คลังเก็บป้ายกำกับ: หูฟัง_HYPERX

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 สวมสบาย เล่น PUBG Warzone เสียงสะใจ

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 เป็นการกลับมาอีกครั้ง สำหรับหูฟังเกมมิ่งที่เป็นระดับตำนาน ด้วยยอดขายถล่มทะลาย ที่ครั้งนี้พลิกโฉมให้กลายมาเป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สาย ที่ยกระดับความเทพ พร้อมรองรับระบบเสียง 7.1 ซึ่งออกมาตอบโจทย์ให้กับคอเกมแนว FPS หรือแอ็คชั่นชูตติ้งโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การเล่นเกมสนุกขึ้น และมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการเล่น พร้อมทั้งเสียงที่คมชัดและสมจริง มาในสไตล์ของหูฟัง Cloud ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมและฮอตสุดๆ กับการถอดแบบพันธุกรรมอันโดดเด่นมานี้ จะทำให้คุณชื่นชอบเพียงใด ไปดูในรีวิวนี้กันได้เลยครับ

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless เป็นหูฟังที่ได้รับการสืบทอดความเป็นเกมมิ่งโดยตรง จากรุ่นพี่ที่สร้างความประทับใจให้กับเกมเมอร์ทั่วโลกมาแล้ว อย่าง Cloud และ Cloud II ด้วยคุณภาพเสียงที่เร้าใจ ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ และการสวมใส่ที่สบาย โดยที่ Cloud II Wireless นี้ ถูกจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงการมใส่ฟีเจอร์สำคัญ ให้รองรับการเล่นเกมและความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเป็นหูฟังแบบ Close cup ขนาดกลาง เหมาะกับศีรษะคนเอเซีย ปรับขยับได้เล็กน้อย ครอบหูฟังนุ่มนวล และมี ไดรเวอร์ขนาด 53mm ในแบบ Neodymium ให้คุณภาพเสียงที่ดี และที่สำคัญยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย เพื่อการใช้งานได้อย่างคล่องตัวนั่นเอง และแม้ว่าจะเป็นแบบไร้สาย มีแบตฯ ในตัว แต่น้ำหนักก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะอยู่ที่ประมาณ 300 กรัมเท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะใหญ่เทอะทะ และหนักจนไม่สบายศีรษะ

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • ครอบหู Earcup นุ่ม กันเสียงรบกวนได้ดี
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง เล่นเกมแนว Battle Royale สนุกขึ้น
  • ไมโครโฟนถอดได้ ปรับได้อิสระ
  • เชื่อมต่อแบบไร้สาย เคลื่อนไหวสะดวก

ข้อสังเกต

  • ดีไซน์มาบนพื้นฐาน Cloud รุ่นดั้งเดิม
  • หมุนครอบหูไม่ได้ คล้องคอไม่สะดวก

ราคา: ประมาณ 4,890 บาท

Specification

  • Driver: Dynamic, 53mm with neodymium magnets
  • Type: Circumaural, Closed back
  • Frequency response: 15Hz–20kHz
  • Impedance: 60 Ω
  • Sound pressure level: 104dBSPL/mW at 1kHz
  • T.H.D.: ≤ 1%
  • Weight: 300g
  • Weight with mic: 309g
  • Cable length and type: USB charge cable (0.5m)
  • Battery life2: 30 hours
  • Wireless Range3: 2.4 GHz
  • Up to: 20 meters
  • Element: Electret condenser microphone
  • Polar pattern: Bi-directional, Noise-cancelling
  • Frequency response: 50Hz-6.8kHz
  • Sensitivity: -20dBV (1V/Pa at 1kHz)

Unbox

หูฟังเกมมิ่ง

มาเริ่มต้นกันที่แพ็คเกจภายนอก ตัวกล่องเป็นสไตล์แบบใหม่ ในช่วงครึ่งปีหลังของ 2020 ที่ผ่านมา กับโทนสีขาว-แดง ที่ดูสะอาดตา หน้ากล่องมาพร้อมกราฟิกรูปหูฟัง ให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมกับฟีเจอร์พิเศษที่มีมาในรุ่นนี้ ที่เพิ่มเข้ามาให้เห็นก็คือ Wireless + 7.1 ซึ่งบ่งบอกคุณลักษณะได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นหูฟังไร้สาย และรองรับระบบเสียง 7.1 นั่นเอง

ส่วนด้านข้างกล่องก็จะเป็นรายละเอียดฟีเจอร์สำคัญบางส่วน ระบุเอาไว้ ซึ่งในแง่ของคนที่ชอบการดูข้อมูลข้างกล่อง ก็พอจะเอามาใช้ในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อเอามาเทียบกับกล่องของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud Alpha S จะเห็นได้ว่า แทบไม่ได้ต่างจากกันมากนัก เพราะเป็นโทนสีเดียวกัน แต่ Cloud II นั้นใส่โทนแดงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ปีนี้

หูฟังเกมมิ่ง

มาถึงการแกะกล่องกันบ้าง ด้านในของกล่องมาพร้อมกันกระแทกแบบใส ที่ช่วยเซฟตัวหูฟังให้ปลอดภัย รวมถึงชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบเสริม ซึ่งอยู่ในกล่องอย่างแน่นหนาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ไมโครโฟนหรือ USB Receiver ก็ตาม

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อแกะกันกระแทกที่เป็นพลาสติกใสออก จะมีของในกล่อง ประกอบด้วย หูฟัง Cloud II Wireless, Manual, USB Charge, USB receiver และ Microphone

หูฟังเกมมิ่ง

ตัวหูฟังแพ็คมาเป็นอย่างดี และมีพลาสติกปิดด้านข้าง ป้องกันไม่ให้เป็นรอย ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เรียกว่าประมาณฝ่ามือเท่านั้น

ไมโครโฟนเป็นแบบถอดได้ Detachable และยังปรับรูปทรงให้เข้ากับปากของผู้ใช้ ตรงปลายดีไซน์มาเป็นอย่างดี

หูฟังเกมมิ่ง

และของที่มีมาให้ในกล่องก็คือ คู่มือที่เป็นแผ่นกระดาษ บอกรายละเอียดการใช้งานและฟังก์ชั่นบนหูฟังมาครบถ้วน ด้านล่างเป็นตัว USB สำหรับรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย และสุดท้ายคือ สายชาร์จไฟให้กับหูฟัง โดยเป็นแบบ USB Type-A to Type-C

Design

หูฟังเกมมิ่ง

มาว่ากันที่หน้าตาและการออกแบบหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้กันก่อน เรื่องของดีไซน์เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจาก Cloud รุ่นแรกๆ เลยทีเดียว มีปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หูฟังเกมมิ่ง
หูฟังเกมมิ่ง

บอดี้หลักมาในโทนสีดำ ตัดด้วยสีแดงบริเวณก้านหูฟัง และโลโก้ HyperX ซึ่งตัดกันได้ลงตัวทีเดียว แต่ถ้าใครเป็นแฟนหูฟังเกมมิ่ง HyperX มาก่อน ก็อาจจะรู้สึกค่อนข้างคลาสสิก เพราะทั้งรูปลักษณ์และสีสัน มาในแบบดั้งเดิม

หูฟังเกมมิ่ง

ครอบศีรษะด้านบนก็เช่นกัน มาในโทนสีดำ ตัดด้วยเส้นสายสีแดง คล้ายกับเดินด้ายแดงในเบาะรถสปอร์ต พร้อมโลโก้ HyperX ที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง

หูฟังเกมมิ่ง

ปรับระยะได้ถึง 7 สเตปด้วยกัน พอให้ใช้งานร่วมกับศีรษะในขนาดต่างๆ ได้สะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

โครงสร้างของคาดศีรษะเป็นอะลูมิเนียมมีความยืดหยุ่น ทำให้ภาพรวมของหูฟังมีน้ำหนักเบาลง และรองรับการปรับเลื่อนให้เข้ากับศีรษะผู้ใช้ ส่วนตัวจะติดอยู่นิดหน่อย ตรงสายที่ยื่นออกมาจากตัวหูฟัง ทำให้ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

HyperX Cloud II Wireless 001

การปรับเลื่อน ทำได้ประมาณ 7-9 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน จะเห็นความต่างได้จากภาพ ซ้ายจะเป็นแบบปกติ ส่วนทางขวา จะเป็นการปรับเลื่อนมาสุด ซึ่งทำให้รองรับศีรษะที่มีขนาดใหญ่ได้สบาย

หูฟังเกมมิ่ง

มาดูที่เรื่องของน้ำหนักกันบ้าง ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่นัก เรียกว่าเป็น Close cup ระดับกลาง ทำให้เข้ากับหูของผู้ใช้ได้ดีทีเดียว และน้ำหนักเพียง 300 กรัม โดยประมาณ จึงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดในการใช้ หรือการคล้องคอ เมื่อพักการเล่นในช่วงวัน ด้วยการที่เป็นหูฟังไร้สาย จึงพกพาได้สะดวกมากขึ้น

จะติดเล็กน้อยตรงที่ครอบหูฟังนั้น ไม่สามารถหมุน 90 องศาได้ ทำให้เมื่อคล้องคอ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเกะกะเล็กน้อย เพราะจะค้ำคออยู่บ้างนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง
HyperX Cloud Wireless detail

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ในแบบนีโอดายเมียม ซึ่งเป็นแบบแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง เพื่อให้คุณภาพของเสียงที่ดี และลดความผิดเพี้ยนได้ดี มาด้านใน ซึ่งมีส่วนทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น หุ้มไว้ด้วยผ้าที่อยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง

หูฟังเกมมิ่ง

แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หูฟังเกมมิ่ง และทำให้เกมเมอร์ชื่นชอบในแบรนด์ HyperX นี้ก็คือ ครอบหูฟังที่มีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย ด้วยเมมโมรีโฟมที่หนา หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง นอกจากจะให้ความนุ่มสบายหูแล้ว ยังลดเสียงรบกวนได้ดีทีเดียว น่าจะถูกใจคนที่ชอบเล่นเกมเป็นเวลานานๆ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า วัสดุค่อนข้างพรีเมียม แต่บางคนก็อาจจะชอบความเป็นผ้าที่หุ้ม เพราะเน้นการระบายอากาศ แต่แจ้งไว้ก่อนว่า ไม่มีที่หุ้มสำรองมาให้นะครับ

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนไมโครโฟนนั้น มีการปรับรูปแบบให้ดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเป็นแบบ Bi-Direction หรือรับเสียงจากทางเดียว ลดเสียงรบกวนภายนอกได้ดี รวมถึงยังเป็นแบบ noise-cancelling รวมถึงถอดสายได้ ปรับพับงอ ให้เข้ากับสรีระของแต่ละบุคคลได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนในเรื่องของระยะการทำงาน และการเชื่อมต่อของหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้ ระยะการทำงานอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร เดินข้ามห้องไปประมาณ 2 ห้องยังพอได้ หรือลงไปหาน้ำหาข้าวทานในครัวไม่ไกลมา ก็พอได้ ใช้งานร่วมกับ WiFi 2.4GHz สามารถเชื่อมต่อได้นาน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ เรียกว่าใช้งานและสแตนบาย ได้ทั้งวัน

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังจะมีช่องมาให้ 2 จุดด้วยกันคือ ด้านบนจะเป็น USB-C ที่ใช้สำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟัง และด้านล่างลงมาจะเป็นช่องต่อกับไมโครโฟน ที่ถอดใส่ได้ เพื่อความสะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้บนตัวหูฟัง ยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยให้คุณใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มปรับระดับเสียง ใช้เป็นการเลื่อนหมุนไปมา โดยจะอยู่บนหูฟังทางด้านขวา

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนทางด้านซ้าย จะประกอบด้วยปุ่มเพาเวอร์ เปิด-ปิดการใช้งาน และเปิด-ปิดการทำงานของไมโครโฟน

หูฟังเกมมิ่ง

Setup

หูฟังเกมมิ่ง

การติดตั้งและใช้งาน หูฟังเกมมิ่ง HyperX นี้ค่อนข้างจะง่ายดาย เริ่มต้นนำ USB Receiver ที่มีมาให้ในกล่อง ไปต่อเข้าพอร์ต USB บนพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค หากเป็น Windows 10 เมื่อระบบตรวจพบ และจัดการไดรเวอร์พื้นฐานให้อัตโนมัติ ก็สามารถกดปุ่มเพาเวอร์ที่หูฟัง ก็พร้อมสำหรับการใช้งานได้แล้ว

Software

หูฟังเกมมิ่ง

ในการเริ่มต้นใช้งาน หากต้องการความสะดวกในการจัดการและปรับแต่งฟังก์ชั่นบน Cloud II Wireless รุ่นนี้ สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY มาใช้งานได้

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อติดตั้งโปรแกรม NGENUITY เรียบร้อยแล้ว ระบบจะตรวจเช็คบรรดาอุปกรณ์ของ HyperX ที่เชื่อมต่ออยู่ และเปิดฟังก์ชั่นให้กับผู้ใช้ได้ปรับแต่งตามสะดวก

เช่นเดียวกับตัวอย่างนี้ ซอฟต์แวร์ตรวจพบทั้งเมาส์ และหูฟังเกมมิ่ง ในส่วนของหูฟัง เมื่อเราคลิ๊กไปที่ Headset จะเห็นว่า มีฟังก์ชั่นในการใช้งานแสดงให้เราเห็น หลักๆ จะอยู่ที่ Volume, Microphone ซึ่งให้คุณได้ปรับระดับเสียงได้จากตรงนี้ และด้วยการสนับสนุนระบบเสียง 7.1 Surround sound ก็ให้คุณเลือกปรับระบบเสียงรอบทิศทางได้อีกด้วย รวมถึง MIC Monitoring ที่ให้คุณได้เลือกปรับไมค์เพื่อใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้แล้ว ทางด้านบนขวาของซอฟต์แวร์ ยังรายงานระดับแบตฯ ของหูฟังไว้ให้อีกด้วย ตรงนี้คุณสามารถกำหนดให้หูฟังปิดการทำงาน เมื่อหยุดใช้งานเป็นเวลาเท่าใด เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไปในตัว รวมถึงการตั้งค่า Preset ให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละรูปแบบ ง่ายๆ ก็คือ อาจตั้งเป็น Preset Game, Cinema หรือ Music ได้ถึง 3 Preset ด้วยกัน

ทดสอบใช้งานและคุณภาพเสียง

มาว่ากันที่การใช้งานกันก่อน ถ้าให้คะแนนเรื่องความสะดวก และการสวมใส่ที่สบาย ก็ต้องบอกว่า 9/10 เพราะใช้งานง่ายมากๆ เรียกว่ามือใหม่ ก็ยังทำเองได้ แค่เสียบตัวรับ-ส่งสัญญาณเข้ากับคอม และกดปุ่มเพาเวอร์ของหูฟังเท่านั้น ลืมเรื่องวุ่นวายของหูฟังไร้สายในอดีตไปได้เลย ส่วนความสบายก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล เพราะถึงจะเป็นเมมโมรีโฟมที่นุ่มนวล แต่วัสดุที่หุ้มเป็นแบบหนัง ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ชอบ แต่บางคนก็อาจจะสะดวกแบบที่เป็นผ้ามากกว่า เพราะระบายอากาศดี แต่ถ้าในเรื่องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ก็ต้องยกให้หนังแบบนี้เลยครับ ส่วนในเรื่องความยืดหยุ่น การปรับเลื่อน ปรับระดับต่างๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว ให้ความยืดหยุ่น สบายศีรษะเวลาสวม

มาถึงคุณภาพเสียงกันบ้าง เริ่มต้นกับการเล่นเกม Cloud II Wireless รุ่นนี้ ตอบโจทย์ได้ดี ในแง่ของสเตจเสียงที่กว้าง ให้รายละเอีดในการเล่นได้สนุก ไม่ว่าจะเป็นเสียงระหว่างการปะทะใน PUBG หรือเอฟเฟกต์ของระเบิด ไปจนถึงการถล่มฐานใน Battlefield V ที่มีเสียงกระสุนปืนและเปลวไฟได้ค่อนข้างชัด หรือจะเป็นเกม NFS ที่รีดเอาเสียงท่อกับการกดไนตรัสได้อย่างสะใจ ซึ่งหากคุณเป็นคอเกมแนวนี้ ก็น่าจะอิ่มเอมไปกับความมันส์ได้อย่างเต็มที่

HyperX Cloud Wireless 1

ส่วนถ้าเป็นการชมภาพยนตร์ เรื่องการเก็บรายละเอียดเสียงบนวีดีโอคุณภาพสูง หูฟังเกมมิ่ง รุ่นนี้ก็จัดจ้านไม่น้อย ตัวอย่างในหนัง Thor Ragnarok ฉากที่ Hulk โดนธอร์ซัดกระเด็นกระดอนในสนามสู้ ก็มาได้ทุกเม็ด ตั้งแต่เสียงโลหะกระแทก ไปจนถึงปูนที่แตกกระจาย ก็จัดว่าทำได้ดีเอาใจคอบันเทิงได้ แม้ว่าเสียงกลางกับเบสจะไม่ได้แน่นนัก แต่ก็มีส่วนอื่นๆ ที่โดดเด่นนำหน้ามาให้อย่างลงตัว

และสิ่งที่หลายคนน่าจะชื่นชอบก็คือ การฟังเพลง ในกลุ่มของคนที่ชอบความสดใสในดนตรีแจ๊ส ค่อนข้างจะไปได้ดี เช่นเดียวกับในแนวคลาสสิคก็ดูหรูหรา ส่วนในแง่ของ Rock หรือ Heavy ก็พอไปได้ แต่อาจจะไม่ได้ตุบๆ ตึ้มๆ ไปแบบหูฟังแนวดนตรีเท่านั้นเอง

Conclusion

HyperX Cloud II Wireless 59

มาที่ภาพรวมของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ คงจะเป็นการย้ำเตือนคุณภาพระดับตำนานของ Cloud Headset ให้ชัดเจนอีกครั้ง ราคาแนะนำของหูฟังรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 4,890 บาท แม้ว่าอาจจะดูสูงเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดเวลานี้ นับว่าราคาค่อนข้างดีเลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อลองดูฟีเจอร์และลูกเล่นที่จัดมาให้ ก็น่าจะขาดแค่เรื่องของแสงไฟ RGB เท่านั้น แต่อย่างอื่นนั้น ถือว่าให้มาได้อย่างคุ้มค่า เหนือกว่าหูฟังหลายรุ่นในระดับราคาเดียวกันอีกด้วย โดยหูฟังรุ่นนี้ เหมาะกับคนที่ชอบความสนุกสนานในการเล่นเกมเป็นหลัก และยังรักความบันเทิงในการดูหนัง ตามมาติดๆ ด้วยการฟังเพลง เพราะในหลายๆ ครั้ง หูฟังแสดงความเป็นตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างน่าสนใจ

วัสดุและการสวมใส่ HyperX ก็ยังเอาใจคอเกมที่เล่นเกมเป็นเวลานานๆ เพราะสวมใส่สบาย มีความนุ่มนวล และน้ำหนักที่เบา ก็ทำให้ใส่ได้ยาวนาน ไม่อึดอัดจนเกินไป ปรับฟังก์ชั่นบนหูฟังได้ ก็ช่วยอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี ระบบเสียง 7.1 ที่ปรับได้จากซอฟต์แวร์ ก็ช่วยให้การเล่นเกมหรือดูหนังมีอรรถรสมากขึ้น เช่นเดียวกับการทดสอบ ก็ดูเหมือนจะใช้ได้ยาวนาน เรียกว่าเล่นเกม สลับดูหนัง และสแตนบายได้เป็นวัน ยังไม่หมดง่ายๆ ส่วนที่จะดูติดนิดหน่อยก็อย่างที่บอกไว้คือ ไม่สามารถหมุนหรือ Flip หูฟังได้ 90 องศา การคล้องคอก็เลยไม่สะดวกนัก แต่ก็พอแก้ได้ด้วยการเลื่อนระยะของครอบศีรษะให้ยืดออก ก็ช่วยให้ไม่ค้ำเกินไปนัก ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าเสียงที่ได้นั้น คุณจะชื่นชอบมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

from:https://notebookspec.com/web/582842-gaming-headset-hyperx-cloud-ii-wireless

ใหม่กริ๊บ หูฟังเกมเมอร์ไร้สาย HyperX Cloud Buds เบา เสียงแน่น แบตอึด 1,9xx บาท

หลังจากที่หลายคนติดอกติดใจ HyperX Cloud Earbuds ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ กับดีไซน์กระทัดรัด พกพาง่าย เล่นเกมบนมือถือ มาในวันนี้ก็มี Cloud Buds รุ่นใหม่ที่เป็นหูฟังเล่นเกม แต่เป็นแบบไร้สายล่าสุดออกมา พร้อมกับฟีเจอร์แน่นๆ แบตอึดรุ่นใหม่ ใครรออยู่ก็กำเงินเอาไว้แน่นๆ เลย

HyperX Cloud

HyperX Cloud Buds เป็นหูฟังจากค่ายเกมมิ่งเกียร์ยักษ์ใหญ่นำมาลงตลาด เอาใจคอเกมแบบโมบาย พกพาง่าย สวมใส่สะดวก โดยที่เป็นหูฟังแบบไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 โดยที่ HyperX เลือกใช้ชิปเสียง Qualcomm aptX HD และไดรเวอร์ 14mm ซึ่งให้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียมเลยทีเดียว ช่วงเสียงที่กว้าง เหมาะทั้งการเล่นเกมและเชื่อมต่อใช้งานแอพพลิเคชั่นเสียงต่างๆ โดยที่ Cloud Buds ใหม่นี้ เหมาะกับการใช้งานที่อเนกประสงค์ ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือความบันเทิง ยิ่งเป็นคนที่ดูหนัง ฟังเพลงในระหว่างการเดินทางแต่ละวัน น่าจะชื่นชอบ เพราะรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัย และขนาดที่กระทัดรัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเสียบเข้ากับหูหรือจะม้วนเก็บใส่กระเป๋าเสื้อก็ยังไหว

HyperX Cloud

หากเทียบกับหูฟังที่เป็น Earbuds ในรุ่นก่อน รุ่นนี้ ชัดเจนเลยว่า รุ่นใหม่แบบไร้สายนี้ น่าใช้งานมากขึ้น แม้ว่าจะใช้ไดรเวอร์ 14mm เท่ากัน นอกจากนี้ HyperX ยังได้เตรียม จุกยางซิลิโคนที่นุ่มนวล ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของหูฟังค่ายนี้ มาให้อีกด้วย พร้อมสายในแบบคล้องคอ และมีปุ่มมัลติฟังก์ชั่น ซึ่งมีไมโครโฟนในตัว ใช้ในการรับสาย เลือกแทร็คเพลง หรือจะเป็นการสั่งงานผ่านบรรดา Assistant sevice ต่างๆ ได้ง่ายเลยทีเดียว

HyperX Cloud

ซึ่งหากดูจากสเปคแล้ว จุดที่น่าสนใจมีหลายอย่างด้วยกัน นอกเหนือจากลำโพง Neodymium กับไดรเวอร์ 14mm แล้ว น้ำหนักของหูฟังนี้เบาจนเหลือเชื่อ 27.5 กรัม ตามสไตล์หูฟัง Earbuds แบบไร้สาย ระยะทำการ 10 เมตรจากแหล่งส่ง และไมโครโฟนแบบ Omni-direction ส่วนเรื่องสนนราคา จากแหล่งข่าวแจ้งว่า MSRP 59.99USD ก็ประมาณ 1,9xx บาท ส่วนจะ Global จำหน่ายทั่วโลกอีกทีเมื่อไร ถึงไทยตอนไหน ก็ต้องอดใจรอกันอีกนิด

ที่มา: Cloud Earbuds

from:https://notebookspec.com/hyperx-cloud-earbuds-gaming-mobile/541969/

ใหม่กริ๊บ หูฟังเกมเมอร์ไร้สาย HyperX Cloud Buds เบา เสียงแน่น แบตอึด 1,9xx บาท

หลังจากที่หลายคนติดอกติดใจ HyperX Cloud Earbuds ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ กับดีไซน์กระทัดรัด พกพาง่าย เล่นเกมบนมือถือ มาในวันนี้ก็มี Cloud Buds รุ่นใหม่ที่เป็นหูฟังเล่นเกม แต่เป็นแบบไร้สายล่าสุดออกมา พร้อมกับฟีเจอร์แน่นๆ แบตอึดรุ่นใหม่ ใครรออยู่ก็กำเงินเอาไว้แน่นๆ เลย

HyperX Cloud

HyperX Cloud Buds เป็นหูฟังจากค่ายเกมมิ่งเกียร์ยักษ์ใหญ่นำมาลงตลาด เอาใจคอเกมแบบโมบาย พกพาง่าย สวมใส่สะดวก โดยที่เป็นหูฟังแบบไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 โดยที่ HyperX เลือกใช้ชิปเสียง Qualcomm aptX HD และไดรเวอร์ 14mm ซึ่งให้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียมเลยทีเดียว ช่วงเสียงที่กว้าง เหมาะทั้งการเล่นเกมและเชื่อมต่อใช้งานแอพพลิเคชั่นเสียงต่างๆ โดยที่ Cloud Buds ใหม่นี้ เหมาะกับการใช้งานที่อเนกประสงค์ ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือความบันเทิง ยิ่งเป็นคนที่ดูหนัง ฟังเพลงในระหว่างการเดินทางแต่ละวัน น่าจะชื่นชอบ เพราะรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัย และขนาดที่กระทัดรัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเสียบเข้ากับหูหรือจะม้วนเก็บใส่กระเป๋าเสื้อก็ยังไหว

HyperX Cloud

หากเทียบกับหูฟังที่เป็น Earbuds ในรุ่นก่อน รุ่นนี้ ชัดเจนเลยว่า รุ่นใหม่แบบไร้สายนี้ น่าใช้งานมากขึ้น แม้ว่าจะใช้ไดรเวอร์ 14mm เท่ากัน นอกจากนี้ HyperX ยังได้เตรียม จุกยางซิลิโคนที่นุ่มนวล ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของหูฟังค่ายนี้ มาให้อีกด้วย พร้อมสายในแบบคล้องคอ และมีปุ่มมัลติฟังก์ชั่น ซึ่งมีไมโครโฟนในตัว ใช้ในการรับสาย เลือกแทร็คเพลง หรือจะเป็นการสั่งงานผ่านบรรดา Assistant sevice ต่างๆ ได้ง่ายเลยทีเดียว

HyperX Cloud

ซึ่งหากดูจากสเปคแล้ว จุดที่น่าสนใจมีหลายอย่างด้วยกัน นอกเหนือจากลำโพง Neodymium กับไดรเวอร์ 14mm แล้ว น้ำหนักของหูฟังนี้เบาจนเหลือเชื่อ 27.5 กรัม ตามสไตล์หูฟัง Earbuds แบบไร้สาย ระยะทำการ 10 เมตรจากแหล่งส่ง และไมโครโฟนแบบ Omni-direction ส่วนเรื่องสนนราคา จากแหล่งข่าวแจ้งว่า MSRP 59.99USD ก็ประมาณ 1,9xx บาท ส่วนจะ Global จำหน่ายทั่วโลกอีกทีเมื่อไร ถึงไทยตอนไหน ก็ต้องอดใจรอกันอีกนิด

ที่มา: Cloud Earbuds

from:https://notebookspec.com/web/hyperx-cloud-earbuds-gaming-mobile/541969/

ใหม่กริ๊บ หูฟังเกมเมอร์ไร้สาย HyperX Cloud Buds เบา เสียงแน่น แบตอึด 1,9xx บาท

หลังจากที่หลายคนติดอกติดใจ HyperX Cloud Earbuds ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ กับดีไซน์กระทัดรัด พกพาง่าย เล่นเกมบนมือถือ มาในวันนี้ก็มี Cloud Buds รุ่นใหม่ที่เป็นหูฟังเล่นเกม แต่เป็นแบบไร้สายล่าสุดออกมา พร้อมกับฟีเจอร์แน่นๆ แบตอึดรุ่นใหม่ ใครรออยู่ก็กำเงินเอาไว้แน่นๆ เลย

HyperX Cloud

HyperX Cloud Buds เป็นหูฟังจากค่ายเกมมิ่งเกียร์ยักษ์ใหญ่นำมาลงตลาด เอาใจคอเกมแบบโมบาย พกพาง่าย สวมใส่สะดวก โดยที่เป็นหูฟังแบบไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 โดยที่ HyperX เลือกใช้ชิปเสียง Qualcomm aptX HD และไดรเวอร์ 14mm ซึ่งให้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียมเลยทีเดียว ช่วงเสียงที่กว้าง เหมาะทั้งการเล่นเกมและเชื่อมต่อใช้งานแอพพลิเคชั่นเสียงต่างๆ โดยที่ Cloud Buds ใหม่นี้ เหมาะกับการใช้งานที่อเนกประสงค์ ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือความบันเทิง ยิ่งเป็นคนที่ดูหนัง ฟังเพลงในระหว่างการเดินทางแต่ละวัน น่าจะชื่นชอบ เพราะรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัย และขนาดที่กระทัดรัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเสียบเข้ากับหูหรือจะม้วนเก็บใส่กระเป๋าเสื้อก็ยังไหว

HyperX Cloud

หากเทียบกับหูฟังที่เป็น Earbuds ในรุ่นก่อน รุ่นนี้ ชัดเจนเลยว่า รุ่นใหม่แบบไร้สายนี้ น่าใช้งานมากขึ้น แม้ว่าจะใช้ไดรเวอร์ 14mm เท่ากัน นอกจากนี้ HyperX ยังได้เตรียม จุกยางซิลิโคนที่นุ่มนวล ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของหูฟังค่ายนี้ มาให้อีกด้วย พร้อมสายในแบบคล้องคอ และมีปุ่มมัลติฟังก์ชั่น ซึ่งมีไมโครโฟนในตัว ใช้ในการรับสาย เลือกแทร็คเพลง หรือจะเป็นการสั่งงานผ่านบรรดา Assistant sevice ต่างๆ ได้ง่ายเลยทีเดียว

HyperX Cloud

ซึ่งหากดูจากสเปคแล้ว จุดที่น่าสนใจมีหลายอย่างด้วยกัน นอกเหนือจากลำโพง Neodymium กับไดรเวอร์ 14mm แล้ว น้ำหนักของหูฟังนี้เบาจนเหลือเชื่อ 27.5 กรัม ตามสไตล์หูฟัง Earbuds แบบไร้สาย ระยะทำการ 10 เมตรจากแหล่งส่ง และไมโครโฟนแบบ Omni-direction ส่วนเรื่องสนนราคา จากแหล่งข่าวแจ้งว่า MSRP 59.99USD ก็ประมาณ 1,9xx บาท ส่วนจะ Global จำหน่ายทั่วโลกอีกทีเมื่อไร ถึงไทยตอนไหน ก็ต้องอดใจรอกันอีกนิด

ที่มา: Cloud Earbuds

from:https://notebookspec.com/web/541969-hyperx-cloud-earbuds-gaming-mobile

ขาวมาก! HyperX Cloud Stinger Core หูฟังเกมมิ่ง ไร้สาย เสียง 7.1 สีขาว

สวยนะเนี่ย! HyperX เปิดตัวหูฟังเกมมิ่ง สายขาว ชอบโทนสีที่เข้ากับธีมของเครื่องเล่นเกมคอนโซล ไม่ว่าจะเป็น PS4 หรือ PS5 ได้ดี ในรุ่น HyperX Cloud Stinger Core Wireless โดยเป็นหูฟังไร้สาย พร้อมฟีเจอร์สำคัญคือ ระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1

hyperx cloud

เรียกว่าจัดจ้านในย่านนี้ สีขาวดูจะเป็นเทรนด์ที่กำลังมา สำหรับการเล่นเกมกับเครื่องเล่นคอนโซล HyperX Cloud Stinger ก็เป็นหูฟังเกมมิ่ง อีกรุ่นหนึ่ง ที่นำมาให้เหล่าเกมเมอร์ได้สัมผัสเช่นเดียวกัน ด้วยโทนสีขาวมันวาว ตัดกับเส้นสายสีน้ำเงินเข้ม เพื่อให้เข้ากับธีมของ PlayStation 5 ที่กำลังมาในไม่ช้านี้ รวมถึงใช้งานร่วมกับ PS4 และ PC ได้อีกด้วย โดยที่ Cloud Stinger Core นี้ รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless) และระบบเสียง 7.1 มีอุปกรณ์ที่เป็น USB DAC มาด้วย ในการจำลองระบบเสียงรอบทิศทาง ซึ่งจะส่งสัญญาณเสียงไปยังหูฟัง ผ่านทางสัญญาณ RF 2.4GHz

hyperx cloud

โดยมีไดรเวอร์ 40mm ให้พลังเสียงที่จัดจ้าน ตอบสนองย่านความถี่ 20Hz ไปจนถึง 20kHz, 16 Ω impedance และระดับแรงดันเสียง 103 dB SPL/mW @ 1 kHz พร้อมไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน เป็นแบบ uni-directional ตอบสนองที่ 50Hz – 18kHz เมื่อชาร์จไฟเต็ม หูฟัง Cloud Stinger Core Wireless รุ่นนี้ จะใช้งานได้นาน 17 ชั่วโมงเลยทีเดียว น้ำหนักค่อนข้างเบา อยู่ที่ 244 กรัมเท่านั้น สนนราคาที่ HyperX เคาะขายอยู่ที่ 79.99USD หรือประมาณ 2,6xx บาท

ที่มา: หูฟังเกมมิ่ง HyperX

from:https://notebookspec.com/headset-hyperx-cloud-stinger-core-wireless/532837/

HyperX Cloud Flight S หูฟังไร้สาย เสียงจัดจ้าน ควบคุมบนหูฟัง ปรับแต่งง่าย ชาร์จไร้สาย

สำหรับบรรดาคอเกมที่ชื่นชอบการเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนใหญ่ก็มักจะให้ความสำคัญกับเกมมิ่งเกียร์ ไม่ว่าจะเป็น เมาส์ คีย์บอร์ด หรือที่บางคนซีเรียสเลยก็คือ หูฟังเกมมิ่ง บางครั้งถึงขั้นยอมจ่ายกับหูฟังดีๆ สักรุ่นในหลักหลายพันบาท เพื่อควาทสนุกและความได้เปรียบในการเล่นด้วย ยิ่งเป็นเกมแนว Battle Royal ในตอนนี้ อย่างเช่น PUBG, Warzone หรือแนวตื่นเต้นอย่าง DBDL หรือ Dead by Day Light เรื่องของคุณภาพเสียง ทิศทางเสียง และรายละเอียด ล้วนแต่มีความสำคัญไม่น้อย เรียกว่าบางครั้งแพ้ชนะ ตัดสินกันที่เรื่องของเสียงเลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับหูฟังจาก HyperX Cloud ที่หลายคนได้เคยสัมผัส วันนี้ก็ได้ส่ง CLOUD series รุ่นใหม่ ที่เป็นหูฟังแบบไร้สาย และที่น่าสนใจคือ รองรับการชาร์จแบบไร้สายผ่านทางอุปกรณ์ Qi-Certified ได้อีกด้วย ซึ่งในครั้งนี้ เราได้นำ CHARGEPLAY Base ที่เป็นอุปกรณ์ชาร์จไร้สาย Qi มาใช้กับหูฟัง Cloud Flight S รุ่นใหม่นี้ด้วย

HyperX Cloud Flight S เป็นหูฟังที่จัดว่าให้อิสระสำหรับเกมเมอร์ ได้ขยับตัวง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนที่ชอบลุกเดินหรือมีแอ็คชั่นบ่อยๆ หลายคนที่ใช้หูฟังแบบมีสาย ก็มักจะเจอกันอาการหูฟังพัง เพราะไปรั้งสายไม่รู้ตัว หรือบางที่ดึงสายจนแจ๊ค 3.5mm ขาดก็มี หูฟังไร้สายรุ่นนี้ จึงน่าจะมอบความสบายให้มากขึ้น ด้วยจุดเด่น ที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น เมมโมรีโฟมบนครอบหู และระบบเสียง Virtual 7.1 กับไดรเวอร์ขนาด 50mm ที่เรียกว่าเป็นตัวชูโรงของหูฟัง CLOUD ในเกือบทุกรุ่น กับเสียงที่หนักหน่วงเป็นเอกลักษณ์ เน้นโทนเสียงกลาง และเพิ่มแหลมเข้ามามากขึ้น และที่สำคัญระบบเสียงรอบทิศทางเอาใจสาย Battle Royal ที่สามารถเล่นแล้วจับทิศทางของศัตรูได้แม่นกว่าเดิม แต่จุดขายของรุ่นนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของคุณภาพเสียง แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนการชาร์จไร้สาย ร่วมกับอุปกรณ์ Qi-certified อย่างเช่น HyperX ChargePlay Base ที่คุณแทบไม่ต้องไปกังวลกับการต่อสายชาร์จหูฟังรุ่นนี้เพียงอย่างเดียว แต่วางบนแท่นชาร์จแบบไร้สาย แปปเดียวก็เล่นต่อได้แล้ว นอกจากนี้ยังปรับแต่งหูฟังได้ง่ายๆ ผ่านทางซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY อีกด้วย

กล่องแพ็คเกจของ HyperX Cloud Flight S ยังคงเอกลักษณ์ในโทนสีขาว คาดด้วยเส้นสายสีแดง ด้านหน้าเป็นภาพกราฟิกหูฟังรุ่นนี้ และรายละเอียดเล็กน้อย ส่วนด้านหลังมีกราฟิกหูฟังกับการชาร์จไร้สายบน ChargePlay Base อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมรอบๆ กล่อง ก็มีมาให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 2.4GHz และแบตที่ใช้ได้นานถึง 30 ชั่วโมง ที่เคลมเอาไว้หน้ากล่องแบบนี้

สองสิ่งนี้ประกอบด้วย หูฟัง HyperX Cloud Flight S และที่ชาร์จไร้สาย ChargePlay Base ซึ่งมาพร้อม Qi-Certified

ภายในกล่อง Cloud Flight S มาในโทนสีแดงสด มีเอกสารแนะนำผลิตภัณฑ์ และคู่มือการใช้งานมาให้

คู่มือการใช้งาน ค่อนข้างสำคัญทีเดียว เพราะจะบอกรายละเอียดการใช้หูฟังรุ่นนี้ อย่างละเอียด ใครที่ยังไม่เคยใช้หูฟังไร้สาย แนะนำว่า ใช้ข้อมูลที่ HyperX จัดมาให้นี้ประกอบการใช้งาน จะสะดวกขึ้นเยอะ

ภายใต้กล่องสีแดง จะมีแพ็คเกจใส กันกระแทกมาด้วย เห็นตัวหูฟังและตัวส่งสัญญาณ USB

ตัวส่งสัญญาณในแบบ USB adapter ใช้ต่อเข้ากับโน้ตบุ๊กหรือพีซี ขนาดค่อนข้างใหญ่ทีเดียว นึกว่าแฟลชไดรฟ์

มาถึงในส่วนของตัวหูฟัง Cloud Flight S กันบ้าง จะเห็นได้ชัดว่า รูปลักษณ์ แทบไม่ต่างไปจาก Cloud series รุ่นแรกๆ แต่มีการปรับปรุงรูปทรง ให้ดูทันสมัยขึ้น สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือ ครอบหูฟังมีขนาดใหญ่พอสมควร แต่จุดนี้มีเหตุผลอยู่…

ในส่วนของอุปกรณ์ จะมีด้วยกัน 3 ชิ้นหลักคือ หูฟัง, ไมโครโฟนแบบถอดได้ และตัวรับ-ส่งสัญญาณ USB Adapter

ไมโครโฟนแบบถอดใส่ได้ ต่อเข้ากับพอร์ตบนหูฟังด้านซ้าย

สามารถปรับโค้งงอได้ตามต้องการ เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าและใกล้กับปากมากที่สุด

ตัวหูฟัง มาพร้อมฟองน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยวัสดุที่เป็นหนังสังเคราะห์ สัมผัสค่อนข้างดีและนุ่มนวล

ส่วนหนึ่งที่เป็นเหตุให้หูฟังมีความหนาขึ้นอีกระดับก็คือ การใส่คอนโทรลเลอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวปรับระดับเสียง ปุ่มเปิดปิด และปุ่มเปิดใช้งาน Virtual Surround 7.1 และที่สำคัญมีแบตในตัว ในการใช้งานแบบไร้สาย ก็ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมมิติดูใหญ่ขึ้น

สามารถวางแบบเท่ๆ ด้วยการตะแคงข้างแบบนี้ได้ และเพื่อการใช้ในการชาร์จไฟแบบไร้สายได้สะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ที่คาดศรีษะสามารถยืดขยายออกได้ประมาณ 10 ระดับ ให้รับกับการใช้งานของแต่ละบุคคล ถือว่าเป็นแบบมาตรฐานที่อยู่บนหูฟัง CLOUD หลายๆ รุ่น

อย่างที่ได้บอกไว้คือ ครอบหูฟังค่อนข้างหนามากทีเดียว เรียกว่า หูฟังรุ่นที่คลอดมาในช่วงก่อนหน้านี้อายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Alpha, Stinger และอีกหลายรุ่น ข้อดีก็คือ ให้ความกระชับ และลดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีทีเดียว

หูฟัง Cloud Flight S รุ่นนี้ จะเป็นแบบ Close cup มีโลโก้ HyperX แสดงอยู่บนหูฟังทั้ง 2 ด้าน

ส่วนทางด้านซ้าย จะเห็นได้ชัดเจนว่า รูปลักษณ์จะต่างจากหูฟังทางด้านซ้ายเล็กน้อย เพราะตรงจุดนี้ จะใช้เป็นตัวควบคุมที่เรียกว่า Microphone mute toggle ซึ่งจะให้ผู้ใช้สามารถกดปุ่มปรับระดับเสียงไมค์ หรือปิดเสียงสนทนา รวมถึงการปรับสมดุลเสียงของเกมและการสนทนาภายในเกมได้อีกด้วย และที่สำคัญยังเป็นจุดที่ใช้ในการวางบนแท่นชาร์จไร้สาย Qi ด้วยเช่นกัน

หน้าตาค่อนข้างหล่อเหลาเอาการทีเดียว Cloud Flight S กับดีไซน์ที่ไม่ธรรมดา และยังมาพร้อมฟีเจอร์อีกมากมายในตัว

จะเห็นได้ว่าในส่วนของหูฟังทางด้านซ้ายนี้ จะมีทั้งปุ่มเปิด-ปิด ปรับเป็น 7.1 และพอร์ต USB สำหรับชาร์จ รวมถึงช่องเสียบไมค์มาด้วย

ตัวปรับระดับเสียง จะอยู่ทางด้านขวาของหูฟัง เลื่อนไปมา เพื่อปรับเสียงได้ขณะเล่น

และจุดสำคัญของหูฟังรุ่นนี้ อยู่ที่การปรับหมุน Ear cup ได้แบบ 90 องศา เพื่อการวางพาดไว้ที่คอเกมเมอร์ได้สะดวก

USB Adapter หรือตัวรับ-ส่งสัญญาณ เชื่อมต่อผ่าน WiFi 2.4GHz ตามสเปคระบุไว้ว่า สามารถยืดระยะได้ถึง 20 เมตร แต่ในการใช้งานปกติ แนะนำที่ 10 เมตรครับ

เมื่อต่อ USB adapter เข้ากับคอมเรียบร้อย ระบบจะทำการตรวจเช็ค ซึ่ง Windows 10 ก็ตรวจพบได้อย่างรวดเร็ว

หากคุณต้องการจะปรับแต่งหูฟังให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY ในขั้นตอนนี้ เมื่อระบบตรวจพบเป็นครั้งแรก ก็จะถามว่าจะอัพเดต Firmware หรือไม่ ซึ่งถ้าเราไม่ต้องการอัพเดต ก็กดผ่านไปได้ครับ

และเพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งาน กดปุ่มเพาเวอร์บนหูฟัง ก็จะมีเสียงสัญญาณดังขึ้น และระบบก็จะรายงานข้อมูลของหูฟังรุ่นนี้ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็น ระดับเสียง ไมโครโฟน หรือจะเป็นการตั้งค่า 7.1 Surround ระดับแบต และการตั้งค่า Preset ต่างๆ

ในแท็บ Button ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของหูฟัง จะเป็นส่วนที่ใช้กำหนดการทำงาน และผู้ใช้เลือกปรับรูปแบบการทำงานของทั้ง 4 ปุ่มนี้ได้ด้วย ว่าจะให้แอ็คชั่นแบบใด

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ Settings เกี่ยวกับซอฟต์แวร์นี้ด้วย

ในส่วนของ Preset ก็จะมีให้เลือกใช้ กับการตั้งค่าที่ต่างกัน ซึ่งอาจจะเลือกเป็นโหมดสำหรับความบันเทิง หรือการเล่นบนเกมที่มีความแตกต่างกันได้อีกด้วย

สำหรับคนที่บอกว่าชอบสวมหูฟังไว้บนคอ ด้วยการพับแบบ 90 องศานี้ น่าจะเป็นอะไรที่ชื่นชอบ เพราะไม่เกะกะ เวลาทำอย่างอื่น

ไมโครโฟนสามารถปรับให้เข้าใกล้ปากได้มากขึ้น รวมถึงจะถอด ใส่ก็ได้ตามใจชอบ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้งาน

มาถึงในเรื่องของการสวมใส่ ในครั้งแรกที่เห็น รู้สึกได้ว่ามิติของหูฟังรุ่นนี้ ค่อนข้างต่างไปจากหลายๆ รุ่นของ HyperX ที่ผ่านมา เพราะส่วนใหญ่ จะค่อนข้างบางกว่านี้ แต่ด้วยเมมโมรีโฟมบน Earcup ที่ทำหนาขึ้น รวมถึงการรวมเอาบรรดาคอนโทรลต่างๆ มาไว้บนหูฟัง และมีทั้งแบตเตอรี่เข้ามาอีก จึงไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้ Cloud Flight S นี้ จะใหญ่กว่าในหลายๆ รุ่น เทียบได้กับหูฟังที่เป็น Cloud ในรุ่นแรกๆ เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีผลต่อเรื่องของน้ำหนักมากนัก ยังคงสวมใส่ได้สบาย ซึ่งการทำให้หมุน 90 องศาได้ ก็ยิ่งทำให้เราสามารถใช้งานแบบติดตัวได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องถอดออกมาวางไว้ แต่สามารถสวมเดินไปมาภายในบ้านได้สบาย ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้ยินเสียงต่างๆ ได้ แม้จะคล้องคออยู่ก็ตาม จะติดอยู่นิดหน่อยก็คือ ด้วยการที่รวมเอาปุ่มและตัวปรับระดับเสียงไว้บน Earcup บางครั้ง การจับถือ ก็ทำให้มือไปโดนได้เช่นกัน ให้เหมาะสุด ควรหยิบที่คาดศีรษะ จะสะดวกมากที่สุด

HyperX ChargePlay Base

มาดูอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่ง ที่มีบทบาทต่อการใช้งานหูฟังรุ่นนี้ HyperX ChargePlay Base ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟแบบไร้สายในรูปแบบของ Qi-Certified ที่รองรับการชาร์จอุปกรณ์ได้ถึง 2 ตัวพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น หูฟังหรือเมาส์ก็ตาม

หน้าตาของแท่นชาร์จ ChargePlay Base จะเป็นแบบเรียบง่าย แท่นสีดำบางๆ มีแผ่นยางรองรับอุปกรณ์ พร้อมไฟแสดงสถานะ

อุปกรณ์ภายในกล่องประกอบด้วย อแดปเตอร์ สาย USB Type-A to C และแท่นชาร์จ รวมถึงคู่มือการใช้งานเล็กน้อย

วิธีใช้ก็เพียงต่อสาย USB เข้ากับอแดปเตอร์ จากนั้นเสียบสายเข้ากับแท่นชาร์จ จะมีโลโก้ Qi บนพอร์ต Type-C

เราสามารถสังเกตการทำงานได้ง่ายๆ ว่าเริ่มชาร์จหรือยัง และชาร์จอยู่หรือไม่ ไฟสถานะสีแดง หากกระพริบอยู่ หมายความว่าไม่ชาร์จ อาจจะต้องเช็คว่าวางถูกต้องมั้ย ส่วนถ้ากำลังชาร์จ ไฟสีแดงจะค้างอยู่ในฝั่งที่วางอุปกรณ์ชาร์จไฟอยู่นั่นเอง

วิธีเช็คว่าแบตของหูฟังอยู่ในระดับใด ให้ดูที่ไฟ LED ที่อยู่บนตัวหูฟัง ขณะที่ชาร์จ หากมีไฟสีแดง แสดงว่าแบตค่อนข้างน้อย ส่วนถ้าสีเขียวกระพริบ แบตจะอยู่ที่ 60% ขึ้นไป ส่วนถ้าไฟสีเขียวนิ่งๆ หมายถึงว่าแบตเต็มครับ

Conclusion
สำหรับการใช้งาน ขอแยกเป็น 2 ประเด็น คือ เรื่องของรูปลักษณ์ และคุณภาพ ว่ากันที่เรื่องของการออกแบบ สำหรับมุมมองจากภายนอก ให้คะแนนค่อนข้างดี ในแง่ของการออกแบบ และวัสดุ โดยเฉพาะในจุดที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ครอบศีรษะ ที่ทาง HyperX ยังคงนำเมมโมรีโฟม ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนมาใช้ในจุดรองได้ดี แม้จะไม่หนามาก แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งานนัก เพราะหูฟังไม่ได้หนักแต่อย่างใด โครงสร้างด้านในเป็นโลหะ แข็งแรงและยืดหยุ่น แต่ยังมีพลาสติกเป็นตัวครอบอยู่ ไม่ได้เป็นโครงทั้งหมด เหมือนกับในหลายๆ รุ่น ก็ทำให้การยืดระยะออกไปได้ไม่กว้างนัก แต่ก็สวมลงในหัวคนเอเซียบ้านเราได้สบาย และอย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นคือ ครอบหูฟังที่หมุนได้ 90 องศา ยังคงเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกต่อการพกพา หรือในช่วงที่พักเกม แม้ว่าจะไม่มีเรื่องของสีสันของแสงไฟ มาให้เห็นกันอย่างหวือหวา เช่นที่วางขายในตลาดกันหลายรุ่น แต่ก็เชื่อว่ากลุ่มคนที่ชื่นชอบ ความเรียบหรูดูดี ก็มีไม่น้อย

มาในเรื่องเสียงของเสียงกันบ้าง ย่านความถี่ของหูฟัง Cloud Flight S นี้ จะอยู่ที่ 10Hz – 20000Hz ให้เสียงต่ำได้ค่อนข้างดี ซึ่งเหมาะกับการเล่นเกม และเอฟเฟกต์แบบตูมตาม ไดรเวอร์ขนาด 50mm ตามสไตล์ของ HyperX ยังคงทำหน้าที่ได้ดี เรื่องของเสียง จากการเล่นใน PUBG, Battlefield V และ GTAV สนุกและจัดจ้านขึ้น โดยเฉพาะเอฟเฟกต์เสียง ถ้าปรับให้ดี คุณจะตื่นเต้นไปกับเสียงรอบข้าง ตั้งแต่ปืนใหญ่จากรถถัง ที่ยิงมาโดนรถคุณใน BFV หรือจะเป็นการถล่มเมืองใน GTAV ก็ตาม เสียงระเบิดจากรถยนต์ต่างๆ ก็ดูจะเด่นชัดขึ้น และเมื่อลองเปิด 7.1 Surround ที่ปุ่มบนหูฟัง เสียงเฮลิคอปเตอร์ กับเสียงกรีดร้อง ตามท้องถนน ก็ทำเอาตื่นเต้นเลยทีเดียว และแน่นอนว่า เมื่อลองไปเล่นใน PUBG แม้จะไม่ได้เด่นชัดมาก กับเสียงที่อยู่รอบข้าง อาจจะรู้สึกค่อนข้างราบเรียบไปบ้างในบางอารมณ์ แต่ก็พอที่จะจับทิศทาง เมื่อมีการโจมตี หรือมีใครเข้ามาทางหลังบ้าน ขณะที่คุณกำลังฟาร์มอาวุธอยู่ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสลองเล่นกับ DBDL เพราะน่าจะชวนตื่นเต้นและสยองอยู่ไม่น้อย เมื่อเป็นฝ่ายถูกล่า และเสียงของ เปิร์ค กำลังทำงาน รอมีโอกาสได้ลอง จะมาบอกกันอีกที ในส่วนของเสียง ให้ที่ 9/10

ส่วนอีกเรื่องมาว่ากันที่ ความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะในแง่ของการชาร์จไร้สาย ข้อนี้ให้ 8/10 เพราะสามารถชาร์จไร้สายได้จริง แต่นั่นก็หมายความว่า ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ซึ่งถ้าคุณมีงบอีกราว 1,800 บาท ก็จะสะดวกขึ้นอีกพอสมควร ในแง่ของการชาร์จก็ไม่ได้อืดอาดอะไร จะเอาแบบใช้ยาว เมื่อเริ่มจาก 10% ชาร์ประมาณชั่วโมงเดียว ก็เล่นได้ยาวๆ แล้ว ยิ่งถ้าคุณมีอุปกรณ์ที่ชาร์จร่วมกันได้ ก็จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้น

จุดเด่น
-เชื่อมต่อแบบไร้สาย ใช้งานสะดวก
-ใช้งานได้ยาวนาน
-เสียงกลางแน่น เอฟเฟกต์สนุก
-รองรับการชาร์จแบบไร้สาย
-ระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1
-ควบคุมการการทำงานได้บนตัวหูฟัง

ข้อสังเกต
-ขนาดค่อนข้างใหญ่
-มีโอกาสพลาดไปโดนปุ่มบนหูฟัง

ราคา ประมาณ 5,990 บาท (HyperX Cloud Flight S)
ราคา ประมาณ 1,790 บาท (HyperX ChargePlay Base)

ติดต่อ ตัวแทนจำหน่าย HyperX Gaming ทั่วประเทศ

ข้อมูลอุปกรณ์เพิ่มเติม : HyperX Cloud Flight S

from:https://notebookspec.com/hyperx-cloud-flight-s-gaming-headset/528008/

Review-คู่หู HyperX Cloud PS4 กับ ChargePlay Duo ลุย FF7 Remake

ต้องบอกว่าในช่วงที่หลายๆ คน ไม่สิ ต้องบอกว่าคนไทยและทั่วโลก ส่วนใหญ่ก็จะต้องเก็บตัวกันอยู่แต่ในบ้าน หรือทำงานกันแบบ Work from Home หลายวันเข้า ก็น่าเบื่ออยู่ไม่น้อย แอดเองก็เช่นกัน แต่ก็ยังดีที่มีอะไรให้ทำมากมาย เช่นเดียวกับรีวิวในวันนี้ ที่เอาใจสายเกมเมอร์ที่เล่นเกมคอนโซลกันหน่อย เพราะได้ของเล่นที่ใช้สำหรับเครื่องเล่นเกม Play Station 4 หรือ PS4 จากค่าย HyperX มาให้ลอง โดยในช่วงนี้ไม่รู้จะหันไปทางไหนดี เกมมีให้เล่นมากมาย แต่ก็เอาใจคอเกมที่เรียกว่าเป็นอมตะอีกเกมหนึ่ง อย่างเช่นเกม Final Fantasy VII Remake เรียกว่าออกมาตั้งแต่เดโม จนวันนี้กลายเป็นตัวเต็มกันละ กับสนนราคาราว 2 พันบาท ซึ่งถือว่าเป็นเกมที่น่าสนุกและถูกใจสายแอ็คชั่นได้ดีทีเดียว

hyperx cloud

วันนี้มีโอกาสได้ลองเกมมิ่งเกียร์ตัวจี๊ดอีกรุ่นหนึ่งจากค่าย HyperX ที่จะเอามาช่วยเพิ่มความเร้าใจในการเล่นเกม Final Fantasy VII Remake อันประกอบไปด้วย HyperX Cloud PS4 ที่เรียกว่าถอดแบบเอาเอกลักษณ์จัดๆ ของหูฟังในตระกูล Cloud รุ่นแรกๆ มาเลย กับรูปลักษณ์และฟีเจอร์ แต่ปรับเรื่องของสเตจเสียงและโครงสร้าง รวมถึงขยับตัวไดรเวอร์ให้จัดจ้านขึ้นอีกนิด และประกบคู่มากับ HyperX ChargePlay Duo ที่เอาใจคอเกมที่ชอบความต่อเนื่องในการเล่น ด้วยการชาร์จ ให้กับจอยสติ๊กของ PS4 ที่เป็น Wireless ได้รวดเร็ว ซึ่งเราจะมาทดสอบด้วยว่า จะใช้เวลาเท่าไรในการชาร์จไฟในแต่ละครั้ง โดยในรุ่น Duo นี้ก็จะตามชื่อเลย คือชาร์จแบบคู่ พร้อมไฟ LED 3 step จากการอ้างอิงของ HyperX ระบุว่า สามารถชาร์จ DualShock4 เต็มได้ใน 2 ชั่วโมง จะได้จริงหรือไม่ เรามาพิสูจน์กันอีกที

มาดูหน้าตาของเกมมิ่งเกียร์ทั้ง 2 รุ่นกัน ซ้ายหูฟัง HyperX Cloud PS4 สีน้ำเงินสดใส กับดีไซน์ที่ดูคุ้นตา ถัดมาด้านขวาคือ ChargePlay Duo ชาร์จไฟ ชาร์จไวให้กับจอยของ PS4

HyperX Cloud PS4 หูฟังแบบปิด Close back ที่เป็นสไตล์ของ Earcup ในหูฟังเกมมิ่งในปัจจุบัน กับดีไซน์ที่ดูเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Cloud series แต่ใช้โครงสร้างที่ดูเล็กลง กับที่รองศีรษะน้ำหนักเบา เป็นแบบเส้นเดียว เป็นเมมโมรีโฟมที่หุ้มด้วยวัสดุแบบหนังสังเคราะห์ ก้านหูฟังปรับระดับได้ เพื่อให้เหมาะกับการสวมใส่ มีโลโก้ PlayStation สวยๆ ติดไว้บนก้านของหูฟังกับโลโก้ HyperX ที่ด้านบน โดยที่ติดตั้งไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ที่เป็นนีโอดายเมียมมาด้วย พร้อมสายยาว 1.3m ที่มีชุดควบคุมระดับเสียงมาให้บนสาย กับหัวต่อพื้นฐาน 3.5mm และไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน แบบถอดได้ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน

มาดูสเปคคร่าวๆ ของ HyperX Cloud PS4

เฮดโฟน

  • ไดร์เวอร์: 53 มม. แบบไดนามิคพร้อมแม่เหล็กนีโอดีเนียม
  • ประเภท: แบบครอบเต็ม ปิดด้านหลัง
  • ความถี่: 15Hz-25,000 Hz
  • ความต้านทาน: 41 Ω
  • ระดับแรงดันเสียง: 95dBSPL/mW ที่ 1kHz
  • T.H.D.: < 2%
  • น้ำหนัก: 325 ก.
  • น้ำหนักพร้อมไมค์: 337 ก.
  • ความยาวและประเภทสายต่อ: ชุดหูฟัง (1.3 ม.)
  • การเชื่อมต่อ: ชุดหูฟัง – หัวเสียบ 3.5 มม. (4 ตอน)

ไมโครโฟน

  • ส่วนประกอบ: ไมโครโฟนอีเล็คเตรทคอนเดนเซอร์
  • รูปแบบขั้ว: ระบบตัดสัญญาณรบกวน
  • ความถี่: 50Hz-18,000 Hz
  • ความไว: -39dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)

 

อย่างที่กล่าวไว้คือ Cloud PS4 รุ่นนี้ เป็นแบบ Close back กับโลโก้ HyperX ด้านข้างดูโดดเด่น แต่ไม่มีแสงสีมาด้วยนะ โครงโลหะแข็งแรงสีน้ำเงิน เพื่อให้เข้ากับสไตล์ของ PS4 ได้อย่างลงตัว

เรื่องของมิติและขนาด แทบไม่ต้องกังวลว่าจะใหญ่เทอะทะ ด้วยครอบหูฟังแบบวงรีรูปไข่ และไซส์ที่เหมาะกับศีรษะของคนเอเซียได้ลงตัว เรียกว่าผู้หญิงใส่ได้ ผู้ใช้ก็พอดี เหมาะกับคนที่ชอบการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว

ด้านในครอบหูฟังจะเป็นไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ให้พลังเสียงได้เต็มอิ่ม รวมถึงเหมาะกับการใช้งานอื่นๆ ได้เช่นกัน ดูหนัง ฟังเพลง

ด้านข้างของทั้ง 2 ด้านจะเป็นก้านที่ใช้การปรับระดับแบบง่ายๆ ไม่ต้องพลิกแพลง ข้อดีคือ จะปรับในระหว่างการใช้งานได้ง่ายกว่า แต่ระยะที่ยืดออกมา จะไม่ได้เยอะมากนัก

ครอบหูฟังด้านบนเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มด้วนวัสดุแบบหนัง ค่อนข้างนุ่มนวล ทำให้วางบนศีรษะได้ค่อนข้างสบายทีเดียว และน้ำหนักเบาเพียง 3xx กรัมเท่านั้น

โลโก้ Play Station ด้านข้าง สีขาว ดูตัดกับโครงสร้างสีดำสวยๆ

บริเวณหูฟังด้านซ้าย จะเป็นจุดที่ใช้ต่อกับไมโครโฟนที่ต่อแยกได้ เป็นแบบแจ๊ค 3.5mm ฝาปิดยางนี้ ต้องระวังเก็บไว้ให้ดีๆ เพราะหายได้ง่ายมาก

เมื่อดึงฝาปิดออกมาแล้ว ก็สามารถต่อกับไมโครโฟนแบบแยกเข้าไปได้ทันที

ไมโครโฟนนี้เป็นแบบตัดเสียงรบกวน ความยาวไม่มากมาย แต่ก้านเป็นแบบปรับได้ ตามแบบที่เราชอบ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดี เพราะมันปรับให้เข้ากับรูปหน้า จะให้ใกล้ปากหรือยื่นออกไปตามความชื่นชอบได้เลย

สายสัญญาณเป็นแบบหุ้มสายถักอ่อน ความยาวประมาณ 1.3m และมีตัวปรับระดับเสียง และเปิด/ ปิดไมโครโฟน อยู่บนสายด้วยเลย

หัวต่อมาตรฐานแบบ 3.5mm 4 step ล็อคได้แน่นหนาเข้ากับพอร์ตอุปกรณ์

เมื่อใช้ร่วมกับจอยไร้สายของ Play Station ระบบจะตรวจสอบฮาร์ดแวร์ และเช็คความพร้อมในการทำงาน โดยจะแจ้งรายละเอียดจากบนหน้าจอให้ทันที

เมื่อพร้อมแล้วก็มาลุยกันเลย วันนี้เบาๆ กับ Final Fantasy VII Remake

อาวุธพร้อม ของกินก็พร้อม ก็ลุยกันกันได้เลย การเซ็ตระบบก็ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด แค่ต่อสายเข้ากับจอยสติ๊ก แล้วรอให้ระบบตรวจเช็คเล็กน้อย จากนั้นลองเช็คเสียงในเกม ก็เล่นได้เลย

เรื่องของเสียงที่ได้จาก HyperX Cloud PS4 รุ่นนี้ ความทุ้มหนัก ในโทนเสียงกลาง ยังคงเด่นชัดกว่าเสียงแหลม เอาใจคอเกมไว้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ Cloud ฟาดดาบกระแทกไปยังศัตรูแบบเป็นชุดหรือ Barret ซัดกระสุนแบบรัวๆ รวมถึงตอน ATB จะหนักหน่วง โดยเฉพาะเมื่อคอมโบ จะรู้สึกมันส์เป็นพิเศษ แต่จังหวะของเสียงตัวละคร บางทีจะต้องหันเข้าไปใกล้นิดหน่อย ถ้าคุณอยากจะฟังรายละเอียดในมิชชั่นนะ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เช่น การเก็บรายละเอียดของเสียงกระสุน ศัตรูที่เข้ามาโจมตีรอบข้าง ยังคงวางใจได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหมาผีที่โผล่มาเรื่อยๆ ในฉากแรกๆ เรียกว่าถ้าคุณหมุนตัวทัน ก็ฟันได้ไม่เลี้ยง เพราะให้ทิศทางเสียงได้ค่อนข้างดี จะมีแค่ในช่วงที่ถูกรุมเยอะๆ แล้วคุณกำลังพัลวันกับการสลับเปลี่ยนตัวละครอื่นเข้ามา เพื่อให้โจมตีได้ตามความเหมาะสม ก็อาจจะทำให้คุณรู้สึกหลอนได้เลย เพราะเสียงมารอบทิศ แต่สิ่งนี้จะไม่มีผล ถ้าคุณคุ้นเคยกับปุ่มและการเล่น โดยเฉพาะคนที่ผ่าน FF มาหลายภาคแล้ว ฉบับนี้อาจจะบอกว่าสนุกจนลืมเรื่องเสียงไปเลยด้วยซ้ำ

 

HyperX ChargePlay Duo

แท่นชาร์จ

  • เครื่องเล่นเกม: PS4™
  • ประเภท: พอร์ตชาร์จ EXT
  • จำนวนชุดควบคุม: ชุดควบคุม DUALSHOCK®4 2 ตัว
  • เวลาชาร์จ: 2 ชั่วโมง
  • ไฟสถานะแบตเตอรี่: จอ LED พร้อมไฟสถานะ 3 ระดับ

ขนาด

  • ความยาว: 185.42 มม.
  • ความกว้าง: 86.36 มม.
  • ความสูง: 73.66 มม.
  • น้ำหนัก: 285 ก.

พลังงาน

  • ประเภท: อะแดปเตอร์ AC ติดผนัง
  • สัญญาณขาเข้า: 100-240V AC, 50/60Hz, 0.65A
  • สัญญาณขาออก: 5V DC, 2A
  • ความยาวสาย: 1.8 ม.

แต่เล่นจนเพลินไปหน่อย แบตจอย PS4 ก็ใกล้หมด เช่นเดียวกับแบตคนเล่น แต่ก็ยังมีของเล่นช่วยให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น กับการชาร์จจอยสติ๊กได้ทีเดียว 2 ตัวพร้อมกัน

HyperX ChargePlay Duo ต้องบอกเลยว่าปกติแอดไม่เคยได้ใช้นะกับของแบบนี้ แต่คราวนี้มีหูฟังมา ก็เลยขอมาลองด้วย เดิมๆ ใช้ต่อสาย USB แต่บางทีก็รู้สึกนานไปหน่อย ยิ่งตอนนี้มีหลายๆ เกมรออยู่ ถ้าชาร์จปกตินี่น่าจะยาว

สำหรับกล่องของ Hyper ChargePlay Duo แทบจะใช้โทนสีที่ล้อไปกับหูฟัง Cloud และที่เป็น PS4 series ทั้งหมดในไลน์ของ HyperX ตัวกล่องจะมีรายละเอียดต่างๆ ไว้อย่างครบครัน แต่ถ้าโดยพื้นฐานตัวอุปกรณ์ชิ้นนี้ ก็แทบจะไม่มีลูกเล่นอื่นใดมากนัก จะมีแค่แท่นชาร์จและไฟแสดงสถานะเท่านั้น

ภายในกล่อง ประกอบไปด้วยแท่นชาร์จแบบคู่ วางจอยได้ 2 ตัวคู่ แผ่นคู่มือการใช้งาน และอแดปเตอร์

มาดูขนาดของ ChargePlay เป็นแท่นพลาสติกขนาดประมาณฝ่ามือ เรียกว่าพอให้ใส่กระเป๋าหิ้ว เดินทางไปพร้อมๆ กับเครื่อง PS4 และจอย PS4 ได้สบายๆ

ตัวแปลงไฟที่ใช้ต่อกับอุปกรณ์ขนาด 5V – 2A พร้อมหัวต่อเข้าเครื่องโดยตรง

หน้าตาดูค่อนข้างแปลกเลยทีเดียว แต่ถ้าใครคุ้นเคยกับบรรดาที่เป็นอุปกรณ์เสริมของ PS4 ในลักษณะเดียวกันแล้ว ก็อาจจะเฉยๆ

การใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยาก แค่ต่ออแดปเตอร์เข้ากับตัว ChargePlay Duo จากนั้น ก็วางจอยสติ๊กทั้ง 2 อันลงไปได้เลย โดยหันหน้าออกมาแบบนี้

การวางลงไปนั้น อาจจะต้องเอียงเล็กน้อย ให้เข้ากับสลักตัวล็อคของแท่นชาร์จ ค่อยๆ กดลงไป เมื่อดังแกร่กแล้ว และไฟสถานะเป็นรูปแบตขึ้นที่แท่น ก็ถือว่าใช้ได้

เมื่อวางลงไป จะปรากฏไฟสถานะ เป็นแบบ 3 ระดับ ปรากฏให้เห็น บอกเลยดูหรูหรา น่าใช้กว่าการต่อสาย USB เยอะเลย

เมื่อระดับไฟ ขึ้นมา 3 ขีดแล้ว บนแถบสถานะของ ChargePlay ก็แสดงว่า ชาร์จไฟเต็มพร้อมใช้งานแล้ว ซึ่งเท่าที่ทดสอบ จอย PS4 2 ตัว ใช้เวลาในการชาร์จราว 1 ชั่วโมง 20 นาที สำหรับตัวที่มีไฟค้างอยู่ในตัวบ้าง ไม่หมดซะทีเดียว ซึ่งก็ถือว่าชาร์จได้ไวพอสมควร

 

Conclusion

ถ้ามองในภาพรวมของอุปกรณ์จาก HyperX ทั้ง 2 ชิ้นนี้ หูฟัง Cloud PS4 และ ChargePlay Duo ต้องบอกว่าสามารถตอบโจทย์การเล่นของบรรดาเกมเมอร์สายคอนโซลได้ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะคนที่กำลังมองหาเกมมิ่งเกียร์และของใช้ในการอำนวยความสะดวกให้กับการเล่นเกมในช่วงที่ต้องอยู่บ้านหลายๆ วันต่อเนื่องแบบนี้ ในแง่ของคุณภาพการใช้งานของหูฟัง Cloud รุ่นนี้ แทบไม่ได้เป็นรองจากในรุ่นที่ใช้กับพีซีเลยทีเดียว ยิ่งดูจากสเปค อาจเรียกได้ว่าดึงเอาความโดดเด่นในหูฟังระดับรุ่นพี่มาให้คุณเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมได้อย่างเต็มอิ่ม รูปลักษณ์อาจไม่ได้หรูหรา แต่ก็เน้นที่การใช้งานเป็นหลัก น้ำหนักเบา เสียงเร้าใจ ส่วนตัวชาร์จไฟ ChargePlay Duo ก็เอาใจคนไม่ชอบรอ จะเป็นสายแบบ Solo เดี่ยวๆ ก็สลับชาร์จเล่นต่อเนื่องได้ เพราะชาร์จได้ไว ส่วนถ้ามาเป็นคู่รอชาร์จไม่นาน ก็ลุยต่อได้แล้ว เป็นทางเลือกที่นอกเหนือจากการเล่นแบบต่อสายชาร์จไฟไปด้วย เพราะอาจจะรู้สึกเกะกะไม่น้อย ตัวชาร์จแบบนี้ น่าจะตอบโจทย์คุณได้ ใครที่สนใจแนะนำว่า ลองดูข้อมูลจากลิงก์นี้เพิ่มเติมได้ครับ คลิ๊ก

 

จุดเด่น

  • หูฟังให้เสียงกลางชัด จับสถานะรอบข้างได้ดี
  • หูฟังนุ่ม น้ำหนักเบา ไม่รำคาญเมื่อใช้นานๆ
  • มีตัวปรับเสียงมาที่สาย ใช้สะดวก
  • ต่อเข้ากับจอย PS4 ใช้ได้เลย ไม่วุ่นวาย
  • ChargePlay ใช้ง่าย มีไฟสถานะ ชาร์จได้เร็ว

ข้อสังเกต

  • หูฟังเน้นที่การเล่นเกม กับดูหนังเป็นหลัก เสียงแหลมยังไม่เด่นมากนัก ตามสไตล์เกมมิ่ง
  • น่าจะมีอะไหล่ครอบหูฟังมาให้เปลี่ยนเพิ่ม
  • ChargePlay ต้องวางให้ตรงล็อค แสงน้อยๆ อาจจะใส่ยาก

 

ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมของหูฟัง HyperX Cloud PS4 และ ChargePlay Duo ไปได้ที่ คลิ๊ก

ราคา:

  • HyperX Cloud PS4 ราคา ประมาณ 1,790 บาท
  • HyperX ChargePlay Duo ราคา ประมาณ 890 บาท

ติดต่อ: ตัวแทนจำหน่าย HyperX ทั่วประเทศ

from:https://notebookspec.com/review-hyperx-cloud-ps4-chargeplay/516406/

HyperX Cloud Stinger Wireless เกมมิ่งตัวจริง ไร้สาย เสียงแน่น พกสะดวก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนโมเดลของหูฟังเกมมิ่งแบบไร้สายจะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทรนด์การใช้หูฟังแนวนี้ ก็มีมากตามไปด้วย เพราะให้ความคล่องตัวมากกว่า ซึ่งบางรุ่นก็รองรับการเชื่อมต่อ WiFi อย่างเดียว แต่บางรุ่นก็มาพร้อมการสนับสนุนทั้ง Bluetooth และ Wireless ทำให้มีตัวเลือกอยู่เยอะ สำหรับเหล่าเกมเมอร์ในช่วงนี้ เช่นเดียวกับทาง HyperX ที่เป็นอีกค่ายหนึ่ง ซึ่งปล่อยเกมมิ่งเกียร์รุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง มาวันนี้ได้อัพเลเวลให้กับหูฟัง Wireless ในซีรีส์ของ CLOUD STINGER สำหรับไลฟ์สไตล์ของคอเกมที่ชอบอิสระ ราคาสบายกระเป๋า

HyperX Cloud Stinger Wireless เป็นหูฟังไร้สายที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง ของไลน์หูฟังเกมมิ่งจากค่ายนี้ เพราะเปิดราคามาราว 2,200 บาท โดยประมาณ ที่ใช้การเชื่อมต่อบนความถี่ 2.4GHz ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยใช้อแดปเตอร์ที่เป็นตัวส่งสัญญาณต่อเข้ากับคอม ก็ใช้งานได้เลย แบตเตอรี่ใช้งานได้ราว 17 ชั่วโมงต่อการชาร์จ ครอบหูฟังปรับได้ 90 องศา มาพร้อมไดรเวอร์ขนาด 50mm ครอบหูฟังยังคงเป็นเมมโมรีโฟมที่เป็นเอกลักษณ์ของทาง HyperX เน้นการใช้งานแบบต่อเนื่อง โครงสร้างโลหะให้ความยืดหยุ่น แต่แข็งแรง ไมโครโฟนเป็นแบบตัดเสียงรบกวนได้ แต่ถอดออกไม่ได้ ปรับตัวก้านได้เพียงอย่างเดียว เหมาะกับเกมเมอร์ที่อยากได้ความคล่องตัวในการเล่นเกม และการเคลื่อนไหวที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

 

Specification

เฮดโฟน

  • ไดร์เวอร์: 50 มม. แบบไดนามิคพร้อมแม่เหล็กนีโอดีเนียม
  • ประเภท: แบบครอบเต็ม ปิดด้านหลัง
  • ความถี่: 20Hz-20,000Hz
  • ความต้านทาน: 32 Ω
  • ระดับแรงดันเสียง: 109dBSPL/mW ที่ 1kHz
  • T.H.D.: < 2%
  • น้ำหนัก: 270 ก.
  • ความยาวและประเภทสายต่อ: สายชาร์จ USB (1 ม.)

ไมโครโฟน

  • ส่วนประกอบ: ไมโครโฟนอีเล็คเตรทคอนเดนเซอร์
  • รูปแบบขั้ว: ระบบตัดสัญญาณรบกวน
  • ความถี่: 100Hz-7,000Hz
  • ความไว: -47dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)
  • เวลาใช้งานแบตเตอรี่1: 17 ชั่วโมง
  • ช่วงสัญญาณไร้สาย2: 2.4GHz
  • ระยะสัญญาณ: สูงสุด 12 เมตร

 

การออกแบบและฟังก์ชั่น

 

ดีไซน์ของหน้ากล่อง HyperX ยังคงใช้ธีมสีขาวคาดด้วยลายสีแดง ให้ดูเป็นแนวเกมเมอร์และสีใช้ในการแข่งขัน โดยมีภาพกราฟิกของหูฟังให้เห็นกันชัดๆ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ

ด้านในกล่องเมื่อแกะออกมาแล้ว ประกอบด้วยตัวหูฟัง CLOUD STINGER Wireless และ Receiver พร้อมสายชาร์จ

มาดูรายละเอียดของตัวหูฟังกัน HyperX เลือกใช้โทนสีดำด้าน ให้มีพื้นผิวเล็กน้อย เพื่อการจับได้ถนัดมือ และด้านซ้ายของหูฟัง จะเป็นปุ่มเปิด-ปิด และไมโครโฟน

เมมโมรีโฟมบน Earcup ถือเป็นเอกลักษณ์ของ HyperX ให้ความนุ่มนวลและสบายหูมากขึ้น หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง ทำให้รู้สึกกระชับสบาย ตรงจุดนี้อยู่ที่ความชอบของผู้ใช้ ใครชอบแบบผ้าก็คงต้องดูรุ่นอื่นไปก่อน

ในแง่ของขนาด Earcup จะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ครอบหูได้พอดี ไม่บีบจนรู้สึกอึดอัด ซึ่ง HyperX มักจะเว้นระยะไม่มากนัก ตามสไตล์หูฟังอีสปอร์ต เพื่อให้มีขนาดกระทัดรัด ไม่เทอะทะจนเกินไป

ไมโครโฟนเป็นแบบตัดเสียงรบกวน ให้การสื่อสารได้ดี ติดอยู่ตรงที่ถอดสายไม่ได้ แต่เป็นแบบก้านอ่อน ให้ผู้ใช้ดัดไปตามรูปแบบที่ต้องการ

ก้านหูฟังปรับได้หลายระดับ เพื่อให้กระชับเข้ากับศีรษะของผู้ใช้ สามารถปรับเลื่อนได้ขณะที่วางอยู่บนศีรษะ ไม่ซับซ้อนใช้ง่ายดี

ครอบหูฟังหมุนได้ 90 องศา ตรงจุดนี้ถือเป็นไฮไลต์ของหูฟัง CLOUD STINGER Wireless รุ่นนี้ เพราะเวลาคล้องไว้ที่คอ จะไม่เกะกะสร้างความรำคาญ ต่างจากรุ่นที่หมุนไม่ได้ ตามตัวอย่างจากภาพ

ครอบหูฟังด้านซ้ายจะเป็นจุดรวมการเชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งรวมถึงพอร์ต micro USB สำหรับใช้ในการเชื่อมต่อและชาร์จไฟ

 

ที่รองศีรษะด้านบนเป็นฟองน้ำหุ้มด้วนหนัง และมีโลโก้ HyperX ให้เห็นได้เด่นชัด สามารถดัดได้เล็กน้อย กระจายน้ำหนักได้ดี

ผู้ใช้สามารถปรับเลื่อนไมโครโฟนไปตามแบบที่ต้องการได้ แต่ที่สำคัญคือ ปิดเสียงไมค์ได้ด้วยการดันก้านไมค์ขึ้นไปด้านบน และเปิดใช้งานเมื่อดันลงมาด้านล่าง สะดวกดีทีเดียว

ส่วนครอบหูฟังทางด้านขวา จะมีปุ่มปรับเพิ่ม-ลดเสียง เป็นแบบปุ่มเลื่อนได้สะดวกอย่างยิ่ง

การใช้งานค่อนข้างง่ายเลยทีเดียวสำหรับบนพีซี ด้วยการต่ออแดปเตอร์เข้ากับพอร์ต USB จากนั้นหูฟังจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ และใช้ง่านได้ทันทีบนวินโดวส์ 10

 

Conclusion

มาว่ากันที่การใช้งานของหูฟัง HyperX CLOUD STINGER Wireless ที่เป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สายรุ่นนี้กัน ในแง่ของการออกแบบ ค่อนข้างที่จะเรียบง่าย แต่ให้ฟังก์ชั่นสำหรับการใช้งานที่จำเป็นมาครบ ตามสไตล์ของหูฟังไร้สาย โดยเฉพาะน้ำหนักที่เบา และก้านหูฟังปรับเลื่อนได้สะดวก ครอบหูฟังหมุนได้ 90 องศา คือสิ่งที่จำเป็นที่เกมเมอร์ส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยได้สัมผัสกันนัก แต่ให้การใช้งานได้ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากวางหูฟังไว้บนโต๊ะ แต่คล้องคอเดินไปมาในบ้านได้สะดวก ไม่ต้องกลัวหูฟังจะค้ำคอ ให้หันหัวกันลำบาก นอกจากนี้ Earcup ที่เป็นแบบเมมโมรีโฟม ยังคงเป็นหัวใจหลักในการให้ความสะดวกสบาย และความกระชับ นุ่มนวลและยังลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของฟังก์ชั่น ดูเหมือน HyperX จะไม่ได้ใส่ลูกเล่นเยอะเกินไปให้มากความ เพราะหลักๆ จะจบในตัวหูฟังด้านซ้าย สำหรับการเปิด-ปิด และไมโครโฟน ที่ใช้ได้สะดวกรวดเร็ว โดยไมค์นั้นจะเปิด-ปิดอัตโนมัติ เมื่อเลื่อนก้านของไมค์ขึ้นด้านบนหรือลงด้านล่าง ส่วนการปรับเสียงอยู่ที่ครอบหูฟังด้านขวา ที่เพิ่ม-ลดเสียงได้ง่ายเช่นกัน เพียงแต่อาจจะต้องทำความคุ้นเคยเล็กน้อย เพราะค่อนข้างเลื่อนทางด้านหลังของตัวหูฟังเยอะทีเดียว การปรับเสียงระหว่างการเล่น อาจจะวืดได้เหมือนกัน

เรื่องของคุณภาพเสียง แม้ว่าจะเป็นหูฟังไร้สาย แต่ HyperX ก็จัดเต็มมาให้เหมือนกัน ด้วยไดรเวอร์ขนาด 50mm เสียงที่ได้ถือว่าคมชัด เสียงกลางแน่น และเพิ่มแหลมขึ้นมาเด่นอีกนิดหน่อย สำหรับคอเกมและดูหนัง ฟังเพลง ด้วยเสียงเอฟเฟกต์ในเกมที่เล่นได้เต็มอรรถรส แม้จะไม่หวือหวา เมื่อเทียบกับ CLOUD ในรุ่นพี่ๆ แต่ถือว่าทำได้น่าสนใจ ตอบโจทย์ในเกมที่เอฟเฟกต์กระหน่ำและทิศทางของเสียงได้ดีพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น Battlefield หรือ PUBG ที่เสียงระเบิดจากรถถังและศัตรู ซึ่งสร้างความตื่นเต้นได้ดี เช่นเดียวกับการเก็บรายละเอียดของเสียง เช่น กระจกแตก เสียงกระสุนหรือฝนตกก็ตาม นอกจากนี้เอามาใช้ฟังเพลง ก็เพลินๆ ได้เหมือนกัน

 

จุดเด่น

  • สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา
  • ครอบหูฟังเมมโมรีโฟม นุ่มนวล
  • ให้เสียงกลางแน่น เหมาะกับการเล่นเกม
  • ตอบสนองเสียงรอบทิศทางได้ดี

ข้อสังเกต

  • อแดปเตอร์ค่อนข้างใหญ่ เมื่อใช้กับโน้ตบุ๊ก
  • รองศีรษะค่อนข้างยืดหยุ่นได้น้อย

ราคา: ประมาณ 2,290 บาท

ติดต่อ: ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ HyperX ทั่วประเทศ

from:https://notebookspec.com/hyperx-cloud-stinger-wireless-headset/507822/

PR-เมื่อต้องเลือกของขวัญปีใหม่ ให้เซอร์ไพรซ์เหล่าเกมเมอร์

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นช่วงเวลาอันดีสำหรับการหาของขวัญให้กับตนเองและส่งมอบให้กับผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาในการเลือกหา เพื่อให้เหมาะกับผู้รับเหล่านั้น แต่ถ้าคุณอยากจะมอบของขวัญสักชิ้นให้เป็นพิเศษ สำหรับเพื่อน คนรู้ใจ หรือลูกหลานของคุณที่ชื่นชอบการเล่นเกม การเลือกของขวัญปีใหม่สำหรับคอเกม คงไม่มีอะไรดีไปกว่า บรรดาเกมมิ่งเกียร์ เช่น หูฟัง เมาส์ คีย์บอร์ดและ Accessories ที่ใช้ได้ในทุกๆ วัน แต่ก็คงต้องเลือกให้เหมาะกับการเล่นเกมของเขาเหล่านั้น เช่น ชอบเล่นเกมแนวใด หรือถนัดใช้แบบใดเป็นต้น

หูฟัง hyperx

ชอบเล่นเกมแอ็คชั่นและ FPS: ควรเลือกคีย์บอร์ดที่ตอบสนองได้ไว ระยะการกดที่สั้น คีย์บอร์ด Mechanical นอกจากจะให้การตอบสนองที่ดี มีจังหวะคลิ๊กที่ให้ความสนุกสนานแล้ว ยังมาพร้อมกับความทนทาน เพื่อให้รองรับการกดถี่ๆ ได้ต่อเนื่อง อันเป็นธรรมชาติของคนที่เล่นเกมแนวนี้ และอาจมีสีสันของแสงไฟ เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความสวยงาม ส่วนการเลือกหูฟังควรสวมใส่สบาย คล่องตัว ไม่หนักศีรษะ ครอบหูมีความนุ่มนวล ที่สำคัญควรสนับสนุนระบบเสียงรอบทิศทาง และไมโครโฟนที่ให้เสียงคมชัด เพื่อให้การสื่อสารภายในทีมได้ชัดเจน

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น HyperX Alloy Originsเป็นคีย์บอร์ด Mechanical ซึ่งใช้สวิทช์ที่ทาง HyperX พัฒนาขึ้นเอง ระยะการกดที่สั้น ตอบสนองไวและมีปุ่มสำหรับตั้งค่า macro key ได้และฟีเจอร์ที่จำเป็นในการเล่นเกมครบครัน ให้ความทนทานสูงรองรับการกดได้ถึง 80 ล้านครั้ง และ หูฟัง HyperX Cloud Alpha Sหูฟังดีไซน์สวย น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ด้วยครอบหูเมมโมรีโฟม และคุณสมบัติ Dual Chamber แยกเสียงเบสกลางและสูง ให้เสียงที่ใสสะอาด ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนให้การสื่อสารที่คมชัด และมีไดรเวอร์ขนาด 50mm ตอบโจทย์สำหรับคอเกม ที่ชื่นชอบความเร้าใจ พร้อมบุกตะลุยมสนามรบ รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง

เล่นเกมทั่วไปและใช้งานทั่วไป: การเลือกคีย์บอร์ดมัลติมีเดีย ที่ครบเครื่องสำหรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม โดยเฉพาะคีย์บอร์ดที่มีความทนทาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง หรือในส่วนของปุ่มกดก็ตาม เพราะนอกจากจะต้องใช้ในการงานหรือความบันเทิงทั่วไปแล้ว ก็ต้องรองรับการเล่นเกม ที่ต้องใช้การกดปุ่มต่อเนื่องทั้งวัน นอกจากนี้ควรมีปุ่มที่ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกม และฟังก์ชั่นที่จำเป็น หรือถ้ามีแสงไฟ RGB ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเร้าใจในการเล่นเกมมากขึ้น ส่วนการเลือกหูฟังของผู้ใช้ในกลุ่มนี้ เพื่อให้ความคล่องตัว ทั้งการทำงาน และในด้านมัลติมีเดีย หูฟังแบบไร้สาย ก็ทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไดรเวอร์ที่ออกแบบมาให้รองรับทั้งการเล่นเกมในโหมดการใช้สายและมัลติมีเดียได้ รวมถึงขนาดกระทัดรัดสะดวกต่อการพกพาไปใช้ยังที่ต่างๆ

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น เกมมิ่งคีย์บอร์ด HyperX Alloy Elite RGB เป็นทั้งคีย์บอร์ดสำหรับเล่นเกมและมัลติมีเดียคีย์บอร์ดในตัว ด้วยปุ่มมัลติมีเดียและ Volume wheel ขนาดใหญ่ใช้งานสะดวก ให้คุณเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงทั้งการชมภาพยนตร์และการฟังเพลง และยังมีฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกม อาทิ Game Mode, N-Key Rollover หรือ Anti-Ghosting ก็ตาม พร้อมปุ่มที่ให้ความแม่นยำ กดสนุก กับคีย์สวิทช์ CHERRY MX และมีแสงไฟ RGB บนคีย์บอร์ด สามารถปรับแต่งได้บนซอฟต์แวร์ โครงสร้างมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และ หูฟัง HyperX Cloud MIX ที่มีดีไซน์สวย รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านทางสัญญาณ Bluetooth ให้สัญญาณเสียงที่ดีระดับ Hi-Res สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน ไดรเวอร์ที่ทันสมัยในแบบ Dual Chamber ขนาด 40mm ให้รายละเอียดเสียงได้ดี น้ำหนักเบา พกพาง่าย พร้อมชุดควบคุมเสียงบนตัวหูฟัง และยังรองรับการเล่นเกมด้วยการต่อสายเข้ากับพีซีได้อีกด้วย

ชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นคอนโซล: เพื่อให้คนที่ชื่นชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นเกมคอนโซลสนุกมากยิ่งขึ้น การเลือกหูฟังที่น้ำหนักเบา และสวมใส่ได้ง่าย น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด เพราะจะช่วยให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว และใช้งานได้ยาวนานขึ้น ออกแบบให้ใช้งานได้สะดวกทั้งช่วงเล่นเกมและพักอีกด้วย ครอบหูฟังมีความนุ่มนวลใส่สบาย พลังเสียงที่ดีและไมโครโฟนที่ตัดเสียงรบกวนได้ ให้พลังเสียงที่ดีและแม่นยำ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมแนว Action Adventure เช่น Death Stranding ที่ต้องอาศัยพลังเสียงเพิ่มความสนุกและให้รายละเอียดเสียง เพื่อการทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น

หูฟัง hyperx

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น หูฟัง HyperX Cloud Stinger PS4 เป็นหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นคอนโซล อย่างเช่น PS4 โดยเฉพาะ ให้ความแข็งแรง และน้ำหนักเบา ครอบหูฟังเป็นแบบเมมโมรีโฟมสวมใส่สบายหู ทำให้เล่นต่อเนื่องได้ยาวนาน ครอบหูหมุนได้ 90 องศา คล้องคอเมื่อตอนพักเบรก ไดรเวอร์ 50mm ให้คุณภาพเสียงที่ดีและระบุตำแหน่งเสียงของศัตรูได้ชัดเจน มีตัวปรับเลื่อนเสียงบนที่ครอบหู ให้ง่ายต่อการใช้ หูฟัง HyperX Cloud Earbuds เป็นหูฟังสำหรับเกมเมอร์ในกลุ่มที่ชอบเล่นเกมบนเครื่องเล่นแบบพกพา เช่น Nintendo Switch เป็นต้น ขนาดเล็กพกสะดวก สามารถใช้ไมโครโฟนในตัว in-line เพื่อการสื่อสารขณะเล่นเกมได้ มีชิ้นส่วนที่เป็นซิลิโคนทำให้สวมใส่สบายใช้งานได้นาน และเสียงเบสที่หนักแน่น เสียงกลางและต่ำสดใส และปุ่มเอนกประสงค์สำหรับการรับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/pr-new-year-gift-for-gamer/504866/

หูฟัง HyperX Cloud Stinger ใส่สบาย มี Surround ไมค์เสียงชัด เพื่อ PS4

ถ้าว่ากันในเรื่องการเล่นเกมแล้ว เกมบน PS4 ก็เป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา ไม่แพ้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของภาพและความสมูทในการเล่น รวมถึงบรรดา Accessories ที่ออกมาใช้ร่วมกันนั้น ราคาดูจะเป็นมิตรกับเกมเมอร์อย่างเราๆ ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งทาง HyperX ก็เป็นค่ายหนึ่งที่ออกหูฟังมาสนับสนุนการใช้งานของเหล่านักเล่นเกมกันหลายรุ่น และล่าสุด หูฟัง HyperX Cloud Stinger มาให้คอเกมคอนโซลได้ลองกันอีกครั้ง ซึ่งมีการปรับสไตล์ไปจาก Cloud Stinger ก่อนหน้านี้พอสมควร ทั้งในแง่ของฟังก์ชั่นและลูกเล่นของเสียง พร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสะดวกคล่องตัวมากขึ้น

HyperX Cloud Stinger PS4 หูฟังสำหรับ PS4 และเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่จากทาง HyperX ที่ได้รับการออกแบบมาใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายของ Stinger ที่เน้นความคล่องตัวและพลังเสียงที่เอาใจคอเกมอย่างชัดเจน ด้วยหูฟังขนาดกลาง จุดเด่นอยู่ที่ Earcup หรือครอบหูที่มีข้อต่อหมุนแบบ 90 องศาได้ เพื่อให้วางพาดบนคอได้สะดวก กับโทนสีดำ-ฟ้า จะต่างจากในเวอร์ชั่นพีซีที่เป็นดำ-แดง ครอบศรษะมีความนุ่มนวล ด้วยโครงอะลูมิเนียม ปรับเลื่อนได้ง่าย น้ำหนักค่อนข้างเบาคือ ราวๆ 215 กรัมเท่านั้น เบากว่ารุ่นพี่ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไดรเวอร์ขนาด 40mm ที่อาจจะดูเล็กไปบ้าง เมื่อเทียบกับในหลายๆ รุ่น แต่ต้องลองฟังคุณภาพเสียงกันอีกครั้ง โดยมาพร้อมปุ่มปรับเพิ่ม-ลดเสียงที่ตัวหูฟัง ซึ่งสะดวกกว่าการปรับผ่านตัวซอฟต์แวร์ และครอบหูที่เป็นเมมโมรีโฟมหุ้มด้วยวัสดุคล้ายหนัง ที่มีความสบาย เอาใจเกมเมอร์ เช่นเดียวกับไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน ที่น่าจะช่วยให้การเล่นเกมแบบทีมหรือปาร์ตี้กันได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติหลักๆ ของหูฟังรุ่นนี้ ส่วนการใช้งานจะดีอย่างไร สามารถชมในรีวิวนี้ได้เลยครับ

 

Specification

Headphone

  • Driver: Dynamic, 40mm with neodymium magnets
  • Type: Circumaural, Closed back
  • Frequency response: 20Hz–20,000Hz
  • Impedance: 16 Ω
  • Sound pressure level: 99dBSPL/mW at 1kHz
  • T.H.D.: < 2%
  • Weight: 215g
  • Cable length and type: Headset (1.3m)
  • Connection: Headset – 3.5mm plug (4 pole)

Microphone

  • Élément: Electret condenser microphone
  • Polar pattern: Noise-cancelling
  • Frequency response: 50Hz-18,000 Hz
  • Sensitivity: -41.5dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)

 

การออกแบบและฟังก์ชั่น

สำหรับกล่องของ HyperX Cloud Stinger รุ่นนี้ ค่อนข้างต่างไปจากเวอร์ชั่นพีซี เพราะใช้ โทนสีน้ำเงิน เพื่อเน้นสัญลักษณ์ของเกมคอนโซลให้เด่นขึ้น ด้านหน้ากล่องมีโลโก้ PS4 อย่างชัดเจน พร้อมกับกราฟิกของตัวหูฟังเต็มด้านหน้า ส่วนด้านหลัง มีการเน้นฟังก์ชั่นของหูฟัง เช่น คาดศีรษะที่ปรับเลื่อนได้ และปรับเสียงเพิ่ม-ลดบนหูฟังได้ทันที

เมื่อแกะกล่องดูด้านใน จะประกอบด้วย หูฟัง HyperX สายสัญญาณและมีเพียงเอกสารประกอบการใช้งานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ด้านบนครอบศีรษะค่อนข้างเล็กทีเดียว ตัวก้านเป็นพลาสติกที่ให้ความยืดหยุ่น มีโลโก้ HyperX ด้านบน ไม่ได้มีลูกเล่นพิเศษแต่อย่างใด

สายสัญญาณสำหรับต่อเข้ากับ PS4 ซึ่งเป็นแบบสายอ่อน ความยาวประมาณ 1.3 เมตร และแจ๊ค 3.5mm ที่สามารถต่อเข้ากับเกมคอนโซล จอยสติ๊ก และพีซี รวมถึงสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

ก้านปรับระดับตามขนาดศีรษะสามารถปรับได้ 10 ระดับ ค่อนข้างละเอียด โดยเลื่อนไปมาขณะที่กำลังเล่นเกมได้ โดยไม่แน่นเกินไปนัก

ที่รองศีรษะด้านบน หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ไม่หนานัก นุ่มสบายดี แต่อาจจะเล็กไปบ้าง ไม่ได้เป็นก้านขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับใน Cloud series รุ่นพี่ๆ

หูฟัง Cloud Stinger รุ่นนี้ มาพร้อมกับไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน โดยออกแบบมาให้ปรับก้านได้ตามสะดวก แต่ไม่สามารถถอดออกได้

ก้านไมโครโฟนขนาดไม่ใหญ่เกินไป ดีไซน์ดูเท่ดีทีเดียว เอาไว้สื่อสารกับเพื่อนๆ ภายในทีมได้สะดวกขึ้น เลื่อนขึ้น-ลงได้ตามต้องการ

หูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับไดรเวอร์ขนาด 40mm มาตรฐาน ซึ่งดูจะเล็กกว่าในรุ่น Cloud series ก่อนหน้านี้ ที่ส่วนใหญ่จะเป็น 50mm แต่ในแง่ของเสียงเท่าที่ลองก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว โดยมีครอบหูเป็นเมมโมรีโฟมอันเป็นเอกลักษณ์ของ หูฟัง HyperX หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ ใครที่ชอบความนุ่มสบาย รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้เลย

ที่ตัวของ Earcup มีที่ปรับระดับเสียงให้มาให้ด้วย สามารถเลื่อนสไลด์ได้ขณะที่กำลังเล่นเกม ก็น่าจะเหมาะกับคนที่เล่นเครื่องเล่นเกมคอนโซลเช่นนี้ เพราะถึงเวลาจะปรับเลื่อน ไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปตั้งในเกมหรือจะปรับจากอุปกรณ์อื่นๆ ก็ยากอยู่ไม่น้อย

ดีไซน์โดยรวมต้องถือว่า Cloud Stinger PS4 รุ่นนี้ออกแบบมาเอาใจเกมเมอร์สายคอนโซลได้ดีทีเดียว หรือถ้าคุณจะนำไปเล่นกับเกมโมบายและสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ก็ตาม ก็สามารถใช้งานได้สะดวกทีเดียว

Conclusion

ว่ากันที่การสวมใส่หูฟัง หูฟัง HyperX ให้ความกระชับได้ดีในระดับหนึ่ง รับการเคลื่อนไหวได้ในหลายๆ จังหวะ โดยเฉพาะช่วงที่ขยับหัวไปมา ก็ไม่ได้เลื่อนหลุดง่ายนัก เพียงแต่อาจจะต้องปรับเลื่อนให้เหมาะสมกับศีรษะ เพื่อหาจุดที่ลงตัวมากที่สุด เพราะการที่ครอบหูฟังมีข้อต่อ เพื่อให้ขยับและสวมใส่ได้ง่ายขึ้น ก็อาจทำให้เลื่อนไปมาได้ง่ายเช่นกัน ความนุ่มนวลของเมมโมรีโฟม ยังเป็นเสน่ห์ของหูฟังจาก HyperX รุ่นนี้

ในแง่ของการใช้งานทั่วๆ ไป เช่น การดูหนัง ฟังเพลงบน หูฟัง HyperX รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ได้ เรียกว่าเสียงกลางให้ได้เยอะ เสียงแหลมจะน้อยไปบ้าง ตามอารมณ์ของหูฟังเกมมิ่ง เช่นเดียวกับเอฟเฟกต์เสียง ที่ใครหวังว่าจะดังตูมตามหนักหน่วง ก็คงจะไม่ใช่นัก แต่ถ้าเน้นกลางๆ สามารถใช้งานได้ครอบคลุมแบบไม่เคอะเขิน หูฟังรุ่นนี้ตอบโจทย์คุณได้ ส่วนคนที่เล่นเกม น่าจะได้อานิสงจากเรื่องของระบบเสียงรอบทิศทางไปได้ไม่น้อย เพราะหูฟังสามารถรองรับการใช้งานและการบอกทิศทางของเสียงได้ดี เมื่อเล่นเกมแนวแอ็คชั่น คุณจะได้สัมผัสสิ่งนี้แบบเต็มๆ

 

จุดเด่น

  • สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา
  • รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง
  • ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนได้ดี

ข้อสังเกต

  • เสียงกลางยังไม่ค่อยแน่น

 

ราคา: ยังไม่วาวงจำหน่าย

ติดต่อ: HyperX Cloud Stinger PS4

from:https://notebookspec.com/%e0%b9%89headset-hyperx-cloud-stinger-for-ps4/502278/