คลังเก็บป้ายกำกับ: สมาร์ทซิตี้

อุดรฯ วางแผน 6 โครงการ มุ่งสู่เมืองอัจฉริยะ “Udoncity Creative Community”

อันนี้ต้องบอกว่าเป็นข่าวดีของชาวอุดรธานีจริงๆ เมื่อทางเทศบาลนครอุดรธานี ได้วางแผนแม่บทในการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทศบาลนครอุดรธานี ระยะเวลา พ.ศ.2562 – พ.ศ.2565 โดยจะพัฒนาเทศบาลนครอุดรธานี ให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ ภายใต้แนวคิด Udoncity Creative Community ชุมชมสร้างสรรค์กับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประกอบด้วยแผนที่จะพัฒนาด้วยกัน ดังนี้

1.ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ (Planetarium Edutainment Discovery Space : PED Space) จะเป็นศูนย์ที่ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ หรืออาจจะเรียนกว่าเป็น ท้องฟ้าจำลองเทศบาลนครอุดรธานี ก็ว่าได้

2.ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovative Learning Center)
ส่งเสริมการเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับเยาวชน ประชาชน และบุคลากรเทศบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะด้านการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมและต่อยอดสู่การนำไปสร้างมูลค่าเป็นธุรกิจ ยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มุ่งพัฒนาทักษะความสามารถ (Skill Set) ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลให้กับทุกภาคส่วนให้สามารถพร้อมต่อการขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล เสริมศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่

3.แหล่งเรียนรู้ของนักสร้างนวัตกรรม (Market Space)
สถานที่ที่ผู้คนซึ่งมีความสนใจเดียวกัน เข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ หรือทำโครงงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีความพร้อมและเหมาะสมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับนักสร้าง (Maker) หรือนักนวัตกรรม (Innovator) ที่ต้องการจะมุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมให้บริการแหล่งความรู้ สื่อ หนังสือ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่มีราคาสูง กิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ในการส่งเสริมและพัฒนานักสร้าง

4.พื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) เพื่อส่งเสริมอุดรเมืองศูนย์กลาง
จะเป็นศูนย์กลาง Start-Up ที่มีศักยภาพ ในระดับสากล พร้อมเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันที่มีสาธารณูปโภคเพียบพร้อมในการบ่มเพาะศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ และเป็นชุมชนย่อม ๆ อีกทั้งยังจะสร้างบรรยากาศการลงทุน และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ทั้งผู้ประกอบการ และเยาวชนที่มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตให้พร้อมต่อการเป็น “ผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล”

5.E-Sport Stadium พื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลด้าน E-Sport
เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ด้าน e-Sports ซึ่งเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนที่สนใจด้านเกม ได้พัฒนาความสามารถเชิงสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างคุณค่าด้วยการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่จะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคตได้ อาทิ อาชีพนักพัฒนาเกม (Game Developer) นักกีฬา e-Sports สตรีมเมอร์ ผู้จัดการแข่งขัน นักพากย์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของอุตสาหกรรมเกมต่อสังคมไทย

6.ศูนย์ปฏิบัติการเมืองอัจฉริยะ (Smart City Operation Center)
เป็นศูนย์เชื่อมต่อข้อมูลกลางของเมืองอัจฉริยะ และควบคุมสั่งการเมืองแบบบูรณาการ ใช้งานที่ครอบคลุมการจัดการสารสนเทศ และการควบคุมสั่งการการจราจรและความปลอดภัยในเขตเมือง ควบคุมสั่งการและประสานการดำเนินงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ติดตามสถานะ การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานีได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบัน

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/udoncity-creative-community/

ชาวนนท์เฮ “นครนนท์ 4.0” เทศบาลนำเทคโนโลยีพัฒนาเมือง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

“นครนนท์ 4.0” โครงการนำร่องปีที่ผ่านมาเป็นไปได้ด้วยดี เสร็จสิ้นไปแล้ว 91 โครงการ คิดเป็น 94% ของแผนงานทั้งหมด ล่าสุดเดินเครื่องต่อยอดสร้างระบบติดตามสถานการณ์น้ำผ่านกล้อง CCVT พร้อมการแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านแอพพลิเคชันไปยังผู้เกี่ยวข้องแบบเรียลไทม์ 24 ชม. ตั้งเป้าพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบการระบายน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการระบบน้ำ ทั้งน้ำเสียน้ำใช้ ระบบปรับปรุงถนน สิ่งแวดล้อม พื้นที่สาธารณะ ตั้งรับปัญหาขยะล้นเมือง ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรเทศบาลนครนนบุรีที่มีอยู่กว่า 4 แสนราย สู่การเป็นสมาร์ทซิตี้อย่างสมบูรณ์ยั่งยืน

นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ “นครนนท์ 4.0” ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 ด้วยการนำเทคโนโลยีจีไอเอสเข้ามาใช้ในการพัฒนาเมือง เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชน และเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม โดยสามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันที่ใช้งานได้ง่าย ทั้งบนสมาร์ทโฟนและแท็บแลต โดยเฟสแรกได้นำระบบแผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อใช้กับงานบริการประชาชน 6 ด้าน ประกอบด้วย ระบบแจ้งปัญหาร้องเรียน ระบบติดตามโครงการ ระบบสวัสดิการและสังคม ระบบสาธารณสุข ระบบงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย และระบบบูรณาการข้อมูลและ ArcGIS ล่าสุดลุยต่อยอดสร้างระบบติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อการบริหารจัดการระบบน้ำแบบเรียลไทม์ 24 ชม.

อย่างไรก็ดีเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศภูมิศาสตร์ ยังได้เข้ามาพัฒนาระบบต่าง ๆ ให้กับเทศบาลนครนนทบุรี ได้แก่ ระบบแจ้งเหตุร้องเรียนร้องทุกข์ประชาชน ที่สามารถแจ้งเหตุเข้ามาผ่านระบบและสามารถติดตามหรือดูภาพรวมทั้งหมด ค้นหาการแจ้งเหตุร้องเรียนร้องทุกข์ได้โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 43% โดยมีระบบติดตามกิจกรรมโครงการ เพื่อบริหารความคืบหน้าของโครงการทั้งหมดของเทศบาลนครนนทบุรี ทั้ง 11 หน่วยงานภายใต้เทศบาลนครนนทบุรี ที่แสดงผลในรูปแบบ Dashboard พร้อมแผนที่ พิกัดที่ตั้ง รายละเอียดโครงการ ผู้รับผิดชอบ งบประมาณที่ใช้ รวมถึงสถานะโครงการ โดยภาพรวมในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มีโครงการต่าง ๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 91 โครงการ คิดเป็น 94% ของโครงการทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันยังมีบางส่วนงานเป็นโครงการนำร่อง โดยมีแผนที่จะพัฒนาบูรณาการข้อมูลไปใช้ในอนาคตอันใกล้นี้

ด้านนายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมตรีนครนนทบุรี กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำงานของเทศบาลนครนนทบุรีในอนาคต จะมุ่งเน้นในเรื่องระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยตั้งเป้าหมายในการพัฒนาปรับปรุงถนน สิ่งแวดล้อม ต้นไม้ ไฟฟ้า พื้นที่สาธารณะ การระบายน้ำ และรวมถึงระบบป้องกันน้ำท่วม ปัจจุบันได้มีระบบติดตามดูระดับน้ำในพื้นที่ ซึ่งเทศบาลนครนนทบุรีมีความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูง การทำงานเพื่อรองรับประชาชนในทุก ๆ ด้าน ต้องใช้บุคลากรจำนวนมากเพื่อรองรับประชากรในพื้นที่ ซึ่งมีกว่า 4 แสนคน ทั้งประชากรที่มีชื่อในทะเบียนบ้านและประชากรจากภูมิลำเนาอื่นที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ จนปัญหาปริมาณขยะที่มีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 500 ตันต่อวัน ส่งผลให้ต้องใช้การบริหารจัดการระบบน้ำเป็นพิเศษ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรเทศบาลนครนนทบุรี โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยริมคลอง ริมแม่น้ำ

เทศบาลนครนนทบุรี ตั้งใจที่จะพัฒนาเมืองตามวิสัยทัศน์และพันธกิจ ด้วยการพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนประชาชนบนมาตรฐานบริการที่ดีมีคุณภาพด้วยระบบการบริหารจัดการที่ดี โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าเป็นส่วนช่วยเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เช่น ระบบการให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทั้ง 6 ระบบที่กล่าวมา เมื่อระบบการทำงานสะดวกสบาย รวดเร็ว คล่องตัว ก็สามารถแก้ไขและจัดการปัญหาได้รวดเร็วขึ้น เพื่อนำไปสู่การบริการประชาชนอย่างมีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลจัดการและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมือง จนก้าวเป็น Smart City เป็นเมืองที่น่าอยู่ทั้งในวันนี้และอนาคต

from:https://www.enterpriseitpro.net/nakonnon-4-0-smart-city/

หัวเว่ย ผนึก DEPA และ Roland Berger ทำแผนเมืองอัจฉริยะในจังหวัดภูเก็ต

หัวเว่ย ได้เปิดตัวรายงานเชิงลึก “Smart City Framework and Guidance for Thailand: แผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในจังหวัดภูเก็ต 2019” ในงาน ASEAN Smart Cities Network Conference & Exhibition 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัลในจังหวัดภูเก็ต หนึ่งในเมืองนำร่องเมืองอัจฉริยะของไทย พร้อมให้ข้อมูลเชิงลึกและเสนอข้อแนะนำเกี่ยวกับกรอบการทำงานที่ครบวงจร อันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพลิกโฉมเมืองให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

หัวเว่ยจัดทำรายงานเชิงลึกเรื่องแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในจังหวัดภูเก็ตฉบับนี้ร่วมกับโรแลนด์ เบอร์เกอร์ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้เกิดขึ้น และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยนำแนวคิดมาจากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ ไทยแลนด์ 4.0ซึ่งรัฐบาลประกาศในปี 2559รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการนำเสนอโรดแมปเชิงปฏิบัติการที่จะช่วยสนับสนุนชุมชนให้พร้อมรองรับโลกดิจิทัลแห่งอนาคต

หัวเว่ยตระหนักดีว่าการพัฒนาแบบครบวงจรนั้นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน หัวเว่ยในฐานะตัวขับเคลื่อนและตัวเร่งให้เกิดการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัล ได้ทำการประเมินเชิงลึกและกรณีศึกษาด้านบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเมืองอัจฉริยะที่พัฒนาสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึงให้ข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมพร้อมนำเสนอแผนการทำงานเพื่อเปลี่ยนภูเก็ตให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะโดยสมบูรณ์ภายในปี 2563

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)

รายงานเชิงลึกฉบับนี้เน้นแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่วิจัยมาเพื่อจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะอันประกอบด้วยธุรกิจบริการ 5 ประเภทและตัวขับเคลื่อนบริการ 8 ประการสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะสำหรับภูเก็ตและทุกจังหวัดในประเทศไทย บริการที่กล่าวถึงในรายงานฉบับนี้ ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภคอัจฉริยะ การขนส่งอัจฉริยะ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ ความเป็นอยู่อัจฉริยะ และเศรษฐกิจอัจฉริยะ ส่วนตัวขับเคลื่อนประกอบไปด้วย การปกครองอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ และประชากรอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวถึงความร่วมมือจากคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และองค์กรอีกมากมายทั้งภาครัฐฯ และเอกชน ที่ทำให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เกิดขึ้นแล้วใน 6 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น และอีก 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) “ในฐานะจังหวัดนำร่อง ภูเก็ตต้องมีแผนการทำงานที่ชัดเจนและโมเดลการจัดการที่ยั่งยืนจึงจะสามารถพลิกโฉมเป็นเมืองอัจฉริยะได้ภายในปี 2020รายงานเชิงลึกฉบับนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การพัฒนาในภูเก็ตและในเมืองอื่นๆ”

“เรานำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามมาตรฐานระดับโลกมาใช้วิเคราะห์ปัญหาและข้อกำหนดต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ตสำหรับการพัฒนาแผนการทำงานเพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะ การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายช่วยให้เราสามารถเสนอข้อแนะนำให้ตรงกับความต้องการของภูเก็ตและประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” นายชาญชัย ถนัดค้าตระกูล หัวหน้าสำนักงาน บริษัท โรแลนด์ เบอร์เกอร์ จำกัด ประเทศไทย กล่าวระหว่างการสัมภาษณ์

มร. เติ้ง เฟิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ประเทศไทย กล่าวระหว่างการสัมภาษณ์ว่า “หัวเว่ยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกระดับ ประเทศไทยกำลังจะเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคที่พัฒนาแผนเมืองอัจฉริยะ เราพร้อมให้คำแนะนำและโซลูชันที่จะช่วยให้การพัฒนาภูเก็ตและจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทยลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น”

มร. เติ้ง เฟิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ประเทศไทย

ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา หัวเว่ยมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ และด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพและการร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย เราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อสร้างโลกอันชาญฉลาดที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-smart-city-framework-and-guidance-for-thailand/

“Smart City 101” เรียนรู้และทำความรู้จักกับสมาร์ทซิตี้

ท่ามกลางการกล่าวขวัญเกี่ยวกับการเป็นสมาร์ทซิตี้ทั่วโลก โดยที่มีข่าวพาดหัวในทุกๆ วันเกี่ยวกับโครงการสมาร์ทซิตี้ใหม่ๆ จนมองว่าหลายเมืองใหญ่กำลังแข่งขันที่จะเป็นเมืองที่อัจฉริยะมากที่สุด จนทางการในหลายเมืองทั่วโลกลงทุนกับสมาร์ทซิตี้นับหลายพันล้านดอลลาร์ฯ

แต่เราก็ยังได้ยินคำถามนี้บ่อยๆ อยู่ดีว่า “แล้วอะไรคือสมาร์ทซิตี้?” ซึ่งปัจจุบันหลายคนมักจะหันไปเสิร์ชหาคำตอบจากกูเกิ้ล แล้วจะเห็นผลการค้นหาอันดับแรกเป็นนิยามจากเว็บวิกิพิเดีย ที่สรุปความหมายของสมาร์ทซิตี้เอาไว้ว่า

“สมาร์ทซิตี้เป็นเขตเมืองที่ใช้เซ็นเซอร์หลากหลายรูปแบบในการรวบรวมข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับจัดการทรัพย์สิน และทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นอกจากนี้ยังมีพจนานุกรมออนไลน์นิยามไว้เช่นกัน

โดยระบุความหมายของสมาร์ทซิตี้ว่าเป็น “เขตเมืองที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตสูง โดยมีความเป็นเลิศในด้านหลักๆ หลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ โมบิลิตี้ สิ่งแวดล้อม ผู้คน ความเป็นอยู่ และการปกครอง”

เรียกได้ว่ามีนิยามที่กว้างมากสำหรับ “สิ่งที่ทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้” ซึ่งทาง Axis มองว่ามีหลายปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้คนมองว่าเมืองที่อยู่นั้น “สมาร์ท” จริง โดยมีแผนภาพบนโลกออนไลน์มากมายที่แสดงให้เป็นระบบนิเวศของสมาร์ทซิตี้

อินเดียก็ถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีนโยบายระดับชาติในการสร้างสมาร์ทซิตี้ โดยทางรัฐบาลได้เลือกแนวทางที่มีเป้าหมายชัดเจน ค่อยเป็นค่อยไป พร้อมตอบคำถามนิยามของสมาร์ทซิตี้ว่า “ไม่มีนิยามใดที่มีความครอบคลุมจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง สมาร์ทซิตี้นั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน”

“ดังนั้นแนวคิดของสมาร์ทซิตี้จึงมีความหลากหลายในแต่ละเมือง แต่ละประเทศ ขึ้นกับระดับของความพัฒนา ความเต็มใจในการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติ ทรัพยากร และแรงจูงใจของผู้ที่อยู่อาศัยภายในเมือง” ทำให้ทาง Axis ให้ความสำคัญกับเป้าหมายหลักมากกว่า

จากการพูดคุยเกี่ยวกับสมาร์ทซิตี้ร่วมกับเหล่าผู้วางระบบ และตัวแทนทางการเมืองกลาสโลว์ สก็อตแลนด์นั้น ทาง Axis ได้แบ่งปันคำอธิบายที่อิงเป้าหมายเป็นหลักของสมาร์ทซิตี้ให้กับทั้งเจ้าหน้าที่ทางการเมือง, นักข่าว, พาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยี, และคนในวงการทั่วโลกจนเป็นที่ยอมรับ

 

โดยแทนที่จะพูดถึงระบบจอดรถอัจฉริยะ, บริการสุขภาพอัจฉริยะ, การเกษตรแบบอัจฉริยะ, การขนส่งแบบอัจฉริยะ, รัฐบาลอัจฉริยะ, พลังงานอัจฉริยะ หรือความอัจฉริยะด้านอื่นๆ ก็ควรมามองถึงแรงจูงใจในการริเริ่มการทำสมาร์ทซิตี้แทน

ไล่ตั้งแต่การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการเพื่อปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ และให้บริการระดับสูงแก่ประชาชน การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เติบโตและพัฒนาเมืองโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ด้านการขนส่งและโมบิลิตี้ เพื่อให้ประชาชน แรงงาน และนักท่องเที่ยวเดินทางในเมือง ไม่ว่าจะด้วยเท้า จักรยาน รถยนต์ หรือขนส่งสาธารณะได้ง่ายขึ้น ด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และความปลอดภัยในกิจกรรมพิเศษต่างๆ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัตร รวมทั้งการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองด้วย

ที่มา : Axis

from:https://www.enterpriseitpro.net/what-is-a-smart-city/

รัฐ-เอกชน ผนึกกำลัง เตรียมจัด Smart City Solution Week 2019

เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตประกาศความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ในการจัด Smart City Solution Week 2019 ครั้งแรกในไทยนำงานแสดงสินค้า 3 แบรนด์ ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์และไทยแลนด์ บิลดิ้ง แฟร์

จัดพร้อมกับงานดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2019ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนาชูประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสมาร์ทซิตี้แห่งภูมิภาคอาเซียนเปิดมิติใหม่ของสุดยอดงานแสดงเทคโนโลยีและโซลูชั่นล่าสุดเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ครบวงจรที่สุดตั้งแต่โซลูชั่นด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ อาคารอัจฉริยะ พลังงานอัจฉริยะ และนวัตกรรมดิจิทัล

มร. ริชาร์ด ลี ผู้จัดการทั่วไป เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต (เซี่ยงไฮ้)กล่าวว่า“เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต ภูมิใจที่ได้สนับสนุนการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมมั่นใจว่าความร่วมมือระหว่าง ดีป้า กับเมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต ในการจัดงานแสดงเทคโนโลยี 4 งานพร้อมกันก่อให้เกิดเป็นมหกรรมงานแสดงสินค้าในแนวคิด สมาร์ท ซิตี้ โซลูชั่น วีค (Smart City Solution Week)จะเกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทยและอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้าเวิลด์เด็กซ์ และ ดิ เอ็กซ์ซิบิส จะเข้าใจถึงความต้องการของตลาดในประเทศขณะที่เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตจะนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการจัดงานแสดงเทคโนโลยีระดับโลกพร้อมจุดแข็งด้านเครือข่ายพันธมิตรของเมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตที่มีอยู่ทั่วโลกมาสนับสนุนการเติบโตของงาน ตอบสนองความต้องการในประเทศ ยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมงานและที่สำคัญเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆให้แก่แวดวงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอีกด้วย”

ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (กลุ่มงานโครงการพิเศษและผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม)กล่าวว่า“เราหวังว่าความร่วมมือกับพันธมิตรทุกหน่วยงานที่ก่อให้เกิดมหกรรม Smart City Solution Week จะเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทยและอาเซียนทั้งนี้เพราะการพัฒนาเมืองสู่เมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนเป็นแนวโน้มที่ปฏิเสธไม่ได้ของเมืองต่างๆ ในอาเซียน ดังนั้นเราจึงหวังว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์จากงานมหกรรมในครั้งนี้ที่เปรียบเสมือนแพลตฟอร์มระบบนิเวศของโซลูชั่นส์เพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบบบูรณาการ”

from:https://www.enterpriseitpro.net/smart-city-solution-week-2019/

10 สิ่งแปลกในงาน True 5G Digital Thailand (ดูฟรีที่ ทรู ช้อป @iconsiam)

กลุ่มทรูประกาศศักดาผู้นำ 5G เต็มรูปแบบรายแรกในไทย จัดงาน “True 5G Digital Thailand, The 1st Showcase powered by TrueMove H” เปิดให้คนไทยสัมผัสประสบการณ์ 5G บนสภาพแวดล้อมจริงอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทย ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2561 – 31 มกราคม 2562 ที่ ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรูมูฟ เอช ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมจากการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายต่าง ๆ ซึ่งได้พัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี 5G มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2559 และในครั้งนี้ ทรูมูฟ เอช ได้รับอนุญาตจาก กสทช. เพื่อสาธิตการทำงานของเทคโนโลยี 5G บนคลื่นความถี่สำหรับ 5G โดยเฉพาะ

ภายในงาน “True 5G Digital Thailand, The 1st Showcase powered by TrueMove H” จะได้พบกับประสบการณ์ 5G เต็มรูปแบบอย่างแท้จริงครั้งแรกของคนไทย ทดลองการใช้งานหลากหลายนวัตกรรมสุดล้ำเป็นจริงได้ด้วยเทคโนโลยี 5G

1. 5G Speed Test, The New Experience

ร่วมทดสอบความเร็วของ 5G พร้อมกับทรูมูฟ เอช สัมผัสความสำเร็จครั้งแรกของไทยกับความเร็วสูงสุด 18 Gbps. และการใช้งานจริง อาทิ วิดีโอ 8K Full HD, กล้อง 8K VR 360 การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน และการปล่อยสัญญาณ Hot Spot ในที่ที่มีคนมากๆ เช่น คอนเสิร์ต เป็นต้น

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ซ้ายสุด)

2. Dancing Robot

พบกับความบันเทิงและลีลาการเต้นแสนน่ารักอย่างพร้อมเพรียงของเหล่าหุ่นยนต์ multi-axis โดยสาธิตการสื่อสารข้อมูลด้วยความหน่วงต่ำบนเครือข่าย 5G โดยหุ่นยนต์ตัวแรกจะถูกควบคุมท่าเต้นและจังหวะการเต้นผ่านระบบควบคุม และหุ่นยนต์ตัวแรกจะส่งต่อคำสั่งไปยังหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ทำให้เกิดการเต้นที่พร้อมเพรียง

3. Virtual Driving

สัมผัสประสบการณ์ขับรถแบบเสมือนจริง และสมจริงด้วย 5G เป็นการสาธิตการสื่อสารข้อมูลด้วยความหน่วงต่ำบนเครือข่าย 5G ผ่านระบบจำลองการขับรถ โดยจะเห็นได้ชัดว่ารถยนต์จำลองจะตอบสนองต่อการการควบคุมในทันทีโดยปราศจากความหน่วง

4. City Model + Connected Drone

พบกับเมืองต้นแบบอัจฉริยะในโลกอนาคต ที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน และนำโดรนเข้ามาช่วยสอดส่องความปลอดภัยและยังสามารถใช้เป็นระบบขนส่งอัจฉริยะ

5. Remote Operation with 5G (Excavator)

สาธิตการทำงานบน latency หรือค่าความหน่วงที่ต่างกัน ในการสั่งงานจากระยะไกล (remote) โดยใช้รถตักจำลอง 2 คันมาทดสอบ คันแรกจะเชื่อมต่อกับเครือข่าย LTE ในขณะที่รถคันที่ 2 จะเชื่อมต่อกับ 5G ซึ่งตัวควบคุม (joystick) จะส่งคำสั่งควบคุมเดียวกันไปยังรถตักทั้ง 2 คัน โดยรถตักที่ใช้ 5G จะตอบสนองต่อการควบคุมได้แบบเรียลไทม์

6. 3D Augmented Reality Collaboration

แสดงศักยภาพการทำงานของ 3D Augmented Reality สาธิตอนาคต แห่งการทำงานร่วมกันโดยผ่านวิดีโอเสมือนจริง โดยคู่สนทนาสามารถทำงานร่วมกันจากระยะไกลแบบอินเตอร์แอคทีฟ

7. Robot Arm Soccer Goal Keeper

ท้าดาวซัลโวพิชิตประตูของผู้รักษาประตูมือจักรกล แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ 5G ในการควบคุมการทำงานระบบ AI ที่มีทั้งความเร็วและความแม่นยำ

8. Rock-Paper-Scissor with Robot Arm

เป่ายิ้งฉุบแบบไม่ธรรมดากับหุ่นยนต์มือกลที่ควบคุมการทำงานด้วย 5G ควบคู่กับ Machine Learning ที่เรียนรู้ท่าทางต่างๆ ของคน

9. 360 VDO Live Streaming

พิสูจน์ความแรงของ 5G ด้วยการใช้งาน 360 Live VR Streaming สาธิตการชมวิดีโอที่ให้ประสบการณ์เสมือนจริงผ่านเครือข่าย 5G โดยข้อมูลจะถูกส่งผ่านด้วยความเร็วสูงและค่าความหน่วงต่ำมายังผู้ชม ซึ่งผู้ชมจะสามารถมองรอบข้างได้ 360 องศา ประหนึ่งว่านั่งอยู่ในสถานที่จริง

10. Ultrasound Robot

สาธิตการทำงานของหุ่นยนต์อัลตร้าซาวด์ควบคุมการสั่งงานจากระยะไกล (remote) ซึ่งนำข้อดีของ 5G ซึ่งมี latency หรือค่าความ หน่วงต่ำ มาพัฒนาใช้งานทางการแพทย์ สามารถสแกนส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อทำงานแบบเรียลไทม์และมีความแม่นยำสูง

“เทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะเปิดให้ใช้งานจริงในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติชีวิตของทุกคนในทุกๆ มิติ ซึ่งในอนาคตเมื่อมีการนำ 5G มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เราจะเห็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่จะพลิกโฉมทุกชีวิต จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อม และทำความรู้จักกับเทคโนโลยี 5G ตลอดจนประโยชน์จากการประยุกต์ใช้งานต่างๆ อย่างรอบด้าน และเรามั่นใจว่าทรูมูฟ เอช จะเป็นผู้นำพาคนไทยก้าวสู่ยุค 5G ไปพร้อมๆ กับประชาคมโลก” นายวิเชาวน์กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.enterpriseitpro.net/true-5g-digital-thailand-iconsiam/

KOHLER พัฒนาสุขภัณฑ์อัจฉริยะเชื่อมโยงโลก Connected กับที่อยู่อาศัย

โลกของการเชื่อมต่อหรือที่เรียกกันว่า World Connected นั่นไม่เคยหยุดนิ่ง ล่าสุดก็เข้าไปสู่อุตสาหกรรมด้านสุขภัณฑ์เช่นกัน กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง KOHLER ที่พัฒนาสินค้าของตนไปสู่โลกของ IoT โดยได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจในงาน KOHLER Design Forum ซึ่งจัดครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ธีม All Things Connected

โดยผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นสำหรับโลกของ IoT คงหนีไม่พ้นสองผลิตภัณฑ์อัจฉริยะที่ถูกนำมาจัดแสดง อย่างตัวแรกคือตู้กระจกรุ่น KOHLER TouchMe เป็นตู้กระจกที่ช่วยให้คุณเพลิดเพลินและเตรียมพร้อมกับวันใหม่ สามารถที่จะเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต ต่อเชื่อมกับยูทูปสามารถดูหนังได้ในระหว่างที่เราแปรงฟัน หรือล้างหน้า เป็นต้น

Kohler Touchme – Cr : Mr. Worrathas Wongthai

ส่วนผลิตภัณฑ์อีกตัวดูจะเป็นเหมือนไฮไลท์สำคัญที่เหล่าแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานอยากจะสัมผัสกันก็คือ โถส้วมอัจฉริยะรุ่น Numi ต้องบอกว่าเป็นสุดยอดโถส้วมที่ผสานเอาดีไซน์และเทคโนโลยีมาไว้ด้วยกัน สามารถที่จะตั้งค่าผู้ใช้งานในสไตล์ที่เป็นคุณ ไม่ว่าจะเป็นแสงสีที่ช่วยสร้างบรรยากาศ การเชื่อมต่อเพลงแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth, ปรับอุณหภูมิฝารองนั่งตลอดจนที่อุ่นเท้า ฟังเพลงผ่านทาง Podcast หรือจัดเก็บ MP3 ลงใน SD Card หรือต่ออุปกรณ์ฟังเพลงผ่านทางสาย AUX พร้อมด้วยโหมดประหยัดพลังงานเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน และอื่นๆ อีกมากมาย! – เท่าที่สอบถามราคามาทาง PR แจ้งว่าราคาประมาณ (Numi ราคาประมาณ 3 แสนบาท)

Kohler Numi

นายลารี่ หยวน ประธานกลุ่มบริหาร ฝ่ายเครื่องครัวและสุขภัณฑ์ ของทาง KOHLER กล่าวว่า อนาคตของอุตสาหกรรมด้านนี้จะเปลี่ยนไป มีการออกแบบที่ผสานเอาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นในบ้านที่อยู่อาศัย นี่จึงเป็นที่มาของธีม All Things Coonected

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บ https://www.kohler.co.th/

from:https://www.enterpriseitpro.net/kohler-connected-world-all-things/

ระบบสมาร์ทโฮมของ Yale ล่มต่อเนื่อง ทำเอาคนออกจากบ้านไม่ได้

บริษัท Yale Security UK เพิ่งออกมายอมรับกับลูกค้าเมื่อไม่กี่วันนี้เองว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา แอพ Smart Living Home บนแอนดรอยด์ของตนเองนั้นล่มเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเข้าแอพเพื่อตั้งค่าหรือปลดตัวแจ้งเตือนระบบความปลอดภัยของบ้านตัวเอง ที่เชื่อมต่อการควบคุมกับบนคลาวด์ได้

โดยบนเว็บไซต์ของ Yale ได้กล่าวขอโทษแก่ลูกค้าที่ใช้บริการระบบดังกล่าว โดยมองว่าลูกค้าเลือกใช้ระบบของตนเองเพราะเชื่อมั่นในตัวบริษัท แต่ครั้งนี้บริษัทกลับทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้า อย่างไรก็ดี ทาง Yale ยืนยันว่าระบบของตัวเองไม่ได้ถูกโจมตีหรือทำให้ระบบแจ้งเตือนความปลอดภัยมีช่องโหว่แต่อย่างใด เพียงแค่ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้งานเท่านั้น

พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลว่าเป็นโหลดการใช้งานสูงผิดปกติ จนกระทบกับการให้บริการ ทั้งนี้ได้มีการเข้าไปดูแลแก้ไขอย่างเร่งด่วนแล้ว แต่ก็พบว่าต้องใช้เวลาในการดำเนินการนานกว่าที่คาดไว้ แต่ตอนนี้แอพดังกล่าวได้กู้คืนกลับมาทำงานในสภาพปกติแล้ว

แต่ทว่ายังมีผู้ใช้หลายรายที่ติดต่อมายังสำนักข่าว The Register ว่ายังเจอปัญหาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งไม่สามารถล็อกอินเข้าแอพ รวมทั้งยังไม่สามารถเปิดหรือปิดการเตือนการบุกรุกได้ โดยมีคอมเมนต์ฟลัดในหน้า Google Play ด้วยความโกรธและไม่พอใจอย่างหนักในตอนนี้ เช่น การไม่สามารถปลดการแจ้งเตือนในช่วงกลางดึกเพื่อเปิดประตูออกไปส่งลูกตั้งแต่เช้าได้ เป็นต้น

ที่มา : Theregister

from:https://www.enterpriseitpro.net/yale-security-fail/

ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 สนับสนุนการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ของไทย

เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิวเอร่า บิสซิเนส มีเดีย ร่วมกับ เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี ประกาศความพร้อมเปิดเวทีแสดงสินค้าและเทคโนโลยี ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 ระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2561 ณ ฮอลล์ 103-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งจะเป็นเวทีนานาชาติด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบและครบวงจรทั้งเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย ภัยพิบัติ สมาร์ทโฮม และความปลอดภัยระบบสารสนเทศ งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ จะจัดขึ้นพร้อมงานไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์ 2018 และไทยแลนด์ บิลดิ้ง แฟร์ 2018 ภายใต้แนวคิดร่วม Smart City Safe City คาดมีผู้ร่วมชมงานกว่า 9,500 คน และผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าและเทคโนโลยีกว่า 150 ราย พร้อมเผยอัตราการเติบโตของตลาดรักษาความปลอดภัยในปี 2020 พุ่งแตะ 10,000 ล้านบาท

นางเรจิน่า ไส รองผู้จัดการทั่วไป เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิวเอร่า บิสซิเนส มีเดีย กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดรักษาความปลอดภัยในปีนี้ คาดว่ามีมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท และจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 10-15% ต่อปี โดยคาดการณ์ว่าในปี 2020 จะมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท จากแนวโน้มและอัตราการเติบโตดังกล่าวเป็นหนึ่งปัจจัยในการส่งเสริมและผลักดันตลาดรักษาความปลอดภัยของประเทศไทยให้มีการขยายตัว เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตฯ จึงเตรียมจัดงานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 เป็นปีที่ 3 ซึ่งจะเป็นเวทีนานาชาติด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบและครบวงจรทั้งเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย ภัยพิบัติ สมาร์ทโฮม และความปลอดภัยระบบสารสนเทศ ภายใต้แนวคิดร่วม Smart City Safe City คาดมีผู้ร่วมชมงานกว่า 9,500 คน และผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าและเทคโนโลยีกว่า 150 ราย

สำหรับเทคโนโลยีที่จะนำมาจัดแสดงในงานฯ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ชั้นนำในด้านระบบรักษาความปลอดภัย รวมทั้งโซลูชั่นต่างๆ เพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ท ซิตี้ อาทิ กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ กล้องวงจรปิดเฝ้าระวังความปลอดภัยที่เสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-enhanced surveillance) รวมทั้งกล้องวงจรปิดที่สามารถระบุการระบุตัวตนไบโอเมตริกซ์ โดยแบรนด์ผู้ผลิตและเจ้าของเทคโนโลยีที่ตอบรับร่วมออกบูธแสดงสินค้า อาทิ DAHUA, DIGITAL FOCUS, GREAT LITE, HIKVISION, HIP GLOBAL, INDIGO, KONICA MINOLTA, MASSLOAD และ ZKTECO

นอกจากนี้ยังจะมีการจัดแสดงเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศหรือ Info Security เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อรับมือกับอาชญากรไซเบอร์และภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งการจัดแสดงเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศนี้ ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเช่นกันในงานซีเคียวเทค ไต้หวัน ในปีนี้ สำหรับภายในงานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 จะมีงานสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจอาทิ ไอโอที ซีเคียวริตี้ (IoT Security) โมบาย ซีเคียวริตี้ (mobile security) คลาวด์ ซีเคียวริตี้ (cloud security) เน็ตเวิร์กและเอนด์พอยท์ ซีเคียวริตี้ (network & endpoint security) และการบริหารตรวจจับความเสี่ยง (risk remediation) เป็นต้น

“ไฮไลท์สำคัญอีกส่วนหนึ่งของงาน ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ ได้แก่ การจัดงาน SMAhome ไทยแลนด์ ซึ่งจะเป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ สมาร์ท โฮเต็ล สมาร์ท ออฟฟิศ และอาคารระดับกลางถึงระดับไฮเอนด์ที่ต้องการเทคโนโลยีอัจฉริยะในการบริหารจัดการ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีที่หลากหลายที่ช่วยสนับสนุนแอพพลิเคชั่นต่างๆ อาทิ ระบบการมอนิเตอร์สภาพแวดล้อมภายในเมือง ระบบการบริหารจัดการพลังงานสำหรับธุรกิจโรงแรมท่องเที่ยว ระบบควบคุมการเข้าออกภายในอาคารที่พักอาศัยและอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งยังได้จัดโซนแสดงระบบการป้องกันอัคคีภัย ภัยพิบัติ หรือ Fire & Safety Thailand จะรวบรวมระบบการแจ้งเตือนการเกิดอัคคีภัยที่รวดเร็ว ทั้งการตรวจจับภาพ เสียง และควัน ระบบดับเพลิงแบบหมอกน้ำ ระบบแจ้งเตือนดินโคลนถล่ม และระบบการกู้ภัยช่วยชีวิตและกู้ภัยน้ำท่วม โดยแบรนด์ชั้นนำที่เข้าร่วมออกบูธได้แก่ NAFFCO, TEEYA MASTER, RAPID DROP และ AIKAH” นางเรจิน่า กล่าว

อีกทั้ง ยังมีงานสัมมนาด้านการป้องกันอัคคีภัย ภัยพิบัติ ในหัวข้อ “The Challenge of Fire & Safety in High-Rise Buildings” ซึ่งผู้เข้ารับฟังจะได้ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้โซลูชั่นการป้องกันอัคคีภัยที่ชาญฉลาดกับอาคารสูงรวมทั้งการตอบรับการแจ้งเหตุที่รวดเร็วทันทีเพื่อลดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุด โดยมีหัวข้อสัมมนาย่อยที่น่าสนใจได้แก่ วิสัยทัศน์ของกรุงเทพมหานครในการป้องกันอัคคีภัยและรักษาความปลอดภัย (Thai government BMA’s Fire Safety & Security Vision), จุดวิกฤตที่ต้องเตรียมรับมือเพื่อการป้องกันอัคคีภัยและระงับเหตุเพลิงไหม้ในอาคารสูง (The Critical Points for Fire Protection & Fire Fighting in High-Rise Building) รวมทั้ง นวัตกรรมเพื่อการเข้าช่วยเหลือระงับเหตุเพลิงไหม้อย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการแจ้งเหตุฯ (Innovation to Strengthening Emergencies Response & Provisions)

ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนายกสมาคมระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะไทย (ICA) กล่าวว่า สมาคม ICA หนึ่งในผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 ซึ่ง ICA มีบทบาททางด้านการบูรณาการระบบกล้องวงจรปิดให้เป็นระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะเพื่อรองรับนโยบายเมืองอัจฉริยะของประเทศ รวบรวมสมาชิกและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมทั้งยังส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการประมวลผลภาพและวีดิทัศน์ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และนำไปสู่การผลักดันมาตรฐานที่นำไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและพัฒนาการทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัย อาทิเช่น ในงานของตำรวจนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อมาจดจำลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวของมนุษย์และวัตถุต่างๆ ในการป้องกันความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ อีกทั้งยังนำมาใช้ในการจัดการด้านจราจร โดย AI สามารถนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาวิเคราะห์เพื่อคำนวณประมาณรถและความเร็วระบนถนนได้แบบ real-time ซึ่งข้อมูลนี้จะนำไปใช้ในการวางผังเมือง หรือการปรับเส้นทางการจราจร ในการแก้ปัญหารถติดอีกด้วย อย่างไรก็ตามกล้องวงจรปิดสมัยใหม่ประกอบกับ AI ที่สามารถประมวลผลได้รวดเร็วแม่นยำจะก่อให้เกิดระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) สอดคล้องกับนโยบายยุค Thailand 4.0

ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า การจัดงานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 ของเมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต ภายใต้แนวคิด Smart City Safe City จึงมีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ของ DEPA และ ของประเทศ โดยการนำเทคโนโลยีด้านระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองให้มีความเป็นอัจฉริยะ โดยเฉพาะในสาขาระบบขนส่งและการสื่อสารอัจฉริยะ (Smart Mobility) และ การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) ผมหวังว่าการจัดแสดงเทคโนโลยีอัจฉริยะจากผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกจะเป็นการกระตุ้นให้คนในประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญของเมืองอัจฉริยะ และได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากแหล่งความรู้ทั่วโลก รวมทั้งการสร้างเครือข่ายในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

from:https://www.enterpriseitpro.net/smart-city-safe-city-securetech/

ตามไปดูระบบตรวจสอบสภาพพื้นผิวถนนจาก RICOH

ถนนที่ใช้สัญจรนั้นมีแนวโน้มเสื่อมสภาพลงทุกวันจากการใช้งานอย่างต่อเนื่อง และประเภทของยานพาหนะที่ใช้ถนนดังกล่าว ซึ่งพื้นผิวถนนที่ไม่สมบูรณ์นั้นไม่เพียงทำให้การขับขี่ไม่สบายเท่าที่ควร แต่ยังกระทบกับความเสียหายที่ส่งผลถึงเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องมีการซ่อมแซมเป็นประจำในเวลาที่เหมาะสม

ปัจจุบันการตรวจสภาพถนนส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องใช้รถตรวจที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และมักไม่สามารถเข้าถึงถนนที่อยู่ในเขตที่พักอาศัยดังนั้น RICOH จึงได้พัฒนาระบบกล้องที่สามารถวัดสภาพของถนนที่ติดตั้งบนรถยนต์ทั่วไปแทนรถตรวจแบบพิเศษข้างต้นได้

ระบบใหม่นี้เปิดโอกาสให้ตรวจวัดสภาพถนนในเขตที่อยู่อาศัยได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งทำงานได้แบบอัตโนมัติตั้งแต่ขั้นตอนการบันทึกภาพไปจนถึงการออกรายงานตรวจวัดสภาพถนน จึงช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจวัดสภาพ อันนำไปสู่การบำรุงรักษาถนนที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ในส่วนของการบันทึกภาพนั้นจะใช้กล้องแบบสเตอริโอหลายตัว เพื่อวัดค่าสภาพถนน 3 ด้านด้วยกันได้แก่ อัตราการแตกหรือเกิดรอยแยกระยะการทรุดของถนนและความเรียบของถนน กล้องสเตอริโอนี้ตรวจวัดระยะของวัตถุโดยใช้ความแตกต่างของมุมมองที่ได้จากกล้องสองตัว หรือแพรัลแลกซ์ (Parallax) ระหว่างกล้องทางซ้ายและขวา

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเพื่อนำระบบ AI มาทำให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะการจดจำและวิเคราะห์ภาพ เริ่มด้วยการเรียนรู้จากข้อมูลที่รับเข้ามา และนำไปใช้ทำนายผลที่จะเกิดขึ้นจากการศึกษาข้อมูลการจับคู่ภาพกับผลลัพธ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง การทำนายนี้นำไปสู่การตัดสินใจของระบบเองที่ช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างมาก

จากข้อมูลทั้งสามด้านที่วัดได้นั้น ระบบจะนำมาคำนวณค่า Maintenance Control Index (MCI) ที่จะเป็นดัชนีที่ใช้ตัดสินว่าควรเข้าบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมถนนดังกล่าวหรือไม่ โดยแสดงค่าออกมาให้เห็นภาพบนแผนที่อย่างชัดเจนและสะดวกต่อการนำไปใช้งาน

เทคโนโลยีใหม่ของ RICOH นี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ลอดหรือสะพานได้อีกด้วย

ที่มา : Ricoh

from:https://www.enterpriseitpro.net/tech-road-surface/