คลังเก็บป้ายกำกับ: เฟซบุ๊ก

Facebook บล็อกผู้ใช้ในออสเตรเลีย จากสำนักข่าวและเนื้อหาจากหน่วยงานรัฐ

เช้าวันนี้ (16 ก.พ.) ผู้ใช้ในออสเตรเลียตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าไม่สามารถเข้าถึงเฟซบุ๊กเพจของสำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศได้ หลังเฟซบุ๊กตอบโต้กฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มจ่ายเงินให้กับเนื้อหาข่าวของออสเตรเลีย

โดย Google และ Facebook ตอบโต้ว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงการทำงานของอินเทอร์เน็ต และเป็นการลงโทษแพลตฟอร์มของพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม

รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่ากำลังดำเนินการทางกฎหมายเพื่อผ่านกฎหมายดังกล่าว ซึ่งได้ผ่านสภาล่างแล้วเมื่อวันพุธ (17 ก.พ.) ที่ผ่านมา

“เฟซบุ๊กจำเป็นต้องคิดอย่างรอบคอบว่าสิ่งนี้(บล็อกการเข้าถึง)ส่งผลต่อชื่อเสียงและจุดยืนอย่างไร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร Paul Fletcher กล่าว

เฟซบุ๊กตอบโต้

แถลงการณ์ของเฟซบุ๊กกล่าวว่า “เมื่อเราไร้ทางเลือก เราจึงพยายามปฎิบัติตามกฎหมายที่เพิกเฉยต่อความเป็นจริง โดยการบล็อกเนื้อหาข่าวในออสเตรเลียทั้งหมด”

นอกจากนี้สำนักข่าวในออสเตรเลียยังถูกจำกัดไม่ได้แชร์หรือโพสต์ลิงก์ใดๆ บนหน้าเพจ รวมถึงผู้ประกาศข่าว หน่วยงานรัฐ และนักกการเมืองที่มีผู้ติดตามหลายล้านคนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

เฟซบุ๊กชี้ว่า “แพลตฟอร์มได้ช่วยให้สำนักข่าวในออสเตรเลียทำรายได้ราว 316 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่แพลตฟอร์มได้ประโยชน์จากข่าวน้อยมาก”

ทั้งนี้รัฐบาลของออสเตรเลียกำลังมีการถกเถียงในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์วันนี้ทำให้มีผู้ต่อต้านกฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ที่มา

Facebook

BBC

 

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-block-australian-publisher?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-block-australian-publisher

Proofpoint ฟ้องขอคืนโดเมนที่ชื่อคล้ายเฟซบุ๊ก หลังจะโดนเฟซบุ๊กยึดเป็นของตัวเอง

Proofpoint ได้ออกมายื่นฟ้องเฟซบุ๊ก ข้อหาที่พยายามดิ้นรนขอเก็บโดเมนเนมที่คล้ายกับของเฟซบุ๊กและอินสตราแกรมที่ Proofpoint สร้างเก็บไว้ใช้งาน โดยเขาสร้างมาเพื่อการฝึกอบรมในการสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยของตนเอง

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยอีเมลที่ตั้งอยู่ที่ Sunnyvale รัฐแคลิฟอร์เนียรายนี้ถูกหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลสั่งให้ถ่ายโอนโดเมนเนม 5 รายการที่ชื่อคล้ายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ก ไปให้เป็นของเฟซบุ๊กแทนภายใน 10 วันทำการ

ต้นเรื่องนั้นมาจากการที่เฟซบุ๊กยื่นเรื่องต่อศูนย์ไกล่เกลี่ยและควบคุมทรัพย์สินทางปัญญาระดับนานาชาติเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนปีก่อนว่า Proofpoint จดทะเบียนใช้โดเมนที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด อันได้แก่ facbook-login-com, facbook-login.net, instagrarn.ai, instagrarn.net และ instagrarn.org

ทีนี้ถ้าทางศาลแขวงอริโซน่ารับคำร้องของ Proofpoint ก็จะเป็นการระงับคำสั่งเดิมดังกล่าว ซึ่งครั้งนี้ Proofpoint อ้างในการขอโดเมนคืนว่า ที่ใช้ชื่อคล้ายกับชื่อบริษัทที่มีชื่อเสียง เพราะคนที่รับการอบรมจะได้เรียนรู้วิธีแยกความแตกต่างของโดเมนเลียนแบบที่อาชญากรตั้งให้คล้ายกันได้เก่งขึ้น

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/proofpoint-sue-facebook/

แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร เมื่อเฟซบุ๊กนำปุ่มไลก์เพจออก

เชื่อว่าเป็นคำถามของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่ทำเพจเฟซบุ๊กว่าปุ่มไลก์ (Like) กับปุ่มติดตาม (Follow) แตกต่างกันยังไง และทำไมตัวเลขถึงไม่เท่ากัน แต่คำถามเหล่านี้ไม่สำคัญอีกแล้ว

เพราะเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กได้ประกาศเอาปุ่มไลก์เพจออก โดยจะเหลือเพียงปุ่มกดติดตามเท่านั้น เพื่อลดความซับซ้อนและจะหันมาให้ความสำคัญกับยอดผู้ติดตามแทน

ผู้ใช้งานยังคงสามารถเชื่อมต่อกับเพจ ร่วมบทสนทนาและติดต่อกับผู้ใช้คนอื่นๆ ผ่านหน้าแฟนเพจได้เหมือนเดิม แต่คำถามต่อมาคือแบรนด์และนักการตลาดต้องเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างไร?

ออกแบบประสบการณ์ใหม่

เฟซบุ๊กเรียกการอัปเดตครั้งนี้ว่า ‘ประสบการณ์ใหม่ของเพจ’ โดยได้พัฒนาและปรับปรุงฟีเจอร์ทั้งหลาย อาทิ หน้าโปรไฟล์เพจ ช่องQ&A เครื่องมือในการจัดการเพจ และความปลอดภัยของชุมชน

โดยยอดผู้ติดตามจะเป็นตัวชี้วัดใหม่ที่ต้องดูเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีคนจำนวนเท่าใดที่เป็นแฟนเพจที่ได้รับการอัปเดตจากเพจ

ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอีกอย่างนึงคือเพจจะมีหน้าฟีด (News Feed) เป็นของตัวเอง นั่นหมายความว่าเพจสามารถมีส่วนร่วมสนทนาและติดตามเพจอื่นในฐานะบุคคลสาธารณะได้ด้วย

การที่เพจไปมีส่วนร่วมกับเพจอื่นๆ ความคิดเห็นของเพจที่ได้รับการยืนยัน (มีเช็กถูกสีน้ำเงิน) จะขึ้นไปอยู่ด้านบนสุด ทำให้ผู้ติดตามเห็นและจดจำได้เป็นสิ่งแรก ซึ่งน่าจะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยเพิ่มการรับรู้ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังเปิดตัว Creator Studio ใหม่ในสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก (Insight) ช่วยให้แบรนด์สามารถวิเคราะห์ผู้ติดตามได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยคัดกรองความความคิดเห็นที่มีเนื้อหาแสดงความเกลียดชังได้ง่ายขึ้น

สำหรับการโปรโมทโฆษณาเพื่อเพิ่มยอดไลก์ให้กับเพจ จะถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ต้องรอดูกันต่อไป

ทั้งนี้ การอัปเดตอินเทอร์เฟซใหม่ของเฟซบุ๊กจะทยอยอัปเดตในภูมิภาคต่างๆ คาดว่าจะครบทั่วโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ที่มา

Facebook

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-remove-like-from-page?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-remove-like-from-page

เฟซบุ๊กระงับบัญชีทรัมป์หลังเกิดเหตุความรุนแรงที่รัฐสภาสหรัฐฯ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ออกมากล่าวเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่า บัญชีผู้ใช้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งเฟซบุ๊กและอินสตราแกรม จะถูกระงับการใช้งานอย่างน้อยจนกว่าจะถึงวันพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่

ทั้งนี้อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ที่เกิดขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่แล้ว โดยมาร์กเชื่อว่า ถ้าปล่อยให้ประธานาธิบดีใช้บริการของบริษัทต่อไปในช่วงนี้จะเกิดความเสี่ยงมากเกินไป

ก่อนหน้านี้ทวิตเตอร์เองก็แบนไม่ให้ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มตัวเองเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเป็นเวลา 12 ชั่วโมงด้วยข้อหา “ละเมิดกฎการใช้งานอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง” ถือว่ามาตรการทั้งจากทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กครั้งนี้ต่อทรัมป์รุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ที่มา : VOANews

from:https://www.enterpriseitpro.net/facebook-suspends-trumps-account/

WhatsApp จะแบนบัญชีคุณถ้า “ไม่กดยอมรับ” การแชร์ข้อมูลไป Facebook

ก่อนหน้านี้ในหน้านโยบายด้านการรักษาความเป็นส่วนตัวของ WhatsApp มีข้อความระบุว่า “การเคารพความเป็นส่วนตัวของคุณคือดีเอ็นเอของเรา โดยตั้งแต่ที่พัฒนา WhatsApp ขึ้นมา ก็ได้ตั้งมั่นในการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างแข็งแกร่ง”

แต่สุดท้ายภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ข้อความดังกล่าวก็จะหายไปจากหน้านโยบาย เมื่อบริการรับส่งข้อความที่มีเฟซบุ๊กเป็นเจ้าของนี้ได้แจ้งเตือนผู้ใช้ในอินเดียเกี่ยวกับการอัพเดทข้อตกลงการให้บริการและนโยบายด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว

ซึ่งประเด็นสำคัญนั้นเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้อย่าง “การที่ธุรกิจต่างๆ สามารถใช้บริการของเฟซบุ๊กในการจัดเก็บและจัดการแชทของ WhatsApp ตัวเองได้” ไปจนถึง “พาร์ทเนอร์ของเฟซบุ๊กสามารถให้บริการที่ผสานข้ามระหว่างผลิตภัณฑ์ในสังกัดเฟซบุ๊กได้”

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ WhatsApp แชร์ข้อมูลของผู้ใช้ให้กับบริษัทลูกอื่นของเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลงทะเบียน เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลการชำระเงิน ข้อมูลที่เกี่ยวกับบริการ กิจกรรมการใช้งานบนแพลตฟอร์ม ข้อมูลของอุปกรณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/whatsapp-ban-if-you-do-not-share-facebook/

‘เฟซบุ๊ก’ ยินยอมจ่ายภาษีย้อนหลัง ให้กับรัฐบาลฝรั่งเศสราว 4 พันล้านบาท

สำนักข่าว BBC รายงานว่าบริษัทเฟซบู๊ก (Facebook) ได้ตกลงยินยอมที่จะจ่ายเงินจำนวน 106 ล้านยูโรหรือราว 3.92 พันล้านบาท ซึ่งเป็นภาษีย้อนหลังและค่าปรับให้กับรัฐบาลฝรั่งเศส ในคดีเลี่ยงภาษีระหว่างปี 2009-2018

“เราจะจ่ายภาษีให้กับทุกประเทศที่เราดำเนินการ” โฆษกของเฟซบุ๊กกล่าว “เราปฎิบัติตามข้อผูกพันด้านภาษีของเราอย่างจริงจังกับหน่วยงานด้านภาษีเพื่อให้แก้ไขข้อพิพาทเหมือนกับที่เราได้ทำงานร่วมกับฝรั่งเศส”

เครือข่ายโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ไม่ได้เผยรายละเอียดของข้อพิพาทด้านภาษี แต่ฝรั่งเศสได้ผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีจ่ายภาษีให้กับประเทศมากขึ้น

โดยสำนักงานสรรพากรของฝรั่งเศสกล่าวหาเฟซบุ๊กว่ามีการโยกย้ายรายรับโฆษณาที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสไปยังสาขาอื่นในยุโรป จนกระทั่งในปี 2018 เฟซบุ๊กยอมเปลี่ยนวิธีบันทึกรายได้ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ให้เป็นรายได้ที่จะต้องเสียภาษีในฝรั่งเศสเช่นกัน

เช่นเดียวกันกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Google, Apple และ Amazon ที่ได้บรรลุข้อตกลงที่คล้ายคลึงกันกับหน่วยงานด้านภาษีของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่จ่ายในครั้งนี้นับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับคดีความลักษณะเดียวกันในสหรัฐฯ ที่เฟซบุ๊กโดนฟ้องเป็นเงิน 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (283,000 ล้านบาท)

การหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทเทคโนโลยี

สาเหตุที่มีคดีความเกิดขึ้นนั้น มาจากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง นิยมไปตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภาคพื้นยุโรปในประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเก็บภาษีบริษัทในอัตราที่ต่ำ

ยิ่งเป็นบริการด้านดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่บนโลกที่มีอินเตอร์เน็ต ทำให้หลายบริษัทเลือกที่จะบันทึกรายได้ที่เกิดขึ้นในไอร์แลนด์ ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศมองว่าเป็นการหลบเลี่ยงภาษี

ในปี 2019 เฟซบุ๊กมีรายได้ 70,697 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุดในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น 18% และ 11% ตามลำดับ

อ้างอิง BBC, Workpointtoday

 

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-pay-back-taxes?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-pay-back-taxes

คว่ำบาตรไม่สะเทือน! เฟสบุ๊คเผยผลประกอบการ Q2/63 รายได้เพิ่ม 11% ยอดผู้ใช้งานทะลุ 2.7 พันล้านคน

ในเดือนที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกประกาศแบนการลงโฆษณากับเฟซบุ๊ก (Facebook) เพื่อประท้วงแพลตฟอร์มถึงปัญหาการจัดการและควบคุมเนื้อหาที่แสดงความเกลียดชังในชื่อแคมเปญ #StopHateForProfit แต่ดูเหมือนว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่ได้รับผลกระทบ

เพราะล่าสุด Facebook ได้ออกมาเปิดเผยผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 (เมษายนถึงมิถุนายนของสหรัฐฯ) สร้างรายได้ทั้งหมด18,687 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิ 5,178 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 98%

สำหรับจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน (MAUs) เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แตะระดับ 2.7 พันล้านคน จากจำนวน 2.6 พันล้านคนในไตรมาสแรก

“เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดหาเครื่องมือที่จำเป็นให้กับธุรกิจขนาดเล็กในการเติบโตและประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่ยากลำบาก” มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook กล่าว

“และเราภูมิใจที่ผู้คนสามารถพึ่งพาบริการของเราและเชื่อมต่อสื่อสารถึงกันได้ในช่วงเวลาที่ไม่สามารถเจอกันแบบตัวต่อตัวได้ (โควิด-19)”

การคว่ำบาตรของแบรนด์ต่างๆ ส่งผลให้หุ้นของเฟซบุ๊กลดลงในช่วงแรก แต่ผลการดำเนินการได้สะท้อนถึงออกมาว่าธุรกิจของเฟซบุ๊กไม่ได้สั่นคลอน นักเคราะห์คาดว่า รายได้โฆษณาจากแบรนด์ใหญ่ 100 อันดับแรกคิดเป็นเพียง 6% ของรายโฆษณาทั้งหมดของเฟซบุ๊ก

อ้างอิง CNBC, TheWarp

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-report-q2-2563?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-report-q2-2563

เงินซื้อได้ทุกอย่าง แต่จะซื้อโฆษณาการเมืองบน Twitter ไม่ได้

Twitter
Twitter Photo: Shutterstock

นโยบาย Twitter สวนทาง Facebook อย่างชัดเจน

Jack Dorsey ซีอีโอทวิตเตอร์ ระบุว่า ทวิตเตอร์จะเลิกรับโฆษณาทางการเมืองทุกประเภทตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป โดยแนวทางนี้จะใช้กับทวิตเตอร์ทั่วโลก

แน่นอนว่าการเลือกไม่รับโฆษณาการเมืองบนแพลตฟอร์มของทวิตเตอร์ย่อมส่งผลต่อรายได้ในอนาคตอยู่บ้าง เพราะรายได้ในส่วนนี้จะหายไป แต่เหตุผลที่ซีอีโอให้ไว้คือ เงินไม่ควรอยู่เหนือการเมือง เพราะการซื้อโฆษณาบนแพลตฟอร์มเพื่อแพร่กระจายข่าวสารทางการเมืองถือเป็นการปิดกั้นการตัดสินใจในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชน/ผู้ใช้งาน

พูดง่ายๆ คือ ประชาชน/ผู้ใช้งานเลือกรับสารไม่ได้ เนื่องจากถูกกำหนดให้ต้องรับสารจากโฆษณาที่กำหนดเป้าหมาย (Target Ads) ไว้บนแพลตฟอร์ม

แนวทางที่ทวิตเตอร์จะใช้คือ ข้อความทางการเมืองควรจะเข้าถึงประชาชนด้วยตัวมันเอง ซึ่งถึงที่สุดแล้ว มันต้องเกิดจากการติดตามหรือตัดสินใจรับรู้ด้วยตัวของประชาชน/ผู้ใช้งานเอง ไม่ใช่การใช้เงินเพื่อซื้อโฆษณาทางการเมือง เงินไม่ควรเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเห็นข้อความไม่เท่ากัน

ประเด็นข้อความโฆษณาทางการเมืองบนโซเชียลมีเดีย ถือเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและในอีกหลายสังคมทั่วโลก เพราะมันส่งผลต่อระบอบการเมืองอย่างชัดเจน (ที่ชัดๆ คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกาปี 2016 ที่ผ่านมา)

แนวทางนโยบายของทวิตเตอร์ในลักษณะนี้ สวนทางกับเฟซบุ๊กอย่างชัดเจน เพราะก่อนหน้านี้ Mark Zuckerberg ซีอีโอเฟซบุ๊ก โดยเขาระบุว่า เฟซบุ๊กยังจะรับโฆษณาการเมืองต่อไป แม้ว่าโฆษณาการเมืองนั้นจะเป็น “เรื่องโกหกหลอกลวง” ก็ตาม เพราะเขาเชื่อว่าประชาชน/ผู้ใข้งานบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กมีสิทธิ์ในการรับรู้ทั้งความจริงและความลวงจากข้อความโฆษณาของนักการเมือง

นี่คือความแตกต่างของโซเชียลมีเดียแห่งยุคสมัยของเราอย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์

ที่มา – Twitter ของซีอีโอ, NYT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/twitter-ban-political-ads/

ไม่อยากตกขบวน Facebook ทดลองสตรีมมิ่งวิดีโอแบบเก็บเงินในสหรัฐอเมริกา แต่ว่ามันจะเวิร์คหรือ?

ในยุคที่ยักษ์ใหญ่หลายรายเปิดหน้าออกมาทำสตรีมมิ่งสู้ Netflix ไม่ว่าจะเป็น Disney, AT&T หรือแม้กระทั่ง Apple ล่าสุด Facebook ก็ดูเหมือนว่าอยากจะลงมาเล่นในเกมสตรีมมิ่งนี้ด้วย

Facebook
Facebook

มีสัญญาณว่า Facebook ไม่อยากตกขบวนสตรีมมิ่ง

ไม่ปล่อยให้รายใหญ่ๆ เดินหน้าทำสตรีมมิ่งแล้วอาจจะต้องตกขบวน ล่าสุด Facebook ในสหรัฐอเมริกาทดลองการทำสตรีมมิ่งแบบสมัครจ่ายเงินรายเดือน (subscription) โดยจะดึงเอาคอนเทนต์จาก Tastemade และ CollegeHumor ที่เป็นพาร์ทเนอร์ในด้านคอนเทนต์กันอยู่แล้ว

อย่างที่ทุกคนรู้คือ Facebook มีบริการวิดีโออยู่แล้วบนแพลตฟอร์ม แต่การทดลองโมเดล subscription จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำเงินในอนาคต เพราะต่อไปผู้ใช้งาน (user) อาจต้องจ่ายเงินเพื่อดูคอนเทนต์ที่เป็น exclusive

อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และตัวแทนของ Facebook ก็กำชับอย่างหนักแน่นว่าการทดลองนี้จะอยู่ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะประกาศถึงรายละเอียดอื่นๆ ของสตรีมมิ่ง เช่น ราคาค่าบริการ หรือโมเดลการคิดเงินของ Facebook จากผู้ผลิตคอนเทนต์

คำถามใหญ่ของสตรีมมิ่ง Facebook คือมันจะเวิร์คจริงหรือ?

ที่ผ่านมา ถ้ามองในแง่ผู้ใช้งาน ทุกคนใช้บริการ Facebook ฟรีมาตลอด (ซึ่งแน่นอนว่า Facebook ก็หาเงินจากโฆษณาอีกที)

บริการหลักๆ ส่วนใหญ่ของ Facebook ไม่คิดเงินผู้ใช้บริการ แม้กระทั่งบริการใหม่อย่าง Marketplace ที่ไม่มีการเก็บเงินจากผู้ค้าเมื่อนำเอาสินค้ามาขายบนแพลตฟอร์ม

  • การเคลื่อนไหวของสตรีมมิ่งแบบคิดเงินครั้งนี้ของ Facebook จึงถือเป็นก้าวเดินที่แตกต่างไปจากเดิม แต่ว่าจะได้ผลหรือไม่นั้น ต้องติดตาม
Facebook
Facebook Photo: Shutterstock

ที่มา – Vox

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-streaming-video-subscriptions/

Facebook แบนบัญชีที่ปล่อยข่าวลือ! โดยระบุว่ามาจากซาอุฯ

Facebook ออกมระบุว่า ตนเองค้นพบขบวนการที่มีความเชื่อมโยงกับทางการซาอุดิอาระเบีย กำลังใช้แพลตฟอร์มในการปล่อยข่าวลือผ่านบัญชีเฟซบุ๊กปลอม โดยพุ่งเป้าเหยื่อในภูมิภาคอย่างตะวันออกกลางและอเมริกาเหนือ เป็นคอนเท็นต์ที่เขียนด้วยภาษาอารบิก

มีกว่า 350 บัญชีส่วนตัวและเพจที่เฟซบุ๊กแบนลบออกไปแล้ว ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กของโลกออกมาอ้างว่ามีกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มตัวเองเกี่ยวข้องกับรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ทางซาอุดิอาระเบียยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ขณะที่ทางเฟซบุ๊กระบุชัดในแถลงการณ์ว่า “ได้เข้าจัดการกับพฤติกรรมการใช้งานไม่ถูกต้องที่มีการประสานงานกันเป็นอย่างดี” ทั้งบนเฟซบุ๊กเองและบนอินสตาแกรมด้วย

บัญชีปลอมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาให้ดูเหมือนประชาชนในประเทศเป้าหมาย หรือสร้างเพจที่ดูเหมือนสำนักข่าวในท้องถิ่น อย่างไรก็ดีการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเฟซบุ๊กมองว่าเป็นผลจากที่ผ่านมาที่โดนครหามากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความล้มเหลวในการปราบปรามการปล่อยข่าวลวงบนแพลตฟอร์มของตัวเอง

ที่มา : BBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/facebook-bans-saudi-arabia-linked-propaganda-accounts/