คลังเก็บป้ายกำกับ: สหรัฐอเมริกา

สหรัฐ-สหภาพยุโรป เตรียมระงับภาษีไวน์ อาหาร และเครื่องบิน

หลังจากที่ Joe Biden ขึ้นมา เราก็เริ่มเห็นบรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศดีขึ้น ผ่อนคลายจากเดิม หลังจากที่ก่อนหน้านี้สมัยที่ Trump ยังเป็นผู้นำสหรัฐฯ อยู่ บรรยากาศทางการค้าค่อนข้างดุเดือดทั้งจีน เอเชีย และยุโรป ยกตัวอย่างจากประเด็นที่พยายามขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากฝรั่งเศส ภาษีไวน์ ด้านฝรั่งเศสก็เตรียมเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยี ไปจนถึงแอร์บัส เป็นต้น 

ล่าสุด สหรัฐอเมริกาและยุโรปตกลงที่จะระงับภาษีนับพันล้านเหรียญสหรัฐระหว่างกันชั่วคราว ซึ่งก็มีทั้งภาษีที่มาจากสินค้าประเภทเครื่องบิน ไวน์ อาหาร และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามหาทางเจรจาเพื่อระงับความขัดแย้งในระยะยาว 

เรื่องนี้ Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ทวีตข้อความแสดงความยินดีหลังจากที่ได้พูดคุยกับ Joe Biden เธอกล่าวว่าเป็นการเริ่มต้นที่สดใสระหว่างหุ้นส่วนยุโรปกับสหรัฐอเมริกาที่จะนำไปสู่การระงับภาษีที่เกี่ยวกับ Airbus และสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับเครื่องบิน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเห็นชอบว่าจะแก้ปัญหาร่วมกัน 

เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายหารือกันมีหลากหลายประเด็น ทั้งการจัดการโรคระบาด การจัดการวิกฤตโลกร้อน การจัดตั้งสภาการค้าและเทคโนโลยีขึ้น และการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยในโลก 

Joe Biden โจ ไบเดน
Tuesday, Feb. 16, 2021, in the Oval Office of the White House. (Official White House Photo by Lawrence Jackson)

เรื่องแรก การจัดการโรคระบาดโควิด-19 และวัคซีนต้านโควิด

ทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาต่างก็เป็นผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิดรายใหญ่ของโลก สามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่ดี มีการหารือที่เตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดในอนาคตมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาความปลอดภัยทางสุขภาพให้เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่ง Biden ก็ได้รับการเชื้อเชิญให้ร่วมประชุมผู้นำสูงสุดด้านสุขภาพโลกที่โรม วันที่ 21 พฤษภาคมนี้ 

ส่วนประเด็นเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้น ทั้งสองฝ่ายหารือที่จะร่วมกับรับผิดชอบในการปกป้องโลกมากขึ้น ด้านสหภาพยุโรปได้แสดงความขอบคุณที่ Joe Biden กลับเข้าสู่ความร่วมมือที่เป็นความตกลงปารีส ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเตรียมเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ COP26 ที่จะจัดขึ้นที่กลาสโกว์ภายในปีนี้ 

ในด้านการค้า ทั้งสองฝ่ายเตรียมจัดตั้งสภาการค้าและเทคโนโลยีที่จะเป็นการหารือในระดับรัฐมนตรี เป้าหมายของความร่วมมือนี้คือการสร้างพันธมิตรด้านเทคโนโลยีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก 

ในด้านนโยบายต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันมากขึ้นในการสนับสนุนให้เกิดประชาธิปไตย เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นกับประเทศหุ้นส่วนทั้งหลายท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดภายใต้กรอบ NATO และจะให้ความสำคัญทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีน รัสเซีย เบลารุส ยูเครน และคาบสมุทรบอลข่านตะวันตก

Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป
Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปกับความตกลงที่จะระงับภาษีระหว่างกันชั่วคราวเป็นระยะเวลา 4 เดือนนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องบินซึ่งเป็นข้อพิพาทกันในองค์การการค้าโลก (WTO) การระงับภาษีดังกล่าวครอบคลุมทั้งเครื่องบินและสินค้าที่ไม่ใช่เครื่องบิน และจะมีผลทันทีหลังจากที่กระบวนการภายในของทั้งสองฝ่ายดำเนินการเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ความตกลงดังกล่าวจะทำให้สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาลดอุปสรรคทางการค้ากันได้ค่อนข้างมาก 

ที่มา – The New York Times, European Commission, The White House, USTR

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สหรัฐ-สหภาพยุโรป เตรียมระงับภาษีไวน์ อาหาร และเครื่องบิน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/usa-and-europe-agree-to-suspend-tariff-of-wine-food-and-airplane/

Trump รอดข้อหา Impeachment รอบสอง วุฒิสภาโหวตแต่เสียงไม่ถึง 2 ใน 3

Donald Trump รอดพ้นจากการถอดถอน (impeachment) จากตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่สอง หลังวุฒิสภาสหรัฐลงมติเอาผิดเขาด้วยเสียง 57:43 แต่ยังไม่ถึงเสียง 2 ใน 3 ตามเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ

Trump รอดจากข้อหา impeachment รอบแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 จากประเด็นการแทรกแซงการเมืองยูเครนเพื่อโจมตี Hunter Biden บุตรชายของ Joe Biden ที่ทำธุรกิจอยู่ในยูเครน ตอนนั้น Trump รอดพ้นด้วยคะแนนโหวต 52-48 และ 53-47 (สองข้อหาย่อย)

แต่ช่วงต้นปี 2021 Trump มีเอี่ยวในเหตุการณ์บุกยึดสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐวันที่ 6 มกราคม 2021 ทำให้เขาถูกเสนอชื่อถอดถอนอีกครั้ง และสร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกถอดถอน 2 รอบ

ถึงแม้ตอนนั้น Trump ใกล้หมดวาระประธานาธิบดีแล้ว เหลือเวลาเพียงอีกไม่กี่วัน แต่พรรคเดโมแครตที่ตอนนี้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาล่าง-สภาสูง ก็เดินหน้าเอาผิดเขาต่อไปเพื่อสร้างบรรทัดฐาน และหาก Trump โดนวุฒิสภาโหวตถอดถอน เขาจะหมดสิทธิ์เป็นประธานาธิบดีอีกในอนาคต ซึ่งคาดกันว่าเขาจะกลับมาชิงชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024

ในการถอดถอนรอบที่สองเมื่อคืนนี้ (13 กุมภาพันธ์ ตามเวลาสหรัฐ) วุฒิสภาโหวตถอดถอนด้วยเสียง 57:43 ยังขาดอีก 10 เสียงถึงจะเท่ากับเสียงข้างมาก 67 เสียงตามเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคเดโมแครตมีเสียงในวุฒิสภา 50 เสียง ทั้งหมดโหวตเอาผิด Trump ตามคาด

แต่ยังมีอีก 7 เสียงจากพรรครีพับลิกัน ที่หันมาโหวตเอาผิด Trump ด้วย (รอบที่แล้วมีเพียง Mitt Romney จากพรรครีพับลิกันคนเดียวที่โหวตเอาผิด Trump)

วุฒิสมาชิกทั้ง 7 รายได้แก่ Mitt Romney คนเดิม เพิ่มด้วย Richard Burr (North Carolina), Susan Collins (Maine), Bill Cassidy (Louisiana), Lisa Murkowski (Alaska), Ben Sasse (Nebraska),  Pat Toomey (Pennsylvania)

ในขณะที่ ส.ว. รีพับลิกันอีก 43 คน ซึ่งรวมถึงอดีตประธานวุฒิสภา Mitch McConnell ที่ออกมาวิจารณ์ Trump อย่างหนักหลังเหตุการณ์บุกยึดรัฐสภา ก็ยังโหวตให้ Trump รอดพ้นผิด ทำให้เขาถูกวิจารณ์อย่างหนักจากฝั่งเดโมแครต

หลัง Trump รอดพ้นจากกระบวนการถอดถอน เขาออกแถลงการณ์ว่านี่เป็น “ขบวนการล่าแม่มด” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนถูกถอดถอนผ่านกระบวนการ impeachment สำเร็จแม้แต่คนเดียว

ที่มา – BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Trump รอดข้อหา Impeachment รอบสอง วุฒิสภาโหวตแต่เสียงไม่ถึง 2 ใน 3 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/trump-second-impeachment-voted/

Biden สั่งคว่ำบาตรเมียนมาแล้ว! ไม่ให้ผู้นำทหารเข้าถึงเงินทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาทในสหรัฐ

เป็นไปตามที่คาดการณ์ ในที่สุดสหรัฐฯ ก็ออกมาเทคแอคชั่นจริงจังเสียที หลังจากที่มีการส่งสัญญาณผ่านแถลงการณ์แล้วเรียบร้อยก่อนหน้านี้ว่า จะหาทางพิจารณามาตรการที่เหมาะสมตอบโต้การรัฐประหารของทหารที่ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเมียนมา ล่าสุด Joe Biden ออกคำสั่งลงโทษเมียนมาด้านเศรษฐกิจแล้ว

protest Myanmar coup
ภาพจาก Shutterstock

การทำโทษครั้งนี้น่าจะส่งผลกระทบกองทัพเมียนมาที่ทำรัฐประหารไม่น้อย เพราะไม่ใช่แค่การระงับความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการระงับการเข้าถึงเงินของเมียนมาเองที่อยู่ในสหรัฐฯ ทั้งนี้ Biden ระบุว่า วันนี้เขาได้ขอให้ทหารเมียนมาปล่อยตัวผู้นำทางการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยทันที ซึ่งก็มีทั้งผู้นำรัฐอย่างออง ซาน ซูจี และวิน มินท์ ประธานาธิบดีเมียนมา กองทัพต้องสละอำนาจ

Biden ระบุว่า จะตัดการเข้าถึงกองทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2.99 หมื่นล้านบาทของผู้นำทหารเพื่อเป็นการคว่ำบาตรหรือทำโทษทหารผู้ออกมารัฐประหารโดยตรง ซึ่งรวมถึงธุรกิจต่างๆ ของญาติผู้ใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องด้วย Biden ยังย้ำอีกว่า สหรัฐฯ จะไม่ความช่วยเหลือใดๆ ต่อเมียนมาด้วย

ทั้งนี้สหรัฐฯ มีกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่าจะไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อรัฐบาลที่ยึดอำนาจหรือรัฐประหารมา แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีช่องทางสนับสนุนทุนให้กับเมียนมาผ่านกลุ่มองค์กรต่างที่ไม่ใช่รัฐบาลก็ตาม ซึ่งกลุ่มผู้นำทางทหารระดับสูงที่ทำให้เกิดรัฐประหารนี้คือนายพล มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาและกองทัพเมียนมาที่ตอนนี้ถูกมาตรการลงโทษแล้วเรียบร้อย ทั้งการแบนห้ามเข้าประเทศสหรัฐฯ และทำโทษทางการเงิน ต่อจากนี้คาดว่ามีแนวโน้มจะเพิ่มมาตรการกดดันเพิ่มเติม

ฟัง podcast เรื่องผลพวงรัฐประหารในเมียนมากันได้ที่นี่

ที่มา – CNA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Biden สั่งคว่ำบาตรเมียนมาแล้ว! ไม่ให้ผู้นำทหารเข้าถึงเงินทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาทในสหรัฐ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-sanction-myanmar-freeze-asset-1-billion-usd-in-united-states-after-coup/

บริษัทต่างชาติในเมียนมาเริ่มกังวล ทั้งสหรัฐฯ, กลุ่ม G7 และ EU รุมประณามหลังทหารทำรัฐประหาร

บริษัทต่างชาติทั้งสัญชาติญี่ปุ่นและไทยต่างเข้าไปลงทุนในเมียนมานับสิบปีแล้ว แต่การรัฐประหารในเมียนมาเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้หลายบริษัทเริ่มกังวลความเสี่ยงที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจของกองทัพ ความเสี่ยงเหล่านี้ประกอบด้วย ความเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปอาจนำมาตรการคว่ำบาตรออกมาใช้ ความเสี่ยงในการทำธุรกิจภายใต้ระบอบทหารและความไม่แน่นอนทางนโยบาย

protest Myanmar coup
ภาพจาก Shutterstock

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า ไม่กังวลสภาพการค้าชายแดนเท่าไรนัก คาดว่าน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่น่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทยในเมียนมา

จากสถิติอาเซียน ไทยคือคู่ค้าอันดับ 2 ของเมียนมา มีการส่งออก 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐและมีการนำเข้าอยู่ที่ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 ช่วงระหว่างปี 2015-2020 ไทยลงทุนในเมียนมากว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเป็นประเทศที่ลงทุนในเมียนมาเป็นอันดับ 6 รองจากจีนและญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่นลงทุนในเมียนมากว่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากที่นานาประเทศเริ่มคว่ำบาตรเมียนมา ญี่ปุ่นก็ลดการลงทุนในเมียนมามาตั้งแต่ปี 2011 รัฐบาลประเมินว่าชาวญี่ปุ่นน่าจะอาศัยอยู่ในเมียนมาราว 3,500 คน ญี่ปุ่นมีหลายบริษัทที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา มีทั้งซูซูกิ มอเตอร์, โตโยต้า มอเตอร์ที่เริ่มเข้าไปลงทุนเป็นรายแรกๆ นอกจากนี้ เมียนมายังเป็นแหล่งดึงดูดให้หลายประเทศเข้ามาลงทุนทั้งบริษัทไทยและญี่ปุ่น เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูง มีค่าแรงที่ไม่แพง ทำให้หลายประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีกำลังการผลิตในประเทศตัวเองน้อยเริ่มหันหน้าเข้าหาเมียนมา

อย่างไรก็ดี เป็นไปได้ว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปน่าจะเดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลทหารเมียนมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่เห็นด้วยที่มีการรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ก็เลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วหลังจากที่มีการเริ่มปกครองประเทศในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่สถานการณ์ล่าสุด ทำให้น่าจะมีการทบทวนมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกลับมาใช้ใหม่ นั่นหมายความว่าความช่วยเหลือต่างๆ ที่มีต่อเมียนมาน่าจะถูกลดทอน ยกเลิกได้

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาติดตามสถานการณ์การยึดอำนาจของทหารเมียนมามาตลอดนับตั้งแต่จับกุมตัวผู้นำ อองซาน ซูจีและการทำรัฐประหาร สหรัฐฯ เรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัวผู้นำ ผู้สื่อข่าวและหยุดละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยทันที สหรัฐฯ ขอให้มีการเลือกตั้งเพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยซึ่งประธานาธิบดีไบเดนระบุว่า การยึดอำนาจรัฐบาลของกองทัพคือการทำลายการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยและยังทำหลายหลักนิติธรรมด้วย สหรัฐฯ จะเดินหน้าใช้มาตรการที่เหมาะสมหลังเกิดเหตุรัฐประหาร

ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ เท่านั้นที่ต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้ในเมียนมาแต่ประเทศผู้นำโลกกลุ่ม G7 ก็ร่วมประณามด้วย (กลุ่ม G7 ประกอบด้วย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา และผู้แทนระดับสูงจากสหภาพยุโรป) แถลงการณ์จากรัฐมนตรีต่างประเทศจากกลุ่ม G7 ร่วมประณามการรัฐประหารในเมียนมา โดยเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้นำ อองซาน ซูจี และประธานาธิบดีวิน มินต์ รวมถึงให้ยุติคำสั่งภาวะฉุกเฉินตลอดจนคืนอำนาจให้กลับรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยเสีย

นอกจากนี้ การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในเมียนมายิ่งทำให้เกิดความกังวลต่อพลเรือนทั้งหลายด้วย กลุ่ม G7 ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมาที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในเมียนมาต่อไป

European Union อียู สหภาพยุโรป
ภาพจาก Shutterstock

ด้านสหภาพยุโรปก็ร่วมประณามการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตประชาธิปไตย (NLD) และปล่อยตัวผู้นำพลเมืองคนอื่นๆ ที่กองทัพจับกุมไปด้วย นักวิเคราะห์จาก Asia Plus Securities ระบุว่า การตอบสนองจากชาติตะวันตกหลังทหารยึดอำนาจ สะท้อนให้เห็นว่า มีแนวโน้มที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา

ที่มา – Nikkei Asia, U.S. Department of State (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post บริษัทต่างชาติในเมียนมาเริ่มกังวล ทั้งสหรัฐฯ, กลุ่ม G7 และ EU รุมประณามหลังทหารทำรัฐประหาร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/usa-g7-and-eu-condemning-the-coup-in-myanmar/

Biden เดินหน้าเต็มสูบ ผลักดันนโยบาย Buy American กระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่

หลัง Joe Biden ชูนโยบาย made in all of America เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้มีการลงทุนกับภาคการผลิตในประเทศภายใต้นโยบาย buy American ตอนนี้เขาทำตามสัญญาแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เขาก็เริ่มงานด้วยการจัดการควบคุมโควิดระบาดก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยมาตรการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและวันนี้ก็ถึงเวลากลับมาสร้างกระดูกสันหลังของชาติอเมริกันให้แข็งแรง ทั้งภาคการผลิต แรงงาน และชนชั้นกลาง 

ก่อนหน้านี้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ถือเป็นกลไกหลักในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศ ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังจะกลับมาใช้นโยบายผลิตในอเมริกา (Made in America) ใช้เงินจากผู้เสียภาษีเพื่อสร้างชาติอเมริกันอีกครั้ง เราจะซื้อสินค้าอเมริกันและสนับสนุนงานอเมริกัน เพื่อแรงงานอเมริกัน ในทุกๆ ปี สหรัฐฯ จะใช้จ่ายเงินราวๆ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 17 ล้านล้านบาท​เพื่อการจัดซื้อ ต่อจากนี้ เงินที่ใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อก็เพื่อการสนับสนุนงานให้กับคนอเมริกัน เพื่อธุรกิจอเมริกัน 

ปี 2018 แค่ปีเดียว รัฐบาลใช้จ่ายเงินสำหรับกระทรวงกลาโหมไปราว 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ กับผู้ผลิตซึ่งเป็นคู่สัญญาจากต่างประเทศ เกือบ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หมดไปกับเครื่องยนต์และยานพาหนะจากต่างประเทศแทนที่จะมาจากบริษัทอเมริกันเอง ภายใต้การบริหารดังกล่าว รัฐเซ็นสัญญากับบริษัทต่างประเทศเพิ่มขึ้น 30% ทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลง 

Joe Biden โจ ไบเดน
Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ภาพจาก Twitter Presiden Biden

สิ่งแรกที่ Biden มุ่งทำคือ Build Back Better Recovery Plan คือการลงทุนกับแรงงานอเมริกันมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวให้ดีขึ้น ต้องมีการจัดซื้อสินค้าอเมริกันมากขึ้น ภายใต้แผนนี้ สหรัฐฯ จะลงทุนนับแสนล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้ซื้อสินค้าอเมริกัน วัตถุดิบที่ผลิตจากอเมริกา สหรัฐฯ จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ต้องมีการจ้างงานนัยล้านตำแหน่ง ใช้สินค้าจากอเมริกัน เทคโนโลยีอเมริกัน 

สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้มีการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น สหรัฐฯ จะลงทุนอย่างหนักเพื่อการวิจัยและพัฒนานับแสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำให้นวัตกรรมของสหรัฐฯ แข็งแกร่ง ทั้งเทคโนโลยีแบตเตอรี AI เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้าะผลิตในอเมริกาโดยคนอเมริกัน เพื่อให้เกิดการสร้างงานนับล้านตำแหน่งทั้งในส่วนของยานยนต์ พลังงานสะอาด 

การลงนามคำสั่งพิเศษ Buy American จะมีการพัฒนาเงื่อนไขในการจัดซื้อมากขึ้น เช่น ถ้าซื้อยานพาหนะมาใช้งานในภาครัฐ ต้องมีการแสดงรายละเอียดให้เห็นว่า ชิ้นส่วนประกอบยานยนต์นั้นเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตในอเมริกาอย่างน้อย 50% แค่เพียง 50% ก็ถือว่าอยู่ในอัตราที่เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนและปรับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งก็รวมทั้งการจัดซื้อของภาครัฐ เพื่อรับรองว่าเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ทำได้

จากการลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีดังกล่าว เพื่อให้สหรัฐฯ ทำเพื่ออนาคตของอเมริกาและเพื่อคนงานอเมริกามากขึ้น สรุปได้ ดังนี้ 

  • การจัดซื้อของภาครัฐ จะต้องมีการจัดซื้อที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ และบริการที่มาจากการผลิตในอเมริกา บริษัทอเมริกา เพื่อช่วยธุรกิจและสร้างงานให้คนอเมริกันเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยอยู่ในอัตรา 50% ขึ้นไป
  • กฎหมายผลิตในอเมริกา (Made in America Laws นี้ ใช้เป็นกฎเกณฑ์ นโยบายเพื่อทำให้เกิดการซื้อสินค้าของอเมริกาเพื่อคนอเมริกันเพิ่มมากขึ้น 
  • สำนักงานการบริหารและงบประมาณของสหรัฐ​ (OMB) ต้องจัดตั้ง Made in America Office ขึ้น โดยมีผู้อำนวยการ OMB เป็นคนแต่งตั้งผู้อำนวยการ Made in America ขึ้นมา ใช้ระยะเวลา 45 วัน 
  • ไบเดนประกาศ รถยนต์ทุกคันของรัฐบาลต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น รถยนต์ของรัฐบาลกลางจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะต้องผลิตในสหรัฐอเมริกาด้วยแรงงานของคนอเมริกัน
  • ไบเดนชูนโยบาย Made in all of America และ Buy American สานประโยชน์ทุกกลุ่ม ทุกสีผิว

 ที่มา – The White House (1), (2), Build Back Better

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Biden เดินหน้าเต็มสูบ ผลักดันนโยบาย Buy American กระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่  first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-ensure-america-future-with-buy-american-policy/

ภารกิจ 100 วันแรกของ Joe Biden และ 7 เรื่องใหญ่ที่ผู้นำโลกให้ความสำคัญ

Joe Biden กับภารกิจ 100 วันแรกที่เขาต้องทำ เรียกได้ว่างานหนัก สาหัสจริงๆ สำหรับ Biden เหนื่อยตั้งแต่ก่อนทำพิธีสาบานตนด้วยซ้ำ Biden มีแผนที่ตั้งใจทำทันที 7 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน 

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46
ภาพจาก The White House

Biden กับภารกิจ 7 เรื่องใหญ่ที่ตั้งใจสะสาง

  1. โควิด-19 ปัญหาใหญ่ที่หลายประเทศมี

เรื่องแรกที่ Biden เลือกทำก็เป็นไปตามความคาดหวังของผู้คน นั่นก็คือปัญหาโควิดระบาดที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสหรัฐฯ และยังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ สิ่งแรกที่ Biden เลือกทำ คือการกลับเข้าสู่ความร่วมมือภายใต้กรอบองค์การระหว่างประเทศ WHO หรือองค์การอนามัยโลก ที่ทรัมป์ทิ้งโลกไว้ข้างหลังด้วยการถอนตัวออกจาก WHO และการเข้าร่วมโครงการ COVAX โครงการเสาหลักแห่งวัคซีน เพื่อช่วยประเทศที่เข้าถึงวัคซีนยาก สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเป็นประเทศที่มีอิทธิพลหรือประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางการเงินเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ 

  1. วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ไบเดนจะจัดการเรื่องนี้จริงจังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะให้คนทำงานชาวอเมริกันและธุรกิจต่างๆ หันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น นี่คือภารกิจเร่งด่วนที่ Biden จะกลับเข้าสู่สนธิสัญญาด้านสภาพอากาศ (Paris Climate Accord) หลังทรัมป์ถอนตัวออกมา 

  1. ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ 

Joe Biden ตั้งใจทำให้ชาติมีความเท่าเทียมกันในทางโอกาสมากขึ้น ปัญหานี้ทวีความรุนแรงมากโดยเฉพาะในสมัยทรัมป์ กระแสต้านการเหยียดสีผิวจุดติดโดยเฉพาะจากกรณีเจ้าหน้าที่อเมริกันยิง จอร์จ ฟลอยด์ เสียชีวิตโดยมีปมปัญหามาจากการเหยียดสีผิวเป็นสำคัญ เรื่องนี้ Biden สะท้อนผ่านการเลือกบุคลากรเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งการเลือกรัฐมนตรีกลาโหมผิวสีคนแรก และยังมีรองประธานาธิบดีอย่างแฮร์ริส ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเท่าเทียมทางเพศและความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ เพราะเธอเป็นทั้งผู้หญิงผิวดำเชื้อสายอินเดียคนแรกและยังเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกด้วย 

Joe Biden v.s. Kamala Harris
ภาพจาก The White House
  1. ปัญหาเศรษฐกิจ

เรื่องใหญ่ที่ต้องสะสางไม่แพ้เรื่องอื่นคือเรื่องเศรษฐกิจ Joe Biden จัดใหญ่ทุ่มงบกว่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่กับแผน American Rescue Plan ซึ่งก็มีทั้งเงินให้เปล่า เงินทุนช่วยเหลือทั้งสำหรับโรงเรียนและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งก็ทำให้ Golman Sachs ถึงขั้นปรับคาดการณ์เพราะเห็นอนาคตทางเศรษฐกิจที่สดใสขึ้น 

การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวของ Biden ก็เพื่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 สร้างงานในอเมริกาหลังจากที่ตกงานอย่างหนักหลายสิบล้านคน

  1. สาธารณสุข

ประเด็นนี้ต้องบอกว่า Biden ให้ความสำคัญมากจริงๆ เนื่องจากประชาชนประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะสมัยทรัมป์ที่พยายามยกเลิกโอบามาแคร์ นี่คือหายนะที่ทรัมป์ทิ้งไว้ Biden เตรียมออก Affordable Care Act เพื่อทำให้ทุกคนเข้าถึงสาธารณสุขได้ ลดต้นทุนการรักษาพยาบาลที่สหรัฐฯ มีค่ารักษาแพงอันดับต้นๆ ของโลก และทำให้ระบบการรักษาสุขภาพมีความซับซ้อนน้อยลง 

  1. เรื่องคนเข้าเมือง 

Biden เตรียมปฏิรูประบบคนเข้าเมือง โดยเริ่มจากยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศสำหรับคนมุสลิมจาก 7 ประเทศ แผนปฏิรูปดังกล่าวก็เพื่อทำให้ประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้นและรุ่งเรืองมากขึ้นด้วยการสร้างความยุติธรรมให้กับคนในประเทศ ทำระบบคนเข้าเมืองเพื่อทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ให้ประชาชนเดินทางข้ามประเทศไปมาหากันได้เพื่อมาช่วยกันสร้างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

อเมริกา America
Photo by Eliel Thomaz on Unsplash
  1. ปรับจุดยืนอเมริกาที่มีต่อประชาคมโลกให้ดีขึ้น

Biden เตรียมฟื้นฟูภาพลักษณ์และจุดยืนประเทศที่มีต่อประชาคมโลกให้ดีขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลกและอีกค่านิยมหลักที่อเมริกันเชิดชู ก็คือประเด็นสิทธิมนุษยชน ตลอดจนช่วยทำให้ชนชั้นกลางซึ่งถือเป็นชนชั้นหลักที่ Biden มองว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงโควิดระบาดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น 

ที่มา – The White House 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ภารกิจ 100 วันแรกของ Joe Biden และ 7 เรื่องใหญ่ที่ผู้นำโลกให้ความสำคัญ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-first-100-days-and-priorities-plan/

อเมริกากลับมาแล้ว! Biden กลับเข้าสู่ความร่วมมือ WHO ตั้งแต่วันแรกที่เป็นประธานาธิบดี

Joe Biden ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา กำลังคืนความภูมิใจของพลเมืองในประเทศและประชาคมโลกในสถานะบทบาทผู้นำโลกอีกครั้ง ด้วยการกลับเข้ามาร่วมมือ สนับสนุน WHO องค์การอนามัยโลก ช่วยโลกสู้โควิด-19 ระบาด

ไฟแรง! วันแรกก็เริ่มงานใหญ่ งานสำคัญของประธานาธิบดีแล้ว

สำหรับ Biden ต้องเรียกว่าไฟแรงเกินอายุ แม้กำลังจะเข้าสู่วัย 80 ปีในอีกไม่นาน แต่ความเป็นผู้นำมหาอำนาจโลกที่แบกภาระบนบ่าที่ใหญ่เกินตัวขนาดนี้ แค่วันแรกก็สร้างความประทับใจให้ผู้คนแล้ว Biden ยืนยันว่า เขาจะตัดสินใจทำตรงข้ามกับสิ่งที่ทรัมป์เคยทำ (ล้มเหลว)

สิ่งแรกที่ Biden เลือกทำสำหรับการเป็นประธานาธิบดี คือการเอาแผนถอนตัวออกจาก WHO ที่ทำไว้ในสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ออก โดย Anthony Fauci (แอนโทนี ฟอซี) ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อจะเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมผู้บริหารระดับสูงตามแผนที่ Biden-Harris กำหนดไว้ด้วย

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46
Joe Biden (โจ ไบเดน) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ภาพจาก The White House

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศตัดความสัมพันธ์กับองค์การอนามัยโลกในช่วงกลายเดือนพฤษภาคม โดยอ้างว่า WHO ถูกจีนครอบงำ ทั้งที่การถอนตัวดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากว่าเป็นท่าทีที่อันตราย เนื่องจากโลกกำลังประสบปัญหากับโรคระบาดอย่างสาหัสและสหรัฐฯ ก็คือผู้ให้ทุนรายใหญ่อันดับ 1 ของ WHO

คนจริง 2021: Biden ทำตามสัญญาตั้งแต่สมัยเป็นแคนดิเดต

Biden เคยประกาศผ่านทวิตเตอร์สมัยที่ยังเป็นแคนดิเดตว่า เขาจะกลับมาร่วมมือกับ WHO ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้เป็นประธานาธิบดี นอกจากนี้ กระบวนการถอนตัวออกจาก WHO จะใช้ระยะเวลา 12 เดือนและจะมีผลบังคับในวันที่ 6 กรกฎาคม 2021 นี้ 

การควบคุมโควิด-19 เป็นสิ่งที่เขาเลือกทำ ทั้งการขยายการตรวจโรค การกลับไปเปิดโรงเรียนให้เด็กนักเรียนไปเรียนได้อย่างปลอดภัย ธุรกิจกลับมาดำเนินกิจการได้ เร่งจัดการเรื่องวัคซีน และกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับ WHO โดยทันที แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้โลกรับมือกับโรคระบาดได้

หลังจากที่ Tedros ผู้อำนวยการ WHO เห็นว่าสหรัฐฯ จะกลับเข้าสู่ความร่วมมือ เขาก็บอกว่า WHO คือครอบครัวของประเทศชาติ เรายินดีที่เห็นสหรัฐฯ ยังอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เราคือครอบครัวเดียวกัน 

โดย Anthony Fauci ได้เผยแถลงการณ์ถึง WHO ว่า เขาได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนจากสหรัฐฯ ในนามของรัฐบาล Biden-Harris และในฐานะหัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของประธานาธิบดี Biden 

ฟอซีเป็นตัวแทนของนักวิทยาศาสตร์ ตัวแทนบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ผู้ร่วมต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จากนั้นฟอซีก็พูดถึงความเหนื่อยยากที่โลกตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัสมาด้วยกันและประกาศว่า สหรัฐฯ จะยังคงสถานะสมาชิกองค์การอนามัยโลกต่อไป เมื่อวานนี้ (20 มกราคม 2021) Biden ได้ลงนามในจดหมายเพื่อดึงเรื่องถอนตัวออกจาก WHO กลับไป จดหมายฉบับนั้นได้ส่งต่อมายังผู้อำนวยการ WHO แล้ว 

Anthony Fauci พูดถึง Biden กลับเข้าสู่ WHO
Anthony Fauci พูดถึง Biden กลับเข้าสู่ WHO

สหรัฐฯ จะให้ความร่วมมือทั้งทางการเงิน ทั้งทางเทคนิค และสานสัมพันธ์กับ WHO ต่อไป สหรัฐฯ จะร่วมมือที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรับมือกับโควิด-19 และประธานาธิบดี Biden ยังเตรียมร่วมมือกับโครงการ COVAX เสาหลักแห่งการเข้าถึงวัคซีน

ด้าน Tedros แห่ง WHO นอกจากจะกล่าวคำขอบคุณ ซาบซึ้งที่อเมริกายังเห็นเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ ยังมีแถลงการณ์ขอบคุณประธานาธิบดี Biden ที่จะเข้ามาร่วมอยู่ใน WHO และยังเห็นด้วยที่จะมาเข้าร่วมโครงการ COVAX เสาหลักแห่งวัคซีนซึ่งเป็นโครงการของ WHO ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประเทศที่ไม่สามารถเข้าถึงวัคซีน สามารถเข้าถึงได้รวดเร็วและง่ายขึ้น

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวขอบคุณ Biden ที่กลับมาร่วมมือกับ WHO
ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวขอบคุณ Biden ที่กลับมาร่วมมือกับ WHO และเข้าสู่โครงการ COVAX

ผู้อำนวยการ WHO กล่าวขอบคุณประธานาธิบดี Biden และรองประธานาธิบดี Harris ผ่านทวีตข้อความเขาอีกครั้ง

ที่มา – Yahoo, The Verge, The White House, HHS, WHO

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อเมริกากลับมาแล้ว! Biden กลับเข้าสู่ความร่วมมือ WHO ตั้งแต่วันแรกที่เป็นประธานาธิบดี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-restore-relationship-with-who-immediately/

Biden: ชัยชนะของประชาธิปไตย ยืนหยัดรับใช้ประชาชน รับฟังทุกคนไม่เลือกข้าง

Joe Biden และ Kamala Harris เข้าพิธีสาบานตนรับใช้ชาติอเมริกันเรียบร้อย ราบรื่น

Biden เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 และรองประธานาธิบดีแฮร์ริสเป็นผู้หญิงคนแรกและเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกแห่งประวัติศาสตร์สำหรับตำแหน่งนี้  

ประชาธิปไตยล้ำค่า เปราะบาง แต่ในที่สุดก็คว้าชัยชนะได้

Biden กล่าวสุนทรพจน์หลังทำพิธีสาบานตนว่า วันนี้เป็นวันของอเมริกา เป็นวันแห่งประชาธิปไตย วันแห่งประวัติศาสตร์และวันแห่งความหวัง วันแห่งการเริ่มต้นใหม่และวันแห่งการแก้ไข ตลอดห้วงเวลาแห่งการหล่อหลอมประเทศอเมริกา นี่คือบททดสอบใหม่ เป็นความท้าทายของอเมริกา วันนี้ เรามาร่วมฉลองชัยชนะ เจตจำนงของประชาชนถูกรับฟังแล้ว ได้รับการใส่ใจแล้ว 

เราได้เรียนรู้อีกครั้งหนึ่งว่าประชาธิปไตยนั้นล้ำค่ายิ่ง ประชาธิปไตยนั้นเปราะบางและชั่วโมงนี้ ประชาธิปไตยได้รับชัยชนะแล้ว

Biden กล่าวประณามความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้นในแคปิตอล ที่พยายามสั่นคลอนรากฐานของอเมริกา เราร่วมอยู่เป็นชาติเดียวกันภายใต้พระเจ้าที่มิอาจแบ่งแยกได้ เพื่อให้เราถ่ายโอนอำนาจอย่างสงบสันติอย่างที่เคยดำเนินมายาวนานสองศตวรรษแล้ว เขากล่าวขอบคุณผู้ที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขาจากทั้งสองพรรคที่มาปรากฏตัวอยู่ในพิธีสาบานตน ขอบคุณประธานาธิบดีคาร์เตอร์ ที่ได้คุยกันเมื่อค่ำวานนี้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันในวันนี้แต่ก็เคารพเขาในห้วงเวลาที่รับใช้ชาติ

Joe Biden โจ ไบเดน สาบานตน Inauguration
WASHINGTON, DC – JANUARY 20: Joe Biden is sworn in as U.S. President during his inauguration on the West Front of the U.S. Capitol on January 20, 2021 in Washington, DC. During today’s inauguration ceremony Joe Biden becomes the 46th president of the United States. (Photo by Alex Wong/Getty Images)

เขาขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ ต่อจากนี้เราจะเร่งเครื่องเดินหน้าทำภารกิจทั้งหลายที่รออยู่ ทั้งซ่อมแซม ฟื้นฟู เยียวยาและสรรค์สร้าง ในอดีต ประเทศชาติเผชิญความท้าทายมากกว่าที่เราเผชิญหลายเท่า ไวรัสทำให้เราสูญเสียชีวิตผู้คนภายในหนึ่งปีพอๆ กับสูญเสียชีวิตผู้คนทั้งหมดจากสงครามโลกครั้งที่สอง สูญเสียงานนับล้านตำแหน่ง ธุรกิจปิดตัวนับแสน ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติที่เราร้องหามากว่า 400 ปี ความฝันเรื่องความยุติธรรมสำหรับเราทุกคน ไม่ใช่สิ่งต้องรอคอยอีกต่อไป

ความสุดโต่งทางการเมือง การเหยียดสีผิว การเชิดชูคนผิวขาว การก่อการร้ายในประเทศเป็นสิทงที่เราต้องเผชิญและเราอาจจะพ่ายแพ้ เพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณ เพื่อความมั่นคงของอเมริกาที่ต้องใช้มากกว่าคำพูด มันคือความยากเย็นที่สุดของประชาธิปไตย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Biden พูดถึงการประกาศเลิกทาสของอับราฮัม ลินคอร์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่บังคับใช้ในวันปีใหม่ ปี 1863 เมื่อเขาลงนามในคำประกาศ เขากล่าวว่า ถ้าชื่อของเขาได้บันทึกลงในประวัติศาสตร์แล้ว มันหมายถึงการกระทำและจิตวิญญาณของเขาทั้งหมดได้ประทับไว้ในที่นี้ด้วย เช่นเดียวกัน Biden กล่าวว่า จิตวิญญาณเขาก็อยู่ในนี้เช่นกัน ทำให้ประชาชนร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สหรัฐอเมริกา America
Photo by Ferdinand Stöhr on Unsplash

เขาขอให้ชาวอเมริกันร่วมกันต่อสู้กับศัตรูที่กำลังเผชิญอยู่ ทั้งความโกรธเกรี้ยว ความคับแค้นใจ ความเกลียดชัง ความสุดโต่ง ความไร้กฎหมาย ความรุนแรง โรคระบาด การตกงาน การไร้ความหวัง ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะทำให้สหรัฐฯ ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ สิ่งที่สำคัญ

เราสามารถทำผิดได้ เราสามารทำให้ผู้คนมีงานทำที่ดีได้ เราสามารถสอนเด็กในโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย เราสามารถเอาชนะไวรัสได้

เราจะฟื้นฟูชนชั้นกลาง ทำระบบประกันสุขภาพเพื่อประชาชนทุกคน ส่งต่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ เราสามารถสร้างอเมริกาให้เป็นขุมกำลังที่ดีของโลกได้ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติประสบความสำเร็จได้ มันอาจจะดูเหมือนฝันไปที่จะพูดเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในห้วงยามนี้ การแบ่งขั้วในประเทศนั้นหยั่งรากลึก นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประวัติศาสตร์ของเราต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม การเหยียดเชื้อชาติ ความชาตินิยม ความกลัว เหล่านี้แบ่งเราให้แยกออกจากกัน เรายังสู้ต่อไป 

ตลอดห้วงสงครามกลางเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ สงคามโลก วินาศกรรม 9/11 ล้วนยากลำบาก มีทั้งความเสียสละ ความพ่ายแพ้ ความดีงามของเราทำให้เราคว้าชัยชนะได้เสมอมา ในทุกห้วงขณะที่เราผ่านพ้นมา มันมากเพียงพอที่จะทำให้เราไปด้วยกันเพื่อให้ประเทศชาติก้าวหน้าต่อไปได้

ทั้งประวัติศาสตร์ ความศรัทธาและเหตุผลทั้งมวลแสดงให้เห็นถึงวิถีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเรา เราไม่มองคนอื่นเป็นศัตรูแต่เป็นเพื่อนบ้าน ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน หยุดตะโกนใส่กันด้วยความเดือดดาล ถ้าเราไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันก็ไร้ซึ่งความสงบสุข มีแต่ความโกรธแค้น ขุ่นเคือง ไม่ก้าวไปข้างหน้ามีแต่ความเหนื่อยล้าจากความโกรธแค้น ไม่มีชาติ มีเพียงความวุ่นวาย นี่คือห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของวิกฤตและความท้าทาย รวมกันเป็นหนึ่งเพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ถ้าเราทำได้เช่นนี้ เขารับประกันได้ว่าชาติเราจะไม่ล้มเหลว อเมริกาไม่เคยล้มเหลวเมื่อเราร่วมมือร่วมใจกัน

America อเมริกา
Photo by Josh Johnson on Unsplash

ยืนหยัดต่อสู้ความทุกข์ยาก เป็นประธานาธิบดีเพื่ออเมริกันทุกคน

จงฟังผู้อื่น ดูผู้อื่น แสดงความเคารพต่อผู้อื่น การเมืองไม่จำเป็นต้องไม่ลุกเป็นไฟ เผาทำลายทุกสิ่ง ทุกความเห็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกัน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่สงคราม เราต้องปฏิเสธวัฒนธรรมที่สร้างความรุนแรง อเมริกันต้องดีกว่านี้ เขาเชื่อว่า อเมริกาดีกว่านี้ได้

108 ปีที่แล้ว ในวันสาบานตน มีผู้คนนับพันออกมาประท้วงและพยายามกีดกันผู้หญิงที่มีความกล้าหาญที่ต้องการเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง วันนี้ ผู้หญิงคนแรกที่สาบานตน คือผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส อย่าบอกเขาว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

Biden ประณามการก่อความรุนแรงในแคปิตอลที่ผ่านมา ความรุนแรงที่พยายามจะยุติหนทางประชาธิปไตยของอเมริกา มันไม่น่าเกิดขึ้นได้ มันจะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ เขายืนยันจะเป็นประธานาธิบดีสำหรับชาวอเมริกันทุกคนซึ่งรวมทั้งคนที่ไม่สนับสนุนเขา เขาขอให้ประเทศก้าวหน้าต่อไป แม้จะมีคนไม่เห็นด้วย นั่นก็คือประชาธิปไตย นั่นคืออเมริกา มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยอย่างสันติ นี่อาจจะเป็นความยิ่งใหญ่ของชาติเรา การไม่เห็นด้วยต้องไม่นำไปสู่ความแตกแยก

เขาจะเป็นประธานาธิบดีของทุกคน เขาจะต่อสู้อย่างหนักเพื่อคนที่ไม่สนับสนุนเขาให้เท่าๆ กับคนที่สนับสนุนเขา นักบุญที่โบสถ์เขานิยามถึงเป้าหมายร่วมกันที่เรารักมีหลายอย่างมากมาย เป้าหมายร่วมที่เราเรา ที่นิยามอเมริกันชนคือโอกาส ความมั่นคง เสรีภาพ ศักดิ์ศรี ความเคารพซึ่งกันและกัน เกียรติภูมิและความจริง

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้มีบทเรียนที่สอนให้เราได้เรียนรู้ความเจ็บปวด คือความจริงและความหลอกลวง ความหลอกลวงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ เราทุกคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ หน้าที่พลเมือง และผู้นำที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญและชาติ เพื่อยืนหยัดเพื่อความจริง ต่อสู้กับความหลอกลวง 

เขาเข้าใจความกลัวของคนอเมริกัน ความกลัวเมื่อนึกถึงอนาคต ความกังวลเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เราต้องยุติสงครามแห่งความป่าเถื่อน ยุติการต่อสู้ระหว่างนำ้เงินกับแดง ชนบทกับเมือง อนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม ถ้าเราทำให้จิตวิญญาณของเราเปิดกว้าง เราจะอดทนอดกลั้น อ่อนน้อมถ่อมตน ยินดีที่จะเข้าใจผู้อื่น ประเทศเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น มีความพร้อมมุ่งสู่อนาคตมากขึ้น เราจะผ่านมันไปด้วยกัน โลกกำลังเฝ้าดูอยู่

Biden ใช้โอกาสในการกล่าวคำสาบานตนพูดถึงมิตรประเทศทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาผ่านวาระ America first ของโดนัลด์ ทรัมป์ว่า เราจะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับชาติพันธมิตรและประชาคมโลกอีกครั้ง นี่เป็นความท้าทายของเรา 

จากนั้นเขาก็ขอให้ทุกคนร่วมกันไว้อาลัยให้แก่ทุกชีวิตที่จากโลกนี้ไปเพราะโรคระบาด กว่า 400,000 คนที่จากไป มีทั้งคนที่เป็นพ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูกชาย ลูกสาว เพื่อน เพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงาน เราจะทำให้เขาเห็นว่าชาติของเราจะมุ่งไปในทิศทางที่ควระเป็น นี่คือห้วงเวลาแห่งการทดสอบ เรากำลังเผชิญหน้ากับการโจมตีประชาธิปไตย การทำลายข้อเท็จจริง ไวรัสที่ระบาดอย่างหนัก ความไม่เท่าเทียมที่มีมากขึ้น การเหยียดเชื้อชาติ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ บทบาทสหรัฐ

Biden จะปกป้องรัฐธรรมนูญ ปกป้องประชาธิปไตย ปกป้องอเมริกา รับใช้ประชาชนทุกคน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม เขียนอเมริกาด้วยความหวัง ไม่ใช่ความกลัว เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่การแบ่งแยก 

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46

เส้นทางชีวิตกว่าจะมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46: Joe Biden

กว่า Joe Biden จะคว้าเก้าอี้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ไม่ง่าย วันนี้เขาได้ทำพิธีสาบานตนขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศคนที่ 46 แล้ว ย้อนดูเส้นทางชีวิตของเขากัน

ปี 1942 เส้นทางชีวิตของเขาล้มลุกคลุกคลานมามาก เริ่มตั้งแต่เกิดมา แม้จะอยู่ในสถานะคนชั้นกลาง แต่สถานภาพทางเศรษฐกิจในครอบครัวค่อนข้างยากลำบาก จนสิบขวบเขาก็เริ่มย้ายที่อยู่อาศัยจากรัฐเพนซิลเวเนียสู่รัฐเดลาแวร์ สถานะทางการเงินเริ่มดีขึ้น เขาใช้ชีวิต ศึกษา เติบโตและอยู่ที่นี่มาตลอด

ปี 1966 พออายุ 20 ปีกว่าๆ เขาก็เริ่มสร้างชีวิตครอบครัวกับเนลเลีย ฮันเตอร์ มีลูกด้วยกัน 3 คน ลูกชาย 2 คนคือโจเซฟ อาร์ โบ ไบเดน (เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งตอนปี 2015 เป็นคนที่ไบเดนคาดหวังอยากให้เป็นประธานาธิบดีและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ด้วย)

โรเบิร์ต ฮันเตอร์ ไบเดน (ชายหนุ่มผู้มีข่าวฉาวเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวและธุรกิจกับยูเครนและภาษี จนต้องเก็บตัวเงียบเพื่อไม่ให้เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ Biden ถูกโจมตีช่วงหาเสียง) และลูกสาวคนเล็ก นาโอมิ คริสตินา

ปี 1972 หลังจาก Biden เริ่มชีวิตด้วยอาชีพทนายความ จากนั้นเขาก็เข้าสู่แวดวงการเมืองและชนะเลือกตั้งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอายุน้อยที่สุดด้วยวัย 29 ปีแห่งรัฐเดลาแวร์ ดีใจได้เพียง 1 สัปดาห์ ภรรยาและลูกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่งผลให้ภรรยาและลูกสาวคนเล็กเสียชีวิต ส่วนลูกชายสองคนบาดเจ็บสาหัส เขาเกือบปิดฉากเส้นทางการเมืองเพื่อไปดูแลลูก แต่ก็ถูกโน้มน้าวให้ทำงานต่อไป

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภาพจาก Twitter Joe Biden

ปี 1977 ห้าปีให้หลังการเสียชีวิตของภรรยาและลูกสาว เขาแต่งงานกับ Jill Tracy Jacobs และมีลูกสาว 1 คน ชื่อแอชลีย์ เบลเซอร์ และ Joe Biden ก็ไม่ทำให้ผิดหวังสำหรับเส้นทางการเมืองที่เขาเลือก เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา 7 สมัย (ปี 1973-2009)

ปี 1988 เริ่มเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยแรก ด้วยภาพลักษณ์ผู้ชายกลางๆ มีทักษะในการพูด และยังเป็นชายหนุ่มที่มีอายุน้อยที่สุดอันดับสองรองจากจอห์น เอฟ เคนเนดี ที่ได้รับเลือกให้เข้าชิงตำแหน่ง

ปี 2008 (20 ปีต่อมา) เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง แต่ตัดสินใจถอยหลังให้คู่แข่งในระยะเวลาไม่นาน บารัค โอบามาคว้าชัยชนะครั้งนี้ และเขาก็ถูกชักชวนให้เป็นรองประธานาธิบดี

ปี 2009-2017 เข้าสู่ตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2 สมัยซ้อน

Joe Biden โจ ไบเดน
ภาพจาก Shutterstock

ปี 2021 ในที่สุดก็ได้มา เก้าอี้ผู้นำมหาอำนาจโลกอันดับ 1 Biden จะปกครองประเทศอย่างไรท่ามกลางโควิดระบาดจนติดเชื้อมากที่สุดในโลก เสียชีวิตมากที่สุดด้วย และยังมีปัญหาการเมืองภายในที่แตกหักจากมรดกแห่งซากปรักหักพังที่โดนัลด์ ทรัมป์ทำไว้

ปัญหาเศรษฐกิจที่มีคนตกงานมหาศาล หนี้ท่วม แถมยังมีความขัดแย้งกับจีนที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังมีความสัมพันธ์ร้าวฉานกับองค์การระหว่างประเทศหลากหลายแห่ง

Biden จะใช้ประสบการณ์ทางการเมืองยาวนานเกือบ 50 ปีมารักษาอเมริกา หรือ heal America และทำเพื่อชาวอเมริกันทุกคนแม้จะไม่ได้เลือกเขาเข้ามาตามที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ ความท้าทายสำหรับตำแหน่งผู้นำอเมริกา ผู้นำมหาอำนาจโลก ยังมีปัญหาอีกมาก รอให้ Biden จัดการต่อไป

ที่มา – The Guardian, ABC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Biden: ชัยชนะของประชาธิปไตย ยืนหยัดรับใช้ประชาชน รับฟังทุกคนไม่เลือกข้าง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/joe-biden-inauguration-day-2021/

โควิดพ่นพิษแรงงาน หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นและอเมริกา ถอดใจ เลิกหางานทำ

หางานไม่ได้สักที ก็เลิกหางานทำเสียเลยดีกว่า ผู้คนนับล้านๆ รายถอดใจเลิกหางานทำ หลังโควิด-19 ระบาดไม่หยุด นิคเคอิ เอเชีย เผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถิติแรงงานจาก 10 ประเทศ ซึ่งมีจำนวนแรงงานจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษรวมอยู่ด้วย พบว่า ตัวเลขโดยรวมมีจำนวนแรงงงานลดลง 6.6 ล้านคนนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน เทียบกับไตรมาสเดียวกัน ปี 2019

แรงงาน ญี่ปุ่น labor

โควิดระบาดส่งผลให้คนหนุ่มสาวและอดีตพนักงานพาร์ทไทม์ถูกปลดออกจากการทำงานเป็นจำนวน ช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก ทำให้เกิดการเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3% ก่อนที่จะมีการระบาด เพิ่มเป็น 14.8% ในเดือนเมษายน 2020 หลังโควิดระบาด ขณะเดียวกัน จำนวนการว่างงานในญี่ปุ่นก็สูงขึ้นด้วย

สำหรับสหรัฐอเมริกา ช่วงเมษายนถึงกันยายน มีคนได้รับการจ้างงานโดยรวมอยู่ที่ 9.9% ถือว่าอยู่ในอัตราที่น้อยกว่าปีก่อนหน้า แต่ถ้าเป็นจำนวนของคนที่อายุน้อยกว่า 24 ปีมีจำนวนมากถึง 19.1% ส่วนแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายนั้นลดลงอยู่ที่ 16.8% ส่วนคนที่ทำงานระยะสั้นมีอัตราที่แย่ลงอยู่ที่ 15.2%

ส่วนในญี่ปุ่น จำนวนคนที่มีรายได้รายปีต่ำกว่า 1 ล้านเยน หรือ 9,600 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.89 แสนบาท มีจำนวนลดลง 1.09 ล้านคนในช่วงไตรมาสที่สาม หรือเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดแรงงานแย่ลง ทำให้แรงจูงใจในการทำงานของคนลดลงด้วยเช่นกัน

ตกงาน ว่างงาน unemployment
ภาพจาก Shutterstock

ตลาดแรงงาน 10 ประเทศในบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และไทย พบว่าตลาดแรงงานนั้นลดลง 15.35 ล้านคนเป็น 439.33 ล้านคนในไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้า คือช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งก็เป็นช่วงแรกที่มีการระบาดโควิดอย่างหนักในหลายประเทศ นอกจากนี้ เมื่อดูตัวเลขย้อนหลังก็พบว่า เป็นจำนวนแรงงานที่ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่มกราคม 2014 คือต่ำสุดในรอบ 6 ปี

เดือนกรกฎาคม 2020 จำนวนแรงงานหายไปจากตลาดแรงงานราว 6.6 ล้านคน ต่อมาในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2020 หลายประเทศใช้มาตรการ lockdown ทำให้แรงงานไม่สามารถหางานทำได้ ในสหรัฐฯ คนเริ่มถอดใจ เลิกหางานทำ ส่งผลให้อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคม อยู่ที่ 9.8% สูงกว่าตัวเลขที่ทางการรายงานถึง 3.1%

ขณะที่อัตราการว่างงานในญี่ปุ่น ที่ถอดใจเลิกหางานทำก็เพิ่มจำนวนสูงขึ้นเช่นกัน สถาบันวิจัยญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ในปี 2018-2019 จำนวนคนสูญเสียงาน และไม่ได้มองหางานทำใหม่อยู่ที่ 1.1% และมีจำนวนเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังอยู่ที่ 1.3%

office worker แรงงาน
ภาพจาก Shutterstock

ปัจจุบัน โลกเข้าสู่การระบาดโควิดระลอกสาม ญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินในโตเกียวและจังหวัดโดยรอบ ทำให้การฟื้นตัวของแรงงานที่คาดว่าจะมีลักษณะเป็นกราฟรูปตัววีในตอนแรก อาจจะแย่กว่าเดิม ฮิซาชิ ยามาดะ รองประธานสถาบันวิจัยระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายให้คนหันกลับมาทำงาน หันเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อทำงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงงานกำลังขาดแคลน โดยเฉพาะในธุรกิจของเนิร์ซแคร์ หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

ที่มา – Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โควิดพ่นพิษแรงงาน หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นและอเมริกา ถอดใจ เลิกหางานทำ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/covid-impact-labor-market/

Trump สร้างประวัติศาสตร์ เป็น ปธน. สหรัฐคนแรกที่ถูกสภาล่างโหวตอิมพีชเมนต์ 2 ครั้ง

Donald Trump
ภาพจาก Shutterstock

Donald Trump สร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (House of Representatives) โหวตอิมพีชเมนต์ 2 ครั้ง

Trump ถูกสภาล่างของสหรัฐโหวตอิมพีชเมนต์ครั้งแรกในช่วงปลายปี 2019 ในข้อหาใช้อำนาจประธานาธิบดีในทางที่ผิด จากกรณีแทรกแซงการเมืองยูเครน แต่เอาตัวรอดมาได้เพราะสภาสูง (วุฒิสภา) ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ ตีตกข้อหาไป

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐคนใดถูกถอดถอนจากตำแหน่งด้วยการอิมพีชเมนต์เลยแม้แต่คนเดียว กรณีที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นคราว Richard Nixon จากคดี Watergate แต่เขาก็ชิงลาออกจากตำแหน่งก่อนการโหวต ทำให้ไม่มีโอกาสได้ดูผลคะแนนว่าเขาจะโดนอิมพีชเมนต์หรือไม่

ล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งโหวตเห็นชอบการเอาผิด Trump จากข้อหายุยงให้ม็อบบุกยึดอาคารรัฐสภาของสหรัฐ ด้วยคะแนน 232-197 โดยรอบนี้มี ส.ส. จากพรรครีพับลิกัน 10 คน ย้ายข้างมาโหวตร่วมเอาผิด Trump ด้วย ซึ่งท่าทีของ ส.ส. รีพับลิกันหลายคนต่างจากรอบก่อนที่ปกป้อง Trump เต็มที่ แต่รอบนี้ ส.ส. หลายคนออกมาแสดงจุดยืนว่าจะโหวตเอาผิด Trump

Nancy Pelosi ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญในการโหวตอิมพีชเมนต์ Trump ในสภาล่างทั้งสองครั้ง

ขั้นถัดไป เรื่องอิมพีชเมนต์จะถูกส่งเข้าไปยังวุฒิสภาสหรัฐ ที่ปัจจุบันสองพรรคมีเสียงเท่ากันที่ 50:50 โดย Trump จะถูกถอดถอนก็ต่อเมื่อได้คะแนนโหวตมากกว่า 2 ใน 3 (ต้องได้คะแนนอย่างน้อย 67 เสียง) ซึ่งขึ้นกับท่าทีของ ส.ว. ฝ่ายรีพับลิกันแล้วว่า จะมาร่วมโหวตถอดถอนเขาหรือไม่ ซึ่งในทางปฏิบัติก็ไม่ง่ายนักที่จะได้เสียงจากรีพับลิกันถึง 17 เสียง

Trump จะลงจากตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2021 นี้ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าวุฒิสภาจะเรียกประชุมในกรณีอิมพีชเมนต์ได้ทันวันที่ 20 หรือไม่ แต่แม้ว่า Trump ลงจากตำแหน่งไปแล้ว การลงมติอิมพีชเมนต์สำเร็จก็จะส่งผลให้ Trump หมดโอกาสลงสมัครประธานาธิบดีในปี 2024 ตามที่เขาเคยประกาศไว้ว่าสนใจ เพราะถือเป็นการแบนไม่ให้ Trump มีสิทธิเข้ามารับตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” นั่นเอง

ที่มา – BBC, Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Trump สร้างประวัติศาสตร์ เป็น ปธน. สหรัฐคนแรกที่ถูกสภาล่างโหวตอิมพีชเมนต์ 2 ครั้ง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/trump-second-impeachment-house-representatives/