คลังเก็บป้ายกำกับ: รีวิว

รีวิว OnePlus 8T 5G สมาร์ทโฟนเทคโนโลยีสูง เร็วสุด แรงลื่น จอ AMOLED 120Hz

OnePlus 8T 5G สมาร์ทโฟนจากแบรนด์เรือธง ที่ขายแต่เครื่องเรือธง เกรดเรือธง เรียกว่าถนัดงานพรีเมี่ยมในทุกรุ่นที่เปิดจำหน่ายออกมาครับ และรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีใหม่ในทุกด้านเลยครับ

โดยในรุ่นล่าสุด OnePlus 8T 5G เป็นเครื่องสเปคสูงครับ งานดีทั้งภายในและภายนอก เรียกว่าเปิดตัวออกมาก็ขึ้นแท่นเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่มตัวท็อปที่แรงมากเป็นอันดับต้นๆ ฉะนั้นเรื่องของประสิทธิภาพไม่ต้องห่วงไปเลยครับ

และสิ่งที่ OnePlus 8T 5G ยกระดับยุคใหม่ให้กับผู้ใช้ก็ดูจะครบถ้วนครับ ใช้ระบบใหม่ล่าสุดไม่ต้องรออัพเดทด้วย Android 11 การเชื่อมต่อสัญญาณ 5G ที่รองรับการใช้งานกับสัญญาณที่ใช้ในไทย พร้อมสเปคเครื่องที่สูงมาก Snapdragon 865 RAM สูงสุด 12GB และ ROM สูงสุด 256GB ซึ่งเป็นหน่วยความจำแบบใหม่สุด UFS 3.1 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงกว่าเรือธงตัวอื่นด้วยการเพิ่มความไวในการเขียนไฟล์ลงหน่วยความจำ และการใช้พลังงานที่น้อยลงกว่าเดิม

ให้ระบบชาร์จไวที่เร็วที่สุดของ OnePlus นั้นคือ Warp Charge 65W และหน้าจอแสดงผล 120HZ Fluid AMOLED ซึ่งเป็นหน้าจอรีเฟรชเรทสูง 120Hz บนเทคโนโลยีหน้าจอแบบ AMOLED แท้ๆ สีสันของภาพสดใส รีเฟรชเรทสูง รองรับ HDR 10+ หน้าจอเกรดพรีเมี่ยมมาก การันตีด้วยเกรด A+ จาก DisplayMate

หน้าจอแบบ AMOLED Display มีความสวยงามของสีสันและรายละเอียดที่คมชัดกว่าหน้าจอแบบ IPS ขนาด 6.55 นิ้ว 1080×2400 FHD+ มีความสว่างที่สูงถึง 1,100 nits เลยทีเดียว พร้อมรองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง

เป็นจอที่ให้ค่าสีแม่นยำ JNCD น้อยกว่า 0.55 รองรับการแสดงช่วงสีแบบ full DCI-P3 color gamut ลดแสงที่เป็นอันตายต่อดวงตาได้มากถึง 40% ใช้งานยาวแบบสบายตา นี่คือหน้าจอที่ให้ภาพดีมากๆ สำหรับการใช้งานครับ

ขอบหน้าจอบางมากไม่ว่าจะขอบด้านบนหรือขอบด้านล่าง เจาะรูวางกล้องหน้าขนาดเล็กความละเอียด 16MP ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX471 รูรับแสง f/2.4 มีระบบกันสั่น EIS และรองรับใช้เป็นกล้องสแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งานได้




ตัวเครื่องใช้งานผลิตอย่างพรีเมียม รุ่นนี้มีเข้ามาจำหน่ายในไทยสองสี แยกเป็นสองระดับสเปค Aquamarine Green สีเขียวน้ำทะเล เป็นสีสำหรับรุ่น 12+256 GB เท่านั้น
และ Lunar Silver สีเทาดูหรู รู้สึกสงบ เป็นสีสำหรับรุ่น 8+128GB เท่านั้น ซึ่งเป็นสีเครื่องและรุ่นในบทความนี้ครับ

ทรงเพรียวบางเพียง 8.4mm และน้ำหนักเพียง 188g โครงเครื่องเป็นโลหะทั้งหมด ฝาหลังเป็นกระจกแบบกึ่งด้าน Glossy Glass ละมุนมือมาก ผิวสัมผัสดี และที่สำคัญเวลาใช้งานแทบไม่เกิดรอยนิ้วมือ

สวิตช์พิเศษสำหรับการปรับโหมดการแจ้งเตือน ซึ่งก็เป็นจุดเด่นของ OnePlus ครับ การปรับโหมดแจ้งเตือน เงียบ และแบบสั่น ปรับเลือกใช้ได้โดยไม่ต้องเข้าระบบหรือเปิดจอขึ้นมาก่อน สะดวกเวลาใช้สลับโหมดในขณะเข้าห้องประชุม เข้าโรงภาพยนตร์ หรือกำลังคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ เราสามารถเปิดโหมดเงียบหรือสั่นได้โดยตาไม่ต้องมองเลยครับ




ลำโพงเสียงดีดังกระหึ่มครับ ใช้ลำโพงคู่ Dolby Atmos ทิศทางเสียงกว้าง ลำโพงดีฟังเพลงเล่นเกม สะใจมากครับ

ด้านหลังวางชุดกล้อง 4 ตัว โดยกล้องหลักใช้เป็น 48 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX586 มีระบบกันสั่นทั้ง OIS และ EIS เลนส์ที่สองเป็นกล้อง Ultra Wide Angle 123 องศา ในความละเอียด 16ล้านพิกเซล เลนส์ที่สามเป็นกล้อง Macro ความละเอียด 5ล้านพิกเซล ถ่ายโฟกัสได้ใกล้ถึงระยะ 3 เซนติเมตร และสุดท้ายเป็นเลนส์ Monochrome ความละเอียด 2ล้านพิกเซล สำหรับการถ่ายภาพโหมดบุคคลหน้าชัดหลังละลาย สร้างเอฟเฟ็กต์สีสันช่วยในการจับโฟกัส

รองรับสองซิมการ์ดแบบระบบ 5G ใช้งาน 5G ได้หนึ่งสล็อตและเชื่อมต่อ 4G ได้พร้อมกันอีกหนึ่งสล็อต ไม่มีที่เสียบหูฟังแบบ 3.5มม. ใช้พอร์ทเชื่อมต่อแบบ USB Type C รองรับ OTG และรองรับเทคโนโลยีการชาร์จไวตัวเร็วที่สุดของ OnePlus นั้นคือ Warp Charge 65W ที่สามารถชาร์จแบตขนาด 4500 mAh ใช้เวลาเพียง 39 นาทีเท่านั้นครับ

ด้วยระบบแบตเตอรี่เซลล์คู่ Twin-battery Charging Technology เพื่อรองรับการชาร์จ Warp Charge 65W โดยไม่เกิดความร้อน มีความปลอดภัย ภายในมีระบบควบคุมวงจรไฟฟ้าและจัดอุณหภูมิให้มีความร้อนไม่เกิน 40องศาตลอดการใช้งาน จึงสามารถใช้งานได้พร้อมชาร์จไฟไปได้ไม่มีอันตรายในการทำงาน

อุปกรณ์ภายในกล่องของ OnePlus 8T ไม่มีอะไรมากครับ แต่เราจะรู้สึกได้ถึงความพรีเมี่ยมตั้งแต่ตัวกล่องเลย ใช้วัสดุผลิตกล่องรีไซเคิลแต่แข็งแกร่งหนาแน่นมาก ภายในมีคู่มือการใช้งาน สายชาร์จแบบ Type C to Type C เป็นสีแดงตามสไตล์ OnePlus และที่ชาร์จแบบ Warp Charge 65W ซึ่งแรงมากพอจะนำไปเทอร์โบชาร์จให้กับโทรศัพท์อื่นๆ ที่รองรับด้วย รวมถึงแท็บเล็ตและแม้แต่แล็ปท็อป ก็แรงพอจะนำไปใช้ได้นะครับตัวชาร์จตัวนี้


การใช้งาน

ระบบใช้งานเป็นเวอร์ชั่นใหม่สุด Android 11 ครอบไว้ด้วย OxygenOS 11 ซึ่งเป็นระบบใหม่แกะกล่องของ OnePlus เช่นกัน เจ้า UI ตัวนี้มีความเป็นระบบแบบ Pure Android สูงครับ สเถียร เรียบง่าย และลื่นไหล ทำงานได้เร็วมาก และยังเป็นระบบที่ได้รับการอัพเดทเวอร์ชั่นได้ไวกว่าใครเป็นอันดับต้นๆ อีกด้วย โดยทาง OnePlus การันตีการอัพเดทระบบให้อย่างน้อยสองเจนเนอเรชั่น  ฉะนั้นสำหรับอายุการใช้งานของเครื่องนี้ ด้วยสเปคที่ล้ำยุค รองรับ 5G และรองรับการอัพเดทในอนาคตแบบนี้ ใช้งานกันได้ยาวๆ ครับ สองปีเป็นอย่างน้อย





และโดยเฉพาะ เมื่อ OnePlus ตัดสินใจจับมือกับ OPPO เพื่อขยายจุดให้บริการ Service Center โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปรับบริการหลังการขาย ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่หรือตรวจเช็คสภาพเครื่อง ได้ทั้งผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 โดยตรง และตอนนี้ยังรวมถึงศูนย์บริการ OPPO Service Center ทั้งหมด 42 สาขาทั่วประเทศอีกด้วย ฉะนั้นหมดห่วงเรื่องการอัพเดทระบบ และศูนย์บริการ

ประสิทธิภาพการใช้งานอยู่ในระดับสูงสุดแล้วครับ ทุกเกม ทุกแอพ รันใช้งานได้ลื่นไหลเต็มประสิทธิภาพ เล่นเกมไหลลื่นมากๆ ที่สำคัญภายในเครื่อง ยังมีการใส่ระบบระบายความร้อน Multi-layer Game-grade Cooling System เพื่อกระจายความร้อนให้กระจายตัวได้เร็วไม่สะสมบนตัวอุปกรณ์ ตั้งแต่้ทดสอบใช้งานมา ตัวเครื่องแทบไม่มีความร้อนออกมาให้รู้สึกได้เลยครับ


แอพพลิเคชั่นไหนที่รองรับการแสดงผลรีเฟรชเรทสูง ก็สามารถใช้งานบนรีเฟรชเรท 120Hz ได้นิ่งๆ เลย ส่งผลให้เรารู้สึกถึงความลื่นไหลละมุนตามากขึ้นชัดเจนครับ ส่งผลหมดไม่ว่าจะเป็นหน้าโฮม หรือหน้าฟีดเฟซบุ๊ค ก็ส่งผลทั้งหมด



หน้าจอสามารถปรับเปิดโหมดสีสันสดใสเพิ่มเติมได้ ด้วยสเปคจอที่รองรับ HDR10+ ก็สามารถรับชมภาพยนตร์ที่เป็น HDR ได้ ภาพสวยงามกว่าเดิมอีกครับ

ดูหนังด้วยหน้าจอของ OnePlus 8T 5G พร้อมลำโพงคู่ Dolby Atomos ผมบอกได้เลยว่า ฟิน!


โหมดเสียง Dolby Atmos สามารถปรับเลือกพรีเซ็ตได้ว่าต้องการแนวเสียงเพื่อการใช้งานอะไรครับ สามารถใช้งานได้กับลำโพงเครื่องได้โดยตรง รวมถึงปรับแต่งใช้งานกับหูฟังได้ด้วย

ระบบ OxygenOS 11 แม้จะเรียบๆ แต่ฟังก์ชั่นสวยๆ เยอะ มีโหมดสำหรับการถนอมสายตาผู้ใช้ ลดแสงสีฟ้าโดยอัตโนมัติตามการตั้งค่ากำหนดเวลาที่เราเซ็ตไว้ รวมถึงตั้งเวลาการใช้งาน Dark Mode ซึ่งเป็นตัวใหม่ ที่เปลี่ยนหน้าเมนูและหน้าการใช้งานต่างๆ ให้เป็นโทนสีดำ โดยในระบบใหม่จะมีการจัดการที่เป็นระเบียบมากขึ้น กำหนดการใช้งาน Dark Mode ได้เป็นรายแอพไม่จำเป็นต้องเปิดใช้โหมดสีดำไปพร้อมกันทั้งหมดแบบเดิมๆ





โหมดสำหรับการอ่าน ปรับสีหน้าจอให้เป็นโทนสบายตา หรือจะปรับให้เป็นสีขาวดำเลยก็ได้นะครับ สามารถระบุจับคู่แอพให้โหมดการอ่านทำงานขึ้นมาเองไว้ได้ รวมถึงปิดกั้นการแจ้งเตือนที่อาจจะรบกวนการอ่านของเรา ออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบอ่านหนังสือบนหน้าจอมือถือ จะได้ไม่ปวดตาเวลาใช้งานกันนานๆ


มีโหมดใหม่ที่ถูกเพิ่มมาในสมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่ๆ นั้นคื “โหมดการนอน” เป็นโหมดที่ผสมกันระหว่างโหมดถนอมสายตาและโหมดห้ามรบกวน โดยเราสามารถตั้งเวลาให้มันเปิดการทำงานในช่วงที่เราจะนอนได้ครับ แล้วตัวระบบจะปรับสีสันหน้าจอเพื่อลดแสงสีฟ้าที่จะไปกระตุ้นต่อมประสาททำให้เรานอนหลับยาก และปิดการแจ้งเตือนที่จะเข้ามารบกวนการพักผ่อนของเราในโหมดเดียว


OxygenOS จะมีหน้าจอการแสดงผลในหน้าจอขณะล็อก ที่เรียกว่า Always On Display เพื่อแสดงอะไรที่เราต้องการรับรู้แม้หน้าจอจะปิดเอาไว้ เช่นเวลา วันที่ ข้อความ การแจ้งเตือน หรือสถานะแบตเตอรี่เป็นต้น

โดยในเวอร์ชั่นล่าสุดจะมาพร้อมกับการปรับแต่งที่มากมายและแปลกใหม่ครับ เราสามารถเลือกรูปภาพที่จะนำมาใช้เป็นหน้าจอล็อก หน้าวอลเปเปอร์ และหน้า Always On Display แค่เลือกภาพที่ต้องการ แล้วระบบจะจัดการให้ทั้งหมดครับ





รูปแบบนาฬิกาบนหน้าจอล็อกก็มีให้เลือกเยอะมาก รวมถึงเอฟเฟ็กต์อนิเมชั่นสำหรับการสแกนลายนิ้วมือก็เลือกได้ และแสงไฟขอบจอสำหรับใช้แสดงแทนการแจ้งเตือน เราเลือกสีของแสงไฟได้ครับ




เลือกสีสันของธีมใช้งานได้หลายสีมากขึ้น ชุดไดคอนปรับเปลี่ยนได้ หรือจะโหลดเพิ่มได้จากใน Google Store ครับ




มีฟังก์ชั่นสำหรับช่วยเหลือเพิ่มความสะดวกผู้ใช้ สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้จากหน้าจอล็อกด้วย Gesture ที่เรากำหนดรูปแบบเอาไว้ได้ ใช้ปุ่มเปิดปิดเพื่อเรียกใช้กล้องแบบด่วนและเรียกใช้ Google Assistantได้เช่นกัน



พื้นที่พิเศษสำหรับการซ่อนแอพไม่ต้องการให้ใครเห็น เราสามารถเอาไปเก็บไว้ด้านข้างของหน้าจอรายการแอพได้ด้วยนะ ซ่อนง่ายๆ แต่หายาก ^^


โหมดสำหรับคนเล่นเกม Game Space ที่มีความแตกต่างกับโหมดเกมในระบบอื่นๆ เพราะมันทำงานได้ในสองระดับความซีเรียสในการเล่นเกม โดยจะมีโหมดเกมปกติที่จะเป็นการปรับประสิทธิภาพ CPU, GPU และ RAM เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดต่อการเล่นเกม พร้อมปรับการแจ้งเตือนที่จะเข้ามาในขณะนั้น ไม่ให้รบกวนการเล่นเกมได้ด้วย


และอีกขั้นของความเข้มข้นสำหรับผู้เล่นเกม คือ “โหมด Fnatic” มันคือโหมดที่ออกแบบมาเพื่อซีเรียสเกมเมอร์ ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด เพิ่มประสิทธิภาพของชุดประมวลผลมากขึ้น และรีดเอาสัญญาณการเชื่อมต่อมาใช้กับการเล่นเกมเป็นอันดับแรก เพื่อลดค่าความหน่วง เพิ่มความเร็วการตอบสนอง ทั้งหมดเพื่อการเล่นเกมได้เต็มอรรถรสมากที่สุดบนตัวอุปกรณ์ครับ


มีฟังก์ชั่นที่แหวกแนวกระแส แต่ดีต่อผู้ใช้ เป็นโหมดให้เราได้พักจากการใช้โทรศัพท์กันบ้าง โดยจะเป็น Zen Mode เวอร์ชั่น 2.0 เมื่อเปิดใช้งานแล้วเราจะไม่สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้เป็นระยะเวลาที่เราตั้งไว เพื่อให้เราได้พักและจดจ่อกับสิ่งรอบข้างมากขึ้น โดยจะมีรูปแบบบรรยากาศให้เราเลือก 5 รูปแบบดังนี้
Ocean, Space, Grassland, Star Trails และ Meditation Room นอกจากนี้ยังมีโหมดแบบกลุ่ม ให้เราเชิญเพื่อนมาร่วมกันพักการใช้โทรศัพท์ด้วยกันได้ด้วยนะครับ


ผลทดสอบการเชื่อมต่อต่างๆ

รองรับ 5G ทั้งสองซิมสล็อต แต่ใช้งานได้ทีละหนึ่งซิมสำหรับ 5G และอีกหนึ่งซิมสำหรับเชื่อมต่อ 4G ไปพร้อมกัน ใช้งานมาจับสัญญาณได้ดีไม่มีปัญหาในการสนทนาและการเชื่อมต่อ รองรับ WiFi 6 และมีโหมดที่สามารถใช้สัญญาณ WiFi กับมือถือพร้อมกัน เพื่อเพิ่มความสเถียรและความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลได้ด้วย สัญญาณ GPS จับตำแหน่งได้ไวมากแม้จะอยู่ในอาคาร





กล้องถ่ายภาพ

กล้องหน้าความละเอียด 16ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX471 มีโหมดสำหรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้นะครับ พร้อมโหมดบิวตี้ปรับใบหน้าสวยที่เพิ่มและลดระดับการปรับแต่งได้ถึง 3 ระดับ การโฟกัสใบหน้าค่อนข้างดี ตัดฉากหลังไม่หลอกตา แนวโทนสีของกล้อง OnePlus จะไม่ฉูดฉาดนะครับ เน้นความสมจริงมากกว่าจะเพิ่มความเข้มข้นของคอนทราสภาพ ภาพกล้องหน้าออกมารายละเอียดดีมากทีเดียว


กล้องหลัง Quad Camera ทำงานแตกต่างกันให้เราได้ใช้กันหลากหลายระยะ กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล บนเซ็นเซอร์ Sony IMX586 รูรับแสง f/1.7 มีระบบกันสั่น OIS & EIS พร้อมโหมดการถ่ายภาพมากมายและโหมดถ่ายวีดีโอทั้งโหมดเคลื่อนไหวช้าแบบสโลว์โมชั่น และเพิ่มความเร็วใน โหมด “หน่วงเวลา ” หรือ Hyperlapse นั้นเอง พร้อมโหมดโปรที่ให้เราควบคุม ISO, สมดุลไวท์บาลานซ์, สปีดชัตเตอร์ และโฟกัสแบบแมนนวล โดยมีระดับน้ำและฮิสโตแกรมการวัดแสงแสดงให้เป็นคู่มือ


 

กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ทำงานกับกล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียดสูงมาก 16 ล้านพิกเซล มุมมองการรับภาพกว้างสุดเท่าที่เคยมี เพราะกว้างมากถึง 123องศา รองรับการซูมภาพสูงสุด 10x สามารถซูมภาพ 2X ได้โดยไม่เสียรายละเอียด

เลนส์มุมกว้างเก็บภาพได้ดี ปรับภาพสีไม่จัดมากไป แสงออกไปทางความเป็นจริงมากกว่า ซึ่งเป็นสไตล์ของกล้อง OnePlus ครับ

1X
2X
0.6X
1X
2X

กล้อง Macro ความคมชัด 5 ล้านพิกเซล ถือว่าความละเอียดสูงเช่นกันสำหรับมาตรฐานกล้องมาโคร ถ่ายได้ชัดในระยะใกล้สุด 3 เซนติเมตร

และเลนส์ Monochrome 2ล้านพิกเซล ช่วยในการจับภาพและเล่นเอฟเฟ็กสีสันต่างๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของการถ่ายภาพให้มีความสนุกมากขึ้น



โหมด Nightscape หรือทิวทัศน์กลางคืน ช่วยให้เราถ่ายภาพกลางคืนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง และสามารถถ่ายภาพกลางคืนในโหมดมุมกว้างได้ด้วยนะครับ

จากที่ทดสอบกล้องของ OnePlus ผมชอบการเก็บรายละเอียดของโหมดกลางคืนเจ้ารุ่นนี้ มันไม่เน้นเพิ่มแสงไฟจนกลบรายละเอียดของวัตถุรอบด้าน เพิ่มความสว่างทั้งภาพได้สมดุลดีมาก ภาพกลางคืนจึงมีรายละเอียดและสมดุลของความสว่างที่ดีมากครับ








กล้องของ OnePlus 8T 5G จะสังเกตุว่าซอฟท์แวร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ปรับภาพจนสีจัดจ้านมากนักครับ อาจจะเป็นสไตล์ของเครื่องจากแบรนด์ที่เน้นขายทางฝั่งยุโรปและอเมริกาด้วย ใครที่ชอบกล้องสีไม่หลอกตามากๆ น่าจะถูกใจ ลูกเล่นกล้องมีให้ใช้พอประมาณไม่เยอะมาก คุณภาพกล้องอยู่ในระดับที่ดีพกไปใช้ในการท่องเที่ยวได้สบายๆ เพราะเลนส์มีให้ครบระยะ และกล้องวีดีโอก็มีกันสั่นและฟังก์ชั่นที่นิยมใช้งานในสมัยนี้เช่นกัน และผมชอบกล้องโหมดกลางคืนมันเป็นพิเศษ

สรุปท้ายรีวิว

คุณภาพสูงทั้งภายในและภายนอก ตัวเครื่องใช้วัสดุและงานประกอบระดับสูง รู้สึกได้ตั้งแต่สัมผัสเครื่องครั้งแรก สเปคภายในที่ให้มาเป็นระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android ไม่ต้องห่วงเรื่องการใช้งาน หน้าจอก็คุณภาพสูง ภาพสวยเป็น AMOLED และมีรีเฟรชเรท 120Hz พร้อมรองรับ HDR10+ ขอบจอเล็ก ลำโพงคู่ Dolby Atmos เสียงดีโดยไม่ต้องต่อลำโพงภายนอก

ระบบชาร์จไว Warp Charge 65W ชาร์จไวมากๆ หมดปัญหาการรอในขณะชาร์จแบต เสียบทิ้งไว้แป๊บเดียวแบตก็กลับมาเต็ม พร้อมทั้งมีความปลอดภัยใช้งานได้เต็มที่ไม่ต้องกังวลในเรื่องความร้อนขณะชาร์จ

ก็ครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง แถมอนาคตไกลเพราะการันตีการดูแลหลังการขายระดับพรีเมี่ยม การันตีการอัพเดทระบบให้อย่างน้อยสองเจนเนเรชั่น และมีศูนย์บริการที่จับมือกับ OPPO มากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ

แรงขนาดนี้และการันตีขนาดนี้ ใช้งานกันยาวๆ ครับ

OnePlus 8T Pro เปิดจำหน่ายในสองรุ่น

  • สีเขียวน้ำทะเล Aquamarine Green  รุ่น RAM 12 ROM 256 GB ราคา 29,990 บาท
  • สีเทา Lunar Silver  รุ่น RAM 8 ROM 128GB ราคา 24,990 บาท

เปิดจองตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมไปจนถึง 29 ตุลาคม พร้อมรับของแถมมูลค่ารวม 15,170 บาทเลยทีเดียวครับ

มีโปรโมชั่นร่วมกันกับเครือข่ายผู้ให้บริการทั้งสามเจ้า AIS, dtac และ Truemove H เหลือราคาเริ่มต้นแค่ครึ่งราคาเท่านั้นครับ

พร้อมรับของแถมและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจากทางเครือข่ายนอกเหนือไปจากของแถมจากทาง OnePlus ไปด้วย โปรโมชั่นทั้งลดทั้งแถมจัดหนักมากครับ ใครสนใจก็จองได้จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม นี้นะครับ และจะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ตุลาคมเป็นต้นไป



 

ข่าว: รีวิว OnePlus 8T 5G สมาร์ทโฟนเทคโนโลยีสูง เร็วสุด แรงลื่น จอ AMOLED 120Hz มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/23/review-oneplus-8t-5g.html

OPPO Reno4 Pro 5G ดีไซน์เด่นกว่าใคร สมาร์ทโฟน 5G ที่เก่งกาจด้านงานวิดีโอ

OPPO Reno4 Pro 5G สมาร์ทโฟนที่ทาง OPPO ตั้งใจออกแบบมาเป็นพิเศษ เด่นในลวดลายฝาหลัง และยังเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่มีความสามารถในการถ่ายวีดีโอได้เก่งกาจมากครับ

สำหรับ OPPO Reno4 Pro 5G ก็เป็นสมาร์ทโฟนในยุค 5G ตามชื่อรุ่นครับ รองรับสองซิมการ์ดและรองรับ 5G ทั้งแบบ NSA และ SA นั้นหมายถึงรองรับ 5G ที่จะใช้กันในอนาคตด้วย

ดีไซด์สมัยใหม่ ดูเด่นและทันสมัยครับ ตัวเครื่องขอบบาง 90Hz 3D Curved Screen เครื่องที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Galactic Blue ใช้การผลิตฝาหลัง Reno Glow เทคนิคการเจียระไนเพชรมีความเงาสะท้องแสง ให้ความรู้สึกเหมือนกระจกสองชั้นซ้อนกัน สามารถป้องกันลายนิ้วมือ มีเหลือบเงาและผิวสัมผัสดีมาก


ตัวอักษร “Reno Glow” เด่นชัดที่กลางหลัง เป็นงานดีไซน์ที่แปลกและกล้าออกแบบ คนชอบความมีเอกลักษณ์จะถูกใจ

โดยในรุ่นนี้จะมีเข้ามาจำหน่ายไทยสองสีครับ นั้นคือ Galactic Blue ที่เห็นในรีวิวนี้ และสีดำ Space Black เป็นแนวสีที่ตรงข้ามกับสีฟ้า  พื้นผิวมีความเรียบแต่มันวาว ดูโปร่งแสงเมื่อมีแสงสะท้อน ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัว O และตัว P ของชื่อแบรนด์ OPPO เรียกว่า “OPPO Monogram”


เห็นตัวบางๆ แบบนี้ แต่ใช้ลำโพงคู่สเตอริโอ รองรับระบบเสียง Dolby Atmos เสียงกระหึ่ม คมชัด

ด้านหลังวางกล้องหลังสามตัวเลนส์ระดับสูงทั้งสามตัวครับ มาครบทุกฟังก์ชั่น ให้เลนส์หลัก 48MP เลนส์มุมกว้าง 12MP และเลนส์ถ่ายบุคคล 13MP เป็นสามกล้อง Triple LDAF จะสังเกตว่าความละเอียดสูงในทุกๆ เลนส์ครับไม่ใช่แค่เลนส์หลัก และจะบอกว่าความสามารถในถ่ายภาพก็สูงมากด้วย มาพร้อมการใช้เลเซอร์ในการจับโฟกัสวัตถุ และโดยเฉพาะงานวีดีโอมีโหมดน่าสนใจมากเีพยบ  Ultra Night Wide-angle Video และ Ultra Night Video และระบบ Live HDR พร้อมระบบกันสั่นใหม่ Ultra Steady Video 3.0 ที่มีให้ในกล้องหลักและเลนส์ Wide-angle มาครบแบบไม่เคยเยอะขนาดนี้มาก่อน

ด้านหน้าเป็นหน้าจอแสดงผล 6.5 นิ้ว ที่ใช้วัสดุเรืองแสง E3 ทำให้มีอัตราคอนทราสต์สูงมากถึง 5,000,000: 1 เป็นจอสีสันสด AMOLED 90Hz 3D Curved Screen พร้อมอัตราความไวสัมผัสหน้าจอ 180Hz เทคโนโลยี HDR 10+ หน้าจอคมชัดมาก และให้สีสันที่สดใสกว่าหน้าจอโทรศัพท์อื่นๆ รองรับการสแกนลายนิ้วมือโดยตรงบนหน้าจอ

หน้าจอสวยงามจริงๆ สีสดแสงเข้ม สไตล์ AMOLED ขอบจอบางด้วยตัวเครื่องเลยดูโฉบเฉี่ยวมาก และการที่มันมาพร้อมกับลำโพงคู่ ฉะนั้นแค่ตั้งเปิดคลิปก็รู้ว่าเป็นเครื่องระดับท็อปแล้วครับ จอแบบนี้ ลำโพงเสียงแบบนี้ งานดีไซน์แบบนี้




เจาะรูวางกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลขนาดกล้องหน้าทาง OPPO ยังใส่ฟังก์ชั่นเด็ดเพียบ ถ่ายภาพแบบไฮเปอร์แลปส์หรือการถ่ายวีดีโอแบบเร่งเวลาด้วยกล้องหน้า และรักษาความนิ่งของภาพไว้ได้ด้วยแม้จะใช้เพียงแค่มือในการถือถ่ายครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องก็จะมีครบเลย ทั้งเคสใส ที่ชาร์จ 65W SuperVOOC 2.0 และสาย USB Type C พร้อมชุดหูฟังดิจิตอลแบบ Type C โดยตรงครับ เพราะว่าเจ้ารุ่นนี้จะไม่มีรูหูฟัง 3.5mm มาให้บนตัวเครื่อง

แบตเตอรี่ 4,000 mAh รองรับระบบชาร์จ 65W SuperVOOC 2.0 เสียบชาร์จไว้แค่แป๊บเดียว 15 นาที ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้มากกว่า 60% แล้วครับ และสามารถชาร์จเต็มได้ในเวลาเพียง 36 นาที ชาร์จได้รวดเร็วและปลอดภัย หมดปัญหาการลืมชาร์จแบตเพราะคืดขึ้นมาได้เมื่อไหร่ รีบเสียบชาร์จ เพราะจากที่ลองชาร์จให้ได้ 50% มันใช้เวลาไม่ถึง 10นาทีดีเลยครับแบตกลับมาครึ่งก้อนแล้ว โคตรไว!

กล้องถ่ายภาพ

กล้องของ OPPO Reno4 Pro 5G ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสามารถด้านการถ่ายภาพนิ่งอีกต่อไปแล้วครับ เพราะมาถึงในยุค 5G การรับส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูงขึ้น ย่อมเหมาะกับงานวีดีโอได้มากขึ้นนั้นเองครับ แต่ก็ยังคงความยอดเยี่ยมของการถ่ายภาพไว้ครบถ้วนเช่นเดิมครับ

3 กล้องหลัง Triple LDAF Camera หรือระบบเลเซอร์จับภาพโฟกัสที่เหนือล้ำกว่าระบบโฟกัสเดิมๆ กล้องหลัก 48MP (IMX586) เลนส์มุมกว้างที่รองรับทังภาพนิ่งวีดีโอ 12MP (IMX708) และเลนส์เทเลโฟโต้ 13MP

ด้วยเทคโนโลยีโฟกัส LDAF จะช่วยให้การโฟกัสมันแม่นยำ ต่อเนื่อง ทำให้ถ่ายภาพและการถ่ายวิดีโอไม่ต้องคอยกังวลว่าจะหลุดโฟกัส แม้การแพนภาพหรือแบบจะเปลี่ยนแปลงกระทันหัน และไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทาง การเคลื่อนไหวของแบบ และปัญหาสภาพแสงในขณะถ่าย เพราะเลเซอร์โฟกัสทำงานได้ทุกสภาพแสงครับ

ยกระดับการถ่ายวิดีโอ ด้วยฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่จะเห็นได้จากหน้า UI ของการถ่ายวีดีโอ มีเพิ่มเข้ามาเพียบเลยครับ มีโหมดถ่ายภาพยนตร์ที่จะสร้างวีดีโออัตราส่วนแบบ 21:9 ได้ด้วย


เช่นโหมด Live HDR ช่วยปรับแสงในการถ่ายวิดีโอให้เห็นรายละเอียด เนียนตาดูสมูทและเป็นธรรมชาติ โหมดการถ่ายวีดีโอกลางคืน ที่รองรับทั้งมุมภาพแบบ Ultra Night Wide-angle Video และ Ultra Night Video ไม่ใช่แค่จับภาพกลางคืนได้ดี แต่ถ่ายมุมกว้างได้ด้วย


ภาพไม่สั่นง่ายๆ เพราะว่ามาพร้อมระบบกันสั่นใหม่ Ultra Steady Video 3.0 และยังมีโหมดถ่ายวีดีโอแบบโบเก้หน้าชัดหลังเบลอได้แบบเรียลไทม์ พร้อมฟิลเตอร์สีต่างๆ ที่สามารถใช้งานได้ในการถ่ายภาพวีดีโอ




นอกจากนี้กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซลของ OPPO Reno4 Pro 5G ก็พัฒนาในด้านงานวีดีโอมาเช่นกัน เช่นโหมดกันสั่นกล้องหน้า Front Steady Video เพื่อการถ่าย VLOG ให้ได้ภาพหน้าเรานิ่งกว่าเดิมแม้จะมีการเคลื่อนไหวเร็วๆ และยังมีไทม์แลปส์วีดีโอกล้องหน้า ที่เล่นกับเวลาได้ด้วยกล้องหน้าด้วยครับ



หลังจากเก็บภาพเรื่องราวและสิ่งต่างๆ มาแล้ว ในเครื่องก็จะมีแอพพลิเคชั่นสร้างวีดีโอคลิปตัวเก่ง Soloop มาให้เราได้สร้างคลิปสั่นเอฟเฟ็กต์สวยๆ จากภาพและวีดีโอที่เราถ่ายมาได้ใน OPPO Reno4 Pro 5G ครับ ถ่าย ตัด แชร์ จบครบออกมาเป็นคลิปสวยๆ ได้ด้วยมือถือเพียงตัวเดียว



สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น เราไปดูความสามารถกล้องวีดีโอจากการทดสอบใช้งานจริงๆ กันเลยดีกว่าครับ ในคลิปด้านล่าง เราได้รวมความสามารถในฟังก์ชั่นต่างๆ มาให้ดูกันด้วย

ทดสอบฟังก์ชั่นกล้องถ่ายภาพและวีดีโอของ OPPO Reno4 Pro 5G

ความสามารถการถ่ายภาพและวีดีโอของ OPPO Reno4 Pro สมาร์ทโฟน 5G ที่เก่งกาจในด้านวีดีโอเป็นพิเศษกันสั่นใหม่ Ultra Steady 3.0 และโหมดถ่ายวีดีโอกลางคืน Ultra Night Video ถ่ายวีดีโอในที่แสงน้อยได้ชัดสุด

โพสต์โดย AppDisqus เมื่อ วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2020

ในการถ่ายภาพนิ่ง ก็เป็นเครื่องที่ OPPO ใส่มาตรฐานระดับสูงของแบรนด์มาให้ครับ กล้องหลังซูมภาพได้สูงสุดถึง 20x รองรับทั้งโหมดการถ่ายภาพมุมกว้างและมาโคร ทำงานภายใต้ AI ที่จะคอยปรับโฟกัส สีสัน แนวภาพ ให้ผู้ใช้ได้เองอัตโนมัติตามความเหมาะสมที่มันตรวจจับเจอ จากที่ทดสอบการซูมภาพ ซูมระดับ 5x ภาพยังสวยๆ สบายครับ








ในโหมดการถ่ายภาพบุคคล เราสามารถเลือกระยะโฟกัสชัดลึกชัดตื้นได้ก่อนถ่ายนะครับ ปรับระดับความหน้าใส AI Beauty พร้อมฟิลเตอร์สีเพิ่มความแตกต่างตามอารมณ์ที่เราต้องการ และด้วยเลเซอร์โฟกัส มันจึงจับระยะบุคคลได้แม่นมากครับเจ้ากล้องรุนนี้

ฟิลเตอร์สีที่มีในกล้อง สร้างอารมณ์ภาพของแบบได้ต่างกันเลยครับ ^^ จะเอาหวานนุ่ม หรือจะเน้นชัดตัดฉากหลัง ก็เลือกได้ และโฟกัสแม่นมากซะด้วย รับประกันการถ่าย ง่ายทุกโหมดครับ






ถ่ายภาพมาโครระยะใกล้ ใช้ได้ทั้งเลนส์ปกติและเลนส์ไวด์เพื่อเปิดโหมด Ultra Wide Macro ครับ




มีโหมด ExtraHD ที่จะสามารถขยายความละเอียดภาพที่ได้ ให้เป็นภาพความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซลเลยครับ สามารถถ่ายเพื่อเอามาตัดส่วนที่ต้องการภายหลัง หรือถ่ายเอาไปพิมพ์ภาพใหญ่ขนาดคลุมตึกได้เลย ^^


โหมดถ่ายภาพกลางคืนสามารถซูมภาพได้เหมือนกลางวันครับ ถ่ายได้ชัดไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง และก็ยังทำได้ดีเช่นเดิมสำหรับการนำไปถ่ายภาพเล่นกับไฟในตอนกลางคืน






สำหรับกล้องหน้า 32 ล้าน ไม่มีทางเสียชื่อ OPPO อยู่แล้ว AI Beauty ปรับให้ได้อย่างสวยงาม หรือจะปรับเองตามส่วนต่างๆ ของใบหน้าก็ได้ครับ มันแยกใบหน้าบุคคล สีผิว ลักษณะใบหน้าของบุคคลได้แม่นยำอยู่แล้ว และสามารถแยกใบหน้าบุคคลออกจากพื้นหลัง ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้คมด้วยกล้องหน้าตัวเดียว AI ฉลาดมากครับ


ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า สวยเชะ คม ภาพเซลฟี่ใส่ฟิลเตอร์สียิ่งมีฟิลลิ่ง ^^




 

คุณภาพกล้องดีมาก ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอครับ ฟังก์ชั่นเยอะ ใช้งานได้สนุก เป็นสมาร์ทโฟนที่กล้องระดับท็อปด้านฟังก์ชั่นงานวีดีโอ และคุณภาพในการถ่ายภาพทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน

การใช้งาน

ใช้ชุดประมวลผลตัวใหม่ล่าสุดของซีรีย์รองท็อป เป็น Qualcomm Snapdragon 765G ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่แรงและรองรับ 5G ในตัว พร้อม RAM ขนาดใหญ่มากครับ 12GB และ ROM 256GB สเปคไม่ธรรมดา ถือว่าสเปคแรงระดับเทียบตัวท็อปได้ครับ ใช้ระบบ ColorOS 7.2 ครอบทับ Android 10 มาจากโรงงาน แต่พร้อมรองรับการอัพเดท Android 11 ในเร็วๆ นี้ครับ ^^



ก็ครบพร้อมทั้งตัวสเปคฮาร์ดแวร์และใหม่ด้วยสเปคซอฟท์แวร์ ประสิทธิภาพการใช้งานเหลือๆ สำหรับการทำงานทุกอย่างและการเล่นเกมกราฟิกสูงครับ

หน้าจอรีเฟรชเรทสูง 90Hz การใช้งานส่งผลตั้งแต่หน้าโฮมครับ รวมถึงแอพพลิเคชั่นที่รองรับ แม้แต่การใช้งาน Facebook, Instagram เราจะรู้สึกถึงความลื่นไหลของหน้าจอที่มากขึ้นได้เลยเมื่อใช้งาน ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ในการใช้งานสมาร์ทโฟนยุคนี้ไปแล้วครับ


การเล่นเกมลื่นไหล โดยไม่จำเป็นต้องใช้โหมดเล่นเกมรีดประสิทธิภาพอะไรเลยครับ สเปคระดับนี้เกินจะพอ ที่สำคัญหน้าจอสวยงามมากด้วย

หน้าจอสวย สีสด ขอบจอบางเฉียบ กล้องหน้าบนหน้าจอเล็กมาครับ ไม่สะดุดเลยเวลาใช้งาน และที่สำคัญเสียงดีครับ เสียงมีมิติและเนื้อเสียง ดีมากพอสำหรับการรับชมคลิป ภาพยนตร์ หรือการเล่นเกมได้อย่างสะใจ ^^

แต่ยังไงก็มีโหมดสำหรับคนเล่นเกมมาให้นะครับ เป็นทางลัดศูนย์รวมการเรียกใช้เกม และเป็นการช่วยเหลือผู้เล่นไม่ให้ถูกรบกวนจากการติดต่อเข้ามาในยามที่เราต้องการโฟกัสกับการเล่น และรีดประสิทธิภาพเครื่องด้วยการเคลียแรมและปิดการทำงานเบื้องหลังของโปรแกรมอื่นๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ทรัพยากรเครื่องและสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพื่อการเล่นเกมอย่างเต็มที่


ระบบ ColorOS 7.2 ปรับแต่งมาเบา สบาย สวยงามครับ เป็น UI ที่ไม่ฉูดฉาดแต่เนียนตา มีธีมสโตร์ เกมสโตร์ และแอพสโตร์ ที่ทาง OPPO เลือกสรรมาให้สามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องล็อคอินก่อน



โหมดการทำงานแบบอัตโนมัติเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ เช่นโหมดถนอมสายตาลดแสงสีฟ้า และโหมดกลางคืนหรือโหมดมืด เราสามารถตั้งค่าให้มันทำงานได้เองตามวันเวลาในแต่ละวัน ควรเปิดไว้ครับเป็นฟังก์ชั่นที่ควรมี เพื่อการถนอมสายตาของคนใช้สมาร์ทโฟนในระยะยาว




OPPO เขามีแอพดีๆ เพื่อสุขภาพใจของผู้ใช้อีกตัวที่อยากจะแนะนำกันในทุกรีวิวของเครื่อง OPPO ^^ นั้นคือแอพ OPPO Relax แอพที่ทำมากเพื่อสร้างมุมสงบ เพิ่มความผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศและสมาธิให้กับผู้ใช้ ด้วยการออกแบบโทนสี เสียง และบรรยากาศที่เราเลือกได้ในแอพ ตามที่เราต้องการเพื่อความผ่อนคลายตามชื่อแอพครับ ^^



ผลทดสอบต่างๆ

การจับสัญญาณทำได้ดี เสียบซิม 5G เมื่ออยู่ในพื้นที่สัญญาณก็พร้อมใช้งานได้เลย อีกหนึ่งซิมจับสัญญาณ 4G ไปพร้อมกันได้ รองรับ VoWIFI และ VoLTE จับตำแหน่ง GPS ได้ไวไม่มีปัญหาใดๆ จากประสบการณ์ของผมแล้วมาตรฐานของอุปกรณ์ภายในเป็นของดีแน่นอนครับ






สรุปท้ายรีวิว

งานผลิตพรีเมี่ยม ใครชอบเครื่องสมาร์ทโฟนที่ตัวเครื่องภายนอกสวย หรู และมีเอกลักษณ์ดูไม่ธรรมดา หน้าตาดูเป็นเครื่องราคาแพงเพราะรุ่นนี้สวยจริงครับ ผิวสัมผัสดีมาก เป็นรอยนิ้วมือยากด้วย

รองรับ 5G เครื่องบางได้ขนาดนี้ เทคโนโลยีสูง ทั้งหน้าจอสว่างสดใส สีสันสวย รีเฟรชเรท 90Hz ลำโพงคู่ Dolby Atmos มีดีทั้งภาพและเสียง สเปคการทำงานลื่นไหลในทุกการใช้งานอยู่แล้วครับ สเปคดีและมีแรมให้สูงมาก

ระบบชาร์จ 65W SuperVOOC 2.0 หมดปัญหาเรื่องการรอชาร์จในแต่ละวัน เสียบประมาณ 36 นาทีแบตก็กลับมาเต็ม 100% อย่างแน่นอน เครื่องไม่ร้อน ใช้งานปลอดภัย ก็ครบองค์ประกอบที่ดีของสมาร์ทโฟนระดับสูงที่ไม่ได้ขายแค่สเปคเครื่องความแรงเพียงอย่างเดียว

กล้องถ่ายภาพมีอะไรให้เล่น มีอะไรให้ใช้มากกว่าแค่การถ่ายภาพ คุณภาพกล้องดีอยู่แล้วทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ที่เพิ่มเติมเข้ามาให้มากกว่าใครก็คือฟังก์ชั่นของการถ่ายวีดีโอ ให้มาเยอะจริงๆ และมีประโยชน์จากการใช้งานเพราะถ่ายวีดีโอมุมกว้างรวมถึงถ่ายวีดีโอในตอนกลางคืนได้ดีกว่าด้วยฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาครับ


OPPO Reno4 Pro 5G เปิดจำหน่ายในไทยแล้วครับ ราคา 24,990 บาท เป็นเจ้าของวันนี้รับฟรี หูฟัง OPPO Enco m31 และ E-Vip Card รวมมูลค่าของแถม 10,699 บาท

ข่าว: OPPO Reno4 Pro 5G ดีไซน์เด่นกว่าใคร สมาร์ทโฟน 5G ที่เก่งกาจด้านงานวิดีโอ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/20/review-oppo4-pro-5g.html

รีวิว HYPERX Alloy Origins Blue Switch คีย์บอร์ดแมคคานิค เป็นทั้งเกมมิ่งและคีย์บอร์ดทำงาน ด้วยสวิตช์แบบ HyperX Blue

HYPERX Alloy Origins Blue Switch เป็นคีย์บอร์ดแมคคานิครุ่นใหม่ที่ใช้สวิตช์แบบใหม่ ซึ่งทาง HyperX ออกแบบมาไว้ตรงกึ่งกลางระหว่าง การเล่นเกม และ การพิมพ์งาน

HYPERX Alloy Origins Blue Switch ใช้สวิตช์สีน้ำเงินที่ HyperX ออกแบบเอง เป็นลักษณะสวิตช์แบบ Clicky “คลิกแบบกดง่าย” สวิตช์สองจังหวะที่ไม่แข็งเกินและไม่ไวเกินไป เน้นความแม่นยำและพักนิ้วได้ กดแล้วมีเสียงคลิ๊กแบบเบาๆ เหมาะสำหรับการเล่นเกมที่ต้องการความแม่นยำในการกด ไม่ไวเกินไปจนทำให้สกิลหรือคำสั่งลั่นเองแค่นิ้วไปโดนเบาๆ

และด้วยคุณสมบัติที่ตรงกันสำหรับแป้นพิมพ์เพื่อการพิมพ์งาน รุ่นนี้จึงเหมาะสำหรับงานพิมพ์ด้วยนั้นเองครับ สามารถใช้งานได้ทั้งอุปกรณ์ PC และเครื่องเกมอย่าง PS4 หรือ Xฺbox มาพร้อมรุ่นสกรีนภาษาไทยสมบูรณ์




จากที่ทดสอบใช้งาน ความตึงของปุ่มและแรงดีทำมาได้พอดีเป๊ะเลยครับ ระยะการกดแค่ 1.8 มม. เท่านั้นครับ ปรับเพิ่มแรงตึงการกดเล็กน้อยที่ 50ก.

นับเป็นสวิตช์ชนิดที่สามที่ HyperX ออกแบบมาเพิ่มเติมจาก HyperX Red และ HyperX Aqua ซึ่งเป็นสวิตช์ที่มีความไวต่อการสัมผัส เร็ว กดได้รัว แต่ลั่นง่ายกว่า แตกต่างกับ HyperX Blue ที่เป็นสวิตช์สองจังหวะและมีแรงต้านการกดที่มากกว่าเพื่อความแม่นยำ

คีย์บอร์ดตระกูล Alloy Origins เป็นคีย์บอร์ดวัสดุเทพ แกร่งสุดในเรทราคา เพราะใช้โครงคีย์บอร์ดเป็นอะลูมิเนียมเกรดสูงขึ้นรูปทั้งชิ้น ทันทีที่จับสัมผัสตัวแป้นพิมพ์ก็จะรู้ความต่างของเกรดอุปกรณ์แล้วครับ โครงแน่นมาก และช่วยให้คีย์บอร์ดมีน้ำหนักที่ดีจนไม่เคลื่อนง่ายๆ เวลาพิมพ์หรือกดแรงๆ ระหว่างเล่นเกม




คียฺ์บอร์ดเป็นแป้นแบบฟลูไซด์ แต่ขนาดเล็กครับเพราะตัดขอบพอดีตัวปุ่มเลย กว้างแค่ 44.5 เซนและสูง 13.2 เซน สามารถปรับความชันของคีย์บอร์ดได้สามระดับ 3°, 7° หรือ 11° ด้วยขาตั้งด้านล่าง แข็งแกร่งดูทนทานทุกส่วนประกอบแม้แต่ขาตั้งครับ


ไฟ RGB ของ HyperX ไฟจะเข้มมากครับ ให้สีที่เข้มข้นและชัดเจน มีการออกแบบให้ตัวสวิตช์เป็นแบบเปลือยด้านล่าง เพื่อให้ไฟส่องสว่างบนแป้นพิมพ์ได้เต็มที่ โดยเราสามารถปรับสีสัน ความสว่าง และเอฟเฟ็กต์การแสดงไฟที่มีมากมาย นำมาผสมผสานได้เป็นพันๆ แบบด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY บน PC ครับ

ใช้พอร์ทการเชื่อมต่อแบบ USB A to USB C ให้สายมาเป็นสายถักสีดำงานสวย สามารถถอดสายออกได้นะครับ ทำให้การถอดเก็บหรือสลับใช้อุปกรณ์ง่ายมาก ถอดสายออกที่ด้านหลังคีย์บอร์ดได้เลย

คีย์แคปสกรีนมาสวยคมมาก ตัวอักษรขอบชัด งานสกรีนระดับสูง มีไฟแสดงสถานะปุ่ม CAPS, Numpad และ Game Mode ผิวสัมผัสดีไปหมดครับคีย์บอร์ดตระกูลนี้ของ HyperX




งานออกแบบคิดมาดีมาก และใช้วัสดุที่ดีมากสำหรับรุ่นนี้ และการพิมพ์ก็ใช้งานได้ดั่งใจ ผมว่าลงตัวที่สุดแล้วสำหรับคีย์บอร์ดแมคคานิคสารพัดประโยชน์สักตัวหนึ่ง

คุณสมบัติในการใช้เล่นเกมมาครบครับ เป็นคีย์บอร์ดชนิด Anti-ghosting แบบ 100 เปอร์เซนต์ และ N-key rollover เต็มรูปแบบ กดซ้อนปุ่มกันได้ไม่จำกัด พร้อมมีโหมดเกมมิ่งที่จะปิดกั้นการกดปุ่มที่อาจจะทำให้เราหลุดออกจากเกมเช่น ปุ่ม Windows เป็นต้น ซึ่งสามารถตั้งกำหนดได้ในโปรแกรม HyperX NGENUITY

ตัวคีย์บอร์ดมีความจำที่สามารถจัดเก็บเอฟเฟกต์ไฟเป็นโปรไฟล์ของเราเองได้สามรายการ บันทึกไปไว้ยังแป้นพิมพ์และเรียกสลับโปรไฟล์ได้บนปุ่ม F1-F3 โดยตรง เพื่อให้เราสามารถนำไปใช้งานได้ทุกที่โดยไม่ต้องไปเซ็ตค่าใหม่ครับ พร้อมปุ่มปรับระดับไฟของคีย์บอร์ดโดยตรงได้ 5 ระดับ

 

 

HyperX NGENUITY จะเป็นโปรแกรมสำคัญและศูนย์รวมการควบคุมอุปกรณ์ของ HyperX ทั้งหมดในโปรแกรมเดียวครับ รวมถึงใช้ในการอัพเดทระบบของอุปกรณ์อีกด้ว และด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY บน PC จะทำให้เราสามารถตั้งค่าตัวคีย์บอร์ดได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่ามาโคร เซ็ตปุ่มอัตโนมัติ ตั้งค่าจับคู่โปรไฟล์เข้ากับเกมหรือโปรแกรมในเครื่อง ให้เปิดโปรไฟล์ที่เราตั้งค่าไว้ทันทีเมื่อเปิดเกมหรือโปรแกรมที่เราลิงก์กันไว้

รวมถึงการปรับรูปแบบไฟที่อิสระสุดๆ เพราะเราสามารถกำหนดได้เป็นแบบรายปุ่ม และปุ่มหนึ่งปุ่มสามารถแสดงเอฟเฟ็กต์ไฟได้หลายแบบพร้อมกัน กำหนดความเข้มของไฟในแต่ละเอฟเฟ็กต์เพื่อให้ผสมซ้อนทับกันได้ระหว่างเอฟเฟ็กต์หลายรูปแบบ ปรับแต่งได้อิสระมากๆ และก็อย่างที่บอก ไฟ RGB ของ HyperX ก็สีเข้มสวยงามด้วยครับ ^^

คีย์บอร์ดแม็คคานิคอล HyperX Alloy Origins Blue Switch มีราคากลางในช่วงเปิดตัวอยู่ที่ 3,290 บาท พร้อมการรับประกัน 2 ปีครับ สามารถซื้อได้จากร้านตัวแทนจำหน่ายและช่องทางออนไลน์ รายละเอียดดูได้ที่ HyperX

 

ข่าว: รีวิว HYPERX Alloy Origins Blue Switch คีย์บอร์ดแมคคานิค เป็นทั้งเกมมิ่งและคีย์บอร์ดทำงาน ด้วยสวิตช์แบบ HyperX Blue มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/18/review-hyperx-alloy-origins-blue-switch.html

รีวิว : CHOETECH 2-in-1 Phone Holder และ Wireless Charger

จะบอกว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ตอบโจทย์การใช้งานของคนยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจากะเป็นแท่นวางมือถือแล้วมันยังสามารถที่จะใช้ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ได้โดยตรง (เป็น Wireless Charger)

แกะกล่อง
ผลิตภัณฑ์รุ่นนี้ชื่อว่า CHOETECH 2-in-1 Flexible Phone Holder with Fast Wireless Charger รุ่น T548-1S ตัวกล่องก็เป็นสีขาว จากรูปบนกล่องเห็นได้ว่าตัวก้านสามารถปรับได้โค้งงอตามที่เราต้องการ และมีขาจับยึด ที่สามารถยึดกับโต๊ะได้อย่างแน่นหนา

ตัวปากยึดจับนั้นแตกต่างกับแท่นชาร์จทั่วๆ ไป ตรงที่ใช้ลักษณะเกลียวหมุน (ไม่ใช่สปริงแบบง้างเหมือนของทั่วไป) ทำให้มีความหนาแน่นมากในการยึดจับกับโต๊ะ ยิ่งมีแผ่นกันลื่นติดมาให้ที่ปากยึดนั้น ทำให้ยิ่งแน่นเข้าไปอีกหลายเท่าตัว

มาดูในส่วนของด้านจับยึดกับโทรศัพท์กันบ้าง ต้องบอกว่าออกแบบมาได้เข้าใจกับการใช้งานโดยตรง สามารถปรับการใช้งานรองรับมือถือได้ขนาดตั้งแต่ 4.7 นิ้ว จนถึง 7 นิ้ว สามารถปรับหมุนได้ 360 องศา และมีรูระบายอากาศด้านหลัง

สามารถปล่อยไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 10W ส่วนด้านข้างจะมีเชือกช่วยในการถ่างขาจับ (นับว่าเป็นการเข้าใจการใช้งานโดยแท้จริง)

 

ทดสอบการใช้งาน
หลังจากที่เราได้ทดสอบการใช้งานก็พบว่า CHOETECH T548-1S เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การชาร์จเป็นเรื่องที่ง่ายดาย อีกทั้งยังสะดวกต่อการดูหนังและฟังเพลงอีกด้วย เราไม่ต้องมานั่งเอามือจับและวางเอียงกับโต๊ะเหมือนเช่นเคย กล่าวโดยสรุปแล้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนยุคนี้เจนนี้จริงๆ

คลิป VDO การใช้งาน

สำหรับท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Choetech เข้าไปที่ช้อปใน Lazada ได้ที่นี่

from:https://www.enterpriseitpro.net/choetech-flexible-phone-holder-with-fast-wireless/

รีวิว Xiaomi Mi 10T Pro 5G ภารกิจทดสอบลองใช้ โหมดโคลนมหัศจรรย์ และประสิทธิภาพที่มีดีเกินราคา (วีดีโอ)

Xiaomi Mi 10T Pro 5G ในคลิปวีดีโอรีวิวนี้ จะพาไปดูประสิทธิภาพการใช้งานของเครื่องในโหมดการถ่ายภาพพิเศษ “โคลนนิ่ง” และพาดูประสิทธิภาพในหลายๆ ด้านนะครับ

กล่องพิเศษที่ส่งมาจาก Xiaomi นั้นคือ Mi-Stery BOX เป็นกล่องที่ภายในใส่อุปกรณ์ Mi 10T Pro 5G สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Xiaomi และ Mission Card ซึ่งเป็นการท้าทำภารกิจกับโหมดพิเศษภายในเครื่อง ซึ่งทาง Appdisqus ได้รับภารกิจในการทดสอบใช้ โคลนนิ่ง ซึ่งเป็นโหมดที่จะทำให้เราสามารถแยกร่างแบบให้กลายเป็นหลายบุคคลได้ ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอครับ

แต่ไหนๆ แล้ว เมื่อเครื่องมาอยู่ในมือทีมงาน Appdisqus เราก็ขอรีวิวทดสอบคุณสมบัติเด่นของเครื่อง พร้อมกับแกะกล่องดูอุปกรณ์จริงต่างๆ ที่มีมาให้ ใครที่สนใจก็ติดตามคลิปวีดีโอทดสอบดังกล่าวด้านล่างข่าวนี้ได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามช่องทาง Youtube ของ Appdisqus กันไว้ด้วยนะ

คุณสมบัติเด่น

  • หน้าจอแสดงผล 6.67 นิ้ว Full HD+ Dotdisplay รีเฟรชเรทสูง 144Hz ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5
  • CPU Qualcomm Snapdragon 865 แรงสุดระดับเรือธง
  • การเชื่อมต่อสัญญาณ 5G ในประเทศไทย พร้อมใช้ทันทีที่ใส่ซิม
  • กล้องหลัง 3 ตัวพร้อม AI ความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้ในความละเอียดระดับ 8K เลนซ์มุมกว้างอัลตร้าไวด์ 13 ล้านพิกเซล 123 องศา และ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ใหญ่ 5000mAh ชาร์จเร็ว 33 วัตต์
  • มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Cosmic Black, Lunar Silver และ Aurora Blue

ราคาจำหน่ายเปิดตัว มีสองรุ่น

  • RAM 8GB ROM 128GB ราคา 13,990 บาท
  • RAM 8GB ROM 256GB ราคา 15,990 บาท

คลิปรีวิวกับภารกิจทดสอบ

ข่าว: รีวิว Xiaomi Mi 10T Pro 5G ภารกิจทดสอบลองใช้ โหมดโคลนมหัศจรรย์ และประสิทธิภาพที่มีดีเกินราคา (วีดีโอ) มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/17/review-xiaomi-mi-10t-pro-5g.html

รีวิว Vivo V20 สมาร์ทโฟน Android 11 ไม่ต้องรออัพเดท มาพร้อมกล้องหน้า 44 ล้าน โฟกัสดวงตา เก่งทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ

Vivo V20 สมาร์ทโฟนรุ่นน้องรองต่อยอดจากรุ่นพี่ที่ได้รับความนิยมไปแล้ว กับ Vivo V20 Pro 5G ในรุ่นนี้ยังมีทีเด็ดในเรื่องของกล้องถ่ายภาพระบบ Eye Autofocus ตรวจจับลูกตาของแบบอย่างแม่นยำ พร้อมกล้องหน้าที่มีความคมชัดสูงมากถึง 44 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว

Vivo V20 สีสันตัวเครื่องสวยงามมากครับ ผลิตด้วยเทคโนโลยี AG Matte Glass กระจกขัดผิวเพิ่มความหรูหรา เรียบเนียนละมุนมืดมาก ไม่เกิดรอยนิ้วมือขณะใช้งาน และยังทนทานต่อรอยขีดข่วน ตัวเครื่องจริงสวยงามมากๆ ครับ และน่าลูบคลำเล่นทั้งวัน ^^

มีนำเข้ามาจำหน่ายในไทยสองสีครับ เป็นสีดำ Midnight Jazz ดูลึกลับ และ Sunset Melody เฉดสีสันเร่าร้อน บรรยากาศเหมือนแสงตอนพระอาทิตย์ตกครับ เป็นสีเครื่องที่เด่นมากและเป็นสีที่เห็นอยู่ในรีวิวนี้


ตัวเครื่อง Sunset Melody ของ V20 จะแสดงสีไปตามมุมของแสง แสงน้อยสีเข้ม แสงสว่างสีจะอ่อนลง ปรับมุมถือสีก็เปลี่ยน เป็นฝาหลังที่ดูสวยงามมากจริงๆ ครับ ตัวเครื่องบางแต่ขอบไม่คม ทำเป็นขอบเครื่องโค้ง 2.5D มีความหนาเพียง 7.48มม. และน้ำหนักแค่ 171กรัม

จอแสดงผลสวยแจ่มมากครับ ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ 408ppi สัดส่วนจอ 20:9 Contrast 2000000:1 เป็นจอชนิด HDR 10 ความสว่าง 600 nits ขอบจอไม่ใหญ่ พร้อมที่สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง

มีการวางกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 44 ล้านพิกเซลเอาไว้ครับ กล้องหน้าตัวนี้เทคโนโลยีสูงมาก ไม่ใช่แค่ความละเอียดที่สูงเท่านั้น แต่มันยังมาพร้อมกับระบบโฟกัสแบบ Eye Autofocus หรือการจับลูกตาของแบบ เพิ่มความแม่นยำในการเซลฟี่ใบหน้าบุคคล พร้อมยังรองรับฟังก์ชั่นการถ่ายวีดีโออีกมากมาย และบันทึกไฟล์วีดีโอความละเอียดสูงแบบ 4K ได้อีกด้วยครับ


กล้องด้านหลังก็มีการออกแบบที่ปราณีตสวยงาม วางซ้อนกันเป็นชั้นอย่างเหมาะสมพร้อมตกแต่งด้วยวงแหวนสะท้อนเงาตรงบริเวณเลนส์กล้องทั้งสามอยู่ภายใน กล้องหลักความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล เลนส์ที่สองเป็น ultra-wide-angle และถ่าย macro ได้ในตัวเดียว ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และเลนส์ขาวดำ 2 ล้านพิกเซลสำหรับช่วยในการจับภาพถ่ายบุคคล

รองรับสองซิมการ์ดแบบสามสล็อต แม้ตัวเครื่องจะบาง แต่ยังคงมีรูหูฟัง 3.5mm มาให้นะครับ พร้อมพอร์ทชาร์จแบบ USB TypeC ที่รองรับระบบชาร์จไว 33W vivo FlashCharge 2.0 ให้แบตเตอรี่มา 4000 mAh อุปกรณ์ภายในกล่องก็มีมาให้ครบครับ ทั้งชุดหูฟัง เคสใส ที่ชาร์จ 33W และสายดาต้า TypeC


การใช้งานภายใน

นี่เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับระบบ Android 11 ตั้งแต่แกะกล่องครับ ไม่ต้องรอกันนาน ไม่ต้องผ่านอัพเดท แกะกล่องออกมาก็พร้อมให้สัมผัสความลื่นไหลของระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับไว้ด้วย FunTouchOS 11 ของ Vivo กันได้เลย

ระบบไวมากเช่นเดิมครับ ระบบของ Vivo ไวและเบาอยู่แล้ว เจ้าตัวนี้ใช้หน่วยประมวลผลรุ่นระดับรองท็อป Snapdragon 720G มาพร้อม RAM 8GB และ ROM 128GB พร้อมการใส่ฟีเจอร์ Multi-Turbo ที่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในทุกๆ ด้านของตัวระบบเข้าไปอีก โดยในระบบเวอร์ชั่นล่าสุดได้รับการอัปเดตเพิ่มด้วย ART ++ Turbo แอพพลิเคชั่นตัวใดในระบบ Android ที่รองรับกับฟังก์ชั่นนี้ จะมีความไวในการใช้งานมากขึ้นไปอีกมากทีเดียวครับ




FunTouchOS มีจุดเด่นที่ความสวยและความสนุกในการปรับแต่ง เพราะว่าสามารถปรับได้เยอะมาก มีบริการให้ทั้งธีมสโตร์ ฟอนท์ตัวอักษร เกมสโตร์ และแอพสโตร์ เป็นบริการที่ทาง Vivo คัดสรรมาให้ ใช้งานได้โดยไม่ต้องล็อคอินก่อนก็ได้ครับ



ปรับแต่งอนิเมชั่นได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟ็กต์การสแกนลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า เอฟเฟ็กต์ขณะชาร์จ หรือขณะเสียบสาย USB ปรับเลือกรูปแบบสวยๆ ที่เราชอบได้ทั้งหมดเลยครับ





มีฟังก์ชั่นแสงไฟรอบจอ การแสดงสถานะแบบสวยๆ เวลามีคนโทรเข้ามาหรือขณะมีการแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นที่เรากำหนด ^^


มีบริการที่ใส่เข้ามาให้อย่าง Vivo Cloud สำหรับการสำรองข้อมูลต่างๆ Vivo EasyShare สำหรับการย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเก่ามายังเครื่องใหม่ บริการ iManager แอพที่คอยดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของอุปกรณ์ ทั้งหมดมีใส่ไว้บริการให้กับผู้ใช้ครับ


ระบบช่วยเหลือผู้ใช้ มี AI ที่คอยรวมรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ให้เราในหน้าพิเศษ Jovi Home เป็นหน้าที่จะรวมบริการทางลัดที่ใช้งานบ่อย ข้อมูล ข่าวสาร และการบันทึกกิจกรรมการใช้งาน รวมเอาไว้ในหน้าด้านซ้ายสุดของหน้าโฮมครับ



ระบบป้องกันสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้าในยามค่ำคืน เราสามารถตั้งค่าการทำงานของโหมดดูแลดวงตาเราเอาไว้ล่วงหน้า ให้มันเปิดและปิดการทำงานโดยอัตโนมัติในทุกวันเอาไว้ได้ครับ รวมถึงโหมดกลางคืนหรือ “โหมดมืด” ที่จะเปลี่ยนหน้าเมนูและหน้าการใช้งานต่างๆ ของเรา ให้กลายเป็นสีดำ ถนอมทั้งสายตาและประหยัดแบตเตอรี่ไปด้วยในตัว



ผมชอบโหมดใหม่ครับ ตัวนี้เริ่มมีให้เห็นในสมาร์ทโฟน Android รุ่นหลังๆ มันคือ “โหมดเวลาเข้านอน” มันคือโหมดที่ผสมการทำงานระหว่าง “ห้ามรบกวน” และ “ถนอมสายตา” เข้าด้วยกัน โดยเราสามารถตั้งเวลาที่เรามักจะใกล้เข้านอนในแต่ละวันเอาไว้ แล้วเมื่อถึงเวลา ตัวสมาร์ทโฟนจะปรับรูปแบบการแสดงผลให้เป็นโทนขาวดำ เพื่อให้สายตาของเราได้เริ่มผ่อนคลาย เพราะแสงสีฟ้าที่แฝงมากับหน้าจอสมาร์ทโฟน จะไปกระตุ้นการผลิตสารเมลาโทนินจากสมอง ซึ่งเป็นสารที่คอยควบคุมการหลับและการตื่นของมนุษย์นั้นเองครับ การมองหน้าจอมือถือในช่วงใกล้เวลานอน จึงมักขะส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิท การตัดแสงและสีออกไปจากหน้าจอ จะช่วยลดอาการที่ว่าลงได้นั้นเองครับ และโหมดนี้ยังจะปิดเสียงการแจ้งเตือนที่ติดต่อเข้ามาเอาไว้ด้วย เปิดโหมดเดียวควบคุมทั้งเสียงและแสงสีเลย ^^


การใช้งานของ Vivo V20 ว่องไวครับ ทั้งจากตัวฮาร์ดแวร์ที่สเปคอยู่ในระดับใช้งานได้ดี และตัวระบบของ Vivo ที่ทำได้ยอดเยี่ยม ทำงานต่างๆ ลื่นมากครับ เล่นเกมระดับกราฟิกสวยๆ สบาย ไม่มีปัญหาใดๆ เลย




หน้าจอสแดงผลสีสด ภาพสวย เหมาะมากเวลาเล่นเกมหรือดูคลิปวีดีโอ เสียงลำโพงดังชัดเจนครับ เอาไว้รับชมคลิปในห้องนอนเพลินๆ ^^


Ultra Game Mode โหมดเกมที่ทำมาได้ดีที่สุดแล้วในวงการสมาร์ทโฟน มีครบ แปลกใหม่ เป็นช่องทางด่วนสำหรับการเรียกเกม และยังจัดลำดับความสำคัญของ CPU และหน่วยความจำให้มาใช้ในการเล่นเกมเป็นสำคัญ จะช่วยลดปัญหาเฟรมเรตตกได้ถึง 30%
มีระบบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเกมบางเกมโดยเฉพาะเช่นการสั่น 4 มิติที่จะใช้การสั่นให้สอดรับกับการยิงปืนในเกมอย่าง PUBG ปรับระบบเสียงสำหรับเกมที่เราเลือกตั้งค่ารูปแบบแนวเสียงตามความกว้าง และแนวเสียงที่เหมาะกับช่วงอายุของผู้ใช้ได้




เปิดแอพแชตซ้อนการทำงานของตัวเกมได้เพื่อสนทนากับเพื่อนไปพร้อมกัน ปิดกั้นการรบกวนในขณะเล่นเกม หลายสิ่งหลายอย่างทำได้จาก Ultra Game Mode ออกแบบมาได้สวยงามด้วย


แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh ของ Vivo V20 จัดสรรพลังงานได้ดีครับ ทดสอบทำงานใช้งานได้เต็มวัน แบตเตอรี่ไม่หมดไวแต่ชาร์จไวครับ ระบบชาร์จ 33W vivo FlashCharge 2.0 ใช้เวลาประมาณแค่ 20 นาทีในการชาร์จแบตเตอรี่กลับมาได้ครึ่งก้อนแล้วครับ

ผลทดสอบต่างๆ

รองรับสัญญาณ Wi-Fi5.0G จับสัญญาณ GPS ได้แม่นและเร็ว ไม่มีปัญหาใดๆ ในการใช้งานโทรศัพท์ตลอดการทดสอบครับ




กล้องถ่ายภาพ

Vivo V20 เป็นสมาร์ทโฟนที่จริงจังในด้านการถ่ายภาพเป็นพิเศษครับ เป็นเครื่องราคาหมื่นต้นๆ ที่ใส่กล้องความละเอียดมาสูงมากทั้งกล้องหน้ากล้องหลัง ให้ฟังก์ชั่นการถ่ายภาพมาครบทั้งภาพนิ่งและการถ่ายวีดีโอ

กล้องหน้าความละเอียด 44 ล้านพิกเซล ความละเอียดสูงมาก มาพร้อมระบบ Eye Autofocus selfie หรือการจับโฟกัสที่ดวงตานางแบบได้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญสำหรับช่างภาพครับที่จะจับโฟกัสไว้ที่ดวงตาเสมอ แต่ในรุ่นนี้ตัวสมาร์ทโฟนจะจับโฟกัสให้เราเองเหมือนตากล้องส่วนตัว ^^

ฟังก์ชั่นเซลฟี่และการเล่นกับกล้องหน้ามาเพียบเลยครับ ปรับแต่งบิวตี้ได้ทุกส่วนของใบหน้า ปรับหน้าชัดหลังเบลอได้จากการจำลองค่ารูรับแสง และรองรับ HDR ถ่ายย้อนแสงได้ไม่ต้องกลัวหน้ามืด




มีโทนสีภาพในเลือกเยอะมาก พร้อมฟิลเตอร์สีภาพ และเอฟเฟ็กต์แสง จะเพิ่มแสงรุ่ง ปรับโทนภาพให้ดูญี่ปุ่น หรือจะเพิ่มความโดดเด่นโดยการตัดสีแบล็คกราวด์ด้านหลังทิ้งไป ทำได้ทั้งหมดใน Vivo V20 ครับ ด้วยการปรับแต่งกล้องหน้าของรุ่นนี้ผมว่า สร้างความแตกต่างของแนวภาพได้มากเป็นพันๆ แบบ






เซลฟี่ได้แม้ในยามแสงน้อย เพราะมีฟังก์ชั่น Selfie Softlight การเซลฟี่ในโหมดกลางคืน หน้ายังใส สว่าง ไม่มืดคล้ำหรือเกิดนอยส์บนภาพ ภาพยังคมได้เหมือนถ่ายปกติ



กล้องหน้ายังใส่ฟังก์ชั่นด้านวีดีโอมาอีกเพียบครับ รองรับการถ่ายวีดีโอระดับ 4K ด้วยกล้องหน้า มีโหมดสโลว์โมชั่น และตัวระบบกันสั่นสำหรับการถ่าย VLOG หน้าเราได้แบบนิ่ง



และโหมดกล้องคู่ ที่ทำงานด้วยกล้องสองทิศทางพร้อมกัน ให้เราสามารถถ่ายวีดีโอจากกล้องหลังและกล้องหน้า สร้างภาพวีดีโอที่เห็นเรื่องราวทั้งสองด้าน และมีรูปแบบการซ้อนภาพให้เลือกถึงสามรูปแบบเลยครับ



เอาแค่กล้องหน้าก็ฟังก์ชั่นเพียบแล้วสำหรับ Vivo V20

กล้องถ่ายภาพด้านหลัง ความละเอียดสูงเช่นกัน ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ทำงานคู่กับเลนส์มุมกว้าง super wide angle 8 ล้านพิกเซล และเลนส์ MONO 2 ล้านพิกเซลสำหรับการถ่ายภาพบุคคล



กล้องรุ่นนี้สามารถซูมภาพได้ในระดับ 2x แบบไฮปริดไม่เสียรายละเอียด แต่สามารถซูมภาพได้แบบดิจิตัลที่ 10x มีโหมดมุมกว้างพิเศษและซูเปอร์มาโคร ทำให้ระยะการถ่ายครอบคลุมได้ประมาณหนึ่งครับ สิ่งที่เด่นกว่าระยะก็คือคุณภาพของภาพ ภาพคม โฟกัสง่าย

มีโหมดถ่ายภาพบุคคลละลายหลัง จับภาพคนได้คมมาก รวมถึงแยกวัตถุในระนาบของแบบได้เหมือนการละลายหลังด้วยเลนส์จริงเลยครับ




ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอในยามกลางคืน เราสามารถปรับดวงไฟโบเก้ด้านหลังให้เป็นรูปลักษณ์พิเศษได้ด้วยนะ เป็นไฟรูปหัวใจ เป็นไฟรูปดาว ^^

การถ่ายภาพซูเปอร์มาโคร โฟกัสวัตถุระยะใกล้ๆ เพื่อเก็บรายละเอียด ภาพก็ออกมาได้สวยงามเช่นกันครับ

กล้องถ่ายภาพกลางคืน สามารถถ่ายภาพได้ทั้งมุมกว้างและซูมภาพ 2x  มีฟิลเตอร์สำหรับการสร้างโทนสีคู่ตัดที่ทาง Vivo ออกแบบมาให้ 4 ฟิลเตอร์สวยๆ ใช้ถ่ายไฟกลางคืนได้แปลกใหม่ไม่น่าเบื่อครับ




ตัวอย่างภาพถ่ายหลายๆ โหมด












สรุปท้ายรีวิว

เครื่องสวยครับ รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีการผลิตเหมือนเครื่องระดับเรือธง เป็นรอยยาก ไม่มีรอยนิ้วมือ ใครชอบถือสมาร์ทโฟนเครื่องสวยๆ รุ่นนี้ถูกใจ

กล้องถ่ายภาพดี ความละเอียดสูงทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง จัดเต็มเรื่องกล้องและฟังก์ชั่นมากกว่าใครในเครื่องเรทราคาหมื่นต้นๆ ครับ เก่งทั้งภาพนิ่งและงานวีดีโอ สมาร์ทโฟนของ Vivo จะเป็นแบรนด์ที่กล้องมีความสามารถหลากหลายที่สุดในวงการแล้วครับ

หน้าจอสีสด ภาพดี มีระบบชาร์จไว ถือว่าครบครัน


Vivo V20 เปิดจำหน่ายในราคา 11,999 บาท เปิดพรีออร์เดอร์วันที่ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป มาพร้อมโปรโมชั่นที่ร้อนแรงมากครับ สั่งจองผ่าน Lazada และ Shopee 10 ออเดอร์แรก รับทันทีบัตรของขวัญมูลค่า 7,400 บาท เพื่อนำไปแลกทองคำได้ที่ห้างทอง Aurora และออเดอร์ที่ 11 ถึง 50 จะได้รับทีวีขนาด 32 นิ้ว มูลค่า 8,225 บาทไปเลยแบบะไม่ต้องลุ้น ใครจองก่อนก็ได้ก่อน แค่กดให้ทัน

และยังมีของแถมที่ Vivo มอบให้กับทุกคนที่สั่งจอง Vivo V20 เป็นชุด Vivo Gift Set ที่สามารถเลือกได้ว่าต้องชุด A หรือชุด B ภายในมีบัตรรับประกัน E-VIP Card โดยเปิดระยะเวลาการจอง 16 ถึง 22 ตุลาคม 2563 นี้เท่านั้นนะครับ

 

ข่าว: รีวิว Vivo V20 สมาร์ทโฟน Android 11 ไม่ต้องรออัพเดท มาพร้อมกล้องหน้า 44 ล้าน โฟกัสดวงตา เก่งทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/16/review-vivo-v20.html

รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนเริ่มต้นสำหรับทุกวัย จอสวย แบตใหญ่ 6000 mAh ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่บาทเดียว

เริ่มที่บาทเดียวเท่านั้น realme C12 สมาร์ทโฟนที่ทำโปรโมชั่นออกมาแบบจัดเต็ม เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

realme C12 เป็นสมาร์ทโฟนในซีรีย์ C ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่ทาง realme มักจะจับทำโปรโมชั่นร่วมกันกับทางเครือข่ายครับ และในรุ่นล่าสุด มีการอัพเกรดสเปคความน่าใช้มากขึ้น แบตเยอะขึ้น ความสามารถเยอะขึ้น และโปรโมชั่นโหดมากขึ้น ถึงขั้นว่าเมื่อซื้อร่วมกับสมัครแพ็กเกจจากเครือข่ายแล้ว ขายกันเหมือนแจกฟรีไปเลย เพราะราคาเริ่มต้นกันแค่ 1 บาทเท่านั้น

realme C12 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้วสมาร์ทโฟนในระดับนี้จะเหมาะสำหรับการใช้งานเบาๆ ใช้เป็นเครื่องสำรองหรือซื้อให้เด็กหรือผู้ใหญ่ในบ้านใช้งาน ด้วยสเปคเครื่องที่ไม่สูงมากนัก การทำงานบางอย่างอาจจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยแบบเครื่องระดับสูงกว่า แต่ได้ราคาดี จ่ายน้อย ก็เป็นไปตามมาตรญานสมาร์ทโฟนในระดับเริ่มต้นนั้นแหละครับ

แต่สำหรับ realme C12 แค่เขาให้มาเยอะกว่าสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นทั่วไปครับ หน้าจอแสดงผลภาพสวยๆ ขอบจอเล็กแบบ Mini-drop ให้แบตเตอรี่มาเยอะมาก 6000 mAh และกล้องหลังสามตัวพร้อมที่สแกนลายนิ้วมือ ปกติพวกนี้ถูกตัดออกหรือไม่มีให้มาครบขนาดนี้ มันจึงเป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่ดูจะให้เกินราคามาหลายประเด็นนั้นเองครับ

สมาร์ทโฟนยุคใหม่ รุ่นเล็กแต่แบตต้องโต! และโตมากถึง 6000 mAh ด้วยซอฟท์แวร์และระบบจัดสรรในยุคสมัยนี้บอกได้เลยว่า จะใช้แบตขนาดใหญ่ให้หมดได้ในวันเดียว ต้องใช้กันหนักมาก ใช้กันตลอดเวลา

หน้าจอขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานด้านการรับชมได้เต็มที่ ดูหนัง อ่านข่าว อ่านการ์ตูน หรือแม้แต่เล่นเกม ทุกอย่างอาศัยหน้าจอแสดงผลทั้งหมด ฉะนั้นจอภาพในยุคสมัยนี้ต้องจอกว้าง และเจ้ารุ่นนี้ก็ให้หน้าจอเรามาใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว เป็นหน้าจอดีไซน์ Mini-drop ขอบจอเล็กๆ มีพื้นที่ไว้วางกล้องหน้าขนาดความละเอียด 5 ล้านพิกเซล อัตราสัดส่วนหน้าจอ 20:9 ความละเอียด HD+ 720×1600




 

ความสวยงามของสีสันจอภาพ ขนาดและขอบที่เล็ก คิดเป็น 88.7% ของตัวเครื่อง บอกได้เลยว่าให้จอมาดีกว่าสมาร์ทโฟนราคาประหยัดในเรทราคาใกล้กันรุ่นอื่นๆ ครับ

งานออกแบบตัวเครื่องด้านหลังใช้การออกแบบคล้าย realme C11 รุ่นก่อนครับ เป็นการตัดสลับด้วยลวดลายทรงเลขาคณิต ผิวสัมผัสเป็นพลาสติก ทนทานมากครับเพราะบังเอิญได้ทดสอบโดยไม่ตั้งใจไปหลายหน ^^ กระแทกขอบ ขีดข่วน ไม่เกิดเป็นรอยง่ายๆ เลยครับ แถมเป็นผิวที่ไม่เกิดรอยนิ้วมือเลย

ด้วยลวดลายที่เป็นเส้นทแยงทำให้ไม่ลื่นมือ มีการไล่เฉดสีสลับกันไปมา ซึ่งในประเทศไทยจะมีจำหน่าย 2 สีครับ คือสีแดง Coral Red และสีน้ำเงิน Marine Blue ซึ่งเป็นสีที่เห็นในรีวิวนี่ครับ

สีสันเครื่องของรุ่นนี้ออกแนวน่ารัก เหมาะกับวัยรุ่นเป็นพิเศษ เพราะสีเด่นและทนไม้ทนมือดีครับ ^^

มีที่สแกนลายนิ้วมือมาให้ไม่เอาออกไปไหน การสแกนทำได้รวดเร็วครับ (และรองรับการสแกนใบหน้าด้วยกล้องหน้า ) มาพร้อมกล้องหลังสามตัว AI ใช้เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล PDAF ซูมภาพได้ 4 เท่า พร้อมเลนส์ Macro 2ล้านพิกเซล โฟกัสได้ใกล้ 4 เซนติเมตร และสุดท้ายคือ เลนส์ B&W 2ล้านพิกเซล เป็นเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อการถ่ายภาพ Portrait เพิ่มเอฟเฟ็กต์โทนสีภาพเพิ่มความโดดเด่นและแตกต่างให้กับแบบที่ถ่าย

แบตทรงพลังมาก 6,000 mAh แต่ตัวเครื่องไม่หนาไม่หนักอะไรครับ เข้ามือพอดีด้วยด้านหลังตัวเครื่องโค้ง มาพร้อมช่องใส่ซิมแบบ 3 สล็อต สำหรับใส่ 2 ซิมการ์ดและ 1 SD Card ใช้พอร์ทชาร์จใต้เครื่องเป็น Micro USB รองรับการถ่ายโอนแบตเตอรี่จากสมาร์ทโฟนให้สู่อุปกรณ์อื่นได้เหมือนเป็นแบตเตอรี่เสริม

อุปกรณ์ภายในกล่องจะมีชุดชาร์จไฟ และสาย USB มาให้เท่านั้นนะครับ ไม่มีเคส หรือชุดหูฟังแถมมาให้

การใช้งานภายใน

ใช้ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G35 12 nm 8-Core 2.3Hz Cortex A53 หน่วยประมวลผลรุ่นเล็กที่เน้นในเรื่องการเล่นเกม เป็นตัวเลือกยอดนิยมบนเครื่องราคาเบาๆ เพราะดูจะทำราคาได้ดีที่สุดในตอนนี้ครับ ข้อดีคือราคาประหยัดแต่ยังมีประสิทธิภาพที่เอามาเล่นเกมได้ มาพร้อม RAM 3GB และ ROM 32GB




ระบบใช้งานเป็น realme UI ตัวใหม่ ครอบทับ Android 10 จากการทดสอบใช้งาน ทำงานทีละอย่างใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้ามีการทำงานซ้อนกันอย่างเช่นอัพเดทแอพอยู่อาจจะมีหนืดๆ ให้เรารู้สึกได้ มีธีมสโตร์ แอพสโตร์ และเกมสโตร์ ให้บริการผู้ใช้อยู้ในเครื่องเหมือนรุ่นใหญ่ของ realme ทุกประการ




โหมดสำหรับถนอมสายตาของผู้ใช้ ด้วยการลดแสงสีฟ้าโดยเราสามารถกำหนดเวลาในการเปิดใช้งานอัตโนมัติล่วงหน้าได้ และโหมดมืด หรือธีมสีดำ ก็ตั้งเวลาไว้ล่วงหน้าได้เช่นกัน


ที่ผมชอบใน realme UI คือโหมดนอนครับ ^^ มันคือการผสมกันระหว่างโหมดถนอมสายตาและโหมดห้ามรบกวน เพราะในโหมดนี้เราสามารถตั้งเวลาที่เรามักจะเข้านอนเอาไว้ล่วงหน้าได้ แล้วเมื่อถึงเวลา ตัวเครื่องจะปรับการแสดงผลให้เหมาะสมกับการพักสายตา โดยการปรับภาพเป็นโทนสีเทา พร้อมกับปิดการแจ้งเตือนของตัวเครื่อง ให้เราได้พักผ่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่เรากำหนดให้เครื่องปิดโหมดการนอนครับ





สามารถแบ่งหน้าจอใหญ่ๆ ของมัน ให้ทำงานสองแอพพลิเคชั่นพร้อมกันได้นะครับ โคลนแอพหนึ่งแอพให้เป็นสองตัวเพื่อจะใช้สองแอคเคาท์ในเครื่องเดียวกันได้ จะเห็นตัว realme UI ที่อยู่ใน C12 มีความสามารถเหมือนเครื่องรุ่นใหญ่ของแบรนด์เลย เพราะว่า realme ไม่ค่อยจะแบ่งแยกความสามารถของระบบตามราคาเครื่องครับ มีอะไรก็มักจะใส่ให้ใช้กันได้หมด รุ่นเล็กของ realme จึงน่าสนใจในจุดนี้ด้วย



รองรับระบบ realme Share ที่รองรับการแชร์ไฟล์ความเร็วสูง ผ่านสัญญาณ Wi-Fi กับสมาร์ทโฟนร่วมกันระหว่างแบรนด์ realme, OPPO, Xiaomi และ Vivo ได้ครับ

แม้จะมาพร้อมแบตความจุสูงถึง 6,000 mAh แต่ภายในก็ยังมาพร้อมโหมดจัดสรรพลังงานให้แบตอึดมากขึ้นไปอีก จากผลการทดลองใน realme Lab พบว่า realme C12
สามารถใช้งานได้นานสูงสุด 57 วัน ในโหมดสแตนบายเลยครับ และยังมีโหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเป็นฟังก์ชั่นที่กดเปิดเพียงคลิ๊กเดียว ตัวเครื่องจะลดความสว่างของหน้าจอ
และลดเวลาล็อคหน้าจออัตโนมัติลงเหลือต่ำสุดที่ 15 วินาที และปิดการใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างสมบูรณ์เมื่อเราเลิกใช้งานเพื่อการประหยัดแบตให้มากขึ้น และโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง ที่จะลดความสามารถของเครื่องลง ให้เรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นได้แค่ 6 ตัว และปรับหน้าจอให้เป็นสีขาวดำ

มีโหมด Sleep Standby ฟังก์ชั่นที่จะช่วยประหยัดพลังงานเครื่องขณะเรานอนหลับ ลดการใช้พลังงานเพื่อตรวจเช็คการแจ้งเตือนที่ติดต่อเข้ามา ซึ่งจะยืดเวลาในการใช้งานเครื่องได้นานขึ้นอีก อาจจะใช้ในกรณีเราไปนอนค้างต่างที่ต่างทางแล้วไม่ได้เอาที่ชาร์จไปด้วยครับ เจ้านี้จะได้อยู่กับเราได้นานขึ้นอีก




จากการทดสอบใช้ ผมไม่เคยใช้งานให้แบตหมดได้เลยในวันเดียวครับ เป็นจำพวกเครื่องแบตอึด แบตเยอะ แถมสเปคไม่ได้กินพลังงานมาก แบบนี้ยิ่งอึดทนเข้าไปใหญ่ ในวันใช้งานทั่วไป แบตยังลดไม่ถึงครึ่งเลยครับ

หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้ ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงเครื่องระดับเริ่มต้นเลยครับ ^^ หน้าจอสีค่อนข้างสวย แสงสว่างดี ด้วยขอบหน้าจอเล็กๆ ผมว่าถูกใจกันแน่นอนใครซื้อไปรับชมคลิป หรือให้เด็กเล่น Youtube ดูได้เต็มตาครับ ประสิทธิภาพเครื่องไม่มีปัญหากับการเล่นคลิปวีดีโออย่างแน่นอน และลำโพงก็เสียงดังชัดเจนดีด้วย

ทดสอบการเล่นเกมฮิตๆ อย่าง ROV เล่นได้สบายๆ ครับ ปรับกราฟิกกลางๆ เล่นลื่นครับไม่สะดุด นิ่งที่ 58-60FPS ตลอดเกม


ในเครื่อง มีโหมด Game Space เป็นฟังก์ชั่นสำหรับคนเล่นเกม ที่จะรีดประสิทธิภาพเครื่อง เคลียแรม และปรับการใช้สัญญาณเน็ตมาใช้เพื่อการเล่นเกมเป็นหลัก ลดโอกาสในการเจอปัญหา แลค ค้าง ช้า ลงได้อีกระดับหนึ่งครับ



แม้จะมีหลายสิ่งที่ดูจะคุ้มค่าไปซะหมด แต่ก็อย่าลืมว่ามันเป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นนะ มันไม่ได้เพอเฟ็กต์ระดับสูงไปซะทุกอย่าง มันมีสิ่งที่เป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กราคาประหยัดติดตัวมาอยู่เช่นกัน เช่นมันไม่รองรับ Wi-Fi 5.0G มันไม่มีระบบชาร์จไวพิเศษ และในรุ่นนี้ภายในกล่องยังไม่มีเคสและชุดหูฟังแถมมาให้ด้วย นั้นคือสิ่งที่เป็นไปตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนราคาประหยัดนั้นเองครับ

กล้องถ่ายภาพ

กล้องถ่ายภาพด้านหลังสามตัว ซึ่งมี AI และโหมดถ่ายภาพกลางคืนมาให้ใช้ด้วยนะครับ ^^ เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รองรับโฟกัสแบบ PDAF โฟกัสไว ถ่ายนรูปสวยๆ ไม่ยากครับ ตัวกล้องซูมภาพได้ 4 เท่า ทั้งกลางวันและโหมดกลางคืนซูมได้หมดครับ



กล้องคุณภาพพึ่งพาได้เลยครับ


เลนส์ Macro 2ล้านพิกเซล  ถ่ายภาพวัตถุหรือสิ่งต่างๆ ที่เน้นเอารายละเอียดได้ด้วยระยะโฟกัสได้ใกล้ 4 เซนติเมตร

และสุดท้ายคือ เลนส์ B&W 2ล้านพิกเซล เอาไว้ช่วยในการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอครับ กำหนดระยะชัดลึกชัดตื้นได้ก่อนการถ่าย ตัดภาพสิ่งที่อยู่ในระยะโฟกัสได้คมใช้ได้เลยครับ

กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล แต่รองรับโหมด AI Beauty  มี HDR ไว้เวลาเซลฟี่ย้อนแสง และถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยนะ ฟังก์ชั่นกล้องเยอะครับเจ้ารุ่นตัวนี้ ^^


โหมดภาพกลางคืนที่นิยมใช้งานกัน realme ก็ใส่เข้ามาให้ในรุ่นเล็กตัวนี้ด้วย เพิ่มความง่ายในการถ่ายภาพกลางคืนมากขึ้นครับ


 

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมดต่างๆ












สรุปท้ายรีวิว

สมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น ที่ถูกอัพเกรดสเปคด้วยหน้าจอที่สวย เต็มตา 6.5 นิ้วแบบ Mini-drop ให้ภาพที่น่าใช้กว่าสมาร์ทโฟนเริ่มต้นโดยทั่วไป แบตเตอรี่ถูกอัพเกรดให้เป็นขนาด 6000 mAh ใช้งานได้เต็มที่ และสามารถแสตนด์บายไว้ได้นานถึง 57 วันจากการทดสอบในแล็ปของ realme

กล้องหลัง 3 ตัวคุณภาพใช้งานได้ดีพร้อมโหมดการถ่ายภาพกลางคืนเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นใหญ่ และมีที่สแกนลายนิ้วมือมาให้ ตัวเครื่องทนทาน เป็นรอยยาก การใช้งานทนไม้ทนมือ สเปคเครื่องอยู่ในระดับเล่นเกมได้

แถมมาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ร้อนแรงเหมือนได้ฟรี เพราะราคาเริ่มต้นจ่ายกันแค่บาทเดียว

โปรโมชั่นและราคาของ realme C12

เปิดจำหน่ายก่อนสำหรับช่องทางออนไลน์ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ในราคา 3,999 บาท เป็นเจ้าของก่อนใครในวันที่ 15 ได้เฉพาะที่ Shopee เท่านั้น ช่องทางการจำหน่าย Shopee

และวางจำหน่ายพร้อมกันทุกช่องทางในวันที่ 16 ตุลาคม ที่หน้าร้าน realme Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ Banana, BKK, KingKongPhone, CSC, TG FONE, Jaymart และ IT City

พิเศษ*** สำหรับลูกค้า dtac เป็นเจ้าของ realme C12 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเริ่มต้นเพียง 1 บาท เท่านั้น ติดต่อสอบถามได้ที่ ช้อป dtac 

สำหรับลูกค้า AIS เป็นเจ้าของ realme C12 ได้ในราคาเริ่มต้น 1,289 บาท และสำหรับลูกค้า Truemove H เป็นเจ้าของ realme C12 ได้ในราคาเริ่มต้น 1,499 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 16 ตุลาคมนี้เช่นกัน


ข่าว: รีวิว realme C12 สมาร์ทโฟนเริ่มต้นสำหรับทุกวัย จอสวย แบตใหญ่ 6000 mAh ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่บาทเดียว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/15/review-realme-c12.html

รีวิว realme 7i รุ่นใหม่ครบเครื่อง จอ 90hz แบต 5000 mAh กล้องคมชัด 64 ล้าน ตัวเครื่องสวยสเปคลงตัวน่าใช้

เปิดตัวมาแล้วครับ Realme 7i สมาร์ทโฟนที่มีจุดเด่นในเรื่องมาตรฐานเครื่องที่ realme กำหนดมาได้เหมาะสม เหมาะเจาะสำหรับการใช้งานของวัยรุ่นและผู้เริ่มต้นทำงานได้พอดิบพอดีกำลังน่าใช้

realme 7i เป็นสมาร์ทโฟนกล้องหลัง 4 ตัวครับ เพื่อผู้ใช้งานที่ชอบการถ่ายภาพและท่องเที่ยว คุณภาพกล้องดี ขึ้นชื่อ realme กล้องดีทุกรุ่นอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะรุ่นนี้ให้ กล้องความละเอียดสูงมาเลย 64 ล้านพิกเซล และให้หน้าจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว ซึ่งเป็นจอแบบ 90Hz เพื่อการใช้งานทุกๆ อย่างไหลลื่นละมุนตาตามยุคหน้าจอสมัยใหม่ และแบตเตอรี่ความจุ 5000mAh ได้มาตรฐานในสมัยใหม่เช่นกัน รองรับระบบชาร์จเร็ว 18W Fast Charge ใช้หน่วยประมวลผลแบรนด์หลัก Snapdragon 662 ครบถ้วนสิ่งที่ควรจะมี เลือกของมาตรฐานดีเอาไว้ให้ใช้งาน

realme 7i งานดีไซน์แปลกตา เด่นครับ ใช้การผลิต AG Split ขัดฝาหลังให้เป็นสองพื้นผิวตัดกัน มีการนำเข้ามาจำหน่ายในไทยสองสี สี Polar Blue และสี Aurora Green สีเขียวเงาซึ่งเป็นสีที่เราเอามารีวิวในบทความนี้ เหลื่อมเงาสะท้อนตามแสงที่กระทบ บางครั้งจะดูออกเป็นโทนน้ำเงิน ขอบข้างเครื่องจะเป็นโทนสีเขียวด้าน




ตัวเครื่องด้านหลังมีที่สแกนลายนิ้วมือมาให้ ใช้ถาดใส่ซิมแบบ 3 Slot มีรูหูฟัง 3.5 mm และใช้พอร์ทชาร์จ USB Type C ซึ่งรองรับ 18W Fast Charge

กล้องหลังสี่ตัว ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล เลนส์ ultra wide-angle 119อวงศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เลนส์ที่สาม Marco ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร และสุดท้ายเป็นเลนส์สำหรับถ่าย Portrait B&W เลนส์ฟิลเตอร์สีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

หน้าจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว Ultra Smooth อัตรา Refresh Rate 90Hz และ Sampling Rate 120Hz อัตราส่วน 20:9 ความละเอียด 1600 x 720พิกเซล ขอบจอเล็กครับ ความสว่างดี 600nits เจาะรูวางกล้องหน้า In-Display ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX471 ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

ตัวเครื่องไม่ใหญ่ครับ แบตเตอรี่ภายใน 5,000 mAh ถือจับใช้งานสบายๆ ตัวเครื่องสวยมีสองโทนสีตัดกัน แต่เป็นรอยนิ้วมือง่ายสักหน่อย แต่ภายในกล่องมีเคสมาให้ครับ เป็นเคสใส และที่ชาร์จ 18W พร้อมสายชาร์จ USB Type C

การใช้งานภายใน realme 7i 

ความลื่นไหลอยู่ในระดับกลาง ไม่ช้า ไม่แลคครับ ตัวนี้การใช้งานถือว่าโอเค เล่นเกมได้ ใช้งานแอพทั่วไปได้สบายๆ แอพไหนรองรับก็รันที่เฟรมเรทระดับสูง ภาพก็ยิ่งลื่นไหลสบายตาเวลาใช้งาน ระบบใช้เป็น realme UI ครอบทับ Android 10 ฟังก์ชั่นการใช้งานไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง ของ realme จะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ก็ให้ระบบมาคล้ายกัน

ธีมสโตร์ เกมสโตร์ แอพสโตร์ มีมาให้หมด ใช้งานได้โดยไม่ต้องล็อคอิน




Snapdragon 662 เป็นหน่วยประมวลผลที่ผลิตในระดับ 11nm ใช้ชิปกราฟิก Adreno 610 ให้ RAM แบบ LPDDR4X 8GB และหน่วยความจำ UFS 2.1 ขนาด 128GB สเปคไม่ได้ธรรมดาเลยนะครับด้านการประมวลผลทดสอบการเล่นเกมแบบกราฟิกสวยๆ สามารถรันได้ลื่นๆ ที่ 70-90Fps ยอดเยี่ยมครับในเรทราคาระดับนีี้ การเล่นเกมผ่านหน้าจอใหญ่เห็นได้เต็มตา



สีสันจอภาพของรุ่นนี้จะไม่สดมาก แสงสว่างดี ความละเอียดยังไม่สุดครับแต่ภาพไม่หยาบ ใช้งานเล่นเกมดูหนังภาพยังคมอยู่ครับ


 

แบตเตอรี่เยอะ ใช้งานได้นานๆ เช้าจรดค่ำแบตยังเหลือกลับบ้านครับ แล้วเจ้ารุ่นนี้ยังสามารถต่อสาย OTG ผ่านพอร์ทข้างล่างเพื่อชาร์จแบตให้กับอุปกรณ์อื่นได้เหมือนพาวเวอร์แบงค์อีกด้วย

แม้แบตจะอึด แต่มีโหมดการจัดสรรพลังงานใส่มาเต็ม โดยในแต่ละโหมดจะเป็นการกำหนดค่าให้ตัวเครื่องทำงานอัตโนมัติครับ ผู้ใช้แค่ระบุความต้องการเอาไว้ เช่น โหมดการประหยัดพลังงานที่จะลดความสว่างของหน้าจอลง ลดเวลาปิดหน้าจออัตโนมัติลงเหลือ 15 วินาที และปิดการใช้งานแอพพลิเคชั่นเบื้องหลังให้หายไปจากการทำงานเบื้องหลังโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วงยืดอายุการใช้งานแบตได้ทันทีที่เปิดใช้แต่ไม่ลดประสิทธิภาพของการทำงานในตัวระบบลงแต่อย่างใด และยังมีโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงซึ่งจะลดประสิทธิภาพการทำงานของตัวระบบลงเพื่อยืดอายุแบตให้มากขึ้นไปอีก เหมาะสำหรับสภาพวะฉุกเฉินที่เราต้องการถนอมแบตไว้เป็นสำคัญ



ยังมีโหมดลดการใช้พลังงานในยามที่เราหลับพักผ่อน ตัวเครื่องจะลดการทำงานอัตโนมัติของแอพต่างๆ อาจจะส่งผลให้การแจ้งเตือนหรือการติดต่อเข้ามามีความล่าช้าลง เหมาะสำหรับช่วงเวลาพักผ่อนที่เราไม่ต้องการให้เครื่องใช้พลังงานมากไปนั้นเองครับ

ด้วยการดูแลทรัพยากรต่างๆ และระบบจัดสรรพลังงานของตัว reame 7i ทำให้สามารถใช้งานเครื่องได้ข้ามวันอยู่ครับ และในโหมดลดการใช้พลังงานขั้นสูง ใช้งานได้มากกว่าสองวันแน่นอนครับ เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ^^

แบตเตอรี่ของที่ใหญ่ ต้องการการชาร์จไฟที่มีความไวสูง ทาง realme จึงให้ที่ชาร์จแบบ 18W Fast Charge มาให้ครับ จากทีทดสอบการชาร์จแบต 5,000 mAh ของมัน ให้ความเร็วในการชาร์จประมาณ 1 นาที ต่อ 1% พอดีกันเลยครับ

มีฟังก์ชั่นสำหรับช่วยเหลือผู้ใช้ โหมดสำหรับการถนอมสายตา ที่ตั้งเวลาให้ทำงานล่วงหน้าได้ในแต่ละวัน ลดแสงสีฟ้าในเวลากลางคืน และมีโหมดกลางคืนที่จะเปลี่ยนหน้าเมนูและการใช้งานต่างๆ ให้กลายเป็นสีดำเพื่อความสบายตาครับ และสามารถปรับเลือกรีเฟรชเรทของหน้าจอได้เองถ้าต้องการประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่แนะนำว่าเปิดเป็นอัตโนมัติหรือ 90Hz ไว้ดีกว่าครับ ไหนๆ ก็มีของใหม่แล้ว



โหมดเรียกใช้งานด่วนด้วย Gesture วาดรูปสัญลักษณ์เพื่อเปิดการทำงานได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาก่อน และแถบด้านข้างอัจฉริยะ พื้นที่พิเศษสำหรับคำสั่งเรียกใช้ด่วน ให้เราสามารถใส่คำสั่งและแอพต่างๆ ที่เราใช้งานบ่อยๆ ไว้ในนี้ครับ ซึ่งเป็นหน้าที่เราสามารถเรียกใช้งานได้ตลอดทุกเวลา ทุกหน้าจอ


Game Space ระบบช่วยเหลือสำหรับผู้เล่นเกม เคลียแรม จัดสรรระบบ และปรับการรับสัญญาณไร้สาย เพื่อให้เราสามารถเล่นเกมในะสภาวะที่ดีที่สุดครับ พร้อมความสามารถในการปรับรูปแบบการติดต่อเข้ามาไม่ให้รบกวนการเล่นเกมของเราได้ครับ


เล่นเกมสนุกครับ ^^ ลื่นๆ ภาพสวย การตอบสนองสัมผัสไวมาก เล่นเกมดีเลยครับรุ่นนี้

ผลทดสอบต่างๆ

การเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi รองรับทั้ง 2.4 และ 5.0G จับสัญญาณ GPS ทำได้ไว ใช้งานมายังไม่มีปัญหาใดๆ ในการเชื่อมต่อ



กล้องถ่ายภาพ

กล้องถ่ายภาพความละเอียดสูงครับ ใช้เลนส์หลัก 64 ล้านพิกเซล มาพร้อมเซนเซอร์ขนาดใหญ่ 1/2″ เลนส์ที่สองเป็น ultra wide-angle 119° เลนส์มุมกว้างความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพมุมกว้างและรองรับการซูมสูงสุดที่ 10x คุณภาพของภาพค่อนข้างดีมากครับ







โหมดการถ่ายภาพ 64 ล้านพิกเซล สามารถนำมาใช้ถ่ายภาพขนาดใหญ่ หรือจะถ่ายเพื่อนำไปครอปตัดส่วนที่ต้องการภายหลังก็ได้เช่นกัน

เลนส์ที่สามเป็น Marco ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร เก็บภาพระยะใกล้และวัตถุขนาดเล็กๆได้


และเลนส์สุดท้าย Portrait B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล เลนส์ฟิลเตอร์สีช่วยให้การถ่ายภาพบุคคลสามารถตรวจจับแสงได้ดีขึ้น เพิ่มความต่างของสีภาพ และช่วยสร้างภาพสไตล์โทนสีต่างๆ ให้กับภาพ มีฟิลเตอร์ให้ใช้งานเยอะครับ และปรับระดับชัดลึกชัดตื้นได้ก่อนการถ่าย





กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX471 กล้องหน้าตัวนี้มีระบบ AI beauty ปรับแต่งหน้าสวยได้ในทุกชิ้นส่วนบนใบหน้าเลยครับ ^^ และมี Bokeh Effect ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยกล้องหน้าตัวเดียว ยังรองรับโหมด HDR และ ระบบกันสั่นแบบ EIS Stabilization


กล้องถ่ายภาพของ realme 7i คุณภาพดีครับ ใช้ติดตัวไปท่องเที่ยว หรือถ่ายภาพเก็บเรื่องราวต่างๆ ได้ดี มีเลนส์หลายระยะ และในการถ่ายภาพวีดีโอที่มีโหมดกันสั่นและฟิลเตอร์สี กล้องมีโหมดถ่ายกลางคืน สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ในโหมดกลางคืนสามารถซูมภาพได้ทุกระยะซูมเหมือนกลางวันครับ


ตัวอย่างภาพถ่ายหลายๆ โหมด










สรุปท้ายรีวิว

realme ปล่อย 7i ออกมาเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับกลุ่มสมาร์ทโฟนราคาไม่เกินแปดพันบาท ด้วยการกำหนดมาตรฐานสเปคเครื่องมาได้น่าใช้ ในราคาไม่แพง และมีคุณภาพในการใช้งานด้วยครับ มาตรฐานงานประกอบตัวเครื่องดี ระบบทำมาดีไม่มีข้อผิดพลาดเลยตลอดการทดสอบใช้งาน แบรนด์ดี realme เชื่อใจได้ครับ

คุณภาพของกล้องถือว่าจัดเต็มอีกด้วย แบตเตอรี่เยอะใช้งานได้เต็มวัน หน้าจอรีเฟรชเรทสูง ครบครันครับ

realme 7i แรม 8GB รอม 128GB เปิดจำหน่ายในเมืองไทยราคา 7,400 บาท มีโปรโมชั่นร่วมกันกับเครือข่าย เมื่อซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็กเกจ ราคาจะเหลือเริ่มต้นที่ 3,989 บาทเท่านั้นครับ เปิดจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมเป็นต้นไป

ข่าว: รีวิว realme 7i รุ่นใหม่ครบเครื่อง จอ 90hz แบต 5000 mAh กล้องคมชัด 64 ล้าน ตัวเครื่องสวยสเปคลงตัวน่าใช้ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/14/review-realme-7i.html

รีวิว OPPO Reno4 Z 5G น่าใช้ ราคาดี สมาร์ทโฟน 5G ที่คุ้มค่าที่สุดจาก OPPO

OPPO Reno4 Z 5G เป็นสมาร์ทโฟน 5G ในตัวเลือกที่ดีเลยครับสำหรับการจะยกระดับเทคโนโลยีไปอีกขั้นกับมือถือใหม่สักเครื่องในช่วงนี้ แล้วอยากจะสัมผัสไปกับเทคโนโลยี 5G

เพราะ OPPO Reno4 Z 5G เปิดราคามาดีครับ มีโปรโมชั่นที่ให้เราเริ่มต้นกันได้ที่ราคาเครื่องแค่ห้าพันกว่าบาทเท่านั้นเมื่อซื้อและสมัครแพ็กเกจใช้งาน 5G กับเครือข่ายอย่าง AIS และ True

คุณสมบัติของ Reno4 Z 5G ถือว่าเต็มที่กับยุคสมัยใหม่ เพราะเป็นเครื่อง 5G ที่รองรับ Dual-mode 5G ทั้งเครือข่าย 5G แบบ NSA (Non-StandAlone) ที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ และแบบ SA (StandAlone) ที่จะเป็นเทคโนโลยี 5G แบบเต็มขั้นต่อไปในอนาคต ( เข้าใจศัพท์เทคโยโลยี 5G กับ Appdisqus)




ด้วยคุณสมบัติที่พัฒนามาเพื่อ 5G ของชิปเซ็ต Dimensity 800 หน่วยประมวลผลยุคใหม่ ตัวแรงแกะกล่องของ MediaTek ออกแบบเสารับสัญญาณ 5G ในรูปแบบเฉพาะ ด้วยการกระจายเสารับสัญญาณรอบตัว ไม่ต้องห่วงเรื่องการถือจับของผู้ใช้ที่จะมากระทบรบกวนต่อการรับสัญญาณในขณะใช้งานครับ

จริงๆ แล้ว เจ้า Dimensity 800 เป็นหน่วยประมวลผล 7 นาโน ระดับเรือธงนะครับ มันออกแบบมาให้มีความแรงด้วยการใช้คอร์สองชุดสองระดับ โดยตัวแรงจะเป็น ARM Cortex-A76 ความเร็ว 2 GHz ทำงานในยามที่ต้องการประสิทธิภาพประมวลผลระดบสูง ทำงานกับคอร์ ARM Cortex-A55 ซึ่งเป็นชุดคอร์สี่หัวแบบประหยัดพลังงาน แต่ด้วยราคาของมันที่สามารถนำมาใช้กับเครื่องในตลาดระดับกลางได้

สอดรับกับการใช้หน้าจอแสดงผลที่สมกับยุคด้วยหน้าจอ 120HZ Silky Display รีเฟรชเรทสูง บนหน้าจอขนาดใหญ่ 6.57 นิ้ว LTPS LCD screen หน้าจอความละเอียดสูงพิเศษ 2400 × 1080 พิกเซล (400DPI) ซึ่งต้องการประสิทธิภาพการประมวลผลในระดับสูงเพื่อการตอบสนองที่ดี

หน้าจอ 120HZ Silky Display ของ Rene4 Z 5G ขอบจอเล็กมากครับ คิดเป็นอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่ 90.5% เลยทีเดียว เวลาใช้งานดูได้เต็มตา เจาะรูวางกล้องหน้า “แบบคู่” เพิ่มเติมความน่าใช้ให้กับผู้ที่ชอบการเซลฟี่ ด้วยการใส่กล้องหน้าสองตัว ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และเลนส์เสริมเพื่อจับโฟกัสชัดลึกชัดตื้น 2 ล้านพิกเซลอีกหนึ่งตัว เพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอด้วยฮาร์ดแวร์จริง

 

การใช้งานทั่วไปบนหน้าจอรีเฟรชสูง ให้ประสบการณ์ในอีกระดับกับเครื่องหน้าจอรีเฟรชต่ำเลยนะครับ มันส่งผลในหลายๆ ด้านแล้วในขณะนี้ การใช้งานทั่วไปเช่น Facebook, หหน้าโฮม หรือแม้แต่การใช้งานทั่วไปในแอพที่รองรับมากขึ้นทุกวัน

ความละมุนตาที่ส่งผลให้เรารู้สึกว่าการใช้งานมันลื่นไหล เป็นเพราะภาพต่อเนื่องที่ปรากฏให้เราเห็นบนหน้าจอที่รองรับในระดับสูงสุด 120Hz มันสูงกว่าระดับจอปกติ 60Hz ถึงสองเท่า!

ตัวเครื่องบางมากครับ ไม่นับส่วนโมดูลกล้อง ตัวเครื่องจะหนาแค่ 8.1 มิลลิเมตร กรอบด้านข้างเครื่องออกแบบเป็นลักษณะสองชั้นให้มีมุมจับถนัดขึ้น ใช้ที่สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่องเป็นปุ่มพาวเวอร์ในตัว

รองรับสองซิมการ์ด สามารถใส่ซิมใช้งาน 5G ได้จากสล็อตใดก็ได้ แต่เปิด 5G ใช้งานได้ทีละซิมนะครับ อีกหนึ่งซิมจะเชื่อมต่อสัญญาณ 4G เอาไว้แทน โดย OPPO Reno4 Z 5G สามารถเสียบซิมที่เป็นบริการ 5G แล้วใช้งานได้ทันทีเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณครับ

จากที่ผมทดสอบใช้งานมา ในขณะนี้ในกรุงเทพและหลายๆ จังหวัด มี 5G ให้ใช้งานกันหลายพื้นที่แล้ว ประเทศไทยเราเดินหน้าเรื่อง 5G ไวมากครับ ^^

มีเปิดจำหน่ายสองสี เป็นสีขาว Dew White และ สีดำ Ink Black ตัวเครื่องด้านหลังเงางาม เป็นรอยนิ้วมือง่ายสักหน่อยเพราะใช้การเคลือบผิวเหมือนกระจกไล่เฉดสี ลบมุม สัมผัสไม่มีคม การวางชุุดเลนส์กล้อง Eye-catching appearance  แปลกตาดีครับ เป็นชั้นหลายเลเยอร์ 4 กล้องหลังล้อมรอบแฟลช LED ตรงกลาง ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล, เลนส์ wide-angle 8ล้านพิกเซล, เลนส์ Vintage Portrait Monochrome 2ล้านพิกเซล และสุดท้ายเลนส์ B&W Portrait Monochrome 2ล้านพิกเซล

ใช้พอร์ทชาร์จแบบ USB Type C รองรับระบบชาร์จไว 18W fast Charge แบตเตอรี่ 4,000 mAh อุปกรณ์ภายในกล่องมีมาให้ทั้งเคสใส ที่ชาร์จ 18W fast Charge สาย USB Type C และชุดหูฟัง3.5 mm

การใช้งานภายใน

ถือว่าเป็นเครื่องที่แรงมากพอตัวเลยครับ ใช้หน่วยประมวลผล 7 นาโนเมตรของค่าย MTK เป็นตัวใหม่ Dimensity 800 ให้แรมมาเยอะ 8GB และหน่วยความจำ 128GB ชุดประมวลผลชุดนี้แรงเพียงพอต่อการใช้งานต่างๆ ในระบบ Android ได้ลื่นไหลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอพหรือเกมครับ และเป็นหน่วยประมวลผลในยุค 5G ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งาน 5G โดยเฉพาะ

ใช้ระบบ Color OS 7.1 ครอบทับ Android 10 การทำงานต่างๆ ลื่นไหล ดูละมุนตาตั้งแต่หน้าโฮม เพราะว่าทำงานอยู่บนระดับเฟรมเรม 120FPS นั้นเองครับ การตอบสนองไวมาก ใช้งานต่างๆ ไม่มีสะดุดเลย ทำระบบออกมาดีครับรุ่นนี้ เล่นเกมต่างๆ ได้สบาย


แอพพลิเคชั่นใดที่รองรับการทำงานบน FPS ที่สูงกว่าปกติ ตัวเครื่องและหน้าจอก็จะปรับการแสดงผลตามให้เองได้โดยอัตโนมัติครับ เราสามารถตั้งกำหนดตามความต้องการของเราได้ถ้าอยากจะประหยัดพลังงานมากขึ้น

Color OS 7.1 เป็น UI ที่ค่อนข้างละมุนครับ หน้าตาเรียบๆ ดูเบา ซอฟท์ สบายตา มีธีมสโตร์, แอพสโตร์ และเกมสโตร์ที่ทาง OPPO จัดสรรแนะนำไว้ให้ผู้ใช้สำหรับการดาวน์โหลดมาใช้งานได้ทันที




หน้าจอใหญ่ ความละเอียดใช้ได้ เอาไว้รับชมภาพยนตร์หรือคลิปก็เหมาะสมดีครับ ลำโพงเสียงดังชัดเปิดสุดเสียงไม่แตก


หน้าจอของ OPPO Reno4 Z 5G มีโหมดถนอมสายตา ได้รับการรับรองจาก Rheinland TÜV โดยมีอัตราการกรองแสงสีฟ้าได้มากกว่า 58% ช่วยถนอมสายตาได้ในยามใช้งานในที่แสงน้อย หรือสำหรับการใช้งานเป็นระยะเวลานานๆ ควรเปิดเอาไว้ โดยเราสามารถตั้งค่าให้มันเปิดใช้งานล่วงหน้าอัตโนมัติได้

รวมถึงมีโหมดกลางคืน Dark mode หรือโหมดธีมสีดำนั้นเองครับ ปรับหน้าการใช้งานต่างๆ ให้เป็นโทนสีดำ หลายคนชอบเพราะสบายตาและส่งผลให้ลดการใช้พลังงานของหน้าจอด้วย เราสามารถตั้งค่าให้เปิดทำงานเองล่วงหน้าได้เช่นกัน


ความเบาสบาย ในลักษณะวิธีเซน ^^ เช่นแอพ OPPO Relax ผมอยากให้ใครที่มี OPPO รุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ ColorOS ที่มี OPPO Relax ลองใช้งานกันดูครับ ลดความวุ่นวายของจิตใจและเสริมสมาธิกันสักหน่อย ภายในแอพจะมีการใช้เสียง ภาพ และบรรยากาศเพื่อเป็นไกด์นำเราให้ได้พักผ่อน และทำสมาธิ ปล่อยวางจากการทำงานและความวุ่นวานของโลกอินเตอร์เน็ตกันบ้างครับ




แอพมันส์ๆ อย่างแอพตัดวีดีโอทำคลิปสั้น SoLoop ตัวนี่เจ๋งครับ ^^ ใช้ง่ายมาก เลือกรูปภาพหรือวีดีโอ แล้วเลือกรูปแบบตามสไตล์ที่ต้องการ คุณก็จะได้คลิปที่มีเพลงประกอบ เอฟเฟ็กต์การเปลี่ยนภาพเท่ๆ แล้วสามารถอัปโหลดไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ ที่รองรับได้ทันที เช่น Tiktok หรือ IG Story



 

โหมดเพื่อความสะดวกสบายเพื่อผู้ใช้มีตัวที่น่าสนใจครับ เช่น “โหมดเวลาเข้านอน” เป็นโหมดที่ OPPO ออกแบบให้ช่วยเราปรับเปลี่ยนรูปแบบของเครื่องให้เหมาะสมกับช่วงเวลาเข้านอน เมื่อเราเสียบปลั๊กชาร์จหรือเมื่อถือเวลาที่เรากำหนดไว้ให้มันทำงาน ตัวเครื่องก็จะเข้าโหมดห้ามรบกวน และปรับแสงสีหน้าจอให้กลายเป็นโทนขาวดำ เพื่อให้เหมาะสมต่อช่วงเวลาที่กำลังจะนอนนั้นเองครับ


โหมดสำหรับการขับรถ เมื่อตัวเครื่องตรวจพบการเชื่อมต่อกับชุดเครื่องเสียงรถยนต์ ก็จะเปิดชุดการทำงานที่เรากำหนดไว้ล่วงหน้าในทันทีครับ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในขณะที่เราขับขี่รถยนต์


Game Space โหมดการทำงานเพื่อคนเล่นเกม โหมดนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเราเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นเกมในเครื่อง โดยโหมดนี้จะทำการเคลียทรัพยากรในเครื่อง ปิดกั้นการทำงานแอพเบื้องหลัง และรีดประสิทธิภาพการเชื่อมต่อสัญญาณเน็ต ทั้งหมดเพื่อให้เราเล่นเกมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครับ



รวมถึงในหน้าเล่นเกม เรายังปรับรูปแบบการติดต่อที่เข้ามาให้เป็นรูปแบบที่ไม่รบกวนการเล่นเกมของเรา รวมถึงการบันทึกหน้าจอขณะเล่นเกม และการถนอมแบตด้วยการเปิดเกมทิ้งไว้แต่ปิดแสงจอ สำหรับการเล่นเกมที่สามารถเปิดการเล่นแบบออโต้ไว้ได้ครับ

ประสิทธิภาพการเล่นเกมลื่นๆ ใช้งานได้เต็มที่สบายๆ




Smart Sidebar เป็นเหมือนลิ้นชักบนหน้าจอให้เราสามารถเข้าถึงแอพที่เราตั้งค่าไว้ภายในได้ทันทีต้องการบนทุกหน้าจอการทำงาน เรียกใช้ง่ายๆ แค่สไลด์เรียกใช้จากขอบจอด้านข้าง การแบ่งหน้าจอใช้งานสองแอพพร้อมกันได้ด้วยการสไลด์สามนิ้วขึ้นด้านบน (สไลด์สามนิ้วลงด้านล่างเป็นการเซฟภาพหน้าจอ)



ผลทดสอบต่างๆ

การจับสัญญาณต่างๆ ทำได้ดีไม่มีปัญหาครับ จับตำแหน่งได้ไวแม้ไม่ใช่เน็ตช่วยครับ




กล้องถ่ายภาพ

กล้องของ Reno4 Z 5G มีกล้องหล้งสี่ตัว กล้องหน้าสองตัว รวมเป็นกล้องหกตัวเลยครับ การที่ OPPO เลือกใส่กล้องหน้าให้มาถึงสองตัวก็เพื่มเพิ่มคุณภาพของการเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอได้คม ถ่ายง่ายมากขึ้นครับ

กล้องหน้าคู่ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 16ล้านพิกเซลและกล้องที่สองความละเอียด 2ล้านพิกเซล มีโหมด Night Mode สำหรับการเซลฟี่ในที่สองน้อย และโหมดหน้าชัดหลังเบลอชัดลึกชัดตื้นที่สองกล้องทำงานร่วมกัน เราสามารถเลือกกำหนดได้ในขณะที่ถ่าย เบลอพื้นหลังได้ค่อนข้างดีครับ จับภาพคมใช้ได้

กล้องหน้ารองรับ face beautification 2.0 เพื่อการปรับแต่งใบหน้าให้สวยใสด้วยอัลกอริทึมที่มีการปรับแต่งมาใหม่ ให้ตรวจจับความแตกต่างของใบหน้าแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน เชื้อชาติและสีผิว จับลักษณะของผิวเฉพาะบุคคลได้




กล้องหลัง 4 ตัว มีโหมดความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้าง wide-angle 8ล้านพิกเซล สามารถซูมภาพแบบไฮปริดได้ที่ 5x ภาพยังคมใช้ได้ครับ (ซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุด 10x)

ภาพมีมิติที่ดีมากเลยครับกล้องตัวนี้ ไม่ต้องเปิดภาพละลายหลัง แค่มิติจากกล้องจริงก็สวยงามได้แล้ว

เลนส์มุมกว้าง 119 องศา และการถ่ายภาพแบบซูมที่หวังผลความชัดได้ถึงระดับ 5x ครับ




อีกสองเลนส์ เป็นเลนส์สำหรับงาน Portrait คือ Vintage Portrait Monochrome 2ล้านพิกเซล และ เลนส์ B&W Portrait Monochrome 2ล้านพิกเซล เพื่อการถ่ายภาพบุคคลในฟิลเตอร์แนววินเทจ  ออกแบบมาเพื่อความสนุกในการถ่ายภาพบุคคลที่หลากหลายมากขึ้น

ฟิลเตอร์แนว Retro ให้ความรู้สึกคลาสสิค จำลองมาจากเอฟเฟ็กต์ของภาพกล้องฟิล์ม


มีโหมดถ่ายภาพกลางคืน ถ่ายภาพกลางคนได้คมโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องช่วย ผมทดสอบการถ่ายภาพคนในช่วงกลางคืน กล้องก็ยังเอาอยู่ได้ ไม่มีปัญหาครับ ถ่ายมือเปล่าได้เลย




และโหมดพิเศษที่จะเปิดการทำงานเองเมื่อค่าความสว่างรอบบริเวณอยู่ที่ 0-1 lux ซึ่งเป็นสภาพที่ตาเปล่ามนุษย์มองแทบไม่เห็นครับ ตัวโหมดกลางคืนจะเปิดการทำงาน Ultra Dark Mode ขึ้นมาทันที ภาพที่กล้องจับได้ จะเห็นรายละเอียดชัดขึ้นมาเหมือนเปิดไฟถ่ายเลยครับ

ในยุคของ 5G การรับส่งข้อมูลที่รวดเร็ว งานถ่ายวีดีโอดีๆ ก็ต้องมีมาครับ ใน Reno4 Z 5G มีโหมดการถ่ายวีดีโอแบบ Ultra steady video ภาพวีดีโอนิ่งด้วยระบบกันภาพสั่น EIS รองรับการถ่ายวิดิโอ 4K และยังรองรับการถ่าย Video Bokeh วีดีโอหน้าชัดหลังเบลอและวีดีโอบิวตี้ Video Beautification ถือว่าเป็นกล้องที่ครบเครื่องมากครับ ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ ที่มีมาให้ครบเลยทีเดียว

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก OPPO Reno4 Z 5G















สรุปท้ายรีวิว

Reno4 Z 5G เปิดจำหน่ายราคาเต็มที่ 12,990 บาท แต่สามารถซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็คเกจ 5G กับทางเครือข่ายในราคาเหลือแค่ 5,990 บาทเท่านั้นเองครับ นับเป็นเครื่อง 5G ที่ราคาเริ่มต้นถูกมาก พร้อมรับของแถม Gift box 3 in 1 มูลค่า 699 บาท และ E-VIP Card บัตรประกันหน้าจอแตก ระยะเวลา 1 ปี มูลค่า 6,000 บาท

เป็นตัวเลือกที่น่าใช้ สำหรับสมาร์ทโฟน 5G เครื่องแรกที่ทุกคนจะมาลองสัมผัสกัน เหมาะสมกับการใช้งานในยุคใหม่และในอนาคตครับ รองรับ 5G ทั้งแบบ NSA และ SA หน้าจอรีเฟรชเรทสูง 120Hz ประสิทธิภาพการประมวลผลแรงเหลือเฟือ เล่นเกมได้ ใช้งานได้อีกยาว กล้องถ่ายภาพครบเครื่องทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ราคาดี ลงทุนไม่แพงแต่ใช้งานได้ยาวๆ คุ้มค่ามากครับ

ข่าว: รีวิว OPPO Reno4 Z 5G น่าใช้ ราคาดี สมาร์ทโฟน 5G ที่คุ้มค่าที่สุดจาก OPPO มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/13/review-oppo-reno4-z-5g.html

รีวิว Samsung Galaxy M51 แบตโคตรอึด กล้องโคตรชัด คุ้มสุดจากซัมซุงในเรทราคาหมื่นต้น

มาแล้วครับ Samsung Galaxy M51 สมาร์ทโฟนใน M Series ที่เปิดจำหน่ายผ่านทางออนไลน์เท่านั้น แต่นี้แหละคือของเด็ดในเรทราคาหมื่นต้นๆ ของซัมซุง ด้วยคุณสมบัติแบต 7000 mAh และความสามารถที่คุ้มสุดๆ

จุดเด่นแรกเลยของ Samsung Galaxy M51 คือการเป็นสมาร์ทโฟนที่ให้แบตเตอรี่มาขนาดใหญ่มาก ใหญ่ถึงขนาด 7000 mAh เลยทีเดียวครับ แบตเยอะมาก! และยังมาพร้อมกับโหมดด้านการดูแลการใช้พลังงานที่ทำให้แบตของมันอยู่กับเราได้ข้ามวันข้ามคืนแม้ในวันที่เราใช้งานกันหนักๆ

ตัวเครื่องออกแบบเรียบๆ วัสดุฝาหลังเคลือบผิวเงาคล้ายกระจก ไม่มีลวดลายฉูดฉาด นำเข้ามาจำหน่ายในไทยสองสี คือสีขาว และสีดำซึ่งเป็นสีที่เราเอามาใช้ในรีวิวนี้ครับ

หน้าจอขนาดใหญ่มากด้วย 6.67 นิ้ว เป็นจอสีดีแบบ Infinity-O Display เทคโนโลยี Super AMOLED FHD+ แต่อยู่ในรูปร่างตัวเครื่องที่ไม่ได้หนา ไม่ได้หนัก ไม่ต่างไปจากเครื่องที่หน้าจอยักษ์ใหญ่รุ่นอื่นๆ ขอบจอเล็ก เจาะรูวางกล้องหน้าความละเอียดสูง 32 ล้านพิกเซล ขนาดเล็กมาก ใช้การออกแบบตามสไตล์ของ Samsung ซ่อนกล้องหน้าไว้ตรงกลางด้วยขนาดเล็กๆ ในการใช้งานจริงจะเป็นตำแหน่งที่ไม่ค่อยรู้สึกเกะกะบนหน้าจอครับ


ออกแบบมาได้ดี ด้านหลังโค้งถือจับเข้ามือ มีที่สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่องซึ่งเป็นปุ่มพาวเวอร์ในตัว และรองรับการสแกนใบหน้าด้วยกล้องหน้าด้วยครับ

รองรับสองซิมการ์ดแบบช่องใส่ซิมสามสล็อต รองรับการใส่ Micro SD card ได้เพิ่มเติม มีรูหูฟัง 3.5 มม และรองรับระบบเสียง Dolby Atmos เมื่อใช้งานร่วมกับหูฟัง ใช้พอร์ทชาร์จใต้เครื่องแบบ USB Type C รองรับระบบชาร์จไว 15W สามารถชาร์จแบต 7000 mAh ได้เต็ม 100% ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ใช้งานได้ไปประมาณสองถึงสามวัน




กล้องด้านหลังเป็นกล้องสี่ตัว ความละเอียดสูง และขอบอกตอนนี้เลยว่า กล้องของ Galaxy M51 ชัดมากกกก! กล้องมีความคมในการเก็บรายละเอียดจนไม่อยากเอากล้องหลักของมันมาถ่ายหน้าตัวเอง – – รอยย่นรอยยับ มาครบ!

แต่เหมาะมากสำหรับคนอยากได้กล้องเจนจัด จับทุกรายละเอียดความชัด ในเรทราคาหมื่นต้นๆ ผมว่ากล้องตัวนี้โหดสุดๆ ครับ

กล้องหลังสี่ตัวถูกออกแบบวางเรียงกันเป็นตัว L ไม่มีส่วนขอบกล้องยื่นนูนออกมาจากฝาหลังสักเท่าไหร่ แทบจะเป็นระดับเดียวกันฉะนั้นไม่ต้องห่วงมากเรื่องกล้องโดนขีดข่วยตอนวางเครื่องโดยไม่ได้ใส่เคสเอาไว้

กล้องหลังสี่ตัวประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซลเก็บภาพได้ชัดมาก กับกล้องมุมกว้าง Ultra Wide Camera ที่กว้างพิเศษ 123 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กล้องจับระยะชัดลึกความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มาพร้อมโหมดไลฟ์โฟกัส (Live Focus) ที่ผู้ใช้สามารถปรับความลึกของภาพได้ทั้งก่อนถ่ายและหลังถ่าย และสุดท้ายกล้อง Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับการโฟกัสสิ่งของในระยะใกล้ได้ถึง 3 เซนติเมตรเลยทีเดียว

จะเห็นว่าคุณสมบัติด้านกล้องของมันมีความละเอียดที่สูงกว่ากล้องสี่เลนส์ในระดับตลาดเดียวกันแทบทุกกล้องเลยครับ แต่อย่าเพิ่งดูแค่เรื่องของฮาร์ดแวร์เท่านั้น ^^ เพราะผลทดสอบการถ่ายภาพที่ผมนำกล้องรุ่นนี้ไปเที่ยวมา ต้องชมว่า “กล้องเขาดีจริง”

การใช้งานภายใน Samsung Galaxy M51

Galaxy M51 เป็นเครื่องจาก Samsung ที่เลือกใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 730 ให้แรมมา 8GB และรอม 128GB เป็นเครื่องสเปคดีที่นำมาใช้เล่นเกมและทำอะไรได้ทุกอย่างแล้วบนระบบ Android



การใช้งานค่อนข้างลื่นไหลดีมาก ใช้ระบบ OneUI 2.0 ครอบทับ Android 10 ด้วยความเร็วการตอบสนองที่ได้ดั่งใจ บนจอแสดงผลใหญ่ๆ 6.7 นิ้ว สีสันจอสดใสสไตล์ SuperAMOLED ใช้กันเต็มอิ่มละครับด้านเอนเตอร์เทนเมนต์

เอาไปดูหนังก็ดูเต็มตาสีสันสวยดีครับ จะเอาไปเล่นเกมก็ไหลลื่นตอบสนองได้ดีครับ เล่นบนจอใหญ่ๆ ภาพสวยๆ เหมาะมากสำหรับสายบันเทิง ลำโพงเสียงดังชัดเจน เปิดสุดเสียงไม่แตก


รองรับระบบเสียง Dolby Atmos เมื่อเชื่อมต่อกับหูฟัง และรองรับการฟังวิทยุ FM โดยต้องเสียบหูฟังเพื่อใช้หูฟังเป็นเสาอากาศรับสัญญาณได้ครับ


ทดสอบประสิทธิภาพชุดประมวลผลชุดนี้กับเกมที่ใช้กราฟิกสวยๆ มันเล่นได้สบายอยู่แล้วครับ ชุดประมวลผลแรงเพียงพอ เพราะภายในใช้เป็น Snapdragon Series 7 ก็เป็นระดับคลาสดีของสมาร์ทโฟนระดับกลางแล้ว

ผมว่าด้วยหลายๆ อย่าง คุณสมบัติในด้านการใช้งานของเจ้ารุ่นนี้คุ้มมากๆ  ทำได้หมดแบบลื่นๆ บนหน้าจอใหญ่ๆ

และที่สำคัญ “แบตเตอรี่โคตรอึด!” แบบอึดจริงๆ ครับ ผมไม่เคยที่จะสามารถทำให้แบตมันหมดภายในวันเดียวได้เลยตั้งแต่ใช้มา ถ้าอยากให้หมดจริงๆ คงต้องทำทารุณมันอย่างตั้งใจ แบบเปิดจอรันโปรแกรมทิ้งไว้ ปรับความสว่างสูงสุด แบตอาจจะหมดได้ก่อนข้ามวัน


ยิ่งถ้าเป็นคนไม่ค่อยได้ใช้อะไรหนักๆ ด้วยแล้ว ผมว่าอาจจะอยู่กับใครบางคนได้ถึงสามวันหรือสี่วันโดยไม่ต้องชาร์จก็ได้ครับ

ฟังก์ชั่นการใช้งานก็ตามประสาของ Samsung OneUI มีเยอะ และมาครบทั้ง Galaxy Store แหล่งรวมแอพและเกมต่างๆ ที่ Samsung คัดสรรมาให้เป็นพิเศษ มีธีมสโตร์สำหรับการดาวน์โหลดธีม วอลล์เปเปอร์ และ AOD น่ารักๆ (Always On Display)




Always On Display คือฟังก์ชั่นที่จะแสดงข้อมูลการแจ้งเตือน นาฬิกา และสิ่งต่างๆ ได้ตามที่เราเลือกกำหนดค่าไว้บนหน้าจอได้ตลอดเวลา น่ารักและมีประโยชน์ครับ แนะนำเปิดไว้ได้เลยใน M51 เพราะเราไม่ต้องไปห่วงเรืองแบตเตอรี่มากนัก ใช้ตามใจได้เต็มที่ ผมเองในการใช้งานเปิดทุกอย่างที่อยากใช้ ก็ยังอยู่ได้สองวันค่อยชาร์จสักที สบายๆ

การปรับแต่หน้าจอเพื่อความสบายตา มีมาให้ทั้งโหมดปรับสีสันหน้าจอได้หลายระดับ หลายโทน

การลดแสงสีฟ้าเพื่อการถนอมดวงตา และการปรับโหมดธีมให้เป็นสีดำ ส่งผลให้ลดอาการเมื่อยล้าของประสาทตาและยังช่วยลดการใช้พลังงานแบตเตอรี่ได้อีกด้วยนะครับสำหรับโหมดมืด เราสามารถตั้งเวลาให้สองโหมดนี้ทำงานได้เองตามเวลาที่เรากำหนดไว้ล่วงหน้าในแต่ละวันด้วยครับ




เล่นกับหน้าจอแสดงผลของมันได้เยอะมาก และยังมีฟังก์ชั่นเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้อย่างเช่นการย่อขนาดหน้าจอเพื่อการใช้งานมือเดียวในบางสถานการณ์แบบง่ายๆ ด้วยการดับเบิลทัชหรือสไล์ด์ปุ่มโฮม ย่อนหน้าจอเพื่อให้เราทัชใช้งานมือเดียวได้ทั่วจอ


ฟังก์ชั่น Gesture และเซนเซอร์อย่างเช่น การคว่ำหน้าเครื่องเพื่อปิดเสียงโทรเข้าในทันที หรือหยิบขึ้นมาแนบหูก็เป็นการรับสายอัตโนมัติ หรือแตะหน้าจอสองครั้งเพื่อปลุกเครื่อง ฟังก์ชั่นด่วนพวกนี้มีให้ใช้หมดใน Galaxy M51 ครับ

ระบบ Dual Messenger แยกหนึ่งแอพในเครื่องให้เป็นสอง สามารถใช้งานได้สองไอดีในเครื่องเดียว เช่นเราใช้งานแอพไลน์สองบัญชี เพื่อการทำงานและส่วนตัว ก็ไม่ต้องพกสองเครื่องครับ



 

สำหรับสายเกมเมอร์ ใน Galaxy M51 ก็จะใช้ตัว Game Launcher ตัวเก่งของทาง Samsung เป็นเกมโหมดที่ออกแบบมาเพื่อผู้เล่นเกมที่ต้องการการเล่นเกมในระดับแอดวานส์มากขึ้น


ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นการรบกวนที่ติดต่อเข้ามาในขณะเล่นเกม และยังเป็นระบบที่จะรีดประสิทธิภาพเครื่องเพื่อมาใช้ในการเล่นเกมเป็นสำคัญอีกด้วยครับ เพื่อให้ตัวเกมตอบสนองต่อการสัมผัส และการเชื่อมต่อสัญญาณเน็ตได้ดีกว่าเดิม




โดยตัว Game Launcher ของ Samsung มีดีที่พิเศษกว่าเกมโหมดของเจ้าอื่นๆ ก็เพราะ มันสามารถติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มความสามารถให้กับโหมดของมันเองได้ครับ ไม่ได้จำกัดในรูปแบบตายตัว แต่ความสามารถเพิ่มเติมได้แค่ติดตั้งปลั๊กอินที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ เช่น ปลั๊กอิน Perf Z ที่จะเป็นตัวแจ้งประสิทธิภาพการทำงานแบบเรียลไทม์บนหน้าจอ คนเล่นเกมเขาชอบให้หน้าจอมีอะไรแจ้งไว้เยอะๆ หรือ Game Clock ตัวจับเวลาที่เราไม่ต้องรออยู่หน้าเกม เวลาที่มีการรับถอยหลังรอคนเข้าร่วมสนาม ตัวปลั๊กอินนี้จะคอยตับเวลาให้เรา โดยเราไม่ต้องเฝ้าอยู่หน้าจอเกม และสามารถกลับเข้ามาเล่นได้ทันทีเมื่อปลั๊กอินทำการแจ้งเตือนมา เป็นต้น



ฟังก์ชั่นการใช้งานเยอะแยะไปหมดครับ เพราะนี้คือสมาร์ทโฟนจาก Samsung ที่ได้เปรียบในเรื่องของประสบการณ์ที่พัฒนาบนระบบ Android มานานกว่าสิบปี และรุ่นนี้คือรุ่นราคาดีของ Samsung ในเรทราคาประมาณหนึ่งหมื่นที่ออกแบบสเปคมาดีมากๆ ครับ

ผลทดสอบการเชื่อมต่อต่างๆ

การจับสัญญาณ GPS ทำได้ไวมาก แม้จะไม่มีอินเตอร์เน็ตช่วยครับ สามารถจับสัญญาณ WiFi ได้ทั้ง 2.4 และ 5G การเชื่อมต่อต่างๆ ไม่มีปัญหาในขณะทดสอบใช้งาน และตัวนี้รองรับสัญญาณ NFC ด้วย



กล้องถ่ายภาพ

อย่างที่บอกไปข้างต้น กล้องของ Galaxy M51 มีคุณภาพมากครับ ความคมชัดสูงกล้องมันเก็บรายละเอียดได้ดีจนผมไม่ชอบเลยเวลาให้เพื่อนช่วยถ่ายตัวผมเอง – – รอยยับรอยย่นใบหน้ามาหมด

แต่สาวๆ ไม่ต้องห่วงไป เพราะกล้องของ Galaxy M51 มีโหมดบิวตี้ครับ ^^ มีเพิ่มความเนียนใสให้กล้องถ่ายภาพและการถ่ายวีดีโอ รวมถึงกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านทำหน้าใสได้ในทุกๆ กล้อง

ตัวกล้องมี AI คอยจัด Scene Optimizer ปรับแต่งโทนแสงและสีให้เหมาะสมกับสิ่งที่ถ่าย แค่หยิบขึ้นมาส่องสภาพแวดล้อมและสิ่งที่โฟกัส โหมด AI และ HDR ก็จะเลือกเปิดการทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมแนะนำโหมดที่เหมาะสมให้กับผู้ใช้ ผู้ใช้ไม่ต้องเข้าใจเรื่องเทคนิคกล้องอะไรมากนักครับ ให้ตัวกล้องเป็นคนคอยช่วย



ตัวกล้องของ Galaxy M51 รองรับการถ่ายภาพหลายระยะ กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล กับกล้องมุมกว้าง Ultra Wide Camera ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล สองตัวนี้ช่วยกันได้เยอะ ถ่ายภาพมุมกว้างได้สูงสุด 0.5X 123 องศา ถือว่ากว้างมาก มีระยะซูมแบบดิจิตอลสูงสุดที่ 10x




ภาพกล้องมันชัดมาก ผมไม่อยากให้ดูภาพด้านล่างเลยแต่เพื่อคนอ่าน ยอมเอาตัวเองเป็นแบบแม้หน้าไม่หล่อแต่รายละเอียดเยอะ 555 แชะไปทีแบบไม่เปิดบิวตี้โหมด กล้องแกก็เก็บมากหมดเลยครับบรรดาริ้วรอยบนใบหน้า

แต่ใครที่ชอบกล้องเก็บรายละเอียดได้ดี และไม่ต้องจ่ายกันแพงๆ แบบเครื่องรุ่นท็อป ตัวนี้ไม่ผิดหวังครับ

ถ่ายของสวยๆ กันดีกว่า เปิดโหมดความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล ถ่ายไม่ต้องซูมเลยแต่ถ่ายแล้วเอามาครอปตัดก็ยังคมกริบ

กล้องจับระยะชัดลึกความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ไว้ใช้ในโหมดไลฟ์โฟกัส (Live Focus) หรือโหมดหน้าชัดหลังเบลอ เราสามารถปรับความชัดลึกชัดตื้นของภาพได้ทั้งก่อนถ่ายและหลังถ่าย พร้อมเลือกจุดโฟกัสใหม่ได้ และยังมีลูกเล่นในการปรับโบเก้ด้านหลังให้เป็นแบบต่างๆ เพิ่มลูกเล่น ด้วยการปรับเป็นโปเก้หมุน ^^ หรือจะทำแบบระเบิดซูมก็ได้นะครับ ปรับให้พื้นหลังเป็นสีขาวดำมันก็ทำได้ เพราะมันแยกตัวบุคคลกับฉากหลังได้ฉลาดพอสมควร




ปรับรูปร่างไฟโปเก้ด้านหลังให้เป็นรูปร่างแปลกๆ น่ารักๆ ก็ได้ ลูกเล่นเยอะ กล้องคม ทำอะไรได้สนุกครับ


และสุดท้ายกล้อง Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับการโฟกัสสิ่งของในระยะใกล้ๆ โดยเจ้าตัวนี้สามารถโฟกัสได้ใกล้ถึง 3 เซนติเมตรเลยทีเดียว

ยังมีโหมดการถ่ายภาพอื่นๆ ทั้งฟิลเตอร์สีต่างๆ ซึ่งตัวระบบกล้องของ Galaxy M51 มีฟังก์ชั้นที่สามารถเรียนรู้และสร้างฟิลเตอร์เองจากภาพตัวอย่างที่เราต้องการใช้โทนภาพของมันได้ด้วยครับ




มีทั้งโหมดถ่ายอาหาร โหมดถ่ายภาพกลางคืน และโหมดโปรที่ปรับค่ารูรับแสง ปรับ ISO และปรับโฟกัสแบบแมนนวลได้ครับ



ภาพถ่ายกลางคืนก็ทำได้ยอดเยี่ยม ภาพคมไม่มีนอยส์โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง อยากถ่ายในตอนมืดๆ ก็ถือเครื่องด้วยมือแล้วเปิดโหมดกลางคืนถ่ายได้เลย รองรับการซูมภาพและเลนส์ไวด์ด้วยนะครับในโหมดกลางคืน








ตัวกล้องมี AI รู้ว่าเรากำลังจะถ่ายสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นการสแกน QR Code อย่างการเข้าพื้นที่ช่วงนี้กับ “ไทยชนะ” ก็ไม่ต้องเข้าฟังก์ชั่นใดๆ ครับ แค่หยิบกล้องขึ้นมาส่องก็จะเห็นเป็น QR Code ได้เอง รวมถึงการถ่ายป้ายต่างๆ มันก็จะสามารถตรวจจับเจอป้าย และให้เราสามารถเซฟเก็บป้ายนั้นมาได้อย่างถูกสัดส่วนโดยอัตโนมัติเป็นต้น



ตัวอย่างภาพถ่ายจากหลายโหมด





















ในด้านฟังก์ชั่นการถ่ายวีดีโอ ตัวนี้ก็ฟังก์ชั่นระดับสูงเยอะครับ มีทั้งสโลว์โมชั่น และไทม์แลป รวมถึง ไฮเปอร์แลปและโหมดพิเศษของ Samsung นั้นคือ Single Take ถ่ายช็อตเดียวแบบหว่านแห แล้วตัว AI จะจัดการแยกแยะภาพและเลือกใช้ฟังก์ชั่นและฟิลเตอร์ของเครื่องให้เหมาะสมกับสิ่งที่มันตรวจพบได้เอง ฉะนั้นเราแค่เปิดโหมด SIngle Take แล้วแพนไปรอบตัว เราก็จะได้ภาพในหลายๆ มุมมอง ขึ้นมาเองหนึ่งชุดใหญ่ๆ ครับ ^^ เป็นฟังก์ชั่นที่เคยอยู่ใน Samsung ตัวท็อปนั้นเอง แต่มีมาให้ใช้ใน Galaxy M51 ด้วย



สรุปท้ายรีวิว

ค่อนข้างสมบูรณ์แบบครับ แบตเตอรี่ที่ใหญ่มากกว่าใคร 7000mAh พร้อมระบบจัดสรรพลังงานที่ดี ใช้งานกันได้ยาวๆ แบบที่ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวัน

ประสิทธิภาพตัวเครื่องแรง เพียงพอต่อการใช้งานในทุกๆ อย่างของระบบ Android แรมเยอะ หน่วยความจำเยอะ หน้าจอขนาดใหญ่ 6.67 นิ้ว เป็น SuperAMOLED ของ Samsung สีสันดี ใช้งานลื่นด้วยจอสวยด้วย จบครบในตัวเดียว

กล้องถ่ายภาพความละเอียดสูงในทุกเลนส์ คุณภาพกล้องดีมาก คมชัดสูง ฟังก์ชั่นค่อนข้างครบทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ

ราคาจำหน่ายไม่แพง และเป็นสินค้าแบรนด์ใหญ่อย่าง Samsung ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการบริการหลังการขาย มีศูนย์ให้บริการอยู่มากมายทั่วประเทศ

Samsung Galaxy M51 รุ่น 8GB/128GB ราคาจำหน่าย 12,900 บาท

มีให้เลือกสองสี ขาว และ ดำ จำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น

  • Samsung Online Store
  • Shopee
  • Lazada
  • JD Central

 

ข่าว: รีวิว Samsung Galaxy M51 แบตโคตรอึด กล้องโคตรชัด คุ้มสุดจากซัมซุงในเรทราคาหมื่นต้น มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/12/review-samsung-galaxy-m51.html