คลังเก็บป้ายกำกับ: อินแกรม_ไมโคร

ระบบ Wi-Fi ขั้นสูง ที่ทำให้ Network ที่บ้านยอดเยี่ยมกว่าที่เคยด้วย AP อัจฉริยะจาก Ruckus

เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์กรต่างๆ หรือคนทั่วไป ต่างต้องการการใช้งานระบบเครือข่ายที่ให้ความรวดเร็วในการทำงานที่มีเสถียรภาพที่ดี สามาถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและไม่ติดขัด อีกทั้งยุคสมัยนี้เราต้องทำงานผ่านโปรแกรมต่างๆ เพื่อ conference หรือกิจกรรมประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมส์ออนไลน์ และ การ Shopping ผ่าน Live สด แน่นอนว่าหากมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้กิจกรรมต่างๆเหล่านั้นดีกว่าที่เคย มันก็คุ้มค่าที่จะลงทุนไม่ใช่หรอ เพราะฉะนั้น Ruckus จึงเป็นคำตอบของคุณ

เชื่อว่าหลายๆคน ยังไม่รู้จัก Ruckus แล้ว Ruckus คือใคร ?

Ruckus คือผู้นำในด้านระบบเครือข่ายแบบ Wi-Fi สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งจดสิทธิบัตร การันตีว่าเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาและช่วยให้การใช้งานเครือข่ายมีประสิทธิภาพสูงสุด

คุณสมบัติด้านเครือข่ายที่น่าสนใจของ Ruckus

ผลิตภัณฑ์ Access Point (AP) ของ Ruckus ถูกออกแบบให้เข้าใจถึงองค์ประกอบของการใช้งาน Wi-Fi เพื่อรองรับ การใช้งานของยูสเซอร์ ที่ต้องการการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นและบริการผ่านคลาวด์ที่กินแบนด์วิธสูงพร้อมๆ กัน รวมถึงการรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพาและอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) จำนวนมาก ไม่นับรวมความต้องการในการรองรับกับบุคคลภายนอกที่เข้ามาในพื้นที่ ที่มีการคาดหวังการเชื่อมต่อที่เสถียรและต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหนในพื้นที่ก็ตาม โดยตัวอย่างฟีเจอร์ที่สำคัญอันเป็นลิขสิทธิ์ของ Ruckus ประกอบด้วย

เทคโนโลยี BeamFlex+™
ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุปสรรคมากแค่ไหน อย่างเช่น การใช้งานในบ้าน ไม่ว่าจะมุมห้องไหนก็สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีเสาอากาศที่ปรับตามลักษณะการใช้งาน BeamFlex+™ พร้อมกับรูปแบบการรับส่งของเสาสัญญาณถึง 64 ทิศทาง

เทคโนโลยี ChannelFly™
ด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนช่องสัญญาณแบบไดนามิก ChannelFly™ ที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งเพื่อหาช่องสัญญาณที่มีความแออัดน้อยที่สุดอยู่เสมอ ทำให้คุณได้ทรูพุตที่สูงที่สุดที่ย่านความถี่นั้นๆ รองรับ

การสตรีมข้อมูลแบบ MU-MIMO Spatial
เชื่อมต่ออุปกรณ์พร้อมกันได้จำนวนมากขึ้นด้วยสตรีมข้อมูลแบบ MU-MIMO Spatial ถึง 2 สตรีม และคลื่นวิทยุแบบดูอัลแบนด์ 2.4/5GHz อีกทั้งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่ไม่ได้รองรับ Wave 2 ได้ด้วย

เทคโนโลยี SmartMesh™
ลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเคเบิล และวางระบบ Mesh ที่ซับซ้อนได้โดยมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีไร้สายแบบ Mesh อย่าง SmartMesh™ ที่สามารถสร้างเครือข่าย และซ่อมแซมเครือข่าย Mesh ได้ด้วยตนเองแบบไดนามิก

ที่กล่าวมาทั้งหมดพูดได้ง่ายๆว่า คุณสามารถใช้งาน WiFi ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะนั่งนอนเดิน มุมห้องไหน ก็สามารถใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม เรียกได้ว่า Conference ไม่สะดุด, เล่นเกมส์ ไม่กระตุก, CF เสื้อผ้าทัน อย่างแน่นอน

แนะนำผลิตภัณฑ์ AP รุ่นใหม่ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้

ปัจจุบันความสำคัญของการใช้งานผ่าน Wi-Fi เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคระบาด ทำให้หลายคนต้องเริ่มมางานที่บ้านแบบ Work From Home (WFH) และก็มีบางรายที่ต้องจัดการงานในแบบ Remote Office อีกด้วย Ruckus จึงขอแนะนำผลิตภัณฑ์ AP ทีคุณสมบัติระดับ Enterprise แต่จับต้องได้ในราคาเป็นมิตร ประกอบด้วยรุ่น H320, H510 และ R510

ผลิตภัณฑ์ H320
H320 ได้รวมเอา Access Point แบบ 802.11ac Wave 2 และสวิตช์มารวมอยู่ในรูปอุปกรณ์ติดผนังหนึ่งเดียว ออกแบบมาสำหรับติดตั้งหนึ่งเครื่องต่อหนึ่งห้อง โดย H320 มีขนาดกะทัดรัด (แนะนำสำหรับผู้ที่อาศัยในอพาทเมนต์/คอนโด)


ผลิตภัณฑ์ H510
H510 เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับให้บริการเชื่อมต่อครบวงจร การเชื่อมต่อ Wi-Fi แบบ 802.11ac ดูอัลแบนด์ด้วยพร้อมกัน มีพอร์ต PoE พร้อมฟีเจอร์ Pass-Through ที่เชื่อมต่อและจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์จากสวิตช์บนผนังได้โดยตรง
(แนะนำสำหรับผู้ที่อาศัยในอพาทเมนต์/คอนโด)

ผลิตภัณฑ์ R510
ผลิตภัณฑ์ Access Point R510 802.11ac Wave 2 ได้ผสานอย่างลงตัวทั้งเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน, เสถียรภาพ, และการครอบคลุมสัญญาณสำหรับพื้นที่ภายในอาคารที่มีความหนาแน่นการใช้งานปานกลาง ซึ่ง Access Point ตัวนี้รองรับ เทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรแบบเดียวกับใน AP รุ่นที่รองรับความแออัดในการใช้งานสูงของเรา จึงสามารถรองรับอัตรารับส่งข้อมูลได้มากถึง 1.2Gbps มาพร้อมกับระบบจัดการ Wi-Fi อัจฉริยะชั้นนำในตลาดสำหรับขยายพื้นที่ครอบคลุมสัญญาณ และลดสัญญาณรบกวน : (แนะนะสำหรับผู้ที่อาศัยในบ้าน/ร้านค้า)

ไม่ว่าคุณจะติดตั้ง AP แค่หลักสิบ หรือหลักหมื่นเครื่องก็ตาม ก็สามารถจัดการระบบ AP ทั้งหมดได้ง่ายๆ ผ่านทางเลือกมากมายไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์ของ Ruckus, ใช้ระบบจัดการแบบเวอร์ช่วล, หรือจัดการผ่านคลาวด์ก็ได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ Ruckus ได้ที่
บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด
อีเมล์ : TH-Ruckus@ingrammicro.com
โปรโมชั่นราคาพิเศษ Ruckus Clink https://www.quickserv.co.th/networking/RUCKUS.html

from:https://www.enterpriseitpro.net/ruckus-ap-wi-fi/

สุดยอดเทคโนโลยีด้าน Backup and Recovery และการจัดการข้อมูล ระดับโลกจาก Cohesity

ความสามารถใหม่ที่รวมการปกป้องและจัดการ Workload ทั้ง Physical Server, Virtual Machine ,Big Data, Database, Containers และ Microsoft 365

Cohesity ผู้นำด้าน Hyperconverged Storage เผยโฉมระบบใหม่ที่มีความสามารถทั้งด้านการสำรองข้อมูล กู้คืนระบบ และจัดการข้อมูลระดับองค์กร ที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายระบบไม่ว่าจะเป็น Physical Server, Virtual Machine, Big Data บน Hadoop, ฐานข้อมูลแบบ NoSQL, แอพพลิเคชั่นภายใต้ Containers ของ Kubernetes, รวมทั้งระบบแบบ Software as a Service (SaaS) เช่น Microsoft 365 เป็นต้น

นับเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลและแอพพลิเคชั่นทั้งหมดเหล่านี้ ได้รับการปกป้องและจัดการผ่านหน้าเว็บศูนย์กลางได้ ช่วยให้องค์กรลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหาย, กู้คืนระบบได้รวดเร็วมากขึ้น, รวมทั้งยกระดับความปลอดภัยของข้อมูล และรองรับมาตราฐานการจัดเก็บข้อมูลได้ภายในตัวเดียว

ปัจจุบันทั้ง Big Data บน Hadoop, ฐานข้อมูลแบบ NoSQL, Containers, และ SaaS ต่างเป็นองค์ประกอบที่พบได้ทั่วไปของระบบไอทีในองค์กร แต่โซลูชั่นที่สามารถปกป้อง Workload ยุคใหม่เหล่านี้มักทำงานแยกกัน ทำให้เกิดความซับซ้อนในการจัดการ และอาจส่งผลถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาที่เกิดจากการเก็บข้อมูลที่อยู่ในหลายที่ ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้องค์กรได้ในอนาคตได้อีกด้วย

Cohesity ได้นำการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนมาจัดการให้ง่ายและทันสมัย ด้วยการรวมเอาความสามารถในการสนับสนุนระบบ Hypervisor ชั้นนำ ( VMware, Nutanix AHV, Microsoft Hyper-V), ระบบฐานข้อมูลและแอพพลิเคชั่น (Oracle, SQL, SAP HANA), รวมถึง Workload ต่างๆ มาเป็นแพลตฟอร์มแบบ Software-Defined เพียงหนึ่งเดียว ซึ่งโซลูชั่นนี้จะให้ความสามารถในการปกป้องและการป้องกันความเสียหายของข้อมูล รวมถึงความสามารถในการกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็ว และความสามารถในการจัดการที่มีศักยภาพเหนือขึ้นมาอีกระดับ แตกต่างจากเดิมที่เคยมีมา

การปกป้องผ่านเว็บสำหรับ Workload ของ Hadoop และ NoSQL

จากการควบรวมกิจการระหว่าง Cohesity กับ Imanis Data ทำให้ Cohesity มีความสามารถในการสำรองข้อมูล และการกู้คืนระบบ รวมถึงจัดการข้อมูลได้กับ Workload เช่น Hadoop Distributed File System (HDFS) และฐานข้อมูลแบบ NoSQL ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำได้เฉพาะกับฐานข้อมูลแบบเดิมเท่านั้น ความสามารถใหม่เหล่านี้จะผลักดันให้องค์กรยุคใหม่ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ได้ดังต่อไปนี้

ทำให้การจัดการข้อมูลง่ายมากขึ้น สำหรับ Workload บน HDFS และฐานข้อมูลแบบ NoSQL อย่างเช่น MongoDB, Cassandra, CouchBaseDB, Hbase โดยสามารถจัดการทุกอย่างได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน
ให้ความคล่องตัวในการสำรองและกู้คืนระบบ ด้วยการสำรองข้อมูลแบบ Agentless และเข้าใจถึงความสัมพันธ์กับแต่ละแอพพลิเคชั่น
รองรับข้อกำหนดของการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น สามารถค้นหาประวัติการ Copy ข้อมูลที่สำคัญได้ หรือ การจัดการข้อมูลเพื่อใช้สำหรับ พัฒนาและทดสอบระบบ

สามารถสำรองข้อมูลและกู้คืนแอพพลิเคชั่นแบบ Containers ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เหมือนการสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบก Virtual Machine

Cohesity มีความสามารถด้านการสำรองและกู้คืนระบบ สำหรับแอพพลิเคชั่นที่ใช้ Containers ของ Kubernetes ในระดับเดียวกันที่ใช้สำรองข้อมูลและกู้คืนระบบกับ Virtual Machine ในการทำงานร่วมกับ Kubernetes ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ Cohesity สามารถปกป้องข้อมูลและแอพพลิเคชั่นต่างๆที่ทำงานบน Containers ได้ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสำรองระบบของแอพพลิเคชั่นทั้งหมดได้ ไม่ใช่แค่การสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียว

การสำรองข้อมูลและระบบของแอพพลิเคชั่นที่อยู่ใน Containers นั้น ทำในรูปแบบ Application-Consistent และเป็นการทำงานในรูปแบบ “Incremental forever” หมายความว่า ระบบจะทำการสำรองข้อมูลและระบบอย่างสมบูรณ์เพียงแค่ครั้งเดียว ( Full Backup ) และในครั้งๆ ต่อไป ก็จะเป็นการสำรองระบบเฉพาะส่วนที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ซึ่งช่วยลดเวลาในการสำรองข้อมูลและระบบ นอกจากนี้การกู้คืนระบบยังสามารถทำได้ในหลายช่วงเวลา (Restore Point) รองรับการทำ Disaster Recovery และ ย้ายระบบ

สนับสนุนการสำรองข้อมูลในแอพพลิเคชั่นแบบ SaaS

Cohesity ช่วยให้องค์กรที่ใช้แอพพลิเคชั่นแบบ SaaS ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วยการขยายความสามารถในการสำรองและกู้คืนระบบไปยัง Microsoft Office 365 ที่รวมไปถึง Microsoft OneDrive ทำให้ลูกค้าจะได้รับการป้องกันในกรณีอาจเกิดเหตุการณ์ข้อมูลสูญหายหรือติดไวรัสได้ รวมทั้งช่วยสนับสนุนระบบ E-Discovery และข้อกำหนดต่างๆในการเก็บข้อมูล โดย Cohesity จะช่วยทำให้องค์กร สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด และมีความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้นกว่าเดิม โดยสามารถทำงานร่วมกับ Azure Active Directory ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าการสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการทำงานในรูปแบบนี้เป็นการขยายการทำงานจากเดิม ซึ่งสามารถทำงานได้บน Microsoft Office 365 Exchange

สนใจรายละเอียดผลิตภัณฑ์ Cohesity สามารถติดต่อได้ที่ 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-Cohesity@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-backup-and-recovery/

สุดยอดเทคโนโลยีด้าน Backup and Recovery และการจัดการข้อมูล ระดับโลกจาก Cohesity

ความสามารถใหม่ที่รวมการปกป้องและจัดการ Workload ทั้ง Physical Server, Virtual Machine ,Big Data, Database, Containers และ Microsoft 365

Cohesity ผู้นำด้าน Hyperconverged Storage เผยโฉมระบบใหม่ที่มีความสามารถทั้งด้านการสำรองข้อมูล กู้คืนระบบ และจัดการข้อมูลระดับองค์กร ที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายระบบไม่ว่าจะเป็น Physical Server, Virtual Machine, Big Data บน Hadoop, ฐานข้อมูลแบบ NoSQL, แอพพลิเคชั่นภายใต้ Containers ของ Kubernetes, รวมทั้งระบบแบบ Software as a Service (SaaS) เช่น Microsoft 365 เป็นต้น

นับเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลและแอพพลิเคชั่นทั้งหมดเหล่านี้ ได้รับการปกป้องและจัดการผ่านหน้าเว็บศูนย์กลางได้ ช่วยให้องค์กรลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหาย, กู้คืนระบบได้รวดเร็วมากขึ้น, รวมทั้งยกระดับความปลอดภัยของข้อมูล และรองรับมาตราฐานการจัดเก็บข้อมูลได้ภายในตัวเดียว

ปัจจุบันทั้ง Big Data บน Hadoop, ฐานข้อมูลแบบ NoSQL, Containers, และ SaaS ต่างเป็นองค์ประกอบที่พบได้ทั่วไปของระบบไอทีในองค์กร แต่โซลูชั่นที่สามารถปกป้อง Workload ยุคใหม่เหล่านี้มักทำงานแยกกัน ทำให้เกิดความซับซ้อนในการจัดการ และอาจส่งผลถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาที่เกิดจากการเก็บข้อมูลที่อยู่ในหลายที่ ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้องค์กรได้ในอนาคตได้อีกด้วย

Cohesity ได้นำการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนมาจัดการให้ง่ายและทันสมัย ด้วยการรวมเอาความสามารถในการสนับสนุนระบบ Hypervisor ชั้นนำ ( VMware, Nutanix AHV, Microsoft Hyper-V), ระบบฐานข้อมูลและแอพพลิเคชั่น (Oracle, SQL, SAP HANA), รวมถึง Workload ต่างๆ มาเป็นแพลตฟอร์มแบบ Software-Defined เพียงหนึ่งเดียว ซึ่งโซลูชั่นนี้จะให้ความสามารถในการปกป้องและการป้องกันความเสียหายของข้อมูล รวมถึงความสามารถในการกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็ว และความสามารถในการจัดการที่มีศักยภาพเหนือขึ้นมาอีกระดับ แตกต่างจากเดิมที่เคยมีมา

การปกป้องผ่านเว็บสำหรับ Workload ของ Hadoop และ NoSQL

จากการควบรวมกิจการระหว่าง Cohesity กับ Imanis Data ทำให้ Cohesity มีความสามารถในการสำรองข้อมูล และการกู้คืนระบบ รวมถึงจัดการข้อมูลได้กับ Workload เช่น Hadoop Distributed File System (HDFS) และฐานข้อมูลแบบ NoSQL ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำได้เฉพาะกับฐานข้อมูลแบบเดิมเท่านั้น ความสามารถใหม่เหล่านี้จะผลักดันให้องค์กรยุคใหม่ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ได้ดังต่อไปนี้

ทำให้การจัดการข้อมูลง่ายมากขึ้น สำหรับ Workload บน HDFS และฐานข้อมูลแบบ NoSQL อย่างเช่น MongoDB, Cassandra, CouchBaseDB, Hbase โดยสามารถจัดการทุกอย่างได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน
ให้ความคล่องตัวในการสำรองและกู้คืนระบบ ด้วยการสำรองข้อมูลแบบ Agentless และเข้าใจถึงความสัมพันธ์กับแต่ละแอพพลิเคชั่น
รองรับข้อกำหนดของการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น สามารถค้นหาประวัติการ Copy ข้อมูลที่สำคัญได้ หรือ การจัดการข้อมูลเพื่อใช้สำหรับ พัฒนาและทดสอบระบบ

สามารถสำรองข้อมูลและกู้คืนแอพพลิเคชั่นแบบ Containers ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เหมือนการสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบก Virtual Machine

Cohesity มีความสามารถด้านการสำรองและกู้คืนระบบ สำหรับแอพพลิเคชั่นที่ใช้ Containers ของ Kubernetes ในระดับเดียวกันที่ใช้สำรองข้อมูลและกู้คืนระบบกับ Virtual Machine ในการทำงานร่วมกับ Kubernetes ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ Cohesity สามารถปกป้องข้อมูลและแอพพลิเคชั่นต่างๆที่ทำงานบน Containers ได้ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสำรองระบบของแอพพลิเคชั่นทั้งหมดได้ ไม่ใช่แค่การสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียว

การสำรองข้อมูลและระบบของแอพพลิเคชั่นที่อยู่ใน Containers นั้น ทำในรูปแบบ Application-Consistent และเป็นการทำงานในรูปแบบ “Incremental forever” หมายความว่า ระบบจะทำการสำรองข้อมูลและระบบอย่างสมบูรณ์เพียงแค่ครั้งเดียว ( Full Backup ) และในครั้งๆ ต่อไป ก็จะเป็นการสำรองระบบเฉพาะส่วนที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ซึ่งช่วยลดเวลาในการสำรองข้อมูลและระบบ นอกจากนี้การกู้คืนระบบยังสามารถทำได้ในหลายช่วงเวลา (Restore Point) รองรับการทำ Disaster Recovery และ ย้ายระบบ

สนับสนุนการสำรองข้อมูลในแอพพลิเคชั่นแบบ SaaS

Cohesity ช่วยให้องค์กรที่ใช้แอพพลิเคชั่นแบบ SaaS ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วยการขยายความสามารถในการสำรองและกู้คืนระบบไปยัง Microsoft Office 365 ที่รวมไปถึง Microsoft OneDrive ทำให้ลูกค้าจะได้รับการป้องกันในกรณีอาจเกิดเหตุการณ์ข้อมูลสูญหายหรือติดไวรัสได้ รวมทั้งช่วยสนับสนุนระบบ E-Discovery และข้อกำหนดต่างๆในการเก็บข้อมูล โดย Cohesity จะช่วยทำให้องค์กร สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด และมีความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้นกว่าเดิม โดยสามารถทำงานร่วมกับ Azure Active Directory ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าการสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการทำงานในรูปแบบนี้เป็นการขยายการทำงานจากเดิม ซึ่งสามารถทำงานได้บน Microsoft Office 365 Exchange

สนใจรายละเอียดผลิตภัณฑ์ Cohesity สามารถติดต่อได้ที่ 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-Cohesity@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/cohesity-backup-and-recovery/

อินแกรม ไมโคร นำเสนอเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์อัจฉริยะ HPE ProLiant Gen10 Server

บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ Server อัจฉริยะจาก Hewlett Packard Enterprise (HPE) ในรุ่น ProLiant Gen10 Server

ซึ่งเป็น Server ในสถาปัตยกรรม x86 รองรับทั้ง CPU Intel และ AMD ซึ่งสามารถรองรับงานได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็น Physical Server เพื่อรองรับ Workload เช่น Database Server, ERP Server, File Sharing Server หรือจะใช้เป็น Virtualization Server ก็สามารถทำงานได้บนระบบชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Microsoft Hyper-V, RedHat และอีกมากมาย

ตอบโจทย์ทุกมุมมอง

HPE ProLiant Gen10 Server เป็น Server ในสถาปัตยกรรม x86 รองรับทั้ง CPU Intel และ AMD ซึ่งสามารถรองรับงานได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็น Physical Server เพื่อรองรับ Workload เช่น Database Server, ERP Server, File Sharing Server หรือจะใช้เป็น Virtualization Server ก็สามารถทำงานได้บนระบบชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Microsoft Hyper-V, RedHat และอีกมากมาย

HPE ProLiant Gen10 Server ถูกออกแบบให้ทำงานได้ตลอดเวลา แบบ 24×7 จึงมั่นใจได้ว่า ระบบงานทำงานอยู่บน Hardware ที่ออกแบบมาให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ มีการรับประกันจาก HPE โดยตรง

ติดตั้งมาพร้อมกับ Integrated Lights-Out 5 (iLO 5) ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการ Server ได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็น การดูสถานะของตัวเครื่อง การสั่งปิด-เปิดเครื่อง การUpdate Firmware ของตัวเครื่อง และการควบคุมหน้าจอ (Remote Console) HPE ProLiant Gen10 Server มีหลากหลาย Series ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม และความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น 500, 300, 100 และ 10 Series จึงทำให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้งาน ตอบโจทย์ในทุกมุมมอง

ท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด โทร 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-HPE@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/ingram-hpe-proliant-gen10-server/

HPE PointNext Services ช่วยคุณดูแลอุปกรณ์แบบ End to End Solution

HPE PointNext Services คือ หน่วยงานหนึ่งใน HPE ที่ให้บริการการติดตั้งและดูแลอุปกรณ์ Enterprise IT ในรูปแบบ End to End Solution โดยรับผิดชอบตั้งแต่การติดตั้ง วิเคราะห์ปัญหา และซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยวันนี้เรามีบริการ จากทาง HPE PointNext Services มาแนะนำ 3 บริการ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจัดการปัญหาด้าน IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ HPE Foundation Care, HPE Proactive Care, HPE Datacenter Care

HPE Foundation Care คือ การให้บริการในรูปแบบ On-site hardware support เมื่ออุปกรณ์มีปัญหา HPE จะส่ง Certified engineer เข้าไปจัดการปัญหา หรือ เปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสียหาย โดยทำให้การทำงานของอุปกรณ์อยู่บน Service Level Agreement ที่กำหนด โดยสามารถเลือก Service Level Agreement ได้มากมาย ตั้งแต่ Next Business จนไปถึง 24×7 4 Hours response รวมไปถึงครอบคลุม ชิ้นส่วนต่างๆในตัวเครื่อง ทำให้อุปกรณ์ทั้งเครื่องมีระยะเวลาที่เท่ากัน เช่น 3ปี, 4ปี, 5ปี เป็นต้น และยังคลอบคลุมไปในส่วนของซอฟแวร์ว่าสามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์หรือไม่ ต้องในซอฟแวร์เวอร์ชั่นไหน ต้องในไดร์เวอร์เวอร์ชั่นไหน ทำให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์สามารถทำงานร่วมกับซอฟแวร์ได้อย่างไม่มีปัญหา

HPE Proactive Care คือ การให้บริการในรูปแบบที่เหนือกว่าการให้บริการแบบ HPE Foundation Care โดยสามารถทำ Pre-Failure alerts ได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทำให้ลด Down time ที่เกิดขึ้นในระบบ รวมทั้งยังมี Proactive report ให้ลูกค้า ทำให้สามารถทราบปัญหาในส่วน Firmware และ Patch ต่างๆได้ โดยทำให้ระบบโดยรวมมีความมั่นคงปลอดภัยขึ้น

HPE Datacenter Care คือ การให้บริการที่ครอบคลุมทั้ง Data Center โดย HPE จะทำการ Assessment ความต้องการของลูกค้า โดยสามารถคลอบคลุม Multi-vendor ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการในรูปแบบ Single Point for All Support ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบ IT ขององค์กรมีความมั่นคง และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและจัดการโดยผู้ชำนาญการ

สนใจผลิตภัณฑ์ กรอกแบบฟอร์มเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถาม ติดต่อ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด โทร 02-012-2222 หรืออีเมล TH-HPE@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-pointnext-services/

ทำความรู้จักกับ “พอร์ตบริหารจัดการ iLo” จากทาง HPE กัน

พอร์ตบริหารจัดการ iLo เป็นพอร์ตแบบ out-of-band ที่ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบระบบของเครื่องว่ามีความสมบูรณ์หรือมีความผิดปกติอย่างไรบ้าง ตรวจสอบได้ทั้งเรื่องของ ซีพียู, พาวเวอร์ซัพพลาย, เน็ตเวิร์กการ์ด, VGA การ์ด และอื่นๆ เป็นต้น หากมีอาการผิดปกติกับระบบ ก็สามารถเรียกเจ้าหน้าที่ของ HPE มาดูแล

นอกจากจะทำการมอนิเตอร์ตัวเครื่องแล้ว ยังสามารถบริหารจัดการตัวเครื่องได้ด้วย ปัจจุบันพอร์ตบริหารจัดการ iLo นั้นมีอยู่สองแบบคือแบบธรรมดา จะแถมมากับตัวเครื่องอยู่แล้ว แต่หากคุณต้องการประสิทธิภาพในการจัดการที่มากขึ้น ก็จะมีแบบที่เป็นพิเศษที่ต้องมีไลเซ่นส์เพิ่มเติม

ท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด โทร 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-HPE@ingrammicro.com

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-ilo/

ผลิตภัณฑ์ Office 365 เตรียมเปลี่ยนชื่อใหม่ มาพร้อมกับโปรโมชั่นจาก Ingram Micro

เกือบทศวรรษแล้วตั้งแต่ที่ไมโครซอฟท์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Office 365 ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ล่าสุดเรากำลังจะได้เห็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญอีกครั้งในสินค้ากลุ่มนี้

โดยไมโครซอฟท์ประกาศว่า บริษัทจะเปลี่ยนชื่อทางการค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ Office 365 Business Plan สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยใช้ชื่อใหม่เป็น “Microsoft 365” ซึ่งการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นการสะท้อนถึงความหลากหลายของฟีเจอร์และประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทั้งด้านราคาและฟีเจอร์แต่อย่างใด) สำหรับวิธีการสมัครใช้บริการจะยังคงเหมือนเดิม (เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น) นอกจากนี้ยังได้รวมเอา Microsoft Teams ที่มีความสามารถในการทำงานร่วมกันแบบระยะไกลที่มีความสำคัญในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยนำรวมไว้ในชุดผลิตภัณฑ์เช่นเดิมอีกด้วย

จากการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว ทาง Ingram Micro ตัวแทนผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์และลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของชุดผลิตภัณฑ์ Microsoft 365 ได้มากที่สุด

Office 365 จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365

ก่อนที่เราจะกล่าวถึงรายละเอียดของโปรโมชั่นพิเศษ ที่เราจะมอบให้นั้น มาดูกันก่อนว่าการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ของ Microsoft Office 365 มีความหมายต่อพวกเราอย่างไร โดยการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ที่จะมีผลบังคับในวันที่ 22 เมษายน จะทำให้ลูกค้าเลือกรุ่น (SKU) ของผลิตภัณฑ์ Office 365 SMB ตรงตามที่ตัวเองต้องการได้ง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องอธิบายไว้ให้เข้าใจคือ การเปลี่ยนชื่อ Office 365 ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านราคา ด้านฟีเจอร์ หรือโมเดลทางธุรกิจใดๆ และไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์ในชุด Office 365 Enterprise และ Microsoft 365 Enterprise ด้วย

สำหรับพาร์ทเนอร์และลูกค้าที่ซื้อ Office 365 ผ่านทาง Ingram Micro ก็จะเห็นชื่อบริการที่ตัวเองสมัครสมาชิกไว้เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ผ่านทาง Admin Portal ของไมโครซอฟท์ พร้อมทั้งรายละเอียดค่าบริการสมาชิกรายเดือน โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมทั้งจากฝั่งของพาร์ทเนอร์ และจากตัวลูกค้าของพาร์ทเนอร์

ในวันที่ 22 เมษายน 2020 นี้ จะมีการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ของไมโครซอฟท์ที่บังคับใช้กันทั่วโลก ดังต่อไปนี้:

• Office 365 Business Essentials (ค่าบริการ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Business Basic (ราคาพิเศษ 2.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน)

• Office 365 Business Premium (ค่าบริการ 12.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Business Standard (ราคาพิเศษ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน)

• Microsoft 365 Business (ค่าบริการ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Business Premium

*หมายเหตุ ราคาพิเศษถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2020 นี้เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ Office ไคลเอนต์แบบsubscriptionเป็น “Microsoft 365 Apps” จำนวน 2 รายการดังต่อไปนี้:

• Office 365 Business (ค่าบริการ 8.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Apps for business
• Office 365 ProPlus (ค่าบริการ 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Apps for enterprise

โปรโมชั่นพิเศษจากทาง Ingram Micro ได้แก่: การย้ายระบบอีเมล์ในราคาพิเศษสำหรับตัวแทนจำหน่ายของไมโครซอฟท์

เพื่อเป็นไปตามความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ลูกค้าสามารถย้ายระบบอีเมล์จาก on premise ขึ้นสู่คลาวด์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทาง Ingram Micro Cloud จึงได้มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า โดยคิดค่าบริการย้ายข้อมูล (email migration) ไปยัง Microsoft 365 ในราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 689 บาทต่อผู้ใช้ โดยการย้ายระบบนี้จะทำโดย Certified Engineer ผู้เชี่ยวชาญ สิทธิพิเศษนี้สำหรับการสั่งซื้อก่อน 26 มิถุนายน 2020 นี้เท่านั้น

ถ้าหากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อทีมงานได้ที่ TH-MSCSP@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/office-365-change-name/

ตอบโจทย์การทำงานในทุกธุรกิจด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ด้วยขุมพลังจาก HPE ProLiant Gen10 Server

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทุกคนในโลกได้สร้างและแบ่งปันข้อมูลผ่านทางระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบ On-premises หรือบน Cloud ได้ทั้งแบบ Private และ Public

โดยระบบไอทีที่ดีนั้น จำเป็นจะต้องทำงานในเชิงรุกและสามารถคาดการณ์ความต้องการที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่น รวมถึงความสามารถที่จะรองรับงานด้านธุรกิจได้อย่างทันท่วงที (Realtime) ไม่จำเป็นต้องรอนานเป็นวันๆ หรือเป็นสัปดาห์ ซึ่งอาจจะส่งผลให้องค์กรขาดโอกาสทางธุรกิจไป

หัวใจหลักของระบบไอทีอย่างเช่น “Server” จะต้องมีความอัจฉริยะในการตรวจสอบและบริหารจัดการได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังต้องสามารถใช้งานและทำ Provision งานได้อัตโนมัติ เมื่อ Server ทำได้อย่างนั้นแล้ว จะทำให้ผู้บริหารระบบไอทีสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

HPE ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวข้างต้นจึงได้พัฒนา Server ที่มีพื้นฐานจากความเป็นอัจฉริยะตั้งแต่แรกเริ่ม โดยรองรับการทำงานของเวิร์กโหลดได้มากมาย ภายใต้โมเดลที่ชื่อว่า HPE ProLiant Server ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ในประเด็นสำคัญสามประการหลักๆ ด้วยกัน

Optimization : เป็นพื้นฐานอัจฉริยะที่สำคัญของระบบไอที ที่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของไอทีให้มีประสิทธิภาพ สามารถรับงานเวิร์กโหลดได้ในทุกสถานการณ์ ช่วยประหยัดงบประมาณในแง่ของต้นทุนค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป

Security : HPE ProLiant มีแกนหลักของความปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น มุมมองแบบ 360 องศาเพื่อที่จะสร้างระบบที่มีความปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้นสายการผลิตไปจนถึงขั้นตอนของการการติดตั้งและใช้งาน

Automation : ผลิตภัณฑ์ HPE ProLiant มีกลไกการทำงานอัตโนมัติ ทำงานได้อย่างง่ายดาย รองรับงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HPE ProLiant Gen10 Server : ตอบโจทย์ทุกมุมมอง

HPE ProLiant Gen10 Server เป็น Server ในสถาปัตยกรรม x86 รองรับทั้ง CPU Intel และ AMD ซึ่งสามารถรองรับงานได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็น Physical Server เพื่อรองรับ Workload เช่น Database Server, ERP Server, File Sharing Server หรือจะใช้เป็น Virtualization Server ก็สามารถทำงานได้บนระบบชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Microsoft Hyper-V, RedHat และอีกมากมาย

HPE ProLiant Gen10 Server ถูกออกแบบให้ทำงานได้ตลอดเวลา แบบ 24×7 จึงมั่นใจได้ว่า ระบบงานทำงานอยู่บน Hardware ที่ออกแบบมาให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ มีการรับประกันจาก HPE โดยตรง

ติดตั้งมาพร้อมกับ Integrated Lights-Out 5 (iLO 5) ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการ Server ได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็น การดูสถานะของตัวเครื่อง การสั่งปิด-เปิดเครื่อง การUpdate Firmware ของตัวเครื่อง และการควบคุมหน้าจอ (Remote Console)

HPE ProLiant Gen10 Server มีหลากหลาย Series ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม และความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น 500, 300, 100 และ 10 Series จึงทำให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้งาน ตอบโจทย์ในทุกมุมมอง

ท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด โทร 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-HPE@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-proliant-gen10-server/

อินแกรม ไมโคร แนะนำห้อง Executive Experience Center (EEC Room)

บริษัท อินแกรม ไมโคร ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวห้อง Executive Experience Center (EEC room) โดยห้อง EEC Room เป็นห้องที่นำเสนอนวัตกรรมการประชุมแห่งอนาคตและมีผลิตภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำและ รองรับระบบการทำงานด้าน Unified Communication (UC) ทุกรูปแบบ ภายในศูนย์แห่งนี้ท่านจะได้สัมผัสประสบการณ์จากผู้นำด้านเทคโนโลยีชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Poly , Logitech, Sharp, Lenovo, Jabra, Microsoft Teams เป็นต้น ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ธุรกิจที่กำลังมองหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยทุกท่านสามารถเข้ามาใช้งานจริงได้แล้ววันนี้ ฟรี!

ห้อง EEC แห่งนี้ ประกอบด้วยโซลูชั่นในการประชุมหลายรูปแบบ ทั้งแบบประชุมขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีด้านภาพที่มีประสิทธิภาพสูง จากทาง Poly ที่ได้นำเสนอตัว Poly EE Director II ที่มีคุณสมบัติเด่น คือสามารถจับภาพตามคนสนทนาภายในห้องได้ อีกทั้งเมื่อใช้งานร่วมกับ Poly Platform จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนับจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมได้ดียิ่งขึ้น หรือ ในกรณีที่ต้องการแชร์เนื้อหาให้ผู้เข้าร่วมประชุม สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ Poly G7500 ในการแชร์คอนเทนต์โดยไม่ต้องใช้สาย HDMI ที่ให้ความละเอียดสูงถึง 4K ใช้แบนด์วิธต่ำ และยังรวมถึงฟังก์ชั่นการทำงานร่วมกับกระดานบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์แบบไม่จำกัดพื้นที่ พร้อมทั้งสามารถใช้งานกับกล้องรุ่นใหม่เพื่อทำ Group Framing และอื่นๆ อีกมากมาย


ส่วนผลิตภัณฑ์ Poly Pano ทำให้สามารถแชร์คอนเทนต์หลายๆ คอนเทนต์ แสดงผ่านทางหน้าจอเดียว และเมื่อทำงานร่วมกับจอ Touch Monitor ของ Sharp ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กระดานบอร์ดอิเล็กทรอนิกซ์ได้อย่างดีเยี่ยม ในส่วนของระบบเสียงนั้น ภายในห้อง EEC มีอุปกรณ์ Poly Ceiling Mic หรือไมค์ติดเพดานซึ่งเป็นไมค์ที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องการดูดเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม และเมื่อใช้งานพ่วงกับ Poly Group Series จะช่วยเพิ่มฟังก์ชั่นการตัดเสียงรบกวนได้ดีมากขึ้น เหมาะสำหรับห้องประชุมที่เป็นพื้นที่เปิด

นอกจากผลิตภัณฑ์จาก Poly แล้ว ภายในห้อง EEC ยังมีนวัตกรรมด้านดิจิตอลที่น่าสนใจจากฝั่งของ Logitech ด้วยเช่นกัน Logitech Rally System ซึ่งเป็นนวัตกรรมดิจิตอลอัจฉริยะที่ยกระดับมาตรฐานทั้งระบบภาพและเสียงสูงสุด เหมาะสำหรับห้องประชุมขนาดปกติและห้องประชุมขนาดใหญ่ โดยนวัตกรรมนี้ประกอบด้วยเทคโนโลยี Logitech Right Light ที่ช่วยจับภาพผู้เข้าร่วมประชุมและปรับสมดุลแสง ให้ความสำคัญกับใบหน้าและปรับโทนสีผิวให้ดูเป็นธรรมชาติแม้ในสภาพแสงน้อยหรือย้อนแสง รวมถึงเทคโนโลยี Logitech RightSight ที่ช่วยจัดเฟรมอัตโนมัติให้เห็นภาพผู้เข้าร่วมประชุมได้ชัดเจน

สำหรับ เทคโนโลยี Logitech RightSound เป็นเทคโนโลยีด้านเสียงที่มีคุณสมบัติเด่นที่ช่วยตัดเสียงรบกวน ปรับระดับเสียงที่พูดอัตโนมัติ และโฟกัสเสียงของผู้พูดได้อย่างดี ช่วยให้ได้ยินเสียงของทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมได้อย่างชัดเจน สำหรับนวัตกรรม Logitech Rally System นี้เหมาะกับห้องประชุมขนาดใหญ่อย่างยิ่ง

ด้านระบบภาพทาง Logitech มีผลิตภัณฑ์ Logitech Meetup เป็น Conference Cam แบบพรีเมียร์ ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานสำหรับห้องประชุมขนาดเล็ก มาพร้อมเทคโนโลยี RightSight ที่จะช่วยปรับตำแหน่งกล้องอัตโนมัติเพื่อจัดกรอบผู้เข้าร่วมประชุมได้สุงสุดถึงแปดคน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี RightSound ที่ช่วยจับคำพูดและเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น และตัดเสียงรบกวนโดยอัตโนมัติอีกด้วย นอกจากนี้แล้วแบรนด์ Logitech เองมีเทคโนโลยีที่ช่วยรองรับ Meetup เรียกว่า “Logitech Sync” ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตาม สามารถทำงานได้บนเบราว์เซอร์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยรวมแล้วภายใน EEC Room มีอุปกรณ์และโซลูชั่นครอบคลุมทุกขนาดห้องประชุม ไม่ว่าจะเป็น Huddle Room, Medium Room และ Large Room รวมถึง USB Endpoint, , Codec endpoint, Teams room และ Zoom room solution ซึ่งครอบคลุมอุปกรณ์หลากหลายประเภท

คุณประสพโชค โอวัฒนะสิน, Division Product Manager กลุ่มธุรกิจ Specialty Solution บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ศูนย์ EEC Room นี้จะช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ของ Unified Communication (UC) ได้อย่างเต็มที่ ลูกค้าสามารถที่จะเข้ามาทดลองใช้งานและเลือกโซลูชั่นที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน ในขณะเดียวกันก็ยังจะได้สัมผัสกับสินค้าและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเราต้องการให้ลูกค้าทุกๆ ท่าน ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในโซลูชั่นด้าน UC อย่างเต็มที่ เพื่อเติมเต็มความต้องการในด้านธุรกิจและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต”

สนใจเข้าเยี่ยมชมและทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์ในศูนย์ EEC สามารถติดต่อได้ที่
ตัวแทนของบริษัท อินแกรม ไมโคร หรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ th-UC_Specialty@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/ingram-introduce-executive-experience-center/

10 เรื่องที่ควรรู้ เกี่ยวกับ Data Lake Storage Gen2 ของ Azure (ตอนที่ 1)

Azure Data Lake Storage (ADLS) Gen2 เปิดให้ใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ และสิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้งาน

  1. แนวคิดของ Data Lake ใน Azure ถูกรวมเป็นหนึ่งแล้วด้วยการเปิดตัว ADLS Gen2

ก่อนที่จะมีการเปิดให้ใช้ ADLS Gen2 นั้น เวลาที่เราต้องการ Storage บนคลาวด์ของ Azure เพื่อติดตั้งระบบ Data Lake ก็จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง Azure Data Lake Storage Gen1 (หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่า Azure Data Lake Store) กับ Azure Storage (ที่เป็น Storage แบบ Blob จำเพาะ) ซึ่งการตัดสินใจนี้จะต้องพิจารณาถึงความต้องการทั้งทางธุรกิจและทางเทคนิค เทียบกับฟีเจอร์ที่มีเพื่อดูว่าบริการไหนเหมาะสมมากที่สุด แต่บริการ ADLS Gen2 ใหม่นี้พัฒนาขึ้นบนระบบ Azure Storage เป็นหลัก เมื่อเปิดใช้งานคุณสมบัติของ Namespace แบบตามโครงสร้างหรือ HNS จะทำให้บัญชี Storage แบบใช้งานทั่วไปแบบ V2 มาตรฐานจะกลายเป็น ADSL Gen2 นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าคุณจะไม่เห็นรายการ ADSL Gen2 อยู่ใน Azure ในฐานะเซอร์วิสของตัวเอง เนื่องจากตัว ADSL Gen1 เป็นเซอร์วิสของตัวเองอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้จึงสร้างความสับสันให้หลายต่อหลายคน อย่างไรก็ตามก็มีวิธีที่ตรวจสอบได้ว่ามีการเปิดใช้ ADLS Gen2 กับบัญชี Storage แล้วหรือไม่ดังนี้

เวลาดูรายละเอียดบัญชี Azure Storage นั้น ถ้าเซอร์วิสไฟล์ซิสเต็มแสดงขึ้นตามภาพ ก็แสดงว่าเปิดการรองรับ ADLS Gen2 แล้ว > จากรูปภาพประกอบ แสดงให้ทราบถึงเมื่อเราต้องการตรวจสอบว่า Azure Storage ที่ใช้งานอยู่เปิดการใช้งานเป็นแบบ ADLS Gen2 แล้วหรือยัง สามารถตรวจสอบได้ตามภาพ

อีกวิธีหนึ่งทำได้โดย ตรวจสอบดูที่ละเอียดในส่วนของคุณสมบัติการตั้งค่าบัญชี Azure Storage ถ้ามีการเปิดใช้งาน Hierarchical Namespace (HNS) ก็สามารถบอกได้ว่า  Storage ที่เลือกใช้เป็นแบบ ADLS Gen2 แล้ว

สรุป:

เมื่อเราต้องการใช้งาน Data Lake สำหรับ Azure Analytic Services เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง independent services อีกต่อไป เราสามารถใช้ Azure Storage ร่วมกับ hierarchical namespace นี่คือวิธีการที่ง่ายขึ้นในการสร้าง Data Lake โดยใช้ Azure Cloud Storage

  1. ADSL Gen2 การผสมผสานกันระหว่าง Object Storage และ Hierarchical File Storage

โดยพื้นฐานแล้ว ตัว ADLS Gen2 จะพยายามใช้ประโยชน์จากข้อดีของระบบแบบfile system ซึ่งจะไม่กระทบต่อการขยับขยายในอนาคต ทั้งในด้านของ scalability และ cost-effective ที่มีใน Object Storage

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ที่จะเข้ามารองรับ ADLS Gen2 ยังมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังจะกล่าวถึงเพิ่มเติมในหัวข้อที่ 4 สำหรับแผนภาพแสดงรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเป็นดังต่อไปนี้:

Azure Data Lake Storage:

ส่วนที่เป็น Box สีน้ำเงินเข้มเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับ ADLS Gen2

องค์ประกอบใหม่ 3 ส่วนที่แสดงให้เห็นข้างต้นนั้นได้แก่:

  • ระบบแบบไฟล์ (File System) ใน ADSL Gen2 คำว่า File System จะถูกนำมาใช้แทน Concept ของ container (ที่ถูกเรียกใน Blob Storage)
  • Namespace แบบโครงสร้างลำดับชั้น หรือ Hierarchical Namespace (HNS) มาพร้อมกับ Endpoint DFS ช่วยยกระดับทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยจะกล่าวในรายละเอียดในหัวข้อที่ 3
  • DFS Endpoint และ File System Driver ADLS Gen2 ใช้ประโยชน์จาก ABFS Driver ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Apache Hadoop สำหรับการเชื่อมต่อกับ ADLS Gen2 นั้น ABFS Driver  จะใช้ประโยชน์จาก Endpoint แบบ DFS เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย
  • ABFS = Azure Blob File System
  • DFS = Distributed File System

 ประเด็นสำคัญ: ในระยะยาวนั้น (ตามที่แสดงในภาพข้างต้น) ที่จะมีการสื่อสารระหว่างกันเต็มรูปแบบระหว่าง Object Store Model และ File System Model จะทำให้เราสามารถจัดเก็บข้อมูลครั้งเดียว แต่เข้าถึงได้หลากหลายรูปแบบขึ้นกับกรณีการใช้งาน ซึ่งเราเรียกการเข้าถึงแบบนี้ว่า Multi-Protocol Access

  1. ADLS Gen2 มีจุดเด่นที่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับ Analytic Workloads ทั้ง Object Store Model (เช่น Blob Storage บน MS-Azure) และ Hierarchical File System Model (ใน ADLS Gen1 และ Gen2) จะสามารถทำงานร่วมกันได้กับ HDFS (Hadoop Distributed File System) ซึ่งมาพร้อมกับ Driver ที่ติดตั้งบนฝั่งเซิร์ฟเวอร์ของระบบ HDFS สำหรับใช้ในการ translate ให้อยู่ในรูปแบบของ remote storage API ทำให้ ADLS Gen2 ทำงานได้เหมือนกับระบบ Native HDFS แบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Object Store Model และ Hierarchical File System Storage ในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย

สำหรับ Object Store Model นั้น โฟลเดอร์จะอยู่ในรูป Virtual เท่านั้น แม้ลักษณะจะดูเหมือนเราสามารถสร้างโฟลเดอร์บน Object Store Model ได้ เนื่องจากเป็นการเลียนแบบด้วยสตริง URI (หรือบางครั้งจะใช้ Meta Data เป็นทางเลือกแทน) แม้ว่าจะมองเผินๆ ดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมีจุดที่ด้อยดังนี้

  • ประสิทธิภาพในการ Query เวลาส่งคำร้องขอ (Query) ที่ต้องการแค่ข้อมูลส่วนเดียว ถ้าเป็นระบบไฟล์โครงสร้างลำดับชั้นอย่างใน ADLS Gen2 ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการสแกนบางส่วนเพื่อกรองข้อมูลเบื้องต้น (เรียกว่า Predicate Pushdown) ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการ Query ร้องขอข้อมูลได้เป็นอย่างมากสำหรับ Engine ประมวลผลที่รู้วิธีใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ Partition Scan นี้

    ประสิทธิภาพในการโหลดข้อมูล (data load performance) ในบางครั้งเราจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนตำแหน่งไฟล์จาก Directory หนึ่งไปยัง Directory อื่นๆ

 ซึ่งการใช้ Object Storage Driver, ส่วนของ directory operation ไม่ได้มี efficiency เท่าที่ควร จากรูปถ้ามี files จำนวน 10,000 files การย้าย files เหล่านี้ไปยัง permanent directory จะก่อให้เกิด operation ทั้งหมด 20,000 ครั้ง โดยมี rename operation 10,000 ครั้ง , delete operation 10,000 ครั้ง

ในทางกลับกัน ด้วยระบบไฟล์ของ ADLS Gen2 เมื่อเชื่อมต่อผ่าน Endpoint DFS ก็จะเป็นแค่การจัดการกับMeta data เท่านั้น จึงทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่ามากในการโหลดข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล

และนอกจากการยกระดับประสิทธิภาพการ Query แล้ว การจัดการผ่าน Metadata อย่างเดียวก็ยังให้ความคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายด้วย เนื่องจากใช้ทรัพยากรประมวลผลของ Engine น้อยกว่า

  • ได้ความต่อเนื่องของข้อมูลด้วยการจัดการแบบ ย้อนกลับไปพิจารณาตัวอย่างก่อนหน้าที่มีการย้ายไฟล์ 10,000 ไฟล์ Object Storage Driver ไม่ได้รองรับการดำเนินการแบบ Atomic ซึ่งถ้าเกิดความล้มเหลวขึ้น ข้อมูลอาจอยู่ในสถานะที่ไม่เสถียรได้ กลับกัน ระบบไฟล์แบบใน ADLS Gen2 รองรับการดำเนินการแบบ Atomic ผ่าน Endpointแบบ DFS ซึ่งจะช่วยยกระดับความต่อเนื่องของข้อมูลด้วยเหตุที่การดำเนินการทั้งหมดจะล้มเหลวหรือสำเร็จในรูปของหน่วยเดียวทั้งหน่วยการดำเนินการ
  • ได้ความปลอดภัยระดับ Granular ทั้งในระดับ Directory และระดับไฟล์ ระบบ File System แบบ Hierarchical ของ ADSL Gen2 (และ Gen1) เป็น POSIX Compliance ส่วนของ Access Control สามารถ define ได้ทั้งในระดับของ Directory Level และ File Level เพื่อควบคุมความปลอดภัยแบบ granular security

 ประเด็นสำคัญ: การเปิดใช้ฟีเจอร์ Hierarchical Namespace สำหรับบัญชี Azure Storage ร่วมกับการเชื่อมต่อด้วย Driver  ABFS ช่วยสนับสนุนข้อได้เปรียบของระบบแบบไฟล์ที่ส่งผลทั้งประสิทธิภาพ ความถูกต้องต่อเนื่องของข้อมูล และความปลอดภัย

  1. ฟีเจอร์ที่ออกมาสนับสนุน ADLS Gen2 มีพัฒนาขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ ADLS Gen2 จะเปิดตัวออกมาให้ใช้ทั่วไปอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่ยังมีฟีเจอร์หลายตัวที่มีการวางแผนเปิดตัวในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอย่างไมโครซอฟท์ที่พยายามเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัวของผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนแรกที่ ADLS Gen2 ให้ความสำคัญตั้งแต่เปิดตัวคือการรองรับแหล่งเก็บข้อมูลสมัยใหม่ และการใช้งานแบบอนาไลติกขั้นสูง

ประเด็นสำคัญ: การเข้าถึงข้อมูลแบบ Multi-Protocol (ตามที่อธิบายไว้ในแผนภาพของหัวข้อที่ 2) ถือเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญมาก และกำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเปิดตัวมาแล้ว ได้ให้ความยืดหยุ่นอย่างมากในการฝากข้อมูลผ่าน Endpointที่ต้องการ (ตัวอย่างเช่น การรองรับแอพพลิเคชั่นหรือเซอร์วิสรุ่นเก่าหรือไม่ได้รับการอัพเดต) และมีการใช้ Endpointใหม่เพื่อประมวลผลทางอนาไลติกเพื่อให้ได้ประโยชน์ด้านประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย

  1. ADLS Gen2 เป็น Storage ที่อยู่เบื้องหลัง Power BI Dataflow

ตัว Power BI Dataflow เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ใช้เตรียมความพร้อมข้อมูลแบบบริการด้วยตนเอง และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งเอาต์พุตที่ได้จากคำร้องขอที่มีการเตรียมไว้ผ่านหน้าเว็บ Power Query Online นั้นเป็นเอาต์พุตของ ADLS Gen2 นั่นเอง เป้าหมายของฟีเจอร์นี้คือการจัดการทั้งคำร้องขอข้อมูลและการเตรียมข้อมูลไปพร้อมกัน เพื่อส่งไปเป็นชุดข้อมูลของ Power BI

Dataflow นี้สามารถจัดการได้อย่างเต็มที่ผ่าน Power BI ในกรณีที่ใช้บัญชีแบบ ADLS Gen2 แต่จะเห็นได้จากแค่บน Interface ใช้งานของ Power BI Dataflow เท่านั้น สำหรับทางเลือกอื่น อย่างกรณี “นำ Storage ของตัวเองมาใช้” (ตามแผนภาพด้านล่าง) ก็ถือว่าเหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้ข้อมูลใน Data Lake ผ่านทูลและ Engine ประมวลผลอื่นเพิ่มเติมที่นอกเหนือจาก Power BI:

ประเด็นสำคัญ: บริการ Storage ที่คอยสนับสนุนเบื้องหลัง Power BI Dataflow คือ ADLS Gen2 ซึ่งสามารถนำมาเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ข้อมูลทางธุรกิจแบบช่วยเหลือตนเองได้ – ติดตามต่อตอนที่สองได้ในเร็วๆ นี้

ถ้าท่านใดมีข้อสงสัยและต้องการที่จะสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทางอีเมล์ TH-MSCSP@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/10-things-to-know-about-azure-data-lake-storage-gen2-part-1/