คลังเก็บป้ายกำกับ: เอไอเอส

เอไอเอส ยืนยันเครือข่ายรองรับลงทะเบียน “ม33 เรารักกัน” ได้ 100%

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร สายงานการตลาด กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้ภาครัฐได้เริ่มเปิดให้ประชาชน ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ลงทะเบียนรับสิทธิ์เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 4,000 บาท ผ่านโครงการ “ม.33 เรารักกัน” โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์โครงการ ตั้งแต่ช่วงเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ซึ่งในภาพรวม พบว่าเครือข่ายของเอไอเอส ทั้งในส่วนของไร้สายและเน็ตบ้านได้เป็นช่องทางให้ประชาชนเชื่อมต่อการลงทะเบียนและส่งต่อการยืนยันสิทธิ์ได้ 100% อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด เช่นเดียวกับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือทั้งหมดของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา”

“อย่างไรก็ตามพบว่า มีมิจฉาชีพเปิดเว็บไซต์ หรือ แอพพลิเคชั่น ปลอม โดยใช้ชื่อเดียวกับโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัว และนำไปใช้ในทางทุจริตที่จะส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลได้ในอนาคต ดังนั้นจึงขอแจ้งเตือนและแนะนำประชาชนให้ตรวจสอบเว็บไซต์โครงการของรัฐบาลก่อนลงทะเบียนให้ดีทุกครั้ง ดังเช่นกรณีโครงการล่าสุด ม33 เรารักกัน ที่ยังคงมีช่วงเวลาเปิดให้ลงทะเบียนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2564 เวลา 23.00 น. หรือ หากไม่แน่ใจ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-m33/

เอไอเอส จ่ายค่าใบอนุญาต 5G พร้อมตัดริบบิ้นเดินหน้านวัตกรรมบนพื้นที่ EEC

ตลอด 1 ปีของเอไอเอสหลังจากได้คลื่น 2.6GHz มาไว้ในมือ ก็เดินหน้าลงทุน 35,000 ล้านบาทในการพัฒนาเครือข่าย 4G, 5G, Fix Broadband ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อปูพรมให้เกิด 5G อย่างจริงจัง ส่วนปีนี้เอไอเอส จะลงงบเพียง 25,000-30,000 ล้านบาทเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้พื้นที่ EEC ได้เป็นเมืองอัจฉริยะได้สมความตั้งใจ

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ปี 2564 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับการเดินหน้าของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ที่ต้องผนึกกำลังเสริมความแข็งแกร่งเพื่อให้สามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้ ซึ่งเอไอเอสในฐานะผู้พัฒนา Digital Infrastructure ยึดมั่นในบทบาทนี้อย่างยิ่งเช่นกัน

ดังที่เคยประกาศไว้ในการเปิดตัว AIS 5G เป็นรายแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 หลังจากเป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยการถือครองคลื่นความถี่มากที่สุด ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ เทียบเท่ามาตรฐานโลก โดยในช่วงที่ผ่านมา เราได้ร่วมทำงานกับพาร์ทเนอร์ผู้ผลิต Device ระดับโลก ,ทดลองทดสอบ 5G โซลูชั่นส์กับพาร์ทเนอร์หลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมๆกับการลงทุนพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จนครบ 77 จังหวัดเป็นรายแรก พร้อมครอบคลุม 100% สำหรับพื้นที่ใช้งานใน EEC

ด้วยงบลงทุนในปี 2563 เป็นเงิน 35,000 ล้านบาท และสำหรับปีนี้ 2564 เอไอเอส ได้เตรียมงบลงทุนเครือข่ายรวม 25,000 – 30,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเครือข่ายทั้ง 5G และ 4G อันจะเป็นการยกระดับสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่แข็งแกร่งเพื่อประโยชน์ของประเทศต่อไป

 

เอไอเอส โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz (25.2 – 26.4 GHz ) ได้ชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz เป็นเงินจำนวน 5,719,150,000.00 บาท (ห้าพันเจ็ดร้อยสิบเก้าล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เอไอเอสเป็นเพียงรายเดียวที่มีคลื่น 26 GHz ย่านความถี่สูง ในปริมาณแบนด์วิธมากที่สุดถึง 1200 MHz และพร้อมแล้วในการเปิดให้บริการทันที

คุณสมบัติของคลื่น 26 GHz

  • เนื่องจากเป็นย่านความถี่สูงและมีปริมาณแบนด์วิธมากที่สุด มีความสามารถในการรองรับการใช้งานได้มหาศาล จึงทำให้ลงเครือข่ายได้อย่างเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ของแต่ละโรงงาน อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องการกวนกันของคลื่นสัญญาณ
  • สามารถออกแบบเครือข่ายได้อย่างสอดรับกับลักษณะธุรกิจที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีความหน่วงที่ต่ำมาก สามารถตอบสนองการทำงานของอุปกรณ์ในสายพานการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีระดับความเร็วของการส่ง Data ไร้สายเสมือนวิ่งอยู่บนสายไฟเบอร์
  • ติดตั้งสถานีฐานได้ง่ายดายและรวดเร็ว เพราะอุปกรณ์มีขนาดเล็ก

จึงเป็นที่มาของการเน้นย้ำถึงโอกาสของการนำคลื่น 26 GHz มาให้บริการทันที อย่างสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม ด้วยการขับเคลื่อนผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) นั่นเอง

ทั้งนี้ ตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา เอไอเอส เดินหน้าผนึกผู้นำอุตสาหกรรมระดับประเทศ อย่างสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ในการร่วมทุนตั้งบริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค พัฒนาด้าน ICT Infrastructure และเทคโนโลยี 5G, อมตะ คอร์ปอเรชัน ร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City), สวนอุตสาหกรรมบางกะดี พัฒนาสวนอุตสาหกรรมอัจฉริยะ, สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ในการยกระดับภาคการผลิต และ ปตท. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 5G สร้างนวัตกรรม Unmanned ภายในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง

โดยล่าสุด ได้ร่วมกับ เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) ผู้ผลิตกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศในพื้นที่ EEC นำเทคโนโลยี 5G มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตภายในโรงงาน โดยที่ผ่านมาได้ร่วมทดลองการใช้งานบนคลื่นความถี่ 26 GHz แล้วและประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง พร้อมเป็นต้นแบบของการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็น Digital Industrial  ต่อไป

ทางด้าน ดร.สมชัย ไทยสงวนวรกุล ประธาน EEC Industrial Forum กล่าวถึงการผลักดันเทคโนโลยี 5G ในพื้นที่ EEC ว่า “จุดมุ่งหวังหนึ่งของอีอีซี อินดัสเทรียล ฟอรั่ม เราต้องการพัฒนา Recourses ทั้งทรัพยากรบุคคล และทรัพยากรด้านดิจิทัล โดยมีกลุ่มผู้นำจากภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาร่วมกันเชื่อมประสานพัฒนาความก้าวหน้าที่เป็นจริง สัมผัสจับต้องได้ ผมรู้สึกดีใจที่ในวันนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี 5G เราไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นแกนหลักโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับภาคอุตสาหกรรม

 โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยเทคโนโลยี 5G จะถูกเชื่อมโยงเข้ามาในบทบาทของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมดิจิทัล เพื่อการตอบสนองแบบ Real Time รองรับภาคการผลิต การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม เช่น ยานยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Vehicle) ระบบโรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (High Precision Automatic Industry) การให้บริการด้าน Smart Logistic, IoT และนวัตกรรมต่างๆ การบริหารจัดการคมนาคมต่างๆ ทั้งทางเรือ หรือสนามบิน เป็นต้น

เพื่อผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและปรับฐานอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เขตพื้นที่ EEC มีศักยภาพสูงด้านการลงทุน ทั้งในไทยและนักลงทุนจากทั่วโลก

นายสมชาย งามกิจเจริญลาภ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอ็นซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เรามุ่งมั่นในการปรับระบบการผลิตให้มีความยืดหยุ่นทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปี 2563 ที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต่างได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยี จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเชื่อมต่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ โดยเอไอเอส ถือเป็นพาร์ทเนอร์ชั้นนำของประเทศที่มีความพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล

 5G ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ภาคการผลิตมีการประยุกต์ใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. 5G AGV เป็นการใช้ 5G ควบคุม และสั่งการรถ AGV (Automated Guided Vehicles) ที่ใช้สำหรับการขนส่งชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิตภายในโรงงาน และระหว่างโรงงาน เพื่อให้การขนส่งชิ้นส่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิตให้โรงงาน
  2. 5G Smart Robot เป็นการใช้ 5G ควบคุม สั่งการ ในส่วนของ แขนกลหุ่นยนต์ (Robot) ที่ใช้งานในส่วนสายการผลิตที่เกี่ยวข้องเช่น Press, Brazing, CNC, Heat& Cool และ Assembly line เป็นต้น โดยเทคโนโลยี 5G จะนำมาช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน (Human error) และช่วยสร้างความปลอดภัย, ลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนได้
  3. 5G Active Dashboard การประยุกต์ใช้งาน 5G ในการเชื่อมต่อระหว่าง Server และ Machine เพื่อให้สามารถ Monitoring สายการผลิตต่างๆ นำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้โรงงานเป็น Smart factory อย่างแท้จริง

จากการชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz พร้อมรับใบอนุญาตในวันนี้ ส่งผลให้ เอไอเอส ถือครองคลื่นความถี่ 5G ครบทั้ง 3 ย่าน ได้แก่ คลื่น 700 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz หากรวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330* MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสยังคงยืนหยัด

ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz (ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ) ที่จะสามารถนำไปพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์แก่คนไทยและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาวต่อไป โดยล่าสุด เอไอเอส ได้รับการการันตีคุณภาพเครือข่าย ในฐานะเครือข่ายมือถือ 5G และ 4G ที่เร็วที่สุดในไทย จาก Ookla® Speedtest® ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตระดับโลกอีกด้วย

*สำหรับคลื่น 700 MHz จำนวน 10 MHz จะมีกำหนดรับมอบภายในเดือนเมษายน 2564 หรือตามที่กสทช. กำหนด

 

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-5g-eec?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-5g-eec

ไปรษณีย์ไทย จับมือ AIS แก้ปัญหา e-waste รับขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปกำจัดให้จากหน้าบ้าน

ไปรษณีย์ไทย เดินหน้าแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมมือกับ AIS ดันแคมเปญ ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์ กับบุรุษไปรษณีย์เพื่อนำมากำจัดให้อย่างถูกวิธี

e-waste ไปรษณีย์ไทย
Photo by John Cameron on Unsplash

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เกิดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถย่อยสลายและก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะที่ความรู้และจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยยังมีไม่ทั่วถึงเพียงพอ

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมมือกับเอไอเอส ดันแคมเปญ “ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์” กับพี่ ๆ บุรุษไปรษณีย์ เพื่อแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้อย่าง มือถือ แทปเล็ต สายชาร์จ หูฟัง พาวเวอร์แบงก์ แบตเตอรี่มือถือ ไปส่งต่อให้หน่วยงานที่มีบริการกำจัดอุปกรณ์ e-waste อย่างถูกต้องให้ฟรี เพียงแค่นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใส่กล่องแล้วเขียนหน้ากล่องว่า “ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์” แล้วฝากมากับบุรุษไปรษณีย์ที่มาส่งจดหมายที่บ้าน

สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า Pain Point หลักของปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์คือความไม่สะดวกในการนำขยะไปทิ้งที่จุดรับทิ้ง การเข้าไปรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึงที่บ้านเพื่อส่งต่อให้เอไอเอสนำไปกำจัดและรีไซเคิลอย่างถูกต้องจะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ก่อนหน้านี้ไปรษณีย์ไทยและเอไอเอสเคยร่วมกันทำแคมเปญ “คนไทยไร้ E-Waste” โดยร่วมกันตั้งจุดรับทิ้งขยะ e-waste เพื่อแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มาแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไปรษณีย์ไทย จับมือ AIS แก้ปัญหา e-waste รับขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปกำจัดให้จากหน้าบ้าน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thai-post-ais-e-waste-2021/

ขับรถดี จ่ายประกันถูกลง AIS-MSIG เปิดตัว “ประกันขับดี” บริการ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรก

จากแนวคิดว่า ทำไมขับรถช้า ขับรถน้อย ต้องจ่ายค่าประกันภัยเท่ากับคนที่ขับเร็ว ขับมาก AIS กับ MSIG จึงร่วมมือกันเปิดตัว “ประกันขับดี” โดยใช้เทคโนโลยี InsurTech ที่เก็บข้อมูลพฤติกรรมการขับ ทำให้สามารถคิดเบี้ยประกันเป็นรายวันและจ่ายเงินเป็นรายเดือนได้

AIS MSIG

ประกันขับดี InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรก

AIS โดย AIS Insurance Service ร่วมมือกับ MSIG เปิดตัว ประกันขับดี”  ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย

  • ประกันขับดี มีการคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่ โดยใช้นวัตกรรมจาก IoT และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. เป็นแผนประกันภัยรถยนต์ที่ จ่ายเมื่อขับ หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย คิดค่าเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ สอดคล้องกับสถิติการขับขี่ในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ผู้ขับขี่รถที่ไม่เกิดอุบัติเหตุมี 60% กลายเป็นผู้ขับขี่ที่มีประวัติดี แต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเท่าๆ กับคนอื่นๆ
  • ประกันขับดี เป็นประกันรถยนต์ที่คำนวณเบี้ยประกันภัยจากตัวแปรต่างๆ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data โดยมีอุปกรณ์ MSIG Car Informatics หรือ OBD II (OnBoard Diagnostic) เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กใช้ติดรถ สามารถเก็บค่าตัวแปรและค่าพฤติกรรมการขับรถในเชิงลึก และละเอียดกว่า Telematics ที่เก็บเฉพาะค่าระยะทางหรือชั่วโมง 
  • อุปกรณ์ MSIG Car Informatics ที่ฝังอุปกรณ์ IoT ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายของ AIS และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำ มีเสถียรภาพ ตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time อีกทั้งยังได้สนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ Digital Payment Gateway

AIS MSIG

5 ตัวแปรคำนวณค่าประกันรายวัน

OBD II จะเก็บข้อมูลเพื่อส่งคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่ โดยคำนวณผ่าน 5 ตัวแปรหลัก ซึ่งช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันสูงสุด 50% ได้แก่

  • ระยะทาง – ถ้าขับน้อยโอกาสเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลง
  • ความเร็ว – ถ้าขับช้าโอกาสเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลง
  • ระยะเวลาในการขับขี่ – ขับนานกว่ามีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่า
  • ช่วงเวลาในการขับขี่ – ช่วงเวลาในการขับขี่มีผล เช่น จากข้อมูลพบว่า หลังเวลา 20.00 น. มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย
  • พื้นที่การขับขี่ – จากข้อมูลทาง MSIG ได้แบ่งพื้นที่ในประเทศไทยเป็น 3 โซน ตามลำดับการเกิดอุบัติเหตุ

รัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ MSIG บอกว่า โควิดทำให้คนทำงานจากที่บ้าน Work from Home การใช้รถยนต์ก็น้อยลง การเดินทางลดลง มีการเปิดรถไฟฟ้าสายต่างๆ มากขึ้น จึงเป็นแนวคิดแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีเบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับและหากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย เป็นไปตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ คือ ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน

ทีมงานใช้เวลา 6 เดือนในการพัฒนาประกันขับดี พบว่าต้องใช้อุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informatics และซิมการ์ดทำงานร่วมกัน ซึ่ง AIS มีสัญญาณที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้สามารถเก็บข้อมูล 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ได้อย่างครบถ้วน

AIS MSIG

จ่ายเบี้ยประกันพื้นฐาน จากนั้นจ่ายรายเดือน

สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำประกันขับดีจะมีค่าเบี้ยประกันพื้นฐานรายปี แบ่งเป็น

  • ประกันรถยนต์ชั้น 1 เริ่มต้นที่ 6,499 บาท
  • ประกันรถยนต์ 2+ ราคา 3,299 บาท

หลังจากนั้นจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ซึ่งเบี้ยประกันจะถูกคำนวณเป็นรายวัน แต่ละวันก็จะไม่เท่ากัน แต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ 5 ตัวแปร โดยจะมีการรวมค่าเบี้ยประกันส่วนนี้เพื่อจ่ายเป็นรายเดือน สามารถตรวจสอบเบี้ยผ่านแอปได้ทุกวัน การชำระเบี้ยจะตัดจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ตั้งแต่ลงทะเบียน

กลุ่มเป้าหมายสำคัญของประกันขับดี คือ กลุ่มคนที่ใช้รถน้อย กลุ่มคนที่มีแบบแผนในการใช้รถแน่นอน กลุ่มผู้สูงวัย เชื่อว่า หากผู้ขับขี่ ได้รู้พฤติกรรมของตัวเอง จะมีส่วนช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งจะมีผลต่อค่าเบี้ยประกันที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และต้องจ่ายในแต่ละเดือน หรือหากไม่มีการขับขี่ก็ไม่ต้องเสียค่าเบี้ยประกันส่วนนี้ อีกทั้งการจ่ายเป็นรายเดือน จะช่วยแบ่งเบาภาระไม่ต้องจ่ายเงินก้อน ซึ่งทาง MSIG ตั้งเป้าว่าจะสามารถขายประกันขับดีได้ 20,000 กรมธรรม์ในปีนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ขับรถดี จ่ายประกันถูกลง AIS-MSIG เปิดตัว “ประกันขับดี” บริการ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-msig-insurtech/

เอไอเอส จัดงบลงทุน ปี ’64 25,000 – 30,000 ล้านบาท

เอไอเอส รายงานผลประกอบการ ปี 2563 มีรายได้รวม 172,890 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 4.4% เป็นผลจากสถานการณ์ COVID-19 นับตั้งแต่ไตรมาสแรก และส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 28,423 ล้านบาท ในภาพรวมธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เอไอเอส ยังคงมีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุด 41.4 ล้านราย ส่วนเน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ พุ่งแรง เติบโตกว่า 22% จากปีก่อน สูงสุดเหนืออุตสาหกรรม ปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ที่ 1.3 ล้านราย โดยในปี 2564 เอไอเอส เตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนรวมทั้งสิ้น 25,000 – 30,000 ล้านบาท สำหรับขยายเครือข่าย 5G/4G เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ เอไอเอส ยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 70% ของกำไรสุทธิ โดยจ่ายเงินปันผล 3.68 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 20 เมษายน 2564

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “จากวิกฤต COVID-19 ช่วงต้นปี 63 ที่ผ่านมา ทำให้ทุกภาคส่วนได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ และเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศชาติ
ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เรายังเชื่อมั่นว่า โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งปัจจุบันเอไอเอส ถือครองคลื่นความถี่ ทั้ง 4G และ 5G มากที่สุด ครอบคลุมมากที่สุดในไทย จำนวน 1420MHz และภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะได้รับใบอนุญาตคลื่น 26GHz ครบทั้ง 3 ย่านความถี่ สูง กลาง และต่ำ จะมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพของการขยายเครือข่าย 5G เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าคนไทย และผลักดันส่งเสริมให้เกิดการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม หลังจากช่วงที่ผ่านมา เราได้ร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ใน ecosystem หลายราย เพื่อทดลองทดสอบการใช้งานในพื้นที่จริงมาแล้วอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับภาพรวมผลประกอบการ ปี 2563 เอไอเอส มีรายได้รวม 172,890 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากปีก่อน ด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีรายได้ลดลง 6.5% เทียบกับปีก่อน เป็นผลจากการสูญเสียรายได้ในกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่ยังคงไม่ฟื้นตัว เนื่องจากข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เอไอเอส ยังครองส่วนแบ่งการตลาด อันดับ 1 ทั้งด้านรายได้ และจำนวนผู้ใช้บริการ ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในตลาดอยู่ที่ 41.4 ล้านเลขหมาย เป็นลูกค้าระบบรายเดือน จำนวน 10.2 ล้านราย ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 จำนวน 420,900 ราย และมีลูกค้าระบบเติมเงินอยู่ที่ 31.2 ล้านราย เพิ่มขึ้น 74,400 ราย ขณะที่ การใช้งาน 4G ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี มีลูกค้าที่ใช้งาน 4G เพิ่มขึ้นเป็น 77% โดยลูกค้าใช้ปริมาณดาต้าเฉลี่ย 18 กิกะไบต์ต่อเดือน เพิ่มขึ้น 42% เทียบกับปีก่อน ส่วนการใช้งาน 5G นับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน มีลูกค้ารวมทั้งสิ้น 239,000 ราย

ทั้งนี้ เอไอเอส ได้พัฒนาเครือข่าย 5G มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งขยายเครือข่าย 5G เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนการสนับสนุนการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการแพทย์ โลจิสติกส์ การผลิต การรักษาความปลอดภัย และสมาร์ทซิตี้ เราเชื่อมั่นว่า 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เป็น The Real New Normal ด้านเทคโนโลยีที่พร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และประชาชน

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-rev-2563/

AIS รายงานผลประกอบการปี 2563 รายได้ 172,890 ล้านบาท กำไร 2.8 หมื่นล้าน เน็ตบ้านโตขึ้น 22%

ข่าวประชาสัมพันธ์ AIS จัดงบลงทุน ปี 2564 กว่า 25,000 […] More

from:https://www.iphonemod.net/ais-financial-report-yr2563.html

AIS เผยผลประกอบการปี 63 กำไร 2.8 หมื่นล้านบาท ปี 64 เตรียมลงทุนต่อ 2.5-3 หมื่นล้านบาท

AIS รายงานผลประกอบการ ปี 63 รายได้รวม 172,890 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากโควิด กำไรสุทธิ อยู่ที่ 28,423 ล้านบาท ผู้ใช้งานมือถือยังสูดสุด 41.4 ล้านราย เน็ตบ้านเติบโตกว่า 22% ลูกค้า 1.3 ล้านราย ในปี 2564 เตรียมงบลงทุนรวมทั้งสิ้น 25,000 – 30,000 ล้านบาท ยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 70% ของกำไรสุทธิ โดยจ่ายเงินปันผล 3.68 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 20 เมษายน 2564

AIS

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ผลประกอบการ ปี 2563 เอไอเอส มีรายได้รวม 172,890 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากปีก่อน ด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีรายได้ลดลง 6.5% เทียบกับปีก่อน เป็นผลจากการสูญเสียรายได้ในกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่ยังคงไม่ฟื้นตัว เนื่องจากข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เอไอเอส ยังครองส่วนแบ่งการตลาด อันดับ 1 ทั้งด้านรายได้ และจำนวนผู้ใช้บริการ ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในตลาดอยู่ที่ 41.4 ล้านเลขหมาย เป็นลูกค้าระบบรายเดือน จำนวน 10.2 ล้านราย ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 จำนวน 420,900 ราย และมีลูกค้าระบบเติมเงินอยู่ที่ 31.2 ล้านราย เพิ่มขึ้น 74,400 ราย ขณะที่ การใช้งาน 4G ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี มีลูกค้าที่ใช้งาน 4G เพิ่มขึ้นเป็น 77% โดยลูกค้าใช้ปริมาณดาต้าเฉลี่ย 18 กิกะไบต์ต่อเดือน เพิ่มขึ้น 42% เทียบกับปีก่อน ส่วนการใช้งาน 5G นับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน มีลูกค้ารวมทั้งสิ้น 239,000 ราย

AIS

ทั้งนี้ เอไอเอส ได้พัฒนาเครือข่าย 5G มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งขยายเครือข่าย 5G เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนการสนับสนุนการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการแพทย์ โลจิสติกส์ การผลิต การรักษาความปลอดภัย และสมาร์ทซิตี้ เราเชื่อมั่นว่า 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เป็น The Real New Normal ด้านเทคโนโลยีที่พร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และประชาชน

ขณะที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่ปลี่ยนวิถีชีวิตมา Work from Home และ Learn from Home เป็นจำนวนมาก ตลอดปี 2563 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 29% หรือกว่า 299,300 ราย ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเติบโตเฉลี่ย 10-12% โดยปัจจุบันมีลูกค้า อยู่ที่ 1.3 ล้านราย

AIS

ภาพรวมจากการบริหารต้นทุนที่ดี ทั้งด้านต้นทุนการให้บริการ และค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหาร ส่งผลให้เอไอเอสมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 76,619 ล้านบาท ลดลง 2.7% ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าการลดลงของรายได้ และมีกำไรสุทธิ 28,423 ล้านบาท ลดลง 8.9% เทียบกับปีก่อน โดยเอไอเอสจะจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการครึ่งปีหลังที่ 3.68 บาทต่อหุ้น หรือประมาณ 75% ของกำไรสุทธิ ในวันที่ 20 เมษายน 2564

สมชัย กล่าวต่อไปว่า เอไอเอสเดินหน้าจัดสรรงบลงทุนในปี 2564 จำนวน 25,000 – 30,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลสำหรับประเทศไทยอย่างไม่หยุดยั้ง และพร้อมที่จะเป็นแกนกลาง สนับสนุนทุกภาคส่วน จากความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ใน Digital Ecosystem เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวผ่านทุกความท้าทายไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

AIS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS เผยผลประกอบการปี 63 กำไร 2.8 หมื่นล้านบาท ปี 64 เตรียมลงทุนต่อ 2.5-3 หมื่นล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-total-revenue-2020/

AIS เปิดโครงการ JUMP THAILAND 2021 สร้างนวัตกรรมด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ

ในฐานะผู้ให้บริการด้านดิจิทัลรายใหญ่ของไทยอย่าง AIS ภายใต้ AIS NEXT หน่วยงานขับเคลื่อนนวัตกรรม ได้เดินหน้า JUMP THAILAND 2021 โครงการระดมความคิดแบบสตาร์ทอัพ ชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาท หากผ่านการคัดเลือกจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ AIS NEXT และพาร์ทเนอร์ พร้อมงบประมาณสนับสนุนสูงสุดถึง 100 ล้านบาท

อราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนวัตกรรม เอไอเอส กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาระดับโลก ส่งผลกระทบต่อทุกคนในวงกว้าง เช่น

  1. สิ่งแวดล้อม : PM 2.5 / ไมโครพลาสติก / ขยะพลาสติก / มลภาวะ / ภาวะโลกร้อน
  2. สุขภาพและบริการด้านสาธารณสุข : การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 / โอกาสการเข้าถึงการรักษา / การบริการทางการแพทย์ / ราคาค่ารักษา  
  3. การศึกษา : ความเท่าเทียม / รายได้ / คุณภาพบุคคลากรผู้สอน / ระบบโครงสร้างพื้นฐาน
  4. สภาพเศรษฐกิจและสังคม : อัตราการว่างงาน / การจ้างงาน / ค่าครองชีพสูง / แรงงานต่างด้าว / ยาเสพติด
  5. การคมนาคม ขนส่ง : การเข้าถึงการขนส่งสาธารณะ / คุณภาพการบริการ/ ราคา / รถติด
  6. สวัสดิภาพความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต : ไฟส่องสว่างทางเดิน / ยาเสพติด / คอรัปชั่น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกระบวนการดิจิทัลหรือการทำ Digital Disruption ที่ส่งผลกระทบทั้งในระดับบุคคล, องค์กร และประเทศ ประกอบด้วย 

  1. Digital Identity Foundation Initiative: ภาพรวมของความเป็นตัวตนของตัวบุคคลในแพลตฟอร์มต่างๆ ความเป็นเจ้าของของตัวตน และความง่ายในการอนุญาติ รวมทั้งการควบคุมความเป็นตัวตนในยุคดิจิทัล ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานราชการไทย
  2. Digital Archive & Intelligence Initiative: การเก็บข้อมูลด้วยเซนเซอร์และอุปกรณ์ไอโอที การนำเอาข้อมูลไปเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อการสร้างข้อมูลเชิงลึก รวมถึงรากฐานของการจัดเก็บกระบวนการในกลุ่มเมฆเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในสากล
  3. Phygital Exchange Market Initiative: การรวมกันของสิ่งของในโลกความเป็นจริงและโลกเสมือน การสร้างและควบคุมตลาดซื้อขายระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์จริง และการสร้างการระบบการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัล ระหว่างสินทรัพย์ในโลกจริงและโลกเสมือนที่เป็นรากฐานให้กับประเทศไทย
  4. Future Workforce Platform Initiative: ภาพรวมของความสามารถและสกิลของกลุ่มคนในสังคมต่างๆจากภาวะสังคมผู้สูงอายุ การแยกกันทางวิชาความรู้ระหว่างกลุ่มดิจิทัลโดยกำเนิด (Digital Natives) และกลุ่มผู้อพยพทางดิจิทัล (Digital Immigrants) เทรนด์ของการเรียนรู้แบบทีละเล็กละน้อย (MicroLearning) หลักการเรียน และการอัพเดทความรู้ในยุคดิจิทัล รวมทั้งโครงสร้างของสังคมการทำงานแบบฟรีแลนซ์ของไทย
  5. Digital Police Initiative: การบังคับใช้กฎหมายในโลกดิจิทัลในประเทศไทย รวมถึงการใช้กฎหมายดิจิทัลกับโลกของอุปกรณ์ไอโอทีในยุค 5G ความปลอดภัยและอาชญากรรมไซเบอร์ที่ควรระวัง

ดังนั้น AIS จึงพร้อมเป็นแกนกลางในการระดมความคิดในการแก้ไขปัญหาสำคัญ ด้วยกระบวนการแบบสตาร์ตอัพ ที่มุ่งหาโซลูชั่นส์ในการแก้ Pain Point พร้อมจัด Online Hackathon โครงการ JUMP THAILAND by AIS NEXT เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน โดยมีรายละเอียดโครงการดังนี้ 

  1. Problem Submission: ส่งโจทย์ปัญหาเพื่อโหวตหัวข้อที่ต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 ก.พ. 2564 ที่เฟซุบ๊กเพจ: JumpThailand และเว็บไซต์  jumpthailand.earth 
  2. Team Registration: รับสมัครทีม ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.- 15 มี.ค.2564 ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ JumpThailand และเว็บไซต์ jumpthailand.earth และประกาศรายชื่อทีมที่ได้เข้าแข่งในวันที่ 27 มี.ค. 2564 
  3. Online Hackathon: ช่วงการแข่งขัน Hackathon ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม
  4. Incubation: ภายหลังจากโครงการจะมีการรับโครงการที่ผ่านเกณฑ์ เพื่อนำมาบ่มเพาะนวัตกรรมกับ AIS NEXT

โดยทีมที่เข้าร่วม JUMP THAILAND  Online Hackathon ครั้งนี้ นอกจาก จะมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีของเอไอเอส อาทิ 5G, AI, Blockchain, Cloud, XR, Big Data รวมถึงได้ใช้พื้นที่ AIS PLAYGROUND ในการทดลองทดสอบนวัตกรรมต้นแบบบนเครือข่ายและสภาพแวดล้อมจริงแล้ว ทีมผู้ชนะยังมีโอกาสได้รับเงินรางวัลสูงสุดรวมกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้โครงการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะสามารถพัฒนาต่อยอด ขยาย Scale ได้  ก็จะได้โอกาสในการเข้าร่วมการบ่มเพาะนวัตกรรมร่วมกับทีม AIS NEXT เพื่อทดลองทดสอบโซลูชันในตลาดจริง ด้วยงบประมาณสนับสนุนที่มากที่สุดถึง 100 ล้านบาทอีกด้วย

 ผู้สนใจโครงการ JUMP THAILAND สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และร่วมส่งหัวข้อปัญหาที่คิดว่าควรเร่งแก้ไขที่สุดได้ตั้งแต่วันนี้ – ถึง 14 ก.พ. 2564 ที่เฟซบุ๊กเพจ JumpThailand และเว็บไซต์ jumpthailand.earth

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS เปิดโครงการ JUMP THAILAND 2021 สร้างนวัตกรรมด้วยแนวคิดแบบสตาร์ทอัพ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jump-thailand-2021-by-ais/

ทำความรู้จัก “ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย” ผู้อยู่เบื้องหลัง AIS SME

นอกจากเรื่องของ 5G แล้ว อีกหนึ่งธุรกิจที่ AIS ผลักดันในปีนี้ก็คือเรื่องของการกระตุ้นให้ธุรกิจเอสเอ็มอี หันมาใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 เพราะในช่วงที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เป็นหนึ่งในผู้มีฝีมือของวงการไอที ไม่ว่าจะเป็น การจัดการทั่วไป การบริหารธุรกิจ การขายและการตลาด ในบริษัทชั้นนำ อาทิ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

การเข้ามารับตำแหน่งใหม่ที่ AIS เมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ก็เพื่อเสริมในเรื่องยุทธศาสตร์ใหม่ของ AIS SME หวังให้ผู้ประกอบการ SME ได้เลือกใช้อย่างครบเครื่อง กรุยทางสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ทางด้านบทบาทของ คุณธนพงษ์ ในเอไอเอสนั้น จะเป็นการดูแลรับผิดชอบในการผลักดันกลยุทธ์ และบริหารธุรกิจเชิงพาณิชย์ในกลุ่มลูกค้าองค์กร และการสร้างความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดและนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ภายในอุตสาหกรรมองค์กรต่างๆ เพื่อเสริมสร้างและเร่งให้เกิดแนวทางในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อนำพาเอไอเอสและพันธมิตร ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) และเป็นกระบวนการ Digital Transformation ได้อย่างแข็งแกร่ง

วิสัยทัศน์ในการทำงาน จะแบ่งบริการออกเป็น 2  กลุ่ม คือ Telecom Servicesซึ่งเป็นบริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการติดต่อสื่อสาร และเครือข่ายขององค์กรต่างๆ จะซึ่งเน้นเรื่องคุณภาพที่ดีสำหรับองค์กร และการครอบคลุมพื้นที่ของทั้งเครือข่ายไร้สายและสายใยแก้วนำแสง และด้านการบริการ Digital Enabler

สำหรับธุรกิจต่างๆ จะนำ Digital Technologies ไปประยุกต์ใช้กับยุค Digital Transformation และให้สอดคล้องกับการทำงานแบบ New normal เช่น ระบบIT, Cloud, IoT, Cyber Security, Digital Marketing รวมถึง เทคโนโลยี 5G ในอนาคต โดยจะนำเสนอการให้บริการและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่เป็น Large enterprises & SMEs เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกธุรกิจ

โครงการแรกที่ทำในปีนี้ คือ การนำพา AIS SME สู่ดิจิทัล ว่าวิกฤต COVID19 ส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจมาก โดยเฉพาะ SME ที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศกำลังได้รับผลอย่างหนักหน่วงรุนแรง 

ดังนั้น เอไอเอสและตนเองจึงมองเห็นช่องทางและเป้าหมายในการพัฒนาเอสเอ็มอีให้สอดรับกับวิถี New Normal โดยนำเครื่องมือดิจิทัลด้านต่างๆ มาช่วยผลักดันให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง

เช่น การมี Online Asset สำหรับติดต่อสื่อสาร, การทำ Digital Marketing เข้าถึงกลุ่มลูกค้าซึ่งความท้าทายในครั้งนี้คือ การสร้างโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ (New Business Model)

ให้เอสเอ็มอี และคาดการณ์ว่า หากเอสเอ็มอีมีการปรับตัวตลาดในส่วนของ Online SME & Technology Startup จะมีการเติบโตต่อเนื่องแม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปในการนำพาเอไอเอส สู่ Digital Transformation อย่างแข็งแกร่ง คือการให้ความสำคัญในการดูแลลูกค้าทั้ง SMEและLarge Enterprise โดยการสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างๆ ให้ประยุกต์ใช้ระบบ 5G ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การทำ Smart Manufacturing / Factory, Smart City รวมถึง Public Infrastructures ในกิจการท่าเรือหรือสนามบิน

ซึ่งในปัจจุบันเอไอเอสได้มีการทดสอบและทดลองใช้ AIS 5G ในหลากหลายตัวอย่าง ซึ่งปัจจุบัน AIS มีความพร้อมทั้งในแง่สัญญาณ 5G ที่ครอบคลุมเต็มพื้นที่ 100% ในนิคมอุตสาหกรรม EEC รวมทั้ง มีความพร้อมทั้งในแง่ Solutions ที่ร่วมกับ Partners จากหลากหลายธุรกิจ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน 5G ในอนาคต

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-sme-introduce?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-sme-introduce

เอไอเอส 5G ดึง ‘BNK48- TRINITY’ ผลิต Virtual Reality คอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

เอไอเอส 5G เปิดแคมเปญ Big Co-Creation จับมือค่าย iAM (ไอแอม) ต้นสังกัดดูแลบริหารงานศิลปินไอดอลหญิงวง BNK48 และ 4NOLOGUE (โฟร์โนล็อค) ผู้บริหารและดูแลศิลปิน TRINITY ผลิต VR Content และ AR Content แบบเอ็กซ์คลูซีฟ สร้างประสบการณ์แบบใกล้ชิดไปกับไลฟ์สไตล์โมเมนต์ของศิลปินไอดอลได้ทุกที่ ทุกเวลา เอาใจแฟนคลับ พร้อมเปิดประตูคนไทยก้าวเข้าสู่ยุค Virtual Reality สร้างความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าแผนกงานบริหารแบรนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส มีความยินดีที่จะได้ทำงานในรูปแบบ Co-Creation Content ร่วมกับศิลปินไอดอลระดับแนวหน้าของประเทศไทย ได้แก่ เจน  มิวสิค ปัญ  โมบายล์  เนย และเจนนิษฐ์ สมาชิกวง BNK48 และ เติร์ด ปอร์เช่ แจ๊คกี้ จาก TRINITY ม่าผลิต VR Content ให้เหล่าแฟนคลับทั่วประเทศได้ฟินไปกับโมเมนต์ใกล้ชิดกับศิลปินมากกว่าที่เคย”

“ยิ่งเมื่อรับชมบนเครือข่าย AIS 5G ยิ่งให้อรรถรสที่สมจริงยิ่งกว่า ซึ่งสามารถรับชมได้ผ่านแอปพลิเคชัน  AIS 5G PLAY VR และยังสามารถเพิ่มความเสมือนจริงได้เมื่อรับชมแบบ VR MODE ผ่านแว่น AIS PLAY VR และแว่น AIS VR 4K”

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา เอไอเอส 5G ได้นำเทคโนโลยี VR เข้ามาเปิดมิติใหม่ของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ของเหล่าศิลปินอย่างต่อเนื่อง อาทิ เป๊ก ผลิตโชค บิวกิ้น-พีพี และสกาย วงศ์รวี ตลอดจนร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พาคนไทยเที่ยวแบบนิวนอร์มอล และจับมือ Absolute You สร้างประสบการณ์การออกกำลังกายที่บ้าน

โดยปัจจุบัน เอไอเอส มีคอนเทนต์ VR จำนวน 181 คอนเทนต์ และ AR จำนวน 9 ชุด ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทั้ง Star dating, Travel, International, Music, Wellness และ Education ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวม VR และ AR Content ที่มากที่สุดในประเทศไทย

 

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-bnk48-trinity-vr-content?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-bnk48-trinity-vr-content