คลังเก็บป้ายกำกับ: เอไอเอส

AIS เปิดผลประกอบการไตรมาส 1/2564 รายได้รวม 45,861 ล้านบาท เติบโต 7%

AIS เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2564 เริ่มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 45,861 ล้านบาท เติบโต 7% (YoY) ภาพรวมรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่รายได้ลดลงเล็กน้อย 3.2% (YoY) จากปีก่อน แต่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว เติบโต  1.2% (QoQ) เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

ais

ส่วนของธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน รายได้ยังคงเติบโตที่ 17%(YoY) แม้ความไม่แน่นอนจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม แต่ AIS ยังคงเดินหน้าขยายโครงข่าย 5G/4G เพื่อเสริมศักยภาพผู้นำ ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น และกำไรสุทธิ และ EBITDA ในไตรมาส 1 ปี 2564 ลดลงเล็กน้อย 1.7% และ 0.9% (YoY) ตามลำดับ ทั้งนี้ EBITDA เริ่มฟื้นตัวเติบโต 1.6% (QoQ) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากรายได้ที่กลับมาเติบโตและการบริหารจัดการต้นทุน SG&A อย่างมีประสิทธิภาพ 

ais

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS บอกว่า มีสถานการณ์โควิดระบาด ช่วงปลายปี 2563 มาจนถึงช่วง 1-2 เดือนแรกของปี 2564 แต่ AIS ก็ยังคงสามารถทำผลงานได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

สำหรับไตรมาสแรกของปี 2564 AIS ทำรายได้รวมอยู่ที่ 45,861 ล้านบาท เติบโต 7% (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ลงลงเล็กน้อย 0.9% (YoY) แต่ในไตรมาสแรกของปีนี้เริ่มฟื้นตัวขึ้นโดย EBITDA เติบโต 1.6% (QoQ)  ซึ่งเป็นผลจาการบริหารจัดการต้นทุน แม้ว่ายังมีการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G แต่ AIS ยังคงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายการขายและบริหารให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้านกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสแรกปี 2564 ลดลง 1.7% (YoY) เป็นผลกระทบของ COVID-19 และการแข่งขันที่ยังคงสูงต่อเนื่องมายังปีนี้ ทั้งนี้กำไรสุทธิลดลงที่ 7.3% จากไตรมาสก่อนหน้า(QoQ) ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับในไตรมาส 4/2563

ais

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่

ภาพรวมรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไตรมาสแรกของปี 2564 ลดลง 3.2% (YoY) แต่มีการเติบโตขึ้น  1.2%(QoQ) เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากยอดผู้ใช้บริการใหม่ที่เติบโตสูง รวมถึงมาตรการจากภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน

โดยรายได้ในกลุ่มผู้ใช้บริการรายเดือน (Postpaid) ยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนเพิ่มขึ้นสุทธิกว่า 442,400 เลขหมายในไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน (Prepaid) ได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนเลขหมายเพิ่มขึ้นสุทธิ 887,900 เลขหมาย ส่งผลให้ปัจจุบัน AIS ยังครองผู้ให้บริการอันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดถึง 42,767,100 เลขหมาย ในขณะที่ตลาดยังคงเน้นแพ็กเกจดาต้าแบบใช้งานไม่จำกัดซึ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่ลูกค้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

สำหรับการเติบโตของผู้ใช้บริการ 5G ซึ่งได้ขยายเครือข่าย 5G ครบ 77 จังหวัด โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2563 ซึ่งเมื่อจบไตรมาสแรก ปี 2564 AIS มีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 7 แสนราย โดยตั้งเป้าสู่ 1 ล้านรายภายในปีนี้

ais

ธุรกิจเน็ตบ้าน

สำหรับธุรกิจเน็ตบ้าน ยังคงได้รับปัจจัยบวกมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งจากการทำงานที่บ้าน (WFH) ของบริษัทต่างๆ หรือแม้แต่การเรียนของนักเรียน นักศึกษา ที่การใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญมากขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ AIS Fibre มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 95,000 ราย หรือเพิ่มขึ้น 7% จากปลายปีก่อนหน้า ทำให้มีผู้ใช้บริการรวมแล้วกว่า 1.43 ล้านรายทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าระดับรายได้เฉลี่ยรายเดือนต่อลูกค้าหรือ ARPU จะลดลงจากการแข่งขัน แต่ภาพรวมของรายได้ยังคงเติบโตกว่า 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คิดเป็นรายได้ 1,919 ล้านบาท เอไอเอสไฟเบอร์ยังคงยืนหยัดผู้นำธุรกิจเน็ตบ้านที่เติบโตสูงสุดและแข็งแกร่งเหนือตลาด

ais

สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจในไตรมาสแรกปีนี้ อาจไม่ได้ส่งผลต่อตัวเลขระยะยาวแต่อย่างใด เพราะขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงการระบาดระลอกที่ 3 ของ COVID-19 ซึ่งอาจจะมีความรุนแรงกระทบต่อภาคธุรกิจตลอดทั้งปี แต่การทำงานของเรายังคงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่องตามงบประมาณที่ตั้งไว้กว่า 25,000-30,000 ล้านบาท เพื่อนำศักยภาพ 5G เข้าฟื้นฟูประเทศผ่านการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมต่างๆ ในทุกมิติ ซึ่งเป็นแผนงานที่พนักงาน AIS ทุกคนยังคงทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ 5G เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS เปิดผลประกอบการไตรมาส 1/2564 รายได้รวม 45,861 ล้านบาท เติบโต 7% first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-revenue-q1-2021/

AIS ไตรมาสแรกโต 7% รายได้รวม 45,861 ล้านบาท ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ฟื้นตัว-ธุรกิจเน็ตบ้านโตแข็งแกร่ง

AIS เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2564 ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 45,861 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน ภาพรวมรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่รายได้เติบโต 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ในส่วนของธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน รายได้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 17% จากปีก่อน

แม้ความไม่แน่นอนจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม แต่ AIS ยังคงเดินหน้าขยายโครงข่าย 5G/4G  ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น และกำไรสุทธิ และ EBITDA ในไตรมาส 1 ปี 2564 ลดลงเล็กน้อย 1.7% และ 0.9% (YoY) ตามลำดับ ทั้งนี้ EBITDA เริ่มฟื้นตัวเติบโต 1.6% (QoQ) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากรายได้ที่กลับมาเติบโตและการบริหารจัดการต้นทุน SG&A อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดระลอก 2 ในช่วงปลายปี 2563 มาจนถึงช่วง 1-2 เดือนแรกของปี 2564 แต่ AIS ก็ยังคงสามารถทำผลงานได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ”

สำหรับไตรมาสแรกของปี 2564 AIS ทำรายได้รวมอยู่ที่ 45,861 ล้านบาท เติบโต 7% (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ลงลงเล็กน้อย 0.9% (YoY) แต่ในไตรมาสแรกของปีนี้เริ่มฟื้นตัวขึ้นโดย EBITDA เติบโต 1.6% (QoQ)  ซึ่งเป็นผลจาการบริหารจัดการต้นทุน

แม้ว่ายังมีการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G แต่ AIS ยังคงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายการขายและบริหารให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้านกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสแรกปี 2564 ลดลง 1.7% (YoY) เป็นผลกระทบของ COVID-19 และการแข่งขันที่ยังคงสูงต่อเนื่องมายังปีนี้ ทั้งนี้กำไรสุทธิลดลงที่ 7.3% จากไตรมาสก่อนหน้า(QoQ) ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับในไตรมาส 4/2563

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่

ภาพรวมรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไตรมาสแรกของปี 2564 ลดลง 3.2% (YoY) แต่มีการเติบโตขึ้น  1.2%(QoQ) เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากยอดผู้ใช้บริการใหม่ที่เติบโตสูง รวมถึงมาตรการจากภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน

โดยรายได้ในกลุ่มผู้ใช้บริการรายเดือน (Postpaid) ยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนเพิ่มขึ้นสุทธิกว่า 442,400 เลขหมายในไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน (Prepaid) ได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนเลขหมายเพิ่มขึ้นสุทธิ 887,900 เลขหมาย ส่งผลให้ปัจจุบัน AIS ยังครองผู้ให้บริการอันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดถึง 42,767,100 เลขหมาย ในขณะที่ตลาดยังคงเน้นแพ็กเกจดาต้าแบบใช้งานไม่จำกัดซึ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่ลูกค้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

สำหรับการเติบโตของผู้ใช้บริการ 5G ซึ่งได้ขยายเครือข่าย 5G ครบ 77 จังหวัด โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2563 ซึ่งเมื่อจบไตรมาสแรก ปี 2564 AIS มีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 7 แสนราย โดยตั้งเป้าสู่ 1 ล้านรายภายในปีนี้

ธุรกิจเน็ตบ้าน

สำหรับธุรกิจเน็ตบ้าน ยังคงได้รับปัจจัยบวกมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งจากการทำงานที่บ้าน (WFH) ของบริษัทต่างๆ หรือแม้แต่การเรียนของนักเรียน นักศึกษา ที่การใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญมากขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ AIS Fibre มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 95,000 ราย หรือเพิ่มขึ้น 7% จากปลายปีก่อนหน้า ทำให้มีผู้ใช้บริการรวมแล้วกว่า 1.43 ล้านรายทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าระดับรายได้เฉลี่ยรายเดือนต่อลูกค้าหรือ ARPU จะลดลงจากการแข่งขัน แต่ภาพรวมของรายได้ยังคงเติบโตกว่า 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คิดเป็นรายได้ 1,919 ล้านบาท เอไอเอสไฟเบอร์ยังคงยืนหยัดผู้นำธุรกิจเน็ตบ้านที่เติบโตสูงสุดและแข็งแกร่งเหนือตลาด

นายสมชัย อธิบายต่อว่า “สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจในไตรมาสแรกปีนี้ อาจไม่ได้ส่งผลต่อตัวเลขระยะยาวแต่อย่างใด เพราะขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงการระบาดระลอกที่ 3 ของ COVID-19 ซึ่งอาจจะมีความรุนแรงกระทบต่อภาคธุรกิจตลอดทั้งปี แต่การทำงานของเรายังคงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่องตามงบประมาณที่ตั้งไว้กว่า 25,000-30,000 ล้านบาท เพื่อนำศักยภาพ 5G เข้าฟื้นฟูประเทศผ่านการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมต่างๆ ในทุกมิติ ซึ่งเป็นแผนงานที่พนักงาน AIS ทุกคนยังคงทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ 5G เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน”

“ผลประกอบการไตรมาสแรกนี้ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเท ประคับประคอง ตั้งรับ ปรับตัว และต่อสู้กับวิกฤติโควิด ที่เกิดจากความร่วมแรง ร่วมใจ ของชาว AIS เพื่อส่งมอบบริการและเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อสนับสนุนภาคสาธารณสุขให้สามารถขับเคลื่อนการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ด้วยศักยภาพของ 5G ได้อย่างเต็มกำลัง ด้วยการ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยและประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความยากลำบากนี้” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-q1-2564-record?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-q1-2564-record

AIS 5G สู้ภัย COVID-19 ระลอก 3 “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย”

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 มาจนถึงการระบาดระลอกใหม่ในช่วงเวลานี้ ภาคธุรกิจแขนงต่างๆ และประชาชนต่างได้รับผลกระทบอย่างมากต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้การทำงานของ AIS ไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการ “เชื่อมต่อ” ทุกสรรพกำลังทั้งภาคธุรกิจ พาร์ทเนอร์ และร่วมสนับสนุนภาคสาธารณสุขไทย ให้สามารถ “ช่วยเหลือ” กับวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ “เพื่อคนไทย” ผ่านการนำศักยภาพขององค์กรที่มีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เน็ตเวิร์ค นวัตกรรม บุคลากร ให้เดินหน้าเข้าสู่ทุกพื้นที่การช่วยเหลือและทุกสนามการแข่งขัน 

ais
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะที่ 3  แน่นอนว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบไปยังทุกภาคส่วน ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศยังน่ากังวล ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ที่พอมีกำลังจะต้องร่วมไม้ร่วมมือ ระดมสรรพกำลังสนับสนุนการรับมือวิกฤตการณ์ครั้งนี้ พร้อมๆกับสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรที่เล็กกว่า รวมถึงประชาชนให้สามารถรับมือและเดินหน้าต่อได้ ด้วยแนวคิด “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย”  

ais

“ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของภาวะการระบาด AIS มีปณิธานแรงกล้าที่จะนำความแข็งแกร่งของการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเข้ามาร่วมฟื้นฟูประเทศ เคียงข้างทุกภาคส่วน ผ่าน โครงการ AIS 5G สู้ภัย COVID-19 โดยเป็นภาคเอกชนกลุ่มแรกที่นำขุมพลังของ 5G เข้าสนับสนุนการทำงานของภาคสาธารณสุข ทั้งการขยายเครือข่าย 5G ,นวัตกรรมหุ่นยนต์ Robot for Care ที่สร้างวิถีใหม่ของ Social Distancing พร้อมเสริมศักยภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระและช่วยลดความเสี่ยงของทีมแพทย์และพยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ หรือแม้แต่การนำร่องกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ “Digital Yacht Quarantine” ด้วย NB-IoT และสายรัดข้อมืออัจฉริยะ พร้อมการอยู่เคียงข้างชาว  อสม. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดและสามารถช่วยให้ระบบสาธารณสุขของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านแอปพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์

ais

“จนกระทั่งภาวการณ์ระบาดช่วงแรกเริ่มลดลง AIS จึงเดินหน้าการร่วมฟื้นฟูประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยี 5G ที่มีคุณภาพดีที่สุดจากปริมาณคลื่นความถี่มากที่สุด พร้อมขีดความสามารถของบุคลากร เข้าไปทำงานนำร่องกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในเขต EEC เพื่อยกระดับ และเตรียมพร้อมการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งในโลกยุค COVID  รวมถึงการส่งต่อ Digital Lifestyle ที่ช่วยให้คนไทยพร้อมรับชีวิตวิถีใหม่ในทุกแง่มุมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลจาก AIS    

“ผมมองว่า COVID-19 ระลอกแรก สอนให้เรารู้จัก เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเตรียมพร้อมฝึกฝนขีดความสามารถใหม่ๆ, สร้างรูปแบบการทำงานในโลกปรกติใหม่ มีมุมมองแบบ Pro Active ส่งผลให้เราสามารถต่อสู้กับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  ทั้งในแง่การให้บริการลูกค้า และส่งมอบความช่วยเหลือ เคียงข้างคนไทย ดังกรณีวิกฤตCOVID-19 ระลอก 2 ปลายปี 63 ที่ AIS เป็นผู้ให้บริการสื่อสารรายแรกที่สามารถลงพื้นที่ติดตั้งเครือข่ายสื่อสารสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลสนามแห่งแรก ณ จ.สมุทรสาครได้สำเร็จ รวมถึงความช่วยเหลือต่างๆ ที่สอนให้เราเข้าใจว่า เทคโนโลยีสื่อสารและดิจิทัลเซอร์วิส คือ หัวใจสำคัญต่อการทำงานของทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ ทำให้แม้วันนี้เราจะต้องเจอกับการระบาดครั้งใหญ่อีกครั้ง ชาว AIS ก็สามารถส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เพราะผ่านกระบวนการทรานส์ฟอร์มทักษะ ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill รับมือกับโลกยุค COVID ได้อย่างเต็มที่”

ais

 ดังนั้นท่ามกลางการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ของ COVID-19 AIS 5G สู้ภัย COVID-19  จึงพร้อมจัดทัพทั้งองคาพยพอีกครั้งในการสนับสนุนการทำงานของภาคสาธารณสุขที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการ การรับมือกับ COVID-19 แบบเต็มสรรพกำลัง เพื่อฟื้นฟูประเทศ ผ่านการทำงานด้วยเทคโนโลยีสื่อสารและดิจิทัลเซอร์วิส ใน 4 มิติ ดังนี้

  • โรงพยาบาลสนาม ติดตั้งเครือข่าย AIS 5G ,4G, Free Wifi ในโรงพยาบาลสนามหลักกว่า 31 แห่ง มากกว่า 10,000 เตียง ทั่วประเทศ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น เชื่อมต่อระบบ CCTV เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วย, การส่งต่อข้อมูลการแพทย์ ตลอดจนให้ผู้ป่วยที่กักตัวสามารถสื่อสาร ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวให้คลายความกังวล มีกำลังใจในการฟื้นฟูสุขภาพ 

ais

  • การแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine เทคโนโลยีที่ช่วยลดภาระการทำงานของแพทย์และพยาบาล ในการติดต่อสื่อสาร กับผู้ป่วย ที่ช่วยลดการสัมผัส และลดความแออัด โดยเบื้องต้นได้ร่วมกับแอพพลิเคชั่น “Me -More” ให้บริการในโรงพยาบาลสนามในเครือกรุงเทพมหานคร 

ais

  • 5G AI อัจฉริยะ เดินหน้าร่วมมือกับราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลเครือข่าย คือ โรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ โดยการนำ AI CT Scan ปอด เข้ามาให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยจะช่วยวิเคราะห์รูปภาพทางการแพทย์เชิงปริมาณจากการตรวจวินิจฉัยทางเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ปอดของผู้ป่วย เพื่อวิเคราะห์ผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) กับแพลตฟอร์มที่ได้รับการเทรนจากข้อมูลของผู้ป่วยจริงในประเทศจีน ซึ่งเป็นการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และ สามารถวิเคราะห์ผลได้ภายในเวลาเพียง 25 วินาทีต่อ 1 เคส ความแม่นยำสูงสุดในการวินิจฉัยสูงถึง 96% นับว่ามีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยนวัตกรรมนี้จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับความปลอดภัย ลดปริมาณการตรวจสารคัดหลั่ง ลดจำนวนชุดตรวจ COVID-19 ช่วยลดการใช้ PPE และแบ่งเบาภาระให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และช่วยให้บุคลากรหลายๆ ท่านสามารถกระจายตัวไปดูแลเคสผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ที่สำคัญ เป็นการสร้างความเท่าเทียมในการได้รับโอกาสทางสาธารณสุข ผ่าน 5G ได้อย่างชัดเจน 
  • อสม. AIS ยังคงเสริมขีดความสามารถของ อสม. อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมี อสม.มากกว่า 5 แสนรายที่ใช้งาน แอพพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์ ช่วยในการรายงาน การคัดกรอง เฝ้าระวัง รวมถึงติดตามผลในกลุ่มเสี่ยง รวมถึงสำรวจสุขภาพจิตจากความเครียดที่มาจากผลกระทบของ COVID-19 โดยเฉพาะในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางของกลับบ้านของคนเมือง ยิ่งจะทำให้การทำงานของ อสม.ต้องยิ่งมีความเข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม 

ais

สมชัย กล่าวในช่วงท้ายว่า “AIS ในฐานะองค์กรขนาดใหญ่ เรามีมาตรการรัดกุมขั้นสูงสุดในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อในการให้บริการลูกค้าและดูแลสังคมไปพร้อมๆ กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้วันนี้พนักงานส่วนใหญ่จะทำงานแบบ WFH แต่สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลเครือข่ายและลูกค้า ก็พร้อมอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลูกค้าและคนไทย โดยผมขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศ องค์กรใดที่มีกำลังก็สนับสนุนองค์กรเล็ก หรือ ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้มีพลังที่จะเดินหน้าต่อ โดยเชื่อมั่นว่า บทเรียนจากสถานการณ์ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา หากเรานำมาใช้เพื่อ เตรียมพร้อม ต่อสู้ ปรับตัว ตามบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม หรือ รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน จะทำให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนแน่นอน”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS 5G สู้ภัย COVID-19 ระลอก 3 “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย” first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-5g-fight-covid-19/

สามใหญ่จับมือ! ซัมซุง เอไอเอส และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จับมือทำมิวสิคมาร์เก็ตติ้งครั้งใหญ่ ส่ง THREE MAN DOWN ร่วมสร้าง ‘อินเตอร์แอคทีฟ มิวสิควิดีโอ’

สามยักษ์ใหญ่เมืองไทย ซัมซุง-เอไอเอส-จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ หวังพิชิตใจคน Gen Z ส่งมิวสิคมาร์เก็ตติ้งแคมเปญ นำทีมโดยศิลปินดังแห่งยุค THREE MAN DOWN กับครั้งแรกของการชวนเหล่าคนรุ่นใหม่มาร่วมบอกเล่าเรื่องราว แสดงความคิดเห็น และเลือกตอนจบของมิวสิควิดีโอตัวล่าสุดของวงไปด้วยกัน

ในยุคแห่งคอนเทนต์เช่นทุกวันนี้ การจะสร้างหนึ่งคอนเทนต์ให้คนสนใจต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งสิ่งสำคัญคือการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคอนเทนต์และผู้ชมได้ ด้วยเหตุนี้ ซัมซุง ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก จึงได้ร่วมมือกับ 2 พาร์ทเนอร์สำคัญ อย่าง เอไอเอส ผู้นำเครือข่าย 5G ที่ 1 ตัวจริง และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มาร่วมสร้างแคมเปญสุดพิเศษที่ให้ผู้ชมได้มีโอกาสเลือกและพูดสิ่งที่ต้องการผ่านคอนเทนต์ โดยซัมซุงได้เลือกศิลปินที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่ม Gen Z อย่าง THREE MAN DOWN เจ้าของเพลงฮิตอย่าง ฝนตกไหม ฝันถึงแฟนเก่า และเจ้าของกระแส #หวัดดีเบล จนเป็นไวรัลทั่วทั้งประเทศ มาร่วมสร้างสรรค์แคมเปญพิเศษนี้

โดยเหล่า Gen Z จะได้สัมผัสประสบการณ์ของ ‘อินเตอร์แอคทีฟ มิวสิควิดีโอ’ ที่ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการสร้างเรื่องราวในห้วงเวลาสุดท้ายของมิวสิควิดีโอ พร้อมมีส่วนในการตัดสินใจของตัวละครที่เล่ามาจากอินไซต์ของวัยรุ่น ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดจะถูกถ่ายทำและถ่ายทอดผ่านสุดยอดสมาร์ทโฟนเพื่อสายทำคอนเทนต์แห่งยุค อย่าง Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ที่มาพร้อมกับกล้องสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดใน Galaxy รวมถึงยังได้เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้เร็ว แรง เสถียรมากขึ้น เมื่อใช้งานผ่านเครือข่าย 5G ที่ดีที่สุดจาก AIS เพื่อสื่อสารกับศิลปินคนโปรดได้แบบเรียลไทม์ พร้อมรับชมสตรีมมิ่งคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามอีกด้วย

นอกจากนี้ ซัมซุงและเอไอเอส ยังมาพร้อมกับ Epic Deal สุดพิเศษ ‘เก่าไป ใหม่มา ในราคา 0 บาท’ เพียงนำโทรศัพท์รุ่นที่เข้าร่วมโครงการมาแลกซื้อ Samsung Galaxy S21 5G เครื่องใหม่ พร้อมสมัครแพ็กเกจตามเงื่อนไข ก็สามารถได้สุดยอดสมาร์ทโฟนแห่งยุครุ่นนี้ไปเลยฟรีๆ โปรโมชั่นสุด Epic แบบนี้ มีตั้งแต่วันนี้ – 4 พฤษภาคม 2564 ที่เอไอเอสเท่านั้น

Galaxy S21 Series 5G ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ ‘การทำคอนเทนต์’ ให้เก็บทั้งภาพและวิดีโอได้คุณภาพสูงดั่งมืออาชีพ ถ่ายรูปสวย ครบทุกสีสัน ผ่านเซ็นเซอร์กล้องใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในซัมซุง กาแลคซี่ พร้อมแต่งภาพได้มากกว่าโดยไม่เสียรายละเอียด กับไฟล์ภาพแบบ Raw 12-bit มาตรฐาน D.S.L.R รวมถึงการถ่ายวิดีโอระดับ HDR10+ คมชัดทุกสภาพแสง ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ ที่จะช่วยให้การถ่ายวิดีโอง่ายและสนุกขึ้น อย่างโหมด Director’s View กับมุมมองหลากหลายเลนส์ให้เลือกปรับเปลี่ยนได้ขณะถ่าย ไม่ต้องตัดต่อ ใช้งานได้ทันที รวมถึงโหมด Vlogger View ถ่ายคอนเทนต์ผ่านกล้องหน้า-หลังได้พร้อมกัน เพื่อเก็บความประทับใจทุกช็อตได้แบบไม่มีพลาด

พร้อมทั้งยังเหมาะกับ ‘การดูคอนเทนต์’ ด้วยจอแสดงผลรีเฟรชเรท 10 – 120Hz บนความละเอียดสูงระดับ WQHD+ เพื่อการดูคอนเทนต์ได้อย่างลื่นไหล แสดงผลเฉดสีที่แม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยจอขอบเขตสีกว้างถึง 3 ล้านต่อหนึ่ง นอกจากนี้ยังสู้แดดได้ดี ใช้งานกลางแจ้งชัดเจนกับความสว่างจอ 1,500 nits

  • Galaxy S21 Ultra 5G เปิดตัวมาใน 2 สีสุดคลาสสิก ได้แก่ Phantom Black และ Phantom Silver
  • Galaxy S21+ 5G มาใน 3 เฉดสีสุดโมเดิร์น นำโดย Phantom Violet, Phantom Black และ Phantom Silver
  • Galaxy S21 5G มาใน 3 สี ได้แก่ Phantom Pink, Phantom Gray และ Phantom Violet

ข่าว: สามใหญ่จับมือ! ซัมซุง เอไอเอส และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จับมือทำมิวสิคมาร์เก็ตติ้งครั้งใหญ่ ส่ง THREE MAN DOWN ร่วมสร้าง ‘อินเตอร์แอคทีฟ มิวสิควิดีโอ’ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/samsung-ais-grammy-three-man-down-interactive-music-video/

LearnDi ฮับด้านเรียนรู้จาก AIS Academy เพื่อพัฒนาบุคลากรในองค์กร

AIS Academy เร่งเครื่องพัฒนาศักยภาพบุคลากรในองค์กร จับมือพันธมิตรในวงการ EdTech พัฒนา LearnDi by AIS Academy เพื่อรองรับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

LearnDi by AIS Academy

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และ กลุ่มอินทัช, กรรมการ บริษัท เลิร์นดิ จำกัด บอกว่า AIS Academy พร้อมพันธมิตร เห็นความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร สร้างองค์ความรู้ผ่านการนำส่งความรู้รูปแบบใหม่ ซึ่ง AIS Academy จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรกว่า 13,000 คน ให้มีความพร้อมและยอมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เส้นทางของ AIS Academy ได้ขยายผลสู่สังคมไทยภายใต้โครงการ “AIS Academy for Thais ภารกิจคิดเผื่อ เพื่อคนไทย”

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงคอนเทนต์ดีๆ มีอย่างจำกัด AIS และ บริษัท เลิร์นดิ จำกัด จึงจับมือกับพันธมิตรในวงการ EdTech ให้คนไทยได้มีทางเลือกใช้เครื่องมือในการพัฒนาตนเอง โดยมี Invent, SEAC, Humanica , Conicle , NEO Academy by CMMU, Beyond Training, Doctor A to Z ส่งต่อองค์ความรู้ไปยังคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงข่ายเทคโนโลยี เติมเต็มเนื้อหา รวมถึงหลักสูตรต่างๆ ให้ตอบโจทย์ทักษะความต้องการใหม่ๆ ที่ครบถ้วน

LearnDi by AIS Academy

LearnDi by AIS Academy เกิดจากการพัฒนาภายในองค์กรในการทำ Transformation ทำให้รู้ว่าพนักงานต้องการอะไร ผู้ประกอบการและองค์กรต้องการอะไร ทำให้การใช้งานตอบโจทย์ความหลากหลาย โดยการทำงานร่วมกับพันธมิตรในวงการยึดหลักการเติบโตร่วมกันใช้จุดแข่งของแต่ละพันธมิตรทำให้ LearnDi เป็นเสมือนกับ Hub ด้านองค์ความรู้และทักษะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน Soft skill และ Hard skill ที่จะช่วยให้การพัฒนาบุคลากร และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการกำหนดเส้นทางความสำเร็จของตนเองผ่านการทำ Self-Development ขององค์กร เปิดโอกาสให้พนักงานได้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม มีความสอดคล้องเหมาะสมกับพนักงานในทุกระดับ บนราคาที่จับต้องได้

LearnDi by AIS Academy

นอกเหนือจากการมีพันธมิตรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศที่มาร่วมกันเสริมศักยภาพแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของ LearnDi คือการทำงานร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาแบบวัดศักยภาพส่วนบุคคลสำหรับคนไทย (Self-Competency Assessment) รวมถึงแบบทดสอบวัดศักยภาพส่วนบุคคลด้านดิจิทัล (Self-Digital Competency Assessment) เพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจศักยภาพตัวเองก่อนการนำเสนอหลักสูตรที่เหมาะสม สุดท้ายเมื่อเรียนจบก็จะได้รับ E-Certificate ที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการเรียนรู้รูปแบบใหม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post LearnDi ฮับด้านเรียนรู้จาก AIS Academy เพื่อพัฒนาบุคลากรในองค์กร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/learndi-ais-academy/

กางแผน AIS สู่ Digital Service Platform สร้างรายได้แซง Telecom ภายใน 5 ปีข้างหน้า

AIS เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจและอุตสาหกรรมเทเลคอมในปีนี้ มองยาวไปถึงภายใน 5 ปีหลังจากนี้ มองธุรกิจ Digital Service Provider จะสามารถสร้างรายได้กลับมาสู่บริษัทฯ ได้อย่างยั่งยืน มองธุรกิจนี้โตกว่าอุตสาหกรรมเทเลคอมกว่า 13 เท่า โดยเน้นเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์แทนที่จะลงทุนเองทั้งหมด

จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ได้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่สำคัญต่างๆ ใน 2563 ขอสรุปและรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

AIS ยังครองความเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บอกว่า ณ สิ้นปี 256 ภาพรวมของธุรกิจโทรคมนาคมได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้รายได้รวมของของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่หดตัว 6% จากปีก่อนที่มีการเติบโตขึ้น 4% มีผู้ใช้บริการทั้งตลาดรวม 91 ล้านหมายเลข ลดลง 3% จากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป ถึงแม้ว่าในตลาดมีผู้ใช้บริการระบบเติมเงินเป็นสัดส่วน 72% ของตลาด แต่เนื่องด้วยผู้ใช้งานมีการย้ายมาใช้งานรายเดือนอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากที่ลูกค้าใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นสูงขึ้น

ในส่วนของ AIS ยังครองส่วนแบ่งการตลาดเชิงรายได้เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 46% และมีผู้ใช้บริการ 41 ล้านเลขหมาย โดยมีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 68% แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีผลต่อรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการแข่งขันทางด้านราคา ทำให้รายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ปี 2563 มี 118,082 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 กว่า 6.5% แต่รายได้จากลูกค่าระบบรายเดือนเพิ่มขึ้น 4.4% แต่รายได้จากลูกค้าระบบเติมเงินลดลง 12% เมื่อเทียบจากช่วงปีก่อน เป็นผลจากการที่ลูกค้าย้ายจากระบบเติมเงิน มาระบบรายเดือนอย่างต่อเนื่อง และลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวที่หายไป ส่งผลทำให้ ARPU ลดลงจาก 252 บาท เป็น 234 บาท ลดลง 7%

“ช่วงปีที่ผ่านมา เราพบว่ามีการใช้งานบริการต่างๆ มีมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น 30-40% แต่มีรายได้ที่ลดลง ยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ซบเซา ไม่มีกำลังซื้อ และมีการแข่งขันด้านราคาจากผู้ให้บริการรายอื่น ทำให้รายได้เราลดไปประมาณ 6% แต่เราก็ยังกำไรในธุรกิจนี้ ส่วนรายได้จากซิมนักท่องเที่ยว หากเปิดประเทศได้เมื่อไหร่ รายได้เราจะกลับมาเช่นเดิม”

ลงทุน 5G กว่า 30,000 ล้านบาท รักษาความเป็นผู้นำ

ในปี 2563 มีลูกค้าที่ใช้งาน 5G กว่า 4 แสนราย ซึ่งเป็นปีที่เริ่มต้นเทคโนโลยี 5G มีสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G กว่า 40 รุ่น ในราคาเริ่มต้นที่ 1 หมื่นบาท และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านราย ARPU ลูกค้า 5G จะสูงกว่าลูกค้า 4G ประมาณ 10% โดยเราลงทุนเรื่องเครือข่าย และเสาสัญญาณที่รองรับเทคโนโลยีไปแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ การลงทุนในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการให้บริการ 5G

“อุปกรณ์และเครือข่ายที่เราติดตั้งใหม่ จะรองรับการใช้งาน 5G และ 4G ได้ภายในอุปกรณ์เดียวกัน ทำให้ประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น ทั้งเรื่องของจำนวนอุปกรณ์ รวมไปถึงการใช้พลังงาน เราต้องคงเทคโนโลยี 4G เพราะยังเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการสื่อสารต่อจากนี้”

ais fibre

Fix Broadband ยังสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

AIS Fibre ถือเป็นธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ยังสามารถสร้างรายได้อย่างเติบโตและต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมปีที่แล้วกว่า 6,959 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อนหน้านี้ โดยมีผู้ใช้บริการอยู่ที่ 1,336,900 ราย คิดเป็นส่วนแข่งการตลาด 12% ของตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และในปี 1-2 ปีนี้หมายมั่นปั้นมือจะขยับส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 3 ให้ได้ โดยปีนี้จะลงทุนเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท

“ตอนนี้ แพคเกจเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตบ้านอยู่ที่ 299 บาทต่อเดือน ในความเร็ว 100Mbps ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วจากราคา 599 บาทต่อเดือน และตอนนี้การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในตลาดมีแพ็กเกจ 1Gbps ในราคาเริ่มต้นเพียง 590 บาทต่อเดือนเท่านั้น และการดึงดูดให้ลูกค้าย้ายค่าย โดยมอบส่วนลดครึ่งราคาให้กับลูกค้า ยังทำให้ ARPU ของอุตสาหกรรมมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ AIS จากเดิม 533 บาท เป็น 476 บาท ตอนนี้ผู้ให้บริการหลายๆ รายต่างเพิ่มกลยุทธ์ขายแพ็กเกจที่เหมารวมบริการ ทั้งอินเตอร์เน็ตบ้าน ซิมมือถือ และคอนเทนต์ต่างๆ ในหลายแพลตฟอร์ม เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเก่า”

ais

มอง Digital Service Platform สร้างรายได้ทดแทนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่

กลุ่ม Digital Service ถือเป็นกลุ่มที่ AIS เริ่มมองเห็นศักยภาพของการสร้างรายได้หลังจากนี้ โดยปี 2563 สามารถสร้างรายได้กว่า 4,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เทียบกับปีก่อน เนื่องจากความต้องการของลูกค้าองค์กรในการใช้งานด้านดาต้า และ ICT ที่มีแนวโน้มมากขึ้นในยุคเปลี่ยนผ่าน และแนวโน้มผู้ใช้งาน IoT เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกว่า 935,000 อุปกรณ์ ส่วนผู้ใช้งาน AIS PLAY เติบโตมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 3 ล้านราย

disrupt เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกธุรกิจทุกอุตสาหกรรม AIS เป็นหนึ่งธุรกิจที่มีพื้นฐานการให้บริการดิจิทัลอยู่แล้ว อย่างช่วงหนึ่งโครงการของ ‘Starlink’ บริการอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมโดยของ SpaceX ที่มีเจ้าของคือ อีลอน มัสก์ สร้างกระแสได้พอสมควร หากโครงการนี้มาจริง เราก็ได้เตรียมพร้อมรองรับมือไว้อยู่แล้ว ส่วนอนาคตต่อจากนี้ 3-5 ปีข้างหน้า เราพร้อมลงทุนในส่วนของ Digital Service Platform เพราะประเมินว่ารายได้ในอนาคตต่อจากนี้จะสร้างมูลค่า กำไรได้อย่างมหาศาล สูงกว่ารายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเรากว่า 13 เท่า เราจะเน้นไปลงทุนกับพาร์ทเนอร์ หากลงทุน 10% เท่ากับว่าจะมีรายได้ส่วนนี้เทียบเท่าธุรกิจดั้งเดิมของ AIS เลยก็ว่าได้”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กางแผน AIS สู่ Digital Service Platform สร้างรายได้แซง Telecom ภายใน 5 ปีข้างหน้า first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-digital-service-platform/

เอไอเอส อุ่นใจCyber” กระตุกคนไทย แนะใช้โซเชียลออนไลน์ไม่ให้ทุกข์ หยุดวิถี “Faceจุก Twitเฮ้อ Instaกรรม” ใน “วันความสุขสากล”

ตามที่สหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 20 มีนาคม ของทุกปีเป็น “วันความสุขสากล” หรือ “International Day of Happiness” โดย “เอไอเอส อุ่นใจCyber” ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุขให้คนไทย เพราะความสุขคือความต้องการพื้นฐานสูงสุดในการใช้ชีวิตของทุกคน อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้เรามีพลังต่อร่างกายและจิตใจให้พร้อมที่จะเดินก้าวต่อไปข้างหน้า ทำให้มีการวัดดัชนีความสุขของผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดจากรายงานของ United Nations World Happiness Report ประจำปี 2020 เผยไทยติดอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 153 ประเทศ โดยดัชนีความสุขของไทยตกลง 2 อันดับเมื่อเทียบกับปี 2019 ทั้งนี้หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มความสุขมวลรวมของคนไทยลดลงมาจาก การใช้งานอินเทอร์เน็ต และการเสพสื่อโซเชียลมีเดียที่ไม่เหมาะสม ผิดวิธี ส่งผลทำให้ความสุขในการใช้ชีวิตลดลงได้

โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่เป็นตัวกระตุ้นให้คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูล Thailand Digital Stat 2021 ของ We Are Social รายงานว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉลี่ย 8.44 ชม./วัน อีกทั้งยังใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเป็นอันดับ 3 ของโลก เฉลี่ย 5.07 ชม./วัน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการเสพสื่อของคนไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง มีปริมาณคอนเทนต์ ข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์จำนวนมหาศาล หากไม่มีการกลั่นกรอง เลือกเสพสื่อที่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้เกิดความทุกข์จากการใช้งานได้

เอไอเอส ในฐานะ Digital Life Service Provider ได้มีความตระหนักถึงการใช้อินเทอร์เน็ต และสื่อโซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสมในการใช้งานให้มีความสุข ไม่ทุกข์จากการเสพสื่อออนไลน์ โดย “เอไอเอส อุ่นใจCyber” คู่คิดดิจิทัล เพื่อคนไทยทุกเจเนอเรชัน ได้แนะนำหลักการใช้งานอินเทอร์เน็ต และสื่อออนไลน์ให้เป็นสุข หยุดวิถี “Faceจุก Twitเฮ้อ Instaกรรม”



  • ใช้ Facebook ในการเสพข่าวสารแต่พอดี ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ทุกข้อมูล เลือกติดตามเพจหรือข่าวสารที่คิดว่าสนใจและเป็นประโยชน์
  • ติดตามแอคเคาท์ Twitter ที่มีประโยชน์ เสริมสร้างพลังบวกในการรับรู้ ส่วนแอคเคาท์ที่มีการระบายอารมณ์ด้านลบควรใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลหรือหากเป็นเพื่อนในชีวิตจริงสามารถกด Mute ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ต่อกัน
  • ไม่จำเป็นต้องเล่น Instagram เพื่อเปรียบเทียบตัวเองในเรื่องความชอบ ไลฟ์สไตล์ กับคนอื่น เราสามารถมีความโดดเด่นในแบบตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องเลียนแบบใครให้เป็นทุกข์

 

ทั้งนี้ เอไอเอส อุ่นใจCyber ได้จัดทำวีดีโอคอนเทนต์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเสพสื่อโซเชียลมีเดียมากเกินไปจนทำให้มาเบียดเบียนช่วงเวลาแห่งความสุข เพื่อเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงกระตุ้นให้คนไทยเสพสื่ออย่างเหมาะสม ใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีความสุข ใน “วันความสุขสากล” ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะทำให้ดัชนีความสุขของคนไทยเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

สามารถรับชมวีดีโอคอนเทนต์เนื่องในวันความสุขสากลและสามารถติดตามกิจกรรมจาก เอไอเอส อุ่นใจCyber ได้ที่ Facebook : AIS Sustainability

ข่าว: เอไอเอส อุ่นใจCyber” กระตุกคนไทย แนะใช้โซเชียลออนไลน์ไม่ให้ทุกข์ หยุดวิถี “Faceจุก Twitเฮ้อ Instaกรรม” ใน “วันความสุขสากล” มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/2021/03/20/ais-aunjai-cyber.html?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-aunjai-cyber

เอไอเอส ชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 700 MHz

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz (733 – 738 / 788 -793 MHz ) ในมูลค่ารวม 17,154 ล้านบาท เป็นตัวแทนชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz งวดที่ 1 จำนวน 1,835,478,000.00 บาท (หนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นแปดพันบาทถ้วน) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายสมชัย กล่าวว่า “นอกจากคลื่นความถี่ 700 MHz ที่เอไอเอสได้รับการจัดสรรเมื่อปี 2562 และได้ชำระเงินค่าคลื่นความถี่นี้ไปแล้ว 1 งวด ในการประมูลคลื่น 5G เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เรายังมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในประมูลคลื่น 700 MHz เพิ่มเติม เพื่อนำมาให้บริการ 5G โดยเป็นคลื่น 5G แบบเต็ม Block ตามมาตรฐานเทคโนโลยี 5G ระดับโลก ซึ่งเป็นจำนวนที่จะนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อให้คลื่นความถี่ที่เอไอเอสมี ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2×15 MHz), คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสยังคงยืนหยัด ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz (ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ) ที่จะนำมาสร้างประโยชน์ในการฟื้นฟูประเทศ ผ่านการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมหลักต่างๆและลูกค้าทุกกลุ่มต่อไป”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-700-mhz-2/

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ CEO แห่ง AIS กับสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จเพื่อสร้างการเติบโตอีกเท่าตัว

วัคซีน ใกล้จะมาแล้ว คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ แล้วเศรษฐกิจไทยจะฟื้นหรือไม่ ฟื้นช้าหรือเร็ว ธุรกิจไหนจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด มาดูมุมมองของ สมชัย เลิศสุทธิวงค์ CEO ของ AIS จาก งานเสวนาวัคซีนมาเศรษฐกิจไทยจะฟื้นไวหรือไต่ช้าโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนเพื่อเปิดมุมมองจากภาคธุรกิจ ที่ตอบคำถามต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ

ceo ais

วิกฤตครั้งนี้กระทบครบทุกอุตสาหกรรม

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ CEO ของ AIS บอกว่า โควิดครั้งนี้กระทบทุกอุตสาหกรรมมากน้อยต่างกันไป AIS อาจจะโชคดีที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่พื้นฐานเป็นดิจิทัล หลายคนมองว่า AIS น่าจะได้รับผลในทางบวกเพราะ ผู้ใช้ทั่วไปและองค์กร มีการใช้งาน Digital Service มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง AIS ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

ถ้าดูจากการใช้งานจะเห็นว่ามีการใช้งาน Digital Service เพิ่มขึ้น 30-40% แต่ภาพรวมรายได้ลดลง 5% เพราะไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มตามการใช้งานได้ เนื่องจากกำลังซื้อลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ เท่ากับว่าการใช้งานเพิ่มแต่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม

อย่างไรก็ตาม ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ โควิด ได้เร่งให้ Digital Disruption & Transformation เร็วและแรงขึ้น ซึ่งในระยะยาวองค์กรต่างๆ จะแข็งแรงขึ้น เพราะต้นทุนลดลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในส่วนนี้ AIS มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะสวนทางกับองค์กรอื่นๆ ที่รัดเข็มขัด ชะลอการลงทุน แต่ 1-2 ปีนี้ AIS จัดเต็มเพื่อเป็นพื้นฐานด้านดิจิทัลให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย แม้ว่าคนไทยจะไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยี แต่เรื่องการนำไปใช้ประโยชน์ บอกเลยว่า ไม่เป็นรองใคร

ais

อย่าเปลี่ยนเพราะโดนบังคับ แต่เลือกจะเปลี่ยนด้วยตัวเอง

โควิด สอนให้เรียนรู้ว่าต้องปรับตัวและเตรียมรับมือสิ่งที่คาดไม่ถึงตลอดเวลา หลายคน หลายองค์กร ผลัดไปก่อนเพราะสถานการณ์ยังไม่บังคับ แต่สำหรับ AIS มองเรื่องการ Transformation ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว เวลานั้น AIS คือ ผู้นำอันดับ 1 ที่แข็งแกร่งมาก แต่เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในวันนั้นเพื่อเป็น Digital Service Provider ตั้งเป้าว่าจะทำให้สำเร็จใน 5 ปี แต่มาถึงวันนี้ 6 ปีแล้ว ทำไปได้ประมาณ 50% เท่านั้น

สิ่งที่ได้เริ่มต้นทำไปและอยู่ในทิศทางที่ดี เช่น การเริ่มต้นบริการ Fixed Boardband หรือ AIS Fibre ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้จะยังเป็นอันดับ 3-4 ในตลาด กับบริการ Enterprise Business ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก

แต่ส่วนที่ทำไม่สำเร็จ คือ การสร้าง Digital Platform และยังไม่เห็นคนไทยคนไหนทำสำเร็จ เพราะคู่แข่งขันคือต่างประเทศล้วนๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AIS อยากทำให้ได้ เพราะ โทรคมนาคม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ AIS หากนำไปผสานกับอุตสาหกรรมอื่น จากการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมแล้วเป็นมูลค่ากว่า 13 เท่าของมูลค่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปัจจุบัน

สิ่งที่ AIS ต้องการทำคือ เข้าไปร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมต่งๆ นำ Digital Platform ไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มมูลค่า และขอส่วนแบ่งรายได้ 10% ซึ่งหากทำได้ AIS จะสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้เกิดขึ้น ช่วยให้ AIS เติบโตขึ้นได้กว่าเท่าตัวจากปัจจุบัน

ais

3 ปัจจัยสร้างธุรกิจใหม่อีก 50% ที่เหลือ

ดังที่กล่าวว่า AIS ทำสำเร็จไปเพียง 50% แต่อีก 50% คือโจทย์ที่ไม่ง่าย ซึ่ง 3 ปัจจัยที่ต้องทำคือ

  1. Business Model ต้องเป็นแบบใหม่ จากเดิมที่ ลงทุน สร้างโครงข่าย ให้บริการ สร้างรายได้-กำไร นี่คือแบบเดิม ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในการทำธุรกิจใหม่แล้ว
  2. Skill Set ต้องบอกว่า AIS มีคนเก่งอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในการบุกเบิกธุรกิจใหม่ จำเป็นต้องหาคนที่มีทักษะและความสามารถแบบใหม่ ต้องหาคนใหม่ๆ เข้ามาร่วมงาน
  3. Ecosystem คือต้องร่วมกับพันธมิตร เพราะ AIS เก่งในดิจิทัลและโทรคมนาคม แต่ไม่ได้เก่งในอุตสาหกรรมอื่นๆ การได้พันธมิตรที่ดี คือปัจจัยสำคัญ

การใช้โมเดลธุรกิจเดิม พิสูจน์แล้วว่า สร้างการเติบโตได้มากกว่า GDP 1-2% แต่ธุรกิจใหม่มีโอกาสสร้างการเติบโตได้กว่าเท่าตัว แต่การจะสร้าง Digital Platform ต้องเจอกับคู่แข่งระดับโลก สิ่งที่ AIS เน้นคือ ต้องสนับสนุนคนในพื้นที่ เช่น YouTube เป็น Platform ที่คนไทยนิยมใช้มาก แต่ 80-90% คนไทยใช้เพื่อดูคอนเทนต์ของไทยเอง ซึ่งผู้ผลิตคอนเทนต์อาจจะได้ส่วนแบ่งรายได้ไม่มาก

ถ้า AIS สร้าง Platform ให้คนไทยใช้กันเอง โดยผู้ผลิตคอนเทนต์ได้ประโยชน์ 90% และ AIS ขอส่วนแบ่ง 10% แบบนี้จะดีกว่าหรือไม่

สรุป

ตลอดเวลา AIS คือบริษัทที่มีหุ้นมั่นคง ไม่หวือหวา แต่แน่นอนมากเรื่องจ่ายปันผล มีธุรกิจหลักคือโทรคมนาคมที่แข็งแกร่งเสมอมา มีการเติบโตทุกปี แม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรงก็ผ่านมาได้ตลอด แต่การสร้าง Business Model ใหม่คือเรื่องสำคัญ ในระยะกลาง AIS Fibre, Enterprise เช่น Cyber Security, Cloud, ICT & IoT เป็นสิ่งที่เริ่มต้นแล้ว และกำลังจะเติบโตในตลาด

แต่ในระยะยาว คือ Digital Platform ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก และยังไม่สำเร็จ ปีนี้เป็นต้นไป จะมุ่งเน้นมากขึ้นอีก จะเป็น New Source of Revenue ในอนาคต และยืนยันชัดเจนว่า AIS พร้อมร่วมมือเป็นพันธมิตรในทุกอุตสาหกรรมเพื่อโตไปด้วยกัน ถ้าทำสำเร็จ จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม นอกจาก AIS จะเติบโตขึ้น 1 เท่าตัว ยังช่วยให้อุตสาหกรรมอื่นๆ เติบโตขึ้นด้วย

แนวคิดไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นปลาใหญ่ช่วยปลาเล็กให้เติบโตแบบยั่งยืน เพราะถ้าปลาใหญ่โตคนเดียว สุดท้ายปลาเล็กก็ไม่รอด และรับรองว่าจะตายตามกันไปหมด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สมชัย เลิศสุทธิวงค์ CEO แห่ง AIS กับสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จเพื่อสร้างการเติบโตอีกเท่าตัว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/vision-ceo-ais-vaccine-coivd-and-economy/

ดีป้า จับมือ เอไอเอสเปิดโครงการกักตัวบนเรือยอชต์ ฟื้นท่องเที่ยวไข่มุกอันดามัน

“ดีป้า” จับมือ เอไอเอส และเครือข่ายพันธมิตรภูเก็ต รวมพลังฟื้นท่องเที่ยวไข่มุกอันดามัน เปิดโครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์Digital Yacht Quarantine ด้วย NBIoT และสายรัดข้อมืออัจฉริยะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมด้วย AIS, PMH-ผู้ให้บริการ POMO กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ และสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย รวมพลังสร้างชาติฟื้นฟูการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต เปิดตัว “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย

ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB- IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ” (NB-IoT Wristband Tourist Tracking) เสริมขีดความสามารถด้านสาธารณสุขไทย สร้างความมั่นใจและแรงจูงใจแก่นักท่องเที่ยว กลับมากระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภูเก็ตและภาคใต้อีกครั้ง

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า “วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย และสร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว และพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยในปี 2563 ภูเก็ตสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวสูงกว่า 320,000 ล้านบาท”

ล่าสุด ดีป้า พร้อมด้วยพันธมิตร อย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส , บริษัทพีเอ็มเอชโฮลดิ้ง จำกัด (POMO) กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ และสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย เล็งเห็นปัญหาในจุดนี้ จึงได้ร่วมมือจัดทำ “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ -Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยแพลตฟอร์มนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ ผ่านเทคโนโลยี NB-IoT (NB-IoT Wristband Tourist Tracking) เครื่องมือมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพ (Health Monitoring) ของนักท่องเที่ยวระหว่างกักตัว 14 วัน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและเสริมความปลอดภัยด้านสาธารณสุขแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ทำให้การกักตัวบนเรือยอชต์ของนักท่องเที่ยวและการทำงานของทีมแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ในฐานะ Digital Life Service Provider ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 1 ด้วยเครือข่าย AIS 4G, 5G  ที่มีคลื่นมากที่สุด ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ,กลาง และสูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ (คลื่น 700 MHz, คลื่น 2600 MHz และคลื่น 26 GHz) ตลอดจนเครือข่าย IoT ทั้ง NB–IoT และ eMTC ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด เรามีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและขีดความสามารถของทีมงาน มายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมากับ “โครงการ AIS5G สู้ภัยโควิด” ที่ได้นำศักยภาพของโครงข่ายไปใช้ในพื้นที่กักตัวและโรงพยาบาลสนามหลักหลายแห่ง อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ,ศูนย์ห่วงใยคนสาคร, ฯลฯ

ซึ่งล่าสุดกับ “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB- IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ” (NB-IoT Wristband Tourist Tracking)” ที่เป็นรูปแบบการกักตัวนักท่องเที่ยวบนเรือยอชต์กลางทะเลก่อนเดินทางขึ้นบก

เราจึงเลือกใช้เครือข่าย Narrow Band IoT ที่รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT บนคลื่น 900 MHz ที่สามารถกระจายสัญญาณออกไปในทะเลได้มากกว่า 10 กม. พร้อมด้วยแพลตฟอร์ม Cloud  มาเป็นเครือข่ายหลักเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ (NB-IoT Wristband Tracking) ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง หรือ POMO ผู้ให้บริการโซลูชั่น Tracking และ Monitoring ที่จะมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพ (Health Monitoring) ของนักท่องเที่ยว ทั้งอุณหภูมิร่างกาย, อัตราการเต้นของหัวใจ, สัญญาณชีพจร รวมถึงพิกัดของนักท่องเที่ยว และส่งข้อมูลต่อมายังแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยวได้แบบเรียลไทม์ ในระหว่างกักตัว 14 วันบนเรือก่อนเดินทางขึ้นบกเพื่อท่องเที่ยวต่อไป

สำหรับ โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB- IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ (NB-IoT Wristband Tourist Tracking) มีขั้นตอนในการให้บริการคือ เมื่อมีนักท่องเที่ยวประสานเดินทางเข้ามาทางเรือ ทางสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย จะเป็นตัวแทนประสานงาน กับหน่วยงานทางการแพทย์เพื่อทำการตรวจโรคในครั้งแรก พร้อมให้นักท่องเที่ยวสวม สายรัดข้อมืออัจฉริยะ หรือ NB-IoT Wristband Tourist Tracking ที่จะส่งตัวเลขสุขภาพของนักท่องเที่ยวแต่ละท่านตลอด 14 วันของการกักตัวเข้ามาที่ Dash Board ณ ที่ทำการ ท่าเทียบเรืออ่าวปอ ซึ่งหลังจากที่กักตัวครบ 14 วัน จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อีกครั้งว่า นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงโควิด-19 มากน้อยเพียงใด เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นฝั่งภูเก็ตต่อไป”

ด้านนายฉัตรชัย ตั้งจิตตรง ประธานกรรมการ บริษัท พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ” POMO เริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2557 โดยเป็นสตาร์ทอัพไทยด้าน IoT สำหรับเด็กและนวัตกรรมสร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่รายแรกที่สามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกได้สำเร็จ โดยความร่วมมือกับเอไอเอส และดีป้า ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโครงการ Digital Yacht Quarantine กักตัวนักท่องเที่ยว 14 วันบนเรือ ที่ท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ครั้งนี้

เราได้ใช้ดีไวซ์ 2 รุ่นคือ Activ 10+ และ Smartwatch Active 30+ ที่เป็นทั้ง Tracker และ Health Device ให้นักท่องเที่ยวใส่ที่ข้อมือติดตัวตลอดเวลา เพื่อติดตามและเฝ้าระวังป้องกันการออกนอกพื้นที่

โดยระบบจะทำงานอย่างแม่นยำด้วยเซนเซอร์อัจฉริยะที่สามารถวัดชีพจร ค่าความดัน และวัดอุณภูมิร่างกายของนักท่องเที่ยว  อีกทั้งยังสามารถแจ้งสัญญาณ SOS ได้ หากนักท่องเที่ยวเกิดเหตุต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะแสดงไปยัง Dashboard บนเว็บไซต์ แบบ Real time เพื่อให้ส่งต่อความช่วยเหลือ หรือ ให้คำแนะนำได้ได้ตลอดเวลา โดยรูปแบบของการให้บริการ Health Monitoring ผ่านนวัตกรรมสายรัดข้อมืออัจฉริยะนี้ เป็นรุ่นเดียวกันกับที่ใช้บนเกาะ Cayman สำหรับ Hotel bubble project ที่ได้ผลอย่างดีอีกด้วย”

นางสาวตัญญุตา สิงห์มณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย แปซิฟิค ซุปเปอร์ยอชท์ จำกัด ตัวแทนสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย (TYBA) กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อสมาชิกสมาคมฯอย่างหนัก เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากเรือยอชต์ต่างชาติ สูญเสียรายได้มากถึง 50- 60%  เราจึงพยายามหาโซลูชั่นให้คนในธุรกิจเรือยอชต์ได้กลับมามีงานทำ จึงเป็นที่มาของโครงการกักตัวบนเรือยอชต์ ที่ได้ร่วมมือกับเอไอเอส, ดีป้า,PMH-ผู้ให้บริการ POMO กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ ยกระดับ Digital Yacht Quarantine นี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และทุกภาคส่วนมีความสบายใจว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเรือยอชต์นี้ผ่านการกักตัวที่ได้รับมาตรฐานจากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการ Yacht Quarantine ในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา มีสถิติการติดเชื้อโควิดเป็นศูนย์ และนักท่องเที่ยวรู้สึกมีความสุขกับการกักตัวบนเรือ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในปี 2564 นี้.จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยเรือยอชต์ประมาณ 100 ลำ จำนวนนักท่องเที่ยว 300-500 คน”

นายธนภัทร ทั่วไตรภพ กรรมการบริหาร บริษัท โฟล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “เราดำเนินธุรกิจ บริหารจัดการความปลอดภัยท่าเรือและนักท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี ภายใต้แพลตฟอร์มชื่อว่า FLOWLOW  เพื่อสร้างมาตรฐานและประสบการณ์ใหม่ที่ดีให้กับนักเดินทางในทุกด้าน อาทิ ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวอันดามัน, คำแนะนำในกรณีฉุกเฉิน, ประกันการเดินทาง และระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment) ในนาม Flowpay สำหรับโครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ “Digital Yacht Quarantine” นั้น โฟล คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมกับบริษัท พัชทรีทัวร์ กรุ๊ป ผู้ได้รับสัมปทานในการบริหารจัดการท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ดำเนินการตั้งแต่การให้บริการลงทะเบียน NB-IoT Wristband Tourist Tracking เพื่อให้นักท่องเที่ยวสวมใส่สำหรับกักตัวบนเรือยอชต์ 14 วัน พร้อมจัดทีมแพทย์ขึ้นไปตรวจเชื้อโควิดบนเรือ โดยจะมีการมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพตลอดเวลาและหลังจากที่กักตัวครบ 14 วัน ก็จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อีกครั้งว่า นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงโควิด-19 มากน้อยเพียงใด ก่อนอนุญาตให้เดินทางขึ้นฝั่งภูเก็ต เรียกได้ว่าการร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในการท่องเที่ยวในยุคนิวนอร์มัล ที่นอกจากจะยกระดับการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต และหมู่เกาะทะเลอันดามันให้มีความทันสมัยและอัจฉริยะมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย”

โครงการ Digital Yacht Quarantine ถือเป็นตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลจากผู้ให้บริการโครงข่ายและ Startups ไทย เข้ามาเสริมขีดความสามารถด้านการสาธารณสุข การสร้างมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวแบบ New Normal ไปอีกขั้น  พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ สอดรับกับนโยบาย “ภูเก็ตโมเดล (GEMMSS)” ทำให้จังหวัดเป็นต้นแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและการควบคุมโควิด-19 แห่งแรกในประเทศไทย ตามเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะภูเก็ตคือ “เมืองน่าอยู่เพื่อการท่องเที่ยวยังยืน” ช่วยกระตุ้นและจูงใจนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมายังภูเก็ตมากขึ้น ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักและแข็งแกร่งอีกครั้ง” ผศ.ดร.ณัฐพล ย้ำในตอนท้าย

ข่าว: ดีป้า จับมือ เอไอเอสเปิดโครงการกักตัวบนเรือยอชต์ ฟื้นท่องเที่ยวไข่มุกอันดามัน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/03/08/depa-joins-ais-to-launch-a-detention-project-digital-yacht-quarantine.html