คลังเก็บป้ายกำกับ: หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 สวมสบาย เล่น PUBG Warzone เสียงสะใจ

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 เป็นการกลับมาอีกครั้ง สำหรับหูฟังเกมมิ่งที่เป็นระดับตำนาน ด้วยยอดขายถล่มทะลาย ที่ครั้งนี้พลิกโฉมให้กลายมาเป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สาย ที่ยกระดับความเทพ พร้อมรองรับระบบเสียง 7.1 ซึ่งออกมาตอบโจทย์ให้กับคอเกมแนว FPS หรือแอ็คชั่นชูตติ้งโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การเล่นเกมสนุกขึ้น และมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการเล่น พร้อมทั้งเสียงที่คมชัดและสมจริง มาในสไตล์ของหูฟัง Cloud ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมและฮอตสุดๆ กับการถอดแบบพันธุกรรมอันโดดเด่นมานี้ จะทำให้คุณชื่นชอบเพียงใด ไปดูในรีวิวนี้กันได้เลยครับ

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless เป็นหูฟังที่ได้รับการสืบทอดความเป็นเกมมิ่งโดยตรง จากรุ่นพี่ที่สร้างความประทับใจให้กับเกมเมอร์ทั่วโลกมาแล้ว อย่าง Cloud และ Cloud II ด้วยคุณภาพเสียงที่เร้าใจ ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ และการสวมใส่ที่สบาย โดยที่ Cloud II Wireless นี้ ถูกจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงการมใส่ฟีเจอร์สำคัญ ให้รองรับการเล่นเกมและความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเป็นหูฟังแบบ Close cup ขนาดกลาง เหมาะกับศีรษะคนเอเซีย ปรับขยับได้เล็กน้อย ครอบหูฟังนุ่มนวล และมี ไดรเวอร์ขนาด 53mm ในแบบ Neodymium ให้คุณภาพเสียงที่ดี และที่สำคัญยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย เพื่อการใช้งานได้อย่างคล่องตัวนั่นเอง และแม้ว่าจะเป็นแบบไร้สาย มีแบตฯ ในตัว แต่น้ำหนักก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะอยู่ที่ประมาณ 300 กรัมเท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะใหญ่เทอะทะ และหนักจนไม่สบายศีรษะ

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • ครอบหู Earcup นุ่ม กันเสียงรบกวนได้ดี
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง เล่นเกมแนว Battle Royale สนุกขึ้น
  • ไมโครโฟนถอดได้ ปรับได้อิสระ
  • เชื่อมต่อแบบไร้สาย เคลื่อนไหวสะดวก

ข้อสังเกต

  • ดีไซน์มาบนพื้นฐาน Cloud รุ่นดั้งเดิม
  • หมุนครอบหูไม่ได้ คล้องคอไม่สะดวก

ราคา: ประมาณ 4,890 บาท

Specification

  • Driver: Dynamic, 53mm with neodymium magnets
  • Type: Circumaural, Closed back
  • Frequency response: 15Hz–20kHz
  • Impedance: 60 Ω
  • Sound pressure level: 104dBSPL/mW at 1kHz
  • T.H.D.: ≤ 1%
  • Weight: 300g
  • Weight with mic: 309g
  • Cable length and type: USB charge cable (0.5m)
  • Battery life2: 30 hours
  • Wireless Range3: 2.4 GHz
  • Up to: 20 meters
  • Element: Electret condenser microphone
  • Polar pattern: Bi-directional, Noise-cancelling
  • Frequency response: 50Hz-6.8kHz
  • Sensitivity: -20dBV (1V/Pa at 1kHz)

Unbox

หูฟังเกมมิ่ง

มาเริ่มต้นกันที่แพ็คเกจภายนอก ตัวกล่องเป็นสไตล์แบบใหม่ ในช่วงครึ่งปีหลังของ 2020 ที่ผ่านมา กับโทนสีขาว-แดง ที่ดูสะอาดตา หน้ากล่องมาพร้อมกราฟิกรูปหูฟัง ให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมกับฟีเจอร์พิเศษที่มีมาในรุ่นนี้ ที่เพิ่มเข้ามาให้เห็นก็คือ Wireless + 7.1 ซึ่งบ่งบอกคุณลักษณะได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นหูฟังไร้สาย และรองรับระบบเสียง 7.1 นั่นเอง

ส่วนด้านข้างกล่องก็จะเป็นรายละเอียดฟีเจอร์สำคัญบางส่วน ระบุเอาไว้ ซึ่งในแง่ของคนที่ชอบการดูข้อมูลข้างกล่อง ก็พอจะเอามาใช้ในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อเอามาเทียบกับกล่องของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud Alpha S จะเห็นได้ว่า แทบไม่ได้ต่างจากกันมากนัก เพราะเป็นโทนสีเดียวกัน แต่ Cloud II นั้นใส่โทนแดงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ปีนี้

หูฟังเกมมิ่ง

มาถึงการแกะกล่องกันบ้าง ด้านในของกล่องมาพร้อมกันกระแทกแบบใส ที่ช่วยเซฟตัวหูฟังให้ปลอดภัย รวมถึงชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบเสริม ซึ่งอยู่ในกล่องอย่างแน่นหนาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ไมโครโฟนหรือ USB Receiver ก็ตาม

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อแกะกันกระแทกที่เป็นพลาสติกใสออก จะมีของในกล่อง ประกอบด้วย หูฟัง Cloud II Wireless, Manual, USB Charge, USB receiver และ Microphone

หูฟังเกมมิ่ง

ตัวหูฟังแพ็คมาเป็นอย่างดี และมีพลาสติกปิดด้านข้าง ป้องกันไม่ให้เป็นรอย ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เรียกว่าประมาณฝ่ามือเท่านั้น

ไมโครโฟนเป็นแบบถอดได้ Detachable และยังปรับรูปทรงให้เข้ากับปากของผู้ใช้ ตรงปลายดีไซน์มาเป็นอย่างดี

หูฟังเกมมิ่ง

และของที่มีมาให้ในกล่องก็คือ คู่มือที่เป็นแผ่นกระดาษ บอกรายละเอียดการใช้งานและฟังก์ชั่นบนหูฟังมาครบถ้วน ด้านล่างเป็นตัว USB สำหรับรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย และสุดท้ายคือ สายชาร์จไฟให้กับหูฟัง โดยเป็นแบบ USB Type-A to Type-C

Design

หูฟังเกมมิ่ง

มาว่ากันที่หน้าตาและการออกแบบหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้กันก่อน เรื่องของดีไซน์เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจาก Cloud รุ่นแรกๆ เลยทีเดียว มีปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หูฟังเกมมิ่ง
หูฟังเกมมิ่ง

บอดี้หลักมาในโทนสีดำ ตัดด้วยสีแดงบริเวณก้านหูฟัง และโลโก้ HyperX ซึ่งตัดกันได้ลงตัวทีเดียว แต่ถ้าใครเป็นแฟนหูฟังเกมมิ่ง HyperX มาก่อน ก็อาจจะรู้สึกค่อนข้างคลาสสิก เพราะทั้งรูปลักษณ์และสีสัน มาในแบบดั้งเดิม

หูฟังเกมมิ่ง

ครอบศีรษะด้านบนก็เช่นกัน มาในโทนสีดำ ตัดด้วยเส้นสายสีแดง คล้ายกับเดินด้ายแดงในเบาะรถสปอร์ต พร้อมโลโก้ HyperX ที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง

หูฟังเกมมิ่ง

ปรับระยะได้ถึง 7 สเตปด้วยกัน พอให้ใช้งานร่วมกับศีรษะในขนาดต่างๆ ได้สะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

โครงสร้างของคาดศีรษะเป็นอะลูมิเนียมมีความยืดหยุ่น ทำให้ภาพรวมของหูฟังมีน้ำหนักเบาลง และรองรับการปรับเลื่อนให้เข้ากับศีรษะผู้ใช้ ส่วนตัวจะติดอยู่นิดหน่อย ตรงสายที่ยื่นออกมาจากตัวหูฟัง ทำให้ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

HyperX Cloud II Wireless 001

การปรับเลื่อน ทำได้ประมาณ 7-9 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน จะเห็นความต่างได้จากภาพ ซ้ายจะเป็นแบบปกติ ส่วนทางขวา จะเป็นการปรับเลื่อนมาสุด ซึ่งทำให้รองรับศีรษะที่มีขนาดใหญ่ได้สบาย

หูฟังเกมมิ่ง

มาดูที่เรื่องของน้ำหนักกันบ้าง ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่นัก เรียกว่าเป็น Close cup ระดับกลาง ทำให้เข้ากับหูของผู้ใช้ได้ดีทีเดียว และน้ำหนักเพียง 300 กรัม โดยประมาณ จึงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดในการใช้ หรือการคล้องคอ เมื่อพักการเล่นในช่วงวัน ด้วยการที่เป็นหูฟังไร้สาย จึงพกพาได้สะดวกมากขึ้น

จะติดเล็กน้อยตรงที่ครอบหูฟังนั้น ไม่สามารถหมุน 90 องศาได้ ทำให้เมื่อคล้องคอ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเกะกะเล็กน้อย เพราะจะค้ำคออยู่บ้างนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง
HyperX Cloud Wireless detail

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ในแบบนีโอดายเมียม ซึ่งเป็นแบบแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง เพื่อให้คุณภาพของเสียงที่ดี และลดความผิดเพี้ยนได้ดี มาด้านใน ซึ่งมีส่วนทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น หุ้มไว้ด้วยผ้าที่อยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง

หูฟังเกมมิ่ง

แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หูฟังเกมมิ่ง และทำให้เกมเมอร์ชื่นชอบในแบรนด์ HyperX นี้ก็คือ ครอบหูฟังที่มีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย ด้วยเมมโมรีโฟมที่หนา หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง นอกจากจะให้ความนุ่มสบายหูแล้ว ยังลดเสียงรบกวนได้ดีทีเดียว น่าจะถูกใจคนที่ชอบเล่นเกมเป็นเวลานานๆ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า วัสดุค่อนข้างพรีเมียม แต่บางคนก็อาจจะชอบความเป็นผ้าที่หุ้ม เพราะเน้นการระบายอากาศ แต่แจ้งไว้ก่อนว่า ไม่มีที่หุ้มสำรองมาให้นะครับ

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนไมโครโฟนนั้น มีการปรับรูปแบบให้ดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเป็นแบบ Bi-Direction หรือรับเสียงจากทางเดียว ลดเสียงรบกวนภายนอกได้ดี รวมถึงยังเป็นแบบ noise-cancelling รวมถึงถอดสายได้ ปรับพับงอ ให้เข้ากับสรีระของแต่ละบุคคลได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนในเรื่องของระยะการทำงาน และการเชื่อมต่อของหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้ ระยะการทำงานอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร เดินข้ามห้องไปประมาณ 2 ห้องยังพอได้ หรือลงไปหาน้ำหาข้าวทานในครัวไม่ไกลมา ก็พอได้ ใช้งานร่วมกับ WiFi 2.4GHz สามารถเชื่อมต่อได้นาน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ เรียกว่าใช้งานและสแตนบาย ได้ทั้งวัน

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังจะมีช่องมาให้ 2 จุดด้วยกันคือ ด้านบนจะเป็น USB-C ที่ใช้สำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟัง และด้านล่างลงมาจะเป็นช่องต่อกับไมโครโฟน ที่ถอดใส่ได้ เพื่อความสะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้บนตัวหูฟัง ยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยให้คุณใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มปรับระดับเสียง ใช้เป็นการเลื่อนหมุนไปมา โดยจะอยู่บนหูฟังทางด้านขวา

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนทางด้านซ้าย จะประกอบด้วยปุ่มเพาเวอร์ เปิด-ปิดการใช้งาน และเปิด-ปิดการทำงานของไมโครโฟน

หูฟังเกมมิ่ง

Setup

หูฟังเกมมิ่ง

การติดตั้งและใช้งาน หูฟังเกมมิ่ง HyperX นี้ค่อนข้างจะง่ายดาย เริ่มต้นนำ USB Receiver ที่มีมาให้ในกล่อง ไปต่อเข้าพอร์ต USB บนพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค หากเป็น Windows 10 เมื่อระบบตรวจพบ และจัดการไดรเวอร์พื้นฐานให้อัตโนมัติ ก็สามารถกดปุ่มเพาเวอร์ที่หูฟัง ก็พร้อมสำหรับการใช้งานได้แล้ว

Software

หูฟังเกมมิ่ง

ในการเริ่มต้นใช้งาน หากต้องการความสะดวกในการจัดการและปรับแต่งฟังก์ชั่นบน Cloud II Wireless รุ่นนี้ สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY มาใช้งานได้

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อติดตั้งโปรแกรม NGENUITY เรียบร้อยแล้ว ระบบจะตรวจเช็คบรรดาอุปกรณ์ของ HyperX ที่เชื่อมต่ออยู่ และเปิดฟังก์ชั่นให้กับผู้ใช้ได้ปรับแต่งตามสะดวก

เช่นเดียวกับตัวอย่างนี้ ซอฟต์แวร์ตรวจพบทั้งเมาส์ และหูฟังเกมมิ่ง ในส่วนของหูฟัง เมื่อเราคลิ๊กไปที่ Headset จะเห็นว่า มีฟังก์ชั่นในการใช้งานแสดงให้เราเห็น หลักๆ จะอยู่ที่ Volume, Microphone ซึ่งให้คุณได้ปรับระดับเสียงได้จากตรงนี้ และด้วยการสนับสนุนระบบเสียง 7.1 Surround sound ก็ให้คุณเลือกปรับระบบเสียงรอบทิศทางได้อีกด้วย รวมถึง MIC Monitoring ที่ให้คุณได้เลือกปรับไมค์เพื่อใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้แล้ว ทางด้านบนขวาของซอฟต์แวร์ ยังรายงานระดับแบตฯ ของหูฟังไว้ให้อีกด้วย ตรงนี้คุณสามารถกำหนดให้หูฟังปิดการทำงาน เมื่อหยุดใช้งานเป็นเวลาเท่าใด เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไปในตัว รวมถึงการตั้งค่า Preset ให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละรูปแบบ ง่ายๆ ก็คือ อาจตั้งเป็น Preset Game, Cinema หรือ Music ได้ถึง 3 Preset ด้วยกัน

ทดสอบใช้งานและคุณภาพเสียง

มาว่ากันที่การใช้งานกันก่อน ถ้าให้คะแนนเรื่องความสะดวก และการสวมใส่ที่สบาย ก็ต้องบอกว่า 9/10 เพราะใช้งานง่ายมากๆ เรียกว่ามือใหม่ ก็ยังทำเองได้ แค่เสียบตัวรับ-ส่งสัญญาณเข้ากับคอม และกดปุ่มเพาเวอร์ของหูฟังเท่านั้น ลืมเรื่องวุ่นวายของหูฟังไร้สายในอดีตไปได้เลย ส่วนความสบายก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล เพราะถึงจะเป็นเมมโมรีโฟมที่นุ่มนวล แต่วัสดุที่หุ้มเป็นแบบหนัง ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ชอบ แต่บางคนก็อาจจะสะดวกแบบที่เป็นผ้ามากกว่า เพราะระบายอากาศดี แต่ถ้าในเรื่องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ก็ต้องยกให้หนังแบบนี้เลยครับ ส่วนในเรื่องความยืดหยุ่น การปรับเลื่อน ปรับระดับต่างๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว ให้ความยืดหยุ่น สบายศีรษะเวลาสวม

มาถึงคุณภาพเสียงกันบ้าง เริ่มต้นกับการเล่นเกม Cloud II Wireless รุ่นนี้ ตอบโจทย์ได้ดี ในแง่ของสเตจเสียงที่กว้าง ให้รายละเอีดในการเล่นได้สนุก ไม่ว่าจะเป็นเสียงระหว่างการปะทะใน PUBG หรือเอฟเฟกต์ของระเบิด ไปจนถึงการถล่มฐานใน Battlefield V ที่มีเสียงกระสุนปืนและเปลวไฟได้ค่อนข้างชัด หรือจะเป็นเกม NFS ที่รีดเอาเสียงท่อกับการกดไนตรัสได้อย่างสะใจ ซึ่งหากคุณเป็นคอเกมแนวนี้ ก็น่าจะอิ่มเอมไปกับความมันส์ได้อย่างเต็มที่

HyperX Cloud Wireless 1

ส่วนถ้าเป็นการชมภาพยนตร์ เรื่องการเก็บรายละเอียดเสียงบนวีดีโอคุณภาพสูง หูฟังเกมมิ่ง รุ่นนี้ก็จัดจ้านไม่น้อย ตัวอย่างในหนัง Thor Ragnarok ฉากที่ Hulk โดนธอร์ซัดกระเด็นกระดอนในสนามสู้ ก็มาได้ทุกเม็ด ตั้งแต่เสียงโลหะกระแทก ไปจนถึงปูนที่แตกกระจาย ก็จัดว่าทำได้ดีเอาใจคอบันเทิงได้ แม้ว่าเสียงกลางกับเบสจะไม่ได้แน่นนัก แต่ก็มีส่วนอื่นๆ ที่โดดเด่นนำหน้ามาให้อย่างลงตัว

และสิ่งที่หลายคนน่าจะชื่นชอบก็คือ การฟังเพลง ในกลุ่มของคนที่ชอบความสดใสในดนตรีแจ๊ส ค่อนข้างจะไปได้ดี เช่นเดียวกับในแนวคลาสสิคก็ดูหรูหรา ส่วนในแง่ของ Rock หรือ Heavy ก็พอไปได้ แต่อาจจะไม่ได้ตุบๆ ตึ้มๆ ไปแบบหูฟังแนวดนตรีเท่านั้นเอง

Conclusion

HyperX Cloud II Wireless 59

มาที่ภาพรวมของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ คงจะเป็นการย้ำเตือนคุณภาพระดับตำนานของ Cloud Headset ให้ชัดเจนอีกครั้ง ราคาแนะนำของหูฟังรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 4,890 บาท แม้ว่าอาจจะดูสูงเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดเวลานี้ นับว่าราคาค่อนข้างดีเลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อลองดูฟีเจอร์และลูกเล่นที่จัดมาให้ ก็น่าจะขาดแค่เรื่องของแสงไฟ RGB เท่านั้น แต่อย่างอื่นนั้น ถือว่าให้มาได้อย่างคุ้มค่า เหนือกว่าหูฟังหลายรุ่นในระดับราคาเดียวกันอีกด้วย โดยหูฟังรุ่นนี้ เหมาะกับคนที่ชอบความสนุกสนานในการเล่นเกมเป็นหลัก และยังรักความบันเทิงในการดูหนัง ตามมาติดๆ ด้วยการฟังเพลง เพราะในหลายๆ ครั้ง หูฟังแสดงความเป็นตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างน่าสนใจ

วัสดุและการสวมใส่ HyperX ก็ยังเอาใจคอเกมที่เล่นเกมเป็นเวลานานๆ เพราะสวมใส่สบาย มีความนุ่มนวล และน้ำหนักที่เบา ก็ทำให้ใส่ได้ยาวนาน ไม่อึดอัดจนเกินไป ปรับฟังก์ชั่นบนหูฟังได้ ก็ช่วยอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี ระบบเสียง 7.1 ที่ปรับได้จากซอฟต์แวร์ ก็ช่วยให้การเล่นเกมหรือดูหนังมีอรรถรสมากขึ้น เช่นเดียวกับการทดสอบ ก็ดูเหมือนจะใช้ได้ยาวนาน เรียกว่าเล่นเกม สลับดูหนัง และสแตนบายได้เป็นวัน ยังไม่หมดง่ายๆ ส่วนที่จะดูติดนิดหน่อยก็อย่างที่บอกไว้คือ ไม่สามารถหมุนหรือ Flip หูฟังได้ 90 องศา การคล้องคอก็เลยไม่สะดวกนัก แต่ก็พอแก้ได้ด้วยการเลื่อนระยะของครอบศีรษะให้ยืดออก ก็ช่วยให้ไม่ค้ำเกินไปนัก ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าเสียงที่ได้นั้น คุณจะชื่นชอบมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

from:https://notebookspec.com/web/582842-gaming-headset-hyperx-cloud-ii-wireless

หูฟังเกมมิ่ง 7 รุ่นน่าใช้ ไม่เกิน 2,900 บาท เสียงจัดจ้าน ใส่สบาย ฟังก์ชั่นครบปี 2020

หากคุณเป็นคอเกมตัวจริง หูฟังเกมมิ่ง ก็น่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีติดตัว เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของเสียงและความสะใจเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณอิ่มเอมไปกับเกม และเพิ่มความแม่นยำได้มากขึ้น เพราะคุณจะสามารถสัมผัสกับบรรยากาศในเกมได้นอกเหนือจากเรื่องของภาพที่คุณมองในหน้าจอแสดงผล และในช่วงปลายปีเช่นนี้ หูฟังหลายรุ่นก็ลดราคาเป็นพิเศษ และเกมก็ออกใหม่มากมาย หากคุณคิดจะซื้อหูฟังใหม่ วันนี้เราคัดมาเป็นพิเศษให้ 7 รุ่น ราคาไม่เกิน 2,900 บาท แต่ได้ฟีเจอร์แน่น เสียงจัดจ้านมาแนะนำกันในช่วงปลายปี 2020 นี้

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่ง 7 รุ่นน่าใช้ในงบ 2,900 บาท

SteelSeries Arctis 5 RGB 7.1 DTS

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเล่นเกมไซส์กลางๆ เน้นสวมสบาย เสียงคุณภาพดี 7.1-channel และมีแสงสีสวยงาม คุณสมบัติเด่นน้ำหนักค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกันรุ่นต่อรุ่น ครอบศีรษะมีความยืดหยุ่น สวมแล้วไม่รู้สึกรำคาญ และไม่บีบรัดจนเกินไป ปรับครอบหูฟังได้ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน หูฟังเป็นแบบผ้า ระบายอากาศได้สบาย เหมาะกับคนที่ไม่ชื่นชอบแบบหนังสังเคราะห์ ฟังก์ชั่นจัดมาให้ในตัวหูฟัง เช่น ไมโครโฟน เป็นแบบดึงออกและดันเข้าเก็บเมื่อไม่ใช้งาน ไมค์เป็นแบบไดนามิคให้เสียงคมชัด ได้การรองรับ Discord-certified และฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มีพอร์ตต่อ USB สำหรับการเชื่อมต่อ โมดูล Sound มาด้วย

ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 40mm มาตรฐาน สเตจเสียงค่อนข้างกว้าง มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง DTS ให้ความสมจริงมากขึ้น ส่วนสายต่อยังเป็นแบบท่อยาง ความยาวประมาณ 3 เมตร ถอดออกได้ จุดน่าสนใจอยู่ที่แสงไฟ RGB รอบๆ Ear cup ที่ปรับแต่งได้ ให้ความโดดเด่นสวยงาม เอาใจคอเกมที่ชอบทั้งเสียงคุณภาพ เพิ่มความเร้าใจในเกม และแสงสีที่ดูสะดุดตา ราคาถูกกว่า Arctis 7 รุ่นพี่พอสมควร แต่ได้ฟีเจอร์ที่ใกล้เคียงกัน สนนราคาเคาะที่ 2,890 บาทโดยประมาณ

ข้อมูลเพิ่มเติม: SteelSeries

HyperX Cloud Alpha

หูฟังเกมมิ่ง

ต้องเรียกว่าเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมจากค่าย HyperX ที่ออกแบบและจัดวางฟังก์ชั่นมาสำหรับคอเกมได้เป็นอย่างดี แม้ว่าดีไซน์จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก แต่งานยังคงปราณีต โดยเป็นหูฟังแบบ Close back ที่ครอบหูแบบเต็มใบ โคงสร้างอะลูมิเนียมแข็งแรง ตั้งแต่ครอบศีรษะ ที่สวมใส่สบาย ปรับเลื่อนได้หลายระดับ น้ำหนักมากนิดหน่อย แต่ให้ความกระชับ ไม่รู้สึกอึดอัด ด้วยครอบหูเป็นแบบเมมโมรีโฟม ที่เป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ มีหนังสังเคราะห์ครอบ โทนสีดำตัดด้วยเส้นสายสีแดง ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้น

ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ในแบบ Dual chamber เน้นเส้นหนักแน่น ให้โทนเสียงกลางในเกมได้สะใจ พร้อมเก็บรายละเอียดเสียงรอบตัวได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้เป็น Virtual 7.1 มาด้วย สายต่อสามารถปรับเพิ่มลดเสียงได้ในตัว และไมโครโฟนที่ถอดออกได้ ให้การสื่อการที่คมชัด สนทนาได้ดี มีการตัดเสียงรบกวน เหมาะกับแนวเกมทั้ง Action, Racing และ RTS รวมถึงความบันเทิงในด้านต่างๆ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

Corsair HS60 PRO SURROUND

หูฟังเกมมิ่ง

ต้องเรียกว่าเป็นหูฟังเกมมิ่งที่ดูดีไซน์เรียบง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหรูหราในบางมุม ในสไตล์ครอบหูเต็มใบ แต่มีขนาดที่บางและกระทัดรัด ไม่เทอะทะ ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ขยับปรับเลื่อนได้พอสมควร สำหรับครอบหูฟังและที่วางศีรษะ ทำให้เหมาะกับผู้ใช้ในลักษณะต่างๆ โทนสีดำตลาดทั้งบอดี้ พร้อมกับการเดินเส้นสีขาว เพื่อให้ดูนุ่มนวลมากขึ้น จะค่อนข้างต่างจากหูฟังหลายรุ่นที่ไม่เน้นโทนสีจัด ก็จะมาพร้อมไฟ RGB

ส่วนวัสดุที่สัมผัสกับผู้ใช้ จะเป็นแบบหนังสังเคราะห์สวมแล้วรู้สึกสบาย ครอบหูเป็นเมมโมรีโฟม ใส่แล้วกระชับ ลดเสียงภายนอก นุ่มนวล มาพร้อมไดรเวอร์นีโอดายเมียม 50mm และระบบเสียง 7.1-channel ให้การจำลองเสียงรอบข้างในเกมได้ดี ไมโครโฟนเป็นแบบถอดออกได้ ลดเสียงรบกวนจากภายนอก เพื่อความชัดสดใสในการสื่อสาร รองรับการใช้งานได้ทั้ง PC, PS4, Xbox และ Switch กับสายต่อที่ยาว 1.8 เมตร และยังปรับแต่งเสียงผ่านซอฟต์แวร์ได้อีกด้วย ราคาประมาณ 2,590 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม: Corsair

Razer Kraken Multi-Platform

เป็นหูฟังเกมมิ่งยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งในระดับราคานี้ เพราะราคาลดราคาหล่นลงมา ให้คนที่งบประมาณ 2 พันกว่าบาท สามารถคว้ามาเล่นได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับฟีเจอร์และการออกแบบที่ได้มานั้น ถือว่าคุ้มค่าน่าสนใจ เริ่มจากสีสันที่มีให้เลือกหลากสีทั้งสีดำและเขียวสดใส อันเป็นเอกลัษณ์ของค่าย ขาว และชมพู ครอบศีรษะขนาดใหญ่ นุ่มนวลด้วยฟองน้ำ ครอบด้วยตาข่ายเล็กๆ ให้สวมได้สบาย ด้วยโครงอะลูมิเนียม ปรับระดับให้เข้ากับศีรษะแต่ละขนาดได้

ครอบหูแบบเต็มใบ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ด้วยการออกแบบเป็น 3 ชั้นคือ นอกจากมีเมมโมรีโฟม ที่นุ่มนวล ใส่สบายหูแล้ว ยังมีชั้นเจล ที่เพิ่มความเย็นให้เกมเมอร์เล่นได้นานขึ้น ไม่เกิดความร้อนสะสม เมื่อใช้งานไปนานๆ ครอบปิดด้วยหนังสังเคราะห์อีกชั้นหนึ่ง ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm และสเตจเสียงที่กว้าง เหมาะกับการใช้งานในโอกาสต่างๆ ได้ดี ไมโครโฟนเป็นแบบซ่อนไว้ภายในได้ พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน สายต่อหูฟังยาว 1.3 เมตร นอกจากนี้ยังปรับรูปแบบของเสียงได้ตามต้องการผ่านทางซอฟต์แวร์ได้อีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ราว 2,500 บาทเท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติม: RAZER

Tt SHOCK 3D 7.1

หูฟังเกมมิ่ง

น่าจะเป็นหูฟังเล่นเกมที่ถูกใจชาว eSport ที่ชอบความล้ำๆ กับหูฟังจากค่ายเกมมิ่งพันธุ์แท้ เพื่อคอเกมทุกระดับ ที่มาพร้อมกับระบบเสียง 3D 7.1 Virtual ที่ไม่ธรรมดา และดีไซน์ที่ดูเอาใจเกมเมอร์กันสุดๆ ครอบหูเต็มใบที่เป็นแบบ Close-cup จุดเด่นที่การปรับหมุนได้ 90 องศา เพื่อคล้องคอได้ไม่เกะกะ โครงสร้างอะลูมิเนียม พร้อมฟองน้ำที่นุ่มนวลวางบนศีรษะได้สบายๆ กระจายน้ำหนักได้ดี ครอบหูออกแบบให้ดูล้ำสมัย ภายนอกเป็นทรงเหลี่ยม สีดำตัดด้วยเส้นสายสีแดงให้ดูดุดัน และมีอลูมิเนียมครอบอีกชั้นเพื่อความทันสมัย และด้านนอกของ Ear-cup ยังมาพร้อมโลโก้ มังกรสีแดง และมีไฟ LED สว่างขึ้น ตอบสนองทั้งในช่วงที่เล่นเกม ดูหนังหรือฟังเพลง

ไมโครโฟนเป็นแบบหลายทิศทาง ทำให้การสื่อสารรับเสียงได้กว้างขึ้น แม้จะอยู่ห่างปากก็ตาม พร้อมกับการตัดเสียงรบกวน สามารถปรับพับเก็บได้ โดยไม่ต้องถอดออก ซึ่งระบบจะตัดการสนทนาหรือ Mute ทันทีเมื่อยกไมค์ขึ้น จุดที่น่าสนใจคือ 4 EQ settings+ ที่เป็นฟีเจอร์ช่วยให้ผู้ใช้เก็บรายละเอียดของเสียงได้ดีขึ้น รองรับการตั้งค่า EQ ได้ถึง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม MMORPG, RTS หรือ FPS ก็ตาม โดยปรับเปลี่ยนได้จากปุ่มสีแดงบน Ear-cup รวมถึงการปรับเสียงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมต่างๆ กันได้อีกด้วย ถือเป็นข้อดีที่อยู่บนหูฟังรุ่นนี้ ราคาประมาณ 2,590 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม: Tt

Cooler Master MH752

หูฟังเกมมิ่ง

แม้จะเป็นหูฟังที่ออกมาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ในเรื่องของฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ ไม่ได้เป็นรองใคร ด้วยรูปลักษณ์ ที่อาจจะดูเรียบง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยการใช้งานที่เหมาะสมกับราคา กับตัวบอดี้ที่เป็นสีดำตลอดทั้งหมด ครอบศีรษะปรับเลื่อนได้ค่อนข้างมาก และมีที่รองเป็นฟองน้ำหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเมื่อสัมผัส และกระจายแรงได้ดี ไม่เกะกะ ครอบหูฟังมาพร้อมเมมโมรีโฟม ที่ให้ความนุ่มนวล เอาใจเกมเมอร์ที่ต้องการเล่นเป็นเวลานานๆ ไม่ปวดหู เพราะครอบได้เต็มใบหู คู่มากับไดรเวอร์ 40mm ในแบบนีโอดายเมียม เพื่อคุณภาพเสียงที่มั่นใจได้ ในเรื่องของการเก็บรายละเอียดเสียงต่างๆ ภายในเกม ตอบโจทย์เกมเมอร์สไตล์แอ็คชั่น และ RTS ที่เน้นวางแผน รองรับระบบเสียง 7.1 surround จัดเต็ม เพื่อคอเกมในแบบมัลติเพลย์เยอร์

สำหรับไมโครโฟน ก็ให้เกมเมอร์ที่ชอบแนว Battle Royale เล่นกันเป็นทีม มีการวางแผนได้พูดคุยกัน ด้วยเสียงที่คมชัด กับไมโครโฟนที่ลดเสียงรบกวนจากรอบข้างได้ กับเสียงที่ชัดเจน สามารถถอดออกได้ กรณีที่ไม่ได้ใช้งาน พร้อมตัวควบคุมเสียง ที่มีมาให้บนสายสัญญาณรุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเพิ่ม-ลดเสียง ปิดเสียงสนทนาหรือจะเป็นการปรับสู่โหมด 7.1-channel มาพร้อมสายที่ยาว 1.5 เมตร ราคารุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 2,490 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม: Cooler Master

Sennheiser GSP 300

หูฟังเกมมิ่ง

สายพันธุ์หูฟังเกมมิ่งระดับสตูดิโอ ที่มาโลดแล่นให้กับคอเกมได้ชื่นชมกัน ในรุ่น GSP 300 นี้ ก็ถือว่าเป็นเรือธงอีกรุ่นหนึ่งจากค่ายนี้ กับดีไซน์ที่ดูล้ำๆ ไม่ซ้ำแบบใคร ซึ่งตอนนี้ต้องถือเป็นร่นเด่นราคาดรอป ด้วยหน้าตาที่ดูทันสมัย โครงสร้างด้านนอกที่่ค่อนข้างแข็งแรง ผสมผสานกันระหว่างอะลูมิเนียมและพลาสติก มาในโทนสีดำ ตัดด้วยฟองน้ำด้านในที่ใช้วางบนศีรษะกับสีฟ้าที่ตัดกันอย่างลงตัว มีความหนาเป็นพิเศษ เพื่อให้วางบนศีรษะได้สบาย ไม่เกะกะรำคาญ นอกจากนี้ยังทำเป็น 2 ก้านคู่ เพื่อกระจายน้ำหนัก และระบายอากาศได้ดีไปในตัว ครอบหูฟังแบบ Close-cup มาพร้อมเมมโมรีโฟม ที่นุ่มนวล ให้ความกระชับ และหุ้มด้วยวัสดุแบบหนังสังเคราะห์ตามแบบนิยม ที่สวมใส่สบาย ไม่รำคาญใบหู สามารถปรับระดับได้เล็กน้อย ตามความเหมาะสม

หูฟังนี้ ให้สายยาวมาถึง 2 เมตรด้วยกัน ลากจากหลังเคสได้สบาย ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนได้ดี เพื่อการสื่อสารกับทีมภายในเกมได้อย่างชัดเจน ปรับเลื่อนขึ้นลงได้ แต่ไม่ได้เป็นแบบถอด คุณภาพเสียงตอบโจทย์การใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเล่นเกมที่เน้นเสียงกลางทุ้ม เอฟเฟกต์มาเต็ม เสียงแหลมชัด และสเตจเสียงที่กว้าง คุณสมบัติดูไม่ได้เป็นรองคู่แข่ง แม้จะเป็นโมเดลที่ออกมานานพอสมควรแล้ว แม้จะไม่ได้เน้นที่ฟีเจอร์ล้ำๆ แต่เรื่องคุณภาพเสียงยังคงวางใจได้ อย่างไรก็ดี ค่อนข้างหาได้ยากแล้วในตลาด เพราะลดราคาจาก 3 พันกว่าบาท เหลือแค่ประมาณ 2,490 บาทเท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติม: Sennheiser

from:https://notebookspec.com/web/552943-7-gaming-headset-price-2900

รีวิว RAZER BLACKSHARK V2 PRO พี่ใหญ่ไร้สาย หูฟังเกมมิ่ง ดูหนัง ฟังเพลง ระบบเสียง THX Spatial เทคโนโลยีสูงเต็มลำ

RAZER BLACKSHARK V2 PRO นับเป็นพี่ใหญ่ของ V2 Series ด้วยการเชื่อมต่อพลังเสียงไร้สาย และรองรับแบบเสียบสาย พร้อมระบบเสียง THX Spatial ในตัว สมบูรณ์แบบมากสำหรับใช้ในการเล่นเกม ดูหนัง และฟังเพลงด้วยครับ

จากที่ลองใช้ RAZER BLACKSHARK V2 PRO ต้องบอกเลยว่าเป็นหูฟังที่ความสามารถเยอะมาก จากสามองค์ประกอบร่วมกัน นั้นคือตัวหูฟังเองที่เป็นเรือธงคุณภาพสูง บวกกับซอฟแวร์ Razer Synapse 3 ซึ่งเป็นตัวใหม่ที่เข้ามาปรับแต่งตัวหูฟังและไมค์ของตัวหูฟังได้ละเอียดมากๆ และสุดท้ายคือระบบเสียง THX Spatial ที่เป็นระบบเสียงที่อัพเกรดขึ้นไปจากเซอร์ราวด์ 7.1 ซึ่่งรองรับการทำงานร่วมกันกับเกมระดับ AAA ชื่อดังมากมายเลยครับ จูนมาเป็นพิเศษจนมีความได้เปรียบ ยกตัวอย่างเช่นลดระดับของเสียงระเบิดแต่เด่นชัดในเสียงการเคลื่อนไหวของศัตรู งานนี้ผู้ผลิตเกมออกมาการันตีเลย ว่าแนวเสียงของมันเข้าทางผู้เล่นได้ดีจริงๆ ^^




คุณสมบัติของตัวหูฟัง RAZER BLACKSHARK V2 PRO

หูฟังที่ใช้ไดรเวอร์ Razer TriForce Titanium ขนาด 50 มม. ไดร์เวอร์พรีเมี่ยมเป็นตัวเดียวกับ Razer BlackShark V2 รุ่นก่อนซึ่งเป็นหูฟังที่คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วเพียบครับ แต่ตัวใหม่อัพเกรดขึ้้น ซับซ้อนขึ้น ด้วยการออกกแบบห้องลำโพงที่แยกสามย่านเสียง แหลม เบส และย่านความถี่กลาง แบบแยกแต่ละส่วน

ดีไซน์แป้นครอบหูแบบปิด ใช้ผ้าหุ้มที่ให้สัมผัสนุ่ม คล้ายหนัง แต่ทำด้วยผ้าจึงไม่อัพไม่เปื่อยรุ่ยง่ายๆ วัสดุนี้เรียกว่า ผ้าทอแบบ FlowKnit ภายในเป็นเมมโมรี่โฟมทั้งส่วนที่ครอบหูและรองศีรษะ ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีครับ

มีน้ำหนักเบา 320 กรัม โครงโลหะหยืดหยุ่น เสริมด้วยตัวครอบพลาสติกสีดำด้าน ดูมีความทนทาน ตัวหูฟังทั้งหมดของรุ่นนี้จะเป็นสีดำ Classic Black ทั้งหมดนะครับ


ใช้ไมค์รับเสียงที่ถอดออกได้ ขนาดไดอะเฟรม 9.9 มม เป็นไมโครโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด HyperClear Cardioid Microphone ตัวไมค์ออกแบบให้ด้านหลังเป็นช่องระบาย รับเสียงด้านหน้า ตัดเสียงด้านหลังและด้านข้าง เสียงพูดชัดมากๆ แถมเสียงหล่อเลยละ ^^ ตัดเสียงก็อย่างดีครับ มาตะโกนอยู่โต๊ะข้างๆ แทบไม่มีเล็ดรอดเข้ามา สื่อสารได้แม่นเป๊ะ  พร้อมปุ่มปิดไมค์แบบอนาล็อกบนตัวหูฟัง

สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สองทางนะครับ ผ่านแจ็คเสียง 3.5 มม. และผ่านตัวรับส่งสัญญาณไร้สาย 2.4GHz ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Razer HyperSpeed ​​Wireless Technology 2.4GHz รับส่งสัญญาณเสียงได้เร็ว ไม่หน่วงเลยครับ ภาพและเสียงมาตรงทั้งการดูหนังและการเล่นเกม รองรับการใช้งานได้กับ PC, Mac, PS4 และ Nintendo Switch


มีปุ่มหมุนปรับระดับเสียง และปุ่มพาวเวอร์ที่ใช้เปิดปิดหูฟังพร้อมใช้งานในการควบคุมการเล่นไฟล์มีเดียได้ กดหนึ่งครั้งเพื่อหยุดและเล่นต่อ กดสองครั้งเป็นการย้อนกลับ และกดสามครั้งเป็นการข้ามไปแทร็คถัดไป พร้อมพอร์ทชาร์จไฟแบบ Micro USB พร้อมไฟแสดงสถานะ

การใช้งานที่ทดสอบใช้ เราสามารถเปิดใช้งานในระบบไร้สายต่อเนื่องกันได้มากกว่า 20 ชั่วโมงเลยครับ แบตเตอรี่ค่อนข้างใช้พลังงานน้อยมากแม้จะเปิดระดับเสียงไว้เกินกว่าครึ่ง สวมใส่ค่อนข้างสบาย แรงบีบแน่นแนบหูแต่ตัวเมมโมรี่โฟมซับไว้ให้นุ่มนวล ใส่นานๆ ไม่ร้อนด้วยเพราะวัสดุไม่อัพครับ

เป็นหูฟังแบบปิดที่เสียงภายนอกไม่เล็ดรอดเข้ามา แทบจะปิดเสียงภายนอกสนิทเลยครับเวลาสวมใส่








อุปกรณ์ภายในกล่องมีมาให้พร้อมสรรพ ทั้งตัวหูฟัง, ไมโครโฟน HyperClear Cardiod, สายชาร์จ Micro USB, สายหูฟัง 3.5 มม. , และตัวรับสัญญาณ USB HyperSpeed ​​Wireless Technology 2.4GHz พร้อมถุงผ้าสำหรับเก็บหูฟังด้วย

ระบบเสียง THX Spatial Audio

THX Spatial เป็นเทคโนโลยเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา โดยในรุ่น Razer BlackShark V2 Pro เป็นชุดหูฟังที่ออกแบบระบบมาให้รองรับการใช้งานได้ทันทีที่ลงไดร์เวอรร์และเปิดใช้งานผ่านโปรแกรม Razer Synapse 3 มันเป็นระบบเสียงเซอร์ราวด์ที่พิเศษมากครับ เพราะเรากำหนดทิศทางได้เองและทดสอบผลได้แบบเรียลไทม์

เราสามารกำหนดระยะขอบเขตและทิศทางของเสียงทั้ง 8 แชนเนลของมันได้ เปิดปิดเทียบแนวเสียงตามที่เราต้องการ มีพรีเซ็ตออกแบบมาให้เหมาะทั้งการเล่น ดูหนัง และฟังเพลง โดยสามารถจับคู่โปรแกรมที่จะให้ตัวระบบเปิดพรีเซ็ตเสียงที่เข้ากันได้โดยอัตโนมัติ

เมื่อเชื่อมต่อหูฟังเข้ากับ PC ที่ลงไดร์เวอรร์เรียบร้อยแล้ว จะเห็นอุปกรณ์ใหม่สองตัวขึ้นมาครับ โดยจะเป็น Razer BlackShark V2 Pro และอุปกรณ์ THX Spatial Audio ถ้าต้องการเปิดฟังก์ชั่น THX ให้เลือกใช้โปรไฟล์อุปกรณ์ THX Spatial Audio เอาไว้ครับ

ซึ่งที่พิเศษของระบบเสียง THX Spatial ก็คือ ” Game Profile ” มันมีการออกแบบโฟรไฟล์เสียงที่เหมาะสมกับเกมชื่อดังเอาไว้เป็นพิเศษให้แล้วหลายเกม แค่ตรวจพบว่ามีการรเปิดเกมเหล่านั้น โปรไฟล์เสียงที่ THX ออกแบบไว้ก็จะเปิดการทำงานให้เราทันทีครับ

ตัวอย่างเกมที่รองรับ THX Spatial Audio with Game Profiles

  • Apex Legends
  • Destiny 2
  • Tom Clancy’s Rainbow Six Siege
  • Battlefield 1
  • Doom Eternal
  • Red Dead Redemption 2
  • Call Of Duty: Warzone
  • Final Fantasy: XIV
  • Resident Evil 2
  • Call of Duty: Black Ops
  • Half Life: Alyx
  • Sekiro: Shadows Die Twice
  • Call of Duty: Modern Warfare
  • Metro Exodus
  • Tom Clancy’s Division 2
  • CS:GO
  • Monster Hunter: World
  • Valorant
  • และอื่นๆ

THX Spatial Audio จากที่เปิดใช้งาน ยอดเยี่ยม ทิศทางชัดเจนครับ ด้วยเพราะมันทดสอบระบุตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ ทดสอบกับไฟล์ภาพยนตร์แบบ 7.1 ทิศทางเสียงรอบตัวกระจายเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ มันครับหูฟังตัวนี้กับระบบที่มีมาให้  ทั้งภาพยนตร์และเกม โดยเราสามารถเข้าถึงโปรไฟล์ที่ปรับแต่งได้เองด้วยนะครับ ถ้าต้องกาปรับให้เหมาะกับแนวเสียงโปรดกับเกมโปรดของเรา

โปรแกรม Razer Synapse 3 ทุกสิ่งเข้าถึงได้ด้วยโปรแกรมเดียว

Razer Synapse 3 เป็นโปรแกรมศูนย์รวมการจัดการอุปกรณ์ของ Razer ทั้งหมดในตัวเดียวครับ ครบวงจร ซึ่งผมจะบอกว่าใครที่ใช้หูฟังตัวนี้ (รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ของ Razer) ต้องติดตั้งไว้เท่านั้นครับ ห้ามพลาด เพราะความสามารถของอุปกรณ์เราจะอยู่ที่โปรแกรมตัวนี้แทบทั้งหมด

ในโปรแกรม  Razer Synapse 3 เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ที่ภายในมีการตั้งค่าเสียง THX Spatial Audio ให้เรากำหนดโปรแกรมและเกมต่างๆ ว่าเราต้องการใช้งานโหมดเสียงลักษณะใด รวมถึงเช็ครายชื่อเกมที่รองรับ THX Spatial Audio with Game Profiles ได้ด้วยในหน้า Mixer ครับ

การปรับแต่งเสียงที่อิสระมาก ในหน้า Enhancement ปรับแต่ง EQ ตามที่ต้องการได้ แต่ที่น่าสนใจคือ Bass Boost เพิ่มความหนักแน่นของเสียงย่านต่ำเพิ่มเติมได้

และการปรับแต่งเสียง Normalization สำหรับการลดเสียงที่อึกทึกเกินไปในระหว่างการเล่นเกม เช่นลดเสียงระเบิดลงในเกม เพื่อจะได้ยินเสียงฝีเท้าผู้เล่นอื่นได้ง่ายขึ้น

และ Voice Clarity สำหรับเพิ่มความชัดเจนของเสียงสนทนาที่เข้ามายังหูฟังของเรา ลดเสียงฟุ้งและเสียงรบกวน ให้เราได้ยินเสียงของเพื่อนได้ชัดมากขึ้นครับ

ทุกโหมดในหน้านี้ให้เราทำการปรับแต่งและเห็นผลได้แบบเรียลไทม์เลย ฉะนั้นง่ายเลย ที่จะหาแนวเสียงจากหูฟังที่ถูกใจเราครับ

นอกจากปรับเสียงหูฟังแล้ว ยังรองรับการปรับแต่งเสียงมันของมันในโปรแกรม Razer Synapse 3 ด้วยนะครับ ในหน้าการตั้งค่า Mic

นอกจากจะปรับความดังของการรับเสียงของไมค์ได้แล้ว มันยังมีการตั้งการกรองเสียงรบกวนได้ด้วย Voice Gate เหมือนการตั้งค่า Lo-cut ในไมค์สตูดิโอเลยครับ ปรับระดับย่านเสียงที่ไม่ต้องการทิ้งไปโดยการกำหนดได้ด้วยตัวเอง

Volume Normalization และ Vocal Clarity จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าระดับเสียงเอาต์พุตจากเราไปถึงปลายทาง จะเป็นระดับเสียงที่สม่ำเสมอแม้เราจะเผลอตะโกน โดยระบบจะการลดเสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน หรือพูดใกล้ไมค์หรือไกลไมค์ โดยจะรับเสียงให้ราบเรียบนุ่มนวลในการเสียงสนทนาของเรา

และ Ambient Noise Reduction คือการปรับระดับการลดเสียงรบกวนรอบข้างนั้นเองครับ

และะสุดท้ายคือปรับระดับ Sidetone เพิ่มหรือลดเพื่อให้เราได้ยินเสียงตัวเองจากไมค์เท่านั้น หรือจากเสียงพูดปกติของเราด้วยครับ เป็นการลดอาการพูดแล้วไม่ได้ยินเสียงจริงตัวเองจนพูดยานครางผิดจังหวะ เจ้าตัวนี้แก้ได้ด้วยครับ

และสุดท้ายคือ Power การกำหนดให้ตัวหูฟังปิดการทำงานเมื่อไม่ใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

 สรุปท้ายรีวิว

Razer BlackShark V2 Pro + THX Spatial Audio + Razer Synapse 3 หูฟังตัวนี้จึงมากกว่าแค่การใช้ฟังครับ ระบบไมค์มันก็สุดยอดด้วยเช่นกัน ตั้งค่าได้เหมือนไมค์สตูดิโอด้วยตัวมันเอง ระบบเสียงรอบทิศทางก็เป็นระดับสูงที่กำหนดได้ชัดเจน และมีเกมที่รองรับการใช้งานโดยการปรับจูนมาเป็นพิเศษ คุณภาพเสียงหนัก แน่น และเป็นระบบไร้สายที่แทบไม่มีความหน่วงของเสียง

ยอดเยี่ยมทั้งตัววัสดุ คุณภาพเสียง ระบบเสียงรอบทิศทางที่เห็นผลชัดเจน เทคโนโลยีซอฟท์แวร์ที่เข้าถึงความสามารถของอุปกรณ์มากที่สุด ทั้งขาเข้าของเสียงและขาออกของเสียงด้วยไมโครโฟน เจ้าตัวนี้สุดยอดทั้งสองด้านเลยครับ

ราคาจำหน่ายปลีกอยู่ที่ 179.99 ดอลลาร์ ผ่านหน้าเว็บไซต์ Razer.com และเปิดจำหน่ายผ่านผู้แทนอย่างเป็นทางการ พร้อมการรับประกันนานสองปีครับ ถือว่าเป็นหูฟังที่ใช้งานได้รอบด้านความบันเทิง ดูหนังก็ดี ฟังเพลงก็ได้ และยิ่งถ้าเป็นการเล่นเกมแล้วละก็ นอกจากเสียงดีแล้วยังเพิ่มความได้เปรียบให้เราอีกจากโพรไฟล์เสียงที่ผู้พัฒนาเกมยังเอ่ยปากชม ^^

 

ข่าว: รีวิว RAZER BLACKSHARK V2 PRO พี่ใหญ่ไร้สาย หูฟังเกมมิ่ง ดูหนัง ฟังเพลง ระบบเสียง THX Spatial เทคโนโลยีสูงเต็มลำ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/28/review-razer-blackshark-v2-pro.html

สิ้นสุดการรอคอย Razer Pokémon, Pikachu Limited Edition มาถึงไทยแล้ว!

เอเชียแปซิฟิก ฉันเลือกนาย! เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่เด็ก ๆ ทั่วโลกได้ค้นพบโลกที่น่าหลงใหลของโปเกมอน โดยมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับโปเกมอนมากมายออกมาให้แฟนคลับได้สะสม และแฟนๆ โปเกมอนสายเกมมิ่งที่ชื่นชอบปิกะจู ไม่ต้องรออีกต่อไปเมื่อทางเรเซอร์ประกาศเปิดตัวอุปกรณ์เกมมิ่งใหม่ล่าสุดสุดเอ็กคลูซีฟ ที่ได้รับอนุญาตให้มีวางจำหน่ายเฉพาะในบางประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น อย่างที่ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย

โดยอุปกรณ์เกมมิ่งใหม่ล่าสุดนี้ประกอบด้วย: 

Razer|Pokémon – Hammerhead True Wireless Pikachu Limited Edition 

พลิกโฉม Hammerhead True Wireless ในรูปแบบของปิกะจูลิมิเต็ดเอดิชั่น ออกแบบหูฟังไร้สายบรรจุมาในกล่องชาร์จรูปโปเกบอล เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดใช้งานพร้อมเสียงร้องต่อสู้อันแน่วแน่ของปิกะจู เอียร์บัดสุดน่ารักและทรงพลัง มาพร้อมระบบเสียงไร้สายที่มีความหน่วงแฝงต่ำเป็นพิเศษเพื่อเสียงที่สมจริงมากขึ้น

Razer|Pokémon – Hammerhead True Wireless Pikachu Limited Edition: ราคา 5,590 บาท

Razer|Pokémon – Ornata Pikachu Limited Edition

ด้วย Mecha-Membrane Switches ของ Ornata Pikachu Limited Edition ที่ออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบ ปุ่มกดที่ผสมผสานสัมผัสที่นุ่มนวลเข้ากับการคลิกแบบสัมผัส พร้อมเพิ่มพลังให้คอมพิวเตอร์ของคุณด้วยสีสันอันสดใสในแบบของปิกะจูที่คุณชื่นชอบ Ornata Pikachu Limited Edition คือสิ่งที่เหล่าเกมเมอร์ควรมีไว้ครอบครองอย่างแท้จริง

Razer|Pokémon – Ornata Pikachu Limited Edition: ราคา 3,390 บาท

Razer|Pokémon – DeathAdder Essential & Goliathus Pikachu Limited Edition Bundle

โจมตีคู่ต่อสู้ด้วยความว่องไวเหมือนการโจมตีอันรวดเร็วของปิกะจูด้วย DeathAdder Essential & Goliathus Pikachu Limited Edition นำเสนอรูปทรงที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์อันเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าเกมเมอร์ มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัลการันตีในเรื่องของความรวดเร็วและแม่นยำ โดย DeathAdder Essential & Goliathus Pikachu Limited Edition ในรุ่นนี้จะแทนที่งูสามหัวแบบดั้งเดิมด้วยหางสายฟ้าของปิกะจูเพื่อเอาใจแฟนคลับโปเกมอนโดยเฉพาะ

 

Razer|Pokémon – DeathAdder Essential & Goliathus Pikachu Limited Edition Bundle: ราคา 1,699 บาท

ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม ที่นี่

จุดเด่น: Razer Pokémon Limited Edition ได้รับเสียงเรียกร้องจำนวนมากจากแฟน ๆ ทั่วโลก คอลเลคชั่นพิเศษนี้จึงถูกนำมาเปิดตัวในเอเชียแปซิฟิกเพื่อเอาใจเหล่าเกมเมอร์ผู้ที่ชื่นชอบโปเกมอนโดยเฉพาะ กำหนดเปิดตัวจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว

สถานที่จัดจำหน่าย: สินค้ามีวางจำหน่ายที่ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ที่ Razer.com และตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต

 

 

 

ข่าว: สิ้นสุดการรอคอย Razer Pokémon, Pikachu Limited Edition มาถึงไทยแล้ว! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/16/razer-pokemon-pikachu-limited-edition.html

รีวิว หูฟังเกมมิ่งไร้สาย HyperX Cloud Flight S ยิงสนั่นรูหู รอบทิศทาง 7.1 พร้อมรองรับการชาร์จไร้สายที่เข้าชุดกันแบบเท่ๆ

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud Flight S ที่เป็นระบบไร้สาย 100% ทั้งการเชื่อมต่อไร้สายและการชาร์จก็เป็นแบบไร้สายด้วยเช่นกัน พร้อมรองรับการจำลองเสียงรอบทิศทาง 7.1 และใช้ไดรเวอร์แบบไดนามิกขนาดใหญ่ 50 มม. เสียงแนวดุ แต่แน่น ทิศทางหวังพึ่งพาได้ในยามซุ่มเงียบ และสนั่นสะใจในเวลาออกกระสุน ชอบมากเวลาใส่หูฟังตัวนี้แล้วมีใครยิงไรเฟิลอยู่ข้างๆ กระหึ่มได้ใจมาก

หูฟังในเกรดเกมมิ่ง Mid-End จาก HyperX แผนกเกมส่วนหนึ่งของบริษัท Kingston Technology เปิดตัวออกมาพร้อมจำหน่ายในราคาราวๆ 5,xxx บาท เป็นหูฟังที่พร้อมใช้งานได้กับ PC, Notebook รวมถึงเครื่องคอนโซลอย่าง PS4 ได้ด้วย

จุดเด่นคือเป็นหูฟังแบบปิดที่อิสระต่อการเชื่อมต่อแบบสาย 100% เพราะรองรับการชาร์จแบบไร้สายมาตรฐาน Qi-certified สามารถใช้งานกับแท่นชาร์จไร้สายทั่วไปได้ทั้งหมด แต่ทาง HyperX ก็มีผลิตภัณฑ์ที่เข้าชุดกันซึ่งเป็นแท่นชาร์จไร้สายรุ่น HyperX ChargePlay Base ที่เป็นแท่นชาร์จไร้สายความแรงไฟ 10W และสามารถชาร์จสองอุปกรณ์ได้พร้อมกัน ซึ่งเปิดตัวออกมาคู่กันกับเมาส์ไร้สาย HyperX Pulsefire Dart ที่รองรับระบบชาร์จไร้สายด้วยเช่นกัน มากันเป็นชุดคอมโบถ้าจะหามาใช้แบบครบเซ็ต

ซึ่งตัวชาร์จ ChargePlay Base มันก็เป็นแท่นชาร์จไร้สาย Qi ฉะนั้นเราอาจจะใช้คู่กันกับเมาส์ที่รองรับหรือนำมาใช้เป็นแท่นชาร์จสมาร์ทโฟนไปคู่กันก็ได้ครับ ไม่ได้จำกัด แค่ให้เป็นมาตรญาน Qi ด้วยกันก็พอ

*เมาส์เกมมิ่งไร้สาย HyperX Pulsefire Dart  และแท่นชาร์จไร้สาย ChargePlay Base




ตัวหูฟังหมูนได้ 90 องศา ก้านเลื่อนแกนโลหะแบบปรับได้ ที่ครอบหูเป็นวัสดุสังเคราะห์ยืดหยุ่น และบุภายในด้วยเมมโมรีโฟมของทาง HyperX ที่ออกแบบมาเป็นเอกลัษณ์เฉพาะ มีความนุ่มไม่กดทับหู เน้นการใช้งานในระยะยาว ตัวไมโครโฟนสามารถปรับระดับและถอดออกได้ พร้อมมีไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน ตัวไมค์ควบคุมเสียงได้ดี เวลาเราเผลอตะโกนใส่เพื่อนเสียงไม่แตกครับ

ปุ่มควบคุมบนแป้นหูฟังสี่ปุ่ม และยังเป็นพื้นที่รับไฟชาร์จแบบไร้สาย Qi ด้วยครับ วางด้านมีปุ่มลงไปยังแท่นชาร์จได้เลย หรือถ้าต้องการชาร์จแบบเสียบสาย ตัว Cloud Flight S ก็รองรับการชาร์จไฟผ่านพอร์ท Micro USB ได้ด้วยเช่นกันนะครับ มีอายุการใช้งานบนแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ข้ามวันสบายๆ ครับ โดยตามสเปคแล้วมันสามารถใช้งานได้นานถึง 30 ชั่วโมง แต่ผมไม่เคยใช้มันได้จนแบตหมดสักครั้ง เพราะตัวผมแบตหมดก่อนทุกที – –

ในการเชื่อมต่อ มันใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สาย 2.4 GHz ระหว่างตัวหูฟังและตัวรับสัญญาณที่เป็น USB Dongle ระยะการใช้งานจากที่ทดสอบ สามารถอยู่ในขอบเขตประมาณ 20 เมตรได้เลยครับ แต่ยิ่งใกล้ยิ่งเสถียรและไม่มีความหน่วงของเสียงใดๆ ในการเล่นเกมหรือฟังเพลงดูหนัง

ยังมีระบบที่จำลองเสียงแบบรอบทิศทาง 7.1 สำหรับใช้รับรู้ทิศทางในเกมสร้างข้อได้เปรียบ โดยเราสามารถทำการเปิดปิดระบบเสียง 7.1 ได้บนตัวหูฟังเอง ซึ่งรุ่นนี้ส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวหูฟังเองครับ เพราะว่านอกจากปุ่มเปิดปิดฟังก์ชั่น 7.1 ในตัวแล้ว ก็ยังมีล้อสำหรับการปรับระดับเสียง และปุ่มอิสระ 4 ปุ่ม ที่กำหนดการทำงานได้ตามใจเราเองจากโปรแกรมควบคุมตัวเก่งของอุปกรณ์ HyperX อย่าง NGENUITY นั้นเองครับ

โดยบนตัวหูฟังก็จะประกอบด้วย

  • ปุ่ม Power เปิดปิด
  • ปุ่มเปิดปิดโหมดเสียงรอบทิศทาง 7.1
  • พอร์ท Micro USB สำหรับการชาร์จแบบเสียบสาย
  • พอร์ทไมโครโฟน 3.5 พร้อมไมโครโฟนที่มี LED แจ้งสถานะการเปิดปิดไมค์
  • ล้อปรับระดับเสียง
  • ปุ่มควบคุม 4 ปุ่ม ตั้งค่ากำหนดการใช้งานได้อิสระ
  • ส่วนแผนรับไฟชาร์จ Qi อยู่ด้านในหูฟังด้านซ้ายมือ

โดยตัวโปรแกรมจะทำการตรวจจับและปรับการทำงานเสียงรอบทิศทางให้เข้ากันกับเกมที่เรากำลังได้โดยอัตโนมัติด้วยนะครับ โดยจะเห็นว่าถูกปรับมาให้รองรับเกมแนว FPS ตัวหลักๆ ไว้เลยครับ

ปุ่มสี่ปุ่มจะปรับได้อิสระ เราอาจจะใช้ในการเป็นปุ่มเล่นเพลงหยุดเพลง ปุ่มปิดเสียง MUTE หรือจะเป็นปุ่มเปิดปิดการใช้งานไมค์โครโฟนก็ได้เช่นกันครับ

โดยตัวหูฟังจะมีฟังก์ชั่นเพิ่มเติมมากมายเลย ในเวลาใช้งานร่วมกันกับโปรแกรม NGENUITY ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดค่าเสียง GAME-CHAT Balance ที่กำหนดความสำคัญของเสียงได้ว่า ต้องการเน้นเสียงจากในเกม หรือเน้นเสียงการแชตเป็นสำคัญครับ โดยจัดแบ่งความชัดเจนได้เป็นระดับ

โปรแกรม HyperX NGENUITY เป็นโปรแกรมตัวหลักของอุปกรณ์เกมมิ่งจาก Hyper X นะครับ มันคอยเป็นศูนย์กลางการควบคุมอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวกำหนดค่าต่างๆ ของทั้งเมาส์ หูฟัง แผ่นรองเมาส์ อัพเดทระบบ แจ้งสถานะแบตเตอรี่ รวมถึงกำหนดสีสันต่างๆ ของไฟ ถ้าอุปกรณ์เหล่านั้นมีการแสดงแสงไฟ RGB นั้นเองครับ แต่สำหรับหูฟัง Cloud Flight S ดูจะเป็นหูฟังเกมมิ่งที่ค่อนข้างเรียบร้อย เพราะตัวมันไม่มีไฟสีสันแรงๆ อยู่เลย มีเพียงไฟสถานะเปิดปิดการทำงานเท่านั้นเอง


และยังมีโหมด Side-Tone เป็นฟังก์ชั่นสำหรับการเปิดรับเสียงรอบตัว เพื่อให้ยังคงสนทนากับผู้คนรอบข้างและใช้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวด้วยเสียงที่เร็ดลอดเข้ามาได้บ้างผ่านทางไมค์ของเราอยู่นั้นเองครับ (เผื่อแม่เรียกไปซื้อกับข้าว ^^) ฟังก์ชั่นเหล่านี้สามารถใช้งานได้โดยการเปิดปิดในโปรแกรม NGENUITY และยังกำหนดให้เปิดปิดการใช้งานผ่านปุ่มบนตัวหูฟังได้

แนวเสียงออกแนวแน่น เสียงสูง กลาง และต่ำมาครบ เน้นความละเอียดชัดเจน รายละเอียดของการขยับเล็กๆ น้อย ได้ยินแบบมีมิติไกล เบา หนัก แน่น ใครชอบหูฟังมิติเสียงดีๆ ตัวนี้ใช้ได้เลยครับ รวมถึงความหนักเวลาลั่นกระสุนแล้วให้มีความต่างของขนาดกระสุนและชนิดปืนชัดๆ ตัวนี้ทำได้ดีทีเดียว

สรุปท้ายรีวิว 

HyperX Cloud Flight S หูฟังไร้สายเกรดเกมมิ่ง เสียง 7.1 ทิศทางแม่น เสียงมีมิติความหนักหน่วง เหมาะกับการเล่นเกมแอคชั่นมากเลยครับ มีฟังก์ชั่นในการควบคุมระดับเสียงได้แบบครบวงจร GAME-CHAT Balance ปรับบาลานส์ระหว่างการแชทและเสียงในเกมได้อิสระ รวมถึงเปิดรับเสียง Side-Tone จากเหตุการณ์รอบตัวไปได้ด้วย แม้เป็นหูฟังแบบปิดที่แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเล็ดรอดเข้ามาเลย แต่ก็ไม่ได้หลุดไปในโลกส่วนตัวแบบ 100% เพราะระบบ Side-Tone นั้นเองครับ

ทุกอย่างกำหนดไว้ได้ด้วยปุ่มอิสระสี่ปุ่มบนตัวหูฟัง ไม่ต้องคอยเข้าๆ ออกๆ ไปปรับแต่งเสียง ทำให้ผู้ใช้งานมีความคล่องตัวสูง และยังเป็นระบบไร้สายแบบ 100% ทั้งการเชื่อมต่อและการชาร์จ Qi ไม่จำเป็นต้องเสียบสายใดๆ ให้ดูรุงรังเลยครับ

งานออกแบบเป็นหูฟังที่ใส่สบาย ใส่ได้นานๆ เพราะเมมโมรี่โฟมรองรับค่อนข้างนิ่มสบาย และคล่องตัวมากในการใช้งาน

ข่าว: รีวิว หูฟังเกมมิ่งไร้สาย HyperX Cloud Flight S ยิงสนั่นรูหู รอบทิศทาง 7.1 พร้อมรองรับการชาร์จไร้สายที่เข้าชุดกันแบบเท่ๆ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/08/25/review-hyperx-cloud-flight-s-headphones-gaming-gear.html

7 วิธี ไม่ให้ เกมมิ่งเกียร์ หูฟัง เมาส์ คีย์บอร์ดเสีย พัง เสื่อม ก่อนเวลา ง่ายและปลอดภัย

หลายคนอาจเจอประสบการณ์ ในการใช้เมาส์ คีย์บอร์ด หูฟังเกมมิ่ง อยู่ๆ ก็เสีย ใช้งานไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ หรือบางครั้งก็สีลอก แตกลายหรือเจอแบบแย่ๆ เลย ก็ติดๆ ดับๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร? อาการเสียของสิ่งเหล่านี้ บางครั้งก็ทำให้เราสหงุดหงิดไม่น้อย เพราะอาการบางอย่าง เช่นใน คีย์บอร์ดเสีย บางอาการ ก็ไม่สามารถเคลมได้ ถึงจะเคลมได้ก็ใช้เวลานาน ยกเว้นว่าจะเจอประกันดีๆ ที่เปลี่ยนแบบไร้เงื่อนไข แต่ก็ยากมากมายในปัจจุบัน แต่ปัญหาเหล่านี้ บางครั้งอาจเกิดจากปัญหาใกล้ตัว บางครั้งก็เป็นเรื่องเคยชิน แบบที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าอาจทำให้ เกมมิ่งเกียร์ นั้นเสียได้

คีย์บอร์ดเสีย

หากคุณมีพฤติกรรม หรือทำสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็อาจจะต้องระวัง หรือเป็นไปได้ ก็ลดละเลิก บางสิ่งบางอย่าง หากต้องการให้เกมมิ่งเกียร์ที่คุณใช้ อยู่กับคุณไปนานๆ

คีย์บอร์ดเสีย

1.เครื่องสำอางค์ เครื่องบำรุงผิวหรือสิ่งต่างๆ ที่คุณใช้ หลายสิ่งผสมสารเคมีอยู่ด้วย และผิวสัมผัสของอุปกรณ์บางชิ้น ก็ไม่ถูกกับสารเคมีด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ครอบหูฟัง เมาส์ หรือจะเป็นปุ่มบนคีย์บอร์ด กรณีที่เกิดอาการลอกหรือหลุดร่อน ส่วนหนึ่งก็มาจากสารเคมีอยู่ด้วย แต่การระวังด้วยการไม่ใช้ก็คงลำบาก เพราะบางคนก็ต้องแต่งเติมให้สวยหล่อ เอาเป็นว่าเลือกใช้ตามความเหมาะสม เน้นที่เป็นส่วนผสมธรรมชาติเยอะหน่อย หรือไม่จับต้องอุปกรณ์ ขณะที่มือจัดเลอะสารเคมีเหล่านั้น

คีย์บอร์ดเสีย

2.ระวังน้ำยาเช็ดทำความสะอาด ส่วนใหญ่จะเจอกับคนที่รักความสะอาด ไม่อยากให้ของใช้เลอะเทอะ ทำให้ดูไม่ดี แต่การเลือกสิ่งที่นำมาทำความสะอาด เกมมิ่งเกียร์ ให้เหมาะกับอุปกรณ์สำคัญที่สุด โดยที่ใช้กันทั่วไปก็มักจะเป็นผ้าชุดน้ำ หรือน้ำอุ่นเล็กน้อย เพื่อช่วยในการขจัดคราบ หรือจะใช้น้ำยาที่มีความอ่อนโยนต่อพื้นผิว ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดก็พอใช้ได้ แต่ก็อย่าใช้บ่อยนัก เพราะแม้จะมีสารที่อ้างว่าดูแลพื้นผิว แต่ถ้าใช้มากหรือนานเกินไป ก็อาจทำให้ผิวสัมผัสเสียได้เช่นกัน

คีย์บอร์ดเสีย

3.แอลกอฮอล์ อาจมีผลต่อพื้นผิว สิ่งนี้ค่อนข้างมีผลในระยะสั้น หากมีความเข้มข้นสูง ไปจนถึงระยะยาว อาจทำให้พื้นผิวของวัสดุ มีโอกาสหลุดร่อน หรืออาการแตกลายมีมากขึ้น การใช้แอลกอฮอล์ ใช้ได้ในบางครั้ง ที่จำเป็นจริงๆ เช่น อาจจะมีคนมาใช้งาน แล้วเรารู้สึกไม่ดี ก็อาจจะเช็ดบ้าง แต่ถ้าเปื้อนมากๆ แนะนำน้ำยาเช็ดที่มีลาโนลีน ซึ่งช่วยถนอมผิวของอุปกรณ์หรือจะใช้ก้อนทำความสะอาดที่คล้ายๆ ดินน้ำมัน เข้าถึงทุกซอกมุมเลยทีเดียว

คีย์บอร์ดเสีย

4.หลีกเลี่ยงความร้อนสูง ไม่ใช่แค่อุปกรณ์เครื่องใช้ทั่วไปเท่านั้น ที่มีปัญหากับความร้อน และการจัดเก็บภายใต้อุณหภูมิที่สูง เกมมิ่งเกียร์ ก็เช่นกัน อย่าลืมว่าในช่วงที่ใช้งาน ก็เกิดความร้อนมากพออยู่แล้ว เรายังจัดเก็บไม่ดีอีก ก็ยิ่งแล้วไปใหญ่ บางคนวางข้างหน้าต่าง แดดเปรี้ยงๆ หรือบางรายไปอยู่ใกล้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เกิดความร้อน ก็มีผลเช่นกัน อาการก็อาจจะสีพอง ปูดบวม พลาสติกกรอบ และอีกมากมาย

คีย์บอร์ดเสีย

5.ไม่ควรดึง กระชาก ลากถู เพราะอย่าลืมว่า เกมมิ่งเกียร์ พวกนี้ ค่อนข้างบอบบาง เนื่องจากทำให้เล็กลง บรรดาสายสัญญาณต่างๆ ก็เล็กลงด้วย บางอย่างใช้เซ็นเซอร์ ยิ่งถ้าจุดเชื่อมต่อไม่แข็งแรงพอ เช่น ครอบหูฟัง สายต่อเมาส์ พอร์ต หรือจะเป็นปุ่ม คีย์บอร์ดเสีย แม้จะการันตีว่าทนทาน แต่ถ้าใช้ด้วยความรุนแรง ก็อาจทำให้เสียหายได้เช่นกัน

คีย์บอร์ดเสีย

6.ใช้ให้ถูกงาน สำคัญอย่างมาก เพราะถ้าคุณเลือกให้ถูก ใช้ให้เหมาะ โอกาสที่จะเสียหายก็น้อยลงเช่นกัน บางคนเอาแผ่นรองเมาส์ไปวางจานอาหารร้อนๆ รองถ้วยขนม คีย์บอร์ดเสีย เพราะไปเคาะเล่น กดแบบทุบกันรัวๆ หรือเอาหูฟังมาคาดผิดที่ผิดทาง อย่างนี้ก็พังได้คามือ ไม่แปลกเลย!

คีย์บอร์ดเสีย

7.เป็นไปได้ ใช้คนเดียว ไม่ควรแชร์กับผู้อื่น ไม่ใช่ว่าจะขี้เหนียวหรืองกหรอกนะครับ แต่ของแบบนี้ ไม่ใช่ของที่ควรใช้ร่วมกันตั้งแต่แรก เพราะนอกจากเรื่องของการดูแล ความปลอดภัยแล้ว เรื่องของอนามัย ความสะอาด ก็สำคัญด้วย อย่าลืมว่ามันแนบหู แนบแก้ม และใช้มือที่จับอะไรต่อมิอะไรมาจับร่วมกัน บางคนอาจจะดูแลความสะอาด แต่บางคนซกมกกว่าที่คิด ดังนั้นเป็นไปได้ แยกกันใช้ แยกกันซื้อ ไม่ใช้ชิ้นเดียวหลายมือ ได้ทั้งความปลอดภัยและของไม่เสียหายอีกด้วย

from:https://notebookspec.com/7-tips-protect-your-gaming-gear/525380/

HyperX Cloud Stinger Wireless เกมมิ่งตัวจริง ไร้สาย เสียงแน่น พกสะดวก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนโมเดลของหูฟังเกมมิ่งแบบไร้สายจะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทรนด์การใช้หูฟังแนวนี้ ก็มีมากตามไปด้วย เพราะให้ความคล่องตัวมากกว่า ซึ่งบางรุ่นก็รองรับการเชื่อมต่อ WiFi อย่างเดียว แต่บางรุ่นก็มาพร้อมการสนับสนุนทั้ง Bluetooth และ Wireless ทำให้มีตัวเลือกอยู่เยอะ สำหรับเหล่าเกมเมอร์ในช่วงนี้ เช่นเดียวกับทาง HyperX ที่เป็นอีกค่ายหนึ่ง ซึ่งปล่อยเกมมิ่งเกียร์รุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง มาวันนี้ได้อัพเลเวลให้กับหูฟัง Wireless ในซีรีส์ของ CLOUD STINGER สำหรับไลฟ์สไตล์ของคอเกมที่ชอบอิสระ ราคาสบายกระเป๋า

HyperX Cloud Stinger Wireless เป็นหูฟังไร้สายที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง ของไลน์หูฟังเกมมิ่งจากค่ายนี้ เพราะเปิดราคามาราว 2,200 บาท โดยประมาณ ที่ใช้การเชื่อมต่อบนความถี่ 2.4GHz ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยใช้อแดปเตอร์ที่เป็นตัวส่งสัญญาณต่อเข้ากับคอม ก็ใช้งานได้เลย แบตเตอรี่ใช้งานได้ราว 17 ชั่วโมงต่อการชาร์จ ครอบหูฟังปรับได้ 90 องศา มาพร้อมไดรเวอร์ขนาด 50mm ครอบหูฟังยังคงเป็นเมมโมรีโฟมที่เป็นเอกลักษณ์ของทาง HyperX เน้นการใช้งานแบบต่อเนื่อง โครงสร้างโลหะให้ความยืดหยุ่น แต่แข็งแรง ไมโครโฟนเป็นแบบตัดเสียงรบกวนได้ แต่ถอดออกไม่ได้ ปรับตัวก้านได้เพียงอย่างเดียว เหมาะกับเกมเมอร์ที่อยากได้ความคล่องตัวในการเล่นเกม และการเคลื่อนไหวที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

 

Specification

เฮดโฟน

  • ไดร์เวอร์: 50 มม. แบบไดนามิคพร้อมแม่เหล็กนีโอดีเนียม
  • ประเภท: แบบครอบเต็ม ปิดด้านหลัง
  • ความถี่: 20Hz-20,000Hz
  • ความต้านทาน: 32 Ω
  • ระดับแรงดันเสียง: 109dBSPL/mW ที่ 1kHz
  • T.H.D.: < 2%
  • น้ำหนัก: 270 ก.
  • ความยาวและประเภทสายต่อ: สายชาร์จ USB (1 ม.)

ไมโครโฟน

  • ส่วนประกอบ: ไมโครโฟนอีเล็คเตรทคอนเดนเซอร์
  • รูปแบบขั้ว: ระบบตัดสัญญาณรบกวน
  • ความถี่: 100Hz-7,000Hz
  • ความไว: -47dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)
  • เวลาใช้งานแบตเตอรี่1: 17 ชั่วโมง
  • ช่วงสัญญาณไร้สาย2: 2.4GHz
  • ระยะสัญญาณ: สูงสุด 12 เมตร

 

การออกแบบและฟังก์ชั่น

 

ดีไซน์ของหน้ากล่อง HyperX ยังคงใช้ธีมสีขาวคาดด้วยลายสีแดง ให้ดูเป็นแนวเกมเมอร์และสีใช้ในการแข่งขัน โดยมีภาพกราฟิกของหูฟังให้เห็นกันชัดๆ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ

ด้านในกล่องเมื่อแกะออกมาแล้ว ประกอบด้วยตัวหูฟัง CLOUD STINGER Wireless และ Receiver พร้อมสายชาร์จ

มาดูรายละเอียดของตัวหูฟังกัน HyperX เลือกใช้โทนสีดำด้าน ให้มีพื้นผิวเล็กน้อย เพื่อการจับได้ถนัดมือ และด้านซ้ายของหูฟัง จะเป็นปุ่มเปิด-ปิด และไมโครโฟน

เมมโมรีโฟมบน Earcup ถือเป็นเอกลักษณ์ของ HyperX ให้ความนุ่มนวลและสบายหูมากขึ้น หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง ทำให้รู้สึกกระชับสบาย ตรงจุดนี้อยู่ที่ความชอบของผู้ใช้ ใครชอบแบบผ้าก็คงต้องดูรุ่นอื่นไปก่อน

ในแง่ของขนาด Earcup จะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ครอบหูได้พอดี ไม่บีบจนรู้สึกอึดอัด ซึ่ง HyperX มักจะเว้นระยะไม่มากนัก ตามสไตล์หูฟังอีสปอร์ต เพื่อให้มีขนาดกระทัดรัด ไม่เทอะทะจนเกินไป

ไมโครโฟนเป็นแบบตัดเสียงรบกวน ให้การสื่อสารได้ดี ติดอยู่ตรงที่ถอดสายไม่ได้ แต่เป็นแบบก้านอ่อน ให้ผู้ใช้ดัดไปตามรูปแบบที่ต้องการ

ก้านหูฟังปรับได้หลายระดับ เพื่อให้กระชับเข้ากับศีรษะของผู้ใช้ สามารถปรับเลื่อนได้ขณะที่วางอยู่บนศีรษะ ไม่ซับซ้อนใช้ง่ายดี

ครอบหูฟังหมุนได้ 90 องศา ตรงจุดนี้ถือเป็นไฮไลต์ของหูฟัง CLOUD STINGER Wireless รุ่นนี้ เพราะเวลาคล้องไว้ที่คอ จะไม่เกะกะสร้างความรำคาญ ต่างจากรุ่นที่หมุนไม่ได้ ตามตัวอย่างจากภาพ

ครอบหูฟังด้านซ้ายจะเป็นจุดรวมการเชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งรวมถึงพอร์ต micro USB สำหรับใช้ในการเชื่อมต่อและชาร์จไฟ

 

ที่รองศีรษะด้านบนเป็นฟองน้ำหุ้มด้วนหนัง และมีโลโก้ HyperX ให้เห็นได้เด่นชัด สามารถดัดได้เล็กน้อย กระจายน้ำหนักได้ดี

ผู้ใช้สามารถปรับเลื่อนไมโครโฟนไปตามแบบที่ต้องการได้ แต่ที่สำคัญคือ ปิดเสียงไมค์ได้ด้วยการดันก้านไมค์ขึ้นไปด้านบน และเปิดใช้งานเมื่อดันลงมาด้านล่าง สะดวกดีทีเดียว

ส่วนครอบหูฟังทางด้านขวา จะมีปุ่มปรับเพิ่ม-ลดเสียง เป็นแบบปุ่มเลื่อนได้สะดวกอย่างยิ่ง

การใช้งานค่อนข้างง่ายเลยทีเดียวสำหรับบนพีซี ด้วยการต่ออแดปเตอร์เข้ากับพอร์ต USB จากนั้นหูฟังจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ และใช้ง่านได้ทันทีบนวินโดวส์ 10

 

Conclusion

มาว่ากันที่การใช้งานของหูฟัง HyperX CLOUD STINGER Wireless ที่เป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สายรุ่นนี้กัน ในแง่ของการออกแบบ ค่อนข้างที่จะเรียบง่าย แต่ให้ฟังก์ชั่นสำหรับการใช้งานที่จำเป็นมาครบ ตามสไตล์ของหูฟังไร้สาย โดยเฉพาะน้ำหนักที่เบา และก้านหูฟังปรับเลื่อนได้สะดวก ครอบหูฟังหมุนได้ 90 องศา คือสิ่งที่จำเป็นที่เกมเมอร์ส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยได้สัมผัสกันนัก แต่ให้การใช้งานได้ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากวางหูฟังไว้บนโต๊ะ แต่คล้องคอเดินไปมาในบ้านได้สะดวก ไม่ต้องกลัวหูฟังจะค้ำคอ ให้หันหัวกันลำบาก นอกจากนี้ Earcup ที่เป็นแบบเมมโมรีโฟม ยังคงเป็นหัวใจหลักในการให้ความสะดวกสบาย และความกระชับ นุ่มนวลและยังลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของฟังก์ชั่น ดูเหมือน HyperX จะไม่ได้ใส่ลูกเล่นเยอะเกินไปให้มากความ เพราะหลักๆ จะจบในตัวหูฟังด้านซ้าย สำหรับการเปิด-ปิด และไมโครโฟน ที่ใช้ได้สะดวกรวดเร็ว โดยไมค์นั้นจะเปิด-ปิดอัตโนมัติ เมื่อเลื่อนก้านของไมค์ขึ้นด้านบนหรือลงด้านล่าง ส่วนการปรับเสียงอยู่ที่ครอบหูฟังด้านขวา ที่เพิ่ม-ลดเสียงได้ง่ายเช่นกัน เพียงแต่อาจจะต้องทำความคุ้นเคยเล็กน้อย เพราะค่อนข้างเลื่อนทางด้านหลังของตัวหูฟังเยอะทีเดียว การปรับเสียงระหว่างการเล่น อาจจะวืดได้เหมือนกัน

เรื่องของคุณภาพเสียง แม้ว่าจะเป็นหูฟังไร้สาย แต่ HyperX ก็จัดเต็มมาให้เหมือนกัน ด้วยไดรเวอร์ขนาด 50mm เสียงที่ได้ถือว่าคมชัด เสียงกลางแน่น และเพิ่มแหลมขึ้นมาเด่นอีกนิดหน่อย สำหรับคอเกมและดูหนัง ฟังเพลง ด้วยเสียงเอฟเฟกต์ในเกมที่เล่นได้เต็มอรรถรส แม้จะไม่หวือหวา เมื่อเทียบกับ CLOUD ในรุ่นพี่ๆ แต่ถือว่าทำได้น่าสนใจ ตอบโจทย์ในเกมที่เอฟเฟกต์กระหน่ำและทิศทางของเสียงได้ดีพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น Battlefield หรือ PUBG ที่เสียงระเบิดจากรถถังและศัตรู ซึ่งสร้างความตื่นเต้นได้ดี เช่นเดียวกับการเก็บรายละเอียดของเสียง เช่น กระจกแตก เสียงกระสุนหรือฝนตกก็ตาม นอกจากนี้เอามาใช้ฟังเพลง ก็เพลินๆ ได้เหมือนกัน

 

จุดเด่น

  • สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา
  • ครอบหูฟังเมมโมรีโฟม นุ่มนวล
  • ให้เสียงกลางแน่น เหมาะกับการเล่นเกม
  • ตอบสนองเสียงรอบทิศทางได้ดี

ข้อสังเกต

  • อแดปเตอร์ค่อนข้างใหญ่ เมื่อใช้กับโน้ตบุ๊ก
  • รองศีรษะค่อนข้างยืดหยุ่นได้น้อย

ราคา: ประมาณ 2,290 บาท

ติดต่อ: ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ HyperX ทั่วประเทศ

from:https://notebookspec.com/hyperx-cloud-stinger-wireless-headset/507822/

หูฟัง RAZER KRAKEN X USB เสียงแน่น บอกทิศทางดี ในราคาเอื้อมถึง

หลายคนที่เล่นเกม ส่วนใหญ่ ก็มักให้ความสำคัญกับหูฟังในการเล่นที่จริงจังมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นส่วนตัว ก็ยังทำให้เข้าถึงเกมได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะการหูฟังรุ่นใหม่ๆ ที่มักจะสนับสนุนระบบเสียงรอบทิศทาง ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการเล่นเกมในปัจจุบัน ทั้งเกมแอ็คชั่นหรือแนว Adventure ก็มักจะมีเรื่องของเสียงมาสร้างความได้เปรียบ นอกเหนือจากการเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมนั่นเอง วันนี้เรามี หูฟัง RAZER มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคุณ ในซีรีส์ของ KRAKEN X นั่นเอง

หูฟัง RAZER KRAKEN X USB เป็นหูฟังเกมมิ่งในสายพันธุ์ของ KRAKEN ที่ได้รับความนิยมอีกรุ่นหนึ่งในท้องตลาดบ้านเรา สำหรับคอเกมที่ให้ความสำคัญกับเสียงและความคุ้มค่า เพราะโดยมากจะเปิดราคามาเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋า แบบที่เอื้อมถึง ซื้อได้ง่าย อีกทั้งดีไซน์ก็เรียกว่า ไม่เคยตกยุค กับรูปทรงที่ไม่ค่อยหวือหวา โดยครั้งนี้ KRAKEN X จะยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของ Comfort หรือความสบาย เพื่อให้คอเกมเล่นสนุกกับการเล่นเกมได้ยาวนาน กับการใช้เมมโมรีโฟม ในส่วนของรองศีรษะและครอบหูฟัง รวมถึงน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ ความกระชับของ Headband ที่แน่นกระชับ ไม่บีบหูจนเกินไป ใส่ระบบเสียง 7.1-channel ที่มีความสำคัญและสร้างความได้เปรียบให้กับการเล่นเกม และไดรเวอร์ขนาด 40mm ที่ตอบโจทย์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดี กับสนนราคาที่สบายกระเป๋า เมื่อเทียบกับหูฟังในระดับเดียวกัน แต่ทาง RAZER ไม่ได้เติมเรื่องของสีสันให้กับหูฟังรุ่นนี้มากนัก จะต่างจาก KRAKEN Ultimte รุ่นพี่อยู่พอสมควรในจุดนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นน้อง แต่ทาง RAZER ก็วางตำแหน่งของหูฟังรุ่นนี้ได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องของราคา ที่เกมเมอร์มือใหม่ หรือใครที่จะเริ่มต้นกับการเล่นเกมอย่างจริงจัง ไม่ควรพลาด

 

Specification

At a Glance

  • 7.1 Surround Sound
  • Ultra-light at 250g
  • Bendable Cardioid Microphone
  • Custom-Tuned 40 mm Drivers
  • On-headset Controls
  • Cross-Platform Compatibility

Headphones

  • Frequency response: 12 Hz – 28 kHz
  • Impedance: 32 Ω @ 1 kHz
  • Sensitivity (@1 kHz): 109 dB
  • Drivers: 40 mm, with Neodymium magnets
  • Inner ear cup diameter: 65 x 44 mm
  • Connection type: Analog 3.5 mm
  • Cable length: 1.3 m / 4.27 ft.
  • Approx. weight: 250g / 0.55lbs
  • Oval ear cushions: Designed for full-ear coverage with leatherette, for sound isolation and comfort

Microphone

  • Frequency response: 100 Hz – 10 kHz
  • Signal-to-noise ratio: > 60 dB
  • Sensitivity (@1 kHz): -45 ± 3 dB
  • Pick-up pattern: Unidirectional ECM boom
  • On-earcup controls
  • Volume up and down
  • Microphone quick mute toggle
  • Audio Usage
  • Audio Usage: Devices with 3.5 mm audio jack
  • Audio + microphone usage: Devices with 3.5 mm audio + mic combined Jack
  • Audio / mic splitter adapter cable usage: Devices with separate 3.5 mm audio and microphone jacks

การออกแบบและฟังก์ชั่น

กล่องของหูฟัง KRAKEN X USB นี้ เรียกว่าแทบไม่ได้ต่างไปจากก่อนหน้านี้มากนัก ด้านหน้ามาพร้อมฟีเจอร์หลัก และภาพกราฟิกของตัวหูฟัง ให้เห็นอย่างชัดเจน

ด้านหลังกล่องเป็นรายละเอียดของหูฟัง ทั้งเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆ มาให้ตัดสินใจครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟที่ Earcup, ครอบศีรษะปรับได้, น้ำหนักเบาด้วยเมมโมรีโฟมหรือจะเป็นไดรเวอร์ 40mm เป็นต้น

ด้านในกล่อง หูฟัง RAZER  รุ่นนี้ มาพร้อมเอกสารของหูฟังและรายละเอียดการใช้งานของหูฟังรุ่นนี้

สายต่อที่มีมาให้เป็นแบบ USB ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับพีซี โน้ตบุ๊กและเครื่องเล่นเกมคอนโซล

ดีไซน์เรียกว่าหล่อเหลาเอาการ กับโครงสร้างสีดำ พร้อมโลโก้แสงไฟสีเขียวด้านข้าง บริเวณครอบหูฟัง ขนาดกระทัดรัด

ครอบศีรษะเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยหนัง มีความนุ่มนวล งานตัดเย็บปราณีตเลยทีเดียว

ครอบหูฟังเป็นแบบ Close back ตามสไตล์ของ Earcup แบบนี้ ยังคงเน้นที่เบสหนัก และเอฟเฟกต์เยอะ ซึ่งจากที่ลองเล่นต้องบอกว่าเป็นอีกรุ่นที่ RAZER ค่อนข้างเน้นเป็นพิเศษ เหมือนตั้งใจลุยตลาดเกมเมอร์มือใหม่และคอเกมที่ไม่สนใจเรื่องรูปลักษณ์สีสันมากนัก แต่ได้อารมณ์ในการเล่นเต็มที่มากขึ้น

ครอบหูฟังหรือ Earcup นั้น ออกแบบโดยใช้วัสดุที่เป็นเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์อีกชั้นหนึ่ง เพื่อเน้นความนุ่มสบาย และสามารถกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีทีเดียว สำหรับใครที่ถูกจริตกับสไตล์หุ้มด้วยหนังแบบนี้ น่าจะชื่นชอบไม่น้อย

บนครอบหูฟังนั้น มีการติดตั้งตัวควบคุมเสียงมาให้ด้วยเลย เพื่อให้ผู้ใช้เลือกปรับได้ตามสะดวก นอกเหนือจากการปรับบนคีย์บอร์ด หรือซอฟต์แวร์ รวมถึงปุ่ม Mute หรือปิดเสียงไมโครโฟนมาด้วย

ไมโครโฟนเป็นก้านขนาดเล็ก ถอดออกไม่ได้ และดันเข้าไปเก็บไม่ได้เช่นกัน ซึ่งจะต่างจากหูฟังรุ่นพี่ๆ ที่มักจะทำได้ แต่ทาง RAZER ก็ออกแบบให้ก้านปรับตามความต้องการได้ อีกทั้งพับเก็บได้สะดวก

Headband ปรับได้ 8 ระดับ ทำให้การสวมใส่สบายยิ่งขึ้น เพราะเลือกปรับได้ตามขนาดศีรษะของแต่ละบุคคล โดยที่การครอบจะเป็นลักษณะของการหนีบเข้าโดยตรง และใช้เมมโมรีโฟมที่ครอบหู เพื่อถ่ายน้ำหนักให้สวมได้ง่าย

เมื่อเสียบสาย USB เข้ากับเครื่องเล่น เช่น โน้ตบุ๊กหรือเกมคอนโซล จะมีไฟปรากฏบนโลโก้สีเขียวด้านข้าง จะต่างจากรุ่นพี่ๆ ที่มีแสงตรงจุดที่เป็น Earcup หรือเป็นไฟ Chroma นั่นเอง

แสงไฟไม่ได้เน้นความเวอร์วัง เอาแค่พอมีแสงสว่างให้ดูสวยงาม บนโลโก้สีเขียวที่สะดุดตาไม่น้อย

การสวมใส่ค่อยข้างสบายศีรษะไม่น้อยเลย ส่วนหนึ่งเพราะน้ำหนักที่เบามาก เรียกว่าใส่เหมือนไม่ได้ใส่ ในจุดที่เป็น Headband ก็ปรับได้หลายระดับ เลื่อนไปมาได้ง่าย แม้เวลาที่เล่น จุดที่รองศีรษะก็มีขนาดไม่ใหญ่มาก น้ำหนักที่ลงบนศีรษะทั้ง 3 จุดคือ บน ข้างและครอบหู ถูกกระจายน้ำหนักได้อย่างลงตัว

แม้จะใช้ไดรเวอร์ขนาด 40mm แต่เรื่องเสียงไม่ธรรมดาเลย ด้วยเสียงกลางที่หนักพอสมควร กับเสียงแหลมที่เก็บได้ดีในระดับหนึ่ง ก็ทำให้การเล่นเกมประเภทแอ็คชั่น ประเภทยิงหูดับ ถล่มด้วยอาวุธหนัก หรือจะเป็นรายละเอียดของห่ากระสุนที่ถล่มเข้ามา ก็ยังถือว่าทำได้ดีทีเดียว

ส่วนในเรื่องของเอฟเฟกต์บนเกมนั้น เสียงกลาง อาจจะไม่ได้ลุ่มลึกนัก ตามสไตล์ของหูฟัง แต่ก็มีบึ้มบั้มให้ได้สัมผัสกันในบางจังหวะ แต่ถ้าเอาไปใช้ในการฟังเพลง ดูคอนเสิร์ท เสียงกลางจะค่อนข้างเด่นขึ้นมาเหมือนกัน

ส่วนในแง่ของทิศทางเสียงในการเล่นเกม บอกได้เลยว่า หูฟัง RAZER เป็นอีกรุ่นหนึ่ง ที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของเกมเมอร์ได้ดี สามารถจับทิศทางศัตรูได้ง่ายขึ้น รวมถึงการจับสังเกตของสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ดีกว่า ซึ่งหากใครที่ไม่เคยได้ใช้หูฟังแนวนี้ น่าจะสัมผัสได้ดีถึงการเปลี่ยนแปลง

 

Conclusion

สำหรับใครที่เคยเป็นแฟนของ หูฟัง RAZER ในซีรีส์ KRAKEN มาก่อน เชื่อว่าการเปลี่ยนมาใช้ KRAKEN X ใหม่นี้ น่าจะยังคงกลิ่นอาย และสัมผัสเดิมๆ ของความหนักแน่นและการสวมใส่ที่สบายของหูฟังรุ่นนี้ได้ไม่เปลี่ยน กับเสียงกลางที่กว้างแต่ไม่ลึก และเสียงแหลมที่เก็บรายละเอียดได้พอสมควร ตอบโจทย์คอเกม ที่ชื่นชอบการเล่นแนวแอ็คชั่น บุกตะลุยไม่ทุกย่าน ตั้งแต่ FPS พื้นฐาน ไปยัน Open World ด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง ที่เรียกว่าให้คุณมันส์ได้ ตั้งแต่ในสนามรบกลางดงระเบิดในเกม Battlefield V หรือความสะใจในดงกระสุนของ PUBG และอารมณ์การเบียดบี้ไล่ปาดกันใน NFS ซึ่งทำให้คุณได้อิ่มเอมใจไปกับเสียงกลางอันจัดจ้านของหูฟังรุ่นนี้อย่างแน่นอน กับสนนราคาที่เกมเมอร์ระดับไหนก็ตาม สามารถเอื้อมได้ถึง ใครสนใจก็ไปลองกันได้เลยตามร้านค้า ถือว่าช้อปเป็นของขวัญปลายปีได้เลย

 

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบาแค่ 250 กรัม
  • หูฟังแม่เหล็กนีโอดายเมียม ให้เสียงที่มีคุณภาพ
  • สวมสบาย ปรับเลื่อนได้สะดวก
  • การเชื่อมต่อผ่าน USB ทำให้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ได้หลากหลาย
  • มีปุ่มปรับเสียงบนตัวหูฟัง

ข้อสังเกต

  • ไมโครโฟนเป็นแบบก้านเล็ก งอได้ แต่ถอดออกไม่ได้

ราคา: ประมาณ 2,290 บาท

ติดต่อ: ร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่าย ที่มีสัญลักษณ์ RAZER

from:https://notebookspec.com/heaadset-razer-kraken-x-usb/502746/

เกมเมอร์ต้องโดน หูฟัง Logitech ASTRO A10 แค่ 1,450 บาท ด่วนๆ

ใครที่กำลังมองหาหูฟังเกมมิ่งราคาดีๆ ในงบ 1,xxx บาท แอดไปส่องมากับราคา Flash sale ของ หูฟัง Logitech ASTRO A10 หูฟังสำหรับคอเกม น้ำหนักเบา ที่มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 40mm และแม่เหล็กนีโอดายเมียม ไมโครโฟนปรับรูปแบบได้ตามต้องการ พร้อมกับขนาดที่พอเหมาะ เอาใจคนที่ชอบความนุ่มนวลในการใส่ กับครอบหูฟังที่นุ่มสบาย น้ำหนักแค่ 345 กรัม เสียงถือว่าตอบโจทย์คอเกมได้ดี เน้นเอฟเฟกต์หนัก กลางเยอะ ทั้งนี้ราคาปกติ 2,590 บาท แต่ลดราคาเหลือแค่ 1,450 บาท ถึงแค่ 9 โมงเช้านี้เท่านั้น

หูฟัง Logitech

สนใจไปช้อป Logitech คลิ๊ก ที่นี่

 

Specification

  • Frequency Response: 20 – 20,000 Hz
  • Distortion: < 3% at 1 kHz
  • Characteristic SPL: 104dB +/- 3dDB AT 1 kHz
  • Microphone: 6.0mm uni-directional microphone
  • Nominal Impedance: DC impedance 32 ohms
  • Headband Pressure: 4.5N
  • Ear Coupling: Over Ear
  • Weight w/o Cable: 346 grams
  • Connection: 3.5mm 5Pole Jack
  • Drivers: 40mm neodymium

ดูข้อมูลหูฟังเพิ่มเติม: Logitech ASTRO A10

หูฟังนี้เหมาะกับใคร

คอเกมเริ่มต้นที่กำลังมองหาหูฟัง สวมสบาย เน้นการเล่นเกมเป็นหลัก ดีไซน์ที่ดูทันสมัย ครอบหูฟังนุ่มสวมสบาย น้ำหนักค่อนข้างเบา ไม่อึดอัด กับไดรเวอร์ขนาด 40mm จึงตอบรับกับการเล่นเกมได้ดี วัสดุที่ให้ความยืดหยุ่นในการสวมใส่ ซึ่งหากมองถึงราคาจากปกติ 2,xxx บาท ลดเหลือแค่ 1,450 บาท หูฟัง Logitech รุ่นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลย

from:https://notebookspec.com/gaming-headset-logitech-astro-a10/492644/

หูฟัง HyperX Cloud MIX เล่นเกมไร้สาย เบา เสียงสะใจ พีซี มือถือ คอนโซลก็ได้

ตลาดหูฟังแบบไร้สาย คึกคักมาตั้งแต่ช่วงต้นปี เพราะมีหลายค่ายเปิดตัวกันออกมาอย่างมากมาย โดยสนนราคาเริ่มที่ 3 พันกว่าบาท เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับเกมเมอร์ที่เริ่มอิ่มตัวกับหูฟังแบบเดิมๆ จะลุกนั่งบางครั้งก็ไม่สะดวก เพราะมีสายสัญญาณรั้งเอาไว้ หูฟังแบบไร้สาย จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้กับเกมเมอร์ได้เลือกใช้งาน เช่นเดียวกับ หูฟัง HyperX Cloud MIX ที่เป็นน้องใหม่จาก Cloud series ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งแบบไร้สาย หรือจะต่อสายก็ได้เช่นกัน

HyperX Cloud MIX หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาล่าสุด ที่เรียกว่าเป็นหูฟังอเนกประสงค์ และเน้นเทคโนโลยีมาเต็ม เพราะรองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ 4.0 ให้อิสระในการใช้งานมากกว่า เพราะนอกจากจะไม่ต้องยึดติดกับการใช้งานบนพีซีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับ โน้ตบุ๊กและสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ด้วยขนาดที่พอเหมาะ น้ำหนักเบา ทำให้การพกพาหรือใช้ในช่วงการเดินทาง หรือในชีวิตประจำวันทำได้ง่ายขึ้น ให้ย่านความถี่ 10Hz-40,000Hz ที่ช่วยเก็บรายละเอียดได้ดี ไมโครโฟนแบบถอดได้ จะใช้งานแบบต่อสาย มีที่เป็นแบบต่อพ่วงให้ยาวได้ถึง 3 เมตรเลยทีเดียว พร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 40มม และแม่เหล็กนีโอดายเมียมมาในด้วย โดยข้อมูลในเบื้องต้น ระบุระยะการใช้งานได้นานถึง 20 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และยืดระยะได้ไกลสุด จากแหล่งส่งสัญญาณประมาณ 10 เมตร

 

Specification  หูฟัง HyperX

Headphone

  • ไดร์เวอร์: 40 มม. แบบไดนามิคพร้อมแม่เหล็กนีโอดีเนียม
  • ความถี่: 10Hz-40,000Hz
  • ความต้านทาน: 40 Ω
  • ระดับแรงดันเสียง: 100dBSPL/mW ที่ 1kHz
  • T.H.D.: < 2%
  • น้ำหนัก: 260 ก.
  • น้ำหนักพร้อมไมค์: 275 ก.
  • ความยาวสาย: สายชุดหูฟังแบบถอดแยกได้: 1.3 ม.
  • สายพ่วง PC: 2 ม.
  • สายชาร์จ USB: 0.5 ม.
  • ประเภทการเชื่อมต่อ: สายชุดหูฟังแบบถอดแยกได้: หัวเสียบ 3.5 มม. (4 ตอน)
  • สายพ่วง PC: หัวเสียบสเตอริโอและไมค์ 3.5 มม.

ไมโครโฟน

  • ส่วนประกอบ: ไมโครโฟนอีเล็คเตรทคอนเดนเซอร์
  • รูปแบบขั้ว: ระบบตัดสัญญาณรบกวน
  • ความถี่: 50Hz-18,000 Hz
  • ความไว: -42dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)
  • ไมโครโฟนในตัว
  • ส่วนประกอบ: ไมโครโฟนอีเล็คเตรทคอนเดนเซอร์
  • รูปแบบขั้ว: รอบทิศทาง
  • ความถี่: 50Hz-8,000 Hz
  • ความไว: -33dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)
  • เวลาใช้งานแบตเตอรี่3
  • Bluetooth: 20 ชั่วโมง
  • Bluetooth4: เวอร์ชั่น Bluetooth: 4.2
  • ช่วงสัญญาณไร้สาย: สูงสุด 10 เมตร

 

การออกแบบและฟังก์ชั่น

หน้ากล่องของ HyperX Cloud MIX มาในโทนสีขาวตัดเส้นสายสีแดง พร้อมภาพกราฟิกหูฟังเต็มพื้นที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นรายละเอียดของฟีเจอร์ ค่อนข้างเรียบง่าย แต่ก็ให้รายละเอียดได้ครบถ้วนทีเดียว

อุปกรณ์ด้านในกล่อง ที่บันเดิลมาด้วยนั้น ประกอบด้วย เอกสารประกอบการใช้งาน เอกสารแนะนำสินค้าใหม่ และถุงสีดำใส่สายสัญญาณ ประกอบด้วยสายชาร์จ สายต่อสัญญาณ 3.5,mm และสายแปลง สำหรับยืดระยะสายหูฟัง พร้อมไมโครโฟน

สายสัญญาณพื้นฐาน 3.5mm ความยาว 1.3m เป็นแบบ 3.5mm

สายสำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟัง เป็นแบบ USB Type-A to micro USB

สายสัญญาณพร้อมตัวควบคุมการทำงาน สำหรับเปิด-ปิดไมโครโฟน และปรับเพิ่ม-ลดเสียง

สายแปลงหัว 3.5mm จากไมโครโฟนและลำโพง มาเป็นช่องเดียว เพื่อยืดระยะในการใช้งาน

ครอบศีรษะด้านบนนุ่มนวล ตามสไตล์ของ HyperX Cloud ในรุ่นที่ผ่านๆ มา ช่วยในการกระจายน้ำหนักไปทั่วศีรษะ ทำให้รู้สึกไม่หนักหรืออึดอัด เมื่อใช้เป็นเวลานาน

ดูความหนาเสียก่อน ด้วยเมมโมรีโฟม ที่หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ ตรงจุดนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก หลายคนชอบ เพราะไม่ไปเกี่ยวหรือพันเส้นผมขณะใช้งาน

ครอบหูฟังด้านซ้าย มีพอร์ตสำหรับต่อสายสัญญาณ 3.5mm เข้ากับคอม และช่องสำหรับต่อไมโครโฟนในแบบถอดเข้าออกได้

ส่วนทางด้านขวา จะรับหน้าที่ในการควบคุมการใช้งานในแบบไร้สายผ่านบลูทูธ และมีปุ่มควบคุมในตัว ไม่ว่าจะเป็นการปรับเพิ่ม-ลด เปิด-ปิด และ่พอร์ต micro USB ในการชาร์จไฟ รวมถึงไฟสถานะ ที่เป็นสีแดงขณะชาร์จไฟ

จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของหูฟัง HyperX อยู่ที่ ครอบหูเป็นแบบเมมโมรีโฟม ที่มีความนุ่มนวลและยืดหยุ่น หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ที่ทำให้ไม่บีบรัดจนเกินไป ซึ่งถือว่า Cloud MIX เอง ก็ใช้รูปแบบนี้เช่นเดียวกัน พร้อมไดรเวอร์ขนาด 40mm แม่เหล็กนีโอดายเมียม

สร้างส่วนที่เป็นองค์ประกอบ  หูฟัง HyperX รุ่นนี้จะเป็นพลาสติกทื่มีความทนทาน และโครงสร้างที่เป็นโลหะที่มีความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา จึงทำให้ใช้หูฟังได้ยาวนาน ไม่รู้สึกหนักหรือเกะกะ

ยังคงความดุดันเอาไว้ ตามสไตล์ของหูฟัง Cloud series จาก HyperX ด้วยโทนสีดำทั้งบอดี้

เป็นหูฟังแบบปิด พร้อมโลโก้ขนาดใหญ่บนครอบหู เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ HyperX

ก้านปรับระดับครอบศีรษะค่อนข้างยืดหยุ่น ปรับได้ถึง 9 สเตปด้วยกัน ในการปรับก็แน่นดีทีเดียว แต่ก็ยังปรับระดับในระหว่างการเล่นได้ไม่ยาก

ไมโครโฟนบนหูฟัง Cloud MIX รุ่นนี้ มีด้วยกัน 2 ส่วนคือ แบบที่ Built-in มาบนครอบหูฟัง และแบบต่อเป็นก้านไมค์ออกมา สามารถถอดเข้าออกได้ ซึ่งเสียงและการตัดเสียงรบกวนทำได้ดีทีเดียว

การเชื่อมต่อหูฟังทำได้ง่ายมากๆ แค่กดปุ่มเพาเวอร์บนหูฟัง จนไฟสีฟ้า-แดงกระพริบสลับ แล้วเปิดตัวส่งสัญญาณต้นทาง ตามที่ได้ลองกับสมาร์ทโฟน ก็สามารถเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อมือถือ ตรวจพบสัญญาณจากหูฟัง ก็พร้อมสำหรับการเชื่อมต่อและใช้งาน

ภาพจากเป็นการเชื่อมต่อ  หูฟัง HyperX นี้เข้ากับสมาร์ทโฟน ระบบแจ้งว่าพร้อมสำหรับการใช้งาน

 

Conclusion

หูฟัง HyperX Cloud MIX เป็นหูฟังสำหรับการเล่นเกมที่อเนกประสงค์อีกรุ่นหนึ่ง ที่คาดว่าน่าจะเข้ามาเพิ่มดีกรีความมันในการเล่นเกมของหลายๆ คนได้ โดยเฉพาะกับเกมเมอร์ที่เล่นอยู่หลายๆ แพลตฟอร์ม เพราะรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบมีสาย ผ่านทางหัวต่อ 3.5mm ตามปกติ รวมถึงการเชื่อมต่อแบบ Wireless ผ่านทาง Bluetooth ซึ่งตอบโจทย์ได้ทั้งกลุ่ม คอมพิวเตอร์ โมบายและคอนโซล เรียกว่า คุณจะอยู่แพลตฟอร์มไหน ก็สนุกได้เหมือนกัน โดยรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2 ให้การเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่นและสะดวกกับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ในแง่ของคุณภาพของการผลิต ถ้าดูจากโครงสร้างเป็นหลัก น่าจะเรียกความมั่นใจได้เต็ม เพราะ Cloud MIX ยังคงความแข็งแรงได้เฉกเช่น Cloud series ในรุ่นต่างๆ และยังใส่ฟังก์ชั่นมาบนครอบหูเอาไว้ด้วย แม้ว่าในการใช้แรกๆ คุณอาจจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ เพื่อให้ใช้งานได้คล่องตัวมากขึ้นก็ตาม ครอบหูฟังหรือ Earcup มาในแบบนุ่มนวล เอาใจคอเกมที่เล่นกันนานๆ และการใช้งานไร้สายได้ยาวนานนี้ ก็ทำให้ไม่ต้องเจอกับปัญหา เผลอลุกแล้วดึงหลุดหรือจะเดินไปห้องน้ำ แต่กลัวทีมทักมาแล้วไม่ได้ยิน หูฟังรุ่นนี้ตอบโจทย์ได้

นอกจากนี้ยังสนับสนุน Hi-Res Audio ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในด้านความบันเทิงในปัจจุบัน พูดง่ายๆ คือ การสูญเสียสัญญาณที่น้อยมากจากการเข้ารหัส จึงทำให้คุณได้สัมผัสเสียงคุณภาพสูงอย่างเต็มอิ่ม ร่วมกับไฟล์หลายรูปแบบ อาทิ WAV, FLAC, AIFF เป็นต้น ผู้ใช้จะได้ประโยชน์ในด้านความบันเทิงอย่างเต็มที่ ซึ่งในตลาดยังมีไม่มากนัก สำหรับหูฟังไร้สายที่รองรับฟีเจอร์นี้ ในด้านคุณภาพเสียง ให้ความรู้สึกที่แน่นของเสียงกลาง ตามที่คอเกมชอบ เสียงแหลมพอเก็บรายละเอียดได้ดี กับเอฟเฟกต์ต่างๆ เติมมาได้สนุก เรื่องทิศทางก็ถือว่าใช้ได้เลย เล่นเกมแนว Battle Royale สนุกแน่นอน หรือจะเป็นเกมสปอร์ตรถแข่งหรือ MOBA ก็ได้ฟีลที่ดีเช่นกัน เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากจะได้หูฟังไร้สาย ที่ใช้งานแบบมีสายได้ สนนราคาครึ่งหมื่น Cloud MIX น่าสนใจครับ แต่ถ้าอยากได้ระบบเดียว ก็ลองเป็น Stinger ราคาเบาๆ ก็มีให้เลือกเช่นกัน แต่ถ้างบไม่เป็นปัญหา ก็แนะนำ MIX เพราะคุณจำได้อะไรอีกหลายอย่างที่คุ้มค่ามากขึ้นแน่นอน

 

จุดเด่น

  • ใข้ได้ทั้งเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ และต่อสายปกติ
  • น้ำหนักเบา สวมสบาย ครอบหู Memory foam
  • มีไมโครโฟนบนตัวหูฟังและแบบก้านถอดใส่ได้
  • แบตใช้งานได้ยาวนานทีเดียว
  • มีตัวควบคุมเสียงมาบนสาย เมื่อใช้งานผ่านสาย

ข้อสังเกต

  • ต้องปรับตัวในการใช้ปุ่มบนครอบหู เพื่อให้ใช้งานได้สะดวก

ราคา: ประมาณ 6,490 บาท

ติดต่อ:  JIBGump.in.th,

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX Cloud MIX

from:https://notebookspec.com/hyperx-cloud-mix-wireless-headset/488289/