19-hat/

Dean & Deluca ยื่นขอล้มละลายในสหรัฐฯ หลังพิษโควิดทับถม ขาดทุนสะสม และหนี้สินรุมเร้า

ร้าน Dean & Deluca

Dean & Deluca ยื่นขอล้มละลายในสหรัฐอเมริกา

Dean & Deluca เชนร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ในปัจจุบันมีเจ้าของเป็นคนไทยคือ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยได้เข้าซื้อมาตั้งแต่ปี 2014

ล่าสุด Dean & Deluca ได้ยื่นขอล้มละลายภายใต้ Chapter 11 ต่อศาลในสหรัฐอเมริกาแล้ว

สาเหตุหลักมาจากพิษของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง นอกจากนี้รวมถึงการขาดทุนสะสมที่ต่อเนื่องนาวนานหลายปี และปัญหาหนี้สินรุมเร้า ซึ่ง Bloomberg เปิดเผยว่า Dean & Deluca มีหนี้สินทั้งหมด 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) ส่วนทรัพย์สินทั้งหมดมีอยู่เพียง 50 ล้านดอลลาร์เท่านั้น (ประมาณ 1.6 พันล้านบาท) เรียกได้ว่าห่างกันถึง 10 เท่า และมากไปกว่านั้นยังไม่นับรวมถึงปัญหาที่ PACE ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ผิดชำระหนี้ในปีที่ผ่านมากว่า 315 ล้านดอลลาร์  (ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท)

สิ่งที่ต้องจับตามองจากนี้ต่อไปคือหลังการยื่นขอล้มละลายในครั้งนี้ของ Dean & Deluca เพื่อหยุดพักการชำระหนี้ชั่วคราว ทางบริษัทจะฟื้นฟูธุรกิจกลับมาได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dean-deluca-files-for-bankruptcy/