คลังเก็บป้ายกำกับ: สกุลเงินดิจิทัล

ก.ล.ต. เตรียมกำกับผู้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล รายได้เกินหนึ่งล้านต่อปี-ประสบการณ์มากกว่าสองปี

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และหลักเกณฑ์ทดสอบความรู้ เพื่อเป็นกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน

เนื่องจากคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) เป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีความผันผวนสูง การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีจึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความสามารถรับความเสี่ยงจากการได้รับผลขาดทุนจากการลงทุนได้  ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดที่จะกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อให้มีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์

เบื้องต้นได้กำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ลงทุนออกมา 2 เป็นด้านคือ

ฐานะการเงิน

  • ต้องมีรายได้ต่อปี ไม่รวมคู่สมรส 1 ล้านบาท ต่อปี หรือเกินกว่า 8.3 หมื่นบาท ต่อเดือน หรือ
  • มีสินทรัพย์สุทธิ ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ไม่รวมมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่พักอาศัยประจำ หรือ
  • มีมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป

ด้านความรู้ความเข้าใจ

  • ต้องเป็นผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี หรือ มีประสบการณ์ลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือ เป็น professional ตามที่สำนักงานกำหนด

ในกรณีผู้ลงทุนที่ไม่เข้าข่ายข้อกำหนดข้างต้น จะไม่สามารถลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลโดยตรงได้ จะต้องผ่านผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Fund manager) เท่านั้น

ทั้งนี้ ในการเปิดบัญชีใช้บริการใหม่ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดจำนวนเงิน ขั้นต่ำในการเปิดบัญชีไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทอีกด้วย 

อย่างไรก็ตามข้อกำหนดคุณสมบัติทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิด โดยจะเปิดให้ผู้สนใจแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ https://bit.ly/3knvOOk หรือทาง e-mail: ekarit@sec.or.th และ chawin@sec.or.th จนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2564 ครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/sec-crypto-criteria?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sec-crypto-criteria

ทำความรู้จัก 6 เหรียญ Crypto ยอดนิยม

นักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมากกำลังสนใจสกุลเงินดิจิทัล ไม่ว่าจะจากกระแสข่าวราคาที่ขึ้นสูงกว่า 100% ภายในไม่กี่วัน หรือแนวโน้มที่คนดังทั้งหลายมาบอกว่าสกุลเงินดิจิทัลคือสินทรัพย์แห่งโลกอนาคต

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ Cryptocurrency คือสกุลเงินเข้ารหัสดิจิทัล หรืออธิบายง่ายๆ คือระบบแลกเปลี่ยนที่ไม่มีตัวกลาง ไม่มีคนกำหนดมูลค่า ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 7,000 สกุล

เช่นเดียวกับการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ‘ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน’ วันนี้ Thumbsup ขอพาไปรู้จักกับ 6 สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมในปี 2021 ครับ

Bitcoin หรือ BTC

คงไม่พูดถึงไม่ได้เพราะ Bitcoin แทบจะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเรียกแทนสกุลเงินดิจิทัลกันแล้ว ณ วันที่เขียน (2 ก.พ.64) บิทคอยน์มีมูลค่า 35,000 ดอลลาร์หรือราว 1 ล้านบาทต่อเหรียญ

Bitcoin ถูกคิดค้นโดย ซาโตชิ นากาโมโต ในปี 2008 ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครสามารถระบุตัวตนของเขาได้ Bitcoin ทั้งหมดมีจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ

ปัจจุบันร้านค้าอาจไม่ได้รองรับการชำระเงินอย่างแพร่หลาย เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและราคาที่ผันผวน แต่ก็มีนักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าในภาวะที่ราคาทองผันผวน เศรษฐกิจตกต่ำ Bitcoin เป็นทางเลือกที่ดีในการเก็บสะสมเงิน

Ethereum หรือ ETH

ปัจจุบัน (2 ก.พ.64) Ethereum มูลค่า 1,400 ดอลลาร์หรือราว 42,000 บาทต่อเหรียญ มูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bitcoin โดย Ethereum ถูกพัฒนาขึ้นในปี 2556 เป็นเหรียญที่นำข้อบกพร่องของ Bitcoin มาพัฒนาให้สามารถเป็นตัวกลางสำหรับธุรกรรมที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ความนิยมขอม Ethereum ทำให้เกิดการรวมตัวของบริษัทชั้นนำภายใต้ชื่อ Enterprise Ethereum Alliance หรือ EEA เพื่อวิจัยและพัฒนาให้ Ethereum สามารถใช้ได้กับธุรกรรมของแต่ละบริษัทอีกด้วย

Ripple หรือ XRP

Ripple ถูกสร้างขึ้นในปี 2557 เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างมากและน่าจับตามองในขณะนี้ เนื่องจาก Ripple ใช้เทคโนโลยีที่ไม่สามารถขุดได้เหมือนเหรียญอื่นๆ แต่จะมีบริษัทที่สามารถควบคุมปริมาณเงินในระบบ ทำให้มีเสถียรภาพมากกว่าสกุลเงินอื่นๆ ทำให้ Ripple มีพาร์ทเนอร์บริษัทต่างๆ มากมายเนื่องจากเป็นอนาคตของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วในการโอนระหว่างประเทศและค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าเหรียญอื่นๆ ทำให้ในอนาคตอาจเป็นสกุลเงินตัวกลางในการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงิน

ปัจจุบัน (2 ก.พ.64) มีมูลค่า 0.4 ดอลลาร์หรือราว 12 บาทต่อเหรียญ มูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

Polkadot หรือ DOT

Polkadot ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับ Ethereum และสามารถแก้ไขปัญหาด้าน Scaling และการทำงานร่วมกับ Chain อื่นๆ ที่ Ethereum กำลังประสบปัญหาอยู่ อีกทั้งยังมีความรวดเร็วในการทำธุรกรรมและค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าด้วย

ทำให้ Polkadot ได้รับความนิยมจากทั้งนักพัฒนาและนักลงทุนจนกลายเป็นเหรียญคริปโตที่มีมูลค่าตลาดมากเป็นอันดับ 4 ของโลก

Bitcoin Cash หรือ BCH

Bitcoin Cash ถูกสร้างขึ้นในปี 2560 เป็นสกุลเงินที่ได้รับการพัฒนาแยกออกมาจาก Bitcoin เนื่องจากต้องการให้เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สมบูรณ์กว่า มีค่าโอนที่ถูกลง และโอนได้รวดเร็วขึ้น

การพัฒนาต่อยอดทำให้ใช้เวลาไม่นานก็ประสบความสำเร็จและมีนักลงทุนยอมรับจำนวนมาก ปัจจุบัน (2 ก.พ.64) Bitcoin Cash มีมูลค่า 414 ดอลลาร์หรือราว 12,433 บาทต่อเหรียญ

Dogecoin หรือ DOGE

Dogecoin ถูกคิดค้นมาโดยมีแนวคิดตรงกันข้ามกับ Bitcoin โดยเหรียญมีจำนวนไม่จำกัด และไม่ลดจำนวนการผลิต และในปีที่คิดค้นมีเหรียญออกมาทันที 5 หมื่นล้านเหรียญ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Dogecoin กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ปัจจุบัน (2 ก.พ.64) มีมูลค่า 0.033 ดอลลาร์หรือราว 1 บาทต่อเหรียญ ก้าวขึ้นมาเป็นเหรียญอันดับ 12 ของโลก จากกระแสความนิยมทำให้มูลค่าพุ่ง 800% ในเวลาเพียง 2 วัน ทั้งๆ ที่มีจำนวนไม่จำกัดต่างจากสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ

ที่มา

coinmarketcap

from:https://www.thumbsup.in.th/6-crypto-popular?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=6-crypto-popular

เปิดปี 2021 ราคา Bitcoin พุ่งทะลุล้านบาท ก่อนร่วงลงวันเดียวมากกว่า 15%

เปิดปี 2021 ราคาบิทคอยน์ (Bitcoin) ซื้อขายที่ราคา 1,000,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงสุดในประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนสถาบันเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลกำลังจะกลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลัก

บิทคอยน์ถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มีมูลค่าทะลุเพดาน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐครั้งแรกในวันที่ 16 ธันวาคม ก่อนจะพุ่งทะยานสู่ 30,000 ดอลลาร์ในเวลาสิบวัน

หากย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคมปี 2020 บิทคอยน์มีมูลค่าต่ำสุดราว 5,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 150,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจบุันมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึง 800%

นักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนสถาบันมองเห็นศักยภาพของผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง เมื่อเทียบกับการลงทุนแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ อย่างอีเธอร์เลียม (Ethereum หรือ ETH) ซึ่งถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองก็ทำสถิติใหม่ทะลุ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เย็นวันนี้ (4 ม.ค.) ราคาบิทคอยน์ปรับตัวลงมากกว่า 15% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 100,000 บาท

from:https://www.thumbsup.in.th/bitcoin-new-record-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bitcoin-new-record-2021

อนาคตของของบริการทางการเงิน และการเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัล

วิวัฒนาการของบริการทางการเงินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการมาของสมาร์ทโฟนที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึง Mobile Banking ได้ทุกที่ ทุกเวลา

โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทำธุรกิจกรรม ถอน-โอน-จ่าย ที่สาขาของธนาคาร ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จึงทำให้ธนาคารต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาและนำมาสู่ยุคชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless)

รวมถึงประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำด้านบริการทางการเงิน พร้อมๆ กับกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก เทคโนโลยีทางการเงินทั่วโลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อาทิ การชำระเงินผ่าน QR Code เริ่มนิยมในไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถือเป็นก้าวสำคัญของบริการทางการเงินในไทยคือ ‘พร้อมเพย์’ บริการโอนเงินโดยใช้เบอร์โทรศัพท์/เลขบัตรประจำตัวประชาชน อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำหรือแทบไม่เสียเลยก็ว่าได้

เมื่อบริการทางการเงินสะดวกสบายมากขึ้น เร็วขึ้น ราคาถูกลง จำนวนธุรกรรมจึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินให้กับเพื่อน ร้านค้า รวมถึงการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

ก้าวต่อไปของบริการทางการเงิน

นวัตกรรมที่ถูกพูดถึงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหลายคนกล่าวว่า สกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency เป็นสิ่งที่จะมาพลิกโฉมบริการทางการเงิน

คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ สกุลเงินดิจิทัลคืออะไร? เงินบาท ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร ปอนด์ ค่าเงินเหล่านี้ถูกรับรองมูลค่าโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ แล้วสกุลเงินที่สร้างขึ้นมาในอากาศจะพิเศษกว่าสกุลอื่นๆ อย่างไร

สกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นด้วยเทคโนโลยี Blockchain หัวใจสำคัญคือความโปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ไม่มีตัวกลางมารับรองอย่างธนาคารหรือรัฐบาล สามารถรักษาความลับของข้อมูลได้อย่าปลอดภัย

ทำให้สามารถโอนเงินได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ที่สำคัญค่าธรรมเนียมยิ่งลดลงไปอีก สะท้อนให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลก็สามารถเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนได้เหมือนๆ กับ Mobile Banking เลย

แต่ด้วยความที่ไม่มีศูนย์กลางคอยควบคุม รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกจึงกังวลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล อีกทั้งอาจกลายเป็นพื้นที่สำหรับการฟอกเงินและการทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ได้

ท้ายที่สุดการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับการเงินต้องมีการศึกษา ตรวจสอบ และออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลอบ่างชัดเจนเพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย จึงเป็นความท้าทายของธนาคารกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับตัวให้ทันกับพัฒนาการทางการเงินใหม่ๆ ในอนาคต

from:https://www.thumbsup.in.th/future-of-banking?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=future-of-banking

ญี่ปุ่นเตรียมศึกษาการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง

“ญี่ปุ่น” เป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่ประชาชนนิยมใช้เงินสดจับจ่ายสินค้า และบริการ แต่ในการระบาดของโรค COVID-19 การสัมผัสเงินสดอาจเสี่ยงจนเกินไป และกลายเป็นโอกาสดีที่ประเทศจะขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัล

เงินเยน
ภาพจาก Shutterstock

ศึกษาเพื่อนำไปใช้จริงในอนาคต

การขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัลของประเทศญี่ปุ่นเกิดจากการที่รัฐบาลชุดนี้ใส่แผนการศึกษาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ CBDCs เข้าไปในแผนสร้างการเติบโตประจำปีงบประมาณล่าสุด ถือเป็นครั้งแรกที่แผนสร้างการเติบโตประจำปีมีเรื่องสกุลเงินดิจิทัลอยู่

สำหรับรายละเอียดในการศึกษา CBDCs ทางรัฐบาลจะให้ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นติดต่อกับประเทศอื่นๆ เพื่อร่วมกันทดสอบหาความเป็นไปได้ในการใช้งานสกุลเงินดิจิทัล โดยหลักเบื้องต้นคือ สกุลเงินดิจิทัลนี้จะต้องนำไปใช้งานจริงได้ทั้งในมุมยกระดับเศรษฐกิจในประเทศ และใช้ได้สะดวกสำหรับบุคคลทั่วไป

อย่างไรก็ตามการเดินหน้าใช้ CBDCs จะไม่ได้รีบเร่ง เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นต้องใช้เวลาศึกษา และร่วมมือกับประเทศอื่น แต่การระบาดของโรค COVID-19 เป็นอีกอัตราเร่งให้ประเทศญี่ปุ่นเดินหน้าเรื่องนี้ เพราะผู้บริโภคกังวลในการสัมผัสเงินสด

ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นต้องเดินหน้าเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง เพราะหากขับเคลื่อนเร็วเกินไปอาจสร้างผลเสียให้กับสังคม และการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ผ่านการที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความนิยมใช้เงินสดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ทั้งนี้ CBDCs กำลังถูกศึกษาโดยหลายประเทศทั่วโลก ทั้งจีน, ไทย และอื่นๆ เนื่องจากเป็นอนาคตของการจับจ่าย และเมื่อปี 2562 ทาง Facebook มีการประกาศแผน CDCDs ของตัวเองในชื่อ Libra ก็ยิ่งสร้างความตื่นตัวให้กับประเทศต่างๆ ในการมีสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง

สรุป

CBDCs แตกต่างจากสกุลเงินดิจิทัลในตลาดตอนนี้ เพราะมันมีความผันผวนน้อยมาก ผ่านการผูกกับสินทรัพย์ที่แต่ะละประเทศถือครอง เช่นทองคำ และหากการขับเคลื่อนครั้งนี้เดินหน้าไปด้วยดี โอกาสที่จะเห็นญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบก็มีความเป็นไปได้

อ้างอิง // Japan Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-cbdcs/

Libra สกุลเงินดิจิทัลโดย Facebook และ 27 พันธมิตรที่จะสร้างการ Disruption ครั้งใหญ่

การประกาศที่ชัดเจนของ Mark Zuckerberg โดยการให้ Facebook เป็นผู้นำกับองค์กรอื่นๆ อีก 27 แห่ง เปิดตัว Libra สกุลเงินดิจิทัล หรือ Digital Currency ในลักษณะของ Libra Association องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

Mark บอกว่า Libra เป็นเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain และมีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2020 ส่วนสำคัญคือ ไม่ต้องถือเงินสด ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะเข้าไม่ถึงธนาคาร ไม่มีบัญชีธนาคาร ขอแค่มี “มือถือ” ก็เพียงพอ และFacebook จะไม่ควบคุม Libra แต่จะให้เป็นไปตามกลไกและการทำงานของ Libra Association

แม้ไม่คุม Libra แต่มี Calibra ไว้ใช้งาน

Libra จะใช้ง่ายเหมือน App ในมือถือ สามารถส่งให้กัน ใช้จ่าย หรือเก็บไว้ เหมือนรูปถ่ายในมือถือ และจะใช้งานผ่าน Calibra Wallet กระเป๋าเงินดิจิทัลของ Facebook ที่เบื้องต้นจะใช้ผ่าน WhatsApp และ Messenger ก่อนจะมีแอพแยกของตัวเองในปี 2020 และยืนยันว่า ข้อมูลต่างๆ บน Calibra Wallet ของผู้ใช้จะปลอดภัยเช่นเดียวกับการใช้ Facebook (!)

พลังของ Libra นอกจากมี Facebook ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 2,000 ล้านรายทั่วโลกเป็นเจ้าภาพใหญ่แล้ว คือ การได้พันธมิตรหลักๆ ในจุดเริ่มต้น 27 ราย ซึ่งถ้านับเฉพาะที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เช่น VISA, Mastercard, PayPal, eBay, Spotify และ Uber

ถ้าเริ่มต้นจากการซื้อโฆษณาบน Facebook ต้องใช้เงิน Libra ในการจ่าย ซื้อสินค้าใน eBay, Spotify หรือใช้บริการ Uber ด้วย Libra ได้ ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่มีพลังของ Libra ได้ไม่ยาก

การต้องซื้อ Libra เพื่อมาใช้ใน Facebook ถ้าเกิดขึ้นจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเหมือน LINE ให้ซื้อ Coins เพื่อใช้ซื้อ Sticker สินค้าและบริการต่างๆ นั่นเอง

Disruption สิ่งที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก ถ้า Libra มีการใช้จริง

Libra อาจไม่ได้กระทบแค่วงการการเงินและธุรกิจ แต่ถ้า Libra ขยับขึ้นเป็นเงินสกุลดิจิทัลหลักของโลกได้ เป็นเงินที่มีมูลค่าในการซื้อขายจริง ใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ รัฐบาลทั่วโลกต้องเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นกว่าเดิม

แต่วงการที่น่าจะกระทบโดยตรงก่อนอาจเป็นสถาบันการเงิน เพราะ Libra (รวมถึง Calibra) ไม่ต้องมีสาขา แต่บริการอยู่บนมือถือแทบจะ 100% ต้นทุนจึงแตกต่างอย่างชัดเจน เป็นเงินสกุลดิจิทัลที่ใช้งานได้ทั่วโลกไม่ต้องสนใจอัตราแลกเปลี่ยน

สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ “ข้อมูล” หรือ Big Data จากการใช้งาน Libra จะผสานเข้ากับ Facebook และพันธมิตรอีก 27 องค์กร ทำให้รู้พฤติกรรมการใช้จ่าย นำไปสู่เรื่องของสินเชื่อและธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารต้องการมากที่สุด และนี่คือส่ิงที่จะดึงดูดให้มีพันธมิตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยากตกขบวน

เรื่องนี้อาจเป็นการ Disruption ขนาดใหญ่

สรุป

Facebook ถือครอง Big Data ของคนทั่วโลก และกำลังขยายอำนาจเข้าสู่เรื่องของการใช้จ่าย (Transaction) การเดินเกมให้ Libra เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร มีพันธมิตรระดับบิ๊กๆ 27 ราย และรวมถึงการเปิดบริการ Calibra กระเป๋าเงินดิจิทัล ที่เชื่อว่าจะสร้างการ Disruption ครั้งใหญ่ทั่วโลก

แต่ยังต้องจับตาดูการใช้งานจริงที่จะเกิดขึ้น เช่น ความปลอดภัยของข้อมูลบน Calibra ที่ Mark Zuckerberg ระบุว่าไม่ต่างจาก Facebook จะมีพันธมิตรใหม่ๆ อย่างไร และการเริ่มใช้จริงจะเปิดกว้างแค่ไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/libra-digital-currency-disrupt-industry/

ไม่นานเกินรอ! Starbucks เตรียมระบบให้ลูกค้าใช้ Bitcoin จ่ายค่ากาแฟ

Bitcoin เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมา BitCoin ดังเพราะคนเอามาใช้ในการลงทุนเก็งกำไร แต่ตอนนี้เราอาจจะได้ใช้สกุลเงินดิจิทัลมาใช้จ่ายเงินในร้านกาแฟ Starbucks ที่มีเครือข่ายไปทั่วโลก

ภาพจาก shutterstock

Starbucks เชื่อมแพลตฟอร์ม Bakkt ให้ลูกค้าจ่ายค่ากาแฟผ่าน Bitcoin

วันพุธ (1 ส.ค.) ที่ผ่านมา ทาง Starbucks ประกาศว่า ตอนนี้บริษัทฯ ตั้งทีมงานร่วมกับ Microsoft และ Intercontinental Exchange (อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ New York) เตรียมเพิ่มให้ลูกค้าสามารถใช้ Cryptocurrency ชำระเงินค่าสินค้าในร้านค้าได้

โดยทุกบริษัทจะเชื่อมต่อกันบนแพลตฟอร์มที่ชื่อ Bakkt ที่จะเชื่อมให้ลูกค้าใช้ Cryptocurrency ในการซื้อขายสินค้า แต่ทาง Starbucks จะยังไม่รับ Cryptocurrency โดยตรงซึ่งทาง Bakkt จะเป็นคนแปลงสกุลเงินดิจิทัลของลูกค้าเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ให้สามารถใช้จ่ายในร้านกาแฟได้

ภาพจาก shutterstock

ตัว Bakkt คาดว่าจะเปิดตัวในเดือน พ.ย. 2561 นี้ และมีสกุลเงินแรกที่จะใช้ในระบบคือ Bitcoin ซึ่งจะใช้ได้กับหลายร้านค้าในแพลตฟอร์ม ส่วนทาง Starbucks ยังไม่ได้ประกาศว่าจะเริ่มใช้แพลตฟอร์มของ Bakkt เมื่อไร

แต่ Starbucks ยังออกมายืนยันว่า จะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้บริการลูกค้า เพราะตั้งแต่ปี 2554 เขาก็เป็นร้านแรกที่เปิดให้ลูกค้าใช้มือถือในการชำระเงินค่าสินค้าแล้ว

ว่าแต่ Bitcoin จะใช้ได้จริงไหม ผันผวนแค่ไหน ?

Bitcoin (BTSC) ต้องยอมรับว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความผันผวน อย่างตอนที่คนนิยมมากๆ ราคาก็พุ่งขึ้นไปสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 Bitcoin ในขณะที่ตอนนี้ราคาตกลงมาเหลือ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 Bitcoin แม้ว่าราคาจะยังสูงอยู่แต่ข้อดีคือ คนทั่วไปสามารถซื้อ Bitcoin แบบไม่เต็มหน่วยก็ได้ เช่น ซื้อ 0.4 Bitcoin เป็นต้น

แต่ตอนนี้ก็มีหลายร้านค้าที่ใช้ Bitcoin จ่ายเงินได้ อย่างบริษัทของสหรัฐฯ หลายแห่งก็เปิดให้ลูกค้าสามารถใช้ Bitcoin ในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้ เช่น Overstock (OSTBP), Expedia (EXPE) และ Microsoft (MSFT) ซึ่งการซื้อขายโดยใช้ Bitcoin ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่มา CNNMoney

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/starbucks-bitcoin-payments-cryptocurrency/

สัมภาษณ์ผู้บริหาร JIBEX ธุรกิจเทรดเงินคริปโต ที่พร้อมให้บริการนักลงทุนชาวไทยแล้ว

หลังจากที่ J.I.B. ธุรกิจฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ชื่อดังของไทย แถลงข่าวเปิดตัวธุรกิจใหม่ในชื่อ “JIBEX” กระดานเทรดเงินคริปโต ไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเกตเวย์ของโลกการเงินดิจิทัลในอนาคต

Brand Inside บุกไปสัมภาษณ์ผู้บริหาร JIBEX (จิ๊บเอ็กซ์) เพื่อพูดคุยตั้งแต่ที่มาที่ไปในของการก่อตั้งบริษัท รวมถึงมุมมองต่อสกุลเงินดิจิทัล และลากไกลไปจนถึงเป้าหมายระยะยาวของบริษัท

ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท JIBEX ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค
ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท JIBEX ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค

ที่มาที่ไปของ JIBEX กระดานเทรดเงินคริปโต

เชื่อว่าหลายคนรู้จักธุรกิจฮาร์ดแวร์ของ J.I.B. กันเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ได้ขยายไปสู่ธุรกิจเทรดเงินคริปโตแล้ว คำถามคืออะไรเป็นเหตุผลตั้งต้นที่ต้องลงมาทำเรื่องนี้

ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท JIBEX ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค ให้สัมภาษณ์ด้วยการเริ่มต้นตอบคำถามข้างต้นว่า

“ประการแรก เรามองว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการลงทุนที่เรียกได้ว่าเป็นที่ยอมรับในวงกว้างอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบันคือ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งโดยหลักการแล้ว สิ่งที่ทำให้มันได้รับความนิยมคือประสิทธิภาพในการทำงาน มีความรวดเร็ว มีความปลอดภัยสูง เพราะใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน ตรงนี้สำคัญเพราะประสิทธิภาพของมันทำให้ค่าใช้จ่ายในการเล่นน้อยลงมาก ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราซื้อกองทุนรวม หรือสินทรัพย์บางอย่าง มันต้องมีขั้นต่ำที่กำหนดไว้ แต่สำหรับเงินคริปโตที่ไม่มีตัวกลางมาคอยจัดการ ทำให้คุณมีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อได้ เพราะไม่มีค่าดำเนินการ”

“ส่วนประการที่สองคือมันเป็นเรื่องทั่วโลก สมมติว่าวันนี้ Google ออก  IPO ผมเชื่อว่ามีคนไทยไม่กี่คนที่จะซื้อหุ้นได้ แต่ถ้า Google ออก ICO (การระดมทุนผ่านคริปโต) คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในจังหวัดไหนก็จะซื้อได้”

“ประการที่สามคือความโปร่งใส เพราะว่าข้อมูลทุกอย่างบนบล็อคเชนมันถูกเปิดเผย  ทุกคนมีเก็บไว้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน เราสามารถดูได้หมดเลยว่าใครถือหุ้นไว้เท่าไหร่ นี่คือความโปร่งใส หัวใจของคริปโตจึงเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ”

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ J.I.B. เกิดความสนใจในธุรกิจคริปโต แต่ทว่าการเข้ามาเล่นในธุรกิจเทรดเงินคริปโตที่มีผู้เล่นรายอื่นๆ จับจองพื้นที่ในตลาดกันไปบ้างแล้ว คำถามคือ แล้วอะไรคือจุดแข็งของ JIBEX ในการเข้ามาเล่นในอุตสาหกรรมนี้

จุดแข็งของ JIBEX

ดร.ธรรม์ธีร์ ระบุว่า จุดแข็ง 2 ประการของ JIBEX มีดังนี้

  1. รากฐานที่มั่นคงจากธุรกิจฮาร์ดแวร์: JIBEX มีพื้นฐานที่ดีมาจาก J.I.B. บริษัทไอทีไทยคุณภาพที่มีอายุกว่า 17 ปี จวบจนถึงปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศกว่า 150 แห่ง ทางบริษัทจะเทรนให้พนักงานแต่ละสาขาตอบโจทย์ในด้านการบริการ โดยจะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ แนะนำด้านการใช้งานต่างๆ รวมไปถึงประสานงานในการให้บริการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  2. ความเข้าใจในนักลงทุน: ผู้ก่อตั้ง JIBEX มาจาก 2 วงการ คือด้านธุรกิจไอทีโดย สมยศ เชาวลิต ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท J.I.B. และด้านฟินเทคโดย ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท JIBEX ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค และยังเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารสมาคมฟินเทคประเทศไทย (ผู้ให้สัมภาษณ์) JIBEX เชื่อมั่นว่า ความเชี่ยวชาญในด้านไอทีและฟินเทคที่สั่งสมมานานของผู้ก่อตั้ง จะทำให้ตลาดเกิดความมั่นใจในการเข้ามาใช้บริการเทรดเงินคริปโต

พาร์ทเนอร์ของ JIBEX

ในส่วนของพาร์ทเนอร์ JIBEX มีอยู่ทั้งหมด 3 วงการได้แก่

  1. พาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัย: ACIS สถาบันด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ได้เข้ามาดูแลรายละเอียดทุกขั้นตอนในการพัฒนาระบบ รวมไปถึงการทำมาตรฐานให้เทียบเท่ากับธนาคารและสถาบันทางการเงิน ISO 27001
  2. บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน: IFCG และ Wealth Inc. จะเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในส่วนนี้ให้กับ JIBEX
  3. บริษัทที่จะช่วยขยายตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลก: Inter Ventures จากสิงคโปร์ และ Siam Innoventure ได้เข้ามาช่วยในเรื่องการเชื่อมโยงธุรกิจ ทำให้ลูกค้าของ JIBEX สามารถใช้บริการเทรดและใช้จ่ายด้วยเงินคริปโตในต่างประเทศได้

เป้าหมายระยะสั้นของ JIBEX เป็นอย่างไร?

  • วันนี้: เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นได้ให้บริการ Wallet คือเก็บรักษาเงินสกุลดิจิทัล ในช่วงแรกจะเริ่มต้นจาก 5 สกุลหลักได้แก่ Bitcoin, Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash และ Litecoin ส่วนสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ รวมถึงเหรียญจากบริษัทไทยที่ทำ ICO ทาง JIBEX จะทำการพิจารณาในอนาคตตามความนิยมและพื้นฐานของเหรียญ
  • ในเดือนมิถุนายน 2018: JIBEX จะเปิดให้แลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัล หรือเทรดคริปโตอย่างเป็นทางการ พูดง่ายๆ คือ สามารถแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นคริปโต คริปโตเป็นเงินบาท และคริปโตไปหาคริปโตได้
  • ไตรมาสที่ 4 ปี 2018: เพิ่มเครื่องมือในการช่วยเทรด เช่นตัวช่วยบอกสัญญาณเทรด และ Robot Trade เข้ามาช่วยเทรดให้อัตโนมัติเวลาเราหลับ (เพราะตลาดคริปโตเปิดตลอด 24 ชั่วโมง) นอกจากนั้นทางธุรกิจหลักคือร้านคอมพิวเตอร์ J.I.B. จะเปิดให้ลูกค้าสามารถนำเงินสกุลดิจิทัลเข้ามาใช้ในด้านอีคอมเมิร์ซกับทาง J.I.B. ออนไลน์ได้
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2019: แผนของ JIBEX คือการนำไปสู่การจัดการบริหารสินทรัพย์ และช่วยบริหารพอร์ตการเงินของลูกค้าโดยรวม ทั้งสินทรัพย์ดิจิทัล และสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วไปผ่านความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์บริษัทหลักทรัพย์และที่ปรึกษาการลงทุน
ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท JIBEX ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค
ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท JIBEX ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค

เป้าหมายของ JIBEX ในระยะยาวคืออะไร?

ดร.ธรรม์ธีร์ ระบุว่า “ความฝันของเราคือความต้องการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของการเงินดิจิทัลและจัดตั้งบริษัทเพื่อออก ICO ในภูมิภาค เพราะว่าประเทศมีความพร้อมอยู่ 3 ประการ คือ ภูมิศาสตร์ของเราอยู่ตรงกลางเหมาะกับการขนส่งและเดินทาง เรามี Real Sector และภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง และเรามีทรัพยากรบุคคลทางด้านเทคโนโลยีและการเงิน”

“การเป็น Hub ในเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยได้ผลประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจากธุรกิจที่เทรดและโอนเงินคริปโต หรือแม้กระทั่งมีต่างชาติมาจัดตั้งบริษัทในไทยเพื่อ ICO และระดมทุนจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลเวียนของเม็ดเงินในประเทศไทยอย่างมหาศาล”

ความเห็นต่อข้อกำหนด-กฎหมายของภาครัฐ เป็นอย่างไร?

เมื่อถามถึงข้อระเบียบที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิกของสกุลเงินดิจิทัลในระดับโลก นั่นคือการไม่ลงรอยกับข้อกำหนดหรือกฎระเบียบของภาครัฐ คำถามที่สำคัญคือ แล้ว JIBEX มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้

ผู้บริหารของ JIBEX ตอบคำถามโดยแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “จุดยืนของ JIBEX คือเราต้องทำตามกฎระเบียบ ไม่ว่าจะกฎระเบียบของทางประเทศไทยจะออกมาอย่างไร เราก็จะทำให้ถูกต้อง 100% ถ้าถามภาพรวมในแง่กฎหมาย ต้องบอกว่าในทุกๆ ประเทศ นวัตกรรมมักจะออกมาก่อนกฎหมายอยู่แล้ว แต่หลังจากที่มีการนำเอานวัตกรรมมาใช้งานจนประสบความสำเร็จ (Best Practice) หลังจากนั้นกฎหมายจะออกมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดประโยชน์ และป้องกันความเสียหาย ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด สำหรับ JIBEX เองที่เปิดตัวธุรกิจเทรดเงินคริปโตในช่วงนี้ ด้วยตั้งใจที่จะร่วมสนับสนุนให้เกิด Best Practice ขึ้นในสังคมไทยอย่างรวดเร็ว”

เมื่อ Brand Inside สอบถามถึงจุดแข็งที่ JIBEX โดดเด่นกว่าผู้ให้บริการเทรดคริปโตรายอื่นๆ ในตลาดคือ “การมีหน้าร้าน” ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเงินคริปโตว่าเรายืนอยู่ข้างคุณตรงนี้ พร้อมบริการ พร้อมเดินคู่กับทุกคน ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง และมีความตั้งใจมุ่งมั่นให้ JIBEX เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัลแบบครบวงจรที่ใช้งานง่าย รวดเร็ว ให้ความเชื่อมั่น และความรู้แก่นักลงทุน รวมทั้งการบริการที่ครอบคลุมทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ผ่านช้อป J.I.B. ทั้ง 150 สาขา เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารการลงทุนดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านรายละเอียดของ JIBEX ในวันเปิดตัวธุรกิจเทรดเงินคริปโตเพิ่มเติมได้ที่นี่

อย่างไรก็ตาม JIBEX เปิดให้บริการฟังก์ชั่นแรกคือกระเป๋าเก็บเงินดิจิทัล JIBEX Wallet ฟังก์ชั่นแรกอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนนี้เป็นต้นไป

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นสมาชิกกับ JIBEX ได้แล้วที่ www.jib-ex.com หรือติดตามข่าวสารอัพเดทต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียด้านล่าง

Facebook: https://www.facebook.com/JIBExchange/  

Youtube: JIBExchange  

Twitter: https://twitter.com/JIBExchange

เว็บไซต์: www.jib-ex.com

ติดตามข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนดิจิทัลได้ที่: www.jib-ex.com/news

ดาวน์โหลด JIBEX ได้แล้ววันนี้ สำหรับ Android: http://bit.ly/2HxqebS หรือ สแกน QR code ด้านล่างได้เลย!

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

https://www.facebook.com/plugins/page.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbrandinsideasia&tabs=profile&width=340&height=214&small_header=false&adapt_container_width=true&hide_cover=false&show_facepile=true&appId=129250203765952
from:https://brandinside.asia/interview-jibex-cryptocurrency/

J.I.B. ลุยตลาดคริปโต เปิดช่องเทรดสกุลเงินดิจิทัล ย้ำความเชื่อมั่น เพราะทำธุรกิจไอทีมานาน

J.I.B. ธุรกิจฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เบอร์ต้นๆ ของวงการไอทีไทย ขยายธุรกิจสู่บริการเทรดเงินคริปโตในชื่อ JIBEX (จิ๊บเอ็กซ์) พร้อมเปิดให้บริการจริงในเดือนเมษายนนี้

ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท JIBEX Co., Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค
ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท JIBEX Co., Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค

JIBEX ยืนยัน เราคือเว็บเทรดที่มีตัวตน

จากธุรกิจฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ล่าสุด J.I.B. ขยายธุรกิจไปสู่ตลาดเทรดคริปโตแล้ว

สมยศ เชาวลิต ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท J.I.B. Cpmputer Group (JIB) ประกาศเปิดตัว JIBEX (จิ๊บเอ็กซ์) ด้วยทุนจดทะเบียนมูลค่า 5 ล้านบาท โดยจะทำออกมาในรูปแบบของเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นบน iOS และ Android สำหรับการจัดการการลงทุนและซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล

สำหรับที่มาของ JIBEX สมยศ บอกว่า “เว็บเทรดเงินคริปโตในประเทศไทยปัจจุบัน ยังมีทางเลือกน้อย มากกว่านั้นเรื่องความปลอดภัยยังน่าเป็นห่วง ผมเคยเทรดเงินคริปโตมาก่อน ก็ยอมรับว่าบางครั้งไม่ทราบว่าเว็บนั้นเป็นของใคร”

JIBEX จึงเกิดมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้คือ เพิ่มทางเลือกให้ตลาดเทรดเงินคริปโต รวมถึงต้องการมาตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยและโปร่งใสในการดำเนินการ เพราะทุกคนที่ใช้งานรู้ว่าเราคือเว็บเทรดที่มีตัวตน เราคือคนที่ทำธุรกิจในวงการคอมพิวเตอร์มานาน

สมยศ เชาวลิต ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท J.I.B. Cpmputer Group (JIB)
สมยศ เชาวลิต ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท J.I.B. Cpmputer Group (JIB)

โรดแมปของ JIBEX (เมษายน 2018 – ไตรมาสที่ 1 ปี 2019)

ด้านของ ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท JIBEX ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค ระบุว่า JIBEX ต้องการเป็นเกตเวย์ในโลกการเงินดิจิทัล โดยมีโรดแมป (Road map) ดังนี้

  • ในเดือนเมษายน : เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นจะเริ่มต้นให้บริการจริงโดยจะเริ่มต้นจากการให้บริการ Wallet คือทำการรักษาเงินสกุดิจิทัล ในช่วงแรกจะเริ่มต้นจาก 5 สกุลหลักได้แก่ Bitcoin, Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash และ Litecoin ส่วนสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ จะพิจารณาในอนาคตอีกครั้ง
  • ในเดือนมิถุนายน : JIBEX จะพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัล หรือเทรดคริปโตอย่างเป็นทางการ พูดง่ายๆ คือ สามารถแลกเปลี่ยนเงินคริปโตไปหาเงินคริปโต และจะสามารถแลกเปลี่ยนเงินคริปโตกับเงินบาทได้ด้วย
  • ไตรมาสที่ 4 ปี 2018 : แผนหลังจากการเทรดเงินคริปโต คือการใช้ Robot Trade ในการเข้ามาช่วยเหลือในการลงทุนด้วยเครื่องมืออัจฉริยะ นอกจากนั้นทางธุรกิจหลักคือ JIB จะเปิดให้สามารถนำเงินสกุลดิจิทัลเข้ามาใช้ในด้านอีคอมเมิร์ซกับทางร้านค้าได้
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2019 : แผนของ JIBEX คือการนำไปสู่การจัดการบริหารสินทรัพย์ รวมทั้งช่วยบริหารพอร์ตทางการเงินของลูกค้าด้วย

จับตา JIBEX ในตลาดเทรดเงินคริปโต

ในตลาดเทรดเงินคริปโตในปัจจุบัน มีผู้ให้บริการในตลาดอยู่แล้วประมาณ 3 รายหลักคือ BXCash2coin และ Tdax คำถามก็คือ JIBEX ที่มาทำตลาดทีหลัง มีอะไรที่พิเศษและแตกต่างบ้าง?

ผู้บริหารของ JIBEX บอกว่า ความเชื่อมั่นของเราคือร้านค้า JIB ที่มีอยู่กว่า 150 ร้านทั่วประเทศไทย รวมถึงพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายในด้านต่างๆ เช่น พาร์ทเนอร์ความปลอดภัยทางการเงิน และพาร์ทเนอร์ด้านการจัดการบริหารกองทุน

  • JIBEX ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตลาดเทรดคริปโตคือ “ความเชื่อมั่น” (Trust) ของลูกค้าในการเข้ามาใช้บริการ ดังนั้น จุดนี้เองคือความแข็งแกร่งที่ JIB สร้างไว้มาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม รายได้ของ JIBEX จะมาจากการหักค่าธรรมเนียมในการเทรดอยู่ที่ 0.25% ส่วนเป้าหมายรายได้ในปีแรกของการดำเนินการตั้งไว้ที่ 170 ล้านบาท

ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท JIBEX Co., Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค
ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท JIBEX Co., Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานด้านฟินเทค

สำหรับประเด็นทางด้านกฎหมาย JIBEX ย้ำว่า พร้อมทำตามข้อกฎหมายของทางภาครัฐทุกประการ หากมีข้อห้ามหรือข้อกำหนดก็พร้อมจะปฏิบัติตาม นอกจากนั้นยังพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อที่สุดท้ายแล้ว จะเป็นการทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นสังคมที่ก้าวการเปลี่ยนแปลงในด้านการเงินยุคดิจิทัลในระดับโลก

ข้อมูลที่น่าสนใจ

  • คนไทยเทรดเงินคริปโตทุกวันนี้ประมาณ 100,000 คนต่อวัน
  • การเทรดเงินคริปโตของคนไทย คิดเป็นมูลค่าหลักร้อยล้านต่อวัน
  • ขณะนี้ JIBEX กำลังพูดคุยกับ บลจ. ไทยประมาณ 4-5 บริษัท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jib-ex-crypto-trading/

แฟรนไชส์ไก่ทอด Hooters สุดเซ็กซี่ทำบริษัทแม่หุ้นพุ่งขึ้น 50% แค่บอกว่าจะทำ Blockchain

หลังจากที่บริษัทแม่ประกาศว่าจะนำเอา Blockchain เข้ามาใช้ในร้านไก่ทอดและเบอร์เกอร์ของตัวเอง ปรากฏว่า หุ้นปรับตัวสูงขึ้นทันที 50% ถือว่าตลาดค่อนข้างมั่นใจในเทคโนโลยีนี้อย่างสูงทีเดียว

Photo: Shutterstock | Hooters สาขาภูเก็ต ประเทศไทย

ประกาศทำ Blockchain หุ้นพุ่งทันที 50%

Hooters ร้านไก่ทอดและเบอร์เกอร์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ทำหุ้นบริษัทแม่ Chanticleer Holdings พุ่งสูงขึ้น 50% หลังจากที่ประกาศว่า จะนำเอา Blockchain เข้ามาใช้ในการสมนาคุณลูกค้า

  • ตัวเลขชัดๆ คือ หุ้นบริษัทแม่จากราคา 1 ตัว 4 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นเป็นตัวละ 8 ดอลลาร์ (ราคาเมื่อวันอังคารที่ 2 มกราคม 2018)

Dennis Becker ซีอีโอของ Mobivity บริษัททำ Blockchain ที่เข้ามาช่วยบอกว่า ต่อจากนี้ “กินเบอร์เกอร์ก็จะเหมือนได้ขุดเงินสกุลดิจิทัลไปในตัว” ที่สำคัญ สกุลเงินดิจิทัลที่ได้จากการสมนาคุณจากทางร้านก็สามารถนำมาใช้ซื้อไก่ทอดและเบอร์เกอร์ในทุกร้านที่ Chanticleer Holdings เป็นบริษัทแม่อยู่ หรือจะเอาไปแลกกับลูกค้าคนอื่นๆ ก็ได้

โดยสกุลเงินดิจิทัลที่มีแผนทำออกมาจะใช้ชื่อว่า Mobivity Merit พร้อมทั้งยืนยันว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลของจริง เพราะใช้พื้นฐานเทคโนโลยีเหมือนกันกับ Bitcoin, Ethereum, Ripple, litecoin ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์ว่าจะนำเอา Blockchain มาใช้ในทุกสาขาภายในสิ้นปี 2018 นี้

แค่คำว่า Blockchain ก็ทำให้หุ้นพุ่งขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องใหม่

ก่อนหน้านี้ มีข่าวในทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นบริษัทชาชื่อ Long Island Iced Tea Corp. ที่มีผลประกอบการขาดทุน หลังจากนั้นได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ขอเปลี่ยนชื่อมาเป็น Long Blockchain Corp. ผลปรากฏว่า ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นทันทีถึง 500% และปิดการซื้อขายไปด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 183% ภายในวันเดียว

ปรากฏการณ์ทำนองนี้ ชี้ให้เห็นได้ชัดว่า ตลาดค่อนข้างมีความเชื่อมั่นใจกับเทคโนโลยี Blockchain จากนี้รอดูต่อว่าจะมีบริษัทไหนที่ประกาศนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ และจะเกิดปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่

ที่มา – ArstechnicaCNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hooters-chanticleer-holdings-stock-blockchain/