คลังเก็บป้ายกำกับ: หูฟังไร้สาย

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินไม่มีใครขัด อัพเดทปี 2022

มีหูฟังตัดเสียงรบกวนติดกระเป๋าเอาไว้สักตัว ฟังเพลงโปรดได้เพลินๆ ไม่ต้องโดนเสียงแทรก!

tws cover

หูฟังตัดเสียงรบกวนในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนหาซื้อหูฟังตัดเสียงมาฟังเพลงได้ง่าย ซึ่งถ้าใครชอบฟังเพลงตอนเเดินทางให้เข้าบรรยากาศหรือฟังเพลงที่ชอบให้ได้อารมณ์และสมาธิตอนทำงานในออฟฟิศก็น่าจะชื่นชอบหูฟังนี้ไม่น้อย

Advertisementavw

ในตอนนี้ ถ้าจะหาหูฟังตัดเสียงดีๆ เอาไว้ทั้งฟังเพลงและโทรติดต่องานแล้วจะลงทุนซื้อของดีมาใช้จะได้อยู่กันยาวๆ ไม่ต้องเปลี่ยนอีกสักพักนั้น ในตอนนี้แบรนด์ชั้นนำผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ชั้นนำก็พากันเข็นหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนราคาหลักพันต้นถึงปลายออกมาให้เลือกหลากหลายรุ่นพร้อมอัดฟีเจอร์ล้ำสมัยมาให้อีกเพียบ

หูฟังตัดเสียงรบกวน

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนน่าโดน ตัดเสียงคม ฟังเพลงเพลิน

หากจำกันได้ ผู้เขียนเองก็เคยแนะนำหูฟัง True Wireless ไปเมื่อต้นปีที่แล้วพร้อมแนะนำวิธีเลือกหูฟัง True Wireless ด้วย แล้วในปี 2022 นี้จะมีหูฟังตัดเสียงรุ่นไหนน่าซื้อมาฟังเพลงบ้าง? ในบทความนี้ผู้เขียนมีรุ่นน่าสนใจมาแนะนำทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)
  2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)
  3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)
  4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)
  5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)
1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)

aukey

ถ้าพูดถึง AUKEY เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนน่าจะคิดถึงปลั๊กชาร์จไวหรือ Power Bank ที่ใส่ฟีเจอร์เด็ดๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกัน แต่หูฟังตัดเสียงรุ่น AUKEY EP-N6 รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา ส่วนไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากถึง 32 เดซิเบล ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz ใช้งานต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant รวมทั้งกันน้ำและฝุ่นระดับ IPX5 ด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้หูฟังตัดเสียงรบกวนดีๆ ไว้ใช้สักตัวอาจจะเริ่มจาก AUKEY รุ่นนี้ก่อนเลยก็ได้

สเปคของ AUKEY EP-N6
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนได้ 32 เดซิเบล
  • ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant
  • ราคา 2,290 บาท (AUKEY LazMall)
2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)

edifier tws nb2pro 01

หลังจากผลิตลำโพงคอมพิวเตอร์คุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว EDIFIER ก็เปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่น EDIFIER TWS NB2 PRO ที่ดีไซน์ดูสวยล้ำสมัยและรองรับ Game Mode ทำให้ดูหนังหรือเล่นเกมได้แล้วภาพกับเสียงไม่มีดีเลย์ ปรับตั้งค่าหูฟังได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect ที่มีให้โหลดไปใช้งานทั้งใน iOS, Android ส่วนการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตใช้เป็น Bluetooth 5.0 กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 ส่วนหูฟังติดตั้งไดรเวอร์ 10 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีโหมด Statial Sound ไมค์คู่พร้อมใช้ตัดเสียงรบกวน ENC และมี In-Ear Detection ถ้าถอดหูฟังออกแล้วเพลงจะหยุดเล่นอัตโนมัติ สามารถใช้ฟังเพลงแบบเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิน 25 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนใช้ได้ 9 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิ้น 32 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้ 2 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C ซึ่งถ้าใครเคยใช้ลำโพงของ Edifier แล้วมั่นใจคุณภาพเสียงของหูฟังตัวนี้ก็แนะนำให้ซื้อหูฟังนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Edifier TWS NB2 Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 มี Game Mode, ANC แบบ ENC
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนคู่พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ANC แบบ ENC
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้สุทธิ 25 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 9 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect
  • ราคา 2,490 บาท (425Degree)
3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)

huawei freebuds pro device switch 1

HUAWEI FreeBuds Pro รุ่นนี้แม้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่เปิดตัวมาสักพักแล้ว แต่จากสเปคและฟีเจอร์ที่ HUAWEI ใส่มาให้ใช้งานต้องถือว่ายังจัดเต็มไม่แพ้กับหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ๆ เลย เพราะทาง HUAWEI ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว มีโหมดตรวจจับเสียงภายนอกเพื่อตัดเสียงรบกวน เป็น ANC แบบไดนามิคและรองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันและกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ควบคุมและตั้งค่าโดยแอพฯ HUAWEI AI Life รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

ตัว HUAWEI FreeBuds Pro รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 ไดรเวอร์มีขนาด 11 มม. แบบไดนามิคพร้อมไมโครโฟนที่ HUAWEI ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้สบายๆ รองรับ Gesture Control เพื่อควบคุมเวลาฟังเพลงหรือเปิดปิดระบบตัดเสียงรบกวน สามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 4 ชั่วโมงเมื่อเปิดฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ถ้าปิดใช้งานได้นาน 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 30 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้หูฟังด้วยสาย USB-C หรือระบบชาร์จไร้สายก็ได้ จัดเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่ให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ HUAWEI FreeBuds Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 11 มม. 
  • ไมโครโฟนคู่ ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ HUAWEI AI Life
  • ราคา 3,890 บาท (Jaymart LazMall)
4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)

 

MJ503

Beats Studio Buds รุ่นนี้ถือเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนในเครือ Apple สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง iPhone และสมาร์ทโฟน Android โดยผู้เขียนได้ทดลองฟังเพลงด้วยหูฟังนี้มาก่อนหน้าแล้ว พบว่าเสียงของ True Wireless ตัวนี้มิติเสียงถือว่าดีกว่า Beats รุ่นก่อนๆ ในอดีตและไม่มีอาการเบสบวมแล้วและสเตจถือว่ากว้างกำลังดีอีกด้วย ด้านหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth Class 1 ติดตั้งไดอะแฟรมคู่เพื่อให้เสียงเพลงมีมิติและได้เสียงเคลียร์ฟังชัดกับไมค์แบบ Beamforming คู่ ช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ ANC หรือจะกดเพื่อเปิดให้เสียงภายนอกเข้าก็ได้ และข้อดีคือไมค์ของ Beats Studio Buds รุ่นนี้จะได้คุณภาพเสียงดีฟังชัดเจน ทำให้เวลาโทรติดต่องานก็สามารถพูดคุยกับคู่สนทนาปลายสายได้ชัดเจน ด้านการใช้งานสามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ถ้าปิดใช้ได้ 8 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังด้วยสาย USB-C และยังกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย 

สเปคของ Beats Studio buds
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth Class 1 ติดตั้งไมโครโฟน Beamforming ไว้ตัดเสียงรบกวน
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น
  • ไมโครโฟนคู่ พูดคุยเสียงฟังชัดเจนแบบ Beamforming
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 8 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C 
  • ราคา 5,500 บาท (Wemall Lazmall)
5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)

sony

Sony WF-1000XM4 รุ่นนี้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนภาคต่อของรุ่น WF-1000XM3 ที่ Sony เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ โดยทาง Sony จัดการลดขนาดของเคสชาร์จให้เล็กลงเล็กน้อยให้พกพาได้สะดวกแล้วใส่ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนมาให้แบบจัดเต็มเช่นเดิม ดดยฟีเจอร์เด่นของ WF-1000XM4 ได้แก่ระบบตัดเสียงรบกวน Digital ANC ที่ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction ตรวจจับการสั่นสะเทือนจากเสียงของเราเพื่อตัดเสียงภายนอกและให้เน้นให้เสียงพูดของเราฟังชัดเจน, มี DSEE Extreme ช่วยยกระดับเสียงเพลงให้คุณภาพเสียงดียิ่งขึ้น, ฟีเจอร์ Speak-to-Chat เมื่อคุยกับคู่สนทนาแล้วหูฟังจะหยุดเล่นเพลงชั่วคราวแล้วกลับมาเล่นเพลงต่อโดยอัตโนมัติและตั้งค่าการทำงานได้ด้วยแอพฯ Sony | Headphone Connect รองรับทั้ง Android และ iOS และกันน้ำกับฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะรองรับการเชื่อมต่อกับมือถือหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.2 โดยเชื่อมต่อแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android และพีซีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างรวดเร็ว ใช้ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz  รองรับ Google Assistant และ Alexa สามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ถ้าปิดจะใช้ได้ 12 ชั่วโมง รวมวนชาร์จในเคสจะใช้งานได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที สามารถชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังได้ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้ จัดว่าเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูงที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพเสียงแบบจัดเต็ม

สเปคของ Sony WF-1000XM4
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 แบบแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair
  • ไดรเวอร์หูฟังขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction
  • ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ Speak-to-Chat หยุดเล่นเพลงชั่วคราวเมื่อคุยกับคู่สนทนาและเล่นเพลงต่อเมื่อคุยเสร็จ
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 12 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • รองรับ Gesture Control กับ Google Assistant, Alexa
  • ราคา 8,990 บาท (Sony Thailand)

สรุปสเปค 5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินได้ใจไม่มีใครรบกวน

สายฟังเพลงที่กำลังมองหาหูฟังตัดเสียงรบกวนตัวใหม่หรือจะอัพเกรดจากตัวเดิมมาเป็นรุ่นสเปคเด็ด ตัดเสียงเทพสำหรับปี 2022 นี้ ต้องถือว่ามีตัวเลือกให้เลือกมากมายทีเดียว โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้ง 5 รุ่นถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังตัดเสียงรบกวน การเชื่อมต่อ ไดรเวอร์ ไมค์และการตัดเสียง แบตเตอรี่และการชาร์จ ราคา
AUKEY
EP-N6
Bluetooth 5.1
แยกการเชื่อมต่อหูซ้าย, ขวา
ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

MEMS
100 Hz – 10 kHz

Hybrid Active Noise Cancellation

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 22 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,290 บาท
Edifier TWS NB2 Pro Bluetooth 5.0

ดีเลย์ต่ำ มี Game Mode

ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

ไมโครโฟนคู่

มี ANC
แบบ ENC

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 25 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 9 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,490 บาท
HUAWEI FreeBuds Pro Bluetooth 5.2 ไดนามิค
11 มม.
ไมค์คู่ ปรับแต่งมาเพื่อถ่าย Vlog

ติดไมค์ 3 ตัวเพื่อตัดเสียงรบกวนและมี Bone Sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

3,890 บาท
Beats Studio Buds Bluetooth Class 1 ไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ไมค์ Beamforming คู่ ใช้สนทนาและตัดเสียงรบกวนได้ในตัว เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
5 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 8 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง

ชาร์จด้วย
USB-C

5,500 บาท
Sony
WF-1000XM4
Bluetooth 5.2

Google
Fast Pair

ไดรเวอร์ 6 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme

ไมค์พร้อมฟีเจอร์ Speak-to-Chat

Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1

Bone-conduction sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
8 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 12 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 60 นาที

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

8,990 บาท

จะเห็นว่าหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนั้นมีให้เลือกตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนหลักพันปลายและแต่ละรุ่นก็จะมีฟีเจอร์เด่นแตกต่างกันไป ถ้าใครต้องการเปลี่ยนหูฟังใหม่เอามาฟังเพลงตอนทำงานหรือระหว่างเดินทางก็เลือกจากทั้ง  5 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเลยก็ได้ หรือจะดูเป็นแนวทางแล้วไปลองเลือกที่ร้านขายหูฟังโดยเฉพาะแล้วทดลองฟังเพลงก่อนว่าหูฟังรุ่นที่เราสนใจเป็นแนวเสียงแบบที่เราชอบหรือไม่ค่อยตัดสินใจซื้อก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

tws 2 cover

tws cover

from:https://notebookspec.com/web/633343-5-anc-tws-for-music-lover

HyperX เปิดตัวหูฟังเกมมิ่งไร้สายใช้ได้นานกว่า 300 ชั่วโมงใน CES 2022

HyperX นำผลิตภัณฑ์เกมมิ่งไร้สายรุ่นใหม่ใน CES หูฟังไร้สาย Cloud Alpha แบตอึดใช้ได้นาน

HyperX Cov1

HyperX แผนกเกมมิ่งส่วนหนึ่งที่ HP Inc. และเป็นผู้นำแบรนด์ ของเกมมิ่งและอีสปอร์ต ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เสริมสำหรับเกมมิ่ง ที่ได้รับรางวัลในงาน CES 2022 จากความมุ่งมั่นในการสนับสนุนความต้องการของการเล่นเกมด้วยอุปกรณ์ไร้สาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ล่าสุด ประกอบด้วยชุดหูฟังสำหรับเล่นเกม Cloud Alpha ที่มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 300 ชั่วโมง1 คอนโทรลเลอร์เกมไร้สาย Clutch™ และเมาส์เกมมิ่งไร้สาย Pulsefire Haste นอกจากอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สายแล้ว ยังได้เปิดตัวคีย์บอร์ดเกมแบบแมคคานิคอล Alloy Origins™ 65 พร้อมสวิตช์แมคคานิคอล Red และ Aqua ชุดหูฟังสำหรับเล่นเกม Cloud II ในโทนสีขาวและชมพูแบบใหม่ ตลอดจนชุดหูฟัง Cloud Core พร้อมระบบเสียง DTS® Headphone:X®

HyperX เปิดตัวหูฟังเกมมิ่งไร้สายใน CES2022


ชุดหูฟังเกมมิ่งไร้สาย HyperX Cloud Alpha

HyperX

หูฟังรุ่นนี้ มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดในชุดหูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย2 โดยมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 300 ชั่วโมง1 ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ชุดหูฟังนี้สร้างประสบการณ์เสียงที่สมจริงด้วยระบบเสียง DTS® Headphone:X®3 และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Dual Chamber ที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ และยังประกอบด้วยไดรเวอร์ขับเสียง ขนาด 50 มม. ที่ได้รับการออกแบบที่บางและเบายิ่งขึ้น โดยที่ยังคงเสียง และประสิทธิภาพของชุดหูฟังชนิดมีสายแบบดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้หูฟังเกมมิ่งไร้สายรุ่น Cloud Alpha Wireless พร้อมมอบความสบายขณะที่ใช้งาน อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะด้วยหนังเทียมที่นุ่มและยืดหยุ่นได้ รวมถึงเมมโมรี่โฟมที่นุ่มเป็นพิเศษ ตลอดจนโครงอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานและใช้งานได้ยาวนาน ชุดหูฟังมีไมโครโฟน ตัดเสียงรบกวนแบบถอดได้ พร้อมไฟแสดงสถานะ LED และปุ่มควบคุมเสียงออนบอร์ดบนที่ครอบหู

Advertisementavw

คอนโทรลเลอร์เกมไร้สาย HyperX Clutch

HyperX

สำหรับควบคุมการเล่นเกมบนมือถือที่ดียิ่งขึ้น ตัวควบคุมไร้สาย Clutch เป็นอุปกรณ์ที่พร้อมนำเสนอรูปแบบตัวควบคุมที่คุ้นเคย ร่วมกับผิวสัมผัสที่นุ่มสบาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับอุปกรณ์มือถือ Android ผ่าน Bluetooth 4.2 หรือตัวรับสัญญาณไร้สาย 2.4GHz นอกจากนี้ยังมาพร้อมสาย USB-C to USB-A ที่สามารถใช้เชื่อมต่อแบบมีสายไปยัง PC เพื่อใช้ควบคุมระหว่างการเล่นเกมได้ด้วย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จากการเล่นเกมบนคลาวด์ ผ่านอุปกรณ์หลายเครื่องได้อย่างเต็มที่ ตัวควบคุมไร้สาย Clutch มาพร้อมกับคลิปหนีบโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถถอดออกและปรับได้ ซึ่งสามารถขยายจาก 41 มม. ไปจนถึง 86 มม. และยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ในตัว ซึ่งให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 19 ชั่วโมงจากการชาร์จเพียงครั้งเดียว4


เมาส์เกมมิ่งไร้สาย Pulsefire Haste

HyperX

เมาส์ไร้สาย Pulsefire Haste ใช้การออกแบบสไตล์รังผึ้ง ที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ เพื่อการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและการระบายอากาศที่ดีกว่าที่เคย มาพร้อมเทคโนโลยีไร้สายสำหรับเกมด้วยการเชื่อมต่อไร้สายที่มีดีเลย์ต่ำ รับส่งสัญญาณที่ความถี่ 2.4GHz พร้อมมอบความเชื่อมั่นในการเชื่อมต่อ และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานสุดถึง 100 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง5 เมาส์ไร้สาย Pulsefire Haste มีปุ่มตั้งโปรแกรมได้ 6 ปุ่ม พร้อมหน่วยความจำออนบอร์ด และใช้ไมโครสวิตช์กันฝุ่น TTC Golden ที่สามารถรองรับการคลิกได้สูงสุด 80 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ตัวเมาส์ยังมีคุณสมบัติในการป้องกันฝุ่น และมีคุณสมบัติกันน้ำได้ถึงระดับ IP55 เมาส์เกมมิ่งไร้สาย Pulsefire Haste มาพร้อมกับเมาส์สเกตที่ผลิตจาก PTFE เกรดบริสุทธิ์ ซึ่งมีแรงเสียดทานต่ำเพื่อการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลได้อย่างง่ายดาย และยังมีกริ๊ปจับสำหรับทั้งสองด้านของเมาส์ รวมทั้งมีปุ่มเมาส์ด้านซ้ายและขวา และมีชุดสเกต PTFE สำรองมาให้ในชุด ตัวเมาส์รองรับปรับแต่งได้ด้วยซอฟต์แวร์ NGENUITY และให้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งค่า DPI ไฟ RGB ไปจนถึงการกำหนดปุ่ม และบันทึกมาโครได้


คีย์บอร์ดเกมมิ่งแบบแมคคานิคอล Alloy Origins 65

HyperX

Alloy Origins 65 มาพร้อมฟอร์มแฟคเตอร์ที่มีขนาด 65% พร้อมปุ่มทิศทาง ปุ่ม Delete ปุ่ม Page up และ Page down เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระดับสูงสุด ควบคู่กับคุณสมบัติสำหรับการใช้งานในแบบเดสก์ท็อป ที่สามารถใช้เลื่อนเคอร์เซอร์เมาส์ได้อย่างเหนือชั้น คีย์บอร์ดมาพร้อมสวิตช์แบบแมคคานิคอลที่สร้างขึ้นมาเพื่อเน้นประสิทธิภาพ อายุการใช้งานยาวนาน และรองรับการคลิกตลอดอายุการใช้งานได้สูงสุด 80 ล้านครั้งต่อสวิตช์ ที่ปุ่มคีย์บอร์ดมีไฟ RGB พร้อมการออกแบบเพื่อเพิ่มการส่องสว่างของไฟ LED ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมเอฟเฟกต์แสงแบบกระจาย และความสามารถในการปรับระดับความสว่างได้ 5 ระดับ คีย์บอร์ด Alloy Origins 65 ใช้คีย์แคป PBT แบบดับเบิ้ลช็อตระดับพรีเมียมพร้อมฟังก์ชันปุ่มรอง เพื่อการใช้งานในระยะยาว และโดดเด่นในด้านความทนทาน นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ NGENUITY ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งแสงไฟ6 ตั้งค่าโหมดเกม และรองรับการตั้งค่ามาโคร โดยสามารถบันทึกโปรไฟล์ไว้ในหน่วยความจำออนบอร์ดได้สูงสุดถึง 3 โปรไฟล์ คีย์บอร์ดรุ่นนี้ มีให้เลือกทั้งสวิตช์ Red แบบ linear และสวิตช์ Aqua ที่เป็นแบบ tactile7


ชุดหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II

HyperX

Cloud II มาพร้อมชุดควบคุมเสียงชั้นยอดซึ่งให้เสียงรอบทิศทางเสมือนจริง 7.18 และมีจุดเด่นคือเมมโมรี่โฟม อันเป็นเอกลักษณ์ ร่วมกับหนังเทียมระดับพรีเมียม และโครงอะลูมิเนียมที่ทนทาน เพื่อการใช้งานที่ยาวนาน ความเสถียร และความสบายสูงสุดสำหรับการเล่นเกมที่ต่อเนื่อง ชุดควบคุมเสียงรองรับการให้เสียงรอบทิศทางเสมือนจริง 7.1 ทิศทาง พร้อมการควบคุมระดับเสียงและไมโครโฟนได้อย่างอิสระ ผู้เล่นเกมสามารถเปิดหรือปิดระบบเสียงรอบทิศทางเสมือนจริง 7.1 ได้อย่างง่ายดายด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ชุดหูฟังนี้ใช้ไดรเวอร์ขนาด 53 มม. ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ซึ่งให้เสียงที่หนักแน่นและทรงพลัง พร้อมความคมชัดและแม่นยำ Cloud II รองรับการใช้งานร่วมกันได้กับอุปกรณ์หลายเครื่อง9 และมาพร้อมกับไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนแบบถอดได้ ซึ่งให้คุณภาพเสียง และเสียงของเกมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้าง Cloud II รุ่นใหม่นี้ ได้รับการออกแบบให้มีการผสมผสานสีชมพู และสีขาวที่สดใหม่เข้ากับความสะดวกสบาย และเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะได้อย่างลงตัว


ชุดหูฟังเกมมิ่ง Cloud Core

HyperX

ชุดหูฟังสำหรับเล่นเกม Cloud Core ออกแบบมาเพื่อประสบการณ์เสียงในเกมที่สมจริงด้วยระบบเสียง DTS® Headphone:X®3 ที่ให้เสียงในแบบ 3D ที่แม่นยำ Cloud Core เลือกใช้กรอบอะลูมิเนียม ที่ทนทาน และแถบคาดศีรษะที่สามารถปรับระดับได้ เพื่อให้มีความทนทาน อีกทั้งยังเลือกใช้เมมโมรี่โฟม HyperX อันเป็นเอกลักษณ์ และหนังเทียมที่อ่อนนุ่มเพื่อให้ความสบาย อันเป็นจุดเด่นเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ตัวชุดหูฟัง มาพร้อมไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนที่ยืดหยุ่น และสามารถถอดออกได้ ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพจาก Discord และ TeamSpeak

from:https://notebookspec.com/web/632221-hyperx-launch-headset-2022

โต๊ะคอมพิวเตอร์ 9 สิ่งที่ต้องมี เพิ่มสีสันให้กับการจัดโต๊ะคอมปี 2022

โต๊ะคอมพิวเตอร์ แค่มีของ 9 ชิ้นนี้ ก็เพิ่มความสวยงามน่าใช้ให้กับการจัดโต๊ะคอมของคุณ ในปี 2022 นี้ได้แล้ว

โต๊ะคอมพิวเตอร์

โต๊ะคอมพิวเตอร์ มาถึงชั่วโมงนี้ช่วงปลายปี ก่อนจะเข้าสู่ปีใหม่กับการทำงานหรือการเล่นเกม หลายคนน่าจะเริ่มหันมาปรับแต่งหรือเปลี่ยนแปลงโต๊ะคอมที่ใช้อยู่ ให้ดูน่าใช้น่าทำงานมากกว่าเดิม แต่การจะจัดโต๊ะสวยๆ ให้ดูว้าว ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งก็ต้องดูที่ธีมหรือการเลือกอุปกรณ์ให้เข้าชุดกับของเดิมที่มี เพื่อให้ลงตัวมากที่สุด รวมถึงการจัดแสงเงาให้ดูล้ำสมัย จะเป็นสิ่งที่เพิ่มความเร้าใจให้กับเหล่าเกมเมอร์หรือสตรีมเมอร์ ในการเล่นเกมหรือไลฟ์สตรีมให้ดูน่าสนใจมากกว่าเดิม ดังนั้นในวันนี้เรามาดูกันว่าเราจะเสริมอุปกรณ์อะไรเข้าไปในโต๊ะคอมหรือโต๊ะทำงานของคุณแล้วทำให้ดูโดดเด่นน่าใช้งาน เพื่อต้อนรับการเล่นเกมหรือการทำงานในปี 2022 ที่จะถึงนี้

โต๊ะคอมพิวเตอร์

  1. โต๊ะคอมพิวเตอร์
  2. โคมไฟหน้าจอ
  3. ลำโพง
  4. แผ่นรองเมาส์
  5. ที่แขวนหูฟัง
  6. ขาตั้งจอ
  7. เกมมิ่งเมาส์
  8. แสงไฟ RGB
  9. เก้าอี้เกมมิ่งหรือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ
  10. Conclusion

1.โต๊ะคอมพิวเตอร์

ถ้าโต๊ะคอมพิวเตอร์คอมเดิมที่คุณใช้ สภาพผ่านการใช้งานมายาวนาน ก็น่าจะปล่อยให้เค้าได้พักบ้าง โดยเฉพาะถ้าเป็นโต๊ะไม้อัดหรือปาติเกิลบอร์ด ที่มักจะเจออาการปูดบวมหรือแตกร่อน เมื่อโดนน้ำหรือความชื้นต่อเนื่อง จะเอามารับน้ำหนักของเคสนานเข้าก็จะไม่ไหว ลองเปลี่ยนไปหาโต๊ะคอมใหม่ๆ มีให้เลือกทั้งแบบ ซื้อแผ่นไม้เป็นท็อปเปอร์ มาวางบนขาแยกต่างหาก หรือจะเลือกแบบสำเร็จรูปประกอบเสร็จ และตัวเลือกอย่างโต๊ะเกมเมอร์ ที่จัดเต็มทั้งในเรื่องของความสวยงาม แสงไฟ และฟังก์ชั่นมาให้ รวมไปถึงสายสุขภาพ ก็ยังมีโต๊ะปรับระดับได้ ทั้งแบบ Manual และแบบไฟฟ้า มาให้เลือกมากมายทีเดียว แม้ว่าจะราคาค่อนข้างสูงไปบ้าง และเมื่อมองถึงความทนทานในการใช้งานระยะยาวแล้ว เรียกว่าคุ้มค่าน่าใช้ทีเดียว

Advertisementavw
โต๊ะคอมพิวเตอร์

Bewell Ergonomic Desk โต๊ะคอมแบบปรับระดับได้ เลื่อนขึ้น-ลง บันทึกระดับความสูง ใช้งานได้ทั้งนั่งและยืน ความสูงตั้งแต่ 60-125cm โดยมาพร้อมกับจอแสดงผลให้เราได้ทราบระดับการใช้งานที่เหมาะสม สามารถบันทึกเป็นโพรไฟล์ได้ 4 ระดับ แค่เลือกโพรไฟล์ที่ชอบและกดปุ่มเดียวเท่านั้น มีมอเตอร์มาให้ 2 ตัว ทำงานได้ไวและเงียบ โครงสร้างหลักเป็นโลหะมีความทนทาน รับน้ำหนักได้ถึง 160Kg ท็อปไม้เคลือบเมลามีนเพิ่มความทนทาน และยังกันน้ำ รวมถึงความชื้น ความหนาอยู่ที่ประมาณ 2.5cm โดยมีตัวเลือกขนาดความกว้างยาวอยู่ 3 แบบ ถ้าเน้นทำงาน เล่นเกม มีจอใหญ่ แนะนำ 200x85cm เพราะวางได้เต็มที่ และยังจัดโต๊ะให้ดูโล่งได้มากขึ้น แต่ถ้าของน้อย ใช้พีซีตัวเล็ก เช่น Mini-ITX รุ่นเล็กสุด 140x75cm ก็เพียงพอแล้ว รุ่นนี้รับประกันมอเตอร์ 5 ปี ซึ่งเท่าที่เช็คไซส์ใหญ่สุด ราคา 19,900 บาท เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ และการรับประกันยาวๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย สำหรับคนที่ทำงานและเน้นการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ หรือใช้ในสำนักงานที่ต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์

แต่ถ้างบประมาณคุณน้อยลงมาหน่อย ก็มีโต๊ะคอมอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในราคาที่ย่อมเยาลงมากับ Neolution E-Sport Atlantis โต๊ะคอมเกมมิ่งกึ่งทำงาน ขนาดใหญ่ วางจอได้ 2 ตัว พร้อมกับรับน้ำหนักเคสย่อมๆ ได้สบาย กับความยาวถึง 160cm ให้พื้นที่วางเมาส์แพดกว้างขวาง วัสดุแข็งแรง ปรับระดับได้ แต่เป็นแบบ Manual ผู้ใช้ต้องไขน็อตปรับเลื่อนความสูงเอง ที่น่าสนใจคือ ให้เมาส์แพดขนาดใหญ่มาแบบเต็มพื้นที่โต๊ะ พื้นผิวโต๊ะเป็นแบบคาร์บอน ทนต่อการขีดข่วน มีที่วางแก้วมาให้ พร้อมกับที่แขวนหูฟัง ส่วนขาผลิตจากคาร์บอนสตีลเฟรม รับน้ำหนักได้ถึง 100Kg สนนราคาประมาณ 4 พันกว่าบาทเท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
ปรับระดับได้ ตามสรีระและการใช้งาน ต้องอาศัยเวลาและเครื่องมือในการประกอบ
พื้นผิวแข็งแรง
พื้นที่กว้าง วางของสะดวก

2.โคมไฟหน้าจอ

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Baseus i-Wok LED Hanging Light เป็นโคมไฟติดหน้าจอหรือแขวนบนจอมอนิเตอร์ ที่ได้รับออกแบบได้อย่างโดดเด่น มีฟังก์ชั่นการทำงานกำลังพอเหมาะ ดีไซน์เข้ากันได้กับจอในหลายสไตล์ สามารถปรับระดับแสงไฟได้ถึง 3 เลเวลด้วยกัน โดยการกดปุ่มที่อยู่ด้านข้างของตัวโคม ให้โทนของสีได้สูงสุด 5000K สามารถเข้ากับสภาวะแสงรอบๆ ตัวภายในห้องได้ดี ดูแล้วสบายตา ไม่ว่าจะเป็นการท่องอินเทอร์เน็ต ที่อาจต้องการโทนที่ดูนุ่มนวลสบายตา มองเห็นได้ชัด หรือปรับความสว่างให้สูงขึ้น เมื่อชมภาพยนตร์ หลอดไฟเป็นแบบ LED ส่วนบอดี้เป็นอะลูมิเนียม เบาและทนทานดูมีความพรีเมียม กับโทนสีดำ ใช้แรงดันไฟเพียง 5W เท่านั้น ความยาวอยู่ที่ประมาณ 50cm น้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม สามารถติดตั้งได้ง่าย รูปแบบจะคล้ายกับกล้อง Webcam ใช้การเกี่ยวติดกับด้านบนของหน้าจอ ให้การเกาะยึดได้แน่นหนาพอสมควร ไม่ทำให้เกิดรอยบนตัวจอ เป็นข้อดีมากๆ ส่วนขนาดอาจจะไม่ลงตัวกับโน๊ตบุ๊คเท่าใดนัก แต่เน้นที่การใช้ร่วมกับจอคอมขนาด 24″ ขึ้นไป โดยเคาะราคาอยู่ที่ประมาณ 900 บาท เท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
ให้ความสว่างหน้าจอได้ในการทำงานที่มืด เหมาะกับจอแบบ Flat
ปรับระดับความสว่างได้
ดีไซน์สวย

3.ลำโพง

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Klipsch Promedia 2.1 BT ลำโพงไร้สายขนาดกระทัดรัด ดีไซน์ที่เรียบง่าย เข้าได้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นสีดำหรือขาวก็ตาม ด้วยความเป็นลำโพง 2.1 ที่มี Subwoofer และลำโพงซ้าย-ขวามาให้ อาจจะดูต้องใช้พื้นที่มากขึ้น แต่อย่าลืมว่าคุณสามารถวางซับวูเฟอร์ที่พื้นได้ อีกทั้งเสียงก็ยังออกมาจัดจ้าน เพราะได้ตัวขับที่ให้เสียงกลางแน่นขึ้นนั่นเอง จะต่างจากลำโพงจัดโต๊ะคอมทั่วไปที่เป็น 2 ช่องทางซ้าย-ขวาเท่านั้น นอกจากนี้รองรับการเชื่อมต่อแบบบลูทูธเป็นค่าพื้นฐาน สามารถลิงก์จากสมาร์ทโฟน เพื่อเล่นมีเดียได้ทันที ในกรณีที่ใช้งานแบบ 2 แชนแนล รวมถึงการควบคุมระดับเสียงผ่านทางลำโพง Satlelite ได้ง่าย ลำโพงนี้เหมาะกับคนที่ชอบความโดดเด่นในด้านเสียง เน้นความบันเทิงเป็นหลัก และจัดโต๊ะให้สวยงาม แม้จะมีสายต่ออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เกะกะมากมายนัก สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 9,900 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ดีไซน์สวย เป็นแบบ 2.1 ให้เสียงหนักแน่น ต้องแยก Sub woofer ไว้ด้านล่าง
รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ
ปรับจูนได้บนตัวลำโพง

4.แผ่นรองเมาส์

เป็นของที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่จะจัดโต๊ะคอมให้ดูสวย และเหมาะกับการใช้งาน มีให้เลือกทั้งแบบเป็นสไตล์ของคุณเอง จะเป็นภาพกราฟิก ลายการ์ตูนน่ารัก หรือจะเป็นแบบที่เรียบง่าย สีพื้นๆ แต่สิ่งที่จะแตกต่างกันนั้นก็คือ เรื่องของขนาดและฟีเจอร์ความพิเศษต่างๆ เช่น ขนาดของเมาส์แพด หากคุณชอบที่ใช้พื้นที่กว้างๆ ในการเลื่อนเมาส์ และจัดวางคีย์บอร์ดได้ด้วย อาจจะเลือกความยาวที่ใกล้เคียงกับโต๊ะ หรือชอบสีสันในการตกแต่ง เมาส์แพดบางรุ่นมาพร้อมลวดลายที่เรืองแสงได้ หรือมีขอบข้างที่เป็นแสงไฟ RGB ช่วยเพิ่มความสวยงาม เป็นต้น

จะเลือกแผ่นรองเมาส์อย่างไรดี?

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ขนาดที่เหมาะกับการเล่นเกมของคุณ เช่น เล่นเกมแนว Action FPS หรือ RPG ไม่ต้องใหญ่มาก เพราะไม่ต้องลากเมาส์ไปไกล สาดกระสุนได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเล่นแนว MOBA หรือว่า RTS อาจจะต้องดูแผนที่ ลากเมาส์เลือกออปเจกต์ ก็ต้องเพิ่มไซส์เมาส์แพดให้ใหญ่ขึ้น

เรื่องต่อมาคือ พื้นผิวหน้าสัมผัส เน้นเคลื่อนตัวไว ให้ใช้แบบ Speed เน้นควบคุมง่าย มีความแม่นยำสูงให้เลือกแบบ Control แต่ปัจจุบันแทบจะทำออกมาเป็นแผ่นเดียวกัน จะมีบางรุ่นเท่านั้นที่แยกฟีเจอร์ทั้ง 2 แบบให้เลือกใช้

สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของวัสดุและการผลิต นอกจากพื้นผิวที่ต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานได้รับการถักทอที่หนาแน่น เพื่อให้รับต่อการเคลื่อนไหวเมาส์ได้ดีแล้ว ยังต้องทนต่อการขูดขีดหรือการพับม้วนได้ดีในระดับหนึ่ง ด้านใต้มีฟีตที่ยึดเกาะกับพื้นโต๊ะได้แน่นหนา ไม่เคลื่อนได้ง่าย ในขณะที่เล่นเกม เพราะจะส่งผลต่อการแพ้ชนะได้เลยทีเดียว

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Chieftain Premium mousepad แผ่นรองเมาส์ขนาดใหญ่ มีให้เลือกตั้งแต่ 220x280mm และ 300x900mm เรียกว่าไซส์ใหญ่สุด ก็เกือบเต็มโต๊ะคอมขนาดเล็กเลยทีเดียว แต่จุดเด่นเค้าอยู่ที่ การเป็นเมาส์แพดแบบแข็ง ด้วยโลหะความหนาประมาณ 1.2mm ซึ่งให้พื้นผิวที่เพิ่มความแม่นยำ และมีความแข็งแรง ผิวหน้ามีความละเอียดสูง เหมาะกับการที่เคลื่อนเมาส์ด้วยความแม่นยำ รองรับเมาส์ทั้งในแบบเลเซอร์และออพติคอล มียางรองพื้นกันลื่นด้านล่าง โดยไซส์ XL ราคาอยู่ที่ 1,330 บาท

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Corsair MM700 RGB แต่ถ้าใครที่ชอบความตื่นตาตื่นใจ จัดโต๊ะคอมแล้วดูล้ำสมัย มีสไตล์โดดเด่น เน้นแสงไฟ RGB เมาส์แพดไซส์ใหญ่จาก Corsair รุ่นนี้ มีทุกอย่างที่คุณชอบ ด้วยพื้นผิวที่ดูหรูหรา ได้รับการถักทอผิวหน้ามาอย่างหนาแน่น เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับเมาส์ที่ DPI สูงๆ ตอบโจทย์ทั้งในแง่การเล่นเกมและทำงาน ให้การเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล และยังเป็นแบบที่พับม้วนได้ จุดเด่นอยู่ที่ขอบข้าง ซึ่งมาพร้อมแสงไฟ RGB แบบ 3 โซน ปรับแต่งได้ถึง 12 โพรไฟล์ ด้วยการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ iCUE มีตัวเลือกที่ยาวถึง 930mm x 400mm เรียกว่าใหญ่เกือบเต็มโต๊ะ ให้การเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต USB และยังเป็น USB Hub ในการเชื่อมต่อหูฟังหรือเมาส์ ด้านใต้เป็นแบบ Anti-Slip ซึ่งเป็นพื้นยาง กันการเคลื่อนไหว เมื่อเลื่อนเมาส์ในช่วงที่กำลังเล่นเกม ราคาเมาส์รุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
เมาส์แพดขนาดใหญ่ วางอุปกรณ์ได้สะดวก ต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดโต๊ะ
มีแสงไฟ RGB เพิ่มความสวยงาม
เพิ่มความหรูหราให้โต๊ะคอมได้ดี

5.ที่แขวนหูฟัง

แม้ว่าจะดูเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ แต่ก็พูดได้เต็มปากว่า ช่วยจัดระเบียบและเพิ่มความเป็นเกมมิ่งบนโต๊ะคอมของคุณได้ดีทีเดียว ไม่ว่าคุณจะใช้หูฟังแบบต่อสายหรือไร้สายก็ตาม เพิ่มความสวยงาม และการหยิบใช้ที่สะดวกได้ในตัว แต่จะไม่เลือกใช้ก็ได้ ถ้าในกรณีคุณมีจอคอมบางรุ่นที่เพิ่มฟังก์ชั่น ตัวแขวนหูฟังมาด้วย แต่ถ้าใครอยากจะได้ไว้ใช้ ปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบหหลักๆ คือ หนีบกับโต๊ะ และขาตั้งแขวน แล้วแต่ความสะดวก ใครโต๊ะเล็กหรืออยากประหยัดพื้นที่บนโต๊ะ ใช้แบบแขวนที่ขอบโต๊ะก็ได้ แต่ถ้ามีเมาส์สวย อยากโชว์ให้เข้าเซ็ต เป็นแบบขาตั้งก็น่าสนใจ

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Cougar Bunker S RGB ที่แขวนหูฟังสำหรับเกมเมอร์ที่จัดเซ็ตคอม RGB เอาไว้อย่างสวยงาม เพราะ Headset stand รุ่นนี้ นอกจากจะออกแบบมากดูล้ำสมัย สามารถแขวนหูฟังขนาดใหญ่ในแบบ Over-ear ได้ ยังปรับเปลี่ยนรูปแบบใช้ยึดกับตัวเคส แล้วแขวนหูฟังในแบบแนวนอนได้อีกด้วย โดยมีตัวดูดแบบสูญญากาศ ที่ยึดกับโต๊ะหรือพื้นผิวเรียบแบบเคสได้อย่างแน่นหนา พร้อมพอร์ต USB 2.0 ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย แต่ที่โดดเด่นน่าสนใจก็คือ การมีแสงไฟที่ฐานเป็นแบบ RGB ปรับเปลี่ยนโหมดแสงไฟได้จากปุ่มที่ตัวฐานได้เลย อเนกประสงค์และยังลงตัวกับเคสหล่อๆ ของคุณได้ดี ราคาประมาณ 1,490 บาท

โต๊ะคอมพิวเตอร์

แต่ถ้าคุณแต่งโต๊ะคอมพิวเตอร์ในสไตล์ที่เรียบหรูดูดี อาจไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของแสงสีมากนัก ราคาเบาๆ แบบนี้ก็น่าจะตรงใจคุณได้มากกว่า โดยเป็นหูฟังงานไม้ ที่มีการขัดเคลือบสีมาอย่างสวยงาม เข้ากับโต๊ะคอมที่เน้นความเป็นธรรมชาติหรือโทนสีขาว น้ำตาล เพื่อให้ดูอบอุ่น รวมถึงหูฟังในสไตล์อะคูสติก หรือแนวเรโทร ที่มีความเรียบง่าย มีขนาดให้เลือกมากมายทีเดียว ราคาประมาณ 500-700 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่คุณต้องการ

จุดเด่น ข้อสังเกต
ใช้เป็นอุปกรณ์ประดับโต๊ะได้ดี ใช้งานกับหูฟังไร้สายคล่องตัวมากกว่า
วางหูฟังได้อย่างปลอดภัย
ราคาไม่สูงมาก

6.ขาตั้งจอ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบความเป็นระเบียบ และการใช้งานจอคอมที่คุณสามารถคอนโทรลเอง หรือปรับระดับได้ ในแบบที่คุณต้องการ โดยไม่ยึดติดกับการใช้ร่วมกับขาตั้งพื้นฐานที่มากับจอภาพปกติ ซึ่งจอบางรุ่นอาจปรับได้เพียงมุมก้ม-เงยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นขาตั้งจอแล้ว นอกจากจะให้คุณปรับขยับได้ตามใจชอบแล้ว ยังให้คุณติดตั้งได้มากกว่า 1 จอ รวมถึงลดการใช้พื้นที่จัดวางบนโต๊ะคอมของคุณได้อีกด้วย เหลือพื้นที่เอาไว้ใช้วางอุปกรณ์อื่นๆ ได้สะดวกกว่า

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Kaloc KLC-DS90 ขาตั้งจอหรือขาแขวนจอคอมราคาหลักร้อย เหมาะสำหรับคนที่ใช้จอเดียว ปรับเลื่อนง่าย ติดตั้งเองได้ไม่ยุ่งยาก ใช้การยึดกับขอบโต๊ะคอมหรือโต๊ะทำงาน สามารถใช้ร่วมกับจอภาพได้ถึง 32″ ที่น้ำหนักสูงสุดประมาณ 9Kg เมาท์ติดตั้งกับหลังจอมาตรฐาน VESA 75 x 75mm และ 100 x 100mm มีระบบ Gas spring ช่วยในการจัดตำแหน่งของจอได้ง่ายขึ้น โดยมีฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้สามารถปรับมุมก้ม-เงยได้มากขึ้น รวมถึงหมุนจอแบบ Pivot 90 องศา หันซ้าย-ขวาและปรับความสูงได้ถึง 42cm และมีพื้นที่ให้จัดการสายให้ดูเรียบร้อย ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 699 บาท

Loctek 3S Move Triple LCD Stand แต่ถ้าคุณเป็นสายเทรดหุ้น หรือทำงานด้านตัดต่อวีดีโอและต้องใช้งานมัลติมอนิเตอร์ระดับ 3 จอ ขาตั้งรุ่นนี้น่าจะตอบความต้องการของคุณได้ดีที่สุด ด้วยแกนหลักขาตั้งขนาด 2″ ไม่หนาเทอะทะเกินไป แต่แข็งแรง พร้อมแขนที่ยืดออกไปรองรับจอขนาด 14-27″ ได้ถึง 3 ตัวด้วยกัน พร้อมกับให้การหมุนจอได้แบบ 360 องศา ปรับมุมก้มเงยได้ รวมถึงรองรับ VESA Mount 75 x 75mm และ 100 x 100mm มาตรฐาน ปรับความสูงได้ถึง 36cm ใช้การยึดเกาะกับโต๊ะแบบหนีบแข็งแรง ราคาประมาณ 4,700 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
รองรับการใช้งานมัลติมอนิเตอร์ ติดตั้งต้องระวังอาจทำโต๊ะเป็นรอย
ติดตั้งง่าย รองรับจอใหญ่ได้
ปรับหมุนในมุมต่างๆ ได้

7.เกมมิ่งเมาส์

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Logitech G Pro Wireless Mouse เป็นเมาส์ที่มีดีไซน์ทันสมัย แต่ไม่ได้หวือหวาหรือเน้นไปทางแสงไฟ RGB ที่ดูล้ำๆ มากนัก จึงเข้ากันได้กับการจัดโต๊ะคอมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวเกมมิ่งหรือโต๊ะทำงานก็ตาม ด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย LIGHTSPEED ตอบสนองได้ไว สามารถใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา ปุ่มกดเป็นแมคคานิคอล ให้ค่า DPI สูงสุดถึง 16000DPI ด้วยเซ็นเซอร์ HERO 16K และ Polling Rate 1000Hz น้ำหนักเบาแค่ 80 กรัมเท่านั้น สามารถบันทึกค่าโพรไฟล์ได้ในตัว ปุ่มมาโครด้านข้าง ปรับเปลี่ยนได้ สามารถใช้งานได้ถึง 60 ชั่วโมงต่อการชาร์จราคาประมาณ 5,990 บาท

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Asus Rog Spatha Wireless Mouse แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเมาส์ดีไซน์ที่ล้ำสมัย ฟีเจอร์แน่น และเพิ่มความโดดเด่นให้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์และพีซีของคุณได้มากขึ้น เมาส์รุ่นนี้คือคำตอบของคุณ ด้วยการออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์โดยเฉพาะ ใช้งานได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย เหมาะทั้งเกม MMORPG และ Action บอดี้ดูแปลกตา วัสดุแม็กนิเซียมอัลลอยที่ดูดุดัน มีแสงไฟ RGB ที่ด้านข้างของตัวเมาส์ สวิทช์ OMRON ให้ความทนทาน และการตั้งมาโครได้ถึง 12 ปุ่ม ให้ความแม่นยำได้ถึง 8,200DPI และ Polling Rate 2000Hz น้ำหนักเพียง 178g และแท่นชาร์จแนวตั้ง ราคาประมาณ 5,990 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ตอบโจทย์การเล่นเกมได้ดี ใช้แบบไร้สาย ไม่เกะกะ
ปรับแต่งมาโครได้
สีสันสวยงาม เหมาะกับโต๊ะคอม

8.แสงไฟ RGB

น่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ได้ไม่น้อยเลย ด้วยเฉดโทนสีที่สามารถเปลี่ยนได้ตามความต้องการ และบางรุ่นยังปรับโหมดให้เข้ากับโน๊ตบุ๊คหรือพีซี รวมถึงเกมมิ่งเกียร์ที่ใช้อยู่ได้อย่างลงตัว ซึ่งในปัจจุบันมีหลายแบบให้เลือกใช้งาน มีตั้งแต่งบหลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับสไตล์และห้องของคุณว่าอยากให้เป็นแนวใด และมีงบประมาณมากน้อยเพียงใด

โต๊ะคอมพิวเตอร์

หลอดไฟ RGB ในแบบรังผึ้ง ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจ สามารถติดเข้ากับผนังด้านหลัง เพิ่มสีสันให้กับโต๊ะคอมได้ดีทีเดียว โดย 1 ชุดมี 6 ชิ้น จัดเรียงกันตามรูปแบบที่คุณชอบ จุดเด่นอยู่ที่การคอนโทรล เพื่อเปลี่ยนแสงไฟในแบบ RGB ได้ง่ายผ่านทางแอพฯ ที่ใช้ได้ทั้งแอนดรอยด์และ iOS ปรับโพรไฟล์แสงได้มากกว่า 200 แบบ จะให้เล่นตามเสียงเพลงก็ได้ หรือจะใช้รีโมทที่มีมาให้ปรับแต่งได้สนุก และยังเชื่อมต่อกันได้มากกว่า 40 ชิ้่นเลยทีเดียว กับตัวล็อคที่ดูแน่นหนา โดยราคาประมาณ 1,190 บาทต่อชุดเท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
เพิ่มความสวยงามให้โต๊ะคอม บางแบบใช้งานค่อนข้างยาก
มีหลายแบบให้เลือก
ควบคุมผ่านแอพฯ ได้

9.เก้าอี้เกมมิ่งหรือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ

โต๊ะคอมพิวเตอร์

MSI MAG CH130 X เก้าอี้เกมมิ่งดีไซน์หรูหรา แต่ราคาไม่ถึงหมื่นบาท ออกแบบมาเพื่อคอเกม ที่ชอบเก้าอี้ในสไตล์สปอร์ต แต่นั่งสบายมากขึ้น ออกแบบให้โอบกระชับในช่วงไหล่ และมี High Density Foam ของเบาะนั่งเพื่อความรู้สึกที่แน่นหนา เพิ่มความมั่นใจในการเล่นเกม กับผิวสัมผัสที่เป็นแบบหนัง พร้อมด้วยลายเส้นแบบคาร์บอน เพื่อความทันสมัย โทนสีดำตลอดทั้งตัว ตัดกับการเดินด้ายสีขาว คล้ายกับรถสปอร์ต สามารถปรับเลื่อนได้ทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นที่วางแขน หรือปรับความสูง รวมถึงเอนหลังได้ถึง 150 องศา เพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง ด้วยโลหะทนทาน รองรับน้ำหนักได้ถึง 150 กิโลกรัม และขาโลหะ 5 แฉก พร้อมล้อเลื่อน ให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว

โต๊ะคอมพิวเตอร์

ส่วนใครที่ชอบความเรียบง่าย แม้จะออกไปทางเกมมิ่ง แต่ก็ดูสุขุมนั่งสบายกับ Cooler Master CALIBER X1 ในงบไม่ถึงหมื่นบาท ดีไซน์ที่เรียบหรูแต่ให้อารมณ์ที่ดูสปอร์ต ในโทนสีเทาดำ กับเบาะหนัง PU ที่เจาะรูระบายอากาศ ที่เป็นเอกลักษณ์ เสริมด้านข้างกับลวดลายที่ดูคล้ายเบาะรถแข่ง จุดเด่นอยู่ที่การปรับระดับเอนนอนได้ 180 องศาแนวราบ ครงสร้างโลหะให้ความแข็งแรง และบอดี้อะลูมิเนียมมีความยืดหยุ่น ตัวเบาะเป็นโฟมความหนาแน่นสูง เสริมความแน่นกระชับ ปรับระดับได้สองส่วนด้วยกันคือ เพิ่ม-ลดความสูง และเอนเบาะอยู่ด้านใต้เก้าอี้ พร้อมที่พักแขน 4D ซึ่งสามารถปรับเลื่อนได้สี่ทิศทาง ขึ้น-ลง, ซ้าย-ขวา รวมถึงเลื่อนไปข้างหน้าได้อีกด้วย ส่วนเบาะเสริมจะมีให้เพียง Back rest เท่านั้น เพราะส่วนบนของเก้าอี้ ถูกเสริมมาอย่างดี รับน้ำหนักได้ถึง 150Kg ด้วยโช๊ค Gaslift Class 4 ให้ความทนทานด้วยล้อขนาด 75mm เป็นล้อขนาดใหญ่

จุดเด่น ข้อสังเกต
ดูโดดเด่น ทันสมัย ความนั่งสบายขึ้นอยู่กับสรีระผู้ใช้
ปรับระดับได้
เพิ่มความสวยงามให้กับโต๊ะคอมได้

Conclusion

ก็เป็นการรวบรวมเอาของแต่งที่จะนำมาใช้ในการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณให้ดูโดดเด่นมากขึ้นในปี 2022 เผื่อใครที่ไอเดียหรือกำลังจะต้องทำงานที่บ้าน รวมถึงอยากแต่งโต๊ะคอมเล่นเกมของคุณใหม่ อุปกรณ์เหล่านี้ก็พอจะเป็นแนวทางให้กับคุณได้ รวมถึงยังเลือกปรับให้เหมาะกับบ้าน หรือห้อง รวมถึงของเดิมที่คุณมีอยู่ เพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่น่าสนใจ สามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็น คีย์บอร์ด ฟิกเกอร์ หรือว่าจะเป็นของเล่นในคอมของคุณ ซึ่งหากเซ็ตดีๆ เช่น เมนบอร์ด กราฟิกการ์ด ที่เข้าคู่กัน ก็ยิ่งทำให้โต๊ะคอมของคุณดูน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว หรือถ้าใครมีไอเดียเด็ดๆ แนะนำเพื่อนๆ ก็อย่าลืมคอมเมนต์กันมานะครับ จะได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กัน ขอให้มีความสุขกับการจัดโต๊ะคอมใหม่ในปีหน้านี้นะครับ

from:https://notebookspec.com/web/631055-10-component-pc-table-2022

6 หูฟังครอบหูสายเกมมิ่งตัวเด็ดเพื่อเกมเมอร์ มีแบบไร้สายให้เลือกด้วย เริ่มแค่ 1,290 บาทเท่านั้น

หูฟังครอบหูเพื่อเกมเมอร์ตอนนี้มีรุ่นเด็ดๆ ให้เลือกเพียบ! มีราคาตั้งแต่ถูกไปจนตัวแพงเลย!

headphone cover

หูฟังครอบหูหรือเฮดโฟนเป็นหูฟังอีกประเภทที่เกมเมอร์หลายๆ คนเลือกมาใช้เล่นเกมเพราะไดรเวอร์ที่ใหญ่และฟีเจอร์จำลองทิศทางเสียงได้ตั้งแต่ 5.1, 7.1 แชนแนล ซึ่งเกมเมอร์สาย FPS จะได้ประโยชน์จากฟีเจอร์นี้มากทีเดียว จะได้ยินเสียงของศัตรูเวลาปะทะได้ง่ายยิ่งขึ้น และบางรุ่นก็สามารถติดตั้งโปรแกรมเสริมเพื่อให้เล่นเกมได้สนุกและได้เปรียบคู่แข่งยิ่งขึ้นอีกด้วย

Advertisementavw

อย่างไรตาม หูฟังทรงครอบหูสำหรับเกมเมอร์ปัจจุบันนี้มีให้เลือกหลายรุ่นและแบรนด์เกมมิ่งแต่ละแบรนด์ต่างก็มีฟีเจอร์เด่นๆ เป็นจุดขายของตัวเองให้เกมเมอร์ได้เลือกไปเล่นเกมกัน ซึ่งบางคนอาจจะเลือกเกมมิ่งเฮดโฟนแตกต่างจากเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นที่ใช้งานเป็นประจำก็ได้หรือจะใช้เป็นแบรนด์เดียวกันกับเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นก็ช่วยให้ตั้งค่าได้สะดวกเพราะใช้แค่ซอฟท์แวร์เดียวจัดการได้ทั้งหมดเลย

หูฟังครอบหู

6 หูฟังครอบหูสายเกมมิ่งเพื่อเกมเมอร์เล่นเกมเพลินได้ใจ!

ถ้าเกมเมอร์คนไหนที่กำลังหาหูฟังดีๆ เอาไว้เล่นเกมสักตัว ณ ตอนนี้ในช่วงหลักพันต้นๆ จะมีรุ่นดีๆ ให้เลือกกันหลากรุ่นหลายแบรนด์เลย โดยทั้ง 6 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. Fantech WH01 (1,290 บาท)
  2. Corsair HS35 (1,390 บาท)
  3. JBL Quantum 100 (1,590 บาท)
  4. SteelSeries Arctis 1 (2,290 บาท)
  5. Lenovo Legion H600 (3,509 บาท)
  6. Logitech Pro X (3,999 บาท)
1. Fantech WH01 (1,290 บาท)

WH01 1000x600 1

เริ่มต้นด้วยแบรนด์หูฟังลูกผสมที่เล่นเกมก็ดีฟังเพลงก็ไม่แพ้ใครอย่าง Fantech WH01 ที่ผู้เขียนซื้อมาใช้เล่นเกมกับพีซีของตัวเองอยู่ ซึ่งตัวหูฟังจะเป็นเสียงสเตอริโอแยกทิศทางเสียงของศัตรูได้ชัดเจนระดับหนึ่งและจะเด่นเวลาฟังเพลงเพราะว่าได้มิติเสียงหนักแน่นและมีเบสเยอะกำลังดีอีกด้วย

ด้านสเปคของหูฟังตัวนี้จะดีไซน์เป็นแบบครอบหูและสามารถพับเก็บได้ เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ Bluetooth 5.0 อัตราหน่วงต่ำ (Low Latency) ก็ได้ทำให้เล่นเกมแล้วเสียงไม่เกิดการดีเลย์หรือขาดช่วงโดยเฉพาะตอนเล่นเกมบนสมาร์ทโฟน มีปุ่มควบคุมเพิ่มลดเสียง, เปลี่ยนเพลงหรือเปิดปิดตัวหูฟังติดมาให้ด้านข้างตัว ตัวไดรเวอร์หูฟังมีขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีไมโครโฟนในตัวรับเสียงแบบ Omni Directional ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 16 kHz ฝังแบตเตอรี่เอาไว้ในตัวใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 60 ชม. ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยพอร์ต USB-C จะชาร์จด้วยปลั๊กหรือ Power Bank ก็ได้ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าหูฟังนี้จะเหมาะกับผู้ใช้ที่เล่นเกมทั้งในพีซีและสมาร์ทโฟนและเน้นความบันเทิงด้วย ไม่ได้โฟกัสเล่นพีซีเกมแบบเต็มที่ก็ซื้อตัวนี้ไปใช้งานได้ แต่ถ้าเป็นฮาร์ดคอร์เกมเมอร์เน้นทิศทางเสียงคมเป็นพิเศษก็อาจจะข้ามไปตัวอื่นจะดีกว่า

สเปคของ Fantech WH01
  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนในตัวรับเสียงแบบ Omni Directional ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 16 kHz
  • มีปุ่มควบคุมเพิ่มลดเสียง, เปลี่ยนเพลงหรือเปิดปิดตัวหูฟังติดมาให้
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ Bluetooth 5.0 อัตราหน่วงต่ำ (Low Latency)
  • แบตเตอรี่เอาไว้ในตัวใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 60 ชม. ชาร์จด้วยสาย USB-C
  • รองรับ Windows และสมาร์ทโฟน
  • ราคา 1,290 บาท (Gadget Villa Shopee)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. รองรับการเชื่อมต่อทั้งมีและไร้สาย 1. เหมาะกับผู้ใช้แบบทั่วไป ไม่แนะนำสำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์เพราะเสียงเป็นสเตอริโอธรรมดา ไม่ได้แยกทิศทางเหมือนรุ่นเกมมิ่ง
2. ใช้งานไร้สายต่อเนื่องได้ 60 ชม.  
2. Corsair HS35 (1,390 บาท)

CA 9011195 NA Gallery HS35 BLACK 01

Corsair HS35 รุ่นนี้จะเป็นหูฟังครอบหูเน้นเกมมิ่งเป็นหลัก โดยจุดเด่นคือมันสามารถเอาไปเล่นเกมกับ PC, PS4, PS5, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตและ Xbox One (แต่ต้องซื้ออแดปเตอร์เฉพาะของ Microsoft มาใช้ด้วย) ได้เลย สามารถถอดไมโครโฟนออกได้เมื่อไม่ใช้งานและมีปุ่มควบคุมตัวหูฟังติดมาให้ด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 50 มม. มาให้และตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz ได้เสียงแบบสเตอริโอ และไมค์เป็น Unidirectional พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนในตัว ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz สามารถถอดเก็บได้ถ้าไม่ต้องการใช้งาน ส่วนการเชื่อมต่อใช้สาย 3.5 มม. เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งานได้เลย และหูฟังกับไมค์เซ็ตนี้ได้รับการรับรอง Discord-Certified แล้วว่าเป็นเฮดโฟนที่ปรับแต่งคุณภาพเสียงให้สื่อสารกับเพื่อนตอนเล่นเกมได้ดี ดังนั้นถ้าใครต้องการหาเกมมิ่งเฮดโฟนดีๆ ราคาไม่แพงมากสักตัวเอาไว้เล่นเกมก็ซื้อตัวนี้ได้เลย

สเปคของ Corsair HS35
  • ไดรเวอร์ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนแบบถอดเก็บได้รับเสียงแบบ UniDirectional พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • มีปุ่มเปิดปิดไมค์และวงล้อปรับเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. 
  • รองรับ PC, PS4, PS5, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตและ Xbox One
  • ราคา 1,390 บาท (Corsair Shopee Mall)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้งานกับอุปกรณ์ได้หลากหลายแบบ 1. เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น
2. ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนและได้รับ Discord-Certified ด้วย  
3. JBL Quantum 100 (1,590 บาท)

JBL Quantum 100 Product Image Hero Black 02

ด้านแบรนด์ที่เด่นเรื่องเสียงเพลงอย่าง JBL ก็มีหูฟังครอบหูสายเกมมิ่งให้เลือกด้วย โดยรุ่นแนะนำเป็น JBL Quantum 100 รุ่นเริ่มต้นเพื่อเกมเมอร์ที่ชอบเสียงเพลงด้วย โดยจุดเด่นของหูฟังตัวนี้คือรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หลากหลายแบบและมีฟีเจอร์ JBL QuantumSOUND ให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ JBL อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะใช้ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีปุ่มและวงล้อปรับเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้และสามารถจำลองเสียง 7.1 แชนแนลได้ ติดตั้งไมโครโฟนมาให้เป็นแบบถอดเก็บได้ถ้าไม่ใช้งาน ส่วนตัวหูฟังสามารถพับเป็นแนวราบวางกับพื้นโต๊ะได้ รองรับการเชื่อมต่อกับ PC, PlayStation, Xbox, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟน, macOS ได้ ใช้สายหูฟัง 3.5 มม. ถ้าเชื่อมต่อกับ Windows สามารถใช้ Windows Sonic Spatial Sound ได้ด้วย เรียกว่าเป็นหูฟังเกมมิ่งจากแบรนด์ผู้ผลิตหูฟังเพื่อการฟังเพลงที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งและราคาไม่แพงมากด้วย ถ้าใครชื่นชอบแบรนด์นี้ก็สามารถเลือกซื้อไปใช้ได้เลย

สเปคของ JBL Quantum 100
  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz จำลองเสียง 7.1 แชนแนล
  • ฟีเจอร์ JBL QuantumSOUND ให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ JBL
  • ไมโครโฟนถอดเก็บได้ มีปุ่มเปิดปิดไมค์และวงล้อปรับเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. 
  • รองรับ PC, PlayStation, Xbox, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟน, macOS
  • ราคา 1,590 บาท (Mercular)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. จำลองเสียงแบบ 7.1 แชนแนลได้ มี JBL QuantumSOUND 1. เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น
2. รองรับหลากหลายระบบปฏิบัติการ ใช้งานได้หลากหลายเครื่อง  
4. SteelSeries Arctis 1 (2,290 บาท)

buyimg arctis1 pc 001.jpg 1920x1080 q100 crop fit optimize subsampling 2

SteelSeries Arctis 1 นับเป็นหูฟังเกมมิ่งรุ่นเล็กของ SteelSeries แต่ก็ยังได้ฟีเจอร์เยอะไม่แพ้รุ่นใหญ่เลย ทั้งระบบเสียง Arctis Sound ที่แยกทิศทางศัตรูได้คมชัดเหมือนรุ่นใหญ่, ไมค์แบบตัดเสียงรบกวนเวลาพูดคุยกับเพื่อน, รองรับหลากหลายระบบปฏิบัติการและในตัวหูฟังยังใช้ก้านโลหะแข็งแรงทนทานทำให้ใช้งานได้หลายปีไม่เสียหายง่ายๆ

สเปคของหูฟังตัวนี้ติดตั้งไดรเวอร์ 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz แบบเดียวกับ Arctis 7 มีสวิตช์เลื่อนเปิดปิดไมโครโฟนและล้อเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้ มีไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน รับเสียงแบบ Bidirectional ติดตั้งมาให้ ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz และถอดเก็บได้เมื่อไม่ต้องการใช้งาน เชื่อมต่อกับ PC, macOS, PS4, PS5, Xbox, Nintendo Switch และสมาร์ทโฟนได้ด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. และในกล่องมีสายเสริมการเชื่อมต่อแถมมาให้ด้วย แต่ข้อสังเกตคือหูฟังตัวนี้จะไม่รองรับการตั้งค่าด้วยโปรแกรม SteelSeries Engine เหมือนกับเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นของทางค่าย ยกเว้นตัว Arctis 1 Wireless จะรองรับซอฟท์แวร์ของทาง SteelSeries ด้วย

สเปคของ SteelSeries Arctis 1
  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • มีระบบเสียง Arctis Sound ที่แยกทิศทางศัตรูได้คมชัด
  • ไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน รับเสียงแบบ Bidirectional ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. 
  • รองรับ PC, macOS, PS4, PS5, Xbox, Nintendo Switch และสมาร์ทโฟน
  • ราคา 2,290 บาท (Mercular)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้ไดรเวอร์รุ่นเดียวกับรุ่นท็อปของทางค่าย 1. เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น
2. รองรับหลากหลายระบบปฏิบัติการ ใช้งานได้หลากหลายเครื่อง 2. ไม่รองรับ SteelSeries Engine เหมือนเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นของทางค่าย
3. ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน  
5. Lenovo Legion H600 (3,509 บาท)

GXD1A03963 500x400 6

นอกจากเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้ว Lenovo เองก็มีหูฟังครอบหูแบบเกมมิ่งให้เลือกซื้อไว้เล่นเกมเช่นกัน โดยรุ่นแนะนำเป็นรุ่น Lenovo Legion H600 โดยรุ่นนี้จะเป็นเกมมิ่งเฮดโฟนแบบไร้สาย จะใช้ USB Dongle 2.4 GHz หรือสายหูฟัง 3.5 มม. ก็ได้ จึงรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลากหลายขึ้น

สำหรับหูฟังตัวนี้ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 50 มม. มาให้ ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีปุ่มควบคุมตัวหูฟังอย่างเพิ่มลดเสียง, ปุ่ม Power และสวิตช์เลื่อนเพื่อปิดเสียง ไมโครโฟนติดตั้งมาให้แบบถอดไม่ได้แต่ดันก้านขึ้นเพื่อเก็บได้ รับเสียงแบบ Unidirectional ตอบสนองความถี่ 200 Hz – 20 kHz มีแบตเตอรี่ในตัว 1,200 mAh ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 20 ชม. เชื่อมต่อด้วย USB Dongle คลื่น 2.4 GHz และสายหูฟัง 3.5 มม. ได้ด้วย ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ใช้สาย USB-C to A ที่แถมมาในกล่องชาร์จได้เลย ซึ่งถ้าใครเป็นทีม Lenovo อยากได้หูฟังให้เข้ากับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คอย่าง Lenovo Legion ก็เลือกซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Lenovo Legion H600
  • ไดรเวอร์ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • มีปุ่มควบคุมได้แก่ เพิ่มลดเสียง, ปุ่ม Power และสวิตช์เลื่อนเพื่อปิดเสียง
  • ไมโครโฟนพับเก็บได้ รับเสียงแบบ Unidirectional ตอบสนองความถี่ 200 Hz – 20 kHz
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ USB Dongle คลื่น 2.4 GHz 
  • รองรับหลากหลายอุปกรณ์ เช่น PC และเครื่องคอนโซล
  • ราคา 3,509 บาท (Lenovo Thailand)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ถึง 50 มม. 1. ไมโครโฟนเป็นแบบพับเก็บขึ้นข้างบน ถอดไม่ได้
2. เชื่อมต่อได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย  
6. Logitech Pro X (3,999 บาท)

Pro X 3

Logitech Pro X รุ่นนี้เป็นหูฟังเกมมิ่งที่มีทั้งรุ่นมีสายลาย League of Legends และแบบไร้สายที่ทางผู้เขียนเคยรีวิวไปทั้งคู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างชื่นชอบเฮดโฟนรุ่นนี้เป็นพิเศษและแนะนำสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหูฟังครอบหูสายเกมมิ่งคุณภาพดี ซื้อทีเดียวจบและได้ไมค์เสียงคมกับเทคโนโลยี BLUE VO!CE ไปใช้งาน และตัวโครงยังแข็งแรงเพราะใช้อลูมิเนียมและโฟมหูฟังเป็นเมมโมรี่โฟมนุ่มสบายและใช้งานกับโปรแกรม Immerse ของ Embody ช่วยแยกทิศทางเสียงศัตรูตอนเล่นเกมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้านสเปคก็ต้องถือว่าหูฟังครอบหู Pro X ตัวนี้น่าลงทุนซื้อมาใช้งานเพราะใช้ไดรเวอร์ PRO-G ขนาด 50 มม. ตลบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz ตั้ง EQ ได้ รองรับ DTS Headphone:X 2.0 ติดตั้งไมค์รองรับเทคโนโลยี BLUE VO!CE มาให้ รับเสียงแบบ Cardioid ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz ให้เสียงพูดคุยกับเพื่อนชัดเจน ถ้าไม่ใช้งานก็สามารถถอดเก็บได้ เชื่อมต่อกับพีซี, สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้ด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. หรือต่อเข้ากับ USB DAC เข้ากับพีซีให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าเดิมและตั้งค่าทั้งหมดได้ด้วยโปรแกรม Logitech G HUB ได้เลย ซึ่งถ้าใครอยากได้หูฟังครอบหูสายเกมมิ่งดีๆ สักตัวและมีงบประมาณระดับหนึ่งก็แนะนำให้ลงทุนซื้อ Logitech Pro X ตัวนี้มาใช้งานได้เลย

สเปคของ Logitech Pro X
  • ไดรเวอร์ PRO-G ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz ตั้งค่า EQ ได้ รองรับ DTS Headphone:X 2.0
  • ไมโครโฟนถอดเก็บได้ รับเสียงแบบ Cardioid ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz รองรับเทคโนโลยี BLUE VO!CE
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ USB DAC
  • ตั้งค่าการทำงานและ EQ ได้ในโปรแกรม Logitech G HUB
  • รองรับหลากหลายอุปกรณ์ เช่น PC, สมาร์ทโฟนและเครื่องคอนโซล
  • ราคา 3,999 บาท (Mercular)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้โปรแกรม Logitech G HUB ตั้งค่าหูฟังได้ทั้งเสียงหูฟังและไมค์ 1. ราคาสูงสุดในกลุ่ม
2. หูฟังรองรับเสียง DTS Headphone:X 2.0  
3. ไมโครโฟนเป็น BLUE VO!CE คุณภาพสูง  

สรุปสเปคหูฟังครอบหูสายเกมมิ่งทั้ง 6 รุ่น ตัวเด็ดน่าโดน เล่นเกมเพลิน!

สำหรับหูฟังครอบหูทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำ จะมีตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นราคาเป็นมิตรไปจนถึงรุ่นสำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ให้เลือกซื้อด้วย โดยสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังครอบหู ไดรเวอร์ ไมโครโฟน การเชื่อมต่อ ระบบปฏิบัติการ ราคา
Fantech WH01 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

Omni Directional

ตอบสนองความถี่
100 Hz – 16 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม.

Bluetooth 5.0

Windows

สมาร์ทโฟน

1,290 บาท
Corsair HS35 50 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

UniDirectional
ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน

ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม. PC

PS4, PS5

Nintendo Switch

Xbox One

สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

1,390 บาท
JBL Quantum 100 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

จำลองเสียง 7.1 แชนแนล

JBL QuantumSOUND

ไมค์แบบถอดเก็บได้

มีปุ่มเปิดปิดไมค์และวงล้อเพิ่มลดเสียง

สายหูฟัง 3.5 มม. PC

PlayStation

Xbox

Nintendo Switch

สมาร์ทโฟน

macOS

1,590 บาท
SteelSeries Arctis 1 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

Arctis Sound

Bidirectional

ตัดเสียงรบกวน

ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม. PC

PlayStation

Xbox

Nintendo Switch

สมาร์ทโฟน

macOS

2,290 บาท
Lenovo Legion H600 50 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

Unidirectional

ตัดเสียงรบกวน

ตอบสนองความถี่ 200 Hz – 20 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม.

USB Dongle คลื่น 2.4 GHz

PC

เครื่องคอนโซล

3,509 บาท
Logitech Pro X PRO-G ขนาด 50 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

DTS Headphone:X 2.0

Cardioid

ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz 

BLUE VO!CE

สายหูฟัง 3.5 มม.

USB DAC

PC

เครื่องคอนโซล

ตั้งค่าด้วย Logitech G HUB

3,999 บาท

สำหรับหูฟังครอบหูในตอนนี้ จะเห็นว่าแค่ราคาพันต้นๆ ก็ได้ของดีมาใช้งานแล้วและรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบสายและ Bluetooth เลย และถ้าเพิ่มเงินมาอีกนิดหน่อยก็จะมีรุ่นเกมมิ่งให้เกมเมอร์ซื้อไปต่อคอมหรือเครื่องคอนโซลที่บ้านได้ด้วย แต่สังเกตว่าหลายๆ รุ่นจะไม่รองรับการใช้ซอฟท์แวร์ปรับตั้งค่าตัวหูฟังเหมือนกับตัว Logitech ดังนั้นก่อนจะซื้อผู้เขียนแนะนำให้ดูรูปแบบการใช้งานของตัวเองก่อน ว่าต้องการใช้แบบง่ายๆ ต่อเครื่องแล้วลุยเลยหรือชอบตั้งค่าให้ถูกจริตของตัวเองมากกว่า ซึ่งถ้าเลือกและตัดสินใจได้แล้วค่อยซื้อก็ไม่สายเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

bthead cover

tws 2 cover

bt headphone cover

from:https://notebookspec.com/web/631587-6-gaming-headphone-gamer-should-have

SOUL แบรนด์หูฟังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัว EMOTION PRO และ EMOTION MAX

SOUL แบรนด์หูฟังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัวหูฟังประสิทธิภาพสูง EMOTION PRO และ EMOTION MAX มาพร้อมกับฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน และดีไซน์สุดเก๋ ด้วยหูฟัง 2 แบบ ไร้สาย EMOTION PRO และหูฟังแบบครอบหู EMOTION MAX  มาพร้อมกับเทคโนโลยี Noise Cancelling (การตัดเสียงรบกวน) และ Wireless Innovation (นวัตกรรมแบบไร้สาย) สามารถเชื่อมต่อได้หลายอุปกรณ์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ ด้วยฟีเจอร์ที่ครบทุกมิติของการใช้งาน มีประสิทธิภาพสูง และคุ้มค่าต่อการเป็นเจ้าของ ด้วยราคาที่จับต้องได้ EMOTION PRO ราคาเพียง 4,290 บาท และ EMOTION MAX ราคาเพียง 3,990 บาท 

SOUL เปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2010 โดยเริ่มต้นจากการ จับมือกับลูดาคริส  ในปี 2010 นักแสดงและศิลปินแร็ปชื่อดังจากอเมริกา เจ้าของ 3 รางวัลแกรมมี่ ร่วมออกแบบหูฟังตัดเสียงรบกวน (Noise Cancelling) รุ่น SOUL By Ludacris SL300 หูฟังในตำนานที่เป็นการสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจของคริส ศิลปินที่มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงรวมถึงมีประสาทการรับฟังที่ดีเยี่ยม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หูฟังที่ช่วยเปิดประสบการณ์ที่ดีในการฟังเพลงเป็นอย่างมาก 

EMOTION PRO

EMOTION PRO สร้างโลกความบันเทิงได้ใน ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ได้ถึง 36 ชั่วโมงต่อเนื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับการสนทนา และการรับฟังเพื่อความบันเทิงทุกรูปแบบ ด้วยดีไซน์ที่มาพร้อมกับการติดตั้งระบบไมโครโฟนมาให้ถึง 6 ตัว โดยติดตั้งข้างละ 3 ตัว ทำให้สามารถใช้งานหูฟังด้วยประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมระบบ Hybrid Active Noise Cancellation ตัดเสียงรบกวน อีกทั้งยังใช้ระบบความหน่วงสัญญาณต่ำ (Low Latency) เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ในเวลาเดียวกัน จึงตัดปัญหาเสียงไม่ตรงกับภาพ ในระหว่างสนทนา ดูคอนเทนต์ หรือเล่นเกมได้ ให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างอิสระในแบบของตัวเองได้อย่างเต็มที่ 


SOUL Emotion Pro Collection

  • Hybrid Active Noise Cancelling ลดเสียงบกวนได้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานนอกบ้าน
  • Crystal Clear Calls เสียงสนทนาชัดใสด้วยไมค์คุณภาพสูง
  • 40mm Driver paired with AptX and AAC codec มอบคุณภาพเสียงระดับสูง
  • Wireless Charging เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานระหว่างวัน
  • ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง 36 ชั่วโมง ตอบโจทย์ชีวิตนอกบ้านของคนยุคใหม่ 
  • ฟังเพลง ดูคอนเทนต์ และสนทนาไปด้วยได้ถึง 20 ชั่วโมง ด้วย ANC function
  • Multipoint Connection ดึงฟีเจอร์เด่นรุ่นใหญ่มาใส่ให้เชื่อมต่อได้หลายอุกรณ์
  • Personalised App ปรับแต่งรูปแบบเสียงผ่านแอปอย่างง่ายดายในแบบที่เป็นคุณ

EMOTION MAX  

การออกแบบ Emotion Max ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียง ผสานดีไซน์ Ergonomic ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลงแบบจริงจังหรือเพื่อการผ่อนคลายแบบไร้เสียงรบกวนภายนอก พร้อมติดตั้งไมโครโฟนคู่สำหรับการสนทนาออนไลน์ พร้อมใช้งานในหลากหลายไลฟ์สไตล์ได้ถึง 38 ชั่วโมง ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมทั้งการเรียน  อ่านหนังสือ ทำงาน การเล่นเกมเป็นทีม  หรือการออกกำลังในยิม เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการสื่อสารระหว่างกัน ด้วยระบบ Active Noise Cancellation และAudio Transparency mode ระบบบลูทูธที่สามารถรับสาย ฟังเพลง และรับการแจ้งเตือนต่างๆจาก 2 อุปกรณ์ได้ในเวลาเดียวกัน 

SOUL Emotion Max Collection

  • Active Noise Cancellation ตัดเสียงรบกวนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • Qualcomm® CvCTM 8.0 มอบเสียงที่ชัดเคลียร์ใส ไร้คลื่นรบกวน
  • 40mm Driver paired with AptX and AAC codec มอบคุณภาพเสียงระดับสูงบนทุกความถี่
  • ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 38 ชั่วโมง ไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลงหรือการสนทนา พร้อมระบบ USB-C Quick Charge 
  • Bluetooth Multipoint Technology เชื่อมต่อได้หลายอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย
  • Additional Mesh Earpad เพิ่มชั้นตาข่ายให้สวมสบายมากขึ้น


ในฐานะแบรนด์หูฟังและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก SOUL มุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างสรรค์ทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้วิสัยทัศน์ “Keep Going” มาพร้อมกับ 3 องค์ประกอบ Power, Clarity และ Comfort อีกทั้งตอบรับต่อความต้องการ และคุณค่าทางจิตใจของผู้ฟังทุกคนมากว่า 10 ปีจนถึงปัจจุบัน 

ในปี 2014 SOUL เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ K-POP และ LOOP ที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกโดยร่วมกับศิลปิน K-POP ชื่อดังจากค่ายยักษ์ใหญ่ YG ENTERTAINMENT อย่าง BIG BANG และ PSY เจ้าของผลงาน “Gangnam Style” เป็นการสร้างปรากฎการณ์ของวงการเพลงเอเชียในช่วงเวลานั้น ด้วยหูฟังสีนีออนที่เป็นการสื่อถึงแฟชัน POP Culture ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้หูฟัง SOUL กลายเป็นไอเท็มสำคัญของหนุ่มสาวเกาหลีไปในทันทีล่าสุดปี 2021 SOUL เปิดตัวหูฟังไร้สาย หูฟังแบบครอบหู ด้วยราคาที่จับต้องได้ EMOTION PRO ราคาเพียง 4,290 บาท และ EMOTION MAX ราคาเพียง 3,990 บาท  มาพร้อมกับสีสุดคลาสสิก สีดำ สีน้ำเงิน และสีเบจ 


นอกจากนี้ SOUL ยังนำเสนอหูฟังหลากหลายซีรี่ส์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ไม่จำกัดทั้ง S-FIT, S-NANO, S-GEAR อีกทั้งยังมีลำโพง S-STORM ลำโพงระบบบลูทูธที่มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำและลอยน้ำได้ พร้อมมอบความบันเทิงในทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ. สามารถสัมผัสประสบการณ์การฟังเพลงไปกับหูฟัง SOUL ได้แล้ววันนี้ ผ่านศูนย์จำหน่ายเครื่องเสียงของอัศวโสภณ ผู้นำเข้าหูฟัง SOUL อย่างเป็นทางการในประเทศไทย 

รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับสินค้า เข้าไปดูได้ที่ https://www.asavasopon.co.th/page/Soul-th

 

ข่าว: SOUL แบรนด์หูฟังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัว EMOTION PRO และ EMOTION MAX มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/american-headphone-brand-soul-launches-emotion-pro-and-emotion-max/

หูฟังออกกำลังกาย 7 หูฟังไร้สาย เสียงเร้าใจ แบตอึด ใช้ได้นาน กันน้ำได้ 2021

หูฟังออกกำลังกาย 7 รุ่น เพิ่มความสนุกให้กับการวิ่ง ฟิตเนส หรือ Workout แบตอึด กันน้ำกันฝุ่น เสียงดี รับสายได้ เป็นทุกอย่างให้แล้ว

หูฟังออกกำลังกาย
ที่มา: Music photo created by senivpetro – www.freepik.com” class=”rank-math-link”>Freepik

หูฟังออกกำลังกาย กลายเป็นอุปกรณ์ยอดฮิตติดชาร์ท สำหรับคนที่ชอบกิจกรรมแบบ Outdoor รวมถึงการวิ่งออกกำลัง เพื่อช่วยให้ไม่เบื่อ หรือต้องการความเป็นส่วนตัว โดยบางคนอาจชอบฟังเพลง หรือดนตรีที่ช่วยปลุกเร้าให้รู้สึกอยากวิ่ง หรือบางคนชอบก็ใช้ในการฟัง Podcast และแน่นอนว่า การฟังเพลงของหลายๆ คน ทำให้มีจังหวะในการออกกำลัง เดิน วิ่งหรือแม้กระทั่งการทำงานอีกด้วย ซึ่งมีส่วนในเรื่องของการเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการคาร์ดิโอ หรือแค่การวิ่งเหยาะๆ ในช่วงเช้าหรือเย็นก็ตาม รวมไปถึงเพลงที่กระตุ้นการ Workout ได้ดียิ่งขึ้น บางเพลงถึงกับแนะนำเอาไว้สำหรับ Heart rate แต่ละโซนอีกด้วย แต่หลายคนก็ใช้เพื่อการสนทนา เพื่อไม่ให้พลาดสายสำคัญ แม้ว่าจะอยู่ในช่วง Workout ก็ตาม หูฟังไร้สายจึงกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

แต่หูฟังที่ใช้ในการออกกำลังเหล่านี้ ก็มีก็มีให้เลือกหลายรูปแบบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น In-ear, True Wireless หรือจะเป็น Headset แต่ปัจจัยสำคัญนั่นคือ การเชื่อมต่อ เพราะหูฟังที่เหมาะกับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องแบบนี้ การไม่ใช้สายต่อพ่วงเลย หรือเป็นแบบไร้สาย ดูจะเหมาะสมและสะดวกมากที่สุด และที่ได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือ การเชื่อมต่อด้วยสัญญาณบลูทูธ เพราะเชื่อมต่อง่าย ให้ระยะในการเชื่อมต่อได้ไกล และยังใช้งานได้นาน กินพลังงานน้อย ทำให้หูฟังในท้องตลาดส่วนใหญ่ เป็นรูปแบบของ Bluetooth ซึ่งมีทั้ง 4.0, 5.0 และ 5.2 ในปัจจุบัน

Advertisementavw

สิ่งที่ใช้ในการเลือกหูฟังออกกำลังกาย

รูปแบบที่ถนัด: เพราะคุณจะต้องใช้งานไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหว รวมถึงชนิดกีฬาที่คุณเล่น ต้องใช้สะดวกมากที่สุด หูฟังออกกำลังกาย จะเป็นแบบ In-ear, Headset, Ear, True Wireless, หรือจะเป็นแบบคล้องคอ หรือมีขอเกี่ยวหู เป็นต้น แต่ละแบบมีดีต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผู้ใช้และความถนัด

หูฟังออกกำลังกาย
ที่มา: EDIFIER

ต้องกันน้ำได้ดีในระดับหนึ่ง: วัตถุประสงค์หลักของการกันน้ำ อยู่ที่การกันเหงื่อเป็นสำคัญ เพราะโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ตลอดเวลา หูฟังควรต้องมีความทนทานในระดับหนึ่ง กันน้ำ กันเหงื่อ อย่างเช่น การล้างหน้า การสาดน้ำ เพื่อลดความร้อน หรือบางคนก็ใช้ในการวิ่งเทรล และวิ่งมาราธอน ซึ่งอาจจะเจอช่วงฟ้าฝนไม่เป็นใจสาดมาบ้าง ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก แต่หูฟังบางค่ายก็ออกแบบมาเพื่อการว่ายน้ำได้อีกด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ราคาก็สูงขึ้นไม่น้อย

หูฟังออกกำลังกาย
ที่มา: SONY

น้ำหนักเบา สวมใส่ง่าย พกพาสะดวก: ขนาดและน้ำหนัก ก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้คุณจะใช้ในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังวันละ 1-2 ชั่วโมง แต่อย่าลืมว่า คุณก็จะต้องสวมเอาไว้ตลอดเวลา ควรจะเป็นวัสดุที่เบา ไม่ระคายเคือง ไม่เจ็บหูหรือหนีบศีรษะเกินไป หรือพกพาไม่สะดวก เพราะบางคนก็ไม่ได้ออกกำลังแถวบ้าน ต้องเดินทางไปสนามกีฬา หรือสวนสาธารณะตามสะดวก การที่พกไปยาก คล้องคอไม่สบาย หรือหนักเกินไป ก็คงไม่เหมาะนัก

แบตอึดใช้งานได้นาน: แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงจะใช้กันแบบข้ามวันข้ามคืน เพราะหูฟังออกกำลังกายเหล่านี้ มีขนาดเล็ก และต้องสวมสบาย แบตใหญ่ก็คงไม่สะดวก แต่อย่างน้อย ให้การเชื่อมต่อและเล่นต่อเนื่องได้นานพอ ต่อการออกกำลังกายในแต่ละวัน อย่างไรก็ดีหูฟังในกลุ่ม True Wireless หลายรุ่น ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง และมีการชาร์จที่เร็วอีกด้วย

เชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน หรือเครื่องเล่นที่ใช้อยู่ได้ง่าย: เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะถ้าจะพกหูฟังไปออกกำลังกายทั้งที ต้องมานั่ง Pair กันใหม่ทุกรอบ ก็คงจะน่าเบื่อ ต้องขอบคุณเทคโนโลยี Bluetooth เวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่ทำให้การเชื่อมต่อรวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น แต่เชื่อมต่อเพียงครั้งเดียวในครั้งแรก ครั้งต่อไปเปิดบลูทูธที่มือถือ และหูฟัง ก็เชื่อมต่อกันได้อัตโนมัติแล้ว


หูฟังออกกำลังกาย ไร้สาย 7 รุ่น

  1. Plantronics Blackbeat Fit 3200
  2. AFTERSHOKZ OpenMove
  3. JBL Endurance Dive
  4. SONY WF-SP800N
  5. SoundMAGIC ST80
  6. EDIFIER NEOBUDS PRO
  7. Beats Powerbeats High Performance

1.Plantronics Blackbeat Fit 3200

หูฟังออกกำลังกาย

Plantronics Backbeat Fit 3200 หูฟังออกกำลังกายไร้สายในแบบ True Wireless กระทัดรัด กันน้ำ กันฝุ่นได้ดี สวมใส่สบาย ซึ่งค่ายนี้ เป็นผู้ชำนาญด้านหูฟังมายาวนาน ในรุ่น Backbeat นี้ ก็ถือเป็นเรือธงอีกรุ่นหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมมายาวนาน จุดเด่นอยู่ที่ความทนทานระดับ IP57 พอจะกันละอองน้ำ และใช้ในพื้นที่ฝุ่นละออง เช่นการวิ่งสตรีทรันได้สบาย ออกแบบมาเป็นพิเศษในสไตล์แบบ In-ear ซึ่งมีที่คล้องหู และซิลิโคนที่นุ่มนวล ทำให้สวมใส่สบาย เสียงเบสค่อนข้างลึกและแน่น ให้ความดังของเสียงได้ดีในระดับหนึ่ง แต่จะที่น่าสนใจก็คือ ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีทีเดียว และยังปรับ Preset ของ Equalizer ได้อีกด้วย การเชื่อมต่อเป็นแบบ Bluetooth 5.0 วัสดุมีความพรีเมียม พกพาสะดวก ใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง พร้อมกับระบบค้นหาหูฟัง เมื่อหล่นสูญหาย และยังรับสายขณะที่ออกกำลังกายได้อีกด้วย การชาร์จเป็นแบบใช้ร่วมกับกล่องเก็บและชาร์จไฟได้ในตัว สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 5,990 บาท

จุดเด่น

  • เป็นแบบคล้องหู แต่แยกชิ้นซ้าย-ขวา ใช้สะดวก
  • ขนาดกระทัดรัด พกพาง่าย
  • ใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมง
  • ควบคุมการทำงานผ่านหูฟังได้เลย

ข้อสังเกต

  • เป็นแบบ Earbud ขึ้นอยู่กับความเคยชินของผู้ใช้
Plantronics Blackbeat Fit 3200
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP57
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ True Wireless
ระยะเวลาการใช้งาน 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 5,500 บาท

2.AFTERSHOKZ OpenMove

หูฟังออกกำลังกาย

AFTERSHOKZ หูฟังไร้สายที่เหมาะกับการออกกำลังกาย โดยมีรูปแบบการทำงานแบบ Bone Conduction สำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นกับการออกกำลังกาย แต่ไม่ชอบการใช้ In-ear หรือการใส่เข้าไปในหู เพื่อลดความรำคาญ เมื่อมีเหงื่อออกมากๆ โดยหูฟังรุ่นนี้ ข้อดีคือ คุณจะได้ยินเสียงรอบข้างไปพร้อมๆ กัน จึงเหมาะกับการเดินสตรีทในเมืองหรืออยากจะพูดคุยกับคนรอบข้างได้ด้วย เมื่อไปออกกำลังพร้อมกับเพื่อนๆ ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา มีปุ่มแบบมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมการทำงาน เปลี่ยนเพลง เพิ่ม-ลดเสียง รับสาย วางสาย มีไมโครโฟนมาในตัว ให้การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 ความทนทานอยู่ในระดับ IP55 กันละอองน้ำกันฝุ่นในชีวิตประจำวันได้ดี โครงสร้างจะเป็นแบบคล้องกับใบหู และคล้องด้านหลังคอ แต่ไม่รู้สึกรำคาญขณะวิ่ง สนนราคาประมาณ 2,990 บาท

จุดเด่น

  • ได้ยินเสียงรอบข้างได้ถนัดกว่า
  • คล้องกับใบหู เคลื่อนไหวได้สะดวก ไม่ต้องกลัวหลุด
  • ใช้งานได้นานถึง 6 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • เป็นระบบการเสียงแบบสั่นสะเทือน ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้แต่ละคน
AFTERSHOKZ OpenMove
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP55
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ Bone Conduction
ระยะเวลาการใช้งาน 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 2,990 บาท

3.JBL Endurance Dive

หูฟังออกกำลังกาย

JBL รุ่นนี้เป็นหูฟังออกกำลังกายในสไตล์ของ Sport เพื่อการออกกำลังที่เข้มข้นขึ้น เพราะนอกจากเป็นแบบคล้องหู ที่ดูแน่นหนามากขึ้นแล้ว ยังให้สีสันที่ดูสปอร์ต วัสดุส่วนใหญ่เป็นแบบซิลิโคนที่นุ่มนวล และให้ความทนทานในระดับ IPX7 การทนต่อแรงน้ำได้ดีขึ้น จึงทำให้ใช้เล่นกีฬาทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ เจ๊ตสกีหรือพายเรือคายักได้ มาพร้อมฟีเจอร์ TwistLock และ FlexSoft ซึ่งช่วยให้การจับยึดกับใบหูแน่นหนา และมีน้ำหนักเบา การควบคุมเสียง Play-Pause ทำผ่านตัวหูฟังได้ง่าย ด้วยการสัมผัสเท่านั้น โดยพื้นฐานจะยังเป็นแบบ Ear-plug เสียบเข้าไปในหู ใครที่ชอบสไตล์แบบนี้ก็ดูน่าสนใจ เคาะราคาอยูที่ 3,390 บาท

จุดเด่น

  • สีสันสดใสมีให้เลือก
  • เป็นแบบ In-ear มีความกระชับ
  • ความทนทานระดับ IPX7
  • มาพร้อมตัวล็อคคล้องหู

ข้อสังเกต

  • มีเป็นสายคล้อง อาจไม่ได้เหมาะกับกีฬาบางประเภท
JBL Endurance Dive
การเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2
ความทนทาน IPX7
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ Ear hook
ระยะเวลาการใช้งาน 7 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 3,390 บาท

4.SONY WF-SP800N

หูฟังออกกำลังกาย

หูฟังไร้สายในแบบ Earbud ที่มีทั้งความกระทัดรัด ความทนทาน และใช้งานได้ค่อนข้างสะดวกเลยทีเดียว ดีไซน์ได้ล้ำสมัย จุดสัมผัสเป็นวัสดุเนื้อนิ่ม มีตัวล็อคให้เข้ากับโครงสร้างด้านในหู ที่เรียกว่า ARC 2 ทำให้คนที่เล่นกีฬาที่หนักหน่วงขึ้น เช่น การฟิตเนส ยกน้ำหนัก หรือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ด้านในที่เป็น Earbud เป็นยางซิลิโคน มีให้เลือกถึง 5 ขนาด เพื่อความกระชับ และลดเสียงรบกวนได้ดี โดยทาง Sony เคลมการใช้งานได้ที่ 9 ชั่วโมงสำหรับหูฟังที่ชาร์จไฟเต็ม ยังไม่รวมแบตจากกล่องชาร์จจะช่วยให้ใช้งานต่อได้ มีเบสที่แน่น และ Sound stage กว้าง รับสายได้ในนิ้วเดียว และฟีเจอร์ที่ใช้การแตะเบาๆ ที่หูฟัง เพื่อฟังเสียงรอบข้าง โดยไม่ต้องถอดสายออกได้อีกด้วย SONY WF-SP800N สนนราคาอยู่ที่ 5,990 บาท

จุดเด่น

  • มีจุกยาง Ear tip มาให้ถึง 5 ขนาด
  • สวมกระชับ เพราะมีตัวล็อคกับด้านในใบหู
  • ใช้งานได้นานถึง 9 ชั่วโมง
  • Sound stage ที่กว้าง
  • แตะหูฟังเพื่อคอนโทรล

ข้อสังเกต

  • เป็นแบบ IP55 กันฝุ่นและละอองน้ำในเบื้องต้น
SONY WF-SP800N
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP55
ย่านความถี่ 4-40000Hz
รูปแบบ Earbud
ระยะเวลาการใช้งาน 9 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 5,990 บาท

5.SoundMAGIC ST80

หูฟังออกกำลังกาย

หูฟังออกกำลังกาย SoundMAGIC ในสไตล์สปอร์ต เล่นกีฬาก็ได้ ใช้ในชีวิตประจำวันก็ดี มาในรูปลักษณ์ทันสมัย และมาในแบบ Ear hook ที่ดูสนุกสนาน เพราะคุณสามารถปรับเลื่อนระดับการหมุน สูง-ต่ำของตัวเกี่ยวนี้ได้เอง แต่จุดเด่นคือ การใช้งานได้ทั้งแบบไร้สาย ในช่วงเวลาที่ต้องการความคล่องตัว เร่งรีบ หรือใช้สายต่อเข้ากับ ซิลิโคน Ear tip ที่มีให้เลือกทั้งแบบ Sport ที่ต้องเคลื่อนไหว และแบบพื้นฐาน ใช้ในชีวิตประจำวัน โครงสร้างหลักเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย ความทนทานอยู่ในระดับ IPX6 ควบคุมการทำงานผ่านสาย ไม่ว่าจะลด-เพิ่มเสียง หรือการรับสาย เป็นต้น ใช้งานได้นาน 16 ชั่วโมง ด้วยแบต 200mAh ราคาอยู่ที่ 2,990 บาท

จุดเด่น

  • ดีไซน์ทันสมัย ใช้ได้ทั้งการทำงานและออกกำลัง
  • การควบคุมผ่านทางตัวสายเป็นหลัก
  • ได้มาตรฐาน IPX6 มีความทนทาน
  • ให้ย่านเสียงที่กว้าง

ข้อสังเกต

  • ขนาดค่อนข้างใหญ่ และชิ้นส่วนที่เป็นข้อต่อมากขึ้น
SoundMAGIC ST80
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IPX6
ย่านความถี่ 15-22000Hz
รูปแบบ Ear hook
ระยะเวลาการใช้งาน 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 2,990 บาท

6.EDIFIER NEOBUDS PRO

หูฟังออกกำลังกาย

EDIFIER รุ่นนี้ เหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังเบาๆ วิ่งใกล้บ้าน หรืออยู่บนเครื่องเล่นในยิม และอยากได้หูฟังที่พกพาสะดวก ใส่แล้วไม่เกะกะ ทนเหงื่อทนฝุ่นได้ดี หูฟังรุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ ด้วยการเป็นหูฟังแบบ In-Ear ควบคุมการทำงานด้วยการสัมผัส จะเล่นเกมหรือดูหนังบนมือถือ ก็ให้เสียงได้จัดจ้าน ให้จุกหูฟังซิลิโคน 7 ขนาด เป็นแบบป้องกันแบคทีเรีย อีกทั้งได้การรับรอง Hi-Res Audio Certificated เรื่องของเสียงที่มีรายละเอียด เหมาะทั้งการฟังและสนทนา พร้อมโหมด Active Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ ให้ไดรเวอร์ 2 รูปแบบ เพื่อความบันเทิงในการใช้งานต่างๆ พร้อมกันนี้ยังมีแอพพลิเคชั่น ในการจัดการหูฟัง ปรับแต่งเสียงและลูกเล่นได้สะดวกอีกด้วย ตัวหูฟังรองรับการชาร์จเร็ว และใช้งานได้นานถึง 6 ชั่วโมง ราคาอยู่ที่ 3,990 บาท

จุดเด่น

  • เป็นแบบ In-ear พกพาสะดวก
  • ให้คุณภาพเสียงที่ดีในด้านความบันเทิง
  • มีโหมด ANC ตัดเสียงรบกวน
  • มีกล่องชาร์จ เพิ่มระยะการใช้งานได้นานขึ้น

ข้อสังเกต

  • มาตรฐาน IP54 กันฝุ่นและละอองน้ำในเบื้องต้นเท่านั้น
EDIFIER NEOBUDS PRO
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP54
ย่านความถี่ 20-40000Hz
รูปแบบ In-Ear
ระยะเวลาการใช้งาน 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 3,990 บาท

7.Beats Powerbeats High Performance

Beats Powerbeats High Performance

Beats Powerbeats หูฟังไร้สายแนวสปอร์ตแบบ ที่มี Ear hook แขวนกับใบหู และชุดหูฟังแบบ In-ear ทนต่อเหงื่อ น้ำ และฝุ่นจากการออกกำลังกายที่หนักหน่วงได้ดี เหมาะกับกีฬาในหลายประเภท โดยรุ่นนี้ จัดเป็นตัวเกือบท็อปของ Beast Powerbeats และเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 15 ชั่วโมงด้วยกัน รองรับการสั่งงานด้วยเสียง ชาร์จไว ความโดดเด่นเป็นเรื่องของเสียงเบสที่แน่น และนุ่มนวล ควบคุมการทำงานผ่านตัวหูฟังได้ รับสาย เพิ่ม-ลดเสียง มาพร้อมจุกซิลิโคน 4 ขนาด และเคสสำหรับชาร์จไฟในตัว ใครที่เป็นชาวอีสปอร์ต ก็ยังนำมาใช้เป็นหูฟังเล่นเกม ได้เสียงเอฟเฟกต์หนักๆ พร้อมกับการสนทนากับเพื่อนร่วมทีมได้ในตัว สนนราคาอยู่ที่ 4,990 บาท

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา
  • ใช้งานได้นาน แบตอึด
  • มี Ear hook คล้องหูได้แน่น ไม่หลุดง่าย

ข้อสังเกต

  • เป็นแบบสายคล้องอาจไม่เหมาะกับกีฬาบางชนิด
Beats Powerbeats High Performance
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IPX4
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ In-Ear
ระยะเวลาการใช้งาน 15 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 4,990 บาท

Conclusion

Plantronics Blackbeat Fit 3200 AFTERSHOKZ OpenMove JBL Endurance Dive SONY WF-SP800N SoundMAGIC ST80 EDIFIER NEOBUDS PRO Beats Powerbeats High Performance
การเชื่อมต่อ BT 5.0 BT 5.0 BT 4.2 BT 5.0 BT 5.0 BT 5.0 BT 5.0
ความทนทาน IP57 IP55 IPX7 IP55 IPX6 IP54 IPX4
ย่านความถี่ 20-20000Hz 20-20000Hz 20-20000Hz 4-40000Hz 15-22000Hz 20-40000Hz 20-20000Hz
รูปแบบ True Wireless Bone Conduction Ear hook Earbud Ear hook In-Ear In-Ear
เวลาการใช้ 8 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 7 ชั่วโมง 9 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 15 ชั่วโมง
ราคา 5,500 บาท 2,990 บาท 3,390 บาท 5,990 บาท 2,990 บาท 3,990 บาท 4,990 บาท

สำหรับคนที่ชอบการออกกำลัง การเลือกหูฟังออกกำลังกาย ที่เหมาะสมและสะดวกในการใช้งาน ก็มีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถ รวมถึงการเผาผลาญพลังงานได้อย่างเพลิดเพลินใจในแต่ละครั้งได้ไม่น้อย ซึ่งตัวเลือกก็มีให้เห็นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบคล้องหู In-Ear หรือจะเป็นแนวอื่นๆ แต่สิ่งที่อยากให้เน้นคือ เรื่องของความกระชับ น้ำหนักที่พอดี และใช้งานได้นาน เพราะคุณจะไม่ต้องเสียอารมณ์ในระหว่าง Workout หรือเวลาที่วิ่ง การตัดเสียงรบกวนได้ก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย กับการรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบข้างไปพร้อมๆ กัน รวมถึงความทนทานต่อน้ำ ฝน ฝุ่น ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนเรื่องของรูปลักษณ์และสไตล์ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคุณเป็นหลัก เอาเป็นว่าเลือกมาสักรุ่น แล้วไปออกกำลังกันดีกว่าครับ

from:https://notebookspec.com/web/624993-wireless-headset-workout-2021

7 หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตเพื่อชีวิตแอคทีฟ ได้แบรนด์ชั้นนำไปใช้คุ้มๆ เริ่ม 3,990 บาท

หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตจากแบรนด์ชั้นนำ ตอนนี้มีรุ่นน่าสนใจให้เลือกเพียบ!

tws 2 cover

หูฟัง True Wireless เรียกว่าเป็นหูฟังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน จากการที่ไม่มีสายมารบกวนรุงรังตอนทำกิจกรรมอะไร และมีดีไซน์ทั้งแบบเฮดโฟนที่เคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ หรือรุ่นที่ราคาไม่แพงมากไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้หูฟังไร้สายดีๆ เอาไว้ฟังเพลงแล้ว เรียกว่ามีหลายเรทราคาให้เลือกซื้อกันและมีหลากหลายดีไซน์อีกด้วย

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม หูฟัง True Wireless ก็จะมีประเภทที่ออกแบบมาเพื่อสายสปอร์ตโดยเฉพาะ มีสเปคและดีไซน์เน้นเรื่องกันน้ำและฝุ่นเป็นพิเศษและหลายๆ รุ่นจะออกแบบให้มีก้านหรือจุกยางเพื่อป้องกันการหลุดตอนขยับออกท่าทางหนักๆ ได้เต็มที่โดยที่หูฟังไม่กระเด็นลงไปกองอยู่กับพื้นจนหูฟังเสียหายอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังกันน้ำและฝุ่นและมี IP Rating กำกับเอาไว้เพื่อบอกว่าหูฟังตัวนี้กันน้ำกันฝุ่นได้ดีระดับไหนได้ด้วย ซึ่งถ้าใครเป็นสายออกกำลังกายตบเท้าเข้ายิมหรือวิ่งสวนสาธารณะบ่อยๆ ก็น่าลงทุนซื้อเอาไว้ใช้ฟังเพลงมากๆ และยังใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

หูฟัง True Wireless

7 หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตสุดแจ่มแนะนำให้โดนเอาไว้ฟังเพลงตอนฟิตกล้าม!

สำหรับสายสปอร์ตที่กำลังหาหูฟังไร้สายเอาไว้ฟังเพลงตอนออกกำลังกายและเอาไว้ฟังเพลงเวลานั่งทำงานก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันล่ะก็ ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ลงทุนซื้อของดีแบรนด์ชั้นนำเอาไว้ใช้เลย ถึงจะแพงสักหน่อยแต่ก็ทนทานและใช้งานได้หลายปี และผู้ผลิตเองก็ใส่ฟีเจอร์ดีๆ เอาไว้ให้ใช้อีกเพียบ โดยหูฟัง True Wireless ทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะมีดังนี้ 

  1. Jabra Elite Active 75t (3,990 บาท)
  2. Skullcandy PUSH ULTRA (4,990 บาท)
  3. Jaybird Vista (5,590 บาท)
  4. Sony WF-SP800N (5,990 บาท)
  5. Bose Sport Earbuds (8,900 บาท)
  6. Beats Powerbeats Pro (8,900 บาท)
  7. Klipsch T5 II (8,990 บาท)
1. Jabra Elite Active 75t (3,990 บาท)

jabra

Jabra Elite Active 75t เป็นหูฟังไร้สายสำหรับสายสปอร์ตรุ่นแรกที่ทั้งราคาไม่แพงแต่สเปคดีน่าสนใจที่ใส่ฟีเจอร์น่าสนใจเอาไว้ให้หลายอย่าง ไม่ว่าจะระบบตัดเสียงรบกวนภายนอก, กันน้ำและฝุ่นได้ดีระดับ IP57, ติดตั้งไมโครโฟนเอาไว้ 4 ตัวเพื่อให้โทรคุยสายได้ดีฟังชัดเจน ควบคุมและตั้งค่าตัวหูฟังไร้สายของ Jabra ได้ด้วยแอพฯ Jabra Sound+ ส่วนคุณภาพเสียงเรียกว่าทำได้ดี ทั้งเสียงใสเบสกระชับอิมแพ็คหนักแน่น เสียงแหลมดีและสเตจกว้างกำลังน่าฟัง

การเชื่อมต่อของ Jabra Elite Active 75t ใช้ Bluetooth 5.0 รองรับสูงสุด 8 อุปกรณ์ ควบคุมด้วยการกดปุ่มโลโก้ที่หูฟัง รองรับ Google Assistant และ Siri ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation) กดสลับให้เสียงจากสภาพแวดล้อมภายนอกลอดเข้ามาได้ มีไมโครโฟน 4 ตัวแบบ MEMS รองรับความถี่ 100 Hz – 10 kHz มีฟีเจอร์ Wind noise  protection ลดเสียงลมลอดเข้าไมค์ของหูฟังได้ ใช้งานต่อเนื่องได้ 5.5 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C และการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi (ชี่) นับเป็นหูฟัง True Wireless สำหรับคนที่รักการออกกำลังกายและนำไปใช้คุยติดต่องานได้ดีอีกด้วย

สำหรับข้อดีหลักๆ ของหูฟัง Jabra Elite Active 75t ตัวนี้ หลักๆ แล้วคือเรื่องไมโครโฟนเสียงคมชัด เอาไว้โทรติดต่อได้ดี, รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 8 อุปกรณ์ จึงใช้ต่อทั้งมือถือ/แท็บเล็ต/โน๊ตบุ๊คได้พร้อมๆ กัน และมีฟีเจอร์ตัดเสียงได้ด้วย ส่วนข้อสังเกตคือเมื่อเทียบกับหูฟังรุ่นอื่นแล้วยังเป็น IP57 ขณะที่รุ่นอื่นเป็น IP67 หรือ IPX4 แล้ว

สเปคของ Jabra Elite Active 75t
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 สูงสุด 8 อุปกรณ์ ตั้งค่าด้วยแอพฯ Jabra Sound+
  • รองรับ Google Assistant และ Siri
  • ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation)
  • ติดตั้งไมโครโฟนเอาไว้ 4 ตัว แบบ MEMS รองรับความถี่ 100 Hz – 10 kHz มีฟีเจอร์ Wind noise  protection
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP57
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5.5 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C และการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi (ชี่)
  • ราคา 3,990 บาท (Munkong Gadget Shopee Mall
ข้อดีและข้อสังเกตของ Jabra Elite Active 75t
ข้อดี ข้อสังเกต
1. เสียงไมค์คมชัด โทรติดต่องานได้ดี 1. IP Rating ยังเป็น IP57 เท่านั้น แบรนด์อื่นเป็น IP67 หรือมากกว่านี้แล้ว
2. รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 8 อุปกรณ์  
3. มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน  
2. Skullcandy PUSH ULTRA (4,990 บาท)

skullcandy

Skullcandy PUSH ULTRA เป็นหูฟัง True Wireless แบบมีก้านล็อคด้านหลังใบหู เวลาขยับตัวเร็วๆ ตอนออกกำลังกายก็ไม่หลุดง่ายและยังกันน้ำและฝุ่นระดับ IP67 ตัดปัญหาเรื่องเหงื่อและฝุ่นทำให้หูฟังช็อตและมีปัญหาไปได้เลย นอกจากนี้ยังใช้แอพฯ ของ Skullcandy ควบคุมและตั้งค่าหูฟังได้โดยตรงทั้งใน Play Store และ App Store นอกจากนี้ยังรองรับแอพฯ Tile เอาไว้ตามหาตอนหูฟังข้างใดข้างหนึ่งหล่นหายหรือวางลืมเอาไว้ได้อีกด้วย

สเปคของ Skullcandy PUSH ULTRA จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย Bluetooth 5.0 รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ปรับ Equalizer ได้ 3 แบบ มีไมโครโฟนและปุ่มเพิ่มลดเสียงหูฟังติดอยู่ที่ตัวหูฟังทั้งสองด้าน แบตเตอรี่ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 6 ชั่วโมง รวมการชาร์จในเคสแล้วสุทธิ 40 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วยสาย USB-C ที่แถมมาในกล่องหรือชาร์จไร้สายก็ได้เช่นกัน นับเป็นหูฟังรุ่นที่น่าสนใจอีกรุ่นสำหรับคนรักการฟังเพลงไปออกกำลังกายไปมาก

ข้อดีของ Skullcandy ตัวนี้คือแบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 40 ชั่วโมงและรองรับ Tile เอาไว้ตามหาหูฟังข้างที่ตกหายได้ง่ายๆ แค่โหลดแอพฯ มาติดตั้งในเครื่องเท่านั้น ส่วนข้อสังเกตคือยังรองรับการชาร์จด้วย USB-C อย่างเดียว ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย

สเปคของ Skullcandy PUSH ULTRA
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 สูงสุด 8 อุปกรณ์ ตั้งค่าด้วยแอพฯ Skullcandy
  • ไดรเวอร์รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ปรับ Equalizer ได้ 3 แบบ
  • ติดตั้งไมโครโฟนเอาไว้ใช้โทรคุยงานได้ รวมทั้งปุ่มเพิ่มลดเสียงที่ตัวหูฟัง
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP67
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 40 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C และการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi (ชี่)
  • ราคา 4,990 บาท (Mercular)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Skullcandy PUSH ULTRA
ข้อดี ข้อสังเกต
1. แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 40 ชั่วโมง 1. รองรับการชาร์จด้วย USB-C อย่างเดียว ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย
2. รองรับ Tile เอาไว้ตามหาหูฟังข้างที่ตกหายได้ง่าย  
3. รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 8 อุปกรณ์  
3. Jaybird Vista (5,590 บาท)

jaybird2

Jaybird Vista เป็นหูฟัง True Wireless รุ่นที่สื่อต่างประเทศชื่นชมเรื่องดีไซน์การเข้ากับหู, ความแข็งแรงทนทานและกันน้ำกับฝุ่นดีระดับ IPX7 เรียกว่าเป็นหูฟังที่เกิดมาเพื่อสายสปอร์ตมาก ส่วนคุณภาพเสียงเรียกว่าดีหายห่วงเพราะสามารถปรับ Equalizer ได้สะดวกด้วยแอพฯ Jaybird ซึ่งโหลดจาก Play Store และ App Store ได้เลย นอกจากนี้ในแอพฯ ของ Jaybird ยังมีฟีเจอร์ค้นหาหูฟังข้างที่ตกหายได้อีกด้วย

ตัวหูฟัง Jaybird Vista รองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 ได้เลย ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ให้เสียงระดับ 16-bit ที่คุณภาพเสียงคมชัดยิ่งขึ้น ติดตั้งไมโครโฟนแบบ MEMS แบบ Omni-directional ให้รับเสียงได้หลายทิศทาง แบตเตอรี่ในตัวใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 6 ชั่วโมง รวมชาร์จด้วยเคสของตัวหูฟังสุทธิ 16 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 5 นาที ฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใครต้องการหูฟังดีๆ เอาไว้ฟังเพลงและเล่นกีฬาได้ด้วย แนะนำดู Jaybird ตัวนี้ไว้ได้เลย

ข้อดีหลักๆ คือหูฟัง Jaybird Vista ติดตั้งไดรเวอร์ที่ให้ระดับเสียง 16-bit มาในตัว ทำให้ฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งขึ้น และรองรับการชาร์จไว 5 นาที ฟังได้ 1 ชม. ส่วนข้อสังเกตคือระยะเวลาใช้งานรวมสูงสุดทำได้แค่ 16 ชม. เท่านั้น

สเปคของ Jaybird Vista
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 ตั้งค่าด้วยแอพฯ Jaybird
  • ไดรเวอร์รองรับความถี่ 20 Hz – 20 kHz ให้เสียงระดับ 16-bit
  • ติดตั้งไมโครโฟนแบบ MEMS แบบ Omni-directional 
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX7
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 16 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C ชาร์จไว 5 นาที ฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
  • ราคา 4,990 บาท (Mercular Shopee Mall)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Jaybird Vista
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ติดตั้งไดรเวอร์ที่ให้ระดับเสียง 16-bit ให้คุณภาพเสียงดี 1. ระยะเวลาใช้งานรวมสูงสุดเพียง 16 ชม. เท่านั้น
2. รองรับการชาร์จไว 5 นาที ฟังได้ 1 ชม.  
4. Sony WF-SP800N (5,990 บาท)

sony 1

หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมผู้เขียนถึงเลือก Sony WF-SP800N มาแนะนำแทน Sony WF-1000XM4 ที่ได้เรื่องการฟังเพลงแบบเน้นๆ มากกว่า นั่นเพราะ Sony WF-SP800N ออกแบบมาเพื่อคนชอบออกกำลังกายมากกว่า มี IP55 ว่าทนน้ำและฝุ่นได้แน่นอน, มีฟีเจอร์ Google Fast Pair และฟีเจอร์เสียงอย่าง EXTRA BASS ให้เสียงเบสแน่นสะใจยิ่งขึ้น, Adaptive Sound Control ปรับเสียงในหูฟังให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติและ 360 Reality Audio จำลองเสียงตอนฟังเพลงให้มีมิติและสมจริง สามารถตั้งค่าหูฟังได้ด้วยแอพฯ Sony Headphones Connect ได้เลยทั้ง Android, iOS

สเปคของ Sony WF-SP800N ตัวนี้จะเชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.0 ใช้ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. มี Digital Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ รองรับ Google Assistant, Siri, Alexa ติดตั้งไมค์สำหรับโทรศัพท์มาให้ในตัว ส่วนแบตเตอรี่ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง ถ้าเปิดตัดเสียงรบกวน ส่วนปิดเสียงรบกวนอยู่ได้ 13 ชั่วโมง เมื่อนำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุดรวม 26 ชั่วโมงทีเดียว แต่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่คืนด้วย USB-C เท่านั้น ซึ่งถ้าใครชื่นชอบการฟังเพลงและออกกำลังกายทั้งคู่ หูฟัง True Wireless ของ Sony รุ่นนี้จัดว่าน่าสนใจมาก

ข้อดีของหูฟัง Sony WF-SP800N ตัวนี้ จะเด่นเรื่องตัดเสียงรบกวนและใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 9 ชั่วโมง และมีฟีเจอร์เสริมคุณภาพเสียงของตัวหูฟังเป็นพิเศษ แต่จุดสังเกตหลักๆ คือเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ยังรับแต่ USB-C เท่านั้น

สเปคของ Sony WF-SP800N
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 ตั้งค่าด้วยแอพฯ Sony Headphones Connect
  • รองรับ Google Assistant, Siri และ Alexa
  • ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. มี Digital Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้
  • ติดตั้งไมโครโฟนสำหรับโทรศัพท์ได้ด้วย
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP55
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 9-13 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 26 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C
  • ราคา 5,990 บาท (Sony Thailand)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Sony WF-SP800N
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 9-13 ชั่วโมง ถือว่านานมาก 1. การชาร์จแบตเตอรี่ยังรับแต่ USB-C เท่านั้น
2. ใส่ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนและฟีเจอร์เสริมคุณภาพเสียงมาให้หลายอย่าง  
5. Bose Sport Earbuds (8,900 บาท)

bose

ถ้าเรื่องฟังเพลงด้วยออกกำลังกายด้วย Bose ก็มีหูฟัง True Wireless รุ่น Bose Sport Earbuds มาเอาใจคอสปอร์ต ตั้งค่าหูฟังได้ง่ายๆ ด้วยแอพฯ Bose Music app โหลดได้จาก Google Play Store หรือ App Store ก็ได้ รองรับ Touch control แตะตัวหูฟังเพื่อสั่งการได้, กันน้ำและเหงื่อระดับ IPX4, มีฟีเจอร์ Spotify Tab แตะแล้วเรียกแอพฯ Spotify ขึ้นมาเล่นเพลงได้ทันที และรองรับการเชื่อมต่อมากสุด 7 อุปกรณ์ทีเดียว

Bose Sport Earbuds รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.1 มีฟีเจอร์ Volume-optimized และ Active EQ ให้คุณภาพเสียงตอนฟังเพลงดียิ่งขึ้นกับไมโครโฟนแบบ Beam-forming ใช้โทรและรับสาย ให้เสียงคมชัดทั้งสองฝั่ง มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนและฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 5 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสด้วยจะฟังเพลงได้นานสุด 10 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จเร็ว 15 นาทีฟังเพลงได้ 2 ชั่วโมงอีกด้วย ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C ได้เลย ซึ่งถ้าใครหาหูฟัง True Wireless เน้นเรื่องคุณภาพเสียงเป็นหลักล่ะก็ แนะนำให้ดู Bose ตัวนี้เอาไว้ได้เลย

ข้อดีของ Bose Sport Earbuds จัดว่าเน้นเรื่องการฟังเพลงระหว่างออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี มีฟีเจอร์ Spotify Tab, รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 7 อุปกรณ์, ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้อีก 2 ชั่วโมง และไมค์แบบ Beam-forming แต่ข้อสังเกตคือระยะเวลาใช้งานรวมนานสุด 10 ชั่วโมงเท่านั้น

สเปคของ Bose Sport Earbuds
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 รองรับสูงสุด 7 อุปกรณ์ ตั้งค่าด้วยแอพฯ Bose Music app
  • ไดรเวอร์มีฟีเจอร์ Volume-optimized และ Active EQ ให้คุณภาพเสียงตอนฟังเพลงดียิ่งขึ้น
  • ติดตั้งไมโครโฟนสำหรับโทรศัพท์ได้ด้วย
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX4
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 10 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C
  • ราคา 8,900 บาท (Mercular)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Bose Sport Earbuds
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ฟีเจอร์ Spotify Tab เรียกแอพฯ Spotify ขึ้นมาฟังเพลงได้ไม่ต้องกดมือถือ 1. ระยะเวลาใช้งานรวมนานสุด 10 ชั่วโมงเท่านั้น
2. รองรับการเชื่อมต่อสูงสุด 7 อุปกรณ์  
3. ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้อีก 2 ชั่วโมง  
6. Beats Powerbeats Pro (8,900 บาท)

beats

Beats Powerbeats Pro นับเป็นหูฟัง True Wireless สายสปอร์ตแบบเน้นๆ สำหรับเจ้าของ iPhone นั่นเพราะนอกจากจับคู่กับ iPhone ได้ง่ายและเร็วด้วยชิป Apple H1 แล้ว ยังได้คุณภาพเสียงที่ดีและใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ร่วมกับ iPhone ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย หรือถ้าใครจะเอาไปใช้กับ Android ก็ได้ ส่วนจุดเด่นหลักๆ ของหูฟัง True Wireless ตัวนี้ คือฟีเจอร์ Find My ของระบบ Apple Ecosystem ที่ถ้าหูฟังหายหรือหาไม่เจอสักข้างหนึ่งก็กดตามหาได้ง่ายๆ กันน้ำและเหงื่อระดับ IPX4 และดีไซน์แบบมีก้านล็อคใบหู ทำให้ตอนออกกำลังกายออกท่าทางเยอะก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

การเชื่อมต่อของหูฟังตัวนี้จะใช้ Bluetooth Class 1 ส่วนไดรเวอร์จะเป็นแบบไดนามิคพร้อมีระบบตัดเสียง (noise isolation) ติดตั้งไมโครโฟนแบบ beam-forming และมีเซนเซอร์จับท่าทางการขยับและพูดของผู้ใช้ให้คุณภาพเสียงดีและตัดเสียงรบกวนได้ รองรับ Siri และ Voice assistant อื่นๆ อีกด้วย สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้นานสุด 24 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ Fast Fuel ชาร์จ 5 นาทีฟังเพลงต่อได้อีก 1.5 ชั่วโมง ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่จะชาร์จผ่านสาย Lightning to USB-A เข้าที่ตัวเคส ซึ่งส่วนตัวถ้าใครใช้มือถือเป็น iPhone แล้วรักการออกกำลังกาย แนะนำให้ดู Beats ตัวนี้เป็นหลักมากกว่า AirPods Pro มาก

ข้อดีแบบเน้นๆ ของ Beats Powerbeats Pro จะโดดเด่นมากเมื่อใช้งานกับ iPhone คือการจับคู่ที่รวดเร็ว ตามหาหูฟังข้างที่หายด้วยแอพฯ Find my ได้เลย ไมค์แบบ Beam-forming พร้อมเซนเซอร์จับการขยับของร่างกายและชาร์จเร็ว 5 นาทีฟังได้ 1.5 ชั่วโมง แต่ข้อสังเกตคือใช้สายชาร์จเฉพาะอย่าง Lightning to USB-A และราคาค่อนข้างสูงถึงสูงมาก

สเปคของ Beats Powerbeats Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth Class 1 รองรับการทำงานกับ Apple Ecosystem จับคู่ด้วย Apple H1
  • ไดรเวอร์แบบไดนามิค มีระบบตัดเสียง (noise isolation) 
  • ติดตั้งไมโครโฟนแบบ beam-forming และมีเซนเซอร์จับท่าทางการขยับและพูดของผู้ใช้
  • รองรับ Siri และ Voice assistant อื่นๆ ใช้งานกับสมาร์ทโฟน Android ได้ด้วย
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX4
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 9 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย Lightning to USB-A มีฟีเจอร์ Fast Fuel ชาร์จ 5 นาทีฟังเพลงต่อได้อีก 1.5 ชั่วโมง
  • ราคา 8,900 บาท (Apple Thailand)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Beats Powerbeats Pro
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ถ้าใช้งานกับ iPhone ใช้แอพฯ Find my ตามหาหูฟังข้างที่หายได้ 1. ใช้สายชาร์จเฉพาะอย่าง Lightning to USB-A
2. ไมค์แบบ Beam-forming พร้อมเซนเซอร์จับการขยับของร่างกาย 2. ราคาค่อนข้างสูงถึงสูงมาก
3. ชาร์จเร็ว 5 นาทีฟังได้ 1.5 ชม.  
7. Klipsch T5 II (8,990 บาท)

klipsch

Klipsch T5 II ดูหน้าตาแล้วถึงจะเหมือนกับหูฟังสายฟังเพลงเป็นหลัก แต่สื่อต่างประเทศหลายเจ้าที่ทดสอบหูฟังตัวนี้แล้วก็แนะนำหูฟัง True Wireless ตัวนี้ให้สายสปอร์ตเอาไว้ฟังเพลงตอนออกกำลังกายเช่นกัน เนื่องจากใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง, ให้คุณภาพเสียงที่ดีถึงดีมากยังกันน้ำและฝุ่นระดับ IP67, มี Transparency mode ให้เสียงจากสภาพแวดล้อมเข้าหูฟังได้ รองรับ Google Assistant และ Siri ทั้งคู่ และควบคุมตั้งค่าหูฟังผ่านทางแอพฯ Klipsch Connect จะโหลดผ่าน Play Store หรือ App Store ได้ทั้งหมด นอกจากนี้เคสหูฟังยังเป็นอลูมิเนียมทั้งตัว สวยงามดูดีมาก

สเปคของหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 กับเสาสัญญาณ Signal-boost ทำให้เชื่อมต่อสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ได้ดีขึ้น ติดตั้งไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 5 มม. กับไดอะแฟรมคุณภาพสูงมาให้พร้อมไมค์แบบ beam-forming 4 ตัว ทำให้เวลาโทรคุยกับคู่สนทนาจะได้ยินเสียงชัดเจน มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนตอนใช้งาน cVc 8.0 รองรับการแตะควบคุมที่ตัวหูฟัง ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมงและรวมกับการชาร์จในเคสจะใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่กลับให้หูฟังด้วย USB-C เท่านั้น ซึ่งถ้าใครชอบออกกำลังกายแต่เรื่องเสียงเพลงก็ต้องดีไม่แพ้กัน แนะนำให้ดู Klipsch T5 II ไว้เลย

จุดเด่นของ Klipsch T5 II ตัวนี้ คือมีเสาสัญญาณ Signal-boost ทำให้สัญญาณ Bluetooth ดีขึ้น, มีไมค์ Beam-forming 4 ตัว พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียง cVc 8.0 และใช้งานรวมได้นานสุด 24 ชั่วโมง แต่ข้อสังเกตคือยังรองรับการชาร์จเฉพาะสาย USB-C เท่านั้น

สเปคของ Klipsch T5 II
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 มีเสาสัญญาณ Signal-boost ตั้งค่าด้วยแอพฯ Klipsch Connect
  • รองรับ Google Assistant และ Siri
  • ไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 5 มม. กับไดอะแฟรมคุณภาพสูง 
  • ติดตั้งไมโครโฟนแบบ beam-forming 4 ตัว มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน cVc 8.0
  • กันน้ำและฝุ่นระดับ IP67
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสแล้วจะใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จด้วยสาย USB-C 
  • ราคา 8,990 บาท (425 Degree)
ข้อดีและข้อสังเกตของ Klipsh T5 II
ข้อดี ข้อสังเกต
1. มีเสาสัญญาณ Signal-boost ทำให้สัญญาณ Bluetooth ดีขึ้น 1. รองรับการชาร์จเฉพาะสาย USB-C เท่านั้น
2. มีไมค์ Beam-forming 4 ตัว พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียง cVc 8.0  
3. ใช้งานรวมได้นานสุด 24 ชั่วโมง  

สรุปสเปค 7 หูฟัง True Wireless สายสปอร์ตน่าโดน

จะเห็นว่าหูฟัง True Wireless สำหรับสายสปอร์ตนั้น แม้จะราคาสูงก็ตาม แต่ข้อดีและฟีเจอร์เด่นก็อัพเกรดขึ้นมาให้อีกหลายอย่าง และบางรุ่นก็ให้เสียงคุณภาพดีทีเดียว ซึ่งถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟัง True Wireless การเชื่อมต่อและแอพฯ ไดรเวอร์และไมโครโฟน การกันน้ำและฝุ่น ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ Voice Assistant ราคา
Jabra Elite Active 75t Bluetooth 5.0

Jabra Sound+

ไดรเวอร์ 6 มม. มี ANC

ไมค์ 4 ตัว แบบ MEMS
มีตัดเสียงลมแทรกไมค์

IP57 5.5 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 24 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C หรือไร้สาย

Google Assistant

Siri

3,990 บาท
Skullcandy PUSH ULTRA Bluetooth 5.0

แอพฯ Skullcandy

ไดรเวอร์แบปรับ EQ ได้ 3 แบบ

มีไมค์พร้อมใช้งาน

IP67 6 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 40 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C หรือไร้สาย

4,990 บาท
Jaybird Vista Bluetooth 5.0

แอพฯ Jaybird

ไดรเวอร์รองรับเสียงระดับ 16-bit

ไมค์แบบ MEMS แบบ Omni-directional

IPX7 6 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 16 ชม.

ชาร์จไว 5 นาที ฟังเพลงได้ 1 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

4,990 บาท
Sony
WF-SP800N
Bluetooth 5.0

Sony Headphones Connect

6 มม. มี Digital Noise Cancelling

มีไมค์พร้อมใช้งาน

IP55 9-13 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 26 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

Google Assistant

Siri

Alexa

5,990 บาท
Bose Sport Earbuds Bluetooth 5.1

Bose Music app

ไดรเวอร์มี Volume-optimized และ Active EQ

มีไมค์พร้อมใช้งาน

IPX4 5 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 10 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

8,900 บาท
Beats Powerbeats Pro Bluetooth Class 1

รองรับการทำงานกับ Apple Ecosystem

ไดรเวอร์ไดนามิคพร้อมระบบตัดเสียง (Noise Isolation)

ไมโครโฟนแบบ beam-forming และมีเซนเซอร์จับท่าทางการขยับ

IPX4 9 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาที ฟังได้ 1.5 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย Lightning to USB-A

Siri

Voice assistant อื่นๆ

8,900 บาท
Klipsch T5 II Bluetooth 5.0 มีเสาสัญญาณ Signal-boost

แอพฯ Klipsch Connect

ไดรเวอร์ไดนามิค 5 มม. กับไดอะแฟรมคุณภาพสูง

ไมโครโฟนแบบ beam-forming 4 ตัว มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน cVc 8.0

IP67 8 ชม.

ชาร์จในเคสใช้ได้นานสุด 24 ชม.

ชาร์จแบตให้เคสด้วย USB-C

Google Assistant

Siri

8,990 บาท

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลายๆ คนที่เห็นราคาหูฟัง True Wireless สายสปอร์ตแล้วอาจจะรู้สึกว่าราคาแพงไปหารุ่นที่ราคาถูกกว่านี้มาใช้ดีกว่า แต่ส่วนตัวผู้เขียนเองอยากเชียร์ให้ลงทุนซื้อหูฟังดีๆ เอาไว้ใช้งานไปเลยจะดีที่สุด เนื่องจากหูฟังสักตัวหนึ่งจะอยู่กับเราไปอย่างน้อยก็ 2-3 ปี เป็นอย่างต่ำๆ ซึ่งถ้าฟังแล้วเสียงของหูฟังแบรนด์นั้นถูกใจ ทำให้เรามีความสุขระหว่างออกกำลังกายและช่วยให้เราโฟกัสกับการออกกำลังกายหรือเอาไปฟังระหว่างทำงานต่อเนื่องได้นานขึ้นก็จัดว่าคุ้มแน่นอน และปัจจุบันนี้ก็ยังมีระบบผ่อนชำระผ่านทางบัตรเครดิตหรือเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เจ้าต่างๆ ได้อีก จึงไม่ต้องทุ่มเงินทั้งก้อนเพื่อซื้อของชิ้นเดียวอีกต่อไป ค่อยๆ จ่ายไปเดือนละนิดละหน่อยจนเสร็จแล้วได้ใช้หูฟังดีๆ ผู้เขียนก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

อย่างไรก็ตาม หูฟังและเสียงเพลงก็เป็นสิ่งของที่เกี่ยวกับรสนิยมของแต่ละคนเสมอ ดังนั้นก่อนจะซื้อก็แนะนำให้ลองหาหูฟังรุ่นนั้นๆ มาฟังเพลงที่เราชอบดูก่อน ว่าไดรเวอร์และบุคลิคเสียงของหูฟังรุ่นนั้นๆ ถูกจริตการฟังเพลงของเราหรือเปล่า ถ้าถูกใจก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าไม่ก็ไม่ต้องรีบมาก ค่อยๆ หาตัวที่ถูกใจแล้วค่อยจ่ายเงินซื้อทีเดียวเลยจะดีที่สุด และไม่ต้องเสียเงินหลายๆ รอบอีกด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

asus vivobook cover

pccase cover

androidtv cover

from:https://notebookspec.com/web/623857-7-sport-true-wireless-earbuds

หูฟังเกมมิ่ง 2021 ซื้อถูกหรือแพง เลือกแบบไหนดี เล่นเกม ดูหนัง ต่างกันอย่างไร?

หูฟังเกมมิ่ง 5 ความต่างของหูฟังหลักร้อยและหลายพัน ซื้อแบบไหนคุ้ม น่าใช้กว่ากัน

Gaming headset cov2

หูฟังเกมมิ่ง หลายคนถามมากันเยอะ ว่าหูฟังเล่นเกมราคาถูก กับหูฟังแพงนั้น ต่างกันอย่างไร จำเป็นมั้ยต้องซื้อหูฟังเกมมิ่งตัวแพงๆ ไปเลยทีเดียว หรือใช้แค่หูฟังราคาประหยัดๆ หลักร้อยจะดีกว่า บทความนี้จะมีทางออกมาให้กับคุณได้ตัดสินใจ ว่าจะเลือกแบบใด เพราะมีเงื่อนไขในหลายจุดให้คุณได้ขบคิดกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ วัสดุ ฟังก์ชั่น ลูกเล่น เทคโนโลยี และอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่นำมาใช้ในการเปรียบเทียบและพิจารณาในการใช้งาน เพื่อให้คุณพอวิเคราะห์หาหูฟังที่เหมาะกับการเล่นเกม หรือใช้ในชีวิตประจำวันของคุณได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

หูฟังเกมมิ่ง

  1. การออกแบบ
  2. เรื่องของเสียง
  3. ไมโครโฟน
  4. ฟีเจอร์พิเศษ
  5. ซอฟต์แวร์และการสนับสนุน
  6. Conclusion

1.การออกแบบ

ในเรื่องของการออกแบบและสไตล์ ข้อนี้อาจจะบอกได้ยาก เพราะหูฟังราคาประหยัดหลายรุ่น ก็ออกแบบมาได้ทันสมัยเลยทีเดียว ทั้งในแง่ของรูปทรงและสีสัน แต่จะมีบางจุดที่แตกต่างอยู่บ้าง นั่นคือการออกแบบ รายละเอียดและวัสดุ รวมถึงฟังก์ชั่นบางส่วน ที่อาจจะถูกเพิ่มเติมเข้ามาให้กับผู้ใช้งานมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเรื่องของความสวยงาม

Advertisementavw
หูฟังเกมมิ่ง

ดีไซน์: ความสวยงาม ข้อนี้ไม่ว่าหูฟังถูกหรือแพง ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้เอง เพราะบางทีความสวยงาม ก็ไม่ได้มีมาตรวัดที่ชัดเจน อยู่ที่ใครชอบแบบไหน แต่ก็จะมีเรื่องของวัสดุและเส้นสาย นำมาประกอบการพิจารณา แม้วัสดุคล้ายๆ กัน แต่หูฟังราคาแพง มักจะเก็บรายละเอียดได้ดี ตั้งแต่ภายนอก ถึงภายใน สังเกตได้จากในจุดที่เป็นข้อต่อ สาย และครอบหูฟัง ไปจนถึง Ear cushion ที่รุ่นแพงๆ มักจะทำออกมาได้ดีทีเดียว

หูฟังเกมมิ่ง

วัสดุ: หูฟังเกมมิ่งส่วนใหญ่ ก็จะเน้นเรื่องของพลาสติกเป็นหลัก เพราะน้ำหนักเบา มีผลต่อเกมเมอร์ที่เล่นเกมนานๆ ไม่อึดอัด โดยเฉพาะครอบหูฟัง ซึ่งแนบชิดกับศีรษะของเรามากที่สุด เพื่อให้การเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น ข้อนี้หูฟังที่ราคาค่อนข้างสูง ก็มักจะใส่รายละเอียดในการออกแบบ เพื่อให้เบาและใส่สบาย แต่ก็แข็งแรง เช่น เสริมอะลูมิเนียมในบางจุด รวมไปถึงสายสัญญาณ ด้วยเช่นกัน รุ่นที่ราคาสูง อาจจะมีฟังก์ชั่นถอดสายได้ ไม่ดูวุ่นวายเวลาเก็บ รวมถึงสายถักที่หุ้มเอาไว้ มีความทนทานต่อการขูดขีด กรณีที่ต้องดึงสายไปมาระหว่างหูฟังกับเคส

หูฟังเกมมิ่ง

โครงสร้าง: ความแข็งแรงของบอดี้หูฟัง โดยพื้นฐานก็มีด้วยกันทั้งถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับวัสดุ เพื่อความเบาสบายของผู้ใช้ บางรุ่นมาพร้อมโครงสร้างอะลูมิเนียม และโลหะในบางจุด ซึ่งจะได้เปรียบในแง่ความแข็งแรง รองรับการบิดงอได้เยอะกว่า เพื่อให้กระชับกับศีรษะได้ดี น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้มากนัก ข้อนี้ถือว่าอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้ ว่าลองใส่ดูแล้ว รู้สึกอย่างไร ส่วนหูฟังราคาประหยัด อาจจะให้ความรู้สึกที่ไม่ต่างกันมากในแง่ของน้ำหนัก แต่จะมีบางจุดเท่านั้น ที่อาจ เช่น จุดหมุน ข้อต่อ และการปรับเลื่อน จะเป็นตัวบอกถึงงานที่ละเอียดต่างกัน

หูฟังเกมมิ่ง

Ear cushion: หูฟังเกมมิ่ง มีทั้งแบบ ฟองน้ำ เมมโมรีโฟม หุ้มด้วยผ้า หรือว่าหนัง PVC ซึ่งหูฟังราคาแพง แต่ปัจจุบัน ถ้าไม่ได้เป็นในกลุ่มราคาประหยัดหลักพันต้นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเมมโมรีโฟมกันหมดแล้ว และหุ้มด้วยหนัง จุดต่างคือ การตัดเย็บ และทำให้เข้ารูป รวมถึงความหนาของเมมโมรีโฟม บางรุ่นหุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง PU จุดเด่นอยู่ที่การตัดเย็บ ทำออกมาได้นุ่มนวล เหมาะกับการเล่นเกมแบบยาวๆ แต่ถ้าใครไม่ชอบแนวนี้ ก็ยังมีที่เป็นหุ้มผ้ากำมะหยี่ มาสำรองไว้ให้ สะดวกแบบไหน ก็เลือกใช้งานได้ตามชอบ และบางรุ่นยังมีโลโก้ L/R บอกทิศทาง ซ้าย/ขวา ไว้อย่างชัดเจนที่ด้านใน

หูฟังเกมมิ่ง

ครอบหูฟัง Earcup: เป็นจุดที่ค่อนข้างมีความหลากหลาย เพราะจะรุ่นถูกหรือแพง ของแต่ละค่าย ก็จะออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่สิ่งที่ถูกเติมเข้ามาให้เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด ก็คือ ฟังก์ชั่นที่จับใส่เข้ามาด้วย เช่น การปรับระดับเสียง, ปุ่มเปิด-ปิดเสียงไมค์, การปรับ Balance Game-Chat และแสงไฟ RGB บางรุ่นอาจจะมีให้แค่ปรับระดับเสียง หรือรุ่นประหยัดหน่อย ก็อาจจะไม่มีให้เลย แต่ใช้การปรับจากคีย์บอร์ดหรือบนสายแทน แต่ถ้าหูฟังเกมมิ่งที่ราคาสูงขึ้นมาหน่อย ก็มักจะมีมาให้เกือบครบ ส่วนหนึ่งเพราะเน้นในแง่ของความคล่องตัวเป็นหลัก ไม่ต้องเสียเวลาไปกดปรับตรงจุดอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองด้วย บางทีการกดที่คีย์บอร์ด หรือใช้ Hot key ก็สะดวกเหมือนกัน

หูฟังเกมมิ่ง

ตัวอย่างเช่น Logitech G PRO X Wireless จัดเป็นหูฟังไร้สายตัวท็อป ที่เหมาะกับเกมเมอร์และแคสเตอร์ เพราะนอกจากดีไซน์ของคอลเลคชั่นนี้ จะดูสวยสะดุดตา เวลาที่แคสสตรีมแล้ว ยังเน้นการสวมใส่ที่สบาย และน้ำหนักเบา Logitech G PRO X รุ่นนี้เบาเพียง 370 กรัมเท่านั้น โครงสร้างเป็นอะลูมิเนียมและพลาสติก ให้ความยืดหยุ่น ครอบหูเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยหนัง PU กระชับใบหูได้ดี และตัดเสียงรบกวนภายนอก ไดรเวอร์ Pro-G 50mm ที่ให้ปุ่มควบคุมการทำงาน อยู่ทางหูฟังด้านซ้ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เปิด-ปิดไมโครโฟน, ปรับระดับเสียง, เปิด-ปิดหูฟัง และพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จไฟ รวมถึงไฟสถานะ เมื่อมีการเชื่อมต่อ โดยที่มีพรีเซ็ตให้ปรับแต่งได้ ผ่านทางซอฟต์แวร์ G-Hub และฟีเจอร์อย่าง BlueVoice รองรับ DTS Headphone X 2.0 รองรับระบบเสียง Surround 7.1


2.เรื่องของเสียง

หูฟังเกมมิ่ง

สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ในแง่ของเสียงบนหูฟังเล่นเกมราคาแพงๆ มักจะให้ฟีเจอร์พิเศษ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องไดรเวอร์ ย่านความถี่ ที่ได้รับการปรับจูนมาสำหรับการเล่นเกม มากกว่าหูฟังที่ใช้งานแบบทั่วไป และสิ่งสำคัญคือ การบอกทิศทางของเสียงได้แม่นยำ ที่มีผลต่อการเล่นเกมแนว FPS ในปัจจุบัน เพราะจะสามารถบอกทิศทางการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ชัดเจน รวมถึงสร้างอรรถรสในการเล่นมากขึ้น แม้ในบางเกมจะไม่ได้ออกแบบระบบเสียง Surround sound มาให้ แต่การมีไว้ ก็ช่วยให้การเล่น รวมถึงการชมภาพยนตร์สนุกสนานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น DTS-X Headphone, 7,1 surround หรือจะเป็นเทคโนโลยีของแต่ละค่ายที่ทำออกมา ซึ่งถ้าเป็นหูฟังราคาประหยัดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรองรับระบบเสียงแบบนี้มากนัก

หูฟังเกมมิ่ง

ไดรเวอร์ คุณภาพของไดรเวอร์ ก็มีส่วนสำคัญ เพราะมีผลต่อคุณภาพของเสียงอยู่ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่มีผลมากขึ้น นั่นคือการออกแบบโครงสร้างของไดรเวอร์ เช่น วัสดุ แม่เหล็ก ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้เกมเมอร์บางคนก็ยังให้ความสำคัญเรื่องของสเตจเสียงหรือความกว้างของย่านความถี่เสียง Dynamic-Range ที่จะให้รายละเอียดเสียงได้ครบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเสียงกลาง และต่ำ เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ที่หนักแน่น ตื่นเต้น แต่บางคนก็ชื่นชอบเสียงความถี่สูง เพื่อให้เก็บรายละเอียดของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ผู้เล่นบางคนอาจมองว่า แทบไม่ได้มีความสำคัญมากนัก เพราะการเล่นมีการเคลื่อนไหวและสมาธิอยู่ในเนื้อหาของเกม จะเป็นเสียงกระจกแตก กระสุนปืนยิงเฉียดมาใกล้หรือ รถถังกำลังเคลื่อนที่ ไม่มีผลเท่า ได้ยินเสียงฝีเท้าศัตรู ที่วิ่งเข้ามาใกล้ หรือการร่ายเวทย์ใหญ่ ใกล้ตัวมากกว่า ตรงนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เรียกว่าถ้าอยากจะสัมผัสฟิลลิ่งแบบนี้ ก็อาจจะต้องจ่ายเยอะหน่อย

หูฟังเกมมิ่ง

การรองรับระบบเสียง: การสนับสนุนระบบเสียงรอบทิศทาง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกมเมอร์ ที่ต้องการจริงจังกับการเล่นเกม รวมถึงการชมภาพยนตร์ ที่จะให้อรรถรสในการรับชมสมจริงมากยิ่งขึ้น หูฟังพื้นฐานราคาประหยัดส่วนใหญ่ จะเป็นแบบ 2.1-channel แต่ในหูฟังราคาสูงๆ มักจะให้ฟีเจอร์ระบบเสียงรอบทิศทางมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น DTS Headphone X 2.0 โดยเฉพาะการเล่นเกมในระดับ AAA ยิ่งตอบโจทย์ได้มาก นอกจากนี้ยังมี THX Spatial Audio ก็เป็นอีกหนึ่งแบบที่ถูกนำมาใช้ในหูฟังรุ่นใหม่ จุดเด่นอยู่ที่มิติเสียงที่มีความสมจริง ให้เอฟเฟกต์ที่โดดเด่น หรือจะเป็น Quantum Surround จากค่าย JBL ที่ให้ความแม่นยำของเสียงได้ดี มีมิติโทนสูงต่ำที่ชัด รวมถึงระบบ Head Tracking ที่จะติดตามการหันซ้าย-ขวาของผู้ใช้ ทำให้เสียงมาในมิติที่สมจริง เหมาะกับสายเกม VR อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีของ Immerse และค่ายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ถ้าจะมาสายเกม ที่เล่นแบบจริงจัง เน้นบันเทิงแบบสมจริง ก็อาจจะต้องจ่ายเพิ่มเป็นตัวกลางๆ หรือหูฟังตัวท็อป ก็จะได้ลูกเล่นที่ดีมากขึ้น


3.ไมโครโฟน

หูฟังเกมมิ่ง

เปิด-ปิดไมค์ หูฟังราคาสูงๆ หลายรุ่น มักจะมาพร้อมลูกเล่นที่เกี่ยวข้องกับไมโครโฟนหลายรูปแบบ เช่น ไมค์ถอดออกได้ ข้อดีคือ ไม่เกะกะ กรณีที่ดูหนังหรือเน้นการฟังเป็นหลัก รวมถึงการพกพาทำได้สะดวก หรือบางรุ่นอาจจะซ่อนได้ เช่น ดึงออกมา แล้วดันใส่เข้าไป เพื่อเก็บ ซึ่งเป็นแบบที่ดีทีเดียว เพราะไม่ต้องพกพาไปหลายๆ ชิ้น หลายๆ คนมักจะชอบแบบนี้ หรือจะเป็นแบบพับเก็บแบบ Flip up หรือกางออกมาเพื่อใช้งาน และพับกลับ เพื่อปิดเสียง (Mute) แต่ถ้าเป็นหูฟังทั่วไป หรือหูฟังแบบประหยัด มักจะเป็นแบบติดตาย บางรุ่นอาจจะพับงอ เพื่อให้ใกล้กับปาก แต่บางรุ่นก็พับไม่ได้เลย นอกจากนี้หูฟังราคาสูงๆ ก็มักจะเพิ่มปุ่มเปิด-ปิดไมค์มาบนหูฟังอีกด้วย

หูฟังเกมมิ่ง

คุณภาพเสียในการสนทนา อาจจะใกล้เคียงกัน เพราะมีทั้งแบบ Omni Direction หรือจะเป็นแบบ ทางเดียว แต่สิ่งที่ต่างก็คือ ไมโครโฟนบนหูฟังเกมมิ่งราคาสูงๆ หลายรุ่น มักมาพร้อมฟีเจอร์ที่เรียกว่า Chat Game Balance Dial ปรับเสียงเน้นเสียงสนทนาหรือเสียงเกม หรือบางทีก็เรียกว่า Side Tone ที่ช่วยปรับระดับเสียงให้เราได้ยินเสียงตัวเองได้ชัดขึ้น และควบคุมเสียงในการพูดได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องตะโกนให้เสียงรบกวนคนอื่นจนเกินไป เหมาะกับคอเกมสายแชตหรือเกมที่เล่นเป็นปาร์ตี้ รวมไปถึงเกมแนว Battle Royal ที่ไม่ได้เล่นคนเดียว เพื่อตอบโจทย์การเล่นเป็นทีม เช่น Warzone, CS:GO, DOTA2 หรือจะเป็น Valorant ก็ตาม

ฟีเจอร์ BlueVoice: สำหรับ Blue VO!CE นี้ เป็นรูปแบบการกรองเสียงในแบบเรียลไทม์ เพื่อลดเสียงรบกวน และทำให้เสียงมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกับหลายคนที่ต้องการจะเป็นนักสร้างคอนเทนต์ สายสตรีมและเกมแคสเตอร์ทำให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น และที่สำคัญยังปรับแต่งเสียงในรูปแบบที่ต้องการได้ จะให้ทุ้มนุ่มลึก หรือจะเลียนแบบบรรดาแคสเตอร์ หรือจะใช้ปรับโทนเสียงก็ได้เช่นกัน ซึ่งหูฟังราคาประหยัดจะไม่ค่อยมีฟีเจอร์เหล่านี้มาให้


4.ฟีเจอร์พิเศษ

หูฟังเกมมิ่ง

เรื่องความสวยงามจากแสงไฟบนหูฟัง ส่วนใหญ่ในสายเกมมิ่ง ก็มักจะมีให้ แม้ว่าคนใส่เอง จะมองไม่เห็นก็ตาม แต่ก็ดูเท่เมื่ออยู่ศีรษะของเรา ไม่ว่าจะหูฟังแบบถูกหรือแพง ก็มีด้วยกันทั้งนั้น แต่ความต่างนั้นอยู่ที่ ส่วนใหญ่หูฟังแพงๆ จะให้ผู้ใช้เลือกปรับแสงสีเองได้ในแบบ RGB จะเลือกเป็นแบบโพรไฟล์ หรือปรับยิบย่อย ลงในรายละเอียด เช่น รุ่นนี้ ที่ปรับได้ตั้งแต่ โลโก้ วงแหวน บางรุ่นปรับแสงที่ไมโครโฟนก็ยังได้ จะต่างจากหูฟังราคาประหยัด ที่เป็นไฟนิ่งๆ หรือปรับไฟได้จากปุ่ม แต่ไม่ได้มีเอฟเฟกต์หรือการเลือกปรับตามใจได้มากนัก

เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อ: สำหรับหูฟังไร้สาย ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน เพราะบางคนใช้หูฟังตัวเดียว แต่ครอบจักรวาล ว่ากันตั้งแต่ พีซี เล่นเกมคอนโซล โน๊ตบุ๊ค ไปจนเกมมือถือ เพราะฉะนั้นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด โดยสิ่งแรกที่ต้องมีคือ การเชื่อมต่อได้ทั้ง WiFi และ Bluetooth ซึ่งอาจจะหาได้ไม่ง่ายนัก สำหรับหูฟังในราคาประหยัด แต่อาจจะต้องเริ่มที่ระดับกลางๆ ประมาณ 3 พันบาท นอกจากนี้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อ ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน เพราะผู้ผลิตหลายค่ายหันมาให้ความสนใจ นอกจากจะส่งผลดีต่อคุณภาพสัญญาณ และเสถียรภาพที่นิ่งมากขึ้น ก็ยังมีส่วนต่อการจัดการระบบพลังงานได้มากขึ้นอีกด้วย นั่นหมายถึงการใช้งานที่ยาวนานกว่าหูฟังแบบพื้นฐานทั่วไป ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี LIGHTSPEED ของทาง Logitech เป็นต้น

หูฟังเกมมิ่ง

และสิ่งที่ตามมาของหูฟังไร้สายก็คือ แบตเตอรี่ที่อึดและใช้งานได้นาน โดยเฉพาะหูฟังที่ราคาสูง มักจะให้ระยะการใช้งาน หรือการเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มฟีเจอร์ในเรื่องของการชาร์จ เช่น รองรับการชาร์จเร็ว หรือการชาร์จแบบไร้สายมาให้ ตัวอย่างเช่น HyperX Cloud Flight S หูฟังเกมมิ่งรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 2.4GHz และแบตที่ใช้ได้นานถึง 30 ชั่วโมง สนับสนุนการชาร์จไร้สาย ร่วมกับอุปกรณ์ Qi-certified อย่างเช่น HyperX ChargePlay Base ที่คุณแทบไม่ต้องไปกังวลกับการต่อสายชาร์จหูฟังรุ่นนี้เพียงอย่างเดียว แต่วางบนแท่นชาร์จแบบไร้สาย แปปเดียวก็เล่นต่อได้แล้ว


5.ซอฟต์แวร์และการสนับสนุน

หูฟังเกมมิ่ง

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งในการเลือกหูฟังที่ราคาสูงหน่อยก็คือ การมีซอฟต์แวร์สนับสนุน เพื่อให้การใช้งานคล่องตัวขึ้น ตัวอย่างเช่น HyperX ngenuity, Logitech G-Hub, JBL QuantumEngine เป็นต้น แล้วถ้าถามว่าจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง จากการสนับสนุนนี้ ตอบได้เลยว่าเยอะและคุ้มค่า เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับแต่งฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ระบบเสียง การปรับจูนหรือการปรับระดับเสียง EQ เท่านั้น แต่หลายรุ่น ยังใช้ในการอัพเดตเฟิร์มแวร์ และไดรเวอร์ รวมไปถึงการปรับแต่งแสงไฟ RGB ได้อย่างละเอียดและจัดเก็บเป็นโพรไฟล์ได้อีกด้วย ซึ่งหูฟังราคาประหยัด อาจจะมีบ้างในบางรุ่น แต่ด้วยการที่ไม่ได้มีฟีเจอร์ที่ต้องปรับแต่งอะไรมาก ก็เลยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์เฉพาะก็ได้ เรื่องเสียงก็ใช้ปรับใน Windows ได้เช่นกัน


Conclusion

Gaming Headset 2021

ทั้ง 5 ข้อนี้ คือความต่างของหูฟังเกมมิ่ง ราคาถูกและแพง ที่รวบรวมข้อมูลมาให้ อาจจะตกหล่นบ้างในรายละเอียดของเทคโนโลยี แต่ก็เชื่อว่าอยู่ในพื้นฐานของเกมเมอร์ที่ใช้งานกันอยู่ทุกวัน อย่างไรแล้วก็เลือกให้ถูกกับจริตของคุณ ทั้งในเรื่องการสวมใส่ เสียงคมชัดเร้าใจ เคลื่อนไหวสะดวก ฟีเจอร์บางอย่างถ้าคุณคลิ๊ก ก็ซื้อได้เลย แต่ถ้าไม่ได้ตรงกับความต้องการของคุณมองที่ตัวเลือกก็ได้ เพราะตัดฟังก์ชั่นบางอย่างไป ประหยัดเงินได้ไม่น้อยเลยครับ อย่างไรก็ดี แนะนำเลยว่า ก่อนจะซื้อ น่าจะมีเวลาไปลองเล่น หรือจับใช้ ฟังเสียงบ้าง ตามหน้าร้านหรือจุดที่มีให้คุณได้ทดลอง เพราะของแบบนี้ แม้สเปคจะใกล้กัน แต่ก็อาจจะมีบางอย่างที่ตรงกับความต้องการ หรือลูกเล่นบางอย่างที่คุณไม่สนใจก็เป็นได้ รวมไปถึงการสวมใส่ที่สบาย เพราะเมื่อซื้อมาแล้วก็ไม่ควรจะติดขัดอะไร จนทำให้คุณใช้งานได้ไม่คุ้ม สุดท้ายนี้ ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะลองที่ไหนดี ก็แนะนำว่างาน Commart ที่เตรียมจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน 2564 นี้ ก็เป็นอีกงานหนึ่ง ซึ่งรวมเอาบรรดาผู้จำหน่ายเกมมิ่งเกียร์รายต่างๆ ไปรวมกัน และส่วนใหญ่ก็ให้คุณได้สามารถทดลอง สวมใส่ และสอบถามข้อมูลกันได้อย่างเต็มที่ ถ้ามีโอกาสก็ขอให้ไปลองใช้งานกันก่อนจะตัดสินใจ แถมยังมีราคาโปรโมชั่น และของพรีเมียมอีกเพียบ ฝากเอาไว้ครับสำหรับบทความนี้ ขอบคุณมากที่ติดตามกันครับ

from:https://notebookspec.com/web/622477-gaming-headset-value-vs-premium

รีวิว SHARP HP-TW30 หูฟัง TWS มี ANC ราคาเพียง 2,690 บาท

SHARP เปิดตัวหูฟัง Wireless Earbuds รุ่น HP-TW30 หูฟังไร้สาย True Wireless ที่มาพร้อมระบบ ANC (Active Noise Cancellation) เสียงดี เบสนุ่ม และรองรับการชาร์จไร้สายในราคาที่คุ้มค่าเกินราคา เปิดตัวมาในราคาเพียง 2,690 บาทเท่านั้น Appdisqus จะมารีวิวเจ้าตัวหูฟังจาก SHARP HP-TW30 ว่าจะคุ้มค่าน่าใช้แค่ไหน ทำอะไรได้บ้าง

เริ่มกันที่ดีไซน์ที่ออกแบบมาดูแมนๆ ตัวเคสชาร์จออกแบบเป็นทรงเหลี่ยม ขนาดที่ดูเหมือนใหญ่แต่บาง และน้ำหนักเบา เบาเพียง 40.8 กรัม ใช้สีดำด้านจับแล้วผิวสัมผัสเนียนเรียบทั้งชิ้น ด้านหน้าสกรีนโลโก้ SHARP พร้อมไฟ LED แสดงสถานะ 4 ระดับ

ด้านหลังเคสชาร์จจะเป็นพอร์ตชาร์จ USB Type C

แอบขัดใจฝาเคสนิดหน่อยตัวฝาเคสเป็นพลาสติกที่เปิดค่อนข้างบางไปนิด ที่แอบเปิดยากไปหน่อย อาจจะเพราะลดต้นทุนหรืออะไรก็ตาม เปิดปิดบ่อยๆฝาอาจจะหลวมได้ให้ความรู้สึกไม่ทนทาน

ตัวหูฟังเมื่ออยู่กับเคสชาร์จ ไฟ LED สีแดงของหูฟังจะสว่างขึ้นมาแสดงว่ากำลังชาร์จอยู่ ไฟ LED จะดับลงเมื่อชาร์จไฟเต็มแล้ว

Sharp Wireless Earbuds HP-TW30 แบตเตอรี่เคสชาร์จขนาด 420 mAh รองรับการชาร์จไร้สายด้วยค่ะ วางเคสชาร์จหงายบนแท่นชาร์จไร้สายเป็นการชาร์จแบตเตอรี่  ฟังเพลงได้ยาวนานไม่สะดุดใช้งานต่อเนื่องได้ถึง 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1ครั้ง (2 ชั่วโมงจากเคสชาร์จ)

ตัวหูฟังที่ดูขนาดค่อนข้างใหญ่อินเอียร์แบบมีก้านยื่นแต่น้ำหนักเบา เบาเพียง 5.4 กรัม ใส่กระชับกับช่องหู ดีไซน์เรียบหรูออกแบบมาให้กันน้ำได้ในระดับ IPX4 สามารถโดนเหงื่อและกันน้ำกระเด็นใส่ได้ ใส่ออกกำลังกายได้ใส่วิ่งได้ค่ะ

ตัวหูฟังยังแยกการใช้งานซ้ายขวาได้อย่างอิสระควบคุมทุกการทำงานด้วยระบบสัมผัส ใช้งานสะดวกสบาย ง่ายเพียงปลายนิ้ว แตะเบา ๆ ที่ตัวเครื่องก็สามารถควบคุมการเล่นเพลง ระดับเสียง และการโทร รวมถึงเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย น้ำหนักเบาสบาย เพียงข้างละ 5.4 กรัม ที่ตัวหูฟังมีทัชแพดปุ่มมัลติฟังก์ชั่น สำหรับการใช้งานคำสั่งต่างๆ ผ่านตัวหูฟังได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการรับสายหรือการฟังเพลง

  • แตะที่แพด 2 ครั้ง ซ้ายหรือขวา เป็นการรับหรือวางสายเรียกเข้า
  • แตะที่แพดค้าง ซ็ายหรือขวา เป็นการปฏิเสธสาย
  • แตะค้างที่แพดด้านขวา ค้าง 2 วินาที เป็นการข้ามไปยังเพลงถัดไป
  • แตะค้างที่แพดด้านซ้าย ค้าง 2 วินาที เพื่อย้อยไปยังเพลงก่อนหน้า
  • แตะแพดที่ด้านขวาเป็นเพิ่มระดับเสียง
  • แตะแพดที่ด้านซ้ายเป็นการลดระดับเสียง
  • แตะแพด 2 ครั้ง ด้านซ้ายหรือขวาเป็นการหยุดเพลงชั่วคราว
  • แตะค้างนานกว่า 5 วินาที เป็นการปิดการใช้งานหูฟัง

ด้วยไมโครโฟนไร้สาย 2 ตัว ที่ให้เสียงคมชัดทุกการใช้งานได้พร้อมกันโดยไม่ถูกขัดจังหวะ ทั้งการฟังเพลงและการใช้โทรศัพท์อย่างลื่นไหล

แกะกล่องหูฟัง

ตัวกล่องดูดีมากค่ะ รอบกล่องคือบอกสรรพคุณของหูฟัง Sharp Wireless Earbuds รุ่น HP-TW30 ไว้อย่างครบถ้วน มาดูว่าภายในกล่องมีอะไรมาให้บ้าง

  • เคสชาร์จ
  • หูฟังเอียร์บัด 1 คู่
  • จุกหูฟัง 2 คู่
  • สายชาร์จ USB Type C
  • ใบรับประกัน
  • คู่มือการใช้งาน (มีภาษาไทยด้วย)


การเชื่อมต่อและการใช้งาน

เชื่อมต่อง่ายผ่าน Bluetooth 5.0 เชื่อมต่อครั้งแรกโดยการถอดหูฟังออกจากเคสชาร์จ หูฟังจะเข้าสู่โหมดจับคู่ ให้เปิดอุปกรณ์บลูทูธที่ต้องการจะจับคู่ ในชื่อ ” HP-TW30 SHARP” หากหูฟังไม่เปิดตัวเอง ให้แตะที่แพดกลางตัวหูฟังทั้ง 2 ข้างค้างประมาณ 2 วินาที หลังเชื่อมต่อแล้วการใช้งานครั้งต่อไปก็เป็นการใช้งานอัตโนมัติเมื่อหยิบตัวหูฟังออกจากกล่อง หูฟังก็จะเชื่อมต่อให้ทันที รวมถึงการปิดอัตโนมัติเมื่อเลิกใช้งาน

มีระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก หรือ Active Noise Cancellation (ANC)  เปิดการใช้งานฟังก์ชั่น ANC โดยการแตะที่ทัชแพด 1 ครั้ง จากนั้นกดค้างอีก 2 วินาที ในหูฟังจะได้คำสั่ง ANC on ทำแบบเดียวกันหากต้องการปิด ANC off  การตัดเสียงรบกวนทำได้ดีทีเดียวค่ะ ตัดเสียงได้ค่อนข้างเงียบทำให้การฟังเพลงโดยไร้เสียงรบกวนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น หมดกังวลกับการสนทนาหรือประชุมงาน

ในส่วนของการฟังเพลงและรับชมคอนเทนต์ต่างๆ คุณภาพเสียงของ Sharp Wireless Earbuds HP-TW30 คุณภาพเสียงดีทีเดียวค่ะ ดู Youtube หรือรับชมภาพยนตร์เสียงตรงปากอยู่ไม่รู้สึกถึงความดีเลย์ ในส่วนของการฟังเพลงเบสแน่นและนุ่มดีค่ะ เสียงแหลม เสียงกลางปรับอยู่ในระดับพอดี ตัวหูฟังปรับจูนโทนเสียงเน้นไปในทางทุ้มเน้นเบสซะมากกว่า น่าเสียดายที่ไม่มีแอปพลิเคชั่นรองรับ ไม่สามารถปรับอีควอไลเซอร์แบบที่เราต้องการได้  แต่ก็โอเครตรงที่เสียงที่จูนมาให้ตรงใจอยู่เลยไม่ค่อยมีผลสักเท่าไหร่

สรุปความคุ้มค่าของ Sharp Wireless Earbuds HP-TW30 หูฟังคุณภาพในราคาเพียง 2,690 บาท ถือว่าคุ้มค่าในเรตราคานี้ คุณภาพเสียงของตัวหูฟัง ฟังก์ชั่นการตัดเสียงรบกวนในระดับที่เงียบสนิท เสียงสนทนาที่ชัดเจน ที่สำคัญรองรับการชาร์จไร้สายด้วย ถือว่าคุ้มค่าเอาคะแนน 82 เต็ม 100 จากทีม Appdisqus ไปเลยค่ะ

วางจำหน่ายแล้ว ทาง SHARP Official Store https://bit.ly/2ZiZvcB รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://th.sharp/wireless-earbuds

ข่าว: รีวิว SHARP HP-TW30 หูฟัง TWS มี ANC ราคาเพียง 2,690 บาท มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-sharp-wireless-earbuds-hp-tw30-tws-headphones-with-anc-for-only-2690-baht/

รีวิว Sennheiser CX Plus True Wireless หูฟังไร้สายเสียงดี เบสนุ่ม ตัดเสียงเยี่ยม

เปิดตัวกันไปสักพักแล้วกับ CX Plus True Wireless หูฟังในตระกูล True Wireless ของเซนไฮเซอร์(Sennheiser) แบรนด์หูฟังคุณภาพเยี่ยมจากประเทศเยอรมณี  แค่ชื่อเซนไฮเซอร์ก็การันตีคุณภาพเสียงได้ในระดับหนึ่งแล้ว ตัว CX Plus เป็นหูฟังตัวใหม่ที่ต่อยอดมาจากตัว CX True Wireless มีคำว่า Plus ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ที่ตัดเสียงได้เงียบมาก เบสนุ่ม มิติเสียงกว้าง  เปิดตัวมาในราคา 6,390 บาท มี 2 สี สีขาวและสีดำ ตัวที่ Appdisqus จะมารีวิวให้ชมกันจะเป็นตัวสีดำค่ะ


ดีไซน์และการใช้งานของ CX Plus True Wireless

ดีไซน์ทรงเดียวกับรุ่นแบบเป๊ะๆ กับรุ่น CX True Wireless ที่ออกมาก่อนหน้านี้ทั้งตัวเคสชาร์จและตัวหูฟัง ทรงเหลี่ยมโค้งมนจับละมุนมือผิวสัมผัสด้านแต่ก็แอบติดฝุ่นง่ายนิดๆ ตัวเคสชาร์จเป็นพลาสติกที่ดูทนทานบานพับดูแข็งแรงเปิดปิดได้แบบไม่ต้องกลัวจะหักคามือ

ด้านบนฝาเคสฝังโลโก้เซนไฮเซอร์โลหะสีเงิน ด้านในบุยางกันกระแทกบริเวณฝาปิด ด้านในฝาเคสสกรีนชื่อ Sennheiser น้ำหนักของตัวเคสชาร์จรวมหูฟังเบามาก หนักเพียง 47 กรัม ตัวเคสหนัก 35 กรัม ตัวหูฟังหนักเพียงข้างละ 6 กรัม ด้านในมีแม่เหล็กดูดตัวหัวฟังไม่ให้หลุดง่าย


ด้านหลังเป็นพอร์ตชาร์จ USB Type C

ด้านหน้ามีไฟ LED แสดงสถานะของแบตเตอรี่ 3 สี สีแดงแจ้งแบตเตอรี่ต่ำกว่า 25% สีเหลือง 50% สีเขียวแบตเตอรี่เต็มพร้อมใช้งาน แบตเตอรี่และเคสชาร์จใช้งานได้ยาวนาน 24 ชม.

ตัวหูฟังน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัดสวมใส่ได้พอดีกระชับกับช่องหู ใส่ออกกำลังกายแบบไม่ต้องกลัวหลุดไม่ต้องกังวลว่าหูฟังจะพังเพราะเปียกน้ำ กันน้ำกันเหงื่อระดับ IPX4 กันน้ำกระเซ็น

พร้อมการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 การเชื่อมต่อบลูทูธ ที่สามารถจัดการได้ง่ายดายผ่านแอปฯ Sennheiser Smart Control ใส่ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้าง แล้วแตะค้างไว้ 3 วินาทีเป็นการ Pairing กับสมาร์ทโฟนที่เราต้องการเชื่อมต่อ ในคู่มือจะมี QR Code ให้โหลดแอปฯ Sennheiser Smart Control ที่ใช้ได้กับทั้งระบบ Android และ IOS



ตัวหูฟังควบคุมการใช้งานแบบ Touch Control ใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ด้วยการแตะสัมผัสที่ตัวหูฟังได้เลย สามารถปรับแต่งเมนูตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระบบเสียง การโทรออก รวมไปถึงการใช้งานระบบสั่งการด้วยเสียงที่ทั้งสะดวกและใช้งานง่าย

  • แตะ 1 ครั้ง (ข้างซ้ายหรือขวา) รับสายโทรศัพท์
  • แตะ 2 ครั้ง (ข้างซ้ายหรือขวา) ปิดสายโทรศัพท์
  • แตะ 1 ครั้ง ข้างขวา ปิด/เปิด เพลง
  • แตะ 1 ครั้ง ข้างซ้าย เปิดรับเสียงจากภายนอก (Transparent Hearing)
  • แตะ 2 ครั้ง ข้างขวา เลื่อนเพลงต่อไป
  • แตะ 3 ครั้ง ข้างขวาเป็นคำสั่งเสียง Voice assistant
  • แตะ 3 ครั้ง ข้างซ้าย เปิด Active Noise Cancellation
  • แตะค้างข้างขวา เป็นการเพิ่ม Volume
  • แตะค้างข้างซ้ายเป็นการลด Volume

โดยตัวหูฟังแต่ละข้างประกอบไปด้วยไมโครโฟนคู่ที่สามารถปรับเสียงพูดเวลาคุยโทรศัพท์ และการใช้งานระบบสั่งการด้วยเสียงมีความคมชัด การพูดคุยผ่านโทรศัพท์เป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถได้ยินเสียงของตัวเองในระหว่างการโทรได้ ไมโครโฟนที่มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวน ช่วยให้มั่นใจว่าเสียงในการใช้งานโทรศัพท์และระบบสั่งเสียงสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Smart Pause โดยสามารถหยุดเล่นเสียงได้อัตโนมัติเมื่อดึงหูฟังออก และเล่นต่อเองโดยทันทีเมื่อใส่กลับเข้าไปใหม่หูฟังแต่ละข้างยังถูกออกแบบมาให้เป็นอิสระต่อกัน จึงสามารถใช้ได้ทั้งการใช้งานแบบสองข้างพร้อมกัน หรือจะเลือกใช้เพียงข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ตามความต้องการของผู้ใช้หูฟังทุกรุ่นในตระกูล True Wireless ของเซนไฮเซอร์ได้รับการพัฒนามาจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องของสรีรศาสตร์โดยเฉพาะ

มีเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellationเพื่อให้ได้สัมผัสกับเสียงที่มีความคมชัด ละเอียด นอกจากนี้ยังมีโหมด Transparent Hearing ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานรับรู้ถึงสถานการณ์รอบตัวที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างดีโดยไม่ต้องถอดหูฟัง อย่างในสนามบินหรือรถไฟฟ้า



Built-in Equalizer & Bass Boost ฟังก์ชั่นการปรับแต่งเสียงที่มีในตัว (Built-in Equalizer) ผ่านแอปฯ Sennheiser Smart Control ปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ฟังก์ชั่นการปรับแต่งเสียง (EQ) ที่มาพร้อมกันยังช่วยปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน แอดการตั้งค่า EQ ที่เราปรับแล้วตั้งชื่อได้ใหม่ด้วย อีกทั้งยังตั้งค่ำ Bass Boost ที่ทรงพลังได้ล่วงหน้ำอีกด้วย เสียงสเตอริโอที่มีความเที่ยงตรงสูง พร้อมกับเสียงเบสที่นุ่ม ทุ้ม เสียงกลางที่ชัดเป็นธรรมชาติและเสียงสูงที่มีความละเอียดปราณีต

อุปกรณ์ภายในกล่อง

มาดูกันค่ะว่าในกล่องมีอะไรมาให้กันบ้าง

  • หูฟัง CX Plus True Wireless
  • เคสชาร์จ
  • สาย USB Type C
  • จุกซิลิโคน 4 ขนาด L,M,S,XS (ไซส์ M อยู่ที่ตัวหูฟัง)
  • คู่มือใช้งานแบบย่อสารพัดภาษา (ที่ไม่มีภาษาไทย = = )
  • Safety Guide

ใช้งานได้นานตลอดทั้งวันหูฟังมีขนาดกะทัดรัดนี้สามารถสวมใส่ได้พอดีกับหู ดังนั้นไม่ว่าจะขยับเขยื้อนขนาดไหนก็มั่นใจได้เลยว่าหูฟังจะไม่หลุด นอกไปจากนี้หูฟังยังมาพร้อมกับอะแดปเตอร์ซิลิโคน 4 ขนาด ที่นอกจากจะให้ความสบายในขณะใช้งานแล้ว ยังเป็นส่วนช่วยให้ฟังก์ชั่นการตัดเสียงรบกวนทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ Bluetooth 5.2 ที่ติดตั้งมากับหูฟังยังมาพร้อมกับตัวแปลงสัญญาณเสียง SBC, AAC, aptX และ aptX Adaptive Codec ที่รองรับเสียงที่มีความคมชัดแบบ high resolution และค่าดีเลย์ที่ต่ำเมื่อใช้งานเวลาฟังเสียงจากคลิปวิดีโอ ผ่านแอปฯ Sennheiser Smart Control

สรุปโดยรวมก็เป็นหูฟังที่น่าสนใจอีกรุ่นสำหรับหูฟังไร้สายที่มาจากแบรนด์หูฟังและไมโครโฟนโดยเฉพาะ ระบบตัดเสียง ANC ที่เงียบสนิท โหมด Transparent Hearing ที่ช่วยให้ไม่พลาดการรับรู้จากรอบข้าง มีแอปพลิเคชั่นรองรับเพื่อช่วยปรับแต่ง EQ ตามความชอบของผู้ฟัง ในราคาที่เอื้อมถึงได้

หูฟัง CX Plus Ture Wireless จะวางจำหน่ายในรูปแบบสีดำด้าน หรือสีขาวด้าน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 และจำหน่ายในราคา 6,390 บาท ผ่านเว็บไซต์เซนไฮเซอร์  (https://th.sennheiser.com/) และร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของเซนไฮเซอร์

ข่าว: รีวิว Sennheiser CX Plus True Wireless หูฟังไร้สายเสียงดี เบสนุ่ม ตัดเสียงเยี่ยม มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-sennheiser-cx-plus-true-wireless-wireless-headphones-good-sound-soft-bass-great-sound/