คลังเก็บป้ายกำกับ: เซิร์ฟเวอร์

อินแกรม ไมโคร นำเสนอเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์อัจฉริยะ HPE ProLiant Gen10 Server

บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ Server อัจฉริยะจาก Hewlett Packard Enterprise (HPE) ในรุ่น ProLiant Gen10 Server

ซึ่งเป็น Server ในสถาปัตยกรรม x86 รองรับทั้ง CPU Intel และ AMD ซึ่งสามารถรองรับงานได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็น Physical Server เพื่อรองรับ Workload เช่น Database Server, ERP Server, File Sharing Server หรือจะใช้เป็น Virtualization Server ก็สามารถทำงานได้บนระบบชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Microsoft Hyper-V, RedHat และอีกมากมาย

ตอบโจทย์ทุกมุมมอง

HPE ProLiant Gen10 Server เป็น Server ในสถาปัตยกรรม x86 รองรับทั้ง CPU Intel และ AMD ซึ่งสามารถรองรับงานได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็น Physical Server เพื่อรองรับ Workload เช่น Database Server, ERP Server, File Sharing Server หรือจะใช้เป็น Virtualization Server ก็สามารถทำงานได้บนระบบชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Microsoft Hyper-V, RedHat และอีกมากมาย

HPE ProLiant Gen10 Server ถูกออกแบบให้ทำงานได้ตลอดเวลา แบบ 24×7 จึงมั่นใจได้ว่า ระบบงานทำงานอยู่บน Hardware ที่ออกแบบมาให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ มีการรับประกันจาก HPE โดยตรง

ติดตั้งมาพร้อมกับ Integrated Lights-Out 5 (iLO 5) ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการ Server ได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็น การดูสถานะของตัวเครื่อง การสั่งปิด-เปิดเครื่อง การUpdate Firmware ของตัวเครื่อง และการควบคุมหน้าจอ (Remote Console) HPE ProLiant Gen10 Server มีหลากหลาย Series ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม และความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น 500, 300, 100 และ 10 Series จึงทำให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้งาน ตอบโจทย์ในทุกมุมมอง

ท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด โทร 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-HPE@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/ingram-hpe-proliant-gen10-server/

Supermicro ตัดตัวเลขยอดขายประมาณการณ์ลง 30 ล้านเหรียญฯ

ทาง Supermicro ได้ปรับตัวเลขประมาณการณ์รายได้ในไตรมาสที่สามของตัวเองลงประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมอยู่ที่ 800 ล้านดอลลาร์ฯ ลดลงเหลือประมาณ 770 ล้านดอลลาร์ฯ อันเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า

โดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านสตอเรจ เซิร์ฟเวอร์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ที่ตั้งอยู่ในซานโจเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนียเจ้านี้ ก่อนหน้าเคยเผยตัวเลขประมาณการณ์ของรายรับในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ 2020 ที่สิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมาว่าจะอยู่ในช่วง 770 – 830 ล้านเหรียญฯ

แต่ล่าสุดทาง Supermicro เชื่อว่ายอดขายรวมของไตรมาสที่สามที่ผ่านมาจะอยู่ในช่วง 755 – 785 ล้านเหรียญฯ แทน โดยระบุว่าจากความพยายามในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลต่อการปฏิบัติงานประจำไตรมาส ซึ่งทางบริษัทยังคงดำเนินงานต่อเนื่องโดยเพิ่มความระมัดระวังและรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ แต่ก็ย้ำว่าบริษัทยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งอยู่

ที่มา : CRN

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/supermicro-cuts-sales-guidance-by-30-million/

คอมพิวเตอร์ควอนตัมตัวใหม่ของ IBM ถูกมองว่า ยังนำมาใช้จริงยาก

การประมวลผลแบบควอนตัมถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่แบรนด์ไอทีทั้งเล็กใหญ่ต่างเร่งสปีดพัฒนาเทคโนโลยีให้ได้ชื่อว่าออกจำหน่ายเป็นเจ้าแรก รวมถึงเจ้าดังอย่าง IBM ที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน CES ครั้งล่าสุดในชื่อ IBM Q System One ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมระดับ 20-qubit ที่โฆษณาว่ามีความเสถียรสูงภายใต้รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวเร้าใจ

ทางไอบีเอ็มกล่าวว่า Q System One เป็นระบบประมวลผลควอนตัมแบบครอบจักรวาลตัวแรกของโลก ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งงานด้านวิทยาศาสตร์และเชิงพาณิชย์ แต่ทางผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าระบบใหม่ที่อ้างว่านำมาใช้ทางการค้าได้นั้น ยังไม่พร้อมเสียทีเดียว

เหตุผลก็คือ คอมพิวเตอร์ตัวนี้ยังทำงานเหมือนเป็นอุปกรณ์สำหรับทดลองเท่านั้น ไม่สามารถใช้งานได้มากกว่าคอมพิวเตอร์อื่นทั่วไปสำหรับงานที่ทุกคนใช้กัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบด้านความคล่องตัวแล้ว แล็ปท็อปยังดูเอามาใช้งานได้สะดวกมากกว่า ทางศาสตราจารย์ด้านควอนตัมของมหาวิทยาลัย Sussex ยังระบุว่า Q System One เครื่องนี้เหมือนเป็นบันไดขั้นแรกๆ ก่อนพัฒนาไปสู่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ของจริง

ทั้งนี้ ไอบีเอ็มยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับราคาหรือจำนวนที่จะวางจำหน่าย แต่มองว่ายังคงนำมาให้บริการผ่านคลาวด์ IBM Q Network อย่างเดียวมากกว่าเหมือนควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นของไอบีเอ็ม อย่างไรก็ดี บริษัทได้ประกาศว่ามีลูกค้ารายใหญ่สองรายที่เข้ามาใช้บริการคลาวด์ของควอนตัมคอมพิวเตอร์ตัวเองแล้วได้แก่ ExxonMobil และ CERN

ที่มา : TheVegre

from:https://www.enterpriseitpro.net/ibm-quantum-computer-20-qubit-q-system-one/

ตรวจพบชิปจากจีน แอบดูดข้อมูลเซิร์ฟเวอร์บริษัทอเมริกันจำนวนมาก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้ออกรายงานว่า มีการตรวจพบชิปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กมาก ประมาณเมล็ดข้าวหรือปลายหัวดินสอ ฝังอยู่ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีการนำไปใช้งานในบริษัทสัญชาติอเมริกันกว่า 30 แห่ง รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Amazon ด้วย

โดยกล่าวว่า ชิปที่พบนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบเมนบอร์ดที่มีการออกแบบมาตั้งแต่ต้นจากบริษัทผู้ผลิตของสหรัฐฯ อย่าง Super Micro และสันนิษฐานว่ามีการแอบใส่ชิปสืบราชการลับตัวนี้ระหว่างขั้นตอนการผลิตในประเทศจีน

บลูมเบิร์กระบุว่า การค้นพบนี้ถือเป็นความลับของทางการสหรัฐฯ มายาวนานกว่า 3 ปี เนื่องจากมองว่าเป็นความพยายามของกลุ่มบุคคลที่มีรัฐบาลจีนอยู่เบื้องหลัง ในการเข้าแทรกซึมสายการผลิตเพื่อติดตั้งชิปแอบดูดข้อมูลลงบนเมนบอร์ดที่ถูกนำไปติดตั้งในเซิร์ฟเวอร์สำหรับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เช่น หน่วยงานด้านการทหาร และหน่วยสืบราชการลับ รวมทั้งบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ หลายแห่ง

รายงานระบุอีกว่า จุดเริ่มต้นของการค้นพบมาจากแอปเปิ้ลที่พบชิปแปลกปลอมบนเซิร์ฟเวอร์ของ Supermicro ตั้งแต่พฤษภาคม 258 หลังจากตรวจพบกิจกรรมบนเครือข่ายที่ไม่ปกติ และปัญหาบนเฟิร์มแวร์ อย่างไรก็ตาม ทั้งแอปเปิ้ล, แอมะซอน, ซุปเปอร์ไมโคร, รวมทั้งกระทรวงกลาโหมของจีนต่างออกมาปฏิเสธข่าวนี้อย่างแข็งกร้าว

ที่มา : Thehackernews

from:https://www.enterpriseitpro.net/china-spying-server-chip/

ตามไปดู 10 สุดยอดซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกในปี 2018

ล่าสุดอเมริกาได้กู้อันดับแรกสุดของสถิติซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง Top500 ได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากตกเก้าอี้จากอันดับดังกล่าวตั้งแต่ปี 2555 โดยบริษัท Sunway TaihuLight ของจีนได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ Tiahne2 หรือ Milky Way-2 ของจีนเช่นกันก็เคยครองตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาถึงสามปีก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันถือว่าจีนยังคงครองจำนวนซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกมากที่สุดในอันดับ Top500 เป็นจำนวนถึง 202 เครื่องเลยทีเดียว

ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่สหรัฐฯ ใช้ชิงเก้าอี้อันดับหนึ่งคืนมาจากจีนได้แก่ เครื่องของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ โดยขึ้นเป็นอันดับแรกสุดของรายการ Top500 ประจำเดือนมิถุนายน 2561 ที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เบียดคู่แข่งอย่าง TaihuLight ที่อยู่ที่ศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติของจีนที่เมืองอู๋ซีตกลงมาเป็นอันดับสอง

นอกจากนี้ อดีตแชปต์สามสมัยอย่าง Tianhe-2 ก็โดนแซงตกไปอยู่อันดับ 4 ตามหลังเครื่อง Sierra ที่เป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ตัวใหม่ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ที่ศูนย์วิจัยแห่งชาติ Lawrence Livermore ส่วนอันดับ 5 ปัจจุบันเป็นเครื่องใหม่อย่าง AI Bridging Cloud Infrastructure ที่พัฒนาขึ้นโดย Fujitsu ซึ่งตั้งอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมชั้นสูงแห่งชาติของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี เมื่อนับตามจำนวนเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในลิสต์ Top500 นี้แล้ว จีนก็ยังครองตำแหน่งที่ 202 เครื่อง ขณะที่อเมริกาตกอยู่อันดับสองที่ 124 เครื่อง ส่วนประเทศที่รองลงมาได้แก่ญี่ปุ่น (36 เครื่อง), อังกฤษ (22 เครื่อง), เยอรมัน (21 เครื่อง), และฝรั่งเศส (18 เครื่องตามลำดับ)

แต่ถ้าพิจารณาจากประสิทธิภาพของเครื่องโดยรวมทั้งประเทศแล้ว อเมริกาก็ถือเป็นอันดับหนึ่งที่กำลังเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดคิดเป็น 38.2 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่อยู่ในรายการ Top500 ขณะที่จีนมีกำลังประมวลผลรวมทั้งประเทศคิดเป็น 29.1 เปอร์เซ็นต์

สรุปอันดับ 10 สุดยอดซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก จากลิสต์ Top500 ที่อัพเดทล่าสุดเดือนมิถุนายน 2561 ดังต่อไปนี้

1. Summit

พัฒนาโดย IBMสเปกเครื่องได้แก่ IBM Power System AC922, IBM POWER9 22C 3.07GHz, NVIDIA Volta GV100, Dual-rail Mellanox EDR InfiniBand มี 2.28 ล้านคอร์ ความเร็ว122.3Petaflopตั้งอยู่ที่สถาบันวิจัยแห่งชาติ Oak Ridge ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

2. Sunway TaihuLight

พัฒนาโดยNCRPC สเปกเครื่องได้แก่ Sunway MPP, Sunway SW26010 260C 1.45GHz, Sunwayมี 10.65 ล้านคอร์ ความเร็ว93 Petaflopตั้งอยู่ที่ศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติของจีนที่เมืองอู๋ซี

3. Sierra

พัฒนาโดย IBM สเปกเครื่องได้แก่ IBM Power System S922LC, IBM POWER9 22C 3.1GHz, NVIDIA Volta GV100, Dual-rail Mellanox EDR InfiniBand มี 1.57 ล้านคอร์ ความเร็ว 71.6 Petaflopตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยแห่งชาติ Lawrence Livermoreกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

4. Tianhe – 2A

พัฒนาโดย NUDTสเปกเครื่อง TH-IVB-FEP Cluster, Intel Xeon E5-2692v2 12C 2.2GHz, TH Express-2, Matrix-2000 มี 4.98 ล้านคอร์ ความเร็ว 61.46 Petaflopตั้งอยู่ที่ศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติ เมืองกวางโจว ประเทศจีน

 5. AI Bridging Cloud Infrastructure

พัฒนาโดย Fujitsu สเปกเครื่อง PRIMERGY CX2550 M4, Xeon Gold 6148 20C 2.4GHz, NVIDIA Tesla V100 SXM2, Infiniband EDRมี 392,000 คอร์ ความเร็ว 19.88 Petaflopตั้งอยู่ที่สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมชั้นสูงแห่งชาติของญี่ปุ่น

6. Piz Daint

พัฒนาโดย Cray สเปกเครื่อง Cray XC50, Xeon E5-2690v3 12C 2.6GHz, Aries interconnect , NVIDIA Tesla P100มี 362,000 คอร์ ความเร็ว 19.59 Petaflop ตั้งอยู่ที่ศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวิสเซอร์แลนด์

7. Titan

พัฒนาโดย Cray สเปกเครื่อง Cray XK7, Opteron 6274 16C 2.200GHz, Cray Gemini interconnect, NVIDIA K20xมี 560,640 คอร์ ความเร็ว 17.59 Petaflop อยู่ที่สถาบันวิจัยแห่งชาติ Oak Ridge ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯที่เดียวกับอันดับหนึ่ง

8. Sequoia

พัฒนาโดย IBMสเปกเครื่อง BlueGene/Q, Power BQC 16C 1.60 GHzใช้การเชื่อมต่อข้อมูลแบบปรับแต่งพิเศษ มี 1.57 ล้านคอร์ ความเร็ว 17.2 Petaflop ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยแห่งชาติ Lawrence Livermoreกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

9. Trinity

พัฒนาโดยCray สเปกเครื่อง Cray XC40, Intel Xeon Phi 7250 68C 1.4GHz, Aries interconnect มี 980,000 คอร์ ความเร็ว 14.1 Petaflop ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยแห่งชาติ Los Alamosกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

10. Cori

พัฒนาโดย Cray สเปกเครื่อง Cray XC40, Intel Xeon Phi 7250 68C 1.4GHz, Aries interconnect มี 622,000 คอร์ ความเร็ว 14 Petaflop ตั้งอยู่ที่สถาบันวิจัยแห่งชาติ Lawrence Berkeleyของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

 

ที่มา : Datacenterknowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/world-s-10-fastest-supercomputers/

Lenovo พัฒนาระบบทำความเย็นด้วยของเหลวรุ่นใหม่ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Lenovo ได้เปิดตัวระบบทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่สองแบบ ซึ่งเป็นชนิดที่ใช้ของเหลวในการทำความเย็นทั้งระบบ โดยเน้นการจ่ายน้ำเข้าระบบทำความเย็นอย่างง่ายโดยไม่ต้องมีการดัดแปลงโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์เดิม

จุดเด่นของระบบทำความเย็นนี้คือ “ฮีตซิงค์แบบพิเศษ” ที่เต็มไปด้วยของเหลวสำหรับถ่ายเทความร้อน ทำให้สามารถติดตั้งหน่วยประมวลผลที่หนาแน่นสูงขึ้นได้ขณะที่ลดความจำเป็นในการเปิดทางไหลเวียนอากาศเพื่อเข้ามาทำความเย็นแก่เซิร์ฟเวอร์

ปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ที่มีซีพียูสองตัวนั้น อากาศจะไหลผ่านซีพียูตัวแรกก่อนไปยังตัวถัดไป ซึ่งอากาศที่มายังซีพียูตัวถัดมานี้มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจากความร้อนของซีพียูตัวแรกไปแล้ว แต่ฮีตซิงค์ของ Lenovo ใหม่ที่เรียกว่า Thermal Transfer Module นี้ จะใช้ของเหลวข้างในเพื่อพาความร้อนออกจากซีพียูทั้งสองตัวพร้อมกัน โดยมีพื้นที่ในการระบายความร้อนมากกว่าก่อนจะปล่อยของเหลวทิ้ง

คาดว่าระบบ TTM ใหม่นี้จะสามารถวางจำหน่ายได้ภายในสิ้นเดือนในรูปของออพชั่นเวลาซื้อเซิร์ฟเวอร์ความหนาแน่นสูงของ Lenovo ซึ่งการเลือกใช้ระบบ TTM นั้นเพิ่มราคาแค่ไม่เกิน 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัวเซิร์ฟเวอร์ โดยสามารถทำความเย็นแก่ซีพียูขนาด 205 วัตต์ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำระบบไหลเวียนน้ำเพิ่มเติมในดาต้าเซ็นเตอร์

ที่มา : Datacenterknowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/lenovo-aims-new-liquid-cooling/

โอ้วว !! นี่คือ Data Center ที่ไมโครซอฟท์วางแผนจะเอาไว้ใต้มหาสมุทร

หลังจากไมโครซอฟท์พัฒนาต้นแบบเรือดำน้ำขนาด 40 ฟุตที่จุเซิร์ฟเวอร์เต็มเรือ พร้อมจมลงใต้มหาสมุทรลึกกว่า 117 ฟุต ในศูนย์พลังงานทางทะเลยุโรปใกล้กับเกาะออคเนย์ของสก็อตแลนด์นั้น หลายคนต่างตั้งความหวังว่าจะเป็นการปฏิวัติวงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่ใช้พลังงานน้อยลง, ได้ระบบทำความเย็นแบบไม่มีค่าใช้จ่าย, และสามารถตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชนได้

แม้การสร้างเรือดำน้ำมีต้นทุนสูงมาก แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาวอาจจะคุ้มกว่ามากเช่นกัน ไมโครซอฟท์มองว่าโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำโดยรวมนั้นเรียบง่ายมากกว่า และเป็นหนึ่งเดียวกันกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ปกติบนพื้นโลก

ดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำนี้ประกอบด้วย 12 Rack ที่มีเซิร์ฟเวอร์จำนวน 864 เครื่องพร้อมบอร์ด FPGA ซึ่งแบ่งออกมาจากดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ Microsoft Azure บนภาคพื้นดิน โดยอาศัยบริษัทผลิตเรือชั้นนำอย่าง Naval Group ทำเคสขนาดใหญ่ทรงกระบอกครอบทับไว้อีกชั้นหนึ่งจากนั้นจึงใส่รถบรรทุกวิ่งมาจากฝรั่งเศส ข้ามเรือผ่านช่องแคบอังกฤษ

microsoft

ไมโครซอฟท์ มองช่วงเวลาในการกู้เรือเซิรฟเวอร์ดำน้ำขึ้นมาเปลี่ยนรุ่นฮาร์ดแวร์หรือบำรุงรักษาครั้งหนึ่งอยู่ในช่วง 5 – 10 ปีเหมือนกับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป ซึ่งคุ้มกับการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแล สำหรับการระบายความร้อนก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวระบายภายนอกอีก แค่ใช้เทคนิคเดียวกันกับที่ทำความเย็นเรือดำน้ำซึ่งสามารถรองรับกำลังการใช้พลังงานขนาดสูงมากได้เป็นอย่างดี

ที่มา : datacenterknowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/data-center-microsoft-underwater/

เฮ้ย !! Summit ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่วิเคราะห์ข้อมูลได้ถึง 2 แสนล้านล้านรายการต่อวินาที

ไอบีเอ็ม และกระทรวงพลังงานสหรัฐ​เปิดเผยถึงความสำเร็จในการพัฒนา “ซัมมิท (Summit)” ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านเอไอ (Artificial Intelligence: AI) ที่ฉลาดล้ำที่สุดในโลก โดยซัมมิทสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ถึง 2 แสนล้านล้านรายการต่อวินาที หรือ 200 เพตาฟล็อป ซึ่งทำให้เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก

ซัมมิทได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานระบบเอไอในยุคที่มีข้อมูลมากมายมหาศาลในปัจจุบัน ด้วยสถาปัตยกรรมแบบใหม่ทั้งหมดที่ผสานศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูลที่แข็งแกร่งและทรงพลังของซีพียูของ IBM Power เข้ากับความสามารถด้านดีพเลิร์นนิง (deep learning) ของจีพียู นำสู่ศักยภาพเพื่อรองรับการรันแอพพลิเคชันสำคัญชนิดไม่มีใครเทียบได้

ปัจจุบันได้เริ่มมีการใช้ซัมมิทในการรันแบบจำลองและโมเดลเพื่อพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับมะเร็งทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ จำลองการปฏิสัมพันธ์ของอะตอมเพื่อคิดค้นวัสุดุที่แข็งแรงและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับซูเปอร์โนวาและการสำรวจจุดกำเนิดของจักรวาล

“ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม นับตั้งแต่ดีพบลู (Deep Blue) ถึงบลูยีน (Blue Gene) ได้นำสู่พลังการประมวลผลมหาศาลที่ทะลายข้อจำกัดด้านศักยภาพ และนำสู่นวัตกรรมก้าวล้ำมากมายตั้งแต่การคาดการณ์สภาพอากาศจนถึงการสำรวจแหล่งขุดเจาะน้ำมัน” นายสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจระบบคอมพิวเตอร์สำหรับคลาวด์แพลตฟอร์ม บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าว“วันนี้ถือเป็นไมล์สโตนที่สำคัญของวงการคอมพิวเตอร์และซัมมิทได้พลิกหน้าสร้างประวัติศาสตร์ ใหม่อีกครั้ง”

นายสุรฤทธิ์ วูวงศ์

ที่ผ่านมาองค์กรต่างๆ ได้เริ่มใช้สถาปัตยกรรมแบบไฮบริดในลักษณะเดียวกันนี้แล้วผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ IBM Power Systems AC922 และกลุ่ม IBM POWER9 เซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าในกลุ่มต่างๆ อาทิ ธนาคาร การดูแลสุขภาพ ค้าปลีก และคมนาคม สามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะคอมพิวติ้งขั้นสูงนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำ และสามารถสเกลระบบได้ตามต้องการเมื่อมีการขยายการใช้งาน

from:https://www.enterpriseitpro.net/summit-ibm-server-datacenter-ai/

ช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ Supermicro อาจจะทำให้แฮ็กเกอร์เจาะเข้าระบบได้โดยง่าย!

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Eclypsium ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตสองผู้บริหารของอินเทล ที่มีความเชี่ยวชาญในขจัดช่องโหว่ในตัวเฟิร์มแวร์ของเซิร์ฟเวอร์ โดยล่าสุดได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ที่มีผลต่อเฟิร์มแวร์ของเซิร์ฟเวอร์ Supermicro ออกมาให้ได้ทราบ

ช่องโหว่เหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในทางร้ายได้ เฉพาะแค่ผ่านทางซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายที่รันอยู่แล้วในระบบเท่านั้น แต่ข่าวร้ายคือช่องโหว่เหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์ได้ง่ายและอาจจะส่งผลให้มัลแวร์เจาะเข้าระบบแบบฟิสิคอลแอ็กเซสเลยทีเดียว

ข้อบกพร่องประการแรกอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ Supermicro บางอย่างแทนที่จะเป็นเฟิร์มแวร์ ปัญหาอยู่ที่การตั้งค่า Descriptor Region ซึ่งเป็นคุณลักษณะในชิปเซ็ต Intel ที่จะบอกว่าที่จัดเก็บข้อมูลแฟลชของตัวเองในจุดใดที่สามารถเข้าถึงได้โดยบุคคลที่สาม ปัญหาถัดไปนั้นอยู่ในระบบ UEFI ซึ่งมีหน้าที่จัดการเรื่องของการอัพเดตเฟิร์มแวร์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ โดยใกนารติดตั้งตัวอัพเดต ตัว UEFI จะทำการกำหนดกลไกสำหรับการจัดเก็บและประมวลผลการอัพเดตเป็น “แคปซูล” ที่จะส่งต่อให้กับเฟิร์มแวร์ในระหว่างขั้นตอนการบู๊ต เป็นวิธีการป้องกันไม่ให้มัลแวร์เข้าสู่ขั้นตอนการอัพเกรด

Eclypsium กล่าวว่าพวกเขาได้ตรวจสอบการอัพเดตเฟิร์มแวร์ที่ไม่ปลอดภัยผ่านการตรวจสอบรันไทม์ของระบบจำนวนมาก เช่นเครื่องที่ไม่ได้ตรวจสอบการอัพเดตเฟิร์มแวร์อย่างปลอดภัย พวกเขาสามารถดาวน์โหลดการอัพเดตเฟิร์มแวร์มาตรฐาน และมาทำการเปลี่ยนโค้ดอย่างใดอย่างหนึ่ง และอัพเดตมันเข้าไปในระบบด้วยเครื่องมืออัพเดตทั่วไป วิธีการนี้ก็เท่ากับเป็นการฝังโค้ดที่เป็นอันตรายผ่านตัวเฟิร์มแวร์ได้แล้ว

Eclypsium กล่าวว่า การใช้การโจมตีที่พวกเขาค้นพบนั้น เป็นไปได้ที่จะลดขนาดของมัลแวร์และทำให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายแทนการเข้าถึงแบบทั่วไป พวกเขายังได้โพสต์คำแนะนำในการป้องกันช่องโหว่ดังกล่าวนี้ที่เว็บของพวกเขาอีกด้วย

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/supermicro-hardware-vendor-security/

Cisco หันมาใช้ชิป AMD Epyc สำหรับ UCS เป็นครั้งแรก

ล่าสุดซิสโก้ได้ออกแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ UCS รุ่นใหม่ C4200 สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการประหยัดพื้นที่กับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ Edge ซึ่งประกอบด้วยแชสซีเซิร์ฟเวอร์แบบ Rack และโหนดเซิร์ฟเวอร์ UCS C125 M5 ซึ่งแชสซีขนาด 2U ตัวนี้สามารถจุเซิร์ฟเวอร์ได้ 4 ตัวและดิสก์ถึง 24 ไดรฟ์ พร้อมระบบจ่ายไฟและระบายความร้อนจากส่วนกลาง

ทั้งนี้ซิสโก้ย้ำว่าแพลตฟอร์มใหม่ไม่ได้เป็นเซิร์ฟเวอร์แบบเบลด เพราะไม่ได้ใช้แฟบริกร่วมกัน และเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้หันมาใช้หน่วยประมวลผล AMD Epyc 7000 ทั้งแบบตัวเดียวและสองตัว ซิสโก้หันมาเลือกใช้ AMD เนื่องจากให้ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับราคาและปริมาณการกินไฟได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ซิสโก้ย้ำว่าไม่ได้มีอคติหรือชื่นชอบซีพียูแบรนด์ไหนเป็นพิเศษ โดยพร้อมจะเลือกใช้อินเทลหรือ Arm ก็ได้ถ้าเอามาใช้แล้วโอเค เพียงแต่รอบนี้ชิปของ AMD ทำผลงานออกมาได้ดีที่สุดทั้งด้านการประหยัดพื้นที่และลดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน

แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดนี้มีจุดเด่นสองประการได้แก่ การออกแบบมาสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พื้นที่หนาแน่นมากในผู้ให้บริการรายเล็กถึงขนาดกลาง กับการใช้งานที่ Edge อย่างเช่นบริษัทเกมที่ต้องนำตัวประมวลผลและสตอเรจมาให้บริการใกล้กับลูกค้ามากที่สุด ซึ่งสามารถจัดการผ่าน UCS Manager หรือทูลจัดการอย่าง Intersightได้พร้อมๆ กับใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์เข้ารหัสของ AMD

ที่มา : Theregister

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-amd-epyc-ucs-c4200/