คลังเก็บป้ายกำกับ: หูฟังเล่นเกม

CORSAIR HS70 PRO Wireless แค่ 3 พัน หูฟังไร้สาย เล่นเกมเสียง 7.1 นุ่มใส่สบาย

Corsair HS70 PRO Wireless แค่ 3 พันกว่าบาท หูฟังไร้สาย เล่นเกมเสียง 7.1

CORSAIR HS70 PRO Wireless

CORSAIR HS70 PRO Wireless จัดว่าเป็นหูฟังไร้สายเล่นเกม ราคาประมาณ 3 พันต้นๆ ที่มีฟังก์ชั่นจัดเต็ม พร้อมดีไซน์ที่ดูสบายตา เพิ่มความ Comfort ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียม ที่มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา และครอบหูฟังในแบบเมมโมรีโฟม ให้ความกระชับ พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 channel แต่ที่น่าสนใจคือ การเชื่อมต่อแบบไร้สาย ลดข้อจำกัดให้กับเกมเมอร์ ให้สามารถเคลื่อนไหวหรือใช้งานได้สะดวกมากกว่าเดิม รวมถึงการสื่อสารร่วมกับทีมได้อย่างคล่องตัว แม้ขณะที่เดินไปยังจุดต่างๆ ภายในบ้าน หรือในระหว่างช่วง รวมไปถึงกลุ่มที่ Work from Home หรือการชมภาพยนตร์บนหน้าจอใหญ่ๆ ก็สะดวกสบายกว่า ไม่ต้องยึดติดอยู่กับโต๊ะเพียงอย่างเดียว

จุดเด่น

  • ครอบหูฟังนุ่มนวล สวมสบาย
  • น้ำหนักเบา ไม่เกะกะ
  • เสียงกลางแน่น เสียงแหลมเด่นชัด
  • เชื่อมต่อไร้สาย เคลื่อนไหวอิสระ
  • ใช้งานได้นาน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
  • ปรับระดับเสียงได้จากหูฟัง

ข้อสังเกต

  • การปรับเลื่อนครอบศีรษะทำได้ไม่เยอะ
  • ข้อต่อปรับหมุน 90 องศาไม่ได้
  • เชื่อมต่อ WiFi เพียงอย่างเดียว ไม่มี Bluetooth

CORSAIR HS70 PRO Wireless หูฟังไร้สาย

Specification

  • Connector: USB Type-A
  • Wireless Range: upto 40 feet (12m)
  • Battery Life: 16 Hours
  • Headphone Type: Custom Neodymium
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 111dB
  • Drivers: 50mm
  • Microphone Type: Unidirectional
  • Impedance: 2.0k Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -40dB

Unbox

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ตัวกล่องด้านหน้ามาในโทนสีดำ พร้อมกับโลโก้ CORSAIR เด่นชัด และใส่กราฟิกของตัวหูฟังมาอย่างชัดเจน เรียกว่าเห็นทุกด้านไม่ต้องไปลุ้นในกล่อง ซึ่งภาพรวมของแพ๊คเกจ ยังคลุมโทนเดิมที่มีมาในหลายๆ รุ่น

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ส่วนด้านหลังและด้านข้าง ก็มีเพียงสโลแกน และฟีเจอร์เล็กน้อยมาให้ ต่างจากหูฟังในหลายๆ ค่าย ที่มักจะใส่สเปคมาให้เห็นชัดเจน

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาแกะกล่องดูด้านในกันบ้าง ประกอบไปด้วย ตัวหูฟัง อยู่ในกล่องพลาสติกใสกันกระแทก คู่มือแนะนำ ไมโครโฟนแบบถอดได้, USB Receiver และ สายชาร์จ USB Type-A to micro-USB

Design

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ยังคงรูปลักษณ์ในซีรีส์ HS ไว้อย่างเหนียวแน่น พูดง่ายๆ คือ ตั้งแต่ HS50, HS60 และมาจนถึงรุ่นนี้ ดีไซน์ตั้งแต่บอดี้ ครอบศีรษะ ไปจนถึง Earcup ด้วยวัสดุที่เป็นพลาสติกคุณภาพสูง ครอบบนโครงสร้างอะลูมิเนียม เพื่อความยืดหยุ่น ยังคงคล้ายคลึงกัน ซึ่งการใช้เส้นสายลวดลาย ก็ทำให้บางครั้งดูละมุน มากกว่าความดุดันตามสไตล์หูฟังเกมมิ่งทั่วไป

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เมื่อมองเต็มๆ จาก Earcup ด้านข้าง จะเป็นตะแกรงสีดำปิดทับอีกชั้นหนึ่ง และมีโลโก้ CORSAIR ไว้อย่างชัดเจน บนโทนสีดำเกือบจะทั้งบอดี้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูที่อีกด้านกันบ้าง จะเห็นได้ว่ามิติไม่ได้หนาจนทำให้เทอะทะ แม้จะมีบรรดาคอนโทรลต่างๆ มาใส่เอาไว้ และแบตเตอรี่ในตัว เนื่องจากเป็นหูฟังไร้สาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนาขึ้นจากหูฟังทั่วไปแต่อย่างใด

CORSAIR HS70 PRO Wireless

หูฟัง HS70 PRO รุ่นนี้ จะไม่ได้มีแสงสีเอฟเฟกต์ตระการตามาให้แต่อย่างใด แต่จะมีเส้นสายเงาๆ เล็กๆ ตัดกับโทนสีดำสนิท ทำให้ดูสะดุดตาในบางโอกาส

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูที่คาดศีรษะกันบ้าง ด้านนอกมาในโทนสีดำด้าน วัสดุเป็นแบบหนังสังเคราะห์ และโลโก้พิมพ์คาดมาให้ดูเท่ๆ ไม่ได้ให้ความหวือหวามากมาย เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบง่าย ส่วนด้านในบริเวณครอบศีรษะจะเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มมาด้วยวัสดุแบบหนังสีครีม ไม่หนามาก แต่ก็สวมได้ง่าย

CORSAIR HS70 PRO Wireless

หูฟังปรับเลื่อนได้พอสมควร ตามรูปแบบของหูฟังเกมมิ่งทั่วไป รองรับกับศีรษะผู้ใช้ได้หลายขนาด เพียงแต่จะมีแน่นมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของศีรษะแต่ละบุคคล แต่ด้วยความที่น้ำหนักค่อนข้างเบา จึงทำให้การสวมใส่สบายมากขึ้น

CORSAIR HS70 PRO Wireless

บรรดาชุดควบคุมต่างๆ ที่อยู่บนหูฟัง CORSAIR HS70 PRO ทางด้านซ้าย ประกอบด้วย ปุ่ม Mute (เปิด-ปิดไมโครโฟน), micro-USB สำหรับชาร์จไฟ และสไลด์ปรับเลื่อนระดับเพิ่ม-ลดเสียง รวมถึงช่องต่อไมโครโฟนที่ถอดแยกได้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ส่วนทางขวามือ จะมีเพียงปุ่มเพาเวอร์สำหรับเปิด-ปิดการใช้งาน ซึ่งการใช้งาน

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาที่เมมโมรีโฟมที่ครอบหูฟังกันบ้าง ความหนาไม่มาก แต่ความนิ่มจัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าใช้สำหรับหูฟังเกมมิ่งเลยทีเดียว ใครที่ขี้รำคาญกับหูฟังแบบ Close-cup แบบนี้ จะไม่เจอปัญหาบน HS70 PRO กับความนุ่มนวลที่หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง ที่มีความนุ่มนิ่ม น่าสัมผัส เท่าที่ลองก็กันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีในระดับหนึ่ง รวมถึงยังไม่ทำให้อึดอัดหูมากนัก

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ไม่โครโฟนเป็นแบบ Unidirectional เก็บรายละเอียดเสียงในมุมต่างๆ ได้ดี อีกทั้งเป็นแบบถอดออกได้ เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตที่อยู่บนหูฟังด้านซ้าย ปรับพับงอได้ตามตำแหน่งของปากผู้ใช้ เพื่อให้ได้ระดับเสียงที่ดีที่สุด ทำงานคู่กับปุ่ม Mute บนหูฟัง

Connection

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ตัวรับ-ส่งสัญญาณ USB Type-A จะต่อเข้ากับด้านหลังคอมหรือด้านหน้าก็ได้เช่นกัน สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับหูฟัง รองรับได้ในระยะประมาณ 12 เมตร ซึ่งระยะทำการให้นิ่งๆ อยู่ที่ราว 10 เมตร เพื่อตัดปัญหาเรื่องของอุปสรรค เช่น ผนังและฝ้าในบ้าน แต่ก็พอให้เดินไปห้องครัว ห้องน้ำได้สะดวก

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เมื่อต่อเข้ากับพอร์ต USB และวินโดว์ 10 ตรวจเช็คเสร็จสิ้น ก็จะขึ้นมาใน Device ของ Sound เท่าที่ก็พร้อมสำหรับใช้งาน ไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากแต่อย่างใด

CORSAIR HS70 PRO Wireless

Software

CORSAIR HS70 PRO Wireless

นอกจากนี้สำหรับคนที่ต้องการใช้งานหรือปรับแต่งเสียง ก็ยังมีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า iCUE

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มีให้ปรับ Side tone ซึ่งให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียงพูดของตนเองได้ ขณะที่เรามอนิเตอร์ เสียงจะไม่ดีเลย์ เราจะได้ยินเสียงพร้อมๆ กับเพื่อนได้เลย เหมาะกับคนที่เล่นเกม

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ปรับระบบเสียง 7.1-surround หรือจะเลือกปิดได้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เลือกปรับ Equalizer ได้ มีให้เลือกทั้งแบบ Clear chat, Boost Base, FPS Competition, Movie Theatre และ Pure Direct ด้วยการเลือกเปิดหรือปิดการทำงานในบางโหมด เพื่อให้เข้ากับการใช้งานในปัจจุบัน

Game Test

CORSAIR HS70 PRO Wireless

พูดถึงความรู้สึกในการสวมใส่กันก่อน ความกระชับ นุ่มสบาย HS70 PRO Wireless รุ่นนี้ได้คะแนนค่อนข้างดี เพราะน้ำหนักเบา และเมมโมรีโฟม ให้ความนุ่มนวล กระชับสบายหู ไปหนีบศีรษะจนแน่นเกินไป และใครที่ใบหูใหญ่ ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะครอบหูโอบได้สบาย อีกทั้งตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีไม่น้อยเลย

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูมุมด้านหลังกัน จะเห็นว่าตัวหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless ไม่ได้ใหญ่โตเกินไป รวมถึงเมมโมรีโฟม ไม่ได้ถูกกดหรือหนีบมากนัก และกระจายแรงไปยังจุดต่างๆ ได้ จึงทำให้ศีรษะไม่ต้องแบกภาระมากเกินไป หรือไม่ต้องกลัวจะหนีบใบหูจนน่ารำคาญ สำหรับคนที่ใช้เล่นเกม ดูหนังนานๆ น่าจะชื่นชอบแนวนี้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาถึงการทดสอบใช้งาน CORSAIR HS70 PRO Wireless กันบ้าง เรื่องแรก การปรับจูน เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งโดยปกตินั้น การใช้งานหูฟังแบบพื้นฐาน ก็ตอบโจทย์การใช้งานและความบันเทิงทั่วไปได้ดีพอสมควร แต่ถ้าต้องการสิ่งที่มากกว่า รายละเอียด หรือย่านเสียงให้อยู่ในระดับที่ต้องการหรือชื่นชอบได้ ก็อยู่ที่การปรับแต่งของผู้ใช้เองด้วย เลือกปรับได้ 2 ทางง่ายๆ คือ Equalizer บนวินโดว์ และโพรไฟล์บนซอฟต์แวร์ iCUE ทั้งสองส่วน จะช่วยให้ผู้ใช้เต็มอิ่มกับการใช้งานหูฟังรุ่นนี้มากยิ่งขึ้น

ในแง่ของความบันเทิงทั่วไป Sound stage อาจไม่ได้กว้างมากนัก แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความคมชัดของเสียงที่อิ่มขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การดูหนัง เล่นเกม เป็นไปอย่างสนุกสนาน เริ่มกันที่การชมภาพยนตร์ หากปรับเป็น 7.1-surround บนซอฟต์แวร์ iCUE เสียงจัดว่าออกรสชาด โดยเฉพาะกับเอฟเฟกต์ที่อยู่รายล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนร่างจากคิลเลอร์บีหรือออพติมัส ที่เสียงเหล็กกระทบกัน อันเป็นเอกลักษณ์จัดมาให้แบบครบเครื่อง หรือฉากเครื่องบินทิ้งบอมบ์ โจมตีในทะเลทราย ที่พระเอกเกือบไม่รอดไปช่วยออพติมัสไพรม์ ก็ออกมาได้สมจริง จัดจ้าน ระเบิดจากขวาไปซ้าย ให้อารมณ์ได้อย่างเต็มที่ หรือจะเป็นฉากการโจมตีจากเรือรบใน Battleship’s ไปยังยานเอเลี่ยน เสียงกระทบจากหัวกระสุนก็ยังสะใจ บอกทิศทางซ้ายขวา ให้อารมณ์ตื่นเต้นในการชม มากกว่าหูฟังเดิมๆ ทั่วไป

ในการเล่นเกม ว่ากันตั้งแต่ PUBG หรือ Battlefield V รวมไปถึง NFS ที่จะได้อานิสงในเรื่องของเสียงรอบทิศทางอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน PUBG นั้น ถือว่าสร้างสรรเกมได้ดีทีเดียว เพราะได้ลุ้นอยู่ตลอด จนบางทีได้ยินรอบตัว จนบางครั้งอยากจะปิดฟีเจอร์นี้เลย เพราะตื่นตัวมากเกินไป แต่ก็ทำให้เรามีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม เรียกว่ายังพอให้ได้แก้ไขสถานการณ์ได้ รวมถึงสร้างโอกาสในการโจมตีได้มากขึ้น นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในการเล่นเกม นอกเหนือจากจอภาพใหญ่ๆ ความละเอียดสูงๆ

นอกจากนี้เรายังรวบรวมหูฟังไร้สายสำหรับคอเกมไว้ให้ในบทความ 10 อันดับ หูฟังไร้สาย 2021 ในงบไม่เกิน 5,000 บาท ไว้ให้อีกด้วย

Conclusion

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาสรุปการใช้งานหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless ที่ได้รับมาทดสอบรุ่นนี้กัน ในสิ่งที่ชอบที่สุด คงจะเป็นเรื่องความสะดวกสบาย เรียกว่าความเบาและความนุ่มนวลในการเลือกใช้วัสดุที่ค่อนข้างถูกจริตกับหูฟังแนวนี้ เนื่องจากขนาดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของหูฟังแนว Close-cup ครอบหูได้พอดี ไม่แน่นจนเกินไป การกระจายน้ำหนักก็ไม่ได้เป็นภาระกับส่วนใดมากเกินไปนัก มีเพียงวัสดุที่หุ้มเมมโมรีโฟม ที่อาจจะเป็นความชื่นชอบของใครหลายคน แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกอุ่นๆ อยู่บ้าง เมื่อใช้งานไปนาน แต่ก็แลกมากับการลดเสียงจากภายนอกได้ดี นอกจากนี้การเป็นหูฟังไร้สาย ก็ช่วยให้สะดวกมากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่เมื่อย ต้องลุกจากเก้าอี้บ่อยๆ เมื่อเล่นเกม ก็ไม่ต้องกังวลสายหูฟัง จะมาดึงรั้ง ยิ่งคนใช้โน๊ตบุ๊ค ถ้าใช้แบบสาย เผลอเมื่อใด ก็อาจจะลากโน๊ตบุ๊คหล่นมาพังได้ง่ายๆ

ด้านการเล่นเกม และชมภาพยนตร์บนหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless บอกเลยว่าสายบันเทิงน่าจะชอบ เพราะเสียงที่ได้ จัดจ้านมาเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ที่ดุดเดือด คอเกมแอ็คชั่น FPS ประเภทระเบิดภูเขาเผากระท่อม จะได้อินไปกับเสียงระเบิด ห่ากระสุนหรือจะเป็นการโจมตีอื่นๆ อย่างสะใจ และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบเสียงรอบทิศทาง ที่แค่ปรับจากฟีเจอร์นี้จากซอฟต์แวร์ iCUE ก็เริ่มสนุกได้เลย นอกจากนี้ยังมีโพรไฟล์ ให้ได้เลือกใช้ ร่วมกับความบันเทิงในแนวต่างๆ ส่วนใครที่เล่นเกมเป็นปาร์ตี้ ไมโครโฟน ก็ตอบสนองได้ดี และยังมีให้เลือกปรับเสียงได้ชัด ไม่ว่าจะให้ได้ยินพร้อมเสียงในเกมหรือจะลดเสียงก็ได้ตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ดี ยังมีบางจุดที่อาจจะทำให้คอเกมรู้สึกว่าขาดไปบ้าง นั่นคือ เรื่องของการเชื่อมต่อแม้จะเป็น WiFi และแทบจะไม่มีการดีเลย์เลยก็ตาม แต่ไม่ได้รองรับสัญญาณ Bluetooth ซึ่งก็อาจจะยังเป็นความต้องการของเกมเมอร์สายโมบายอยู่ด้วย อีกเรื่องก็คือ ใครที่ชื่นชอบความมีสีสัน แสงไฟ RGB หูฟังรุ่นนี้ อาจจะไม่ใช่แนวของคุณ เพราะมาในโทนสีที่เรียบง่าย มีให้เลือก 2 แนวคือ Cream และ Black เท่านั้น มีเพียงลวดลายที่ขอบ Head band และ Earcup นิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งก็ดูจะลงตัวกับคนที่อยากจะใช้ในหลายๆ โอกาส

ราคา ประมาณ 3,500 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม Corsair

5 วิธีเลือกหูฟังเล่นเกมไร้สาย

หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย จัดว่าเป็นหูฟังอีกรูปแบบหนึ่งที่คอเกมให้ความสนใจอย่างมากในเวลานี้ ด้วยความสะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องยึดติดกับสายที่รั้งติดกับเครื่อง จะลุกไปห้องน้ำ หรือไปหาของว่างในตู้เย็น ก็ต้องถอดวาง ซึ่งเกมเมอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากพลาดการติดต่อกับเพื่อนๆ ภายในเกม อีกทั้งหูฟังแบบไร้สายในเวลานี้ ยังออกแบบได้สวยงาม ขนาดพอเหมาะ สวมใส่สบาย ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกมเมอร์ให้ความสนใจ แต่จะเลือกหูฟังไร้สายนี้อย่างไร?

1.รูปลักษณ์ ขนาด สวมใส่สบาย: การออกแบบเป็นสิ่งที่เกมเมอร์พิจารณาเป็นอันดับแรกๆ เพราะต้องสวมใส่ในการเล่นเกมเป็นเวลานานๆ หูฟังจึงต้องมีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย กระชับ ไม่บีบรัดจนเกินไป มีความยืดหยุ่นในการปรับระดับให้เข้ากับศีรษะได้ง่าย และไม่หนักจนเกินไป จึงทำให้ใช้เล่นเกมได้ยาวนานมากขึ้น

2.ความง่ายและรวดเร็วในการเชื่อมต่อ: ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคอเกมได้เช่นกัน หูฟังไร้สายสำหรับการเล่นเกม ต้องรองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ให้พร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับสัญญาณ WiFi หรือ Bluetooth ก็ตาม เช่นการเชื่อมต่อแบบไร้สายความถี่ 2.4Ghz ทำให้คุณยืดระยะจากจุดที่เล่นได้ไกลถึง 12 เมตร จึงช่วยให้คุณเดินไปทานอาหาร เข้าห้องน้ำหรือทำธุระส่วนตัวภายในบ้านได้สะดวกมากขึ้น

3.ใช้งานได้ยาวนาน: เมื่อเป็นแบบไร้สาย จึงมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการใช้งาน ดังนั้นจึงต้องเลือกหูฟังที่มีแบตเตอรี่ภายในสามารถให้การใช้งานได้ยาวนานต่อการชาร์จในแต่ละครั้ง เพื่อจะได้ไม่ขัดจังหวะขณะที่กำลังเล่นเกมอยู่อย่างสนุกสนาน หูฟังไร้สายบางรุ่น ให้ระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 10-20 ชั่วโมงต่อการชาร์จ จึงทำให้คุณสนุกสนานไปกับเกมที่ชื่นชอบได้นานขึ้น

4.ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ ให้เสียงที่ทรงพลัง: เพื่อความสนุกสนานในการเล่นเกม พลังเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญ หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ บางรุ่นมาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ที่ช่วยเพิ่มความเร้าใจในการเล่นเกม ด้วยการปรับปรุงให้ถ่ายทอดเสียงเบสได้ดีขึ้น ให้เสียงกลางที่คมชัด และเสียงต่ำที่ไพเราะ ให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับการเล่นเกม

5.รองรับการใช้งานได้หลากหลาย: หูฟังไร้สายบางรุ่นออกแบบมาให้รองรับการใช้งานได้หลายแพลตฟอร์ม เพื่อความบันเทิงที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมคอนโซลหรือสมาร์ทโฟนก็ตาม หูฟังไร้สายแบบ Bluetooth ที่ออกแบบมาเพื่อการดูหนัง, ฟังเพลง และสนทนาด้วยเสียง และความบันเทิงได้ขณะเดินทางได้ดี

Wireless Headset Wire Headset
การเคลื่อนไหว คล่องตัว ติดสายหูฟัง
การเชื่อมต่อ ต้อง Pair กับตัวรับ ต่อสายใช้ได้เลย
ระยะเวลาการใช้งาน ต้องชาร์จไฟ เมื่อแบตหมด ไม่ต้องชาร์จไฟ ใช้ได้ต่อเนื่อง
น้ำหนัก เบา เบา
ระยะห่างจากคอม ห่างตามระยะสัญญาณ สั้นตามระยะของสาย
การตอบสนอง ไว ไว
การเชื่อมต่อ Wireless/ Bluetooth สาย Cable

Related Topics

10 อันดับ หูฟังไร้สาย 2021 เล่นเกมสะใจ ไม่เกิน 5,000.-

10 Wireless headset 2021 cov2 1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง เสียงสะใจ เล่นเกมสนุก ใส่สบาย ดีไซน์สวย แค่ 2,000

10 Gaming headset 2021

10 อันดับหูฟังไร้สาย เดือน พฤษภาคม 2564

Wireless Gaming headset 2021

หูฟัง HyperX Cloud MIX เล่นเกมไร้สาย เบา เสียงสะใจ ได้ทุกแพลตฟอร์ม

HyperC Cloud Wireless

from:https://notebookspec.com/web/590000-corsair-hs70-pro-wireless-headset

10 อันดับ หูฟังไร้สาย เล่นเกมสะใจ ไม่เกิน 5,000.- แบตอึด เสียงรอบทิศทาง RGB

10 อันดับ หูฟังไร้สาย เล่นเกมสะใจ ไม่เกิน 5,000.- แบตอึด เสียงรอบทิศทาง

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

ในครั้งก่อน เราได้พูดถึง 10 หูฟังเกมมิ่ง 2021 กันไปแล้ว ครั้งนี้เรามาลองดู 10 อันดับ หูฟังไร้สาย สำหรับคอเกมที่ชอบความอิสระ เคลื่อนไหวสะดวกกันบ้างดีกว่า เพราะปัจจุบันหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ๆ ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงไปได้เยอะ จึงเป็นที่นิยมของเหล่าเกมเมอร์มากขึ้น เพราะนอกจากจะสวมใส่สะดวก ไม่ต้องมีสายให้เกะกะ เรื่องของดีไซน์และฟีเจอร์ ก็ยังจัดมาให้เต็มที่ โดยเฉพาะบรรดาแบรนด์ต่างๆ ที่มีให้เลือกกันเกือบทุกค่าย โดยในครั้งนี้เราเลือกหูฟังที่มีดีไซน์สวยงาม ฟังก์ชั่นดีสำหรับคอเกม และใช้งานได้นานมาให้เลือกกัน ในงบประมาณไม่เกิน 5,000 บาท ใครที่ชื่นชอบหูฟังเล่นเกมแนวนี้อยู่แล้ว สามารถดูข้อมูลเปรียบเทียบตามด้านล่างนี้กันได้เลย

10 อันดับ หูฟังไร้สาย หูฟังเล่นเกม 2021

  1. Corsair HS70 PRO Wireless ราคาประมาณ 3,490 บาท
  2. Corsair VOID RGB ELITE Wireless ราคาประมาณ 3,790 บาท
  3. HyperX Cloud Flight Wireless ราคาประมาณ 3,890 บาท
  4. Razer Kraken BT Kitty Edition ราคาประมาณ 3,890 บาท
  5. Razer Nari Essential Wireless ราคาประมาณ 3,890 บาท
  6. Logitech G933s LIGHTSYNC Wireless ราคาประมาณ 4,190 บาท
  7. Logitech G733 Lightspeed Wireless ราคาประมาณ 4,390 บาท
  8. ASUS ROG Strix Wireless ราคาประมาณ 4,590 บาท
  9. HyperX Cloud II Wireless ราคาประมาณ 4,890 บาท
  10. ASUS ROG Strix Fusion Wireless ราคาประมาณ 4,990 บาท

1.Corsair HS70 PRO Wireless ราคาประมาณ 3,490 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

10 อันดับ หูฟังไร้สาย มาเริ่มกันที่น้องเล็กเล็กราคาเบา เพราะจ่ายแค่ 3 พันกลางๆ แต่ก็ได้หูฟังเล่นเกมไร้สาย ที่ดีไซน์อาจจะเรียบง่าย และไม่ได้มีแสงไฟโดดเด่น แต่ฟังก์ชั่นไม่ได้เป็นรองใคร กับโครงสร้างอะลูมิเนียม พร้อมด้วยจุดสัมผัสส่วนต่างๆ ที่เป็นเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง ให้ความเย็นสบาย ครอบหูฟังลดเสียงรบกวนได้ดี ตัวโครงสร้างอาจปรับไม่ได้มากนัก นอกจากเลื่อน Headband และ Earcup บางส่วน มาพร้อมไดรเวอร์ขนาด 50mm เป็นแบบนีโอดายเมียม พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 ส่วนการใช้งานสามารถใช้ร่วมกับโน๊ตบุ๊คและพีซีเป็นหลัก ส่วนถ้าจะใช้กับมือถืออาจจะต้องใช้ตัวแปลงพอร์ต มีตัวรับ-ส่งสัญญาณแบบ USB Type-A โดยใช้งานได้นาน 16 ชั่วโมงต่อการชาร์จ สเตจเสียงกลางๆ แต่ก็ตอบโจทย์คอเกมได้ดี ไมโครโฟนแบบถอดได้ รับเสียงได้จากหลายทิศทาง ห่างจากปากก็ยังเก็บเสียงได้ดีในระดับหนึ่ง ในภาพรวมแล้วถือเป็นหูฟังไร้สาย ที่เน้นความเรียบง่าย แต่สนุกได้ทั้งวัน

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Closecup – Memory foam
  • Wireless Range: upto 40 feet (12m)
  • Battery Life: 16 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 111dB
  • Drivers: 50mm Neodymium
  • Microphone Type: Unidirectional
  • Impedance: 2.0k Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -40dB
  • Surround: 7.1 surround
  • Lighting: None
  • Weight: 640g

ข้อมูลเพิ่มเติม: Corsair

2.Corsair VOID RGB ELITE Wireless ราคาประมาณ 3,790 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

ขยับมาอีกรุ่น ถือว่าเป็นหนึ่งใน 10 อันดับ หูฟังไร้สาย ที่มาพร้อมกับกีไซน์ที่โดดเด่นไม่เบา ใกล้เคียงกับที่เราได้รีวิวไปใน Corsair VOID PRO RGB แม้จะเป็นแบบ On-Ear แต่ก็เป็นรูปทรงเหลี่ยม และจัดวางให้เข้ากับใบหูได้อย่างลงตัว โครงสร้างเป็นอะลูมิเนียม น้ำหนักเบา และครอบหูฟังเมมโมรีโฟม แต่หุ้มด้วยวัสดุที่เป็นผ้าตาข่าย เพื่อการระบายอากาศได้ดี ให้ระยะการเชื่อมต่อ Wireless 12 เมตร ให้ระยะการใช้งานได้ที่ 16 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟ สเตจเสียงจะค่อนข้างกว้าง รองรับทั้งการเล่นเกม ทำงานและความบันเทิงได้เต็มที่ ไดรเวอร์ 50mm ในแบบนีโอดายเมียม จุดเด่นอยู่ที่แสงไฟ RGB ที่อยู่บนครอบหูฟังทั้ง 2 ด้าน รองรับการปรับแสงไฟผ่านซอฟต์แวร์ iCUE ให้แต่งกันได้อย่างสวยงาม พร้อมฟังก์ชั่นการควบคุมเสียงและไมโครโฟน ได้จากตัวหูฟัง รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1-channel ไมโครโฟนเป็นแบบ Omnidirection ให้เสียงสนทนาที่คมชัด เหมาะกับเกมเมอร์หรือคนที่ต้องประชุมออนไลน์ รวมถึงสายสตรีมเมอร์ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 3,790 บาท เรียกว่าได้ทั้งดีไซน์สวย แสงไฟล้ำๆ และฟังก์ชั่นสำหรับความบันเทิงครบถ้วน

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Closecup – Memory foam
  • Wireless Range: upto 40 feet (12m)
  • Battery Life: 16 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 30kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 116dB
  • Drivers: 50mm Neodymium
  • Microphone Type: Omnidirectional
  • Impedance: 2.0k Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -42dB
  • Surround: 7.1 surround
  • Lighting: RGB
  • Weight: 600g

ข้อมูลเพิ่มเติม: Corsair

3.HyperX Cloud Flight Wireless ราคาประมาณ 3,890 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

มาที่อีกค่ายยักษ์ใหญ่ในตลาดหูฟังเกมมิ่งกันบ้าง ที่เข้ามาเป็นหนึ่งใน 10 อันดับ หูฟังไร้สาย เวลานี้ ที่เน้นความ Comfort ที่สวมใส่สบาย ควบคู่ไปกับความดุดันของพลังเสียง จัดว่าเป็นหูฟังไร้สายเริ่มต้นของค่ายนี้ จุดเด่นอยู่ที่ครอบหูฟังเป็นเมมโมรีโฟมแบบหนา หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง มีความนิ่มเป็นพิเศษ ขนาดค่อนข้างกระชับ และโครงสร้างอะลูมิเนียม ที่ทำให้น้ำหนักเบาเพียง 300 กรัมเท่านั้น จุดเด่นอยู่ที่ครอบหูฟังพับได้ 90 องศา จึงคล้องคอได้ไม่เกะกะ และสะดวกต่อการเคลื่อนไหว ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ในแบบนีโอดายเมียม เสียงจัดจ้าน สเตจเสียงอาจจะกลางๆ แต่ก็เข้ากับการใช้งานและการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องของสีสัน จะมีเพียงแสงไฟสีแดงบนโลโก้ด้านข้างเท่านั้น และปรับแต่งไม่ได้ ไมโครโฟนถอดสายและปรับงอได้ตามสะดวก ลดเสียงรบกวนได้ดี ให้ระยะการใช้งานได้ถึง 30 ชั่วโมงกรณีที่ปิดแสงไฟ ปุ่มควบคุมหลักๆ มีเพียง Wheel สำหรับปรับระดับเสียงและเปิด-ปิดไมโครโฟนเท่านั้น เคาะราคาอยู่ที่ 3,890 บาท สามารถอ่านรีวิวเต็มได้ที่ รีวิว HyperX Cloud Flight

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Closecup – Memory foam
  • Wireless Range: upto (20m)
  • Battery Life: 30 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: -dB
  • Drivers: 50mm Neodymium
  • Microphone Type: –
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 7kHz
  • Sensitivity: -45dB
  • Surround: None
  • Lighting: Red
  • Weight: 315g

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

4.Razer Kraken BT Kitty Edition ราคาประมาณ 3,890 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

มาถึงหูฟังสุดคิวท์โมเอะสุดๆ ใน 10 อันดับ หูฟังไร้สาย ครั้งนี้จากทาง Razer เรียกว่าเป็นรายใหญ่ในตลาดเกมมิ่งเกียร์ทั่วโลก ซึ่ง Kraken BT Kitty มาในโทนสีชมพู พร้อมกับหูแมวสุดน่ารัก ให้การเชื่อมต่อบลูทูธ 5.0 ซึ่งให้ระยะการทำงานได้ไกล และที่สำคัญยังมีแสงไฟสวยๆ ขึ้นบริเวณครอบหูฟังอีกด้วย แต่ถ้าจะใช้งานให้ได้นานๆ การปิดไฟก็จะช่วยให้ใช้ได้ถึง 50 ชั่วโมง กับโครงสร้างอะลูมิเนียม น้ำหนักเบาไม่ถึง 300 กรัม พร้อมกับไดรเวอร์ 40mm ในแบบนีโอดายเมียมกับเสียงที่คมชัดสดใส ครอบหูฟังเมมโมรีโฟมแบบกลม ให้ความนุ่มนวลวัสดุหุ้มแบบหนังสีเทา ปรับเลื่อนได้เฉพาะ Headband เท่านั้น ไมโครโฟนเป็นแบบ Omnidirection ให้เสียงชัดได้จากหลายทิศทาง พร้อมระบบเสียงรอบทิศทางเฉพาะของทาง Razer เอาใจคอเกมแนวแอคชั่นได้เต็มที่ สนนราคาอยู่ที่ 3,890 บาท จัดว่าน่าใช้น่าสัมผัส เพราะคุณสามารถเพิ่มความสวยใสให้กับลูกเล่นผ่านทางแอพฯ Razer ได้อีกด้วย

  • Headphone Type: Bluetooth 5.0
  • Headphone: Over-Ear – Memory Foam
  • Wireless Range: upto 50m
  • Battery Life: 50 Hours (Lighting Off)
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 96dB
  • Drivers: 40mm Neodymium
  • Microphone Type: Omnidirection
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -45dB
  • Surround: THX Spatial
  • Lighting: RGB
  • Weight: 298g

ข้อมูลเพิ่มเติม: Razer

5.Razer Nari Essential Wireless ราคาประมาณ 3,890 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

ใครที่คิดจะเป็นเกมเมอร์จริงจัง หรืออยากเริ่มต้นกับหูฟังไร้สายฟังก์ชั่นจัดเต็ม Razer รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ Nari Essential มาในมาดแบบสุขุม โทนดำตลอดทั้งบอดี้ โครงสร้างที่เน้นสวมกระชับปรับเลื่อนสะดวก Headband เป็นแบบ 2 ระดับ กระจายน้ำหนักได้ดี และการปรับเลื่อนระยะได้มากขึ้น ครอบหูฟังขนาดใหญ่ ใช้เมมโมรีโฟม หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง สัมผัสนุ่มสบาย และกันเสียงจากรอบข้างได้ดี โดยมีไดรเวอร์ 40mm ในแบบนีโอดายเมียม ให้ระยะการใช้งานต่อการชาร์จที่ 16 ชั่วโมง เรื่องสเตจเสียงค่อนข้างกว้าง ตามสไตล์ของ Razer ไมโครโฟนเป็นแบบ Unidirection ปรับงอและพับเก็บได้สะดวก ให้ระบบเสียงรอบทิศทาง THX Spatial เพื่อความสนุกสนานของคอเกม ราคาอยู่ที่ประมาณ 3,890 บาท หากไม่เน้นความหวือหวา แต่อยากได้ฟังก์ชั่นการใช้งานเต็มที่ รุ่นนี้ก็น่าใช้ไม่เบา

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Over-Ear – Memory Foam
  • Wireless Range: upto 12m
  • Battery Life: 16 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 107dB
  • Drivers: 40mm Neodymium
  • Microphone Type: Unidirection
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 6.5kHz
  • Sensitivity: -42dB
  • Surround: THX Spatial
  • Lighting: None

ข้อมูลเพิ่มเติม: Razer

6.Logitech G933s LIGHTSYNC Wireless ราคาประมาณ 4,190 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

มาถึงหูฟังสไตล์ล้ำๆ ใน ใน 10 อันดับ หูฟังไร้สาย จากค่าย Logitech G933s รุ่นนี้กันบ้าง มาในราคา 4,190 บาทโดยประมาณ แต่งานดีมีลูกเล่นที่น่าสนใจ วัสดุที่เป็นพลาสติกหุ้มโครงสร้างอะลูมิเนียมกับดีไซน์ที่ดูล้ำ ให้ปุ่มควบคุมมาแบบจัดเต็มในแบบมาโคร กับระบบเสียง DTS HeadphoneX 2.0 ให้เสียงรอบทิศทาง 7.1 เสริมความบันเทิงได้อย่างเต็มอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือความบันเทิงอื่นๆ ไดรเวอร์ 50mm Pro-G พร้อมแสงไฟสวยงาม วิ่งพาดผ่านขอบด้านข้างครอบหูฟังทั้ง 2 ด้าน ปรับแต่งด้วยซอฟต์แวร์ Logitech G Hub รวมถึงฟีเจอร์อื่นๆ ได้สะดวก ไมโครโฟนเป็นแบบไมค์บูม เสียงชัดเจนสะใจ มีแสงไฟ LED บอกสถานะ ปรับพับเก็บเพื่อปิดเสียงได้ ระยะการใช้งานหากปิดแสงไฟจะได้ถึง 12 ชั่วโมงต่อการชาร์จ ด้วยน้ำหนักไม่ถึง 400 กรัม ก็ถือว่าเป็นหูฟังไร้สายอีกรุ่นที่ให้การสวมใส่และพกพาได้สะดวกทีเดียว

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Close-cup – Memory Foam
  • Wireless Range: upto 15m
  • Battery Life: 12 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 39 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 93dB
  • Drivers: 50mm Pro-G
  • Microphone Type: Cardioid
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -dB
  • Surround: 7.1 sound
  • Lighting: RGB
  • Weight: 379g

ข้อมูลเพิ่มเติม: Logitech

7.Logitech G733 Lightspeed Wireless ราคาประมาณ 4,390 บาท

7 Logitech G733 Lightspeed

แต่ถ้าใครอยากได้ความล้ำสมัย ใส่ลูกเล่นมาดี ในสไตล์ที่กระชับ G733 Lightspeed รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ ด้วยการออกแบบค่อนข้างพรีเมียม เน้นความบางเบา น้ำหนักไม่ถึง 300 กรัมเท่านั้น แต่จะมีโครงสร้างที่ปรับเลื่อนได้ไม่มากนัก ครอบหูฟังขนาดย่อม ในแบบ Close-cup กระชับใบหูแบบพอดีๆ ไดรเวอร์ขนาด 40mm Pro-G อันเป็นเอกลักษณ์ของทาง Logitech ให้สเตจเสียงที่กว้างในระดับหนึ่ง แต่จุดเด่นอยู่ที่ระยะการใช้งานได้นานถึง 29 ชั่วโมง กรณีที่ปิดลูกเล่นแสงไฟ ที่สามารถปรับแต่งแสง RGB ได้แบบสวยๆ เอาใจคนที่ชอบสไตล์เกมมิ่งหวือหวา ครอบหูฟังนุ่มสบายด้วยเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยวัสดุแบบผ้าตาข่ายระบายอากาศได้ดี พร้อมรองรับระบบเสียงรอบทิศทาง DTS Headphone:X 2.0 ที่เหมาะกับคอเกมแอ็คชั่นและความมันในการชมภาพยนตร์ ด้วยขนาดที่กระทัดรัด จึงนำไปใช้นอกสถานที่ได้ง่ายดาย รวมถึงการสวมใส่ในช่วงพักได้สะดวก ราคาอยู่ที่ 4,390 บาท

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Close-cup – Memory Foam
  • Wireless Range: upto 20m
  • Battery Life: 29 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 39 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 87.5dB
  • Drivers: 40mm Pro-G
  • Microphone Type: Cardioid
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -dB
  • Surround: 7.1 sound
  • Lighting: RGB
  • Weight: 278g

ข้อมูลเพิ่มเติม: Logitech

8.ASUS ROG Strix Wireless ราคาประมาณ 4,590 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

เป็นหนึ่งใน 10 อันดับ หูฟังไร้สาย เล่นเกมสำหรับสายโหด จากสายพันธุ์ ROG จาก ASUS ไม่เคยทำให้ผิดหวัง มาในแบบเกมมิ่งจัดเต็ม โทนสีดำ ตัดกับเส้นสายสีแดง ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียม ครอบด้วยพลาสติก และ Headband ที่มีความยืดหยุ่น จึงเข้ากันได้กับการเล่นเกมในทุกสถานการณ์ กับความแปลกตาบนรูปลักษณ์เหลี่ยมๆ Earcup เป็นเมมโมรีโฟมที่มีความนุ่มนวล หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง ที่ให้ความกระชับและนุ่มสบาย รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 และปรับ Equlizer ผ่านซอฟต์แวร์ ASUS Sonic Studio ให้เหมาะกับการใช้งาน กับระยะเวลาการใช้ได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จ ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 60mm เป็นแบบนีโอดายเมียม เสียงสดใสคมชัด ไมโครโฟนถอดได้ยืดหยุ่น ควบคุมการทำงานผ่านตัวหูฟังได้ทันที ที่สำคัญพับครอบหูได้ 90 องศา เหมาะกับการคล้องคอเมื่อพักระหว่างเกม ใส่แล้วไม่เกะกะอีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ 4,590 บาท แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า ไม่มีแสงไฟให้ได้เล่นนะ

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Close-cup – Memory Foam
  • Wireless Range: upto 20m
  • Battery Life: 10 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 87.5dB
  • Drivers: 60mm Neodymium
  • Microphone Type: Unidirectional
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 50Hz – 16kHz
  • Sensitivity: 98dB
  • Surround: Virtual 7.1
  • Lighting: None

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS

9.HyperX Cloud II Wireless ราคาประมาณ 4,890 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

มาอีกหนึ่งรุ่นจาก HyperX ที่สเปคไม่ธรรมดา ที่เราได้เคย รีวิว HyperX Cloud II Wireless ซึ่งเข้ามาใน 10 อันดับ หูฟังไร้สาย 2021 สำหรับเล่นเกมได้อย่างภาคภูมิกับราคาประมาณ 4,890 บาท กับลูกเล่นและการออกแบบที่ดูเรียบง่ายแต่น่าสนใจ ที่เรียกได้ว่าเป็นเรือธงของหูฟังเกมเมอร์จากค่ายนี้ โครงสร้างที่เน้นการสวมใส่ที่สบาย กระชับ ให้เหมาะกับคอเกมที่ต้องการความคล่องตัว ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียม ทำให้น้ำหนักเบาประมาณ 300 กรัมเท่านั้น มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ในแบบนีโอดายเมียม คุณภาพเสียงที่ดี และคมชัด ครอบหูฟังเมมโมรีโฟมอันเป็นเอกลักษณ์ หุ้มด้วยวัสดุแบบหนังสัมผัสสบาย กับไมโครโฟนแบบถอดได้ ตัดเสียงรบกวนได้ดี ไม่ทำให้การสนทนาภายในเกมขาดไป ให้สเตจเสียงค่อนข้างกว้าง เก็บรายละเอียดต่างๆ ได้น่าสนใจ กับระยะเวลาการใช้งานได้ถึง 30 ชั่วโมงเลยทีเดียว

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Close-cup – Memory Foam
  • Wireless Range: upto 20m
  • Battery Life: 30 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 60 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: -dB
  • Drivers: 53mm Neodymium
  • Microphone Type: Bidirectional
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 50Hz – 6.8kHz
  • Sensitivity: -20dBV
  • Surround: Virtual 7.1
  • Lighting: None
  • Weight: 309g

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

10.Asus ROG Strix Fusion Wireless ราคาประมาณ 4,990 บาท

10 อันดับ หูฟังไร้สาย

มาถึงอีกหนึ่งใน 10 อันดับ หูฟังไร้สาย เล่นเกมไม่เกิน 5,000 บาท ที่เข้าป้ายมาด้วยความหล่อล้ำและลูกเล่นที่น่าประทับใจจากทาง ASUS ในซีรีส์ Gaming ของ ROG ที่มาพร้อมกับความล้ำสมัย ทำงานร่วมกับสัญญาณ Wireless กับตัวรับสัญญาณขนาดมินิ ให้ระยะการใช้งานได้ระดับ 15 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟ ไดรเวอร์ 50mm ที่ออกแบบมาเพื่อเกมและความบันเทิงโดยเฉพาะ หากพิจารณาดีๆ โครงสร้างที่ดูล้ำๆ แบบนี้ ดีไซน์จะแปลกตาตั้งแต่ครอบหูฟัง ที่เป็นแบบระบบสัมผัส ใช้ในการปรับระดับเสียง Pause/ Play และ Next/ Prev ได้จากตัวหูฟัง โดยไม่ต้องไปกดปุ่มให้วุ่นวาย ด้านใน Earcup เป็นแบบไฮบริด ซึ่งมีให้เลือกทั้งสัมผัสแบบหนังและแบบผ้า ทำให้รู้สึกกระชับ แต่ก็ระบายอากาศได้ดีไปในตัว ให้ความนุ่มสบาย เหมาะกับคนที่เล่นเกมนานๆ รองรับการปรับแต่งเสียงและฟังก์ชั่นต่างๆ ผ่านทางซอฟต์แวร์ ไมโครโฟนแบบไมค์บูม ให้เสียงที่คมชัด พับขึ้นเพื่อปิดเสียงไมค์ได้

  • Headphone Type: Wireless
  • Headphone: Close-cup – Memory Foam
  • Wireless Range: upto 20m
  • Battery Life: 15 Hours
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: -dB
  • Drivers: 50mm Neodymium
  • Microphone Type: Unidirectional
  • Impedance: – Ohms
  • Frequency Response: 50Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -39dBV
  • Surround: Virtual 7.1
  • Lighting: None
  • Weight: 395g

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS

10 อันดับ หูฟังไร้สาย Wireless/ Bluetooth Driver Surround sound RGB Batt. Life Price
1.Corsair HS70 PRO Wireless Wireless 50mm 7.1 None 16Hrs. 3,490
2.Corsair VOID RGB ELITE Wireless Wireless 50mm 7.1 RGB 16Hrs. 3,790
3.HyperX Cloud Flight Wireless Wireless 50mm None Red 30Hrs. 3,890
4.Razer Kraken BT Kitty Edition Bluetooth 5.0 50mm THX Spatial RGB 40Hrs. 3,890
5.Razer Nari Essential Wireless Wireless 40mm THX Spatial None 16Hrs. 3,890
6.Logitech G933s LIGHTSYNC Wireless Wireless 50mm 7.1 RGB 12Hrs. 4,190
7.Logitech G733 Lightspeed Wireless Wireless 40mm 7.1 RGB 29Hrs. 4,390
8.ASUS ROG Strix Wireless Wireless 60mm 7.1 None 10Hrs. 4,590
9.HyperX Cloud II Wireless Wireless 53mm 7.1 None 30Hrs. 4,890
10.Asus ROG Strix Fusion Wireless Wireless 50mm 7.1 None 15Hrs. 4,990

สรุปในภาพรวมของ 10 อันดับ หูฟังไร้สาย เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับคนที่กำลังเบื่อกับหูฟังมีสาย เล่นเกมก็ไม่สะดวก แนะนำเลยว่าต้องมี 1 ในหูฟังเหล่านี้ที่ถูกใจคุณบ้าง กับสนนราคาที่เริ่มต้นแค่ 3 พันกว่าบาทเท่านั้น สิ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ เรื่องของระยะเวลาในการใช้งาน ที่ควรจะตอบโจทย์การเล่นของคุณ เพราะไม่มีใครอยากจะต้องมาชาร์จไฟกันบ่อยๆ ในช่วงที่กำลังเล่นเกม รวมถึงขนาดที่พอเหมาะ วัสดุต้องสวมใส่สบาย ฟังก์ชั่นบางอย่าง เช่นการปรับแต่งระบบเสียง และเสียงรอบทิศทาง น่าจะช่วยให้การเล่นเกมของคุณมีมิติและตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ส่วนในเรื่องของแสงสี ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการ มีก็สวยดี แต่ก็จะลดเวลาในการใช้งานของแบตลงด้วยเช่นกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นแนวทางการเลือกซื้อหูฟังไร้สายได้ง่ายขึ้น

Related Topics

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง เสียงสะใจ เล่นเกมสนุก ใส่สบาย ดีไซน์สวย แค่ 2,000

10 Gaming headset 2021 1

เลือกหูฟังเล่นเกมไร้สาย ดูอย่างไร แบบไหนดี?

Corsair HS70 PRO Wireless 51

หูฟังไร้สาย สำหรับเล่นเกม ROV 6 ข้อดีที่คุณต้องเลือก สะดวก พกง่าย เสียงสะใจ

Wireless Game ROV

Gaming Headset ยอดนิยม ประจำเดือน พฤษภาคม 2564

Top 100 gaming headset chart

from:https://notebookspec.com/web/594534-10-wireless-headset-2021

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 สวมสบาย เล่น PUBG Warzone เสียงสะใจ

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 เป็นการกลับมาอีกครั้ง สำหรับหูฟังเกมมิ่งที่เป็นระดับตำนาน ด้วยยอดขายถล่มทะลาย ที่ครั้งนี้พลิกโฉมให้กลายมาเป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สาย ที่ยกระดับความเทพ พร้อมรองรับระบบเสียง 7.1 ซึ่งออกมาตอบโจทย์ให้กับคอเกมแนว FPS หรือแอ็คชั่นชูตติ้งโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การเล่นเกมสนุกขึ้น และมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการเล่น พร้อมทั้งเสียงที่คมชัดและสมจริง มาในสไตล์ของหูฟัง Cloud ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมและฮอตสุดๆ กับการถอดแบบพันธุกรรมอันโดดเด่นมานี้ จะทำให้คุณชื่นชอบเพียงใด ไปดูในรีวิวนี้กันได้เลยครับ

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless เป็นหูฟังที่ได้รับการสืบทอดความเป็นเกมมิ่งโดยตรง จากรุ่นพี่ที่สร้างความประทับใจให้กับเกมเมอร์ทั่วโลกมาแล้ว อย่าง Cloud และ Cloud II ด้วยคุณภาพเสียงที่เร้าใจ ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ และการสวมใส่ที่สบาย โดยที่ Cloud II Wireless นี้ ถูกจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงการมใส่ฟีเจอร์สำคัญ ให้รองรับการเล่นเกมและความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเป็นหูฟังแบบ Close cup ขนาดกลาง เหมาะกับศีรษะคนเอเซีย ปรับขยับได้เล็กน้อย ครอบหูฟังนุ่มนวล และมี ไดรเวอร์ขนาด 53mm ในแบบ Neodymium ให้คุณภาพเสียงที่ดี และที่สำคัญยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย เพื่อการใช้งานได้อย่างคล่องตัวนั่นเอง และแม้ว่าจะเป็นแบบไร้สาย มีแบตฯ ในตัว แต่น้ำหนักก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะอยู่ที่ประมาณ 300 กรัมเท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะใหญ่เทอะทะ และหนักจนไม่สบายศีรษะ

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • ครอบหู Earcup นุ่ม กันเสียงรบกวนได้ดี
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง เล่นเกมแนว Battle Royale สนุกขึ้น
  • ไมโครโฟนถอดได้ ปรับได้อิสระ
  • เชื่อมต่อแบบไร้สาย เคลื่อนไหวสะดวก

ข้อสังเกต

  • ดีไซน์มาบนพื้นฐาน Cloud รุ่นดั้งเดิม
  • หมุนครอบหูไม่ได้ คล้องคอไม่สะดวก

ราคา: ประมาณ 4,890 บาท

Specification

  • Driver: Dynamic, 53mm with neodymium magnets
  • Type: Circumaural, Closed back
  • Frequency response: 15Hz–20kHz
  • Impedance: 60 Ω
  • Sound pressure level: 104dBSPL/mW at 1kHz
  • T.H.D.: ≤ 1%
  • Weight: 300g
  • Weight with mic: 309g
  • Cable length and type: USB charge cable (0.5m)
  • Battery life2: 30 hours
  • Wireless Range3: 2.4 GHz
  • Up to: 20 meters
  • Element: Electret condenser microphone
  • Polar pattern: Bi-directional, Noise-cancelling
  • Frequency response: 50Hz-6.8kHz
  • Sensitivity: -20dBV (1V/Pa at 1kHz)

Unbox

หูฟังเกมมิ่ง

มาเริ่มต้นกันที่แพ็คเกจภายนอก ตัวกล่องเป็นสไตล์แบบใหม่ ในช่วงครึ่งปีหลังของ 2020 ที่ผ่านมา กับโทนสีขาว-แดง ที่ดูสะอาดตา หน้ากล่องมาพร้อมกราฟิกรูปหูฟัง ให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมกับฟีเจอร์พิเศษที่มีมาในรุ่นนี้ ที่เพิ่มเข้ามาให้เห็นก็คือ Wireless + 7.1 ซึ่งบ่งบอกคุณลักษณะได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นหูฟังไร้สาย และรองรับระบบเสียง 7.1 นั่นเอง

ส่วนด้านข้างกล่องก็จะเป็นรายละเอียดฟีเจอร์สำคัญบางส่วน ระบุเอาไว้ ซึ่งในแง่ของคนที่ชอบการดูข้อมูลข้างกล่อง ก็พอจะเอามาใช้ในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อเอามาเทียบกับกล่องของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud Alpha S จะเห็นได้ว่า แทบไม่ได้ต่างจากกันมากนัก เพราะเป็นโทนสีเดียวกัน แต่ Cloud II นั้นใส่โทนแดงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ปีนี้

หูฟังเกมมิ่ง

มาถึงการแกะกล่องกันบ้าง ด้านในของกล่องมาพร้อมกันกระแทกแบบใส ที่ช่วยเซฟตัวหูฟังให้ปลอดภัย รวมถึงชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบเสริม ซึ่งอยู่ในกล่องอย่างแน่นหนาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ไมโครโฟนหรือ USB Receiver ก็ตาม

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อแกะกันกระแทกที่เป็นพลาสติกใสออก จะมีของในกล่อง ประกอบด้วย หูฟัง Cloud II Wireless, Manual, USB Charge, USB receiver และ Microphone

หูฟังเกมมิ่ง

ตัวหูฟังแพ็คมาเป็นอย่างดี และมีพลาสติกปิดด้านข้าง ป้องกันไม่ให้เป็นรอย ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เรียกว่าประมาณฝ่ามือเท่านั้น

ไมโครโฟนเป็นแบบถอดได้ Detachable และยังปรับรูปทรงให้เข้ากับปากของผู้ใช้ ตรงปลายดีไซน์มาเป็นอย่างดี

หูฟังเกมมิ่ง

และของที่มีมาให้ในกล่องก็คือ คู่มือที่เป็นแผ่นกระดาษ บอกรายละเอียดการใช้งานและฟังก์ชั่นบนหูฟังมาครบถ้วน ด้านล่างเป็นตัว USB สำหรับรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย และสุดท้ายคือ สายชาร์จไฟให้กับหูฟัง โดยเป็นแบบ USB Type-A to Type-C

Design

หูฟังเกมมิ่ง

มาว่ากันที่หน้าตาและการออกแบบหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้กันก่อน เรื่องของดีไซน์เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจาก Cloud รุ่นแรกๆ เลยทีเดียว มีปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หูฟังเกมมิ่ง
หูฟังเกมมิ่ง

บอดี้หลักมาในโทนสีดำ ตัดด้วยสีแดงบริเวณก้านหูฟัง และโลโก้ HyperX ซึ่งตัดกันได้ลงตัวทีเดียว แต่ถ้าใครเป็นแฟนหูฟังเกมมิ่ง HyperX มาก่อน ก็อาจจะรู้สึกค่อนข้างคลาสสิก เพราะทั้งรูปลักษณ์และสีสัน มาในแบบดั้งเดิม

หูฟังเกมมิ่ง

ครอบศีรษะด้านบนก็เช่นกัน มาในโทนสีดำ ตัดด้วยเส้นสายสีแดง คล้ายกับเดินด้ายแดงในเบาะรถสปอร์ต พร้อมโลโก้ HyperX ที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง

หูฟังเกมมิ่ง

ปรับระยะได้ถึง 7 สเตปด้วยกัน พอให้ใช้งานร่วมกับศีรษะในขนาดต่างๆ ได้สะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

โครงสร้างของคาดศีรษะเป็นอะลูมิเนียมมีความยืดหยุ่น ทำให้ภาพรวมของหูฟังมีน้ำหนักเบาลง และรองรับการปรับเลื่อนให้เข้ากับศีรษะผู้ใช้ ส่วนตัวจะติดอยู่นิดหน่อย ตรงสายที่ยื่นออกมาจากตัวหูฟัง ทำให้ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

HyperX Cloud II Wireless 001

การปรับเลื่อน ทำได้ประมาณ 7-9 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน จะเห็นความต่างได้จากภาพ ซ้ายจะเป็นแบบปกติ ส่วนทางขวา จะเป็นการปรับเลื่อนมาสุด ซึ่งทำให้รองรับศีรษะที่มีขนาดใหญ่ได้สบาย

หูฟังเกมมิ่ง

มาดูที่เรื่องของน้ำหนักกันบ้าง ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่นัก เรียกว่าเป็น Close cup ระดับกลาง ทำให้เข้ากับหูของผู้ใช้ได้ดีทีเดียว และน้ำหนักเพียง 300 กรัม โดยประมาณ จึงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดในการใช้ หรือการคล้องคอ เมื่อพักการเล่นในช่วงวัน ด้วยการที่เป็นหูฟังไร้สาย จึงพกพาได้สะดวกมากขึ้น

จะติดเล็กน้อยตรงที่ครอบหูฟังนั้น ไม่สามารถหมุน 90 องศาได้ ทำให้เมื่อคล้องคอ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเกะกะเล็กน้อย เพราะจะค้ำคออยู่บ้างนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง
HyperX Cloud Wireless detail

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ในแบบนีโอดายเมียม ซึ่งเป็นแบบแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง เพื่อให้คุณภาพของเสียงที่ดี และลดความผิดเพี้ยนได้ดี มาด้านใน ซึ่งมีส่วนทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น หุ้มไว้ด้วยผ้าที่อยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง

หูฟังเกมมิ่ง

แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หูฟังเกมมิ่ง และทำให้เกมเมอร์ชื่นชอบในแบรนด์ HyperX นี้ก็คือ ครอบหูฟังที่มีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย ด้วยเมมโมรีโฟมที่หนา หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง นอกจากจะให้ความนุ่มสบายหูแล้ว ยังลดเสียงรบกวนได้ดีทีเดียว น่าจะถูกใจคนที่ชอบเล่นเกมเป็นเวลานานๆ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า วัสดุค่อนข้างพรีเมียม แต่บางคนก็อาจจะชอบความเป็นผ้าที่หุ้ม เพราะเน้นการระบายอากาศ แต่แจ้งไว้ก่อนว่า ไม่มีที่หุ้มสำรองมาให้นะครับ

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนไมโครโฟนนั้น มีการปรับรูปแบบให้ดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเป็นแบบ Bi-Direction หรือรับเสียงจากทางเดียว ลดเสียงรบกวนภายนอกได้ดี รวมถึงยังเป็นแบบ noise-cancelling รวมถึงถอดสายได้ ปรับพับงอ ให้เข้ากับสรีระของแต่ละบุคคลได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนในเรื่องของระยะการทำงาน และการเชื่อมต่อของหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้ ระยะการทำงานอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร เดินข้ามห้องไปประมาณ 2 ห้องยังพอได้ หรือลงไปหาน้ำหาข้าวทานในครัวไม่ไกลมา ก็พอได้ ใช้งานร่วมกับ WiFi 2.4GHz สามารถเชื่อมต่อได้นาน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ เรียกว่าใช้งานและสแตนบาย ได้ทั้งวัน

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังจะมีช่องมาให้ 2 จุดด้วยกันคือ ด้านบนจะเป็น USB-C ที่ใช้สำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟัง และด้านล่างลงมาจะเป็นช่องต่อกับไมโครโฟน ที่ถอดใส่ได้ เพื่อความสะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้บนตัวหูฟัง ยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยให้คุณใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มปรับระดับเสียง ใช้เป็นการเลื่อนหมุนไปมา โดยจะอยู่บนหูฟังทางด้านขวา

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนทางด้านซ้าย จะประกอบด้วยปุ่มเพาเวอร์ เปิด-ปิดการใช้งาน และเปิด-ปิดการทำงานของไมโครโฟน

หูฟังเกมมิ่ง

Setup

หูฟังเกมมิ่ง

การติดตั้งและใช้งาน หูฟังเกมมิ่ง HyperX นี้ค่อนข้างจะง่ายดาย เริ่มต้นนำ USB Receiver ที่มีมาให้ในกล่อง ไปต่อเข้าพอร์ต USB บนพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค หากเป็น Windows 10 เมื่อระบบตรวจพบ และจัดการไดรเวอร์พื้นฐานให้อัตโนมัติ ก็สามารถกดปุ่มเพาเวอร์ที่หูฟัง ก็พร้อมสำหรับการใช้งานได้แล้ว

Software

หูฟังเกมมิ่ง

ในการเริ่มต้นใช้งาน หากต้องการความสะดวกในการจัดการและปรับแต่งฟังก์ชั่นบน Cloud II Wireless รุ่นนี้ สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY มาใช้งานได้

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อติดตั้งโปรแกรม NGENUITY เรียบร้อยแล้ว ระบบจะตรวจเช็คบรรดาอุปกรณ์ของ HyperX ที่เชื่อมต่ออยู่ และเปิดฟังก์ชั่นให้กับผู้ใช้ได้ปรับแต่งตามสะดวก

เช่นเดียวกับตัวอย่างนี้ ซอฟต์แวร์ตรวจพบทั้งเมาส์ และหูฟังเกมมิ่ง ในส่วนของหูฟัง เมื่อเราคลิ๊กไปที่ Headset จะเห็นว่า มีฟังก์ชั่นในการใช้งานแสดงให้เราเห็น หลักๆ จะอยู่ที่ Volume, Microphone ซึ่งให้คุณได้ปรับระดับเสียงได้จากตรงนี้ และด้วยการสนับสนุนระบบเสียง 7.1 Surround sound ก็ให้คุณเลือกปรับระบบเสียงรอบทิศทางได้อีกด้วย รวมถึง MIC Monitoring ที่ให้คุณได้เลือกปรับไมค์เพื่อใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้แล้ว ทางด้านบนขวาของซอฟต์แวร์ ยังรายงานระดับแบตฯ ของหูฟังไว้ให้อีกด้วย ตรงนี้คุณสามารถกำหนดให้หูฟังปิดการทำงาน เมื่อหยุดใช้งานเป็นเวลาเท่าใด เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไปในตัว รวมถึงการตั้งค่า Preset ให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละรูปแบบ ง่ายๆ ก็คือ อาจตั้งเป็น Preset Game, Cinema หรือ Music ได้ถึง 3 Preset ด้วยกัน

ทดสอบใช้งานและคุณภาพเสียง

มาว่ากันที่การใช้งานกันก่อน ถ้าให้คะแนนเรื่องความสะดวก และการสวมใส่ที่สบาย ก็ต้องบอกว่า 9/10 เพราะใช้งานง่ายมากๆ เรียกว่ามือใหม่ ก็ยังทำเองได้ แค่เสียบตัวรับ-ส่งสัญญาณเข้ากับคอม และกดปุ่มเพาเวอร์ของหูฟังเท่านั้น ลืมเรื่องวุ่นวายของหูฟังไร้สายในอดีตไปได้เลย ส่วนความสบายก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล เพราะถึงจะเป็นเมมโมรีโฟมที่นุ่มนวล แต่วัสดุที่หุ้มเป็นแบบหนัง ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ชอบ แต่บางคนก็อาจจะสะดวกแบบที่เป็นผ้ามากกว่า เพราะระบายอากาศดี แต่ถ้าในเรื่องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ก็ต้องยกให้หนังแบบนี้เลยครับ ส่วนในเรื่องความยืดหยุ่น การปรับเลื่อน ปรับระดับต่างๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว ให้ความยืดหยุ่น สบายศีรษะเวลาสวม

มาถึงคุณภาพเสียงกันบ้าง เริ่มต้นกับการเล่นเกม Cloud II Wireless รุ่นนี้ ตอบโจทย์ได้ดี ในแง่ของสเตจเสียงที่กว้าง ให้รายละเอีดในการเล่นได้สนุก ไม่ว่าจะเป็นเสียงระหว่างการปะทะใน PUBG หรือเอฟเฟกต์ของระเบิด ไปจนถึงการถล่มฐานใน Battlefield V ที่มีเสียงกระสุนปืนและเปลวไฟได้ค่อนข้างชัด หรือจะเป็นเกม NFS ที่รีดเอาเสียงท่อกับการกดไนตรัสได้อย่างสะใจ ซึ่งหากคุณเป็นคอเกมแนวนี้ ก็น่าจะอิ่มเอมไปกับความมันส์ได้อย่างเต็มที่

HyperX Cloud Wireless 1

ส่วนถ้าเป็นการชมภาพยนตร์ เรื่องการเก็บรายละเอียดเสียงบนวีดีโอคุณภาพสูง หูฟังเกมมิ่ง รุ่นนี้ก็จัดจ้านไม่น้อย ตัวอย่างในหนัง Thor Ragnarok ฉากที่ Hulk โดนธอร์ซัดกระเด็นกระดอนในสนามสู้ ก็มาได้ทุกเม็ด ตั้งแต่เสียงโลหะกระแทก ไปจนถึงปูนที่แตกกระจาย ก็จัดว่าทำได้ดีเอาใจคอบันเทิงได้ แม้ว่าเสียงกลางกับเบสจะไม่ได้แน่นนัก แต่ก็มีส่วนอื่นๆ ที่โดดเด่นนำหน้ามาให้อย่างลงตัว

และสิ่งที่หลายคนน่าจะชื่นชอบก็คือ การฟังเพลง ในกลุ่มของคนที่ชอบความสดใสในดนตรีแจ๊ส ค่อนข้างจะไปได้ดี เช่นเดียวกับในแนวคลาสสิคก็ดูหรูหรา ส่วนในแง่ของ Rock หรือ Heavy ก็พอไปได้ แต่อาจจะไม่ได้ตุบๆ ตึ้มๆ ไปแบบหูฟังแนวดนตรีเท่านั้นเอง

Conclusion

HyperX Cloud II Wireless 59

มาที่ภาพรวมของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ คงจะเป็นการย้ำเตือนคุณภาพระดับตำนานของ Cloud Headset ให้ชัดเจนอีกครั้ง ราคาแนะนำของหูฟังรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 4,890 บาท แม้ว่าอาจจะดูสูงเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดเวลานี้ นับว่าราคาค่อนข้างดีเลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อลองดูฟีเจอร์และลูกเล่นที่จัดมาให้ ก็น่าจะขาดแค่เรื่องของแสงไฟ RGB เท่านั้น แต่อย่างอื่นนั้น ถือว่าให้มาได้อย่างคุ้มค่า เหนือกว่าหูฟังหลายรุ่นในระดับราคาเดียวกันอีกด้วย โดยหูฟังรุ่นนี้ เหมาะกับคนที่ชอบความสนุกสนานในการเล่นเกมเป็นหลัก และยังรักความบันเทิงในการดูหนัง ตามมาติดๆ ด้วยการฟังเพลง เพราะในหลายๆ ครั้ง หูฟังแสดงความเป็นตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างน่าสนใจ

วัสดุและการสวมใส่ HyperX ก็ยังเอาใจคอเกมที่เล่นเกมเป็นเวลานานๆ เพราะสวมใส่สบาย มีความนุ่มนวล และน้ำหนักที่เบา ก็ทำให้ใส่ได้ยาวนาน ไม่อึดอัดจนเกินไป ปรับฟังก์ชั่นบนหูฟังได้ ก็ช่วยอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี ระบบเสียง 7.1 ที่ปรับได้จากซอฟต์แวร์ ก็ช่วยให้การเล่นเกมหรือดูหนังมีอรรถรสมากขึ้น เช่นเดียวกับการทดสอบ ก็ดูเหมือนจะใช้ได้ยาวนาน เรียกว่าเล่นเกม สลับดูหนัง และสแตนบายได้เป็นวัน ยังไม่หมดง่ายๆ ส่วนที่จะดูติดนิดหน่อยก็อย่างที่บอกไว้คือ ไม่สามารถหมุนหรือ Flip หูฟังได้ 90 องศา การคล้องคอก็เลยไม่สะดวกนัก แต่ก็พอแก้ได้ด้วยการเลื่อนระยะของครอบศีรษะให้ยืดออก ก็ช่วยให้ไม่ค้ำเกินไปนัก ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าเสียงที่ได้นั้น คุณจะชื่นชอบมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

from:https://notebookspec.com/web/582842-gaming-headset-hyperx-cloud-ii-wireless

เลือกหูฟังเกมมิ่งไร้สาย เล่นเกมบน PS5 ใช้ง่าย ฟังก์ชั่นดี ฟีเจอร์ล้ำสมัย

PS5 เป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่เปิดตัวใหม่ มาพร้อมกับสเปคที่แรง แต่สิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มความสนุกให้กับการเล่นเกมได้ดีขึ้น ก็คือการ เลือกหูฟังเกมมิ่ง (Headset) ในช่วงเปิดตัว Sony ได้แนะนำหูฟังไร้สาย ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 3D Audio และไมโครโฟน 2 ตัว แบบที่ตัดเสียงรบกวนได้มาด้วย แต่ถ้าใครอยากจะมองหาตัวเลือกอื่น ก็ยังมีตัวเลือกของหูฟังในการเล่นเกมบน PS5 อีกมากมายเลยทีเดียว หรือจะเลือกหูฟังแบบมีสายก็ได้เช่นกัน เพราะแค่ต่อแจ๊ค 3.5mm เข้ากับคอนโทรลเลอร์ DualSense Controller ก็สามารถใช้งานได้ทันที

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่งแบบมีสายน่าใช้สำหรับ PS5

  • HyperX Cloud Stinger หูฟังเล่นเกมน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง ร่วมกับซอฟต์แวร์ NGENUITY มีทั้งรุ่นที่ต่อสายและไร้สาย ไมค์ตัดเสียงรบกวน
  • SteelSeries Arctis 5 ให้ความนุ่มนวลเวลาสวมใส่ น้ำหนักเบา มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง
    และแสงไฟ RGB ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน เหมาะกับการเล่นเกมได้หลายรูปแบบ
  • HyperX Cloud Alpha S หูฟังที่มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง มีมิกเซอร์ในตัว สวมใส่สบาย ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ ให้เสียงสนุกสะใจ ปรับระดับเบสได้บนหูฟัง ครอบหูเมมโมรีโฟม นุ่มสบาย ระบายอากาศได้ดี
HyperX Cloud Stinger 006

สวมใส่ง่ายเคลื่อนไหวได้สะดวก: การไม่ต้องต่อหูฟังเข้ากับตัวเครื่องเล่น จึงลดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ผู้เล่นจึงเปลี่ยนอิริยาบถได้ตามต้องการ ไปทานขนม เข้าห้องน้ำหรือเดินยืดเส้นยืดสายได้สะดวกมากขึ้น

HyperX Cloud Stinger 020

ปรับระยะห่างจากหน้าจอได้ง่ายกว่า: การใช้หูฟังแบบไร้สาย ทำให้เลือกระยะออกจากหน้าจอได้ตามความเหมาะสม ผู้เล่นจึงไม่ต้องยึดติดกับการนั่งใกล้หน้าจอทีวีอีกต่อไป

รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง เพิ่มความตื่นเต้นในการเล่นเกม: หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ รองรับระบบเสียง
รอบทิศทาง จึงเหมาะกับการเล่นเกม เช่น ในเกมแอคชั่น ก็สามารถได้ยินเสียงศัตรูและสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น

HyperX Cloud ChargePlay 50

ควบคุมเสียงได้จากตัวหูฟัง: เนื่องจากเป็นหูฟังแบบไร้สาย ผู้ผลิตส่วนใหญ่จึงติดตั้งชุดควบคุมมาบนหูฟัง ทำให้ปรับเพิ่ม-ลดเสียงได้ง่ายกว่า รวมถึงการสนทนาผ่านไมโครโฟนได้สะดวกมากขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

HyperX Stinger Core wireless: หูฟังไร้สายที่ออกแบบมาเพื่อคอเกม PS5 โดยเฉพาะ น้ำหนักเบา ครอบหูฟัง (Earcup) เมมโมรีโฟม มีความนุ่มนวล สวมใส่สบายเป็นเอกลักษณ์ วัสดุมีความทนทาน ไดรเวอร์ขนาด 50mm ให้คุณภาพเสียงสำหรับคอเกมโดยเฉพาะ รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย 2.4GHz ตอบสนองในการเล่นเกมได้รวดเร็ว เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ให้การเคลื่อนไหวที่อิสระ มีแบตเตอรี่มาในตัว ใช้งานได้นานถึง 16 ชั่วโมง พร้อมไมโครโฟน ให้เสียงที่คมชัด ตัดเสียงรบกวน ควบคุมการทำงานได้จากปลายนิ้ว และการรับประกันที่มั่นใจได้จาก HyperX อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/web/578503-wireless-gaming-headset-ps5

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง เสียงสะใจ เล่นเกมสนุก ใส่สบาย ดีไซน์สวย แค่ 2,000 บาท

การเล่นเกมให้สนุก ภาพต้องดี เฟรมเรตไหลลื่น เมาส์คีย์บอร์ดต้องไวแล้ว เสียงที่ดีก็เพิ่มความสนุกได้ วันนี้เราเตรียม 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ที่ให้พลังเสียงสะใจ เล่นเกมได้สนุก สวมใส่สบาย ดีไซน์สวย ในงบปะมาณ 2,000 บาท มาฝากกัน สำหรับคอเกมที่ให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของเสียงและการสนทนาภายในเกม โดยการเลือกหูฟังเล่นเกมนั้น นอกจากจะต้องให้เสียงเอฟเฟกต์ให้หนักแน่นแล้ว เรื่องของทิศทางเสียง ใส่สบายใช้ได้นาน เคลื่อนไหวได้สะดวก รวมถึงเสียงไมโครโฟนในการสื่อสาร ก็ต้องคมชัด มาดูกันว่าหูฟังเกมมิ่ง 10 รุ่นนี้ มีรุ่นใดโดนใจคุณกันบ้าง

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

1.JBL Quantum 200 Wired ราคา 1,990 บาท
2.Cooler Master MH751 ราคา 2,190 บาท
3.Razer Kraken X USB Classic Black 7.1 ราคา 1,690 บาท
4.ThunderX3 AH7 Hex 7.1 RGB ราคา 1,990 บาท
5.HyperX Cloud Stinger Core 7.1 ราคา 1,690 บาท
6.Corsair HS50 PRO ราคา 1,590 บาท
7.STEELSERIES ARCTIS 3 ราคา 2,190 บาท
8.LOGITECH G433 ราคา 1,990 บาท
9.LENOVO LEGION H300 ราคา 1,890 บาท
10.ACER PREDATOR GALEA 350 ราคา 1,990 บาท

1.JBL Quantum 200 Wired

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

หากจะพูดถึงความชำนาญเรื่องเสียงของทาง JBL ไม่มีใครปฏิเสธในเรื่องของคุณภาพกับการพัฒนาในด้านของอุปกรณ์ด้านความบันเทิง เช่นเดียวกับหูฟัง JBL เองก็มีออกมาหลายรุ่น แม้ว่าภาพลักษณ์ในอดีตจะเน้นไปที่หูฟังที่เน้นไปในเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์ เช่นดูหนัง ฟังเพลง ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หูฟังเกมมิ่งหรือกึ่งเกมมิ่งก็ได้ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ Quantum 200 นี้ ที่นอกจากจะให้คุณภาพเสียงสะใจ การออกแบบและการให้ความสำคัญในด้านความสวมใส่สบาย ก็ยังสิ่งที่ถูกบรรจุเข้ามา กับรูปลักษณ์ที่ดูพรีเมียม มาในแบบ Close cup น้ำหนักเบา ครอบหูเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง สวมใส่สบาย พลังเสียงจากไดรเวอร์ 50mm. ความโดดเด่นอยู่ที่ Quantum sound ให้รายละเอียดเสียงที่ครบถ้วนสมจริง มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน ดันไมค์ขึ้นเพื่อปิดเสียงได้ ให้การสนทนากับทีมได้อย่างชัดเจน ใช้งานได้ทั้งบนพีซี และเครื่องเล่นเกมคอนโซล

  • Technology: JBL QuantumSOUND
  • Earcup: Memory foam
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Directional
  • Cable: Headset (1.2 m) + PC splitter (1.5 m)
  • Weight: 245 g
  • Price: 1,990 บาท

2.Cooler Master MH751

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

Cooler Master ก็จัดว่าเป็นอีกค่ายที่มีเกมมิ่งเกียร์หลายรูปแบบ ที่จำหน่ายในบ้านเรา รวมถึงหูฟังเกมมิ่ง ซึ่ง CM MH751 นี้ก็ติดเข้ามาใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่งน่าใช้ สนนราคาประมาณ 2,190 บาท กับดีไซน์ที่ดูทันสมัยเลยทีเดียว เป็นแบบ Over-Ear ขนาดใหญ่ ครอบหูเป็นเมมโมรีโฟม ให้ความนุ่มสบาย และมีวัสดุหนัง PU หุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง วัสดุตัวครอบศีรษะก็เป็นแบบเดียวกัน แต่จุดเด่นอยู่ตรง Earcup ที่หมุนได้ 90 องศา สามารถวางพักที่คอได้ไม่เกะกะ ไดรเวอร์ขนาด 40mm ไมโครโฟนเป็นแบบ รับเสียงได้หลายทิศทาง ถอดออกได้เมื่อไม่ใช้ ให้สเตจเสียงที่ค่อนข้างกว้าง สายสัญญาณถอดออกได้ และตรงกลางสายยังมีตัวควบคุมเสียงมาให้ใช้ คุณภาพเสียงเอาใจคอเกมที่เน้นเอฟเฟกต์แน่น มาพร้อมกับความบันเทิงอย่างดูหนัง ฟังเพลงครบถ้วน

  • Earcup: Memory foam + PU
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Omni-Directional (Detachable)
  • Cable: 1.5m 3.5mm connector (removable), 0.3m dual 3.5mm cable (removable)
  • Weight: 280 g
  • Price: 2,190 บาท

3.Razer Kraken X USB Classic Black 7.1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

สำหรับค่ายนี้ เกมมิ่งเกียร์ คือสิ่งที่โดดเด่นมาเหนือสิ่งใด ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ยังเสริมฟีเจอร์เด็ดๆ เอาไว้ฝากแฟนๆ อีกด้วย เช่นเดียวกับ Razer Kraken X รุ่นนี้ ที่เข้ามาติด 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในโทนสีดำ มีโลโก้พร้อมแสงไฟสีเขียวอยู่ตรงครอบหูทั้ง 2 ด้าน ในรูปแบบของ Close back โครงสร้างอะลูมิเนียม มีความยืดหยุ่น ปรับเข้ากับศีรษะได้ง่าย Earcup เป็นแบบเมมโมรีโฟมที่มีความนุ่มนวล หุ้มด้วยวัสดุ Leatherette สวมสบาย ครอบหูได้พอเหมาะ และช่วยลดเสียงภายนอกได้ดี มิติเสียงจากไมโครโฟนเป็นแบบ Cardidiod ให้เสียงสนทนาที่คมชัด ตัวไมค์ปรับให้เข้ากับระยะของปากได้ และตัดเสียงรบกวนได้ดี มาพร้อมไดรเวอร์ 40mm ให้คุณภาพเสียงสำหรับความบันเทิงและการเล่นเกมได้เต็มรูปแบบ ควบคุมการทำงานได้จากปุ่มบนสายสัญญาณ รวมถึงการปรับระดับเสียงได้จาก Earcup อีกด้วย

  • Earcup: Memory foam + Leatherette
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: cardioid microphone
  • Cable: 2.0m
  • Weight: 275 g
  • Price: 1,690 บาท

4.ThunderX3 AH7 Hex 7.1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

หนึ่งใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง สไตล์แซ่บๆ บอกเลยว่า THUNDERX3 AH7 HEX รุ่นนี้ตอบโจทย์คุณได้ เพราะนอกจากดีไซน์ภายนอกมาได้จัดจ้าน โครงสร้างที่ให้ความยืดหยุ่น ยังมีสีสันของครอบหูที่สดใส ด้วยโทนสีฟ้าตัดกับบอดี้หลักสีดำ และมีแสงไฟ RGB ที่ขอบด้านนอกของ Earcup อีกด้วย ครอบศีรษะทำออกมาให้กระจายน้ำหนักได้ดี ครอบหูกระชับนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบผ้าและ leatherette โครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาและทนทาน มาพร้อมกับแสงไฟ LED HALO กับฟีเจอร์ที่เรียกว่า HEX ที่ให้การปรับแสงสีของไฟได้ง่ายขึ้น พร้อมกับเอฟเฟกต์แสงไฟ 6 รูปแบบ ร่วมกับซอฟต์แวร์ มีไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm พลังเสียงที่เหมาะกับความบันเทิงและการเล่นเกม ไมโครโฟนแบบถอดประกอบได้ ตัดเสียงรบกวนได้ดี เพื่อการสนทนาที่คมชัด เมื่อเล่นเกมกับทีม และการสื่อสารในกรณีที่ใช้ในการสนทนาออนไลน์ โดยมี IN-LINE CONTROL สำหรับการควบคุมระดับเสียงได้จากสายสัญญาณ

  • Technology: HEX
  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 22 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Detachable Omni-directional
  • Cable: 1.8m
  • Weight: 320 g
  • Price: 1,990 บาท

5.HyperX Cloud Stinger Core 7.1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

HyperX Cloud เป็นหูฟังเกมมิ่งอีกหนึ่งซีรีส์ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างล้นหลามทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่ายที่ไม่ธรรมดา สำหรับ Cloud Stinger Core นี้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวมาสำหรับคอเกมที่ต้องการรายละเอียดและลูกเล่นที่มากขึ้น เพื่อขยับไปสู่การแข่งขัน ด้วยโครงสร้างที่เน้นความเบาสบาย หูฟังที่สวมง่าย ในสไตล์สปอร์ต มาในโทนสีดำตลอดทั้งบอดี้ ให้ไดรเวอร์ขนาด 40mm มา รองรับการเล่นเกมด้วยโทนเสียงกลางและเบสได้แน่น พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 จับทิศทางของศัตรูได้แม่นยำขึ้น ไมโครโฟนมีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง แม้จะถอดไม่ได้เหมือนกับหลายรุ่น แต่ก็มีเซ็นเซอร์สำหรับปิดเสียงให้อัตโนมัติ ด้วยการปัดขึ้นลง หูฟังพับได้ 90 องศา สำหรับคล้องคอ เมื่อพักเบรก หรือนำไปใช้ข้างนอกได้ง่ายกว่า การควบคุมเสียงทำได้จากบนสายสัญญาณ ครอบหูฟังนุ่มนวลด้วยเมมโมรีโฟมและหุ้มด้วยวัสดุ PU นุ่มสบายใส่ได้นาน โดยปรับแต่งเสียงผ่านทาง HyperX NGENUITY ได้อีกด้วย

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Uni-directional, Noise-cancelling
  • Cable: Headset (1.3) – 3.5mm PC extension cable (1.7m)
  • Weight: 215 g
  • Price: 1,690 บาท

6.Corsair HS50 PRO

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

ถ้าคุณชอบความกระชับ นุ่มสบาย ใช้ได้ในทุกโอกาส นอกเหนือจากการเล่นเกม กับหูฟังขนาดพอเหมาะ ไม่เทอะทะ Corsair HS50 PRO น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางออกให้กับคุณ ด้วยหูฟังแบบ Close back ไม่หนาเกินไป ครอบศีรษะมีฟองน้ำที่หนา เพื่อกระจายน้ำหนัก ไม่กดทับให้อึดอัด โครงสร้างอะลูมิเนียม ปรับให้กระชับศีรษะได้ดียิ่งขึ้น หุ้มด้วยวัสดุ PU ใส่เส้นสายให้ดูทันสมัย ครอบหูฟังขนาดใหญ่สวมใส่ได้นุ่มนวล ซึ่งมีเมมโมรีโฟม หุ้มมาด้วยวัสดุแบบหนัง ใส่แล้วเย็นสบาย ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ให้เสียงคุณภาพ สำหรับการเล่นเกมและความบันเทิงในแต่ละแบบได้ ไมโครโฟน Unidirectional ตัดเสียงรบกวน เป็นแบบถอดได้ โดยมาพร้อมกับปุ่มควบคุมเสียงบนตัวหูฟังได้

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Uni-directional, Noise-cancelling
  • Cable: Headset 1.8m
  • Weight: 215g
  • Price: 1,590 บาท

7.STEELSERIES ARCTIS 3

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

SteelSeries ARCTIS 3 จัดว่าเป็นหูฟังอีกรุ่นหนึ่งจากค่ายนี้ ที่ยืนระยะมายาวนานพอสมควร และได้การันตีจากค่ายเกม รวมถึงบรรดาซอฟต์แวร์ที่เป็น Conference ต่างๆ ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นแบบไลฟ์สไตล์ ขนาดกำลังพอเหมาะ ดีไซน์สวย โครงสร้างอะลูมิเนียม ปรับเลื่อนได้สะดวก ที่รองศีรษะแยกส่วน ให้การกระจายน้ำหนักได้ดี ครอบหูฟังเป็นแบบ Close cup ออกแบบรูปทรงและพื้นผิว ดูทันสมัย แต่ที่ต่างจากค่ายอื่น คือการใช้ Cushion ที่หุ้มด้วยวัสดุที่เป็นผ้า ทำให้สัมผัสนุ่มนวลและมีการระบายอากาศได้ดี ซึ่งความชอบก็อาจจะขึ้นกับผู้ใช้แต่ละคน ไดรเวอร์มาในขนาด 40mm ให้คุณภาพเสียงสำหรับการเล่นเกมและความบันเทิงได้ดี ไมโครโฟนเป็นแบบทิศทางเดียว ตัดเสียงรบกวน เพื่อให้ได้เสียงที่คมชัดยิ่งขึ้น ไม่ได้เป็นแบบถอดสาย แต่สามารถดันเก็บเข้าไปได้ ใช้งานง่ายขึ้นเป็นอีกหนึ่งรุ่นใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคอเกม

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 22 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Bidirectional
  • Cable: Headset 3m
  • Weight: 215g
  • Price: 2,190 บาท

8.Logitech G433

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

Logitech จัดหูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ ที่ต้องการศักยภาพในการเล่นเกมแบบเต็มอิ่ม ด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 และ DTS สำหรับการเล่นเกม Action FPS ให้การจับทิศทางของเสียงได้แม่นยำมากขึ้น Logitech G433 ยังมาพร้อมไดรเวอร์ PRO-G 40mm เพื่อให้เสียงทุ้มได้แน่น และเบสกระหึ่ม ครอบหูด้านนอกมาแบบตาข่าย โครงสร้างเน้นความเบา สวมสบาย น้ำหนักเพียง 259g เท่านั้น กับวัสดุไฟเบอร์กลาสและโพลีคาร์บอเนต ครอบหูระบายอากาศได้ดี มีความนุ่มนวล ด้วยเมมโมรีโฟม และหุ้มด้วยผ้า ทำให้การระบายอากาศได้ดี ไมโครโฟนเป็นแบบ Cardioid ถอดออกได้ ระบบตัดเสียงรบกวน และปรับให้ความยืดหยุ่น ในภาพรวมทั้งสีสันและรูปลักษณ์ทันสมัย ใช้ได้ในทุกวัน

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Cardioid
  • Cable: Headset 2m
  • Weight: 259g
  • Price: 1,990 บาท

9.LENOVO LEGION H300

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

สำหรับหูฟังจาก LENOVO ที่เข้ามาติดโผ 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่งในครั้งนี้ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา กับดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยในสไตล์ของ Legion H300 ที่มีความโดดเด่นตั้งแต่โครงสร้างด้านนอก ที่แยกส่วนออกจากที่รองศีรษะ เพื่อความยืดหยุ่นเข้ากันได้กับศีรษะในขนาดต่างกัน และไม่ทำให้บีบแน่นเกินไป แต่สามารถกระจายน้ำหนัก เพื่อให้ใช้งานได้นานขึ้น หุ้มด้วยวัสดุแบบ PU และมีไดรเวอร์ขนาด 50mm ให้คุณภาพเสียงสำหรับการเล่นเกมได้ดี Earcup เป็นแบบเมมโมรีโฟม นุ่ม กระชับ รับกับใบหูได้ดี ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่อยู่ในระดับ On Ear และไมโครโฟนที่ซ่อนเก็บและปรับได้ยืดหยุ่น ในแบบ Unidirectional ให้เสียงสนทนาที่คมชัด และตัดเสียงรบกวนได้ดี พร้อมสายที่สามารถปรับระดับเสียงได้ในตัว

  • Earcup: Cushion + PU (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Unidirectional
  • Cable: Headset 1.85m
  • Weight: 330g
  • Price: 1,890 บาท

10.ACER PREDATOR GALEA 350

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

ถ้าว่ากันที่ชื่อชั้นของความเป็นเกมมิ่ง Acer Predator ยังคงโดดเด่นในกลุ่มของนักเล่นเกมตัวยง เพราะไม่ว่าจะเป็น พีซี จอภาพ หรือโน๊ตบุ๊ก ต่างได้รับความนิยมอย่างท้วมท้น และกลิ่นอายก็มาถึงเกมมิ่งเกียร์ อย่างหูฟัง Predator Galea 350 รุ่นนี้ ที่มาพร้อมดีไซน์แบบล้ำๆ กับโครงสร้างที่ดูแปลกตา แต่ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ในตัว เริ่มตั้งแต่โครงสร้างเป็นแบบ Close cup ที่รองศีรษะขนาดใหญ่ มาพร้อม Earcup ที่เป็นเมมโมรีโฟม ให้ความกระชับ และกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี พร้อมโลโก้ขนาดใหญ่ รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 ให้คุณเข้าถึงการเล่นเกมได้อย่างเต็มที่ ไดรเวอร์ขนาด 50mm กับคุณภาพเสียงที่สะใจ พร้อม Acer TrueHarmony™ ที่ช่วยซิงก์เข้ากับการใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีไมโครโฟนแบบเก็บซ่อนได้ ไม่ต้องถอดให้ยุ่งยาก และยังตัดเสียงรบกวน เพื่อการสนทนาได้อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งรุ่นใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ที่ลูกเล่นน่าใช้ในราคาไม่แรง

  • Technology: Acer TrueHarmony™
  • Earcup: Cushion + PU (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: unidirectional noise-canceling
  • Cable: Headset 1.85m
  • Weight: 350g
  • Price: 1,990 บาท

from:https://notebookspec.com/web/574667-10-gaming-headset-2021-2000

หูฟัง HyperX Cloud Stinger ใส่สบาย มี Surround ไมค์เสียงชัด เพื่อ PS4

ถ้าว่ากันในเรื่องการเล่นเกมแล้ว เกมบน PS4 ก็เป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา ไม่แพ้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของภาพและความสมูทในการเล่น รวมถึงบรรดา Accessories ที่ออกมาใช้ร่วมกันนั้น ราคาดูจะเป็นมิตรกับเกมเมอร์อย่างเราๆ ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งทาง HyperX ก็เป็นค่ายหนึ่งที่ออกหูฟังมาสนับสนุนการใช้งานของเหล่านักเล่นเกมกันหลายรุ่น และล่าสุด หูฟัง HyperX Cloud Stinger มาให้คอเกมคอนโซลได้ลองกันอีกครั้ง ซึ่งมีการปรับสไตล์ไปจาก Cloud Stinger ก่อนหน้านี้พอสมควร ทั้งในแง่ของฟังก์ชั่นและลูกเล่นของเสียง พร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสะดวกคล่องตัวมากขึ้น

HyperX Cloud Stinger PS4 หูฟังสำหรับ PS4 และเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่จากทาง HyperX ที่ได้รับการออกแบบมาใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายของ Stinger ที่เน้นความคล่องตัวและพลังเสียงที่เอาใจคอเกมอย่างชัดเจน ด้วยหูฟังขนาดกลาง จุดเด่นอยู่ที่ Earcup หรือครอบหูที่มีข้อต่อหมุนแบบ 90 องศาได้ เพื่อให้วางพาดบนคอได้สะดวก กับโทนสีดำ-ฟ้า จะต่างจากในเวอร์ชั่นพีซีที่เป็นดำ-แดง ครอบศรษะมีความนุ่มนวล ด้วยโครงอะลูมิเนียม ปรับเลื่อนได้ง่าย น้ำหนักค่อนข้างเบาคือ ราวๆ 215 กรัมเท่านั้น เบากว่ารุ่นพี่ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไดรเวอร์ขนาด 40mm ที่อาจจะดูเล็กไปบ้าง เมื่อเทียบกับในหลายๆ รุ่น แต่ต้องลองฟังคุณภาพเสียงกันอีกครั้ง โดยมาพร้อมปุ่มปรับเพิ่ม-ลดเสียงที่ตัวหูฟัง ซึ่งสะดวกกว่าการปรับผ่านตัวซอฟต์แวร์ และครอบหูที่เป็นเมมโมรีโฟมหุ้มด้วยวัสดุคล้ายหนัง ที่มีความสบาย เอาใจเกมเมอร์ เช่นเดียวกับไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน ที่น่าจะช่วยให้การเล่นเกมแบบทีมหรือปาร์ตี้กันได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติหลักๆ ของหูฟังรุ่นนี้ ส่วนการใช้งานจะดีอย่างไร สามารถชมในรีวิวนี้ได้เลยครับ

 

Specification

Headphone

  • Driver: Dynamic, 40mm with neodymium magnets
  • Type: Circumaural, Closed back
  • Frequency response: 20Hz–20,000Hz
  • Impedance: 16 Ω
  • Sound pressure level: 99dBSPL/mW at 1kHz
  • T.H.D.: < 2%
  • Weight: 215g
  • Cable length and type: Headset (1.3m)
  • Connection: Headset – 3.5mm plug (4 pole)

Microphone

  • Élément: Electret condenser microphone
  • Polar pattern: Noise-cancelling
  • Frequency response: 50Hz-18,000 Hz
  • Sensitivity: -41.5dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)

 

การออกแบบและฟังก์ชั่น

สำหรับกล่องของ HyperX Cloud Stinger รุ่นนี้ ค่อนข้างต่างไปจากเวอร์ชั่นพีซี เพราะใช้ โทนสีน้ำเงิน เพื่อเน้นสัญลักษณ์ของเกมคอนโซลให้เด่นขึ้น ด้านหน้ากล่องมีโลโก้ PS4 อย่างชัดเจน พร้อมกับกราฟิกของตัวหูฟังเต็มด้านหน้า ส่วนด้านหลัง มีการเน้นฟังก์ชั่นของหูฟัง เช่น คาดศีรษะที่ปรับเลื่อนได้ และปรับเสียงเพิ่ม-ลดบนหูฟังได้ทันที

เมื่อแกะกล่องดูด้านใน จะประกอบด้วย หูฟัง HyperX สายสัญญาณและมีเพียงเอกสารประกอบการใช้งานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ด้านบนครอบศีรษะค่อนข้างเล็กทีเดียว ตัวก้านเป็นพลาสติกที่ให้ความยืดหยุ่น มีโลโก้ HyperX ด้านบน ไม่ได้มีลูกเล่นพิเศษแต่อย่างใด

สายสัญญาณสำหรับต่อเข้ากับ PS4 ซึ่งเป็นแบบสายอ่อน ความยาวประมาณ 1.3 เมตร และแจ๊ค 3.5mm ที่สามารถต่อเข้ากับเกมคอนโซล จอยสติ๊ก และพีซี รวมถึงสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

ก้านปรับระดับตามขนาดศีรษะสามารถปรับได้ 10 ระดับ ค่อนข้างละเอียด โดยเลื่อนไปมาขณะที่กำลังเล่นเกมได้ โดยไม่แน่นเกินไปนัก

ที่รองศีรษะด้านบน หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ไม่หนานัก นุ่มสบายดี แต่อาจจะเล็กไปบ้าง ไม่ได้เป็นก้านขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับใน Cloud series รุ่นพี่ๆ

หูฟัง Cloud Stinger รุ่นนี้ มาพร้อมกับไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน โดยออกแบบมาให้ปรับก้านได้ตามสะดวก แต่ไม่สามารถถอดออกได้

ก้านไมโครโฟนขนาดไม่ใหญ่เกินไป ดีไซน์ดูเท่ดีทีเดียว เอาไว้สื่อสารกับเพื่อนๆ ภายในทีมได้สะดวกขึ้น เลื่อนขึ้น-ลงได้ตามต้องการ

หูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับไดรเวอร์ขนาด 40mm มาตรฐาน ซึ่งดูจะเล็กกว่าในรุ่น Cloud series ก่อนหน้านี้ ที่ส่วนใหญ่จะเป็น 50mm แต่ในแง่ของเสียงเท่าที่ลองก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว โดยมีครอบหูเป็นเมมโมรีโฟมอันเป็นเอกลักษณ์ของ หูฟัง HyperX หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ ใครที่ชอบความนุ่มสบาย รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้เลย

ที่ตัวของ Earcup มีที่ปรับระดับเสียงให้มาให้ด้วย สามารถเลื่อนสไลด์ได้ขณะที่กำลังเล่นเกม ก็น่าจะเหมาะกับคนที่เล่นเครื่องเล่นเกมคอนโซลเช่นนี้ เพราะถึงเวลาจะปรับเลื่อน ไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปตั้งในเกมหรือจะปรับจากอุปกรณ์อื่นๆ ก็ยากอยู่ไม่น้อย

ดีไซน์โดยรวมต้องถือว่า Cloud Stinger PS4 รุ่นนี้ออกแบบมาเอาใจเกมเมอร์สายคอนโซลได้ดีทีเดียว หรือถ้าคุณจะนำไปเล่นกับเกมโมบายและสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ก็ตาม ก็สามารถใช้งานได้สะดวกทีเดียว

Conclusion

ว่ากันที่การสวมใส่หูฟัง หูฟัง HyperX ให้ความกระชับได้ดีในระดับหนึ่ง รับการเคลื่อนไหวได้ในหลายๆ จังหวะ โดยเฉพาะช่วงที่ขยับหัวไปมา ก็ไม่ได้เลื่อนหลุดง่ายนัก เพียงแต่อาจจะต้องปรับเลื่อนให้เหมาะสมกับศีรษะ เพื่อหาจุดที่ลงตัวมากที่สุด เพราะการที่ครอบหูฟังมีข้อต่อ เพื่อให้ขยับและสวมใส่ได้ง่ายขึ้น ก็อาจทำให้เลื่อนไปมาได้ง่ายเช่นกัน ความนุ่มนวลของเมมโมรีโฟม ยังเป็นเสน่ห์ของหูฟังจาก HyperX รุ่นนี้

ในแง่ของการใช้งานทั่วๆ ไป เช่น การดูหนัง ฟังเพลงบน หูฟัง HyperX รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ได้ เรียกว่าเสียงกลางให้ได้เยอะ เสียงแหลมจะน้อยไปบ้าง ตามอารมณ์ของหูฟังเกมมิ่ง เช่นเดียวกับเอฟเฟกต์เสียง ที่ใครหวังว่าจะดังตูมตามหนักหน่วง ก็คงจะไม่ใช่นัก แต่ถ้าเน้นกลางๆ สามารถใช้งานได้ครอบคลุมแบบไม่เคอะเขิน หูฟังรุ่นนี้ตอบโจทย์คุณได้ ส่วนคนที่เล่นเกม น่าจะได้อานิสงจากเรื่องของระบบเสียงรอบทิศทางไปได้ไม่น้อย เพราะหูฟังสามารถรองรับการใช้งานและการบอกทิศทางของเสียงได้ดี เมื่อเล่นเกมแนวแอ็คชั่น คุณจะได้สัมผัสสิ่งนี้แบบเต็มๆ

 

จุดเด่น

  • สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา
  • รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง
  • ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนได้ดี

ข้อสังเกต

  • เสียงกลางยังไม่ค่อยแน่น

 

ราคา: ยังไม่วาวงจำหน่าย

ติดต่อ: HyperX Cloud Stinger PS4

from:https://notebookspec.com/%e0%b9%89headset-hyperx-cloud-stinger-for-ps4/502278/

ราคาดี หูฟัง HyperX Cloud Stinger แค่ 1,590 บาทเสียงแน่น สเปคคุ้ม

หูฟังตัวคุ้ม ที่กำลังหายาก ใครที่มองหาหูฟังเกมมิ่ง สเปคดี ราคาโดน แอดไปสืบเสาะมาให้ หูฟัง HyperX Cloud Stinger หูฟังในตระกูล Cloud series ที่คอเกมรู้จักกันเป็นอย่างดี เปิดตัวช่วงแรก 2,xxx บาท ตอนนี้เหลือแค่ 1,590 บาทเท่านั้น และเท่าที่เช็คเวลานี้หาไม่ง่ายแล้ว ความน่าสนใจของ Cloud Stinger รุ่นนี้ นอกจากจะออกแบบได้ดูสวยงาม ตามสไตล์ของ HyperX แล้ว ยังใส่ฟีเจอร์ถอดแบบมาจาก Cloud รุ่นพี่ๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นไดรเวอร์ 50mm แม่เหล็กนีโอดายเมียม และครอบหูในแบบเมมโมรีโฟมนุ่มนวลแล้ว ตัวหูฟังปรับหมุนได้ 90 องศา เพื่อเวลาที่ถอดวางไว้บนคอ จะได้ไม่เกะกะ แถมไมโครโฟนยังเป็นแบบตัดเสียงรบกวน เล่น PUBG, Apex หรือเกมอื่นๆ จะได้คุยกับเพื่อนๆ ได้ชัดเจน และลูกเล่นอื่นๆ อีกเพียบ ดูเกินราคาพันกว่าบาทไปเลย เวลานี้เริ่มหายากแล้ว ใครอยากได้หูฟังเกมมิ่งคุณภาพ ราคาเป็นมิตร แอดฝากไว้ให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกครับ

หูฟัง hyperx

 

อยากได้ อยากโดน หูฟังเกมมิ่ง คลิ๊กไปตามลายแทง ที่นี่

  • ไดร์เวอร์: 50 มม. แบบไดนามิคพร้อมแม่เหล็กนีโอดีเนียม
  • ประเภท: แบบครอบเต็ม ปิดด้านหลัง
  • ความถี่: 18Hz-23,000Hz
  • น้ำหนัก: 275 ก.
  • ความยาวและประเภทสายต่อ: ชุดหูฟัง (1.3 ม.) + สายพ่วงตัว Y (1.7 ม.)
  • การเชื่อมต่อ: ชุดหูฟัง – หัวเสียบ (4 ตอน) + สายพ่วง – หัวเสียบสเตอริโอและไมค์ 3.5 มม
  • ส่วนประกอบ: ไมโครโฟนอีเล็คเตรทคอนเดนเซอร์
  • รูปแบบขั้ว: สองทิศทาง พร้อมระบบตัดสัญญาณรบกวน
  • ความถี่: 50Hz~18,000Hz
  • ความไว: -40 dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)

ดูข้อมูล หูฟัง HyperX Cloud Stinger

from:https://notebookspec.com/gaming-headset-hyperx-cloud-stinger-1590/491857/

PR-เมื่อต้องเลือกหูฟังเล่นเกมไร้สาย ดูอย่างไร แบบไหนดี?

 หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย จัดว่าเป็นหูฟังอีกรูปแบบหนึ่งที่คอเกมให้ความสนใจอย่างมากในเวลานี้ ด้วยความสะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องยึดติดกับสายที่รั้งติดกับเครื่อง จะลุกไปห้องน้ำ หรือไปหาของว่างในตู้เย็น ก็ต้องถอดวาง ซึ่งเกมเมอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากพลาดการติดต่อกับเพื่อนๆ ภายในเกม อีกทั้งหูฟังแบบไร้สายในเวลานี้ ยังออกแบบได้สวยงาม ขนาดพอเหมาะ สวมใส่สบาย ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกมเมอร์ให้ความสนใจ แต่จะเลือกหูฟังไร้สายนี้อย่างไร?
รูปลักษณ์ ขนาด สวมใส่สบาย: การออกแบบเป็นสิ่งที่เกมเมอร์พิจารณาเป็นอันดับแรกๆ เพราะต้องสวมใส่ในการเล่นเกมเป็นเวลานานๆ หูฟังจึงต้องมีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย กระชับ ไม่บีบรัดจนเกินไป มีความยืดหยุ่นในการปรับระดับให้เข้ากับศีรษะได้ง่าย และไม่หนักจนเกินไป จึงทำให้ใช้เล่นเกมได้ยาวนานมากขึ้น เช่น HyperX Cloud Stinger ที่เป็นหูฟังไร้สาย ที่น้ำหนักเพียง 270 กรัมเท่านั้น มีครอบหูฟังแบบเมมโมรีโฟนให้ความนุ่มนวล โครงสร้างทนทานและรองรับการปรับระดับให้กระชับศีรษะอีกด้วย

ความง่ายและรวดเร็วในการเชื่อมต่อ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคอเกมได้เช่นกัน หูฟังไร้สายสำหรับการเล่นเกม ต้องรองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ให้พร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับสัญญาณ WiFi หรือ Bluetooth ก็ตาม เช่นเดียวกับ HyperX Cloud Stinger ที่ให้การเชื่อมต่อแบบไร้สายความถี่ 2.4Ghz ทำให้คุณยืดระยะจากจุดที่เล่นได้ไกลถึง 12 เมตร จึงช่วยให้คุณเดินไปทานอาหาร เข้าห้องน้ำหรือทำธุระส่วนตัวภายในบ้านได้สะดวกมากขึ้น

ช้งานได้ยาวนาน: เมื่อเป็นแบบไร้สาย จึงมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการใช้งาน ดังนั้นจึงต้องเลือกหูฟังที่มีแบตเตอรี่ภายในสามารถให้การใช้งานได้ยาวนานต่อการชาร์จในแต่ละครั้ง เพื่อจะได้ไม่ขัดจังหวะขณะที่กำลังเล่นเกมอยู่อย่างสนุกสนาน เช่นเดียวกับ หูฟัง HyperX Cloud Flight หูฟังไร้สายที่ให้ระยะเวลาการใช้งานได้นานถึง 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ จึงทำให้คุณสนุกสนานไปกับเกมที่ชื่นชอบได้นานขึ้น อีกทั้งเช็คระดับประจุได้บนซอฟต์แวร์ HyperX NGenuity ได้อีกด้วย

ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ ให้เสียงที่ทรงพลัง: เพื่อความสนุกสนานในการเล่นเกม พลังเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญ หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เช่น HyperX Cloud Stinger ที่มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ที่ช่วยเพิ่มความเร้าใจในการเล่นเกม ด้วยการปรับปรุงให้ถ่ายทอดเสียงเบสได้ดีขึ้น ให้เสียงกลางที่คมชัด และเสียงต่ำที่ไพเราะ ให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับการเล่นเกม

รองรับการใช้งานได้หลากหลาย: หูฟังไร้สายบางรุ่นออกแบบมาให้รองรับการใช้งานได้หลายแพลตฟอร์ม เพื่อความบันเทิงที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมคอนโซลหรือสมาร์ทโฟนก็ตาม เช่นเดียวกับ HyperX Cloud MIX ที่เป็นหูฟังไร้สายแบบ Bluetooth ที่ออกแบบมาเพื่อการดูหนัง, ฟังเพลง และสนทนาด้วยเสียง มอบความบันเทิงได้ในขณะเดินทาง แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 20 ชั่วโมง หรือเลือกโหมดใช้สายที่คุณเล่นเกมที่โปรดปรานได้อย่างสนุกสนาน ด้วยเทคโนโลยี Dual Chamber ที่แยกเสียงเบสออกจากเสียงกลางและเสียงสูง ทำให้เสียงที่ได้มีความคมชัดและเรียบเนียน ลดความผิดเพี้ยน

ด้วยหูฟังไร้สายทั้ง 3 รุ่นของทาง HyperX นี้ ช่วยให้คุณสามารถสนุกไปกับเกมโปรด หรือความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ให้อิสระและความสะดวกสบายแบบไร้สายในใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชมได้ที่ https://www.hyperxgaming.com/

from:https://notebookspec.com/choose-gaming-headset-wireless/490559/

Review – RAZER KRAKEN หูฟังนุ่ม ลดหัวร้อน เอฟเฟกต์ชัด ลุยสมรภูมิได้สนุกขึ้น

ถ้าจะกล่าวถึงหูฟังเกมมิ่งในบ้านเรา Razer เป็นอีกค่ายหนึ่งที่มีไลน์ผลิตภัณฑ์หูฟังมาให้เลือกมากมายเลยทีเดียว Razer Thresher, Thresher Tournament Edition, Electra V2, Tiamat, Kraken Pro V2, เรื่อยมาถึง Nari เป็นต้น ซึ่งล่าสุดในสายพันธุ์ RAZER KRAKEN ก็ออกมาวาดลวดลายกันอีกครั้ง ซึ่งเพิ่มขีดความสนุกได้มากขึ้น ด้วยไดรเวอร์ชุดใหญ่ ครอบหูที่สวมสบาย นุ่มกระชับกว่าเดิม รวมไปถึงเพิ่มรีโมทมาในสาย และน้ำหนักเบา เหมาะกับการใช้งานได้นานขึ้น

RAZER KRAKEN สำหรับหูฟังรุ่นนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น New KRAKEN ที่ออกมาล่าสุด สำหรับคิอเกมในทุกแพลตฟอร์ม กับรูปลักษณ์ที่ยังคงเอกลักษณ์ของ KRAKEN เอาไว้อย่างเหนียวแน่น มีให้เลือก 4 เฉดสี ให้การสวมใส่ที่สบาย ด้วยน้ำหนักที่เบาราวๆ 300 กรัม ทำให้รองรับการใช้งานได้นาน จุดเด่นที่ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm เพื่อให้การเล่นเกมสนุกมากขึ้น กับเสียงสุดกระหึ่มเร้าใจ โดยเฉพาะเกม FPS และแนว Adventure ก็จะได้เต็มอิ่มกับเอฟเฟกต์เสียงมากขึ้น โดยทาง RAZER ได้นำผ้านุ่มๆ และชั้นเจลบางๆ ซ้อนเข้าไปในส่วนของครอบหูฟัง เพื่อให้สวมใส่สบายในกรณีที่เล่นเกมเป็นเวลานาน รวมไปถึงไมโครโฟนที่ได้รับการปรับปรุงให้ตัดเสียงรอบข้างได้ดีทีเดียว และยังมีลูกเล่นอื่นๆ อีกเพียบ ใครที่กำลังมองหาหูฟังสำหรับเล่นเกมตามมาดูกันครับ

Specification

  • Custom-tuned 50 mm Drivers
  • Cooling Gel-Infused Cushions
  • Retractable Unidirectional Microphone
  • Bauxite Aluminum Frame
  • Thicker Headband Padding
  • Cross-Platform Compatibility

Headphone

  • Frequency response: 12 Hz – 28 kHz
  • Impedance: 32 Ω @ 1 kHz
  • Sensitivity (@1 kHz): 109 dB
  • Input power: 30 mW (Max)
  • Drivers: 50 mm, with Neodymium magnets
  • Inner ear cup diameter: 54 mm x 65 mm
  • Connection type: Analog 3.5 mm
  • Cable length: 1.3 m / 4.27 ft.
  • Approx. weight: 322 g / 0.71 lbs
  • Oval ear cushions: Designed for full-ear coverage with cooling gel, perfect for long-wearing comfort

Microphone

  • Frequency response: 100 Hz – 10 kHz
  • Signal-to-noise ratio: > 60 dB
  • Sensitivity (@1 kHz): -45 ± 3 dB
  • Pick-up pattern: Unidirectional ECM boom
  • Audio Usage: Devices with 3.5 mm audio jack
  • Audio+microphone usage: Devices with 3.5 mm audio + mic combined jack
  • Audio/mic splitter adapter cable usage: Devices with separate 3.5 mm audio and microphone jacks

 

Feature

 

การออกแบบและฟังก์ชั่น

หน้ากล่องของ RAZER KRAKEN เรียกว่าแทบไม่ต่างไปจากรุ่นเดิม ด้วยโทนสีดำตัดด้วยเส้นสายสีเขียวและมีภาพกราฟิกของหูฟัง ส่วนด้านหลัง มาพร้อมคุณสมบัติเบื้องต้น และกราฟิกของครอบหูฟังชัดเจน

สิ่งที่บันเดิลมาภายในกล่องนั้น ประกอบด้วยเคเบิล 2 เส้น แบ่งเป็น หัวต่อ 3.5mm แบบ 90 องศา ที่ต่อเข้าตัวหูฟังโดยตรง ซึ่งมีตัวควบคุมเพิ่ม-ลดเสียงและเปิด-ปิดไมโครโฟนมาในตัว

ถัดมาจะเป็นสายที่ใช้ต่อขยาย เพิ่มอีก 1.3m สำหรับคนที่ต้องใช้ต่อกับ Sound ด้านหลังเครื่อง หรือยืดระยะจากหน้าจอให้ไกลขึ้น ถ้าใช้จอขนาดใหญ่

ตัวควบคุมที่ใส่ใสในสาย ใช้สำหรับปรับเพิ่ม-ลดเสียง และเปิด-ปิดไมโครโฟน ซึ่งให้ความสะดวกดีทีเดียว

ครอบหูฟังขนาดใหญ่กับโลโก้ RAZER ในโนสีดำ ซึ่งปกติมีให้เลือก 4 สีคือ สีดำ เขียว ชมพู และดำคาดน้ำเงิน

คาดศีรษะด้านบนมีโลโก้ RAZER ดูหล่อทีเดียว ออกแบบมาเป็นโครงอลูมิเนียมด้านใน น้ำหนักเบา และเสริมแพดที่มีความหนา จึงทำให้สวมกับศีรษะในขนาดต่างๆ ได้สบาย ไม่หนีบจนเกิดความรำคาญ

หูฟัง KRAKEN ใหม่นี้ รองรับการปรับได้ถึง 5 ระดับ สำหรับศีรษะที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะและกระชับในการใช้งาน เรียกว่าจะหัวไซส์ไหนก็มาดิคร้าบบบ

ไฮไลต์ของหูฟัง RAZER KRAKEN รุ่นนี้ อยู่ที่ครอบหูฟัง ซึ่งแฝงไปด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจมากมาย ภายนอกจะหุ้มด้วยหนังแบบนุ่มๆ ด้านในจะเป็นเมมโมรีโฟม ที่ครอบด้วยชั้นเจลระบายความร้อนบางๆ อีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้รู้สึกสบายหูมากยิ่งขึ้น เมื่อต้องใช้งานนานๆ

อีกสิ่งหนึ่งคือไดรเวอร์ขนาด 50nm ในแบบแม่เหล็กนีโอดายเมียม ให้ย่านเสียงที่กว้าง 12 Hz – 28 kHz

โครงครอบศีรษะเป็นอลูมิเนียม Bauxite ที่มีน้ำหนักเบา ให้ความยืดหยุ่นและแข็งแรง ครอบด้วยหนังด้านบนและฟองน้ำที่บุผ้า หนาเป็นพิเศษ เพื่อให้รองรับศีรษะได้สบาย กระจายน้ำหนักได้ดี

ไมโครโฟนตอบสนองในย่าน 100 Hz – 10 kHz ซึ่งเป็นแบบ Unidirectional ECM ให้เสียงที่คมชัด ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีพอสมควร ปรับยืดออกมาและพับเก็บได้

ผู้ใช้สามารถปรับระยะของไมโครโฟนที่ยืดจากตัวหูฟัง ให้ระยะที่พอเหมาะกับตัวคุณได้ ด้วยการดัดหรือยืดให้เข้ากับการใช้งาน

Conclusion

ค่อนข้างชัดเจน สำหรับ RAZER KRAKEN กับไลน์ผลิตภัณฑ์มีมายาวนาน และมาถึงวันนี้ก็ได้คลอด KRAKEN Multi-Platform ด้วยการนำจุดเด่นของรุ่นที่ผ่านมา เติมเข้ามาในรุ่นใหม่นี้ เหมือนจะเป็นการย้ำให้ภาพของรุ่นนี้ชัดเจนสำหรับเกมเมอร์และกลุ่มอีสปอร์ตได้ดี โดยมีจุดเด่นในการออกแบบ 3 ข้อหลักคือ การใช้วัสดุที่แข็งแรง และน้ำหนักเบา ทำให้โครงสร้างมีความยืดหยุ่น สวมใส่สบาย ทีมงานลองกับเกมเมอร์ผู้ชายคนหัวโตๆ ก็ยังนืดออกได้โดยไม่บีบมากนัก หรือจะเป็นแอดมินแอ๋มสาวร่างเล็ก ที่หูฟังอาจจะดูใหญ่ไปบ้าง แต่ก็ครอบได้พอดี เกือบมีพื้นที่เหลือเล็กน้อย แต่ได้ฟองน้ำด้านใต้โครงหูฟังที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เลยลงตัวพอดี ส่วนใครที่ไม่ถนัด ก็ปรับยืดได้ถึง 5 ระดับเลย เช่นเดียวกับไมโครโฟน ที่ยืดระยะกับปรับมุมให้ใช้งานได้สะดวก

จุดสำคัญที่สองก็คือ RAZER นำชั้นเจลมาแทรกตรงครอบหูฟังด้านใน ระหว่างเมมโมรีโฟมผิวสัมผัสที่เป็นหนัง เพื่อลดความร้อนเมื่อสวมใส่เป็นเวลานานๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์กลุ่มเกมเมอร์ที่เล่นกันแบบจริงจัง อีกสิ่งหนึ่งก็คือ การใช้ไดรเวอร์ขนาด 50mm แม่เหล็กนีโอดายเมียม ซึ่งช่วยให้คุณภาพของเสียงนั้นดีขึ้น สิ่งเหล่านี้คือการการันตีถึงการค้นคว้าของทาง RAZER ที่มุ่งเป้ามาที่เกมเมอร์และอีสปอร์ตอย่างชัดเจนมากขึ้น

เรื่องของคุณภาพเสียง ความอิ่มของเสียงต้องยกให้ เสียงกลาง ตามสไตล์ของหูฟังเกมมิ่ง กับเอฟเฟกต์เสียงที่ให้ความบึ้มบ้ำได้ดี ในช่วงนี้ลุยอยู่กลาง Dead zone ใน PUBG และกระหน่ำยิงกันแบบหูดับใน COD ก็ตาม ทิศทางเสียงก็พอให้สัมผัสได้ เอฟเฟกต์เสียงเก็บรายละเอียดได้ดีในระดับหนึ่ง รวมถึงเสียงกระสุน การพูดคุยของตัวละครและเสียงยิบย่อย เช่น เสียงความเสียหายของชิ้นส่วนต่างๆ ในเกม ในขณะที่เสียงแหลมไม่แจ่มชัดนัก แต่ก็พอไปได้ ส่วนหนึ่งเพราะหูฟังถูกเซ็ตมาเพื่อการเล่นเกม หนักเบสและเน้นอารมณ์ร่วมขณะลุยสมรภูมิ หรือแข่งรถและเอฟเฟกต์การโจมตี ส่วนเรื่องเสียงไมโครโฟน ต้องบอกว่าคมชัดมากทีเดียว สิ่งเหล่านี้อย่าเพิ่งเชื่อ จนกว่าคุณจะได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

 

จุดเด่น

  • สวมใส่สบายหู กระจายน้ำหนักได้ดี รองรับศีรษะได้หลายขนาด
  • เสียงเอฟเฟกต์มาครบ เบสหนัก เสียงกลางชัด
  • ไมค์ตัดเสียงดี ให้ความคมชัด
  • ทิศทางเสียงในเกม ชัดเจนดี

ข้อสังเกต

  • ขนาดค่อนข้างใหญ่ สำหรับสาวศีรษะเล็ก
  • เสียงแหลมไม่จัดจ้านตามสไตล์หูฟังเกมมิ่ง

ราคา: ประมาณ 2,690 บาท

ติดต่อ: JIB , Advice

from:https://notebookspec.com/razer-kraken-gaming-headset/478648/

Review – หูฟังเล่นเกม XANOVA OCALA XH200 แยกชิ้นได้ เอาใจคอเกมพีซี และมือถือ ราคาแค่ 1,890 บาท

ช่วงนี้กระแสของอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ออกมามากมายเลยทีเดียว มีทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และรายย่อย ทำออกมาเอาใจบรรดาเกมเมอร์ที่มีงบประมาณตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักหลายพัน เช่นเดียวกับ หูฟัง XANOVA นี้ ที่เป็นอีกไลน์หนึ่งในกลุ่มเกมมิ่งเกียร์ของทาง GALAX ที่ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอในรุ่น JUTURNA-U ที่เป็นหูฟังเกมมิ่งเสียงกระหึ่มไปแล้ว คราวนี้มาดู OCALA XH200 รุ่นสุดคุ้มที่มาพร้อมดีไซน์ที่ดูล้ำสมัย แยกหูฟังออกจากครอบศีรษะได้ ด้วยลูกเล่นที่ไม่ธรรมดาแบบนี้ เสียงจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม

หูฟัง XANOVA OCALA XH200 เป็นหูฟังเกมมิ่งดีไซน์ค่อนข้างต่างจากหูฟังเกมมิ่งในหลายๆ รุ่น แต่ด้วยฟีเจอร์ที่ไม่ซับซ้อน เน้นการใช้งานทั้งในรูปแบบของพีซีแล้ว ยังรองรับการใช้งานโน้ตบุ๊กและโมบายได้อีกด้วย ด้วยขนาดกระทัดรัด แถมยังแยกชิ้นส่วนใส่กระเป๋าเป้หรือกระเป๋าเดินทางได้สบาย รูปลักษณ์มาในแบบที่ดูแตกต่างจากหูฟังเดิมๆ ดูแปลกตา แถมยังน้ำหนักเบา

หากดูจากคุณสมบัติทั่วไป คงต้องบอกว่า ไม่ได้เน้นเสียงที่มีมิติหรือความหวือหวา แต่อยากให้มองไปที่การเล่นเกมแบบสบายๆ ให้ความสะดวกในแง่ของความบันเทิงมากกว่า คือ พกพาง่าย คุณภาพเสียงอยู่ในระดับน่าพอใจ ขนาดและน้ำหนัก ใส่แล้วสบายศีรษะ ไม่ได้มองว่าจะต้องมีมิติหรือทิศทางเสียงที่ซับซ้อนนั่นเอง ซึ่งก็ดูจะเข้าได้กับหลายๆ แพลตฟอร์ม แต่ยังมีความน่าสนใจอื่นใดซ่อนอยู่ภายในนั้น มาค้นหาร่วมกันสำหรับหูฟังในสไตล์ล้ำๆ เช่นนี้

 

Specification

Headset

  • Frequency range: 20Hz – 20KHz
  • Impedance: 32Ω
  • Sensitivity: 115dB@1kHz 1mW
  • Rate input power: 30mW

Microphone

  • Sensitivity: -52dB ±3dB
  • OmnidirectionalDirectivity:
  • S/N: ≥60dB
  • Impedance: ≤2.2Ω

Package

  • 1.3m Talk cable for gaming
  • 1.3m Talk cable for cellphone
  • 1.5m PC adaptor cable

 

รูปลักษณ์และฟังก์ชั่น

หน้ากล่องของ XANOVA OCALA XH200 ยังคงเป็นสไตล์ดั้งเดิมที่ใช้ในหลายๆ รุ่น ด้วยโทนกล่องสีดำ คาดด้วยสีน้ำเงินเข้มและมีแนวเส้นสีเงิน พร้อมภาพกราฟิกของหูฟังโดดเด่น

ด้านหลังมาพร้อมรายละเอียดคุณสมบัติบางส่วนของหูฟัง และฟีเจอร์พิเศษที่เจาะจงมาในภาพอย่างชัดเจน

เมื่อแกะกล่องออกมา จะเห็นตัวหูฟัง สายเคเบิลพร้อมไมค์สำหรับพีซี และสายสำหรับใช้ร่วมกับโมบายมาด้วย

ชุดควบคุมสำหรับเปิด-ปิดเสียง และไมโครโฟน สำหรับใช้งานร่วมกับพีซีและโมบาย ซึ่งมีมาให้ทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

หัวต่อแจ๊ค 2.5mm ในการต่อสายหลักเข้าหูฟัง ซ้าย-ขวา และอีกด้านหนึ่งเป็นแบบ 3.5mm สำหรับต่อเข้ากับพีซี โน้ตบุ๊กและมือถือ

สายต่อของ หูฟัง XANOVA จะเป็นแบบหุ้มยางขนาดเล็กมาก อาจจะต้องหาวิธีในการจัดเก็บ เพื่อให้นำมาใช้ได้สะดวกมากขึ้น โดยสายที่ใช้กับพีซี จะมีก้านไมค์แบบยาว เพื่อยื่นมารับเสียงได้อย่างชัดเจน ซึ่งเท่าที่ลองก็สามารถทอนเสียงรอบข้างได้ดีในระดับหนึ่ง เหมาะกับการเล่นเกม ไม่ต้องตะโกนดังนัก

ส่วนที่เป็นครอบศีรษะเป็นก้านพลาสติกที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถกางออกได้เกินระยะของใบหู ซึ่งหมายถึงคนที่ศีรษะใหญ่ก็พอใส่ได้ แต่ต้องปรับระดับของหูฟังให้พอดี

ก้านหูฟังมีความยืดหยุ่นสูง มาในโทนสีเงิน และยังปรับเลื่อนไป-มา เพื่อให้เหมาะกับสรีระของแต่ละบุคคล ที่สำคัญในชิ้นส่วนนี้มีอะไรมากกว่าที่เห็น

ใช่แล้วครับ ไม่เพียงแค่เลื่อนไปมา แต่ยังถอดออกมา เพื่อง่ายต่อการจัดเก็บแล้วเคลื่อนย้าย ใครที่ใช้อย่าไปคิดว่าทำหลุดหรือเสียนะครับ

ถอดออกมาแบบนี้ แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ได้ แถมยังยึดแน่นกว่าที่คิดอีกด้วย นับว่าเป็นการออกแบบที่สร้างความแตกต่างกับรุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดเลยทีเดียว

ในส่วนของ Earcup หรือ Earmuff ที่หลายๆ คนเรียก เป็นแบบเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยผ้าที่ดูหนา และใส่ลวดลาย เพื่อช่วยในการระบายอากาศ แม้ว่าจะเป็นหูฟังระบบปิด แต่ยังคงมีช่องเล็กๆ ด้านหลัง เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดมากเกินไป

เมื่อจะใช้งานก็เพียงเสียบแจ๊คที่อยู่บนสายเข้ากับหูฟังทั้ง 2 ด้าน โดยปลายสายจะบอกว่าเป็น Left หรือ Right ไม่ต้องกลัวงง ใช้ง่ายกว่าที่คิด

ใครที่ศีรษะใหญ่ กางขนาดนี้ก็ยังรับไหวนะ แต่ต้องปรับระดับความสูงต่ำของ Earcup ให้เข้ากับใบหูของคุณเอง

ความนุ่มสบายของ Earcup ให้ 9 เต็ม 10 ในฐานะของคนที่ชอบหูฟังแบบผ้า แถมยังมากับเมมโมรีโฟม ที่แสนจะนุ่มนวล ใช้เล่น PUBG ต่อเนื่องบอกเลย Kill ไปยาวๆ สบายๆ

ในจุดที่สัมผัสกับศีรษะ เป็นฟองน้ำนิ่มๆ รองรับอยู่ เนื่องจากน้ำหนักหูฟังไม่มาก เลยไม่มีผลต่อการใช้งานมากนัก แต่ก็ช่วยให้ใส่สบายมากขึ้น

มาดูมุมหล่อๆ ของ หูฟัง XANOVA กันบ้าง ด้วยความเป็นหูฟังขนาดกลาง ไม่ได้ใหญ่แบบ Full size แต่ก็ครอบใบหูได้พอดีๆ สำหรับสรีระผู้ใช้ในบ้านเรา

ก้านไมโครโฟนขนาดเล็ก แต่ปรับม้วนได้ตามใจชอบ ถือว่าเป็นข้อดี สำหรับคนที่ไม่ชอบความเทอะทะ และยังถอดเก็บได้อีกด้วย อยากจะบอกว่าเป็นหูฟังที่ถอดได้เกือบทุกชิ้นเลย

เมื่อสวมใส่จะเห็นได้ว่าดูแล้วลงตัว ดูแปลกตาไปอีกแบบ หูฟังจะมีขนาดใหญ่เล็กน้อย ส่วนหนึ่งเพราะจุดที่เป็น Earcup มีความหนาพอสมควร

แม้ว่า หูฟัง XANOVA จะเป็นหูฟังที่ถอดใส่แยกชิ้นส่วนได้ง่ายดายก็ตาม แต่ด้วยน้ำหนักที่เบา จึงให้ความกระชับและสวมใส่ได้สบายมากขึ้น

 

Conclusion

จะบอกว่า หูฟัง XANOVA OCALA XH200 จะเป็นหูฟังสำหรับเกมเมอร์พีซีอย่างเดียวก็ไม่เชิง ดูแล้วจะออกแนวสตรีท สำหรับฟังเพลงหรือเล่นเกมมือถือด้วยซ้ำไป เพราะด้วยฟังก์ชั่น จะเน้นไปที่การสวมสบายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่น้ำหนักเบา และครอบหูที่มีความนุ่มนวล ไม่ลงน้ำหนักมาเป็นภาระให้กับใบหู เมมโมรีโฟมมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง หุ้มด้วยผ้าที่มีลวดลายตาข่าย ช่วยในการระบายอากาศ ที่สำคัญคือถอดออกได้เกือบทุกชิ้น จึงสามารถพกพาได้ง่าย จะเป็นกระเป๋าเป้หรือถุงผ้าก็ตาม

ในแง่ของคุณภาพเสียงก็ถือว่าทำได้น่าประทับใจ ในแง่ของการใช้งานทั่วไป แม้เอฟเฟกต์จะไม่ได้หวือหวาโดดเด่น ตามสไตล์หูฟังเกมมิ่งพื้นฐาน แต่ก็ให้อารมณ์ในการเล่นได้อย่างจริงจัง เสียงกลางมาแน่น เสียงแหลมไม่เต็มที่นัก จึงเหมาะทั้งการเล่นเกมพีซีหรือเล่นเกมบนมือถือก็ยังได้ เสียงขับแข่งรถจัดมาเต็ม เสียงเครื่องยนต์ใน NFS ก็ให้ฟีลลิ่งในการขับได้ดี มาที่เกมแนวชูตติ้ง อย่าง PUBG, GTAV, Facry5 ก็ให้เสียงเอฟเฟกต์ต่างๆ รอบตัวได้พอสมควร ไม่ได้เน้นเรื่องของทิศทางมากนัก เช่นเดียวกับการเล่น Freefly หรือ ROV บนมือถือ ที่สนุกกว่าการเปิดฟังจากลำโพงไม่น้อยทีเดียว คงต้องบอกสนนราคาราวๆ พันปลายๆ ของ XANOVA OCALA รุ่นนี้ เมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นที่มีมาให้นั้น ถือว่าคุ้มค่า ถอดประกอบง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก เล่นเกมสนุก ราคาสบายกระเป๋า

 

จุดเด่น

  • ถอดชิ้นส่วนและสายต่างๆ ออกได้ง่าย
  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • ให้เสียงกลางเด่น เหมาะกับการเล่นเกม

ข้อสังเกต

  • การเลื่อนปรับระดับ ทำก่อนสวมจะง่ายกว่า
  • เสียงแหลมไม่ชัดมากนัก

ราคา: ประมาณ 1,890 บาท

ติดต่อ: XANOVA OCALA XH200

from:https://notebookspec.com/xanova-ocala-xh200-gaming-headset/473582/