คลังเก็บป้ายกำกับ: รีไซเคิล

SCG เดินหน้าพัฒนาแพคเกจจิ้งนวัตกรรม รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่

SCG Packaging นับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่กล่องกระดาษลูกฟูก กล่องพิมพ์เพื่อแสดงสินค้า ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว  

ที่ผ่านมา SCG Packaging มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลยุทธ์ดังนี้

หนึ่ง เน้นลูกค้ากลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจอาหารที่แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตน้อยลง แต่คนก็ยังต้องซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเหมือนเดิม รวมถึงธุรกิจ E-commerce ที่ตอนนี้ความนิยมการซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

สอง ใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง มองไกลกว่ากล่องกระดาษ บรรจุภัณฑ์ของ SCG Packaging เกิดจากการเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า รู้ว่าปัญหาคืออะไร เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์แบบใหม่ๆ ให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด บรรจุภัณฑ์ของ SCG Packaging จึงไม่ได้มีแค่กล่องกระดาษเท่านั้น

แต่ก่อนถ้าพูดถึงบรรจุภัณฑ์ คนจะมองว่าบรรจุภัณฑ์ทำหน้าที่เพียงการป้องกันสินค้าที่อยู่ข้างในเท่านั้น แต่ SCG Packaging มองว่าบรรจุภัณฑ์ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีก เรียกว่า 4P

  • P1 = Protect หรือป้องกันสิ่งของที่อยู่ภายใน เป็นหน้าที่แบบเดิมๆ ส่งของไปถึงลูกค้าในสภาพสมบูรณ์ ไม่แตกเสียหาย 
  • P2 = Promote บรรจุภัณฑ์ต้องสวย ดึงดูดให้คนเลือกซื้อสินค้าเมื่ออยู่บนชั้นวาง เป็นเหมือนคนขายเคลื่อนที่ เพราะบางทีลูกค้าอาจเลือกของจากสิ่งที่เห็นภายนอก เช่น หลอดยาสีฟัน ที่มีอยู่หลายยี้ห้อ นอกจากความแข็งแรงของกล่อง ต้องดูความสวยสะดุดตาด้วย

  • P3 = Preserve ต้องรักษาอาหารที่อยู่ข้างในให้คงสภาพได้นานที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ Polymer เป็นวัสดุหลัก ทำให้เก็บรักษาได้ 45 – 60 วัน โดยไม่เน่าเสีย อย่างเช่นมะพร้าวที่ส่งออกไปต่างประเทศ อยู่ได้นานหนึ่งเดือนครึ่ง เมื่อใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก Polymer ทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้นโดยไม่เสียรสชาติ
  • P4 = Perform บรรจุภัณฑ์ต้องทันสมัยเป็น Smart Packaging ตรวจสอบสถานะผ่าน Qr Code บนบรรจุภัณฑ์ได้ เช่น วันผลิต วันหมดอายุ และสถานที่ผลิตสินค้า

เราจึงเห็นบรรจุภัณฑ์หลายรูปแบบที่เกิดจากการออกแบบของ SCG Packaging เช่น หลอดนมข้นหวานแบบบีบ กล่องใส่ส้ม กล่องขนม หรือแม้แต่กล่องกระดาษโชว์สินค้าตามร้านค้า

แม้ว่านวัตกรรมที่นำมาใส่ในบรรจุภัณฑ์ของ SCG Packaging จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าหันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ของ SCG Packaging มากขึ้น ลูกค้าของเรามีมากกว่า 4,000 ราย และเรายังสามารถทำบรรจุภัณฑ์ให้ได้ แม้ว่าจะสั่งให้ทำเพียงแค่ชิ้นเดียว

สินค้าของ Scoth ที่มีลักษณะเป็นประภาคารคือ Floor Display ทาง SCG ระบุว่า ทำให้เพื่อจัดแสดงสินค้าได้ แม้ชิ้นเดียวก็สามารถสั่งทำได้

สาม ควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาค (Mergers & acquisitions: M&A)ด้วยเงินลงทุนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดที่มีการเติบโต

ในปัจจุบัน SCG Packaging มีโรงงานกว่า 40 แห่ง ใน 5 ประเทศอาเซียน และกำลังลงทุนเพิ่ม ดังนี้ 

  • เวียดนาม มูลค่าการลงทุน 600 ล้านบาท
  • ฟิลิปปินส์ มูลค่าการลงทุน 5,200 ล้านบาท เป็นการเพิ่มเครื่องจักร กำลังการผลิตรวมกว่า 2.2 แสนตันต่อปี
  • อินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุน 1,800 ล้านบาท กำลังการผลิตรวม 4 แสนตันต่อปี

สี่ ลงทุนพัฒนานวัตกรรมแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสินค้าบรรจุภัณฑ์กว่า 120,000 รายการ ทั้งกล่องลูกฟูก กล่องพิมพ์สีแสดงสินค้า บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว บรรจุภัณฑ์แบบคงรูป และกระดาษบรรจุภัณฑ์ ช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

ห้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการผลิต

หก เป็นต้นแบบสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

บรรจุภัณฑ์ของ SCG Packaging ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้กว่า 95% มีเพียงบรรจุภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับอาหารโดยตรงเท่านั้นที่ไม่สามารถใช้วัสดุรีไซเคิลได้ รวมถึงการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์บางแบบใช้เนื้อกระดาษลดลงถึง 30% แต่ยังคงความแข็งแรงเหมือนเดิม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scg-packaging-innovation/

บุญรอดฯ ร่วมรักษ์โลก สร้างต้นคริสต์มาสรีไซเคิลจากขวดน้ำดื่มสิงห์ เพอร์ร่า สถิติสูงสุดที่ของโลก

ฉลองคริสต์มาสปีนี้ ต้องไม่ธรรมดา บุญรอดบริวเวอรี่ โหนกระแสรักษ์โลก สร้างสรรค์ต้นคริสต์มาสจากขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลสร้างสถิติสูงที่สุดในโลกถึง 29 เมตร 

ต้นคริสต์มาสจากขวดรีไซเคิลสถิติสูงที่สุดในโลก

จากพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียปี 2020 ปัจจัยการซื้อสินค้าจะไม่ได้ติดยึดกับแบรนด์ใหญ่ แต่มองหาแบรนด์ที่สร้างประโยชน์ให้กับสิ่งแวดล้อม นั้นคือเหตุผลที่แบรนด์ต่างๆ ต้องสร้างสรรค์การตลาดรักษ์โลกมากขึ้น

สำหรับบุญรอดฯ เพื่อเป็นหนึ่งในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงปัญหาขยะของประเทศไทย ที่มีมากถึง 27 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติก 2 ล้านตัน เท่ากับว่าคนไทยแต่ละคนสร้างขยะ 1.1 กิโลกรัมต่อวัน

ขวดน้ำดื่มสิงห์กับน้ำแร่เพอร์ร่ามากกว่า 1 แสนใบ

บุญรอดฯ จึงสร้างสรรค์ต้นคริสต์มาสจากขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งนำมาประดับอาคารซิปไลน์ความสูงถึง 29 เมตร ซึ่งเป็นสถิติต้นคริสต์มาสประดับจากขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลที่สูงที่สุดในโลก จากร่วมมือของพนักงานในเครือทั่วประเทศ รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนบ้านปางคึก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

ไอเดียการสร้างสรรค์ต้นคริสต์มาส มาจากการรวบรวมขวดพลาสติกรีไซเคิลของน้ำดื่มสิงห์และน้ำแร่เพอร์ร่ามากกว่า 1 แสนขวด โดยเป็นขวดที่นำมาใช้เป็น PET 1 ซึ่งสามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ 100%

ทั้งนี้ต้นคริสต์มาสจากขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิล จัดแสดงที่ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม -12 มกราคม 2563 นี้ นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่สะท้อนถึงการเป็นองค์กรรักษ์โลกและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้

สรุป

“รักษ์โลก” เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่หลายแบรนด์ๆ ต้องนำมาขับเคลื่อนในการสร้างแบรนด์ในปี 2020 เพราะผู้บริโภคเริ่มใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและแบรนด์ที่รักษ์โลกมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ดังนั้นองค์กรและแบรนด์ต่างๆ จึงปฏิเสธไม่ได้กับการขับเคลื่อนการตลาดรักษ์โลกหลากหลายรูปแบบ ทั้งการงดแจกถุงพลาสติก การใช้แพจเกจที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือกระทั่งการนำแพกเกจรีไซเคิลมาสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรหรือการเป็นแบรนด์ที่รักษ์โลกนั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/boonrawd-christmas/

ไอเดียเด็ด! นำขยะพลาสติกมาแลกของ แถมแก้ปัญหาความยากจน

รักษ์โลกพ่วงกับการแก้ปัญหาความยากจน เป็นไอเดียที่ลงตัวมากๆ เมื่อเฮงเค็ล ผู้ดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคสัญชาติเยอรมัน เปิดแคมเปญขยะจากพลาสติกมาแลกผลิตภัณฑ์ภายในร้าน 

แนวโน้มกลุ่มผู้ประกอบการในเดือนธันวาคม 2563 ให้ความสำคัญกับการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก เพื่อร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้กับโลก หนึ่งในการทำตลาดที่น่าสนใจและมีแนวโน้มว่าจะทำเพิ่มขึ้น การขับเคลื่อนแคมเปญให้ผู้ซื้อสามารถนำขยะพลาสติกมาแลกซื้อผลิตภัณฑ์ได้

โดยเป็นไอเดียของบริษัทเฮงเค็ล ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ที่นำร่องทำไปแล้ว และนับว่าเป็นแคมเปญการตลาดที่สร้างความยั่งยืนให้กับโลก โดยจากการดำเนินการมา สามารถลดการทิ้งขยะพลาสติกในมหาสมุทร และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ยากจน โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีโครงสร้างการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้เฮงเค็ล ได้ร่วมมือกับองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมอย่างพลาสติกแบงก์ เมื่อปี 2560 โดยศูนย์รับซื้อพลาสติกทั้ง 3 แห่งที่สร้างขึ้นใหม่ในเฮติได้รวบรวมพลาสติกแล้วมากกว่า 35 ตัน นอกจากนี้เฮงเค็ลยังนำ “โซเชียลพลาสติก” (Social Plastic) ที่เก็บได้เหล่านั้นมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตบรรจุภัณฑ์เป็นครั้งแรก

จากกลยุทธ์ในการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน เฮงเค็ลได้ตั้งเป้าหมายส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเฮงเค็ลจะใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ หรือนำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้ให้ได้ 100% ภายในปี 2568

สรุป

ธุรกิจหลากหลายออกมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแคมเปญลดการใช้ถุงพลาสติก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา แต่ในส่วนประเทศที่ด้อยพัฒนาการนำขยะมาแลกการซื้อผลิตภัณฑ์ก็เป็นส่วนหนึ่งลดปัญหาด้านความยากจน โมเดลนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ในประเทศด้อยพัฒนาก็ได้ และจะเป็นวิธีที่ช่วยกันบริหารจัดการขยะจากพลาสติกได้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะการรีไซเคิล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/henkel-gogreen/

รีไซเคิล! เรื่องที่คนไทยต้องเร่งสร้างพฤติกรรม ทีพีบีไอพัฒนาถุงพลาสติกนำกลับมาใช้ได้หลายครั้ง

“รีไซเคิล” ไม่ใช่เรื่องใหม่และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคของเพลโตเมื่อ 400 ปี ก่อนคริสตกาล แต่เมื่อถึงเวลาการปฏิบัติจริง คนไทยกลับยังไม่เข้าใจ นั่นคือที่มาของโครงการวน แก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างสร้างสรรค์ 

กมล บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการวน (Won)

กมล บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการวน (Won) เล่าว่า โครงการวนเกิดขึ้นมา เพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างสร้างสรรค์ บนแนวคิดของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งโครงการดังกล่าวเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดงานของเสียวัตถุดิบและพลังงานให้ถูกนำกลับไปเป็นทรัพยากรหมุนเวียนได้

เป้าหมายของโครงการวนต้องการให้พลาสติกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันกลับมาหมุนเวียนอยู่ในระบบให้นานที่สุด

โจทย์ของทุกวันนี้ เราจะใช้ถุงพลาสติกอย่างไรไม่ให้เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมไปมากกว่านี้ นั่นคือการนำมารีไซเคิล (Recycle) แต่ปัญหาที่กำลังเผชิญในตอนนี้ คือ การสร้างการรับรู้ของคนไทยเกี่ยวกับการแยกขยะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ขยะทั่วไป (ถังสีน้ำเงิน) ขยะรีไซเคิล (ถังสีเหลือง) ขยะอันตราย (ถังสีแดง) ขยะจากเศษอาหาร (ถังสีเขียว) ให้ได้ก่อน

การแบ่งแยกขยะของคนไทยยังมีน้อยมาก อันดับแรกจึงต้องสร้างพฤติกรรมการแยกขยะก่อน ควบคู่กับการสร้างความรู้ถุงพลาสติกสามารถนำกลับมารีไซเคิลแล้วนำมาใช้ใหม่ได้ วิธีของโครงการวน เริ่มจากการสร้างแรงจูงใจแลกถุงหรือเศษพลาสติกที่ส่งมารีไซเคิลจำนวน 1 กก. = เงิน 5 บาท จะนำไปบริจาคให้แก่มูลนิธิต่างๆด้านสิ่งแวดล้อม 

ถังแยกขยะทั่วไป แต่พฤติกรรมผู้บริโภคทิ้งถุงพลาสติกและแก้วพลาสติกที่สามารถรีไซเคิล

ในยุโรปตอนนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช้ถุงพลาสติกถึง 80-90% แต่ในประเทศไทยธุรกิจต่างๆ เพิ่งงดให้ถุงพลาสติกราว 30% ตอนนี้คนไทยตื่นตัวค่อนข้างมากเกี่ยวกับปัญหาขยะจากถุงพลาสติก โดยเฉพาะถุงหิ้วหรือถุงใส่ของ แต่เราต้องทำให้ลงลึกไปมากกว่านั้น เช่น ถุงร้อนสำหรับใส่อาหาร เช่น แกงต่างๆ ที่ขายตามตลาดทั่วไป ซึ่งมีจำนวนมหาศาล

ตอนนี้ถุงพลาสติกที่นำมารีไซเคิล ยังมีจำนวนที่น้อยมากไม่ถึง 5% ของยอดขายบริษัท แต่ในปี 2563 ตั้งเป้าหมายจำนวนถุงพลาสติกที่นำมารีไซเคิลเพิ่มเป็น 10-15% ของยอดขาย ถามว่าโครงการวนประสบความสำเร็จไหม นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมา 1ปีกับ 5 เดือน จากการจัดเก็บถุงพลาสติกที่นำมารีไซเคิลในเขตประเวศและปทุมวัน ปริมาณ 500 กิโลกรัมต่อวัน

ปัจจุบันโครงการวน ได้ร่วมกับเขตกรุงเทพมหานครและสำนักสิ่งแวดล้อม เพื่อลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครฯ ตั้งจุดรับพลาสติกเข้าโครงการตามสำนักงานเขตต่างๆในกทม. เบื้องต้นมีทั้งหมด 53 จุด สามารถรวบรวมมาส่งได้ที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ 50 เขตทั่วกทม. อาทิ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 1 (เสาชิงช้า) ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 วัน

กมล เล่าว่า ธุรกิจของเราเกิดขึ้นจากการทำถุงพลาสติก ชื่อเดิมบริษัท คือ อุตสาหกรรมถุงพลาสติคไทย จำกัด โดยการเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะครอบครัวบริสุทธนะกุล มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตถุงพลาสติก และรีไซเคิล แต่เมื่อเทรนด์การใช้ถุงพลาสติกลดลง ผมเองได้ไปศึกษาที่อเมริกาเป็นครอสระยะสั้น เกี่ยวกับการดิสรัปชั่นของธุรกิจ เพื่อรองรับกับสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สร้างนวัตกรรมยืดระยะเวลาใช้งาน

นวัตกรรมที่ทางทีพีบีไอคิดค้น ถุงพลาสติกคุณภาพสูงพิเศษ ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล อย่างการผลิตถุงพลาสติกให้กับบริษัทฟู้ดแพชชั่น มีความหนาถึง 5 เท่า ในบริการจัดส่งอาหารทุกออร์เดอร์ เพื่อให้ผู้บริโภคนำถุงพลาสติกกลับมาใช้หมุนเวียนได้ใหม่ ซึ่งเป็นการใช้พลาสติกให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทำไมต้องทำความหนาของถุงพลาสติก เพราะเราต้องการลดขยะ Single-use plastics หรือถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ความหนาของถุงจะทำให้คุณสมบัติของถุงมีความคงทน และเกิดการใช้งานนานขึ้นหรือสามารถนำมาใช้งานได้มากกว่าหนึ่งครั้งแน่นอน เป็นการช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกลดลง

สรุป

พฤติกรรมของคนไทยในตอนนี้ ตื่นตัวกับการลดใช้ถุงพลาสติกลง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มสร้างพฤติกรรมการแยกขยะ รวมถึงมุมการรีไซเคิลที่คนไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญ อย่างถุงพลาสติกก็สามารถนำมารีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ขณะเดียวกันบริษัททีพีบีไอ ก็พัฒนาถุงพลาสติกที่มีความคงทน ทำให้การใช้งานได้หลายครั้ง เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกลง ที่สำคัญยังเป็นถุงพลาสติกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลอีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/recycle-won/

เทรนด์รีไซเคิลมาแรง! บรรจุภัณฑ์ กล่อง ขวด หลอด ต้องรักษ์โลก

ตอนนี้ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แบรนด์ใดที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมจะกลายเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่า ในเวลานี้มีหลากหลายธุรกิจในประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อนการ “รีไซเคิล” สร้างแบรนด์ผ่านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

ธุรกิจไทยปักหมุดรีไซเคิล

นอกจากธุรกิจค้าปลีกเริ่มออกมาประกาศงดแจกถุงพลาสติก วันที่ 1 มกราคม 2563 แล้วนั้น หลายธุรกิจเริ่มออกตัวเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการรีไซเคิล ถามว่าทำไมต้องรีไซเคิล เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้บริโภคมากที่สุด

รีไซเคิล (Recycle) เป็นการจัดการวัสดุเหลือใช้ที่กำลังจะเป็นขยะ นำไปผ่านกระบวนการแปรสภาพ โดยเฉพาะการหลอม เพื่อให้เป็นวัสดุใหม่แล้วนำกลับมาใช้ได้อีก ซึ่งวัสดุที่ผ่านการแปรสภาพนั้นอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ได้

กล่องเครื่องดื่มถือเป็นหนึ่งในบรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะทำมาจากทรัพยากรทดแทนได้เป็นหลัก และยังสามารถรีไซเคิลได้ 100%

บรรจุภัณฑ์กล่องรีไซเคิล

ตื่นตัวใช้บรรจุภัณฑ์กล่องรีไซเคิล

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ในกรุงเทพฯ ซึ่งให้บริการน้ำดื่มบรรจุกล่องเต็ดตรา แพ้ค รุ่นเต็ดตราพริสมา อะเซ็ปติค ขนาด 500 มล แก่ลูกค้า เพื่อสื่อสารถึงมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในโรงแรมให้น้อยที่สุด พร้อมให้ข้อมูลว่ากล่องเครื่องดื่มเหล่านี้ สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างไรบ้างอีกด้วย

ตอนนี้ธุรกิจเครื่องดื่มน้ำผลไม้ นมพร้อมดื่มยูเอชที นมถั่วเหลือง หลายแบรนด์ใช้เต็ดตรา แพ้ค อะเซ็ปติค หรือเป็นบรรจุภัณฑ์กล่องรีไซเคิลกันแล้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มระดับความเข้มข้นโดยการใช้ฝาที่ทำตลาดไบโอพลาสติก เพื่อย่อยสลายได้ง่ายขึ้น จากเดิมฝาบรรจุภัณฑ์จะเป็นพลาสติก

ก้าวต่อไปเทรนด์ของเครื่องดื่ม

ในเร็วๆ นี้ อุตสาหกรรมไทยก้าวไปสู่การใช้เต็ดตรา เร็กซ์® ไบโอ เบส เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุทดแทนได้ทั้งหมด ทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลจากองค์การจัดการด้านป่าไม้ Forest Stewardship Council™ หรือ FSC™ จึงเป็นคำตอบสำหรับเทรนด์ ‘Sustainability’ อย่างแท้จริง

กระแสแรงขวดเพ็ทก็ต้องทำแล้ว

โคคา-โคล่า ประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ “สไปรท์” สานต่อความมุ่งมั่นเดินหน้าผลักดันการรีไซเคิลขวดพลาสติกครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการประกาศเปลี่ยนมาใช้ขวดพลาสติกพีอีทีแบบใส แทนการใช้ขวดพลาสติกสีเขียวในเครื่องดื่ม “สไปรท์” เพื่อให้สามารถนำขวดพลาสติกเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ต่อไป

การพัฒนาสินค้าของผู้ผลิตกลุ่มซอฟต์ดริ้งก์ในประเทศไทย มักอยู่ในบรรจุภัณฑ์ขวดเพ็ท นั่นคือเหตุผลที่ค่ายน้ำอัดลมอย่างโค้ก ต้องมาตื่นตัวกระแสรักษ์โลก เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขวดแก้วมาแรงสื่อสารช่วยลดโลกร้อน

เทรนด์บรรจุภัณฑ์หนึ่งที่มาแรงทั่วโลก และอุตสาหกรรมเครื่องดื่มกำลังหันมาใช้มากขึ้นกันนั้น คือ ขวดแก้ว แม้ว่าต้นทุนการผลิตของขวดจะสูงแต่ขณะเดียวกัน คือ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมยังมีภาพลักษณ์สินค้าพรีเมี่ยมด้วย

เครื่องดื่มน้ำอัดลมเอส สื่อสารถึงผู้บริโภค “ดื่มเอสขวดแก้ว เพื่อโลกสดใสและยั่งยืน” เปลี่ยนมาใช้ขวดแก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ การสื่อสารดังกล่าวไม่เพียงได้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยังมีโอกาสเข้าไปกินส่วนแบ่งคู่แข่งเป็นเป๊ปซี่ เป็นค่ายน้ำอัดลมที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว

ธุรกิจอาหารสำเร็จรูปตื่นตัวช้า

ท่ามกลางอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในประเทศที่ตื่นตัวมากขึ้น แต่ธุรกิจอาหารสำเร็จรูปการตื่นตัวบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกยังมีค่อนข้างน้อยมาก ข้อมูลจากบริษัทเต็ดตรา แพ้ค พบว่า ผู้ประกอบการที่ใช้บริการกล่องเต็ดตรา แพ้ค  อยู่ในธุรกิจเครื่องดื่ม 99% ส่วน 1 % เป็นธุรกิจอาหารสำเร็จรูป

ปัจจุบันธุรกิจอาหารสำเร็จรูปในประเทศไทย จะนิยมใช้บรรจุภัณฑ์กระป๋องสำหรับการใส่อาหาร การใช้บรรจุภัณฑ์แบบกล่องที่สามารถรีไซเคิลยังมีค่อนข้างน้อย มาจากความไม่คุ้นเคยของผู้บริโภคเมื่ออาหารใส่บรรจุภัณฑ์แบบกล่อง จึงค่อนข้างมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าพอสมควร

แม้ว่าจะมีนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แบบกล่องกระดาษ ที่สามารถนำอาหารที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแบบสเตอริไลซ์ได้แล้ว และการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายและเก็บรักษาได้เป็นเวลานานก็ตาม  คงต้องรอดูกันว่า จะมีผู้ประกอบการรายใดที่เริ่มให้ความสำคัญกันบ้าง

มาแน่ ! หลอดชีวภาพผสมซังข้าวโพด

นอกจากการลดใช้ถุงพลาสติกแล้ว หลอดเป็นอีกบรรจุภัณฑ์หนึ่งที่แนวโน้มการใช้งานจะลดลง นวัตกรรมใหม่ หลอดชีวภาพผสมซังข้าวโพด พัฒนาจากบริษัททานตะวันอุตสาหกรรมภายใต้แบรนด์ “EcoAbsolute” สามารถย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน มีอายุการใช้งาน 1 ปี

ตอนนี้มี Cafe Amazon นำหลอด “EcoAbsolute”มาใช้งานจริงภายในร้านแล้ว และเร็วๆ นี้ร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่กำลังพิจารณานำหลอดดังกล่าวมาให้บริการลูกค้า เพื่อประกาศเป็นค้าปลีกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สรุป

ที่ผ่านมาธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารขับเคลื่อนการเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน ลดการใช้น้ำให้น้อยลง แต่ผู้ผลิตออกมาประกาศพันธมิตรคาร์บอนเป็นจำนวนมาก แต่เรื่องดังกล่าวดูเหมือนจะไกลตัวเกินไปสำหรับผู้บริโภค และยังจับต้องไม่ได้ เมื่อเทียบกับโปรดักส์ที่อยู่ในมือน่าจะได้ใจผู้บริโภคมากกว่าถึงการเป็นแบรนด์รักษ์โลก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/drink-gogreen/

จับเทรนด์การตลาดสีเขียว โอกาสธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขภาพมีมหาศาล เมื่อผู้บริโภคพร้อมจ่ายเงิน

ยุคที่หัวใจของผู้บริโภคเป็นสีเขียว การจะซื้อสินค้าสักชิ้นจะไม่ยึดติดกับแบรนด์ใหญ่อีกต่อไป ดังนั้นกระแสรักษ์โลกที่มาแรงตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจสำหรับการสร้างแบรนด์ สินค้า และบริการ 

งานวิจัยบริษัทเต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด พบว่า ผู้บริโภคเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อปกป้องโลก ไม่งั้นเราจะตาย และหลายคนคิดแล้วต้องลงมือทำ มาดูกันว่ามีเทรนด์อะไรที่เกิดขึ้นกันบ้างและสร้างแบรนด์อย่างไร 

2 ใน 3 เชื่อว่าโลกกำลังสู่จุดพลิกผัน

สิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด ในตอนนี้ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคทั่วโลก เชื่อว่าเรากำลังก้าวสู่จุดพลิกผันด้านสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ดีขึ้น และประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความวิตกกังวลถึงผลกระทบต่อสุขภาพ

ตอนนี้ในต่างประเทศเริ่มสร้างคอมมูนิตี้ (Community) เป็นการรวมตัวของผู้ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรณรงค์หรือจัดแคมเปญด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้ถุงพลาสติก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งสร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้น 

เทรนด์สิ่งแวดล้อมกับสุขภาพเชื่อมโยงกัน

ในอดีตเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจะแยกกันอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้เกือบ 3 ใน 5 ของผู้บริโภคคิดว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขานั้นได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดย 60% เชื่อว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในชีวิตของตนเองได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัญหาสิ่งแวดล้อม

และเมื่อกังวลมากเท่าไร  ก็จะกังวลกับสุขภาพมากเช่นเดียวกัน และผู้บริโภคเห็นชัดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อพวกเขาและครอบครัว 

พลังคนรุ่นใหม่อยากมีชีวิตยืนนาน

คนรุ่นใหม่มีแรงผลักดันที่แข็งแกร่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ต้องการและหวังว่าจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีอายุยืนนานกว่าพ่อแม่ของเขา

การใช้โซเชียลมีเดียและประสบการณ์ส่วนตัวที่สื่อถึงผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กระตุ้นให้เขามึความต้องการที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผู้บริโภคเชื่อว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ

เชื่อว่าการใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรที่เราดื่มและรับประทานเข้าไปมีผลกระทบเชิงลบทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หลายคนต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกัน แต่ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ขาดความรู้ และขาดตัวเลือกที่ซื้อหาได้และหรือเชื่อถือได้ ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนแปลง

เป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่จะช่วยผู้บริโภคแก้ปัญหาเหล่านี้ และตอบสนองความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นในการใชัชีวิตมีสุขภาพดีและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเมื่อบรนด์ใดก็ตามที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จะกลายเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่าสำหรับผู้บริโภค 

อุตฯ เครื่องดื่มและอาหารผู้กู้โลกสีเขียว

ผู้ผลิตเครื่องดื่มและอาหารตื่นตัวทั่วโลก ถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะเป็นผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อาหารและเครื่องดื่ม จะมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจับต้องได้ เป็นโอกาสที่ดี ใครทำได้ก่อนได้ใจผู้บริโภคก่อน ตอนนี้ผู้ประกอบการในประเทศไทยตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในวงการเครื่องดื่มหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ ฝาขวดรักษ์โลกมากขึ้น 

เกิดแบรนด์ที่พัฒนาผลิิตภัณฑ์สู่ Organic food

เรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเกิดเทรนด์ของสินค้า Organic food ขึ้นมา กลุ่มสินค้าออร์แกนิกที่ได้ความสนใจจากผู้บริโภค อาทิ น้ำผลไม้ 100% นมจืด น้ำดื่มในบรรจุภัณฑ์ น้ำมะพร้าว และเครื่องดื่มจากพืช

โอกาสของแบรนด์ คือ เมื่อสินค้าสร้างสินค้า Organic food จะยิ่งผลักดันให้แบรนด์มีมูลค่าสูง ซึ่งพบว่าผู้บริโภค เกือบ 2 ใน5 บอกว่าพวกเขายินดีจ่ายสูงกว่าให้กับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

รู้สึกสบายใจเมื่อซื้อสินค้ารีไซเคิลได้

การรีไซเคิลกลายเป็นคุณสมบัติอันดับแรกของคนที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการรีไซเคิลเป็นความเชื่อมโยงอันดับต้นๆ ของสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เกือบ 4ใน 5 ของผู้บริโภคทั่วโลกยินดีที่จะจ่ายมากขึ้น เพื่อบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจ และพบว่า 2 ใน 4 ของผู้บริโภคมองว่าถ้าแบรนด์ที่มีแพกเกจิ้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นแบรนด์ที่พวกเขาให้ความสำคัญ 

เกิดการต่อต้านการใช้พลาสติกมีมากขึ้น

เกือบ 2 ใน3 ของผู้บริโภค เชื่อว่าคนที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม จะหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกและ 1ใน3 บอกว่ามีแผนที่จะซื้อและใช้พลาสติกน้อยลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า

พฤติกรรมของผู้บริโภคจะไม่เกิดการยึดติดกับแบรนด์ใหญ่อีกต่อไป แต่จะมองหาแบรนด์หรือสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

สรุป

  • แบรนด์หรือสินค้าที่ประสบความสำเร็จในอนาคต ต้องเป็นแบรนด์ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายและการมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมนอกเหนือไปจากการนำเสนอสินค้าและบริการที่ดี
  • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เป็นอุตฯ ที่เห็นเทรนด์ในการเชื่อมโยงกันของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสใหม่สำหรับแบรนด์ในการสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภค โดยการนำเสนอการสื่อสารทั้งสองเรื่องในเวลาเดียวกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/greenmarketing/

เอาใจคนรักษ์โลก Cohda Design เปิดตัวแก็ดเจ็ตรีไซเคิล

แก็ดเจ็ต ที่โดดเด่นตลาดโลกช่วงเดือนตุลาคม  ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ สมาร์ทโฮม การดูแลสุขภาพ แต่ที่มาแรงและแปลกใหม่ จนต้องจับตามอง ก็คือ อุปกรณ์สร้างความยั่งยืนให้กับโลก 

รีไซเคิล
ภาพจาก : Shutterstock

หนึ่งในกระแสมาแรงทั่วโลกในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นกระแสรักษ์โลก Cohda Design ได้เปิดตัวแก็ดเจ็ตการรีไซเคิล  ที่ชื่อว่า The Recycling Identifying Device หรือเรียกว่า R.I.D.อุปกรณ์ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่าชิ้นส่วนของบรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้หรือไม่

การทำงานของ R.I.D. จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อวิเคราะห์วัสดุที่ทำจากบรรจุภัณฑ์ก่อน จากนั้นจะประมวลผลให้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถรีไซเคิลได้หรือไม่

ภาพจาก : Cohda

ข้อดีของแก็ดเจ็ต ตัวนี้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนในการใช้งาน เนื่องจากใช้เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (RFID – Radio Frequency identification) สามารถระบุสิ่งต่างๆ โดยอาศัยคลื่นวิทยุตรวจจับบรรจุภัณฑ์นั่นเอง

ภาพจาก : Cohda

สรุป : อุปกรณ์ R.I.D. ปฏิวัติประสบการณ์การรีไซเคิลของผู้บริโภคครั้งใหญ่ ทำให้การใช้งานได้ง่ายขึ้น ในขณะที่แบรนด์ต่างๆ ต้องตื่นตระหนกกับกระแสรักษ์โลกด้วยเช่น เพราะงานนี้มีเครื่องมือสำหรับตรวจผลิตภัณฑ์รีไซเคิลของผู้บริโภคเองแล้ว แบรนด์ที่ไม่ให้ความสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อม ย่อมมีผลกระทบต่อยอดขายแน่นอนในอนาคต 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gadget-recycling-identifying/

รู้จัก JUST Water น้ำดื่มสุด Eco มูลค่า 100 ล้านเหรียญ จากวัสดุรีไซเคิล 100%

JUST Water น้ำดื่มที่แพ็คเกจจิ้งทำจากวัสดุรีไซเคิล 100% กำลังมาแรง แถมขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้บริษัทมีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐแล้วเรียบร้อย

ท่ามกลางปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกในตอนนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าถ้ามีแบรนด์ไหนออกตัวว่าเป็นแบรนด์รักษ์โลก ผลิตจากวัสถุธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าผู้บริโภคยอมที่จะสนับสนุนอย่างแน่นอน

ธุรกิจน้ำดื่มก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ที่ได้เห็นในตลาดล้วนแล้วเป็นแพ็คเกจจิ้งขวดพลาสติก PET แม้ขวดเหล่านี้จะนำมารีไซเคิลได้ แต่ก็มีส่วนในการสร้างขยะให้ล้นโลกได้เช่นกัน กล่าวได้ว่ามุมมองต่อแพ็คเกจจิ้งที่เป็นพลาสติกล้วนทำลายสิ่งแวดล้อมโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก

ด้วยเหตุนี้น้ำดื่ม JUST Water จึงแจ้งเกิด จากไอเดียของ Jaden Smith ลูกชายของ Will Smith นั่นเอง โดยมี Drew Fitzgerald เป็นผู้ร่วมก่อตั้งอีกราย ได้เปิดเป็นบริษัท JUST goods

แนวคิดในการทำ JUST Water เริ่มต้นเมื่อปี 2015 เกิดจากที่ Jaden Smith ต้องการสร้างความแตกต่างในตลาด หลังจากที่เห็นขวดน้ำพลาสติกต้องกลายเป็นขยะในมหาสมุทร จึงมาคิดว่าแทนที่จะทำขวดน้ำที่ทำจากพลาสติกที่ใช้แค่ครั้งเดียว แต่ทำให้มันยั่งยืนมากขึ้น

จุดเด่นของ JUST Water อยู่ที่แพ็คเกจจิ้งที่เคลมว่าทำจากวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายใน 1 ขวดสามารถแบ่งเป็น

54% ทำจากกระดาษ ที่ทำจากต้นไม้ที่ได้การรับรองโดย Forest Stewardship Council Paper ล้วนเป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

28% ทำจาก Plant-based Plastic หรือพลาสติกที่ทำจากพืช โดยจะอยู่ในส่วนของไหล่ขวด และฝาขวดน้ำ

15% ฟิล์มพลาสติกป้องกัน และ 3% อลูมิเนียม ได้ใช้อลูมิเนียมเป็นแบบฟอยล์บางๆ เพื่อใช้ในการป้องกันน้ำดื่มจากการปนเปื้อนต่างๆ ทั้งอลูมิเนียม และกระดาษจะได้รับการป้องกันด้วยฟิล์มพลาสติกปลอดสาร

เมื่อมาถึงกระบวนการจัดส่ง JUST Water สามารถทำการจัดส่งน้ำดื่มทั้งหมด 1.5 ล้านขวดภายใน 1 รถบรรทุก เมื่อเทียบกับขวดพลาสติกอื่นๆ ในปริมาณเท่าๆ กัน แต่ต้องใช้รถบรรทุก 13 คัน ส่งผลให้ลดการปล่อยมลพิษที่ส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงถึง 74% เมื่อเทียบเท่ากับขวดพลาสติกอื่นๆ

จากวันนั้นที่ได้พัฒนา JUST Water จนผ่านไป 4 ปี ปัจจุบันได้มีโรงงานผลิตถึง 3 แห่งในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย และมีการวางจำหน่ายใน 10 ประเทศ รวมพื้นที่ขายในร้านค้าปลีกกว่า 15,000 แห่งอเมริกาเหนือ และยังเตรียมตัวขยายตลาดไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตในเร็วๆ นี้ อีกทั้งยังมีวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกในญี่ปุ่นอีก 21,000 แห่งด้วย

นอกจากนี้ยังมีการรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์อื่นๆ อย่าง Tetra Top Midi ที่จะวางจำหน่ายใน Target, Publix และ CVS และยังผลิตน้ำดื่มกล่องกระดาษแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้กับ IKEA ออสเตรเลียในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

ปัจจุบันมีการประเมินว่าบริษัทของ JUST Water มีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเฉลี่ย 2-3 เท่า แต่เหนือกว่าการเติบโตนั่นคือการที่ทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติก สามารถช่วยโลกหยุดการใช้ขวดน้ำพลาสติกได้

ตอนนี้ JUST Water ได้กำลังพูดคุยกับ TetraPak บริษัทผลิตแพ็คเกจจิ้งรายใหญ่ รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่น ในการสร้างความมั่นใจว่าแพ็คเกจจิ้งเหล่านี้สามารถนำไปรีไซเคิลได้จริง และยังมีการอัพเกรดแพ็คเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ให้เหมือนกับ iPhone ที่มีการอัปเกรดรุ่นทุกปี

ต้องบอกว่าอีกหนึ่งจุดเด่นของ JUST Water ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ สีสันสดใสของขวด ตอนนี้มีด้วยกัน 6 สี โดยจะมีทั้งน้ำดื่มเป็นสีฟ้า ส่วนสีอื่นๆ จะเป็น Infused Water หรือน้ำหมักผลไม้เพื่อสุขภาพ มีอีก 5 รสชาติ ได้แก่  Organic Lemon, Organic  Tangarine, Organic Cherry, Organic Mint และ Organic Blackberry

ในเว็บไซต์ได้จำหน่ายเป็นแพ็ค 24 ขวด ขนาด 16 ออนซ์ ราคาแพ็คละ 39.99 เหรียญสหรัฐ หรือเฉลี่ยขวดละ 1.6 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าร้านค้าปลีกทั่วไปอาจจะมีจัดโปรโมชั่นซื้อ 2 ขวดราคาด 2 เหรียญสหรัฐก็มี

Source

Photo : Facebook Just Water

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/just-water-eco-hit-100-million-valuation/

ซันไลต์ ประเดิมใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล 100%

ผลิตภัณฑ์ล้างจานซันไลต์ เริ่มใช้นโยบายปฏิวัติพลาสติกโดยเริ่มปรับแพ็คเกจจิ้งเป็นพลาสติกรีไซเคิล 100% คาดจะเปลี่ยนได้ทุกผลิตภัณฑ์ภายในปี 2565 ลดพลาสติกได้ 551 ตันต่อปี

จากปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกอุตสาหกรรมให้ความสำคัญมากขึ้น เริ่มมีนโยบายที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้จะเห็นหนักที่ธุรกิจค้าปลีก ตอนนี้เริ่มขยายผลไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ในการปรับเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้งเป็นพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ หรือใช้วัสดุจากธรรมชาติมากขึ้น

ซันไลต์ ผลิตภัณฑ์ล้างจานในเครือบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง ได้ประกาศแผนเชิงรุกในการ “ปฏิวัติพลาสติก” โดยเริ่มใช้พลาสติกรีไซเคิล 100% มาเป็นบรรจุภัณฑ์ซันไลต์ที่ออกจำหน่ายในท้องตลาด มีเป้าหมายการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมดภายในปี 2565

โรเบิร์ต แคนเดลิโน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เมียนมา ลาว และกัมพูชา กล่าวว่า

“ซันไลต์มีความมุ่งมั่นในการลดการใช้พลาสติกให้ได้มากที่สุด ตามแนวนโยบายปฏิวัติพลาสติกของยูนิลีเวอร์ เพราะฉะนั้น ซันไลต์ในฐานะเป็นผู้นำตลาดน้ำยาล้างจานในประเทศไทย มีส่วนในการช่วยสร้างขยะมากเช่นกัน มีการผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแบบขวดพลาสติกมากที่สุดประมาณ 100 ล้านขวด จึงได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบใหม่
ซึ่งเปลี่ยนจากการใช้พลาสติก HDPE  มาเป็นพลาสติก PET ตั้งแต่ปี 2560 และล่าสุด ซันไลต์ได้พัฒนา
บรรจุภัณฑ์พลาสติก PET ที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล 100%  ทั้งหมดนี้ทำให้สามารถลดการใช้พลาสติกทั้งสิ้นราว 551 ตันต่อปี”

ซันไลต์ได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์และนำเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่เข้ามาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเปลี่ยน
บรรจุภัณฑ์ทุก SKU ของซันไลต์ให้เป็นพลาสติกรีไซเคิล 100% ภายในปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของเครือ
ยูนิลีเวอร์ทั่วโลกที่ตั้งไว้ที่ปี 2568 โดยมีการดำเนินการในเชิงรุกตามนโยบายปฏิวัติพลาสติก เพื่อช่วยลดจำนวนขยะพลาสติกในระบบนิเวศและสร้างการเติบโตของแบรนด์อย่างยั่งยืน ดังนี้

  • สิงหาคม 2560 เปิดตัวบรรจุภัณฑ์ขวดดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนขวดพลาสติก HDPE จากขวดกลมทึบ
    สีเหลืองที่ใช้มาอย่างยาวนาน เป็นขวด PET ขวดพลาสติกใสคุณภาพสูง ที่สามารถมองเห็นสีและปริมาณน้ำยาล้างจานในขวดได้ชัดเจน พร้อมดีไซน์พิเศษรูปกลีบมะนาวเพื่อการหยิบจับกระชับมือ
    อีกทั้งส่งผลให้ลดใช้พลาสติกได้ถึง 274 ตันต่อปี เทียบเท่ากับขวดซันไลต์ขนาด 150 มล. จำนวน 26 ล้านขวด
  • มกราคม 2562 เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำขวดบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกผลิตใหม่ (Virgin Plastic) มาเป็นพลาสติกรีไซเคิล 100% (Post-Consumer Recycled – PCR) เพื่อลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Use Plastic) และยังช่วยลดก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกได้ถึง 56%
  • เป้าหมายภายในสิ้นปี 2563 เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์แกลลอน จากขวดพลาสติก HDPE เป็นพลาสติกรีไซเคิล 100%
  • เป้าหมายภายในปี 2565 เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ถุงเติมจากพลาสติกที่ไม่สามารถนำไป
    รีไซเคิลได้ ให้เป็นพลาสติกรีไซเคิล 100% ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์ทุก SKU ของซันไลต์เป็นพลาสติกรีไซเคิลได้เร็วขึ้นจากเป้าหมายเดิมของบริษัทฯ ถึง 3 ปี อีกด้วย

ถ้าพูดถึงปัญหาขยะพลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งร่วมมือกันแก้ไข จากรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทยปี 2561

โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่าในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีขยะมากถึง 27.93 ล้านตัน หรือวันละกว่า 76,000 ตัน เป็นขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตัน โดยสามารถนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ประมาณ 500,000 ตัน หรือ 1 ใน 4 ส่วนเท่านั้น ที่เหลือกว่า 1.5 ล้านตันจึงกลายเป็นขยะพลาสติกโดยสมบูรณ์

โดยขยะพลาสติกบางส่วนไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง โดนทิ้งไว้ในระบบนิเวศธรรมชาติ ส่งผลให้แต่ละปี มีขยะพลาสติกจากทั่วโลกจำนวนมากที่ไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม และตกค้างอยู่ในแหล่งต่างๆ ทั้งบนบกและในน้ำ โดยเฉพาะที่เข้าไปสู่ท้องทะเล ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 ของโลกที่ปล่อยขยะออกสู่ท้องทะเล ส่งผลให้สัตว์น้ำและระบบนิเวศประสบกับภาวะเสี่ยง และเข้าขั้นวิกฤตนั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sunlight-unilever-packaging-plastic-recycle-100/

adidas เตรียมเปิดตัว FUTURECRAFT.LOOP รองเท้าที่สามารถรีไซเคิลได้ 100%

adidas กำลังเปิดตัวรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ที่เรียกว่า FUTURECRAFT.LOOP ได้เคลมว่าเป็นรองเท้าที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% ผลิตจากขยะพลาสติก แถมยังเอามารีไซเคิลใช้ได้ใหม่อีกด้วย

ถือเป็นเกมการตลาดของแบรนด์ใหญ่ระดับโลกที่ต้องมีนโยบายในเรื่องของขยะพลาสติกที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้ ซึ่งมีหลายแบรนด์ที่มีนโยบายแบนขยะพลาสติกเช่นกัน ทั้งหลอดพลาสติก หรือการนำเอาขวดพลาสติกมารีไซเคิล

adidas เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ถ้าได้ติดตามข่าวกันก็จะทราบว่าก่อนหน้านี้ adidas ได้ร่วมมือกับกลุ่ม Parley for the Oceans ในการนำเอาขยะพลาสติกจากท้องทะเลมาทำเป็นเส้นด้ายผลิตรองเท้าวิ่งในรุ่นต่างๆ ประเดิมตั้งแต่ปี 2017

ล่าสุดในปีนี้ adidas มีแผนที่จะเปิดตัวรองเท้ารุ่น FUTURECRAFT.LOOP ให้จำกัดความว่าเป็นรองเท้าวิ่งที่สามารถรีไซเคิลได้สมบูรณ์ 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อการต่อสู้กับขยะพลาสติกทั่วโลกนั่นเอง

สำหรับการผลิตรองเท้ารุ่นนี้ มีกระบวนการ และการออกแบบโดยใช้เส้นด้าย และเส้นใยที่มาจากขยะพลาสติกที่เก็บได้จากท้องทะเล รวมถึงมีกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากรองเท้ารุ่นอื่น ทั้งการถักนิตติ้งในการขึ้นรูปรองเท้า การทำพื้นรองเท้า เรียกกระบวนการนี้ว่า SPEEDFACTORY

รองเท้ารุ่นนี้เมื่อใช้งานไปแล้วเกิดการผุพัง ก็สามารถส่งกลับมาที่โรงงานเพื่อทำการรียูส รีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นรองเท้าคู่ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

Eric Liedtke ผู้บริหารระดับสูงของ adidas ได้บอกว่า โดยปกติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับรองเท้าของคุณหลังจากที่คุณสวมใส่เสร็จแล้ว ทิ้งมันไป หรือฝังกลบ เผามันทิ้ง สุดท้ายก็เพิ่มมลภาวระ เพิ่มขยะพลาสติกเต็มมหาสมุทร

สิ่งที่ adidas ทำคือการไม่สร้างขยะอีกต่อไป ความฝันของเราก็คือสามารถใส่รองเท้าคู่เดิมได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นการพิสูจน์ว่า adidas สามารถผลิตรองเท้าวิ่งที่มีประสิทธิภาพโดยที่คุณไม่ต้องทิ้งมันได้

รองเท้ารุ่นนี้คาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วง Spring/Summer ของปี 2021

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/adidas-futurecraft-loop-sneaker-recyclable-running-shoes/