คลังเก็บป้ายกำกับ: แรงงาน

แม้แบรนด์ทั่วโลกไม่เอาด้วย แต่ MUJI ยังยืนยันใช้ฝ้ายจากซินเจียง

MUJI แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นยืนหยัดสวนกระแสหลากหลายแบรนด์ชาติอื่นที่ส่วนใหญ่ประกาศไม่เห็นด้วยที่จีนบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในซินเจียง ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น H&M, Zara, Burberry, Uniqlo, Nike และอีกหลายแบรนด์ต่างถอนตัว งดใช้ฝ้ายจากซินเจียงกันทั้งนั้น ไม่ใช่แบรนด์แฟชั่นเท่านั้นแต่ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา และ EU ก็ร่วมกันคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนที่มีส่วนพัวพันกับการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในซินเจียง

MUJI use Xinjiang cotton

ก่อนหน้านี้ MUJI สาขาจีนก็เคยออกมาประกาศแล้วว่ายังไม่เปลี่ยนใจ ยินดีใช้ฝ้ายจากซินเจียง ซึ่ง MUJI ก็ยืนยันที่จะใช้ฝ้ายจากซินเจียง ทั้งที่กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเคยระบุไว้ว่า ซินเจียงเป็นพื้นที่ที่มีการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในค่ายกักกัน รายได้ของ MUJI ราวครึ่งหนึ่งเป็นรายได้นอกประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรายได้จากจีนและมาจากสหรัฐฯ บ้างประปราย แถลงการณ์จาก MUJI ระบุว่า ใช้ฝ้ายจากฟาร์มออร์แกนิกส์จะช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น

ปัจจุบัน หน้าร้านออนไลน์ของ MUJI ในจีนยังระบุว่าใช้ฝ้ายจากซินเจียง ท่าทีเช่นนี้ของ MUJI ทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวจีนยังรู้สึกดีกับ MUJI และรู้สึกว่าเป็นแบรนด์ที่ยังสนับสนุนจีนเช่นเดิม

MUJI คาดว่าจะมีหน้าร้านในจีนได้มากว่า 300 แห่งภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งก็มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนออกมาประท้วง MUJI สำนักงานใหญ่ในโตเกียว เรียกร้องให้บริษัทหยุดซื้อฝ้ายจากซินเจียง แต่ทางตัวแทนจาก MUJI ก็ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของ MUJI ก็พยายามแสดงท่าทีไม่ให้เห็นว่าสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทางบริษัทแม่ของ MUJI อย่าง Ryohin Keikaku ก็ยืนยันว่าจะใช้ฝ้ายจากซินเจียงต่อไป ส่วนประธานของ MUJI ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ ต่อประเด็นซินเจียง

เรื่องการตัดความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นกับจีนนั้น Kota Hirayama นักเศรษฐศาสตร์จาก SMBC Kikko Securities ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นพยายามตัดความสัมพันธ์กับจีนแต่ก็ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ไม่ใช่แค่มีตลาดผู้บริโภคชาวจีนจำนวนมากเท่านั้นแต่มันยังหมายถึงการดิสรัปห่วงโซ่อุปทานโลกด้วย 

ที่มา – WSJ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แม้แบรนด์ทั่วโลกไม่เอาด้วย แต่ MUJI ยังยืนยันใช้ฝ้ายจากซินเจียง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/muji-uses-cotton-from-xinjiang/

ต้อนรับ Gen Z สู่ตลาดแรงงาน-คุ้นเคยเทคโนฯ เชื่อข้อมูล มองทุกคนเท่าเทียม ไม่เชื่อระบบอาวุโส

  • Gen Z (อายุ 12-26ปี) เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานปี 63-64
  • Gen Z คุ้นเคยเทคโนโลยี เห็นคุณค่าตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ข้อมูลรองรับ มองทุกคนเท่าเทียม ไม่เชื่อระบบอาวุโส
  • แนวโน้มเรียนต่อระดับอุดมศึกษาลดลง หันเรียนคอร์สระยะสั้น หลักสูตรออนไลน์
  • ค่าตอบแทนสูงอย่างเดียวไม่ดึงดูดใจ Gen Z ต้องการสังคมการทำงาน-ความยืดหยุ่น เพื่อพัฒนาตัวเอง
  • ภาคการศึกษาต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ หลักสูตร-โครงสร้าง ต้องปรับให้เข้ากับตลาดแรงงาน

Gen Z

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปี 2563 ที่ผ่านมาประชากร Generation Z เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ First Jobber และจะเป็นกำลังหลักของแรงงานในอนาคต ซึ่งประชากรกลุ่มมีลักษณะนิสัย ทัศนคติการทำงานแตกต่างจากประชากร Generation อื่นๆ อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ประกอบการและนายจ้างควรศึกษาและเข้าใจพฤติกรรมเพื่อรับมือและสร้างองค์กรให้เติบโตต่อไปได้

Gen Z คุ้นเคยเทคโนโลยี เห็นคุณค่าตัวเองและเชื่อในสิ่งที่มีข้อมูลรองรับ

Gen Z คือคนที่เกิดช่วง พ.ศ. 2538-2552 ปัจจุบันอายุ 12-26 ปี มีสัดส่วน 19% ของประชากรไทยทั้งหมด เติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวก คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เรียนรู้ได้เร็ว มองเห็นคุณค่าตัวเองและมองทุกคนเท่าเทียมกัน (ไม่แบ่งแยก) ไม่เชื่อในระบบอาวุโส เชื่อในสิ่งที่มีข้อมูลรองรับ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานครอบครัวดีกว่า Gen อื่นๆ

ระบบการศึกษา 4 ปีในระดับอุดมศึกษา ตอบโจทย์คน Gen Z ลดลง ขณะที่สื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าแนวโน้ม Gen Z เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาลดลง โดยเมื่อตัดปัจจัยเรื่องการลดลงของประชากรออกโดยวัดเป็นอัตราส่วนจะเห็นว่าทิศทางการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาปรับลดลงจาก 10.45% ในปี 2558 มาอยู่ที่ 9.16% ในปี 2563 เนื่องจากค่านิยมการศึกษาของ Gen Z เริ่มเปลี่ยนไป

นั่นคือ การศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่ตอบโจทย์การทำงาน และมองว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัยยาวนาน ค่าใช้จ่ายกับผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มค่า เทรนด์นี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน ข้อมูลจาก National Student Clearinghouse Research Center ระบุว่าจำนวนนักศึกษาในสหรัฐฯ ที่ลงทะเบียนศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยจากปี 2554 ถึงปี 2563 ลดลง 11% โดยการเปิดกว้างทางสื่อการศึกษา เช่น คอร์สออนไลน์จากต่างประเทศ และ YouTube ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่มากกว่า นอกจากนี้สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นยิ่งเข้ามาตอกย้ำแนวโน้มการศึกษาออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

Gen Z
ภาพจาก Shutterstock

ผลตอบแทนเป็นตัวเงินอย่างเดียวไม่ดึงดูดใจ สังคมการทำงาน-ความยืดหยุ่น สำคัญกับ Gen Z

Gen Z ไม่ยึดติดกับองค์กรเท่ากับ Gen อื่นๆ ค่าตอบแทนที่สูงอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดใจให้อดทนทำงาน แต่ต้องมีปัจจัยอื่นๆ เช่น สถานที่ทำงาน เวลาเข้า-ออกงาน โดยต้องการความยืดหยุ่นในชีวิต และ Work Life Balance ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีแนวคิดที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ทำธุรกิจ start up มากขึ้น

และยังมีอาชีพใหม่ๆ เช่น YouTuber, Vlogger หรืองานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เช่น E-Sports, Cybersecurity ทำให้เห็นว่าโอกาสอาชีพของ Gen Z เพิ่มมากขึ้น ความอดทนในการทำงานจึงลดลง มีการเปลี่ยนงานในระยะเวลาอันสั้น จากข้อมูลนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกมิติระบุว่าปกติอัตราการลาออกจากงานของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 10% แต่เมื่อ Gen Z เข้าสู่วัยทำงานอัตราการลาออกจากงานได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 12-15%

ทั้งนี้ คนใน Gen Z เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเรียนรู้ได้เร็วและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับองค์กร จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แต่ละองค์กรจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะรักษาบุคลากรเหล่านี้และสร้างสังคมในที่ทำงานที่แม้จะมีความแตกต่างในด้าน Generation แต่สามารถอยู่ร่วมกันเพื่อพัฒนางานให้กับองค์กรได้ 

Gen Z
ภาพจาก Shutterstock

ภาคการศึกษาต้องปรับปรุง องค์กรต้องปรับการทำงาน

Gen Z จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม ดังนั้น ภาคการศึกษาต้องออกแบบหลักสูตร ปรับโครงสร้างให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน มีคอร์สระยะสั้นเฉพาะทางเพิ่มขึ้น ต้องเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เห็นประสบการณ์จริง สร้างทักษะความเป็นผู้นำและทักษะที่สำคัญต่างๆ

องค์กรต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มีความยืดหยุ่น เช่น เวลาการทำงาน บางองค์กรอาจทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ สถานที่ทำงานมีลักษณะเป็น Co-Working ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ความแตกต่างทางความคิดและลักษณะการทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรต้องบริหารจัดการให้ดี ให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ข้อดีและสนับสนุนกันในเรื่องนั้นๆ ไม่นำอายุหรือความอาวุโสมาเป็นใหญ่ในการตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นต้น 

เตรียมรับมือพฤติกรรมที่แตกต่างของ Gen Z

องค์กรต้องรับมือกับความแตกต่างของ Gen Z ในทุกด้าน เช่น การตลาดต้องใช้สื่อออนไลน์ ต้องรู้ว่า platform ใดที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้มากกว่า เช่น ผลสำรวจระบุว่า Gen Z เริ่มใช้ Facebook ลดลง เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคหรือ Generation ใด การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงก็ถือเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ และพวกเราทุกคนควรเตรียมพร้อมเพื่อรับมืออยู่เสมอ 

Disclaimer

รายงานวิจัยนี้จัดทำโดยบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (“KResearch”) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะหรือข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว 

ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ต้อนรับ Gen Z สู่ตลาดแรงงาน-คุ้นเคยเทคโนฯ เชื่อข้อมูล มองทุกคนเท่าเทียม ไม่เชื่อระบบอาวุโส first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/intro-to-gen-z/

จีนรายงาน: ประชากรจีนเติบโตต่อเนื่อง สวนทางคาดการณ์สื่อต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ Financial Times (FT) คาดการณ์ว่าจีนจะรายงานประชากรลดลงครั้งแรกนับจากช่วงทำนโยบาย Great Leap Forward สมัยยุคเหมา เจ๋อ ตง ที่พยายามจะปฏิรูปเศรษฐกิจจนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนหลายสิบล้านคนในช่วงปลายทศวรรษ 1950 แม้ว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการวางแผนครอบครัวที่ไม่เคร่งครัดแบบเดิมแล้ว แต่อัตราประชากรของจีนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น รายงานเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา คาดว่าจะมีจำนวนประชากรต่ำกว่า 1,400 ล้านคน

China population

ก่อนหน้านี้ในปี 2019 มีจำนวนประชากรราว 1,400 ล้านคน รายงานดังกล่าวคาดว่าน่าจะเปิดเผยให้รับรู้ช่วงต้นเดือนเมษายน เรื่องนี้โฆษก Liu Aihua สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า มีเรื่องที่ต้องเตรียมการอีกมาก ทำให้รายงานช้า

เรื่องอัตราประชากรที่ลดลงนี้ นักวิเคราะห์กล่าวว่า จำนวนประชากรของจีนน่าจะลดลงแซงหน้าอินเดียอยู่ที่ 1.38 พันล้านคน เป็นไปได้ว่า วิกฤตจำนวนประชากรจีนจะลดลงเร็วและมากกว่าที่จะจินตนาการได้ สิ่งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศแน่นอน อัตราการเกิดของคนจีนลดลงหลังผ่อนคลายนโยบายที่บังคับให้ประชาชนมีลูกคนเดียวมาหลายทศวรรษแล้ว เพิ่งจะมาเปลี่ยนนโยบายในปี 2015 ให้มีลูกสองคนได้

จีนรายงาน จำนวนประชากรจีนเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือสื่อต่างประเทศที่คาดว่าจีนน่าจะมีอัตราประชากรลดลง ขณะที่ South China Morning Post (SCMP) ระบุว่า สำนักสถิติแห่งชาติจีนแถลงสั้นๆ เกี่ยวกับจำนวนประชากรจีนเติบโตต่อเนื่องในปี 2020 ส่วนรายละเอียดอาจจะเผยให้เห็นในแถลงการณ์ผลสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 7

SCMP เปิดเผยหลัง FT รายงานว่า จีนน่าจะมีอัตราประชากรลดลงเนื่องจากมีอัตราการตายสูงกว่าการเกิด เป็นอัตราที่ลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1961 ซึ่งจำนวนประชากรนี้ลดลง 10 ล้านคนในปี 1960 และลดลงอีก 3.4 ล้านคนในปี 1961 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 14.4 ล้านคนในปี 1962

ด้าน He Yafu ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านประชากรจีนคาดว่า จำนวนคนเกิดใหม่ในจีนปี 2020 น่าจะมากกว่า 12 ล้านคน และลดลงหรือมีผู้คนเสียชีวิตราว 11 ล้านคนในปีนี้ และลดลงอีกราว 1 ล้านคนในปี 2022

เด็ก ทารก infant baby
(Photo by Carl Court/Getty Images)

การสำรวจสำมะโนประชากรของจีนจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม เป็นการเก็บข้อมูลชุดใหญ่เพราะจำนวนประชากรเยอะ ต้องเก็บข้อมูลครัวเรือน อายุ การศึกษา อาชีพ การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน สถานะสมรส ฯลฯ เหล่านี้ต้องใช้เวลา นี่เป็นการเก็บข้อมูลครั้งที่ 7 จีนจะเก็บเว้นระยะ 10 ปี ดังนี้ ปี 1953, ปี 1964, ปี 1982, ปี 1990, ปี 2000 และปี 2010 ปีที่ผู้คนกำลังหาคำตอบคือปีปัจจุบัน ที่ต่างมีการคาดการณ์ว่า อัตราการเกิดต่ำซึ่งนโยบายลูกคนเดียวก็ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มีเด็กเกิดใหม่น้อยลงด้วย

ตั้งแต่ปี 2000 ถึงปี 2010 ประชากรวัยทำงานอายุระหว่าง 15 ปีถึง 59 ปีมีสัดส่วนจำนวนประชากร 66% ถึง 70% แต่ปลายปี 2019 สัดส่วนลดลงอยู่ที่ 64% ต่ำกว่าที่เคยบันทึกไว้เมื่อปี 2000 ขณะเดียวกัน คนสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น 3% เป็น 13% ในทศวรรษ 2010 และสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 19% เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

covid china
(Photo by Stringer/Getty Images)

ข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนพบว่า ปีที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่รวม 10.35 ล้านคนที่ลงทะเบียนในระบบครัวเรือน ลดลงจากเดิม 11.79 ล้านคนในปี 2019 ทั้งนี้ อัตราการเกิดจากทางการของจีนในปี 2020 ยังไม่รวมจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ก็พบว่า อัตราการเกิดปี 2020 ในบางภูมิภาคนั้นมีการเกิดลดลงกว่า 30% ในปี 2020 ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า

อีกทั้งจำนวนประชากรโลกในหลายประเทศยืนยันตรงกันว่า โควิด-19 ระบาดส่งผลกระทบต่ออัตราการเกิดในปี 2020 โดยก่อนหน้านี้ในปี 2019 คนจีนให้กำเนิดบุตรอยู่ที่ 14.65 ล้านคน ซึ่งก็ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1961 เป็นต้นมา และยังลดจำนวนลงจากปี 2018 ที่มีคนเกิดอยู่ที่ 15.23 ล้านคน

เรื่องที่ FT เผยแพร่ว่าจีนมีอัตราประชากรลดลงต่ำสุดในรอบ 50 ปีนั้น  Global Times อ้างความคิดเห็นจาก Huang Wenzheng ผู้เชี่ยวชาญด้านอัตราประชากรและนักวิจัยอาวุโสจากศูนย์จีนและโลกาภิวัตน์กล่าวว่า พาดหัวประเด็นจีนมีอัตราประชากรลดลใน FT นั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีหลักฐานว่าอัตราประชากรจีนจะเริ่มลดลงในปี 2020

Shanghai China เซี่ยงไฮ้ จีน
ภาพจาก Shutterstock

โดย Huang ระบุว่า แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่า ประชากรจีนจะลดลงน้อยกว่า 1.4 พันล้านคนภายในสิ้นปี 2020 แต่จำนวนประชากรโดยรวมเมื่อปี 2019 ไม่ได้สะท้อนว่าประชากรจีนลดลง อาจจะมีความผิดพลาดทางด้านสถิติเกิดขึ้น จีนเริ่มเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา เป็นการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 7 ทั้ง Huang และนักประชากรศาสตร์ชาวจีนหลายคนกล่าวว่า จำนวนประชากรไม่ได้ลดลงในปีที่แล้ว แต่อัตราการเติบโตของประชากรลดลงมาหลายปีแล้ว เป็นไปได้ว่าจีนอาจจะถึงจุดสูงสุดภายในหนึ่งปี สองปีก่อนที่จะเริ่มลดลงจริง 

ขณะที่ He Yafu นักประชากรศาสตร์อิสระ ระบุว่า ช่องว่างระหว่างจำนวนคนเสียชีวิตและคนเกิดใหม่ไม่กี่ปีมานี้มีจำนวนน้อยลงและปี 2022 การเสียชีวิตอาจจะมากกว่าการเกิด นั่นก็อาจจะทำให้ประชากรค่อยๆ ลดจำนวนลง

ที่มา – FT, SCMP, WSJ, Global Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จีนรายงาน: ประชากรจีนเติบโตต่อเนื่อง สวนทางคาดการณ์สื่อต่างประเทศ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-report-population-growth/

Biden เซ็นคำสั่งพิเศษ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ชาวอเมริกัน 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

Joe Biden ลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี (executive order) เพื่อขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ชาวอเมริกันที่ทำงานเป็นลูกจ้างของรัฐบาลกลาง (federal contractor) จาก 10.95 เหรียญสหรัฐเป็น 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

Joe Biden ทวีตข้อความไว้ว่า ไม่มีใครควรทำงานเต็มเวลา แต่ยังมีชีวิตยากจนอยู่ วันนี้ เขาจึงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงให้กับลูกจ้างของรัฐทั้งหมด

Joe Biden ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเพียง 100 วันเศษ แต่ศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงานสูงมาก ไล่มาตั้งแต่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้เกินเป้า 222 ล้านโดส จากเดิมที่ตั้งเป้า 100 ล้านโดสภายใน 100 วัน ขยายโครงการอาหารให้เด็กยากไร้กว่า 30 ล้านคนที่ไม่มีเงินซื้ออาหารกิน อาหารไม่พอประทังชีวิตในแต่ละวัน ไปจนถึงเพิ่มภาษีคนรวยที่กำลังงัดข้อกับเหล่านายทุนและพรรครีพับลิกันอย่างหนัก ล่าสุด ยังขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับพนักงานของรัฐด้วย

Joe Biden raise minimum wage 15usd per hour

ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นจาก 10.95 เหรียญสหรัฐเป็น 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง การขึ้นค่าแรงนี้น่าจะขึ้นได้อย่างเร็วในเดือนมกราคม อย่างช้าไม่เกินเดือนมีนาคม ปี 2022 อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นระดับเดียวกับลูกจ้างของรัฐที่พิการ

ทั้งนี้ มีผลการศึกษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาของสำนักงานวิเคราะห์และติดตามการใช้งบประมาณของรัฐสภา (Congressional Budget Office) ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด พบว่า การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงงจะทำให้คนจำนวนเกือบล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่ก็ยังพบข้อมูลว่าอาจจะทำให้คนตกงานราว 1.4 ล้านคนและยังทำให้ขาดดุลงบประมาณสะสม 5.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2021 ถึงปี 2023 และส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น

ด้านทำเนียบขาว ระบุว่า การเพิ่มเงินเดือนไม่ได้ทำให้ต้นทุนของรัฐบาลหรือเพิ่มต้นทุนให้กับผู้จ่ายภาษีเพิ่ม เพราะมันจะทำให้นายจ้างพยายามเก็บคนทำงานเก่งๆ ไว้ และลดต้นทุนเกี่ยวกับรับคนเพิ่ม ช่วยลดการขาดงานของคนทำงานมากขึ้นและทำให้ผลิตภาพในการทำงานสูงขึ้นและยังลดต้นทุนด้านการตรวจตราในการทำงานมากขึ้นด้วย ซึ่งคนทำงานกลุ่มนี้จะมีทั้งคนทำงานด้านความสะอาด คนทำงานด้านซ่อมบำรุง ผู้ช่วยพยาบาลที่ดูแลทหารผ่านศึกและแรงงานที่ดูแลและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

Presidential Cabinet members Joe Biden
President Joe Biden and Vice President Kamala Harris, joined by the Presidential Cabinet members, pose for a Cabinet portrait Thursday, April 1, 2021, in the Grand Foyer of the White House. (Official White House Photo by Adam Schultz)

คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น การเพิ่มค่าแรง 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงนี้สำหรับคนทำงานทุกคนทั่วประเทศ การขึ้นค่าแรงนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเยียวยาโควิด ด้านสถาบันนโยบายเศรษฐกิจระบุว่า น่าจะมีคนรายได้น้อยราว 3.9 แสนคนที่ได้รับการขึ้นค่าแรงนี้ ราวครึ่งหนึ่งที่ได้รับค่าแรงขึ้นคาดว่าน่าจะเป็นคนผิวดำหรือกลุ่มคนทำงานฮิสแปนิก (ส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปน) แต่ก็มีการประเมินจากสถาบัน Brookings ว่าลูกจ้างรัฐน่าจะมีอยู่ราว 5 ล้านคน

คำสัมภาษณ์จากลูกจ้างภาครัฐ Sylvia Walker กล่าวว่า นี่ถือเป็นก้าวที่สำคัญ เราสู้กันมาอย่างหนักเพื่อจะได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมและมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น พวกเราขอบคุณรัฐบาล Biden ที่ได้ยินเสียงของพวกเรา

ที่มา – NBC News, The Guardian, The White House

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Biden เซ็นคำสั่งพิเศษ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ชาวอเมริกัน 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-sign-executive-order-raise-minimum-wage-15-usd-an-hour-for-federal-contracts/

แรงงานไทยกระทบหนัก ไม่มีงานทำ ชั่วโมงทำงานลด รายได้หด ทักษะยังไม่พัฒนา

  • โควิด-19 ระลอกนี้ซ้ำเติมกลุ่มแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบหนักอยู่แล้วให้หนักลงไปอีก
  • ธ.ค.63 คาดว่ามีผู้ว่างงานจากผลกระทบโควิด-19 ประมาณ 5.9 แสนคน
  • ผู้เสมือนว่างงาน หรือมีจำนวนชั่วโมงการทำงานน้อยลง รายได้ก็ลดลงด้วย ประมาณ 2.1 ล้านคน
  • แรงงานภาคธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ กว่า 6.9 ล้านคน ยังไม่ฟื้นและรายได้หดหาย
  • ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาทักษะและผลิตภาพแรงงานไทย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีนโยบายเชิงรูปธรรม และประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามกำลังแซงหน้าไปแล้ว

K Research

แรงงานเปราะบางปี 2564 มีโอกาสเพิ่มสูงกว่า 2.7 ล้านคน หรือ 6.9%

กว่า 1 ปีของการระบาดโควิด-19 ที่จนถึงปัจจุบันวิกฤตนี้ก็ยังไม่ยุติลง และมีแนวโน้มจะสร้างผลกระทบที่ยืดเยื้อยาวนานสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยที่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการฉีดวัคซีนให้กับประชากร 70% ขึ้นไปของประชากรทั้งประเทศอาจมีความเสี่ยงว่าจะเกิดขึ้นไม่ทันภายในช่วงปี 2564 นี้ ถึงแม้ภาครัฐมีแผนจะจัดหาวัคซีนไว้แล้วมากกว่า 63 ล้านโดสก็ตาม เพราะแม้ว่าเราอาจจะสามารถควบคุมการระบาดของโควิดในรอบเดือนเมษายนนี้ให้คลี่คลายได้ก่อนเข้าสู่จังหวะการเปิดประเทศในจังหวัดท่องเที่ยวเป้าหมายตามแผนที่วางไว้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 (ทั้งการไม่กักตัว/ลดวันกักตัวลง) แต่ก็มีความเป็นไปได้ในกรณีเลวร้ายที่อาจมีเหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นคือการระบาดรอบถัดไปหรือคลัสเตอร์ใหม่ๆ ได้อีก

ภาพดังกล่าวย่อมกดดันเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและครัวเรือน ให้มีความเปราะบางมากขึ้นผ่านจังหวะการฟื้นตัวที่สะดุดลงและเลื่อนเวลาออกไปจากที่เคยหวังกันไว้ก่อนเกิดระลอกปลายเดือนธันวาคม 2563 และเมษายน 2564 ซึ่งถ้าย้อนไปดูผลกระทบต่อแรงงานจากสถิติล่าสุด พบว่า โควิดรอบแรก ทำให้มีผู้ว่างงาน เร่งจำนวนขึ้นมาอยู่ที่ 5.9 แสนคน ณ ธันวาคม 2563 คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.5% ต่อกำลังแรงงานทั้งหมด (เทียบกับ 0.96% ณ ธันวาคม 2562) ขณะที่ หากนับรวมผู้เสมือนว่างงานหรือผู้ที่มีจำนวนชั่วโมงการทำงานน้อยอีกราว 2.1 ล้านคน หรือ 5.4% ต่อกำลังแรงงาน โดยแบ่งเป็น ภาคเกษตรราว 1.3 ล้านคน และภาคนอกเกษตร 0.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นการผลิต ขายส่งขายปลีก ที่พักแรม เป็นต้น กล่าวได้ว่า แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิดรอบแรกและมีความเปราะบางด้านรายได้ อาจมีมากถึง 2.7 ล้านคน หรือ 6.9% 

K Research

นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดโควิดรอบเดือนเมษายน 2564 แรงงานนอกระบบนอกภาคเกษตรในสาขาการค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่มีจำนวน 6.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 17.5% ต่อกำลังแรงงาน ซึ่งครอบคลุมถึงตลาดนัด ร้านนวดและสปา แท็กซี่และจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงหาบเร่แผงลอย ก็มีรายได้ที่ลดลงมาเหลือเพียง 10-50% ของรายได้ก่อนโควิดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงความคืบหน้าของโครงการ “เราชนะ” ของภาครัฐ ที่มีจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์มากถึง 32.8 ล้านคน ก็สะท้อนได้เช่นกันว่า ผู้ที่มีความเปราะบางจากผลกระทบของโควิดมีอยู่เป็นจำนวนมากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ

ดังนั้น สำหรับในปี 2564 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จำนวนแรงงานเปราะบางที่วัดจากผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงานจะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ในกรณีเลวร้ายหากไม่สามารถเปิดการท่องเที่ยวได้ สถานการณ์การจ้างงานจะแย่ลง

ขณะที่การจ้างงานในภาคการค้าส่งค้าปลีกโดยรวมก็ยังไม่น่าจะดีขึ้น เพราะแม้จะไม่ถูกกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์มากเหมือนปีก่อน รวมถึงน่าจะได้อานิสงส์จากการที่รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการคนละครึ่ง แต่การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นมากกว่าในรอบแรก จะเป็นตัวฉุดการใช้จ่ายและกระทบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งรวมถึงการจ้างงาน โดยรวมแล้ว จึงอาจมีเพียงอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าที่น่าจะมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นตามเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ   

K Research
ภาพจาก Shutterstock

การเร่งพัฒนาทักษะและผลิตภาพแรงงาน ยังไร้แผนที่ชัดเจน

นอกเหนือจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพให้กับผู้เปราะบางในการรับมือกับโจทย์เฉพาะหน้าเรื่องโควิดแล้ว ภาครัฐและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องวางแนวทางความช่วยเหลือในการพัฒนาทักษะและผลิตภาพแรงงานแบบคู่ขนานกันไปเพื่อรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการประกอบธุรกิจในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็วและซับซ้อนขึ้น โดยจำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ซึ่งครอบคลุมไปถึงระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย เพื่อออกแบบมาตรการที่อุดช่องว่างหรือเติมเต็มให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะตนเองและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้ได้มากที่สุด

ขณะเดียวกันก็ต้องสอดรับไปกับการวางเป้าหมายในอนาคตของประเทศในการเป็นฮับในด้านต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าหนีไม่พ้นที่จะต้องทำให้ผลิตภาพแรงงานไทยแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย นับว่าเป็นความท้าทายพอสมควร เพราะก่อนโควิดผลิตภาพแรงงานของไทยก็เริ่มลดลงแล้ว แม้จะยังสูงกว่ากลุ่มประเทศรายได้ปานกลางสูงก็ตาม 

K Research

สำหรับแรงงานนั้น จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกันที่จะต้องเร่งปรับตัว ทั้งการรู้ลึกรู้จริงในสาขาที่เชี่ยวชาญ และรู้รอบรู้กว้างในสาขาอื่นๆ อีกทั้งยังต้อง Upskill / Reskill ให้มีทักษะที่จำเป็นที่เป็นที่ต้องการสำหรับภาคธุรกิจแห่งอนาคต ที่สำคัญก็คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ทักษะด้านภาษา ความยืดหยุ่นในการปรับตัว เป็นต้น ตลอดจนคงต้องสร้างอุปนิสัยรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งจะทำให้แรงงานมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตต่างๆ ที่จะเข้ามาอีกในอนาคตได้อย่างยั่งยืน 

K Research

Disclaimer

รายงานวิจัยนี้จัดทำโดยบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (“KResearch”) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะหรือข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว 

ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แรงงานไทยกระทบหนัก ไม่มีงานทำ ชั่วโมงทำงานลด รายได้หด ทักษะยังไม่พัฒนา first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/covid-effect-labour-situation-in-thailand/

Biden เดินหน้าหาแนวร่วมกลุ่ม G7 กดดันจีนเข้มข้น กรณีบังคับใช้แรงงานอุยกูร์

ประเด็นเรื่องการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ยังไม่จบ ตราบใดที่องค์กรระหว่างประเทศยังไม่สามารถเข้าไปตรวจการบังคับใช้แรงงานในซินเจียง จีนได้อย่างโปร่งใส ล่าสุด สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ Biden เตรียมหาแนวร่วมจากกลุ่ม G7 เพิ่มแรงกดดันจีนมากขึ้น

Biden pressure China in case of Uyghur

Joe Biden เตรียมร่วมประชุมเศรษฐกิจกับกลุ่ม G7 ที่อังกฤษในเดือนมิถุนายนนี้ การประชุมครั้งนี้ Biden จะมุ่งเป้าไปที่เรื่องศัตรูทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ระหว่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยกับประเทศที่เป็นเผด็จการโดยเฉพาะจีน 

ประเด็นนี้ Daleep Singh ผู้ช่วยที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติและผู้ช่วยผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของ Biden กล่าวไว้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า การประชุม G7 ที่คอร์นวอลล์ น่าจะมุ่งประเด็นเรื่องความมั่นคงด้านสาธารณสุข การรับมือกับโควิดระบาดที่สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ และการจัดการเรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการยกระดับคุณค่าในมิติประชาธิปไตยภายในกลุ่ม G7 ร่วมกัน

สิ่งที่ Singh เน้นย้ำคือการร่วมมือของพันธมิตร ที่จะมีการปฏิบัติที่จริงจัง มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยความท้าทายของกลุ่ม G7 คือการแสดงให้เห็นว่าเป็นสังคมที่เปิดกว้าง เป็นสังคมประชาธิปไตย และยังมีโอกาสที่จะแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งการปกครองแบบเผด็จการไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดแน่นอน 

Sanction China

Singh กล่าวว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะต่อต้านจีนในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ซึ่งสหรัฐฯ จะพยายามแสวงความร่วมมือในกลุ่มพันธมิตร G7 เพิ่ม (กลุ่ม G7 ประกอบด้วย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา) ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อังกฤษ และแคนาดาก็ประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวพันกับการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์มาแล้ว ด้านจีนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและตอบสนองสหภาพยุโรปด้วยมาตรการลงโทษกลับเช่นกัน 

อย่างไรก็ดี ทางทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า Biden จะเยือนเบลเยียมเป็นประเทศแรกหลังขึ้นดำรงตำแหน่งในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ แผนการเยือนบรัสเซลส์นี้ก็เพื่อร่วมประชุมผู้นำสูงสุดของ NATO พันธมิตรด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ นั่นเอง รวมทั้งเยือนคอร์นวอลล์ อังกฤษ เพื่อประชุม G7 ในวันที่ 11-13 มิถุนายนด้วย

ที่มา – Aljazeera, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Biden เดินหน้าหาแนวร่วมกลุ่ม G7 กดดันจีนเข้มข้น กรณีบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-seek-allies-in-g7-pressure-china-in-case-of-uyghur-forced-labor/

ญี่ปุ่นก็แบนบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในจีน: Kagome ระงับนำเข้ามะเขือเทศซินเจียง

เรื่องคว่ำบาตร เรื่องแบนการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ ซินเจียงในจีน ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจากแบรนด์แฟชั่นตะวันตกที่ถูกจับตามองจากนานาประเทศจนต้องออกแถลงการณ์แบนการบังคับใช้แรงงานกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็น H&M, Adidas, Nike, New Balance, Zara, Burberry, Gap, Uniqlo ล้วนออกมาต่อต้านการบังคับใช้แรงงานจนถูกชาวจีนรักชาติโจมตีกลับ ล่าสุด ผู้ผลิตซอสแบรนด์ดังอันดับ 1 ของญี่ปุ่น Kagome ยังแบนการนำเข้ามะเขือเทศซินเจียงในจีน

Kagome

Nikkei รายงานว่า Kagome แบรนด์ดังที่ผลิตทั้งซอสและน้ำมะเขือเทศของญี่ปุ่น ก็ร่วมแบน ร่วมต้านการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ ซินเจียงด้วย โดย Kagome ระงับการนำเข้ามะเขือเทศจากซินเจียงที่ใช้สำหรับทำซอสตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว เรื่องการระงับนำเข้านี้ ผู้แทนจากบริษัท Kagome ระบุว่า ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเช่นนี้

Kagome เชื่อว่าน่าจะเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่ยุติการทำธุรกิจกับพื้นที่นี้เพราะประเด็นอุยกูร์ ขณะเดียวกันบริษัท Kagome ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการระงับการนำเข้ามะเขือเทศจากซินเจียงนัก ก่อนหน้านี้ก็มีการลดนำเข้าไปบ้างแล้ว อีกทั้งมะเขือเทศที่นำเข้าจากซินเจียงในปัจจุบันก็มีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ด้วย ดังนั้น Kogame น่าจะใช้วิธีนำเข้ามะเขือเทศจากประเทศอื่นแทน

Kagome ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1899 มาถึงวันนี้ก็มีอายุมากถึง 122 ปีแล้ว หมุดหมายของการผลิตสินค้าก็เพื่อทำให้สุขภาพของผู้คนดีขึ้นด้วยคุณค่าทางอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่ดีและยังมีส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งซอสมะเขือเทศ 60.3% น้ำมะเขือเทศ 55.5% น้ำผักรวม 44.1% น้ำผักและนำ้ผลไม้รวม 55.7% ซึ่งธุรกิจของ Kagome ก็มีทั้งเครื่องดื่ม อาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตร ธุรกิจระหว่างประเทศ ฯลฯ ยอดขายเฉพาะปี 2020 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.83 แสนล้านเยน

KAGOME

ก่อนหน้านี้ Kagome ก็มีการเปิดเผยมาโดยตลอดว่าส่วนประกอบของอาหารมีผลผลิตมาจากซินเจียงเสมอ ซึ่งล่าสุดก็มีการเผยส่วนประกอบของซอสมะเขือเทศล่าสุด มีมะเขือเทศที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย สเปน ชิลี ตุกรี และโปรตุเกส ซึ่งผู้แทนจาก Kagome ก็ยืนยันว่ามะเขือเทศนี้จะมีการผลิตจากพื้นที่ที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

FAO ระบุว่า ปี 2019 จีนถือเป็นผู้ผลิตมะเขือเทศรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก จีนผลิตมะเขือเทศได้มากถึง 62.76 ล้านตัน ถือเป็น 35% ของการผลิตโลก ซินเจียงก็ถือเป็นพื้นที่ที่ผลิตมะเขือเทศได้มากเนื่องจากภูมิอากาศดี ทั้งนักลงทุนและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างกดดันบริษัทที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอุยกูร์ เดือนที่ผ่านมา มีบริษัท 47 แห่งที่ถูกสงสัยว่า มีการใช้ซัพพลายเออร์ที่บังคับใช้แรงงานในซินเจียง รายชื่อที่เกี่ยวข้องมีทั้งบริษัท Alphabet (บริษัทแม่ของ Google), Apple, Volkswagen, Fast Retailing (บริษัทแม่ของ Uniqlo) แต่ไม่มีรายชื่อ Kogame อยู่ในนั้น

ที่มา – Nikkei Asia, Kagome

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ญี่ปุ่นก็แบนบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในจีน: Kagome ระงับนำเข้ามะเขือเทศซินเจียง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kagome-suspend-import-xinjiang-tomato-cause-of-human-rights/

นายกรัฐมนตรีในฝัน ผู้นำนิวซีแลนด์เพิ่มรายได้ขั้นต่ำ เพิ่มสิทธิแรงงาน ขึ้นภาษีคนรวย

นิวซีแลนด์กำลังเพิ่มรายได้ขั้นต่ำเป็น 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์หรือราว 440 บาทต่อชั่วโมงและเพิ่มการเรียกเก็บภาษีคนรวยที่มีรายได้สูงสุดของประเทศขึ้นมาเป็น 39% และยังเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานที่ลาป่วยและคนที่ว่างงาน ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มเห็นผลในวันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายนผ่านมา 

Jacinda Ardern New Zealand
ภาพจาก Jacinda Ardern

รัฐบาลนิวซีแลนด์เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอีก 1.14 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อชั่วโมง การเพิ่มค่าแรงดังกล่าวจะส่งผลต่อคนทำงานราว 175,500 คน และเพิ่มรายได้ทั่วประเทศราว 216 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์

การเพิ่มอัตราภาษีคนรวย จะเพิ่มภาษีคนที่มีรายได้กว่า 180,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อปี คิดเป็น 2% ของชาวนิวซีแลนด์ทั้งหมด รัฐบาลนิวซีแลนด์ประเมินว่าจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อปีอยู่ที่ 550 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก OECD ระบุว่า ปี 2019 นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีรายได้ขั้นต่ำสูงที่สุดติดอันดับ Top 5 ของโลก 

Jacinda Ardern ระบุว่า ยังมีเรื่องราวอีกมากที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านให้เพิ่มมากขึ้น การพัฒนาระบบสาธารณสุข การลงทุนด้านการศึกษา การเพิ่มโอกาสในการฝึกฝนเรียนรู้และการทำงานของผู้คน อย่างไรก็ดี นิวซีแลนด์ยังมีปัญหาเรื่องอัตราความยากจนของเด็กที่อยูในระดับสูงตลอดจนราคาค่าบ้านที่ค่อนข้างแพง บ้านในโอ๊คแลนด์ถือเป็นบ้านที่หาทางจับจองเป็นเจ้าของได้ยากยิ่ง เพราะสนนราคาค่าบ้านมากถึง 11 เท่าของรายได้

New Zealand
New Zealand Photo by Partha Narasimhan on Unsplash

ปัญหาเรื่องขาดแคลนบ้านกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของนิวซีแลนด์ จากรายงานพบว่า ลิสต์รายชื่อผู้ที่รอบ้านจากการเคหะมากถึง 22,800 ครัวเรือน ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านของนิวซีแลนด์ไม่เห็นด้วยต่อการเพิ่มรายได้ขั้นต่ำเพราะเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ระบาดยังมีความไม่แน่นอนสูง 

Ardern ไม่ได้เพิ่งขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ค่อยๆ เพิ่มมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่ม 4.25 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ในปี 2017 ปีที่ผ่านมาก็เพิ่งจะอนุมัติให้ทำงานได้ 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นหลังโควิด-19 ระบาด 

ที่มา – The Guardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post นายกรัฐมนตรีในฝัน ผู้นำนิวซีแลนด์เพิ่มรายได้ขั้นต่ำ เพิ่มสิทธิแรงงาน ขึ้นภาษีคนรวย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/new-zealand-raise-minimum-wage-and-increase-tax-for-rich/

ชนบทแห่งความสุข จีนปล่อย MV เปลี่ยนภาพลักษณ์บังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในซินเจียง

ข่าวที่เป็นกระแสการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในซินเจียง จีน เป็นอีกประเด็นร้อนที่ทำให้จีนพยายามจะจัดการหลังหลายประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อังกฤษ และแคนาดาประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งแบรนด์แฟชั่นหลากหลายแห่งก็ร่วมประกาศคว่ำบาตรไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียงด้วย เรื่องนี้ หากจะให้จีนวางเฉยคงเป็นไปได้ยาก เพราะฝ้ายที่ผลิตจากจีนผลิตมาจากซินเจียงกว่า 80% 

ล่าสุด จีนปล่อยมิวสิควิดีโอที่ถ่ายทำในซินเจียงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังฮอลลีวูด La La Land เป็นการถ่ายทำ MV ที่มีฉากในซินเจียง MV ดังกล่าว ถ่ายทำเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงฉากในชนบทของซินเจียงโดยมีชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ประกอบฉากและไม่มีการกดปราบจากจีน เป็น MV ประกอบภาพยนตร์

จีนใช้ MV เพื่อเปลี่ยนภาพซินเจียงใหม่ หลังจากถูกชาติตะวันตกพากันคว่ำบาตรกรณีบังคับใช้แรงงาน ภาพของจีนต่อชาวอุยกูร์มีทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปจนถึงการพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ แบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่หลายแบรนด์ได้พยายามประกาศแถลงการณ์ว่าจะไม่ใช้วัตถุดิบจากภูมิภาคนี้ ซึ่งเพลงและภาพประกอบ MV คือเพลง The Wings of Songs ที่พยายามปรับภาพลักษณ์ของซินเจียง 

ในขณะที่จีนก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานั้นและได้เปลี่ยนภาพของซินเจียงที่เคยมีการใช้ความรุนแรงจากกลุ่มสุดโต่งในภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นภาพชุมชนชนบทที่มีแต่ความรักใคร่สามัคคีกันเพราะมีรัฐเข้ามามอบความสุขให้ เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกรายงานว่าปล่อยออกมาช้าไปหนึ่งปี เล่าเรื่องถึงผู้ชายสามคนที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันกำลังเฝ้าฝันถึงช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่พวกเขามารวมตัวกันโดยมีแรงบันดาลใจจากดนตรีวัฒนธรรมต่างๆ ในภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและทิวทัศน์ที่เป็นทะเลทรายอันกว้างใหญ่ 

China Xinjiang Uyghur
ภาพคนออกมาเรียกร้องในอเมริกา ให้จีนหยุดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์ ซินเจียง ในอเมริกา Photo by Kuzzat Altay on Unsplash

Global Times รายงานว่าภาพเล่าเรื่องของฉากหนังได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง La La Land สิ่งที่ไม่ได้นำเสนอคือภาพกล้องสอดแนมและด่านตรวจความปลอดภัยทั่วซินเจียง ภาพของคนอิสลามที่หายไปเพราะกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรในซินเจียงคือชาวมุสลิม ไม่มีทั้งมัสยิด ไม่มีทั้งหญิงมุสลิมที่สวมฮิญาบและผ้าคลุมปกปิดใบหน้า 

หลังจากที่มีข่าวตีแผ่เรื่องการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ในซินเจียง มีทั้งการคว่ำบาตรจากชาติมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สหภาพยุโรป และแคนาดา ทางฝั่งจีนก็ปฏิเสธเรื่อยมา การคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนที่เข้าไปเกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงของชาติตะวันตกก็ทำให้จีนคว่ำบาตรกลับเช่นกัน ทั้งสำนักข่าว ตลอดจนเจ้าหน้าที่การทูต เจ้าหน้าที่รัฐจากสหภาพยุโรป ตลอดจนสถาบันวิจัย think tank ที่เปิดโปงเรื่องดังกล่าว 

เดือนที่แล้วจีนก็เพิ่งจะสั่งปิดแอปพลิเคชัน Clubhouse ที่มีการถกเถียงและพดถึงประเด็นเรื่องซินเจียง การทำพีอาร์ล่าสุดของจีนที่เกี่ยวกับซินเจียงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามสร้างเรื่องเล่าใหม่ที่เกี่ยวกับซินเจียง Larry Ong ที่ปรึกษา SinoInsider พูดถึงจีนว่า จีนพยายามจะโกหกซ้ำเป็นพันครั้งเกี่ยวกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น 

China Xinjiang Uyghur
ภาพคนออกมาเรียกร้องในอเมริกา ให้จีนหยุดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์ ซินเจียง Photo by Kuzzat Altay on Unsplash

นอกจากนี้ ยังมีคนจีนไม่เปิดเผยตัวตนออกมาบอกว่า เขาไปซินเจียงและไปสถานที่ที่มีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องจริงมาก The Wing of Songs ในจีน ผู้คนมีความสุข มีเสรีภาพและเปิดกว้าง

ประเด็น MV นี้ Peopls’s Daily สื่อจีนก็รายงานถึง MV ประกอบหนังเรื่อง The Wings of Songs ว่าเป็นการเผยให้เห็นถึงฉากทัศน์ที่งดงามของพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มณฑลซินเจียงที่เป็นเขตปกครองตนเองของชาวอุยกูร์ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข หนังเล่าเรื่องผู้ชาย 3 คนต่างชาติพันธุ์ที่เล่นดนตรีโฟล์คซองในซินเจียงเพื่อจะทำความฝันที่ต้องการเป็นนักดนตรีให้เป็นจริง 

ชายทั้งสามเดินทางไปยังชางจี๋ เขตปกครองตนเองของชนชาติหุยชางจี๋ เขตปกครองตนเองของชนชาติคาซัคอิหลี ฯลฯ เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพหิมะที่ปกคลุมภูเขา ทุ่งหญ้า ทะเลทราย ที่ราบสูง และทะเลสาบ เพื่อให้เห็นความงดงามของทิวทัศน์ เพลงประกอบมีทั้งเพลงเป็นเพลงเต้น 2 เพลง มีทั้งดนตรีที่ทำไว้ประกอบหนังและสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างทั้งของชาวอุยกูร์ คาซัค และอีก 6 ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในซินเจียง

สี จิ้นผิง Xi Jinping ประธานาธิบดีจีน
(Photo by Greg Bowker – Pool/Getty Images)

Zhang Sitao ผู้อำนวยการคณะกรรมาธิการภาพยนตร์จากสมาคมภาพยนตร์ประเทศจีน กล่าวว่า เพลงประกอบภาพยนตร์นี้ไม่ได้เห็นกันทั่วไปในอุตสาหกรรมหนังภายในประเทศจีน แต่หนังเรื่องนี้พยายามจะสำรวจและผลักดันให้เห็น เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมในมณฑลซินเจียง มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีผู้คนที่รักในการร้องเพลงและการเต้นเป็นแรงบันดาลใจของเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนา ความทันสมัยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในซินเจียง

ที่มา – The Guardian, People’s Daily, CGTN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ชนบทแห่งความสุข จีนปล่อย MV เปลี่ยนภาพลักษณ์บังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในซินเจียง  first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-launch-mv-produce-in-xinjiang-among-forced-uyghur-labor-issues/

ฝ้ายจากซินเจียงคือฝ้ายที่ฉันรัก ดีไซเนอร์จีน คนจีนมั่นใจ ชาติจีนไม่ได้ทำอะไรอุยกูร์

‘ฝ้ายจากซินเจียงคือฝ้ายที่ฉันรัก’ หลังจากแฟชั่นโชว์จบลง Zhou Li ดีไซเนอร์สาววัย 56 ปีขึ้นไปขอบคุณบนเวทีพร้อมกับช่อดอกไม้ที่เป็นดอกฝ้าย เธอบอกว่า ฝ้ายจากซินเจียงเปรียบเสมือนคนรักของเธอ เธอรู้สึกดีมากที่มันนำพาความสุขมาให้เธอ

BEIJING, CHINA – (Photo by Lintao Zhang/Getty Images)

Zhou Li ผู้เป็นทั้งผู้บริหารด้านการออกแบบและยังเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นสัญชาติจีนชื่อ Sun-Bird เธอคืออีกคนหนึ่งที่ถือเป็นผู้รักชาติจีนที่มีความกังวลต่อประเด็นที่แบรนด์แฟชั่นตะวันตกที่กำลังบอยคอตต์ฝ้ายจากซินเจียง เธอบอกว่า เสื้อผ้าของเธอจากโชว์ที่จัดแสดงนั้น มีวัตถุดิบเป็นฝ้ายจากซินเจียงที่มีลักษณะเฉพาะตัว นุ่มลื่น มีเอกลักษณ์

Zhou Li กล่าวว่า สำหรับการออกแบบของพวกเราชาวจีน เธอก็มีสิทธิที่จะสนับสนุนคนซินเจียง

ทั้ง H&M, Burberry, Adidas และ Nike ล้วนถูกโจมตีโดยลูกค้าที่มาร่วมกันบอยคอตต์ในจีน หลังจากมีการออกแถลงการณ์คว่ำบาตรการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในซินเจียง ก็มีกระแสโต้กลับจากคนจีนออกมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นางแบบสาวชาวจีนวัย 19 ปีพูดถึงประเด็นนี้ว่า เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับเรื่องนี้ ทุกคนรู้ ว่ามันเป็นแถลงการณ์ที่ไม่ใช่เรื่องจริง แน่นอนว่า เธอไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ได้มากนักเพราะมันเกี่ยวพันกับการเมือง

Brand-Xinjiang Uyghur boycott

นอกจาก H&M, Zara, Nike และ Burberry แล้ว ยังมี GAP ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ว่าไม่ได้ใช้สิ่งทอจากซินเจียงและยังระบุว่า GAP มีนโยบายหลักในการเคร่งครัดเรื่องการใช้แรงงานให้เป็นไปอย่างสมัครใจในทุกห่วงโซ่อุปทานของการผลิตสินค้า และยังยืนยันว่าเคารพต่อสิทธิมนุษชนด้วย

Uniqlo บริษัทแม่ของยูนิโคลคือ Fast Retailing Group เคยแถลงการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ทนต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและห้ามให้มีการบังคับใช้แรงงาน และยังยันยันว่า ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และกังวลต่อสถานการณ์บังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ในซินเจียงด้วย และยังยืนยันว่า Uniqlo ไม่มีพาร์ทเนอร์ในการผลิตที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคนี้เลย

China
ภาพจาก Shutterstock

new balance ก่อนหน้านี้ได้ออกมาแถลงผ่านเว็บไซต์ว่าบริษัทไม่ได้มีการผลิตวัตถุดิบใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงเลย ต่อจากนั้นแถลงการณ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถเข้าถึงได้อีก แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงาน

Adidas อีกหนึ่งรายที่ระบุไว้ต้งแต่ปี 2019 ว่า บริษัทไม่ได้มีการผลิตสินค้าใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับซินเจียง ไม่มีสัญญา ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์ที่มาจากซินเจียงทั้งสิ้น และยังร่วมอยู่ในโครงการพัฒนาฝ้ายอย่างยั่งยืนที่ยืนหยัดไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานทั้งสิ้น 

นอกจากดีไซเนอร์และนางแบบแล้ว ยังมีนักศึกษาชาวจีนที่ชื่อลี เธอมองเรื่องนี้ว่า เธอไม่เชื่อว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะสามารถทำเช่นนั้นได้ ชาติบ้านเมืองของเรารักใคร่กลมเกลียวกันมาก ไม่น่าจะทำเช่นนั้น

สรุป

Zhou Li ดีไซเนอร์คือคนจีนอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฝ้ายจากซินเจียงโดยตรง เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่รักชาติและรักฝ้ายจากซินเจียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะที่นางแบบและนักศึกษาบางรายก็เห็นตรงกันว่าชาติจีนรักใคร่กลมเกลียว ไม่น่าจะมีการบังคับใช้แรงงานหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น

คำถามที่น่าคิดต่อก็คือ ถ้าจีนไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนจริง จีนสามารถปล่อยให้คนนอกจีนเข้าไปตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ เหตุใดหลากหลายแบรนด์จึงเดินหน้าคว่ำบาตรจีนต่อเนื่อง ทำไมจึงมีภาพคลิปวิดีโอสะท้อนเรื่องนี้ทั้งจากสำนักข่าวหลายแห่งและรายงานจากสถาบันวิจัยจึงออกมาตีแผ่เรื่องนี้ หากไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ ซินเจียงจริง เหตุใดผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวบีบีซี สาขาจีน จึงถูกติดตาม ข่มขู่ คุกคามจนต้องย้ายออกจากจีนหลังรายงานตีแผ่เรื่องนี้

นี่คือสิ่งที่จีนจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นมากกว่าถ้อยคำโจมตีกลับของผู้ใช้งานทางอินเทอร์เน็ตที่ไม่สามารถสะท้อนให้เห็นความจริงได้

ที่มา – Reuters, Business-Human Rights

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ฝ้ายจากซินเจียงคือฝ้ายที่ฉันรัก ดีไซเนอร์จีน คนจีนมั่นใจ ชาติจีนไม่ได้ทำอะไรอุยกูร์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/chinese-designer-trust-in-china-support-xinjiang/